BDMS Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/bdms/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Mar 2026 03:53:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เบื้องหลังการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ตั้งใจเปลี่ยนทุก Touchpoint  ให้เป็นมิตรต่อผู้สวมใส่และเป็นมิตรต่อโลก [PR News] https://thestandard.co/patient-experience-green-hospital/ Thu, 26 Mar 2026 03:50:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1191206 ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital

เมื่อพูดถึง “Green Hospital” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นโ […]

The post เบื้องหลังการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ตั้งใจเปลี่ยนทุก Touchpoint  ให้เป็นมิตรต่อผู้สวมใส่และเป็นมิตรต่อโลก [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital

เมื่อพูดถึง “Green Hospital” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นโรงพยาบาลที่ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา มีระบบรีไซเคิลน้ำ หรืออาคารที่ได้รับมาตรฐาน LEED อย่างไรก็ตาม สำหรับเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล แนวคิด “Green Hospital” ถูกวางไว้อย่างลึกซึ้งกว่าการดูแลเพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อม

 

ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพของประเทศไทย องค์กรมุ่งขับเคลื่อนตามแนวทาง Sustainable Healthcare ที่สร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานการรักษาพยาบาล คุณภาพประสบการณ์ผู้ป่วย ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบ BDMS Green Healthcare

 

แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้แยกการดูแลสิ่งแวดล้อมออกจากการดูแลผู้ป่วย แต่ผสานทั้งสองมิติไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการยกระดับ Patient Experience หนึ่งในตัวอย่างคือการพัฒนา “ชุดผู้ป่วยดีไซน์ใหม่” ภายใต้แนวคิด Care for Life ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้ารับบริการ แต่ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีส่วนร่วมในการดูแลโลกไปพร้อมกันด้วย

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 1

 

ศศิธร มูลสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มโรงพยาบาลพรีเมี่ยม เครือรพ.พญาไท-เปาโล ฉายให้เห็นภาพใหญ่และความตั้งใจของเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ผ่าน ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ มากมายไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านระบบพลังงานและอาคารสีเขียว ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานโรงพยาบาลในทุกมิติ ตั้งแต่การจัดการขยะที่มีความซับซ้อน ทั้งขยะติดเชื้อ ขยะพิษ ขยะเคมี หรือการเปลี่ยนขยะรีไซเคิลผ่านกระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

“ในฐานะที่เราเป็นโรงพยาบาลในเครือ BDMS ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Top 1% ของดัชนี Dow Jones Sustainability Indices มาเป็นเวลา 3 ปีซ้อน เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จาก Corporate Strategy มาถึงระดับองค์กร เรามีหลายโปรเจกต์ที่ทำต่อเนื่อง”

 

หากนิยามความหมายของ ‘Green Hospital’ ว่าคือ โรงพยาบาลที่เน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบทางระบบนิเวศ เช่น การลดขยะ ประหยัดน้ำ และใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือสิ่งที่ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ทำมาอย่างต่อเนื่อง

 

“โปรเจกต์แรกเมื่อนึกถึงเรื่อง Green Hospital คือเรื่อง Waste and Circular Economy หรือการจัดการของเสียและเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากโรงพยาบาลมีขยะหลายประเภทมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ทั้งขยะติดเชื้อ ขยะพิษ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะเคมีจากกระบวนการรักษาผู้ป่วย ซึ่งต้องเก็บและทำลายอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้สารเหล่านั้นปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เราจึงมีตัวชี้วัดและระบบกำกับดูแลตามมาตรฐานโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด”

 

สิ่งที่ทำควบคู่ไปนั่นก็คือ ลดการนำขวดพลาสติกมาใช้ในโรงพยาบาล โดยติดตั้งจุดบริการน้ำดื่มที่ทันสมัยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถเลือกดื่มได้ตามต้องการ ขณะเดียวกันพลาสติกบางส่วนยังจำเป็นต้องใช้ ก็สร้างมูลค่าด้วยการนำฝาจุกและวัสดุพลาสติกจากขวดน้ำเกลือ ซึ่งไม่ใช่ของติดเชื้อ ไป Upcycling สร้างโปรดักต์ใหม่ขึ้นมา รวมถึงผ้า Non-woven หรือผ้าใยสังเคราะห์ที่ใช้ห่อเวชภัณฑ์ประเภท Disposable ซึ่งผ่านการสเตอไรล์แล้วและเป็นของสะอาด มาดัดแปลงเป็นกระเป๋า ถุงมือจับของร้อน หรือกระเป๋า

 

“ยิ่งไปกว่านั้น เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทัณฑสถานและวิสาหกิจชุมชนตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตและสร้างอาชีพ พร้อมนำรายได้บางส่วนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เข้า One Love Foundation ของเราด้วย”

 

ศศิธร มองว่าการทำ Green Hospital ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้น “หลังบ้าน” หรือเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยไม่รับรู้ แต่ควรถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Patient Experience ให้ผู้เข้ารับบริการสัมผัสได้จริง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับผู้ป่วย

 

“ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงการทำ Green Hospital มันเหมือนกับว่าเราทำกันอยู่ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการขยะต่างๆ การทำ recycle และ upcycling หรือการอนุรักษ์พลังงานผู้ป่วยอาจไม่ค่อยรับรู้ ครั้งนี้เราจึงมีการตั้งธีมและพูดคุยกับผู้ออกแบบว่าจะออกแบบชุดผู้ป่วยให้สอดคล้องไปกับการทำเรื่อง Green Hospital ได้อย่างไร โดยคำนึงทั้งความสะดวกสบายของผู้ป่วยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน”

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 2

 

 Patient Experience ยกระดับมาตรฐานใหม่ที่โรงพยาบาลต้องใส่ใจ

 

ศศิธร บอกว่า สิ่งแรกที่คำนึงในการออกแบบชุดผู้ป่วยหรือผู้ที่เข้ารับบริการคือ ความรู้สึก ‘Warm and Friendly’ ที่สำคัญจะต้อง Friendly กับโลกด้วย

 

“โจทย์ของเราคือ อยากให้ชุดผู้ป่วย ใส่ใจทั้งผู้รับบริการ ผู้ให้บริการซึ่งก็คือทีมแพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อม จึงถูกพัฒนามาเป็นธีม ‘Care for life’ โดยมีแนวคิด Human-centric Innovation เป็นแกนหลัก”  

 

‘Care for life’ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่

 

Care for Fiber: เนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ผสมคอตตอน ลดการใช้ฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ เพื่อรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด แต่ยังคงความสัมผัสที่นุ่มนวล สวมใส่สบาย นอกจากนี้ ชุดผู้ป่วยต้องซักด้วยความร้อนสูงเพื่อฆ่าเชื้อ 100% เส้นใยจึงต้องทนทานและรีดได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานสูง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในโรงซักรีดได้อีกทาง

 

Care for Water: สั่งทอพิเศษโดยย้อมด้วยเทคนิคแบบ Two-Tone คือการทอด้วยเส้นใยสีดิบควบคู่กับเส้นใยสีโทนอ่อน ที่ให้ความรู้สึก อบอุ่น ผ่อนคลาย และยังช่วยลดสารเคมีในการย้อมสีผ้ามากกว่าการทอแบบสีเข้มทั่วไป กระบวนการย้อมจึงใช้น้ำน้อยลง การบำบัดน้ำเสียจึงน้อยลงไปด้วย มีส่วนช่วยลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญเทคนิคนี้ ช่วยทำให้ชุดผู้ป่วยสามารถใช้งานได้นาน เพราะยิ่งซักจะยิ่งสวย เหมือนผ้าอ๊อกฟอร์ดและผ้าเดนิม

 

Care for Planet: เมื่อใช้กระบวนย้อมด้วยเทคนิคแบบ Two-Tone ทำให้ไม่จำเป็นต้องผ่านการ Anti-Chlorine Finishing เหมือนการย้อมผ้าอื่น ๆ  จึงช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตลงกว่าครึ่ง  รวมถึงการUpcycle เศษผ้าเหลือมาตัดเย็บเป็นถุงผ้าใช้งานในห้องพัก เพื่อลดขยะสิ่งทอได้อีก

 

“ชุดคนไข้สำหรับผู้ป่วยใน ที่ต้องสวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมง เนื้อผ้าต้องนุ่มเบาสบาย ซับเหงื่อ ไม่ร้อนไม่หนาว ตะเข็บต้องไม่แข็ง เพราะถ้าสวมใส่ไม่สบาย ผู้รับบริการก็จะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ยิ่งกว่านั้น เราอยากให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังใส่ชุดผู้ป่วยอยู่ ใส่แล้วยังมีความมั่นใจ ต่อให้ป่วยอยู่แต่เมื่อมีแขกมาเยี่ยม ก็ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนป่วย อันนี้มันสำคัญมากต่อประสบการณ์ที่ผู้ป่วยได้รับ”

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยสี “Harmony of Phyathai Colors” เป็นการนำโทนสีพาสเทล 3 สีหลักมาใช้ อย่าง สี Ultimate Gray ที่ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง และรู้สึกปลอดภัย สี Majestic ที่สื่อถึงชนชั้นสูง ดูเลอค่า ความเอาใจใส่ และ สี Sand ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรพ.พญาไท

 

Human-centric Innovation ยังลงรายละเอียดไปในแต่ละกลุ่มผู้ใช้บริการ ศศิธร บอกว่า “เราไม่ได้มองคนที่มาใช้บริการเป็นแค่ผู้ป่วย เพราะบางคนมาตรวจสุขภาพประจำปี หรือมาเอกซเรย์ ทำอัลตราซาวนด์ ตรวจภายใน คนกลุ่มนี้ก็ต้องการประสบการณ์ที่ดีเช่นกัน”

 

“ถ้าเป็นชุดสำหรับผู้ป่วยเด็ก นอกจากเด็กจะสวมใส่สบายแล้ว ยังออกแบบเป็นพิเศษให้พยาบาลทำงานง่าย ในเวลาที่จะต้องเช็ดตัวหรือเปลี่ยนสายน้ำเกลือโดยไม่ต้องถอดสายออก สำหรับผู้ใหญ่เราดีไซน์ในธีม Unisex แบ่งตามขนาด แต่ไม่แบ่งตามสี เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ

 

ยกระดับทุก Touchpoint ที่สัมผัสได้ เพื่อก้าวสู่ Green Hospital เต็มรูปแบบ

 

นอกจากชุดผู้ป่วย ศศิธร บอกว่า ยังมีอีกหลาย Touchpoint ที่ผู้เข้ารับบริการจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์และสร้างความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก

 

“เริ่มตั้งแต่การเลือกคู่ค้าและผู้ผลิต จะต้องเข้าใจเรื่อง Sustainability ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างการทำชุดผู้ป่วย เราจะเห็นตั้งแต่การวางแพทเทิร์นผ้าในการผลิต ทำให้เห็นว่ามีเศษผ้าที่เหลือมากน้อยแค่ไหน เราก็นำเศษผ้านั้นมาทำเป็นถุงสำหรับใส่ไดร์เป่าผมในห้องพักผู้ป่วยใน ได้ถึง 1,187 ใบ ลดการปล่อยคาร์บอนไปได้ถึง 384 กิโลคาร์บอน ส่วนเศษริมผ้าเล็กๆ ที่ใช้งานต่อยาก ผู้ผลิตก็นำไปปั่นเป็นเส้นใยเพื่อผลิตเสื้อยืดรีไซเคิลต่อไป เป็นการนำเศษผ้ากลับมาสร้างมูลค่า และทำให้เกิด Ecosystem จากการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กร เรียกได้ว่ามองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ”

 

“ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาถุงใส่ยาสำหรับผู้ป่วยนอก กรณีรับยาเม็ด 1-2 รายการให้มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย นอกจากนี้เรายังมีแผนลดการใช้เยื่อกระดาษในองค์กร และปรับเป็นระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ Hospital Information System และในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงแผนการใช้รถพยาบาลฉุกเฉินระบบไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ป่วยเริ่มสัมผัสได้ว่าโรงพยาบาลเรากำลังเดินทางไปในทิศทาง Green อย่างจริงจัง”

 

ศศิธร บอกว่าตอนนี้ทางเครือรพ.พญาไท-เปาโล กำลังทำงานกับบริษัทที่รับผิดชอบเรื่องอาหารผู้ป่วยด้วย โดยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้ามจากแพทย์สามารถเลือกปริมาณอาหารได้เอง ช่วยลด Food Waste

 

“นอกจากนี้ทีมวิศวกรของเรากำลังพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยปราศจากเชื้อ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ชุมชนรอบข้าง รวมถึงการนำน้ำ Reject โมเลกุลใหญ่จากแผนกไตเทียม ซึ่งมีปริมาณมากถึง 4-5 สระว่ายน้ำโอลิมปิกต่อปี กลับมาใช้รดน้ำต้นไม้และใช้ในโถสุขภัณฑ์”

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 3

 

การทำงานร่วมกันแบบสหสาขา หัวใจสำคัญของความสำเร็จ

 

ศศิธรบอกว่า เครือพญาไท-เปาโลเคยได้รับรางวัล Most Admired Hospital ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องมองความสำเร็จมากกว่าแค่ผลการรักษาที่เป็นเลิศ แต่ต้องมองลึกไปถึงประสบการณ์ในทุกแง่มุมของผู้รับบริการ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลที่ครองใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

 

ซึ่งหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จนี้คือ การสร้าง ‘วัฒนธรรมพลังงานอย่างยั่งยืน’ ในองค์กร ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันแบบสหสาขา

 

การดีไซน์ชุดผู้ป่วยใหม่ครั้งนี้ก็เช่นกัน ศศิธรบอกว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากการระดมสมองของทุกฝ่าย

 

“ไม่ว่าจะเป็น ทีมปฏิบัติการและแม่บ้าน ที่ต้องดูแลเรื่องการซักรีดที่ไม่เปลืองพลังงาน และมั่นใจว่าฆ่าเชื้อ 100% หรือทีมพยาบาลก็ร่วมระดมความคิด เช่น ถ้าเป็นผู้ป่วยในต้องเปลี่ยนขวดน้ำเกลือ จะเปลี่ยนอย่างไรให้ไม่รบกวนผู้ป่วยขณะพักผ่อน สิ่งที่น่าประทับใจคือ ทุกคนมีความสุขที่ได้มีส่วนร่วม อย่างการร่วมดีไซน์ชุดผู้ป่วยใหม่ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่คนทำงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้รับบริการและโลกใบนี้”

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 4

 

“ในวันที่เราปักหมุดเรื่อง Green Hospital เป็นเป้าหมายหลัก สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องรับรู้และมองเห็นภาพเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมิติของ Energy Saving หรือการจัดการ Waste เรามีการสื่อสารและถ่ายทอดกลยุทธ์ภายในเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงทิศทางที่องค์กรกำลังจะไป เมื่อเป้าหมายชัดและภาพตรงกัน การร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ ให้ได้ตามที่องค์กรต้องการก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

 

ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของเครือพญาไท-เปาโล ที่จะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเพื่อยกระดับ Patient Experience ไปพร้อมกับรับผิดชอบต่อโลกใบนี้

 

“ด้านการอนุรักษ์พลังงาน โรงพยาบาลฯ ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวด ASEAN Energy Award ในฐานะโรงพยาบาลขนาดใหญ่และได้รับรางวัลกลับมา เป็นตัวชี้วัดว่าเราจัดการเรื่องพลังงานได้ดี และเรายังเชื่อว่าสามารถทำได้มากกว่านี้ เช่นเดียวกับเรื่อง Patient Experience ที่จุดเริ่มต้นจากชุดผู้ป่วยใช้เวลาพัฒนากว่า 2 ปี และจากนี้เรายังมีแผนต่อยอดอีกมาก ทั้งเรื่องอาหาร ภาชนะ และของใช้ต่าง ๆ ในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยสัมผัสได้จริงว่าเราใส่ใจทั้งคนและโลก และยังมีอีกหลายโครงการที่จะได้เห็นกันภายในปีนี้” ศศิธรกล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 5

The post เบื้องหลังการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ตั้งใจเปลี่ยนทุก Touchpoint  ให้เป็นมิตรต่อผู้สวมใส่และเป็นมิตรต่อโลก [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น https://thestandard.co/health-insurance-shift-copayment/ Thu, 15 Jan 2026 01:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1165336 จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบ […]

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย’ จะไม่มีอีกต่อไป นี่คือความกังวลลล่าสุดของเหล่าผู้บริโภคที่มีประกันอยู่แล้ว และคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเล่มแรก หลังจากต้นสัปดาห์นี้ บริษัท AIA ประเทศไทย ผู้นำตลาดประกัน ประกาศยุติการขาย AIA Health Happy แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (สูงสุด 25 ล้านบาท) ที่ครองใจตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ตามรอยบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตที่ประกาศยุติการขายแผนประกันโรคร้ายแรงยอดฮิตอย่าง iCare (คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้

 

การประกาศยกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมประกัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมานาน ‘ค่ารักษาพยาบาล’ (Medical Inflation) ของไทยที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 10% ต่อปี และพฤติกรรมการเคลมประกัน ที่ไม่เหมาะสมของผู้เอาประกัน ส่งผลกระทบยังลามไปถึง sentiment ตลาดหุ้นไทย กดดันให้เกิดแรงขาย ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวล แนวโน้มรายได้ที่อาจลดลงจากผู้ป่วยที่พึ่งพากรมธรรม์เหมาจ่าย

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเกิดขึ้นของประกันร่วมจ่าย (Copayment) จะเป็นตัวพลิกเกมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทประกันแห่ยกเลิกการขายประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่ายในตลาดเลยหรือไม่, ส่งผลกระทบต่อรายได้กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน, ค่าเบี้ยที่ถูกลง แลกกับการร่วมแบกรับความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงไหม?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนร่วมหาคำตอบไปกับ ทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

 

Copayment ดึงเบี้ยถูกลง ใครได้ – เสียประโยชน์

 

พิเชฐ มองว่า ในมุมของบริษัทประกัน ‘ประกันร่วมจ่าย’ (Copayment) ถูกนำมาใช้ให้ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพ และค่ารักษา พยาบาลสูงขึ้น และป้องกันการโกงการเคลมค่ารักษา โดยกำหนดเงื่อนไข การเคลมระหว่างโรงพยาบาลคู่สัญญาในเครือข่ายและโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ในกรณีของบริษัท AIA แผนประกันร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เสนอให้ คปภ.พิจารณานั้น กำหนดเงื่อนไขการร่วมจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

 

1. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ AIA จะไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

2. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขการเคลมดังกล่าว จะทำให้บริษัทประกันบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น รู้ต้นทุนค่ารักษาที่แท้จริง เพราะมีระบบตรวจจับเคลม จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลคู่สัญญา

 

จึงสามารถตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลประเมินค่ารักษาเกินจริงไหม ผู้เอาประกัน

 

มีพฤติกรรมการเคลมที่ไม่เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายการเคลมได้ บริษัทจึงให้เบิกเคลมเต็มจำนวนได้ เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ซึ่งบริษัทประกันไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากนัก กระบวนการฉ้อโกงเคลมจึงเกิดขึ้นบ่อย

 

ส่วนในมุมของผู้บริโภค แม้ Copayment จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกน้อยลง แต่จะช่วยลดการฉ้อโกงการเคลมในระบบ และส่งผลทางอ้อมให้เบี้ยประกันเฉลี่ย

 

ของกรมธรรม์แต่ละบุคคลถูกลงได้

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น เพราะมีคนกลุ่มน้อย เช่น 100 คนจาก 1 ล้านคน ฉ้อโกงเคลมเป็นจำนวนเงินมหาศาล ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันที่แพงขึ้นตามไปด้วย ตามคอนเส็ปต์ของประกันที่เน้น ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’

 

“ระบบ Copayment เปรียบเสมือนกฎของร้านบุฟเฟต์ที่ว่า กินเหลือต้องปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนกินทิ้งขว้างหรือใช้บริการเกินความจำเป็น ”

 

นอกจากนี้การหันมาทำประกันร่วมจ่าย อาจเป็นกุศโลบาย ของบริษัทประกัน ที่จะดึงโรงพยาบาลนอกเครือข่ายมาเป็นคู่สัญญาร่วมกันมากขึ้น

 

ปิดฉาก ‘ประกันสุขภาพเหมาจ่าย’ ทุกพื้นที่มีแต่ Copayment ?

