Azerbaijan – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 28 Dec 2024 02:36:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 อาเซอร์ไบจานเผย เครื่องบินถูก ‘รบกวนจากภายนอก’ เหนือน่านฟ้ารัสเซียก่อนตก https://thestandard.co/azerbaijan-plane-disturbance-crash-russia/ Sat, 28 Dec 2024 02:36:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1024932 azerbaijan-plane-disturbance-crash-russia

ราชาด นาบีเยฟ รัฐมนตรีคมนาคมอาเซอร์ไบจาน เปิดเผยความคืบ […]

The post อาเซอร์ไบจานเผย เครื่องบินถูก ‘รบกวนจากภายนอก’ เหนือน่านฟ้ารัสเซียก่อนตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
azerbaijan-plane-disturbance-crash-russia

ราชาด นาบีเยฟ รัฐมนตรีคมนาคมอาเซอร์ไบจาน เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนกรณีเครื่องบินของสายการบิน Azerbaijan Airlines เที่ยวบินที่ 8243 ประสบเหตุตกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยพบว่าเครื่องบินได้รับ ‘การรบกวนจากภายนอก’ และได้รับความเสียหายทั้งภายในและภายนอก ขณะที่พยายามลงจอดในสาธารณรัฐเชชเนียทางตอนใต้ของรัสเซีย

 

นาบีเยฟระบุว่า “ผู้รอดชีวิตทุกคนต่างให้การยืนยันว่าได้ยินเสียงระเบิด 3 ครั้ง ขณะที่เครื่องบินอยู่เหนือเมืองกรอซนีย์”

 

โดยก่อนหน้านี้ปรากฏรายงานจากสื่อหลายสำนักที่เชื่อว่าเครื่องบินถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียโจมตี ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทางบินข้ามทะเลแคสเปียนไปยังคาซัคสถาน และประสบเหตุตกจนมีผู้เสียชีวิต 38 คน

 

ด้านรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น แต่หัวหน้าสำนักงานการบินพลเรือนของรัสเซียกล่าวว่า สถานการณ์ในกรอซนีย์ ‘ซับซ้อนมาก’ ในขณะนั้น และได้มีการปิดน่านฟ้าแล้ว

 

ขณะที่ ดมิทรี ยาดรอฟ หัวหน้าสำนักงานขนส่งทางอากาศของรัฐบาลกลางรัสเซีย กล่าวในวิดีโอแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าว TASS ว่า “โดรนของยูเครนกำลังเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองกรอซนีย์และวลาดิคัฟคาซ

 

“ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำ ‘แผนปูพรม’ มาใช้ในพื้นที่สนามบินกรอซนีย์ และให้เครื่องบินทั้งหมดออกจากพื้นที่ที่กำหนดทันที” เขากล่าว และเสริมว่า “นอกจากนี้ ยังมีหมอกหนาในบริเวณสนามบินกรอซนีย์ด้วย”

 

ก่อนหน้านี้ จอห์น เคอร์บี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐฯ เห็นสัญญาณเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่าเครื่องบินของ Azerbaijan Airlines อาจถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียยิงตก แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

 

The Washington Post รายงานข้อกล่าวอ้างของเคอร์บีว่า “สัญญาณที่สหรัฐฯ ได้เห็นนั้นเกินกว่าภาพถ่ายของเครื่องบินที่ได้รับความเสียหายซึ่งเผยแพร่กันทั่วไป”

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินในอาเซอร์ไบจานเชื่อว่าระบบ GPS ของเครื่องบินได้รับผลกระทบจากการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนจะได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดของขีปนาวุธที่ยิงจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย

 

โดยรัฐมนตรีคมนาคมอาเซอร์ไบจานยังเผยว่า ทางการจะดำเนินการตรวจสอบว่าอาวุธหรือจรวดชนิดใดที่โจมตีเครื่องบินของ Azerbaijan Airlines

 

ภาพ: Anadolu via Reuters Connect

 

อ้างอิง:

The post อาเซอร์ไบจานเผย เครื่องบินถูก ‘รบกวนจากภายนอก’ เหนือน่านฟ้ารัสเซียก่อนตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเหตุการณ์เครื่องบินอาเซอร์ไบจานตกในคาซัคสถาน ถูกมิสไซล์รัสเซียโจมตีจริงหรือไม่? https://thestandard.co/key-messages-azerbaijan-airlines/ Fri, 27 Dec 2024 10:40:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1024738

เครื่องบินโดยสารสายการบิน Azerbaijan Airlines เที่ยวบิน […]

The post สรุปเหตุการณ์เครื่องบินอาเซอร์ไบจานตกในคาซัคสถาน ถูกมิสไซล์รัสเซียโจมตีจริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เครื่องบินโดยสารสายการบิน Azerbaijan Airlines เที่ยวบินที่ 8432 ประสบเหตุตกใกล้กับเมืองอัคเทาของคาซัคสถาน หลังเดินทางออกจากกรุงบากูของอาเซอร์ไบจาน มุ่งหน้าไปยังเมืองกรอซนี เมืองเอกของแคว้นเชชเนีย ทางใต้ของรัสเซีย ในช่วงเช้าของวันพุธ (25 ธันวาคม) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 38 คน และรอดชีวิต 29 คน จากจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด 67 คน ซึ่งรวมถึงนักบิน 2 คน และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 1 คน

 

ภายหลังเกิดเหตุ ปรากฏทั้งภาพและคลิปวิดีโอในช่วงเกิดเหตุที่สร้างความสงสัยถึงสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตก โดยเฉพาะภาพของรูพรุนบนตัวเครื่องบินที่ดูคล้ายกับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิด 

 

ขณะที่สื่อหลายสำนักรายงานผลการสืบสวนขั้นต้นของทางอาเซอร์ไบจานที่เชื่อว่าเครื่องบินถูกยิงตกโดยระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานของรัสเซีย แต่ทางด้านรัสเซียยังไม่ยืนยันข้อเท็จจริง และเตือนถึงการตั้งสมมติฐานก่อนที่จะได้ข้อสรุปจากการสืบสวน

 

โดยความหวังที่จะช่วยให้ทราบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือกล่องดำ ซึ่งล่าสุดทางการคาซัคสถานสามารถเก็บกู้ได้แล้ว 2 กล่อง 

 

และนี่คือรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เรารู้จนถึงตอนนี้

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

ตามรายงานของเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 พบว่าเที่ยวบินที่ 8432 ของ Azerbaijan Airlines ออกเดินทางจากสนามบินในกรุงบากู ในเวลา 07.55 น. ของวันที่ 25 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่นในอาเซอร์ไบจาน ก่อนจะตกในอีกประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งต่อมา 

 

รายงานจากสื่อบางสำนักระบุว่า เครื่องบินทำการลงจอดฉุกเฉินใกล้กับเมืองอัคเทา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาซัคสถาน 

 

ขณะที่สื่อทางการรัสเซียรายงานว่า เครื่องบินเปลี่ยนเส้นทางเนื่องจากจุดหมายที่เมืองกรอซนีมีหมอกหนา 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งผิดปกติที่ทำให้เกิดข้อสงสัยคือ ทำไมเครื่องบินจึงเลือกบินข้ามทะเลแคสเปียนก่อนจะประสบเหตุตกในเมืองอัคเทา ทั้งที่กรุงบากูและเมืองกรอซนีอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนเมืองอัคเทานั้นอยู่ทางทิศตะวันออก

 

ด้าน มารัต คาราบาเยฟ (Marat Karabayev) รัฐมนตรีคมนาคมของคาซัคสถาน เปิดเผยว่า ศูนย์ควบคุมการบินของคาซัคสถานได้รับสัญญาณจากรัสเซียประมาณ 45 นาทีก่อนเครื่องบินจะตก โดยมีการแจ้งว่าเที่ยวบินที่ 8432 กำลังจะเปลี่ยนเส้นทาง

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ควบคุมเที่ยวบินของรัสเซียระบุว่า ระบบควบคุมของเครื่องบินมีปัญหา และนักบินของเที่ยวบิน 8432 ตัดสินใจบินไปยังอัคเทา หลังจากได้รับรายงานว่าสภาพอากาศที่กรอซนีนั้นเลวร้าย 

 

และในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ควบคุมเที่ยวบินของรัสเซียยังแจ้งทางคาซัคสถานว่า “ถังออกซิเจนเกิดระเบิดในห้องโดยสารส่งผลให้ผู้โดยสารหมดสติ” 

 

ทั้งนี้ นักบินของเที่ยวบิน 8432 พยายามลงจอดที่สนามบินอัคเทา 2 ครั้ง ก่อนจะเบี่ยงออกจากเส้นทางเดิม และสูญเสียการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ควบคุมเที่ยวบินและประสบเหตุตกกระแทกพื้นไฟลุกไหม้

 

Flightradar24 ระบุในโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียว่า “เที่ยวบิน 8432 ถูกรบกวนด้วยระบบ GPS Jamming ใกล้กับเมืองกรอซนี” 

 

โดยระบบ GPS Jamming นั้นเป็นปัญหาที่ทราบกันดีบนเที่ยวบินที่เดินทางผ่านน่านฟ้าของรัสเซีย ซึ่ง Flightradar24 มองว่าผลกระทบจากการรบกวนสัญญาณ GPS อาจส่งผลขัดขวางระบบนำทางและการสื่อสารของเครื่องบินอย่างมาก และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้

 

นอกจากนี้ Flightradar24 ยังตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลและวิดีโอของเหตุการณ์เครื่องบินตก โดยระบุว่า “บ่งชี้ถึงปัญหาการควบคุมที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องบิน” 

 

รายละเอียดผู้เสียชีวิต-รอดชีวิต

 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของคาซัคสถานสามารถช่วยผู้รอดชีวิตออกมาจากซากเครื่องบินได้ 29 คน ซึ่ง 2 คนพบว่าเป็นเด็ก 

 

ข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงคมนาคมคาซัคสถานระบุว่า ผู้โดยสารบนเครื่องบิน 37 คนเป็นชาวอาเซอร์ไบจาน 16 คนเป็นชาวรัสเซีย 6 คนเป็นชาวคาซัคสถาน และ 3 คนมาจากคีร์กีซสถาน

 

ติมูร์ มูราตอฟ รองรัฐมนตรีสาธารณสุขของคาซัคสถาน กล่าวว่าชาวรัสเซีย 9 คน และชาวอาเซอร์ไบจาน 14 คน ถูกส่งกลับประเทศของตนแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 6 คนยังคงรับการรักษาในอัคเทา ในจำนวนนี้ 4 คนอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก และ 1 คนอาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต

 

อะไรเป็นสาเหตุเครื่องบินตก?

 

ในช่วงแรก สายการบิน Azerbaijan Airlines รายงานว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากเครื่องบินชนกับฝูงนก โดยสำนักงานขนส่งทางอากาศของรัสเซียก็ระบุว่าเครื่องบินตกหลังจากชนกับนก

 

อย่างไรก็ตาม วิดีโอและภาพถ่ายของเครื่องบินหลังจากตกแสดงให้เห็นรูพรุนบนตัวเครื่องบินที่ดูคล้ายกับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิด โดยสาเหตุของรูพรุนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสภาความมั่นคงแห่งชาติและการป้องกันประเทศของยูเครน โต้แย้งข้อกล่าวอ้างเรื่องเครื่องบินชนฝูงนกโดยโพสต์ในโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจนว่าเครื่องบิน ‘ถูกระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานของรัสเซียยิงตก’

 

เหตุการณ์เครื่องบินตกครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากยูเครนโจมตีภาคใต้ของรัสเซียด้วยโดรน ซึ่งที่ผ่านมาการโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียทำให้สนามบินในพื้นที่ต้องปิดทำการ ขณะที่ในช่วงเกิดเหตุเครื่องบินตกพบว่าสนามบินรัสเซียที่อยู่ใกล้กับเที่ยวบิน 8432 มากที่สุดก็ปิดทำการ

 

“รัสเซียควรปิดน่านฟ้าเหนือกรอซนี แต่กลับไม่ทำ” อังเดร โควาเลนโก ( Andriy Kovalenko) หัวหน้าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครนกล่าว โดยคาดเดาว่าทางการรัสเซียพยายามปกปิดสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังเหตุเครื่องบินตก ซึ่งรวมถึงรูบนเครื่องบินด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกล่าวโทษรัสเซีย

 

ขณะที่หลายสำนักข่าวทั้ง Euronews, The Wall Street Journal, Anadolu Agency และ Reuters มีการรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเกี่ยวกับการสืบสวนของทางการอาเซอร์ไบจาน

 

โดย Reuters อ้างข้อมูลแหล่งข่าวรายหนึ่งที่ระบุว่า เครื่องบินถูกโจมตีด้วยระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Pantsir-S ของรัสเซีย หลังจากระบบสื่อสารของเครื่องบินถูกระบบ GPS Jamming รบกวนสัญญาระหว่างบินเข้าใกล้เมืองกรอซนี แต่แหล่งข่าวรายดังกล่าวเชื่อว่า การยิงโจมตีเครื่องบินเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ขณะที่ Euronews อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลรัสเซียว่า เที่ยวบิน 8432 ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจอดในรัสเซีย หลังจากนักบินขอลงจอดฉุกเฉิน แต่กลับได้รับคำสั่งให้บินข้ามทะเลแคสเปียนไปยังเมืองอัคเทาแทน

 

ส่วน The Wall Street Journal ระบุว่า บริษัท Osprey Flight Solutions ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางการบินของอังกฤษ แจ้งไปทางสายการบิน Azerbaijan Airlines ว่าเที่ยวบิน 8432 ‘น่าจะถูกยิงตกโดยระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานของรัสเซีย’ 

 

ทั้งนี้ รัสเซียมีระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานหลายระบบ รวมถึงระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ S-300 และ S-400 ตลอดจนระบบ Pantsir ที่มีพิสัยการยิงระยะกลาง 

 

อย่างไรก็ตาม ความหวังสำคัญในการไขความกระจ่างของเหตุการณ์ทั้งหมดน่าจะอยู่ที่กล่องดำทั้ง 2 กล่องที่ทางการคาซัคสถานเก็บกู้ไว้ได้แล้ว แต่การตรวจสอบบันทึกทั้งหมดจากกล่องดำคาดว่าจะใช้เวลาไม่น้อย

