Bangladesh Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/bangladesh/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 16 Apr 2026 06:56:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ญี่ปุ่นให้คำมั่นทุ่ม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเพื่อนบ้านเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน ในการจัดหาพลังงาน https://thestandard.co/japan-pledges-asia-energy-aid/ Thu, 16 Apr 2026 06:51:26 +0000 https://thestandard.co/japan-pledges-asia-energy-aid/ ภาพกราฟิกแสดง ญี่ปุ่น เตรียมทุ่มงบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยชาติเอเชีย จัดหาพลังงาน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ประกาศกรอบความร […]

The post ญี่ปุ่นให้คำมั่นทุ่ม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเพื่อนบ้านเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน ในการจัดหาพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง ญี่ปุ่น เตรียมทุ่มงบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยชาติเอเชีย จัดหาพลังงาน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ประกาศกรอบความร่วมมือใหม่ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.19 แสนล้านบาท) แก่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้สามารถจัดหาพลังงาน รวมถึงน้ำมันดิบได้ หลังเผชิญกับผลกระทบวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน

 

ท่าทีของผู้นำญี่ปุ่นมีขึ้นภายหลังการประชุมออนไลน์กับผู้นำประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยทาคาอิจิ แถลงข่าววานนี้ ว่า “ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับแต่ละประเทศในเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน และพึ่งพาซึ่งกันและกัน” ซึ่งที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีการพึ่งพาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางการแพทย์

 

กรอบความร่วมมือของญี่ปุ่นมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประเทศในเอเชียในการจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ตลอดจนรักษาห่วงโซ่อุปทานและขยายคลังสำรอง

 

โดยประเทศในเอเชียมีความเปราะบางและได้รับผลกระทบอย่างหนักต่อการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่เกิดจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากเกือบ 90% ของน้ำมันและก๊าซนำเข้าจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียผ่านเส้นทางน้ำสำคัญนี้

 

กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นระบุว่า เงินช่วยเหลือจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นเทียบเท่ากับมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของประเทศอาเซียนประมาณ 1 ปี และเผยว่า ผู้นำในที่ประชุมต่างให้การต้อนรับโครงการริเริ่มนี้เป็นอย่างดี รวมถึงผู้นำจากฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม บังกลาเทศ และเกาหลีใต้ และเงินทุนสำหรับโครงการนี้จะมาจากหลายแหล่ง รวมถึงสถาบันที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และบริษัทประกันการส่งออกและการลงทุนแห่งญี่ปุ่น (NIVSI) ตลอดจนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)

 

ขณะที่ทาคาอิจิ ยืนยันว่า โครงการริเริ่มนี้จะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อปริมาณน้ำมันภายในประเทศของญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ จนถึงสิ้นปี 2025 ปริมาณสำรองน้ำมันของญี่ปุ่นมีเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ 254 วัน แต่วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน กระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องดึงน้ำมันสำรองเหล่านี้ออกมาใช้

 

โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ญี่ปุ่นได้ปล่อยน้ำมันจากแหล่งสำรองออกมามากถึง 50 วัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รัฐบาลเปิดเผยว่าจะปล่อยน้ำมันดิบสำรองอีก 20 วันในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Issei Kato

อ้างอิง:

 

The post ญี่ปุ่นให้คำมั่นทุ่ม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเพื่อนบ้านเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน ในการจัดหาพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 พุ่งติดอันดับ 8 เมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก https://thestandard.co/chiang-mai-pm2-5-worst-air-pollution/ Fri, 06 Mar 2026 08:48:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1185071 ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5

วันนี้ (6 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ได้ลงพื้นที่ […]

The post เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 พุ่งติดอันดับ 8 เมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5

วันนี้ (6 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ พบว่ามีกลุ่มฝุ่นควันหนาทึบปกคลุมจนส่งผลให้เกิดสภาวะท้องฟ้าหลัว ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการเกิดจุดความร้อนและไฟป่าที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน

 

จากข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพอากาศล่าสุดเมื่อเวลา 13.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน IQAir รายงานว่า พื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) พุ่งสูงถึงระดับ 158 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (Unhealthy) ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้เชียงใหม่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 8 ของเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ท่ามกลางเมืองใหญ่หลายแห่งที่กำลังเผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกัน อาทิ เมืองลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน เมืองธากา ประเทศบังกลาเทศ และอีกหลายเมืองในประเทศอินเดีย โดยในขณะนี้เชียงใหม่ถือเป็นเมืองที่เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศหนักที่สุดในประเทศไทย

 

นอกจากพื้นที่เขตเมืองแล้ว การตรวจวัดในระดับอำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ยังพบว่ามีค่าฝุ่น PM2.5 สะสมในระดับที่สูงมากเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหางดงและอำเภอแม่ออน ซึ่งมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศเข้าใกล้ระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

 

ระดับความเข้มข้นของฝุ่นละอองที่หนาแน่นนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวด้านระบบทางเดินหายใจ จึงมีข้อแนะนำให้ประชาชนงดหรือลดการทำกิจกรรมกลางแจ้งลง และสวมใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกครั้งเมื่อมีความจำเป็นต้องออกนอกตัวอาคาร

 

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ฝุ่นควันดังกล่าวถือเป็นปัญหาเชิงฤดูกาลที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศปิดและปัญหาไฟป่า ส่งผลให้หลายจังหวัดรวมถึงเชียงใหม่ มักปรากฏชื่อติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่เสมอ

 

ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5 1ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5 2ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5 3ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5 4ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5 5ภาพมุมสูงเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากฝุ่น PM2.5 6

The post เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 พุ่งติดอันดับ 8 เมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี https://thestandard.co/tarique-rahman-bangladesh-pm/ Wed, 18 Feb 2026 05:28:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1179649 ภาพ ทาริก ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ ผู้ชนะเลือกตั้งหลังลี้ภัย 17 ปี

ทาริก ราห์มาน (Tarique Rahman) ผู้นำพรรคชาตินิยมบังกลาเ […]

The post รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ทาริก ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ ผู้ชนะเลือกตั้งหลังลี้ภัย 17 ปี

ทาริก ราห์มาน (Tarique Rahman) ผู้นำพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) วัย 60 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ หลังจากพรรค BNP คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก นับตั้งแต่การลุกฮือของนักศึกษาในปี 2024 ที่ขับไล่อดีตผู้นำเผด็จการอย่าง ชีค ฮาสินา ออกจากอำนาจ

 

พรรค BNP ของเขาชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น โดยกวาดที่นั่งไปได้อย่างน้อย 212 ที่นั่งจากทั้งหมด 299 เขตเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ในสภา ขณะที่พรรคอวามีลีก (Awami League) ของอดีตนายกฯ ฮาสินา ถูกสั่งห้ามเข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้

 

ทาริก ราห์มาน คือใคร

 

ราห์มาน เป็นผู้นำตระกูล Zia ซึ่งทรงอิทธิพลอย่างมากในบังกลาเทศ ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างเคยดำรงตำแหน่งอดีตผู้นำบังกลาเทศ โดย เซียอุร ราห์มาน ผู้เป็นพ่อ เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 6 ของบังกลาเทศ อีกทั้งยังเป็นวีรบุรุษสงครามในศึกประกาศอิสรภาพจากปากีสถาน ในปี 1971 และเป็นผู้ก่อตั้ง พรรค BNP ในปี 1978

 

ขณะที่ คาเลดา เซีย ผู้เป็นแม่ เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของบังกลาเทศ และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของโลกมุสลิม ต่อจาก เบนาซีร์ บุตโต นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของปากีสถาน

 

ราห์มานเพิ่งเดินทางกลับบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2025 หลังลี้ภัยทางการเมืองในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรนานถึง 17 ปี ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรค BNP อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2026 หลังการเสียชีวิตของคาเลดา เซีย

 

เส้นทางการเมืองของเขาไม่ได้ราบรื่นมากนัก เขาเคยถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต การใช้เส้นสาย (Nepotism) และการเล่นพรรคเล่นพวกจากคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งเขาปฏิเสธและต่อมาได้รับการล้างมลทินจากทุกข้อกล่าวหา

 

วาระการปฏิรูปบังกลาเทศ: ความคาดหวังและความท้าทาย

 

รัฐบาลชุดใหม่มีหน้าที่สำคัญในการนำ ‘กฎบัตรแห่งชาติเดือนกรกฎาคม’ (July National Charter) ไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยการปฏิรูปกว่า 80 รายการ โดยกฎบัตรนี้ผ่านการลงประชามติ ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนกว่า 60%

 

ในเนื้อหาการปฏิรูปนั้น มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง การใช้ระบบรัฐสภาสองสภา (Two-Chamber Parliament) และการจำกัดอำนาจพรรครัฐบาลในการแก้ไขกฎหมายฝ่ายเดียว

 

ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักในการลุกฮือเมื่อปี 2024 คาดหวังความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และต้องการเห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ในสภาที่มีความรู้ความสามารถ

 

นักวิเคราะห์มองว่า ความท้าทายที่แท้จริงคือ ราห์มานจะสามารถก้าวข้ามบทบาท ‘ผู้นำพรรค’ ไปสู่การเป็น ‘ผู้นำประเทศ’ และยุติวงจรการแก้แค้นทางการเมืองที่ฝังรากลึกในบังกลาเทศได้หรือไม่

 

โดยพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง มีตัวแทนระดับสูงจากต่างประเทศเข้าร่วม รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถานและประธานรัฐสภาอินเดีย แสดงให้เห็นถึงความสนใจจากนานาชาติต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

 

การขึ้นสู่อำนาจของราห์มาน จึงถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ หลังช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและการปกครองโดยรัฐบาลชั่วคราวเป็นเวลานานถึง 18 เดือน โดยมีโจทย์ใหญ่คือ การปฏิรูปประเทศตามความต้องการของประชาชนชาวบังกลาเทศ

 

แฟ้มภาพ: Elke Scholiers / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘ทาริก ราห์มาน’ นายกฯ บังกลาเทศคนใหม่ ผู้ชนะเลือกตั้ง หลังลี้ภัยนาน 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลเลือกตั้งบังกลาเทศ พรรคฝ่ายค้าน BNP จ่อคว้าชัยถล่มทลาย ให้คำมั่นกวาดล้างคอร์รัปชันครั้งใหญ่ https://thestandard.co/bangladesh-bnp-election-win-corruption/ Fri, 13 Feb 2026 03:53:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1178079 ประชาชนชาวบังกลาเทศ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือพรรค BNP (Bangladesh National […]

The post ผลเลือกตั้งบังกลาเทศ พรรคฝ่ายค้าน BNP จ่อคว้าชัยถล่มทลาย ให้คำมั่นกวาดล้างคอร์รัปชันครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนชาวบังกลาเทศ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือพรรค BNP (Bangladesh Nationalist Party) อดีตพรรคฝ่ายค้านหลักของบังกลาเทศ ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นวานนี้ (12 กุมภาพันธ์) หลังผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการบ่งชี้ว่าพรรคอาจชนะอย่างถล่มทลาย

 

รายงานล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. จากสื่อท้องถิ่นหลายสำนักชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าพรรค BNP สามารถคว้าชัยชนะและครองที่นั่ง สส. เสียงข้างมาก โดย Jamuna TV ระบุว่าพรรค BNP ชนะเลือกตั้งด้วยจำนวน สส. มากถึง 211 ที่นั่ง ซึ่งจะส่งผลให้ครองเสียงข้างมากกว่า 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎรที่มีทั้งหมด 300 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคคู่แข่ง คือพรรคจามาอัต-อี-อิสลามี (Jamaat-e-Islami) ได้ สส. ราว 70 ที่นั่ง

 

การเลือกตั้งของบังกลาเทศครั้งนี้เป็นที่จับตามองจากทั่วโลก เนื่องจากจัดขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลังเกิดเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ในปี 2024 ที่นำโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Gen Z ซึ่งส่งผลให้เกิดการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ผู้นำเผด็จการหญิงที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 15 ปี จนต้องลี้ภัยไปยังอินเดีย ขณะที่พรรค Awami League ของฮาสินา ถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้งในครั้งนี้

 

ทั้งนี้ หากพรรค BNP คว้าชัยชนะ อาจจะส่งผลให้ทาริก ราห์มาน (Tarique Rahman) ผู้นำพรรควัย 60 ปี ซึ่งบิดาและมารดาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของบังกลาเทศ โดยถือเป็นการกลับมามีบทบาททางการเมืองครั้งสำคัญ หลังจากที่เขาต้องลี้ภัยไปยังลอนดอนนานถึง 17 ปี ตั้งแต่ปี 2008 เนื่องจากเผชิญแรงกดดันจากการถูกสอบสวนในหลายคดีอาญา ในยุครัฐบาลของฮาสินา โดยเขาเพิ่งเดินทางกลับบังกลาเทศเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนการเสียชีวิตของมารดาเพียงไม่กี่วัน