 

กลุ่มคนที่ซื้อประกันสุขภาพเป็นคนกลุ่มเดิม ประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้ค่อนข้างสูง คนที่ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้วก็จะไม่ซื้อ คนที่ซื้อกรมธรรม์อยู่แล้วก็จะต่ออายุของกรมธรรม์เล่มเดิม แต่คนที่ไม่เคยมีกรมธรรม์เลย ก็อาจจะต้องพิจารณาประกัน ท่ีมีเงื่อนไข Copayment มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีตัวเลือกจากบริษัทประกันอื่นๆ เพราะตลาดยังแข่งขันกันเองอยู่ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ต้องมีประกันรูปแบบ Copayment ดังนั้นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่หายไปจากตลาด

 

“ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ประกันที่มี Copayment อาจจะเบี้ยถูกกว่าประกันรูปแบบไม่มี Copayment ถ้าใครไม่ชอบประกันรูปแบบนี้ ก็ไปหาซื้อประกันตัวอื่นได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันเจ้าไหน บริหารต้นทุน ค่าเคลมได้ดีกว่า บริษัทนั้นก็มีแนวโน้มที่จะคิดเบี้ยประกันลูกค้าถูกกว่า เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่กลุ่มไหน”

 

ทั้งนี้ระบบ Copayment เป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วโลกมานานกว่า 10 ปีแล้ว (เช่น ในฮ่องกง) แต่ประเทศไทยค่อนข้างล่าช้ากว่าที่อื่น เนื่องจากความเข้าใจของประชาชน และข้อกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ประกันสุขภาพ Copayment เหมาะกับใคร

 

คนที่กำลังซื้อน้อยหรือไม่อยากจ่ายเบี้ยสูง การเลือกประกันรูปแบบ Copayment ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่อยากทุ่มเงินไปกับประกัน อาจกันเงินบางส่วนไว้เอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติจ่ายเบี้ยประกัน 30,000 บาทต่อปี อาจปรับเบี้ยลดลงเหลือ 25,000 แล้วเก็บเงิน 5,000 ไว้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติม จากวงเงินประกัน

 

หุ้นโรงพยาบาลถูกถล่มขาย

 

ตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในกลุ่ม ที่ถูกเทขายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้นไทย กดดันให้ดัชนีกลุ่มการแพทย์​ (HELTH) ร่วงลงมา 8.16% (ณ วันที่ 13 มกราคม) โดยหุ้นใหญ่สุด 3 อันดับแรกอย่าง กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) -8.8% โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) -13.3% และบางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) -9.6%

 

สาเหตุหนึ่งที่กดดันหุ้นโรงพยาบาลก็เป็นผลจากความกังวลว่า การที่ AIA กำลังจะยุติประกันเหมาจ่าย จะทำให้ลูกค้าและรายได้ของโรงพยาบาลลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในวันนี้ (14 มกราคม) หลังจากร่วงลงมา 3 วันทำการติดต่อกัน

 

โบรกชี้หุ้นโรงพยาบาล ‘ร่วงหนักเกินเหตุ’

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า นักลงทุนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีประกันแบบเหมาจ่าย ปริมาณการรักษาจะลดลง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าผลกระทบอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

 

อย่างหุ้น BDMS, BH และ BCH โดยเฉลี่ยมีฐานลูกค้าจากประกันประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำประกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อบริษัทประกันเลิกขายประกันแบบเหมาจ่าย ลูกค้าที่อาจจะลดลงคือกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งผลกระทบไม่น่าจะเกิน 5% ของสัดส่วนรายได้จากประกันที่โรงพยาบาลได้รับ

 

“โครงสร้างประชากรไทยเป็นสูงอายุอยู่แล้ว คนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป มีประกันอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ทำประกันกลุ่มใหม่อาจจะลดลงไปบ้าง แต่ราคาหุ้นในกระดานลงมา เหมือนกับว่าลูกค้า 30% นี้จะหายไปทั้งหมด อีกส่วนที่คนอาจยังรู้น้อยคือ จริงๆ แล้ว

 

หุ้น BH มีปัจจัยลบเฉพาะตัวคือ อาจจะหลุดจาก MSCI (ประกาศ 11 กุมภาพันธ์นี้) ทำให้ราคาหุ้นร่วงในช่วงที่มีข่าวประกัน จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่” ภาดลกล่าว

 

ภาดลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลบางตัว เช่น BDMS ราคาต่ำกว่าช่วงโควิด ซึ่งตอนนั้นโรงพยาบาลปิด แต่ตอนนี้ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน ขณะที่หุ้นอย่าง BCH ให้เงินปันผลเกือบ 6%

 

“คุณจะหาช่วงเวลาแบบนี้ได้กี่ครั้งเชียว ที่หุ้นปัจจัย 4 ให้เงินปันผลเกือบ 6%”

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือ BDMS เช่าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านหลังสวน ตั้งเป้าดึงต่างชาติกำลังซื้อสูง https://thestandard.co/bdms-wellness-city-langsuan/ Wed, 29 Jan 2025 04:07:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1035549 ภาพจำลองโครงการเวลเนสซิตี้ของ BDMS บนถนนหลังสวน

เทรนด์ดูแลสุขภาพโตไม่หยุด! BDMS Wellness Clinic เดินหน้ […]

The post เครือ BDMS เช่าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านหลังสวน ตั้งเป้าดึงต่างชาติกำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองโครงการเวลเนสซิตี้ของ BDMS บนถนนหลังสวน

เทรนด์ดูแลสุขภาพโตไม่หยุด! BDMS Wellness Clinic เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านถนนหลังสวน คาดเปิดให้บริการปี 2573 พร้อมจับมือ Thailand Privilege Card ดึงลูกค้าต่างชาติกำลังซื้อสูงเข้าประเทศ

 

“ปัจจุบันโลกก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) ประกอบกับเทรนด์คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพแบบ Preventive Medicine หรือการป้องกันก่อนเกิดโรคมากขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดัน, โรคเบาหวาน, โรคเส้นเลือดในสมองตีบ แตก/ตัน, โรคอ้วน, โรคเครียด และโรค มะเร็ง” นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวผลักดันให้อุตสาหกรรมเวลเนสในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าในปี 2028 จะมีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% สูงกว่า GDP โลกซึ่งอยู่ที่ 4.8% โดยข้อมูลอ้างอิงจากรายงานของ Global Wellness Institute (GWI) 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เช่นเดียวกับประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยวโลก และมีเป้าหมายที่จะดึงดูดชาวต่างชาติคุณภาพสูงให้เข้ามาพักระยะยาว และอีกหนึ่งในจุดแข็งของไทยคือความก้าวหน้าด้านการแพทย์ จึงช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก และยังผลักดันให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

จากโอกาสดังกล่าว ทำให้ที่ผ่านมา BDMS Wellness Clinic ในฐานะศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เล็งเห็นโอกาสที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination of the World จึงมีการลงทุนด้าน Wellness มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับช่วงวัย และความต้องการเฉพาะด้านจากการบ่งชี้ปัญหาสุขภาพเบื้องต้น ไปจนถึงการให้คำแนะนำและการรักษาโดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

 

รวมถึงการเช่าพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อพัฒนาเวลเนสซิตี้ มิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์ บนพื้นที่ 13 ไร่ย่านถนนหลังสวน คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2573 ในช่วงเวลาเดียวกันยังจับมือกับ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (Thailand Privilege Card) ผู้ให้บริการบัตรสมาชิกไทยแลนด์ พริวิเลจ เอกสิทธิ์วีซ่าพำนักระยะยาวภายใต้การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อนำเสนอบริการให้ชาวต่างชาติระดับสูง

 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านศักยภาพการแพทย์ไทย และจะสามารถดึงชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงและมีคุณภาพเข้ามาในไทยได้มากขึ้น และยังส่งผลให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการพำนักระยะยาวได้ด้วยเช่นกัน

The post เครือ BDMS เช่าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านหลังสวน ตั้งเป้าดึงต่างชาติกำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มการแพทย์ – ขยายจำนวนเตียงเพื่อผลักดันการเติบโตในระยะยาว BDMS เป็นหุ้นเด่นเพราะกำไรแข็งแกร่ง https://thestandard.co/market-focus-medical-stocks-2/ Sat, 21 Sep 2024 12:14:38 +0000 https://thestandard.co/?p=986390 หุ้นกลุ่มการแพทย์

เกิดอะไรขึ้น: การขยายจำนวนเตียงจะช่วยผลักดันการเติบโตใน […]

The post หุ้นกลุ่มการแพทย์ – ขยายจำนวนเตียงเพื่อผลักดันการเติบโตในระยะยาว BDMS เป็นหุ้นเด่นเพราะกำไรแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มการแพทย์

เกิดอะไรขึ้น:

การขยายจำนวนเตียงจะช่วยผลักดันการเติบโตในระยะยาวสำหรับโรงพยาบาลภายใต้การวิเคราะห์ของ InnovestX Research (BCH, BDMS, BH, CHG และ RJH) จำนวนเตียงจะเพิ่มขึ้นจาก 12,715 เตียงในปี 2566 เป็น 15,553 เตียงในระยะยาว (ปี 2570 เป็นต้นไป) หรือเพิ่มขึ้น 22% โดยจำนวนเตียงที่เพิ่มขึ้นนี้จะมาจากการขยายโรงพยาบาลเดิม การสร้างโรงพยาบาลใหม่ และการเปิดศูนย์เฉพาะทางเพิ่ม เช่น ศูนย์มะเร็ง และศูนย์สุขภาพเชิงป้องกัน 

 

พื้นที่ EEC เป็นพื้นที่เป้าหมายในการขยายจำนวนเตียง โดย InnovestX Research มีมุมมองเชิงบวกต่อความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และไม่คิดว่าจะเกิดการแข่งขันที่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจำนวนเตียงในพื้นที่ดังกล่าวมีน้อย BH เป็นข้อยกเว้น โดยบริษัทกำลังขยายเครือข่ายโรงพยาบาลออกไปยังจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมองว่าการแข่งขันจะเป็นความท้าทาย เนื่องจาก BDMS มีสถานะที่แข็งแกร่งในจังหวัดภูเก็ต

 

สำหรับบริการ SC ใน 2H67 มองว่า การดำเนินงานและกำไรของโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมให้บริการประกันสังคม (SC) จะเผชิญ Overhang จากโอกาสที่งบประมาณสำหรับค่ารักษาพยาบาลโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (RW>2) ในปี 2567 อาจจะไม่เพียงพอ โดยโรงพยาบาลบางแห่ง เช่น BCH จะบันทึกรายได้ SC สำหรับค่ารักษาพยาบาลโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (RW>2) ในอัตราที่ลดลงตามหลักความระมัดระวังจาก 12,000 บาทต่อ RW เป็น 7,200 บาทต่อ RW ใน 4Q67 และการรับรู้รายได้ที่ลดลงนี้จะกดดันให้รายได้และกำไรปกติลดลงทั้ง YoY และ QoQ 

 

ในขณะที่ CHG และ RJH ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนการรับรู้รายได้ใน 4Q67 เมื่อใช้สมมติฐานว่ามีการบันทึกรายได้ SC ในอัตราที่ลดลงตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยประเมินว่ากำไรของ CHG และ RJH จะมี Downside ราว 5-6% และมองว่าผลกระทบต่อ BDMS จะมีจำกัด เนื่องจากบริการ SC คิดเป็นสัดส่วนเพียง ~2% ของรายได้ ต่ำกว่า RJH ที่คิดเป็น 51% ของรายได้, BCH ที่ 33% และ CHG ที่ 29%  

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มการแพทย์ (SETHELTH) ปรับขึ้น 11% ราคาหุ้น BDMS ปรับขึ้น 14% ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 10%   

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

InnovestX Research ประเมินกำไรปกติของกลุ่มการแพทย์จะเติบโตที่ CAGR 7% ในปี 2567-2569 โดยชอบ BDMS เนื่องจาก
1. กำไรระยะสั้นแข็งแกร่ง – คาดว่ากำไรปกติ 3Q67 จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
2. กำไรระยะยาวแข็งแกร่ง – คาดว่ากำไรปกติจะเติบโตที่ CAGR 8% ในปี 2567-2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม
3. Valuation ไม่แพง – ใน 3Q67TD ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวขึ้นมา 12% ใกล้เคียงกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ SET แต่ซื้อขายที่ P/E 2567 ระดับ 29 เท่า ใกล้เคียงระดับ -2SD ของ P/E เฉลี่ยในอดีต

 

ใน 3Q67TD หุ้นโรงพยาบาลที่ให้บริการ SC คือ CHG ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5% BCH ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% แต่ RJH ปรับตัวลดลง 6% ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า SET BDMS และ BH เพราะถูกฉุดรั้งโดย Overhang จากบริการ SC มองว่าปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นจะมาจากข้อสรุปเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (RW>2) ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับสำนักงานประกันสังคม ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนใน 4Q67 

 

ในกลุ่มนี้ ชอบ BCH เนื่องจากกำไรมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งกว่าผู้ประกอบการโรงพยาบาลที่ให้บริการ SC รายอื่นๆ โดยที่คาดว่ากำไรปกติจะเติบโตที่ CAGR 13% ในปี 2567-2569 และประมาณการกำไรมี Downside น้อยกว่า รวมถึงปัจจุบันหุ้น BCH ซื้อขายที่ P/E ปี 2567 ระดับ 29 เท่า ใกล้เคียงระดับ -1SD ของ P/E เฉลี่ยในอดีต

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ผู้ป่วยชะลอการเข้าใช้บริการ การดำเนินงานที่อ่อนแอของโรงพยาบาลที่เปิดใหม่ การแข่งขันรุนแรง การขาดแคลนบุคลากร และความเสี่ยงด้านกฎหมายสำหรับกลุ่มการแพทย์ 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ความปลอดภัยของผู้ป่วย (S) ซึ่ง BCH, BDMS, BH, CHG และ RJH นำเอาระบบบริหารคุณภาพต่างๆ มาใช้สำหรับกระบวนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

The post หุ้นกลุ่มการแพทย์ – ขยายจำนวนเตียงเพื่อผลักดันการเติบโตในระยะยาว BDMS เป็นหุ้นเด่นเพราะกำไรแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS – คงเป้าหมายปี 2567 เน้นขยายเครือข่ายในต่างจังหวัด https://thestandard.co/bdms-2567-goal/ Sat, 15 Jun 2024 06:38:35 +0000 https://thestandard.co/?p=945471

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ ( BDMS ) ยังคงเป้า […]

The post BDMS – คงเป้าหมายปี 2567 เน้นขยายเครือข่ายในต่างจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ ( BDMS ) ยังคงเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 10-12% และ EBITDA Margin ที่ 24-25% ในปี 2567 โดยในเดือนเมษายน-พฤษภาคม InnovestX Research ประเมินว่ารายได้กิจการโรงพยาบาลของ BDMS จะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับสูง YoY (ต่อเนื่องจากที่เติบโต 11%YoY ใน 1Q67) โดยได้แรงหนุนหลักจากการกลับมาของผู้ป่วยชาวไทยหลังจากหยุดเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน กลุ่มผู้ป่วยประกันสุขภาพภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคิดเป็น 38% ของรายได้ใน 1Q67 (เพิ่มขึ้นจาก 36% ในปี 2566) และจำนวนผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 

 

