BDMS Wellness Clinic Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/bdms-wellness-clinic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 05 Jan 2026 11:56:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลิกดูแค่ GDP !ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ https://thestandard.co/beyond-gdp-wellness-economy-health/ Mon, 05 Jan 2026 08:21:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1161548 เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ

ถึงวันนี้ การวัดความก้าวหน้าของประเทศไม่อาจพิจารณาจากตั […]

The post เลิกดูแค่ GDP !ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ

ถึงวันนี้ การวัดความก้าวหน้าของประเทศไม่อาจพิจารณาจากตัวเลขการเติบโตของ GDP เพียงมิติเดียวได้อีกต่อไป หากแต่ต้องมองควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิต และ สุขภาพของประชากรในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนกว่า 45 ล้านคนต่อปี และมีประชากรโลกมากถึง 44% ที่อยู่กับโรคเหล่านี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง รักษาอย่างไรเมื่อป่วย แต่คือ จะลงทุนอย่างไรเพื่อไม่ให้ป่วยตั้งแต่แรก

 

มุมมองดังกล่าวถูกสะท้อนอย่างชัดเจนโดย หมอแอมป์–นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort ในงาน BDMS Academic Annual Meeting 2025 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยชี้ว่า วิวัฒนาการด้านสุขภาพกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างสังคมสูงวัย และเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลกผ่านสิ่งที่เรียกว่า Wellness Economy

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 1

 

หากย้อนกลับไปในอดีต ระบบสาธารณสุขของไทยและทั่วโลกต่างยึดแนวคิด รักษาเมื่อเจ็บป่วย เป็นแกนหลัก ผู้คนจำนวนมากเลือกไปพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรงหรือเกินรับไหว ขณะที่หลักสูตรแพทยศาสตร์เองก็ให้ความสำคัญกับการรักษาโรคปลายทางมากกว่าการป้องกัน ผลลัพธ์คือการเติบโตของระบบสุขภาพที่ผูกโยงกับจำนวนผู้ป่วย ไม่ใช่จำนวนประชากรที่มีสุขภาพดี

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมา แนวคิดดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนผ่านตามพัฒนาการของเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างประชากร จากยุค Anti-aging สู่ Wellness, Preventive Medicine และ Regenerative Medicine ก่อนจะขยายตัวเป็นภาพใหญ่ของ Wellness Economy หรือ Longevity Economy ในปัจจุบัน

 

หมอแอมป์อธิบายว่า แก่นแท้ของ Wellness ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรค หากแต่คือการสร้างความแข็งแรงอย่างสมดุลใน 3 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย, สุขภาพใจ และสุขภาพจิตวิญญาณ ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบต้องดำเนินไปพร้อมกัน จึงจะก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

สังคมสูงวัย จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจและภาระสุขภาพ

 

อีกหนึ่งในปัจจัยเร่งสำคัญคือการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเกิน 20% และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 28% ภายในปี 2576 ซึ่งเท่ากับการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูงสุด

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือช่องว่างระหว่างอายุขัยเฉลี่ยกับช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Health Span) ของคนไทย ขยายจาก 8.8 ปี เป็น 11 7 ปี สะท้อนว่าแม้คนไทยจะมีอายุยืนยาวขึ้น แต่กลับต้องอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลานานขึ้นเช่นกัน

 

ส่วนผลกระทบจากโครงสร้างประชากรดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสังคม แต่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจ การคลัง และระบบสุขภาพโดยรวม เมื่อจำนวนแรงงานวัยทำงานลดลง ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หากผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวแต่ขาดสุขภาพที่ดี ระบบเศรษฐกิจย่อมต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในระยะยาว และในระดับภูมิภาค ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสังคมสูงวัยมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และใกล้เคียงกับจีน

 

Life Span ยาวขึ้น แต่ Health Span ยังสั้น

 

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลระดับโลก ซึ่งระบุว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกอยู่ที่ราว 73 ปี แต่ช่วงชีวิตที่แข็งแรงมีเพียงประมาณ 63 ปี นั่นหมายความว่ามนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยเฉลี่ยเกือบ 10 ปีก่อนเสียชีวิต

 

สำหรับประเทศไทย อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 77 ปี ขณะที่ Health Span อยู่ที่ราว 67 ปี สะท้อนว่าโรคเรื้อรังกลายเป็นภาระสำคัญในช่วงบั้นปลายชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ระยะเวลาความเจ็บป่วยก่อนเสียชีวิตกลับยาวขึ้นจากราว 8 ปี เป็นกว่า 10–12 ปี แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างมาก สะท้อนว่าโลกสามารถยืดอายุการตายได้ แต่ยังไม่สามารถยืดคุณภาพชีวิตได้เท่าที่ควร

 

ขณะเดียวกัน การเสียชีวิตทั่วโลก กว่า 77% เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ส่วนในประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคดังกล่าวกกว่า 38,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 44 คนต่อชั่วโมง ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความเครียดสะสม โดยบทเรียนจากโควิดยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้อย่างชัดเจน

 

Wellness Economy โตเร็วกว่า GDP โลก

 

จากปัจจัยทั้งหมด ทำให้ Wellness Economy กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมูลค่าตลาดเพิ่มจากราว 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะขยับแตะระดับ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า หรือเติบโตเฉลี่ยราว 7.3 % ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 2

 

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ Wellness Real Estate, Mental Wellness และ Wellness Tourism ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เปรียบสูงสุด โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่มีมูลค่าตลาดราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และเติบโตสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

จุดแข็งของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย ได้แก่ ธรรมชาติ, อาหารไทย, เอกลักษณ์การให้บริการ, การแพทย์แผนไทย และมีศูนย์การแพทย์ครบวงจร โดยนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 5–6 เท่า สอดรับกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวคุณภาพ

 

นอกจากเป้าหมายทางธุรกิจแล้ว นโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ (ปี 2571–2575) ยังมีเป้าหมายหลักอีก 3 ข้อที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็น Wellness Country คือลดโรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรม) ให้ลดลง 30% และเพิ่ม Healthspan (ปีที่ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี) จาก 67 ปี เป็น 75 ปี (เนื่องจากปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 77 ปี การเพิ่ม Healthspan จะช่วยลดช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมานก่อนเสียชีวิตเหลือเพียง 2 ปี)

 

ผู้บริโภคยอมจ่ายสุขภาพแพงขึ้น ดันอาหาร–สมุนไพร–สปาไทยโตแรง

 

สำหรับกลยุทธ์การยกระดับบริการด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่ อาหารการกิน หมอแอมป์ ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคกว่า 70% ยินดีที่จะซื้อหรือจ่ายให้กับอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้นธุรกิจที่ทำอาหารสุขภาพพร้อมมีการรับรองว่าปลอดภัยจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น

 

ตามด้วยกลุ่มสมุนไพรไทย ปัจจุบันไทยส่งในราคาต่ำเพียง 100–200 บาทต่อกิโลกรัม และเมื่อมีการใส่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้าไปจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้สูงถึง 100,000–200,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยปัจจุบันไทยคืออันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 2 หมื่นล้านบาท

 

รวมถึงธุรกิจสปาไทย มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทำให้มีร้านเปิดใหม่มากขึ้น โดยตัวเลขในปี 2565 ประเทศไทยมีสปากว่า 2,921 แห่ง และพบว่ามีลูกค้ากลุ่ม Gen Y เข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้บริการ ยังเป็นเรื่องของราคาโปรโมชัน และคุณภาพของการบริการเป็นหลัก ที่ผ่านมาการนวดแบบดั้งเดิมอาจมีราคาเพียง 500–1,000 บาทต่อชั่วโมง แต่หากใช้แนวคิดผสานการแพทย์ เช่น การตรวจ X-ray, MRI, อัลตราซาวด์, หรือ Shock Wave ก่อนและหลังการนวด จะสามารถเรียกเก็บค่าบริการได้สูงขึ้น 10 เท่า

 

“เฟสถัดไปคือ Wellness Economy 5.0 คือการผสานเทคโนโลยี, ข้อมูล และ AI เข้ากับความเป็นมนุษย์ โดยวัดความสำเร็จจาก Health Span คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน มากกว่าตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว และใน Ecosystem ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ร้านนวด คลินิกกายภาพ และแพทย์แผนไทย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิด Wellness Tourism ได้อย่างแท้จริง” หมอแอมป์ ย้ำ

 

โจทย์ Financial Wellness ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้หลังเกษียณ

 

ในมิติเดียวกัน ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ ชี้ว่า Financial Wellness จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ถัดไปของสุขภาวะองค์รวม โดยแนวคิดการวางแผนการเงินแบบ Holistic Advisory ต้องเชื่อมโยง Life Span และ Health Span เข้าด้วยกัน

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 3

 

ศักดิ์ชัย ระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอยู่ที่ราว 5 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นเพียง 4–4.8% ของ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคต ขณะเดียวกันอัตราการครองเตียงของโรงพยาบาลอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยใกล้ 75–80% และในไตรมาส 3 หลายแห่งเข้าใกล้ระดับเต็มศักยภาพ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขเพิ่มเติม

 

มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างมาก โดยค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง คุณภาพของโรงพยาบาลในไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีโรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐาน JCI อยู่ในระดับต้นๆ ของภูมิภาค ทั้งหมดมีผลต่อแนวโน้มธุรกิจสุขภาพซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนต่ำและเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 2–3 เท่า

 

วางแผนการเงินต้องเริ่มจาก ‘บริหารความเสี่ยง’ ก่อนลงทุน

 

ในมุมของบุคคล ศักดิ์ชัย เน้นว่า การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณต้องเริ่มจากสภาพคล่องและการบริหารความเสี่ยงก่อนการลงทุน โดยควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6–12 เดือน และให้ความสำคัญกับประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ซึ่งคนไทยมักมองข้าม ทั้งที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศคิดเป็นเกือบ 5% ของ GDP

 

เลิกดูแค่ GDP ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ 4

 

หลังจากนั้นให้เข้าสู่ขั้นการลงทุนและการสะสมทรัพย์ โดยควรกระจายความเสี่ยงและลงทุนระยะยาวเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ พร้อมตั้งเป้าหมายเงินเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น ยกตัวอย่าง หากต้องใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 7 หมื่นบาท เป็นเวลา 20–30 ปี จะต้องมีเงินออมราว 16–25 ล้านบาท หรือมากกว่านั้นหากอายุยืนยาวขึ้น

 

ศักดิ์ชัย ยังเตือนถึงผลกระทบของ Medical Inflation ซึ่งอาจทำให้ค่ารักษาโรคร้ายแรงในอนาคตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จึงย้ำว่าประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

 

อสังหาฯ แห่ผนึก Wellness สร้างโมเดลใหม่

 

นอกจากนี้ กระแส Wellness ยังผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับโมเดลธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาเมืองครบวงจร การสร้าง Ecosystem ด้านสุขภาพ ไปจนถึงการจับมือพันธมิตรทางการแพทย์

 

ยกตัวอย่างเช่น MQDC พัฒนาโครงการ Lifetime Care เจาะกลุ่มผู้สูงอายุระดับ High Net Worth ถัดมาคือ พฤกษา พัฒนา Wellness Residence พร้อม Health Care Center, Origin สร้าง Smart Life Center ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงศุภาลัยทดลองโมเดล Senior Living แบบ Subscription ซึ่งได้รับการตอบรับดีในเฟสแรก

 

อย่างไรก็ตามความสำเร็จของโครงการ Wellness Real Estate ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของพันธมิตร โมเดลบริการ ความเชี่ยวชาญด้าน Hospitality รวมถึง Financial Model และกระแสเงินสด ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหม่สำหรับทั้งนักลงทุนและสถาบันการเงิน

 

ทั้งหมดสะท้อนชัดว่า Wellness และ Healthcare ไม่ใช่เพียงเทรนด์ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่เชื่อมโยงสุขภาพ, เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน และอาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

 

ภาพปก : RunPhoto / Getty Images

The post เลิกดูแค่ GDP !ชี้โลกเปลี่ยนทิศสู่ ‘Wellness Economy’ เมื่อ ‘สุขภาพ’ คือดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งใหม่ของชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่คือ “ความมั่งคั่ง” ใหม่ของประเทศไทย https://thestandard.co/key-takeaway-health-the-new-wealth/ Thu, 06 Nov 2025 12:55:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1140490

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมื่อจำนวนผู้เสียช […]

The post สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่คือ “ความมั่งคั่ง” ใหม่ของประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตเริ่มมากกว่าเด็กเกิดใหม่ และคนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวแต่ไม่แข็งแรง โลกหลังจากนี้จึงไม่ได้ตั้งคำถามแค่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ถึงกี่ปี แต่ถามว่า “เราจะมีชีวิตดีได้อีกกี่ปี?”

 

หมอแอมป์-นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort ได้ชักชวนให้ผู้ฟังคิดตามว่า ‘สุขภาพดี’ เป็นไปได้มากกว่าแค่เรื่องส่วนตัว แต่สามารถเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจได้ด้วย บนเวที ‘The Wellness Frontier: Redefining Health, Wealth and the Future of Thailand’ ภายในงาน The Standard Economic Forum 2025

 

วิกฤตสุขภาพที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างประชากร

 

ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ภายในปี 2576 เมื่อคนอายุเกิน 60 ปีจะมีสัดส่วนมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ
ในขณะที่ปี 2567 อัตราเด็กเกิดใหม่ลดต่ำสุดในรอบ 75 ปี เหลือเพียง 462,000 คน แต่กลับมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 570,000 คน ผลลัพธ์คือจำนวนประชากรไทยติดลบเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน

 

และแม้คนไทยจะมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 77 ปี แต่อายุที่สุขภาพยังดีจริงมีเพียงราว 67 ปีเท่านั้น นั่นหมายความว่าคนไทยใช้เวลาราวหนึ่งทศวรรษสุดท้ายของชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรัง ตั้งแต่เบาหวาน ความดัน ไปจนถึงโรคหัวใจ ซึ่งทั้งหมดคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คร่าชีวิตคนไทยกว่า 380,000 คนต่อปี เฉลี่ย 44 คนต่อชั่วโมง

 

เมื่อสุขภาพกลายเป็นเศรษฐกิจ

 

“สุขภาพดีแค่ไหนถึงจะทำให้ประเทศมั่งคั่งได้?”

 

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ชี้ว่าในปี 2566 มูลค่าเศรษฐกิจเวลเนสทั่วโลกสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะพุ่งทะยานเป็น 8.9 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ภายในปี 2571 เติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลก (4.8%) อย่างชัดเจน

 

แนวโน้มนี้สะท้อนว่าความมั่งคั่งของชาติในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อีกต่อไป แต่จะวัดกันที่สุขภาวะมวลรวมของประชากร (Gross Wellness of People) การมีพลเมืองที่สุขภาพดี มีผลิตภาพสูง และไม่ต้องใช้ทรัพยากรทางการแพทย์เกินจำเป็น

 

ศักยภาพเวลเนสไทย: จุดแข็งที่โลกจับตา

 

ในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ไทยคือหนึ่งในดาวรุ่งของเศรษฐกิจสุขภาพ มูลค่าตลาดเวลเนสของไทยล่าสุดแตะ 40.5 พันล้านดอลลาร์ฯ เติบโตถึง 28.4% ในปีเดียวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่ขยายตัวกว่า 119.5% ครองอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนเท่านั้น

 

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ Wellness Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบและเป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยนี้

 

  • อาหารไทยเพื่อสุขภาพที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงขึ้น 10–20% เพื่อเกษตรอินทรีย์
  • สมุนไพรไทย ที่ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท
  • การแพทย์แผนไทยทางการแพทย์ ที่ผสานภูมิปัญญาโบราณเข้ากับเทคโนโลยีทันสมัย เช่น MRI และ Shockwave Therapy

 

ขณะเดียวกัน มิติของสุขภาวะจิตวิญญาณก็สำคัญ งานวิจัยยืนยันว่าการฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอสามารถลดระดับฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) ได้ถึง 25–30% สะท้อนว่า “สุขภาวะ” ไม่ได้หมายถึงร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงสมดุลของใจด้วย

 

แนวคิดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพในฐานะปัจเจกบุคคล แต่คือการมองสุขภาพในฐานะทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ดังที่ดร. ตนุพล ได้กล่าวว่า เมื่อคนมีร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่มั่นคง และจิตวิญญาณที่ตั้งมั่นในคุณค่า ประเทศก็จะมีพลเมืองที่พร้อมสร้างอนาคตใหม่ไปด้วยกัน เราจะไม่เพียงเป็นคนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็น ‘ฟันเฟืองเศรษฐกิจ’ ที่มีศักยภาพสร้างพลังการผลิตและนวัตกรรมใหม่ให้สังคมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

 

รัฐอาจมีบทบาทในการช่วยสนับสนุน Wellness Ecosystem ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ลืมตาอ้าปาก เพื่อรองรับตลาดที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สูงถึง 119.5% และครองอันดับสองในภูมิภาค โดยจะกลายเป็น ‘ฟันเฟืองเศรษฐกิจ’ ที่ทรงพลังที่สุด เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศไทยในพรมแดนเวลเนสโลก

The post สุขภาพดีไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่คือ “ความมั่งคั่ง” ใหม่ของประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ ‘เลือด’ ไขความลับสุขภาพถึงระดับยีน เจาะลึก Wellness Life Blueprint และ Personalized Vitamin กับหมอแอมป์ เมื่อการเข้าใจตัวเองคือกุญแจสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน [PR NEWS] https://thestandard.co/life/wellness-life-blueprint-personalized-vitamin/ Mon, 09 Jun 2025 11:59:03 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1083309 Wellness Life Blueprint

