Ballon d'Or Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ballon-dor/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 09 Sep 2026 05:15:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โวซินญา มีชื่อลุ้นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในงานแจกรางวัลบัลลงดอร์ 2026 https://thestandard.co/vozinha-ballon-dor-goalkeeper-2026/ Wed, 09 Sep 2026 05:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1252562 โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ด ในชุดแข่งสีเขียว กำลังลงสนาม

โวซินญา ผู้รักษาประตูวัย 40 ปี ทีมชาติเคปเวิร์ด ได้รับก […]

The post โวซินญา มีชื่อลุ้นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในงานแจกรางวัลบัลลงดอร์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ด ในชุดแข่งสีเขียว กำลังลงสนาม

โวซินญา ผู้รักษาประตูวัย 40 ปี ทีมชาติเคปเวิร์ด ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้รักษาประตูชายยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน บัลลงดอร์ 2026 หลังทำผลงานโดดเด่นในฟุตบอลโลก 2026 และมีส่วนสำคัญกับการพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ในการเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์เป็นครั้งแรก

 

หนึ่งในผลงานสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่นัดเปิดสนาม เมื่อโวซินญาเซฟถึง 7 ครั้ง ช่วยให้เคปเวิร์ด เสมอกับ สเปน 0-0 แม้คู่แข่งจะครองบอลถึง 74% ก่อนที่สเปนจะก้าวไปคว้าแชมป์โลกในเวลาต่อมา

 

ผลการแข่งขันดังกล่าวยังทำให้เคปเวิร์ด กลายเป็นทีมจากแอฟริกาทีมแรกที่สามารถเก็บคลีนชีตในการพบกับทีมที่ก้าวไปเป็นแชมป์โลกของทัวร์นาเมนต์นั้น

 

โวซินญา ยังโชว์ฟอร์มโดดเด่นในรอบน็อกเอาต์กับอาร์เจนตินา ด้วยการเซฟอีก 8 ครั้ง รวมถึงการป้องกันลูกยิงระยะใกล้ของ ลิโอเนล เมสซี ก่อนที่เคปเวิร์ด จะพ่าย 2-3 หลังต่อเวลาพิเศษ และยุติเส้นทางในฟุตบอลโลก

 

ตลอดการแข่งขัน โวซินญา ทำไปทั้งหมด 18 เซฟจาก 4 นัด โดยมีผู้รักษาประตูอายุอย่างน้อย 40 ปีเพียง 2 คนที่เคยทำจำนวนเซฟในฟุตบอลโลกครั้งเดียวได้มากกว่าเขา ได้แก่ ดิโน ซอฟฟ์ ที่ทำ 27 เซฟในปี 1982 และ ปีเตอร์ ชิลตัน 28 เซฟในปี 1990

 

หลังจบฟุตบอลโลก โวซินญา ย้ายไปร่วมทีม โคโลโคโล สโมสรในชิลี และปัจจุบันมียอดผู้ติดตามบนอินสตาแกรมมากกว่า 29 ล้านคน

 

สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิง 10 คน ไม่มีชื่อของ จานลุยจิ ดอนนารุมมา เจ้าของรางวัลปีที่แล้ว รวมถึง อลิสสัน เบ็คเกอร์, ไมค์ เมนญอง และ จอร์แดน พิกฟอร์ด

 

ส่วนผู้ได้รับการเสนอชื่อรายอื่นประกอบด้วย ยาสซีน บูนู, ติโบต์ กูร์กตัวส์, โจน การ์เซีย, เกรกอร์ โคเบล, เอมิเลียโน มาร์ติเนซ, เอดูอาร์ เมนดี, ดาบิด รายา, อูไน ซิมอน และ มัตเวย์ ซาโฟนอฟ โดยผู้ชนะจะได้รับการประกาศในพิธีบัลลงดอร์ ที่กรุงลอนดอน วันที่ 26 ตุลาคม

 

ภาพ: Anadolu / Getty Images

The post โวซินญา มีชื่อลุ้นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมในงานแจกรางวัลบัลลงดอร์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เมสซี’ ถึง ‘ยามาล’ วันที่โลกฟุตบอลกำลังผลัดใบ https://thestandard.co/messi-yamal-generational-shift/ Mon, 20 Jul 2026 04:01:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1232659 ภาพลิโอเนล เมสซี และลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย

ภาพของ ลิโอเนล เมสซี และ ลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุต […]

The post ‘เมสซี’ ถึง ‘ยามาล’ วันที่โลกฟุตบอลกำลังผลัดใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลิโอเนล เมสซี และลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย

ภาพของ ลิโอเนล เมสซี และ ลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 มีความหมายมากกว่าการพบกันของสองนักเตะจากคนละเจเนอเรชั่น

 

ฝั่งหนึ่งคือ เมสซี ในวัย 39 ปี เจ้าของเส้นทางอาชีพที่แทบคว้ามาครบทุกอย่าง ส่วนอีกฝั่งคือ ยามาล วัย 19 ปี หนึ่งในตัวแทนของฟุตบอลยุคสมัยใหม่ และเป็นนักเตะที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับรุ่นพี่จากบาร์เซโลนามาตั้งแต่เริ่มก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

 

ผลการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะของสเปน 1-0 หลังต่อเวลาพิเศษ ถ้วยแชมป์โลกจึงเปลี่ยนจากมือของอาร์เจนตินากลับไปอยู่กับสเปนเป็นสมัยที่ 2 พร้อมภาพยามาลฉลองแชมป์อยู่ตรงหน้าเมสซี กลายเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านในวงการฟุตบอล

 

ในอดีต เมสซีเคยเป็นอนาคตของเกมลูกหนัง เขาคว้าบัลลงดอร์ครั้งแรกในวัย 22 ปี ก่อนสร้างผลงานกับบาร์เซโลนาด้วยแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 4 สมัย สโมสรโลก 3 สมัย และบัลลงดอร์รวม 8 ครั้ง

 

วันนี้สถานะนั้นกำลังถูกส่งต่อมายังนักเตะรุ่นใหม่ โดยมียามาลเป็นหนึ่งในชื่อที่เด่นที่สุด เขาคว้าแชมป์ยูโรและฟุตบอลโลกได้ตั้งแต่การลงเล่นครั้งแรกในแต่ละรายการ พร้อมกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่คว้าทั้งสองแชมป์ ด้วยวัย 19 ปี 6 วัน

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของยามาลยังเพิ่งเริ่มต้น ความสำเร็จในทีมชาติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่บทพิสูจน์ระดับสโมสรยังรออยู่ ทั้งแชมเปียนส์ลีก สโมสรโลก และบัลลงดอร์ ซึ่งเป็นเวทีที่เมสซีเคยสร้างมาตรฐานเอาไว้สูงมาก

 

ยามาลอาจเดินอยู่บนเส้นทางที่มีหลายอย่างคล้ายเมสซี ทั้งการเติบโตจากลามาเซีย ตำแหน่งตัวรุกถนัดซ้าย และการก้าวขึ้นมาแบกความหวังตั้งแต่อายุยังน้อย แต่การไปถึงปลายทางเดียวกันยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน

 

ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำได้ใกล้เคียงเมสซีมากเพียงใด แต่หลังจบฟุตบอลโลกครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ โลกฟุตบอลกำลังผลัดใบ และชื่อของ ลามีน ยามาล อยู่แถวหน้าของยุคใหม่เรียบร้อยแล้ว

 

ภาพลิโอเนล เมสซี และลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย 1ภาพลิโอเนล เมสซี และลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย 2ภาพลิโอเนล เมสซี และลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย 3ภาพลิโอเนล เมสซี และลามีน ยามาล ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก สื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย 4

The post ‘เมสซี’ ถึง ‘ยามาล’ วันที่โลกฟุตบอลกำลังผลัดใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘Keyne’ น้องชายวัย 3 ขวบของยามาล ขวัญใจคนใหม่ของฟุตบอลโลก https://thestandard.co/keyne-lamine-yamal-brother-world-cup/ Wed, 15 Jul 2026 07:26:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1231003 ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล

ตอนนี้ไม่มีแฟนบอลคนไหนไม่รู้จัก ‘Keyne’ น้องชายวัย 3 ขว […]

The post รู้จัก ‘Keyne’ น้องชายวัย 3 ขวบของยามาล ขวัญใจคนใหม่ของฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล

ตอนนี้ไม่มีแฟนบอลคนไหนไม่รู้จัก ‘Keyne’ น้องชายวัย 3 ขวบของ ลามีน ยามาล ที่กลายเป็นอีกหนึ่งขวัญใจของฟุตบอลโลก 2026

 

ตลอดทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมา เด็กน้อยคนนี้สร้างรอยยิ้มให้แฟนบอลจากความน่ารักและวีรกรรมบนอัฒจันทร์ จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก และหลายสื่อยกให้เป็นอีกหนึ่งสีสันของฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

ขอบคุณคลิปจาก espnfc

ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 1ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 2ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 3ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 4ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 5ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 6ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 7ภาพ Keyne น้องชายของ ลามีน ยามาล ในอิริยาบถน่ารักและรอยยิ้มของยามาล 8

The post รู้จัก ‘Keyne’ น้องชายวัย 3 ขวบของยามาล ขวัญใจคนใหม่ของฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyond the Last Dance เมสซี วัย 38 กับเท้าซ้ายที่ไม่หยุดเขียนประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/messi-beyond-last-dance-history/ Wed, 17 Jun 2026 06:30:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1219457 ภาพ ลิโอเนล เมสซี ยอดนักเตะวัย 38 ปี ใช้เท้าซ้ายกำลังเล่นฟุตบอลในสนาม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนพยายามหาคำจำกัดความให้กับ ลิโอ […]

The post Beyond the Last Dance เมสซี วัย 38 กับเท้าซ้ายที่ไม่หยุดเขียนประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ลิโอเนล เมสซี ยอดนักเตะวัย 38 ปี ใช้เท้าซ้ายกำลังเล่นฟุตบอลในสนาม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนพยายามหาคำจำกัดความให้กับ ลิโอเนล เมสซี ว่าเขาคือยอดนักเตะ ตำนาน อัจฉริยะลูกหนัง ขณะที่อีกหลายคนมองว่าเขาคือนักฟุตบอลที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมี

 

สิ่งที่อธิบายตัวเขาได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่สถิติหรือถ้วยรางวัล ทว่าเป็นความสามารถในการทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้นกับฟุตบอลอยู่เสมอ แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษนับตั้งแต่วันที่เขาแจ้งเกิดก็ตาม

 

บนโลกใบนี้มีนักฟุตบอลที่เก่งกาจและคว้าแชมป์มานับไม่ถ้วนในหลายหน้าประวัติศาสตร์ ทว่ามีเพียงไม่กี่คนที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า และเมสซีคือคนในนั้น

 

เด็กตัวเล็กๆ จากเมืองโรซาริโอที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องสภาพร่างกาย ก่อนจะเติบโตขึ้นมาทำลายขีดจำกัดด้วยการเลี้ยงบอลผ่านผู้เล่น 3-4 คนราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน

 

ประตูที่คนอื่นไม่คิดจะยิง เขาทำสำเร็จ ช่องว่างที่คนอื่นมองไม่เห็น เขาเปิดบอลออกไปได้ สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้กลับกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อบอลอยู่ในเท้าซ้ายของชายคนนี้

 

เรื่องความสำเร็จคงไม่จำเป็นต้องสาธยายกันมากนัก

 

ตลอดเส้นทางอาชีพ เมสซียิงประตูไปแล้วมากกว่า 913 ลูก คว้าแชมป์รวม 48 รายการ เป็นเจ้าของบัลลงดอร์ 8 สมัย พาบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 4 ครั้ง และพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ได้ครบทุกใบ

 

▪120 ประตูในนามทีมชาติ

 

▪16 ประตูบนเวทีฟุตบอลโลก

 

▪รวมถึงถ้วยแชมป์โลกที่นักฟุตบอลทั้งโลกต่างใฝ่ฝัน

 

ตัวเลขเหล่านี้อาจอธิบายความสำเร็จของเขาได้ส่วนหนึ่ง

 

แต่อีกด้านหนึ่ง มันกำลังบอกเล่าเรื่องราวของนักเตะที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกฟุตบอลมาอย่างยาวนานกว่าสองทศวรรษ

 

หลายคนอธิบายความสำเร็จของเมสซีด้วยคำว่า ‘พรสวรรค์’

 

ซึ่งก็ไม่ผิด

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักเตะพรสวรรค์คนอื่น คือความสามารถในการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

 

เมสซีในวัย 20 ปี กับเมสซีในวัย 38 ปี คือคนละเวอร์ชันกันโดยสิ้นเชิง

 

จากดาวรุ่งที่ใช้ความเร็วและการเลี้ยงบอลเล่นงานแนวรับ เขาค่อยๆ เติบโตเป็นจอมทัพที่อ่านเกมลึกขึ้น จ่ายบอลเฉียบคมขึ้น และเลือกจังหวะชี้ขาดเกมได้อย่างแม่นยำขึ้นทุกปี

 

ยิ่งอายุมากขึ้น เมสซียิ่งเข้าใจฟุตบอลมากขึ้น

 

และนั่นคือเหตุผลที่เขายังคงสร้างความแตกต่างได้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปีนับจากวันที่โลกฟุตบอลรู้จักชื่อของเขา

 

เมื่อก้าวเข้าสู่ฟุตบอลโลก 2026 หลายคนมองว่านี่คือทัวร์นาเมนต์อำลาของชายวัย 38 ปี

 