ผู้ป่วยชาวคูเวต (ที่ค่ารักษาพยาบาลได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลคูเวต) ยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องใน 2Q67 เนื่องจากรัฐบาลคูเวตยังคงอยู่ในกระบวนการรวบรวมรายชื่อโรงพยาบาลไทยที่มีคุณสมบัติและสามารถเบิกจ่ายได้ ส่งผลทำให้มีการชะลอการเดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาล ซึ่งคาดว่าผลกระทบต่อ BDMS จะมีจำกัด เนื่องจาก BDMS มีรายได้จากการให้บริการผู้ป่วยชาวต่างชาติมีการกระจายตัว และรายได้จากผู้ป่วยชาวคูเวตคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของรายได้รวม

 

ด้านการขยายเครือข่ายในพื้นที่ต่างจังหวัด InnovestX Research มองว่าความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ในพื้นที่ต่างจังหวัดมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากด้วยแรงหนุนจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตและภาพรวมอุตสาหกรรมที่เป็นบวกเพราะแนวโน้มความต้องการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 

 

ในขณะที่อุปทานมีน้อย โดยในปี 2565 ประเทศไทยมีจำนวนเตียงผู้ป่วย 2.6 เตียงต่อประชากร 1,000 คน โดยแบ่งเป็น 5.5 เตียงในกรุงเทพฯ และ 2.1-2.7 เตียงในภูมิภาคอื่นๆ 

 

ใน 1Q67 รายได้จากโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัดของ BDMS เติบโต 16%YoY ซึ่งมากกว่ารายได้จากโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เติบโต 7%YoY และคิดเป็น 46% ของรายได้กิจการโรงพยาบาลรวมทั้งหมด (เพิ่มขึ้นจาก 42% ในปี 2562 และ 44% ในปี 2566) 

 

ซึ่งเชื่อว่าแนวโน้มที่แข็งแกร่งนี้จะดำเนินต่อไป เนื่องจาก BDMS จะเน้นขยายเครือข่ายโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยบริษัทวางแผนเพิ่มจำนวนเตียงเป็น ~9,300 เตียงในปี 2569-2570 (จาก ~8,600 เตียงในปี 2566) และ 65% ของจำนวนเตียงที่เพิ่มขึ้นอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด 

 

BDMS ได้เปิดโรงพยาบาลใหม่ พญาไทศรีราชา 2 ที่จังหวัดชลบุรี ในเดือนมีนาคม และศูนย์สุขภาพ BDMS Wellness Clinic สองแห่งที่ภูเก็ตในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ BDMS ยังวางแผนที่จะเปิดศูนย์มะเร็งที่โรงพยาบาลสิริโรจน์ ซึ่งจะเป็นศูนย์รังสีรักษาแห่งแรกในภูเก็ตใน 3Q67 ด้วย

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BDMS ปรับลง 5.98% สู่ระดับ 27.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 4.42% สู่ระดับ 1,311.78 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567: 

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY ต่อเนื่องใน 2Q67 แต่จะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และคาดการณ์ว่ากำไรปกติปี 2567 จะเติบโต 13%YoY สู่ 1,600 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ว่าการดำเนินงานและกำไรจะแข็งแกร่งขึ้นใน 2H67

 

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางสภาวะตลาด Risk Off เชื่อว่า BDMS จะเป็นตัวเลือกลงทุนที่ปลอดภัย เนื่องจากกำไรมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง ปัจจุบันหุ้น BDMS ซื้อขายที่ PE ปี 2567 ระดับ 27 เท่า ซึ่งต่ำกว่าระดับ -2SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดภูมิภาคที่ 28 เท่า โดยกลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุนยังคงคำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือน สำหรับ BDMS ไว้ที่ Outperform โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 36 บาทต่อหุ้น BDMS เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นในกลุ่มการแพทย์

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจทำให้เกิดการชะลอการรักษาโรคที่ไม่เร่งด่วนและความไม่สะดวกของผู้ป่วยต่างชาติที่จะเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย อย่างไรก็ดี มองว่าความเสี่ยงนี้น่าจะลดทอนลงได้ เนื่องจาก BDMS มีฐานรายได้ขนาดใหญ่จากผู้ป่วยชาวไทย ในขณะที่รายได้จากการให้บริการผู้ป่วยชาวต่างชาติมีการกระจายตัว 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG คือความปลอดภัยของผู้ป่วย (S) ซึ่ง BDMS ได้นำเอาระบบบริหารคุณภาพต่างๆ มาใช้สำหรับกระบวนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

The post BDMS – คงเป้าหมายปี 2567 เน้นขยายเครือข่ายในต่างจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS จับมือลงทุน CARIVA ผู้พัฒนา AI สำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคลได้เป็นรายแรกในอาเซียน https://thestandard.co/bdms-cariva/ Tue, 02 Apr 2024 09:34:44 +0000 https://thestandard.co/?p=918441 BDMS

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการแพทย์เ […]

The post BDMS จับมือลงทุน CARIVA ผู้พัฒนา AI สำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคลได้เป็นรายแรกในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) เป็นสองหัวข้อที่ถูกพูดอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์แห่งอนาคต โดยมีจุดประสงค์ที่ต้องการพัฒนาให้ระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพตอบโจทย์กับโลกที่มีความเสี่ยงต่อ ‘โรค’ ต่างๆ มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการแพทย์เฉพาะบุคคล มีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของจำนวนข้อมูลที่มหาศาลและความสามารถในการดึงข้อมูลสำคัญออกมาเป็นอินไซต์ แต่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนเกม

 

MarketsandMarkets บริษัทวิจัยการตลาด ออกรายงานที่เผยว่า มูลค่าตลาดของ AI ในอุตสาหกรรมการแพทย์จะถึง 67,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 หรือพุ่งขึ้นราว 10 เท่าจากตัวเลขในปี 2021

 

เพื่อคว้าโอกาสดังกล่าว บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ประกาศร่วมลงทุนใน CARIVA (แคริว่า) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการแพทย์ของไทย ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ Medical Large Language Models (Medical LLMs) เป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาต่อยอดกระบวนการตรวจสุขภาพทางห้องปฏิบัติการ (Lab Interpretation Solution) ในการแปลผลวิเคราะห์และให้ข้อมูลการตรวจแล็บที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาโรคของผู้ป่วย ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยแพทย์

 

 

โดยในปัจจุบัน BDMS นำ AI ดังกล่าวมาปรับใช้ในแนวทางค้นหาเชิงป้องกันกับคนที่มีสุขภาพดี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ Sandbox ของ BDMS เพื่อตรวจคัดกรองความผิดปกติเบื้องต้น วิเคราะห์ข้อมูลผลตรวจของแต่ละบุคคลให้สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และรักษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

 

ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา BDMS ให้ทุนสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพไปแล้ว 4 แห่ง และร่วมพัฒนานวัตกรรมกับสตาร์ทอัพในไทย จนปัจจุบันมีนวัตกรรม 7 โครงการที่พัฒนาขึ้นใหม่ถูกนำไปใช้งานได้จริงแล้ว

 

ดร.พัชรินทร์ บุญยะรังสรรค์ ผู้ช่วยประธานฝ่ายนวัตกรรมองค์กรยั่งยืน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา BDMS ได้ดำเนินแผนการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ 1,500 ล้านบาท ในรูปแบบการสนับสนุนเงินลงทุนระดับ Series A ร่วมกับสตาร์ทอัพไทย โดยมีนวัตกรรมที่นำไปใช้งานแล้ว ได้แก่ โครงการ Perceptra ที่ใช้ AI อ่านผลเอ็กซเรย์สำหรับผู้ช่วยรังสีแพทย์ โครงการ Mineed หรือเข็มเล็กละลายใต้ชั้นผิว (Microneedle) ที่ช่วยนำยาเข้าสู่ร่างกาย  

 

รวมถึงแอปพลิเคชัน ooca สำหรับปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาแบบออนไลน์ นอกจากนี้ยังมี BeDee แอปพลิเคชันสำหรับพบแพทย์และเภสัชกรแบบทางไกล หรือ Telehealth และ Telepharmacy รวมถึงการสั่งยา (Telemedicine) ซื้อหาสินค้าเวชภัณฑ์ (Health Mall) และศูนย์ข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ (Health Content) ซึ่งจะช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการด้านการแพทย์ได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

จนมาที่การลงทุนล่าสุดคือ CARIVA ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (AI ทางการแพทย์) ช่วยในการวิเคราะห์โรคเฉพาะบุคคล

 

สำหรับ Medical LLMs ภายใต้ CARIVA จะมาในชื่อ PreceptorAI แชตบอตด้านการแพทย์ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเปิดใช้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาและผู้ช่วยตัดสินใจ ซึ่งตั้งแต่เปิดใช้งานจนถึงปัจจุบัน แพทย์กว่า 10,000 คนได้ใช้ตรวจผู้รับบริการแล้วกว่า 300,000 ราย

 

ศิวดล มาตยากูร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท แคริว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า CARIVA ได้ต่อยอดนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ให้มีรูปแบบเสมือนผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ เช่น Lab Interpretation Solution, ASR (Automatic Speech Recognition) การบันทึกและตรวจความถูกต้องของข้อมูลคำสั่งทางการแพทย์แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยในการบันทึกข้อมูลทางการแพทย์ให้ถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมลดภาระงานด้านเอกสารด้วย 

 

มากไปกว่านั้นยังมี Symptom Checker ซึ่งเป็น AI ในรูปแบบแชตบอต เพื่อประเมินอาการและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโรค โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ CARIVA ประกอบกับความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ จะเข้ามาพัฒนาการบริการทางการแพทย์ของ BDMS และทางบริษัทก็พร้อมขยายสู่โรงพยาบาลชั้นนำในต่างประเทศต่อไป

 

ณรงค์ชัย ลิมป์ปิยาภิรมย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท แคริว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า โครงการ Lab Interpretation ภายใต้ Sandbox ได้มีการทดลองใช้ ณ Health Design Center ในพื้นที่โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่แล้ว พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพในรูปแบบดิจิทัลผ่าน BeDee Health Ecosystem Platform ให้คนไข้เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงสามารถเข้ารับบริการทางด้านสุขภาพ ได้แก่ การปรึกษาทางการแพทย์ ผ่าน Teleconsultation การบริการส่งยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นผ่าน Telepharmacy และ Health Mall

 

การลงทุนครั้งนี้ของ BDMS ถือเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะเข้ามาเสริมระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะเมื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกำลังถูกผลักดันจากภาครัฐให้กลายเป็นหนึ่งจักรกลทางเศรษฐกิจ การเข้ามาของเทคโนโลยี AI สำหรับวิเคราะห์โรคเฉพาะบุคคลจาก Medical LLMs รายแรกของเอเชียก็กำลังส่งสัญญาณให้ชาติอื่นๆ เห็นว่า ไทยนั้นจริงจังกับการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

The post BDMS จับมือลงทุน CARIVA ผู้พัฒนา AI สำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคลได้เป็นรายแรกในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป! ล้วงเคล็ดลับและแนวทางเสริมเกราะป้องกันมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกมากเป็นอันดับหนึ่ง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ways-to-strengthen-your-defense-against-cancer/ Wed, 06 Dec 2023 04:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=873246

THE STANDARD พาไปพูดคุยกับ ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ […]

The post มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป! ล้วงเคล็ดลับและแนวทางเสริมเกราะป้องกันมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกมากเป็นอันดับหนึ่ง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD พาไปพูดคุยกับ ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ แพทย์ผู้ชำนาญการที่อยู่ในแวดวงของการรักษาโรคมะเร็งมานานหลายปี

 

นพ.ธีรวุฒิเริ่มต้นสนทนาว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งใน 48 ประเทศ

 

นับวันยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2030 คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึง 27 ล้านคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าเทียบจากปี 2020 ที่มีผู้ป่วยใหม่ 19 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตในปี 2030 จะอยู่ที่ 17 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่มีผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณ 10 ล้านคน

 

 

‘มะเร็ง’ โรคร้ายทำคนเสียชีวิตอันดับหนึ่งใน 48 ประเทศ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ โรคมะเร็งเกิดในเอเชียสูงถึง 50% โดยผู้ป่วยรายใหม่มีประมาณ 9.5 ล้านคน ส่วนอัตราการเสียชีวิตมีปีละประมาณ 6 ล้านคนทั่วโลก มะเร็งส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากมีประชากรและผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น โดย 5 ประเทศในเอเชียที่พบมะเร็งมากที่สุดคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่ง 50% ของมะเร็งในเอเชียมาจากประเทศจีนที่มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ดูแล้วถือเป็นตัวเลขที่น่ากลัวไม่ใช่น้อย เมื่อเจาะลึกลงถึงสาเหตุที่มะเร็งเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากมีประชากรและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการพยาบาล ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรมีจำกัด ตลอดจนการพบสารปนเปื้อนในอาหาร และผู้คนไม่ให้ความสำคัญกับการป้องกันมะเร็ง โดยมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น

 

คนไทยเสี่ยงเป็นมะเร็งถึง 75%

 

เช่นเดียวกับประเทศไทย จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2020 ไทยมีจำนวนผู้ป่วยเป็นมะเร็งแล้วในรอบ 5 ปี รวม 426,366 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 190,636 คน และมีอัตราผู้ป่วยเสียชีวิต 124,866 คน หรือคิดเป็น 14 คนต่อชั่วโมง

 

WHO คาดการณ์ว่าในปี 2030 จำนวนผู้ป่วยมะเร็งของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 242,623 คน ถึงกระนั้นไทยจัดว่ามีผู้ป่วยมะเร็งมากเป็นอันดับที่ 13 ในเอเชีย และพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV และไวรัสตับอักเสบ B ยังมีมากอยู่ และมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งด้วยสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังคือมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้และทวารหนัก เป็นลำดับต้นๆ

 

เรียกได้ว่าตอนนี้คนไทยมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งถึง 16.4% ยกตัวอย่างในจำนวนคนทั้งหมด 6 คนจะเป็นมะเร็ง 1 คน คาดว่าในปี 2030 ในจำนวนคนทั้งหมด 4 คนจะป่วยด้วยโรคมะเร็ง 1 คน และที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ ใน 1 ชั่วโมง จะมีคนเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 14 คน และมีคนเป็นโรคมะเร็งถึงชั่วโมงละ 22 คน

 

เปิดสาเหตุทำไมผู้ป่วยมะเร็งถึงเพิ่มมากขึ้น

 

หากเจาะลึกลงมาถึงสาเหตุของจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบด้วย 5 ปัจจัย เริ่มตั้งแต่

 

1. จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ในปี 2023 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 20% เมื่ออายุเพิ่มขึ้นจนถึงวัยชรา เซลล์ของเราจะหยุดการเจริญเติบโต กลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่าเซลล์ชรา ซึ่งจะถูกกำจัดโดยภูมิคุ้มกันของเรา แต่ถ้าเซลล์ชรานี้ไม่ถูกกำจัดออกไป มันก็จะปล่อยสารที่ก่อให้เกิดโรคต่างในโรคคนชรา รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

 

เพราะฉะนั้นถ้าไม่ชราภาพก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวโน้มของมะเร็งในคนอายุน้อยกว่า 50 ปีเพิ่มมากขึ้น จากสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

2. วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปและมีพฤติกรรมเสี่ยง เริ่มตั้งแต่การใช้ชีวิต การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 22-25% และพบว่าคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี สูบบุหรี่มากถึง 20% ซึ่งบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งถึง 14 ชนิด

 

รวมไปถึงรับประทานอาหารกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะอาหารตะวันตก ของหวาน นม อาหารแปรรูป เนื้อสัตว์ ล้วนเป็นสารก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากการกินเนื้อสัตว์แปรรูป สัตว์เนื้อแดง ทั้งหมู เนื้อ และแกะ ดังนั้นต้องไปกินเนื้อปลาแทน

 

แม้กระทั่งโรคอ้วนก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะว่า 13 ชนิดของมะเร็งเกิดจากโรคอ้วน วันนี้คนไทยโดยเฉพาะผู้หญิงเป็นโรคอ้วน 44.9% และอีกหนึ่งปัจจัยคือชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่คลอดลูกคนแรกเมื่ออายุมาก ตามด้วยการมีลูกน้อยลง ปัจจุบันประชากรโลกกว่า 46% มีลูกต่ำกว่าเกณฑ์ จริงๆ แล้วการคลอดลูก 1 คนนั้นสามารถลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลงได้ถึง 7%

 

รวมถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ทำให้ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลงเช่นเดียวกัน การให้นมลูก 1 ปี จะลดการเป็นมะเร็งเต้านมได้ 4% และอีกหนึ่งปัจจัยคือประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วขึ้นอาจกลายเป็นมะเร็งเต้านมในที่สุด

 

3. ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ โดยเฉพาะ PM2.5 ในสังคมเมือง เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดของคนไม่สูบบุหรี่มากขึ้น โรงงานที่ไม่เข้มงวดเรื่องกฎระเบียบ ปล่อยมลภาวะออกมาสู่สังคม และมีการใช้สารปนเปื้อนในอาหารมากขึ้น เป็นต้น

 

4. ความก้าวหน้าทางการแพทย์

 

5. มีการจัดเก็บทะเบียนมะเร็งที่ดีขึ้นกว่าในอดีต

 

แนะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เสริมเกราะป้องกันมะเร็ง

 

ดังที่กล่าวมาแล้ว ผลการวิจัยพบว่าคนอายุน้อยกว่า 50 ปี มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งมาจากโรคอ้วน ทั้งนี้ มะเร็งในคนอายุน้อยอาจจะเกิดจากพันธุกรรมคือยีนที่ได้รับจากพ่อแม่ และการใช้ชีวิตแบบวัยรุ่น ทั้งการกินอาหารแบบตะวันตก นอนหลับไม่เพียงพอจนทำให้ภูมิตก ทำให้ไมโครไบโอมของร่างกายเปลี่ยนไป

 

“ทั้งหมดล้วนเป็นไมโครไบโอมของมนุษย์ ซึ่งคือชุมชนจุลชีพปกติที่อยู่ในร่างกายคนเกิดความผิดปกติ ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งมากขึ้น เพราะพฤติกรรมชีวิตเปลี่ยน”

