AWS Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/aws/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 05 Mar 2026 05:14:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘Renaissance Developer’: ถอดรหัสคีย์โน้ตสุดท้ายของ Werner Vogels กับการสิ้นสุดยุคคนเขียนโค้ด สู่ยุค ‘ผู้สร้างสรรค์’ https://thestandard.co/renaissance-developer-%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%84%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97/ Thu, 05 Mar 2026 05:14:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1184510 werner-vogels-final-keynote-aws-reinven

ณ ลาสเวกัสในงาน AWS re:Invent 2025 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา […]

The post ‘Renaissance Developer’: ถอดรหัสคีย์โน้ตสุดท้ายของ Werner Vogels กับการสิ้นสุดยุคคนเขียนโค้ด สู่ยุค ‘ผู้สร้างสรรค์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
werner-vogels-final-keynote-aws-reinven

ณ ลาสเวกัสในงาน AWS re:Invent 2025 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชายผู้เป็นสัญลักษณ์ของโลกคลาวด์มาอย่างยาวนานอย่าง ‘Dr. Werner Vogels’ ได้ประกาศทิ้งทวนบนเวทีคีย์โน้ตครั้งสุดท้ายของเขา เพื่อที่จะส่งไม้ต่อการกล่าวคีย์โน้ตปิดงานให้กับคนรุ่นใหม่ๆ บ้าง

 

การก้าวลงจากเวทีครั้งนี้คือการประกาศการเริ่มต้นของ ‘ยุคเรอเนซองส์ทางเทคโนโลยี’ ที่จะเปลี่ยนนิยามของคำว่านักพัฒนาไปตลอดกาล ท่ามกลางเสียงกระซิบแห่งความกังวลว่า AI จะมาแย่งงาน Vogels กลับเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่เครื่องมือพัฒนาไปจนถึงขีดสุดเพื่อเปิดพื้นที่ให้ความเป็นมนุษย์ได้กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

 

ทำไมเราไม่ควรตระหนกมากเกินไป เมื่อ AI เขียนโค้ดได้?

 

ประวัติศาสตร์ของโลกซอฟต์แวร์คือประวัติศาสตร์ของการวิวัฒนาการเครื่องมือมาโดยตลอด Vogels เล่าย้อนไปถึงยุคที่เขาต้องเรียนภาษาที่ไม่มีใครใช้อีกแล้วในปัจจุบันอย่าง 68,000 Assembler หรือ COBOL แต่ละยุคสมัยล้วนสร้างความกังวลว่าเครื่องมือใหม่จะมาแทนที่คน แต่ความจริงคือเครื่องมือเหล่านั้นช่วยให้เราขยับไปโฟกัสในสิ่งที่สูงกว่าเดิม

 

Vogels ชี้ให้เห็นว่าแม้เครื่องมือจะเปลี่ยนไป แต่ “งานเป็นของคุณ ไม่ใช่เครื่องมือ” แม้ในปัจจุบันเราจะมีกระบวนการทำงานที่ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมหาศาล แต่นั่นเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านของเครื่องมือที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากงานซ้ำซากเพื่อไปสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เหมือนที่ครั้งหนึ่งคลาวด์เคยเปลี่ยนวิถีการทำงานของนักพัฒนามาแล้ว

 

AI จะแย่งงานนักพัฒนาไหม?

 

ในทุกเมืองที่ Vogels เดินทางไปเยือน คำถามที่เขาได้รับเสมอคือ “AI จะแย่งงานฉันไหม?” ซึ่งเขาตอบบนเวทีอย่างติดตลกว่า “Maybe” ก่อนจะขยายความอย่างจริงจังว่า AI จะไม่ทำให้คุณล้าหลังถ้าคุณรู้จักวิวัฒนาการ

สิ่งที่น่ากังวลกว่าการถูกแย่งงานคือในขณะที่ AI สามารถสร้างโค้ดออกมาได้ในพริบตา แต่ความเข้าใจของมนุษย์กลับไม่ได้เกิดขึ้นเร็วตามไปด้วย เมื่อเครื่องจักรเขียนโค้ดได้เร็วกว่าที่เราจะอ่านจบ ความเสี่ยงจึงตกอยู่ที่การปล่อยซอฟต์แวร์ที่ไม่มีใครเข้าใจเข้าสู่การผลิต

 

เขาจึงเน้นย้ำเรื่องความเป็นเจ้าของ ผ่านเรื่องเล่า ‘Andon Cord’ ของ Toyota ซึ่งเป็นสายเคเบิลที่พนักงานทุกคนมีสิทธิ ‘กระตุก’ เพื่อหยุดสายการผลิตทั้งโรงงานทันทีหากพบความผิดปกติ Vogels บอกว่านักพัฒนาต้องเป็นด่านสุดท้ายที่มีสิทธินี้ เราต้องใช้กลไกที่เข้มงวดในการตรวจสอบ ไม่ใช่พึ่งพาเพียงแค่ความตั้งใจดี เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์คือผู้รับผิดชอบผลลัพธ์ ไม่ใช่ AI

 

สรุป 5 เสาหลักของ ‘Renaissance Developer’

 

เพื่อที่จะอยู่รอดและเติบโตในโลกที่เปลี่ยนไปนี้ Vogels ได้สรุปโครงสร้างสำคัญ 5 ประการที่นักพัฒนาต้องยึดถือเป็นเข็มทิศ

  • ‘Curiosity’ ความอยากรู้อยากเห็นที่ไร้พรมแดน: รักษาความกล้าที่จะล้มเหลวในการทดลอง เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย
  • ‘Systems Thinking’ การมองโลกผ่านโครงข่าย: ต้องมองซอฟต์แวร์เป็นระบบที่มีชีวิตซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกัน
  • ‘Communication’ นิยามใหม่ของการสื่อสาร: ขัดเกลาความสามารถในการถ่ายทอดความคิดให้แม่นยำ ไม่คลุมเครือ เพื่อให้ AI สร้าง logic ที่ถูกต้องตามความต้องการ
  • ‘Ownership’ จิตวิญญาณของความเป็นเจ้าของ: คุณต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพและความถูกต้องของระบบตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะ ‘งานเป็นของคุณ ไม่ใช่เครื่องมือ’
  • ‘Polymath’ วิถีแห่งพหูสูต: เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีทั้งความลึกในสายงานและความกว้างในศาสตร์อื่น เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจจุดคุ้มทุนในการสร้างสรรค์

 

บทสรุปสุดท้ายของ Vogels ไม่ใช่การฝากฝังเทคโนโลยี หรือการบอกให้ทุกคนต้องกลัวการมาถึงของ AI แต่เป็นการฝากถึงคุณค่าของมนุษย์ผ่านคำพูดของ Walt Whitman ที่ว่า “เราไม่ได้เป็นอย่างที่เรา ‘รู้’ แต่เราเป็นในสิ่งที่เรา ‘พร้อมจะเรียนรู้’ ต่างหาก” 

 

ในยุคเรอเนซองส์ใหม่นี้ ความภูมิใจในวิชาชีพไม่ได้มาจากจำนวนบรรทัดของโค้ด แต่มาจากการสร้างระบบที่มั่นคง ปลอดภัย และแก้ปัญหาให้มนุษย์ได้อย่างแท้จริง แม้ในจุดที่ไม่มีใครมองเห็นก็ตาม

The post ‘Renaissance Developer’: ถอดรหัสคีย์โน้ตสุดท้ายของ Werner Vogels กับการสิ้นสุดยุคคนเขียนโค้ด สู่ยุค ‘ผู้สร้างสรรค์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร https://thestandard.co/amazon-layoffs-post-covid-efficiency/ Sat, 31 Jan 2026 02:56:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1171711 โลโก้ Amazon สื่อถึงการปลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่ง แม้กำไรจะเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความโกลาหลเล็กน้อยภายในอาณาจักรยักษ์ […]

The post กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Amazon สื่อถึงการปลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่ง แม้กำไรจะเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความโกลาหลเล็กน้อยภายในอาณาจักรยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ เมื่อ BBC รายงานว่าอีเมลฉบับร่างที่ใช้ชื่อรหัสว่า ‘Project Dawn’ ถูกส่งออกไปโดยไม่ตั้งใจจากผู้ช่วยผู้บริหารของ คอลลีน ออเบรย์ (Colleen Aubrey) รองประธานอาวุโสแห่ง Amazon Web Services (AWS) เนื้อหาภายในอีเมลที่หลุดออกมานี้เผยให้เห็นความจริงที่พนักงานหลายคนหวาดหวั่น นั่นคือคำยืนยันเรื่องการเลิกจ้างรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังจากอีเมลหลุด ความจริงก็ปรากฏอย่างเป็นทางการ Amazon ประกาศลดพนักงานในส่วนงานองค์กรลงอีกประมาณ 16,000 ตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นระลอกที่สองในรอบเพียง 3 เดือน หลังจากที่เพิ่งมีการปรับลดไป 14,000 ตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

รวมแล้วบริษัทได้ดำเนินการปรับลดพนักงานไปตามเป้าหมายที่เคยวางไว้ราว 30,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของพนักงานส่วนออฟฟิศทั้งหมด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเลิกจ้างครั้งมโหฬารนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤตทางการเงินที่สั่นคลอนบริษัทแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Amazon นั้นแข็งแกร่งอย่างมาก ด้วยกำไรที่พุ่งขึ้นเกือบ 40% แตะระดับ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.6 แสนล้านบาท) และรายได้ทะยานเกินกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.65 ล้านล้านบาท)

 

แล้วทำไมบริษัทที่มีกำไรมหาศาลถึงต้องปลดพนักงาน?

 

แอนดี้ แจสซี (Andy Jassy) ซีอีโอผู้รับไม้ต่อจาก เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่า นี่คือความพยายามในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อลบล้างความอุ้ยอ้ายที่เกิดขึ้นจากการจ้างงานกว่า 1 แสนคนในช่วงสั้นๆ ระหว่างการระบาดของโควิดทำให้โครงสร้างบริษัทมีลำดับขั้นที่มากเกินไป โดยบริษัทกำลังมุ่งเน้นไปที่การ ‘ลดความซับซ้อน’ เพิ่มความเป็นเจ้าของงาน และขจัดระบบราชการ

 

“ในฐานะทีมผู้นำ เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้เหมือนกับ ‘สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ และนั่นหมายถึงการลดลำดับขั้นการบังคับบัญชาลง” แจสซีกล่าวเน้นย้ำ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในไม่ใช่สาเหตุเดียว การเลิกจ้างครั้งนี้ยังสะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กำลังชะงักงัน ข้อมูลเดือนธันวาคมชี้ว่าสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มเพียง 50,000 ตำแหน่ง ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขในเดือนพฤศจิกายน

 

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นสภาวะ ‘No hire-no fire’ หรือ ไม่จ้างเพิ่ม-ไม่ไล่ออก แต่สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ สถานการณ์กลับต่างออกไป

 

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการแพร่หลายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้หลายบริษัทชะลอการจ้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสถาบัน Brookings ที่ระบุว่า แม้งานด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่มีรายได้สูงจะเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย Generative AI แต่กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ ‘กลุ่มเปราะบาง’ ในสายงานธุรการและเสมียน

 

งานวิจัยชี้ว่ากว่า 86% ของแรงงานกลุ่มนี้เป็นผู้หญิงที่มีอายุและอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI แย่งงานและปรับตัวได้ยากกว่ากลุ่มแรงงานทักษะสูง

 

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน Amazon แต่ยังลามไปถึงบริษัทอื่นๆ เช่น UPS บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ ที่เพิ่งประกาศแผนลดพนักงานปฏิบัติการถึง 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะปริมาณการจัดส่งสินค้าที่ลดลงจากลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon เอง หรือ Pinterest ที่ประกาศลดพนักงานเกือบ 15% เพื่อทุ่มทรัพยากรไปที่บทบาทงานที่เกี่ยวข้องกับ AI แทน

 

สำหรับชะตากรรมของพนักงานที่ได้รับผลกระทบในรอบนี้ ซึ่งครอบคลุมทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และคอสตาริกา เบธ กาเล็ตตี (Beth Galetti) รองประธานอาวุโสฝ่ายประสบการณ์พนักงานและเทคโนโลยี ระบุว่า ระบุว่า พนักงานในสหรัฐฯ จะได้รับเวลา 90 วันในการหางานตำแหน่งใหม่ภายในบริษัท หากไม่สำเร็จหรือไม่ต้องการทำงานต่อ จะได้รับเงินชดเชย บริการช่วยหางานภายนอก และสวัสดิการประกันสุขภาพ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 30 มกราคม 2569

ภาพ : SEBASTIEN BOZON / AFP

อ้างอิง:

The post กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค https://thestandard.co/tech-investment-thailand-davos-deal/ Fri, 23 Jan 2026 05:24:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1168528 การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุน […]

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

บิ๊กเทค AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok เดินหน้าต่อยอดลงทุนไทย ‘เอกนิติ‘ ปิดภารกิจเวทีดาวอส ดันเม็ดเงินกว่า 5 แสนล้านบาท พร้อมดึงอุตสาหกรรมใหม่ ชูบทบาทประเทศไทยเวทีโลก ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภารกิจของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2569 ประสบความสำเร็จอย่างดี

 

โดยมีทั้งการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ แสดงบทบาทของประเทศไทยในเวทีผู้นำโลก และหารือผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลกเพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นการลงทุนและโครงการความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 1

 

ทั้งนี้ ภารกิจการเดินทางเยือนดาวอสครั้งนี้ได้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

 

  • การนำทีมภาครัฐและเอกชน มาช่วยกันตอกย้ำภาพของประเทศไทยในสายตาผู้นำโลกว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมีทิศทางนโยบายชัดเจน มีความเป็นกลางท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมเป็นฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ของภูมิภาค
  • การเจรจากับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ เพื่อทำให้เกิดการลงทุนที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยการสร้างงานคุณภาพ และการพัฒนาทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต
  • การสร้างความร่วมมือเพื่อปูทางไปสู่การประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถจัดงานสำคัญระดับโลกได้และมีศักยภาพเป็นผู้นำของอาเซียน

 

ยักษ์เทคลงทุน 5 แสนล้าน ยกระดับบุคลากรไทยและซัพพลายเชน

 

โดยในการเข้าประชุม WEF ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้พบหารือกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลกรวม 9 ราย ซึ่งได้มีแผนการลงทุนทั้งที่ผ่านมาแล้วและจะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตรวมกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกระตุ้นให้เร่งเดินหน้าโครงการในไทยอย่างต่อเนื่อง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ดึงลงทุนใหม่ อุตสาหกรรม New S-Curve

 

โดยแบ่งเป็นกลุ่มดิจิทัลและ AI จำนวน 6 บริษัท

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ 2 บริษัท กลุ่มอาหาร 1 บริษัท ดังนี้

 

กลุ่มดิจิทัลและ AI

 

  • AWS : บริษัทได้ย้ำแผนลงทุนระยะยาวในไทยกว่า 150,000 ล้านบาท ภายใน 15 ปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทได้สนับสนุนนโยบาย Cloud First ของรัฐบาล และยังให้ความสนใจโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย (Skill Bridge) ซึ่งบริษัทจะหารือในรายละเอียดและคาดว่าจะมีการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI ในโครงการมากกว่า 50,000 คน

 

  • Microsoft : ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจ และการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ รวมถึงโอกาสความร่วมมือในการพัฒนากำลังคนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

  • TikTok : บริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือการใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดและมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึง ได้เสนอแนวทางต่อยอดให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค เช่น ด้านการพัฒนาคอนเทนต์

 

  • DAMAC Group : ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีแผนการลงทุนในไทยรวมกว่า 130,000 ล้านบาท ได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะด้านโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของคลาวด์และเทคโนโลยี AI ในประเทศไทย

 

  • HCL Technologies : ผู้นำด้านการพัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ได้หารือแนวทาง การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตรอุตสาหกรรมการผลิต และการท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ AI ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ (GovTech)

 