เลือดไม่เคยโกหก ทุกหยดคือกุญแจไขความลับสุขภาพของคุณ &nb […]

The post เมื่อ ‘เลือด’ ไขความลับสุขภาพถึงระดับยีน เจาะลึก Wellness Life Blueprint และ Personalized Vitamin กับหมอแอมป์ เมื่อการเข้าใจตัวเองคือกุญแจสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Life Blueprint

เลือดไม่เคยโกหก ทุกหยดคือกุญแจไขความลับสุขภาพของคุณ

 

ที่ BDMS Wellness Clinic “เลือด”  สามารถบอกได้ถึงสุขภาพของเราที่กำลังเป็นอยู่ทั้งระดับพันธุกรรม แนวโน้มการเกิดโรค สภาวะฮอร์โมน สารอาหารที่ร่างกายต้องการ ไปจนถึงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของโรคร้ายอย่างมะเร็ง 

 

ด้วยเหตุนี้ THE STANDARD LIFE จึงได้มาคุยกับ หมอแอมป์-นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ถึงเรื่อง Wellness Life Blueprint และ Personalized Vitamin ที่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มองข้ามไม่ได้ไปเสียแล้วสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

 

 

เมื่อผู้คนมีอายุขัยที่ยาวนานขึ้น

 

ในยุคที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก อายุขัยเฉลี่ยของคนเรายืนยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลชี้ว่าในช่วงเพียง 10 ปี อายุขัยเฉลี่ยประชากรโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 7 ปี 

 

แต่สิ่งที่น่าขบคิดคือ ‘อายุขัยสุขภาพ’ หรือ Health Span ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงทั้งกายและใจ กลับไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย 

 

หมอแอมป์อธิบายว่า “มนุษย์ส่วนใหญ่จะต้องทนอยู่กับความเจ็บป่วยเกือบ 10 ปีก่อนเสียชีวิตลง” สาเหตุสำคัญมาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่เป็นภัยเงียบคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในประเทศไทย ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก NCDs สูงถึง 77% หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 44 คน

 

“นี่คือสัญญาณเตือนให้เราหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจังและรอบด้าน” หมอแอมป์เน้นย้ำ “Wellness Life Blueprint จึงเป็นคำตอบที่ช่วยให้เราเข้าใจถึง ‘พิมพ์เขียวแห่งสุขภาพ’ อย่างลึกซึ้ง” 

 

แนวคิดหลักของ ‘Wellness Life Blueprint’ ที่ BDMS Wellness Clinic ให้ความสำคัญ คือการสร้างพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล เพื่อให้แต่ละคนสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตและป้องกันโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความเครียด การมีพิมพ์เขียวสุขภาพส่วนตัวจึงทวีความสำคัญยิ่งขึ้น เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การดูแลสุขภาพแบบเหมารวมจึงอาจไม่ตอบโจทย์

 

 

ถอดรหัส ‘พิมพ์เขียวสุขภาพ’: สู่ความเข้าใจร่างกายอย่างแท้จริง

 

กระบวนการสร้าง ‘Wellness Life Blueprint’ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การตรวจสุขภาพพื้นฐาน แต่เป็นการเจาะลึกถึงระดับพันธุกรรม ฮอร์โมน และเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย หมอแอมป์ขยายความว่า “เพื่อให้เข้าใจถึงพิมพ์เขียวร่างกายของเราอย่างแท้จริง”

 

การวิเคราะห์นี้เริ่มต้นด้วย ‘การวิเคราะห์พันธุกรรม (Genomic analysis)’ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการสารอาหารเฉพาะตัว ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับ ‘พฤติกรรมที่ส่งผลต่อการแสดงออกของยีน (Epigenetics)’ ซึ่งช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

 

อีกส่วนสำคัญคือ ‘การตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มต้น (Early Detection Cancer)’ ด้วยเทคโนโลยีอย่าง ctDNA ที่ตรวจสารพันธุกรรมเซลล์มะเร็งในเลือด หรือ EDIM ที่ตรวจสอบความผิดปกติของเซลล์ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหากตรวจพบเจอตั้งแต่เนิ่นๆ 

 

การตรวจวัดระดับฮอร์โมน (Hormonal Assessment) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะฮอร์โมนกว่า 50 ชนิดในร่างกายส่งผลต่อทุกระบบ ตั้งแต่การเผาผลาญ, อารมณ์, การนอนหลับ ไปจนถึงความเครียด ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเพศ ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับอย่างเมลาโทนิน คอร์ติซอล หรือฮอร์โมนที่ส่งผลต่อสมองและการเผาผลาญ ล้วนต้องอยู่ในภาวะสมดุล

 

 

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจระดับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล รวมถึงการตรวจร่างกายขั้นสูงด้วยเครื่องมือแพทย์ทันสมัย 

 

เช่น การอัลตราซาวด์หลอดเลือดแดงคาโรติดเพื่อเฝ้าระวังโรคหลอดเลือดสมอง, การตรวจหาคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (CAC scan), MRI ช่องท้องเพื่อดูภาวะไขมันพอกตับ

 

การตรวจองค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่อง DEXA scan, การทำแมมโมแกรม, การวิเคราะห์สภาพผิว, ไปจนถึงการตรวจสายตาและการได้ยิน “ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ช่วยให้เราเข้าใจ ‘พิมพ์เขียว’ ของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น” หมอแอมป์กล่าว

 

‘Personalized Vitamin’: เติมเต็มสิ่งที่ร่างกายต้องการอย่างตรงจุด

 

เมื่อเข้าใจพิมพ์เขียวสุขภาพของตนเองแล้ว ‘Personalized Vitamin’ หรือวิตามินเฉพาะบุคคล จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสริมและเติมเต็มสิ่งที่ร่างกายต้องการอย่างแท้จริง 

 

หมอแอมป์อธิบายว่า “ปัจจุบันผู้คนหันมารับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมมากขึ้น โดยมักมีคำถามว่า ควรรับประทานวิตามินตัวใดดี คำตอบคือ เราควรรู้ก่อนว่าร่างกายเราขาดวิตามินและสารอาหารตัวใดบ้าง” 

 

การเลือกวิตามินที่เหมาะสมจากผลเลือด จะช่วยให้ได้รับสารอาหารตรงตามความต้องการของร่างกายและตรงจุด เพราะการรับประทานมากหรือน้อยเกินไปก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้

 

Wellness Life Blueprint

 

หลักการพิจารณาออกแบบวิตามินเฉพาะบุคคลที่ BDMS Wellness Clinic จะอ้างอิงจากข้อมูลสุขภาพเชิงลึก ทั้งผลการตรวจเลือด และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ปัจจัยเหล่านี้ทำให้วิตามินเฉพาะบุคคลมีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าการเลือกซื้อวิตามินเสริมทั่วไปตามท้องตลาด เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดตามความต้องการที่แท้จริงของร่างกายแต่ละคน 

 

“การตรวจระดับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระในเลือดจะช่วยให้เรารู้ว่า ร่างกายต้องการเสริมสารอาหารตัวใด หากขาดก็เสริมด้วยการปรับการรับประทานอาหาร หากดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสริมเพิ่มเติมจนได้รับมากเกินความต้องการ” หมอแอมป์เสริม

 

เพื่อให้การดูแลสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างครอบคลุมที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงกลุ่มผู้รับบริการของ BDMS Wellness Clinic ซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ และกว่า 60% เป็นชาวต่างชาติ 

 

ทาง BDMS Wellness Clinic จึงได้ให้ความสำคัญกับการรวบรวมวิตามินและสารสกัดคุณภาพสูง ทำให้ทีมแพทย์มีตัวเลือกที่หลากหลายในการคัดสรรสิ่งที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุดสำหรับสุขภาพของแต่ละท่านได้อย่างแม่นยำ สอดรับกับความต้องการวิตามินที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

 

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้: เมื่อสุขภาพดีขึ้น ชีวิตก็เปลี่ยนไป

 

จากการนำ ‘Wellness Life Blueprint’ และ ‘Personalized Vitamin’ มาใช้อย่างจริงจัง หมอแอมป์เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในสุขภาพองค์รวมของผู้รับบริการว่า “เมื่อเราได้รับข้อมูลสุขภาพที่ละเอียดครบถ้วนจากพิมพ์เขียวสุขภาพ ผู้รับบริการสามารถปรับการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับตัวเองได้ในทุกมิติ ตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต 6 ด้าน” 

 

ซึ่งได้แก่ โภชนาการ, กิจกรรมทางกาย, การนอนหลับที่มีคุณภาพ, การจัดการความเครียด, การหลีกเลี่ยงสารอันตราย และการมีสายสัมพันธ์ที่ดี

 

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนมีหลากหลาย ตั้งแต่น้ำหนักตัวและมวลกล้ามเนื้ออยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไขมันลดลง ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดดีขึ้นจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ ยังพบว่าฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ลดลง ในขณะที่ฮอร์โมนความสุข (DHEA) เพิ่มขึ้น ภาวะการตีบของหลอดเลือดแดงคาโรติดมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ค่าไขมันพอกตับลดลง ค่าการทำงานของเซลล์กำจัดสิ่งแปลกปลอม (NK Cell Activity) เพิ่มขึ้น 

 

และที่สำคัญคือ ‘เทโลเมียร์ (Telomere)’ ซึ่งเป็นส่วนปลายของโครโมโซมที่บ่งบอกความเสื่อมของเซลล์ มีความยาวเพิ่มขึ้น “ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงภาวะสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต” หมอแอมป์สรุป

 

Wellness Life Blueprint

 

ก้าวข้ามความท้าทาย: สู่สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

 

แม้ประโยชน์ของการวางแผนสุขภาพเชิงป้องกันจะชัดเจน แต่หมอแอมป์ยอมรับว่าความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ จากเดิมที่คุ้นเคยกับการ ‘ป่วยแล้วค่อยรักษา’ มาเป็นการ ’ดูแลสุขภาพก่อนป่วย’ 

 

“โลกกำลังเปลี่ยน Healthcare จาก Reactive สู่ Proactive” วิสัยทัศน์ของ BDMS Wellness Clinic คือการผลักดันให้แนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับและเข้าถึงได้ในวงกว้าง โดยเน้น ‘การสร้างความรู้ความเข้าใจ’ ให้คนตระหนักว่าการดูแลสุขภาพควรเริ่มจากความเข้าใจตนเองผ่านพิมพ์เขียวสุขภาพ

 

นอกจากนี้ยังมุ่ง ‘ออกแบบให้เข้าถึงง่ายขึ้นและเหมาะกับแต่ละคน’ โดยเชื่อมโยงข้อมูลพันธุกรรม ผลเลือด และไลฟ์สไตล์ เพื่อให้แนวทางการดูแลสุขภาพสามารถปฏิบัติได้จริงและเห็นผลลัพธ์ และที่สำคัญคือ ‘การสร้าง Wellness Ecosystem’ โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งสุขภาพที่ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน 

 

“การลงทุนเพื่อดูแลสุขภาพ อาจยังไม่เห็นผลในทันที แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่เราได้รับกลับมา คือคุณภาพชีวิต สุขภาพที่แข็งแรง และโอกาสในการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความหมาย” หมอแอมป์กล่าวทิ้งท้าย

 

สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจเริ่มต้นดูแลสุขภาพตามแนวทาง Scientific Wellness หมอแอมป์แนะนำให้เริ่มจากการใส่ใจ ‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine)’ ทั้ง 6 ด้าน เริ่มจาก ‘การรักษาน้ำหนักตัวและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ’ โดยเน้นอาหารจากพืชที่ไม่แปรรูป ลดน้ำตาล ลดเนื้อแดง 

 

‘การออกกำลังกายสม่ำเสมอ’ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ครบทั้งคาร์ดิโอ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และยืดเหยียด, ‘การนอนหลับให้ดีมีคุณภาพ’ โดยควรเข้านอนก่อนสี่ทุ่มและนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมง 

 

รวมถึง ‘การหลีกเลี่ยงสารอันตราย’ เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ มลภาวะ ‘การจัดการอารมณ์และความเครียด’ เช่น ฝึกสติ นั่งสมาธิ และสุดท้ายคือ ‘การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี’ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญสู่การมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

 

Instagram:

The post เมื่อ ‘เลือด’ ไขความลับสุขภาพถึงระดับยีน เจาะลึก Wellness Life Blueprint และ Personalized Vitamin กับหมอแอมป์ เมื่อการเข้าใจตัวเองคือกุญแจสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลับยาก กรน เพลีย? สัมผัสอีกระดับของ Sleep Test ที่ Sindhorn Kempinski https://thestandard.co/life/sindhorn-kempinski-sleep-test-restoration-program-bdms/ Sat, 08 Mar 2025 11:37:30 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1050070 การตรวจคุณภาพการนอนหลับแบบ Polysomnography ในห้องพักหรูของ Sindhorn Kempinski พร้อมทรีตเมนต์ The Float และ Aroma Massage เพื่อการหลับที่มีคุณภาพ

เชื่อว่าทุกคนคงมียุคที่ ‘การอดนอน’ ถือเป็นหนึ่งในความสา […]

The post หลับยาก กรน เพลีย? สัมผัสอีกระดับของ Sleep Test ที่ Sindhorn Kempinski appeared first on THE STANDARD.

]]>
การตรวจคุณภาพการนอนหลับแบบ Polysomnography ในห้องพักหรูของ Sindhorn Kempinski พร้อมทรีตเมนต์ The Float และ Aroma Massage เพื่อการหลับที่มีคุณภาพ

เชื่อว่าทุกคนคงมียุคที่ ‘การอดนอน’ ถือเป็นหนึ่งในความสามารถพิเศษ ไม่ว่าจะนอนน้อยแค่ไหน ร่างกายอีกวันก็ยังฟังก์ชันได้ตามปกติ 

 

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในวันที่สวมหมวกมนุษย์ทำงานอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะยุคนี้ที่ชีวิตผูกติดกับจอแทบทั้งวัน

 

“นอนกรน, หลับๆ ตื่นๆ, นอนไม่หลับ, ต่อให้นอนเยอะก็ยังเพลีย” การมีคุณภาพการนอนที่ไม่ดีไม่ได้ส่งผลเสียเพียงเรื่องความง่วงเพลียอ่อนล้า แต่ยังส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ระบบเผาผลาญผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง ผิวหมองคล้ำดูแก่กว่าวัย อารมณ์แปรปรวน และปัญหาสุขภาพอีกมากมาย 

หากคุณมีอาการตามสิ่งที่เรากล่าวมาเกือบทั้งหมด คงถึงเวลาที่ต้องมารีเช็กต้นตอของปัญหาแล้วละ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ช่วยได้คือการทำ Sleep Test หรือการตรวจคุณภาพการนอนหลับ

 

ล่าสุดเรามีโอกาสได้เข้าโปรแกรม Sleep Restoration ที่โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok แล้วพบว่า Sleep Test ของที่นี่ให้มากกว่าแค่การตรวจสุขภาพ แต่เป็นประสบการณ์ความผ่อนคลายเหนือระดับที่ควรมาสัมผัสให้ได้สักครั้ง

 

การตรวจคุณภาพการนอนหลับแบบ Polysomnography ในห้องพักหรูของ Sindhorn Kempinski พร้อมทรีตเมนต์ The Float และ Aroma Massage เพื่อการหลับที่มีคุณภาพ

 

What is it?