 

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญที่ราห์มาน ให้คำมั่นที่จะเร่งดำเนินการหากได้รับตำแหน่ง มีทั้งการฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบดูแลสุขภาพประชาชนขึ้นใหม่

 

นอกจากนี้เขายังประกาศคำสัญญาในการปราบปรามการทุจริตครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพรรคการเมืองที่เคยแปดเปื้อนด้วยการทุจริตในอดีต โดยราห์มานยืนยันว่า จะใช้แนวทางจากบนลงล่าง และไม่ยอมประนีประนอมกับการทุจริต เพื่อนำมาซึ่งยุคใหม่ของการเมืองที่ขาวสะอาดในบังกลาเทศ

 

สำหรับการเลือกตั้งของบังกลาเทศครั้งนี้ เบื้องต้นสื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิมากกว่า 60% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด ซึ่งมากกว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2024 ที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 42%

 

ทางด้านอดีตนายกรัฐมนตรีฮาสินา ที่อยู่ระหว่างลี้ภัยในอินเดีย ออกแถลงการณ์ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งวานนี้ โดยประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นเพียง ‘เรื่องตลกที่วางแผนมาอย่างดี’ เพราะจัดขึ้นโดยปราศจากพรรค Awami League ของเธอ และไม่มีการมีส่วนร่วมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริง ซึ่งเธอกล่าวว่าผู้สนับสนุนพรรค Awami League ปฏิเสธกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้

 

“เราเรียกร้องให้ยกเลิกการเลือกตั้งที่ปราศจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผิดกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญนี้ ยกเลิกการระงับกิจกรรมของพรรค Awami League และคืนสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งให้แก่ประชาชนผ่านการจัดการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และครอบคลุม ภายใต้รัฐบาลรักษาการที่เป็นกลาง” เธอกล่าว

 

ภาพ : REUTERS/Mohammad Ponir Hossain

 

อ้างอิง :

The post ผลเลือกตั้งบังกลาเทศ พรรคฝ่ายค้าน BNP จ่อคว้าชัยถล่มทลาย ให้คำมั่นกวาดล้างคอร์รัปชันครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนบังกลาเทศแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วง Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ https://thestandard.co/bangladesh-election-gen-z-revolution/ Thu, 12 Feb 2026 04:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1177679 ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ

ประชาชนบังกลาเทศพากันออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไ […]

The post ประชาชนบังกลาเทศแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วง Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ

ประชาชนบังกลาเทศพากันออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการประท้วงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Gen Z ในปี 2024 ที่ส่งผลให้เกิดการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 15 ปี จนต้องลี้ภัยไปยังอินเดีย

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ นับเป็นการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ท่ามกลางความหวังของชาวบังกลาเทศ โดยนอกจากการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ยังมีการลงคะแนนประชามติพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการชิงชัยระหว่าง 2 พรรคการเมืองที่นำโดยพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) และพรรคจามาอัต อี อิสลามี (Jamaat‑e‑Islami) พรรคการเมืองอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยพรรค Awami League ของฮาซินา ถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนชี้ว่า พรรค BNP ได้รับความนิยมมากกว่า

 

เบื้องต้นพบว่ามีชาวบังกลาเทศลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบ 128 ล้านคน โดยบรรยากาศการลงคะแนนในกรุงธากา พบว่ามีประชาชนออกมาต่อแถวรอใช้สิทธิที่หน่วยเลือกตั้งกันอย่างคึกคักหลังจากเปิดหีบตั้งแต่เวลา 07.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ผู้ใช้สิทธิหลายคนเผยว่า “รู้สึกตื่นเต้นหลังจากที่รอคอยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างเสรีมาถึง 17 ปี” ขณะที่ผลสำรวจชี้ว่าปัญหาการทุจริตและภาวะเงินเฟ้อเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงคะแนน

 

มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ชนะรางวัลโนเบลและผู้นำรัฐบาลรักษาการที่จัดตั้งขึ้นหลังการโค่นล้มฮาสินา กล่าวก่อนหน้านี้ว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งตามปกติ”

 

“การตื่นตัวของประชาชนที่เราได้เห็นต่อความโกรธ ความไม่เท่าเทียม ความขาดแคลน และความอยุติธรรมที่สะสมมานาน ได้รับการแสดงออกทางรัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งครั้งนี้”

 

โดยการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถูกคว่ำบาตรจากฝ่ายค้านท่ามกลางข้อครหาถึงความไม่โปร่งใสและมีการข่มขู่คุกคาม

 

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.มากกว่า 2,000 คน รวมถึงผู้สมัครอิสระจำนวนมาก เพื่อชิงเก้าอี้ สส. 300 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และมีพรรคการเมืองเข้าร่วมแข่งขันอย่างน้อย 50 พรรค ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของประเทศ

 

โดยทหารกว่า 100,000 นายจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ จะให้ความช่วยเหลือตำรวจเกือบ 200,000 นายในการรักษาความสงบเรียบร้อย

 

หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศจะปิดหีบในเวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะเริ่มการนับคะแนนหลังจากนั้นไม่นาน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประเมินว่า น่าจะทราบแนวโน้มผลการเลือกตั้งเบื้องต้นช่วงประมาณเที่ยงคืน ส่วนผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนอาจจะทราบในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ (13 กุมภาพันธ์)

 

ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 1ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 2ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 3ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 4ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 5ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 6ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 7

 

อ้างอิง :

 

The post ประชาชนบังกลาเทศแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วง Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมดีลประวัติศาสตร์ ‘Mother of All Deals’ EU-อินเดีย อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์? https://thestandard.co/eu-india-deal-thailand-opportunity/ Thu, 29 Jan 2026 05:52:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1170999 สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

‘กอบศักดิ์’ ชี้ไทยต้องคว้าโอกาสเปิดตลาดใหม่อินเดีย ลดพึ […]

The post ทำไมดีลประวัติศาสตร์ ‘Mother of All Deals’ EU-อินเดีย อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

‘กอบศักดิ์’ ชี้ไทยต้องคว้าโอกาสเปิดตลาดใหม่อินเดีย ลดพึ่งสหรัฐฯ ดัน ‘ท่าเรือระนอง’ เป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตก หลังโลกเปลี่ยนขั้ว EU-อินเดีย ปิดดีลประวัติศาสตร์ บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลังเจรจายืดเยื้อนานเกือบ 20 ปี ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษี เชิงรุกของโดนัลด์ ทรัมป์

 

Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเดินทางไปกรุงนิวเดลีเพื่อร่วมประกาศข้อตกลงกับ Antonio Costa ประธานสภายุโรป ระบุว่า “เราปิดดีลแม่แห่งทุกข้อตกลงแล้ว” (Mother of All Deals)

 

พร้อมชี้ว่า ข้อตกลงนี้จะสร้างเขตการค้าเสรีที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน และทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

 

ด้านนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย ยกย่องข้อตกลงดังกล่าวว่า ‘เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่’ ที่สุดและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่สุดของประเทศ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิตและภาคบริการ เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน และเปิดทางให้เกษตรกรรวมถึงธุรกิจ ขนาดเล็กของอินเดียเข้าถึงตลาดยุโรปได้ง่ายขึ้น

 

‘ขั้วอำนาจใหม่เศรษฐกิจโลก’ พันธมิตรลดพึ่งพาสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ การปิดดีล EU-อินเดีย สะท้อน ‘ขั้วอำนาจของเศรษฐกิจโลก’ อย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่ยุโรปต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน

 

ขณะที่อินเดียพยายามสลัดภาพประเทศกีดกันทางการค้า และหาทางชดเชยผลกระทบจากภาษี 50% ของรัฐบาลทรัมป์ พร้อมเดินเกมรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับรัสเซียไปพร้อมกัน

 

อย่างไรก็ตาม ตามแถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EU) ข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกของ EU ไปยังอินเดียเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 หลังอินเดียตกลงยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้า 96.6% ของปริมาณการค้า ขณะที่ EU จะยกเลิกหรือปรับลดภาษีสำหรับสินค้าอินเดีย 99.5% ภายใน 7 ปี

 

นอกจากนี้ นิวเดลียังยอมเปิดตลาดรถยนต์ยุโรปภายใต้โควตาสูงสุด 250,000 คัน ซึ่งมากกว่าข้อตกลงการค้าอื่น ๆ ก่อนหน้าถึงกว่า 6 เท่า

 

ขณะที่อินเดียจะได้เปรียบในการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ และรองเท้า ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากภาษีของสหรัฐฯ

 

ขณะเดียวกัน ฝั่ง EU ยังเสนอพันธกรณีด้านการเคลื่อนย้ายนักศึกษา วีซ่าหลังเรียนจบ และการเปิดตลาดบริการครอบคลุม 144 สาขา และอินเดียเลือกกีดกันภาคผลิตภัณฑ์นมซึ่งอ่อนไหวทางการเมืองออกจากข้อตกลง

 

อินเดียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 9 ของ EU

 

ข้อตกลงนี้คาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการ หลังการตรวจสอบทางกฎหมายภายในราว 6 เดือน และยังต้องผ่านการให้สัตยาบันจากรัฐสภายุโรป โดยเกิดขึ้นไม่นานหลัง EU เพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับกลุ่มเมอร์โคซูร์ในอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นอีกก้าวในการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน

 

สำหรับอินเดีย ดีลนี้นับเป็นข้อตกลงการค้าฉบับที่ 4 ของรัฐบาล Modi ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ต่อจากสหราชอาณาจักร โอมาน และนิวซีแลนด์ พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือกับเมอร์โคซูร์ ชิลี เปรู และกลุ่ม GCC เพื่อเข้าถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์และเพิ่มบทบาทบนเวทีโลก

 

มูลค่าการค้าระหว่างทวิภาคีระหว่าง EU และอินเดียอยู่ที่ 1.365 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 โดย EU คิดเป็นกว่า 17% ของการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย

 

สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย 1

 

‘กอบศักดิ์’ ชิงโอกาสใหม่ เจาะตลาด ‘อินเดีย’ ดัน ‘ท่าเรือระนอง’ เปิดประตูการค้าตะวันตก

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การที่สหภาพยุโรป (EU) และอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลังการเจรจายาวนานเกือบ 20 ปี ถือเป็น ‘ดีลประวัติศาสตร์’ ที่สะท้อนการเปลี่ยนขั้วของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน และเป็นโลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็น ‘อานิสงส์’ สำคัญของประเทศไทย ในการเร่งแสวงหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะอินเดียซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทย และเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยประชากรกว่า 1,400 ล้านคน รวมถึงชนชั้นกลาง (Middle Class) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีราว 500 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 800-900 ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ดร.กอบศักดิ์ มองว่า ยุทธศาสตร์ของไทยควรมุ่งตอบโจทย์ความ ต้องการหลักของชนชั้นกลางและรัฐบาลอินเดีย โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย

 

ขณะเดียวกัน อินเดียกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นและมลภาวะจากภาคการก่อสร้าง ไทยจึงมีโอกาสเจาะตลาดวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Components) รวมถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบ Modular Building ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อินเดียยังขาดแคลน และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ขณะที่ ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก จะเห็นว่าหลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และหันมาจับมือกันเองมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากยุโรป (EU) กระชับความสัมพันธ์กับอินเดีย ดังข้างต้น หรืออินเดียที่ขยายความร่วมมือกับจีน หรือแม้แต่แคนาดาที่เดินหน้าเจรจาการค้ากับจีน

 

“อินเดียกลายเป็นพันธมิตรที่น่าสนใจมาก เพราะกำลังถูกสหรัฐฯ กดดันอย่างหนัก จึงมีความต้องการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นมากขึ้น ถือเป็นโอกาสของไทยในการดึงอินเดียเข้าสู่อาเซียน หรือจัดทำความตกลงการค้าแบบทวิภาคี โดยตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยในช่วงนี้ ได้แก่ อินเดีย อาเซียน บังกลาเทศ และตะวันออกกลาง” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

 

ดร.กอบศักดิ์ แนะว่า ไทยควรใช้โอกาสที่ไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดี อย่างท่าเรือน้ำลึก ภายใต้ โครงการสะพานเศรษฐกิจไทย หรือแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยซึ่งเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก หากออกแบบและดำเนินการอย่างเหมาะสม จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มโอกาสแข่งขันกับเพื่อนบ้านในระยะยาว

 