สภาพร่างกายก่อนเปิดการแข่งขันไม่ได้สมบูรณ์เต็มร้อยนัก ความคาดหวังจากแฟนบอลจึงลดลงตามไปด้วย เพราะไม่ว่าอย่างไร เมสซีก็พิสูจน์ทุกอย่างในโลกฟุตบอลมาแล้ว

 

แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ดูเหมือนยังมีพื้นที่ให้เขาเขียนเรื่องราวบทใหม่ได้เสมอ…

 

เมสซีกลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ลงเล่นฟุตบอลโลก 6 สมัย และเกมเปิดสนามกับแอลจีเรียยังตรงกับการรับใช้ชาติครบ 200 นัดพอดี

 

จากเรื่องราวที่หลายคนคิดว่านี่กำลังเดินเข้าสู่บทส่งท้าย กลับกลายเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์

 

เขาใช้เวลาเพียง 17 นาที ปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายส่งบอลผ่านมือ ลูกา ซีดาน ผู้รักษาประตูทีมชาติแอลจีเรีย (ลูกชายของ ซีเนดีน ซีดาน) เข้าไปอย่างงดงาม ก่อนจะตามมาเติมอีกสองประตูในครึ่งหลัง

 

แฮตทริกครั้งแรกในฟุตบอลโลก ส่งให้ยอดรวมประตูของเมสซีบนเวทีรอบสุดท้ายขยับเป็น 16 ประตู เทียบเท่าสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ มิโรสลาฟ โคลเซ

 

ฟุตบอลโลก 2026 เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เส้นทางในทัวร์นาเมนต์ยังเหลือพื้นที่ให้เขาใช้เท้าซ้ายสร้างเรื่องราวใหม่ได้อีกมากมาย

 

สำหรับนักเตะส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นช่วงเวลาส่งท้ายของอาชีพ

 

แต่สำหรับเมสซีในวัย 38 ปี ดูเหมือนเรื่องราวของเขาจะยังมีหน้าถัดไปรอให้เขียนต่ออีกมากกว่าที่ใครเคยคิด

 

ช่างเป็นอะไรที่ Beyond the Last Dance เสียจริง

The post Beyond the Last Dance เมสซี วัย 38 กับเท้าซ้ายที่ไม่หยุดเขียนประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Il Divin Codino เทพบุตรเปียทองคำ พระเอกลูกหนังตลอดกาล https://thestandard.co/roberto-baggio-football-legend/ Sun, 05 Apr 2026 03:33:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1194901 โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

เคยมีคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากว่าชอบนักฟุตบอลคนไหนมากที่สุด […]

The post Il Divin Codino เทพบุตรเปียทองคำ พระเอกลูกหนังตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

เคยมีคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากว่าชอบนักฟุตบอลคนไหนมากที่สุด คนที่เป็นดังนักเตะในดวงใจจริงๆ

 

สตีฟ แม็คมานามาน ในวันที่เป็นปีกลอยลมของลิเวอร์พูล กับ ‘พ่อมดลูกหนัง’ แมตธิว เลอ ทิสซิเอร์ เป็นชื่อแรกๆ ที่นึกถึง พาโบล ไอมาร์ และฮวน โรมัน ริเคลเม เป็นอีก 2 ชื่อที่ตามมา เช่นกันกับพื้นที่เล็กๆ ที่แบ่งให้กับ ‘เอล ซาร์’ อเล็กซานเดอร์ มอสโตวอย ตำนานลี้ลับของทีมเซลตา บีโก

 

เพียงแต่ถ้าให้สำรวจหัวใจให้ลึกลงไปมากกว่านั้น

 

คำตอบของผมอาจจะเหมือนกับคำตอบของแฟนฟุตบอลที่เกิดและเติบโตในช่วงยุค 90 หลายๆ คน

 

‘เทพบุตรเปียทองคำ’ โรแบร์โต บาจโจ

 

ผมเชื่อว่าน่าจะมีคุณผู้อ่านหลายๆคนที่มีซูเปอร์สตาร์ลูกหนังตลอดกาลชาวอิตาลีคนนี้อยู่ในหัวใจเหมือนกันแน่ๆ…

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 1

 

ถึงจะเจ็บปวดจากการตกรอบไม่ได้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน จนทำให้เด็กรุ่นที่เกิดหลังปี 2014 ยังไม่เคยได้เห็นทีม ‘อัซซูรี’ ลงสนามในรายการลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ของโลกมาก่อน แต่จริงๆ แล้วอิตาลีเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มากทางเกมลูกหนัง

 

ไม่ใช่แค่ตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 4 สมัย และความเป็นเจ้าตำรับศาสตร์ลูกหนัง ‘คาเตนัคโช’ (Catenaccio) ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น แต่อิตาลียังมีตำนานนักเตะระดับโลกอีกมากมายหลายต่อหลายคนอยู่ในนั้น

 

จูเซ็ปเป มีอัสซา, จานนี ริเวรา, จูเซ็ปเป รอสซี, ฟรังโก บาเรซี, เปาโล มัลดินี, อเลสซานโดร เนสตา, จานลุยจิ บุฟฟอน, ฟาบิโอ คันนาวาโร เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ

 

แต่ถ้าให้พูดถึงนักฟุตบอลในแบบที่พิเศษกว่านั้นในตำรับฟุตบอลอิตาลี คือนักเตะในตำแหน่ง ‘เตรกวาร์ลิสตา’ (Trequarlista) หรือผู้เล่นที่มีหน้าที่ในการสร้างสรรค์โอกาสไปจนถึงการสร้างความแตกต่างให้กับผลการแข่งขันในเกมได้

 

หรือพูดง่ายๆ คือผู้เล่น ‘หมายเลข 10’ นั่นเอง

 

อิตาลีเป็นชาติที่มีผู้เล่นในลักษณะนี้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุค 90 ที่เป็นดังยุคทอง เพราะมีทั้ง จานฟรังโก โซลา, โรแบร์โต มันชินี, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ฟรานเชสโก ต็อตติ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นในระดับสุดยอดของโลกทั้งสิ้น

 

แต่ในบรรดาผู้เล่นประเภทนี้ ก็ยังมีคนนึงที่ได้รับการยกย่องว่าอยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้น เป็น ‘แฟนตาซิสตา’ (Fantasista – อีกชื่อของเตรกวาร์ลิสตา) ที่เหนือกว่าแฟนตาซิสตา

 

นักเตะคนนั้นคือ โรแบร์โต บาจโจ

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 2

 

บาจโจนั้นโดยประวัติแล้วเป็นผู้เล่นที่มีแววความเป็นซูเปอร์สตาร์มาตั้งแต่เด็กๆครับ แววนั้นเปล่งประกายตั้งแต่สมัยอยู่กับวิเชนซา ซึ่งได้โอกาสแจ้งเกิดมาตั้งแต่ปี 1982 ก่อนจะถูกฟิออเรนตินา ดึงตัวมาร่วมทีมในอีก 3 ปีถัดมา

 

และช่วงการลงสนามให้กับทีม ‘ลา วิโอลา’ (หรือม่วงมหากาฬ) นี้เองที่เป็นช่วงเวลาที่บาจโจเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นหนึ่งในดาวเด่นที่น่าจับตามองของกัลโช เซเรีย อา ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ฟุตบอลอิตาลีกำลังอยู่ในจุดพีก ลีกแข็งแกร่งที่สุด และเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกเท่านั้นที่จะได้อยู่ในทีมได้

 

ความเก่งกาจของเขาคือการมีทุกสิ่งทุกอย่างที่นักฟุตบอลในฝันคนหนึ่งอยากจะมี

 

สปีดความเร็วที่จัดจ้าน ทักษะการเล่นในระดับฟ้าประทาน มันสมองในการอ่านเกมที่เป็นเลิศ เยือกเย็นเป็นที่หนึ่ง และความมหัศจรรย์ที่ปลายเท้าที่พร้อมจะทำอะไรก็ได้ให้เกิดขึ้นในสนาม

 

ไม่นับหน้าตาที่หล่อปานเทพบุตร และยังเป็นคนที่มีบุคลิกสง่างามตามประสาชายหนุ่มอิตาลี สุภาพและให้เกียรติผู้คน

 

ไม่แปลกเลยที่แฟนฟิออเรนตินาจะถวายหัวใจให้เขาทั้งหมด

 

และไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พวกเขาจะโกรธแค้นถึงขั้นก่อจลาจลภายในเมือง เมื่อประธานสโมสรตัดสินใจที่จะขายบาจโจออกไปให้กับยูเวนตุส คู่ปรับสำคัญ (ประหนึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับลีดส์​ ยูไนเต็ด) ด้วยค่าตัวที่เป็น ‘สถิติโลก’ ในเวลานั้นด้วยจำนวนเงินมหาศาลถึง 16,000 ล้านลีร์ หรือคิดเป็นเงินสกุลปอนด์ในเวลานั้นคือ 8 ล้านปอนด์ (สถิติเดิมเป็นของรุด ฮุลลิทที่ 6 ล้านปอนด์)

 

การย้ายทีมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผลใจของบาจโจ ผู้ที่ต้องพยายามบอกกับแฟนวิโอลาว่าตัวเขาไม่ได้อยากย้ายทีม แต่มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเคียดแค้นนั้นได้

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 3

 

อย่างไรก็ดีสำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก เราไม่ได้ถึงกับใส่ใจเรื่องนั้นมากมายนักครับเพราะมันไกลตัว

 

บาจโจในภาพจำของแฟนๆ ทั่วโลกคือภาพนักเตะอันดับหนึ่งของอิตาลีในศึกฟุตบอลโลก ทั้งในปี 1990 ที่อิตาลีเป็นชาติเจ้าภาพ (และเพลง Un’Estate Italiana หรือ To be Number One เพลงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล) ซึ่งเขาสำแดงฤทธิ์เดชด้วยการโซโล่เดี่ยวเข้าไปยิงประตูเช็กโกสโลวะเกียได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่าสุดท้ายอิตาลีจะร่วงตกรอบก็ตาม

 

ก่อนที่จะรับบทเป็น ‘พระเอก’ ตัวจริงในฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่เขาเพิ่งจะผงาดคว้ารางวัลลูกบอลทองคำ (Ballon d’Or) มาครองได้ไม่ถึงหนึ่งปีก่อนหน้านั้น เรียกว่าเป็นช่วงที่ควรจะท็อปพีกที่สุด

 

แต่ชะตาของบาจโจไม่ได้ถูกกำหนดมาให้สมหวัง

 

ในทางตรงกันข้ามเขาเกิดมาเพื่อพบกับความผิดหวัง เพราะแม้จะพยายามในการพาอิตาลีฝ่าฟันเข้าไปถึงเกมในรอบชิงชนะเลิศที่ได้พบกับบราซิลได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนที่ส่งผลทำให้ฟอร์มการเล่นส่วนตัวไม่สู้ดีนัก

 

สิ่งที่กลายเป็น ‘ภาพจำ’ ชั่วชีวิตคือการยิงลูกจุดโทษตัดสินในสนามโรส โบวล์

 

บาจโจยืนอยู่หน้าจุดโทษในระยะ 12 หลาดวลกับเคลาดิโอ ทัฟฟาเรล ด้วยความกดดันราวกับแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ เพราะอย่างที่บอกเขาแทบจะแบกความหวังของทีมและของคนทั้งชาติไม่นับแฟนฟุตบอลที่รักและศรัทธาในตัวของเขามากมายทั่วโลกมาตลอดทัวร์นาเมนต์

 

สถานการณ์ก็แสนบีบคั้นเพราะอิตาลีเสียเปรียบบราซิล หลังจากที่ดานิเอเล มาสซาโร มือสังหารคนที่ 4 ยิงพลาดแล้วดุงกา กัปตันแซมบ้ายิงไม่พลาด ทำให้บาจโจต้องยิงให้เข้าเพื่อต่อชีวิตให้กับอิตาลี และลุ้นว่าจานลูกา ปายูกาจะเซฟได้หรือคนที่ 5 ของบราซิล ที่คาดว่าจะเป็นเบเบโตจะยิงพลาด

 

แต่เพราะความกดดันทำให้บาจโจยิงพลาด และไม่ได้พลาดธรรมดา เป็นการยิงข้ามคานออกไปไกลแสนไกล

 

ภาพของเขาที่ยืนหมดอาลัยตายอยากถูกเรียกขานว่าเป็นภาพ ‘คนที่ยืนตายทั้งเป็น’ (Death man standing)

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 4

 

ในความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่รู้ว่ามีคนคิดเหมือนกันบ้างไหม แต่สัมผัสได้ว่าหลังจากนัดชิงชนะเลิศในปีนั้นชีวิตของบาจโจก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย

 

เขาไม่เคยกลับมาอยู่ในจุดสูงสุดทางเกมลูกหนังได้อีก และไม่ว่าจะย้ายไปทีมไหนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในทางเกมลูกหนังอย่างที่ควรจะเป็น

 

โดยเฉพาะหลังย้ายจากยูเวนตุสไปเอซี มิลาน ที่หลายคนหวังว่าเขาจะกลับมาทวงความเป็นหนึ่งอีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาไม่สามารถเล่นเป็นคนเดิมได้อีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เข่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาหันมาศึกษาศาสนาพุทธ นิกายนิจิเร็ง หรือนิกายมหายานของญี่ปุ่น เพื่อค้นหาความสงบสุขในชีวิต

 

อีกส่วนอาจจะเป็นเรื่องของผลกระทบจากการพลาดจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศครั้งนั้นที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่ออะไรหลายอย่าง

 