 

ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เริ่มจากการวางแผนป้องกันและตรวจคัดกรองอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเป็นและตรวจเจอตั้งแต่ระยะต้นๆ จะได้หาแนวทางรักษา พร้อมกับหันมาให้ความสำคัญเรื่อง Wellness ที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยวางแผนการป้องกันได้

 

โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ซึ่งชำนาญการดูแลเรื่องโรคมะเร็ง จึงได้ร่วมมือกับ BDMS Wellness Clinic ซึ่งมีความชำนาญการด้าน Wellness ร่วมจัดทำ Cancer Prevention and Early Detection Program ขึ้น เพื่อช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ภัยร้ายใกล้ตัว

 

หัวใจ Wellness ต้องทำให้ตัวเราเองแข็งแรงที่สุด

 

ด้าน นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และเวชศาสตร์วิถีชีวิต เปิดเผยว่า สิ่งที่สำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันคือต้องทำตัวเราเองนั้นให้แข็งแรงที่สุด เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็ง

 

 

จริงๆ บางคนอาจคิดว่าโรคมะเร็งเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นโรคของคนสูงวัย แต่ปัจจุบันมะเร็งไม่เกี่ยวกับสูงวัยหรืออายุน้อย เพราะหากสังเกตดูข้อมูลงานวิจัยในปัจจุบันจะเห็นว่าคนอายุน้อยเริ่มเป็นมะเร็งกันมากขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันในวงการแพทย์เราล่วงรู้ความลับในร่างกายมนุษย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางพันธุกรรม ถ้าเราตรวจและรู้ก่อนก็จะเป็นผลดีในการวางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่อไป ซึ่งแนวทางป้องกันมะเร็งมี 3 ระดับด้วยกัน เริ่มจาก

 

  1. การป้องกันระดับปฐมภูมิ (Primary Prevention) เริ่มจากกลุ่มคนที่ยังไม่ได้เป็น ต้องเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเสริมเกราะป้องกันเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง รวมถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพิ่มโอกาสในการป้องกันมะเร็ง หรือ Early Detection Cancer

 

  1. ระดับทุติยภูมิ (Secondary Prevention) คือถ้าป้องกันแล้วยังมีโอกาสเป็นมะเร็งอยู่ ก็ต้องไปสู่กระบวนการรักษาให้อาการดีขึ้น ทั้งการให้ยา ตามด้วยทำเคมีบำบัด  ผ่าตัด ฉายแสงให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามไประยะสุดท้าย

 

  1. ระดับตติยภูมิ (Tertiary Prevention) เป็นการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

และทั้ง 3 ระดับกำลังจะกลายเป็นโครงการที่ทำร่วมกันระหว่าง BDMS Wellness Clinic กับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

 

พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ ตัวแปรสำคัญของโรคร้าย

 

สรุปได้ว่าในยามที่คนเราแก่ชรา เจ็บป่วย หรือเป็นโรคต่างๆ จนกระทั่งเสียชีวิต มักจะเกิดขึ้นจากปัจจัยหลักๆ 3 อย่าง คือ รหัสพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดเองได้

 

“แน่นอนว่าเราอาจจะเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมไม่ได้ แต่ถ้าเรารู้ได้ก่อน เราก็จะวางแผนการใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เช่น ทุกคนรู้ว่าการสูบบุหรี่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย แต่บางคนเลือกที่จะสูบ เพราะคิดว่าความอันตรายน่าจะยังไม่มาถึงตัว แต่เมื่อไปตรวจรหัสพันธุกรรม และพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงด้านมะเร็งปอด เราก็อาจจะปรับมุมมองใหม่ และไม่อยากสูบบุหรี่ในที่สุด”

 

ดังนั้นการที่เรามาจับมือกันกับทีมของ ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ เป็นการช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนไม่ควรรอให้ครอบครัวหรือตัวเราเป็นมะเร็งก่อนแล้วค่อยมาพบแพทย์ ควรเริ่มต้นดูแลสุขภาพก่อน เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการป่วยแล้วค่อยมารักษาอยู่แล้ว

 

 

และอีกหนึ่งปัจจัยที่น่าเป็นห่วงก็คือ โลกเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society เมื่อคนอายุเกิน 60 ปีเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2566 ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวนเกิน 20%) และอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่ขั้นสูงสุด (ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวนเกิน 28%) เมื่อคนสูงอายุมีมากขึ้น นั่นแปลว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นมะเร็งมากขึ้นนั่นเอง

 

เปิด 5 เคล็ดลับป้องกันมะเร็ง

 

สำหรับ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง รวมถึงโรคอื่นๆ เริ่มจาก

 

  1. อย่าอดนอน จากงานวิจัยจาก The China Health and Retirement Longitudinal Study พบว่า คนที่นอนในช่วงกลางคืนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง เสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 41% ซึ่งมากกว่าคนที่นอน 6-8 ชั่วโมง

 

หากมีเวลาช่วงระหว่างวันให้นอนงีบ (Power Nap) เพราะผลจากการสำรวจพบว่า คนที่ไม่งีบหลับระหว่างวันก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าเมื่อเทียบกับคนที่งีบหลับประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน

 

ทั้งนี้ การนอนมีส่วนช่วยให้ระดับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น แต่การนอน ต้องเป็นการนอนหลับสนิทด้วย เพราะจากการศึกษาใน English Longitudinal Study of Ageing พบว่า คนที่มีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี นอนหลับไม่ลึก มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับสนิท

 

  1. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและอย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (IARC) ระบุว่า เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed Meat) เช่น ไส้กรอก ซาลามี แฮม เบคอน เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่ง นพ.ตนุพล แนะนำให้ปรับมารับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไฟเบอร์ เช่น ผัก ธัญพืช และผลไม้ หรือ Plant-based Diet ให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคเหล่านี้

 

ไม่เว้นแม้แต่โรคอ้วน ปัจจุบันคนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 47% และจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ในอาเซียน แสดงว่าคนไทยเกือบครึ่งอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน ร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้ ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเสื่อมลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิด ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ และมีโอกาสเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหาร

 

  1. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ผสมกับการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เนื่องจากช่วยป้องกันโรคอ้วน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น ลดการสัมผัสสารพิษในทางเดินอาหาร เพราะอาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ดี

 

  1. ให้เลี่ยงสารอันตราย ทั้งการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และมลภาวะฝุ่น PM2.5 เพราะแอลกอฮอล์สร้างความเสียหายต่อทางเดินอาหาร และหยุดไม่ให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเอง อีกทั้งการสูบบุหรี่ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอด อีกด้านหนึ่งเรายังพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางคนไม่ได้สูบบุหรี่ แต่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับมลภาวะของสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น ฝุ่น PM2.5 รวมถึงการเผาไหม้ มลภาวะทางอากาศ ควันจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม และการสูดดมควันบุหรี่จากคนอื่น ก็กลายเป็นสารก่อมะเร็งปอดได้เช่นกัน แม้การหลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ จะทำได้ค่อนข้างยาก แต่การลองหาเวลาว่างไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างก็มีส่วนช่วยเช่นกัน

 

  1. พยายามอย่าเครียด เพราะโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลต่างเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ไม่เพียงแต่มะเร็งเท่านั้น แต่รวมไปถึงหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อม

 

สอดคล้องกับการศึกษาในประเทศเยอรมนีที่ตีพิมพ์ในวารสาร Brain Sciences พบว่าคนที่มีอาการซึมเศร้ามีความเสี่ยงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 18% ความเสี่ยงเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ ที่ทำหน้าที่เหมือนปลอกหุ้มปลายสายดีเอ็นเอ ปกป้องดีเอ็นเอไม่ให้ถูกทำลาย มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America ปี พ.ศ. 2547 ชี้ให้เห็นว่าคนที่เครียดมีอายุเซลล์แก่กว่าคนที่ไม่เครียดถึง 11 ปี เพราะเซลล์ที่แก่ลงก็หมายถึงโอกาสการเกิดโรคที่สูงขึ้น ดังนั้นการเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้หลายชนิด

 

“สุดท้ายแม้ว่าเรายังไม่ชนะศึกในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในวันนี้ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้เรามีความหวังที่จะช่วยเสริมเกราะป้องกันต่อสู้โรคมะเร็งให้กับประชาชน และจะช่วยลดอัตราการตายให้น้อยลงได้ในอนาคต ทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายที่โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคมะเร็ง และ BDMS Wellness Clinic ที่มีความชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกันและดูแลสุขภาพ ได้จับมือกันเพื่อต่อสู้กับสงครามมะเร็งที่ลุกลามไปทั่วโลก”

The post มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป! ล้วงเคล็ดลับและแนวทางเสริมเกราะป้องกันมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกมากเป็นอันดับหนึ่ง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
การจ้างงานสหรัฐฯ ชะลอลงอย่างชัดเจน ย้ำความเชื่อ Fed ยุติขึ้นดอกเบี้ย https://thestandard.co/usa-hiring-clearly-slowed-down/ Mon, 13 Nov 2023 04:51:21 +0000 https://thestandard.co/?p=864973

The post การจ้างงานสหรัฐฯ ชะลอลงอย่างชัดเจน ย้ำความเชื่อ Fed ยุติขึ้นดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post การจ้างงานสหรัฐฯ ชะลอลงอย่างชัดเจน ย้ำความเชื่อ Fed ยุติขึ้นดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิยามใหม่ของการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรกับ ‘BeDee’ แพลตฟอร์มสุขภาพที่สามารถสร้าง Healthcare Ecosystem ที่ครบครันที่สุดของไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bedee-health-platform-by-bdms/ Tue, 24 Oct 2023 07:40:25 +0000 https://thestandard.co/?p=855464 พ.ต. สมิทธิ์ ปราสาททองโอสถ

ยังจำการมาถึงของ Virtual Hospital หรือ โรงพยาบาลบนโลกออ […]

The post นิยามใหม่ของการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรกับ ‘BeDee’ แพลตฟอร์มสุขภาพที่สามารถสร้าง Healthcare Ecosystem ที่ครบครันที่สุดของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
พ.ต. สมิทธิ์ ปราสาททองโอสถ

ยังจำการมาถึงของ Virtual Hospital หรือ โรงพยาบาลบนโลกออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยและแพทย์สามารถพูดคุยตอบโต้กันได้แบบเรียลไทม์ พร้อมด้วยบริการครบวงจรเสมือนไปโรงพยาบาลจริงๆ ช่วงปี 2562 ที่มีการระบาดของโควิด-19 ได้หรือไม่ 

 

ข้อดีคือ ใช้บริการจากที่ไหน เมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่จำเป็นต้องพบปะกัน ลดการสัมผัสและติดเชื้อ 

 

แม้ตอนนี้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะเบาบางลง เราสามารถพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและรักษาได้ตามปกติ แต่ Virtual Hospital หรือแม้แต่ Digital Health Platform ก็มีผู้ใช้บริการต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 

 

พ.ต. สมิทธิ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เฮลท์ พลาซ่า จำกัด ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และการมาถึงของ Virtual Hospital ตอบสนองความต้องการการดูแลสุขภาพแบบทันท่วงทีของพวกเขาได้ ป่วยเมื่อไรต้องสามารถพบแพทย์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งการป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค  

 

พ.ต. สมิทธิ์ ปราสาททองโอสถ

 

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือ พอคนได้ลองใช้บริการ ก็เริ่มมองเห็นข้อดี เริ่มเปิดใจ ส่งผลให้ Virtual Hospital และ Digital Health Platform จะเติบโตต่อเนื่องและถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม ซึ่งการเกิดขึ้นของแอปพลิเคชัน BeDee จากเครือ BDMS คือตัวอย่างของแอปด้านสุขภาพที่ครบทั้ง Ecosystem เนื่องจากเราต้องการสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพแบบใหม่ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน นอกจากจะดูแลผู้ป่วย เรายังมุ่งเน้นดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่ต้องรอให้ป่วยแล้วจึงมาหาหมอ” 

 

BeDee by BDMS

 

BDMS ใช้เวลาในการพัฒนาแอป BeDee เกือบ 1 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท พ.ต. สมิทธิ์ มองว่านี่เป็นเวลาที่ดีในการเปิดตัว BeDee เพราะหากมองตลาด Digital Healthcare ประเทศไทยยังอยู่ในช่วง ‘Growth and Establishment’ 

 

“คนไทยเริ่มเปิดใจยอมรับ Digital Health หลังจากได้ทดลองใช้และเห็นถึงข้อดี ไม่ว่าจะทดลองใช้ด้านการรักษาโรคหรือการอ่านผลตรวจออนไลน์ ขณะเดียวกันปัจจัยหลายอย่างที่ส่งเสริมกันในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของแอปสุขภาพมากมาย ช่วยสร้าง Awareness หรือการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านโครงการบัตรทองและสิทธิประกันสังคม”  


BeDee มีบริการอะไร ครบวงจรขนาดไหน?

 

เฟสแรก BeDee หยิบเอาอินไซต์ของตลาดสุขภาพ รวมถึงความต้องการของผู้ใช้บริการและบุคลากรทางการแพทย์มาพัฒนาเป็น 3 บริการหลัก จบ ครบ ทุกเรื่องสุขภาพในแอป ได้แก่ Teleconsultation, Telepharmacy และ Health Mall 

 

“บริการแรก ‘Teleconsultation’ เป็นบริการที่ดูแลและรักษาโดยบุคลากรทางการแพทย์ในเครือ BDMS เช่น นักกายภาพ เภสัชกร หรือจิตแพทย์ เรามั่นใจว่าบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญของเราจะมอบบริการและคำปรึกษาที่ตรงจุด ข้อดีคือ คุณสามารถใช้บริการที่ไหน เมื่อไรก็ได้ สะดวก ไม่ต้องเดินทาง”  

 

พ.ต. สมิทธิ์ บอกว่า หนึ่งในบริการที่ตอกย้ำการเป็น Healthcare Ecosystem ที่สมบูรณ์ภายใต้การบริการ Teleconsultation คือการทำงานร่วมกับ BDMS Wellness Clinic เพื่อให้การเข้าถึงการให้คำปรึกษาด้าน Wellness ง่ายยิ่งขึ้น 

 

“BeDee ไม่ได้ดูแลเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเท่านั้น แต่เราต้องการดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค ยกตัวอย่างการให้บริการด้าน Wellness ที่ได้ BDMS Wellness Clinic ซึ่งเป็นศูนย์ให้บริการที่ครบวงจร แต่ปัญหาคือผู้ใช้บริการไม่ค่อยรู้ เราจึงออกแพ็กเกจที่จะเริ่มให้บริการเร็วๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจ Mental & Sleep วิเคราะห์เชิงลึกทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อหาสาเหตุของความเครียดและนอนไม่หลับ โดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยา พร้อมโปรแกรมการรักษามากมาย เช่น Sleep Test, นวดบำบัด, ทำ IV Drip หรือโปรแกรมการ Personalized Supplement ของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยให้เหมาะสมกับร่างกาย และ Wellness Program ในด้าน Weight and Nutrition Management โปรแกรมดูแลน้ำหนักและจัดเตรียมอาหารพร้อมส่งถึงบ้านทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีนักโภชนาการและแพทย์เฉพาะทางให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคล และแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จะมาเป็นตัวช่วยได้ กลุ่มสุดท้ายที่เราสนใจคือแม่และเด็ก เราจะมีแพ็กเกจ Mom and Childcare อัดแน่นโปรแกรมการดูแลคุณแม่หลังคลอด หรือคุณแม่มือใหม่ ทั้งด้านจิตใจ ให้คำปรึกษาเพื่อให้คุณแม่สามารถรับมือกับลูกน้อยได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์และพัฒนาการ”  

 

 

บริการต่อมาคือ ‘Telepharmacy’ ผู้ใช้บริการสามารถปรึกษาเรื่องยา สั่งซื้อยารักษาทั่วไป (Over-the-Counter Drugs) ยาที่มีใบสั่งยาจากแพทย์ หรือเติมยาที่ใช้อยู่ประจำในกรณีที่ยังไม่สะดวกไปโรงพยาบาล โดยเฉพาะกลุ่ม Caregiver ที่ไม่มีเวลาออกจากบ้าน โดยมีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำ พร้อมบริการจัดส่งยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ถึงบ้าน 

 

“สุดท้ายคือ Health Mall ศูนย์รวมสินค้าทางการแพทย์และสินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น วิตามิน อาหารเสริม เวชสำอาง และยังมีสินค้าเฉพาะสำหรับแต่ละกลุ่มโรค เช่น สินค้าสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เบาหวาน ซึ่งสินค้าที่เรานำเข้ามาต้องผ่านการคัดสรรภายใต้มาตรฐาน BDMS ผู้ใช้งานยังสามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อสินค้าได้ เช่น จะรับประทานอาหารเสริมอย่างไร วิธีการใช้เวชสำอาง ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับส่วนผสม หรืออุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์แนะนำ 

 

“ทั้ง 3 บริการที่เราเลือกเปิดตัวในปีนี้ จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงและเข้าใจเรื่องสุขภาพได้ง่าย ยกตัวอย่าง ยาบางตัวร้านยาใกล้บ้านไม่มีจำหน่าย แทนที่จะต้องเสียเวลาวิ่งหาร้านยา ก็เปลี่ยนมาใช้บริการผ่าน Telepharmacy ของ BeDee ซึ่งมีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำยาที่ถูกต้องพร้อมจัดส่งถึงบ้านได้ทุกเวลา แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มที่ดีนั้นจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างตรงจุดภายในเวลาที่ถูกต้อง” พ.ต. สมิทธิ์ กล่าว  

 