“แม้โครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมดจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ภายใต้โครงการดังกล่าวยังมีหลายโครงการย่อยที่สามารถเริ่มดำเนินการก่อนได้ โดยโครงการเร่งด่วนในระยะแรกคือ “ท่าเรือระนอง” ซึ่งมีศักยภาพด้านทำเลและพื้นที่ เหมาะต่อการพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึก และเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าด้านตะวันตกของไทย”

 

ทั้งนี้ ท่าเรือระนองจะช่วยเปิดการค้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูง เช่น อินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 8% ต่อปี เพิ่มโอกาสในการขนส่งสินค้าไทย และรองรับทิศทางเศรษฐกิจโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 นักลงทุน ผู้ประกอบการไทย SMEs ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไทย จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของสินค้าจีน ซึ่งมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดอาเซียน

 

“โดยช่วง 3 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว หาตลาดใหม่ และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่กว่า 14 ฉบับ”

 

ขณะที่ FETCO เองก็อยู่ระหว่างผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ที่เข้ามาลงทุนในไทย เข้าจดทะเบียนในตลาดทุน ใช้สิทธิประโยชน์ FTA เพื่อเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างตลาด และยกระดับศักยภาพตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในปี 2569 อาจขยายตัวไม่มากนัก ทางออกสำคัญคือการเร่งลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากระดับราว 20% เหลือ 15% และหันไปเน้นตลาดใหม่ที่มีการเติบโตสูง เช่น จีน อินเดีย อาเซียน และยุโรป เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

 

ดังนั้น ตลาดอินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญ ที่ไทยควรเร่งเข้าไปช่วงชิงโอกาส

 

ภาพ: PromesaArtStudio / Getty image

อ้างอิง:

The post ทำไมดีลประวัติศาสตร์ ‘Mother of All Deals’ EU-อินเดีย อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยืนยันไทยไร้ผู้ป่วย ไวรัสนิปาห์ สั่งคุมเข้มด่านคัดกรองเที่ยวบินจากอินเดีย พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเอง https://thestandard.co/thailand-nipah-virus-screening-prevention/ Mon, 26 Jan 2026 05:48:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1169511 เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงข่าวเฝ้าระวังและป้องกันไวรัสนิปาห์

วันนี้ (26 มกราคม) ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ. […]

The post สธ. ยืนยันไทยไร้ผู้ป่วย ไวรัสนิปาห์ สั่งคุมเข้มด่านคัดกรองเที่ยวบินจากอินเดีย พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงข่าวเฝ้าระวังและป้องกันไวรัสนิปาห์

วันนี้ (26 มกราคม) ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงความคืบหน้าสถานการณ์และการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อ ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย

 

นพ.โสภณ เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย โดยสถานการณ์ในต่างประเทศพบผู้ป่วยยืนยันที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย และมีการระบาดอยู่ในพื้นที่เมือง Barasat รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย และบังกลาเทศ ซึ่งเชื้อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะในชุมชน

 

แม้พื้นที่ระบาดจะอยู่ห่างไกล แต่เนื่องจากมีเที่ยวบินตรงเข้าสู่ประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต กระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งการให้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม โดยเน้นการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้กรอกเอกสารติดตามอาการและสังเกตอาการตนเอง จัดเตรียมด่านคัดกรองโรค สถานพยาบาล และทีมสอบสวนโรคให้พร้อมปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และจะมีการประเมินความเสี่ยงซ้ำอีกครั้งใน 1 สัปดาห์ข้างหน้า

 

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคไวรัสนิปาห์เป็นโรคอุบัติซ้ำที่มีความรุนแรง มี ค้างคาวผลไม้ เช่น ค้างคาวแม่ไก่ เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ แพร่เชื้อสู่สัตว์กลางเช่น สุกร และติดต่อสู่คน หรือจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง

 

ไวรัสนิปาห์มีความสามารถในการแพร่กระจายต่ำ อยู่ที่ 0.2 ถึง 0.8 (ผู้ป่วย 1 คน แพร่เชื้อได้ไม่ถึง 1 คน) ซึ่งต่ำกว่าไข้หวัดใหญ่ (1.2–2.0) และโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน (8–10) อย่างมาก

 

มีอัตราการเสียชีวิตสูง ก่อให้เกิดอาการรุนแรงในระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท (สมองอักเสบ) ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ มีหารพบ 2 สายพันธุ์ย่อย คือ สายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังกลาเทศ (ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า) ระยะฟักตัวเฉลี่ย 4–14 วัน แต่อาจยาวนานได้ถึง 45 วัน

 

พญ.จุไร กล่าวเสริมว่า แม้ประเทศไทยจะมีค้างคาวแม่ไก่ แต่จากข้อมูลการสำรวจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบอัตราการติดเชื้อในค้างคาวไทยเพียงประมาณ 10% (เทียบกับอินเดียที่พบ 40–50%) และไม่เคยพบการติดเชื้อในสุกรหรือคนในพื้นที่เสี่ยง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องการ์ดสูง เฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดอย่างเคร่งครัด โดยล่าสุดผลการตรวจกลุ่มเสี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย 200 รายในบังกลาเทศ ยังไม่พบการติดเชื้อเพิ่ม

 

กรมควบคุมโรคแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปหรือกลับจากประเทศอินเดียและพื้นที่เสี่ยง ระหว่างพำนักในพื้นที่เสี่ยง หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่วย ห้ามรับประทานผลไม้ที่ตกพื้นหรือมีรอยกัดแทะ งดดื่มน้ำผลไม้สดหรือน้ำอินทผลัมสดที่ไม่ได้ผ่านการต้มสุก ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด

 

หลังเดินทางกลับให้สังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 21 วัน หากมีอาการไข้ ปวดศีรษะ หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์ทันทีพร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง ประชาชนที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

The post สธ. ยืนยันไทยไร้ผู้ป่วย ไวรัสนิปาห์ สั่งคุมเข้มด่านคัดกรองเที่ยวบินจากอินเดีย พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า https://thestandard.co/us-exports-vietnam-corn-21x/ Sat, 17 Jan 2026 08:24:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1166313 ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ […]

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า

การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ไม่ใช่ จีน ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการขยายตัวถึง 17% ซึ่งถือเป็นผลพวงจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากกลับเข้ารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี

 

Nikkei Asia วิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการข้อมูลการค้าระหว่างประเทศว่า การส่งออกทางเรือของ สหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่กว่า 20 ประเทศ อาทิ บราซิล อินเดีย มาเลเซีย และ เวียดนาม เพิ่มขึ้นจาก 190 ล้านตันในปี 2024 เป็น 223 ล้านตันในปี 2025 โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพด และ ถั่วเหลือง ซึ่งหลายประเทศในเอเชียเร่งนำเข้าเพิ่มขึ้น และอีกด้านยังช่วยชดเชยการส่งออกไปจีนที่ลดลงอย่างหนัก

 

อิชาน ภานู นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสินค้าเกษตรของ Kpler ระบุว่า การที่ประเทศต่างๆนำเข้าเพิ่มขึ้นสะท้อนผลลัพธ์โดยตรงจากที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐ ได้เจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

 

หนึ่งในประเทศที่โดดเด่นมากคือเวียดนาม ซึ่งในปี 2025 นะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ราว 1.7 ล้านตัน หลังจากทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงทางการค้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา โดยเวียดนามตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ แลกกับการที่สหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามจาก 46% เหลือ 20%

 

จากข้อมูลยังชี้ว่า ในเดือนพฤศจิกายน เวียดนามนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ สูงสุด เป็นประวัติการณ์ที่ 3.8 แสนตัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาใต้เป็นหลัก แต่ในปี 2025 กลับเปลี่ยนทิศทางมาซื้อจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

เช่นเดียวกับ ปากีสถาน ได้เพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เป็น 1.23 ล้านตัน จากที่เคยนำเข้าเพียง 6 หมื่นตันในปีก่อนหน้า หลังจากทั้งสองประเทศลงนามข้อตกลงการค้าในเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ข้อตกลงดังกล่าวยังได้ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของปากีสถาน หลังสหรัฐฯ ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากราว 29% เหลือ 19% ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียได้มากขึ้น

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน บังกลาเทศ ได้ยอมเพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งทอเข้าสู่ตลาดอเมริกัน โดย อิชาน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของการนำเข้าข้าวสาลีจากรัสเซีย แคนาดา ยูเครน และ อาร์เจนตินา แต่จากแรงจูงใจทางการค้า ทำให้หันมาซื้อจากสหรัฐฯ แม้ราคาจะสูงกว่าก็ตาม

 

ขณะที่ฝั่งของทวีปแอฟริกา ไนจีเรีย ได้เพิ่มการนำเข้าข้าวสาลีจากสหรัฐฯ จาก 5.3 แสนตันในปี 2024 เป็น 1.48 ล้านตันในปี 2025 ส่งผลให้การส่งออกข้าวสาลีของสหรัฐฯ ไปยัง 20 ประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 16% เป็น 21.57 ล้านตัน

 

แม้สินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งบางประเทศ โดยราคาส่งออกถั่วเหลืองอยู่ที่ 418 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับของบราซิลที่ขายอยู่ที่ 407 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเลือกซื้อสินค้าอเมริกันอย่างต่อเนื่อง เพราะคำนึงถึงเงื่อนไขทางการค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้ง 20 ประเทศ ก็เพิ่มขึ้นถึง 58% อยู่ที่ 36 ล้านตันในปี 2025 โดยอินเดียกลายเป็นหนึ่งในผู้ซื้อรายสำคัญ หลังพยายามคลายความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ จากกรณีเผชิญภาษี 50% จากการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของ Kpler ระบุว่า ในเดือนธันวาคม อินเดียมีการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง 29% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

 

ถึงอย่างไรนั้น การเติบโตในตลาดเกิดใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดจีนได้ทั้งหมด สะท้อนได้จากการส่งออกของสหรัฐฯ ไปจีนในปี 2025 ลดลงถึง 65% จาก 93 ล้านตันในปี 2024 เหลือเพียง 32 ล้านตัน โดยเฉพาะการส่งออกถั่วเหลืองที่แทบหยุดลงหลังเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจาก Auckland University of Technology ระบุว่า นโยบายภาษีของรัฐบาล โดนัล ทรัมป์อาจฉุดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ลดลง 0.36% ในปี 2025 ขณะที่ประเทศอื่นอย่างไทยและบราซิลก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

ภาพ:MeshCube/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ส่งออกสหรัฐฯ สู่ตลาดเกิดใหม่ทะลุ 223 ล้านตัน เฉพาะเวียดนามนำเข้าข้าวโพดพุ่ง 21 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังกลาเทศตัดสินประหารชีวิต ชีค ฮาซินา ชี้ก่อความผิดฐาน ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ https://thestandard.co/bangladesh-sheikh-hasina-death-sentence/ Mon, 17 Nov 2025 09:51:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1144185 บังกลาเทศตัดสินประหารชีวิต ชีค ฮาซินา ชี้ก่อความผิดฐาน ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’

บังกลาเทศตัดสินประหารชีวิต ชีค ฮาซินา (Sheikh Hasina) อ […]

The post บังกลาเทศตัดสินประหารชีวิต ชีค ฮาซินา ชี้ก่อความผิดฐาน ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังกลาเทศตัดสินประหารชีวิต ชีค ฮาซินา ชี้ก่อความผิดฐาน ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’

บังกลาเทศตัดสินประหารชีวิต ชีค ฮาซินา (Sheikh Hasina) อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ชี้ก่อความผิดฐาน ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ (Crime Against Humanity) จากปมปราบปรามการประท้วงของนักศึกษาที่ออกมาต่อต้าน

 

การพิจารณาคดีครั้งนี้เกิดขึ้นวันนี้ (17 ตุลาคม) ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศบังกลาเทศ (International Crimes Tribunal: ICT) โดยเป็นกระบวนการลับและใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมง ประกอบด้วยคณะตุลาการ 3 คน ซึ่งผลการตัดสินออกมาว่า ฮาซินาต้องโทษประหารชีวิต และมีความผิดฐานอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ประกอบด้วยความผิด 3 กระทง ได้แก่ การสั่งให้โดรน เฮลิคอปเตอร์ และอาวุธสังหารผู้ประท้วง 12 คน, การปลุกปั่นต่อต้านผู้ประท้วง และการล้มเหลวในการป้องกันการทารุณและลงโทษผู้กระทำผิด

 

ศาลให้เหตุผลว่า ฮาซินาต้องรับผิดชอบต่อการยุยงปลุกปั่นต่อการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมหลายร้อยครึ่ง พร้อมทั้งยังออกคำสั่งให้กำจัดนักศึกษาที่ออกมาประท้วงอย่างเป็น ‘ระบบ’ ซึ่งมีหลักฐานประกอบการพิจารณาคดี ได้แก่ เอกสาร 14 เล่ม มีจำนวนหน้าทั้งสิ้น 1 หมื่นหน้า, รายงานทั้งในและนอกประเทศ, บันทึกทางการแพทย์, แฟ้มชันสูตรพลิกศพ, ตารางการบิน ภาพจากสื่อ และพยานมากกว่า 80 ชีวิต