แต่ความล้มเหลวกับทีมใหญ่ ซึ่งรวมถึงอินเตอร์ มิลาน (ที่ได้เล่นร่วมกับโรนัลโด R9) บาจโจกลับไปพิสูจน์ความเป็นโคตรบอลของเขาในทีมระดับเล็กถึงกลางอย่างโบโลญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเบรสชา ที่แม้เขาจะเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตการเล่น สภาพร่างกาย สังขารโรยรา ไม่สามารถกระชากพาบอลหนีไปดื้อๆ ได้เหมือนสมัยหนุ่มๆ

 

การเล่นของบาจโจในช่วงเวลานั้นกลับยิ่งสุขุม นุ่มลึก และเหนือชั้นยิ่งกว่าสมัยรุ่งๆ มากมาย

 

ให้เปรียบก็เหมือนกับคนที่บรรลุแล้วทางศาสตร์ของเกมลูกหนัง หากเป็นเซียนกระบี่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่อีกต่อไป

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 5

 

ชีวิตของบาจโจเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สอนอะไรได้หลายอย่าง

 

บางครั้งเราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้สำเร็จ ชีวิตของคนเรามันพร้อมพลิกผันจากดีเป็นร้าย จากร้ายเป็นดีได้ตลอดเวลา และความสำเร็จมันอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบของรางวัลหรือเกียรติยศเสมอไป

 

บาจโจอาจจะไม่เคยพาอิตาลีเป็นแชมป์โลกก็จริง แต่หากลองไปถามแฟนฟุตบอลชาวอิตาลีที่พอมีอายุสักหน่อยว่าพวกเขารักใครมากที่สุด

 

‘เทพบุตรเปียทองคำ’ คนนี้คือชื่อแรกๆ ที่ทุกคนจะตอบ

 

และคำตอบนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน

 

เหมือนที่ผมตอบกับทุกคนในวันนี้ว่า ใช่ – นี่แหละคือนักฟุตบอลที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต

The post Il Divin Codino เทพบุตรเปียทองคำ พระเอกลูกหนังตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมสซี กลับมาเยือนคัมป์นูครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” https://thestandard.co/messi-returns-to-camp-nou/ Mon, 10 Nov 2025 12:44:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1141813 เมสซี กลับมาเยือน คัมป์นู ครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ”

ลิโอเนล เมสซี ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังวัย 38 ปี กลับมาเยือนส […]

The post เมสซี กลับมาเยือนคัมป์นูครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมสซี กลับมาเยือน คัมป์นู ครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ”

ลิโอเนล เมสซี ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังวัย 38 ปี กลับมาเยือนสนามคัมป์นูอีกครั้ง พร้อมข้อความที่เจ้าตัวได้โพสต์ บอกความรู้สึกในการกลับมาครั้งนี้ว่า “เมื่อคืนผมได้กลับไปยังสถานที่ที่ผมคิดถึงสุดหัวใจ สถานที่ที่ผมเคยมีความสุขอย่างมหาศาล สถานที่ที่พวกคุณทำให้ผมรู้สึกเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกนับพันครั้ง

 

“หวังว่าสักวัน…ผมจะได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง และไม่ใช่แค่เพื่อบอกลาในฐานะนักเตะ อย่างที่ผมไม่เคยมีโอกาสทำมาก่อน”

 

สำหรับลิโอเนล เมสซี เขาเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับบาร์เซโลนาตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นตำนานของสโมสรและของวงการฟุตบอลโลก ตลอด 17 ปีในทีมชุดใหญ่ เมสซีฝากผลงานระดับประวัติศาสตร์ไว้มากมาย ทั้งแชมป์นับไม่ถ้วน และรางวัลบัลลงดอร์ ถึง 8 สมัย มากที่สุดเท่าที่นักฟุตบอลคนหนึ่งเคยทำได้

 

ภาพ: leomessi – instagram

 

เมสซี กลับมาเยือน คัมป์นู ครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” 1
เมสซี กลับมาเยือน คัมป์นู ครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” 2
เมสซี กลับมาเยือน คัมป์นู ครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” 3
เมสซี กลับมาเยือน คัมป์นู ครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” 4
เมสซี กลับมาเยือน คัมป์นู ครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” 5

The post เมสซี กลับมาเยือนคัมป์นูครั้ง “นี่คือ…ที่ที่ผมยังคิดถึงสุดหัวใจ” appeared first on THE STANDARD.

]]>
adidas เปิดภาพสตั๊ด 5 นักเตะ ฉลองความสำเร็จบัลลงดอร์ 2025 https://thestandard.co/adidas-ballon-dor-2025-winners/ Tue, 23 Sep 2025 12:05:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1122008 adidas-ballon-dor-2025-winners

เหล่านักฟุตบอลระดับโลกที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ adidas กวาด […]

The post adidas เปิดภาพสตั๊ด 5 นักเตะ ฉลองความสำเร็จบัลลงดอร์ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
adidas-ballon-dor-2025-winners

เหล่านักฟุตบอลระดับโลกที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ adidas กวาดความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ ในค่ำคืนแห่งงานประกาศรางวัล บัลลงดอร์ 2025 ที่กรุงปารีส เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังสามารถคว้ารางวัลใหญ่ไปถึง 5 สาขา ได้แก่ บัลลงดอร์ชายและหญิง, โกปา โทรฟีชายและหญิง รวมถึงยาชิน โทรฟี สำหรับผู้รักษาประตูชายยอดเยี่ยม

 

เริ่มจากสองดาวรุ่งเลือดกระทิงดุ วิคกี้ โลเปซ และ ลามีน ยามาล ที่คว้า โกปา โทรฟี ทั้งฝ่ายชายและหญิง โดยเป็นรางวัลที่มอบให้นักฟุตบอลอายุต่ำกว่า 21 ปีที่ทำผลงานโดดเด่น ทั้งคู่ต่างลงสนามให้กับทีมชาติสเปน และสวมรองเท้าฟุตบอล F50 ของอาดิดาส เช่นเดียวกัน

 

อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกเข้าสู่โครงการ Messi +10 เพื่อสวมใส่รองเท้าซิกเนเจอร์ของ ลิโอเนล เมสซี ตลอดฤดูกาลแข่งขัน โดยเฉพาะยามาลที่เพิ่งได้เปิดตัว F50 รุ่นซิกเนเจอร์ ของตัวเองเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

 

ด้าน จานลุยจิ ดอนนารุมมา ผู้รักษาประตูทีมชาติอิตาลีแห่งแมนฯ ซิตี ผงาดคว้า ยาชิน โทรฟี หลังมีบทบาทสำคัญในฤดูกาลประวัติศาสตร์ของสโมสร ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์ โดยเจ้าตัวสวมทั้งถุงมือผู้รักษาประตู Predator Pro และรองเท้า Predator ของอาดิดาสตลอดเส้นทางสู่ความสำเร็จ

 

ในฝั่งนักเตะหญิง ไอตานา บอนมาติ ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้า บัลลงดอร์หญิง 3 สมัยติดต่อกัน หลังโชว์ผลงานโดดเด่นในศึก ยูฟ่า วีเมนส์ ยูโร 2025 ที่สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงการพาทีมชาติผ่านเข้าสู่รอบชิงฯ และการนำต้นสังกัดเข้าชิงฯ ยูฟ่า วีเมนส์ แชมเปียนส์ ลีก ที่ลิสบอน โดยบอนมาติเลือกใส่ Predator คู่ใจ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง โดยอาดิดาสได้เผยแพร่ภาพเธอคู่กับถ้วยรางวัลสุดไอคอนิกไปทั่วเมืองบาร์เซโลนา เพื่อสื่อถึงแรงบันดาลใจที่เธอมอบให้แฟนบอลทั่วโลก

 

ปิดท้ายที่รางวัลใหญ่สุดของค่ำคืน บัลลงดอร์ชาย ซึ่งตกเป็นของ อุสมาน เดมเบเล หลังฤดูกาลที่ผ่านมาพาทีมต้นสังกัดคว้าทุกถ้วยในประเทศ ส่วนการแข่งขันในเวทียุโรป เดมเบเล ก็ลงสนามพร้อมกับรองเท้าฟุตบอล F50 พร้อมเป็นกำลังสำคัญให้ทีมต้นสังกัดสามารถคว้า ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รวมถึง ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

 

adidas ครองความยิ่งใหญ่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2025 adidas ครองความยิ่งใหญ่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2025 adidas ครองความยิ่งใหญ่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2025 adidas ครองความยิ่งใหญ่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2025 adidas ครองความยิ่งใหญ่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2025 adidas ครองความยิ่งใหญ่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2025 adidas ครองความยิ่งใหญ่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2025

The post adidas เปิดภาพสตั๊ด 5 นักเตะ ฉลองความสำเร็จบัลลงดอร์ 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุสมาน เดมเบเล เปลี่ยนตัวเองแบบไหนถึงได้บัลลงดอร์? https://thestandard.co/ousmane-dembele-ballon-dor-2025/ Tue, 23 Sep 2025 11:30:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1121975 อุสมาน เดมเบเล คว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2025 หลังพา PSG คว้า 4 แชมป์

ในปี 2021 นิตยสาร L’Equipe สัมภาษณ์ อุสมาน เดมเบเล ซึ่ง […]

The post อุสมาน เดมเบเล เปลี่ยนตัวเองแบบไหนถึงได้บัลลงดอร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุสมาน เดมเบเล คว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2025 หลังพา PSG คว้า 4 แชมป์

ในปี 2021 นิตยสาร L’Equipe สัมภาษณ์ อุสมาน เดมเบเล ซึ่งขณะนั้นยังอยู่กับบาร์เซโลนา ด้วยคำถามที่น่าสนใจ

 

คุณอยากจะให้คนจดจำคุณในฐานะนักฟุตบอลแบบไหน? คำตอบของเขาในเวลานั้นคือ “ผมอยากให้คนบอกว่า หมอนี่เป็นจอมเลื้อยที่น่าดูมาก ไม่ว่าจะเป็นเวลากี่โมงก็ตาม เมื่อเปิดทีวีแล้วได้เห็นก็อยากดูลีลาการเลื้อยและการยิงประตูของคนนี้”

 

ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะตลอดชีวิตเดมเบเล เป็นผู้เล่นตำแหน่งปีกที่ถนัดในการกระชากลากเลื้อยมากที่สุด โดยไม่ได้มีเพียงแค่ความเร็วที่หาตัวจับได้ยาก แต่เป็นผู้เล่นที่ถนัดสองเท้า เล่นเท้าซ้ายและขวาได้ดีพอๆ กัน สามารถเปลี่ยนสเต็ปการเลี้ยงบอลได้ในเสี้ยววินาที และนั่นทำให้เขาเป็นคนที่พาบอลเลาะเลื้อยไปตามพื้นที่ต่างๆ ในสนามได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 

แต่จอมเลื้อยในวันนั้นไม่มีอีกแล้ว เช่นกันกับเด็กมีปัญหาที่ใครก็ส่ายหน้าในวันวาน เพราะนี่คือเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2025

 

เดมเบเล เปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตบ้างถึงมีวันนี้?

 

 

เรื่องราวของอุสมาน เดมเบเล เป็นเรื่องราวที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งไม่ใช่แค่ในเชิงของนักฟุตบอลคนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของคนคนหนึ่งที่พลิกชีวิตจากคนที่เคยถูกมองว่าเป็นพรสวรรค์ที่ล้มเหลวสู่การเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดของโลก

 

โดยที่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นผลอย่างจริงจังนั้นไม่ได้เป็นช่วงระยะเวลาที่เนิ่นนานอะไร เพราะชีวิตของเดมเบเล เปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น

 

จุดเริ่มต้นนั้นอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในทีมปารีส แซงต์ แชร์แมงเอง ซึ่งพวกเขาเสีย คิเลียน เอ็มบัปเป กองหน้าซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งและเป็นซูเปอร์สตาร์คนสุดท้ายภายในทีมไปให้กับเรอัล มาดริดแบบไม่มีค่าตัวในช่วงตลาดการซื้อขายฤดูร้อน 2024 หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ลิโอเนล เมสซี ได้อำลาทีมไปอยู่กับอินเตอร์ ไมอามี และเนย์มาร์ ตัดสินใจอำลาทีมไปอยู่กับอัล-ฮิลาลแล้ว

 

แต่การดับสูญของดาวดวงหนึ่งมีโอกาสหมายถึงการกำเนิดใหม่ของดาวอีกมากมาย

 

โดยนโยบายจากเบื้องบนและแนวทางที่ชัดเจนของ หลุยส์ เอ็นริเก บอสใหญ่ชาวสเปน เปแอสเชจะไม่เป็นทีมที่พึ่งพาอาศัยความมหัศจรรย์ของผู้เล่นในระดับซูเปอร์สตาร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่ามันไม่อาจนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืนได้

 

พวกเขาเลือกที่จะเดินไปในทิศทางที่แตกต่างด้วยการสร้างทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นศักยภาพสูงที่พร้อมจะช่วยกันเล่นเพื่อพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้

 

ถึงอย่างนั้นมีตำแหน่งหนึ่งที่เอ็นริเก ยังไขปริศนาไม่ออกในตอนแรก

 

เขาอยากได้นักเตะกองหน้าในแบบที่ไม่ใช่กองหน้า หรือ “False nine” สักคนที่จะเป็นคนกดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ให้ทีมเดินเครื่อง

 

อุสมาน เดมเบเล คว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2025 หลังพา PSG คว้า 4 แชมป์

 

ในช่วงแรกนั้นนักเตะที่ถูกทดลองใช้งานในบทบาทนี้คือ กอนซาโล รามอส กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสที่สร้างชื่อด้วยการทำแฮตทริกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 เพียงแต่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล

 