ปีหน้า BeDee ยังวางแผนที่จะพัฒนาบริการเพิ่มเติมที่คาดว่าจะเปิดตัวภายในต้นปี 2567 เช่น Health Check up บริการตรวจสุขภาพให้กับองค์กรต่างๆ ที่ต้องการตรวจสุขภาพพนักงาน พร้อมฟังผลกับหมอผ่านแอป เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ให้กับผู้ใช้บริการและบุคลากรทางการแพทย์ 

 

Health Content มุ่งพัฒนาข้อมูลด้านสุขภาพที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้กับผู้ใช้งาน เพื่อให้เป็น ‘ศูนย์กลางความรู้ด้านสุขภาพครบวงจร’ โดย BeDee Experts หรือทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และสุดท้ายคือ Health Package แพ็กเกจสุขภาพซึ่งรวมถึงแพ็กเกจด้าน Wellness จากทั่วประเทศ ซึ่งเป็นดีลพิเศษจากทั้งในเครือ BDMS และนอกเครือ จะพร้อมให้ได้ใช้กันเร็วๆ นี้

 

“บริการใหม่ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาในอนาคตจะเป็นส่วนหนึ่งของ BeDee Ecosystem ที่จะเข้ามาเติมเต็มเรื่องสุขภาพให้กับคนไทยด้วยมาตรฐานระดับสูง” 


ความเชี่ยวชาญของพาร์ทเนอร์และพันธมิตรคือเครื่องมือที่ช่วยสร้าง Health Care Ecosystem ที่สมบูรณ์

 

Healthcare Ecosystem ที่สมบูรณ์ยังต้องประกอบไปด้วยพันธมิตรและพาร์ทเนอร์ แน่นอนว่าการมี BDMS เครือข่ายโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีมากถึง 58 แห่ง (ในประเทศไทย 56 แห่ง และอีก 2 แห่งในประเทศกัมพูชา) เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง Ecosystem ทั้งหมด BeDee ยังจับมือกับเครือข่ายด้านสุขภาพอีกมากมาย เช่น BDMS Wellness Clinic, ร้านขายยา SAVE DRUG, ศูนย์แล็บ N Health, CARIVA HealthTech สายสุขภาพ รวมถึงพันธมิตรที่กำลังมีโปรเจกต์ร่วมกัน เช่น Bangkok Airways และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 

 

BeDee network

 

“BDMS มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 51 ปี ในด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพแบบครบครันทั้ง Ecosystem ดังนั้น BeDee จะทำให้ทุก Journey ของ Healthcare Solution ครบ จบ ในแอปเดียว ที่สำคัญ BeDee ถูกพัฒนาและยกระดับเป็น Holistic Healthcare Platform แห่งแรกที่ดูแลแบบบูรณาการ ดูแลทุกคนตั้งแต่ผู้ป่วยไปจนถึงคนที่อยากใช้ชีวิตที่ส่งเสริมให้ตัวเองมีสุขภาพดีในทุกวัน หรือที่เรียกว่า Live with Wellness

 

“นอกจากหลังบ้านที่แข็งแรงแล้ว พาร์ทเนอร์ต่างๆ ที่เราทำงานด้วยจะช่วยเสริมให้ BeDee เป็นแอปสุขภาพของไทยที่ครบวงจรอย่างแท้จริง อย่างเรื่อง Preventive เราทำงานร่วมกับ BDMS Wellness Clinic อย่างที่เล่าไป และตอนนี้มีแผนที่จะทำงานกับ Bangkok Airways เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว เน้นไปที่การดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวให้แข็งแรงตลอดการเดินทาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถปรึกษาอาการป่วยกับทีมแพทย์บนแอปได้ รองรับการใช้งานภาษาอังกฤษ และยังมีแพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ นอกจากนั้นเรายังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อโปรโมตโครงการที่ชื่อว่า Care Your Mind ความตั้งใจของโครงการนี้คือการดูแลนักศึกษาที่มีความเครียดจากการเรียนหรือปัญหาวัยรุ่นอื่นๆ ก็สามารถเข้ารับบริการได้ฟรีถึงสิ้นปี 2566 เพียงกรอกโค้ด CYMUNI” 

 

พ.ต. สมิทธิ์ ยกตัวอย่างการเสนอโซลูชันร่วมกับองค์กรต่างๆ ผ่านการออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานในเครือ อย่าง ปตท.สผ. เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่ม B2B ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ BeDee วางไว้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่มากไปกว่านั้น เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงจุดเด่นของแอปที่สามารถ Personalization เพื่อหาโซลูชันที่เหมาะสมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ต่างกันของผู้ใช้บริการ รวมไปถึงการทำ Personalization ในระดับองค์กร

 

“จริงๆ เราเริ่มทดลองกับบุคลากรในเครือโรงพยาบาลก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเราตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ B2B ได้ จากนั้นก็เริ่มทำงานกับ ปตท.สผ. และปีหน้าจะมีพาร์ทเนอร์องค์กรเพิ่มมากขึ้น เรามองว่าการทำ Personalization ในระดับองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ เพราะองค์กรที่มีรูปแบบธุรกิจต่างกัน พนักงานในองค์กรย่อมต้องการการดูแลที่ต่างไป เช่น พนักงานโรงงานอาจต้องดูแลเรื่องสมรรถนะร่างกาย ความปลอดภัยของร่างกาย ในขณะที่ออฟฟิศทั่วไป อาจมีภาวะเครียดสะสมหรือกลุ่มโรคออฟฟิศซินโดรม”  

 

กลุ่มเป้าหมายและแผนการขยายตลาดในอนาคต 

 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ BeDee วางไว้แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  1. กลุ่มผู้ใช้งานหลัก เช่น ผู้ป่วยกลุ่มอาการทั่วไป มีไข้ เป็นหวัด หรือกลุ่มผู้ป่วยโรคเฉพาะทาง เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคทางจิตเวช ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในหัวเมืองใหญ่ ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ มีการใช้แอปในชีวิตประจำวัน รวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล (Discharge) ที่ใช้บริการในลักษณะการ Follow up ติดตามอาการ หรือสั่งซื้อยาและอุปกรณ์ที่จำเป็น
  2. กลุ่มคนที่สนใจด้าน Wellness ทุกเพศ ทุกวัย ชื่นชอบการอ่านบทความด้านสุขภาพเพื่อหาข้อมูล มีพฤติกรรมการซื้อ Wellness Package สินค้าสุขภาพ และแพ็กเกจตรวจสุขภาพ
  3. กลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่บ้าน หรือกลุ่ม ‘Caregiver’

 

“กลุ่มสุดท้ายจะสามารถใช้งาน BeDee เป็นเสมือนผู้ช่วยของเขา ไม่ว่าจะปรึกษาแนวทางการรักษา ปรึกษาเภสัชกร หรือซื้อยาและอุปกรณ์ที่ใช้เป็นประจำ เราวางสัดส่วนผู้ใช้งานกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 10% ในขณะที่กลุ่มคนที่สนใจ Wellness มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี เราจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ประมาณ 40% ส่วนกลุ่มผู้ใช้งานหลักเราวางสัดส่วนไว้ที่ 50%”

 

พ.ต. สมิทธิ์ ปราสาททองโอสถ

 

พ.ต. สมิทธิ์ เผยว่าปีนี้ต้องการให้ BeDee เป็นแพลตฟอร์มเพื่อสุขภาพที่ครบวงจรในประเทศไทย พร้อมตั้งเป้าปีหน้าปักธงไทยที่ต่างแดน “เราตระหนักว่าทุกประเทศกำลังสนใจเทรนด์ Telemedicine เมื่อเราทำแพลตฟอร์มให้พร้อมที่จะให้บริการเต็มรูปแบบ ครบวงจร ก็เตรียมขยายการให้บริการสู่ประเทศในแถบเอเชีย โดยจะเริ่มจากประเทศที่มีเครือข่ายโรงพยาบาลในเครือ BDMS อย่างประเทศกัมพูชา ตอนนี้เราเริ่มเตรียมการบางส่วนแล้ว เช่น ทำเว็บไซต์ 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ, จด Trademark และเริ่มหาพาร์ทเนอร์โรงพยาบาลในต่างประเทศด้วยเช่นกัน

 

“ผมว่าจุดแข็งสุดท้ายของ BeDee ที่ต้องยกเครดิตให้คือทีมงานของ BeDee ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ของพาร์ทเนอร์ สามารถสร้างโมดูลต่างๆ เพื่อเติมเต็มบริการด้านสุขภาพกับพาร์ทเนอร์ได้อย่างง่ายดาย และ Customize โปรแกรมสุขภาพต่างๆ ได้

 

“การสร้าง BeDee ให้เป็น Holistic Healthcare Platform ที่ดูแลแบบบูรณาการ มี Ecosystem ด้านสุขภาพที่คนไทยเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย ต้องใช้ความร่วมมือจากทีมงาน พาร์ทเนอร์ และพันธมิตร ผมเชื่อมั่นว่า BeDee จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการว่าจะได้รับบริการด้านสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสูง ได้รับคำปรึกษาที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น ฝั่งโรงพยาบาลเอง BeDee จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย และในช่วงเปิดตัว BeDee ได้เตรียมโปรโมชันมากมายเพื่อเพิ่มการทดลองใช้ ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาเรื่องสุขภาพกับพยาบาลเบื้องต้นฟรี ส่วนลด 100 บาท ที่สามารถใช้ได้ทั้งแอปเพียงกรอก BDPR02 ตั้งแต่วันนี้ – สิ้นปี 2566 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ www.BeDee.com” พ.ต. สมิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย 

 

โหลดแอปที่ > link

The post นิยามใหม่ของการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรกับ ‘BeDee’ แพลตฟอร์มสุขภาพที่สามารถสร้าง Healthcare Ecosystem ที่ครบครันที่สุดของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS – ราคาหุ้นปรับลดลงมากเกินไป https://thestandard.co/market-focus-bdms-9/ Mon, 25 Sep 2023 09:32:25 +0000 https://thestandard.co/?p=845919

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 บมจ.กร […]

The post BDMS – ราคาหุ้นปรับลดลงมากเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ประกาศว่านายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (ผู้ก่อตั้ง BDMS) แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัท เนื่องจากมีภารกิจจากกิจการอื่นเพิ่มขึ้น InnovestX Research เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานและกลยุทธ์ทางธุรกิจของ BDMS 

 

โดยแพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ (บุตรสาวของนายแพทย์ปราเสริฐ) เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานกรรมการบริหารของ BDMS ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 และกันยายน 2563 ตามลำดับ การดำเนินงานของ BDMS ปรับตัวดีขึ้น โดยรายได้เพิ่มขึ้นจาก 7.96 หมื่นล้านบาทในปี 2562 สู่ 8.85 หมื่นล้านบาทในปี 2565 และกำไรปกติเพิ่มขึ้นจาก 9.6 พันล้านบาทในปี 2562 สู่ 1.26 หมื่นล้านบาทในปี 2565

 

สำหรับแนวโน้มกำไรระยะสั้นใน 3Q66 คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ โดยรายได้ของ BDMS เติบโต 7-8%YoY ในเดือนกรกฎาคม และเร่งตัวขึ้น 10-12%YoY ในเดือนสิงหาคม โดยได้แรงหนุนจากรายได้จากบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลางและตลาดจีน และรายได้จากบริการผู้ป่วยชาวไทยที่แข็งแกร่งขึ้นจากโรคตามฤดูกาล 

 

อย่างไรก็ดี ประมาณการกำไรปกติในปี 2566 ยังคงไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 12%YoY) และ 1.5 หมื่นล้านบาทในปี 2567 (เพิ่มขึ้น 8%YoY) โดยอิงกับมุมมองที่ว่ารายได้จะเติบโตเพิ่มขึ้น และ EBITDA Margin จะเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เติบโตมากขึ้น รายได้จากศูนย์ความเป็นเลิศที่เพิ่มขึ้น และการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ได้ดีขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BDMS ปรับลดลง 7.08%MoM อยู่ที่ระดับ 26.25 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 1.49%MoM อยู่ที่ระดับ 1,522.59 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวลดลงมาแล้ว 7% (เทียบกับ SET ที่ลดลง 2%) สู่ระดับต่ำสุดของปีนี้ ซึ่งมองว่าราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากเกินไป และมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมหุ้น BDMS เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง และกำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น 

 

ขณะที่ราคาหุ้น BDMS ในปัจจุบัน มองว่า Valuation ไม่แพง โดยหุ้น BDMS ซื้อขายที่ PE ปี 2567 ระดับ 27 เท่า ต่ำกว่าระดับ -2SD ของ PE เฉลี่ยในอดีต และพบว่าสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ (รวมถึง NVDR) ของ BDMS เพิ่มขึ้นจาก 35% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ณ สิ้นปี 2565 สู่ 36.7% ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กันยายน 2566)

 

อย่างไรก็ดี ยังคงคำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือน สำหรับ BDMS ไว้ที่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 อ้างอิงวิธี DCF (WACC ที่ 7.1% และการเติบโตระยะยาวที่ 3%) ที่ 35 บาทต่อหุ้น และเลือก BDMS เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มการแพทย์

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่จะส่งผลกระทบทำให้ผู้ป่วยชะลอการเข้าใช้บริการ การแข่งขันรุนแรง การขาดแคลนบุคลากร และความเสี่ยงด้านกฎหมาย

The post BDMS – ราคาหุ้นปรับลดลงมากเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติมองโรงพยาบาลเอกชนไทยเข้าถึงการรักษาได้ง่าย ‘BDMS’ ทุ่ม 1.5 พันล้าน ลงทุนนวัตกรรม นำ AI – แพลตฟอร์ม เสริมทัพบุคลากร https://thestandard.co/bdms-invest-innovation-ai/ Fri, 10 Feb 2023 06:46:55 +0000 https://thestandard.co/?p=748535 โรงพยาบาลเอกชนไทย

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกลับมาฟื้นตัว หลังโควิดซา-ต่างชาติแ […]

The post ต่างชาติมองโรงพยาบาลเอกชนไทยเข้าถึงการรักษาได้ง่าย ‘BDMS’ ทุ่ม 1.5 พันล้าน ลงทุนนวัตกรรม นำ AI – แพลตฟอร์ม เสริมทัพบุคลากร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงพยาบาลเอกชนไทย

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกลับมาฟื้นตัว หลังโควิดซา-ต่างชาติแห่รักษาโรคซับซ้อน ‘BDMS’ ทุ่ม 1.5 พันล้านบาท จับมือ Health Tech Start-up ลงทุนนวัตกรรม นำ AI – แพลตฟอร์มบริการทางการแพทย์ครบวงจร เสริมทัพทีมบุคลากร

 

พัชรินทร์ บุญยะรังสรรค์ ผู้ช่วยประธานฝ่ายนวัตกรรมองค์กรยั่งยืน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ฉายภาพว่า หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย มีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกลับมาฟื้นตัวกว่า 100% แต่อีกด้านยังต้องเผชิญกับความท้าทายของการขาดแคลนบุคลากร ทั้งแพทย์ พยาบาล ผู้ให้บริการต่างๆ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เช่นเดียวกับ BDMS ปัจจุบันลูกค้ามีทั้งคนไทยและต่างชาติ ปัจจุบันการขยายตัวของผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลในไทยมีเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ส่วนใหญ่เข้ามารักษาโรคซับซ้อน เช่น หัวใจ มะเร็ง และกระดูก ส่วนใหญ่ต่างชาติมองว่าโรงพยาบาลในไทยมีบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานระดับสากล รวมถึงมีอัตราค่ารักษาที่อยู่ในระดับมาตรฐาน ทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้ง่าย

 

หากย้อนกลับไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้มองหานวัตกรรมใหม่ๆ ทางการแพทย์เข้ามาช่วยพัฒนาการบริการด้านสุขภาพ และเพื่อรองรับการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ ต้องนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร จึงทุ่มงบ 1.5 พันล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนด้านนวัตกรรมในระหว่างปี 2566-2567 เริ่มตั้งแต่การเข้าไปร่วมมือกับสตาร์ทอัพ พัฒนาแอปพลิเคชัน Ooca (อูก้า) เปิดให้คนที่มีภาวะเครียดจากการใช้ชีวิตเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านช่องทางออนไลน์ หลังจากนั้นจะถูกวินิจฉัยและส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลในเครือ

 

นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวการตรวจแมมโมแกรมในการตรวจมะเร็งเต้านม ผ่านการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในการอ่านผลเอ็กซเรย์ช่วยนักรังสีการแพทย์ รวมถึงการนำ Mineed เข็มปักใต้ผิวหนังเพื่อส่งผ่านยาโดยที่เข็มละลายได้ เพื่อใช้ในวงการเสริมความงาม โบท็อกซ์ ยาชาใต้ผิวหนัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ FDA ก่อนจะจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไป

 

ขณะเดียวกัน ในไตรมาส 3/66 BDMS เตรียมเปิดตัวแอป BeDee โดยเปิดให้ใช้งานเริ่มตั้งแต่การนัดพบแพทย์ พบเภสัชกร สั่งยา หาสินค้าเวชภัณฑ์ และหาข้อมูลสุขภาพ สำหรับแอปดังกล่าวถือว่าเป็น Ecosystem Platform เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับสตาร์ทอัพที่ชื่อว่า CARIVA ที่อยู่ภายใต้บริษัท ปตท.สผ. ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองใช้งาน ซึ่งมีแพทย์อยู่ในระบบกว่า 200 ราย และเตรียมจะเพิ่มเป็น 500 ราย ซึ่งถือเป็นการให้บริการอย่างครบวงจรและตอบโจทย์ตลาดเฮลท์แคร์ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

พัชรินทร์กล่าวต่อไปว่า จะเห็นว่าทุกอย่างเราเข้าไปร่วมมือกับสตาร์ทอัพในกลุ่ม Health Tech ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางของ BDMS ที่ต้องการผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยมีเป้าหมายปั้น Thai Health Tech เป็นยูนิคอร์น หรือมีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในอนาคต 

 