 

แม้คำตัดสินครั้งนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบังกลาเทศ แต่ฮาซินาที่กำลังลี้ภัยในอินเดียระบุกับ NDTV ว่า เธอไม่สนใจข้อมูลปลอม พร้อมขอให้กลุ่มผู้สนับสนุนอย่ากังวลกับเหตุการณ์ครั้งนี้

 

“ปล่อยให้พวกเขาตัดสินไปเถอะ ฉันไม่สนใจหรอก พระเจ้าให้ชีวิตฉันมา พระเจ้าจะเป็นผู้พรากมันไป แต่ฉันจะยังทำงานเพื่อประชาชนของประเทศฉันต่อไป ฉันสูญเสียทั้งพ่อแม่ พี่น้อง และพวกเขายังเผาบ้านของฉันด้วย” อดีตผู้นำกล่าว

 

ขณะที่ ซาจิบ วาเซด (Sajeeb Wazed) บุตรชายฮาซินา และที่ปรึกษารัฐบาล ออกแถลงการณ์กับคำตัดสินในครั้งนี้ว่า เขารู้ดีที่แม่ของตนจะถูกตัดสินประหารชีวิต แต่เธอจะปลอดภัยในอินเดีย ซึ่งได้รับการคุ้มกันเป็นอย่างดี

 

แฟ้มภาพ: Sk Hasan Ali / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post บังกลาเทศตัดสินประหารชีวิต ชีค ฮาซินา ชี้ก่อความผิดฐาน ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BIMSTEC Young Gen Forum พื้นที่แลกเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ จุดประกายความร่วมมือประเทศรอบอ่าวเบงกอล https://thestandard.co/bimstec-young-gen-forum-thailand-2025/ Fri, 04 Apr 2025 03:34:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1060547 กิจกรรม BIMSTEC Young Gen Forum: Where the Future Meets จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้า ICON SIAM

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสำ […]

The post BIMSTEC Young Gen Forum พื้นที่แลกเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ จุดประกายความร่วมมือประเทศรอบอ่าวเบงกอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิจกรรม BIMSTEC Young Gen Forum: Where the Future Meets จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้า ICON SIAM

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสำนักข่าว TNN World จัดกิจกรรม BIMSTEC Young Gen Forum: Where the Future Meets ณ ศูนย์การค้า ICON SIAM ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 6 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ

 

กิจกรรม BIMSTEC Young Gen Forum เป็นข้อริเริ่มของไทย ที่จัดเวทีให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ของ BIMSTEC มาแลกเปลี่ยนแนวคิดและความเห็นในสาขาที่แต่ละประเทศเป็นแกนหลัก โดยได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.มูฮัมหมัด ยูนุส ประธานคณะที่ปรึกษารัฐบาลบังกลาเทศ มากล่าวปาฐกถาพิเศษ ซึ่งมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายไพศาล หรูพาณิชย์กิจ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับ

 

รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวเปิดกิจกรรม โดยย้ำความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น BIMSTEC ในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน ซึ่งความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จะเป็นกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างภูมิภาคที่เข้มแข็ง

 

ศ. ดร.มูฮัมหมัด ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษโดยเน้นถึงพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ การเริ่มจากสิ่งใหม่เล็กๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ การมีจินตนาการ มีเป้าหมายในชีวิต ที่นอกเหนือจากการหารายได้ให้ตนเอง เช่น การทำธุรกิจเพื่อสังคม

 

ในกิจกรรมครั้งนี้ นักธุรกิจรุ่นใหม่ในกลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือใน 7 สาขาหลัก ได้แก่ การค้าการลงทุน สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคง การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ความสัมพันธ์ภาคประชาชน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และความเชื่อมโยง

 

กิจกรรม BIMSTEC Young Gen Forum: Where the Future Meets จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้า ICON SIAM กิจกรรม BIMSTEC Young Gen Forum: Where the Future Meets จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้า ICON SIAM

 

ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ

อ้างอิง:

  • กระทรวงการต่างประเทศ

The post BIMSTEC Young Gen Forum พื้นที่แลกเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ จุดประกายความร่วมมือประเทศรอบอ่าวเบงกอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำบังกลาเทศพูดถึงภาษีทรัมป์ และความร่วมมือไทย-บังกลาเทศในกรอบ BIMSTEC https://thestandard.co/bangladesh-thailand-bimstec/ Fri, 04 Apr 2025 01:36:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1060495

ในโอกาสการเยือนไทยเพื่อร่วมประชุมผู้นำ BIMSTEC ที่กรุงเ […]

The post ผู้นำบังกลาเทศพูดถึงภาษีทรัมป์ และความร่วมมือไทย-บังกลาเทศในกรอบ BIMSTEC appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโอกาสการเยือนไทยเพื่อร่วมประชุมผู้นำ BIMSTEC ที่กรุงเทพฯ ของ ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส ประธานคณะที่ปรึกษารัฐบาลแห่งบังกลาเทศ ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของ THE STANDARD ได้รับเกียรติให้สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งผู้นำบังกลาเทศได้แสดงวิสัยทัศน์หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการรับมือภาษีทรัมป์ และโอกาสความร่วมมือของ ไทย และ บังกลาเทศ ในกรอบ BIMSTEC

 

บังกลาเทศและไทยถูกตั้งอัตราภาษีศุลกากรจากทรัมป์ในระดับเดียวกันที่ 37% ซึ่งยูนุสมองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนา ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

 

ยูนุสอธิบายเพิ่มเติมว่า การประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์เมื่อวันที่ 2 เมษายน เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา จุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะบรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลทรัมป์ต้องการได้อย่างไร และเราจะทำให้แน่ใจได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราจะดำเนินต่อไปได้

 

“นี่เป็นขั้นตอนหนึ่ง จากความรู้สึกของผม มันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำข้อตกลง ผมไม่ได้มองว่านี่เป็นข้อตกลงสุดท้าย นี่คือสิ่งที่คุณต้องจัดการ” ยูนุสกล่าว

 

กับคำถามว่าภาษีของทรัมป์จะทำให้ 7 ประเทศในกรอบอนุภูมิภาครอบอ่าวเบงกอลหรือ BIMSTEC ร่วมมือกันมากขึ้นหรือใกล้ชิดกันมากขึ้นหรือไม่นั้น ยูนุสมองว่า ผู้นำทั้ง 7 ประเทศมองสิ่งต่างๆ ในแบบเดียวกัน เพราะเราเผชิญปัญหาในแบบเดียวกัน เราสามารถร่วมมือกันออกแบบโครงการที่มีส่วนร่วมจากทุกประเทศ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่เพียงแต่รัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น ฝั่งสหรัฐฯ ก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย ซึ่งเราต้องหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ นั่นคือจุดเริ่มต้นในตอนนี้

 

ส่วนมุมมองว่าจะปลดล็อกศักยภาพความร่วมมือระหว่างไทยและบังกลาเทศทั้งในกรอบ BIMSTEC และทวิภาคีอย่างไรนั้น ยูนุสกล่าวว่า มีหลายสิ่งที่ไทยและบังกลาเทศสามารถทำร่วมกันภายในกรอบของ BIMSTEC รวมถึงในระดับทวิภาคี

 

แต่สิ่งที่ยูนูสอยากเน้นคือการให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ นั่นคือการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนให้กับเยาวชนในกลุ่ม BIMSTEC เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวัฒนธรรมและภาษาของแต่ละประเทศ 

 

ยูนุสย้ำว่า การเรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การเริ่มที่เยาวชนจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสู่การปลดล็อกศักยภาพของ BIMSTEC ในอนาคต และควรสนับสนุนให้สิ่งเหล่านี้เข้าสู่สถาบันการศึกษา เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันโดยสร้างจากรากฐาน และนำไปสู่การปฏิบัติในอนาคตเมื่อโอกาสมาถึง ซึ่งสามารถเริ่มจากระดับทวิภาคีก่อน แล้วค่อยๆ ขยายสู่ประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม BIMSTEC

The post ผู้นำบังกลาเทศพูดถึงภาษีทรัมป์ และความร่วมมือไทย-บังกลาเทศในกรอบ BIMSTEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะ 6 ตลาดสมาชิก โอกาสไทยใน BIMSTEC https://thestandard.co/bimstec-thailand-opportunities-bay-of-bengal-economic-cooperation/ Thu, 03 Apr 2025 04:09:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1060022 แผนที่แสดงกลุ่มประเทศ BIMSTEC ที่เชื่อมโยงไทยกับเอเชียใต้

BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Te […]

The post เจาะ 6 ตลาดสมาชิก โอกาสไทยใน BIMSTEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดงกลุ่มประเทศ BIMSTEC ที่เชื่อมโยงไทยกับเอเชียใต้

BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) มีชื่อเต็มๆ ว่า ‘ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ’ เป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง ไทย เข้ากับ 6 ประเทศใกล้เคียง ได้แก่ อินเดีย, ศรีลังกา, บังกลาเทศ, เมียนมา, ภูฏาน และเนปาล ทั้งหมดนี้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการค้าสูง ครอบคลุมตลาดผู้บริโภคกว่า 1.8 พันล้านคน หรือคิดเป็นราว 22% ของประชากรโลกทั้งหมด

 

แต่ละประเทศมีจุดแข็งเฉพาะตัวที่น่าสนใจ อินเดียได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ศรีลังกาและบังกลาเทศเติบโตอย่างรวดเร็วด้านสิ่งทอและอุตสาหกรรม เมียนมามีที่ตั้งเชื่อมโยงระหว่างเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนภูฏานและเนปาลก็มีทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โอกาสในการลงทุนและขยายตลาดมีอยู่มากมาย ไทยจะใช้โอกาสนี้อย่างไร

 

แผนที่แสดงกลุ่มประเทศ BIMSTEC ที่เชื่อมโยงไทยกับเอเชียใต้

 

บังกลาเทศมีบทบาทสำคัญใน BIMSTEC หลายด้าน เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง และยังเป็นที่ตั้งของสำนักเลขาธิการ BIMSTEC ตั้งแต่ปี 2014

 

นอกจากนี้ บังกลาเทศยังมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ โดยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงอินเดียกับเมียนมาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ อีกทั้งยังเป็นชาติที่ให้ความสำคัญกับไทยในฐานะหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอีกด้วย โดยบังกลาเทศมีศักยภาพเป็นแหล่งลงทุนของไทย เนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต่อเนื่องหลายปี

 

ปัจจุบันบังกลาเทศเป็นประเทศนำในสาขาการค้า การลงทุน และพัฒนา

โดยมีภารกิจสำคัญคือการผลักดันความตกลงเขตการค้าเสรี BIMSTEC (BIMSTEC Free Trade Area: FTA)

 

 

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของภูฏานคือการเป็นชาติที่ยึดหลักทฤษฎีความสุขมวลรวมประชาชาติในการพัฒนาประเทศ และไทยเองก็มีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับภูฏานมาอย่างยาวนาน แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็กและไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ภูฏานก็มีอิทธิพลในด้านความร่วมมือระดับภูมิภาคของ BIMSTEC โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

 

สำหรับภารกิจสำคัญของภูฏานคือการผลักดันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยภูฏานเสนอจัดตั้ง ‘คณะทำงานร่วมด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ’ (BIMSTEC Joint Working Group on Environment and Climate) เพื่อส่งเสริมการผลักดันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศภายในภูมิภาค BIMSTEC ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ตลอดจนการรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

อินเดียนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดใน BIMSTEC เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในกลุ่ม และมีประชากรมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง BIMSTEC ในช่วงแรกเริ่มร่วมกับอีก 3 ประเทศคือ บังกลาเทศ ศรีลังกา และไทย (ซึ่งขณะนั้นคือ BIST-EC)

 

สำหรับภารกิจสำคัญของอินเดียคือการให้ความสำคัญกับมิติด้านความมั่นคงในหลากหลายประเด็น เช่น การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การต่อต้านยาเสพติด และความมั่นคงทางทะเล โดยมีกลไกความร่วมมือสำคัญคืออนุสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา และอนุสัญญา BIMSTEC ว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และการลักลอบค้ายาเสพติด

 

 