 

ขณะที่ทางการอาเซอร์ไบจาน ยังไม่มีการประกาศผลสรุปในการสืบสวน ซึ่งทางด้าน ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน ออกมาเตือนว่าอย่าเพิ่งคาดเดาเกี่ยวกับสาเหตุของการตกของเครื่องบิน

 

“มันจะเป็นเรื่องผิดหากจะตั้งสมมติฐานใดๆ ก่อนที่การสอบสวนจะได้ข้อสรุป”

 

ภาพ: REUTERS/Azamat Sarsenbayev TPX IMAGES OF THE DAY

อ้างอิง: 

The post สรุปเหตุการณ์เครื่องบินอาเซอร์ไบจานตกในคาซัคสถาน ถูกมิสไซล์รัสเซียโจมตีจริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นากอร์โน-คาราบัค ถึงคราว ‘สิ้นชาติ’ ถาวรแล้วหรือไม่? หลังผู้คนอพยพตั้งรกรากในอาร์เมเนียแทน https://thestandard.co/is-this-the-end-of-nagorno-karabakh/ Sun, 01 Oct 2023 07:31:46 +0000 https://thestandard.co/?p=848913 นากอร์โน-คาราบัค

หากผู้อ่านติดตามเรื่องราวของพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตผ่าน […]

The post นากอร์โน-คาราบัค ถึงคราว ‘สิ้นชาติ’ ถาวรแล้วหรือไม่? หลังผู้คนอพยพตั้งรกรากในอาร์เมเนียแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นากอร์โน-คาราบัค

หากผู้อ่านติดตามเรื่องราวของพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตผ่านงานเขียนของผู้เขียนมาโดยตลอด คงจะพอจำเรื่องราวของดินแดนพิพาทระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานที่มีชื่อว่า ‘นากอร์โน-คาราบัค’ (Nagorno-Karabakh) หรือ ‘อาร์ตซัค’ (Artsakh) ได้ว่า ดินแดนแห่งนี้ในแต่ละปีจะมีอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่มีการปะทะกันด้วยกำลัง

 

และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ มหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อทั้งสองคู่ขัดแย้งนี้ก็คือ ‘พี่ใหญ่’ อย่าง ‘รัสเซีย’ ที่มีบทบาทเป็นกาวใจ เป็นคนกลางในการระงับไม่ให้ไฟแห่งความขัดแย้งลุกลามบานปลาย

 

ที่ผ่านมาความขัดแย้งกรณีนากอร์โน-คาราบัคที่คุกรุ่นมาตลอด 30 กว่าปี นับตั้งแต่สหภาพโซเวียต (USSR) กำลังจะล่มสลายจนถึงปัจจุบันมีลักษณะที่เป็นการปะทะกันทางกำลังทหารที่ไม่เคยมีฝ่ายใดแพ้หรือชนะอย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว เนื่องจากรัสเซียในฐานะพี่ใหญ่มักจะเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยให้สถานการณ์เย็นลง นับตั้งแต่ช่วงต้นความขัดแย้งที่ชาวนากอร์โน-คาราบัค ผู้มีเชื้อสายอาร์เมเนียที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอาร์เมเนียในการสู้กับฝ่ายอาเซอร์ไบจาน ผู้มีเชื้อสายเติร์กและนับถือศาสนาอิสลามจนสามารถตั้งรัฐปกครองตนเองได้ 

 

แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลอาร์เมเนียก็ไม่เคยประกาศผนวกดินแดนพิพาทนี้ และในขณะเดียวกันในเชิงกฎหมาย (De Jure) อาร์เมเนียก็ไม่เคยประกาศรับรองเอกราชให้กับดินแดนพิพาทนี้เช่นกัน อีกทั้งในเมื่อไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายในฐานะดินแดนของอาร์เมเนีย องค์การ CSTO หรือ ‘NATO ค่ายรัสเซีย’ ที่นำโดยรัสเซียก็ไม่มีพันธะทางกฎหมายในการปกป้องดินแดนนี้ให้อาร์เมเนีย (ทำได้เพียงเข้ามาไกล่เกลี่ยไม่ให้สองฝ่ายยิงกัน)

 

เรียกได้ว่าเปิดช่องโหว่ ‘ระเบิดเวลา’ ให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัวมานานกว่า 30 ปี

 

เวลา 3 ทศวรรษมากพอที่จะหล่อหลอมให้เกิดปัจจัยต่างๆ เกื้อหนุนให้ฝ่ายอาเซอร์ไบจานมีความแข็งแกร่งและเหนือกว่าอาร์เมเนียหลายขุม อาทิ อาเซอร์ไบจานเป็นประเทศที่มีพื้นที่ติดทะเลแคสเปียน อันเป็นขุมทรัพย์ทางปิโตรเลียมที่สำคัญที่นำรายได้มาอุ้มชูเศรษฐกิจอาเซอร์ไบจานให้แข็งแกร่ง รวมไปถึงการพัฒนากองทัพให้แข็งแกร่งมากขึ้นเช่นกัน ในขณะที่อาร์เมเนียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล (Landlocked Country) และพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทั้งยังมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่า จึงมีข้อจำกัดในการพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง

 

ปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศก็มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์นี้ กล่าวคืออาเซอร์ไบจานสามารถเล่นบทบาทเป็นได้ทั้งเพื่อนบ้านที่ดีต่อทั้งรัสเซียและตุรกี ผู้มีเชื้อสาย ผู้คน ศาสนา และภาษาพูดที่ใกล้เคียงกันสนับสนุนมาโดยตลอด ในขณะที่อาร์เมเนียหัวเดียวกระเทียมลีบ ต้องพึ่งพารัสเซียเป็นหลัก แม้ว่ารัสเซียจะเคยมีบทบาทเป็นพี่ใหญ่ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของสองประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งในปี 2020 ที่ลุกลามใหญ่โต รัสเซียก็ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามากู้สถานการณ์ทัน เพื่อไม่ให้ฝ่ายอาร์เมเนียแพ้มากเกินไป แต่ทว่าในยุคปี 2023 รัสเซียยังคงติดพันสงครามในยูเครนจนไม่สามารถกลับมาเล่นบทบาทเป็นพี่ใหญ่เต็มกำลังได้เหมือนเดิม เปิดช่องให้อาเซอร์ไบจานใช้โอกาสนี้ในการนำกำลังเข้าบุกยึดและเข้าควบคุมแคว้นนากอร์โน-คาราบัคได้อย่างเด็ดขาด (แต่ทางฝ่ายผู้นำอาเซอร์ไบจานก็ให้คำมั่นเช่นกันว่าจะปกป้องสิทธิของชาวบ้านเชื้อสายอาร์เมเนีย)

 

กว่าอาร์เมเนียจะตั้งรับเหตุการณ์นี้ได้ก็สายไปเสียแล้ว ได้แต่กล่าวโทษทุกฝ่ายทั้งรัสเซียที่ไม่ช่วย ทั้งอาเซอร์ไบจานและตุรกีที่รวมหัวกันเล่นงาน จนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธตัดสินใจยอมแพ้และปลดอาวุธ ทำให้ผู้คนเชื้อสายอาร์เมเนียนับแสนคนที่เกิดและเติบโตในแคว้นนากอร์โน-คาราบัคของอาเซอร์ไบจาน ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดและอพยพไปตั้งรกรากอยู่ที่อาร์เมเนียแทน เนื่องจากหวั่นถูกเลือกปฏิบัติและถูกกวาดล้างชาติพันธุ์

 

ต่อไปนี้เขตการปกครองตนเองที่ชื่อว่านากอร์โน-คาราบัค หรืออาร์ตซัค ก็คงเหลือเพียงตำนานที่ไร้ผู้คนเชื้อสายอาร์เมเนียอาศัยอยู่

 

เพราะความเป็นรัฐบาลของนากอร์โน-คาราบัคจะสิ้นสุดอำนาจลงแล้ว หลัง ซัมเวล ชาห์รามันยัน ประธานาธิบดีของกลุ่มประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ออกกฤษฎีกาสั่งยุบดินแดนแห่งนี้ในเดือนมกราคม 2024 เป็นอันสิ้นสุดการดำรงอยู่ของเขตการปกครองดังกล่าวอย่างเป็นทางการ 

 

แฟ้มภาพ: Knovakov / Shutterstock

อ้างอิง: 

 

The post นากอร์โน-คาราบัค ถึงคราว ‘สิ้นชาติ’ ถาวรแล้วหรือไม่? หลังผู้คนอพยพตั้งรกรากในอาร์เมเนียแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำนากอร์โน-คาราบัค ประกาศเตรียมยุบดินแดนในเดือนมกราคม 2024 หลังพ่ายการสู้รบต่ออาเซอร์ไบจาน https://thestandard.co/nagorno-karabakh-to-dissolve-the-territory/ Thu, 28 Sep 2023 10:55:32 +0000 https://thestandard.co/?p=847590 Nagorno-Karabakh

ซัมเวล ชาห์รามันยัน ประธานาธิบดีของกลุ่มประชาชนเชื้อสาย […]

The post ผู้นำนากอร์โน-คาราบัค ประกาศเตรียมยุบดินแดนในเดือนมกราคม 2024 หลังพ่ายการสู้รบต่ออาเซอร์ไบจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nagorno-Karabakh

ซัมเวล ชาห์รามันยัน ประธานาธิบดีของกลุ่มประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ออกกฤษฎีกาสั่งยุบดินแดนแห่งนี้ในเดือนมกราคม ปี 2024 เป็นอันสิ้นสุดการดำรงอยู่ของภูมิภาค โดยดินแดนดังกล่าวมีกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียอาศัยอยู่มากที่สุด แต่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน และที่ผ่านมาเกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียกับรัฐบาลอาเซอร์ไบจานมายาวนาน

 

กฤษฎีกาของชาห์รามันยันได้เรียกร้องให้ทุกองค์กรและทุกสถาบันของนากอร์โน-คาราบัคเลิกปฏิบัติงานทั้งหมดภายในวันที่ 1 มกราคม 2024

 

“สาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัคประกาศยุติการดำรงอยู่ของดินแดน” ถ้อยแถลงในกฤษฎีการะบุ

 

ชาห์รามันยันระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองและการทหารปัจจุบันที่กำลังยากลำบาก และเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ขณะที่มีการทำข้อตกลงร่วมกับอาเซอร์ไบจานเพื่อให้ประชาชนในนากอร์โน-คาราบัคสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้อย่างเสรี ไร้ข้อจำกัด และปลอดภัย ผ่านทางฉนวนลาชึน (Lachin Corridor) ซึ่งเชื่อมระหว่างนากอร์โน-คาราบัคกับทางตอนใต้ของอาร์เมเนีย

 

โดยเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประชาชนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคจำนวนกว่าครึ่งได้อพยพออกจากดินแดนดังกล่าว และย้ายไปอยู่ที่อาร์เมเนียแทน เพราะหวั่นถูกทางการอาเซอร์ไบจานกวาดล้าง กดขี่ และเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ หลังกองทัพอาเซอร์ไบจานใช้กำลังเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในนากอร์โน-คาราบัคเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Astrig Agopian / Getty Images

อ้างอิง:

The post ผู้นำนากอร์โน-คาราบัค ประกาศเตรียมยุบดินแดนในเดือนมกราคม 2024 หลังพ่ายการสู้รบต่ออาเซอร์ไบจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียอพยพจากพื้นที่พิพาท หวั่นอาเซอร์ไบจานกวาดล้างเผ่าพันธุ์ https://thestandard.co/thousands-flee-as-armenia-says-ethnic-cleansing/ Tue, 26 Sep 2023 03:45:15 +0000 https://thestandard.co/?p=846252 กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนีย

กลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายอาร์เมเนียจำนวนมากทยอยอพยพออกจาก […]

The post กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียอพยพจากพื้นที่พิพาท หวั่นอาเซอร์ไบจานกวาดล้างเผ่าพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนีย

กลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายอาร์เมเนียจำนวนมากทยอยอพยพออกจากภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคไปยังอาร์เมเนีย ภายหลังกองทัพอาเซอร์ไบจานเข้ายึดครองพื้นที่พิพาทตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว

 

โดยนายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน ระบุว่า การอพยพมีขึ้นท่ามกลางความหวาดกลัวอันตรายจากการกวาดล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนีย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาทนากอร์โน-คาราบัคกว่า 1.2 แสนคน และจนถึงขณะนี้มีกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียอพยพออกจากพื้นที่แล้วกว่า 6.5 พันคน

 

ก่อนหน้านี้รัฐบาลอาเซอร์ไบจานยืนยันว่า ต้องการรวมกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียกลับคืนมาเป็น ‘พลเมืองที่เท่าเทียมกัน’

 

โดย อิลฮัม อาลิเยฟ ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน ให้คำมั่นว่าจะรับประกันสิทธิและความปลอดภัยของชาวอาร์เมเนียที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ แต่หลายฝ่ายยังแสดงความไม่เชื่อมั่น เนื่องจากความขัดแย้งและการสู้รบนองเลือดระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ทวีความตึงเครียดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในพื้นที่พิพาทที่มีความขัดแย้งยืดเยื้อมากที่สุดของโลก

 

ขณะที่รัฐบาลอาเซอร์ไบจาน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ระบุว่า ชาวอาร์เมเนียซึ่งเป็นชาวคริสต์ สามารถอพยพออกจากพื้นที่นากอร์โน-คาราบัคได้หากต้องการ

 

ที่ผ่านมาภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่พื้นที่ส่วนใหญ่นั้นอยู่ภายใต้การครอบครองของกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียมานานกว่า 3 ทศวรรษ

 

 

อ้างอิง:

The post กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียอพยพจากพื้นที่พิพาท หวั่นอาเซอร์ไบจานกวาดล้างเผ่าพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอาร์เมเนีย 1.2 แสนคนในนากอร์โน-คาราบัคเตรียมอพยพออก หวั่นถูกอาเซอร์ไบจานกวาดล้างชาติพันธุ์ https://thestandard.co/120000-karabakh-armenians-to-leave-region-after-azerbaijan/ Mon, 25 Sep 2023 02:31:47 +0000 https://thestandard.co/?p=845657 ชาวอาร์เมเนีย