 

Sleep Restoration เป็นโปรแกรมที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok จับมือร่วมกับ BDMS Wellness Clinic คลินิกสุขภาพด้านดูแลป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพที่นำเสนอการประเมินสุขภาพขั้นสูง และการรักษาเฉพาะบุคคลเพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะความไม่สมดุลของการนอนหลับและสุขภาพโดยรวม 

 

โปรแกรมดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนรับคำปรึกษาและวิเคราะห์สุขภาพการนอนเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาสุขภาพการนอนได้อย่างตรงจุด ตรวจคุณภาพการนอนหลับในบรรยากาศที่หรูหราและสะดวกสบายในการพักผ่อน พร้อมรับเครดิต Spa มูลค่า 5,000 บาท ที่ Sindhorn Wellness by Resense เพื่อเป็นการผ่อนคลายก่อนหรือหลังเข้ารับบริการการตรวจ และยังรับสิทธิพิเศษ Sleepless Therapy Treatment ฟรีอีก 1 รายการ

 

Experience

 

ก่อนจะถึงวันนัดทำ Sleep Test ทางเราจะต้องทำการ Consult กับแพทย์เบื้องต้นถึงปัญหาการนอน ซึ่งแพทย์ที่เราพบคือ รศ. นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ Sleep Specialist ผู้ที่จะซักประวัติถามถึงไลฟ์สไตล์ประจำวัน พฤติกรรมการนอน ฯลฯ ที่ล้วนส่งผลต่อคุณภาพการนอนได้

 

 

การเตรียมตัวก่อนการตรวจมีเพียงการงดดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และการออกกำลังกายอย่างหนักใน 2-3 วันก่อนการตรวจ และหลับให้เพียงพอ 6 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่ใช้ยานอนหลับเป็นประจำยังสามารถใช้ได้ตามปกติ หรือปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมในวันที่ Consult ได้เช่นกัน

 

เมื่อถึงวันนัด การแค่ได้เดินเข้าบริเวณล็อบบี้ของโรงแรมก็สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายไปกับบรรยากาศและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Sindhorn Kempinski แล้ว 

 

 

หลังจากเช็กอินเรียบร้อยก็ขอแวะไปสำรวจห้องสักนิด ห้องพักของเราเป็นประเภท Grand Deluxe Room ขนาด 66 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดเริ่มต้นของทางโรงแรม และถือเป็นขนาดเริ่มต้นที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เลยทีเดียว

 

การตรวจคุณภาพการนอนหลับแบบ Polysomnography ในห้องพักหรูของ Sindhorn Kempinski พร้อมทรีตเมนต์ The Float และ Aroma Massage เพื่อการหลับที่มีคุณภาพ  

 

นอกจากจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและสเปซเหลือเฟือแล้ว วิวห้องยังดีไม่แพ้กันด้วยความเขียวชอุ่มชวนสดชื่นของสวนลุมที่อยู่ตรงหน้า

 

การตรวจคุณภาพการนอนหลับแบบ Polysomnography ในห้องพักหรูของ Sindhorn Kempinski พร้อมทรีตเมนต์ The Float และ Aroma Massage เพื่อการหลับที่มีคุณภาพ

 

ก่อนจะไปหลับใหลในค่ำคืนนี้ต้องเพิ่มความผ่อนคลายให้ตัวเองอีกสักหน่อย ประเดิมด้วย The Float (45 นาที) Complimentary Treatment ที่ให้เราการบำบัดด้วยการลอยตัวในสระน้ำเกลือความเข้มข้นสูงอย่างไร้แรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับ Dead Sea

 

 

บ่อที่เราเห็นนี้มีปริมาณเกลือที่หนักกว่า 400 กิโลกรัมเลยทีเดียว จากการได้ลองเอนตัวลงนอนพลางดูดาวระยิบระยับบนเพดานก็พบว่าเราสามารถทิ้งตัว ปล่อยให้ตัวเองลอยไปตามน้ำได้อย่างไม่ต้องกังวล ถือเป็นศาสตร์การบำบัดตอบโจทย์คนที่เครียดหรือมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อได้อย่างดี

 

การตรวจคุณภาพการนอนหลับแบบ Polysomnography ในห้องพักหรูของ Sindhorn Kempinski พร้อมทรีตเมนต์ The Float และ Aroma Massage เพื่อการหลับที่มีคุณภาพ

 

ต่อด้วยเซสชันสปาที่เราสามารถเลือกทรีตเมนต์ได้ตามความต้องการอีกเช่นกัน เพื่อให้คืนนี้เราหลับสบายยิ่งขึ้น เลยเลือกรับบริการเป็น Aroma Massage (90 นาที) ที่ช่วยให้ผ่อนคลายพร้อมนอนมากขึ้นไปอีก

 

 

หลังปรนเปรอตัวเองก็สามารถแวะไปกินข้าวภายในโรงแรมได้ก่อนที่จะกลับมาเตรียมพร้อมสำหรับการติดตั้งเครื่อง Sleep Test (Polysomnography) 

การเตรียมตัวก่อนติดตั้งเครื่องไม่มีอะไรมากเป็นพิเศษ อาบน้ำสระผมให้สะอาด งดใส่ครีมนวดบริเวณหนังศีรษะโดยตรง งดลงสกินแคร์ เพื่อป้องกันเครื่องมือหลุดร่วง

 

 

ขั้นตอนติดตั้งจะใช้เวลาราว 30-45 นาที เนื่องจากต้องติดตั้งหลายจุด ซึ่งในส่วนของหนังศีรษะจะมีการป้ายเจลร่วมด้วย 

 

 

การตรวจคุณภาพการนอนหลับแบบ Polysomnography ในห้องพักหรูของ Sindhorn Kempinski พร้อมทรีตเมนต์ The Float และ Aroma Massage เพื่อการหลับที่มีคุณภาพ

 

หลังจากติดตั้งแล้วเรายังสามารถเข้าห้องน้ำได้ปกติระหว่างคืน สามารถนอนตะแคงหรือหงายได้ตามสะดวก

 

 

รุ่งเช้าทางผู้เชี่ยวชาญจะนัดมาถอดอุปกรณ์คืนทั้งหมด จากนั้นทาง BDMS จะนัดติดตามผลกับแพทย์ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการตรวจ

 

 

 

Result

 

จากที่คิดว่าการสวมใส่เครื่องที่มีสายระโยงระยางจะทำให้นอนไม่หลับ แต่กลับกลายเป็นว่าเราสามารถเข้านอนได้ไวกว่าปกติและหลับสบายยันเช้า ทั้งนี้อาจเพราะเตียงนุ่มดูดวิญญาณ รวมถึงบรรยากาศรอบข้างที่สงบไร้เสียงรบกวน 

 

 

Good for

 

ใครก็ตามที่มีปัญหาการนอน แนะนำให้ลองมาตรวจโปรแกรม Sleep Restoration ของที่นี่ดูสักครั้ง เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้เราสามารถแก้ปัญหาสุขภาพได้ถึงต้นตอ ช่วยให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น และยังถือโอกาสได้ผ่อนคลายกายใจกับโปรแกรมทรีตเมนต์ใน Facility สุดหรูที่มีทุกอย่างครบครัน 

 

Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok

Address: 80 Soi Ton Son, Lumphini, Pathum Wan, Bangkok 

Tel: 0 2095 9999 

Website: www.kempinski.com/en/bangkok/sindhorn-hotel/

Facebook: https://www.facebook.com/sindhornkempinski 

Instagram: https://www.instagram.com/sindhornkempinski/

Budget: แพ็กเกจเริ่มต้นที่ 50,000 บาท++ (รวม 2 คืน) เปิดให้สำรองการเข้ารับบริการตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤษภาคม 2568 และสามารถเข้ารับบริการได้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2568

Map: 

 

The post หลับยาก กรน เพลีย? สัมผัสอีกระดับของ Sleep Test ที่ Sindhorn Kempinski appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือ BDMS เช่าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านหลังสวน ตั้งเป้าดึงต่างชาติกำลังซื้อสูง https://thestandard.co/bdms-wellness-city-langsuan/ Wed, 29 Jan 2025 04:07:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1035549 ภาพจำลองโครงการเวลเนสซิตี้ของ BDMS บนถนนหลังสวน

เทรนด์ดูแลสุขภาพโตไม่หยุด! BDMS Wellness Clinic เดินหน้ […]

The post เครือ BDMS เช่าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านหลังสวน ตั้งเป้าดึงต่างชาติกำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองโครงการเวลเนสซิตี้ของ BDMS บนถนนหลังสวน

เทรนด์ดูแลสุขภาพโตไม่หยุด! BDMS Wellness Clinic เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านถนนหลังสวน คาดเปิดให้บริการปี 2573 พร้อมจับมือ Thailand Privilege Card ดึงลูกค้าต่างชาติกำลังซื้อสูงเข้าประเทศ

 

“ปัจจุบันโลกก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) ประกอบกับเทรนด์คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพแบบ Preventive Medicine หรือการป้องกันก่อนเกิดโรคมากขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดัน, โรคเบาหวาน, โรคเส้นเลือดในสมองตีบ แตก/ตัน, โรคอ้วน, โรคเครียด และโรค มะเร็ง” นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวผลักดันให้อุตสาหกรรมเวลเนสในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าในปี 2028 จะมีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.3% สูงกว่า GDP โลกซึ่งอยู่ที่ 4.8% โดยข้อมูลอ้างอิงจากรายงานของ Global Wellness Institute (GWI) 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เช่นเดียวกับประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยวโลก และมีเป้าหมายที่จะดึงดูดชาวต่างชาติคุณภาพสูงให้เข้ามาพักระยะยาว และอีกหนึ่งในจุดแข็งของไทยคือความก้าวหน้าด้านการแพทย์ จึงช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก และยังผลักดันให้ประเทศเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 

จากโอกาสดังกล่าว ทำให้ที่ผ่านมา BDMS Wellness Clinic ในฐานะศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เล็งเห็นโอกาสที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination of the World จึงมีการลงทุนด้าน Wellness มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่เหมาะสมกับช่วงวัย และความต้องการเฉพาะด้านจากการบ่งชี้ปัญหาสุขภาพเบื้องต้น ไปจนถึงการให้คำแนะนำและการรักษาโดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

 

รวมถึงการเช่าพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อพัฒนาเวลเนสซิตี้ มิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์ บนพื้นที่ 13 ไร่ย่านถนนหลังสวน คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2573 ในช่วงเวลาเดียวกันยังจับมือกับ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (Thailand Privilege Card) ผู้ให้บริการบัตรสมาชิกไทยแลนด์ พริวิเลจ เอกสิทธิ์วีซ่าพำนักระยะยาวภายใต้การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อนำเสนอบริการให้ชาวต่างชาติระดับสูง

 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านศักยภาพการแพทย์ไทย และจะสามารถดึงชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงและมีคุณภาพเข้ามาในไทยได้มากขึ้น และยังส่งผลให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการพำนักระยะยาวได้ด้วยเช่นกัน

The post เครือ BDMS เช่าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ เดินหน้าพัฒนาเวลเนสซิตี้ มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท ปักธงย่านหลังสวน ตั้งเป้าดึงต่างชาติกำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตอบโจทย์สายสุขภาพระดับลักชูรี BDMS Wellness Clinic เปิดตัว Longevity Card ใบละ 1 ล้านบาท พร้อม Wellness Life Blueprint เส้นทางสู่การดูแลสุขภาพ https://thestandard.co/bdms-longevity-card/ Tue, 05 Nov 2024 10:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1004485

เทรนด์การดูแลใส่ใจรักษาสุขภาพในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยกำลั […]

The post ตอบโจทย์สายสุขภาพระดับลักชูรี BDMS Wellness Clinic เปิดตัว Longevity Card ใบละ 1 ล้านบาท พร้อม Wellness Life Blueprint เส้นทางสู่การดูแลสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เทรนด์การดูแลใส่ใจรักษาสุขภาพในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยกำลังแพร่หลาย และเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก วัดได้จากทั้งการที่ Smart Devices จากหลายบริษัทเทคโนโลยีมาพร้อมฟีเจอร์ด้านการตรวจจับข้อมูลด้านสุขภาพที่ครบครัน

 

รวมถึงเทรนด์ ‘Longevity’ หรือการใส่ใจสุขภาพทั้งกายและใจอย่างรอบด้านเพื่อให้มีอายุยืนยาวขึ้น ซึ่งนับเป็นเทรนด์ด้าน Wellness ที่อยู่ในความสนใจของผู้คนมาสักระยะแล้ว แต่มาเป็นที่นิยมอย่างชัดเจนหลังประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว

 

โดยมีการคาดการณ์ว่า ตลาด Wellness ทั่วโลก มีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่องทุกปีราว 8.6% และจะมีมูลค่าถึงกว่า 8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 287 ล้านล้านบาทภายในปี 2570!

 

 

เพื่อพัฒนาบริการทางการแพทย์ให้สอดรับเทรนด์ Longevity รวมถึงตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในการเข้ารับการดูแล ตรวจรักษาที่มากกว่ารายการตรวจพื้นฐาน เพื่อให้สามารถวางแผนการมีสุขภาพและอายุที่ยืนยาวได้โดยไร้ซึ่งอุปสรรค บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ BDMS บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) จึงได้เปิดตัวบัตร ‘Longevity Card’ ในราคาจำหน่าย 1 ล้านบาทต่อใบ

 

ซึ่งบริการทางการแพทย์ที่ทาง BDMS Wellness Clinic มอบให้ไว้ใน Longevity Card ตัวอย่างเช่น การตรวจสุขภาพระดับยีนหรือการตรวจระดับฮอร์โมน, การตรวจหาเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้น (Early Detection Cancer) หรือ การตรวจอายุชีวภาพของร่างกายเรา (Biological Age) เป็นต้น

 

แต่นอกเหนือจากนี้ Longevity Card ยังอัดแน่นบริการทางการแพทย์ไว้อีกมากที่มีทั้งความ Tailor-made และ Personalize มาให้เฉพาะแต่ละบุคคล เพื่อให้คนที่ใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพเช่นคุณ และ ‘ไม่ได้ใส่ใจแค่ระดับผิวเผิน’ สามารถเข้าถึงวิทยาการทางการแพทยเพื่อให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างยั่งยืนได้รอบด้านและแม่นยำเพื่อผลลัพธ์ของการมีอายุที่ยืนยาว

 

Longevity Card คืออะไร ทำไมราคาสูงถึง 1 ล้านบาท?

 

เป้าหมายและความตั้งใจของ BDMS Wellness Clinic ในการเปิดตัว Longevity Card ออกมาก็ตรงตามชื่อของบัตรเลย นั่นคือการมอบการดูแลสุขภาพยืนยาวอย่างยั่งยืนตลอดปี ให้กับผู้ที่ถือบัตร เพื่อให้เจ้าของ Longevity Card สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์เพื่ออายุที่ยืนยาวได้แบบครอบคลุมในหลายมิติ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยและก้าวหน้า

 

และในอีกนัยหนึ่ง BDMS Wellness Clinic ยังเปรียบบัตรใบนี้ไว้ให้เสมือน Blueprint หรือพิมพ์เขียวการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

 

โดยสิ่งที่เราจะได้รับเมื่อตัดสินใจจ่ายเงิน 1 ล้านบาทซื้อ Longevity Card คือสิทธิพิเศษทางการแพทย์มูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านบาท ที่สามารถใช้ได้ในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะประกอบไปด้วย

 

 

  1. โปรแกรมตรวจสุขภาพ – ครอบคลุมด้านสุขภาพ พร้อมบริการอันพิถีพิถันและการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ภายใต้คอนเซปท์ Predict Prevent Personalize เช่น โปรแกรม Regenerative Signature บริการตรวจสุขภาพเชิงระดับเซลล์กว่า 80 รายการ เช่น
    • การตรวจสุขภาพอย่างละเอียดอื่น ๆ เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายตัวเองได้ดีกว่าเคย อาทิ Epigenetics, Ultrasound Carotid Artery + Ultrasound Thyroid และ Digital Mammogram & Breast Ultrasound
    • ตรวจเทโลเมียร์ (Biological Age) หรือการตรวจวัดอายุและความเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย
    • ผลโลหิตวิทยา ระดับน้ำตาล ตรวจค่าการทำงานของตับ และตรวจการทำงานของไต
    • ระดับการทำงานของหัวใจ
    • สารบ่งชี้ความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็ง
    • การตรวจตับและช่องท้องด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือการ MRI ช่องท้องความละเอียดสูงแบบไม่ฉีดสี (MRI Whole Abdomen Non-Contrast)
    • การตรวจระดับฮอร์โมนภายในร่างกาย
    • การตรวจเลือดวิเคราะห์ปริมาณสารอาหาร ระดับวิตามิน และแร่ธาตุในร่างกาย 18 ชนิด (Micronutrients)
    • การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก มวลไขมัน และมวลกล้ามเนื้อ
    • การตรวจระดับสุขภาพขณะเล่นกีฬา
    • การตรวจสารโลหะหนัก
    • การตรวจวัดระดับเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกาย (NK Cell Activity)

 

  1. บัตรชีววัฒนะ ระดับ Perfect Diamond – บัตรสมาชิกระดับสูงสุดในเครือ BDMS ทั้งหมด 35 แห่งทั่วประเทศ อายุการเป็นสมาชิก 3 ปี ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อเข้ารับบริการ ณ โรงพยาบาลในเครือ และยังได้รับบัตรชีววัฒนะเพิ่มอีก 3 ใบ มอบการดูแลสุขภาพอันแสนพิเศษให้กับสมาชิกในครอบครัวและคนสำคัญของคุณ ดังนี้
    • บัตรชีววัฒนะ Prime Platinum – อายุการเป็นสมาชิก 2 ปี 
    • บัตรชีววัฒนะ Value Gold – อายุการเป็นสมาชิก 1 ปี
    • บัตรชีววัฒนะ Junior – อายุการเป็นสมาชิก 3 ปี

 

  1. สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อมอบการดูแลให้กับสมาชิกคนพิเศษในทุกไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
    • ผู้ให้บริการส่วนตัวดูแลสุขภาพ พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
    • บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยเฮลิคอปเตอร์และทีมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินหรือแพทย์เฉพาะทาง
    • ส่วนลดค่าห้องพัก อาหาร และบริการต่างๆ ณ เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพ และอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท 
    • ห้องพักฟรี 1 คืน และส่วนลดพิเศษอื่นๆ ณ โรงแรมเซเลส สมุย
    • บริการห้องรับรองพิเศษสำหรับผู้ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลในเครือ BDMS 
    • ส่วนลดตั๋วเครื่องบินและบริการห้องรับรองชั้นธุรกิจ Blue Ribbon Club Lounge สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส 
    • ส่วนลด 10% สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม ณ ภัตตาคารอาหารจีนเชฟแมน 
    • และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย 

 

จะเห็นว่าจุดขายของบัตร Longevity Card คือการที่ BDMS Wellness Clinic เลือกหยิบเอาบริการทางการแพทย์กลุ่มที่เน้นการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน ที่นอกเหนือจากรายการมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ถือบัตรสามารถวางแผนล่วงหน้าในการดูแลสุขภาพตัวเองให้ถูกจุด และยังถือเป็นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยให้สามารถจับสัญญาณล่วงหน้า เพื่อป้องกันภัยเงียบจากโรคอื่นๆ อีกมากมายที่อาจจะตามมา หรือที่เรียกว่า Predict Prevent Personalize นั่นเอง

 

 

จิ๊กซอว์สำคัญดันประเทศไทยสู่ Wellness Hub Thailand Project

 

ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ถือบัตร Longevity Card ของ BDMS Wellness Clinic เข้าถึงการแพทย์และสิทธิประโยชน์ที่คัดสรรมาแล้วอย่างพิถีพิถัน เพราะความตั้งใจอีกประการของ BDMS Wellness Clinic ในการพัฒนาบัตร Longevity ออกมาคือ ความมุ่งหวังในการยกระดับประเทศไทยสู่ Wellness Destination of the World ด้วย

 

เพราะอย่างที่ทราบกันว่าไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ขึ้นชื่อด้านการเป็นประเทศที่มี ‘อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ หรือ Medical Tourism ที่แข็งแรงเป็นอย่างมาก (ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยคาดการณ์ไว้ว่า รายได้คนไข้ต่างชาติรวมของโรงพยาบาลเอกชนในปี 2567 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท ขยายตัวราว 8.0-10.0%YoY)

 

การออกผลิตภัณฑ์ Longevity Card ในครั้งนี้ จึงเทียบเท่ากับการเติมจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญลงไปในภาพใหญ่การดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness โลกให้ชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งจะทำให้สามารถดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง High Spending Net Worth ให้เข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพเพื่อความยั่งยืนในเวลาเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ

 

 

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเปิดตัวบริการทางการแพทย์รูปแบบใหม่นี้ไว้ว่า “Longevity Card เปรียบเสมือนการลงทุนในสุขภาพดีอย่างยั่งยืนตลอดปี ภายใน 1 ปี ท่านจะได้รับเอกสิทธิ์การบริการด้านสุขภาพอย่างครบครัน ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเชิงลึกถึงระดับ DNA, การตรวจระดับสารอาหารและวิตามิน, การตรวจ Epigenetics, การวางแผนการออกกำลังกาย และบริการด้านสุขภาพอื่นๆ มากมายตลอดปี Longevity Card จึงไม่ใช่แค่บัตรสำหรับโปรแกรมตรวจสุขภาพ แต่เป็น Wellness Life Blueprint พิมพ์เขียวสู่สุขภาพดีที่ยั่งยืน ที่จะทำให้คุณรู้จักและเข้าใจร่างกายของตัวเองในแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน

 

“Longevity Card จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination of the World หรือ Wellness Hub Thailand Project โดยการดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลก เพื่อมารับบริการด้านสุขภาพจากทีมแพทย์ในเครือ BDMS ซึ่งมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bdmswellness.com/

The post ตอบโจทย์สายสุขภาพระดับลักชูรี BDMS Wellness Clinic เปิดตัว Longevity Card ใบละ 1 ล้านบาท พร้อม Wellness Life Blueprint เส้นทางสู่การดูแลสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนรู้จักโปรแกรมลดน้ำหนักแบบครบวงจร แก้ปัญหาถึงต้นตอที่ BDMS Wellness Clinic https://thestandard.co/life/bdms-wellness-clinic-obesity/ Sat, 20 Apr 2024 02:55:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=924810

‘โรคอ้วน’ ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจ […]

The post ชวนรู้จักโปรแกรมลดน้ำหนักแบบครบวงจร แก้ปัญหาถึงต้นตอที่ BDMS Wellness Clinic appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘โรคอ้วน’ ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงประเทศไทยที่หากอิงจากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แล้วพบว่า จำนวนผู้ใหญ่ที่มีปัญหาน้ำหนักเกินหรืออ้วนในปี 2565 อยู่ที่ 47.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 34.7% ในปี 2559 

 

หากพูดถึงเรื่อง ‘ความอ้วน’ โดยภาพรวมคนส่วนใหญ่ในยุคนี้อาจมองว่าเป็นภาวะที่ทำให้เรารู้สึกกังวลหรือสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง แต่หากมองให้ลึกลงไปในระดับโรคแล้ว โรคนี้อาจนำไปสู่โรคไม่ติดต่อ (NCDs) อื่นๆ มากมาย เช่น ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ โรคกระดูกและข้อ อ่อนเพลียเรื้อรัง มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งกำลังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย

 

ล่าสุดเรามีโอกาสแวะไป BDMS Wellness Clinic สถานพยาบาลชั้นนำของเอเชียแล้วพบว่า ที่นี่มีโปรแกรมมุ่งดูแลน้ำหนักที่ตัวบุคคลแบบองค์รวมมากกว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแบบเดิมๆ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของคนที่พยายามลดน้ำหนัก แต่มักจะไม่ประสบผลสำเร็จหรือเผชิญกับโยโย่เอฟเฟกต์จนท้อและล้มเลิกไปในที่สุด งานนี้เราเลยถือโอกาสพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความพิเศษของโปรแกรมดังกล่าวด้วยเลย

 

BDMS Wellness Clinic

 

What is it?

 

เพียงเดินเข้ามาในตัวคลินิกก็เป็นต้องสงสัยแล้วว่า ที่นี่เป็นคลินิกหรือเป็นโรงแรมกันแน่? ทุกอย่างถูกตกแต่งอย่างสวยหรู ห้องรับรองกว้างขวาง แชนเดอเลียร์ห้อยระย้า ห้องแล็บแบบโปร่งใสที่ผลิตอาหารเสริมและวิตามินให้เราเห็นกันทุกขั้นตอน

 

 

สำหรับแพทย์ที่เราได้แวะมาพูดคุยด้วยในวันนี้คือ หมอแพรว-พญ.ณัฏฐ์นรี บุญศิรภัสสร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) 

 

 

หมอแพรวเล่าให้ฟังว่า โปรแกรมวางแผนลดน้ำหนักของที่ BDMS Wellness Clinic จะเริ่มจากการซักประวัติค่อนข้างละเอียด ตั้งแต่การกิน ออกกำลังกาย การนอน การขับถ่าย ปัญหาทางสุขภาพจิต การกินยาบางประเภท สุขภาพเพศ รวมไปถึงเป้าหมายการลดน้ำหนักของคนไข้

 

BDMS Wellness Clinic

 

จากนั้นแพทย์จะวินิจฉัยว่าควรตรวจรายการใดบ้าง ซึ่งที่นี่จะมีโปรแกรมการตรวจที่ละเอียด ลึก และครอบคลุม เริ่มตั้งแต่การคัดกรองโรค เช่น ไทรอยด์และโรคถุงน้ำในรังไข่ หากพบโรคแพทย์ก็จะแนะนำให้ทำการรักษาก่อน เพราะต่อให้ลดน้ำหนักไปก็ไม่เห็นผลอยู่ดี

 

 

นอกจากนี้ก็ยังมีการตรวจเลือด ตรวจฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเพศ​ ฮอร์โมนการนอน ฮอร์โมนความเครียด และฮอร์โมนวิตามิน เพราะปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่สำเร็จได้ 

 

BDMS Wellness Clinic

 

ส่วนอีกโปรแกรมตรวจที่ค่อนข้างน่าสนใจคือ DEXA Scan นวัตกรรมที่สามารถบอกปริมาณกล้ามเนื้อและไขมันเป็นตัวเลขอย่างแม่นยำ

เพื่อนำไปประกอบการวางโปรแกรมลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

 

หลังจากนั้นแพทย์จะวางแผนกับนักโภชนาการเพื่อวางแผนวิธีการกิน และอาจมี Personalize Vitamin ที่ช่วยส่งเสริมเรื่องการลดน้ำหนัก รวมถึงการใช้ยาในบางเคส ตลอดจนการวางแผนร่วมกับแพทย์ด้านสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อวางโปรแกรมออกกำลังกายให้ตรงกับเป้าหมาย

 

Experience

 

จากที่เล่ามาข้างต้น เราเชื่อว่าใครที่เป็นสายเฮลท์ตัวจริงจะต้องสนใจนวัตกรรมสุดล้ำอย่าง DEXA Scan เหมือนเราแน่นอน หมอแพรวเล่าให้ฟังว่า หลายคนที่คิดว่ารูปร่างของตัวเองโอเค ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่พอมาวัดมวลไขมันและกล้ามเนื้อด้วยเครื่องนี้แล้วมีกรีดร้อง เพราะมันสามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างในร่างกายแบบทะลุทะลวง ไม่ว่าไขมันจะซ่อนอยู่ส่วนไหนก็เห็นหมด

 

BDMS Wellness Clinic

 

วิธีวัดนั้นง่ายมาก เพียงขึ้นไปนอนนิ่งๆ แล้วปล่อยให้เครื่องนี้สแกนผ่านลำตัวไปก็เป็นอันเสร็จ 

 

 

จากข้อมูลที่ปรากฏก็ทำให้เข้าใจได้ว่า มันมีประโยชน์ต่อการวางแผนลดไขมันอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ เพราะตัวเลขกล้ามเนื้อที่เห็นนั้น ทางคลินิกจะนำมาคำนวณเป็นค่าพลังงานที่เผาผลาญได้ต่อวัน แล้วนำมาวางแผนเป็นโปรแกรมในการลดไขมันต่อ ซึ่งถือเป็นเครื่องที่ตรวจมวลไขมันและกล้ามเนื้อได้แม่นยำที่สุด ณ ตอนนี้

 

BDMS Wellness Clinic

 

นอกจากเรื่องของโภชนาการที่ต้องสมดุลแล้ว แน่นอนว่าไม่มีวิธีไหนที่จะยั่งยืนไปกว่าการออกกำลังกาย แต่การออกหนักไม่ได้แปลว่าคุณจะผอม ทุกอย่างต้องมีความสมดุล และที่สำคัญคือตรงจุด 

 

ไม่รอช้า พุ่งตรงมาในส่วนของยิมกันบ้าง บอกได้เลยว่าอุปกรณ์ของที่นี่ทันสมัยและครบครัน ทั้งแมชชีนและอุปกรณ์เวตเทรนนิ่ง ซึ่งก่อนจะเริ่มเทรนที่นี่ก็จะมีการเทสต์ความฟิตของร่างกายด้วยการวิ่งสายพานก่อน เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

BDMS Wellness Clinic BDMS Wellness Clinic

 

อุปกรณ์ของที่นี่ต้องบอกว่าล้ำจริง เมมเบอร์ทุกคนจะได้รับคีย์การ์ดของตัวเองเพื่อบันทึกพัฒนาการน้ำหนักที่ตัวเองยกได้ในแต่ละครั้ง โดยที่จอยังแสดงผลจังหวะความไวในการยกที่เหมาะสมให้ดูอีกด้วย 

 

BDMS Wellness Clinic

 

ตามหลักแล้วแพทย์จะแนะนำให้เทรนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งเป็น Golden Period ที่เราจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แต่ถ้าจะให้ดีคือการเข้าโปรแกรมเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

BDMS Wellness Clinic

 

ความพิเศษของโปรแกรมที่ BDMS Wellness Clinic ยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลังจากที่เทรนเสร็จ ที่นี่จะมีโปรแกรม Thai Medical Massage ปิดท้ายให้อีก 1 ชั่วโมง ซึ่งเหมือนเป็นการนอนยืดเหยียดกึ่งกายภาพบำบัดแบบสบายๆ เหมือนได้มานอนพักนวดตัวหลังออกกำลังกาย

 

BDMS Wellness Clinic

 

Result

 

ในส่วนของผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบุคคล ทั้งเรื่องสุขภาพ วัย วินัยในการกิน และความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย แต่ข้อดีของที่ BDMS Wellness Clinic คือ การติดตามผลระหว่างโปรแกรม 

 

อย่างกรณีที่คนไข้ได้ลดน้ำหนักมาในระยะหนึ่งแล้วพบว่าน้ำหนักเริ่มชะงัก การตรวจสารพิษระหว่างทางอาจทำให้คนไข้พบว่า สาเหตุที่น้ำหนักชะงักเป็นเพราะมีสารพิษก่อกวนฮอร์โมน เมื่อตรวจพบแล้วทำการดีท็อกซ์ออกก็จะทำให้ลดน้ำหนักต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ เป็นต้น

 

Good for… 

 

ใครที่ประสบความล้มเหลวกับการลดน้ำหนักมาโดยตลอดโดยไม่ทราบสาเหตุทั้งที่พยายามทำแล้วทุกวิธี เราอยากให้ลองแวะมาปรึกษาที่ BDMS Wellness Clinic ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านที่สามารถให้การวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำและตรงจุด โปรแกรมการตรวจที่ละเอียดครอบคลุม รวมถึงอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบวงจร มั่นใจได้ว่าคุณจะเข้าใจในสุขภาพร่างกายของตัวเองอย่างถ่องแท้ และทำให้พิชิตเป้าหมายน้ำหนักที่หมายปองได้อย่างไม่เสียสุขภาพ

 

BDMS Wellness Clinic

 

BDMS Wellness Clinic

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น.

Address: 2/4 Witthayu Rd, Lumphini, Pathum Wan, Bangkok 10330 

Tel: 0 2826 9999

Website: https://www.bdmswellness.com/ 

Facebook: https://www.facebook.com/BDMSWellnessClinic 

Instagram: https://www.instagram.com/bdmswellness/ 

Budget: DEXA Scan 3,500 บาท, Musculoskeletal Therapeutic Programs 35,000 บาท (10 ครั้ง รับเพิ่ม 1 ครั้ง) *ไม่รวมค่าแพทย์และบริการพยาบาล 

Map:

 

The post ชวนรู้จักโปรแกรมลดน้ำหนักแบบครบวงจร แก้ปัญหาถึงต้นตอที่ BDMS Wellness Clinic appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยให้รูปร่างดี ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในระยะยาว https://thestandard.co/life/7-activities-that-help-you-stay-in-shape/ Sun, 31 Mar 2024 01:00:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=917420

“อยากสุขภาพดี ต้องออกกำลังกาย”    เราทุกคนคงไ […]

The post 7 กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยให้รูปร่างดี ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

“อยากสุขภาพดี ต้องออกกำลังกาย” 

 

เราทุกคนคงได้ยินคำแนะนำในการดูแลสุขภาพข้อนี้จนชินหู แต่หลายต่อหลายครั้งไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและวุ่นวายในปัจจุบัน ก็ทำให้เราหมดแรงก่อนที่จะเริ่มลงมือทำเสียด้วยซ้ำ แล้วพอจะเริ่มลงมือทำก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันดูยากไปหมด

 

ล่าสุดเรามีโอกาสได้เข้าร่วมงานเปิดตัวหนังสือ Health Brings Wealth ฉบับภาษาไทยโดย BDMS Wellness Clinic ซึ่งเป็นหนังสือที่จะช่วยปลดล็อกเทคนิคการดูแลสุขภาพที่เขียนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึง 4 ท่านด้วยกัน ได้แก่ ศ.นพ.จีรี ดโวชัค ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยา ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง และอาการบาดเจ็บทางการกีฬา, นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์) ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine), ศ.นพ.คีธ แอล. แบล็ค ศัลยแพทย์ระบบประสาทและนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงแห่งศูนย์การแพทย์ซีดาร์-ไซไนน์ และ ศ.นพ.เซอร์จิโอ ฟาซิโอ ศาสตราจารย์วุฒิคุณด้านโรคหัวใจ โดยหนังสือเล่มนี้มุ่งส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมและให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้กับสังคม 

 

ศ.นพ.จีรี ดโวชัค – นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ

 

จากการได้ฟังเนื้อหาบางส่วนที่จะมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เพียงไม่กี่นาที ก็ทำให้เราได้ค้นพบว่า ที่จริงแล้วการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพมันไม่ได้ยากและต้องฝืนสังขารจนตัวลำบาก เพียงแต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจที่แท้จริง ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวันละเล็กน้อย

 

 

มีประโยคหนึ่งในหนังสือได้ระบุว่า ‘การออกกำลังกายคือยารักษาโรคที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ’ พอได้อ่านแล้วก็ทำให้เราระลึกถึงคำพูดของหมอแอมป์ ณ​ วันงานเปิดตัวหนังสือว่า สุดท้ายแล้วความต้องการของมนุษย์เราในจุดหนึ่งของชีวิตไม่ใช่อะไรที่อู้ฟู่ แต่คือการมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยต่างหาก และการมีสุขภาพที่ดีนี่แหละคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เราทำอะไรได้อีกมากมาย 

 

วันนี้เราเลยขอยกหนึ่งในบริบทดีๆ จากหนังสือเล่มนี้มาฝากผู้อ่าน LIFE กับ 7 กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยให้รูปร่างดีและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในระยะยาว  

 

1. ว่ายน้ำ

 

ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ดีมาก เพราะไม่มีผลจากแรงโน้มถ่วงของโลก มีน้ำช่วยพยุงร่างกาย ลดการบาดเจ็บ แถมยังช่วยให้ร่างกายตื่นตัวทางอารมณ์ดีขึ้นได้ หากใครว่ายน้ำไม่เป็นจะลองเล่นแอโรบิกในน้ำแทนก็ได้เช่นกัน วิธีนี้จะช่วยเผาผลาญพลังงานและทำให้รูปร่างดีได้อย่างปลอดภัย 

 

2. ไทชิ

 

การออกกำลังกายที่ได้ชื่อว่า ‘การฝึกสมาธิผ่านการเคลื่อนไหว’ การเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและผ่อนคลายจะช่วยให้ได้ประโยชน์ทั้งสุขภาพกายและจิตใจ เหมาะกับคนทุกวัยและทุกสภาพร่างกาย

 

3. การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

 

ควรยกน้ำหนักเพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ใช่เพื่อสร้างกล้ามให้มีขนาดใหญ่ เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะลดลงเรื่อยๆ หากไม่ได้ใช้งาน

 

การยกน้ำหนักเบาๆ จะช่วยเผาผลาญแคลอรีและรักษาน้ำหนักให้คงที่ได้ โดยเราสามารถเริ่มจากน้ำหนักเบาที่ยกได้ 10 ครั้งแบบง่ายๆ แล้วจึงเพิ่มน้ำหนักขึ้นสัปดาห์ละ 0.5-1 กิโลกรัม 