  • NVIDIA: ผู้นำเทคโนโลยีชิปและแพลตฟอร์ม AI ได้หารือแนวทางยกระดับระบบนิเวศ AI ของไทย ทั้งการพัฒนาบุคลากรและทีมนักพัฒนา (Developers) การสร้างโมเดลภาษาไทยและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ตลอดจนการต่อยอดศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ด้าน AI ในประเทศไทย

 

กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ

 

  • Hesai Technology: ผู้นำเทคโนโลยี LiDAR สำหรับระบบรถยนต์อัจฉริยะรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยเป็นแห่งแรกนอกประเทศจีนมูลค่าลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท โดยบริษัทพร้อมร่วมพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI ภายใต้โครงการ Skill Bridge เพื่อเตรียมพร้อมกำลังคนสำหรับต่อยอดสู่ซัพพลายเชนและระบบนิเวศ AI/Robotics ในประเทศไทย

 

  • Archer Aviation: บริษัทชั้นนำด้านอากาศยานสำหรับขนส่งบุคคล ได้หารือโอกาสความร่วมมือและการร่วมทุนกับบริษัทไทยในการพัฒนาบริการเดินทางภายในเมือง (Urban AirMobility) เพื่อเพิ่มทางเลือกการคมนาคมรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

 

กลุ่มอาหาร

 

  • Nestlé : ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ได้ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน ปัจจุบันมีบริษัทในไทย 4 แห่ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุน 8 โครงการ โดยมีการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง รวมทั้งใช้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค และมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้

 

การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AWS Microsoft NVIDIA TikTok ในประเทศไทย หลังการประชุมดาวอส ที่เสริมบทบาทไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค 2

 

เชื่อมองค์กรเศรษฐกิจโลก–ย้ำบทบาทไทย ‘ผู้เล่นเชิงรุก’ ปูพรมเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026

 

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) และ Ms. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก แนวทางสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึง และการสร้างงานที่มีคุณค่า พร้อมหารือการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026

 

โดยฝ่ายไทยย้ำว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย ที่มีสาระครอบคลุมประเด็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเติบโตอย่างทั่วถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อพัฒนาธุรกิจในงาน WEF นี้

 

อีกทั้งยังได้หารือกับผู้นำภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ เช่น เลขาธิการ OECD

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการพัฒนาของฟินแลนด์ , ฮ่องกง , ซาอุดีอาระเบีย ประธาน Global Development ของมูลนิธิ Gates Foundation กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) และผู้บริหาร Uplink WEF

 

นอกจากนี้ ทีมไทยแลนด์ยังได้ต่อยอดความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจใหม่ที่โลกให้ความสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมเวทีสำคัญในงานประชุม WEF เช่น Informal Gatherings of World Economic Leaders (IGWEL) ในหัวข้อ What’s Ahead for the Global Economy- Boom, Bust or In-between? การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ในหัวข้อ New Pathways for ASEAN Growth and Productivity และเวทีเสวนาในหัวข้อ Is ASEAN Moving Fast Enough?

 

รวมถึงเวทีสำคัญอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน หารือแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมนำเสนอจุดแข็งของไทยโอกาสการลงทุนในด้านต่าง ๆ และประสบการณ์เชิงนโยบายที่สามารถขยายผลในระดับภูมิภาค

 

The post AWS-Microsoft-NVIDIA-TikTok อัดเม็ดเงินลงทุนไทย ‘เอกนิติ’ ปิดดีลดาวอสกว่า 5 แสนล้าน ชูบทบาทไทยฮับเศรษฐกิจใหม่ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก https://thestandard.co/aws-reinvent-2025/ Sat, 06 Dec 2025 04:06:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1151795 ‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก

แม้โลกจะพูดถึง AI มาหลายปี แต่คำถามสำคัญที่ผู้บริหารจำน […]

The post ‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก

แม้โลกจะพูดถึง AI มาหลายปี แต่คำถามสำคัญที่ผู้บริหารจำนวนมากยังตอบไม่ชัด คือสุดท้ายแล้ว AI จะเปลี่ยนองค์กรอย่างไร และเราต้องเตรียมอะไรบ้าง?

 

ในวันที่ 1-5 ธันวาคมบนเวที AWS re:Invent 2025 งานอีเวนต์ของ Amazon Web Services (AWS) บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก จัดขึ้นที่ Las Vegas สหรัฐอเมริกา Matt Garman CEO of AWS ระบุถึงเทรนด์ AI ในยุคต่อไป ไว้ว่า

 

“Agents are changing the way we play, learn, optimize, secure, and build.”

 

“I believe that in the future, there’s going to be billions of agents inside of
every company and across every imaginable field.”

 

โลกยุคต่อไป คือการเกิดขึ้นของ AI Agents นับพันล้านตัวที่จะเข้าไปอยู่ในการผลิต การเงิน การตลาด การวิเคราะห์ ไปจนถึงระบบความปลอดภัยและการป้องกันไซเบอร์ของประเทศ ขนาดของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มากพอที่จะทำให้ Matt Garman ระบุว่า AI Agents จะกลายเป็น ‘รากฐานใหม่ของคอมพิวเตอร์’ ในยุคหลัง 2026

 

และเพื่อรองรับโลกที่จะมี Agent ทำงานแทนมนุษย์ในทุกมิติ AWS ได้ระบุถึงสถาปัตยกรรม 4 ชั้นที่กำลังกลายเป็น Reference Model ขององค์กรทั่วโลก ซึ่งจะกำหนดว่าบริษัทใดจะไปได้เร็ว และบริษัทใดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

  • 4 สถาปัตยกรรมใหม่ในโลก Billion of Agents

 

‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก 1

 

(1) AI Infrastructure: สมการเสาเข็มโลกใหม่คือ Chip + Cloud

 

“The foundation of great AI starts with great infrastructure.”

 

ในโลกที่ทุกคนให้ความสนใจกับโมเดล AI, ผลลัพธ์ที่โมเดลสร้างได้, หรือฟีเจอร์ใหม่ๆ Matt ระบุว่า การจะสร้างมูลค่าจริงจาก AI ไม่ได้เริ่มที่ตัวโมเดล แต่เริ่มต้นที่โครงสร้างพื้นฐาน และการรันชิป AI คือจุดสำคัญ

 

Peter DeSantis, SVP, Utility Computing, AWS ระบุว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AWS เห็นการเติบโตของความต้องการในการประมวลผลจากใช้ AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
AWS จึงวางเดิมพันในโครงสร้างพื้นฐานของโลกใหม่ผ่านสองขาหลัก คือ NVIDIA GPU และ Custom AI Chip ที่ AWS พัฒนาขึ้นเอง โดย Matt ระบุว่า
“AWS is the best place to run NVIDIA GPUs.”

 

AWS มีการร่วมพัฒนากับ NVIDIA มานานกว่า 15 ปี ตั้งแต่การ Debug ปัญหาที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการออกแบบ Data Center ให้รองรับ GPU Clusters ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดคลาวด์

 

แต่ในปีนี้การวางหมากของ AWS ไม่ได้อยู่ที่ GPU เพียงอย่างเดียว Matt ระบุว่า อนาคตของ AI ต้องพึ่งพาพลังสองขาอย่างสมดุล คือ GPU และ Custom AI Chip นั่นทำให้ AWS มองว่า Trainium หรือชิปของ AWS ที่พัฒนาขึ้นนั้นจะกลายเป็นเครื่องจักรหลักของ AWS ยุคใหม่

 

Matt เผยตัวเลขบนเวทีว่า วันนี้มี Trainium ถูกใช้งานจริงมากกว่า 1,000,000 ชิ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ งาน Inference ส่วนใหญ่บน Bedrock แพลตฟอร์ม AI ของ AWS ไม่ได้รันบน GPU แล้ว แต่รันบน Trainium

 

สะท้อนว่า AWS ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ให้บริการคลาวด์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบที่สอดรับกับยุค AI ตั้งแต่ระดับศูนย์ข้อมูล (Data Center Layer) ไปจนถึงระดับชิป (Silicon Layer)

 

Matt อธิบายต่อว่า Trainium รุ่นใหม่ อย่าง Trn3 UltraServers ให้พลัง 4.4× Compute, 3.9× Memory Bandwidth และ 5× ประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อ Token ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Inference และในขณะเดียวกัน AWS ก็กำลังพัฒนา Trainium 4 เพื่อรองรับ Frontier Models รุ่นถัดไปที่จะใหญ่เกินกว่าความสามารถของชิปในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ยัง มีการะบุถึง Project Rainier หรือการสร้าง Data Center ทั้งเมืองที่ทำงานเสมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เพื่อรองรับการเทรนโมเดล Claude รุ่นต่อไปของ Anthropic ที่ต้องใช้พลังการคำนวณมหาศาล

 

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Matt ถึงบอกว่า โลก AI ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะถูกกำหนดโดยโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าตัวโมเดลเอง

 

(2) Inference Platform: การเดิมพันว่าโลกไม่มีผู้ชนะ AI Model เพียงหนึ่งเดียว

 

“Model choice is critical.”

 

ถ้ามือถือมีค่ายสัญญาณโทรศัพท์ เว็บไซต์มีหลายเว็บเบราว์เซอร์ Matt ก็เชื่อว่า AI ไม่จำเป็นต้องมี Model เดียว

 

Matt เชื่อว่าไม่มีโมเดลใดทำได้ทุกอย่างดีหมด โมเดลที่ Reasoning เก่ง อาจไม่เร็วพอ โมเดลที่เร็วอาจไม่แม่นยำพอ โมเดลบางตัวเหมาะกับงานภาษาหนึ่ง แต่ใช้กับอีกภาษาอาจไม่ดีนัก

 

โลกในอนาคต คือโลก Multi-Model ที่จะเป็นสภาพความจริงใหม่ขององค์กร

 

AWS เลือกพัฒนา AWS Bedrock แพลตฟอร์มที่ให้เลือกโมเดลหลากหลายค่าย ตั้งแต่ Claude จากค่ายฝั่งตะวันตก ไปจนถึง Deepseek โมเดลจากจีน รวมถึงโมเดลอื่นๆ อีกหลายโมเดลด้วยกัน

 

ในปีนี้ได้มีการเปิดตัวโมเดลใหม่ที่จะร่วมอยู่ใน AWS Bedrock ตั้งแต่ Google GEMMA, Kimi, MiniMax, NVIDIA NEMOTRON และ Mistral Large 3 ซึ่งปัจจุบันใน AWS Bedrock มีลูกค้าที่ใช้งานจริงในระดับ Production เช่น Starbucks, PwC, Ferrari และอีกกว่า 50 รายในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก 2

 

นี่คือสัญญาณว่า Bedrock กำลังกลายเป็น ‘แพลตฟอร์ม AI กลาง’ ที่องค์กรระดับโลกใช้จริงอย่างมีเสถียรภาพ

 

(3) Your Data: ข้อมูลส่วนตัวองค์กร คืออาวุธลับสู่ ‘Frontier Model’

 

หนึ่งในประโยคที่ผู้บริหารจำได้มากที่สุดบนเวทีปีนี้คือ

 

“Your data is unique. That is your competitive advantage.”

 

Matt ระบุว่า สิ่งที่หลายบริษัททำผิด ไม่ใช่การเลือกโมเดล แต่เป็นการละเลยที่จะทำให้โมเดล ‘เข้าใจข้อมูลขององค์กรจริงๆ’ ซึ่งเป็นรากฐานของความได้เปรียบที่คู่แข่งลอกไม่ได้ และนำไปสู่การสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Frontier Model’

 

แต่การทำให้โมเดลเข้าใจความรู้ลึกเชิงโดเมนแบบ Pre-training เป็นสิ่งที่ในอดีตสามารถทำได้ยาก

 

AWS จึงมุ่งพัฒนา Nova Forge หรือ Open Training Model ที่ทำให้บริษัทสร้าง Frontier Model ของตนเองขึ้นมา

 

Nova Forge ทำงานโดยแบ่งลำดับขั้นตอนเป็น 2 สเต็ปด้วยกัน เริ่มจากการที่บริษัทเลือกเทรนโมเดลต่อจาก Checkpoint ของ Nova และสเต็ปถัดมาจึงนำมารวมกับ Curated Dataset ของตนเอง เพื่อให้ได้ ‘Frontier Mode’ ที่เข้าใจทั้งโลกและเข้าใจบริษัทของเราได้ลึกมากที่สุด

 

Booking.com, Nimbus, NRI, Reddit และ Sony คือ 5 บริษัทที่มีการนำ Nova Forge มาใช้งานจริง โดย Sony ได้ปฏิวัติโลกเกม สู่การสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในทุกมิติ

 

Sony ใช้ Nova Forge ในการสร้างโมเดลที่เข้าใจเนื้อหาและ IP ของตนในระดับลึก ตั้งแต่ Demon Slayer แอนิเมชันดาบพิฆาตอสูร ไปจนถึงงานภาพยนตร์และเกม และนำ Agent หลายสิบตัวไปทำงานจริงในองค์กร ทั้งด้าน Compliance, Document Review และ Creative Workflow

 

‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก 3

 

แนวคิดหนึ่งที่ Matt Garman ระบุคือ
“The right model with all your data unlocks competitive advantage.”

 

และนี่คือแกนสำคัญของ Core 3 ที่จะกำหนดว่าผู้เล่นรายใดจะได้เปรียบเชิงโครงสร้างในยุค AI

 

(4) Tools to Build Agents: เครื่องมือที่ทำให้องค์กรมี ‘พนักงานดิจิทัล’ ในทุกแผนก

 

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม โมเดลพร้อม และข้อมูลพร้อม สิ่งสุดท้ายคือเครื่องมือสร้าง Agent ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงในองค์กร

 

Agent ไม่ได้เป็นเพียง Chatbot โดยอาจกล่าวได้ว่า Chatbot ตอบสนองผู้ใช้โดยการแนะนำให้ตรวจสอบสิ่งต่างๆ แต่ Agent จะลงมือปฏิบัติทันที รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขให้ทีมตรวจสอบก่อนตัดสินใจ

 

โดยหัวใจสำคัญคือ

 

“Trust, but verify”

 

Matt เปรียบเทียบว่า Agent ก็เหมือนกับการที่ผู้นำต้องไว้วางใจให้ทีมมีโอกาสคิด และตัดสินใจลงมือทำได้ด้วยตนเอง แต่ผู้นำต้อง ‘มีสิทธิ’ ที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ แต่ไม่ต้องตัดสินใจหรือลงมือทำในทุกกระบวนการ

 

AWS จึงเปิดตัว AgentCore ที่ขาย ‘ศักยภาพ’ ที่จะทำให้เราสามารถทำกับ Agent ได้ เช่น Memory, Gateway, Identity, Execution Sandbox ไปจนถึง Observability

 

องค์กรที่เริ่มใช้งานแล้ว เช่น Workday ระบุว่าสามารถลดงาน Routine Planning และ Analysis ลงกว่า 30%

 

Adobe และ Writer อีก 2 องค์กรตัวอย่างของการสร้าง Workflow ใหม่ทั้งองค์กร โดย Adobe ใช้ AgentCore ในทุกผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ PDF, Express ไปจนถึง Creative Cloud หรือ Writer เปิดให้ลูกค้าสร้าง Agent และเลือกโมเดลบน Bedrock ได้ทันที ช่วยให้ธุรกิจสร้างแรงงานดิจิทัลที่สเกลได้ไม่จำกัด

 

  • ความท้าทายในโลกที่ AI เร็วกว่าองค์กรและบริษัทไทยจะปรับตัวอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมดูสดใส แต่ความจริงสำคัญว่าองค์กรจำนวนมากยังไม่พร้อมต่อโลกที่กำลังจะมาด้วยปัจจัยหลายประการ

  • โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ต้องการทรัพยากรและการออกแบบที่ใหญ่กว่าที่คิด
  • ข้อมูลขององค์กรส่วนใหญ่ยังไม่เป็นระเบียบและไม่พร้อมใช้งาน
  • โมเดลเติบโตเร็วจนองค์กรปรับตัวตามไม่ทัน
  • การบริหาร Agent ต้องใช้วิธีคิดใหม่ทั้งหมด ทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ

 

กสิมะ ธารพิพิธชัย Head of AI Strategy จาก บริษัท SCB 10X ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ระบุว่า แม้โลก AI จะเติบโตไปอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ยุคที่เราอาจได้เห็น Agent เป็นพันล้านตัว โจทย์สำคัญของไทยยังคงเป็นการที่เราต้อง ‘รู้จักตัวเอง’ ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะการรู้ว่า ‘Domain Expertise’ ของเราคืออะไรในแต่ละอุตสาหกรรม ถึงจะสามารถปลดล็อกศักยภาพจาก Agent ได้

 

กสิมะระบุว่า

 

“บริษัทไทยต้องรู้ว่า Task ส่วนไหนขององค์กรที่มีความสำคัญ
และกำลังเกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการ”

 

“การเข้าใจ Task งานขององค์กรตนเอง เป็นจุดเริ่มต้นในการนำ Agent เข้ามาปรับใช้ในองค์กร”

 

ซึ่งถือเป็นสิ่งแรกที่บริษัทไทยควรเริ่มทำ ท่ามกลางการเข้าสู่ The World with Billion Agent เพื่อคว้าโอกาสจาก AI ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

The post ‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซินแคลร์ เปิดตัว Agentic AI SOC ก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติ https://thestandard.co/sinclair-unveils-agentic-ai-soc/ Thu, 20 Nov 2025 04:10:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1145269 ซินแคลร์ เปิดตัว Agentic AI SOC ก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติ

บริษัท ซินแคลร์ จำกัด ประกาศเปิดตัว Agentic AI SOC อย่า […]

The post ซินแคลร์ เปิดตัว Agentic AI SOC ก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซินแคลร์ เปิดตัว Agentic AI SOC ก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติ

บริษัท ซินแคลร์ จำกัด ประกาศเปิดตัว Agentic AI SOC อย่างเป็นทางการ ระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ที่พัฒนาต่อยอดจากบริการ MDR และเป็นรากฐานของระบบ MXDR ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เต็มรูปแบบ งานเปิดตัวจัดขึ้นที่ AWS Singha Complex ร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก ได้แก่ Amazon Web Services (AWS), SentinelOne และ Metro Systems Corporation ซึ่งรวมตัวผู้นำด้านเทคโนโลยี 4 องค์กร สะท้อนถึงความร่วมมือ เพื่อยกระดับการตรวจจับอย่างล้ำลึกและตอบสนองภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในโลกดิจิทัลที่ภัยคุกคามไซเบอร์เคลื่อนไหวและเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ระบบป้องกันแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้าง Multi-Cloud และข้อมูล SaaS (Software as a Service) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้แนวทางเดิมเต็มไปด้วยสิ่งรบกวน มากกว่าจะสร้างข้อมูลเชิงลึกที่แท้จริง อีกทั้ง ภัยคุกคามปัจจุบันได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถหลบหลีกการป้องกันแบบดั้งเดิมได้อย่างรวดเร็วและขยายตัวแบบทวีคูณ Agentic AI SOC จึงถูกออกแบบมาให้ คิด วิเคราะห์ และลงมือยับยั้งภัยคุกคามแบบเรียลไทม์

 

ระบบนี้อาศัยกลไกของ SOC Agents หน่วย AI เฉพาะทางหลายโมดูลทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การคาดการณ์ภัยคุกคาม การรวบรวมหลักฐาน การวิเคราะห์บริบท การตรวจสอบการตัดสินใจ ไปจนถึงการแนะนำและดำเนินมาตรการตอบสนองอัตโนมัติ หน่วย AI เหล่านี้สามารถส่งมอบข้อมูลเชิงลึกทันทีและตอบสนองเชิงรุก เพื่อปกป้องทรัพย์สินสำคัญขององค์กรก่อนเกิดความเสียหาย พร้อมความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจจับไปจนถึงการยับยั้งเหตุการณ์ (Incident Response) และ SLA (Service Level Agreement) ให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

 

Agentic AI SOC ยกระดับจากโมเดลแจ้งเตือนแบบเดิมสู่ ‘การดำเนินงานเชิงผลลัพธ์แบบเรียลไทม์’ (Outcome-Driven) ผสาน AI บนระบบคลาวด์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตอบสนองโดยอัตโนมัติในหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานที่มีความแม่นยำสูง พร้อมให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบและปรับแต่งตามบริบทเฉพาะองค์กร ทำให้เกิดสมดุลที่ลงตัวระหว่างความเร็วอัตโนมัติและการควบคุมเชิงปฏิบัติการ

 

ภายในงาน เป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าร่วมได้ชม เดโมการทำงานของ Agentic AI SOC ตั้งแต่การคาดการณ์ภัยคุกคาม การเลือกแนวทางตอบสนอง จนถึงการดำเนินการอัตโนมัติครบวงจร พร้อมแสดงข้อมูล SLA อย่างชัดเจนว่า การล่าช้าเกิดจากขั้นตอนไหนของกระบวนการ

 

ธนจักร วัฒนกิจ ผู้ก่อตั้งและ CTO ของซินแคลร์กล่าวว่า “แค่ระบบอัตโนมัติไม่เพียงพออีกต่อไป ทีมรักษาความปลอดภัยต้องเห็นภาพรวมทั้งหมด และเข้าใจว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างไรและเพราะเหตุใด”

 

ขณะที่ Joel Wong CEO ของซินแคลร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Agentic AI SOC คือระบบอัตโนมัติที่โปร่งใสและชาญฉลาด ไม่เพียงตรวจจับภัยคุกคาม แต่เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และพิสูจน์ผลได้จริง การเปิดตัวครั้งนี้คือการตั้งมาตรฐานใหม่ของระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

 

ผู้ร่วมงานยังได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้แนวทางการป้องกันภัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก ซินแคลร์, AWS, SentinelOne และ Metro Systems Corporation ผ่านการนำเสนอและอภิปรายเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้การป้องกันองค์กรในระดับภูมิภาค เพราะ อนาคตของความมั่นคงไซเบอร์คือ ‘ความร่วมมือ’ ไม่ใช่การทำงานแยกส่วน

 

ซินแคลร์ยืนยันว่า Agentic AI SOC พร้อมใช้งานแล้ววันนี้ สามารถจัดการภัยคุกคามที่ซับซ้อนและหลายขั้นตอนได้อย่างอัตโนมัติ วางแผนอย่างต่อเนื่อง และคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผล เพื่อยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในทุกมิติ

 

ภาพ: ซินแคลร์

 

[PR NEWS]

The post ซินแคลร์ เปิดตัว Agentic AI SOC ก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS ปักธงไทยสู่ศูนย์กลาง Cloud & AI ชี้ 3 เสาหลัก ‘ทักษะ-พาร์ทเนอร์-การศึกษา’ คือกุญแจสำคัญ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-20/ Fri, 07 Nov 2025 08:25:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1140716 aws-5billion-investment-thailand-cloud-ai-hub

ในวันที่เศรษฐกิจโลกหมุนเร็วด้วยพลังของเทคโนโลยี ประเทศใ […]

The post AWS ปักธงไทยสู่ศูนย์กลาง Cloud & AI ชี้ 3 เสาหลัก ‘ทักษะ-พาร์ทเนอร์-การศึกษา’ คือกุญแจสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
aws-5billion-investment-thailand-cloud-ai-hub

ในวันที่เศรษฐกิจโลกหมุนเร็วด้วยพลังของเทคโนโลยี ประเทศใดที่สามารถเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำในยุคใหม่มากขึ้นเท่านั้น และนั่นคือเหตุผลที่การลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์ของ AWS ในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องของธุรกิจ แต่คือจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

 

ในเวที THE STANDARD Economic Forum 2025 เซสชัน ‘Cloud + AI: Thailand’s Next Growth Engine’ Uwa Mukbong รองประธานฝ่ายบริการระดับโลกของ Amazon Web Services ได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงเจตจำนงของ AWS ที่จะยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของนวัตกรรม Cloud และ AI บนเวทีโลก

 

โครงสร้างพื้นฐานที่มาพร้อมความคาดหวัง

 

หลายคนอาจคิดว่า AWS เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทย แต่ความจริงแล้ว พวกเขาเริ่มปูทางมาตั้งแต่ปี 2015 โดยร่วมมือกับลูกค้าและสถาบันต่างๆ เพื่อช่วยให้เกิดการใช้คลาวด์อย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อทุกอย่างเริ่มสุกงอม จึงเป็นจังหวะเหมาะในการวางศูนย์ข้อมูลถาวร

 

การเปิดตัว AWS Thailand Infrastructure Region ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือจุดเริ่มต้นของการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยดาต้าเซ็นเตอร์ระดับประเทศนี้จะเชื่อมต่อกับศูนย์ของ AWS ทั่วโลก ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในสหรัฐฯ และยุโรป

 

แต่นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี เพราะเมื่อมีดาต้าเซ็นเตอร์ ก็เท่ากับว่าองค์กรไทยจะมีโอกาสเข้าถึงศักยภาพของคลาวด์และ AI แบบไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป ความเร็ว ความปลอดภัย และการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ ล้วนเอื้อให้ทุกภาคส่วนเร่งเครื่องดิจิทัลได้เต็มกำลัง

 

ถ้าเทคโนโลยีพร้อมแล้ว อะไรคือสิ่งที่ยังขาด?

 

แม้โครงสร้างพื้นฐานจะมาถึง แต่ตัวเลขจากการสำรวจของ AWS กลับชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการใช้ AI อย่างจริงจัง แม้จะมีบริษัทกว่า 32% ที่เริ่มนำ AI มาใช้งาน แต่กว่า 72% ยังอยู่แค่ขั้นทดลอง และมีเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถนำ AI มาเปลี่ยนแปลงองค์กรได้

 

AWS จึงต่อยอดด้วยการตั้ง AWS Generative AI Innovation Center พร้อมลงทุนรวม 200 ล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้โปรเจกต์ AI ต่างๆ เดินหน้าไปถึงขั้น Production ได้ภายใน 45 วัน เพราะในมุมของ AWS ถ้าไอเดียไม่ถูกนำไปใช้จริง ก็ไม่มีความหมาย

 

ในประเทศไทยเอง มีตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น แสนสิริ ที่พัฒนาแชตบอตและระบบอ่านใบแจ้งหนี้ด้วย OCR ซึ่งช่วยประหยัดเวลามหาศาล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เริ่มใช้งาน GenAI เพื่อช่วยนักศึกษากว่า 52,000 คนเข้าถึงข้อมูล การวิเคราะห์ และคำแนะนำการเรียนได้ง่ายขึ้น

 

ทักษะของคนคือสิ่งเดียวที่เทคโนโลยีทำแทนไม่ได้

 

ในทุกเวทีที่ AWS ไปพูดถึงอนาคตของ Cloud และ AI สิ่งที่พวกเขาย้ำอยู่เสมอไม่ใช่เรื่องของเซิร์ฟเวอร์ หรือซอฟต์แวร์ แต่คือ ‘คน’

 

Uwa Mukbong รองประธาน AWS บอกไว้ว่า สิ่งที่จะเป็นตัวขัดขวางประเทศไทยไม่ใช่ความพร้อมด้านเทคโนโลยี แต่คือการขาดแคลนทักษะ ทั้งยังยอมรับว่า แม้ AWS จะฝึกอบรมคนไทยไปแล้วกว่า 100,000 คนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่พอ

 

เป้าหมายใหม่ของ AWS จึงตั้งไว้ที่ 1 ล้านคน โดยต้องการฝึกอบรมให้ได้ปีละ 250,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการสร้างบุคลากรด้าน GenAI 2 ล้านคน

 

สร้างระบบนิเวศให้เติบโตได้เอง

 

อีกมุมหนึ่งที่ AWS มองเห็น และพยายามสร้าง คือ ระบบนิเวศของเทคโนโลยีในประเทศไทย เพราะการเติบโตแบบยั่งยืน ไม่สามารถเกิดจากองค์กรใหญ่เพียงรายเดียว

 

AWS จึงเน้นการทำงานกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่ หรือผู้ให้บริการโซลูชัน เพื่อสร้างการจ้างงานใหม่ และทำให้บริการต่างๆ กระจายไปสู่ภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง

 

ในขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาก็ต้องปรับตัว เพราะความรู้ล้วนเปลี่ยนเร็ว และทักษะใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา AWS จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ผ่านโครงการ Skills to Job Technical Alliance โดยออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้แน่ใจว่าเรียนจบแล้วทำงานได้ทันที

 

เมื่อ AWS ปักหมุดประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี แปลว่าเรามีเวทีให้แล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือ ‘นักแสดง’ ที่พร้อมก้าวขึ้นไป และสร้างเรื่องราวใหม่ให้โลกได้เห็น

 

ไม่ว่าเราจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการ หรือคนทำงานธรรมดาๆ โอกาสนี้คือจุดเริ่มต้นของการต่อยอด ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การสร้างงาน หรือแม้แต่การออกแบบสังคมใหม่ให้ดีขึ้นผ่านเทคโนโลยี

The post AWS ปักธงไทยสู่ศูนย์กลาง Cloud & AI ชี้ 3 เสาหลัก ‘ทักษะ-พาร์ทเนอร์-การศึกษา’ คือกุญแจสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Uwem Ukpong ผู้คุมโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ที่ใหญ่ที่สุด https://thestandard.co/economic-forum-2025-articles-5/ Fri, 12 Sep 2025 10:04:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1118661

ทำความรู้จัก Uwem Ukpong Vice President, Global Service […]

The post Uwem Ukpong ผู้คุมโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ที่ใหญ่ที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำความรู้จัก Uwem Ukpong Vice President, Global Services, Amazon Web Services (AWS) สปีกเกอร์ระดับโลกในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ผู้คุมโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ที่ใหญ่ที่สุด เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลขององค์กรนับพันทั่วโลก

 

 

เส้นทางจากผู้บริหารระดับสูงองค์กรพลังงาน สู่ผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับโลกด้าน Cloud–Data–AI ประสบการณ์กว่า 20 ปี ทำให้เขาเชี่ยวชาญทั้งองค์ความรู้ด้านพลังงาน การบริหารจัดการระดับโลก และเทคโนโลยี

 

ปี 2021 เขาเข้าร่วมกับ Amazon Web Services (AWS) ในฐานะหนึ่งในทีมผู้บริหารระดับสูง ดูแลทีม Global Services ซึ่งครอบคลุมธุรกิจด้าน Cloud, Data & AI, Security, Customer Support และ Sovereign Cloud

 

 

หนึ่งในก้าวย่างสำคัญที่น่าสนใจคือการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ของ AWS ลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เปิดตัว Region แห่งใหม่ในไทย เป็นก้าวสำคัญในการสร้าง AWS Asia Pacific (Thailand) Region ที่จะมาช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงเทคโนโลยี Cloud ได้รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น โครงการนี้คาดว่าจะสร้างงานนับหมื่นตำแหน่งต่อปี และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยอีกกว่า 3 แสนล้านบาท นี่คืออาจเป็นช่วงเวลาที่จะผลักดันไทย สู่การเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

 

 

บนเวทีงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Uwem Ukpong ผู้นำทีม Global Services ของ AWS จะมาเผยวิสัยทัศน์ “The Century of Cloud” เพื่อตอกย้ำว่าทำไมช่วงเวลานี้จึงนับเป็นจังหวะทองของ Cloud Data และ AI

 

พร้อม Checklist สำหรับประเทศไทย ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องทำอะไรบ้าง เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งภูมิภาค พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจที่ แข่งขันได้ เติบโตไว และยั่งยืน

 

TSD Forum 2025

 

อ้างอิง:

The post Uwem Ukpong ผู้คุมโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ที่ใหญ่ที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘บำรุงราษฎร์’ ใช้ AI + Cloud ปั้น รพ. อัจฉริยะ ยกระดับสู่การรักษาแบบป้องกัน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/bumrungrad-ai-and-cloud-aws/ Wed, 10 Sep 2025 10:05:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1117885