ชาวอาร์เมเนียราว 1.2 แสนคนในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค (Na […]

The post ชาวอาร์เมเนีย 1.2 แสนคนในนากอร์โน-คาราบัคเตรียมอพยพออก หวั่นถูกอาเซอร์ไบจานกวาดล้างชาติพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอาร์เมเนีย

ชาวอาร์เมเนียราว 1.2 แสนคนในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh) ซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน เตรียมอพยพออกจากดินแดนดังกล่าวและย้ายไปอยู่ที่อาร์เมเนียแทน เพราะหวั่นถูกทางการอาเซอร์ไบจานกวาดล้าง กดขี่ และเลือกปฏิบัติ 

 

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่อาเซอร์ไบจานประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในนากอร์โน-คาราบัค เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา โดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียตัดสินใจสลายกองกำลังและปลดอาวุธ แม้ทางการอาเซอร์ไบจานจะรับประกันว่าชาวอาร์เมเนียที่อาศัยอยู่ในดินแดนนากอร์โน-คาราบัคนี้มาอย่างยาวนาน จะได้รับสิทธิปกป้องคุ้มครองและหารือถึงแนวทางบูรณาการร่วมกับทางการอาเซอร์ไบจาน

 

แต่ก็มีชาวอาร์เมเนียจำนวนไม่น้อยที่กังวลต่อท่าทีดังกล่าว และหวั่นใจว่าตนเองและครอบครัวจะถูกกดขี่และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอาเซอร์ไบจาน หากไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอที่จะสร้างหลักประกันได้ว่า ชาวอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัคจะไม่ถูกกวาดล้างชาติพันธุ์ ก็มีแนวโน้มสูงมากที่ชาวอาร์เมเนียในดินแดนแห่งนี้จะต้องอพยพออกจากดินแดนบ้านเกิดของตัวเอง

 

อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานสู้รบในดินแดนพิพาทนี้มานานกว่า 30 ปี โดยอาเซอร์ไบจานเป็นฝ่ายได้เปรียบในการทำสงครามครั้งใหญ่ที่ยาวนานถึง 6 สัปดาห์ในปี 2020 หลังได้รับการสนับสนุนจากทางการตุรกี จนสามารถยึดดินแดนบางส่วนในนากอร์โน-คาราบัคและพื้นที่โดยรอบคืนได้จากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนีย

 

ภาพ: Alain Jocard / AFP

อ้างอิง:

The post ชาวอาร์เมเนีย 1.2 แสนคนในนากอร์โน-คาราบัคเตรียมอพยพออก หวั่นถูกอาเซอร์ไบจานกวาดล้างชาติพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัคยอมจำนน พร้อมหยุดยิงกับอาเซอร์ไบจาน https://thestandard.co/armenia-azerbaijan-halt-karabakh-attack/ Thu, 21 Sep 2023 03:22:48 +0000 https://thestandard.co/?p=844106 อาร์เมเนีย

อาเซอร์ไบจานประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคนากอร์โ […]

The post กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัคยอมจำนน พร้อมหยุดยิงกับอาเซอร์ไบจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนีย

อาเซอร์ไบจานประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh) แล้ว หลังจากกองกำลังแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียในพื้นที่พิพาทดังกล่าวยอมจำนนและตกลงที่จะหยุดยิง ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวจะกลับคืนสู่การควบคุมของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน

 

ภายใต้ข้อตกลงที่ได้รับการยืนยันจากทั้งสองฝ่าย และมีผลตั้งแต่เวลา 13.00 น. (16.00 น. ตามเวลาไทย) ของวันพุธ (20 กันยายน) นั้น กองกำลังแบ่งแยกดินแดนจะสลายกำลังและปลดอาวุธ ขณะที่การหารือเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคและกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคแห่งนี้จะเริ่มต้นขึ้นในวันพฤหัสบดี

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เรียกภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคว่า ‘สาธารณรัฐอาร์ตซัค’ (Republic of Artsakh) กล่าวว่า พวกเขาถูกบังคับให้ยอมรับเงื่อนไขของอาเซอร์ไบจาน หลังจากที่กองทัพของอาเซอร์ไบจานบุกทะลวงแนวรบของพวกเขา และยึดพื้นที่ทางยุทธศาสตร์หลายแห่ง โดยที่สาธารณรัฐอาร์ตซัคไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศเลย

 

นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งตั้งอยู่ในแถบเทือกเขาคอเคซัส ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจาน แต่พื้นที่ส่วนหนึ่งของภูมิภาคนี้อยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนีย ซึ่งประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ

 

รายงานข่าวระบุว่า ชาวอาร์เมเนียที่หวาดกลัวว่าอนาคตจะไม่ปลอดภัยต่างเดินทางไปที่สนามบินในเมืองสเตปานาเคิร์ต (Stepanakert) เมืองเอกของนากอร์โน-คาราบัค หรือที่อาเซอร์ไบจานเรียกว่าเมืองคันเกนดี (Khankendi) บ้างก็เลือกหนีไปหลบภัยอยู่กับเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของรัสเซีย

 

ทั้งนี้ อาเซอร์ไบจานได้เปิดฉากยิงปืนใหญ่โจมตีกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในดินแดนพิพาทนากอร์โน-คาราบัค และส่งทหารเข้าไปยังพื้นที่เมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อยึดพื้นที่ดังกล่าวคืนจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ตั้งตนปกครองนากอร์โน-คาราบัค โดยอาเซอร์ไบจานประกาศว่าไม่สามารถทนต่อสถานการณ์ที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและอธิปไตยเหนือดินแดนของตนได้อีกต่อไป นอกจากนี้ อาเซอร์ไบจานยังวางแผนที่จะรวมชาวอาร์เมเนียชาติพันธุ์ 120,000 คนในพื้นที่ และจะคุ้มครองสิทธิของคนกลุ่มนี้ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศ

 

อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลอาเซอร์ไบจานยืนยันว่าจะให้การปกป้องคุ้มครอง แต่ชาวอาร์เมเนียบางส่วนในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคยังคงกังขา เนื่องจากภูมิภาคนี้เคยตกเป็นสมรภูมิการสู้รบมาแล้วถึงสองครั้ง นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1991 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านคู่กรณีอย่างอาร์เมเนียกล่าวหาอาเซอร์ไบจานว่าพยายามกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ในดินแดนดังกล่าว ซึ่งอาเซอร์ไบจานปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

 

“โดยแท้จริงแล้ว พวกเขากำลังบอกว่าเราต้องออกไป อย่าอยู่ที่นี่ หรือยอมรับว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน โดยแท้จริงแล้ว นี่คือปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์” รูเบน วาร์ดันยัน อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายบริหารกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัค กล่าวกับ Reuters

 

เขาระบุด้วยว่า มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคนในการสู้รบ อย่างไรก็ดี สำนักข่าว Reuters ไม่สามารถยืนยันตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวได้

 

ชัยชนะทางทหารของอาเซอร์ไบจานที่ได้รับการสนับสนุนจากตุรกี และมีกองกำลังมากกว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนมาก อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาร์เมเนีย ซึ่งกองกำลังทางการเมืองบางส่วนโกรธแค้นที่รัฐบาลอาร์เมเนียไม่ทำอะไรมากกว่านี้เพื่อปกป้องชาวอาร์เมเนียในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค โดยขณะนี้เริ่มมีเสียงเรียกร้องจากฝ่ายค้านให้นายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน ของอาร์เมเนีย ลาออกจากตำแหน่ง

 

ขณะเดียวกัน ชาวอาร์เมเนียบางส่วนยังโกรธเคืองรัสเซียด้วยเช่นกันที่ไม่สามารถหยุดยั้งอาเซอร์ไบจานได้ ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของรัสเซียหลายพันคนประจำการในนากอร์โน-คาราบัค อีกทั้งมอสโกยังเคยช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2020 หลังสงครามปะทุและยืดเยื้ออยู่ 44 วัน 

 

อย่างไรก็ดี เครมลินปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว และอ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพรัสเซียจะปกป้องพลเรือนในนากอร์โน-คาราบัคต่อไป ด้านกระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้เผยแพร่ภาพของชาวอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัคที่หนีการสู้รบไปพักพิง ณ ฐานทัพชั่วคราวของรัสเซีย

 

ปฏิบัติการทางทหารของอาเซอร์ไบจานเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรป ซึ่งระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในนากอร์โน-คาราบัคควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา และการเปิดฉากโจมตีของอาเซอร์ไบจานทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคเลวร้ายลงไปอีก หลังจากถูกอาเซอร์ไบจานปิดล้อมพื้นที่มานานถึง 9 เดือน

 

ภาพ: Karen MINASYAN / AFP

อ้างอิง:

The post กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัคยอมจำนน พร้อมหยุดยิงกับอาเซอร์ไบจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทนนิส พาณิภัค ยอมรับเสียดายที่พลาดแชมป์โลกสมัยที่ 3 พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ปารีสปี 2024 https://thestandard.co/tennis-admit-regret-third-champion/ Thu, 01 Jun 2023 03:10:56 +0000 https://thestandard.co/?p=797759 เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ

วานนี้ (31 พฤษภาคม) เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเ […]

The post เทนนิส พาณิภัค ยอมรับเสียดายที่พลาดแชมป์โลกสมัยที่ 3 พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ปารีสปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ

วานนี้ (31 พฤษภาคม) เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย พ่ายให้กับ เมอร์ฟ ดินเซล จากตุรกี 1-2 ยก ได้รองแชมป์โลกเทควันโดชิงแชมป์โลก 2023 ที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน

 

โดยพาณิภัค อดีตแชมป์โลก 2 สมัย และแชมป์โอลิมปิก 2020 ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กหลังเกมว่าเสียดายที่ได้รองแชมป์ แต่จะพยายามต่อไปเพื่อเป้าหมายคว้าเหรียญทองโอลิมปิกอีกครั้งในปีหน้าที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พร้อมขอบคุณแฟนๆ ที่สนับสนุน

 

“ถามว่าเสียดายไหม ก็ตอบได้เลยว่ามาก

 

“ทำเต็มที่แล้วจริงๆ ใส่สุดหมดแม็กแล้วแต่มันก็ยังไม่พอ ‘ไม่เป็นไร ยอมรับ เรียนรู้ แก้ไข ปรับปรุง’ จะว่าไปไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ต้องกลับซ้อมต่ออยู่ดี ลุยกันต่อจ้า!! หนทางยังอีกยาวไกล หัวใจต้องแกร่ง โอลิมปิกปารีส 2024 ต้องเป็นสีทองเท่านั้น

 

“วันนี้หนูขอขอบคุณทุกคน ขอบคุณทุกๆ กำลังใจ ทุกๆ เสียงเชียร์ที่มีให้กันเสมอมานะคะ”

 

ในการแข่งรอบชิงชนะเลิศนั้น พาณิภัคและดินเซลสู้ได้สูสีและชนะกันไปก่อนคนละยก ก่อนที่ในยกที่ 3 ดินเซลสามารถเตะทำแต้มจากพาณิภัคได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชนะยกไป 11-4 และชนะเกมไปด้วยคะแนน 2-1 ยก

 

สำหรับโปรแกรมแข่งขันครั้งต่อไปของพาณิภัคคือรายการโรมา 2023 เวิลด์ เทควันโด กรังด์ปรีซ์ ที่ประเทศอิตาลี ในวันที่ 9-11 มิถุนายนนี้

 

อ้างอิง:

The post เทนนิส พาณิภัค ยอมรับเสียดายที่พลาดแชมป์โลกสมัยที่ 3 พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองโอลิมปิกที่ปารีสปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทนนิส พาณิภัค ออกเดินทางไปศึกเทควันโดชิงแชมป์โลก ที่อาเซอร์ไบจาน หวังคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 https://thestandard.co/tennis-joining-2023-world-taekwondo-championships/ Wed, 24 May 2023 01:33:50 +0000 https://thestandard.co/?p=794396 เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ

วันนี้ (23 พฤษภาคม) เทควันโดไทย ชุดสู้ศึกเทควันโดชิงแชม […]

The post เทนนิส พาณิภัค ออกเดินทางไปศึกเทควันโดชิงแชมป์โลก ที่อาเซอร์ไบจาน หวังคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ

วันนี้ (23 พฤษภาคม) เทควันโดไทย ชุดสู้ศึกเทควันโดชิงแชมป์โลก 2023 ที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2566 โดยออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 

 

รายการนี้สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน 8 คน แบ่งเป็นชาย 4 คน และหญิง 4 คน ประกอบด้วย 

 

รุ่น 46 กิโลกรัมหญิง กีตาร์-กมลชนก สีเคน แชมป์ดัตช์โอเพน 2023 และเบลเยียมโอเพน 2023, เหรียญเงิน เยาวชนชิงแชมป์โลก 2022

 

รุ่น 49 กิโลกรัมหญิง เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ แชมป์โอลิมปิกเกมส์ 2020 และแชมป์โลก 2 สมัย ปี 2015 ในรุ่น 46 กิโลกรัมหญิง กับปี 2019 ในรุ่น 49 กิโลกรัมหญิง

 

รุ่น 53 กิโลกรัมหญิง นก-พรรณนภา หาญสุจินต์ แชมป์โลกในรุ่น 53 กิโลกรัมหญิง ปี 2019

 

รุ่น 62 กิโลกรัมหญิง ใบเตย-ศศิกานต์ ทองจันทร์ แชมป์ซีเกมส์ 2023

 

รุ่น 54 กิโลกรัมชาย ฟาอีส-สิรวิชญ์ มะหะหมัด 

 

รุ่น 58 กิโลกรัมชาย ฮามัน-ธนกฤต ยอดรักษ์ แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย

 

รุ่น 63 กิโลกรัมชาย หยู-บัลลังก์ ทับทิมแดง เหรียญเงิน เยาวชนชิงแชมป์โลก 2022 ในรุ่น 59 กิโลกรัมชาย

