AstraZeneca Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/astrazeneca/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 14 Jun 2024 06:16:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แอสตร้าเซนเนก้าเผยแผนลงทุน 6.2 พันล้านบาทในไทย 3 ปี ร่วมมือรัฐบาลดูแลสุขภาพคนไทย https://thestandard.co/astrazeneca-is-cooperating-with-the-government/ Fri, 14 Jun 2024 06:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=945180

วันนี้ (14 มิถุนายน) ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐม […]

The post แอสตร้าเซนเนก้าเผยแผนลงทุน 6.2 พันล้านบาทในไทย 3 ปี ร่วมมือรัฐบาลดูแลสุขภาพคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 มิถุนายน) ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา โรมัน รามอส ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าเยี่ยมคารวะ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยได้หารือในประเด็นเพื่อขยายความร่วมมือกับรัฐบาลไทย ดังนี้ 

 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณแอสตร้าเซนเนก้าในความร่วมมือและความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเป็นผู้สนับสนุนการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trials) อันดับหนึ่งของไทย ซึ่งรัฐบาลพร้อมร่วมมือขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านชีวการแพทย์และการพัฒนาเพื่อป้องกันรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในประเทศไทย รวมทั้งการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย 

 

ด้านรามอสระบุว่า บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด มีแผนการลงทุนและความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี (2567-2569) เป็นจำนวนเงิน 6.2 พันล้านบาทในประเทศไทย และยืนยันว่าจะขยายกิจการสนับสนุนความก้าวหน้าด้านสุขภาพในไทย พร้อมกันนี้ยังได้ชื่นชมวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศไทย ซึ่งบริษัทฯ มีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Wellness and Medical Hub ในภูมิภาค 

 

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องการรักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไทยเสียชีวิตโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 4 แสนคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการส่งเสริมความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการรักษาโรคเพื่อดูแลคนไทย และหวังว่าจะได้ร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมกับบริษัทฯ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องคนไทย

The post แอสตร้าเซนเนก้าเผยแผนลงทุน 6.2 พันล้านบาทในไทย 3 ปี ร่วมมือรัฐบาลดูแลสุขภาพคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด https://thestandard.co/chatri-blood-clots-covid-vaccines/ Thu, 02 May 2024 03:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=928954 แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด

วานนี้ (1 พฤษภาคม) รศ.ดร.นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา อาจา […]

The post แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด

วานนี้ (1 พฤษภาคม) รศ.ดร.นพ.ชาตรี ชัยอดิศักดิ์โสภา อาจารย์หน่วยโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลกรณีบริษัทแอสตร้าเซนเนก้ายอมรับว่า วัคซีนโควิด มีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดและเกล็ดเลือดต่ำว่า มีรายงานภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (VITT) หลังฉีดวัคซีนโควิดอยู่ 2 ชนิด โดยกลไกที่ทำให้เกิดภาวะ VITT เพราะองค์ประกอบของวัคซีนบางส่วนที่ทำให้ร่างกายผู้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาแล้วไปกระตุ้นเกล็ดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ

 

อุบัติการณ์ทั่วไปพบได้ 1:100,000 ในกลุ่มประชาชนทั่วไป พบน้อยมากในกลุ่มผู้สูงอายุ (มากกว่า 65 ปี) มีเพียง 1:1,000,000 ของประชากรที่ฉีดวัคซีน และในกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 55 ปี พบได้ 1:50,000 มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 

 

สำหรับอาการมักเกิดใน 1-2 สัปดาห์หลังจากฉีดเข็มแรก แต่ยังสามารถพบได้ภายใน 30 วันหลังฉีด โดยอาการขึ้นอยู่กับว่าลิ่มเลือดอุดตันที่อวัยวะใด พบบ่อยที่สุดบริเวณหลอดเลือดดำของสมอง รองลงมาคือในหลอดเลือดดำในท้อง ส่วนบริเวณอื่นๆ พบได้น้อยกว่า 

 

การวินิจฉัยประกอบด้วย 3 องค์ประกอบคือ ต้องมีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หากสงสัยจะส่ง CT Scan ต้องมีปริมาณเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ และมีการสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านเกล็ดเลือดของตนเอง การรักษาจะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และยับยั้งการสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติด้วยการให้ยา Intravenous Immunoglobulin (IVIG)