ซีรีส์ CLOUDSCAPE เอพิโสดนี้ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน พาไปเย […]

The post ชมคลิป: ‘บำรุงราษฎร์’ ใช้ AI + Cloud ปั้น รพ. อัจฉริยะ ยกระดับสู่การรักษาแบบป้องกัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีรีส์ CLOUDSCAPE เอพิโสดนี้ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน พาไปเยือนโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่กำลังยกระดับตัวเองอย่างต่อเนื่องไปสู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ พร้อมพูดคุยกับแขกรับเชิญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มาแบ่งปันแนวทางของการนำเทคโนโลยี AI และ Cloud มายกระดับการรักษา และช่วยให้อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ไทยก้าวไปสู่ระดับโลก

 

ซีรีส์ CLOUDSCAPE สนับสนุนโดย Amazon Web Services ภายหลังการเปิดตัว AWS Region เอเชียแปซิฟิก (Thailand) ด้วยแผนลงทุนกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรในประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://go.aws/thailand

 

[ADVERTORIAL]

The post ชมคลิป: ‘บำรุงราษฎร์’ ใช้ AI + Cloud ปั้น รพ. อัจฉริยะ ยกระดับสู่การรักษาแบบป้องกัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดมุมมองซีอีโอ CP Group: AI + Cloud พลิกโฉมอนาคตธุรกิจ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/cpgroup-ceo-ai-cloud-future/ Wed, 27 Aug 2025 10:22:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1112199

เอพิโสดแรกของซีรีส์ CLOUDSCAPE ดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ […]

The post ชมคลิป: เปิดมุมมองซีอีโอ CP Group: AI + Cloud พลิกโฉมอนาคตธุรกิจ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

เอพิโสดแรกของซีรีส์ CLOUDSCAPE ดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน กับแขกรับเชิญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะมาร่วมแบ่งปันมุมมองว่า AI และ Cloud กำลังเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ลูกค้า ภาวะผู้นำ และการเติบโตของธุรกิจอย่างไร

 

ซีรีย์ CLOUDSCAPE สนับสนุนโดย Amazon Web Services ภายหลังการเปิดตัว AWS Region เอเชียแปซิฟิก (Thailand) ด้วยแผนลงทุนกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรในประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://go.aws/thailand

The post ชมคลิป: เปิดมุมมองซีอีโอ CP Group: AI + Cloud พลิกโฉมอนาคตธุรกิจ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดิมพันแมวป่าโอซีล็อต กลยุทธ์ควอนตัม AWS https://thestandard.co/the_secret_sauce/amazon-quantum-ocelot/ Thu, 31 Jul 2025 10:08:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1102240 amazon-quantum-ocelot

Amazon ไม่ได้แค่เข้าร่วมการแข่งขันควอนตัม แต่กำลังพยายา […]

The post เดิมพันแมวป่าโอซีล็อต กลยุทธ์ควอนตัม AWS appeared first on THE STANDARD.

]]>
amazon-quantum-ocelot

Amazon ไม่ได้แค่เข้าร่วมการแข่งขันควอนตัม แต่กำลังพยายามเขียนกฎกติกาทางเศรษฐศาสตร์ของมันใหม่ทั้งหมด

 

เป็นเวลาหลายปีที่การแข่งขันสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ใช้งานได้จริง ดูเหมือนเป็นการวิ่งแข่งระยะสั้นที่ตรงไปตรงมา บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีอย่าง Google, IBM และ Microsoft ต่างต่อสู้กันเพื่อความเป็นหนึ่ง โดยมีจำนวน “คิวบิต” (qubit) ซึ่งเป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของพลังการประมวลผลควอนตัม เป็นเหมือนกระดานคะแนนหลัก ยิ่งมีคิวบิตมากเท่าไร ก็ยิ่งหมายถึงศักดิ์ศรีและเส้นทางที่สั้นลงสู่การสร้างเครื่องจักรที่สามารถแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมทำไม่ได้

 

แต่บัดนี้ Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เผยไพ่ใบสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันนี้ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเปิดตัว “Ocelot” ซึ่งไม่ใช่แค่โปรเซสเซอร์ควอนตัมตัวใหม่ แต่ยังเป็นการประกาศเจตจำนงเชิงกลยุทธ์ที่ท้าทายแนวทางของคู่แข่งโดยตรง AWS กำลังเดิมพันว่าผู้ชนะในเกมควอนตัมอาจไม่ใช่ผู้ที่มีคิวบิตมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่ทำให้มันมีคุณภาพและมีราคาถูกที่สุดต่างหาก

 

amazon

ภาพ: Amazon

 

โดยหลักการแล้วคอมพิวเตอร์ควอนตัมเป็นเครื่องจักรที่แตกต่างโดยพื้นฐาน ในขณะที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมใช้ “บิต” ที่มีค่าเป็น 1 หรือ 0 เท่านั้น คอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้ “คิวบิต” ซึ่งอาศัยหลักการที่เรียกว่า “ซูเปอร์โพซิชัน” (superposition) ทำให้หนึ่งคิวบิตสามารถเป็นได้ทั้ง 1 และ 0 ในเวลาเดียวกัน และเมื่อหลายคิวบิตถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การพัวพัน” (entanglement) จำนวนความเป็นไปได้ที่พวกมันสามารถสำรวจได้ก็เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ความสามารถในการทำงานแบบคู่ขนานนี้เองที่อาจปลดล็อกวิธีแก้ปัญหาอันซับซ้อนมหาศาล แต่ก็มาพร้อมกับจุดอ่อนร้ายแรง นั่นคือซูเปอร์โพซิชันอันทรงพลังของคิวบิตนั้น บอบบางราวกับฟองสบู่ เพียงแค่การรบกวนเล็กน้อยจากความร้อน การสั่นสะเทือน หรือแม้กระทั่งรังสีคอสมิก ก็สามารถทำให้มัน “สลายตัว” (decoherence) หรือแตกสลายลงได้ ทำลายการคำนวณทั้งหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไม “Holy Grail” ของวงการนี้คือการแก้ไขข้อผิดพลาด (error correction) จนถึงปัจจุบัน แนวคิดที่เคยแพร่หลายคือการสร้างเครื่องจักรที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยหาวิธีควบคุมความไม่เสถียรที่มีอยู่โดยธรรมชาตินี้ในภายหลัง

 

ภาพ: Amazon

ภาพ: Amazon

 

หัวใจของกลยุทธ์นี้คือสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “cat qubits” ซึ่งเป็นนวัตกรรมหลักของชิป Ocelot แทนที่จะเดินตามรอยคู่แข่ง ที่ใช้คิวบิตแบบ “ทรานสมอน” (transmon) ซึ่งเปราะบางและต้องการทรัพยากรจำนวนมหาศาลในการแก้ไขข้อผิดพลาด (error correction) Ocelot ถูกออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับข้อผิดพลาดในระดับฮาร์ดแวร์ ด้วยการใช้คิวบิตที่มีความทนทานต่อข้อผิดพลาดประเภท “bit-flip” ในตัว ต่างจากแนวทางทั่วไปที่ออกแบบฮาร์ดแวร์ก่อนแล้วค่อยมาต่อเติมระบบแก้ไขข้อผิดพลาดทีหลัง มันยังถูกวางแผนและสร้างขึ้นโดยให้ “เสถียรภาพ” เป็นหัวใจหลักตั้งแต่ต้น (ตัวชิปประกอบด้วยซิลิคอน 2 ชั้นและวงจรตัวนำยิ่งยวด ภายในมี 14 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 5 cat qubits สำหรับจัดเก็บข้อมูล, 5 buffer circuits และ 4 ancillary qubits ที่ทำหน้าที่ตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดแบบ real-time โดยไม่สูญเสียข้อมูลควอนตัม

 

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก AWS อ้างว่าแนวทางนี้สามารถ “ลดค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรในการแก้ไขข้อผิดพลาดลงได้ถึง 90%”

 

 

ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์โดยสิ้นเชิง ในขณะที่แนวทาง “surface code” ของ Google อาจต้องการคิวบิตทางกายภาพหลายพันตัวเพื่อสร้างคิวบิตเชิงตรรกะ (logical qubit) ที่เสถียรเพียงตัวเดียว Ocelot สามารถสร้างคิวบิตเชิงตรรกะที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันโดยใช้คิวบิตทางกายภาพเพียง 9 ตัว นี่คือความได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์ ที่สอดคล้องกับดีเอ็นเอของ AWS ในฐานะผู้ให้บริการคลาวด์ ที่มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในระดับมหาศาล หากมีการขยายขนาดเทคโนโลยีนี้ได้สำเร็จ พวกเขาอาจทำให้แนวทางที่ใช้ทรัพยากรมหาศาลของคู่แข่งดูฟุ่มเฟือยและไม่ยั่งยืนในเชิงพาณิชย์ ออสการ์ เพนเตอร์ (Oscar Painter) นักวิทยาศาสตร์ของ AWS ยังชี้อีกว่า ด้วยการจัดการกับปัญหาที่ต้นตอ แนวทางนี้ อาจช่วยให้เราได้คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทนทานต่อข้อผิดพลาด (fault-tolerant) เร็วขึ้นถึง 5 ปีเมื่อเทียบกับวิธีอื่น

 

กลยุทธ์บนกระดานควอนตัม

 

การมุ่งเน้นที่ปัจจัยพื้นฐานนี้ทำให้กลยุทธ์ของ AWS แตกต่างจากคู่แข่งซึ่งแต่ละรายกำลังทุ่มเดิมพันราคาแพง ที่แตกต่างกันไป เพื่ออนาคตควอนตัม

  • Google กำลังเดินหน้าด้วยแนวทาง “full-stack” คือมุ่งมั่นที่จะสร้างทุกอย่างตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์ด้วยตัวเอง ด้วยความเชื่อที่ว่าการบูรณาการในแนวดิ่งคือหนทางสู่การขยายขนาดเครื่องจักร
  • Microsoft กำลังทุ่มเดิมพันความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนสูงกับ “topological qubits” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปฏิวัติวงการที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่หากทำสำเร็จ ก็อาจพลิกเกมแซงหน้าคู่แข่งทั้งหมดได้ในคราวเดียว โดยบริษัทป้องกันความเสี่ยงนี้ด้วยแพลตฟอร์มคลาวด์ Azure Quantum
  • IBM ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในสาขานี้ ยังคงยึดมั่นกับ “superconducting qubits” ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของตน พร้อมกับทุ่มเททรัพยากรในการพัฒนาซอฟต์แวร์แก้ไขข้อผิดพลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่เรียกว่า qLDPC

 

 

สามเสาหลักสู่การเป็นเจ้าตลาด

 

Ocelot เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง กลยุทธ์ควอนตัมของ AWS นั้นวางอยู่บนสามเสาหลักที่ทำงานเสริมซึ่งกันและกันอย่างชาญฉลาดเพื่อสร้างการครอบงำตลาดในระยะยาว

 

เสาหลักแรกคือการวิจัยขั้นพื้นฐาน ผ่าน AWS Center for Quantum Computing ที่ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) ศูนย์แห่งนี้คือแหล่งกำเนิดของ Ocelot และเป็นเครื่องยนต์ R&D ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาที่ยากที่สุดในวงการ โดยมีปรัชญาชี้นำว่าการแก้ไขข้อผิดพลาดต้องเป็นหัวใจของการออกแบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ปัญหาที่ตามแก้ทีหลัง

 

เสาหลักที่สองคือ Amazon Braket ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและหน่วยข่าวกรองทางการตลาด Braket เป็นตลาดกลางที่เปิดให้ลูกค้าเข้าถึงฮาร์ดแวร์ควอนตัมจากผู้ให้บริการหลากหลายค่าย (เช่น IonQ, Rigetti, QuEra) ทำให้ AWS ไม่ต้องเดิมพันกับเทคโนโลยีเพียงหนึ่งเดียว ในขณะเดียวกัน การเป็นตัวกลางทำให้ AWS สามารถรวบรวมข้อมูลอันล้ำค่าว่าลูกค้าใช้งานระบบควอนตัมอย่างไร และปัญหาประเภทไหนที่พวกเขาต้องการแก้ไข ข้อมูลนี้จะถูกป้อนกลับไปเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา Ocelot ต่อไป

 

ภาพ: Amazon

ภาพ: Amazon

 

เสาหลักสุดท้ายคือการสร้างตลาด ผ่านโปรแกรมอย่าง Quantum Solutions Lab และ Quantum Embark AWS ไม่ได้แค่นั่งรอให้ลูกค้าเข้ามาหา แต่กำลังทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความต้องการ โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรขนาดใหญ่อย่าง BMW และ Goldman Sachs เพื่อช่วยระบุกรณีการใช้งานที่มีศักยภาพและสร้างองค์ความรู้ภายในองค์กรเหล่านั้น พูดง่ายๆ คือ AWS กำลังเปลี่ยนบริษัทที่ “แค่อยากรู้” ให้กลายเป็นลูกค้าที่ “พร้อมใช้” ซึ่งจะกลายเป็นฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นในอนาคต

 

การผสมผสานระหว่างการเดิมพันฮาร์ดแวร์ที่มีความเสี่ยงสูงในระยะยาว (Ocelot) กับกลยุทธ์การเป็นตลาดกลางที่มีความเสี่ยงต่ำในระยะสั้น (Braket) ถือเป็นการวางหมากที่แยบยล มันทำให้ AWS สามารถเรียนรู้และทำกำไรจากระบบนิเวศควอนตัมในปัจจุบัน ในขณะที่กำลังพัฒนาอาวุธลับที่อาจพลิกโฉมการแข่งขันในอนาคต

 

 

จากห้องทดลอง สู่สมรภูมิควอนตัม

 

ภูมิทัศน์การแข่งขันในยุคควอนตัมได้ก้าวข้ามการเปรียบเทียบทางเทคโนโลยีไปแล้ว และกำลังกลายเป็นสมรภูมิบทใหม่ใน “สงครามคลาวด์” ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

 

ภัยคุกคามที่แท้จริงจาก AWS อาจไม่ใช่แค่ชิป Ocelot เพียงอย่างเดียว หากแต่คือความสามารถในการหลอมรวมความได้เปรียบด้านต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี cat qubit เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่พวกเขาครอบครองผ่าน Braket ได้อย่างไร้รอยต่อ ในโลกที่แอปพลิเคชันควอนตัมจำนวนมากยังต้องพึ่งพาการทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม การที่ AWS เป็นเจ้าของทั้งสองฝั่งของสมการ  ทั้งควอนตัมและคลาสสิก  คือข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่คู่แข่งยากจะเทียบเคียง

 

แม้ว่า Ocelot จะยังอยู่ในขั้นต้นแบบ และเทคโนโลยี cat qubit ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในระดับใหญ่เท่าคู่แข่ง แต่ทิศทางของ AWS นั้นชัดเจน พวกเขากำลังวางเดิมพันบนรากฐานของ เศรษฐศาสตร์แห่งการประมวลผล มากกว่าฟิสิกส์เพียงอย่างเดียว และในเกมนั้น ยักษ์ใหญ่คลาวด์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างบริการขนาดใหญ่ที่ขยายตัวได้รวดเร็วและคุ้มค่า อาจกลายเป็นผู้กำหนดกติกาของสนามรบนี้

 

ความจริงที่เผยออกมาอย่างชัดเจนคือ ผู้ชนะในสนามนี้อาจไม่ใช่บริษัทที่มีเครื่องควอนตัมทรงพลังที่สุดในห้องปฏิบัติการ แต่อาจเป็นผู้ที่สามารถนำศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่นี้ออกจากห้องทดลอง มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบดั้งเดิมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ท้ายที่สุดแล้ว ความท้าทายสูงสุดของคอมพิวเตอร์ควอนตัมจึงไม่ใช่แค่การทำให้มัน “ทำงานได้” แต่คือการทำให้มัน “มีคุณค่าที่จับต้องได้” ในโลกแห่งความเป็นจริง  ตั้งแต่การเร่งค้นคว้ายา ไปจนถึงการจำลองโมเดลเศรษฐกิจระดับโลก หากใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าเครื่องจักรที่เปราะบางเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้จริงก่อนคู่แข่ง คนผู้นั้นก็อาจจะเป็นผู้ชนะในเกมควอนตัมอย่างแท้จริง

The post เดิมพันแมวป่าโอซีล็อต กลยุทธ์ควอนตัม AWS appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรีเร่งพัฒนาระบบคลาวด์ เพิ่มประสิทธิภาพการย้ายระบบเร็วขึ้นกว่า 50% พร้อมต่อยอดนวัตกรรม Generative AI ด้วย AWS https://thestandard.co/krungsri-aws-innovation/ Thu, 01 May 2025 09:22:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1070273 krungsri-aws-innovation

วันที่ 29 เมษายน 2568 ในงาน AWS Summit Bangkok 2025 Ama […]

The post กรุงศรีเร่งพัฒนาระบบคลาวด์ เพิ่มประสิทธิภาพการย้ายระบบเร็วขึ้นกว่า 50% พร้อมต่อยอดนวัตกรรม Generative AI ด้วย AWS appeared first on THE STANDARD.