 

รุ่น 68 กิโลกรัมชาย ชายชล โช แชมป์ซีเกมส์ 2021

 

การแข่งขันครั้งนี้ นักกีฬาความหวังอย่างพาณิภัค เจ้าของแชมป์โลก 2 สมัย ที่เพิ่งคว้าเหรียญทองซีเกมส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประกาศจะคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 มาครองให้ได้ แม้ว่าจะไม่ง่ายเพราะมีชาติคู่แข่งในรุ่นเก่งๆ หลายคนก็ตาม 

 

ส่วนพรรณนภา อดีตแชมป์โลก 2019 ที่เพิ่งคว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่กัมพูชา เปิดเผยว่า ตอนนี้ที่ยากคือการลดน้ำหนักจาก 57 กิโลกรัม ลงมาที่ 53 กิโลกรัม

 

ด้าน ชัชชัย เช หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเทควันโดไทย ยอมรับในรายการชิงแชมป์โลกว่าเป็นงานหนัก ล่าสุดเช็กรายชื่อ 8 รุ่นของไทย มีชาติคู่แข่งส่งนักกีฬากันเยอะ

 

สำหรับผลงานปีที่แล้ว ทีมเทควันโดไทยคว้ามาได้ 1 เหรียญทองแดง จากผลงานของพาณิภัค ในรุ่น 49 กิโลกรัมหญิง 

The post เทนนิส พาณิภัค ออกเดินทางไปศึกเทควันโดชิงแชมป์โลก ที่อาเซอร์ไบจาน หวังคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซร์คิโอ เปเรซ คว้าแชมป์อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ 2023 https://thestandard.co/sergio-perez-wins-azerbaijan-grand-prix/ Mon, 01 May 2023 02:21:17 +0000 https://thestandard.co/?p=783430 เซร์คิโอ เปเรซ

วันนี้ (30 เมษายน) เป็นการแข่งขันอาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรี […]

The post เซร์คิโอ เปเรซ คว้าแชมป์อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซร์คิโอ เปเรซ
วันนี้ (30 เมษายน) เป็นการแข่งขันอาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ 2023 รอบชิงชนะเลิศ หรือรอบ Main Race ที่สนามบากู สตรีท เซอร์กิต กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน
 
 
โดยกริดออกสตาร์ทวันนี้ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ จากเฟอร์รารี ออกสตาร์ทในอันดับที่ 1 ตามด้วย แม็กซ์ แวร์สเตปเพน จากเรดบูลล์ อันดับที่ 2 และ เซร์คิโอ เปเรซ จากเรดบูลล์ ในอันดับที่ 3 และ คาร์ลอส ซายน์ เฟอร์รารี ในอันดับที่ 4 ต่อด้วย ลูอิส แฮมิลตัน จากเมอร์ซีดีส และ เฟร์นานโด อลอนโซ จาก แอสตันมาร์ติน ในอันดับที่ 5 และ 6 ส่วน อเล็กซ์ อัลบอน นักแข่งลูกครึ่งไทยอังกฤษ ในอันดับที่ 12
 
 
ออกสตาร์ทเป็น ชาร์ลส์ เลอแคลร์ อยู่ที่ 1 ก่อนที่จะคงตำแหน่งผู้นำได้ถึงรอบที่ 4 ที่แม็กซ์แซงเลอแคลร์ขึ้นที่ 1 แทน และในรอบที่ 6 เซร์คิโอ เปเรซ แซงเลอแคลร์ ขึ้นที่ 2 ทำให้นักแข่งเรดบูลล์ขึ้นนำอันดับที่ 1 และ 2
 
 
ผ่านไป 8 รอบมีเพียง อัลบอน, ปิแอร์ แกสลี จากอัลพีน และ วัลท์เทอรี บอททาส จาก อัลฟา โรเมโอ ที่เข้าพิตเปลี่ยนเป็นยาง Hard ก่อนที่ผ่านไป 10 รอบนักแข่งเกินครึ่งกริดได้เปลี่ยนเป็นยาง Hard
 
 
รอบต่อมา นิค เดอ ฟรีส์ จาก อัลฟา ทูรี รถสะกิดเข้ากับขอบสนามแข่ง จนทำให้ต้องออกจากการแข่งขันเป็นครั้งแรกในอาชีพ และทำให้เซฟตี้คาร์ต้องออกมาพร้อมกับธงเหลือง แต่แม็กซ์ได้โอกาสเข้าไปเปลี่ยนเป็นยาง Hard ก่อนจะแซงกลับขึ้นมาอันดับ 3 และ เซร์คิโอ เปเรซ ขึ้นเป็นผู้นำแทน
 
 
กลับมาแข่งไม่นาน แม็กซ์แซงเลอแคลร์กลับขึ้นที่ 2 ขณะที่ เฟร์นานโด อลอนโซ แซงคาร์ลอส ซายน์ ขึ้นที่ 4
 
 
ก่อน 10 รอบสุดท้าย เรดบูลล์ยังคงรั้งตำแหน่ง 1 และ 2 โดยเป็น เซร์คิโอ เปเรซ ที่นำห่างแม็กซ์ เพื่อนร่วมทีมอยู่ถึง 3 วินาที
 
 
ครบ 51 รอบที่อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ 2023 เป็น เซร์คิโอ เปเรซ ที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 คว้าแชมป์ไปครองพร้อมทำคะแนนสะสมนักแข่งเพิ่ม 25 แต้ม ส่วนแม็กซ์เข้าอันดับที่ 2 ขึ้นโพเดียมเป็นครั้งที่ 81 ในอาชีพ ต่อด้วย ชาร์ลส์ เลอแคลร์ จากเฟอร์รารี ในอันดับที่ 3
 
 
ในช่วงท้ายเกิดความวุ่นวายขึ้นในพื้นที่พิต เมื่อ เอสเตบัน โอคอน นักขับชาวฝรั่งเศสจากทีมอัลพีนเข้าพิตในรอบสุดท้าย แต่ปรากฏว่ามีทีมงานบางส่วนลงมาขวางถนนในพื้นที่พิต แต่โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เพราะทุกคนเคลียร์พื้นที่หลบรถของโอคอนทัน

The post เซร์คิโอ เปเรซ คว้าแชมป์อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนียส่อเค้า ‘ย้ายฟาก’? หลัง CSTO ไร้น้ำยา ไม่ช่วยปกป้องภัยคุกคามจากอาเซอร์ไบจาน https://thestandard.co/armenia-csto-azerbaijan/ Wed, 05 Oct 2022 09:12:51 +0000 https://thestandard.co/?p=691407 อาร์เมเนีย

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวการปะ […]

The post อาร์เมเนียส่อเค้า ‘ย้ายฟาก’? หลัง CSTO ไร้น้ำยา ไม่ช่วยปกป้องภัยคุกคามจากอาเซอร์ไบจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนีย

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวการปะทะกันทางทหาร (อีกแล้ว) ระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน บนพื้นที่พิพาท ‘นากอร์โน-คาราบัค’ โดยถือว่าเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 2 ปีนับตั้งแต่การปะทะรุนแรงล่าสุดเมื่อปลายปี 2020 รอบนี้ก็มีการสูญเสียค่อนข้างหนักหน่วงเช่นกัน แต่ก็หยุดยิงกันได้และดูเหมือนว่าจะมาเร็วไปเร็ว

 

แต่ที่ไหนได้ ไม่กี่วันที่ผ่านมาดูเหมือนว่าอาเซอร์ไบจานจะได้โอกาส เลยถล่มอาร์เมเนียไม่ยั้งมืออีกครั้งด้วยอาวุธทั้งปืนใหญ่ ปืนครก และอาวุธขนาดใหญ่อื่นๆ จนสามารถเข้ายึดครองแผ่นดินน้อยๆ ของอาร์เมเนียได้บางส่วน ราวกับว่าได้ใจ ไม่มีใครเป็นก้างขวางคอมาช่วยอาร์เมเนียอีก เพราะพี่เบิ้มอย่างรัสเซียกำลังวุ่นทำสงครามในยูเครน

 

อันที่จริงอาร์เมเนียในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization: CSTO) ที่มีรัสเซียนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน (จะเรียกว่าเป็นนาโต้ของฝั่งรัสเซียก็ว่าได้) ก็ควรจะได้รับสิทธิ์จากข้อตกลงตามสนธิสัญญา ที่เมื่อไม่ว่าอาร์เมเนียมีภัยคุกคามความมั่นคงหรืออำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนใด ก็ควรที่จะได้รับความช่วยเหลือทันทีจากเหล่ารัฐสมาชิก เห็นกันจะๆ คือภัยจากอาเซอร์ไบจานที่เข้มแข็งกว่าด้วยการหนุนของตุรกี ที่อาร์เมเนียโดนถล่มเละหลายรอบ และแม้อาร์เมเนียจะพยายามร้องขอไปกี่ครั้ง เสียงของอาร์เมเนียนั้นก็ราวกับว่าเป็นคลื่นกระทบทรายที่ดังแล้วก็เงียบไปเฉยๆ

 

อันที่จริงตัว CSTO เองก็ใช่ว่าจะไร้น้ำยาในทุกๆ เรื่อง เหมือนกับที่ NATO มักจะโดนแซวอยู่บ่อยๆ ว่าย่อมาจาก No Action Talk Only เพราะเหตุการณ์ล่าสุดที่ CSTO เข้าไปมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกนั่นก็คือ กรณีจลาจลรุนแรงทั่วคาซัคสถานเมื่อช่วงเข้าปีใหม่ 2021 

 

ถ้าทุกท่านยังจำกันได้ ณ ช่วงนั้นคาซัคสถานเกิดเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว เมื่อรัฐบาลประกาศขึ้นราคาเชื้อเพลิง จนกระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน กลายเป็นจลาจลใหญ่ลุกลามไปทั่วประเทศ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอย่างตำรวจและทหารที่มีทั้งประเทศยังเอาเกือบไม่อยู่ 

 

รัฐบาลคาซัคสถานนำโดยประธานาธิบดี คาสซิม โจมาร์ทโตกาเยฟ จึงต้องร้องขอไปยัง CSTO ให้ช่วยส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ (Peacekeepers) เข้ามาควบคุมสถานการณ์ในคาซัคสถาน ไม่นานเกินรอ ทั้งรัสเซีย เบลารุส และอาร์เมเนีย ในฐานะภาคี CSTO ได้ร่วมกันจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพเฉพาะกิจ เข้าไปปราบปรามความไม่สงบในคาซัคสถาน จนควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

ในขณะที่อาร์เมเนียโดนยำแล้วยำอีก แต่ก็ยังไม่มีใครช่วยเท่ากรณีของคาซัคสถาน ใจเขาใจเรา ถ้าเราเป็นอาร์เมเนียก็คงต้องน้อยใจเหมือนกัน

 

อาร์เมเนีย

ภาพ: Alexander Nemenov / Pool / AFP

 

มีอยู่ 3 ประเด็นชวนคิด บวกกับตัวแปรหลักที่ขาดไม่ได้ในเรื่องนี้คือ ‘รัสเซีย’ ผู้เป็นผู้จัดตั้ง CSTO 

 

ประเด็นแรกคือ รัสเซียในฐานะพี่ใหญ่ของกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตและมีอาณาบริเวณดังกล่าวเป็นเขตอิทธิพล (Sphere of Influence) ต้องคอยดูแลน้องๆ และที่ผ่านมาเมื่ออาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานมีปัญหากัน จนถึงกับต้องลากปืนมายิงกันหลายครั้ง และต่อให้อาร์เมเนียเป็นสมาชิก CSTO ที่ได้รับสิทธิ์ในการปกป้อง รัสเซียในฐานะผู้ก่อตั้ง CSTO ก็ไม่เคยใช้ไม้แข็งใช้กำลังถล่มตอบโต้อาเซอร์ไบจานเลย เนื่องจากรัสเซียเองก็ยังคงต้องเลี้ยงอาเซอร์ไบจานเป็นน้องเหมือนกับอาร์เมเนียด้วย ทุกครั้งทางออกที่ได้จึงจะเป็นแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เราจะเห็นภาพเมื่อสองประเทศนี้ตีกันทีไร ภาพที่ตามมาคือผู้นำรัสเซียจะนั่งเป็นหัวโต๊ะให้น้องๆ ทั้งสองมาเคลียร์ใจกันต่อหน้า ความรุนแรงในแต่ละครั้งจึงยุติลงได้

 

ประเด็นที่สองคือ สถานะพี่ใหญ่สำหรับน้องๆ ของรัสเซียเริ่มสั่นคลอนจากภาวะการติดพันสงครามในยูเครน อย่างที่ทราบกันดีว่าสงครามในยูเครนที่รัสเซียเรียกว่า ‘ปฏิบัติการทางทหาร’ มีความเข้มข้น ต้องใช้ทรัพยากรและสมาธิอย่างมหาศาลในสมรภูมินี้ จนไม่มีเวลาไปโฟกัสเรื่องอื่นๆ อย่างที่เคยเป็นมา พูดอีกแง่คือ ที่รัสเซียเคยตั้งเป้าว่า CSTO จะเป็นอีกบล็อกหรือกลุ่มพันธมิตรทางทหารทางเลือกหนึ่งของโลกในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงด้านต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในเขตอดีตสหภาพโซเวียตหรือสงครามในซีเรีย เมื่อทศวรรษที่ผ่านมาที่รัสเซียมีบทบาทอย่างมากในการฟื้นฟูเสถียรภาพของซีเรียจากอาหรับสปริง และการผงาดขึ้นมาของ ISIS เมื่อรัสเซีย ‘ยุ่ง’ อยู่กับยูเครนและโลกตะวันตกแบบนี้ จึงไม่มีเวลามาทำหน้าที่พี่ใหญ่เคลียร์ใจน้องๆ อย่างที่เคยเป็นมาได้อย่างเต็มที่ 

 

ผลคืออาเซอร์ไบจานใช้ช่องโหว่ของจังหวะนี้กลับมาถล่มอาร์เมเนียแบบดูก็รู้ว่าจงใจ ครั้งแรกหยั่งเชิงดูปฏิกิริยารัสเซีย เมื่อยังเฉยอยู่จึงมีครั้งต่อๆ มา ห่างกันไม่กี่วันได้ทีถล่มซ้ำๆ สิ่งนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นผลจากสุญญากาศอำนาจอิทธิพลรัสเซียในดินแดนนี้