 

นอกจากนี้การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยังช่วยให้สมองทำงานได้ดีเมื่อเข้าสู่วัยชราอีกด้วย 

 

4. การเดิน

 

การเดินจะทำให้รูปร่างเพรียว ระดับคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือดดีขึ้น ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

 

เพียงมีรองเท้าสำหรับเดินดีๆ สักคู่ แล้วเริ่มเดินวันละ 15 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทางและความเร็ว เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ 60 นาทีต่อวัน 

 

5. การวิ่ง

 

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาให้ได้มากกว่าการเดิน โดยแนะนำให้เลือกความเร็วที่สามารถวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอและยังคงสามารถพูดคุยกับเพื่อนร่วมวิ่งได้ ควรวิ่งให้ได้ 30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อประโยชน์ของร่างกายและจิตใจ

 

6. ฟุตบอล

 

ฟุตบอลเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้ได้ฝึกความทนทานไปพร้อมๆ กับการฝึกหนักสลับเบาและการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อาจเริ่มด้วยการเดินเตะฟุตบอล แล้วค่อยเพิ่มความหนักให้มากขึ้น โดยแนะนำให้เล่นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง  

 

7. กิจกรรมเสริม

 

การออกกำลังกายแบบ Kegel เป็นการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งช่วยป้องกันภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ทั้งในเพศชายและหญิง ทำได้โดยการขมิบกล้ามเนื้อที่ใช้กลั้นปัสสาวะหรือผายลม ทำค้างไว้ 2-3 วินาทีแล้วค่อยปล่อย ทำซ้ำ 10 ครั้ง วันละ 4-5 รอบ

 

นอกเหนือจาก 7 กิจกรรมข้างต้นแล้ว การทำกิจวัตรประจำวันก็ถือเป็นการออกกำลังกายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนหรือเล่นกับลูกหลาน หากรวมเวลาได้ 30 นาทีและฝึกกล้ามเนื้อ 2 วันต่อสัปดาห์ได้ก็เป็นอันผ่าน 

 

เราเชื่อว่าใครที่ชอบหาวิธีในการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงรอบด้านอยู่เสมอจะต้องชอบหนังสือเล่มนี้เหมือนกับเรา ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และยังอัดแน่นไปด้วยแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้จริง 

 

ใครที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการสั่งซื้อได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของ BDMS Wellness Clinic

 

BDMS Wellness Clinic

Website: https://www.bdmswellness.com 

Instagram: https://www.instagram.com/bdmswellness

Facebook: https://www.facebook.com/BDMSWellnessClinic

 

ภาพ: ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์, BDMS Wellness Clinic

The post 7 กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยให้รูปร่างดี ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok สถานที่พักผ่อนและดูแลสุขภาพใจกลางเมือง https://thestandard.co/life/movenpick-bdms-wellness-resort-bangkok/ Fri, 01 Mar 2024 03:00:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=905754

สำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาที่พักที่มีการดูแลสุขภาพอย่างคร […]

The post ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok สถานที่พักผ่อนและดูแลสุขภาพใจกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาที่พักที่มีการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจรและการผ่อนคลายอย่างแท้จริงในบรรยากาศของเมืองใหญ่ เราขอแนะนำ Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok เป็นทางเลือกที่ไม่ควรพลาด ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ รีสอร์ตนี้เสนอประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสงบสุขใจ มีพื้นที่สีเขียวสวยงาม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผ่อนคลายและหลีกเลี่ยงความวุ่นวายของชีวิตในเมือง

 

 

Why here? 

 

ที่พักของ Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกของความสงบและผ่อนคลาย โดยเฉพาะเมื่อคุณเข้าพักในห้องพักของที่นี่ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์และมีความสุขสงบสำหรับผู้เข้าพัก ห้องพักทั้ง 211 ห้องมีระเบียงส่วนตัวและวิวที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณสามารถชมวิวได้จากระเบียงที่ติดสระว่ายน้ำและสวนป่ากลางเมืองของกรุงเทพฯ ทำให้การพักผ่อนของคุณเป็นที่จดจำไปตลอดชีวิต และเป็นการเสนอประสบการณ์ที่มีคุณค่าที่ผู้คนค้นหาในการท่องเที่ยวและการพักผ่อนในกรุงเทพฯ

 

ห้องพัก

 

ภายในห้องพักกว้างขวาง มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการปูเสื่อโยคะ สำหรับคนที่อยากเล่นโยคะในห้อง หรือยืดเหยียดยามเช้าก็สามารถทำได้เลย แต่ถ้าใครชอบออกกำลังกาย ห้องฟิตเนส Move Fitness ของรีสอร์ตก็มาพร้อมอุปกรณ์ทันสมัย เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ มาจากแบรนด์ดังที่รับประกันเรื่องความปลอดภัย รวมถึง Be Well Spa ก็มาในดีไซน์สวยและผ่อนคลาย จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในกรุงเทพฯ 

 

Move Fitness

 

น้ำตกภายในรีสอร์ต

 

(ขวา) ช็อกโกแลตบาร์ให้บริการฟรี

 

ห้องอาหารคำหอมของเชฟเอียน 

 

และด้วยความที่ Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok เป็นรีสอร์ตเพื่อสุขภาพ แพ็กเกจที่พักของที่นี่จึงมาพร้อมคอร์สตรวจสุขภาพโดยทีมแพทย์จาก BDMS Wellness Clinic ที่อยู่ในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งเราสามารถนัดเวลาได้ตั้งแต่ตอนเช็กอิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่พาเราไปวัดค่าต่างๆ และตรวจวัดดัชนีมวลกาย หลังจากนั้นจะมี Private Session กับแพทย์ที่จะมาช่วยวิเคราะห์ผลว่าร่างกายของเราเป็นอย่างไร ต้องเสริมหรือลดส่วนไหนหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาไม่นาน เพียง 30 นาทีเท่านั้น และไม่มีอะไรที่น่ากลัว โดยปกติแล้วคอร์สนี้ก็ราคาเกือบจะครึ่งหนึ่งของค่าที่พักแล้ว จึงถือว่าคุ้มมากๆ  

 

BDMS Wellness Clinic

 

เครื่องตรวจดัชนีมวลกาย

 

ร้านอาหารเสิร์ฟอาหารเช้าและมื้อเที่ยง 

 

Worth it

 

ถ้าใครมาพักที่นี่อยากให้มาลองร้านอาหารไทยคำหอมของเชฟเอียน ที่เชฟเล่าให้ฟังว่าเป็นเมนูอาหารไทยที่กินแล้วดีต่อสุขภาพ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงเป็นอาหารภาคต่างๆ ต้องบอกว่าบรรยากาศร้านและวิวนั้นดีมากๆ 

 

 

เราค่อนข้างชอบสปาของที่นี่ โดยเฉพาะทรีตเมนต์ Dry Flotation Experience 30 นาที ที่เราต้องนอนลงบนเตียงที่จะนวดร่างกายเราด้วยน้ำอุ่นๆ ช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อผ่อนคลายได้ดีมากๆ 

 

 

แม้จะเป็นเวลเนสรีสอร์ต แต่ใช่ว่าคุณจะต้องอยู่แต่ในห้องพัก เพราะอย่างที่บอกว่าที่นี่อยู่ใจกลางเมืองอย่างย่านชิดลม ทำให้ระหว่างวันสามารถเดินไปเซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี หรือเดินชิลๆ ในซอยสมคิดที่ตอนนี้มีสเปซใหม่ๆ ให้เดินเล่นเยอะเลย  

 

 

Good for

 

ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรักสุขภาพเท่านั้นถึงจะมาพักที่นี่ เพราะเราว่าที่นี่เหมาะกับคนที่เหนื่อยกับชีวิตประจำวันเช่นกัน อยากจะเบรกจากความวุ่นวาย แต่จะให้ไปพักไกลๆ ก็เหนื่อยกับการเดินทางอีก การมาพักที่นี่แม้เพียงคืนเดียวก็ช่วยให้คุณหลุดพ้นจากความว้าวุ่นเหล่านั้นได้แล้ว ลองมาสปอยล์ตัวเองสักวันในสถานที่ที่เงียบสงบและผ่อนคลาย ทำให้ได้รับพลังจากการพักผ่อนอย่างแท้จริง

 


 

Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok 

 

Location: 2 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Budget: 4,237 บาท

Contact: โทร. 0 2666 3333 และ [email protected]

Map: https://maps.app.goo.gl/njyFTPEq5DRLPWFG8

 

 

The post ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok สถานที่พักผ่อนและดูแลสุขภาพใจกลางเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป! ล้วงเคล็ดลับและแนวทางเสริมเกราะป้องกันมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกมากเป็นอันดับหนึ่ง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ways-to-strengthen-your-defense-against-cancer/ Wed, 06 Dec 2023 04:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=873246

THE STANDARD พาไปพูดคุยกับ ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ […]

The post มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป! ล้วงเคล็ดลับและแนวทางเสริมเกราะป้องกันมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกมากเป็นอันดับหนึ่ง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD พาไปพูดคุยกับ ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ แพทย์ผู้ชำนาญการที่อยู่ในแวดวงของการรักษาโรคมะเร็งมานานหลายปี

 

นพ.ธีรวุฒิเริ่มต้นสนทนาว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งใน 48 ประเทศ

 

นับวันยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2030 คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึง 27 ล้านคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าเทียบจากปี 2020 ที่มีผู้ป่วยใหม่ 19 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยที่เสียชีวิตในปี 2030 จะอยู่ที่ 17 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่มีผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณ 10 ล้านคน

 

 

‘มะเร็ง’ โรคร้ายทำคนเสียชีวิตอันดับหนึ่งใน 48 ประเทศ

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ โรคมะเร็งเกิดในเอเชียสูงถึง 50% โดยผู้ป่วยรายใหม่มีประมาณ 9.5 ล้านคน ส่วนอัตราการเสียชีวิตมีปีละประมาณ 6 ล้านคนทั่วโลก มะเร็งส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากมีประชากรและผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น โดย 5 ประเทศในเอเชียที่พบมะเร็งมากที่สุดคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ ซึ่ง 50% ของมะเร็งในเอเชียมาจากประเทศจีนที่มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ดูแล้วถือเป็นตัวเลขที่น่ากลัวไม่ใช่น้อย เมื่อเจาะลึกลงถึงสาเหตุที่มะเร็งเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากมีประชากรและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการพยาบาล ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรมีจำกัด ตลอดจนการพบสารปนเปื้อนในอาหาร และผู้คนไม่ให้ความสำคัญกับการป้องกันมะเร็ง โดยมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น

 

คนไทยเสี่ยงเป็นมะเร็งถึง 75%

 

เช่นเดียวกับประเทศไทย จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2020 ไทยมีจำนวนผู้ป่วยเป็นมะเร็งแล้วในรอบ 5 ปี รวม 426,366 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 190,636 คน และมีอัตราผู้ป่วยเสียชีวิต 124,866 คน หรือคิดเป็น 14 คนต่อชั่วโมง

 

WHO คาดการณ์ว่าในปี 2030 จำนวนผู้ป่วยมะเร็งของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 242,623 คน ถึงกระนั้นไทยจัดว่ามีผู้ป่วยมะเร็งมากเป็นอันดับที่ 13 ในเอเชีย และพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV และไวรัสตับอักเสบ B ยังมีมากอยู่ และมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งด้วยสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังคือมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้และทวารหนัก เป็นลำดับต้นๆ

 

เรียกได้ว่าตอนนี้คนไทยมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งถึง 16.4% ยกตัวอย่างในจำนวนคนทั้งหมด 6 คนจะเป็นมะเร็ง 1 คน คาดว่าในปี 2030 ในจำนวนคนทั้งหมด 4 คนจะป่วยด้วยโรคมะเร็ง 1 คน และที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ ใน 1 ชั่วโมง จะมีคนเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 14 คน และมีคนเป็นโรคมะเร็งถึงชั่วโมงละ 22 คน

 

เปิดสาเหตุทำไมผู้ป่วยมะเร็งถึงเพิ่มมากขึ้น

 

หากเจาะลึกลงมาถึงสาเหตุของจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบด้วย 5 ปัจจัย เริ่มตั้งแต่

 

1. จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ในปี 2023 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 20% เมื่ออายุเพิ่มขึ้นจนถึงวัยชรา เซลล์ของเราจะหยุดการเจริญเติบโต กลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่าเซลล์ชรา ซึ่งจะถูกกำจัดโดยภูมิคุ้มกันของเรา แต่ถ้าเซลล์ชรานี้ไม่ถูกกำจัดออกไป มันก็จะปล่อยสารที่ก่อให้เกิดโรคต่างในโรคคนชรา รวมถึงโรคมะเร็งด้วย

 

เพราะฉะนั้นถ้าไม่ชราภาพก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวโน้มของมะเร็งในคนอายุน้อยกว่า 50 ปีเพิ่มมากขึ้น จากสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

2. วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปและมีพฤติกรรมเสี่ยง เริ่มตั้งแต่การใช้ชีวิต การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 22-25% และพบว่าคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี สูบบุหรี่มากถึง 20% ซึ่งบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งถึง 14 ชนิด

 

รวมไปถึงรับประทานอาหารกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะอาหารตะวันตก ของหวาน นม อาหารแปรรูป เนื้อสัตว์ ล้วนเป็นสารก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดจากการกินเนื้อสัตว์แปรรูป สัตว์เนื้อแดง ทั้งหมู เนื้อ และแกะ ดังนั้นต้องไปกินเนื้อปลาแทน

 

แม้กระทั่งโรคอ้วนก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะว่า 13 ชนิดของมะเร็งเกิดจากโรคอ้วน วันนี้คนไทยโดยเฉพาะผู้หญิงเป็นโรคอ้วน 44.9% และอีกหนึ่งปัจจัยคือชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่คลอดลูกคนแรกเมื่ออายุมาก ตามด้วยการมีลูกน้อยลง ปัจจุบันประชากรโลกกว่า 46% มีลูกต่ำกว่าเกณฑ์ จริงๆ แล้วการคลอดลูก 1 คนนั้นสามารถลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลงได้ถึง 7%

 

รวมถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ทำให้ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมลงเช่นเดียวกัน การให้นมลูก 1 ปี จะลดการเป็นมะเร็งเต้านมได้ 4% และอีกหนึ่งปัจจัยคือประจำเดือนครั้งแรกมาเร็วขึ้นอาจกลายเป็นมะเร็งเต้านมในที่สุด

 

3. ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ โดยเฉพาะ PM2.5 ในสังคมเมือง เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดของคนไม่สูบบุหรี่มากขึ้น โรงงานที่ไม่เข้มงวดเรื่องกฎระเบียบ ปล่อยมลภาวะออกมาสู่สังคม และมีการใช้สารปนเปื้อนในอาหารมากขึ้น เป็นต้น

 

4. ความก้าวหน้าทางการแพทย์

 

5. มีการจัดเก็บทะเบียนมะเร็งที่ดีขึ้นกว่าในอดีต

 

แนะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เสริมเกราะป้องกันมะเร็ง

 

ดังที่กล่าวมาแล้ว ผลการวิจัยพบว่าคนอายุน้อยกว่า 50 ปี มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งมาจากโรคอ้วน ทั้งนี้ มะเร็งในคนอายุน้อยอาจจะเกิดจากพันธุกรรมคือยีนที่ได้รับจากพ่อแม่ และการใช้ชีวิตแบบวัยรุ่น ทั้งการกินอาหารแบบตะวันตก นอนหลับไม่เพียงพอจนทำให้ภูมิตก ทำให้ไมโครไบโอมของร่างกายเปลี่ยนไป

 

“ทั้งหมดล้วนเป็นไมโครไบโอมของมนุษย์ ซึ่งคือชุมชนจุลชีพปกติที่อยู่ในร่างกายคนเกิดความผิดปกติ ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งมากขึ้น เพราะพฤติกรรมชีวิตเปลี่ยน”

 

ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เริ่มจากการวางแผนป้องกันและตรวจคัดกรองอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเป็นและตรวจเจอตั้งแต่ระยะต้นๆ จะได้หาแนวทางรักษา พร้อมกับหันมาให้ความสำคัญเรื่อง Wellness ที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยวางแผนการป้องกันได้

 

โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ซึ่งชำนาญการดูแลเรื่องโรคมะเร็ง จึงได้ร่วมมือกับ BDMS Wellness Clinic ซึ่งมีความชำนาญการด้าน Wellness ร่วมจัดทำ Cancer Prevention and Early Detection Program ขึ้น เพื่อช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ภัยร้ายใกล้ตัว

 

หัวใจ Wellness ต้องทำให้ตัวเราเองแข็งแรงที่สุด

 

ด้าน นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และเวชศาสตร์วิถีชีวิต เปิดเผยว่า สิ่งที่สำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันคือต้องทำตัวเราเองนั้นให้แข็งแรงที่สุด เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็ง

 

 

จริงๆ บางคนอาจคิดว่าโรคมะเร็งเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นโรคของคนสูงวัย แต่ปัจจุบันมะเร็งไม่เกี่ยวกับสูงวัยหรืออายุน้อย เพราะหากสังเกตดูข้อมูลงานวิจัยในปัจจุบันจะเห็นว่าคนอายุน้อยเริ่มเป็นมะเร็งกันมากขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันในวงการแพทย์เราล่วงรู้ความลับในร่างกายมนุษย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางพันธุกรรม ถ้าเราตรวจและรู้ก่อนก็จะเป็นผลดีในการวางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่อไป ซึ่งแนวทางป้องกันมะเร็งมี 3 ระดับด้วยกัน เริ่มจาก