]]>
krungsri-aws-innovation

วันที่ 29 เมษายน 2568 ในงาน AWS Summit Bangkok 2025 Amazon Web Services (AWS) เผยว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทย สามารถลดระยะเวลาการย้ายระบบสู่คลาวด์ได้มากกว่าครึ่ง ด้วย Generative AI Agent ที่พัฒนาบน Amazon Bedrock การใช้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลกนี้เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้าน AI ของธนาคาร ที่อยู่บนบริการของ AWS ที่ครอบคลุมการใช้งานดังนี้ 

 

  1. ตรวจจับบัญชีม้า
    โดยกฎระเบียบใหม่กำหนดให้สถาบันการเงินป้องกันบัญชีที่ใช้ฟอกเงินและฉ้อโกง โดยธนาคารกรุงศรีได้ใช้ SageMaker สร้างโมเดลเชิงรุก ตรวจจับธุรกรรมเสี่ยงแบบเรียลไทม์
    เพื่อปิดช่องทางทุจริตได้อย่างรวดเร็ว

 

  1. ประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์

โมเดล AI ช่วยลดการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 ครั้งใน ปี 2567 ประหยัดงบราว 5 ล้านบาท และย่นเวลาอนุมัติสินเชื่อจาก 3 วันเหลือ 15 นาที

 

  1. การบริหารจัดการเงินสดสำหรับเครือข่าย ATM กว่า 5,000 เครื่องทั่วประเทศ
    จากเดิมมีโมเดลคาดการณ์ 6,000 โมเดล ลดเหลือเพียง 3 โมเดล เพิ่มศักยภาพการจัดการเงินสดที่แม่นยำมากกว่าเดิม

 

ตุลย์ โรจน์เสรี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ระดับองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้จับมือกับ Amazon Web Services (AWS) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และระบบ AI โดยนำ Generative AI Agent มาทำงานร่วมกับบริการต่างๆ ของ AWS ทำให้การย้ายข้อมูลจากระบบ on-premise ขึ้นสู่คลาวด์รวดเร็วขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับวิธีการแบบเดิม

 

ตุลย์ โรจน์เสรี

 

ด้าน วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ประจำประเทศไทยของ AWS กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ทุกระดับตั้งแต่ Traditional AI, Advanced AI ไปจนถึง Generative AI ได้สร้างคุณค่าทางธุรกิจรวมกว่า 200 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในภาคการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Asset Management), ธุรกิจธนาคาร (Corporate Banking) และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) 

 

โดย IDC ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุน AI Platform ในไทยจะพุ่งจาก 33 ล้านดอลลาร์เป็น 180 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 เติบโตเฉลี่ยปีละ 40% สูงที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์

 

วัตสันยังมองว่ากรุงศรีกำลังก้าวสู่ยุคธนาคารอัจฉริยะ ด้วยการใช้บริการคลาวด์และ AI ของ AWS ในการตรวจจับทุจริตและปรับปรุงการทำงานของ ATM ซึ่งยกระดับบริการให้คล่องตัวและปลอดภัยขึ้นอย่างชัดเจน

 

ทั้งเสริมว่า กรุงศรีไม่ได้หยุดแค่ปรับปรุงกระบวนการภายใน แต่ยังขยาย AI ไปสู่ทุกจุดสัมผัสลูกค้า ตั้งแต่ป้องกันอาชญากรรมทางการเงินไปจนถึงการจัดการเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายตั้งมาตรฐานใหม่ให้วงการธนาคารไทย ผ่านพลัง AI ล้ำสมัยและโครงสร้างคลาวด์ของ AWS

The post กรุงศรีเร่งพัฒนาระบบคลาวด์ เพิ่มประสิทธิภาพการย้ายระบบเร็วขึ้นกว่า 50% พร้อมต่อยอดนวัตกรรม Generative AI ด้วย AWS appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS เปิดตัวคลาวด์เวอร์ชันใหม่สำหรับธุรกิจสื่อสาร ในงาน Mobile World Congress https://thestandard.co/aws-cloud-communications/ Mon, 03 Mar 2025 09:32:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1047984 aws-cloud-communications

AWS เผย 3 เทรนด์หลักของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งการกระจา […]

The post AWS เปิดตัวคลาวด์เวอร์ชันใหม่สำหรับธุรกิจสื่อสาร ในงาน Mobile World Congress appeared first on THE STANDARD.

]]>
aws-cloud-communications

AWS เผย 3 เทรนด์หลักของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งการกระจายธุรกิจไปมากกว่าแค่บริการเครือข่าย การนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ามายกระดับการให้บริการ และการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวบริการใหม่เฉพาะกลุ่มโทรคมนาคม ภายในงาน Mobile World Congress

 

Jayanth Nagarajan, Head of Asia-Pacific Telecom Industry ของ Amazon Web Services Inc. (AWS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Amazon.com กล่าวว่า ธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกในเวลานี้มุ่งยกระดับตัวเองใน 3 ด้านหลักคือ ประสิทธิภาพในการให้บริการ การรักษาลูกค้าเก่า และสร้างการเติบโตของรายได้

 

จากเป้าหมายเหล่านี้ทำให้แต่ละบริษัทพยายามทรานส์ฟอร์มตัวเองในหลายด้าน โดยเฉพาะการยกระดับธุรกิจจากการเป็นเพียงธุรกิจโทรคมนาคมดั้งเดิม (Telco) มาสู่บริษัทเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร (Techo)

 

Jayanth กล่าวต่อว่า เทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  1. การกระจายธุรกิจไปมากกว่าแค่การให้บริการเครือข่าย ที่ผ่านมาจะเห็นบริษัทโทรคมนาคมในหลายประเทศพยายามปรับตัวในด้านนี้ เช่น การให้บริการบริหารพลังงาน, สอดส่องความปลอดภัย หรือแม้แต่บริหารจัดการการดูแลผู้สูงอายุ
  2. การนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ามาสนับสนุนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค หรือการตอบสนองความต้องการที่ตรงจุดมากขึ้น
  3. การยกระดับโครงข่าย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และลดต้นทุน

เพื่อสนับสนุนการให้บริการในกลุ่มลูกค้าโทรคมนาคมทั่วโลก AWS ได้ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ภายในงาน Mobile World Congress ประจำปี 2025 คือ AWS Outposts Racks หรือเรียกง่ายๆ คือคลาวด์ส่วนตัว โดยเป็นเวอร์ชันล่าสุดสำหรับธุรกิจโทรคมนาคมที่มีปริมาณงานสูงและใช้เครือข่ายมาก รวมทั้ง AWS Outposts Servers ที่ออกแบบมาสำหรับ workloads Cloud Radio Access Network (RAN) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (telcos) สามารถขยายโครงสร้างพื้นฐานและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ประโยชน์ที่สำคัญของ AWS Outposts servers ใหม่สำหรับ telcos ได้แก่

 

  • ลดความยุ่งยากในการทำงาน: เซิร์ฟเวอร์ Outposts รุ่นใหม่มาพร้อมกับระบบที่ติดตั้งและเชื่อมต่อมาให้พร้อมใช้งานแล้ว ทั้งการ์ดเร่งความเร็ว L1, ฮาร์ดแวร์, ระบบปฏิบัติการ และบริการ Container as a Service (CaaS) ทำให้ค่ายมือถือไม่ต้องยุ่งยากกับการติดตั้งและจัดการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายหลายชั้น ลดภาระงานและเวลาได้อย่างมาก
  • เร่งการพัฒนานวัตกรรม: ค่ายมือถือสามารถใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ ของ AWS กว่า 200 รายการ เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ ที่สร้างรายได้มากขึ้นได้ง่ายๆ นอกจากนี้ เซิร์ฟเวอร์ Outposts ยังช่วยให้การย้ายจากระบบเก่าไปสู่ระบบเครือข่ายที่ใช้ซอฟต์แวร์และไมโครเซอร์วิสเป็นหลักทำได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถปล่อยบริการและฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้บ่อยขึ้นไปยังสถานีฐานกระจายสัญญาณจำนวนมาก
  • ประสิทธิภาพสูงด้วยชิป Graviton3: เซิร์ฟเวอร์ AWS Outposts สำหรับงาน Cloud RAN ใช้หน่วยประมวลผล AWS Graviton3-based EC2 ซึ่งให้ประสิทธิภาพการประมวลผลสูงและตัวเลือกการประมวลผลเพิ่มเติมสำหรับ Cloud RAN และ AI inference ที่ Edge
  • ทำงานร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย (RAN Vendors) ชั้นนำ: AWS ทำงานร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย (RAN Vendors) อย่างใกล้ชิด เช่น Nokia เพื่อให้มั่นใจว่าเซิร์ฟเวอร์ Outposts จะให้ประสิทธิภาพสัญญาณวิทยุสูง ฟีเจอร์ครบครัน ประสิทธิภาพสเปกตรัม และการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเครือข่าย 5G ขนาดใหญ่

The post AWS เปิดตัวคลาวด์เวอร์ชันใหม่สำหรับธุรกิจสื่อสาร ในงาน Mobile World Congress appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ส่องงาน re:Invent 2024 ของ Amazon Web Services นวัตกรรมใหม่มีอะไรบ้าง | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-08122024/ Sun, 08 Dec 2024 02:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1016622 AWS re:Invent 2024

THE STANDARD พาไปชมงาน re:lnvent 2024 ของ Amazon Web Se […]

The post ชมคลิป: ส่องงาน re:Invent 2024 ของ Amazon Web Services นวัตกรรมใหม่มีอะไรบ้าง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS re:Invent 2024

THE STANDARD พาไปชมงาน re:lnvent 2024 ของ Amazon Web Services บริษัทในเครือ Amazon ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ไฮไลต์สำคัญจะมีอะไรบ้าง

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ส่องงาน re:Invent 2024 ของ Amazon Web Services นวัตกรรมใหม่มีอะไรบ้าง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
Human-in-the-Loop แนวทางฉบับ AWS และก้าวต่อไปของการทำงานร่วมกันอย่างสมดุลระหว่าง ‘AI’ กับ ‘มนุษย์’ https://thestandard.co/human-in-the-loop-ai-collaboration-aws/ Thu, 28 Nov 2024 08:20:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1013867 AWS Human-in-the-Loop

คำว่า Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ ถู […]

The post Human-in-the-Loop แนวทางฉบับ AWS และก้าวต่อไปของการทำงานร่วมกันอย่างสมดุลระหว่าง ‘AI’ กับ ‘มนุษย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS Human-in-the-Loop

คำว่า Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ ถูกพูดถึงครั้งแรกในงานสัมมนาเมื่อปี 1956 ที่การประชุม Dartmouth Conference โดย John McCarthy หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่พยายามหาทางสร้างเครื่องจักรที่สามารถเลียนแบบสติปัญญาของมนุษย์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวก็ใช้เวลานานหลายทศวรรษไปกับการลองผิดลองถูกในห้องแล็บโดยนักวิจัยกลุ่มเล็กๆ

 

แต่หากย้อนกลับไปราว 2 ปีที่แล้ว ความตื่นตัวเรื่อง AI ของคนบนโลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2022 มีบริษัทที่ชื่อว่า OpenAI เปิดตัวแชตบอตที่มีชื่อว่า ChatGPT ออกสู่สาธารณะ จุดประกายให้ผู้คน บริษัท รวมถึงรัฐบาลทั่วโลกหันมาพูดถึงเรื่องการใช้ประโยชน์จาก AI และศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แม้ว่า AI จะเปิดประตูให้กับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวม แต่หนึ่งประเด็นสำคัญที่จะปลดล็อกให้ผู้ใช้งานระดับองค์กรนำ AI มาใช้ คือการหาจุดสมดุลระหว่างการใช้นวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ หรือ Human-in-the-Loop (HITL) เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะถูกใช้อย่างโปร่งใสตามหลักจริยธรรม และป้องกันความเสียหายของธุรกิจกับสังคม

 

THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ของ Amazon Web Services (AWS) บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์และผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Amazon Bedrock ที่ให้บริการเครื่องมือองค์กรสำหรับพัฒนา AI รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึง Mike Krieger ผู้ร่วมก่อตั้ง Instagram ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่ Anthropic บริษัทสตาร์ทอัพผู้สร้าง Claude เพื่อหาคำตอบว่าก้าวต่อไปของ AI ที่กำลังกลายไปเป็น AI Agent องค์กรควรปรับตัวอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมากที่สุด

 

ยุคต่อไปของการทำงาน เมื่อ AI กลายมาเป็น AI Agent

 

นับตั้งแต่ผู้คนเข้าถึงการใช้งาน AI เป็นวงกว้าง พัฒนาการของเทคโนโลยีก็ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว โดยภายในเวลาเพียง 2 ปี โมเดล AI ต่างๆ ขยับจากการเป็นเพียงแชตบอตกลายมาเป็นระบบ AI ที่สามารถทำงานบางอย่างได้เอง หรือที่เรียกอีกชื่อว่า AI Agent

 

หนึ่งในตัวอย่าง AI Agent ที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็คือการประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ ‘Computer Use’ ในโมเดล Claude 3.5 Sonnet ของ Anthropic ซึ่งสามารถเดินหน้าทำงานที่ต้องอาศัยหลายสิบหรือหลายร้อยขั้นตอนในการทำให้เสร็จด้วยตัวเอง

 

 

 

อ้างอิง: Anthropic

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า AI จะสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งทีละอย่างจากมนุษย์ แต่ Krieger ยืนยันว่าการตัดสินใจที่มีผลกระทบกับธุรกิจโดยตรงยังคงจำเป็นต้องอยู่ในการควบคุมของผู้ใช้ 

 

“การทำงานที่ซับซ้อนยังต้องมีมนุษย์คอยกำกับดูแล ซึ่งทุกครั้งที่ AI Agent ไม่มั่นใจว่าควรจะทำงานในขั้นต่อไปอย่างไร Agent จะกลับมาขอคำปรึกษาจากคน” Krieger กล่าว

 

Mike Krieger ผู้ร่วมก่อตั้ง Instagram ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ที่ Anthropic 

 

การใช้งานลักษณะนี้เปรียบเหมือนกับการที่องค์กรมี ‘น้องฝึกงาน’ มาคอยช่วยแบ่งเบาภาระ ในขณะที่ ‘หัวหน้า’ หรือมนุษย์เป็นฝ่ายอนุมัติงานในขั้นสุดท้าย แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของคนกับเทคโนโลยีมากกว่าที่เทคโนโลยีจะมาแทนคน

 

นอกจากนี้ ประเด็นที่บางคนมองว่าเมื่อ AI เก่งขึ้นอาจนำไปสู่การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป แต่ Mai-Lan Tomsen Bukovec รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของ AWS กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า “มันไม่ใช่เรื่องผิดที่มนุษย์จะพึ่งพา AI เพราะที่ Amazon เองก็นำ AI มาใช้ในแทบทุกกระบวนการทำงาน แต่สิ่งสำคัญของประเด็นนี้คือการมี AI ที่สร้างขึ้นอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ” 