ขณะเดียวกัน BDMS ยังได้นำร่องให้ความสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน เริ่มตั้งแต่การบริหารจัดการขยะในโรงพยาบาล และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดต้นทุนพลังงาน

The post ต่างชาติมองโรงพยาบาลเอกชนไทยเข้าถึงการรักษาได้ง่าย ‘BDMS’ ทุ่ม 1.5 พันล้าน ลงทุนนวัตกรรม นำ AI – แพลตฟอร์ม เสริมทัพบุคลากร appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS – กำไรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 4Q65 https://thestandard.co/market-focus-bdms-8/ Thu, 12 Jan 2023 12:01:56 +0000 https://thestandard.co/?p=736491

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรี […]

The post BDMS – กำไรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 4Q65 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 4Q65 ของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ซึ่งคาดว่าจะรายงานผลประกอบการวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BDMS ปรับเพิ่มขึ้น 6.19%MoM สู่ระดับ 30.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 3.96%MoM สู่ระดับ 1,687.45 จุด

 

พรีวิวผลประกอบการ 4Q65:

InnovestX Research คาดการณ์กำไรปกติ 4Q65 ที่ 2.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9%YoY แต่ลดลง 15%QoQ โดยมีสาเหตุมาจากการค่าใช้จ่ายสิ้นปีตามฤดูกาล และรายได้จากบริการโควิดที่ลดลง เมื่ออิงกับพรีวิว 4Q65 กำไรปี 2565 น่าจะออกมาตามคาด โดยที่คาดว่ากำไรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงกว่าก่อนเกิดโควิดที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2565 และจะเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 12%YoY ในปี 2566 โดยจะเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มการแพทย์

 

ด้านรายได้ของ BDMS เติบโต ~9%YoY ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน โดยได้แรงหนุนจากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิดที่เติบโตเพิ่มขึ้นทั้งผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยชาวต่างชาติ BDMS กล่าวว่ารายได้จากบริการผู้ป่วยต่างชาติในเดือนพฤศจิกายน สูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิดแล้ว (จาก 94% ของระดับก่อนเกิดโควิดใน 3Q65) 

 

และคาดว่าการเปิดประเทศของจีนพร้อมกับความสะดวกสบายในการเดินทางมากขึ้น จะส่งผลทำให้จำนวนผู้ป่วยจากจีน (1.6% ของรายได้ในปี 2562 ของ BDMS) เติบโตเพิ่มขึ้น โดยในปี 2563 BDMS ได้ร่วมมือกับ Ping An Health Insurance Company of China, Ltd. (Ping An Health) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Ping An Insurance Group Company of China, Ltd. บริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดในจีน 

 

เพื่อให้บริการกรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิกของ Ping An Health แต่พัฒนาการเป็นไปได้ช้าจากสถานการณ์โควิด และข้อจำกัดการเดินทางของจีน ทั้งนี้ ตามข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจที่บริษัทให้ไว้ในปี 2563 BDMS คาดว่ารายได้จากผู้ป่วยจากจีนจะเพิ่มขึ้นสู่ 2-5% ของรายได้รวม

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

InnovestX Research คาดว่ากำไรของ BDMS จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเติบโต 58% ในปี 2565 สู่ 1.22 หมื่นล้านบาท สูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด และเติบโต 12% ในปี 2566 สู่ 1.37 หมื่นล้านบาท อันเป็นผลมาจากจำนวนผู้ป่วยคนไทยที่เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย และบริการผู้ป่วยต่างชาติที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยบริการโควิดที่ชะลอตัวลง

 

และคาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY และ QoQ โดยได้แรงหนุนจากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และบริการผู้ป่วยต่างชาติที่เติบโตมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% ดีกว่า SET ที่เพิ่มขึ้น 1% นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกของตลาดมีต่อหุ้นที่เชื่อมั่นว่ามีผลประกอบการดี และคาดว่าราคาหุ้น BDMS จะปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจากแรงหนุนการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยกำไรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 4Q65 และคาดจำนวนผู้ป่วยจากจีนจะเพิ่มขึ้นหลังจากเปิดประเทศ

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน InnovestX Research ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ BDMS โดยให้คำแนะนำ Tactical Call ระยะ 3 เดือนที่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ที่ 34 บาทต่อหุ้น

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่จะส่งผลกระทบทำให้ผู้ป่วยชะลอการเข้าใช้บริการ การแข่งขันรุนแรง การขาดแคลนบุคลากร และความเสี่ยงด้านกฎหมาย


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

 

 

The post BDMS – กำไรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 4Q65 appeared first on THE STANDARD.

]]>
50 ปีแห่งความยั่งยืนของ BDMS กับการยกระดับองค์กรด้วย ‘BDMS Sustainability’ เฟรมเวิร์กที่ทำให้ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก DJSI 2 ปีซ้อน https://thestandard.co/bdms-sustainability/ Sat, 10 Dec 2022 06:30:45 +0000 https://thestandard.co/?p=722192 BDMS Sustainability

น้อยคนนักที่จะไม่รู้ว่า ‘BDMS’ คือผู้ประกอบการธุรกิจให้ […]

The post 50 ปีแห่งความยั่งยืนของ BDMS กับการยกระดับองค์กรด้วย ‘BDMS Sustainability’ เฟรมเวิร์กที่ทำให้ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก DJSI 2 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS Sustainability

น้อยคนนักที่จะไม่รู้ว่า ‘BDMS’ คือผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร (Healthcare Services) ทั้งในรูปแบบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก 

 

BDMS Sustainability

 

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2512 จากหนึ่งโรงพยาบาลขนาด 4 ชั้น 50 เตียง บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ จนถึงตอนนี้ BDMS ขยายอาณาจักรออกไปโดยมีโรงพยาบาลในเครือข่ายทั้งหมด 56 แห่ง แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล กลุ่มโรงพยาบาลรอยัล (ประเทศกัมพูชา) และโรงพยาบาลอื่นๆ นอกจากนั้นยังมีธุรกิจด้านเวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพ ร้านยา ‘เซฟดรัก’ (SAVE DRUG) รวมถึงโรงงานผลิตยาสหแพทย์ฯ บริษัทแล็บ N Health และล่าสุดคือกลุ่ม Wellness Clinic 

 

 

แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า BDMS เป็นองค์กรธุรกิจด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพรายแรกของไทยและในภาคพื้นเอเชียที่เข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices: DJSI) 2 ปีซ้อน (ปี 2564 และปี 2565) 


DJSI คือดัชนีความยั่งยืนระดับสากลสำหรับบริษัทจดทะเทียน ที่จัดอันดับโดย S&P Global ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อรับรองว่าธุรกิจนั้นๆ มีการบริหารจัดการตามหลัก ESG ตรงตามเกณฑ์หรือไม่ 


การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก DJSI ของ BDMS ไม่เพียงตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนเท่านั้น แต่การที่ธุรกิจด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพสามารถผ่านเกณฑ์การวัดผลจากการประเมินคะแนน ESG ที่องค์กรจะต้องตอบคำถาม รวมถึงเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ จะทำให้องค์กรอื่นๆ ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันมองเห็นความเป็นไปได้ 


“เราอยากเป็นต้นแบบให้กับคนในธุรกิจเดียวกันเห็นว่า จริงๆ แล้ว Healthcare ทำได้ เพราะยิ่งธุรกิจด้านสุขภาพหันมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพใหญ่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเราเองก็ต้องการพลิกโฉมธุรกิจบริการทางการแพทย์ของไทยให้มีมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก” พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าว 


นี่ก็อีกเรื่องที่น้อยคนจะรู้ว่า เมื่อปี 2563 BDMS ได้รับคัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ติดทำเนียบหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment (THSI) ในกลุ่มบริการ จนถึงปี 2565 ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 สร้างความเขื่อมั่นให้กับนักลงทุนตามแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน 

 

พญ.ปรมาภรณ์ บอกกับเราว่า “BDMS ริเริ่มนโยบายหลักเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการองค์กรตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม รวมทั้งมุ่งรักษาสมดุลและควบคุมผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยได้ยึดหลักกระบวนการบริหารจัดการด้านความยั่งยืนตามหลักสากล และได้นำมาปรับใช้ในการทำงานขั้นพื้นฐาน และผลักดันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์และวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงการกำกับดูแลการดำเนินงาน BDMS มาโดยตลอด”

 

“จุดเริ่มต้นของการเข้าเป็นสมาชิก DJSI เกิดจากการที่เราอยากก้าวไปในระดับสากล ก็สื่อสารเป้าหมายนี้ไปถึงคนในองค์กรว่าเราจะเดินหน้าเรื่องนี้จริงจัง ตอนนั้นคิดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ถึงจะสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ แต่ปรากฏว่าเราใช้เวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น”

 

“จริงๆ แล้วในช่วงเริ่มต้นที่ต้องมีการทบทวนสิ่งที่เราทำมาตลอด 50 ปี พบว่าหลายส่วนเราทำตามแนวทางของ Sustainability และตรงกับข้อกำหนดมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยนำมารวบรวมเป็นข้อมูลส่วนกลาง เช่น Waste Management เราจับมือกับ SCG นำแกลลอนน้ำยาล้างไตใช้แล้ว มาเปลี่ยนเป็นกระถางต้นไม้ปลูกพลูด่าง นำมาเรียงเป็นต้นคริสต์มาส ซึ่งเราทำงานวิจัยภายในองค์กรพบว่าพลูด่างช่วยทำให้อากาศในพื้นที่ปิดสะอาดขึ้น พอจบงานก็เอากระถางต้นไม้ไปแจก 


“ช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 แม้ว่าเราจะเป็นธุรกิจเอกชน แต่ก็ทำงานร่วมกันภาครัฐในการดูแลสุขภาพในรูปแบบต่างๆ ทั้งการฉีดวัคซีน รักษาผู้ป่วยโควิด ทำโรงพยาบาลสนาม ถือว่าเป็นหน้าที่ในฐานะผู้ให้บริการด้านสุขภาพ อย่างการทำงานร่วมกับมูลนิธิเวชดุสิต ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และกองทัพอากาศ สร้างโรงพยาบาลสนาม 100 เตียง ที่สนามกีฬาธูปะเตมีย์ รองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเหลือง หรือส่งบุคลากรในองค์กรไปทำงานร่วมกับมูลนิธิเวชดุสิตฯ ในโครงการ Green Health ดูแลเด็กอ่อนในสลัม ตรวจสุขภาพคนด้อยโอกาส หรือมอบรถเข็น วีลแชร์ เตียง ในกลุ่มคนไข้ด้อยโอกาส เป็นต้น” 

 

 

พญ.ปรมาภรณ์ ยังเล่าถึงการทำ Pilot Study โรงพยาบาลอาคารสีเขียว Green Hospital โดยตั้งใจที่จะให้เป็นมาตรฐานของโรงพยาบาลและธุรกิจในเครือทั้งหมด เริ่มที่ 2 แห่งแรก ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ และ โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน

 

 

“ที่เลือก 2 โรงพยาบาลนี้ เพราะเป็นโรงพยาบาลที่รองรับนักท่องเที่ยว เราต้องการให้เขารับรู้ว่า ในฐานะองค์กรใหญ่ นอกจากคุณภาพชีวิตของคนที่มาใช้บริการ เรายังให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน”


โครงการ Green Hospital นำไปขยายผลและต่อยอดโครงการเปลี่ยนชื่อให้เหมาะสมเป็นโครงการ Green Healthcare เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล และเพิ่มเกณฑ์การประเมินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยปี 2566 มีโรงพยาบาลที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 18 แห่ง

 

 

ปัจจุบัน โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่, โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน, โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย และล่าสุดโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับการประเมินอาคารสีเขียว (Green Hospital) ตามมาตรฐาน The LEED 2009 for Healthcare สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเกณฑ์ประเมินโครงสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ พัฒนาขึ้นโดย U.S Green Building Council (USGBC) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


“เราอยากให้โรงพยาบาลในเครือใส่ใจกับเรื่องนี้มากขึ้น และจะเริ่มทยอยให้ทุกโรงพยาบาลเข้าโครงการนี้จนกว่าจะครบ นอกจากนี้เราจะทำเกณฑ์ของ Green Building เข้ามาใช้กับอาคารที่จะเริ่มก่อสร้างหลังจากนี้ เรามีต้นแบบคือโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ที่เข้าเกณฑ์ Green Building มาตั้งแต่แรก รวมถึงการพัฒนา Solar Roof ที่โรงพยาบาลและโรงงาน โดยปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 20 แห่ง” 

 

 


“และในโอกาสครบรอบ 50 ปี BDMS เรามีโปรเจกต์ HERO ที่ได้ผลตอบรับดีเกินคาด เป็นโปรเจกต์ที่เราตั้งใจส่งต่อพลังฮีโร่ให้กับทุกคนด้วยการส่งบุคลากรไปสอนการทำ CPR อย่างถูกวิธีให้กับโรงเรียน ชุมชน และองค์กรต่างๆ ตอนแรกตั้งเป้าผู้เข้าร่วมตลอดโครงการ 5,000 คน โดยทำมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ปรากฏกว่ามีคนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 40,000 คนแล้ว คุณค่าที่ได้กลับมาคือ เราเห็นบุคลากรของเรามีความสุข คนที่เข้าร่วมโครงการก็ได้ความรู้ และในอนาคตเขาก็นำสิ่งที่เรียนรู้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ คงจะทำต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับคนในวงกว้าง”

‘BDMS Sustainability Framework’ เฟรมเวิร์กที่ปรับใช้ขัดเกลาองค์กรสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ 

กลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกองค์กรต้องหันมาสร้างกรอบการทำงานเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง แม้ว่า BDMS จะทำมาตั้งนานแล้วแต่ด้วยความที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ และมีธุรกิจหลากหลาย จำเป็นต้องมีเฟรมเวิร์กเพื่อให้ง่ายต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน 

 

 

“เฟรมเวิร์กเราจำง่าย เพราะล้อไปกับ BDMS ทุกองค์กรภายใต้เครือสามารถปรับกิจกรรมให้กับธุรกิจนั้นๆ ได้ เช่น B = Beyond Excellence ในภาพของโรงพยาบาลจะเห็นชัดเจนคือการให้บริการที่เป็นเลิศในทุกๆ ด้าน ถ้าเป็นโรงงานก็ต้องผลิตโปรดักส์ที่ดีที่เป็นเลิศเช่นกัน ตัวต่อมาคือ D = Development Mental Innovation มันถูกผสมผสานเข้าไปทุกส่วนขององค์กรอยู่แล้ว อย่างตอนนี้เราผลักดันเรื่อง Healthcare Ecosystem จากเดิมโรงพยาบาลต้องรอให้คนไข้เข้ามาหา ตอนนี้ต้องปรับ ทำอย่างไรให้เขาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็นำบริการ Teleconsultation หรือ Telepharmacy เข้ามาปรับใช้ ถ้ามาที่โรงพยาบาลก็จะเห็นเราปรับเป็น Smart Hospital สามารถทำนัดหมายล่วงหน้าได้ ต่อไปนี้ไม่ต้องรอรับยา เลือกให้จัดส่งยาไปที่บ้าน รวมถึงระบบ e-Payment ทั้งหมดนี้ BDMS เราทำก่อนที่จะเกิดการระบาด เพียงแต่โควิด-19 ทำให้คนเปิดรับสิ่งเหล่านี้ง่ายขึ้น ไม่แต่เฉพาะคนไข้ บุคลากรเราเองก็เช่นกัน
 

M = Meaningful Sustainable Engagement พูดเรื่องการมีส่วนร่วมของคนในองค์กรที่ต้องทำเรื่อง Sustainable อย่างจริงจัง และต้องมองไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจนั้นๆ เช่น โรงพยาบาล เรามีทั้งคู่ค้า คนไข้ รวมไปถึงสังคมโดยรอบ และตัวสุดท้ายคือ S = Social Contribution แต่ละธุรกิจจะทำเองหรือจะทำร่วมกันกับเราก็ต้องมาปรับกันอีกที” 


เมื่อถามว่า ภาพองค์กรที่ยั่งยืนในสายตาของผู้กุมบังเหียนคนปัจจุบันของ BDMS คืออะไร พญ.ปรมาภรณ์ บอกว่า นอกจากการความการเติบโตของรายได้และผลกำไร สังคม ผู้มีส่วนได้เสีย สิ่งแวดล้อม และการมีหลักธรรมาภิบาลที่ดีต้องเดินไปพร้อมกัน แต่อาจจะมีรายละเอียดที่ท้าทายต่างกัน 

 

“เรื่องการดูแลสังคมเชื่อว่าเราทำได้ดีเพราะน่าจะอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนในองค์กร ส่วนเรื่องหลักธรรมาภิบาล ด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพเราเทรนกันมาแบบนี้ ถ้าท้าทายที่สุดคงเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง มีปัจจัยมากมายเป็นตัวแปร และในบางเรื่องบางต้องได้รับความร่วมมือกับคนอื่นถึงจะทำสำเร็จ 

 

“การที่ BDMS ดำเนินงานตามหลัก ESG และมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป คนที่ได้รับประโยชน์คือทุกคน คือสังคม คือโลกของเรา มันมีความรู้สึกหนึ่งที่เราอยากส่งให้ถึงคนที่เข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลในเครือ BDMS เราอยากให้พวกเขาได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งดีๆ กับสิ่งแวดล้อมและสังคม เหมือนเวลาเราไปซื้อของหรือใช้บริการธุรกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เท่ากับว่าเราเองก็ไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นกัน และยังสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านี้เขาเดินหน้าต่อไป” 


พญ.ปรมาภรณ์ ยังบอกด้วยว่า การที่ได้เป็นสมาชิก DJSI 2 ปีซ้อน เป็นเพียงเครื่องชี้วัดว่า แนวคิด วิธีปฏิบัติ และการทำงานตลอด 50 ปีของ BDMS มาถูกทางแล้ว 

 

 