 

  1. การป้องกันระดับปฐมภูมิ (Primary Prevention) เริ่มจากกลุ่มคนที่ยังไม่ได้เป็น ต้องเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเสริมเกราะป้องกันเพื่อต่อสู้โรคมะเร็ง รวมถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพิ่มโอกาสในการป้องกันมะเร็ง หรือ Early Detection Cancer

 

  1. ระดับทุติยภูมิ (Secondary Prevention) คือถ้าป้องกันแล้วยังมีโอกาสเป็นมะเร็งอยู่ ก็ต้องไปสู่กระบวนการรักษาให้อาการดีขึ้น ทั้งการให้ยา ตามด้วยทำเคมีบำบัด  ผ่าตัด ฉายแสงให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามไประยะสุดท้าย

 

  1. ระดับตติยภูมิ (Tertiary Prevention) เป็นการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

และทั้ง 3 ระดับกำลังจะกลายเป็นโครงการที่ทำร่วมกันระหว่าง BDMS Wellness Clinic กับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

 

พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ ตัวแปรสำคัญของโรคร้าย

 

สรุปได้ว่าในยามที่คนเราแก่ชรา เจ็บป่วย หรือเป็นโรคต่างๆ จนกระทั่งเสียชีวิต มักจะเกิดขึ้นจากปัจจัยหลักๆ 3 อย่าง คือ รหัสพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดเองได้

 

“แน่นอนว่าเราอาจจะเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมไม่ได้ แต่ถ้าเรารู้ได้ก่อน เราก็จะวางแผนการใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เช่น ทุกคนรู้ว่าการสูบบุหรี่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย แต่บางคนเลือกที่จะสูบ เพราะคิดว่าความอันตรายน่าจะยังไม่มาถึงตัว แต่เมื่อไปตรวจรหัสพันธุกรรม และพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงด้านมะเร็งปอด เราก็อาจจะปรับมุมมองใหม่ และไม่อยากสูบบุหรี่ในที่สุด”

 

ดังนั้นการที่เรามาจับมือกันกับทีมของ ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ เป็นการช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนไม่ควรรอให้ครอบครัวหรือตัวเราเป็นมะเร็งก่อนแล้วค่อยมาพบแพทย์ ควรเริ่มต้นดูแลสุขภาพก่อน เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการป่วยแล้วค่อยมารักษาอยู่แล้ว

 

 

และอีกหนึ่งปัจจัยที่น่าเป็นห่วงก็คือ โลกเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society เมื่อคนอายุเกิน 60 ปีเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2566 ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวนเกิน 20%) และอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าจะเข้าสู่ขั้นสูงสุด (ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวนเกิน 28%) เมื่อคนสูงอายุมีมากขึ้น นั่นแปลว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นมะเร็งมากขึ้นนั่นเอง

 

เปิด 5 เคล็ดลับป้องกันมะเร็ง

 

สำหรับ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง รวมถึงโรคอื่นๆ เริ่มจาก

 

  1. อย่าอดนอน จากงานวิจัยจาก The China Health and Retirement Longitudinal Study พบว่า คนที่นอนในช่วงกลางคืนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง เสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 41% ซึ่งมากกว่าคนที่นอน 6-8 ชั่วโมง

 

หากมีเวลาช่วงระหว่างวันให้นอนงีบ (Power Nap) เพราะผลจากการสำรวจพบว่า คนที่ไม่งีบหลับระหว่างวันก็มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าเมื่อเทียบกับคนที่งีบหลับประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน

 

ทั้งนี้ การนอนมีส่วนช่วยให้ระดับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น แต่การนอน ต้องเป็นการนอนหลับสนิทด้วย เพราะจากการศึกษาใน English Longitudinal Study of Ageing พบว่า คนที่มีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี นอนหลับไม่ลึก มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับสนิท

 

  1. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและอย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (IARC) ระบุว่า เนื้อสัตว์แปรรูป (Processed Meat) เช่น ไส้กรอก ซาลามี แฮม เบคอน เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่ง นพ.ตนุพล แนะนำให้ปรับมารับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไฟเบอร์ เช่น ผัก ธัญพืช และผลไม้ หรือ Plant-based Diet ให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคเหล่านี้

 

ไม่เว้นแม้แต่โรคอ้วน ปัจจุบันคนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 47% และจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ในอาเซียน แสดงว่าคนไทยเกือบครึ่งอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน ร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้ ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเสื่อมลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิด ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งตับ และมีโอกาสเสียชีวิตในที่สุด ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหาร

 

  1. ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ผสมกับการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ เนื่องจากช่วยป้องกันโรคอ้วน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น ลดการสัมผัสสารพิษในทางเดินอาหาร เพราะอาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ดี

 

  1. ให้เลี่ยงสารอันตราย ทั้งการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และมลภาวะฝุ่น PM2.5 เพราะแอลกอฮอล์สร้างความเสียหายต่อทางเดินอาหาร และหยุดไม่ให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเอง อีกทั้งการสูบบุหรี่ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปอด อีกด้านหนึ่งเรายังพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางคนไม่ได้สูบบุหรี่ แต่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับมลภาวะของสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น ฝุ่น PM2.5 รวมถึงการเผาไหม้ มลภาวะทางอากาศ ควันจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม และการสูดดมควันบุหรี่จากคนอื่น ก็กลายเป็นสารก่อมะเร็งปอดได้เช่นกัน แม้การหลีกเลี่ยงมลภาวะต่างๆ จะทำได้ค่อนข้างยาก แต่การลองหาเวลาว่างไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างก็มีส่วนช่วยเช่นกัน

 

  1. พยายามอย่าเครียด เพราะโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลต่างเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ไม่เพียงแต่มะเร็งเท่านั้น แต่รวมไปถึงหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อม

 

สอดคล้องกับการศึกษาในประเทศเยอรมนีที่ตีพิมพ์ในวารสาร Brain Sciences พบว่าคนที่มีอาการซึมเศร้ามีความเสี่ยงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 18% ความเสี่ยงเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการหดสั้นลงของเทโลเมียร์ ที่ทำหน้าที่เหมือนปลอกหุ้มปลายสายดีเอ็นเอ ปกป้องดีเอ็นเอไม่ให้ถูกทำลาย มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America ปี พ.ศ. 2547 ชี้ให้เห็นว่าคนที่เครียดมีอายุเซลล์แก่กว่าคนที่ไม่เครียดถึง 11 ปี เพราะเซลล์ที่แก่ลงก็หมายถึงโอกาสการเกิดโรคที่สูงขึ้น ดังนั้นการเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้หลายชนิด

 

“สุดท้ายแม้ว่าเรายังไม่ชนะศึกในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในวันนี้ แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้เรามีความหวังที่จะช่วยเสริมเกราะป้องกันต่อสู้โรคมะเร็งให้กับประชาชน และจะช่วยลดอัตราการตายให้น้อยลงได้ในอนาคต ทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายที่โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคมะเร็ง และ BDMS Wellness Clinic ที่มีความชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกันและดูแลสุขภาพ ได้จับมือกันเพื่อต่อสู้กับสงครามมะเร็งที่ลุกลามไปทั่วโลก”

The post มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป! ล้วงเคล็ดลับและแนวทางเสริมเกราะป้องกันมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกมากเป็นอันดับหนึ่ง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจ Wellness Tourism แห่งใหม่ รับเทรนด์ตลาดโลกที่โตปีละ 20% https://thestandard.co/life/wellness-tourism-bdms/ Tue, 19 Sep 2023 03:00:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=843176

เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อบีดีเอ็มเอส เ […]

The post สำรวจ Wellness Tourism แห่งใหม่ รับเทรนด์ตลาดโลกที่โตปีละ 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก รีทรีท จับมือ เมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท รุกตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism ส่งโปรแกรมสุขภาพรับเทรนด์ตลาดโลกที่เติบโตปีละ 20% พร้อมเน้นเจาะกลุ่มตลาดไทยและต่างชาติที่มีความสนใจสุขภาพกันมากขึ้น การที่เทรนด์ทั่วโลกเติบโตปีละ 20% ทำให้ Global Wellness Institute คาดว่าปี 2025 จะมีมูลค่าธุรกิจ Wellness ทั่วโลกสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชี้ศักยภาพประเทศไทยมีความพร้อมทุกด้าน และได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐให้ฟรีวีซ่า 90 วัน ดึงนักท่องเที่ยวทั้งตลาดไทยและต่างชาติที่สนใจสุขภาพ เดินหน้าส่งโปรแกรมดูแลสุขภาพที่ผสานการพักผ่อนในโรงแรมใจกลางเมือง ทำตลาด Wellness แบบครอบคลุม เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เวชศาสตร์เชิงป้องกัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเป็นส่วนหนึ่งในการปั้น Wellness Tourism ให้เติบโตในประเทศไทย

 

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ M.D. Chief Executive Officer of BDMS Wellness Clinic and BDMS Wellness Resort เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็น Wellness Destination อันดับ 2 ของโลก โดยการจัดอันดับของ Global Wellness Institute จากข้อมูลในปี 2019 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถึง 15.5 ล้านคน สร้างรายได้สูงถึงประมาณ 6 แสนล้านบาท โดยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายประมาณ 40,000-60,000 บาทต่อคนต่อทริป ซึ่งมูลค่าตลาดด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของเอเชีย รองจากจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ทำให้เล็งเห็นโอกาสในตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการช่วยตอบสนองวิถีชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่ให้มีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ด้วยการบริการดูแลสุขภาพที่มุ่งเน้นการดูแลเชิงป้องกัน และเสริมสร้างสังคมสุขภาพดี โดยทีมแพทย์และบุคลากรผู้มีความรู้ความชำนาญและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อมุ่งสู่การเป็นคลินิกสุขภาพด้านดูแลป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพชั้นนำในระดับเอเชีย โดยการจัดโปรแกรมการรักษาสุขภาพแบบพิเศษต่างๆ รวมถึงความร่วมมือกับเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท ด้วยการออกแบบโปรแกรม Wellness ที่บูรณาการเรื่องการดูแลสุขภาพไปพร้อมกับการพักผ่อน เช่น การลดน้ำหนัก การชะลอวัย การนอนหลับที่ดี เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขยายตลาดและกลุ่มเป้าหมายรักสุขภาพให้กว้างขึ้น และในส่วนของบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก รีทรีท ยังได้ออกแบบโปรแกรมที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด (Postoperative Care) ด้วยเครื่องมือที่ครบครัน ทั้งฝั่งบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก รีทรีท ที่มีคลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก มี David Gym Solution เครื่องมือออกกำลังกายที่ถูกออกแบบมาเพื่อบริหารกล้ามเนื้อแบบเฉพาะเจาะจง และฝั่งโรงแรมเมอเวนพิค ที่มีห้อง Ice Room เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและข้อ เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมการพักผ่อนที่โรงแรม บรรยากาศสวนใจกลางเมือง ที่ช่วยให้ผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายได้เป็นอย่างดี

 

 

ภาพ: Courtesy of BDMS

The post สำรวจ Wellness Tourism แห่งใหม่ รับเทรนด์ตลาดโลกที่โตปีละ 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการตรวจดีเอ็นเอค้นหาพิมพ์เขียวของร่างกายจึงสำคัญ? https://thestandard.co/why-dna-checking-is-essential/ Fri, 01 Sep 2023 07:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=836473 การตรวจดีเอ็น

เราอาจเคยได้ยินคำว่า ‘ตรวจดีเอ็นเอ’ ในความหมายของการตรว […]

The post ทำไมการตรวจดีเอ็นเอค้นหาพิมพ์เขียวของร่างกายจึงสำคัญ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
การตรวจดีเอ็น

เราอาจเคยได้ยินคำว่า ‘ตรวจดีเอ็นเอ’ ในความหมายของการตรวจหาความสัมพันธ์ทางสายโลหิต หรือการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล แต่นอกจากจุดประสงค์เหล่านี้แล้ว ผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า ยังมีการตรวจดีเอ็นเออีกประเภทหนึ่งที่ช่วยในการวิเคราะห์สุขภาพได้ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนการไขรหัสลับชีวิตของแต่ละบุคคล ทำให้ทราบความเสี่ยงเกี่ยวกับสุขภาพอย่างละเอียด 

 

โดยไม่เพียงแต่กับโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านทางสายเลือดเท่านั้น แต่ยังทราบถึงความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของแต่ละคน เช่น จากพฤติกรรมการกิน การนอน การออกกำลังกาย หรือจากความเครียด 

 

เพราะความเสี่ยงจากโรคทางพันธุกรรมไม่ได้มีแค่โรคมะเร็งหรือโรคที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ปัจจัยที่สำคัญมากยิ่งกว่าคือ พฤติกรรมที่นำพาไปสู่การเกิดโรคนั่นเอง ทำให้การตรวจดีเอ็นเอสามารถวิเคราะห์ได้ถึงพฤติกรรมไปจนถึงการตอบสนองต่อสารอาหารของแต่ละคน เนื่องจากร่างกายแต่ละคนมีความต้องการไม่เท่ากัน 

 

นอกจากนี้ยังบอกถึงภาวะการนอนหลับ การต้านทานความเครียด ลักษณะการออกกำลังกายที่เหมาะสม และความอ่อนไหวต่อมลพิษ นี่จึงเปรียบดังการสแกนพิมพ์เขียวของร่างกาย เพื่อให้เราทราบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของสุขภาพตัวเองผ่านวิถีชีวิต 

 

LIFE จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับการตรวจดีเอ็นเอเพื่อจุดประสงค์ด้านสุขภาพ ซึ่งได้ พญ.กชกร เจริญผลพิบูลย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน คลินิกดูแล ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) มาเป็นผู้ให้ความรู้ดังต่อไปนี้

 

การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็น การตรวจดีเอ็นเอ

The post ทำไมการตรวจดีเอ็นเอค้นหาพิมพ์เขียวของร่างกายจึงสำคัญ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิว Hair Treatment + LED Light Therapy โปรแกรมเพิ่มความแข็งแรงและเร่งการเติบโตของเส้นผม https://thestandard.co/life/hair-treatment-led-light-therapy/ Fri, 25 Aug 2023 07:00:24 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=833748

การดูแลสุขภาพผมไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ผมดูสวยงาม แต่ยังสะท้ […]

The post รีวิว Hair Treatment + LED Light Therapy โปรแกรมเพิ่มความแข็งแรงและเร่งการเติบโตของเส้นผม appeared first on THE STANDARD.

]]>

การดูแลสุขภาพผมไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ผมดูสวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในการดูแลตนเองอย่างเต็มที่ ทำให้การดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะสำคัญไม่แพ้การดูแลตัวเองในส่วนอื่นๆ หากจะมองหาแหล่งความงามที่สามารถตอบโจทย์การป้องกันและรักษาเส้นผมและหนังศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรมองหาแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่ง LIFE จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับโปรแกรม Hair Treatment + LED Light Therapy ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง BDMS Wellness Clinic และ Bioscor International ในสาขาโรคผิวหนังและการดูแลเส้นผมที่มีการพัฒนาอย่างก้าวหน้าล้ำสมัยที่ช่วยสร้างมาตรฐานด้านสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผมอ่อนแอ หลุดร่วงง่าย

 

 

What is it?