 

จึงนำมาสู่ประเด็นที่สามคือ สุญญากาศแห่งอำนาจนำมาสู่การเปิดโอกาสให้มหาอำนาจข้างนอกเข้ามาสร้างอิทธิพลได้ ดูได้จากกรณีที่ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ได้รับชื่อว่าเป็น ‘ผู้อยู่ศูนย์กลางในทุกวิกฤตโลก’ ได้เดินทางมาเยือนกรุงเยเรวานของอาร์เมเนียอย่างเป็นทางการและได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี กรณีนี้เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญมาก เพราะเป็นการเยือนของผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 30 ปีนับตั้งแต่อาร์เมเนียประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียตเลยทีเดียว 

 

ในขณะเดียวกันประชาชนชาวอาร์เมเนียจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหมดความอดทนต่อการนิ่งดูดายของ CSTO เริ่มออกมาเดินขบวนประท้วงให้รัฐบาลอาร์เมเนียถอนตัวออกจาก CSTO ที่ไร้น้ำยา และไปแสวงหาความร่วมมือและความช่วยเหลือจากโลกตะวันตกเสียดีกว่า ถึงแม้ว่าในขณะเดียวกันสัญญาณหลักที่เป็นทางการของรัฐบาลอาร์เมเนียคือการร้องขอความช่วยเหลือจาก CSTO อยู่ก็ตาม

 

ถ้าพูดกันแบบไม่กลัวว่าจะแทงใจดำรัสเซียก็คือ ถ้าจะเป็นภาคีกลุ่มความร่วมมือทางทหาร CSTO ของรัสเซียไม่เวิร์ก ก็อาจเป็นองค์การในลักษณะเดียวกันของโลกตะวันตก ถ้าจะให้พูดว่า NATO ก็อาจจะเกินเบอร์ไปหน่อย เพราะอย่าลืมว่าตุรกีที่เป็นผู้สนับสนุนอาเซอร์ไบจาน และยังเป็นศัตรูในทางประวัติศาสตร์บาดแผลในกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น ก็เป็นหนึ่งในสมาชิก NATO เช่นกัน การย้ายข้างแบบพลิกขั้วอาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

 

แต่ที่แน่ๆ คือการที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจอิทธิพลรัสเซียในดินแดนคอเคซัสนี้ จากกรณีที่ไม่ว่างกำลังทำสงครามในยูเครนอยู่นั้นเป็น ‘ส้มหล่น’ ที่อยู่ๆ สหรัฐฯ ก็ได้ช่องทางในการแสดงบทบาทและอิทธิพลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (สหรัฐฯ เองทราบดีว่าถิ่นนี้ถิ่นใคร และรู้ตัวดีว่าแถบนี้สายสัมพันธ์กับรัสเซียเข้มข้น ยากที่จะเจาะเข้าไปได้)

 

และดินแดนภูมิภาคคอเคซัสนี้ก็มีความสำคัญยิ่งต่อชาวโลก เนื่องจากเป็นเหมือนรอยต่อของมหาอำนาจในภูมิภาค รัสเซียทางเหนือ อิหร่านทางใต้ ตุรกีทางตะวันตก เป็นต้น ที่สำคัญที่สุดคือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากทะเลแคสเปียนไปยังทะเลดำออกยุโรปและตลาดโลก ยิ่งในช่วงเวลานี้ประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน ยิ่งเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ในยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่

 

ดังนั้นความมีเสถียรภาพในดินแดนนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

ถ้าหากพี่ใหญ่เดิมอย่างรัสเซียดูแลให้มีเสถียรภาพอย่างเดิมไม่ได้แล้ว พี่ใหญ่คนต่อไปอาจต้องเป็นสหรัฐฯ หรือไม่อย่างไร ต้องติดตาม

 

อ้างอิง:

The post อาร์เมเนียส่อเค้า ‘ย้ายฟาก’? หลัง CSTO ไร้น้ำยา ไม่ช่วยปกป้องภัยคุกคามจากอาเซอร์ไบจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมเมนตัมสงครามรัสเซีย-ยูเครน สะเทือนหนักถึงความขัดแย้งอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กรณีนากอร์โน-คาราบัค https://thestandard.co/russia-ukraine-armenia-azerbaijan/ Sat, 17 Sep 2022 08:54:04 +0000 https://thestandard.co/?p=683000 รัสเซีย-ยูเครน

เมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันอังคารที่ผ่านมา (13 กันยายน) ตา […]

The post โมเมนตัมสงครามรัสเซีย-ยูเครน สะเทือนหนักถึงความขัดแย้งอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กรณีนากอร์โน-คาราบัค appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซีย-ยูเครน

เมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันอังคารที่ผ่านมา (13 กันยายน) ตามเขตเวลามอสโก (UTC+4) กองทัพอาเซอร์ไบจานได้เปิดฉากยิงปืนใหญ่ถล่มฝ่ายอาร์เมเนียในบริเวณใกล้พื้นที่พิพาทนากอร์โน-คาราบัค ก่อนที่จะมีการยิงตอบโต้จากฝั่งอาร์เมเนีย ทำให้ฝ่ายอาร์เมเนียสูญเสียทหารนับร้อย ส่วนฝั่งอาเซอร์ไบจานก็สูญเสียไปกว่าครึ่งร้อย ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะหาทางเจรจาหยุดยิงได้สำเร็จเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

เหตุการณ์นี้นับว่าเป็นเหตุการณ์ปะทะกันทางทหารที่รุนแรงที่สุดในรอบ 2 ปีของทั้งฝ่ายอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน โดยเหตุปะทะรุนแรงล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2020 ที่ครั้งนั้นมีการยิงกันไปมาถึงขั้นที่สงครามยาวนานถึง 6 สัปดาห์ รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีนับจากสงครามของทั้งสองประเทศ หลังแยกตัวจากสหภาพโซเวียต 

 

แม้ว่าอาเซอร์ไบจานจะเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน แต่ด้วยข้ออ้างที่ว่าอาร์เมเนียก่อเหตุยั่วยุก่อนโดยการปฏิบัติการวางทุ่นระเบิดในแนวพื้นที่พิพาท ทำให้อาเซอร์ไบจานมิอาจอยู่นิ่งเฉยได้ ส่วนทางด้านอาร์เมเนียในฐานะที่เป็นเหยื่อโดนถล่มก่อน คราวนี้ก็พยายามชี้ให้ประชาคมโลกเห็นว่า ฝั่งตนเองถูกกระทำก่อนอย่างชัดเจน และได้พยายามใช้กลไก CSTO (Collective Security Treaty Organization) หรือพูดง่ายๆ คือนาโต้ของค่ายรัสเซียที่อาร์เมเนียเป็นสมาชิกอยู่เข้ามาแก้ปัญหา ส่วนปฏิกิริยาของนานาชาติไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย, สหรัฐฯ, ฝรั่งเศส และอิหร่าน ต่างก็พูดออกมาในทำนองเดียวกันว่า ขอให้ทุกฝ่ายใช้สันติภาพในการแก้ไขปัญหา มีเพียงตุรกีชาติเดียวที่ร่วมกับอาเซอร์ไบจานกล่าวโทษว่าอาร์เมเนียยั่วยุก่อน สะท้อนถึงความเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกของอาเซอร์ไบจานและตุรกีได้เป็นอย่างดี

 

ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อนก็ตาม ผลที่ตามมาคือความไม่สงบในพื้นที่ทรานส์คอเคเซียที่มีความสำคัญในฐานะจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก เป็นจุดที่ยุโรปเชื่อมกับเอเชีย ตะวันออกเชื่อมตะวันตก ที่สำคัญเป็นพื้นที่ที่ท่อส่งน้ำมันเส้นทางสำคัญของโลกอีกแห่งหนึ่ง

 

รัสเซีย-ยูเครน

ภาพ: Klenger / Shutterstcok

 

ดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ที่เป็นชนวนความขัดแย้งคือที่ใด

ดินแดนนากอร์โน-คาราบัคในทางพฤตินัยคือพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของประชากรเชื้อสายอาร์เมเนีย (เป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศอาเซอร์ไบจาน แต่เป็นชนกลุ่มใหญ่ในนากอร์โน-คาราบัค) ที่ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของอาเซอร์ไบจาน และบริหารพื้นที่ประหนึ่งเป็นรัฐเอกราช ซึ่งทางการอาเซอร์ไบจานไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ แต่ในทางนิตินัยรัฐบาลอาเซอร์ไบจานและประชาคมโลกถือเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน ดังนั้นสถานะของนากอร์โน-คาราบัคก็คือรัฐที่ไม่ได้รับการรับรอง (Non-Recognized State) นั่นเอง ยกเว้นการได้รับรองจากบรรดา Non-Recognized State ด้วยกันเอง เช่น ยูซนายา-เซาท์ออสซีเชีย, อับคาเซีย และพริดเนสทโวเรียหรือทรานส์นิสเทรีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตทั้งสิ้น

 

นากอร์โน-คาราบัค มีที่มาจากภาษาตูรกิก คารา (Kara) หมายถึงสีดำ และบัก (Bag) หมายถึงสวน ส่วนนากอร์นึย (Nagorny) เป็นคำคุณศัพท์ภาษารัสเซียที่ใช้เรียกขยายคำนามพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนภูเขาหรือที่สูง ดังนั้นอนุมานความหมายเอาได้ว่าเป็นสวนสีดำที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูง นากอร์โน-คาราบัคตั้งอยู่ในภูมิภาคเทือกเขาคอเคซัส อันเป็นจุดเชื่อมต่อและทางผ่านระหว่างอารยธรรมโลกทั้งตะวันตกและตะวันออก ผ่านมืออาณาจักรและมหาอำนาจต่างๆ หลายยุคสมัยจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าภูมิภาคนี้เป็นปัจจัยสำคัญต่อประวัติศาสตร์และการเมืองโลก ก่อนอื่นเราต้องไปทำความเข้าใจพื้นเพของปัญหาความขัดแย้งนี้กันก่อน

 

ชนวนแห่งประวัติศาสตร์บาดแผล

ดินแดนนากอร์โน-คาราบัคถือเป็นดินแดนที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล จวบจนเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ดินแดนนี้เริ่มตกอยู่ใต้อิทธิพลของรัสเซียในศตรวรรษที่ 19 เมื่อรัสเซียขยายอำนาจลงมาในภูมิภาคคอเคซัสและชนะสงครามเปอร์เซียทั้งครั้งที่ 1 และ 2 เป็นผลให้เปอร์เซียต้องยกดินแดนคาราบัคให้กับจักรวรรดิรัสเซียตามสนธิสัญญากูลิสตาน และเปอร์เซียยินยอมสละอำนาจทั้งหมดเหนือภูมิภาคคอเคซัสตามสนธิสัญญาเติร์กเมนชาย ตามลำดับ นับแต่นั้นเป็นต้นมารัสเซียจึงเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อภูมิภาคคอเคซัสจวบจนปัจจุบัน

 

อังกฤษให้ความเห็นชอบต่อการแต่งตั้ง พล.ต.คอสรอฟ สุลตานอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศอาเซอร์ไบจานที่เกิดใหม่ โดยการเสนอของฝ่ายอาเซอร์ไบจานเองให้เป็นผู้ว่าการคาราบัคและซานเกซูร์ อันเป็นผลอย่างไม่เป็นทางการจากการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีส นับแต่นั้นมาชนกลุ่มน้อยชาวอาร์เมเนียจึงประกาศไม่ยอมรับผลดังกล่าว และจัดตั้งแนวร่วมแห่งชาติของชาวอาร์เมเนียขึ้นมาเอง บางส่วนจับอาวุธขึ้นสู้เป็นกองโจร รัฐบาลอาเซอร์ไบจานจึงเริ่มใช้นโยบายที่เข้มงวดต่อชาวอาร์เมเนียมากขึ้นไปอีก

 

ในที่สุดจึงเกิดเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของความความสัมพันธ์อาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย เมื่อความขัดแย้งเริ่มบานปลาย ประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียในเมืองชูชา อันเป็นเมืองชายขอบของทั้งอาเซอร์ไบจานกับอาร์เมเนียที่อยู่ในช่วงการปักปันพรมแดน ชาวอาร์เมเนียในเมืองชูชาในนามของแนวร่วมแห่งชาติได้ประท้วงและประกาศไม่ยอมรับอำนาจทางการอาเซอร์ไบจาน จึงเกิดเป็นจลาจลขึ้น เริ่มมีการปะทะด้วยอาวุธจากเหตุที่ตำรวจชาวอาเซอร์ไบจานถูกสังหารโดยตำรวจชาวอาร์เมเนียในช่วงเทศการนาฟรูส อันเป็นปีใหม่ของชาวเปอร์เซียและชนเชื้อสายตุรกิก นำไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ชูชา เมื่อทางการอาเซอร์ไบจานร่วมกับชาวบ้านอาเซอร์ไบจานจึงเริ่มไล่ฆ่า ข่มขืน และเผาบ้านเมืองชาวอาร์เมเนียจนราบเป็นหน้ากลอง กระทั่งแทบไม่เหลือชาวอาร์เมเนียอยู่ในเมืองอีก ตัวเลขผู้สูญเสียอยู่ที่ 500-30,000 ราย

 

บัลเชวิกส์และความยุ่งเหยิงจากมรดกตกทอดของระบอบโซเวียต

ฝ่ายบัลเชวิกส์ที่กำลังจะได้ชัยชนะในสงครามกลางเมืองรัสเซีย ได้แผ่อิทธิพลมาสู่ภูมิภาคคอเคซัสผ่านกลุ่มบัลเชวิกส์ภูมิภาคคอเคซัส และได้เข้าควบคุมอำนาจในรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย และจอร์เจีย เกิดกระบวนการ Political Institutionalization ตามแนวคิด Ethnopolitics ที่ให้อำนาจต่อชาติพันธุ์ต่างๆ เข้าเป็นสถาบันทางการเมือง เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอาเซอร์ไบจาน (Azerbaijani Soviet Socialist Republic – Azerbaijani SSR), สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตอาร์เมเนีย (Armenian Soviet Socialist Republic – Armenian SSR) และสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตจอร์เจีย (Georgian Soviet Socialist Republic – Georgian SSR) ผลคือการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตในปี 1920 (ก่อนที่จะถูกควบรวมเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตทรานส์คอเคเซีย – Transcaucasian Socialist Federative Soviet Republic – TSFSR ช่วงปี 1922 และแยกออกเป็น 3 ประเทศเหมือนเดิมตามรัฐธรรมนูญปี 1936)