ตัวเลือกคนต่อไปตามตำแหน่งแล้วคือ ร็องดอลล์ โคโล มัวนี ศูนย์หน้าทีมชาติฝรั่งเศส เพียงแต่ด้วยสไตล์การเล่นในแบบ Target man ทำให้เอ็นริเกไม่กล้าที่จะฝากผีฝากไข้ไว้ นั่นทำให้เขาพยายามค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆ

 

มีนักเตะหลายคนที่ถูกทดสอบใช้ในบทบาทนี้ ไม่ว่าจะเป็นมาร์โก อเซนซิโอ, อีคังอิน ไปจนถึง เดซิเร ดูเอ กองหน้าดาวรุ่งที่ย้ายเข้ามาใหม่ แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจสักที

 

ถึงในการแข่งขันภายในประเทศจะไม่ใช่งานลำบากสำหรับเปแอสเช แต่เมื่อพวกเขาต้องเจอของจริงในเกมระดับยุโรปแล้ว ทีมที่ยังไม่ลงตัวชุดนี้ไม่ดีพอที่จะทำผลงานที่น่าประทับใจได้ พวกเขาเสมอกับพีเอสวีในบ้าน แพ้แอตเลติโก มาดริดคาบ้าน และพ่ายให้กับบาเยิร์นอีกจนทำให้เสี่ยงต่อการที่จะตกรอบลีกเฟส (League phase)

 

จนกระทั่งถึงในเกมกับโอลิมปิก ลียง ในเดือนธันวาคมปีกลายที่เอ็นริเก ได้ทดสอบการใช้เดมเบเล ที่ตลอดมาจะประจำการในฐานะปีกขวาเสมอในบทกองหน้าตัวกลางบ้าง แต่ไม่ใช่กองหน้าในแบบดั้งเดิม เพราะเขาได้รับมอบหมายให้เล่นในบท “False nine”​

 

ถึงจะเคยเล่นกองหน้าตัวกลางมาบ้างแล้วในชีวิต แต่ไม่มีสักครั้งที่เดมเบเล จะได้รับ “โจทย์” การเล่นที่แตกต่าง

 

เพราะ “จ็อบ” ของเขาไม่ใช่เรื่องของการทำประตูแค่อย่างเดียว แต่เป็น “ศูนย์กลาง” ของทั้งทีม

 

ในเกมนั้นเดมเบเล นอกจากจะทำประตูได้แล้วยังสร้างสรรค์เกมได้อย่างน่ามหัศจรรย์ สุดท้ายเปแอสเช คว้าชัยชนะได้อย่างสวยงาม 3-1

 

สื่อในฝรั่งเศสพาดหัวตัวไม้สวยงาม “La machine était lancée” 

 

เครื่องยนต์ได้ถูกจุดติดและเริ่มต้นทำงานแล้ว

 

 

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเปแอสเชก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และชีวิตของเดมเบเลก็ไม่เหมือนเดิมอีกตลอดกาล

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปแอสเช ได้ตัว ควิชา ควารัตสเคเลีย มาจากนาโปลีในช่วงตลาดการซื้อขายรอบเดือนมกราคม เข้ามาเติมความมหัศจรรย์ให้สูงไปอีกขั้น เอ็นริเก จึงได้ทีมที่สมบูรณ์แบบตามภาพที่เคยฝันเอาไว้

 

เพียงแต่คนสำคัญที่สุดของทีมที่ไม่มีใครแทนที่ได้คือเดมเบเล 

 

อย่างไรก็ดีในรายละเอียดแล้วเดมเบเล ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่เพียงเรื่องของแท็คติกหรือวิธีการเล่นในสนามเท่านั้น

 

เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เขาเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือความคิดและจิตใจ (Mentality)

 

จากนักฟุตบอลที่เคยดูหย่อนยาน ไม่จริงจัง และบางครั้งแอบติดตุกติกนิดๆ จู่ๆเดมเบเล ก็กลายเป็นคนใหม่ เป็นนักฟุตบอลที่ทุ่มเท มีสมาธิกับการเล่น และเปลี่ยนจากคนที่จะเล่นเพื่อตัวเองกลายเป็นคนที่เล่นเพื่อทีมอย่างแท้จริง

 

สิ่งนี้เราได้เห็นในเกมนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก ที่เขาขยับขึ้นสูงอยู่ในท่าเตรียมพร้อมจะชาร์จใส่ แยนน์ ซอมเมอร์ นายทวารอินเตอร์ มิลาน ทั้งๆที่ในตอนนั้นสกอร์ขาดไปแล้วและไม่จำเป็นจะต้องโหมอะไรขนาดนั้น

 

นั่นคือหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงการกำเนิดใหม่ของนักเตะที่เคยถูกมองว่าน่าเสียดายมากที่สุดคนหนึ่งของโลกฟุตบอล

 

คนที่เคยถูกมองว่าทิ้งพรสวรรค์ไปอย่างสูญเปล่า และคงไม่มีวันที่จะกลายเป็นนักฟุตบอลที่เขาควรจะเป็นได้

 

คนที่โลกเกือบลืมไปแล้วว่าเขามีค่าตัวในการย้ายทีมจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ไปบาร์เซโลนาสูงถึง 145 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นการลงทุนที่ล้มเหลวที่สุดอีกครั้งของบาร์ซาในยุคมืดมนเพราะเดมเบเล ไม่อาจกลายเป็นคนที่ทดแทนเนย์มาร์ได้

 

ในเชิงของพรสวรรค์ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่พิเศษ

 

แต่สิ่งที่เดมเบเลขาดมาตลอดคือคุณสมบัติของการเป็นนักฟุตบอลที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัย เรื่องความมุมานะ ความพยายาม และความอดทนอดกลั้น

 

สิ่งเหล่านี้แม้แต่ลิโอเนล เมสซี ก็รู้ดีและพยายามช่วยกันกับรุ่นพี่ในทีมบาร์ซา ในการจะชี้นำเขาให้เดินบนเส้นทางที่ถูกเพราะรู้ว่าถ้าเขาทำได้ นี่คือหนึ่งในสุดยอดนักเตะของโลกที่หาตัวจับได้ยากอย่างแน่นอน

 

น่าเสียดายที่แม้แต่เมสซีก็ช่วยเขาไม่ได้ในเวลานั้น เพราะเดมเบเล มีปัญหาความประพฤติต่อเนื่อง ชอบเล่นเกมดึก และมาซ้อมสายตลอดจนกลายเป็นนักเตะที่โดนปรับเงินมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร

 

นั่นมาถึงคำถามที่หลายคนอาจจะสงสัย

 

เกิดอะไรขึ้นกับเดมเบเลคนนั้น?

 

 

“ว่ากันว่า” สิ่งที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นในปี 2021 ภายหลังจากการแต่งงานกับแฟนสาวผู้กลายเป็นภรรยาที่ประเทศโมร็อกโก และหลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็ได้โซ่ทองคล้องใจเส้นแรก

 

พิธีวิวาห์ของเขาในครั้งนั้นสร้างความประหลาดให้แก่คนมากมายไม่เว้นแม้แต่เพื่อนร่วมทีม เพราะไม่มีใครรู้ว่าเดมเบเลมีคนรัก

 

ความรักและครอบครัวค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของชีวิตผู้ชายคนหนึ่ง

 

จากเด็กติดเกม เดมเบเล เริ่มสนใจการดูแลสภาพร่างกายของตัวเองอย่างจริงจังถึงขั้นบ่อยครั้งที่เดินทางกลับฝรั่งเศสมาเพื่อเข้ารับการดูแลสภาพร่างกายแบบพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ เริ่มที่จะให้ความสนใจกับเรื่องของโภชนาการ และจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตของตัวเอง

 

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดในช่วง 2 ปีสุดท้ายของเขากับบาร์ซา ที่ทำให้เขาเริ่มเป็นคนที่นอกจากเพื่อนจะรักในรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะแล้ว ยังเป็น “มืออาชีพ” ที่น่ายกย่องด้วย และนั่นทำให้การย้ายทีมของเขาในฤดูร้อนปี 2023 นำมาซึ่งความเสียใจและเสียดายของเพื่อนๆในทีม

 

แต่แค่นี้ยังไม่พอ

 

เพราะสิ่งที่ทำให้เดมเบเล ไม่ได้เป็นแค่คนที่ดีขึ้นแต่เป็นคนที่เก่งขึ้นด้วยนั้นมาจากการเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า

 

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าตลอดมาเขาถนัดกับการเป็นผู้เล่นริมเส้น เป็นปีกจอมกระชากที่ให้ความสำคัญกับการพาบอลไปข้างหน้ามากกว่าการทำประตู (โดยเฉพาะประตูสวยๆ)

 

แต่หากจะเล่นบทศูนย์หน้าแล้ว ขี้หมูขี้หมามันต้องมีสกอร์ให้เห็นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการยิงประตูที่สวยงามหรือการเข้าซ้ำแบบจ่อๆก็ตาม

 

การท้าทายระบบความคิดและความเชื่อที่ติดตัวมาตลอดเป็นโจทย์ชีวิตที่ยากที่สุดสำหรับเดมเบเล ซึ่งโชคดีที่เขาได้รับการชี้แนะจากโค้ชที่เก่งกาจและมองขาดอย่างเอ็นริเก ที่ปรับทัศนคติของเขาในขั้นสุดท้ายจนทำให้เกิดความเชื่อมั่น

 

ว่าเขาคือคนที่จะช่วยทีมได้ด้วยการทำสิ่งต่างๆที่มากกว่าแค่การกระชากบอลสวยๆ

 

เดมเบเล จึงกลายเป็นทั้งตัวอันตรายในเกมรุก เป็นคนสร้างสรรค์เกมให้ทีม ผ่านบอลสวยๆให้เพื่อน ช่วยลงมาไล่ในเกมรับ ขึ้นไปเพรสในแดนบน และเป็นที่พึ่งพิงให้ทีมในยามที่เจอสถานการณ์คับขันและต้องการใครสักคนที่จะเก็บบอลเอาไว้ให้เพื่อซื้อเวลาสัก 1-2 วินาที

 

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งใหญ่และทรงพลังยิ่งนัก ทำให้ภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน เดมเบเล เปลี่ยนจากนักฟุตบอลธรรมดาคนหนึ่ง กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกที่ทุกคนต่างยอมรับในความสามารถและทัศนคติการเล่นที่ยิ่งใหญ่เกินตัว

 

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มหัศจรรย์ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกฟุตบอล

 

เมื่อรวมกับความสำเร็จ 4 แชมป์ (Quadruple) กับเปแอสเช และรองแชมป์สโมสรโลก (ที่น่าเสียดาย) ที่เขามีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จนี้ ทำให้แม้ว่าจะเป็นปีที่มีนักฟุตบอลระดับสตาร์มากมายที่คู่ควรกับการได้รางวัล ไม่ว่าจะเป็น ราฟินญา, โม ซาลาห์ หรือลามีน ยามาล

 

แต่คนที่คู่ควรที่สุดคือเดมเบเล

 

นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดของโลกในปีนี้ นักเตะฝรั่งเศสคนที่ 4 ที่ได้รางวัลอันทรงเกียรติที่ก่อตั้งโดยนิตยสาร France Football 

 

และนักเตะที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย ว่าเราทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การเป็นคนที่ดีกว่าได้เสมอ

 

ขอเพียงแค่เริ่มทำ และตั้งใจให้มากพอ ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านี้

The post อุสมาน เดมเบเล เปลี่ยนตัวเองแบบไหนถึงได้บัลลงดอร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอตานา บอนมาติ ราชินีมิดฟิลด์ผู้ครองบัลลงดอร์ 3 ปีซ้อน https://thestandard.co/aitana-bonmati-ballon-dor-3-years/ Tue, 23 Sep 2025 06:08:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1121774 ไอตานา บอนมาติ

ในค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่กรุงปารีส ไอตานา บอนมาติ สร้างป […]

The post ไอตานา บอนมาติ ราชินีมิดฟิลด์ผู้ครองบัลลงดอร์ 3 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอตานา บอนมาติ

ในค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่กรุงปารีส ไอตานา บอนมาติ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนังหญิง เมื่อก้าวขึ้นไปรับรางวัล Ballon d’Or Féminin 2025 กลายเป็นนักฟุตบอลหญิงคนแรกที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ 3 ปีติดต่อกัน (2023, 2024 และ 2025)

 

สิ่งที่ทำให้บอนมาติแตกต่างจากนักฟุตบอลหญิงทั่วไปคือ เธอไม่ใช่แค่มิดฟิลด์ที่คุมจังหวะ แต่คือหัวใจของเกมบาร์เซโลนาและทีมชาติสเปน (จนเคยมีคำกล่าวว่าเธอเปรียบดั่ง อิเนียสตา ในทีมหญิง)

 

ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เธอพาทีมคว้าแชมป์ลีกในประเทศ, โกปา เด ลา เรย์นา และซูเปอร์โคปา พร้อมพาทีมทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แม้พลาดถ้วยต่อหน้าทีมเตะสาวอาร์เซนอล แต่เธอก็ยังถูกเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

สำหรับทีมชาติสเปน บอนมาติผ่านช่วงเวลาที่ไม่ง่าย เธอต้องนอนโรงพยาบาลด้วยอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบเพียงไม่กี่วันก่อนศึกยูโร 2025 แต่กลับมาลงสนามได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และยิงประตูชัยพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ แม้สุดท้ายจะพ่ายต่ออังกฤษ แต่เธอก็ได้พิสูจน์ว่า ไม่มีอุปสรรคใดหยุดนักเตะระดับตำนานคนนี้ได้

 

บนเวทีการรับรางวัล เธอได้กล่าวขอบคุณทีมและเพื่อนร่วมสโมสรที่ผลักดันให้เธอพัฒนามาไกลถึงวันนี้ “นี่คือรางวัลที่ฉันอยากจะแบ่งให้กับเพื่อนร่วมทีมทุกคน หากไม่มีพวกเขา ฉันคงไม่มาถึงตรงนี้” และยิ่งพิเศษเมื่อรางวัลถูกส่งมอบโดย อันเดรส อิเนียสตา ไอดอลที่เธอเติบโตขึ้นมาพร้อมการเรียนรู้ฟุตบอลจากเขาและชาบี

 

ตลอดเส้นทางอาชีพ บอนมาติสะสมถ้วยรางวัลระดับสโมสรนับไม่ถ้วน 7 แชมป์ลีก, 3 ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, 9 โกปา เด ลา เรย์นา และ 5 ซูเปอร์โคปา เธอจึงไม่เพียงถูกขนานนามว่าเป็น ‘ราชินีมิดฟิลด์’ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ในโลกฟุตบอลหญิงยุคปัจจุบัน

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ไอตานา บอนมาติ ราชินีมิดฟิลด์ผู้ครองบัลลงดอร์ 3 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัลลงดอร์ 2025 ใครคือเต็งคว้ารางวัล? https://thestandard.co/who-will-win-ballon-dor-2025/ Mon, 22 Sep 2025 04:49:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1121333

คืนนี้คืออีกหนึ่งค่ำคืนสำคัญของโลกฟุตบอล กับงาน Ballon […]

The post บัลลงดอร์ 2025 ใครคือเต็งคว้ารางวัล? appeared first on THE STANDARD.