 

โปรแกรม Hair Treatment + LED Light Therapy เป็นโปรแกรมการดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะที่มีความล้ำสมัยของ BDMS Wellness Clinic ที่ร่วมมือกับ Bioscor International บริษัทชั้นนำในการดูแล รักษา และฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะจากประเทศออสเตรเลีย โปรแกรมดังกล่าวเป็นการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อฟื้นฟูปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะ และแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุของปัญหาผมร่วง ผมบาง และวางแผนแนวทางการฟื้นฟูที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล

 

 

การเข้ารับบริการครั้งนี้เราได้พบกับ พญ.สุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู คลินิกผิวพรรณ ความงาม และสุขภาพเส้นผม เพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาของเส้นผมในทุกมิติ มีการพูดคุยเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ การรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน สอบถามเกี่ยวกับกรรมพันธุ์ เพื่อซักประวัติหาต้นเหตุของปัญหาผมร่วง จากนั้นแพทย์จะส่องกล้องกำลังขยายสูงตรวจวิเคราะห์สภาพเส้นผมและหนังศีรษะโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งขั้นตอนนี้จะได้เห็นสภาพเส้นผมและหนังศีรษะอย่างชัดเจนถึงรูขุมขน และเห็นสภาพของหนังศีรษะที่สามารถบ่งบอกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีหรือแย่ และควรแก้ไขรักษาอย่างไรต่อไป 

 

 

Try

 

สำหรับขั้นตอนแรกหลังจากส่องกล้องขยาย จะได้เปลี่ยนมาที่ห้องทำ Hair Treatment จะมีเทอราปิสต์มาทำทรีตเมนต์เส้นผม เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณหนังศีรษะ พร้อมกระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการระคายเคือง และปรับสภาพหนังศีรษะ ดูแลโดยผู้ชำนาญการ ขั้นตอนการทำ BWC Bioscor Hair Treatment ประกอบด้วย

 

1. ทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะด้วยแชมพูและครีมนวดผมสูตรพิเศษจาก Bioscor International ซึ่งบอกเลยว่าเป็นขั้นตอนแรกที่ฟินสบายศีรษะสุดๆ กลิ่นหอมของคอนดิชันเนอร์จะทำให้ผู้เข้ารับบริการเคลิบเคลิ้มจนเผลอหลับได้

 

2. ล้างทำความสะอาดหนังศีรษะด้วยเครื่องสระผม Scalp Jet Wash เพื่อทำความสะอาดอย่างล้ำลึกถึงรูขุมขนบนหนังศีรษะ ช่วยกำจัดไขมันที่อุดตันและเซลล์ที่ตายแล้ว ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่นาน 

 

3. บำรุงด้วยเซรั่มสูตรพิเศษ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละบุคคล โดยเซรั่มจะถูกผลักเข้าสู่หนังศีรษะด้วยเครื่อง Mesoporation ซึ่งจะทำให้ซึมเข้าสู่หนังศีรษะได้อย่างล้ำลึก

 

 

LED Light Therapy

 

เมื่อเสร็จจากขั้นตอน Hair Treatment แล้ว จะมีการเป่าผมให้เกือบแห้งแล้วเข้าสู่การฉายแสง LED ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม รวมถึงป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผมเดิม โดยแสง LED ที่ฉายลงไปบริเวณเส้นผมและหนังศีรษะจะเป็นแสงสีแดง (ความยาวคลื่น 633 นาโนเมตร) ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตใต้ผิวหนังบริเวณนั้นดีขึ้น กระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึม และลดการอักเสบของหนังศีรษะ นอกจากนั้นยังมีบริการโปรแกรมเลเซอร์กระตุ้นเซลล์รากผมให้มีการเกิดใหม่ของเส้นผม และช่วยให้เส้นผมมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น สามารถทำควบคู่ไปกับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ขั้นตอนนี้จะใช้เวลา 20 นาที ระหว่างการทำ LED Light Therapy จะมีแว่นตากันแสง LED ให้สวมใส่ เราสามารถนอนงีบไปได้เลยระหว่างขั้นตอนนี้ เมื่อครบเวลาและตื่นขึ้นมาก็จะได้พบกับความรู้สึกของเส้นผมที่สะอาดลึกถึงหนังศีรษะ และพบว่าเส้นผมหลังการทำทั้งสองขั้นตอนนี้นุ่มลื่นและเบาสบายสุดๆ

 

 

Good for 

 

โปรแกรม Hair Treatment + LED Light Therapy เหมาะกับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพเส้นผมให้กลับมาแข็งแรง ลดการหลุดร่วงของเส้นผม เป็นการกระตุ้นเซลล์รากผมให้มีการเกิดใหม่ของเส้นผม และช่วยให้เส้นผมมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ใครที่ไม่เคยดูแลอย่างล้ำลึกมาก่อนไม่ควรพลาด เพราะโปรแกรมนี้แตกต่างจากการสปาผมทั่วไป ผลลัพธ์ที่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม รวมถึงป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผมเดิมได้เป็นอย่างดี

 

 


 

Location: BDMS Wellness Clinic ถนนวิทยุ 

Open: ทุกวัน เวลา 07.00-17.00 น. 

Contact: 0 2826 9999

Website: http://www.bdmswellness.com 

The post รีวิว Hair Treatment + LED Light Therapy โปรแกรมเพิ่มความแข็งแรงและเร่งการเติบโตของเส้นผม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Skin Analysis ตัวช่วยแก้ปัญหาผิวเฉพาะบุคคล https://thestandard.co/life/bdms-wellness-skin-analysis/ Fri, 02 Jun 2023 08:23:54 +0000 https://thestandard.co/?p=798435 Skin Analysis

  What is it? Skin Analysis คือโปรแกรมตรวจวิเคราะห […]

The post Skin Analysis ตัวช่วยแก้ปัญหาผิวเฉพาะบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Skin Analysis

Skin Analysis

 

What is it?

Skin Analysis คือโปรแกรมตรวจวิเคราะห์สภาพผิวเฉพาะบุคคลที่ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิว โดยใช้กล้องที่มีความละเอียดสูง ทำให้สามารถตรวจและวิเคราะห์ผิวชั้นบนและผิวชั้นที่ลึกลงไปซึ่งจะช่วยในการประเมิน ในขั้นตอนนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ผิว รวมถึงถามเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ พฤติกรรมการสัมผัสแสงแดด และวิธีการดูแลผิวในปัจจุบันของคุณ และวิเคราะห์ปัญหาผิวที่กล้องตรวจเจอทีละจุด ซึ่งเราเข้ารับคำปรึกษากับ พญ.สุรีย์พร ศรีตั้งรัตนกุล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และแพทย์ผู้ชำนาญการด้านผิวหนัง แล้วก็จะได้เห็นการวิเคราะห์ข้อมูลผิวตั้งแต่ 

 

Skin Analysis

 

  • Spots ปริมาณรอยดำ รอยแดง ฝ้า กระ และลักษณะสีผิว 
  • Wrinkles ริ้วรอย หรือร่องต่างๆ บริเวณใบหน้า 
  • Texture ความไม่สม่ำเสมอของผิว
  • Pore ความกว้างของรูขุมขน 
  • UV Spots ลักษณะของผิวที่บ่งชี้ถึงการถูกทำลายโดยแสงแดด  
  • Brown Spots การสะสมของเมลานินที่ทำให้เกิดความไม่สม่ำเสมอของสีผิว
  • Red Areas การอักเสบของผิว 
  • Porphyrins สารที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวบนใบหน้า 
  • ประเมินอายุผิวของแต่ละบุคคล

 

Skin Analysis

 

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้สามารถส่งผลต่อสภาพผิวได้อย่างมาก หลังจากวิเคราะห์ผิวแล้วแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล แนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสม หรือแนะนำการรักษาที่เฉพาะเจาะจงได้ หากเราได้รับการวิเคราะห์ผิวอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปสามารถช่วยติดตามประสิทธิภาพของระบบการดูแลผิวพรรณและการรักษาที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลผิวตามความจำเป็น เพื่อสุขภาพผิวที่ดีที่สุดของแต่ละบุคคล 

 

Skin Analysis

 

Try

เมื่อผ่านกระบวนการวิเคราะห์ผิวแล้ว เราก็จะทราบว่าจะต้องเข้ารับบริการใด เพื่อเน้นดูแลและแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล ซึ่งโปรแกรมที่เราได้รับเพื่อดูแลแก้ปัญหาผิวคือ โปรแกรม Advanced Rehydrating Treatment จะช่วยเรื่องแก้ปัญหา​ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ต้นเหตุของผิวแก่ก่อนวัย เกิดจากการที่ผิวเสียสมดุล ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาน้อย และผิวกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ไม่ได้ ก่อให้เกิดปัญหาผิวอื่นๆ ตามมา โดยโปรแกรม Advanced Rehydrating Treatment เป็นทรีตเมนต์ที่จะช่วยปรนนิบัติผิวหน้าและคอให้ชุ่มชื้น อิ่มฟู ดูกระชับ เพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ลดอาการแห้งตึง การทำทรีตเมนต์ใช้เวลา 75 นาที ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนคือ

 

ขั้นแรก Vitamin Infusion เป็นการผลักวิตามินเข้มข้น ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนิก คอลลาเจน และว่านหางจระเข้ เข้าสู่ผิวบริเวณใบหน้าอย่างล้ำลึกโดยใช้เครื่อง Infusion™ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวโดยไม่ต้องใช้เข็ม 

 

หลังการผลักวิตามิน เพิ่มความผ่อนคลายโดยการนวดหน้ากระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง จะไปสู่ขั้นตอนที่ 2 เรียกว่า Gold shimmer soft mask เป็นมาสก์หน้าที่ช่วยเติมน้ำให้ผิว กลิ่นผ่อนคลายสุดๆ (คล้ายกลิ่นดินที่ชุ่มฉ่ำจากฝนตกใหม่ๆ) ช่วยล็อกวิตามิน และกระชับรูขุมขน พร้อมกักเก็บความชุ่มชื้น คงคุณค่าของทรีตเมนต์ เพื่อให้ผิวสดใส สุขภาพดี 

 

Skin Analysis

 

Result

ผลลัพธ์ของการทำ Skin Analysis จากโปรแกรมตรวจวิเคราะห์สภาพผิวเฉพาะบุคคลที่ส่องด้วยกล้องที่มีความละเอียดสูง ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิวและเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผิวของตัวเองมีปัญหาตรงจุดไหนบ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่แม่นยำและมีความสำคัญต่อการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะกับปัญหา ทำให้การดูแลผิวทำได้ตรงจุด ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก และหลังจากทำโปรแกรม Advanced Rehydrating Treatment ผลลัพธ์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือผิวแลดูโกลว กระจ่างใสขึ้นจริง และเมื่อจับผิวหน้าก็มีความเนียนนุ่มชุ่มชื้น เป็นทรีตเมนต์ที่ล็อกผิวให้อิ่มเอิบแลดูสุขภาพดีได้อย่างน่าพึงพอใจ

 

Good for

เหมาะกับทุกคนที่ต้องการรู้ลึกรู้จริงถึงสภาพปัญหาผิวของตัวเอง เพราะการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยตรวจวิเคราะห์ผิว ทำให้การดูแลผิวสามารถเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อจบขั้นตอนเหล่านี้แล้วยังได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับคำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว การรักษาผิว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์บางอย่างที่ส่งผลดีต่อผิวมากยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมดูแลผิวที่คุ้มค่าแก่การลงทุนสำหรับคนรักผิวอย่างแท้จริง 

 

Skin Analysis

 

Location: BDMS Wellness ถ.วิทยุ 

Open: เวลา 07.00-17.00 น. 

Contact: 0 2826 9999

Website: https://www.bdmswellness.com/  

Map: 

 

 

ภาพ: Courtesy of BDMS Wellness

The post Skin Analysis ตัวช่วยแก้ปัญหาผิวเฉพาะบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIST: 10 ทรีตเมนต์กู้ผิวเป็นสิวจากอากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 https://thestandard.co/life/10-treatments-to-recover-skin/ Fri, 28 Apr 2023 05:58:33 +0000 https://thestandard.co/?p=782566 ทรีตเมนต์ สิว

ใครที่กำลังรู้สึกกลุ้มใจว่าทำไมสิวผดถึงได้ขึ้นรอบหน้า แ […]

The post LIST: 10 ทรีตเมนต์กู้ผิวเป็นสิวจากอากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรีตเมนต์ สิว

ใครที่กำลังรู้สึกกลุ้มใจว่าทำไมสิวผดถึงได้ขึ้นรอบหน้า แถมผิวยังดูหม่นหมองไม่สดใสแม้จะบำรุงอยู่ตลอด จนเริ่มสงสัยว่าคุณอาจแพ้อะไร ไม่ต้องกังวล เพราะคุณไม่ได้เผชิญมันคนเดียว และต้นเหตุก็อยู่ไม่ไกล มันคือสภาพอากาศที่มีแต่ร้อนขึ้นทุกวัน รวมทั้งฝุ่น PM2.5 ที่ยังไม่หายไปไหนนี่แหละ

 

ปัญหาผิวหลักๆ ที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัดนั้น นอกจากจะทำให้ผิวดูคล้ำเสียจากแดดแล้ว ยังส่งผลให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาเป็นจำนวนมากจนทำให้ผิวหนังมีความชื้น และเมื่อผิวหนังที่ชื้นมาเจอกับฝุ่น PM2.5 ก็จะยิ่งก่อให้เกิดความระคายเคืองและเกิดการสะสมของสิ่งสกปรกจนเกิดเป็นสิวอุดตันในท้ายที่สุด 

 

ดังนั้นการหมั่นดูแลผิวให้สะอาดควบคู่ไปกับการปกป้องและบำรุงถือเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี แต่หากใครต้องการการฟื้นบำรุงอย่างเร่งด่วนและเห็นผลไว เรามี 10 ทรีตเมนต์กู้ผิวเป็นสิวอุดตัน สิวผด จากอากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 จากคลินิกเสริมความงาม เวลเนสเซ็นเตอร์ และสปาชั้นนำมาบอกต่อ แต่ละทรีตเมนต์ล้วนมีจุดเด่นและขั้นตอนการบำรุงที่แตกต่างกันออกไป มาดูกันว่าโปรแกรมไหนที่ตอบโจทย์ผิวของคุณบ้าง 

 

1. Mediwelle Skin Relief Plus

 

 

โปรแกรมซิกเนเจอร์ของทาง Mediwelle ที่รวบรวม 3 ทรีตเมนต์เข้าไว้ด้วยกันเพื่อรักษาผิวในเรื่องผด ผื่นแพ้ ผิวระคายเคืองจากฝุ่นละออง พร้อมปลอบประโลมผิวให้แข็งแรงขึ้น เริ่มจาก Face IV ที่เป็นการผลักวิตามินโดยแรงดันน้ำความละเอียดสูงลงลึกถึงชั้น Dermis โดยไม่ต้องใช้เข็ม ให้ผลลัพธ์เทียบเท่าการฉีด Mesotherapy ตามด้วย Acupuncture การฝังเข็มปรับสมดุลผิวเพื่อลดการอักเสบของผิว ผดผื่น พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เพิ่มขึ้น เสริมความแข็งแรงแก่ผิวให้มีความต้านทานต่อมลภาวะ ปิดท้ายด้วย ICE Sphere Hydrating Treatment ที่เป็นการบำบัดด้วยความเย็น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น กระชับรูขุมขน และปลอบประโลมผิวให้สงบจากการระคายเคือง 

 

Price: 6,200 บาทต่อ 70 นาที

Address: 10th Floor, Gaysorn Tower

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

Website: https://mediwelle.com/ 

 

2. ESS Wellness Biologique Recherche Booster VIP O2  

 

 

ทรีตเมนต์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ฝรั่งเศสไฮเอนด์อย่าง Biologique Recherche ในการเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิว ล้างสารพิษ เติมออกซิเจนให้กับเนื้อเยื่อของผิวหนัง พร้อมยกกระชับผิวไปในตัว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่หมองคล้ำจากมลภาวะและแสงแดด โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้นมีด้วยกัน 7 ตัว ได้แก่ Lait VIP O2, P50W, Booster VIP O2, Masque VIP O2, Crème VIP 02, Finishing VIP O2, Sunscreen

 

นอกจากนี้ผู้ที่เข้ามารับบริการทรีตเมนต์สำหรับผิวหน้าที่ ESS Wellness ยัง สามารถตรวจสอบสภาพผิวด้วย 3D Skin Analysis by Skin Instant Lab and VisioLab โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อ Personalize Facial Treatment ให้เหมาะสมกับสภาพผิว และตอบโจทย์อากาศในปัจจุบันได้อีกด้วย

 

Price: 6,200 บาทต่อ 90 นาที

Address: Ekkamai Soi 10  

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-19.00 น.

Instagram: https://www.instagram.com/ess.wellness/

 

3. Solne Balancing Harmony  

 

 

ใครกังวลกับรอยดำ รอยแดงจากสิว ทรีตเมนต์ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์ ด้วยการทำงานของสารแอ็กทีฟเป็น AHA 10% และ BHA 2% ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว กำจัดผิวชั้นนอกที่หมองคล้ำ, Vitamin B3 และ Zinc เพื่อกำจัดสิว ควบคุมความมัน เร่งการฟื้นฟูผิว และสมานรอยแผลจากสิวให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น, EGCG จาก Tea Tree Oil เสริมความแข็งแรงให้ผิว และ Centella Asiatica ที่ช่วยปลอบประโลมผิว ลดอาการแพ้ รอยแดง และสารสกัด Melazero ที่ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน รวมถึงรอยหมองคล้ำ โดยจะมีการกระตุ้นให้สารบำรุงต่างๆ ซึมสู่ผิวชั้นลึกขึ้นด้วยเครื่อง Aquapure ปิดท้ายด้วยการมาสก์หน้าเพิ่มความผ่อนคลาย และลดอาการอักเสบบวมแดงด้วย Hydro Jelly Mask   

 

Price: 3,500 บาทต่อ 75 นาที

Address: 3th Floor, Mahanakhon CUBE

Open: ทุกวัน เวลา 11.00-20.00 น.