“การได้รางวัลอะไรก็ตามหรือการได้เป็นสมาชิก DJSI ไม่ใช่ว่าเรามาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จแล้ว มันแค่บอกให้เรารู้ว่าอะไรที่เราทำดีแล้วและเรื่องอะไรที่ยังต้องปรับ ถ้า DJSI คือสมุดพกความดี เราให้คะแนนบุคลากรเต็ม 10 เพราะเขาคือส่วนสำคัญที่ทำให้ความตั้งใจของเราเป็นจริงได้ และยังมีอีกหลายข้อที่เราคิดว่าสามารถทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งเราต้องทบทวนทุกปี เพราะเกณฑ์การให้คะแนนของ DJSI ก็ค่อนข้างท้าทาย ต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ต้องพิสูจน์ได้ว่าทำจริง ไม่ใช่แค่นโยบาย” 

“ได้เข้ามาเป็นสมาชิกแล้วต้องไปต่อ ส่วนตัวไม่กดดันนะ เพราะพันธกิจขององค์กรเราชัดเจนว่าจะมุ่งไปทางไหน แต่ความกดดันอาจจะไปอยู่ที่ทีมงาน เพราะการเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อประเมินว่าเราผ่านคุณสมบัติหรือไม่จะต้องดูโรงพยาบาลทั้งหมดในเครือ ดังนั้น เราจึงดึงคนที่อยู่ต่างธุรกิจเข้ามาเป็นคณะกรรมการ มันทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ จากคนนอก” 

 

ภายใต้ข้อจำกัดของการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเลเยอร์ซับซ้อน ฟังดูเป็นเรื่องยากหากจะปรับเปลี่ยนไปพร้อมๆ กันทั้งองค์กร พญ.ปรมาภรณ์ บอกว่า แต้มต่อของ BDMS น่าจะมาจากความมุ่งมั่นของทีมผู้บริหารและคณะกรรมการ ในการสร้างพลังและความเชื่อมั่นให้กับคนในองค์กรเชื่อว่า เราจะมุ่งหน้าไปทางนี้จริง ลงมือทำจริง และจะทำไปพร้อมกับพวกเขา

 

“ถ้า BDMS ซึ่งเป็นธุรกิจด้านสุขภาพขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนยังทำได้ ธุรกิจแบบเดียวกับเราไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ทำได้ในรูปแบบของเขา เชื่อว่าทุกธุรกิจมีปัจจัยพื้นฐานของการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนอยู่ หากธุรกิจสุขภาพเข้าร่วมเป็นสมาชิก DJSI เยอะขึ้น จะช่วยยกระดับภาพรวมของธุรกิจสุขภาพในเมืองไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นองค์กรที่ทุกคนมองว่าเราทำเพื่อโลก เพื่อสังคม” 

 

The post 50 ปีแห่งความยั่งยืนของ BDMS กับการยกระดับองค์กรด้วย ‘BDMS Sustainability’ เฟรมเวิร์กที่ทำให้ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก DJSI 2 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต https://thestandard.co/satit-viddayakorn-bh-sold/ Tue, 23 Aug 2022 04:50:04 +0000 https://thestandard.co/?p=670655 สาธิต วิทยากร

รายงานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจ […]

The post สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร

รายงานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC ได้รายงานการขายหุ้น BH จำนวน 66.79 ล้านหุ้น คิดเป็น 8.3935% หรือทั้งหมดของจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ 

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2565 สาธิต วิทยากร จำหน่ายหุ้นของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH จำนวน 66.79 ล้านหุ้น หรือ 8.3935% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคิดเป็น 0% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


โดยราคาหุ้น BH เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมนั้น ปิดการซื้อขายที่ 186.50 บาท ลดลง 7 บาท หรือ 3.62% ขณะที่ราคาหุ้นล่าสุดวันนี้ (23 สิงหาคม) ซื้อขายที่ 205 บาท เพิ่มขึ้น 10.50 บาท หรือ 5.40%

 

ทั้งนี้ ณ วันปิดสมุดทะเบียน 14 มีนาคม 2565 สาธิต วิทยากร เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ BH โดยถือครองหุ้นจำนวน 140.19 ล้านหุ้น หรือ 17.64% 

 

ปัจจุบัน สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ปัจจุบัน สาธิต วิทยากร มีการถือหุ้นในบริษัท ดังนี้

 

  1. PRINC ถือหุ้น 828.78 ล้านหุ้น หรือ 21.76% 
  2. BDMS ถือหุ้น 122.68 ล้านหุ้น หรือ 7.94%
  3. BCH ถือหุ้น17.60 ล้านหุ้น หรือ 0.71%
  4. RS ถือหุ้น 6.90 ล้านหุ้น หรือ 0.67%
  5. GFPT ถือหุ้น 6.82 ล้านหุ้น หรือ 0.54%
  6. SEAFCO ถือหุ้น 5.60 ล้านหุ้น หรือ 1.83%
  7. PM ถือหุ้น 4 ล้านหุ้น หรือ 0.67%
  8. SAT ถือหุ้น 3 ล้านหุ้น หรือ 0.71%
  9. NTV ถือหุ้น 1.84 ล้านหุ้น หรือ 1.16%
  10. AH ถือหุ้น ​​1.65 ล้านหุ้น หรือ 0.51%
  11. TASCO ถือหุ้น 850,000 หุ้น หรือ 0.55%
  12. SORKON ถือหุ้น 801,030 หุ้น หรือ 2.48%
  13. RAM ถือหุ้น 550,000 หุ้น หรือ 4.58%

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประสบการณ์ Wellness Tourism เที่ยวแบบได้สุขภาพดีกับ BDMS Wellness Clinic X Celes Samui https://thestandard.co/bdms-wellness-clinic-x-celes-samui/ Wed, 27 Jul 2022 07:18:11 +0000 https://thestandard.co/?p=659530 Wellness Tourism

ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่สามารถครองใจทั้งน […]

The post เปิดประสบการณ์ Wellness Tourism เที่ยวแบบได้สุขภาพดีกับ BDMS Wellness Clinic X Celes Samui appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Tourism

ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่สามารถครองใจทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาอย่างยาวนาน จนสามารถติดอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยือนมากที่สุด โดยเฉพาะยุคนี้ต้องยอมรับว่ากระแส Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าจับตามอง เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย และแพทย์ชาวไทยก็มีชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เทรนด์ยุคนี้จึงหมายถึงการที่ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยว และได้ฟื้นฟูสุขภาพไปพร้อมๆ กับการท่องเที่ยว ซึ่งบุคคลที่พยายามปลุกปั้นภารกิจ Wellness Tourism ของประเทศไทยให้ดังไกลไปทั่วโลกคือ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ หมอแอมป์ ประธานผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort ได้จับมือกับ Celes Samui พากันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก ด้วยการเปิด BDMS Wellness Clinic X Celes Samui ซึ่งรายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่งดงามของท้องทะเลสมุย หาดทรายขาว วิวทิวทัศน์ที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนฮีลใจฮีลกายแบบได้สุขภาพดีกลับไปด้วย THE STANDARD POP จึงไม่พลาด ต้องไปเยือนและลองสัมผัสกับประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบ Wellness Tourism ดูสักครั้ง 

 

Wellness Tourism

 

สำรวจ BDMS Wellness Clinic X Celes Samui จุดหมายใหม่ของ Wellness Tourism 

หลังจากแลนดิ้งสู่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้เวลาเดินทางสู่โรงแรม Celes Samui ราว 15-20 นาที ก็มาถึงรีสอร์ตที่มีทำเลตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มองเห็นต้นไม้ร่มรื่นเรียงรายทั่วโรงแรม ดีไซน์ห้องพักมีความสวยงาม ผสานกับบรรยากาศที่เงียบสงบ อีกทั้งวันนั้นท้องฟ้ายังมีแสงแดดที่สดใส เมื่อสำรวจดูแล้วก็พบว่า สถานที่แห่งนี้เป็นหมุดหมายใหม่ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จะเข้ามาพักผ่อนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่ม Silver Age ที่มีความพร้อมและเวลา รวมถึงนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มที่หลงใหลความสวยงามของทะเลสมุย และต้องการดูแลร่างกาย ตรวจสุขภาพ และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย, ทำสปา, นวดแผนไทย และรับประทานอาหารสุขภาพรสชาติเยี่ยม 

 

Wellness Tourism

 

ร่วมเปิดตัว BDMS Wellness Clinic X Celes Samui อย่างเป็นทางการ

การเปิดตัว BDMS Wellness Clinic X Celes Samui ในครั้งนี้ หมอแอมป์-ตนุพล วิรุฬหการุญ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดเริ่มคลี่คลาย และภาครัฐและภาคเอกชนได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุม ช่วยหนุนให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สถาบัน Global Wellness Institute ประเมินว่าเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยมูลค่าโดยรวมของสาขาธุรกิจ Wellness ทั้งหมดที่เติบโตปีละ 6.4% ซึ่งมีการประเมินจาก Global Wellness Institute ว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดเฉลี่ยสูงถึงปีละ 20.9% และมูลค่าของสาขานี้จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาคเอเชีย และก่อนการเกิดโควิดประเทศไทยมีรายได้หลักจากการเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโลก เมื่อปี 2563 ประเทศไทยถูกเลือกให้เป็น Wellness Destination อันดับที่ 2 ของโลก ล่าสุดปี 2565 ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่น่าเดินทางไปเยือนมากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 4 จากผลสำรวจของ Visa Global Travel Intentions Study ขณะที่เกาะสมุยถูกจัดให้เป็นอันดับที่ 4 ของ Best Islands โดยนิตยสาร DestinAsian อีกด้วย 

 

 

หมอแอมป์กล่าวอีกว่า “สิ่งที่เราทำวันนี้เป็นการต่อยอดจาก Medical Tourism มาเป็น Wellness Tourism คือคนที่มารับบริการไม่ใช่คนป่วย แต่เป็นคนทั่วไปที่มาท่องเที่ยวพักผ่อนในสถานที่ที่มีบรรยากาศดีๆ และสามารถดูแลสุขภาพตัวเอง แล้วกลับไปแบบสุขภาพดีขึ้นได้ เมืองไทยเป็นจุดมุ่งหมายหลักของนักท่องเที่ยวหลายประเทศที่อยากจะมาเมืองไทย ซึ่งกระแสของ Wellness Tourism คือการมาพักผ่อนท่องเที่ยวแบบสุขภาพดี ผิวพรรณดี แก่ช้าลง จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันในครั้งนี้ เราอยากทำ BDMS Wellness Clinic ให้เป็นโมเดลธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการพักผ่อน ยูนิคอร์นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคโควิด ซึ่งการจะทำให้ประสบความสำเร็จและกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน ทุกหน่วยงาน และทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ, นักวิชาการ, ประชาชน, เจ้าของพื้นที่หรือคนในท้องถิ่น ตลอดจนภาครัฐบาล รวมถึงนโยบายต่างๆ ต้องร่วมกันคนละไม้คนละมือ ผลักดันให้ประเทศชาติเราเป็นที่น่าดึงดูด ให้คนทั้งโลกมาท่องเที่ยวและได้รับสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจกลับไป” 

 

 

ทางด้าน อาริญา ปราสาททองโอสถ ประธานผู้บริหารโรงแรม Celes Samui กล่าวถึงการร่วมมือกันครั้งนี้ว่า 

“โรงแรมเราเป็นพันธมิตรกับ BDMS Wellness Clinic อยู่แล้ว เรามีแนวคิดอยากนำเสนอให้ผู้เข้าพักได้เข้ามาพักผ่อน ผ่อนคลาย ขณะเดียวกันก็ได้ดูแลรักษาสุขภาพไปด้วย ซึ่ง BDMS Wellness Clinic เองก็เป็นศูนย์รวมดูแลสุขภาพที่เน้นวิธีป้องกันแทนการรักษา มีศักยภาพและมีความพร้อมทางนวัตกรรมด้านเวชศาสตร์และการชะลอวัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และมีเป้าหมายกระตุ้น Wellness Tourism อย่างจริงจัง และโรงแรม Celes Samui ของเราก็เล็งเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ปัจจุบันผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น ผสานกับการท่องเที่ยวที่คัดสรรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง โรงแรมของเรามีความพร้อมทั้งโลเคชันที่รองรับ Wellness Tourism และการร่วมมือกับ Wellness Tourism ครั้งนี้ ผู้เข้ารับบริการจะได้พบกับโปรแกรมตรวจสุขภาพ และ IV Drip แบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละท่าน ซึ่งเมื่อเข้ามาพักผ่อนท่องเที่ยวก็จะได้เติมเต็มพลังและสุขภาพร่างกายที่สดชื่นกลับไป” 

 


ส่องบริการของ BDMS Wellness Clinic X Celes Samui

หลังจากที่ประเมินสุขภาพกับแพทย์เรียบร้อยแล้ว ทางโรงแรมจะมีห้อง IV Drip Room ซึ่งได้รับมาตรฐานผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข และตั้งอยู่ส่วนหน้าของหาดในโรงแรม ทำให้ทุกครั้งที่มาใช้บริการจะได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ของผืนทะเลอันเงียบสงบ และรู้สึกผ่อนคลายไปกับธรรมชาติฟื้นฟูอย่างแท้จริง ซึ่งแต่ละคนจะได้รับการดริปวิตามินแบบ Tailor-made เฉพาะบุคคล ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ปัญหาสุขภาพ ไปจนถึงพฤติกรรมในการทำงาน จนได้เป็นสูตรดริปวิตามินที่เสริมเข้าไปในร่างกายที่ต่างกัน เช่น สูตรดีท็อกซ์ สูตรเพิ่มเอเนอร์จี้ หรือสูตรฟื้นฟูร่างกาย 

 

 

นอกจากนี้ยังได้ลิ้มลองรสชาติอาหารเฮลตี้ที่ไม่ใช่แค่หน้าตาที่ดูดี แต่รสชาติยังอร่อยครบรส ซึ่งเชฟคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่และนำมาปรุงเป็นอาหารสูตรเฮลตี้ ที่แม้แต่คนไม่เฮลตี้ยังรับประทานแล้วรู้สึกอร่อยไปกับรสชาติ 

 

 

หลังจากที่เข้ารับการดริปวิตามินใน IV Drip Room แล้ว ก็จะมีการให้บริการนวดสปาที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งบรรยากาศในสปานั้นสวยงาม เหมาะแก่การมาผ่อนคลายสุดๆ ทางโรงแรมจะเริ่มต้นด้วยเวลคัมดริงก์จากธรรมชาติและผ้าเย็นหอมๆ จากนั้นจะเป็นการเลือกกลิ่นของน้ำมันนวด ซึ่งประกอบด้วย กลิ่น Calming มีส่วนผสมของลาเวนเดอร์ ชาเขียว และหญ้าแฝก, กลิ่น Relaxing มีส่วนผสมของลาเวนเดอร์ มะกรูด และหญ้าแฝก และสุดท้ายเป็นกลิ่น Lemon Glass เป็นกลิ่นตะไคร้หอมล้วนๆ ก่อนจะพาไปสู่ห้องสปา 

 

 

ที่ห้องสปาจะใช้เวลานวดผ่อนคลาย 60 นาที เมื่อเสร็จสิ้นการนวดแล้วผู้เข้ารับบริการจะได้ลิ้มรสกับ Power Ball สูตรเฮลตี้ ซึ่งมี 2 รสชาติ ได้แก่ รสโกโก้ ที่มีส่วนผสมของข้าวโอ๊ต กล้วย และโกโก้ ส่วนอีกรสชาติคือ รสอินทผลัม มีส่วนผสมของข้าวโอ๊ต, อินทผลัม, งาขาว และเมล็ดฟักทอง ซึ่งรับประทานง่ายและผ่อนคลายสุดๆ เมื่อจับคู่กับการจิบชาร้อนๆ ซึ่งมีชา 2 กลิ่นให้เลือก ได้แก่ Jasmine และ Peppermint 

 

 

จากประสบการณ์ในการเดินทางแบบ Wellness Tourism ครั้งนี้ พบว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีต่อใจและดีต่อสุขภาพ ถือเป็นเสน่ห์มนตร์ขลังแห่งเกาะสมุยที่น่าจับตามอง เพราะที่นี่ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่งดงาม มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งมิตรไมตรีของผู้คนและอาหารประจำถิ่น ซึ่งสามารถมอบความสุขให้แก่นักท่องเที่ยวได้ครบทุกมิติ เหมาะกับโมเดล Wellness Tourism สำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ชอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งที่นี่พร้อมแล้วสำหรับการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ขานรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง 

 

 

 

Location: โรงแรม Celes Samui ตั้งอยู่ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ห่างจากสนามบินสมุย 8 กิโลเมตร โทร. 0 7790 0999 

 

 

The post เปิดประสบการณ์ Wellness Tourism เที่ยวแบบได้สุขภาพดีกับ BDMS Wellness Clinic X Celes Samui appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS เตรียม Tender Offer หุ้น รพ.สมิติเวช พร้อมนำออกจากตลาดหลักทรัพย์ https://thestandard.co/bdms-tender-offer-shares-of-samitivej-hospital/ Wed, 29 Jun 2022 12:19:30 +0000 https://thestandard.co/?p=648118 BDMS

คณะกรรมการของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS มีมติอนุ […]

The post BDMS เตรียม Tender Offer หุ้น รพ.สมิติเวช พร้อมนำออกจากตลาดหลักทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS

คณะกรรมการของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS มีมติอนุมัติให้บริษัททำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ บมจ.สมิติเวช หรือ SVH เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ SVH ออกจากตลาดหลักทรัพย์ โดยปัจจุบัน BDMS ถือหุ้น SVH อยู่ทั้งสิ้น 95.76 ล้านหุ้น คิดเป็น 95.76% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด 

 

ทั้งนี้ BDMS จะเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลืออีก 4.23 ล้านหุ้น หรือ 4.24% ของหุ้น SVH ทั้งหมด ในราคา 480 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ต่ำกว่าราคาสูงสุดของราคาที่คำนวณตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (Tender Offer) โดยมูลค่าการเสนอซื้อครั้งนี้คิดเป็น 2,033.26 ล้านบาท 