]]>

คืนนี้คืออีกหนึ่งค่ำคืนสำคัญของโลกฟุตบอล กับงาน Ballon d’Or 2025 งานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีที่แฟนบอลทั่วโลกต่างรอคอย โดยจะจัดขึ้นที่ Théâtre du Châtelet กรุงปารีส เวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่แฟนบอลทั่วโลกจับตาในฐานะงานใหญ่ประจำปีของวงการลูกหนัง

 

นอกจากรางวัลบัลลงดอร์ชายและหญิงแล้ว ปีนี้ยังมีรางวัลสำคัญอื่นๆ ที่จะถูกมอบให้ อาทิ Kopa Trophy (นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม), Yashin Trophy (ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม), Gerd Müller Trophy (ดาวซัลโวสูงสุด), Johan Cruyff Trophy (โค้ชยอดเยี่ยม), Club of the Year (สโมสรแห่งปี) และ Socrates Award (ด้านสังคมและมนุษยธรรม)

 

สำหรับเกณฑ์การตัดสินรางวัลบัลลงดอร์ จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • ฟอร์มการเล่นและความเด็ดขาดของนักเตะ
  • ความสำเร็จและผลงานร่วมกับทีม
  • ความมีคลาสและแฟร์เพลย์

 

ผู้ตัดสินคือคณะสื่อมวลชนเฉพาะทางจาก 100 ประเทศ (ฝั่งชาย) และ 50 ประเทศ (ฝั่งหญิง) โดยแต่ละคนจะเลือกนักเตะ 10 อันดับแรก พร้อมคะแนนสะสมตามลำดับ เพื่อหาผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภท

 

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ยูฟ่า (UEFA) ได้เข้ามามีส่วนร่วมจัดงานร่วมกับ France Football และ L’Équipe ทำให้งานในปีนี้มีความยิ่งใหญ่และเชื่อมโยงกับเวทีฟุตบอลยุโรปมากขึ้น

 

พิธีกรในงานปีนี้จะได้ รุด กุลลิท ตำนานลูกหนังดัตช์และอดีตเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ มารับหน้าที่ร่วมกับผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการกีฬาชื่อดังชาวอังกฤษ เคต สกอตต์

 

และนี่คือรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลลูกบอลทองคำของงาน Ballon d’Or ประจำปี 2025

 

◾ จู๊ด เบลลิงแฮม (อังกฤษ, เรอัล มาดริด)
◾ อุสมาน เดมเบเล่ (ฝรั่งเศส, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)
◾ จานลุยจิ ดอนนารุมมา (อิตาลี, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง/แมนฯ ซิตี้)
◾ เดซีเร ดูเอ้ (ฝรั่งเศส, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)
◾ เดนเซล ดัมฟรีส์ (เนเธอร์แลนด์, อินเตอร์ มิลาน)
◾ แซร์รู กีราสซี (กินี, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์)
◾ วิคตอร์ ยอเคอเรส (สวีเดน, สปอร์ติง ลิสบอน/อาร์เซนอล)
◾ เออร์ลิง ฮาลันด์ (นอร์เวย์, แมนฯ ซิตี้)
◾ อัคราฟ ฮาคิมี (โมร็อกโก, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)
◾ แฮร์รี เคน (อังกฤษ, บาเยิร์น มิวนิก)
◾ ควิชา ควารัตสเคเลีย (จอร์เจีย, นาโปลี/ปารีส แซงต์ แชร์กแมง)
◾ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี (โปแลนด์, บาร์เซโลนา)
◾ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (อาร์เจนตินา, ลิเวอร์พูล)
◾ เลาตาโร มาร์ติเนซ (อาร์เจนตินา, อินเตอร์ มิลาน)
◾ คีเลียน เอ็มบัปเป้ (ฝรั่งเศส, เรอัล มาดริด)
◾ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ (สกอตแลนด์, นาโปลี)
◾ นูโน เมนเดส (โปรตุเกส, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง)
◾ เจา เนเวส (โปรตุเกส, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง)
◾ ไมเคิล โอลิเซ (ฝรั่งเศส, บาเยิร์น มิวนิก)
◾ โคล พาล์มเมอร์ (อังกฤษ, เชลซี)
◾ เปดรี (สเปน, บาร์เซโลนา)
◾ ราฟินญา (บราซิล, บาร์เซโลนา)
◾ ดีแคลน ไรซ์ (อังกฤษ, อาร์เซนอล)
◾ ฟาเบียน รุยซ์ (สเปน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง)
◾ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (อียิปต์, ลิเวอร์พูล)
◾ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ (เนเธอร์แลนด์, ลิเวอร์พูล)
◾ วินิซิอุส จูเนียร์ (บราซิล, เรอัล มาดริด)
◾ วิตินญา (โปรตุเกส, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง)
◾ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ (เยอรมนี, เลเวอร์คูเซน/ลิเวอร์พูล)
◾ ลามีน ยามาล (สเปน, บาร์เซโลนา)

 

แล้วคุณล่ะ คิดว่าใครจะก้าวขึ้นคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปีนี้? ร่วมแสดงความเห็นและพูดคุยกันในคอมเมนต์ได้เลย

The post บัลลงดอร์ 2025 ใครคือเต็งคว้ารางวัล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาบิโอ คันนาวาโร ตำนานปราการหลังบัลลงดอร์ ผู้ปกป้องอธิปไตยในเกมรับอิตาลี https://thestandard.co/fabio-cannavaro-ballon-dor-defender/ Sun, 03 Aug 2025 02:43:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1103058 ฟาบิโอ คันนาวาโร

เบื้องหน้าของเขาคือแนวรุกระดับพระกาฬ ที่ถูกควบคุมและบงก […]

The post ฟาบิโอ คันนาวาโร ตำนานปราการหลังบัลลงดอร์ ผู้ปกป้องอธิปไตยในเกมรับอิตาลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาบิโอ คันนาวาโร

เบื้องหน้าของเขาคือแนวรุกระดับพระกาฬ ที่ถูกควบคุมและบงการยุทธวิธีในสนามด้วยศิลปินเอกอย่างซีเนอดีน ซีดาน ที่กลับมาโลดแล่นด้วยฟอร์มการเล่นที่ชวนให้นึกถึงวันเรืองรองของเขาอีกครั้ง

 

ที่สำคัญมันเป็นวันสุดท้ายในฐานะการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ “ซิซู” ด้วย

 

แต่ไม่ว่า ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นใครสำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลสักนิด เพราะงานของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ต้องทำให้สำเร็จ

 

จะไม่มีวันยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตยในเกมรับผ่านเข้าไปทำประตูได้ง่ายๆ อย่างเด็ดขาด!

 

และนี่คือตำนานของกองหลังที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสมัยใหม่ และเป็นผู้เล่นแนวรับคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลลูกฟุตบอลทองคำ (Ballon d’Or) โดยที่ยังไม่มีกองหลังคนไหนในยุคหลังทำได้อีก

 

เรากำลังพูดถึง ฟาบิโอ คันนาวาโร คุณยังพอจำชื่อของเขากันได้ไหม?

 

 

ถ้าหากชวนคนเฒ่ามาเล่าเรื่องลูกหนังเกี่ยวกับตำนานผู้เล่นกองหลังที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจและแข็งแกร่งที่สุดนั้น หลายคนอาจจะแปลกใจที่ชื่อแรกๆ ที่ปรากฏขึ้นมาในความทรงจำอันรางเลือนของผู้คนที่ผ่านการเฝ้ามองเกมฟุตบอลมายาวนานคือปราการหลังที่มาจากประเทศอิตาลีเสมอ

 

โดยเฉพาะ 2 ชื่อที่เป็นความคลาสสิกในระดับร่วมสมัยอย่างฟรังโก บาเรซี ปรมาจารย์ศิลปะเกมรับในยุค 80 และเปาโล มัลดินี แบ็กซ้ายที่ดีที่สุดตลอดกาลของโลกผู้เป็นทายาทในทีมรอสโซเนรี 

 

เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจครับเพราะอิตาลี เป็นประเทศที่เก่งกาจเหลือเกินในเรื่องตำราวิชาเกมรับ เป็นต้นตำรับของฟุตบอลในแบบที่เรียกว่า “คาเตนัคโช” (Catenaccio) ศาสตร์การเล่นฟุตบอลด้วยเกมรับที่เหนียวแน่นแข็งแกร่ง การจะฝ่าเข้าไปทำประตูให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากเสียยิ่งกว่ายาก

 

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือคาเตนัคโช นั้นมีต้นกำเนิดจากแรงบันดาลใจของระบบการเล่นแบบ “Verrou” (โซ่) จากความคิดของคาร์ล รัปพาน ปรมาจารย์ลูกหนังชาวออสเตรียที่คิดค้นในช่วงปี 1950 (ในอดีตเกมฟุตบอลนั้นแต่ละที่จะมีเอกลักษณ์การเล่นที่หลากหลาย และความสนุกคือการคิดค้นแท็คติกหรือสูตรฟุตบอลที่ไว้เอาชนะคะคานกันในสนาม) 

 

แรงบันดาลใจนั้นนำมาสู่สูตรฟุตบอลตำรับอิตาลีแท้โดยเนเรโอ ร็อคโค ที่นำมาใช้ในอิตาลีก่อนจะมีชื่อเสียงโด่งดังจากยุคสมัยอันเรืองรองของทีมอินเตอร์ มิลานในช่วงปี 1960 (เอาไว้มีโอกาสขยายความในภายหลังนะครับ)

 

ดังนั้นเรียกได้ว่าหัวใจของฟุตบอลอิตาลีคือเกมรับ และนั่นทำให้ศิลปะการเล่นเกมรับของฟุตบอลในดินแดนรองเท้าบูทได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมายาวนาน ลีกระดับสูงสุดอย่างกัลโช เซเรีย อา ขึ้นชื่อว่าโหดและหินที่สุดในแง่ของแท็คติกการเล่นที่ไม่ว่าซูเปอร์สตาร์เก่งกาจมาจากไหน การจะแจ้งเกิดให้ได้ในเซเรีย อา เป็นเรื่องยากมหายาก และทำลายขวัญของนักเตะหลายคนที่ดังและคิดว่าเก่งมานักต่อนัก

 

แต่อิตาลีไม่ได้มีเพียงแค่บาเรซีและมัลดินีเท่านั้น สำหรับแฟนฟุตบอลรุ่นถัดมากองหลังที่ถือเป็น “เสาหลัก” ของวงการคืออเลสซานโดร เนสตา และฟาบิโอ คันนาวาโร

 

โดยเฉพาะคนหลังที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพาอิตาลีพลิกคำทำนายคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ของชาติได้สำเร็จในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี

 

 

 

ในเกมนัดชิงชนะเลิศระดับตำนานที่สนามโอลิมปิกสตาดิโอน ที่กรุงเบอร์ลิน ท่ามกลางนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มากมายในทีมทั้ง ฟรานเชสโก ต็อตติ, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, อัลแบร์โต จิลาร์ดิโน, วินเชนโซ ยาควินตา, อันเดรีย ปีร์โล, จานลูกา ซัมบร็อตตา และอีกมากมาย 

 

คันนาวาโร กองหลังเจ้าของส่วนสูงเพียงแค่ 5 ฟุต 9 นิ้ว คือผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีมขึ้นรับก่อนชูโทรฟีสีทองที่แฟนฟุตบอลอัซซูรีทุกคนเฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การได้แชมป์โลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 1982 ที่ประเทศสเปน

 

โดยตลอดเส้นทางอิตาลี ซึ่งไม่ได้อยู่ในสายตาของบรรดาเกจิลูกหนังมากนักเมื่อเทียบกับบราซิลแชมป์เก่าที่อุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์อย่าง โรนัลโด, โรนัลดินโญ นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกเวลานั้น, โรบินโญ ดาวรุ่งเจ้าของสมญา “นิว เปเล”​ รวมถึงอาเดรียโน จักรพรรดิลูกหนังและริคาร์โด กากา เทพบุตรลูกหนังที่กำลังไต่ระดับไปสู่จุดสูงสุดของโลก

 