 

ทั้งนี้ คาดว่าภายหลังจากการออกมายอมรับของบริษัทผู้พัฒนาวัคซีนแล้ว จะเริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องนี้เพื่อศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post แพทย์เชียงใหม่เผย ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน จาก วัคซีนโควิด พบได้เพียงช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติให้กรมควบคุมโรคนำวัคซีนโควิดฉีดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ค่าบริการส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน https://thestandard.co/cabinet-approved-foriegn-covid-vaccine/ Tue, 14 Mar 2023 11:53:19 +0000 https://thestandard.co/?p=762886 วัคซีนโควิด

วันนี้ (14 มีนาคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักน […]

The post ครม. อนุมัติให้กรมควบคุมโรคนำวัคซีนโควิดฉีดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ค่าบริการส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนโควิด

วันนี้ (14 มีนาคม) ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) ภายใต้พระราชกำหนดเงินกู้ฯ เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ให้กรมควบคุมโรคเปลี่ยนแปลงรายละเอียด ซึ่งเป็นสาระสำคัญของโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สำหรับบริการประชากรในประเทศไทยจำนวน 60 ล้านโดส (AstraZeneca) ปี 2565 โดยการปรับลดราคาวัคซีนตามโครงการเหลือ 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส ส่งผลให้วงเงินตามโครงการลดลงเหลือ 18,382.46 ล้านบาท (เดิม 18,639.10 ล้านบาท) และปรับเพิ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มเป้าหมายตามโครงการด้วย

 

รวมถึงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการจัดหาวัคซีนโควิดสำหรับประชากรในประเทศไทยจำนวน 30 ล้านโดส (Pfizer) ปี 2565 โดยปรับเพิ่มกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มเป้าหมายตามโครงการ และขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจากสิ้นสุดธันวาคม 2565 เป็นกันยายน 2566

 

ไตรศุลีกล่าวว่า ครม. ได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นหน่วยงานดำเนินการทั้ง 2 โครงการ นำส่งรายได้จากการให้บริการวัคซีนแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เฉพาะส่วนของค่าวัคซีนโควิด เป็นรายได้แผ่นดินภายใต้ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาช่วยชำระคืนเงินกู้ ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณในการชำระหนี้ของภาครัฐได้ต่อไป และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประชาสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งบริการจัดการวัคซีนให้เกิดการใช้ประโยชน์คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

The post ครม. อนุมัติให้กรมควบคุมโรคนำวัคซีนโควิดฉีดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ค่าบริการส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ https://thestandard.co/expensive-lessons-in-health-communication/ Thu, 09 Feb 2023 10:39:48 +0000 https://thestandard.co/?p=748112

วัคซีนหลากหลายยี่ห้อได้รับการอนุมัติในช่วงเวลาไม่นานนัก […]

The post ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วัคซีนหลากหลายยี่ห้อได้รับการอนุมัติในช่วงเวลาไม่นานนักในหลายประเทศทั่วโลก หลังจากการค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดปีและการทดลองทางคลินิกตัวอย่างวัคซีนโควิดนับครั้งไม่ถ้วน 

 

ในเดือนธันวาคมปี 2563 จีนเริ่มอนุมัติให้ใช้วัคซีน Sinopharm สำหรับการใช้งานทั่วไป สหราชอาณาจักรเริ่มอนุมัติวัคซีน Pfizer และ AstraZeneca สำหรับการใช้งานฉุกเฉิน และในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ยาวไปถึงเดือนมิถุนายนในปีถัดมา องค์การอนามัยโลกก็ได้ทยอยอนุมัติวัคซีน 6 ยี่ห้อสำหรับการใช้งานฉุกเฉิน 

 

แน่นอนว่าการที่บริษัทต่างๆ สามารถผลิตวัคซีนโควิดออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็วจะช่วยคลายความกังวลใจในวงการแพทย์ไปได้บ้าง แต่การมีวัคซีนโควิดหลากหลายชนิดก็สร้างความสับสนให้กับประชาชนทั่วไปอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องการแบ่งแยกวัคซีนที่ ‘ดี’ หรือ ‘ดีกว่า’ ออกจากวัคซีนที่ ‘แย่’ หรือ ‘แย่กว่า’ การสื่อสารที่ชัดเจนเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของวัคซีนแต่ละประเภทจึงเป็นกุญแจสำคัญสำหรับรัฐบาลของทุกประเทศในการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้อย่างมีประสิทธิผล ไม่เช่นนั้นแล้วความสับสนในเบื้องต้นก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังซึ่งอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่องานด้านสาธารณสุข เช่น การนำเข้าวัคซีนบางยี่ห้อมากหรือน้อยเกินไป (Oversupply/Undersupply) หรือแม้กระทั่งการทำให้เกิดความลังเลใจของประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน (Vaccine Hesitancy)