เมียนมาเข้าร่วมเป็นสมาชิก BIMSTEC เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 1997 ถึงแม้จะเข้ามาเป็นสมาชิกในภายหลัง (ประเทศลำดับที่ 5) แต่ได้กลายเป็นตัวเชื่อมไทยกับประเทศกลุ่มเอเชียใต้ และทำให้ BIMSTEC เป็นกรอบความร่วมมือเดียวระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะยังคงยืดเยื้อ แต่เมียนมานับได้ว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรสมบูรณ์ เป็นแหล่งวัตถุดิบ ตลาดการค้า แรงงาน และแหล่งลงทุนสำคัญของไทยโดยเฉพาะด้านพลังงาน อีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ มีพรมแดนทางบกติดกับไทยยาวที่สุด มีผลประโยชน์ร่วมกันในทุกมิติ และในขณะเดียวกันก็ยังต้องร่วมมือกันแก้ไขความท้าทายร่วมกับไทยหลายประการด้วยเช่นกัน

 

สำหรับภารกิจสำคัญของเมียนมาคือการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือทางการเกษตร

 

 

เนปาลเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขา มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และทางพระพุทธศาสนา โดยเนปาลเข้าร่วมเป็นสมาชิก BIMSTEC เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2004 ปัจจุบันเนปาลเป็นประเทศนำสาขาการติดต่อระหว่างประชาชน (People-to-People Contact) 

 

สำหรับภารกิจสำคัญของเนปาลคือการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในภูมิภาค ซึ่งครอบคลุม 3 สาขาย่อย ได้แก่ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการติดต่อระหว่างประชาชน ผ่านกลไกความร่วมมือที่สำคัญอย่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC

 

 

ศรีลังกาเป็นประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยพลอยและอัญมณี อีกทั้งยังเป็นแหล่งปลูกชาชั้นดีของโลก โดยไทยและศรีลังกามีความใกล้ชิดกันทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันศรีลังกาอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ หลังจากที่เคยผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศในปี 2022 ซึ่งในปัจจุบันเศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวและมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ ศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง BIMSTEC มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลและการกระจายสินค้าที่สำคัญของโลก ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเป็นประตูเชื่อมโยงระหว่างเอเชียใต้กับอาเซียน

 

ปัจจุบันศรีลังกาเป็นประเทศนำสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Science, Technology and Innovation) ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านเทคโนโลยี สาธารณสุข และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยมีภารกิจสำคัญคือการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาระบบสาธารณสุขและทรัพยากรมนุษย์

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง: 

The post เจาะ 6 ตลาดสมาชิก โอกาสไทยใน BIMSTEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยกับโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสใน BIMSTEC และการเป็นสะพานเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ https://thestandard.co/thailands-role-in-bimstec/ Wed, 02 Apr 2025 00:51:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1059493 ไทย และ BIMSTEC

“ถ้าเรามองไปที่แผนที่ประเทศไทย ทางซ้ายมือเราจะเห็นมหาสม […]

The post ไทยกับโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสใน BIMSTEC และการเป็นสะพานเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย และ BIMSTEC

“ถ้าเรามองไปที่แผนที่ประเทศไทย ทางซ้ายมือเราจะเห็นมหาสมุทรอินเดีย ลึกขึ้นไปจะเห็นอ่าวเบงกอล ถัดเข้ามาคือทะเลอันดามัน ประเทศรอบๆ ที่อยู่ติดทะเลเหล่านี้มีประเทศอะไรบ้าง”

 

“มีไทย เมียนมา บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ส่วนอีก 2 ประเทศในเอเชียใต้ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดแต่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล (Landlocked) คือ เนปาล และภูฏาน”

 

รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พาเราลัดเลาะตามแผนที่ภูมิศาสตร์ เพื่อให้เห็นประเทศต่างๆ ที่เราจะโฟกัสกันในบทความนี้ ก่อนจะชี้ให้เห็นความสำคัญทั้งในเชิงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และโอกาสทางเศรษฐกิจต่างๆ ภายใต้กรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค ซึ่งไทยเป็นดั่งสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้

 

ตลาดที่ว่านี้มีประชากรรวมกว่า 1,800 ล้านคน คิดเป็น 22% ของประชากรโลก และมีขนาด GDP รวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีการค้าระหว่างประเทศรวม 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

เรากำลังพูดถึง BIMSTEC กรอบความร่วมมือที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนในระดับโลก 

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ดุเดือด หลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน และหันมามองตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) หรืออาจเรียกว่าขั้วเศรษฐกิจใหม่ (Global South) ที่กำลังเนื้อหอมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากพลังการบริโภค แรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี และโนว์ฮาว ซึ่งตลาด BIMSTEC ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

 

อธิบดีกล่าวว่า การมีอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Rising Power อยู่ใน BIMSTEC ถือเป็นแม่เหล็กที่ทำให้โลกสนใจกลุ่มนี้มากขึ้น โดยอินเดีย นอกจากจะมีตลาดขนาดใหญ่แล้ว ยังมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วย 

 

“การที่เรามีอินเดียอยู่ในกรอบความร่วมมือนี้ ทำให้ไทยมีโอกาสได้แสดงบทบาทในเรื่องต่างๆ มากว่าเวทีระดับทวิภาคีไทย-อินเดีย ทำให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นในระดับภูมิภาค และอนุภูมิภาค ซึ่งโอกาสก็จะกว้างขึ้น ตลาดก็จะขยายใหญ่ขึ้น” อธิบดีกล่าว

 

โดยอินเดียมีจุดแข็งในเรื่องของเทคสตาร์ทอัพด้วย ซึ่งก็เป็นโอกาสของไทยในการร่วมมือด้านเทคและ AI กับอินเดีย

 

แต่นอกจากตลาดอินเดียแล้ว ไทยก็ให้ความสำคัญกับบังกลาเทศ ศรีลังกา หรือสองประเทศแถบหิมาลัยที่เด่นเรื่องท่องเที่ยว และเมียนมาด้วย

 

เมื่อเอเชียใต้มีนโยบาย Look East ส่วนไทยก็มีนโยบาย Look West เพื่อมองหาโอกาสใหม่ๆ ทั้งสองจึงมาบรรจบกันและต่างขยายโอกาสซึ่งกันและกันทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อีกทั้งยังขยายการเชื่อมโยงทางคมนาคมระหว่างกัน ทั้งทางบกและทางเรือ นอกจากนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับมหาอำนาจ ซึ่งตอบโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์

 

แน่นอนว่าการขับเคลื่อนจากภาครัฐและเอกชนถือเป็นกุญแจสำคัญ แต่ก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชนด้วย

 

โจทย์การสร้างการรับรู้ ทำอย่างไรให้คนรู้จัก BIMSTEC

 

ถ้าถามว่า BIMSTEC คืออะไร มีน้อยคนที่จะรู้จัก

 

นั่นก็แปลว่า การขับเคลื่อน BIMSTEC ในอดีตที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 

ความท้าทายของไทยในฐานะเจ้าภาพปีนี้คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนทั่วไปรู้จัก BIMSTEC มากขึ้น เพราะคนทั่วไปมักรู้จักอาเซียน แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก BIMSTEC ว่าคืออะไร ทั้งที่เป็นกรอบความร่วมมือที่มีความเป็นมาตั้งแต่ปฏิญญากรุงเทพปี 1997 ซึ่งไทยได้รับไม้ต่อการเป็นประธานถัดจากศรีลังกาในปี 2022 และปีนี้ BIMSTEC ก็ได้กลับบ้านอีกครั้ง โดยไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำกับอีก 6 ประเทศ ซึ่งเลื่อนมาจากปีที่แล้ว 

 

โจทย์สำคัญคือการสร้างการรับรู้และขับเคลื่อน BIMSTEC ให้เติบโตขึ้นจากภาคส่วนต่างๆ โดยในด้านการรับรู้ของประชาชนนั้น มีความจำเป็นต้องสร้างความตระหนักเพิ่มขึ้นว่า BIMSTEC มีความสำคัญอย่างไร และจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วไปในมิติต่างๆ ได้อย่างไร โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนใน BIMSTEC

 

 

อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศกล่าวว่า การขับเคลื่อน BIMSTEC ในแต่ละยุคสมัยจะอยู่ในบริบทของภาพใหญ่ โดยช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิดได้ส่งผลให้การขับเคลื่อนความร่วมมือสะดุดลง ปัจจุบัน BIMSTEC อยู่ในบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน และสงครามการค้าที่มีชนวนจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโลกในทุกมิติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

แม้หลายปีที่ผ่านมา BIMSTEC มีความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ครอบคลุมไปถึงด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ทว่าคนส่วนใหญ่ไม่รับรู้ อาจเป็นเพราะเราไม่ได้ชูว่านี่คือ BIMSTEC หรือนำคำนี้มาจับ เราจะเห็นคำนี้เฉพาะในเอกสารราชการเป็นส่วนใหญ่ เช่น เอกสารยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 

 

ตัวอย่างโครงการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ BIMSTEC คือ ‘แลนด์บริดจ์’ ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้เลยว่าโครงการนี้เชื่อมโยงชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยกับมหาสมุทรอินเดีย อ่าวเบงกอล และประเทศใน BIMSTEC 

 

อธิบดีกล่าวว่า ที่ผ่านมาเราอาจไม่ได้สร้างการรับรู้ หรือสร้างแนวคิด (Conceptualize) ในเรื่องต่างๆ ว่านี่คือ BIMSTEC ดังนั้นประชาชนจำนวนมากจึงยังไม่รู้จักหรือเห็นความสำคัญ ทั้งที่บางเรื่องอาจอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน

 

BIMSTEC กำลังมุ่งไปทางไหน

 

ในฐานะประธาน BIMSTEC ซึ่งจะสิ้นสุดวาระลงในปีนี้ ไทยได้เสนอวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030 (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนของความร่วมมือภายใต้กรอบ BIMSTEC โดยส่งเสริมให้ BIMSTEC เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ รวมถึงยกระดับความร่วมมือในการปรับตัว เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญภายใต้แนวคิด BIMSTEC ที่ ‘มั่งคั่ง ยั่งยืน ฟื้นคืน และเปิดกว้าง (Prosperous, Resilient and Open BIMSTEC หรือ ‘PRO BIMSTEC’) 

 

เรื่องของ Prosperous หรือความมั่งคั่งนั้น อธิบดีอธิบายเพิ่มเติมว่า ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการค้า (Trade) โดยมีปลายทางคือ FTA แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการเจรจาเขตการค้าเสรี BIMSTEC ไม่มีความคืบหน้า และขาดความต่อเนื่อง ซึ่งหากเจรจาสำเร็จจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล 

 

เรื่องต่อมาที่เป็นอีกหัวใจในด้านการสร้างความมั่งคั่ง คือการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) ทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งปีนี้ไทยผลักดันให้เกิดการลงนามในความตกลงด้านความร่วมมือในการขนส่งทางทะเล ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในด้านการค้าทางทะเลและการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคมากขึ้น อีกส่วนคือการเชื่อมโยงทางบกผ่านทางหลวงไตรภาคีอินเดีย-เมียนมา-ไทย (Trilateral Highway) ซึ่งปัจจุบันเส้นทางในส่วนของเมียนมายังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากปัญหาความไม่สงบจากสงครามกลางเมือง ส่งผลให้โครงการนี้มีความล่าช้า

 

อีกเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญคือ AI ในบริบทของเศรษฐกิจ การใช้ประโยชน์จาก AI ในเศรษฐกิจดิจิทัล และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

มิติถัดมาคือเรื่องของ Resilient หรือการฟื้นคืน จะเน้นในเรื่องการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความมั่นคงทางสังคม ซึ่งไทยดูเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), มลพิษในอากาศ (Air Pollution) และอาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Crime) 

 

มิติสุดท้ายเป็นเรื่องของ Open หรือการเปิดกว้าง โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เช่น ประชาชน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเยาวชนเพื่อส่งเสริมให้เกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้น

 

อธิบดีระบุว่า เอกสารผลลัพธ์ของการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 6 จะสะท้อนวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ ในสิ่งที่ไทยอยากเห็น ซึ่งจะเป็นแนวทางขับเคลื่อน BIMSTEC รวมถึงกฎระเบียบ กลไก และทิศทางการดำเนินงานสำหรับ BIMSTEC ในระยะต่อไป ก่อนที่ไทยจะส่งไม้ต่อการเป็นประธาน BIMSTEC ให้แก่บังกลาเทศ ซึ่งอธิบดีได้เน้นย้ำความสำคัญของ Action Plan หรือแผนปฏิบัติการที่แต่ละประเทศนำไปขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดขึ้นจริงตามวิสัยทัศน์

 

อุปสรรคและความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

 