 

สำหรับปัญหาการปักปันเขตแดนคงนี้ไม่พ้นความรับผิดชอบของ ไอโอซิฟ สตาลิน ในสมัยรัฐบาลของ วลาดิเมียร์ อูเลียนอฟ (เลนิน) ผู้นำการปฏิวัติและผู้นำคนแรกของสหภาพโซเวียต สตาลินดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการราษฎรว่าด้วยชาติพันธุ์ เขาขีดเส้นแบ่งดินแดนที่เป็นปัญหา 3 ดินแดนในขณะนั้น ได้แก่ ดินแดนนัคชีวัน ให้อยู่ในการปกครองของโซเวียตอาเซอร์ไบจาน (ดินแดนอาเซอร์ไบจานที่อยู่นอกแผ่นดินแม่), ดินแดนซานเกซูร์ ให้อยู่ภายใต้การปกครองของอาร์เมเนีย (ปัจจุบันคือจังหวัดซยุนนิกิ ที่เป็นพื้นที่ของอาร์เมเนียซึ่งยื่นคั่นกลางอาเซอร์ไบจานไปจดกับพรมแดนอิหร่าน) และดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ให้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียตอาเซอร์ไบจานในรูปแบบของจังหวัดปกครองตนเองของชนชาติอาร์เมเนีย และจากการขีดเส้นแบ่งเขตแดนในครั้งนั้นจึงส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้

 

รัสเซีย-ยูเครน

ภาพ: Efasein / Shutterstock

 

อัตลักษณ์ร่วมความเป็นโซเวียตแช่แข็งความขัดแย้งของสองชนชาติไว้ชั่วคราว

ในยุคสหภาพโซเวียตความขัดแย้งถูกแช่แข็งไว้ชั่วคราว เพราะทั้งอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียต่างก็สมาทานอัตลักษณ์ร่วมใหม่ ซึ่งก็คือความเป็นสหภาพโซเวียตเดียวกัน จนกระทั่งในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ถึงช่วงที่ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกเริ่มล่มสลาย ก่อนที่จะพาให้สหภาพโซเวียตแตกสลายในเวลาต่อมา เกิดกระแสชาตินิยมแพร่สะพัดไปทั่วสาธารณรัฐต่างๆ ของสหภาพโซเวียตที่หมดหวังและไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วมสหภาพต่อไป ต่างพากันประกาศแยกตัวออก กรณีของอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียก็เช่นกัน ที่กระแสชาตินิยมได้ปลุกเร้าให้ความขัดแย้งที่สงบไปกว่า 60 ปีได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อชาวอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัคเรียกร้องการแยกตัวออกจากอาเซอร์ไบจาน โดยการสนับสนุนของอาร์เมเนีย จึงเกิดเป็นการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธระหว่างโซเวียตอาร์เมเนียและโซเวียตอาเซอร์ไบจาน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ออกจากสหภาพโซเวียตดี เป็นผลให้รัฐบาลกลางมอสโกต้องส่งกองทัพส่วนกลางเข้ามาหย่าศึกของทั้งสองฝ่าย

 

ความสมานสามัคคีภายใต้อัตลักษณ์ร่วม ล่มสลายไปพร้อมกับสหภาพโซเวียตที่ได้ละลายความขัดแย้งที่แช่แข็งให้กลับมาเป็นเปลวไฟอีกครั้ง

 

ในสัปดาห์สุดท้ายของปี 1991 สหภาพโซเวียตล่มสลายอย่างเป็นทางการ อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียเป็นรัฐเอกราชอย่างสมบูรณ์ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ความขัดแย้งขับเคลื่อนไปอย่างรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้น ฝ่ายนากอร์โน-คาราบัคชิงประกาศทำประชามติแยกตัวออกจากอาเซอร์ไบจานที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน อาเซอร์ไบจานจึงผ่านร่างกฎหมายให้ยุบทิ้งการปกครองตนเองของนากอร์โน-คาราบัค และนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่างนากอร์โน-คาราบัค โดยการหนุนหลังของรัฐบาลอาร์เมเนียฝ่ายหนึ่งกับฝ่ายรัฐบาลอาเซอร์ไบจานอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากปรากฏการณ์สุญญากาศทางอำนาจในพื้นที่พิพาท เมื่อสหภาพโซเวียตซึ่งเคยเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยได้สาบสูญไปจากโลกแล้ว เหลือเพียงรัสเซียผู้สืบสิทธิและพันธกรณีจากสหภาพโซเวียต ที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงต่างๆ ภายใน มารับหน้าที่คนกลางแทน

 

สงครามดำเนินไปถึง 3 ปีเต็ม ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 นับเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคระเบียบโลกใหม่อย่างแท้จริง (New World Order) ความขัดแย้งนากอร์โน-คาราบัคที่เป็นปัญหาภูมิภาคเริ่มมีตัวแสดงอื่นๆ ใหม่ๆ จากภายนอกเข้ามาร่วมผสมโรงมีบทบาท เช่น ทหารรับจ้างจากรัสเซียและยูเครนที่เข้ามาร่วมรบกับทั้งสองฝ่าย (มีที่มาจากอดีตทหารโซเวียตที่อาจตกงานจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต) กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชเชนและกลุ่มนักรบมูจาฮีดีนจากอัฟกานิสถาน ที่เข้ามาช่วยอาเซอร์ไบจานในฐานะพี่น้องมุสลิมด้วยกัน เป็นต้น ในที่สุดด้วยการผลักดันและการเป็นเจ้าภาพของรัสเซีย จึงเกิดเป็นการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงครั้งแรกในวันที่ 12 พฤษภาคม 1994

 

ถึงแม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ก็ยังเกิดการปะทะเป็นระยะๆ ในที่สุดรัสเซียก็ใช้เวทีพหุภาคีผ่านองค์การความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization of Security and Co-operation in Europe: OSCE) ในกลุ่มของ OSCE Minsk Group ที่มีรัสเซีย, สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส เป็นประธานกลุ่ม ร่วมผลักดันให้เกิด ‘หลักการมาดริด’ (Madrid Principles) ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2007 ที่มี 6 ข้อ ได้แก่ 

 

  1. ว่าด้วยการคืนอำนาจอธิปไตยเหนือนากอร์โน-คาราบัคให้อาเซอร์ไบจาน
  2. การรับประกันความมั่นคงและการปกครองตนเองของนากอร์โน-คาราบัค
  3. เสนอให้มีฉนวนเชื่อมนากอร์โน-คาราบัคกับอาร์เมนีย
  4. การกำหนดสถานะทางกฎหมายของนากอร์โน-คาราบัคขึ้นอยู่กับการแสดงออกทางเจตนารมณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
  5. สิทธิแห่งผู้พลัดถิ่นฐานและผู้อพยพภายในพื้นที่พิพาทให้ได้กลับไปยังภูมิลำเนา
  6. ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพจะได้รับการรับรองโดยประชาคมความมั่นคงระหว่างประเทศ และผลักดันให้ผู้นำของอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียพูดคุยตกลงกัน

 

ในที่สุดจึงก่อให้เกิด ‘ปฏิญญานากอร์โน-คาราบัค’ (Declaration of Nargorno-Karabakh) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2008 ซึ่งเน้นย้ำหลักการมาดริด โดยมีการลงนามร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ ประธานาธิบดี อิลฮัม อาลีเยฟ แห่งอาเซอร์ไบจาน, ประธานาธิบดีเซิร์จ ซักสยัน แห่งอาร์เมเนีย และประธานาธิบดี ดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย ณ ปราสาทไมเยินดอร์ฟ จังหวัดมอสโก แต่แล้วสันติภาพก็อยู่ได้ไม่นาน เกิดการปะทะใหญ่ในปี 2016 ประปรายจนกระทั่งเกิดเป็นการรวมพลใหญ่เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2020 รวมไปถึงการปะทะล่าสุดวันที่ 13-15 กันยายน 2022

 

รัสเซียกับบทบาทคนกลางผู้มีอิทธิพลต่อทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายรัสเซีย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพยายามรักษาสถานะมหาอำนาจภูมิภาคในกลุ่มประเทศ CIS (Commonwealth of Independent State) ในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียต พยายามเป็นตัวกลางประสานงานความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะกรณีของอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานล่าสุด ที่ได้เชิญกองทัพของทั้งสองชาติเข้าร่วมขบวนสวนสนามร่วมกับกองทัพรัสเซียในวันแห่งชัยชนะ 24 มิถุนายน 2020 (ที่เลื่อนจากวันที่ 9 พฤษภาคม จากสถานการณ์การระบาดหนักของโควิด) และคอยออกแถลงการณ์ รวมถึงพูดคุยกับทั้งผู้นำอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียให้หาทางออกด้วยการเจรจาโดยสันติวิธีมาโดยตลอด

 

รัสเซีย-ยูเครน

ภาพ: LukeOnTheRoad / Shutterstock

 

ตุรกีกับบทบาทผู้ถ่วงดุลอำนาจให้ฝ่ายอาเซอร์ไบจาน

อาเซอร์ไบจานรู้ตัวดีอย่างลึกๆ ว่าด้วยความที่อาร์เมเนียไม่มีใคร รัสเซียจึงกลายเป็นป๋าดันรายสำคัญของอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจานก็เริ่มมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับตุรกีในฐานะชาวมุสลิมเชื้อสายตุรกิกด้วยกัน และในที่สุดก็ได้ผลลัพธ์เป็นข้อตกลงความร่วมมือทางยุทธศาสตร์และความช่วยเหลือร่วมกัน (Agreement of Strategic Partnership and Mutual Support) ในปี 2010 ซึ่งครอบคลุมไปถึงการปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นทุกกรณี นั่นหมายความว่า หากอาเซอร์ไบจานโดนโจมตีทางทหาร ฝ่ายตุรกีและนาโต้จะเข้าช่วยอาเซอร์ไบจานตอบโต้กลับได้ทันที 

 

สิ่งที่ทำให้อาเซอร์ไบจานเริ่มพึ่งพารัสเซียน้อยลงก็คือ ทรัพยากรน้ำมันในฐานะเป็นเครื่องมือต่อรองต่อเกมการเมืองระหว่างประเทศ ในยุคสหภาพโซเวียต อาเซอร์ไบจานเป็นแหล่งผลิตน้ำมันให้ทั้งสหภาพโซเวียต ในยุคนี้ก็ยังครอบครองต้นทางท่อส่งน้ำมันจากกรุงบากู ริมทะเลแคสเปียน ที่เชื่อมต่อไปยังเชย์ฮาน เมืองริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของตุรกี ก่อนส่งต่อไปยังยุโรปและบางส่วนไปยังอิสราเอล ซึ่งท่อส่งน้ำมันนี้มีความสำคัญต่อยุโรปเป็นอย่างมาก เพราะสามารถลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้าจากรัสเซียได้อย่างน้อยถึงร้อยละ 35 และมองเป็นทางเลือกใหม่ในภาวะที่รัสเซียกำลังขัดแย้งกับยุโรป และมีท่อส่งน้ำมันขอตัวเองเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองต่อสหภาพยุโรปและประเทศในกลุ่มนาโต้ ซึ่งทางฝั่งสหภาพยุโรปเองก็มองหาการนำเข้าพลังงานก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนหลายพันล้านคิวบิกเมตรอยู่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2020 เป็นต้นมา

 

รัสเซีย-ยูเครน

ภาพ: Fly Of Swallow Studio / Shutterstock

 

บทสรุป

การเมืองระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 มีความสลับซับซ้อนกว่ายุคก่อน ขณะที่รัสเซียพยายามรักษาสถานะมหาอำนาจในภูมิภาคต่ออาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย แต่จากการที่อาเซอร์ไบจานทำสนธิสัญญาทางทหารกับตุรกี ซึ่งมีผลผูกพันถึงกลุ่มนาโต้ อาร์เมเนียที่อยู่ในสถานะถูกขนาบจากทั้งอาเซอร์ไบจานในทิศตะวันออกและทิศใต้กับทั้งตุรกีในทิศตะวันตก อีกทั้งยังมีสถานะหัวเดียวกระเทียมลีบ กรณีการสนับสนุนนากอร์โน-คาราบัคจึงต้องสร้างดุลแห่งอำนาจ โดยการไปทำสนธิสัญญาทางทหารกับทางฝ่ายรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็เห็นด้วย เนื่องจากมุมของรัสเซีย ตอนนี้รัสเซียมีเพียงอาร์เมเนียที่ยังเป็นพันธมิตรแน่นแฟ้นที่สุดแห่งเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อคงอิทธิพลของตนต่อไปในภูมิภาคคอเคซัส 

 

ยิ่งในขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครนมีสิ่งที่เรียกว่าโมเมนตัมได้เปลี่ยนฝั่ง รัสเซียเป็นฝ่ายถอยจากการโต้กลับของยูเครน การที่อาเซอร์ไบจานทำปืนใหญ่ลั่นใส่อาร์เมเนียครั้งล่าสุดนี้ อาจเป็นการหยั่งเชิงลูกพี่ของตัวเองและของอาร์เมเนียด้วยก็ได้ว่ายังมีน้ำยาหรือไม่ และเมื่อเห็นว่ารัสเซียตึงมือและขยับเขยื้อนมาลงแรงหย่าศึกอย่างที่เป็นมาไม่ได้ ก็อาจเป็นการเปิดช่องให้ตุรกีเข้ามาแสดงอำนาจและบทบาทในพื้นที่ทรานส์คอเคเซียมากขึ้น แต่ด้วยสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัสเซียมายาวนาน อาเซอร์ไบจานก็คงไม่ถึงขั้นตัดพี่ตัดน้องกับรัสเซีย เพียงแต่ให้พื้นที่ตุรกีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