 

การสื่อสารทัศนคติผ่านคำพูด

บทความนี้หยิบยกกรอบการวิจัยที่ชื่อว่า ‘อะเพรเซิล’ (Appraisal) ออกแบบโดย เจมส์ มาร์ติน และ ปีเตอร์ ไวต์ สองนักภาษาศาสตร์เชิงหน้าที่ (Functional Linguistics) 

 

กรอบการวิจัยนี้มองเห็นภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแสดงทัศนคติต่างๆ ทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ มีการแบ่งวิธีการแสดงทัศนคติออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ

 

  1. การแสดงอารมณ์ความรู้สึก (Affect) เช่น อารมณ์ที่รู้สึกกลัว/มั่นใจ

 

  1. การประเมินคุณค่าของสิ่งของและการกระทำ (Appreciation) เช่น วัคซีนดี/ไม่ดี

 

  1. การตัดสินลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมของคน (Judgement) เช่น คนที่มีความรับผิดชอบ/สะเพร่า

 

นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับระดับของทัศนคติที่แสดงออกมาด้วยการใช้คำที่มีน้ำหนักแตกต่างกันผ่านคำขยายชนิดต่างๆ เช่น เมื่อกล่าวถึงวัคซีน ‘ที่ดี’ เราอาจเลือกเพิ่มหรือลดน้ำหนักการประเมินคุณค่าเชิงบวกนี้ผ่านคำพูดว่า วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘อย่างยิ่ง’ แทนที่จะบอกว่า ‘ค่อนข้าง’ มีประโยชน์ หรือในบางครั้งเราอาจจะเลือกพูดว่าวัคซีนชนิดนี้ ‘ส่วนใหญ่’ มีประสิทธิผลดี แทนที่จะพูดว่า วัคซีนนี้มีประสิทธิผลดี ‘บ้างในบางครั้ง’ น้ำหนักของการประเมินคุณค่าที่แตกต่างกันอาจจะแสดงผ่านคำขยายเชิงปริมาณที่บ่งชี้ถึงจำนวนที่แตกต่าง เช่น วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘หลากหลาย’ ที่ฟังดูแล้วมีน้ำหนักมากกว่าบอกว่า วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘2-3 ประการ’ หรือการใช้คำขยายที่บ่งชี้ขอบเขต เช่น วัคซีนนี้มีประโยชน์ ‘ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น’ หรือใช้คำขยายที่กำหนดขอบเขตด้วยลักษณะร่วมบางประการ เช่น วัคซีนชนิดนี้ ‘ส่งผลดีต่อประชากรทุกเพศทุกวัย’ ในขณะที่วัคซีนอีกประเภทหนึ่งมีประสิทธิผลดีกับประชากรที่ ‘มีอายุมากกว่า 60 ปี’ เท่านั้น

 

ในการสื่อสารคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้วัคซีนโควิดนั้น รัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องใช้ภาษาในการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเพื่อสื่อสารข้อมูลกับประชาชน ตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า ‘ผลประโยชน์’ หรือ ‘การปกป้อง’ เพื่อเน้นคุณค่าในเชิงบวก หรือการใช้คำว่า ‘ความเสี่ยง’ หรือ ‘ผลข้างเคียง’ เพื่อเน้นคุณค่าเชิงลบ ในขณะเดียวกันก็ใช้คำขยายในระดับต่างๆ เพื่อปรับระดับการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและลบ ในการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงกับผลประโยชน์ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อย่างสมดุล เรื่องนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากต่อการรับรู้ของผู้คน โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