 

Amazon Bedrock สะพานเชื่อมความปลอดภัยสู่ AI ในองค์กร

 

ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บทบาทของ AWS ในการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ก็คือแพลตฟอร์มที่มีชื่อว่า Amazon Bedrock ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรพัฒนา ปรับแต่ง และใช้งานแอปพลิเคชัน AI ได้อย่างปลอดภัยและตรงโจทย์ธุรกิจ

 

Amazon Bedrock ออกแบบมาโดยให้ความสำคัญกับ ‘ความปลอดภัย’ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก Menlo Ventures บริษัท Venture Capital ที่เผยผลสำรวจว่า องค์กรเกือบครึ่งหนึ่ง (46%) มองเรื่องความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่บริษัทจะพิจารณาก่อนนำ AI มาปรับใช้ในองค์กร

 

นักพัฒนาสามารถกำหนดขอบเขตการทำงานของ AI บน Amazon Bedrock ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีจะถูกใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบไว้ (Guardrails) อีกทั้งระบบยังบันทึกข้อมูลให้นักพัฒนาติดตามการทำงานและเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของ AI ทำให้ระบบมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ นำมาสู่การใช้งานอย่างปลอดภัย

 

“ในอุตสาหกรรมที่มีกฎเกณฑ์กำกับดูแลเข้มงวดอย่างเช่นธนาคาร ธุรกิจกลุ่มนี้ต้องมั่นใจว่าเทคโนโลยีที่องค์กรใช้สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในปัจจุบันหลายธุรกิจที่ถูกกำกับดูแลอย่างรัดกุมเลือกใช้หรือพัฒนา AI ของตัวเองบน Amazon Bedrock” Mai-Lan กล่าว

 

Mai-Lan Tomsen Bukovec รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของ AWS

 

ปลดล็อกความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ AI และมนุษย์สร้างร่วมกัน

 

แม้ว่าการมาของ AI อาจทำให้งานจำนวน 85 ล้านตำแหน่งหายไปตามการคาดการณ์ของ World Economic Forum แต่ในขณะเดียวกันสถาบันก็คาดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะก่อให้เกิดงานใหม่อีก 97 ล้านตำแหน่ง

 

ผู้เชี่ยวชาญของ AWS เห็นตรงกันว่า จุดประสงค์หลักของ AI คือเครื่องมือที่เข้ามาเสริมศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่เพื่อแทนที่ 

 

แน่นอนว่าการประหยัดเวลาและประสิทธิภาพของงานคือสองประโยชน์ที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในการนำ AI มาใช้ แต่อีกสิ่งสำคัญคือเมื่อ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสนอแนวคิดใหม่ๆ ในฝั่งของ ‘คน’ ก็มีเวลาไปทุ่มเทกับงานที่ต้องใช้ทักษะคิดวิเคราะห์สูงขึ้น ซึ่งนำมาสู่การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ที่มนุษย์อาจคาดไม่ถึง หากไม่มีเทคโนโลยีและต้องทำงานด้วยตนเอง

 

“AI ทำให้องค์กรขยับตัวได้เร็วขึ้น พนักงานสามารถมีเวลาคิดและทดลองเพื่อค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ แต่การเลือกใช้เวลาที่มนุษย์ได้กลับมาจะเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดความสำเร็จขององค์กร” Deepak Singh รองประธานของ Next Generation Developer Experience กล่าว

 

หนึ่งในกรณีที่มีการใช้งานใน AWS คือเครื่องมือที่ชื่อว่า Amazon Q Developer (แอปพลิเคชัน AI สำหรับช่วยเขียนโค้ดของ AWS) ผู้ช่วยเขียนโค้ดที่พัฒนาบน Amazon Bedrock ที่ช่วยนักพัฒนาสร้างโค้ดตามคำสั่งที่ถูกป้อนเข้าไป โดย AI จะเป็นผู้จัดการงานเขียนโค้ดทั่วไป และพนักงานที่เป็นนักพัฒนาคือผู้ควบคุมผลลัพธ์คนสุดท้าย ทั้งการตรวจสอบ ปรับแต่ง และเพิ่มประสิทธิภาพโค้ดให้ตอบโจทย์ธุรกิจ ซึ่งการใช้งานนี้ช่วยประหยัดต้นทุนโดยรวมของ AWS ไปได้กว่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สำหรับประเทศไทย aCommerce Thailand คือแพลตฟอร์มข้อมูลอีคอมเมิร์ซรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำ Generative AI มาใช้ผ่าน Amazon Quicksight เพื่อช่วยผู้ขายแสดงและวิเคราะห์ผลข้อมูล โดยแบรนด์ต่างๆ ในภูมิภาคสามารถค้นข้อมูลคู่แข่งได้มากกว่า 1 แสนล้านดาต้าพอยต์ เช่น ประสิทธิภาพของหมวดสินค้า แนวโน้มตลาด ราคา และสินค้าขายดี ซึ่งทำได้โดยสั่งการ AI ด้วยภาษาธรรมชาติ (Natural Language)

 

หากมองไปในอนาคต AWS เชื่อว่าบทบาทของมนุษย์จะยิ่งสำคัญขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ AI เริ่มเข้ามาช่วยงานบางอย่างในองค์กร 

 

“ในท้ายที่สุด มนุษย์เท่านั้นที่รู้ว่าธุรกิจต้องการอะไร เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร ฉะนั้นทักษะการตัดสินใจ การเข้าใจบริบทของสิ่งรอบตัว และป้อนคำสั่งให้ AI เข้าใจ ทำให้มนุษย์สำคัญและจะยังไม่ถูกแทนที่ แต่สามารถทำงานควบคู่ไปกับเทคโนโลยีได้” Deepak กล่าวทิ้งท้าย

The post Human-in-the-Loop แนวทางฉบับ AWS และก้าวต่อไปของการทำงานร่วมกันอย่างสมดุลระหว่าง ‘AI’ กับ ‘มนุษย์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับซีอีโอ AWS เจาะเบื้องลึกแนวคิดเรียกคนกลับออฟฟิศ 5 วัน แม้พนักงานบางส่วนอาจลาออก https://thestandard.co/aws-ceo-delve-deeper-into-concept/ Wed, 13 Nov 2024 08:49:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1008150 AWS

นับเป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้วที่วิถีการทำงานของคนทั่วโลกเปล […]

The post คุยกับซีอีโอ AWS เจาะเบื้องลึกแนวคิดเรียกคนกลับออฟฟิศ 5 วัน แม้พนักงานบางส่วนอาจลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS

นับเป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้วที่วิถีการทำงานของคนทั่วโลกเปลี่ยนไปเพราะสิ่งที่เรียกว่าโรคโควิด จากเดิมที่หลายคนเคยต้องเข้าออฟฟิศเพื่อพบปะเพื่อนร่วมงานทุกวัน กลับกลายเป็นถูกบีบบังคับให้เว้นระยะห่างและทำทุกอย่างผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเริ่มปรับตัวทำงานแบบ Remote Work

 

แต่เมื่อการระบาดเริ่มคลี่คลายลง ผู้คนรวมถึงธุรกิจก็เริ่มกลับมาดำเนินวิถีชีวิตแบบเดิมมากขึ้น ทว่าการทำงานแบบ Remote Work ที่มอบความยืดหยุ่นให้กับพนักงานก็กลายเป็นความคุ้นชินของใครหลายคนไปแล้ว โดยผู้คนส่วนใหญ่ต้องการทำงานจากทั้งออฟฟิศและที่บ้าน (Hybrid Work) ผสมผสานกันไป

 

ผลสำรวจจาก ‘2024 Global MARCO New Consumer Report’ เผยอินไซต์ว่า พนักงานที่ร่วมตอบแบบสอบถามกว่า 43.5% ชอบทำงานแบบผสม ในขณะที่ 39.3% ต้องการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศตลอดทั้งสัปดาห์ และส่วนที่เหลืออยากทำงานทางไกลเต็มเวลา ซึ่งผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเทรนด์การทำงานแบบผสมเป็นสิ่งที่พนักงานส่วนใหญ่มองหา

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Amazon หนึ่งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกตัดสินใจประกาศให้พนักงานทุกคนต้องกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ เหมือนกับที่เคยเป็นมาตลอดหลายปีก่อนที่การระบาดของโรคโควิดจะเกิดขึ้น นำมาซึ่งความไม่พอใจของคนทำงานบางกลุ่มในบริษัท โดย TeamBlind แพลตฟอร์มที่ให้พนักงานเข้าไปตั้งกระทู้พูดคุยกันแบบไม่ต้องระบุตัวตน รายงานผลสำรวจไว้ว่า 91% ของพนักงาน Amazon รู้สึกไม่พอใจ และ 73% เผยว่าอาจพิจารณาหางานใหม่สืบเนื่องมาจากการประกาศเรียกพนักงานกลับออฟฟิศครั้งล่าสุดของบริษัท

 

ทำไม Amazon ถึงยอมเสี่ยงที่จะนำนโยบายที่พนักงานหลายคนไม่เห็นด้วยมาใช้ การกลับออฟฟิศทุกวันสำคัญอย่างไรกับการทำงาน

 

THE STANDARD WEALTH เดินทางไปเยือนบ้านเกิดของ Amazon ที่รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา และร่วมพูดคุยกับ Matt Garman ซีอีโอคนปัจจุบันของหนึ่งในหน่วยย่อยธุรกิจของ Amazon นั่นก็คือ Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 31% เพื่อหาคำตอบของความสำคัญในการดึงคนกลับออฟฟิศเต็มเวลา

 

‘การเจอกัน’ วิถีการทำงานที่ตอบโจทย์บริษัทผู้สร้างนวัตกรรม

 

ท่ามกลางการเห็นต่างจากพนักงาน Garman กลับมองว่านโยบายที่ทำให้ทุกคนต้องกลับออฟฟิศคือกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนบริษัทให้ไปสู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในระยะยาว

 

“การจะกลับหรือไม่กลับออฟฟิศนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะขององค์กร และมิได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่สำหรับ Amazon นี่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด” Garman กล่าว

 

 

แน่นอนว่าการบังคับใช้นโยบายที่พนักงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยนับเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง แต่หลังจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน Garman เผยว่า มี 2 เหตุผลหลักที่ทำให้บริษัทตัดสินใจเช่นนี้

 

  1. การกลับมาเจอหน้ากันเป็นสิ่งที่ทำให้งานเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะในบริบทของ Amazon ที่เป็นผู้นำในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วและความร่วมมือระหว่างทีมสูง การกลับมาจึงตอบโจทย์กับสิ่งที่บริษัททำมากกว่า แม้ว่าการทำงานทางไกลในช่วงที่ผ่านมาจะทำให้งานเสร็จเหมือนกันก็ตาม 
  2. วัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า ‘Day 1’ คือสิ่งที่ทำให้ Amazon แตกต่าง ซึ่งเป็นแนวคิดการทำงานแบบสตาร์ทอัพที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้เร็วเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยการพบปะของพนักงานจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาวัฒนธรรมนี้

 

Jeff Bezos เคยกล่าวไว้ว่า “ลูกค้าไม่เคยมีคำว่าพอและต้องการสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ของที่เคยน่าประทับใจในวันก่อนอาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาในวันนี้ ถ้าคุณสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ผลักตัวเองให้มองหาวิธีใหม่ๆ เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าทุกวัน ในทุกส่วนของธุรกิจ นั่นจะผลักให้คุณคิดค้นนวัตกรรมเพื่อพวกเขา”

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ Day 1 คือหัวใจของการทำงานที่ AWS ซึ่งบริษัทเชื่อว่าการกลับมาพบปะกันของพนักงานจะทำให้พวกเขาซึมซับวัฒนธรรมดังกล่าวได้เต็มที่ที่สุด

 

Amazon Spheres ออฟฟิศที่นำ ‘คน’ เชื่อม ‘ธรรมชาติ’

 

เมื่อการกลับออฟฟิศกำลังจะถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2025 แต่ก็ใช่ว่าการเข้ามาทำงานที่ Amazon ทุกวันจะเหมือนฝันร้ายที่ต่างคนต่างต้องนั่งอยู่ใน ‘คอก’ ของตัวเองทุกๆ วันเสมอไป โดยเฉพาะที่สำนักงานใหญ่ในเมืองซีแอตเทิลซึ่งมีสถานที่ชื่อว่า Amazon Spheres

 

 

Amazon Spheres มีลักษณะเป็นโดมกระจกโปร่งแสงขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ให้พนักงานได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติระหว่างทำงาน เป็นสถานที่ทำงานทางเลือกที่สงบ ในขณะที่ยังเปิดกว้างทั้งสำหรับการประชุมร่วมกันหรือจะทำงานด้วยตัวเองอย่างเงียบๆ ก็ได้

 

ภายใน Amazon Spheres ประกอบไปด้วยพืชพันธุ์กว่า 40,000 ชนิดจากทั่วทุกมุมโลก โดยอาคารสามารถรองรับจำนวนพนักงานได้ครั้งละ 800 คน

 

 

แน่นอนว่าการมีสถานที่ทำงานที่ได้รับการออกแบบล้ำสมัยอย่าง Amazon Spheres อาจไม่สามารถขจัดความไม่พอใจของพนักงานทุกคนที่ถูกบังคับให้กลับมาประจำการที่ออฟฟิศในทุกวันของสัปดาห์ได้ แต่สถานที่แห่งนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้ประสบการณ์การหวนคืนสู่ออฟฟิศไม่จำเจและมีมิติมากยิ่งขึ้น

 

การเดิมพัน ‘ระยะสั้น’ เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ใน ‘ระยะยาว’

 

สำหรับประเด็นที่ว่าพนักงานบางคนอาจเลือกลาออกเพราะนโยบายที่บังคับให้ต้องกลับมาออฟฟิศทุกวัน Garman มีความเห็นว่า เขาไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ เนื่องจากในท้ายที่สุดการเดินหน้าของธุรกิจเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับลูกค้าเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักมากกว่า

 

“เราคงต้องยอมรับว่าบริษัทไม่สามารถไปก้าวก่ายการตัดสินใจของพนักงานได้ บางคนอาจเลือกไม่อยู่ต่อเพราะนโยบายดังกล่าว แต่ผมเชื่อว่าจะเป็นแค่กลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งเรายอมรับได้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือเป้าหมายการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งในระยะยาว” Garman กล่าวเสริม

 

ย้อนกลับไปที่งานวิจัยของ TeamBlind ที่เผยว่า 73% ของพนักงานอาจพิจารณาหางานที่ใหม่เพราะ Amazon บีบบังคับให้พวกเขาต้องกลับออฟฟิศ 5 วัน ในขณะเดียวกัน ตัวเลขที่ออกมาในรายงาน 2024 Global MARCO New Consumer Report ระบุว่า 64% ของพนักงานทั่วโลกรู้สึก ‘ไม่มีปัญหา’ ที่จะทำงานในบริษัทที่ไม่มีนโยบาย Hybrid Work

 

สุดท้ายแล้วการสูญเสียพนักงานที่มองว่าออฟฟิศคือกำแพงอาจเป็นการเปิดประตูต้อนรับคนที่พร้อมจะก้าวเข้ามาสร้างนวัตกรรมในพื้นที่ที่ Amazon เรียกว่า ‘บ้าน’

The post คุยกับซีอีโอ AWS เจาะเบื้องลึกแนวคิดเรียกคนกลับออฟฟิศ 5 วัน แม้พนักงานบางส่วนอาจลาออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS ทุ่ม 1.9 แสนล้านบาท ลุยลงทุน Data Center ในไทย ด้าน ‘เศรษฐา’ ประกาศดันไทยขึ้น ‘ฮับ’ เทค https://thestandard.co/aws-invest-on-datacenter-thailand/ Fri, 31 May 2024 04:45:10 +0000 https://thestandard.co/?p=939647