แต่ในหมู่ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตไม่ได้มีเพียงแค่อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานเท่านั้นที่มีความขัดแย้ง ยังมีคีร์กีซสถานและทาจิกิสถาน รวมถึงกรณีทรานส์นิสเทรียในมอลโดวา ที่รัสเซียเป็นโต้โผสำคัญในการเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยในฐานะลูกพี่ใหญ่ ถ้าโมเมนตัมในสงครามยูเครนเปลี่ยนไปในลักษณะที่รัสเซียเสียเปรียบ บรรดาประเทศเหล่านี้ที่เคยเกรงใจเชื่อฟังรัสเซียก็อาจไม่เชื่อฟังอีกต่อไป และวันดีคืนดีอาจจะทำปืนลั่นใส่กันมากกว่าเดิม เหมือนกรณีล่าสุดของอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานก็ได้

 

ถ้าหากความขัดแย้งรุนแรงบานปลายขึ้นมา คงหนีไม่พ้นที่เหล่าบรรดามหาอำนาจจะต้องลงสนามมาเล่นเกมนี้ด้วยตนเอง และอาจก่อให้เกิดผลต่ออุปทานพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนอยู่แล้วจากกรณีสงครามในยูเครนยิ่งผันผวนขึ้นไปอีก รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ที่ต่างออกมาแสดงความเห็นในลักษณะที่ให้สองฝ่ายเจรจาด้วยสันติวิธีนั้นก็สะท้อนแล้วว่า ทุกฝ่ายตึงมือจากกรณีสงครามในยูเครนทั้งหมด ตราบใดที่สงครามในยูเครนยังหาทางออกไม่ได้ ทุกฝ่ายก็จะพยายามไม่ให้เกิดอะไรไม่ดีไม่งามขึ้นในทรานส์คอเคซัส ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท่อส่งน้ำมันและก๊าซไปยังทะเลดำและตุรกีที่จะเชื่อมต่อไปยังยุโรปได้

 

โชคดีที่ความขัดแย้งล่าสุดนี้ยุติลงได้ภายใน 3 วัน แต่เราจะโชคดีแบบนี้ไปอีกกี่ครั้งและถึงเมื่อไร?

 

ใครเล่าจะรู้ได้

 

อ้างอิง:

The post โมเมนตัมสงครามรัสเซีย-ยูเครน สะเทือนหนักถึงความขัดแย้งอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กรณีนากอร์โน-คาราบัค appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง หลังปะทะเดือดพิพาทดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ทหารเสียชีวิตรวม 155 นาย https://thestandard.co/armenia-azerbaijan-negotiate-another-ceasefire/ Fri, 16 Sep 2022 07:52:00 +0000 https://thestandard.co/?p=682551 อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน

วานนี้ (15 กันยายน) ทางการอาร์เมเนียประกาศบรรลุข้อตกลงห […]

The post อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง หลังปะทะเดือดพิพาทดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ทหารเสียชีวิตรวม 155 นาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน

วานนี้ (15 กันยายน) ทางการอาร์เมเนียประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาเซอร์ไบจาน หลังทั้งสองประเทศปะทะเดือดระลอกใหม่ กรณีพิพาทดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ เป็นเหตุให้นายทหารของทั้งสองประเทศเสียชีวิตรวม 155 นาย

 

โดยเดิมทีทั้งสองประเทศต่างเป็นอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต ผู้คนในดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจานนั้น ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอาร์เมเนีย และมีความคิดที่จะรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาร์เมเนีย จึงเกิดกรณีพิพาทขัดแย้งกับอาเซอร์ไบจาน บานปลายกลายเป็นเหตุปะทะกันอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

ภายหลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลงในปี 1991 ทั้งอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานต่างประกาศเอกราชเป็นรัฐอธิปไตย แต่ความขัดแย้งจากประเด็นดังกล่าวยังคงอยู่ นำไปสู่การสู้รบกันเรื่อยมา มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นราย ก่อนที่จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิง เพื่อยุติสงครามแบ่งแยกดินแดนในปี 1994 ซึ่งในครั้งนั้นไม่มีการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด

 

ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะกลับมาปะทะกันใหม่อีกครั้งในปี 2020 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,700 ราย ความขัดแย้งในครั้งนั้นจบลงด้วยความตกลงหยุดยิงนากอร์โน-คาราบัค 2020 ซึ่งเป็นความตกลงไตรภาคี ระหว่างอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน และรัสเซียที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา และกลับมาปะทะกันอีกครั้งเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ท่ามกลางการเฝ้าติดตามของสหประชาชาติ สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศในประชาคมโลก

 

ล่าสุดเหตุการณ์ปะทะกันได้ยุติลงแล้ว ภายหลังจากที่ทางการอาร์เมเนียประกาศเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง ในขณะที่ทางการอาเซอร์ไบจานยังไม่ได้แสดงท่าทีหรือยืนยันเกี่ยวกับประเด็นนี้แต่อย่างใด

 

แฟ้มภาพ: Vladimir Zotov / Shutterstock

อ้างอิง:

The post อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง หลังปะทะเดือดพิพาทดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ทหารเสียชีวิตรวม 155 นาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน เสียชีวิตพุ่งเกือบ 100 นาย จากเหตุปะทะเดือดข้ามพรมแดน https://thestandard.co/armenia-azerbaijan-trade-blame-over-deadly/ Wed, 14 Sep 2022 05:45:27 +0000 https://thestandard.co/?p=681234 ทหารอาร์เมเนีย

กรณีการยิงปะทะข้ามพรมแดนอย่างดุเดือดระหว่างกองกำลังทหาร […]

The post ทหารอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน เสียชีวิตพุ่งเกือบ 100 นาย จากเหตุปะทะเดือดข้ามพรมแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทหารอาร์เมเนีย

กรณีการยิงปะทะข้ามพรมแดนอย่างดุเดือดระหว่างกองกำลังทหารอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 กันยายน) ส่งผลให้มีทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตรวมแล้ว 99 นาย โดยถือเป็นเหตุสู้รบนองเลือดรุนแรงที่สุดระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ที่เป็นอดีตรัฐสมาชิกของสหภาพโซเวียต  นับตั้งแต่กรณีการทำสงครามในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบักห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งแถบเทือกเขาคอเคซัส เมื่อปี 2020

 

สถานการณ์ล่าสุดมีรายงานจากทางรัสเซียที่อ้างว่าเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ยให้ทั้ง 2 ประเทศหยุดยิงลงได้ตั้งแต่ช่วงเช้าวานนี้ (13 กันยายน) โดยทางการอาร์เมเนียระบุว่า การสู้รบนั้นสงบลง แต่ไม่ยืนยันว่ายุติแล้ว และยังมีการสู้รบเกิดขึ้นเล็กน้อยในบางจุด ส่วนทางอาเซอร์ไบจานเผยว่า ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการตอบโต้การยั่วยุจากอาร์เมเนียแล้ว

 

นายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน ของอาร์เมเนีย รายงานว่า มีทหารอาร์เมเนียเสียชีวิตจากการปะทะไป 49 นาย ขณะที่กระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานรายงานว่า ทหารฝ่ายตนเสียชีวิตไป 50 นาย

 

สำหรับชนวนเหตุการปะทะนั้นทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันไปมา ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมอาร์เมเนียรายงานว่า การสู้รบปะทุขึ้นในช่วงหลังเที่ยงคืนวันจันทร์ เข้าสู่เช้าวันอังคาร (13 กันยายน) และเป็นกองทัพอาเซอร์ไบจานที่เปิดฉากการโจมตียั่วยุข้ามพรมแดนด้วยปืนใหญ่ กระสุนปืนครก โดรน และปืนไรเฟิลลำกล้องใหญ่ โดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพลเรือนในหลายเมืองและหมู่บ้านโดยรอบ ทำให้ทหารอาร์เมเนียต้องโจมตีตอบโต้

 

ขณะที่โฆษกกองทัพอาเซอร์ไบจานปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นฝ่ายยั่วยุก่อน โดยยอมรับว่าทำการโจมตีจริง แต่เพื่อตอบโต้การยั่วยุครั้งใหญ่จากฝ่ายอาร์เมเนียที่ยิงโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของอาเซอร์ไบจาน จนทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางทหารเสียหายและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และอ้างว่าพบความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายอาร์เมเนียตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมที่จะยั่วยุ

 

ภาพ: Resul Rehimov / Anadolu Agency / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทหารอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน เสียชีวิตพุ่งเกือบ 100 นาย จากเหตุปะทะเดือดข้ามพรมแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม็กซ์ แวร์สเตปเพน นักแข่งทีมเรดบูลล์ เรซซิง พลาดแชมป์อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ หลังเกิดเหตุการณ์ยางระเบิดช่วงท้าย https://thestandard.co/max-verstappen-miss-azerbaijan-grand-prix-champion/ Mon, 07 Jun 2021 00:29:35 +0000 https://thestandard.co/?p=496984 max azerbaijan grand prix

“กับวันที่นักแข่งคนหนึ่งทำทุกอย่างดีหมด แต่มาพลาด […]

The post แม็กซ์ แวร์สเตปเพน นักแข่งทีมเรดบูลล์ เรซซิง พลาดแชมป์อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ หลังเกิดเหตุการณ์ยางระเบิดช่วงท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
max azerbaijan grand prix

“กับวันที่นักแข่งคนหนึ่งทำทุกอย่างดีหมด แต่มาพลาดท่าในเรื่องของยาง”

 

นี่คือคำพูดของนักพากย์การแข่งขันฟอร์มูลาวัน ในช่วงท้ายของศึกอาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ รอบชิงชนะเลิศ วันนี้ (6 มิถุนายน)

 

เมื่อ แม็กซ์ แวร์สเตปเพน นักแข่งทีมเรดบูลล์ เรซซิง เตะยางล้อหลังของรถแข่งฟอร์มูลาวันของเขา หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ยางแตกระหว่างที่เขานำอยู่ในอันดับที่ 1 ในรอบที่ 47 จากการแข่งขันทั้งหมด 51 รอบ จนทำให้เขาต้องออกจากการแข่งขัน ขณะที่ฝ่ายจัดการแข่งขันได้ตัดสินใจส่งสัญญาณธงแดงเบรกการแข่งขันในรอบที่ 49 เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

 

โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายฝ่ายเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของยางรถแข่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน แลนซ์ สโตรลล์ จากทีมแอสตัน มาร์ติน ประสบปัญหายางระเบิด จนต้องออกจากการแข่งขันไปเช่นเดียวกัน

 

หลังจากฝ่ายจัดการแข่งขันได้ตัดสินใจให้กลับมาลงแข่งขันใหม่จากกริดตามลำดับ ก่อนหยุดการแข่งขัน

 

กลับมาลงสนามแข่งขันใหม่ เป็น ลูอิส แฮมิลตัน จากเมอร์เซเดส ในอันดับที่ 2 ที่บี้กับผู้นำ เซร์คิโอ เปเรซ จากเรดบูลล์ เรซซิง ตั้งแต่ต้น

 

แต่ดราม่าในการแข่งขันสนามนี้ยังไม่จบ เมื่อแฮมิลตันเกิดล้อล็อกหลุดโค้งออกไปจนตกไปอยู่อันดับสุดท้าย

 

สุดท้ายแชมป์ตกเป็นของ เซร์คิโอ เปเรซ ที่ขับเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 1 ตามด้วย เซบาสเตียน เวทเทล จากแอสตัน มาร์ติน ในอันดับที่ 2 และ ปิแอร์ แกสลี จากทีมอัลฟาทาวรี ในอันดับที่ 3

The post แม็กซ์ แวร์สเตปเพน นักแข่งทีมเรดบูลล์ เรซซิง พลาดแชมป์อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ หลังเกิดเหตุการณ์ยางระเบิดช่วงท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ จับตาเหตุปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย https://thestandard.co/thestandarddaily081063/ Mon, 12 Oct 2020 08:25:31 +0000 https://thestandard.co/?p=406545 Debate Pence Harris Azerbaijan Armenia clash

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 8 ตุลาคม  2563 &nbs […]

The post สรุปดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ จับตาเหตุปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Debate Pence Harris Azerbaijan Armenia clash

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 8 ตุลาคม  2563  เวลา 19.00 น.