ในบทความนี้ ผู้เขียนทั้งสองคนขอนำเสนอข้อสังเกตเชิงเปรียบเทียบการใช้ภาษาแสดง ‘การประเมินคุณค่า’ (Appreciation) รูปแบบต่างๆ ที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลออสเตรเลียใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับวัคซีนโควิดกับประชาชนอย่างเป็นทางการ แถลงการณ์ของรัฐบาลที่เราหยิบยกมาพูดคุยกันในบทความนี้ล้วนเป็นเนื้อหาหลักของการสื่อสารด้านสาธารณสุข เช่น ประกาศหรือคำแนะนำจากทางการ ซึ่งนักการเมืองและสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มักนำไปอ้างอิงต่ออย่างกว้างขวาง ตัวอย่างของประเทศไทยที่เราหยิบยกมาใช้ในการวิเคราะห์คือแถลงการณ์คำแนะนำด้านสาธารณสุขจากหน่วยงานและบุคลากรของรัฐระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน 2564 ส่วนตัวอย่างของออสเตรเลียนั้นหยิบยกมาจากแถลงการณ์ต่อสาธารณะของกลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของรัฐบาลออสเตรเลีย (Australian Technical Advisory Group on Immunisation: ATAGI) เกี่ยวกับการใช้วัคซีน AstraZeneca และวัคซีน Pfizer ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมในปีเดียวกัน 

 

‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ของไทย

ประชาชนไทยเริ่มตื่นตัวกับโควิดตั้งแต่ตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกของประเทศที่เป็นผู้เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ในวันที่ 12 มกราคม 2563 อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้ความมั่นใจกับประชาชนอย่างหนักแน่นในวันที่ 25 มกราคม 2563 ว่าโควิดเป็นเพียงแค่ ‘โรคหวัดโรคหนึ่ง’ แต่ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน มหากาพย์แห่งการระบาดของโรคโควิดภายในประเทศไทยก็เริ่มต้นขึ้นจากการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 ตามด้วยการระบาดตามกลุ่มคลัสเตอร์ขนาดใหญ่อีกหลายระลอก

 

ในช่วงปีแรกของการระบาดในประเทศไทยในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนประกาศใช้ บุคคลในรัฐบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้มีอำนาจในการสั่งการต่างพยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนที่กำลังตื่นตระหนกจากโรคอุบัติใหม่นี้ผ่านกลวิธีการสื่อสารตามแนวทางของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ออกมาเน้นย้ำให้ประชาชนมั่นใจอีกครั้งในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ว่าประเทศไทยพร้อมรับมือกับการระบาดในครั้งนี้เพราะ ‘โควิดกระจอก’ ในช่วงเดียวกันนี้เองสื่อของรัฐบาลก็นำคำว่า ‘วัคซีน’ มาเล่นคำ เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ใช่วัคซีนในเชิงอุปมาว่าเป็น ‘เครื่องมือป้องกันโรค’ ที่ดียิ่งกว่าวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การใช้ช้อนกลาง หรือแม้กระทั่งการนำมาใช้ในเชิงนามธรรม เช่น ‘วัคซีนใจในชุมชน’ ที่หมายถึงมาตรการที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนร่วมมือร่วมใจกันในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาด

 

หน้ากากคือวัคซีนป้องกันโควิดที่ดีที่สุด (ศูนย์ข้อมูล COVID-19, 28 กันยายน 2563)

 

วัคซีนที่ดีที่สุดของประเทศตอนนี้คือ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ใช้ช้อนกลางส่วนตัว กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ (กรมอนามัย, 20 ธันวาคม 2563)

 

วาทกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางการระบาดอย่างหนักของโควิด และเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่รัฐบาลนานาประเทศต่างก็พยายามอย่างแข็งขันที่ระดมสรรพกำลังทั้งในเชิงงบประมาณและพลังการต่อรองทางการทูตเพื่อจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับประชาชนของตนได้ทันท่วงที วาทกรรมของรัฐบาลไทยที่พยายามทำให้คนเข้าใจว่าโควิดเป็นโรคที่ไม่ได้ร้ายแรงและไม่มีความจำเป็นต้องใช้วัคซีนอย่างเร่งด่วน รวมถึงการยกระดับคุณค่าให้สิ่งที่ไม่ใช่วัคซีนมีคุณค่ามากกว่าวัคซีนผ่านวาทกรรมเช่น ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชนชาวไทย ความไม่พอใจเหล่านี้เองที่ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ฝังใจว่ารัฐไทยมิได้ความจริงใจในการจัดหาวัคซีนที่เหมาะสมให้กับประชาชนมาตั้งแต่ต้น