แต่อิตาลี ภายใต้การนำของจอมซิการ์ มาร์เชลโล ลิปปี กลับสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ด้วยการค่อยๆฝ่าไปทีละด่านจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งรวมถึงการล่มงานฉลองของชาวเยอรมันชาติเจ้าภาพ ด้วยประตูของฟาบิโอ กรอสโซ ในช่วงต่อเวลาพิเศษของเกมในรอบรองชนะเลิศที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ “Die Mannschaft” ได้มีโอกาสแก้ตัวอีก

 

ก่อนที่พวกเขาจะพบกับฝรั่งเศส อดีตแชมป์โลกในปี 1998 ที่เริ่มต้นแบบม้านอกสายตาแต่กลับมาถึงรอบชิงชนะเลิศได้ด้วยมนต์ที่ปลายเท้าของซีเนอดีน ซีดาน ที่กลับมาเริงระบำอย่างเพลิดเพลินในสนามได้อย่างเหลือเชื่อโดยเฉพาะในเกมที่เขาพาทีมชนะบราซิล ซึ่งถือเป็นการโชว์ในระดับ “มาสเตอร์คลาส” เลยทีเดียว

 

โดยซีดาน ได้เฉลยถึงที่มาของพลังแฝงของกองกลางที่เริ่มโรยราว่านัดชิงชนะเลิศนี้จะเป็นเกมสุดท้ายของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

 

แน่นอนว่ามันทำให้แฟนฟุตบอลทั่วโลกจำนวนมากอยากเห็นการปิดฉากที่งดงามที่สุดของหนึ่งในศิลปินลูกหนังที่เก่งกาจที่สุดตลอดกาล (และวันนี้ก็ยังไม่มีใครที่ทำได้แบบเขาอีก)

 

แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น

 

ในนัดชิงชนะเลิศวันนั้นอิตาลี ต้านทานฝรั่งเศส – ชาติที่เคยหักอกพวกเขาในเกมนัดชิงชนะเลิศยูโร 2000 ด้วยประตูโกลเดนโกลของดาวิด เทรเซเกต์ – ได้อย่างน่าประทับใจ

 

พวกเขาโดนนำไปก่อนด้วยซ้ำเมื่อเสียจุดโทษและซีดาน ทำประตูจากการยิงจุดโทษในแบบเยือกเย็นที่สุดด้วยการยิงนิ่มแบบ ‘ปาเนนกา (Panenka penalty) ในนาทีที่ 7 แต่ว่าอิตาลีตีเสมอได้ในนาทีที่ 19 จากการโหม่งพังประตูของมาร์โก มาเตรัซซีในอีก 12 นาทีถัดมา

 

ก่อนที่ฝรั่งเศสจะพยายามอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถผ่านด่านเกมับของอิตาลีได้เลย

 

 

แน่นอนว่าผู้คนจดจำจุดพลิกผันในช่วงการต่อเวลาพิเศษเมื่อซีดาน ซึ่งเกือบจะเป็นฮีโร่เมื่อได้โอกาสโหม่งในช่วงต่อเวลาแต่ติดปลายมือของจานลุยจิ บุฟฟอนในวันนั้น เกิดสติขาดใช้ศีรษะโขกใส่มาเตรัซซี จนโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ปิดฉากชีวิตการเล่นอย่างเจ็บช้ำ

 

แต่คนที่เป็นผู้บัญชาการปกป้องอธิปไตยในเกมรับช่วยให้อิตาลียื้อเสมอได้จนครบ 120 นาทีก่อนจะชนะในการดวลจุดโทษคือกัปตันทีมอย่างคันนาวาโร ซึ่งผลงานที่เด่นชัดที่สุดคือการที่อิตาลีเสียเพียงแค่ 2 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยนอกจากการเสียประตูจากการยิงจุดโทษของซีดานในนัดชิงชนะเลิศ อีกลูกคือการทำเข้าประตูตัวเองของคริสเตียน ซัคคาร์โดในรอบแบ่งกลุ่ม

 

คันนาวาโร ยังต้องทำหน้าที่โดยไม่มีคู่หูแข้งทองของเขาอย่างเนสตาที่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บ (เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในฟุตบอลโลก) ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มโดยที่ไม่สามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้งด้วย

 

 

แชมป์ฟุตบอลโลกในครั้งนั้นมีความหมายอย่างมากสำหรับอิตาลี เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีข่าวอื้อฉาวระดับสะเทือนโลกลูกหนังทั้งใบที่เรียกว่า “Calciopoli” ที่มีการทุจริตในระดับร้ายแรงของยูเวนตุส ซึ่งทีมเบียงโคเนรีถูกตัดสินให้ตกชั้น ขณะที่ภาพพจน์ของอิตาลีมัวหมองด่างพร้อยอย่างจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

แต่ในเวลาเดียวกันมันคือเวลาของการเฉลิมฉลองให้กับกองหลังที่เก่งที่สุดของโลก ที่ได้รับรางวัลลูกฟุตบอลทองคำจากนิตยสารฟรองซ์ ฟุตบอลในเวลาต่อมา

 

ในฐานะหนึ่งในตำนานกองหลังที่เก่งกาจที่สุดตลอดกาลของโลก

 

ส่วนตำนานในฟุตบอลโลก 2006 ของเขา มีผู้เรียกขานวา “Il Muro di Berlino” หรือตำนาน “กำแพงเบอร์ลิน” ซึ่งมาจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซในช่วงฟุตบอลโลก 2006 นั่นเอง

 

ความเก่งกาจของคันนาวาโร นั้นเป็นเรื่องที่ชวนพิศวงอยู่ไม่น้อย

 

นั่นเพราะด้วยรูปร่างของเขาที่สูงไม่ถึง 6 ฟุต อย่าว่าแต่การต่อสู้กับคู่แข่งที่มีรูปร่างสูงใหญ่เลย ลำพังแค่การเอาตัวรอดในเกมฟุตบอลระดับอาชีพก็เป็นเรื่องที่ยากแสนยากแล้ว เพราะด้วยหน้าที่การงานของคนที่เล่นเป็นกองหลังแล้ว มันต้องใช้พละกำลังและร่างกายในการเข้าปะทะ

 

กองหลังรุ่นพี่อย่างมัลดินี ที่ขึ้นหิ้งไปก่อนนั้นเป็นตัวอย่างของคำว่ากองหลังที่สมบูรณ์แบบ เพราะนอกจากจะมีรูปร่างสูงใหญ่ ช่วงขาที่ยาวทำให้เหยียดและแหย่สกัดบอลได้ง่าย ยังมีความเร็วจัดจ้านอีกด้วย ซึ่งคันนาวาโรไม่มีสิ่งเหล่านี้

 

แต่นั่นก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับใครก็ตามที่เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาไม่เพียบพร้อมแล้วจะทำอะไรไม่ได้

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพยายามหาจุดเด่นของตัวเองและพัฒนาตรงนั้นให้ดีที่สุด ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครจะทำตามหรือเลียนแบบได้

 

 

สำหรับคันนาวาโร เด็กหนุ่มจากเมืองนาโปลี ผู้เคยเป็นเด็กเก็บบอลในวันที่ดีเอโก มาราโดนา ชูถ้วยแชมป์หลังพา “อัซซูรา” พิชิตสคูเด็ตโตได้ที่สนามซานเปาโล เขาชดเชยเรื่องสรีระด้วยความเร็วในการออกตัวช่วงสั้นๆที่จะทำให้เข้าถึงบอลได้เร็วกว่าคนอื่น

 

ที่เหลือคือทักษะในการเข้าสกัดบอลที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในเวลาเดียวกันของการเล่นเกมรับ พ่วงด้วยการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม

 

และสิ่งสำคัญที่สุดคือหัวจิตหัวใจที่ห้าวหาญในแบบที่ไม่ใช่ห้าวเป้ง แต่คือการเล่นแบบไม่เกรงไม่กลัวใครไม่ว่าคู่ต่อสู้ของเขาในเกมนั้นจะเป็นใครก็ตาม คันนาวาโร สามารถเกาะติดพัวพันจนทำให้พาลเล่นไม่ออกไปตลอดทั้งเกม

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาพัฒนาจากการเป็นดาวรุ่งในทีมนาโปลี สู่การแจ้งเกิดเต็มตัวกับปาร์มา เป็นดาวเด่นในแผงหลังของทีมร่วมกับลิลิยอง ตูราม ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งกับอินเตอร์ มิลาน และยูเวนตุส ซึ่งเป็นช่วงที่ฟอร์มการเล่นพีคที่สุดจนคว้าแชมป์โลกกับอิตาลี แต่ไปจากทีมหลังคดีกัลโชโปลี เพื่อย้ายไปเล่นให้กับเรอัล มาดริด

 

ก่อนจะกลับมา ยูเว่ อีกครั้งในช่วงสั้นๆและปิดฉากการเล่นกับอัล อาห์ลี ดูไบ ในกาตาร์ในปี 2011 

 

โดยที่หลังจากนั้นแล้วก็ไม่ปรากฏกองหลังคนไหนที่จะได้รับการยกย่องและประสบความสำเร็จในระดับบุคคลเทียบเท่ากับคันนาวาโร ซึ่งเป็นเพียงกองหลังคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่เคยได้รับบัลลงดอร์ต่อจาก ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์ (2 สมัย), มัทธีอัส ซามเมอร์ (1 สมัย) อีกเลย

 

อ้างอิง

The post ฟาบิโอ คันนาวาโร ตำนานปราการหลังบัลลงดอร์ ผู้ปกป้องอธิปไตยในเกมรับอิตาลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Super Ballon d’Or คืออะไร ใครคือตำนานคนต่อไปที่คู่ควร? https://thestandard.co/super-ballon-dor/ Thu, 12 Jun 2025 03:09:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1084230 Super Ballon d’Or

สืบเนื่องจากเพจ Ballon d’Or โพสต์ข้อความปริศนาเกี่ยวกับ […]

The post Super Ballon d’Or คืออะไร ใครคือตำนานคนต่อไปที่คู่ควร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Super Ballon d’Or

สืบเนื่องจากเพจ Ballon d’Or โพสต์ข้อความปริศนาเกี่ยวกับรางวัลอันหายากที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน นั่นคือ Super Ballon d’Or รางวัลพิเศษที่ไม่เหมือนกับบัลลงดอร์ทั่วไป และมีเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

 

พร้อมตั้งคำถามชวนคิดว่า “ถ้ารางวัลนี้กลับมาอีกครั้งในยุคปัจจุบัน ใครคือคนที่คู่ควร?”

 

แล้ว Super Ballon d’Or คืออะไร? ทำไมมันถึงถูกยกให้ “เหนือกว่า” บัลลงดอร์ และกลายเป็นรางวัลที่โลกลูกหนังมีแค่เพียงหนึ่งเดียวมาตลอด ก่อนที่ช่วงหลังจะเริ่มมีข่าวลือหนาหูว่า รางวัลอันทรงเกียรตินี้…อาจหวนกลับมาอีกครั้งในอนาคตอันใกล้

 

👑 Super Ballon d’Or คืออะไร?

 

Super Ballon d’Or ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของนิตยสาร France Football ในปี 1989 โดยมอบให้กับนักเตะที่ถูกโหวตว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในช่วงปี 1959-1989 และคะแนนโหวตมาจากผู้คน 3 กลุ่มคือ คณะกรรมการของ France Football อดีตผู้ได้รับบัลลงดอร์ และแฟนบอล

 

รางวัลนี้จำกัดเฉพาะนักเตะยุโรป (ตามกฎ Ballon d’Or ในขณะนั้น) ทำให้ตำนานอย่าง เปเล่ และ ดิเอโก มาราโดนา ไม่มีสิทธิ์ลงชิง 

 

ตัวถ้วยรางวัลมีดีไซน์โดดเด่น ประกอบด้วยลูกฟุตบอลทองคำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนฐานคริสตัล พร้อมประดับด้วยลูกบอลทองคำขนาดเล็กโดยรอบ

 

👑 ใครเคยครองรางวัล Super Ballon d’Or

 

รางวัล Super Ballon d’Or มอบเพียงครั้งเดียวในวันที่ 24 ธันวาคม 1989 ให้กับ อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน ตำนานของเรอัล มาดริด 

 

ดิ สเตฟาโน ซึ่งเกิดในอาร์เจนตินาแต่มีสัญชาติสเปน ชนะการโหวตเหนือ โยฮัน ครัฟฟ์ และ มิเชล พลาตินี ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม ทำ 308 ประตูใน 396 นัด และพาทีมคว้า 18 ถ้วยรางวัล รวมถึงแชมป์ยูโรเปียน คัพ 5 สมัย (1956-1960) 

 

รางวัลนี้เคยจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์เรอัล มาดริด ในสนามซานติอาโกเบร์นาเบว ก่อนจะถูกนำออกประมูลในปี 2021

 

👑 ถ้ารางวัลกลับมา…ใครคือตัวเต็ง?

 

ถึงปัจจุบันจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า France Football จะจัดมอบ Super Ballon d’Or อีกครั้ง แต่ก็มีการคาดการณ์จากแฟนบอลและสื่อต่างประเทศว่า ปี 2029 อาจเป็นโอกาสพิเศษในการมอบรางวัลนี้อีกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี นับตั้งแต่มีการมอบครั้งแรก

 

และถ้าเกิดขึ้นจริง 2 รายชื่อที่แฟนบอลทั่วโลกมองว่าคู่ควรมากที่สุดคือ…

 

◾ ลิโอเนล เมสซี – เจ้าของ Ballon d’Or 8 สมัย แชมป์โลกกับอาร์เจนตินา 2022 และอีกสารพัดรางวัล-สถิติตลอดอาชีพ

 

◾ คริสเตียโน โรนัลโด – เจ้าของรางวัล Ballon d’Or 5 สมัย ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและทีมชาติโปรตุเกส ที่กำลังเดินหน้าไล่ทุบเป้าหมายยิงครบ 1,000 ประตู หลังจากทำไปแล้ว 938 ประตู ตลอดเส้นทางอาชีพค้าแข้ง

 

แล้วผู้อ่านทุกท่านคิดว่า ถ้า Super Ballon d’Or กลับมาอีกครั้ง…คุณคิดว่าใครควรได้ครอบครองรางวัลระดับตำนานนี้?