เช้าวานนี้ (30 พฤษภาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็น […]

The post AWS ทุ่ม 1.9 แสนล้านบาท ลุยลงทุน Data Center ในไทย ด้าน ‘เศรษฐา’ ประกาศดันไทยขึ้น ‘ฮับ’ เทค appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้าวานนี้ (30 พฤษภาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน AWS Summit in Bangkok ซึ่งจัดโดย Amazon Web Services บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud Computing ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

เศรษฐากล่าวว่า ยินดีที่ AWS มีแผนลงทุนสร้าง Data Center ในประเทศไทย มูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านบาท ภายในปี 2037 โดยปีที่ผ่านมา AWS นำเงินเข้ามาในไทยแล้วกว่า 1.16 หมื่นล้านบาท พร้อมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยจะได้ใช้ AWS Thailand Region อย่างเต็มตัวในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งการลงทุนของ AWS นอกจากจะทำให้ไทยมี Cloud ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยแล้ว ยังสะท้อนว่าบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเห็นศักยภาพ และเชื่อมั่นว่าจะเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศไทยได้

 

โดยรัฐบาลกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอื่นๆ คู่ขนานไปกับการดึงดูด Data Center เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลาง Digital Economy และ Technology ทั้งการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในระดับต้นน้ำ เช่น การผลิต Semiconductor ไปจนถึงปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรม Smart Electronics และส่งเสริมการเพิ่มทักษะของ Talent ซึ่งปัจจุบัน AWS ให้การฝึกอบรมคนไทยไปกว่า 50,000 คน และมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้นำ AWS Academy เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตร สร้าง Digital Literacy ในนิสิต-นักศึกษา ถือเป็นความร่วมมือ Partnership ที่ดีระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษา

 

สำหรับประสบการณ์ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Cloud โดย Cloud เป็นหนึ่งใน Breakthrough Technology ที่มาช่วยลดต้นทุนของการทำงานได้มหาศาล เพิ่ม Speed to market ของการ Deploy Workflow ใหม่ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อทีมงาน Productive มากขึ้น ผลลัพธ์ของลูกค้าก็จะได้รับบริการที่ดียิ่งขึ้นไปด้วย 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะปรับปรุงระบบงานของราชการให้ทันสมัย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Agenda สำคัญที่กำลังผลักดันในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2023 และมีมติให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายการใช้ Cloud เป็นหลัก (Cloud First Policy) ที่จะลดภาระเงินลงทุนในระบบ IT ของภาครัฐ โดยเปลี่ยนไปใช้ Cloud มากขึ้น พร้อมคาดหวังว่า เมื่อระบบงานราชการดีขึ้นแล้ว ราชการและประชาชนจะสามารถติดต่อสื่อสาร ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชน ประชาชน ลดค่าใช้จ่าย ลดความยุ่งยากในการติดต่อกับราชการในอนาคต

 

บรรยากาศในงานช่วงการพูดคุยระหว่าง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กับผู้บริหาร AWS

 

ปัจจุบันระบบ Cloud ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของระบบเทคโนโลยีที่สำคัญในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร การท่องเที่ยว การทำมาร์เก็ตติ้ง ภาคการศึกษา รวมไปถึงเทคโนโลยีล่าสุด Generative AI (Artificial Intelligence) ซึ่งขณะนี้ในหลายๆ ภาคส่วน รวมถึงทีมงานหลังบ้านของราชการ ได้เริ่มนำ Generative AI มาใช้ประโยชน์ในการทำงานแล้ว 

 

โดยเชื่อมั่นว่าในระยะยาวจะมีการขยับขยายการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสามารถยก Productivity Curve ให้กับทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มี Data Center ที่มีขนาดใหญ่ช่วยประมวลผล และระบบอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่ง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องมีการลงทุน Data Center ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเทคโนโลยี Cloud Computing

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มว่า ยืนยันที่จะสนับสนุนความร่วมมือในลักษณะ Win-Win เช่นนี้ และเชื่อมั่นว่าการลงทุนและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของทั้ง AWS และทุกภาคส่วนในประเทศไทยจะยกระดับ Digital Literacy ให้กับคนไทย ทำประเทศไทยให้เป็นบ้านอีกหลังของ AWS และนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมหวังว่าจะได้เห็นความร่วมมือที่มากยิ่งขึ้น สร้าง Digital Ecosystem ในประเทศไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อทำให้วิสัยทัศน์ IGNITE THAILAND ด้าน Technology Hub เกิดขึ้นได้จริง

 

ด้าน วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Director, AWS ประเทศไทย ได้ประกาศความพร้อมของการตั้ง AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ในประเทศไทย ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2025 โดยคาดการณ์จำนวนการลงทุนกว่า 1.9 แสนล้านบาท ภายในปี 2037 ซึ่งที่ผ่านมา AWS ได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการทางด้าน Cloud และการลงทุนในด้านการให้บริการส่งตรงฐานข้อมูลจากประเทศไทยไปสิงคโปร์ด้วย รวมถึงมุ่งมั่นในการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI และ Cloud ในไทย เพื่อให้บุคลากรและองค์กรต่างๆ สามารถใช้บริการในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ทั้งนี้ งาน AWS Summit in Bangkok เป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมประจำปี AWS Global Summits โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,500 คน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นักธุรกิจ นักลงทุนชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ซึ่งจะร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้าน Cloud Computing และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่นๆ ผ่านงานสัมมนากว่า 30 หัวข้อ และบูธจัดแสดงเทคโนโลยีอีก 29 บูธ

The post AWS ทุ่ม 1.9 แสนล้านบาท ลุยลงทุน Data Center ในไทย ด้าน ‘เศรษฐา’ ประกาศดันไทยขึ้น ‘ฮับ’ เทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ลงทุน Data Center ในไทย สร้างเม็ดเงิน-โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศได้ประโยชน์มหาศาล https://thestandard.co/srettha-usa-big-company-data-center-investment/ Wed, 15 Nov 2023 10:25:18 +0000 https://thestandard.co/?p=865989 เศรษฐา Data Center

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางเย […]

The post นายกฯ ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ลงทุน Data Center ในไทย สร้างเม็ดเงิน-โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศได้ประโยชน์มหาศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา Data Center

วันนี้ (15 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมหาศาล ดังนี้

 

  1. ดึงเงินลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ เฉลี่ยแห่งหนึ่งลงทุนประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ หรือ 170,000 ล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีได้ดึงบริษัท Microsoft, Google, AWS, Tencent และ Alibaba มาร่วมแล้ว 850,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 4.8% ของ GDP 

 

  1. ทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานในการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางทางด้าน AI ของภูมิภาค

 

  1. สร้างความพร้อมในการพัฒนาให้ไทยเป็น Smart City เช่น การทำให้มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจาก Internet of Things 

 

  1. ดึงให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องขยายการผลิตในไทย เช่น ผู้ผลิต Hard Disk Drive

 

  1. สร้างงานเป็นจำนวนมากจากขยายตัวของอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

 

  1. ทำให้เกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถสำหรับโลกอนาคตให้ประชาชนชาวไทย เช่น AI, Cloud Infrastructure, Robotics 

 

  1. สร้างดีมานด์มหาศาลให้เกิดการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า Renewable และเกิดการใช้พลังงานที่ประเทศไทยผลิตเกิน ทำให้ค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าลดลง

 

  1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รัฐสามารถบูรณาการข้อมูลของรัฐ ทำให้รัฐให้บริการประชาชนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการนำ AI มาช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

 

และ 9. ลดการซ้ำซ้อนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ (เช่น หน่วยงานรัฐสามารถ Optimize การลงทุนในเซิร์ฟเวอร์และการบริหารจัดการได้) 

 

การดึงบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทมาลงทุนด้าน Data Center ได้พร้อมกันในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมาไทยขาดการลงทุนในด้านนี้มาโดยตลอด

 

เศรษฐา Data Center เศรษฐา Data Center เศรษฐา Data Center

The post นายกฯ ดึงบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ลงทุน Data Center ในไทย สร้างเม็ดเงิน-โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศได้ประโยชน์มหาศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 บริษัทยักษ์ใหญ่ AWS-Google-Microsoft เตรียมลงทุนทำ Data Center ในไทย ด้านเศรษฐาพบนักศึกษา ม.สแตนฟอร์ด ชวนกลับทำงานไทย https://thestandard.co/aws-google-microsoft-data-center-thailand/ Wed, 15 Nov 2023 06:24:00 +0000 https://thestandard.co/?p=865878

วานนี้ (14 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่นครซานฟรา […]

The post 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ AWS-Google-Microsoft เตรียมลงทุนทำ Data Center ในไทย ด้านเศรษฐาพบนักศึกษา ม.สแตนฟอร์ด ชวนกลับทำงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (14 พฤศจิกายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่นครซานฟรานซิสโก ซึ่งช้ากว่าเวลาที่กรุงเทพฯ 15 ชั่วโมง ภารกิจของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

 

เริ่มจากการพบปะนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศไทย จึงอยากจะเชิญชวนให้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเป็นพันธมิตรสำคัญของประเทศไทย ทั้งในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัยและการพัฒนา โดยนายกฯ ชื่นชมความร่วมมือที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัย ซึ่งล่าสุดมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในหลักสูตรอบรม Big Data โดยมหาวิทยาลัยหวังที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างคณะในมหาวิทยาลัยไทยในโครงการแลกเปลี่ยน (Faculty Exchange Program)

 

หารือนักเรียนไทยหวังกลับประเทศช่วยพัฒนา

 

นายกฯ พูดคุยและแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาไทยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ว่าหน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้นักศึกษาเห็นด้วยว่าประเทศไทยนั้นมีอนาคต เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องพยายามทำความเข้าใจ และเชื้อเชิญให้นักเรียนที่เรียนต่างประเทศ พยายามที่จะกลับมาทำงานต่อที่ประเทศไทย 

 

ซึ่งในโอกาสการเดินทางมาซานฟรานซิสโกเพื่อเข้าร่วมประชุม APEC นี้ จึงเชิญนักลงทุนต่างประเทศหลายรายมาร่วมหารือ และเตรียมลงนาม MOU โดยในอนาคตอันใกล้ ถ้ามีบริษัทดีๆ หลายๆ บริษัทไปเปิดที่เมืองไทย ไปขยายงานที่เมืองไทย รองรับการกลับไปของนักศึกษาที่อยู่ต่างประเทศก็จะเป็นการดี

 

นอกจากนี้มาพบนักธุรกิจ ซึ่งเมื่อวานได้พบผู้บริหาร Tesla, ADI และ HP ส่วนวันนี้ได้พบผู้บริหาร เช่น Microsoft, Google และ Western Digital เพื่อจะประกาศว่าประเทศไทยเปิดแล้ว เปิดสำหรับการลงทุน ไม่มีเวลาไหนที่ดีเท่าเวลานี้ที่จะลงทุนในประเทศไทย เป็นที่มาที่ไปว่า ที่อยากจะมาที่สแตนฟอร์ด เพราะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ดีที่สุดในโลกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ทั้งนี้ นายกฯ หารือผู้บริหารมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพไทย 

 

เศรษฐากล่าวว่า ได้พูดคุยกับระดับศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย มีการพูดคุยใน 2 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก การพัฒนาสตาร์ทอัพที่ประเทศไทย ยังไม่มียูนิคอร์น หรือบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงเกิน 36,000 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่จะให้นักลงทุนต่างประเทศ หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากจะมาอยู่ในประเทศไทยได้พัฒนาธุรกิจให้กลายเป็นยูนิคอร์นให้ได้ 

 

แต่ทั้งนี้ นักศึกษาไทยที่มาเรียนส่วนใหญ่หลายคนที่เป็นนักศึกษาทุน ต้องกลับไปใช้ทุน แต่หลายคนที่เรียนเกี่ยวกับด้านการวิจัย ทำงานวิจัยอยู่ที่สหรัฐฯ จะมีรายได้สูงกว่าได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน หากกลับไปเมืองไทยรายได้ก็ต่ำจึงมีความกังวลเรื่องนี้

 

บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก เตรียมลงทุนในไทย

 

จากนั้นหารือภาคเอกชนชั้นนำของสหรัฐฯ ดังนี้ บริษัท Walmart เป็นบริษัทค้าปลีกสัญชาติอเมริกัน และเป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสาขามากกว่า 10,500 สาขา ใน 20 ประเทศทั่วโลก โดยบริษัทประกาศว่าจะลงทุนเพื่อปรับโฉมร้านค้าให้ทันสมัยขึ้น พร้อมเพิ่มขนาดร้านขายยา เพิ่มจุดชำระเงิน และแผนกอาหารในสาขา

 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่บริษัท Walmart ดำเนินการจัดซื้อ/หาสินค้าจากไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายกฯ ยังเชิญชวนให้บริษัทพิจารณาจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในไทย ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในสถานที่ตั้งที่ใกล้กับแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain อีกทั้งไทยยังเหมาะที่จะเป็นแหล่งที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ ไทยส่งเสริมผลิตภัณฑ์ฮาลาล และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของไทย ที่ถือเป็น Soft Power อย่างหนึ่ง

 

โดยผู้บริหารบริษัท Walmart กล่าวว่า บริษัทมองประเทศไทยเป็นผู้ผลิตสินค้าและวัตถุดิบที่มีศักยภาพ (Potential Supplier) เช่น สินค้าเกษตร (ข้าว และผลไม้ฤดูร้อน) โดยคาดว่าในไตรมาสแรกของปีหน้า จะเดินทางไปเยี่ยมเยือนเมืองไทยเพื่อไปหาสินค้าและวัตถุดิบใหม่ๆ ซึ่งหากไทยเห็นว่ามีสินค้าใดที่มีศักยภาพก็สามารถแนะนำได้

 

พบ Western Digital ย้ายสายการผลิตหัวอ่านมาไทย

 

บริษัท Western Digital เป็นผู้ผลิต Hard Disk Drive (HDD) รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิต Hard Disk Drive ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท และเป็นโรงงานผลิต HDD เพียงแห่งเดียวที่มีขั้นตอนการประกอบและทดสอบขั้นสุดท้าย บริษัทจึงมีส่วนช่วยสำคัญให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก HDD รายใหญ่ที่สุดของโลก 

 

นายกฯ ยินดีที่ได้ทราบว่าบริษัทย้ายสายการผลิตหัวอ่าน (Recording Head) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุดชิ้นส่วนหนึ่งของระบบ HDD ทั้งหมดมาที่ไทย ซึ่งการเลือกย้ายฐานผลิตหัวอ่านมาไทยนี้ จะทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนสำคัญแห่งเดียวในโลกของ WD แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของบริษัทที่จะขยายการลงทุนต่อเนื่องในไทย 

 

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสีเขียว (Green Energy) ซึ่งบริษัทกล่าวชื่นชมและยินดีกับนโยบายนี้ของไทยเป็นอย่างมาก ถือเป็นนโยบายที่เป็นจุดเด่นของไทย โดยบริษัทกำลังผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น จึงมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัท และต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างมาก 

 

นอกจากนี้ นายกฯ หวังว่าบริษัทจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะของไทย (Skilled Labour) ขอให้มั่นใจว่า รัฐบาลและสถาบันการศึกษาของไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับ WD เพื่อพัฒนาทักษะ (Upskill) แรงงานท้องถิ่นให้พร้อมสำหรับแผนการลงทุนในอนาคต พร้อมย้ำว่าไทยพร้อมและเปิดประเทศเพื่อรับการลงทุนแล้ว ซึ่งบริษัทมีความโดดเด่นด้านการพัฒนาบุคลากรไทยมาอย่างต่อเนื่อง หัวหน้าโรงงานทั้งสองแห่งของบริษัทก็เป็นคนไทย จึงพร้อมที่จะร่วมมือและมีศักยภาพที่จะรองรับอย่างดี

 