 

รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนท่าทีมาสนับสนุนการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิดหลังจากที่วัคซีน Sinovac จำนวน 2 แสนโดส เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นล็อตแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 มีการออกประกาศเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของวัคซีนเชื้อตายเพื่อจูงใจให้คนเข้ารับการฉีดวัคซีน บุคลากรทางการแพทย์ที่มีตำแหน่งสำคัญหลายคน เช่น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) หรือ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างพร้อมใจกันออกแถลงการณ์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยืนยันความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนเชื้อตาย

 

เมื่อมองผ่านเลนส์ของกรอบการวิจัย ‘อะเพรเซิล’ (Appraisal) ดังที่กล่าวไปข้างต้นก็จะเห็นได้ว่า คำพูดของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลใช้ในการแถลงการณ์เพื่อให้ข้อมูลและชักจูงใจให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาที่การันตีคุณค่าในเชิงบวกของวัคซีน Sinovac ที่เพิ่งนำเข้ามาจากประเทศจีนในช่วงเวลานั้นในระดับสูงมาก เช่น การขอให้ประชาชน ‘มั่นใจ’ ในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย พร้อมทั้งฟันธงรับรองคุณสมบัติของวัคซีนว่าสามารถ ‘ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%’ และมี ‘ประสิทธิภาพไม่แตกต่าง’ จากวัคซีน Moderna หรือ Pfizer

 

“จะพบว่าไม่ว่าวัคซีนที่ใช้ในยุโรป อเมริกา หรือไทย ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% ไม่ว่าจะเป็น Sinovac หรือ AstraZeneca ก็ป้องกัน 100% แม้อเมริกันจะฉีดของ Moderna หรือ Pfizer แต่ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันเลย จึงขอให้มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้ในประเทศไทย”

 

ในขณะที่สื่อรายงานข่าวแทบทุกวันว่ามีผู้ที่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตทั้งจากโควิดและจากอาการข้างเคียงของวัคซีนที่ฉีดเป็นจำนวนมาก การใช้ภาษาแบบฟันธงเพื่อรับรองประสิทธิภาพของวัคซีนในระดับสูงเช่นนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังขาข้องใจกับข้อมูลทางการแพทย์ดังกล่าว และข้อกังขาเหล่านี้เองก็นำไปสู่ความเสี่ยงที่ลดทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากรัฐบาลและกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์เหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดแต่ละชนิดเริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมโลกในเวลาต่อมา

 

ในขณะเดียวกัน การกล่าวรับรองประสิทธิภาพของวัคซีนผ่านระดับการให้คุณค่าที่คลุมเครือจากรัฐบาลและกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล ก็ทำให้เกิดปัญหาในการตีความและสร้างความสับสนกับประชาชนได้ไม่น้อย เช่น นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมาแถลงกับประชาชนว่า ทั้งวัคซีน Sinovac และวัคซีน AstraZeneca ‘ถือเป็นวัคซีนที่ดี ใช้การได้’ และ ‘มีประสิทธิภาพพอสมควร’ การให้คุณค่าแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยไม่ระบุระดับความเสี่ยงที่แน่ชัดเช่นนี้ก็ทำให้ผู้ฟังตีความได้ว่าวัคซีนทั้งสองชนิดนี้เป็นวัคซีนที่ ‘พอใช้ได้’ และอาจจะลดระดับไปถึงขั้น ‘ไม่ดีพอ’ เมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดอื่นๆ

 

“วัคซีนที่ดี ณ เวลานี้ คือวัคซีนที่มาถึงแขนทุกท่านเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นวัคซีนที่ อย. ได้พิจารณาทบทวนคุณภาพความปลอดภัย ประสิทธิภาพแล้ว ขึ้นทะเบียนแล้ว ถือเป็นวัคซีนที่ดี ใช้การได้”

 