Instagram: https://www.instagram.com/solneclinic/

 

4. AsterSpring Volcanic Cool Treatment 

 

 

ผิวที่โดดแดดจัดจะค่อนข้างตอบโจทย์กับทรีตเมนต์ตัวนี้ที่ล้วนใช้ผลิตภัณฑ์จาก Dermalogica แบรนด์สกินแคร์ดูแลผิวมืออาชีพจากอเมริกาในกลุ่ม UltraCalming ร่วมกับการใช้เครื่อง Thermodyn Cool เพื่อเติมความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว และลดรอยแดงด้วยความเย็น เน้นให้ความชุ่มชื่นเพื่อเสริมความแข็งแรงของผิว พร้อมช่วยดีท็อกซ์ ดูดซับสารพิษออกจากผิวด้วยหินลาวาธรรมชาติจากประเทศเปรู ผสานกับการนวดผ่อนคลายด้วยเทคนิคพิเศษของ AsterSpring ที่ช่วยเดรนของเสียออกจากผิว  

 

Price: 3,200 บาท/ 70 นาที

Address: 6th Floor, Siam Square One / 1st Floor, Life Center 

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. (Siam Square One), 10.00-20.00 น. (Life Center) 

Instagram: https://www.instagram.com/asterspring_th/ 

 

5. Wild Clinic Fountain of Youth 

 

 

หนึ่งในซิกเนเจอร์ทรีตเมนต์ของทาง Wild Clinic ที่เน้นการดีท็อกซ์และฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรง ลดการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกตกค้างบนผิว รวมถึงการเกิดสิวซ้ำซาก เริ่มจากการ Pre-detox ตามด้วยเทคโนโลยี HydraFacial พลังน้ำวนที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในอเมริกา ได้รับการรับรองจาก FDA ว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าเลเซอร์ แต่ไม่มี Downtime ผลิตภัณฑ์ตัวเด่นที่ใช้ได้แก่ Depollution Centella Face Wash, Yuzu Vitamin C Serum, Hemp Seed with 2% Retinol Oil และ Damascus Rose Face Mist นอกจากนี้ทางคลินิกยังออกแบบประสบการณ์ไปจนจบวันด้วยการให้น้ำ Charcoal ไปดูดซับสารพิษก่อนนอนอีกด้วย

 

Price: 12,500 บาทต่อ 75 นาที

Address: Silom 3 / Sathorn 8 (BTS Chong Nonsi), Sukhumvit 49 (BTS Thonglor), Bangna (BTS Bang Na)

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น. / 11.00-20.00 น. (เฉพาะสาขา Sukhumvit 49)

Website: https://wildclinicandnaturaltreat.com/

 

6. Clinique La Prairie Cellular Perfect Purifying Protection

 

 

ยกระดับการบำรุงผิวอีกขั้นกับทรีตเมนต์สุดหรูด้วยผลิตภัณฑ์จาก Swiss Perfection แบรนด์สกินแคร์จากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีแนวคิดตรงกับทางสปาในเรื่องการบำบัดระดับเซลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวจะเริ่มกระบวนการบำบัดระดับเซลล์ ผลลัพธ์สูงสุดในด้านความงามและการฟื้นบำรุงผิวด้วยสารประกอบเด่นที่อุดมไปด้วยโปรตีน เอนไซม์ และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงที่สามารถแทรกซึมลงไปถึงชั้นเซลล์ผิวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากทรีตเมนต์ตัวนี้จะช่วยทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึกแล้ว ยังช่วยป้องกันริ้วรอยบนใบหน้า พร้อมทั้งเร่งการสร้างออกซิเจนในเนื้อเยื่อ เหมาะสำหรับผิวที่มีต้องเจอกับมลภาวะและอนุมูลอิสระเป็นประจำ

 

Price: 6,700 บาทต่อ 75 นาที

Address: The St. Regis Bangkok

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

Website: https://www.cliniquelaprairiebangkok.com/

 

7. Astrid Anti-Aging Studio Deep Cleansing Treatment

 

 

หากมีเวลาน้อย แนะนำเป็นทรีตเมนต์คิดค้นโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เน้นการทำความสะอาดผิวอย่างล้ำลึกสูตรเฉพาะของ Astrid ที่จะช่วยขจัดสิวเสี้ยนและสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน พร้อมเพิ่มความชุ่มชื่น ลดผิวอุดตันจากฝุ่น มลภาวะ หรือเมกอัพที่ตกค้าง โดยเริ่มจากการคลีนผิว ทำความสะอาดผิวด้วยสเปรย์น้ำเกลือ ดูดสิวเสี้ยนและสิ่งสกปรกที่อุดตันทั่วใบหน้า จากนั้นผลักคอลลาเจนเข้าสู่ผิวด้วยเครื่องมือ Cryo เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ตามด้วย Floral Jelly Mask ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ชุ่มชื่น ปิดท้ายด้วยการลงครีมบำรุงผิวและครีมกันแดด  

 

Price: 4,200 บาทต่อ 45 นาที

Address: President Tower Arcade, Ploenchit Road 

Open: ทุกวัน เวลา 10.30-20.00 น.

Website: http://astridthailand.com/  

 

8. Jurlique Spa Calendula Skin Rescue Treatment  

 

 

ทรีตเมนต์โปรแกรมพิเศษจาก Jurlique Spa ที่คิดค้นขึ้นเพื่อฟื้นฟูผิวที่อ่อนแอ แพ้ง่าย หรือระคายเคืองจากปัจจัยแวดล้อม แสงแดด มลภาวะ และความเครียด ให้กลับมาแข็งแรง สุขภาพดีขึ้น โดยใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนจากกลุ่ม Calendula เริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้าแล้วประคบผิวหน้าด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นผสม Hydrating Essence เพิ่มความผ่อนคลาย ก่อนที่จะนวดหน้าด้วยเทคนิค Classic Signature Massage ที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการขับของเสียด้วย Jurlique Skin Balancing Face Oil ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น ฟื้นบำรุงอย่างล้ำลึกและอ่อนโยน ต่อด้วย Nurturing Face Mask เพื่อฟื้นฟูผิว ทำให้ผิวแข็งแรง โดยระหว่างที่มาสก์หน้าทางสปาก็จะมีบริการ Hand Treatment ให้อีกด้วย ปิดท้ายด้วยการบำรุงผิวครบขั้นตอน

 

Price: 2,500 บาทต่อ 45 นาที

Address: 2nd Floor, Gaysorn Village / 2nd Floor, centralwOrld 

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. 

Website: https://jurlique.co.th/TheJurliqueSpaExperience  

 

9. BDMS Wellness Clinic Acne Treatment

 

 

ทรีตเมนต์ 3 ขั้นตอนปลอบประโลมผิวเป็นสิว ปรับสมดุลผิว ฟื้นฟูผิวใส เหมาะกับใครที่เป็นสิวบ่อยจนทำให้ผิวหน้าเกิดการอักเสบ รูขุมขนกว้าง เริ่มจาก Tightening Clay Mask มาสก์ผิวด้วยโคลนสาหร่ายสีเขียว Codiavelane และดินขาว (Kaolin) ที่มีส่วนช่วยในการดูดซับสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้า รวมทั้งสารสกัดต้นวิชฮาเซล สารสกัดจากแตงกวา และน้ำมันดอกทานตะวัน ที่ช่วยสมานผิว กระชับรูขุมขน และเติมความชุ่มชื่น ต่อด้วย Vitamin Infusion การผลักวิตามินสูตร Acne อย่างล้ำลึกโดยใช้เครื่อง Infusion™ เพื่อช่วยปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบของสิว และช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวโดยไม่ต้องใช้เข็ม ปิดท้ายด้วย Anti Acne Tea Tree Oil Mask เพื่อปลอบประโลมและลดอาการอักเสบของผิว พร้อมยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดสิว  

 

Price: 3,900 บาทต่อ 60 นาที

Address: 2/4 Witthayu Road, Lumphini, Pathumwan 

Open: ทุกวัน เวลา 07.00-17.00 น.  

Website: http://www.bdmswellness.com/  

 

10. Let’s Relax 10-Step Facial Soothing Massage 

 

 

ใครที่เป็นสายสกินแคร์ออร์แกนิกต้องลองทรีตเมนต์ 10 ขั้นตอน ด้วยผลิตภัณฑ์จาก Dr.Spiller Pure SkinCare Solutions แบรนด์สกินแคร์ออร์แกนิกชั้นนำสัญชาติเยอรมัน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนคลีนเมกอัพ ตามด้วย Aloe Sensitive Cleansing Milk จากนั้นจะสครับผิวอย่างอ่อนโยนด้วย Jojoba Peeling Cream Scrub ต่อด้วยการฟื้นฟูและปรับสภาพผิวด้วย Sensitive Aloe Toner ก่อนจะลงเซรั่ม ซึ่งสูตรที่แนะนำสำหรับสภาพผิวที่เป็นสิว มีรอยจากสิว หรือมันง่าย คือ Propolis Vitamin A Ampoules จากนั้นตามด้วยการบำรุงผิวรอบดวงตาและริมฝีปาก

 

สำหรับคุณผู้ชายสามารถรับบริการเป็นทรีตเมนต์ 6 ขั้นตอนที่ยังคงใช้ผลิตภัณฑ์จาก Dr.Spiller Pure SkinCare Solutions ได้เช่นกัน

 

Price: 1,600 บาทต่อ 60 นาที

Address: สาขา GINZA Thonglor (Hotel Nikko Bangkok, Soi Sukhumvit 5) และอีก 49 สาขาทั่วประเทศ

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-00.00 น. (สาขาอื่นตรวจสอบเวลาได้ที่เว็บไซต์)

Website: https://letsrelaxspa.com/ 

 

ภาพ: Courtesy of the Clinic, Wellness Center, Spa

The post LIST: 10 ทรีตเมนต์กู้ผิวเป็นสิวจากอากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS Wellness Clinic เปิดตัวศูนย์สุขภาพแห่งใหม่ที่ Anantara Riverside Bangkok Resort เติมเต็มวันพักผ่อนแบบครบวงจร https://thestandard.co/bdms-wellness-clinic-2/ Mon, 26 Dec 2022 09:49:38 +0000 https://thestandard.co/?p=728820 BDMS Wellness Clinic

หลายคนคงคุ้นหูกับ BDMS Wellness Clinic ที่เคยร่วมมือกัน […]

The post BDMS Wellness Clinic เปิดตัวศูนย์สุขภาพแห่งใหม่ที่ Anantara Riverside Bangkok Resort เติมเต็มวันพักผ่อนแบบครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS Wellness Clinic

หลายคนคงคุ้นหูกับ BDMS Wellness Clinic ที่เคยร่วมมือกันโรงแรม Mövenpick Hotels & Resorts เปิดศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันแบบครบวงจร ณ บริเวณถนนวิทยุ เพื่อดูแลผู้ป่วยทุกคนให้สบายกายและสบายใจมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ล่าสุด BDMS จับมือกับ Minor International เปิดตัว Wellness Clinic Retreat แห่งใหม่ โดยยึดเอาพื้นที่ริมน้ำของ Anantara Riverside Bangkok Resort เป็นสถานที่ตั้ง 

 

BDMS Wellness Clinic Retreat ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ล้อมรอบด้วยสวนธรรมชาติ และบรรยากาศอันร่มรื่นบนพื้นที่กว่า 677 ตารางเมตร ของ Anantara Riverside Bangkok Resort ที่นี่เน้นการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันแบบครบจร และบริการด้านความงามจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีโปรแกรมตรวจไฮไลต์คือ การตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคล โปรแกรมการประเมินสุขภาพที่ครอบคลุมตรวจหาและป้องกันโรคในระยะเริ่มต้น วิเคราะห์สัญญาณของกระบวนการชราทางชีววิทยาและเคมีชีวภาพ เพื่อปรับปรุงและช่วยรักษาสุขภาพ แนะนำวิถีชีวิตที่สมดุล ชะลอกระบวนการชรา ช่วยให้อายุยืนยาวขึ้น

 

นอกจากโปรแกรมตรวจสุขภาพอื่นๆ ผู้เข้าพักยังสามารถเลือกรับบริการด้านความงามที่หลากหลายทั้งทรีตเมนต์ผิวหน้าและผิวกายที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง

 

การเปิด BDMS Wellness Clinic Retreat แห่งใหม่ ทำให้โปรแกรมการพักผ่อนด้าน Wellness แบบองค์รวมของ Anantara Riverside Bangkok Resort นั้นครบวงจรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพร่างกายจากการประเมินของแพทย์ สปาทรีตเมนต์ผ่อนปรนกายใหม่ รวมไปถึงหลักโภชนาการที่ได้เชฟระดับรางวัลจับมือกับทีมแพทย์มาออกแบบใหม่ 

 

สำหรับใครที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือทำการนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ bangkok-riverside.anantara.com, โทร. 0 2476 0022

 

ภาพ: Courtesy of Brand

The post BDMS Wellness Clinic เปิดตัวศูนย์สุขภาพแห่งใหม่ที่ Anantara Riverside Bangkok Resort เติมเต็มวันพักผ่อนแบบครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP TIP: นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ แนะนำเทรนด์ Healthy Eating and Wellness เน้นกินดี อยู่ดี มีการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงยืนยาว https://thestandard.co/pop-tip-17102022/ Mon, 17 Oct 2022 00:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=695337

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวล […]

The post POP TIP: นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ แนะนำเทรนด์ Healthy Eating and Wellness เน้นกินดี อยู่ดี มีการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงยืนยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก มอบความรู้ในเรื่องการเผยเคล็ดลับสุขภาพที่ดี และสร้างความตระหนักให้คนหันมาสนใจในการดูแลสุขภาพ จากการกินอยู่และนอนหลับที่ถูกต้อง ซึ่งคุณหมอกล่าวว่า การกินเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญมากๆ ของมนุษย์ การกินที่ดีสามารถทำให้มนุษย์มีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ในทางกลับกัน การกินที่ไม่เหมาะสมสามารถก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้นานัปการ การกินอาหารเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง  

 

ผลจากการที่มนุษย์เผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด ทำให้ผู้คนใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้นอย่างเต็มใจ เพราะอยากใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพและมีความสุขในทุกๆ วัน ทำให้ Healthy Eating and Wellness Trend มาแรง เพราะหากกินดี อยู่ดี มีการพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว  

 

 

Pop Tip: นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ แนะนำเทรนด์ Healthy Eating and Wellness เน้นกินดี อยู่ดี มีการพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว  

 

ภาพ: BDMS Wellness Clinic

The post POP TIP: นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ แนะนำเทรนด์ Healthy Eating and Wellness เน้นกินดี อยู่ดี มีการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงยืนยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP TIP: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค แนะนำวิธีฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยการออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ https://thestandard.co/pop-tip-16102022/ Sun, 16 Oct 2022 00:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=695333

ศ.นพ.จีรี ดโวชัค ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคลินิกสร้างเสริมและ […]

The post POP TIP: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค แนะนำวิธีฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยการออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศ.นพ.จีรี ดโวชัค ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก BDMS Wellness Clinic ผู้มีประสบการณ์กว่า 40 ปีในการทำงานด้านเวชศาสตร์การกีฬา และดำรงตำแหน่งอดีตประธานฝ่ายแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กว่า 23 ปี ได้แบ่งปันเทคนิคดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนแบบง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ (รวมทั้งผู้สูงวัย) ว่าปัจจุบันเรากำลังอยู่ในสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เรื่องของอาหารการกินต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์ได้สารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป น้ำตาล แป้งแปรรูป อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง โดยเฉพาะเรื่องของการออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นยาขนานสำคัญ ล่าสุดมีงานวิจัยยืนยันแล้วว่า การออกกำลังกายช่วยในคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการกระตุ้นฮอร์โมนและเคมีในสมองระหว่างการออกกำลังกาย 

 

สำหรับผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น การออกกำลังยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากคนเราเมื่ออายุ 40 ปี ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปร้อยละ 8 ในทุก 10 ปี และเมื่ออายุ 70 ปีอัตราการสูญเสียกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว การออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ นอกจากนี้การที่หัวใจสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกายยังเป็นการบริหารหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง 

 

 

Pop Tip: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารคลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก แนะนำว่าควรบริหารเวลาให้ดี แบ่งเวลามาออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงได้ในระยะยาว เป็นการช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ดี 

 

ภาพ: BDMS Wellness Clinic 

The post POP TIP: ศ.นพ.จีรี ดโวชัค แนะนำวิธีฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ด้วยการออกกำลังกาย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS Wellness Clinic ผนึกกำลัง Minor Hotels เชิญแพทย์ระดับโลกร่วมแบ่งปันเคล็ดลับสุขภาพดีอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/bdms-wellness-clinic-x-minor-hotels/ Thu, 13 Oct 2022 03:37:16 +0000 https://thestandard.co/?p=695191 BDMS Wellness Clinic

ในยุคปัจจุบันกระแส Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเช […]

The post BDMS Wellness Clinic ผนึกกำลัง Minor Hotels เชิญแพทย์ระดับโลกร่วมแบ่งปันเคล็ดลับสุขภาพดีอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS Wellness Clinic

ในยุคปัจจุบันกระแส Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพมากขึ้น โดยผู้ที่มารับบริการไม่ใช่คนป่วย แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวและดูแลฟื้นฟูสุขภาพไปพร้อมๆ กัน BDMS Wellness Clinic ในฐานะที่มีความชำนาญการในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการแพทย์เฉพาะบุคคล (Preventive and Personalized Medicine) ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของตลาดนี้ จึงได้ผนึกกำลังกับทาง Minor Hotels ที่มีความชำนาญด้านธุรกิจโรงแรมและการบริการ ในการดูแลสุขภาพของนักท่องเที่ยวร่วมไปกับการพักผ่อน  

 

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่ากระแส Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพมากขึ้น โดยผู้ที่มารับบริการไม่ใช่คนป่วย แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวและฟื้นฟูสุขภาพไปพร้อมๆ กัน ทาง BDMS Wellness Clinic เล็งเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของตลาด จึงเป็นที่มาของการผนึกกำลังระหว่าง BDMS Wellness Clinic ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความชำนาญการในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการแพทย์เฉพาะบุคคล กับทาง Minor Hotels ซึ่งมีความชำนาญด้านธุรกิจโรงแรมและการบริการ โดยมีโรงแรมในเครือทั้งสิ้นมากกว่า 535 แห่ง ซึ่งมีจำนวนห้องพักรวมมากกว่า 75,000 ห้อง เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มาสัมผัสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าเมื่อการแพทย์สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิดได้ ผู้คนมั่นใจเริ่มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย จะเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในไทย และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะให้บริการที่มีคุณภาพสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นเส้นทางให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของโลกได้ในอนาคต

 

BDMS Wellness Clinic BDMS Wellness Clinic BDMS Wellness Clinic

The post BDMS Wellness Clinic ผนึกกำลัง Minor Hotels เชิญแพทย์ระดับโลกร่วมแบ่งปันเคล็ดลับสุขภาพดีอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>