หากจะมีมาตรวัดความสำเร็จที่จับต้องได้ และคนให้ความสนใจด้วยคือความตกลง FTA ซึ่งข้อมูลจากเอกสารของกองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า BIMSTEC ได้มีการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้า (BIMSTEC Trade Negotiation Committee: TNC) มาแล้ว 21 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดย้อนกลับไปในปีที่บังกลาเทศเป็นเจ้าภาพจัดประชุมที่กรุงธากา ในปี 2018 ซึ่งครั้งนั้นสามารถสรุปข้อบทในการเจรจาความตกลงด้านกระบวนการและกลไกระงับข้อพิพาท และสามารถสรุปประเด็นสำคัญในความตกลงด้านการค้าสินค้าและความตกลงด้านความร่วมมือด้านศุลกากร 

 

ส่วนการเจรจาความตกลงด้านการค้าบริการ ความตกลงด้านการลงทุน และความตกลงด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้ามีความคืบหน้าตามลำดับ โดยภูฏานมีกำหนดเป็นเจ้าภาพการประชุม BIMSTEC TNC ครั้งที่ 22 ตามระเบียบการเวียนประเทศเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษร โดยคาดว่าจะจัดภายในปี 2025

 

เอกสารระบุว่า ปัจจุบัน BIMSTEC ให้ความสำคัญกับการเจรจาข้อบทภายใต้ความตกลงการค้าสินค้า (Agreementon Trade in Goods) โดยเฉพาะการเร่งสรุปผลข้อบทว่าด้วยกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเปิดเสรีการค้า 

 

ส่วนความท้าทายของการเจรจาความตกลง FTA ของกลุ่ม BIMSTEC นั้น แม้ว่าจะมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 รอบ แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เนื่องจากบางประเทศสมาชิกยังมีความกังวลในเรื่องการขาดดุลการค้า นอกจากนี้ในช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิดได้ส่งผลกระทบให้กระบวนการเจรจาต้องหยุดชะงักด้วย อย่างไรก็ตาม ทางกรมฯ เชื่อว่า หากมองภาพรวมในระยะยาว การจัดตั้งเขตการค้าเสรีภายใต้ BIMSTEC FTA จะเป็นประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาลแก่ทุกรัฐสมาชิก

 

ซึ่งจะคืบหน้าเป็นรูปธรรมอย่างไร เราคงต้องติดตามกันต่อไป

 

อีกโจทย์ความท้าทายคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะยิ่งดุเดือด ซับซ้อน และผันผวนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความร่วมมือของประเทศต่างๆ ในกรอบ BIMSTEC

 

ท่ามกลางสงครามการค้าที่เกิดขึ้นทั่วโลก การค้าระหว่างประเทศได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากร (tariff) จากมหาอำนาจ แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงควรหันมาเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ค้าขายกันเองมากขึ้น เป็นการกระจายความเสี่ยง และก้าวข้ามอุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ควบคู่กัน สิ่งสำคัญคือกรอบอนุภูมิภาคนี้มีแต้มต่อในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของตลาดเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เชื่อมกันโดย BIMSTEC

 

ซึ่งไทยในฐานะผู้นำสาขาความเชื่อมโยงใน BIMSTEC ถือเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนให้กลุ่มนี้เติบโตเพื่อรองรับกับโอกาสที่ขยายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ไทยยังสามารถใช้เวทีนี้แสดงบทบาทการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกให้โดดเด่นขึ้นด้วย

 

ภาพ: Harvepino via Shutterstock

อ้างอิง: 

  • กองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

The post ไทยกับโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสใน BIMSTEC และการเป็นสะพานเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วมใหญ่บังกลาเทศตายพุ่ง 23 คน ประชาชนโทษอินเดียต้นตอ ปล่อยน้ำจากเขื่อนไม่แจ้งล่วงหน้า https://thestandard.co/bangladesh-floods-leave-23-dead-57-million-people/ Tue, 27 Aug 2024 04:26:57 +0000 https://thestandard.co/?p=975810 น้ำท่วม บังกลาเทศ

ทางการบังกลาเทศรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 23 คน จ […]

The post น้ำท่วมใหญ่บังกลาเทศตายพุ่ง 23 คน ประชาชนโทษอินเดียต้นตอ ปล่อยน้ำจากเขื่อนไม่แจ้งล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำท่วม บังกลาเทศ

ทางการบังกลาเทศรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 23 คน จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่อันเนื่องจากมรสุมฤดูฝนและระดับน้ำในแม่น้ำที่เพิ่มสูง โดยล่าสุดระดับน้ำท่วมในบางพื้นที่เริ่มลดลง ขณะที่คาดว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบรวมกว่า 5.7 ล้านคน ใน 11 เขตจากทั้งหมด 64 เขตของประเทศ และกว่า 1.2 ล้านคนยังติดค้างอยู่ในพื้นที่ประสบภัย และเริ่มประสบภาวะขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค ซึ่งทางการกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือ

 

หนึ่งในเมืองที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือเมืองเฟนี ซึ่งถนนสายหลักทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ ในขณะที่ระบบไฟฟ้าและโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ ส่งผลให้การส่งความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยทางการระดมกำลังทหารและอาสาสมัครเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ

 

ทั้งนี้ สำนักข่าว CNN ซึ่งลงพื้นที่ภายในเมืองรายงานว่า ประชาชนจำนวนมากแสดงท่าทีโกรธแค้นและกล่าวหาอินเดีย ว่าเป็นต้นเหตุของน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น จากการปล่อยน้ำในเขื่อนดัมบูร์ (Dumbur) ในรัฐตริปุระ (Tripura) ที่อยู่ใกล้เคียงชายแดนบังกลาเทศโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

 

“เราเกลียดอินเดีย นี่คือน้ำของอินเดีย”

 

“พวกเขาเปิดประตูระบายน้ำ แต่ไม่ให้ข้อมูลอะไรเลย” หนึ่งในชาวบ้านที่ประสบภัยกล่าว

 

ขณะที่รัฐบาลอินเดียปฏิเสธว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนเป็นไปอย่างตั้งใจ และชี้แจงว่าฝนที่ตกหนักเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดน้ำท่วม แต่ยอมรับว่าผลกระทบจากไฟฟ้าดับและระบบสื่อสารขัดข้อง ส่งผลให้ไม่สามารถออกประกาศเตือนตามปกติแก่บังกลาเทศที่อยู่ปลายแม่น้ำ

 

โดยในอินเดียก็มีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมหนักในรัฐตริปุระ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 26 คน และประชาชนกว่า 64,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ที่ค่ายพักพิง

 

 

ภาพ: Mohammad Ponir Hossain / Reuters

อ้างอิง:

The post น้ำท่วมใหญ่บังกลาเทศตายพุ่ง 23 คน ประชาชนโทษอินเดียต้นตอ ปล่อยน้ำจากเขื่อนไม่แจ้งล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูฮัมหมัด ยูนุส จากผู้ชนะโนเบลสันติภาพ สู่ผู้นำรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศ https://thestandard.co/muhammad-yunus-peace-nobel/ Fri, 09 Aug 2024 10:32:11 +0000 https://thestandard.co/?p=969470 มูฮัมหมัด ยูนุส

มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขา […]

The post มูฮัมหมัด ยูนุส จากผู้ชนะโนเบลสันติภาพ สู่ผู้นำรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มูฮัมหมัด ยูนุส

มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ วัย 84 ปี สาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการของบังกลาเทศ โดยรับหน้าที่นำพาเสถียรภาพกลับสู่ประเทศ ภายหลังเกิดวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ ที่ทวีความรุนแรงจนทำให้ ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกและลี้ภัยไปยังอินเดีย

 

การรับตำแหน่งของยูนุสมีขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประท้วง โดยเขามีบทบาท ทั้งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม และเป็นหนึ่งในผู้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปกครองประเทศแบบเผด็จการตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่ยูนุสประกาศภายหลังสาบานตนว่า ภารกิจแรกของเขาคือ ‘การฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบ’ พร้อมเน้นย้ำว่า “ความเกลียดชังและความไม่เคารพกฎระเบียบ เป็นศัตรูของประชาธิปไตย”

 

สำหรับประวัติของยูนุส เขาเป็นบุตรคนที่ 1 จากพี่น้องทั้งหมด 9 คน โดยเกิดในครอบครัวพ่อค้าชาวมุสลิมในเมืองจิตตะกอง ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งของบังกลาเทศ

 

เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธากา (Dhaka University) และได้รับทุนฟูลไบรท์ ศึกษาปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt University) ในสหรัฐฯ

 

ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘นายธนาคารเพื่อคนจน’ จากการก่อตั้งธนาคาร Grameen Bank ในปี 1983 และริเริ่มแนวคิดสินเชื่อรายย่อยเพื่อช่วยคนยากไร้ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และสนับสนุนสตรีชาวบังกลาเทศในการสร้างอาชีพ

 

โครงการของเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก ขนาดที่ว่าแม้แต่ขอทานก็สามารถกู้สินเชื่อได้ และปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 9 ล้านคน

 

ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ยูนุสและ Grameen Bank ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 จากผลงานในการ ‘สร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมจากล่างขึ้นบน’

 

อย่างไรก็ตาม เขากลายเป็นปฏิปักษ์กับฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรี จากการประกาศตั้งพรรค Citizen Power ในปี 2007 ซึ่งฮาสินากล่าวหาว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่อันตราย และโจมตียูนุสว่าสูบเลือดจากคนจน โดยรัฐบาลของเธอยังสั่งปลดเขาจากตำแหน่งผู้บริหาร Grameen Bank ในปี 2011

 

หลายปีหลังจากนั้น ยูนุสต้องเข้าไปพัวพันกับหลายคดีความ ซึ่งผู้สนับสนุนเขามองว่า เป็นการพุ่งเป้าดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยเผชิญทั้งข้อหายักยอกเงินบริษัท ทุจริตภาษี ละเมิดกฎหมายแรงงาน และล่าสุดคือข้อหาฉ้อโกงที่ถูกฟ้องในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่รัฐบาลฮาสินายืนยันว่า การดำเนินคดีต่อยูนุส ไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง

 

มูฮัมหมัด ยูนุส

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

อ้างอิง:

The post มูฮัมหมัด ยูนุส จากผู้ชนะโนเบลสันติภาพ สู่ผู้นำรัฐบาลรักษาการบังกลาเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชีค ฮาสินา จาก ‘ไอคอนประชาธิปไตย’ สู่ ‘ผู้นำเผด็จการ’ ที่ชาวบังกลาเทศขับไล่ https://thestandard.co/sheikh-hasina-from-democracy-icon-to-dictator/ Wed, 07 Aug 2024 04:24:04 +0000 https://thestandard.co/?p=968224

ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งบังกลาเทศที่ดำรงตำแหน่งย […]

The post ชีค ฮาสินา จาก ‘ไอคอนประชาธิปไตย’ สู่ ‘ผู้นำเผด็จการ’ ที่ชาวบังกลาเทศขับไล่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งบังกลาเทศที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ลาออกจากตำแหน่งและขึ้นเครื่องบินลี้ภัยออกนอกประเทศไปยังอินเดียอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม สิ้นสุดการครองอำนาจยาวนานรวม 20 ปี ท่ามกลางการประท้วงโค่นล้มรัฐบาลที่ทวีความรุนแรง คร่าชีวิตประชาชนไปเกือบ 300 คน ในขณะที่ผู้ประท้วงหลายพันคนบุกเข้าไปภายในบ้านพักของเธอในกรุงธากา

 

การลี้ภัยของฮาสินาเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ นำโดยกลุ่มนักศึกษาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีชนวนเหตุจากความไม่พอใจต่อระบบโควตาตำแหน่งงานในรัฐบาลที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งสถานการณ์ประท้วงลุกลามเป็นความรุนแรง และเกิดการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับกองกำลังรักษาความมั่นคง

 

วิกฤตต่างๆ ที่พาเธอมาถึงจุดสิ้นสุดของอำนาจเกิดขึ้นเพราะอะไร จากนักการเมืองหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องเป็น ‘ไอคอนประชาธิปไตย’ ของชาวบังกลาเทศ แต่มาวันนี้ถูกประณามว่าเป็น ‘เผด็จการ’ ที่ผู้คนต่างเกลียดชัง

 

เส้นทางสู่อำนาจ

 

ฮาสินาเกิดในครอบครัวมุสลิมในเบงกอลตะวันออกในปี 1947 โดยมีบิดาคือ ชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน (Sheikh Mujibur Rahman) อดีตประธานาธิบดีคนแรกของบังกลาเทศ ผู้ได้รับการยกย่องเป็น ‘บิดาแห่งชาติ (Father of the Nation)’ จากการนำประเทศประกาศเอกราชจากปากีสถานในปี 1971