โอกาสนี้ บริษัทยังได้กล่าวชื่นชมมาตรการวีซ่าประเภทใหม่ของไทย ‘Long-Term Resident (LTR)’ ที่เอื้อและเพิ่มความน่าดึงดูดในการอยู่อาศัยและลงทุนในกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพสูงมาประเทศไทยมากขึ้น โดยขณะนี้ บริษัทยังพิจารณาที่จะย้าย Headquarter มาตั้งที่ไทยด้วย

 

Microsoft-Google เซ็น MOU ทำ Data Center

 

บริษัท Google บริษัทดำเนินธุรกิจบริการด้านซอฟต์แวร์และโซลูชันชั้นนำระดับโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเมาน์เทนวิว มลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ให้บริการหลากหลาย เช่น กลุ่มการให้บริการสื่อและโฆษณา (Media and Advertising) และกลุ่มการให้บริการบนระบบคลาวด์ (Cloud Services) เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะลงทุนสร้าง Data Center เพิ่มเติมในอาเซียน โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ

 

นายกรัฐมนตรียินดีกับการครบรอบ 10 ปี Data Center แห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่ฉางหัว ไต้หวัน และยินดีที่ Google พิจารณาไทยเป็น 1 ในสถานที่ตั้งที่มีศักยภาพสำหรับการสร้าง Data Center ประเทศที่ 11 ของบริษัทจากทั่วโลก และแห่งที่ 4 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งนี้ ในนามของรัฐบาลไทย 

 

สำหรับการลงนาม MOU ระหว่าง Google กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) บ่งบอกถึงความสำเร็จครั้งสำคัญในความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศ และพัฒนาการให้บริการสาธารณะ ผ่านการเปลี่ยนแปลงบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนในไทยของบริษัท Google อย่างเต็มที่ สำหรับการหารือกับ Google เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีการลงนาม MOU กันเรียบร้อยแล้ว ที่จะมาทำ Data Center ร่วมกัน

 

ส่วนบริษัท Microsoft บริษัทดำเนินธุรกิจ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Productivity and Business Processes, Cloud (Azure) ครอบคลุมทั้งรูปแบบ Public, Private, Hybrid และ Personal Computing ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป แท็บเล็ต ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ในประเทศไทย 

 

AWS – ไทย จับมือร่วมกันพัฒนา Digital Transformation 

 

สำหรับการหารือกับ Amazon Web Services (AWS) บริษัทชื่นชมนายกรัฐมนตรี ในการผลักดันการเติบโตของประเทศไทยผ่านเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูง และเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม AWS เดินหน้าให้การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลในทันที เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัล และ Innovation Hub ผ่านการมาลงทุนของเทคโนโลยีคลาวด์ (AI, ML, Data Analytics และ IoT) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ และรากฐานในการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจ และการเพิ่มโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ของคนรุ่นต่อไป

 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณและให้การสนับสนุน AWS ที่เป็น Hyperscale Data Center ระดับโลกเจ้าแรกที่กำลังลงทุนก่อสร้าง AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ในประเทศไทย ด้วยงบประมาณกว่า 1.9 แสนล้านบาท (US$5 พันล้านบาท) ในระยะเวลากว่า 15 ปี 

 

นายกรัฐมนตรีมั่นใจว่าการลงทุนของ AWS จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะยาว เพิ่มความปลอดภัย และปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของภาครัฐ และช่วยสร้างแรงงานที่มีทักษะสูงที่ประเทศไทยกำลังขาดแคลน 

 

นายกรัฐมนตรีจะให้ความร่วมมือกับ AWS อย่างต่อเนื่องในการมาลงทุนครั้งนี้ ทั้งในการสนับสนุนให้เกิดการใช้คลาวด์ให้ครบทุกภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพการพัฒนาบริการทางดิจิทัลให้แก่ประชาชนทั้งของรัฐและเอกชน 

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับผู้บริหารบริษัท AWS ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Amazon ที่ทำ Cloud Service เซ็นสัญญาที่จะเข้ามาลงทุนแล้ว และจะเปิดดำเนินการเร็วๆ นี้เป็น Data Center ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่มีการลงทุนแล้ว และเป็นบริษัทแรกที่เข้ามาลงทุน และจะลงทุนเพิ่มอีกด้วย

 

พบผู้บริหาร Open AI จีบตั้งสาขาในไทย 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มีโอกาสพบกับ แซม อัลต์แมน ผู้บริหารสูงสุดของ Open AI ซึ่งมีผลงานเด่นคือ ChatGPT และเป็นคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคนหนึ่ง โดยจะพาไปเยี่ยมชมบริษัทซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยมี Research Center อยู่ที่อังกฤษ และสหรัฐฯ ยังขาดเอเชีย จึงเป็นหน้าที่ของไทยที่ต้องไปโน้มน้าวจิตใจให้เข้ามาตั้งในไทย ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่จะทำให้สำเร็จต่อไป

 

สำหรับทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม นายกรัฐมนตรีคาดว่า Open AI จะสนใจจังหวัดเชียงใหม่ หรือภูเก็ต เพราะเป็นจังหวัดที่มีระบบ Ecosystem ที่เหมาะสม แต่ยังต้องดูประเด็นอื่นประกอบ และทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่สามารถไปบังคับกำหนดทิศทางได้ อย่างไรก็ตามส่วนตัวเชื่อว่า การที่ผู้บริหารสูงสุดเบอร์ 1 เปิดโอกาสให้พบย่อมแสดงว่าเขาสนใจประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี

 

สั่งสรุปผลหารือนักลงทุนในรอบ 3 เดือน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก 3 รายที่มาทำ Data Center ได้แก่ AWS, Google และ Microsoft จะยกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้ได้รับการยอมรับในอนาคตอันใกล้นี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การเดินทางมาสหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือว่ามีความพอใจ หลายอย่างจากการพบปะภาคเอกชนรายใหญ่ โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ไทยสามารถยืนหยัด และแข่งขันได้ในเวทีโลก เป็นความภาคภูมิใจที่เป็นคนไทย และจะทำงานต่อไป

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สั่งให้ทีมงานสรุปแผนการชักชวนนักลงทุนต่างชาติในรอบ 3 เดือน ว่านักลงทุนรายใดลงทุนแล้ว ใครอยู่ลำดับไหน ใครเพิ่งจีบกัน หรือใครได้ชวนไปดูหนังแล้ว ทั้งนี้ ไม่อยากพูดถึงผลงาน หรือการตัดเกรดการทำงานของตนเอง แต่ขอให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ส่วนหน้าที่ของตนคือตื่นเช้าไปทำงาน

 

The post 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ AWS-Google-Microsoft เตรียมลงทุนทำ Data Center ในไทย ด้านเศรษฐาพบนักศึกษา ม.สแตนฟอร์ด ชวนกลับทำงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS ชี้ภาวะ ‘ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ’ ปัจจัยท้าทายสุดของไทยเพื่อก้าวเป็น ‘ดิจิทัลฮับ’ https://thestandard.co/aws-the-standard-wealth-2022/ Fri, 25 Nov 2022 01:20:58 +0000 https://thestandard.co/?p=715160

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Amazon Web Services หรือ AWS […]

The post AWS ชี้ภาวะ ‘ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ’ ปัจจัยท้าทายสุดของไทยเพื่อก้าวเป็น ‘ดิจิทัลฮับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Amazon Web Services หรือ AWS บริษัทในเครือของ Amazon.com ได้ประกาศแผนที่จะลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.9 แสนล้านบาทในประเทศไทย เป็นระยะเวลา 15 ปี ด้วยการเปิดตัว Region ที่ชื่อว่า AWS Asia Pacific (Bangkok)

 

การเข้ามาลงทุนของ AWS ทำให้เป้าหมายของไทยที่ต้องการจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของอาเซียนมีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ด้วยสถานะของ AWS ที่ได้รับการยอมรับจาก Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีของโลก ยกให้เป็นผู้นำด้าน Cloud Infrastructure & Platform Services (CIPS) ติดต่อกันเป็นปีที่ 12 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ล่าสุด THE STANDARD WEALTH มีโอกาสได้พูดคุยกับ แม็กซ์ ปีเตอร์สัน Vice President of Worldwide Public Sector at AWS เกี่ยวกับแนวทางการขยายธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งในไทย พร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีในระดับโลกมาสู่คนไทย 

 

“เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ปัจจัยที่ท้าทายที่สุดสำหรับไทยซึ่งไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ คือ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ (Skill Shortage)” ปีเตอร์สันกล่าว 

 

ฉะนั้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลจะสามารถช่วยได้คือ การกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคตมากขึ้น ซึ่ง AWS จะเข้ามาช่วยสนับสนุนภาครัฐในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะองค์ความรู้ในด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง และเศรษฐกิจดิจิทัล 

 

ปัจจุบัน AWS ได้เริ่มต้นโครงการฝึกอบรมข้าราชการและพนักงานของภาครัฐกว่า 1,200 คน เพื่อพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า AWS Academy รวมทั้งการสร้างคอร์สเรียนออนไลน์กว่า 100 คอร์ส แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งให้ข้อมูลเป็นภาษาไทย 

 

นอกจากนี้ AWS ยังได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา 8 แห่ง เพื่อผสมผสานองค์ความรู้ของบริษัทในด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง และทักษะดิจิทัลยุคใหม่เข้าไปในหลักสูตร อย่างเช่น การร่วมพัฒนาระบบการเรียนการสอนทางไกลกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อรองรับนักศึกษากว่า 200,000 คนทั่วประเทศ 

 

ในความเป็นจริงแล้ว AWS ไม่ได้เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในไทย แต่เข้ามาตั้งสำนักงานตั้งแต่ปี 2559 พร้อมกับนำเสนอบริการและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น Amazon CloudFront และ AWS Outposts เป็นต้น และแผนการลงทุน 15 ปีที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนเท่านั้น 

 

หลังจากนี้ AWS มีแผนที่จะขยายการลงทุนมากขึ้น โดยมีแผนจะเปิดตัว AWS Local Zone ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นบริการการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานของ AWS ที่จัดวางการประมวลผล พื้นที่จัดเก็บ ฐานข้อมูล และบริการอื่นๆ ไว้ใกล้กับประชากรจำนวนมาก ช่วยให้ลูกค้าสามารถส่งมอบบริการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น 

 

เมื่อ AWS ขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศใด บริษัทจะเข้าไปพร้อมกับโปรแกรมพัฒนาในหลายๆ ด้าน เช่น การช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า AWS Activate ซึ่งให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในด้านเครื่องมือ ทรัพยากร เนื้อหา และคำปรึกษาด้านธุรกิจ ขณะเดียวกันยังให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งทุนอย่าง Venture Capital

 

“จุดแข็งของไทยคือศักยภาพในการพัฒนาการศึกษาและทักษะของประชากร และที่สำคัญคือเป้าหมายของภาครัฐที่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจนว่าต้องการจะเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล ทำให้เรามองเห็นว่าไทยมีโอกาสจะเติบโตอย่างมากในอนาคต” 

 

ปีเตอร์สันกล่าวต่อว่า ในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า ผู้คนทั่วโลกจะเชื่อมต่อกันมากขึ้น ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อย่างการพัฒนาเมืองอัจฉริยะซึ่งจะเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาล แต่ปัจจุบันกลับไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีเพียงพอ และยังมีการแยกส่วนอยู่มาก (Silo) อย่างในประเทศไทย ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของการจราจรที่ยังติดขัด

 

“ข้อมูลมีอยู่ทุกที่ หมายความว่าเราต้องการวิธีในการบริหารจัดการข้อมูลแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และ Machine Learning”

 

ผู้บริหารของ AWS เชื่อว่า สิ่งที่เราจะได้เห็นตามมาในอนาคตคือ การที่บริษัทของไทยจะสามารถก้าวออกไปแข่งขันในระดับโลกได้มากขึ้น ผ่านการสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ บนพื้นฐานของการนำเทคโนโลยีคลาวด์เข้ามาช่วย 

 

“ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้นคือ การที่ธุรกิจต่างๆ สามารถปรับเทคโนโลยี AI หรือ Machine Learning เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ ขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ การทำให้รัฐบาล สถาบันการศึกษา และธุรกิจ เข้าใจว่าทำไมจึงควรจะหันมาใช้ Cloud Based Solution” 

 

ทั้งนี้ ปีเตอร์สันเชื่อว่า อุตสาหกรรมคลาวด์ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เพราะปัจจุบันกระบวนการด้านคอมพิวติ้งกว่า 85% ทั่วโลก ยังถูกใช้ดำเนินการบนดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม 

 

อ้างอิง:

The post AWS ชี้ภาวะ ‘ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ’ ปัจจัยท้าทายสุดของไทยเพื่อก้าวเป็น ‘ดิจิทัลฮับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘AWS’ ชี้กฎหมายเรื่อง Data Localization ที่ ‘เข้มเกินไป’ อาจเพิ่มต้นทุนด้านไอที 30-60% https://thestandard.co/aws-data-localization/ Thu, 17 Nov 2022 07:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=710829 AWS

จากงาน APEC CEO Summit ในเวทีเรื่อง Innovation Next Fro […]

The post ‘AWS’ ชี้กฎหมายเรื่อง Data Localization ที่ ‘เข้มเกินไป’ อาจเพิ่มต้นทุนด้านไอที 30-60% appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS

จากงาน APEC CEO Summit ในเวทีเรื่อง Innovation Next Frontier ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา 2 ท่าน ได้แก่ ไซมอน มิลเนอร์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Meta Platforms (META) และ ไมเคิล พังก์ รองประธานด้านนโยบายสาธารณะ Amazon Web Services (AWS) 

 

ทั้ง META และ AWS ถือเป็นสองธุรกิจที่ต่างมุ่งพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับเศรษฐกิจของโลก แม้ว่านวัตกรรมจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ แต่ทั้งสองบริษัทต่างมีความเห็นตรงกันว่า การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ จำเป็นจะต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคล


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


พังก์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับรัฐบาลทั่วโลกในการกำกับดูแล และพยายามทำให้เรื่องที่ซับซ้อนต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่ง่ายมากขึ้น ความท้าทายที่สำคัญคือ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้กฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่กระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

 

อย่างเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่ของข้อมูล (Data Localization) อาจจะสร้างปัญหาให้กับธุรกิจได้เช่นกัน จากการที่รัฐบาลแต่ละประเทศเรียกร้องเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่แตกต่างกัน ซึ่งมีการศึกษาว่าประเทศที่มีข้อบังคับในด้านนี้มากเกินไปอาจจะทำให้ค่าใช้จ่ายในด้านไอทีของธุรกิจเพิ่มขึ้น 30-60% ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก

 

ทั้งนี้ พังก์มองว่าเทคโนโลยีคลาวด์เป็นพื้นฐานของการสร้างนวัตกรรม ซึ่งเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) และ 5G เทคโนโลยีเหล่านี้ดำรงอยู่ได้เพราะมีระบบคลาวด์รองรับ

 

“การทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของเราเป็นพื้นฐานที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” พังก์กล่าว

 

ด้านมิลเนอร์กล่าวว่า บทบาทหนึ่งของภาคเอกชนคือการทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อช่วยให้รัฐบาลของแต่ละประเทศเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเข้ามาของเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีต่างๆ จำเป็นจะต้องมีกฎหมายในการกำกับดูแล เช่น การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

 

“เราเชื่ออย่างยิ่งว่า (บริษัทด้านเทคโนโลยี) จะต้องได้รับการจัดระเบียบ เราจำเป็นต้องใคร่ครวญถึงสิ่งนี้” มิลเนอร์กล่าว

 

สำหรับเทคโนโลยีเกี่ยวกับเมตาเวิร์สซึ่ง META กำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้อาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ และอาจจะใช้เวลาอีก 5-10 ปี กว่าที่จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะกับทุกคน

 

The post ‘AWS’ ชี้กฎหมายเรื่อง Data Localization ที่ ‘เข้มเกินไป’ อาจเพิ่มต้นทุนด้านไอที 30-60% appeared first on THE STANDARD.

]]>