 

The post Super Ballon d’Or คืออะไร ใครคือตำนานคนต่อไปที่คู่ควร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 https://thestandard.co/football-fact-of-the-year-2024/ Sun, 29 Dec 2024 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1025148

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025   หากได้นั่งคิด […]

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่โลกกำลังโคจรเข้าสู่ปี 2025

 

หากได้นั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกฟุตบอล (ระดับโลก) ตลอดปี 2024 จะเห็นว่าตลอดปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น

 

  • เลเวอร์คูเซนคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกแบบไร้พ่าย
  • แมนฯ ซิตี้ แชมป์ลีก 4 สมัยติด…ก่อนเผชิญวิกฤตหนักในปัจจุบัน
  • เมสซียังท็อปฟอร์มกับอาร์เจนตินา
  • โรดรีได้บัลลงดอร์ไปครอง

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโมเมนต์สำคัญบางส่วนเท่านั้น เพราะเหตุการณ์สำคัญๆ ที่น่าสนใจ THE STANDARD SPORT มัดรวมเอาไว้ให้ทุกท่านแล้ว

 

แมนฯ ซิตี้

 

แมนฯ ซิตี้ ทีมแรกของอังกฤษคว้าแชมป์ลีก 4 สมัยติด

 

ย้อนกลับไปช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ ในฐานะแชมป์เก่า ถูกอาร์เซนอลของ มิเกล อาร์เตตา ท้าทายบัลลังก์แชมป์ลีกอย่างหนัก จนกระทั่งถึง MatchDay ที่ 33 ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ท็อปฟอร์มมาตลอดนับตั้งแต่เดือนมกราคม มาแซงขึ้นจ่าฝูงได้ในที่สุด

 

แม้ต้องไปลุ้นแชมป์ถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ชัยชนะของแมนฯ ซิตี้ เหนือเวสต์แฮม 3-1 ทำให้พวกเขาได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก และนับเป็นทีมแรกแห่งเกาะอังกฤษที่ได้แชมป์สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

 

อย่างไรก็ตาม ถัดจากวันชื่นคืนสุขไม่กี่เดือน… แมนฯ ซิตี้ในทีมงานเดียวกันนี้ กลับไม่สามารถเร่งเครื่องทำผลงานได้ดีเหมือนเก่า หลังจากไร้ชัยชนะเป็นเวลาหลายนัด จนสร้างสถิติที่ไม่น่าจดจำมากมาย ซึ่งยังต้องติดตามต่อไปว่าในระยะยาวนี้ เป๊ปที่เพิ่งสลัดน้ำหมึกต่อสัญญากับทีมไป จะทำทัพเรือใบให้กลับมาแล่นฉิวเหมือนเดิมได้หรือไม่

 


 

ชาบี อลอนโซ

 

ชาบี อลอนโซ เสกให้เลเวอร์คูเซนกลายเป็นแชมป์ไร้พ่าย

 

การกระชากแชมป์มาจากพี่เสือ ‘บาเยิร์น มิวนิก’ หนึ่งในทีมดังที่ครองแชมป์บุนเดสลีกามายาวนานกว่า 11 ฤดูกาลนั้นเป็นเรื่องยากมาก

 

แต่ ชาบี อลอนโซ ทำได้! และไม่ได้ทำแค่การพาไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ครองแชมป์ลีก ซึ่งนับเป็นแชมป์สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ชาบียังทำให้ทัพนายห้างขายยาทีมนี้กลายเป็นทีมไร้พ่าย กับผลงานชนะ 28 เสมอ 6 จากทั้งหมด 34 แมตช์ นับว่าสุดยอดมากๆ

 


 

สเปน

 

สเปนกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งยุโรป!

 

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ยูโร 2024 ทีมชาติสเปนในมือของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต้ เป็นม้านอกสายตาของแฟนบอลพอสมควร จนถูกยกให้เป็นตัวเต็งแชมป์ลำดับ 5-6 ตั้งแต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม

 

แต่เมื่อเกมเริ่ม…และผ่านรอบแบ่งกลุ่มมา สเปนกลับมาอยู่ในความสนใจของแฟนๆ อีกครั้ง จนหลายคนยกให้ทัพกระทิงดุที่โดดเด่นไม่น้อยในทัวร์นาเมนต์นี้ มีโอกาสเป็นแชมป์สูงไม่แพ้ทีมใด

 

จนในที่สุดทีมชาติสเปนหักด่านอังกฤษในเกมรอบชิงฯ 2-1 พร้อมคว้าแชมป์ยูโรไปครองสุดยิ่งใหญ่

 


 

โธมัส ทูเคิล

 

โธมัส ทูเคิล นายใหญ่คนใหม่แห่งทีมชาติอังกฤษ

 

หลังจากพลาดโอกาสพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ยูโรอย่างน่าผิดหวัง ทั้งที่มาถึงนัดชิงฯ ได้ 2 ครั้งติดต่อกัน สำหรับทัพสิงโตคำรามในมือของ แกเร็ธ เซาท์เกต ซึ่งเจ้าตัวเลือกก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือในเวลาต่อมา

 

และนับจากนั้นไม่กี่เดือน ทีมชาติอังกฤษได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการแต่งตั้ง โธมัส ทูเคิล เข้ามารับงานกุนซือคนใหม่ของทีม ทำให้กลายเป็นกุนซือชาวเยอรมนีคนแรกที่จะได้คุมทีมชาติอังกฤษ และเป็นชาวต่างชาติในรอบ 12 ปี ถัดจาก ฟาบิโอ คาเปลโล ที่ได้ขึ้นหลังสิงโตในฐานะกุนซือของทีม

 

โดยภารกิจใหญ่ของทูเคิลกับทัพสิงโตคำราม (เบื้องต้น) คือการพาทีมฝ่าด่านรอบคัดเลือกเพื่อไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วม

 


 

เอ็มบัปเป

 

สานฝันประธานเป้! ในที่สุดเอ็มบัปเปก็ได้สวมเสื้อราชันชุดขาว

 

เคสนี้เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ แต่เกิดขึ้นกับตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ 2024/25 เมื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส ได้ฤกษ์เปิดตัวกับเรอัล มาดริด สุดยิ่งใหญ่ ในสนามซานติอาโกเบร์นาเบว หลังปฏิเสธต่อสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมง นั่นทำให้การย้ายทีมครั้งนี้ของเขาเป็นการย้ายแบบไร้ค่าตัว พร้อมเซ็นสัญญายาว 5 ปี (ถึงปี 2029) ฟันค่าเหนื่อย 15 ล้านยูโรต่อปี

 


 

เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล

 

ปิดฉาก 9 ปี เจอร์เกน คล็อปป์ อำลาลิเวอร์พูล เปิดทางสู่ยุคสมัยแห่งความร้อนแรงของ อาร์เน สลอต

 

นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์ช่วงปีที่ผ่านมา นั่นคือการอำลาทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ นายใหญ่ชาวเยอรมนีที่ตัดสินใจพักงานจากวงการฟุตบอล หลังคุมทีมหงส์แดงมายาวนานกว่า 9 ปี พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สโมสรรอคอยกันมานานกว่า 30 ปี

 

อย่างไรก็ตาม อาร์เน สลอต กุนซือชาวดัตช์วัย 46 ปี ที่ตัดสินใจแยกทางกับเฟเยนูร์ด เพื่อมาเซ็นสัญญารับงานคุมทีมลิเวอร์พูลแบบไม่ได้ถูกคาดหวัง กลับทำผลงานได้อย่างร้อนแรง ชนิดที่กลายเป็นทีมที่ยากต่อการต่อกรในเวลานี้

 

เพราะอาร์เนพาทีมบินสูงด้วยการยึดอันดับ 1 ใน UCL และพรีเมียร์ลีก กับฟอร์มขั้นเทพ ทั้งที่เสริมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ไม่กี่คนเท่านั้น แต่ขุมกำลังที่เป็นมรดกจากคล็อปป์ อาร์เนสามารถปลูกปั้นและเรียกศักยภาพนักเตะในภาพรวมให้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยม และกลายเป็นทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในเวลานี้

 


 

ดราม่าบัลลงดอร์

 

ดราม่าบัลลงดอร์ ที่สุดท้ายตกเป็นของโรดรี และวินิได้นักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าท้ายปี

 

นับเป็นอีกหนึ่งการประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ที่มีดราม่าใหญ่ครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

ท่ามกลางการลุ้นอย่างหนักว่าใครจะได้รางวัลลูกบอลทองคำไปครอง ระหว่าง ‘วินิซิอุส จูเนียร์’ แห่งเรอัล มาดริด และ ‘โรดรี’ จอมทัพผู้เป็นหัวใจของแมนฯ ซิตี้และทีมชาติสเปน

 

ที่สุดท้ายแล้วบัลลงดอร์ปี 2024 ตกเป็นของโรดรี ที่ได้รับผลโหวตเหนือวินิเพียง 41 คะแนนเท่านั้น โดยตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา กองกลางรายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่พาแมนฯ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (สมัยที่ 4 ติดต่อกัน), แชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ, แชมป์สโมสรโลก และพาทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ยูโร รวมถึงรางวัลส่วนบุคคลอย่างนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

และจากเหตุการณ์นี้พบปมที่ทำให้เห็นเหตุดราม่าตั้งแต่ก่อนงานประกาศรางวัล เพราะฝั่งเรอัล มาดริด ไม่ส่งนักเตะหรือคนของสโมสรเข้าร่วมแม้แต่คนเดียว เหตุเพราะไม่พอใจในเกณฑ์ตัดสิน และมองว่าผู้จัดไม่ให้เกียรติกับทีม เพราะสโมสรมองว่าหากวินิไม่ได้เป็นผู้ชนะ รางวัลนี้ก็ควรจะตกเป็นของ ดานี การ์บาฆาล ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยไปกว่าโรดรี ทั้งในนามสโมสรและทีมชาติสเปน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นผู้ชนะรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมจากเวที The Best FIFA Football Awards 2024 เช่นเดียวกับ คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือของเรอัล มาดริด ที่ซิวรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมไปครอง

 


 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

เทนฮากไป อโมริมมา และวิกฤตทางผลงานที่รอวันแก้ไขของแมนฯ ยูไนเต็ด

 

นับจาก เอริก เทน ฮาก พาทีมโค่นอริร่วมเมืองคว้าแชมป์เอฟคัพ 2023/24 ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พร้อมได้สัญญาจาก INEOS และเงินเสริมทัพจำนวนหนึ่งสำหรับคุมทัพต่อในฤดูกาลนี้

 

ผลงานของทัพปีศาจแดงในฤดูกาล 2024/25 กลับไม่สู้ดี แทบจะไม่ได้ขยับตัวออกจากโซนครึ่งล่างของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก จน เทน ฮาก ไปไม่รอด…ถูกปลดพ้นตำแหน่งหลังเกมแพ้เวสต์แฮม 1-2 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

นั่นทำให้ไม่กี่วันต่อมาทีมหันไปเซ็นสัญญากับกุนซือหนุ่มไฟแรงจากแดนฝอยทองอย่าง รูเบน อโมริม ที่กำลังไปได้สวยกับสปอร์ติง ลิสบอน เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอล ไม่ต่างจากฉากที่ซูเปอร์แมนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่รอคอยความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

ทว่า…การเปลี่ยนแปลงทีมที่ดูเหมือนอยู่ในวงล้อมของปัญหาหลายๆ มิติจะยังเป็นงานหินไม่น้อยสำหรับอโมริม กับแผน 3-4-3 ที่หยิบมาใช้แบบไม่เผื่อใจ

 

เพราะหลังผ่านไป 9 นัดพวกเขาทำผลงานชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 4 เกม ยังหาความลงตัวไม่เจอ และทำให้อันดับในลีกจมอยู่ที่ 13 ของตารางในปัจจุบัน

 


 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์

 

แฮร์รี เคน ราชาไร้บัลลังก์ ได้ทุกอย่างยกเว้นถ้วยแชมป์ และโคมันเสียสถิติชูถ้วยแชมป์ต่อเนื่อง

 

44 ประตูจาก 45 นัดในทุกรายการ นี่คือผลงานในฤดูกาลแรกของ แฮร์รี เคน กับบาเยิร์น มิวนิก ที่เจ้าตัวมาอยู่กับทีมได้เพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น และทำให้เขาได้รางวัลส่วนตัวอย่างรองเท้าทองคำแห่งทวีปยุโรปและดาวซัลโวของบุนเดสลีกา

 

แต่จะด้วยวาสนาหรืออะไรก็ตามที่เล่นตลกกับเขา เพราะผลงานอันยอดเยี่ยมนี้ไม่สามารถทำให้เคนคว้าแชมป์กับทีมได้เลยสักรายการเดียว

 

ขณะเดียวกัน คิงสเลย์ โคมัน แนวรุกของบาเยิร์น มิวนิก เป็นอีกคนที่เสียสถิติกับทีมเมื่อฤดูกาล 2023/24 เพราะนั่นนับเป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้งของเจ้าตัวที่เขาไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ หลังแชมป์บุนเดสลีกาตกเป็นไบเออร์ เลเวอร์คูเซน

 