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นบุตรสาวของอดีตผู้นำ แต่ชีวิตในเส้นทางการเมืองของฮาสินา อาจเรียกได้ว่าถูกขับเคลื่อนด้วยโศกนาฏกรรม โดยในปี 1975 ขณะที่เธออายุได้ 28 ปี บิดามารดาของเธอและพี่น้องอีก 3 คน รวมถึงคนรับใช้ในบ้านรวมทั้งหมด 18 ชีวิต ถูกกองกำลังทหารบุกเข้าไปในบ้าน และลงมือสังหารระหว่างการก่อรัฐประหาร ซึ่งเธอและน้องสาวรอดชีวิตเนื่องจากอยู่ที่เยอรมนี

 

นักวิเคราะห์มองว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ ผลักดันให้ฮาสินาเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง

 

หลังการรัฐประหาร เธอต้องลี้ภัยในอินเดียก่อนจะกลับสู่บังกลาเทศในปี 1981 และกลายเป็นผู้นำพรรคการเมืองของบิดา คือพรรค Awami League หรือพรรคสันนิบาตมุสลิมอวามี

 

บทบาททางการเมืองของเธอ เริ่มด้วยการจับมือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อจัดการประท้วงสนับสนุนประชาธิปไตยในช่วงที่ประเทศถูกปกครองโดย พล.อ. ฮุสเซน มูฮัมหมัด เออร์ชาด (Hussain Muhammed Ershad) การลุกฮือของประชาชนส่งผลให้ฮาสินากลายเป็นที่รู้จักในระดับประเทศอย่างรวดเร็ว และถูกขนานนามเป็นสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยของประเทศ ณ เวลานั้น

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเมืองของเธอไม่ได้ราบรื่น โดยผลจากการเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของกองทัพ ทำให้เธอถูกกักตัวในบ้านพักหลายครั้งในช่วงทศวรรษ 1980

 

แต่ท้ายที่สุดในการประท้วงใหญ่ปี 1990 พล.อ. เออร์ชาดยอมลงจากอำนาจ และพรรคของเธอกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด กระทั่งในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1996 พรรคของเธอสามารถเอาชนะ และทำให้เธอได้ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก แม้ว่าต่อมาจะพ่ายแพ้ให้กับพรรค BNP ในการเลือกตั้งปี 2001 แต่ท้ายที่สุดก็กลับมาชนะ และขึ้นสู่อำนาจได้อีกครั้งหลังการเลือกตั้งในปี 2009 และครองอำนาจยาวนานถึงปัจจุบัน

 

ผู้รอดชีวิตทางการเมือง

 

ฮาสินายังถือเป็นผู้รอดชีวิตทางการเมืองที่แท้จริง โดยหลังกลับมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านในปี 2001 บรรยากาศการเมืองในบังกลาเทศก็เต็มไปด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบ

 

โดยในปี 2004 เธอเผชิญความพยายามลอบสังหารด้วยระเบิดมือ ซึ่งส่งผลให้การได้ยินมีปัญหา

 

ขณะที่ในปี 2007 ภายหลังการสิ้นสุดรัฐบาลพรรค BNP เกิดการประท้วงใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน ส่งผลให้มีการตั้งรัฐบาลรักษาการโดยผู้บัญชาการกองทัพเข้ากุมอำนาจ และประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือสถานการณ์

 

ในช่วงนั้นฮาสินาเดินทางไปหาบุตรชายและบุตรสาวที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ก่อนจะเดินทางไปยังสหราชอาณาจักร แต่รัฐบาลรักษาการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสั่งห้ามเธอกลับเข้าประเทศ และมีความพยายามออกหมายจับและตั้งข้อหาในคดีต่างๆ รวมถึงคดีฆาตกรรม เพื่อบีบบังคับให้เธอลี้ภัยอยู่นอกประเทศ

 

แต่ฮาสินาประกาศต่อสู้และยืนยันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง ก่อนที่หมายจับและคำสั่งห้ามเข้าประเทศจะถูกยกเลิกไปในที่สุด ทำให้เธอสามารถเดินทางกลับบังกลาเทศได้หลังผ่านไป 51 วัน

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเธอยังคงถูกจับกุมและดำเนินคดี รวมถึงกักตัวในบ้านพักหลายครั้ง ก่อนจะมีการจัดเลือกตั้งอีกครั้งในปลายปี 2008 และพรรคของเธอสามารถเอาชนะ ทำให้เธอได้กลับคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2

 

ความสำเร็จในการบริหารประเทศ

 

หลังกลับมาครองอำนาจสมัยที่ 2 ฮาสินามุ่งความสนใจในการบริหารประเทศไปที่เศรษฐกิจ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เคยมีมาก่อนในบังกลาเทศ เช่น โครงข่ายไฟฟ้าที่แข็งแกร่งซึ่งเข้าถึงหมู่บ้านห่างไกล ตลอดจนโครงการขนาดใหญ่ เช่น ทางหลวง ทางรถไฟ และท่าเรือ ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องนุ่งห่มของบังกลาเทศขยายตัวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และมีการส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก ทั้งในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย

 

บังกลาเทศภายใต้การนำของฮาสินา ฉายภาพความแตกต่างด้านการพัฒนาที่ชัดเจน จากประเทศมุสลิมซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลับมามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าเชื่อถือ และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในภูมิภาค แซงหน้าเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่อย่างอินเดีย

 

รายได้ต่อหัวของประชากรบังกลาเทศเพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ธนาคารโลกประมาณการว่า มีประชาชนบังกลาเทศมากกว่า 25 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่ฮาสินายังมุ่งเน้นการยกระดับชีวิตของผู้หญิงบังกลาเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับผู้ชาย และมีผู้หญิงที่เข้าสู่แรงงานเพิ่มมากขึ้น

 

ในเวทีระหว่างประเทศ ฮาสินายังขยายความสัมพันธ์กับประเทศที่ทรงอำนาจทั้งอินเดียและจีน แม้จะยังมีท่าทีตึงเครียดกับสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่นๆ ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อในบังกลาเทศ

 

ประเด็นนี้กลายเป็นที่จับจ้องจากผู้คนในประเทศ โดยนักวิจารณ์กล่าวหาว่ารัฐบาลของเธอใช้เครื่องมือที่รุนแรงเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง ลดเสรีภาพสื่อ และจำกัดการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนยังอ้างว่ามีการบังคับให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์เธอหายสาบสูญ แต่รัฐบาลของเธอปฏิเสธ

 

อย่างไรก็ตาม พรรคของฮาสินาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งต่อเนื่องถึง 4 สมัย ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตอย่างกว้างขวาง โดยในการเลือกตั้งล่าสุดเป็นสมัยที่ 4 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรที่ติดตามสังเกตการณ์ ระบุว่าการจัดเลือกตั้งนั้นเป็นไปอย่างไร้ความน่าเชื่อถือ ไม่เสรี และไม่ยุติธรรม

 

ชนวนวิกฤตประท้วง

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่รัฐบาลของฮาสินาใช้วิธีการที่เข้มงวดและรุนแรงในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ และการประท้วงต่อต้านของประชาชน ส่งผลให้บรรยากาศในบังกลาเทศตลอดหลายปีมานี้ตึงเครียดมากขึ้นอย่างชัดเจน

 

การเคลื่อนไหวที่นำโดยนักศึกษา เกิดขึ้นในขณะที่บังกลาเทศกำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนอันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตั้งแต่ปี 2016 ขณะที่ตัวเลขการส่งออกและทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการจ้างงานที่ลดลง สวนทางกับค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง โดยก่อนการเลือกตั้งในช่วงเดือนมกราคม เริ่มปรากฏการแสดงความไม่พอใจของบรรดาแรงงานต่อการบริหารของรัฐบาล

 

วิกฤตประท้วงที่เกิดขึ้นล่าสุด ปะทุขึ้นจากประเด็นความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรโควตาตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ซึ่งการชุมนุมลุกลามกลายเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลในวงกว้างขึ้น แต่ฮาสินาเลือกใช้กำลังตำรวจปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังจับกุมผู้ประท้วงหลายร้อยคนและตั้งข้อหาอาญาที่ร้ายแรง

 

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เธอลาออกที่เพิ่มมากขึ้น ฮาสินายังคงแสดงท่าทีท้าทาย ทั้งประณามผู้ยุยงปลุกปั่นการประท้วงว่าเป็น ‘ผู้ก่อการร้าย’ และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเธอช่วยกันปราบปรามผู้ก่อการร้ายเหล่านี้

 

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การตัดสินใจของฮาสินาที่เลือกใช้กำลังต่อผู้ประท้วงรอบนี้เกินกว่าเหตุ ตลอดจนความโกรธแค้นของประชาชนที่สะสมยาวนาน ส่งผลให้ปัญหาลุกลามนำไปสู่จุดแตกหัก

 

“ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีการประท้วงมากมายในช่วงที่พรรค Awami League ครองอำนาจ แต่ไม่มีการประท้วงใหญ่ครั้งใดที่ยาวนานและรุนแรงเท่าครั้งนี้” ไมเคิล คูเกลแมน (Michael Kugelman) ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้แห่งศูนย์วิลสัน (South Asia Institute at the Wilson Center) กล่าว

 

นาโอมิ ฮอสเซน ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบังกลาเทศจากมหาวิทยาลัย SOAS ในลอนดอน กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮาสินาตอนนี้คือ “จุดจบของระบอบการปกครองที่นำมาซึ่งการพัฒนามากมาย แต่กลับกลายเป็นความเผด็จการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ได้เห็นจากการสังหารหมู่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

เธอกล่าวว่า ตอนนี้ความหวังของชาวบังกลาเทศคือกองทัพจะทำให้เกิดสันติภาพได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีประชาชนแสดงความกังวลว่า เหตุการณ์อาจกลับมารุนแรงและเลวร้ายลง “หากกองทัพไม่สามารถทำให้ผู้คนสงบลงและคลี่คลายปัญหาได้” ซึ่งเธอมองว่าอาจต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่บังกลาเทศหลุดพ้น หรือบรรเทาปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองนี้ลงได้

 

ภาพ: STR / AFP

อ้างอิง:

The post ชีค ฮาสินา จาก ‘ไอคอนประชาธิปไตย’ สู่ ‘ผู้นำเผด็จการ’ ที่ชาวบังกลาเทศขับไล่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุญญากาศทางการเมืองในบังกลาเทศ จะเกิดอะไรเมื่อนายกฯ ลาออก-หนีออกนอกประเทศ https://thestandard.co/political-vacuum-in-bangladesh/ Tue, 06 Aug 2024 10:41:30 +0000 https://thestandard.co/?p=967909 สุญญากาศทางการเมือง

ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ วัย 76 ปี ประกาศลาออกจ […]

The post สุญญากาศทางการเมืองในบังกลาเทศ จะเกิดอะไรเมื่อนายกฯ ลาออก-หนีออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุญญากาศทางการเมือง

ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ วัย 76 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังไม่อาจต้านทานกระแสประท้วงของประชาชนที่นำไปสู่เหตุจลาจลครั้งใหญ่ของประเทศ สิ้นสุดการครองอำนาจกว่า 2 ทศวรรษของผู้นำหญิงรายนี้ โดยมีรายงานว่าเธอได้เดินทางออกจากประเทศไปอินเดียแล้ววานนี้ (5 สิงหาคม) ขณะสื่ออินเดียอย่าง Times Now รายงานเพิ่มเติมว่าเธออาจเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอนของอังกฤษ

 

หลังข่าวดังกล่าว ประชาชนจำนวนมากได้ออกมาเฉลิมฉลองกันบนท้องถนน ขณะที่บางส่วนบุกเข้าไปยังทำเนียบนายกรัฐมนตรี โดยมีรายงานว่าเกิดการปล้นและทำลายทรัพย์สินบางส่วนในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนภาพจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นกลุ่มผู้ประท้วงขนเฟอร์นิเจอร์ออกจากที่พักของฮาสินาด้วย

 

บรรยากาศในกรุงธากาของบังกลาเทศวานนี้มีรายงานว่าสถานีตำรวจและอาคารราชการหลายแห่งถูกโจมตีและเผาทำลาย ขณะผู้ประท้วงบางส่วนพยายามจะรื้อถอนรูปปั้นของ ชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน อดีตประธานาธิบดีผู้เป็นบิดาของฮาสินา โดยรัฐบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจประจำการในหลายพื้นที่ทั่วเมืองหลวงเพื่อดูแลสถานการณ์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ตัวเลขไม่แน่ชัด โดยสำนักข่าว AFP รายงานว่า วานนี้มีผู้เสียชีวิต 66 คน ขณะที่สื่อท้องถิ่นอย่าง Dhaka Tribune รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 135 คน

  • จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

 