 

สำหรับการเสนอซื้อครั้งนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขบังคับก่อน คือ 

 

  1. ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ SVH มีมติอนุมัติการเพิกถอนหลักทรัพย์ของ SVH ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และต้องไม่มีผู้ถือหุ้นคัดค้านการเพิกถอนเกิน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด 

 

  1. การเพิกถอนหลักทรัพย์จะต้องได้รับอนุมัติ และ/หรือ ผ่อนผันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ สถาบันการเงิน และคู่สัญญาอื่นๆ ตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง 

 

การทำคำเสนอซื้อครั้งนี้บริษัทได้แต่งตั้ง บล.เกียรตินาคินภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเตรียมคำเสนอซื้อ รวมทั้งเป็นตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ในการทำคำเสนอซื้อ

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post BDMS เตรียม Tender Offer หุ้น รพ.สมิติเวช พร้อมนำออกจากตลาดหลักทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS – ราคาหุ้นยัง Laggard สวนทางกับกำไรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น https://thestandard.co/market-focus-bdms-6/ Fri, 24 Jun 2022 12:49:11 +0000 https://thestandard.co/?p=646201 BDMS

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เผยการดำเนิ […]

The post BDMS – ราคาหุ้นยัง Laggard สวนทางกับกำไรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เผยการดำเนินงานใน 2Q22 ยังแข็งแกร่ง โดย SCBS ประเมินรายได้ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2565 เติบโตราว 20-30%YoY ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด ที่เติบโตเพิ่มขึ้นและบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติที่ปรับตัวดีขึ้น 

 

BDMS คาดว่ารายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติ (22% ของรายได้ 1Q65 ยังต่ำกว่าในอดีตที่มีสัดส่วน 30% ของรายได้ก่อนเกิดโควิด) จะเติบโต YoY และ QoQ ใน 2Q-4Q65 โดยมีตลาดที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น (2.4% ของรายได้ 1Q65), CLMV (2.2%), ตะวันออกกลาง (1.7%) และสหรัฐอเมริกา (1.6%)

 

ขณะที่การฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยด้วยการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและผู้ป่วยต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยได้ง่ายขึ้น รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะส่งผลดีต่อ BDMS เนื่องจากรายได้จากกิจการโรงพยาบาลราว 17% ในปี 2564 ของบริษัทได้มาจากโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว (ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และเชียงใหม่) 

 

ส่วนความต้องการเข้ารับการรักษาโควิดในโรงพยาบาลปรับตัวลดลงใน 2Q65TD สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยโควิดในประเทศไทยที่ปรับตัวลดลงจากจำนวนเฉลี่ย 2.1 หมื่นคนต่อวันในเดือนเมษายน สู่ 6,400 คนต่อวันในเดือนพฤษภาคม และ 2,500 คนต่อวันในเดือนมิถุนายน 2565

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวลดลง 6.04%MoM อยู่ที่ระดับ 24.90 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวลดลง 3.77%MoM อยู่ที่ระดับ 1,564.90 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการในปี 2565:

SCBS คาดว่ากำไรปกติ 2Q65 จะเติบโต YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิดที่เติบโตเพิ่มขึ้นและบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติที่ปรับตัวดีขึ้น แต่จะอ่อนตัวลง QoQ เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซันและรายได้จากบริการโควิดจะลดลง 

 

ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น YoY ต่อเนื่องใน 3Q-4Q65 และจะหนุนให้กำไรปกติปี 2565 เติบโต 39% สู่ 1.06 หมื่นล้านบาท สูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด โดยอิงกับรายได้ที่เติบโต 12% โดยได้รับการสนับสนุนจากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิดและบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติที่แข็งแกร่ง 

 

ซึ่งจะช่วยชดเชยรายได้จากบริการโควิดที่ลดลง และ EBITDA Margin ที่ 24.7% (เพิ่มขึ้นจาก 23.3% ในปี 2021) เนื่องจากเชื่อว่า BDMS สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นได้ จากการที่ธุรกิจการแพทย์เป็นการบริการที่จำเป็นและมีความสามารถในการปรับราคาได้

 

ด้านราคาหุ้น BDMS ในปัจจุบัน SCBS มองว่าราคาหุ้นยัง Laggard สวนทางกับกำไรที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศไทยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง บ่งชี้ถึงโอกาสเก็งกำไรระยะสั้น โดยใน 2Q65TD ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 1% แย่กว่า BH ที่เพิ่มขึ้น 12% และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 7% และ BDMS เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มการแพทย์ 

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการดำเนินงานคือ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น โรคระบาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบทำให้ผู้ป่วยชะลอการเข้าใช้บริการ การแข่งขันรุนแรง การขาดแคลนบุคลากร และความเสี่ยงด้านกฎหมาย 

The post BDMS – ราคาหุ้นยัง Laggard สวนทางกับกำไรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มการแพทย์ – ความต้องการรักษาโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และบริการผู้ป่วยต่างชาติจะกระตุ้นการเติบโตใน 2H65 หุ้นเด่น BDMS https://thestandard.co/medical-stocks-2h65/ Thu, 26 May 2022 12:24:26 +0000 https://thestandard.co/?p=634324 หุ้นกลุ่มการแพทย์

เกิดอะไรขึ้น: โรงพยาบาลเอกชนไทย (BDMS, BH, BCH และ CHG) […]

The post หุ้นกลุ่มการแพทย์ – ความต้องการรักษาโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และบริการผู้ป่วยต่างชาติจะกระตุ้นการเติบโตใน 2H65 หุ้นเด่น BDMS appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มการแพทย์

เกิดอะไรขึ้น:

โรงพยาบาลเอกชนไทย (BDMS, BH, BCH และ CHG) รายงานรายได้จากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด ที่ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ 4Q64 และต่อเนื่องมาถึง 1Q65 BCH และ CHG โดดเด่นกว่าโรงพยาบาลอื่นๆ เนื่องจากรายได้จากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิดใน 1Q65 อยู่ที่ 126% และ 130% ของระดับก่อนเกิดโควิดตามลำดับ 

 

ในขณะที่ BDMS และ BH ปรับตัวดีขึ้นสู่ 93% และ 71% ของระดับก่อนเกิดโควิดตามลำดับ ซึ่งมองว่าฐานผู้ป่วยคนไทยขนาดใหญ่ของ BCH และ CHG เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานแข็งแกร่ง 

 

ทั้งนี้ยังเชื่อว่าความต้องการรักษาโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิดจะเติบโตต่อเนื่องใน 2H65 สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และความสามารถในการให้บริการที่มีมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้มีการสำรองไว้สำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด

 

ขณะที่ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิดใน 2H65 คือ บริการผู้ป่วยชาวต่างชาติที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะ BDMS และ BH รายได้จากบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติใน 1Q65 สำหรับ BDMS และ BH เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 75% และ 73% ของระดับก่อนเกิดโควิดตามลำดับ โดยได้รับการสนับสนุนจากความต้องการใช้บริการที่แข็งแกร่งจากผู้ป่วยจากกลุ่มประเทศ CLMV และตะวันออกกลาง 

 

โดยมองว่ารายได้จากบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติจะเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทางเพื่อให้เดินทางเข้าประเทศง่ายขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยอยู่ที่ 266,000 คนในเดือนเมษายน (เพิ่มขึ้น 26%MoM) และตัวเลขเพิ่มขึ้นสู่ 253,000 คนในระหว่างวันที่ 1-18 พฤษภาคม 2565

 

ด้านฐานผู้ป่วยจะแข็งแกร่งมากขึ้นหลังโควิดผ่านพ้นไป ซึ่งคาดว่ารายได้จากบริการโควิดจะเริ่มลดลงใน 2Q65 จากฐานสูงในปี 2564 เนื่องจากการฉีดวัคซีนได้ในวงกว้างมากขึ้นจะส่งผลทำให้ความรุนแรงของโรคโควิดลดลง ซึ่งจะทำให้ความต้องการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลปรับลดลง และการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากรัฐบาลจะลดลงเช่นกัน 

 

ในระยะยาวคาดว่าฐานผู้ป่วยที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับโรงพยาบาลเอกชนนับตั้งแต่เกิดโควิด เพราะมีผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมาก จะส่งผลทำให้ความต้องการรักษาภาวะลองโควิด (Long COVID) ปรับตัวเพิ่มขึ้น และน่าจะนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราเหมาจ่ายขั้นพื้นฐานรายหัวสำหรับโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาล ที่รวมถึงบริการประกันสังคม ทั้งนี้ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรค จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศไทยอยู่ที่ 4,400,000 คน เทียบกับไข้หวัดใหญ่ที่ 213,000 คนต่อปี (ค่าเฉลี่ยในปี 2559-2563)

 

กระทบอย่างไร: 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มการแพทย์ (SETHELTH) ปรับลดลง 2.08%MoM โดย

ราคาหุ้น BDMS ปรับลดลง 0.9%MoM อยู่ที่ระดับ 26.00 บาท

ราคาหุ้น BH ปรับเพิ่มขึ้น 3.2%MoM สู่ระดับ 173.50 บาท

ราคาหุ้น BCH ปรับลดลง 15.0%MoM อยู่ที่ระดับ 18.60 บาท 

ราคาหุ้น CHG ปรับลดลง 11.5% MoM อยู่ที่ระดับ 3.54 บาท

 

มุมมองต่อผู้ประกอบการ:

SCBS พบว่าความต้องการรักษาโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติเติบโตเพิ่มขึ้นใน 1Q65 และคาดว่าโมเมนตัมจะแข็งแกร่งต่อเนื่องใน 2H65 โดยได้รับการสนับสนุนจากภาพรวมที่เป็นบวกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและการเปิดประเทศ 

 

SETHELTH ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16%YTD ดีกว่า SET ที่ลดลง 2% สะท้อนถึงความชื่นชอบที่ตลาดมีต่อหุ้นกลุ่มการแพทย์ในฐานะหุ้นปลอดภัย อย่างไรก็ดี SCBS เลือก BDMS เป็นหุ้นเด่น โดยคาดว่าปี 2565 กำไรมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 39% สู่ 1.06 หมื่นล้านบาท สูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิด โดยรายได้จะเติบโต 12% และคาด EBITDA Margin จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 24.7% ซึ่งเชื่อว่า BDMS มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน เพราะโดยปกติแล้วผู้ประกอบการในธุรกิจการแพทย์มีอำนาจในการกำหนดราคาสูง 

 

ทั้งนี้ราคาหุ้น BDMS เทรดที่ P/E ปี 2565 ระดับ 40 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตในปี 2558-2562 ที่ 41 เท่า และมองเป็นหุ้น Laggard Play เนื่องจากราคาหุ้นเทรดสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 4% ยังปรับขึ้นช้ากว่าหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มการแพทย์

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post หุ้นกลุ่มการแพทย์ – ความต้องการรักษาโรคที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และบริการผู้ป่วยต่างชาติจะกระตุ้นการเติบโตใน 2H65 หุ้นเด่น BDMS appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘COM7’ แตกไลน์สู่สายสุขภาพ จับมือเครือ BDMS ลุยธุรกิจร้านขายยา คาดเปิดให้บริการภายในปีนี้ https://thestandard.co/com7-work-with-bdms-opening-drug-store/ Wed, 27 Apr 2022 11:44:47 +0000 https://thestandard.co/?p=622240 COM7

บมจ.คอมเซเว่น หรือ COM7 แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ประชุม […]

The post ‘COM7’ แตกไลน์สู่สายสุขภาพ จับมือเครือ BDMS ลุยธุรกิจร้านขายยา คาดเปิดให้บริการภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COM7

บมจ.คอมเซเว่น หรือ COM7 แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 3/2565 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 ได้อนุมัติให้บริษัทย่อยของบริษัทเข้าทําบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นในการร่วมลงทุนกับ บริษัท รอยัล บางกอกเฮ็ลธ์แคร์จํากัด (RBH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.กรุงเทพดุสิต เวชการ หรือ BDMS เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่เพื่อประกอบธุรกิจร้านขายยา 

 

โดยเบื้องต้นบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะมีทุนจดทะเบียนจํานวน 200 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจํานวน 2 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท โดยจะดำเนินธุรกิจร้านขายยาขนาดใหญ่ในรูปแบบร้านสแตนด์อโลน และตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดดําเนินการภายในปี 2565

 

โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทร่วมทุน มีดังนี้ 

  1. บริษัท รอยัล บางกอกเฮ็ลธ์แคร์ จํากัด (RBH) ถือหุ้น 1.2 ล้านหุ้น หรือ 60%
  2. บริษัทย่อยของ COM7 ซึ่งอยู่ระหว่างดําเนินการจัดตั้ง ถือหุ้น 8 แสนหุ้น หรือ 40%

 

แหล่งที่มาของเงินทุนในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนครั้งนี้ มาจากกระแสเงินสดจากการดําเนินกิจการ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องหรือการดําเนินงานของบริษัท

 

โดย COM7 ประเมินว่าการที่ BDMS เป็นผู้เชี่ยวชาญในการประกอบธุรกิจการรักษาพยาบาล และธุรกิจที่เกี่ยวข้องสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาล และ COM7 เป็นผู้เชี่ยวชาญในการประกอบธุรกิจในด้านการบริหารจัดการกิจการค้าปลีก ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโต และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่บริษัท นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายด้านผลิตภัณฑ์ในธุรกิจค้าปลีกของบริษัท

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘COM7’ แตกไลน์สู่สายสุขภาพ จับมือเครือ BDMS ลุยธุรกิจร้านขายยา คาดเปิดให้บริการภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS – แนวโน้มผลประกอบการ 1Q65 คาดกำไรปกติจะทำสถิติสูงสุด ช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง https://thestandard.co/market-focus-bdms-4/ Tue, 12 Apr 2022 11:49:38 +0000 https://thestandard.co/?p=617063 BDMS

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post BDMS – แนวโน้มผลประกอบการ 1Q65 คาดกำไรปกติจะทำสถิติสูงสุด ช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1Q65 ของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ซึ่งคาดว่าจะรายงานผลประกอบการวันที่ 11 พฤษภาคม 2565

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BDMS ปรับเพิ่มขึ้น 0.98%MoM สู่ระดับ 25.75 บาท ขณะที่ SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 1.2%MoM สู่ระดับ 1,677.71 จุด 

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่า BDMS จะรายงานกำไรปกติทำสถิติสูงสุดที่ 2.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า YoY และเพิ่มขึ้น 11%QoQ โดยกำไรปกติที่เพิ่มขึ้นแรง YoY หลักๆ จะได้แรงหนุนจากรายได้เพิ่มเติมจากบริการโควิด ขณะที่กำไรปกติที่ดีขึ้น QoQ จะได้แรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และบริการโควิด และ EBITDA Margin ที่กว้างขึ้น 

 

ส่วนบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด และบริการโควิดที่แข็งแกร่ง โดย BDMS เผยว่าในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2565 อัตราการครองเตียงสำหรับผู้ป่วยที่ไม่เกี่ยวกับโควิด เพิ่มขึ้นสู่ 75% เทียบกับ 71% ใน 4Q64 และอัตราการครองเตียงสำหรับผู้ป่วยเกี่ยวกับโควิด เพิ่มขึ้นสู่ 90% เทียบกับ 73% ใน 4Q64 ขณะที่ปริมาณผู้ป่วยชาวต่างชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ CLMV 

 

สำหรับพรีวิวผลประกอบการ 1Q65 ใช้สมมติฐาน ดังนี้

 

  1. รายได้จากกิจการโรงพยาบาลที่ 2.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 44%YoY และ 6%QoQ โดยได้แรงหนุนจากรายได้จากบริการที่ไม่เกี่ยวกับโควิด ที่เพิ่มขึ้นสู่ 1.87 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 22%YoY และ 5%QoQ, 94% ของระดับก่อนเกิดโควิด) และรายได้จากบริการโควิด ที่ 3.5 พันล้านบาท (เทียบกับที่ไม่มีรายได้จากบริการนี้ใน 1Q64 และเพิ่มขึ้น 10%QoQ, 16% ของรายได้ 1Q65) 

 

  1. EBITDA Margin ที่ 24.5% เพิ่มขึ้น 2.8ppts YoY และ 0.6ppts QoQ โดยเกิดจากรายได้ที่แข็งแกร่ง และค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลง

 

นอกจากนี้ SCBS ประเมินว่าความต้องการเข้ารับการรักษาโรคโควิดในโรงพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ จะช่วยเพิ่ม Upside ให้กับรายได้จากบริการโควิดและกำไรใน 2Q65

 

ด้านราคาหุ้น ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BDMS ปรับเพิ่มขึ้น 14% ดีกว่า SET ที่อยู่ในระดับทรงตัว โดยเชื่อว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง จะได้แรงหนุนจากกำไรปกติ ที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นทำสถิติสูงสุดใน 1Q65 และลักษณะธุรกิจที่อ่อนไหวน้อยต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ ประกอบกับมีงบดุลที่แข็งแรง

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS คาดว่ากำไรของ BDMS ในปี 2565 จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเติบโต 21% สู่ 9.3 พันล้านบาท หรือ 98% ของระดับก่อนเกิดโควิด อันเป็นผลมาจากจำนวนผู้ป่วยคนไทยที่เข้ามาใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย และบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชยบริการโควิดที่กลับคืนสู่ภาวะปกติ  

 

อย่างไรก็ดี ในปี 2565 ยังต้องจับตามาตรการผ่อนคลายข้อจำกัดการเดินทาง ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้ป่วยที่เดินทางโดยเครื่องบิน และผู้ป่วยกลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยคาดว่าบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติ (~30% ของรายได้ก่อนเกิดโควิด) จะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญใน 2H65

The post BDMS – แนวโน้มผลประกอบการ 1Q65 คาดกำไรปกติจะทำสถิติสูงสุด ช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>