โดยก่อนหน้านี้โคมันทำสถิติเป็นนักเตะคนแรกของ 5 ลีกใหญ่ยุโรปที่คว้าแชมป์ลีกได้ทุกปี นับตั้งแต่เล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อฤดูกาล 2012/13 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาลงเล่นให้ 3 ทีมดังอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิก พร้อมกวาดถ้วยแชมป์ลีกต่อเนื่องได้มากถึง 12 ใบ

 


 

เมสซี และ อาร์เจนตินา

 

ลิโอเนล เมสซี ยังไม่แผ่ว พาอาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาสุดยิ่งใหญ่

 

แม้จะปล่อยใจ ค้าแข้งแบบชิลๆ กับอินเตอร์ ไมอามี พร้อมด้วยผองเพื่อน (อดีตนักเตะบาร์ซา) ที่ขนทัพไปเล่นในลีกลุงแซม จนช่วยทีมคว้าแชมป์ซัพพอร์เตอร์สชิลด์ (ทีมที่มีอันดับดีที่สุดในช่วงฤดูกาลปกติ)

 

แต่ ลิโอเนล เมสซี ในสีเสื้อทีมชาติอาร์เจนตินา ยังเป็นที่พึ่งของทีมอยู่เสมอแม้อายุจะล่วงเข้าวัย 37 ปี ภายหลังสวมปลอกแขนกัปตันนำทีมป้องกันแชมป์โคปาอเมริกาได้สำเร็จในช่วงกลางปีที่ผ่านมา และนับเป็นแชมป์สมัยที่ 16 ของทัพฟ้าขาว

 

และถึงนาทีนี้เหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเวียนกลับมาฟาดแข้งอีกครั้ง เมสซีที่ยังคงเล่นกับสโมสรและทีมชาติต่อเนื่องแบบนี้ ทำให้แฟนๆ เริ่มมีใจและคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาในฟุตบอลโลกอีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะเคยประกาศว่าเล่นครั้งสุดท้ายตอนได้แชมป์โลกที่กาตาร์เมื่อปี 2022 ไปแล้วก็ตาม

The post Football Fact of the Year 2024 โลกฟุตบอลเกิดอะไรขึ้นบ้าง…ในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาร์ซาออกเสื้อพิเศษฉลอง ลามีน ยามาล กับ ไอตานา บอนมาติ ได้รางวัลยุโรป https://thestandard.co/aitana-bonmati-and-lamine-yamal-barcelona-jersey/ Wed, 30 Oct 2024 06:30:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1001719 บาร์ซา

ไอตานา บอนมาติ และ ลามีน ยามาล ได้รับเสื้อที่ระลึกจากสโ […]

The post บาร์ซาออกเสื้อพิเศษฉลอง ลามีน ยามาล กับ ไอตานา บอนมาติ ได้รางวัลยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาร์ซา

ไอตานา บอนมาติ และ ลามีน ยามาล ได้รับเสื้อที่ระลึกจากสโมสรบาร์เซโลนา (บาร์ซา) คนละแบบ เพื่อเฉลิมฉลองการคว้ารางวัลบัลลงดอร์และถ้วยโกปา โทรฟี ของทั้งคู่

 

เสื้อดังกล่าวเป็นเสื้อโปโลแขนสั้นสีดำและสีครีม โดยด้านหน้าของเสื้อแต่ละตัวจะมีคำว่า ‘BARÇA’ และตราสโมสร FC Barcelona ที่ทอด้วยด้ายสีทอง

 

บนหน้าอกของเสื้อลายลามีนเป็นหมายเลข 304 ซึ่งเป็นการสื่อถึงเลข 3 หลักสุดท้ายของรหัสไปรษณีย์ของย่าน Rocafonda ซึ่งเป็นย่านที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นมา

 

ขณะที่เสื้อของบอนมาติเป็นเสื้อหมายเลข 14 ซึ่งเป็นการยกย่องหมายเลขของเธอที่เล่นให้กับบาร์เซโลนา

 

บนแขนเสื้อของเสื้อทั้งสองรุ่นนั้นมีรูปของลามาเซีย สถานที่อันโด่งดังระดับโลกของบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทั้งยามาลและบอนมาติรับการฝึกฝนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ก่อนที่จะกลายมาเป็นสตาร์ของทีมชุดใหญ่ในปัจจุบัน

 

ในขณะที่ด้านหลังของเสื้อแต่ละตัวจะมีภาพประกอบของทั้งคู่ พร้อมด้วยชื่อของพวกเขา

 

โดยเสื้อทั้ง 2 แบบมีจำหน่ายแล้วทางเว็บไซต์ของบาร์เซโลนาในราคาตัวละ 59.99 ยูโร หรือราว 2,191 บาท

 

บาร์ซา บาร์ซา บาร์ซา

 

อ้างอิง:

The post บาร์ซาออกเสื้อพิเศษฉลอง ลามีน ยามาล กับ ไอตานา บอนมาติ ได้รางวัลยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อนร่วมทีมเรอัล มาดริด ร่วมให้กำลังใจ วินิซิอุส จูเนียร์ หลังพลาดบัลลงดอร์ https://thestandard.co/real-madrid-supports-vinicius-ballon-dor/ Tue, 29 Oct 2024 11:49:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1001441 วินิซิอุส จูเนียร์

เพื่อนร่วมทีมของ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่เรอัล มาดริด ทั้ […]

The post เพื่อนร่วมทีมเรอัล มาดริด ร่วมให้กำลังใจ วินิซิอุส จูเนียร์ หลังพลาดบัลลงดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วินิซิอุส จูเนียร์

เพื่อนร่วมทีมของ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่เรอัล มาดริด ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างร่วมให้กำลังใจเขาจากการที่พลาดรางวัลบัลลงดอร์ ด้วยการโพสต์ภาพและข้อความทางโซเชียลมีเดีย โดยเกือบทั้งหมดบอกว่าเขาสมควรได้รับรางวัลบัลลงดอร์

 

แม้ว่าสุดท้ายการพลาดรางวัลบัลลงดอร์ครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดสำหรับวินิซิอุส แต่การที่เขาได้รับแรงสนับสนุนจากทีมเช่นนี้ ก็นับเป็นรางวัลปลอบใจที่น่าประทับใจมากทีเดียว

 

ภาพ: toni.kr8s, lunin_andrey, karimbenzema, ardaguler / Instagram, Eduardo Camavinga / X

The post เพื่อนร่วมทีมเรอัล มาดริด ร่วมให้กำลังใจ วินิซิอุส จูเนียร์ หลังพลาดบัลลงดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปผลประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 https://thestandard.co/summary-of-the-2024-ballon-dor/ Tue, 29 Oct 2024 00:55:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1001150

วันนี้ (29 ตุลาคม) มีงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 ของน […]

The post สรุปผลประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 ตุลาคม) มีงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 ของนิตยสารฟรองซ์ ฟุตบอล (France Football) โดยในงานยังคงมีการมอบรางวัลในหลากหลายสาขาให้แก่นักฟุตบอลและบุคลากรวงการลูกหนังที่ทำผลงานยอดเยี่ยมตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผลการประกาศรางวัลทั้งหมดมีดังนี้

 

บัลลงดอร์ (นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยม): โรดรี (แมนฯ ซิตี้ และทีมชาติสเปน)

บัลลงดอร์ เฟมิแน็ง (นักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยม): ไอตานา บอนมาติ (บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน)

 

โยฮัน ครัฟฟ์ โทรฟี (โค้ชชายแห่งปี): คาร์โล อันเชลอตติ (เรอัล มาดริด)

โยฮัน ครัฟฟ์ โทรฟี (โค้ชหญิงแห่งปี): เอ็มมา เฮย์ส (เชลซี และทีมชาติสหรัฐอเมริกา)

 

โกปา โทรฟี (นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม): ลามีน ยามาล (บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน)

แกร์ด มุลเลอร์ โทรฟี (กองหน้ายอดเยี่ยม): แฮร์รี เคน (บาเยิร์น มิวนิก) และ คีเลียน เอ็มบัปเป (ผลงานตอนอยู่กับเปแอสเช)

ยาชิน โทรฟี (ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม): เอมิเลียโน มาร์ติเนซ (แอสตัน วิลลา และทีมชาติอาร์เจนตินา)

 

ทีมฟุตบอลชายยอดเยี่ยม: เรอัล มาดริด

ทีมฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยม: บาร์เซโลนา 

 

อ้างอิง:

The post สรุปผลประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บัลลงดอร์’ มัดรวมเรื่องราวและสถิติที่น่าสนใจ https://thestandard.co/ballon-dor-stories-and-statistics/ Mon, 28 Oct 2024 00:54:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1000801 บัลลงดอร์ 2024

คืนนี้เราก็จะได้รู้กันแล้วว่าใครจะเป็นเจ้าของบัลลงดอร์ […]

The post ‘บัลลงดอร์’ มัดรวมเรื่องราวและสถิติที่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัลลงดอร์ 2024

คืนนี้เราก็จะได้รู้กันแล้วว่าใครจะเป็นเจ้าของบัลลงดอร์ 2024

 

แต่ก่อนจะไปถึงช่วงเวลานั้น THE STANDARD SPORT ขอพาแฟนบอลนั่งไทม์แมชชีนย้อนดูเรื่องราวและสถิติที่น่าสนใจของรางวัลอันทรงคุณค่าในวงการลูกหนังอย่าง ‘บัลลงดอร์’

 

The post ‘บัลลงดอร์’ มัดรวมเรื่องราวและสถิติที่น่าสนใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักเตะตัวเต็ง…ลุ้นคว้าบัลลงดอร์ 2024 https://thestandard.co/3-favorites-for-ballon-dor-2024/ Sun, 27 Oct 2024 02:01:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1000515

อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง…งานประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ […]

The post 3 นักเตะตัวเต็ง…ลุ้นคว้าบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง…งานประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ 2024 จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้มีผู้เล่นหลายคนทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ

 

แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาสื่อจากต่างประเทศจัดการตีวงแคบล็อกเป้า 3 ผู้เล่นที่มีโอกาสหรือใกล้เคียงที่จะครอบครองรางวัลนี้ ประกอบด้วย วินิซิอุส จูเนียร์, โรดรี และ จูด เบลลิงแฮม

 

แล้วคุณคิดว่าใครมีโอกาสได้บัลลงดอร์ในปีนี้…

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post 3 นักเตะตัวเต็ง…ลุ้นคว้าบัลลงดอร์ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบรางวัลบัลลงดอร์นับตั้งแต่ปี 2000 https://thestandard.co/ballon-dor-winners-list-since-2000/ Fri, 25 Oct 2024 23:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1000225

อีกเพียงไม่กี่วัน…งานประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ 2024 จะเริ […]

The post ทำเนียบรางวัลบัลลงดอร์นับตั้งแต่ปี 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีกเพียงไม่กี่วัน…งานประกาศผลรางวัลบัลลงดอร์ 2024 จะเริ่มขึ้น

 

แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้น เรามาย้อนดูทำเนียบเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ยอดนักเตะคนไหนเคยคว้าสุดยอดรางวัลนี้มาแล้วบ้าง

 

The post ทำเนียบรางวัลบัลลงดอร์นับตั้งแต่ปี 2000 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมสซี ยกย่อง เลาตาโร มาร์ติเนซ คู่ควรบัลลงดอร์ปีนี้ https://thestandard.co/messi-praises-lautaro-ballon-dor/ Thu, 17 Oct 2024 03:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=996988 เมสซี

ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงซูเปอร์สตาร์วัย 37 ปี ยกย่องฟอร์มกา […]

The post เมสซี ยกย่อง เลาตาโร มาร์ติเนซ คู่ควรบัลลงดอร์ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมสซี

ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงซูเปอร์สตาร์วัย 37 ปี ยกย่องฟอร์มการเล่นของ เลาตาโร มาร์ติเนซ ดาวยิงเพื่อนร่วมชาติอาร์เจนตินาที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลที่ผ่านมา และมองว่ามาร์ติเนซคือคนที่คู่ควรกับรางวัลบัลลงดอร์ในปีนี้มากที่สุด

 

“เขามีปีที่ยอดเยี่ยม เขายิงประตูได้ในนัดชิงชนะเลิศ (โคปาอเมริกา 2024) เขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในรายการโคปาอเมริกา เขาสมควรได้รับรางวัลบัลลงดอร์มากกว่าใครๆ” เมสซีกล่าว

 

ขณะที่มาร์ติเนซก็พูดถึงโอกาสคว้าบัลลงดอร์ของเขาเช่นกันในการให้สัมภาษณ์กับ TNT Sports ว่า “สำหรับฤดูกาลที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมสมควรที่จะอยู่ในจุดที่เป็นอยู่ เพราะผมทำงานหนัก และผมก็ทุกข์ทรมานมาเยอะในปีก่อนๆ นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ผมผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ และผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะไปถึงจุดนั้น (คว้าบัลลงดอร์)”

 

ฤดูกาล 2023/24 นับเป็นปีและฤดูกาลที่ดีสำหรับเลาตาโร หลังเขายิงประตูชัยให้อาร์เจนตินาคว้าแชมป์โคปาอเมริกาไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และคว้าแชมป์เซเรียอากับอินเตอร์ มิลาน พ่วงด้วยรางวัลดาวซัลโวสูงสุดในลีก นอกจากนี้ดาวเตะวัย 27 ปียังคว้ารางวัลรองเท้าทองคำในโคปาอเมริกา หลังจากทำประตูสูงสุดในรายการนี้ด้วย 5 ประตู

 

อ้างอิง:

The post เมสซี ยกย่อง เลาตาโร มาร์ติเนซ คู่ควรบัลลงดอร์ปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>