 

  • สรุปประเด็นดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ เพนซ์-แฮร์ริส ที่ปะทะกันได้น้ำได้เนื้อกว่าทรัมป์-ไบเดน พร้อมเจาะลึกเหตุยกระดับปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย หลังปะทะเดือดรุนแรงสุดในรอบหลายสิบปี ปมข้อพิพาทเหนือดินแดน นากอร์โน-คาราบัค ที่อาจยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ทุกเมื่อ ท่ามกลางการจับตาของนานาชาติและเหล่าพันธมิตร
  • อัปเดตแนวทางการชุมนุม 14 ตุลาคม หลังแกนนำประกาศไม่มีลดเพดาน

 

ติดตามได้ใน THE STANDARD Daily วันนี้ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook Live และ YouTube Live ของ Thestandardth

The post สรุปดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ จับตาเหตุปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กล่าวหาอีกฝ่ายละเมิดหยุดยิงชั่วคราว หลังเริ่มบังคับใช้ไม่กี่นาที https://thestandard.co/armenia-azerbaijan-temporary-stop-shooting/ Sat, 10 Oct 2020 13:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=406159 อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กล่าวหาอีกฝ่ายละเมิดหยุดยิงชั่วคราว หลังเริ่มบังคับใช้ไม่กี่นาที

กองทัพอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน เริ่มต้นการหยุดยิงชั่วค […]

The post อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กล่าวหาอีกฝ่ายละเมิดหยุดยิงชั่วคราว หลังเริ่มบังคับใช้ไม่กี่นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กล่าวหาอีกฝ่ายละเมิดหยุดยิงชั่วคราว หลังเริ่มบังคับใช้ไม่กี่นาที

กองทัพอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน เริ่มต้นการหยุดยิงชั่วคราวในพื้นที่ขัดแย้งนากอร์โน-คาราบัค

 

ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ภายหลังการเจรจามาราธอนนานกว่า 10 ชั่วโมง ระหว่างทางการของทั้งสองฝ่ายที่กรุงมอสโกของรัสเซีย

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ไปไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทั้งสองฝ่ายต่างก็กล่าวหาว่าอีกฝ่ายนั้นละเมิดข้อตกลง โดยกระทรวงกลาโหมอาร์เมเนียกล่าวหากองทัพอาเซอร์ไบจานว่า ยิงกระสุนปืนใหญ่โจมตีเขตชุมชนในอาร์เมเนีย ขณะที่กองกำลังชนพื้นเมืองชาวอาร์เมเนียที่คุมพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค กล่าวหากองทัพอาเซอร์ไบจานว่าเปิดฉากโจมตีหลังจากข้อตกลงหยุดยิงเริ่มต้นไปเพียง 5 นาที

 

ซึ่งทางอาเซอร์ไบจานตอบโต้โดยกล่าวหากองทัพอาร์เมเนียว่าเป็นฝ่ายยิงกระสุนปืนใหญ่ข้ามชายแดนมายังเขตชุมชนในอาเซอร์ไบจาน

 

การเจรจาหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในฐานะตัวกลางประสานการเจรจา แต่ภายหลังการเจรจา โซห์ราบ เอ็มนัตสกาเนียน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอาร์เมเนีย แสดงท่าทีว่าการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายนั้นค่อนข้างยากลำบาก

 

ขณะที่ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงว่า 

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ผลจากการปะทะระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในพื้นที่นากอร์โน-คาราบัคช่วงเกือบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนรวมแล้วมากกว่า 300 คน และถือเป็นเหตุปะทะในพื้นที่ครั้งรุนแรงที่สุดตั้งแต่ปี 2016 ที่มีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบคน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน กล่าวหาอีกฝ่ายละเมิดหยุดยิงชั่วคราว หลังเริ่มบังคับใช้ไม่กี่นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนียเสนอทางออก ทำสัมปทานร่วมในพื้นที่ขัดแย้งกับอาเซอร์ไบจาน หลังสู้รบยืดเยื้อวันที่ 10 เสียชีวิตเกิน 260 https://thestandard.co/assad-calls-erdogan-the-main-instigator-in-in-nagorno-karabakh/ Wed, 07 Oct 2020 02:16:35 +0000 https://thestandard.co/?p=404587 อาร์เมเนีย

นิโคล ปาชินเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย เปิดเผยว่า อาร์ […]

The post อาร์เมเนียเสนอทางออก ทำสัมปทานร่วมในพื้นที่ขัดแย้งกับอาเซอร์ไบจาน หลังสู้รบยืดเยื้อวันที่ 10 เสียชีวิตเกิน 260 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์เมเนีย

นิโคล ปาชินเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย เปิดเผยว่า อาร์เมเนียพร้อมทำข้อตกลงสัมปทานร่วมในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค กับอาเซอร์ไบจาน เพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง หลังจากที่ทหารของทั้งสองฝ่ายปะทะกันต่อเนื่องสู่วันที่ 10 และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 260 ราย 

 

“ความขัดแย้งต้องได้รับการแก้ไขบนพื้นฐานของการให้สัมปทานร่วมกัน นากอร์โน-คาราบัคพร้อมอาร์เมเนียพร้อมที่จะตอบรับสัมปทานที่อาเซอร์ไบจานพร้อมจะทำ” ปาชินเนียนกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

 

สำหรับการสู้รบวานนี้ (6 ตุลาคม) ซึ่งเป็นวันที่ 10 มีรายงานว่า ทหารของฝ่ายกองกำลังชนพื้นเมืองอาร์เมเนียที่ควบคุมพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค เสียชีวิตเพิ่มอีก 21 นาย ส่งผลให้ยอดรวมทหารที่เสียชีวิต นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน เพิ่มเป็นกว่า 220 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 21 คน บาดเจ็บ 82 คน 

 

ส่วนทางการอาเซอร์ไบจานไม่เปิดเผยรายละเอียดทหารที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่รายงานว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 25 ราย และบาดเจ็บ 127 ราย 

 

ทางด้านกองทัพอาร์เมเนียรายงานว่า กองทัพอาเซอร์ไบจานพยายามโจมตีพื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่น โดยได้ยิงอาวุธนำวิถีหลายลูกโจมตีเมืองสเตพานาแกร์ต ซึ่งเป็นเมืองเอกของนากอร์โน-คาราบัค

 

ขณะที่กระทรวงกลาโหมอาเซอร์ไบจานกล่าวหากองทัพอาร์เมเนียว่า ยิงกระสุนปืนใหญ่โจมตีหลายเมืองที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง รวมถึงเมืองกานชา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ

 

ทั้งนี้ ภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค เป็นเขตปกครองตนเองที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าอยู่ภายใต้การปกครองของอาเซอร์ไบจานตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต แต่ชนพื้นเมืองชาวอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ นั้นเป็นฝ่ายควบคุมพื้นที่และประกาศแยกตัวจากอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ปี 1991 ทำให้เกิดการทำสงครามในพื้นที่เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1992-1994 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 30,000 ราย 

 

ด้านประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย เปิดเผยต่อสำนักข่าว RIA ของรัสเซีย ว่ากองกำลังติดอาวุธจากซีเรียจะถูกส่งไปยังพื้นที่ขัดแย้งในนากอร์โน-คาราบัค พร้อมกล่าวหาตุรกี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับอาเซอร์ไบจาน ว่าเป็นตัวการหลักในการยุยงให้เกิดการสู้รบระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการสู้รบครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายมากว่า 25 ปี 

 

ขณะที่รัฐบาลตุรกีปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการสู้รบที่เกิดขึ้นในนากอร์โน-คาราบัค 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post อาร์เมเนียเสนอทางออก ทำสัมปทานร่วมในพื้นที่ขัดแย้งกับอาเซอร์ไบจาน หลังสู้รบยืดเยื้อวันที่ 10 เสียชีวิตเกิน 260 appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 วันแห่งการปะทะ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน คร่าชีวิตเกือบร้อย หวั่นความขัดแย้งนำสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ https://thestandard.co/armenia-azerbaijan-conflict-death-toll-rises-in-nagorno-karabakh/ Tue, 29 Sep 2020 03:53:20 +0000 https://thestandard.co/?p=402013

การต่อสู้ระหว่างกองทัพอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในภูมิภา […]

The post 2 วันแห่งการปะทะ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน คร่าชีวิตเกือบร้อย หวั่นความขัดแย้งนำสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การต่อสู้ระหว่างกองทัพอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบักห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งในแถบเทือกเขาคอเคซัส ทวีความรุนแรงขึ้นอีกเมื่อวานนี้ (28 กันยายน) โดยกระทรวงกลาโหมอาร์เมเนีย รายงานว่ากองทัพอาเซอร์ไบจานเปิดฉากจู่โจมอย่างหนัก ในแนวหน้าทางฝั่งใต้และตะวันออกเฉียงเหนือของนากอร์โน-คาราบักห์ ส่งผลให้ทหารอาร์เมเนียบาดเจ็บไปกว่า 200 คน 

 

ในการสู้รบตลอด 2 วันที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายมีการยิงกระสุนปืนใหญ่และจรวดโจมตีตอบโต้กัน ขณะที่กองกำลังแบ่งแยกดินแดนแห่งสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบักห์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองชาวอาร์เมเนีย เปิดเผยว่ามีทหารของตนเสียชีวิตเพิ่มอีก 26 คน จากการปะทะเมื่อเย็นวานนี้ (28 กันยายน) ส่งผลให้จำนวนทหารของฝ่ายแบ่งแยกดินแดนเสียชีวิตรวม 84 คน 

 

ส่วนยอดรวมผู้เสียชีวิตจากการสู้รบทั้ง 2 วัน เพิ่มเป็น 95 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 11 คน ซึ่ง 9 คน อยู่ในฝั่งอาเซอร์ไบจาน และอีก 2 คนอยู่ในฝั่งอาร์เมเนีย 

 

สำหรับภูมิภาคนากอร์โน-คาราบักห์ ถือเป็นพื้นที่ขัดแย้งที่มีประวัติยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยเป็นเขตปกครองตนเองที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของชนพื้นเมืองชาวอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่

 

การปะทะระหว่างกองทัพอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 และสร้างความกังวลแก่หลายฝ่ายว่าสถานการณ์อาจบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงต้นยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งมีชนวนเหตุจากการทำประชามติแบ่งแยกดินแดนนากอร์โน-คาราบักห์ เป็นเอกราชจากอาเซอร์ไบจาน และรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาร์เมเนีย ในปี 1991 ซึ่งผลจากการสู้รบนานกว่า 3 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปหลายพันคน และมีผู้ลี้ภัยสงครามนับแสนคนในทั้งสองฝ่าย ก่อนที่สงครามจะยุติหลังการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ที่มีรัสเซียเป็นคนกลาง

 

ขณะที่หลายประเทศ อาทิ รัสเซีย อิหร่าน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้การพูดคุยเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความวิตกของหลายฝ่ายว่า สถานการณ์อาจเลวร้ายไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ 

 

โดย อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง ในขณะที่กำลังพูดคุยหาทางออกกับผู้นำของทั้งสองประเทศ ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับสถานการณ์ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ (29 กันยายน) หลังได้รับการร้องขอจากฝรั่งเศสและเยอรมนี

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post 2 วันแห่งการปะทะ อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน คร่าชีวิตเกือบร้อย หวั่นความขัดแย้งนำสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ของอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน หลังปะทะเดือดในพื้นที่ขัดแย้ง เสียชีวิตแล้ว 24 ราย https://thestandard.co/martial-law-on-some-area-of-armenia-and-azerbaijan/ Mon, 28 Sep 2020 12:23:08 +0000 https://thestandard.co/?p=401861

การปะทะระหว่างกองทัพอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในภูมิภาคน […]

The post ประกาศกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ของอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน หลังปะทะเดือดในพื้นที่ขัดแย้ง เสียชีวิตแล้ว 24 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

การปะทะระหว่างกองทัพอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างสองประเทศ เปิดฉากตั้งแต่ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 กันยายน) ต่อเนื่องจนถึงวันนี้ (28 กันยายน) เป็นวันที่ 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วทั้งทหารและพลเรือนอย่างน้อย 24 ราย และบาดเจ็บนับร้อยราย โดยถือเป็นเหตุปะทะรุนแรงที่สุดระหว่างทั้งสองประเทศนับตั้งแต่ปี 2016 

 

กระทรวงกลาโหมอาร์เมเนียรายงานว่า เหตุปะทะเกิดขึ้นหลังกองทัพอาเซอร์ไบจานโจมตีพื้นที่อาศัยของพลเรือนอาร์เมเนียหลายจุดในนากอร์โน-คาราบัค รวมถึงเมืองสเตพานาแกร์ต เมืองหลวงของภูมิภาค 

 

ซึ่งกองทัพอาร์เมเนียโจมตีตอบโต้อาเซอร์ไบจานด้วยการทำลายรถถัง 3 คัน และยิงเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และอากาศยานไร้นักบิน 3 ลำตก ขณะที่แต่ละฝ่ายอ้างว่า มีการใช้อาวุธหนักทั้งปืนใหญ่และจรวดตอบโต้กัน 

 

“การตอบโต้ของเราจะเป็นไปอย่างเหมาะสม และผู้นำทางการเมืองและกองทัพอาเซอร์ไบจานต้องรับผิดชอบเต็มที่ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” กระทรวงกลาโหมอาร์เมเนียระบุในแถลงการณ์

 

หลังเกิดเหตุมีการประกาศกฎอัยการศึกขึ้นในหลายพื้นที่ของทั้งอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย รวมถึงพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งรัฐบาลอาร์เมเนียได้สั่งเคลื่อนกำลังทหารทั้งหมด 

 

ขณะที่ อิลฮาม อาลีเยฟ ประธานาธิบดีอาร์เซอร์ไบจาน สั่งเคลื่อนกำลังทหารบางส่วนเข้าพื้นที่ พร้อมเดินหน้าปฏิบัติการตอบโต้การโจมตีจากกองทัพอาร์เมเนียอย่างเต็มที่

 

“ผมมั่นใจว่าปฏิบัติการตอบโต้การโจมตีที่ประสบผลสำเร็จของเรา จะช่วยยุติการยึดครองและความไม่เป็นธรรมที่มีมายาวนานกว่า 30 ปี” 

 

สำหรับภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของเทือกเขาคอเคซัส เป็นเขตปกครองตนเองที่อาเซอร์ไบจานครอบครองมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยถือเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งก๊าซและน้ำมันจากภูมิภาคไปยังตลาดโลก ซึ่งพลเรือนส่วนใหญ่ที่ควบคุมพื้นที่นั้นเป็นชนพื้นเมืองชาวอาร์เมเนียที่พยายามแบ่งแยกดินแดนและประกาศเอกราชจากอาร์เซอร์ไบจาน ตั้งแต่ปี 1991 

 

ทางด้านประธานาธิบดี Arayik Harutyunyan แห่งสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค ยืนยันว่า ตอนนี้กองทัพอาเซอร์ไบจานสามารถยึดครองบางพื้นที่ไว้ได้ 

 

ส่วนประชาคมโลก ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย อิหร่าน และชาติยุโรป รวมถึงสหประชาชาติ (UN) ต่างเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบและหันหน้าเจรจาพูดคุยเพื่อบรรเทาความขัดแย้ง โดยรัสเซียซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของอาร์เมเนีย เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที พร้อมพูดคุยเพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างสันติ 

 

ขณะที่ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ผู้นำตุรกี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอาเซอร์ไบจาน ประกาศสนับสนุนอาเซอร์ไบจาน พร้อมเรียกร้องทั่วโลกให้ยืนหยัดสนับสนุนอาเซอร์ไบจานในการต่อสู้จากการรุกรานที่เกิดขึ้น

 

 

อ้างอิง:

The post ประกาศกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ของอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน หลังปะทะเดือดในพื้นที่ขัดแย้ง เสียชีวิตแล้ว 24 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>