การลาออกของฮาสินาทำให้บังกลาเทศเผชิญกับภาวะสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งโดยปกตินั้นจะเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองพรรคใหญ่อย่างพรรครัฐบาลสันนิบาตอวามี และพรรคฝ่ายค้านชาตินิยมบังกลาเทศ (Bangladesh Nationalist) โดยบังกลาเทศเป็นประเทศที่เผชิญกับการรัฐประหารหลายครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2007

 

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ฮาสินาประกาศลาออก ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ของบังกลาเทศ ได้สั่งปล่อยตัวอดีตนายกรัฐมนตรีคาเลดา เซีย จากเรือนจำ ตลอดจนนักศึกษาทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวระหว่างการประท้วง

 

ประธานาธิบดีชาฮาบุดดินกล่าวว่า เขาได้เปิดการประชุมร่วมกับผู้บัญชาการทหาร ตลอดจนตัวแทนทางการเมือง โดยระบุว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการชั่วคราว และจะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด พร้อมประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวทั่วประเทศเพื่อให้ภาคธุรกิจกลับมาเปิดทำการได้อีกครั้ง

 

เทพาปรียา ภัทชารยา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Centre for Policy Dialogue แห่งกรุงธากา เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่าแม้ภาพของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีทั้งความยินดีของประชาชนที่ออกไปเฉลิมฉลองกันตามท้องถนน แต่ก็เกิดการโจมตีชนกลุ่มน้อยชาวฮินดูเพิ่มมากขึ้นด้วย ถือเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลใหม่

 

“ผู้ประท้วงบางกลุ่มมองว่าอินเดียสนับสนุนรัฐบาลฮาสินาเต็มกำลัง พวกเขาไม่ได้แยกแยะระหว่างประเทศอินเดียกับชาวฮินดูที่อาศัยอยู่ในบังกลาเทศ จนนำไปสู่การทำลายศาสนสถานและโจมตีทำร้ายผู้คน

 

“ตอนนี้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ขาดผู้บังคับใช้กฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อย รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งปกป้องชนกลุ่มน้อยทางศาสนา”

 

หากย้อนไปดูบทสัมภาษณ์ของพันธมิตรฮาสินาในอดีตจะเห็นว่าพวกเขาพูดไปในทิศทางเดียวกันว่า เธอจะไม่หวนคืนสู่แวดวงการเมืองบังกลาเทศ หลังจากที่ครองอำนาจมากว่า 20 ปี โดย ซาจีบ วาเซ็ด จอย ลูกชายของเธอ เปิดเผยกับรายการ Newshour ของ BBC ว่า “คุณแม่อายุ 70 ปี​​ปลายๆ เธอผิดหวังมากที่ตนเองทำงานหนักมากตลอด แต่คนกลุ่มน้อยกลับลุกขึ้นมาต่อต้านเธอ ผมคิดว่าเธอคงพอแล้ว”

 

ภาพ: Toby Melville / Reuters

อ้างอิง:

The post สุญญากาศทางการเมืองในบังกลาเทศ จะเกิดอะไรเมื่อนายกฯ ลาออก-หนีออกนอกประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังกลาเทศระอุ ประชาชนประท้วงรัฐบาล หวังนายกฯ ลาออก เสียชีวิตแล้ว 90 คน https://thestandard.co/bangladesh-people-protest-against-government/ Mon, 05 Aug 2024 04:30:59 +0000 https://thestandard.co/?p=967321

วิกฤตการเมืองบังกลาเทศยังคงร้อนระอุ ประชาชนจำนวนไม่น้อย […]

The post บังกลาเทศระอุ ประชาชนประท้วงรัฐบาล หวังนายกฯ ลาออก เสียชีวิตแล้ว 90 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิกฤตการเมืองบังกลาเทศยังคงร้อนระอุ ประชาชนจำนวนไม่น้อยออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้ ชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีหญิงของบังกลาเทศ ลาออกจากตำแหน่ง หลังครองเก้าอี้ผู้นำประเทศมาอย่างยาวนาน โดยชาวบังกลาเทศบางส่วนรู้สึกไม่พอใจกับผลงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นด้านความเป็นธรรมในสังคม

 

เหตุประท้วงเริ่มต้นจากการเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูประบบโควตาที่จัดสรรตำแหน่งงานของรัฐให้กับลูกหลานของทหารผ่านศึกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันเหตุประท้วงได้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น สถานการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 90 คน ในจำนวนนี้เป็นตำรวจอย่างน้อย 13 คน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่เดือนกรกฎาคมสูงกว่า 280 คนแล้ว

 

ทางด้าน โวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง พร้อมแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงที่เหตุปะทะกันอาจนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนอีกจำนวนมาก โดยเติร์กยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบ และหันหน้ามาเจรจากันอย่างสันติวิธี

 

ภาพ: Zabed Hasnain Chowdhury / NurPhoto via Getty Images

 

ภาพ: Zabed Hasnain Chowdhury / NurPhoto via Getty Images

 

ภาพ: Rehman Asad / NurPhoto via Getty Images

 

ภาพ: Zabed Hasnain Chowdhury / NurPhoto via Getty Images

 

ภาพ: Zabed Hasnain Chowdhury / NurPhoto via Getty Images

 

ภาพ: Sazzad Hossain / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post บังกลาเทศระอุ ประชาชนประท้วงรัฐบาล หวังนายกฯ ลาออก เสียชีวิตแล้ว 90 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุประท้วงบังกลาเทศเริ่มคลี่คลาย หลังศาลสูงสั่งปฏิรูปโควตาตำแหน่งงานรัฐ ผ่อนปรนเคอร์ฟิว https://thestandard.co/bangladesh-protests-easing/ Thu, 25 Jul 2024 07:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=962146 บังกลาเทศ

โรงงาน สำนักงาน ธนาคาร และธุรกิจห้างร้านหลายแห่งใน บังก […]

The post เหตุประท้วงบังกลาเทศเริ่มคลี่คลาย หลังศาลสูงสั่งปฏิรูปโควตาตำแหน่งงานรัฐ ผ่อนปรนเคอร์ฟิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังกลาเทศ

โรงงาน สำนักงาน ธนาคาร และธุรกิจห้างร้านหลายแห่งใน บังกลาเทศ เริ่มทยอยกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวานนี้ (24 กรกฎาคม) หลังรัฐบาลและกองทัพตัดสินใจผ่อนคลายช่วงเวลาเคอร์ฟิว ทำให้สถานการณ์โดยรวมของการชุมนุมประท้วงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงธากาเริ่มคลี่คลายยิ่งขึ้น บางพื้นที่เริ่มกลับมาใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตได้บ้างแล้ว โดยยังคงมีทหารยืนประจำการอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองหลวง 

 

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนักศึกษาบังกลาเทศจำนวนมากออกมาแสดงพลังเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกระบบโควตาการจ้างงานของรัฐสูงสุด 30% ที่สงวนไว้ให้กับครอบครัวของทหารผ่านศึกที่ต่อสู้ในสงครามประกาศเอกราชของบังกลาเทศเมื่อปี 1971 ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ 

 

จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของบังกลาเทศ สถานการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 150 คน และถูกจับกุมอีกกว่า 1,600 คน ในช่วงราว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ศาลสูงสุดบังกลาเทศมีคำตัดสินให้รัฐบาลปฏิรูประบบโควตาดังกล่าว และเปิดโอกาสให้สอบแข่งขันในตำแหน่งงานของรัฐสูงถึง 93% โดย 5% ยังคงสงวนไว้ให้กับครอบครัวของทหารผ่านศึก ขณะที่อีก 2% จะเป็นโควตาสำหรับชนกลุ่มน้อย ทรานส์เจนเดอร์ และผู้ทุพพลภาพ

 

ขณะที่บรรดาผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการรายใหญ่ในบังกลาเทศต่างเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกเคอร์ฟิว รวมถึงยกเลิกการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ หลังสถานการณ์มีแนวโน้มคลายตัวลง หากรัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินในภาคเศรษฐกิจและการค้าการลงทุนของบังกลาเทศอย่างมาก

 

บังกลาเทศ

ภาพ: Munir Uz Zaman / AFP

 

ภาพ: Niamul Rifat / Anadolu via Getty Images

 

บังกลาเทศ

ภาพ: Munir Uz Zaman / AFP

 

ภาพ: Munir Uz Zaman / AFP

 

บังกลาเทศ

ภาพ: Niamul Rifat / Anadolu via Getty Images

 

บังกลาเทศ

ภาพ: Mohammad Ponir Hossain / Reuters

 

บังกลาเทศ

ภาพ: Stringer / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เหตุประท้วงบังกลาเทศเริ่มคลี่คลาย หลังศาลสูงสั่งปฏิรูปโควตาตำแหน่งงานรัฐ ผ่อนปรนเคอร์ฟิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บังกลาเทศประท้วงเดือด ประกาศเคอร์ฟิว ตำรวจได้รับคำสั่ง ‘ยิงทันที’ หวังปราบเหตุจลาจล https://thestandard.co/bangladesh-protests-shoot-on-sight/ Sun, 21 Jul 2024 05:06:14 +0000 https://thestandard.co/?p=960795

เหตุนักศึกษาประท้วงในบังกลาเทศยังคงวิกฤตหนัก โดยทางการบ […]

The post บังกลาเทศประท้วงเดือด ประกาศเคอร์ฟิว ตำรวจได้รับคำสั่ง ‘ยิงทันที’ หวังปราบเหตุจลาจล appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหตุนักศึกษาประท้วงในบังกลาเทศยังคงวิกฤตหนัก โดยทางการบังคับใช้เคอร์ฟิวและมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ‘ยิงทันที’ หากมีผู้ที่ฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง เพื่อหวังปราบปรามเหตุจลาจลที่เป็นเหตุให้ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนแล้ว

 

บังกลาเทศประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันศุกร์ (19 กรกฎาคม) ตามเวลาท้องถิ่น และสิ้นสุดลงเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (21 กรกฎาคม) ท่ามกลางทหารจำนวนมากที่เดินลาดตระเวนตามถนนในกรุงธากา โดยวานนี้ (20 กรกฎาคม) ทางการได้มีการผ่อนปรนเคอร์ฟิวช่วงสั้นๆ เพื่อให้ประชาชนได้ออกไปทำกิจธุระที่จำเป็น แต่หลักๆ แล้วประชาชนจะต้องอาศัยอยู่ในบ้าน ห้ามออกมาชุมนุมหรือเดินขบวนประท้วงโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ทางการยังได้สั่งตัดการสื่อสาร บล็อกอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียตั้งแต่ช่วงคืนวันพฤหัสบดี (18 กรกฎาคม)

 

สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า แม้รัฐบาลบังกลาเทศจะไม่เปิดเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ แต่สื่อท้องถิ่นประเมินความเสียหายว่าอาจมีผู้บาดเจ็บนับพันคน ขณะยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 115 คน โดยวันศุกร์เป็นวันที่มียอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงสูงสุดที่ราว 40 คน ขณะมีรายงานว่าตำรวจใช้กระสุนจริงต่อผู้ประท้วง 

 

เหตุประท้วงที่กำลังลุกลามไปทั่วประเทศครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการประท้วงที่รุนแรงสุดในรอบกว่าทศวรรษของบังกลาเทศ โดยชนวนเหตุเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือน หลังนักศึกษาออกมาแสดงพลังเรียกร้องให้รัฐบาลรื้อโควตาการจ้างงานที่สงวนงานราชการมากถึง 30% ไว้ให้กับญาติของทหารผ่านศึกที่ต่อสู้ในสงครามประกาศเอกราชของบังกลาเทศเมื่อปี 1971 พวกเขามองว่าโควตาดังกล่าวสงวนงานไว้ให้เพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ให้กับพรรครัฐบาลสันนิบาตอวามี (Awami League) ของนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา (Sheikh Hasina) 

 

แต่มาในสัปดาห์นี้ การประท้วงได้ลุกลามจากเดิมที่มีการประท้วงแค่ภายในมหาวิทยาลัย และบานปลายสู่การต่อต้านรัฐบาลฮาสินาซึ่งปกครองบังกลาเทศมาตั้งแต่ปี 2009 โดยผู้ประท้วงมองว่ารัฐบาลของฮาสินาปกครองแบบอำนาจนิยม ตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และมีการทุจริตคอร์รัปชัน ขณะที่เศรษฐกิจของบังกลาเทศยังคงได้รับผลกระทบหนักลากยาวมาตั้งแต่ช่วงที่โควิดระบาด ทำให้ประชาชนว่างงานหลายสิบล้านคน ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์

 

 

ภาพ: AFP

อ้างอิง:

The post บังกลาเทศประท้วงเดือด ประกาศเคอร์ฟิว ตำรวจได้รับคำสั่ง ‘ยิงทันที’ หวังปราบเหตุจลาจล appeared first on THE STANDARD.

]]>