การสื่อสารที่สร้างความสับสนปนความสงสัยในความจริงใจของรัฐบาลมีขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเฉพาะหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ Sinovac เป็นวัคซีนหลักของประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปถึงปลายเดือนตุลาคม 2564 ประชาชนไทยได้รับข้อมูลและคำแนะนำทางการแพทย์ทั้งจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 (ศบค.) กรมควบคุมโรค และสื่อต่างๆ ของรัฐที่พร้อมใจกันนำเสนอข้อมูลด้านลบ (Negative Appreciation) ของการฉีดวัคซีนแบบ mRNA ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นประเทศไทยก็ยังไม่สามารถจัดหาวัคซีนประเภทนี้ให้ประชาชนได้เพราะปัญหาด้านการบริหารและการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล จนเกิดการล้อเลียนวาทกรรมของรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น ‘วัคซีนที่ดีคือวัคซีนที่ (ไทยไม่) มี’

 

 

ความสับสนจากวาทกรรมต่างๆ ที่รัฐบาลสร้างขึ้นตั้งแต่โควิดเริ่มระบาดไปจนถึงสถานการณ์และบริบททางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการทดสอบประสิทธิภาพการใช้วัคซีนที่แตกต่างกันในประเทศต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง การใช้วาทกรรมที่ผิดพลาดในการประเมินคุณค่าและความเสี่ยงของวัคซีนทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากสูญเสียความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการโควิดและการจัดหาวัคซีนที่เหมาะสมของรัฐบาล นอกจากนั้น การที่สื่อของรัฐพยายามเน้นย้ำคุณค่าในเชิงลบของวัคซีน mRNA ในช่วงที่ไทยยังจัดหาให้ประชาชนไม่ได้ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไทยบางส่วนเกิดความลังเลใจในการเข้ารับการฉีดวัคซีนชนิดนี้เมื่อวัคซีนมาถึง แม้ว่าผลการทดสอบในประเทศอื่นๆ จะบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าวัคซีน mRNA มีประสิทธิภาพดีกว่าวัคซีนเชื้อตายก็ตาม

 

การให้คุณค่าของวัคซีนที่ขัดแย้งกันเองในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงปัญหาในการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลที่ไม่สามารถทำได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ทำให้เกิดทัศนคติการจัดลำดับวัคซีนในการรับรู้ของประชาชนที่มีทั้ง ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ ‘วัคซีนที่พอใช้ได้’ และ ‘วัคซีนที่แย่’ การจัดลำดับวัคซีนเหล่านี้นำไปสู่ปรากฏการณ์การใช้ ‘วัคซีนสูตรไขว้’ เพื่อให้ร่างกายได้รับ ‘วัคซีนที่ดีที่สุด’ เท่าที่รัฐจะจัดหามาได้ในแต่ละช่วงเวลา จนสุดท้ายประชาชนชาวไทยก็ได้รับ ‘วัคซีนเต็มแขน’ ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเคยลั่นวาจาไว้

 

ว่าด้วยความสับสนจากแถลงการณ์ของรัฐบาลออสเตรเลีย

ในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมปี 2564 กลุ่มที่ปรึกษาด้านเทคนิคเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของรัฐบาลออสเตรเลีย หรือเรียกสั้นๆ ว่า ATAGI ได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับการใช้วัคซีนโควิด AstraZeneca และ Pfizer ออกมา 3 ฉบับ ฉบับแรกที่ประกาศในเดือนเมษายนเป็นคำแนะนำให้ใช้วัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ต่อมาในเดือนมิถุนายนได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 โดยปรับแก้อายุกลุ่มประชากรผู้รับวัคซีน AstraZeneca เพิ่มจาก 50 ปีขึ้นไป เป็น 60 ปีขึ้นไป โดยประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปีทุกคนให้ใช้วัคซีน Pfizer แทน ส่วนแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายที่ออกมาในเดือนกรกฎาคมถือเป็นฉบับที่พลิกคำแนะนำที่เคยให้ไว้ใน 2 ฉบับก่อนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยแนะนำให้กลุ่มประชากรผู้ใหญ่ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในรัฐนิวเซาท์เวลส์สามารถเลือกฉีดวัคซีนได้ทั้ง AstraZeneca และ Pfizer เนื่องจากการระบาดที่รุนแรงขึ้นของโควิด

 

 

ในประกาศฉบับแรกของ ATAGI ที่กำหนดอายุผู้รับวัคซีน AstraZeneca ไว้ที่กลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จะเห็นวิธีการใช้คำที่ประเมินคุณค่าในเชิงลบ (Negative Appreciation) ของการติดเชื้อโควิดในกลุ่มประชากรสูงอายุพร้อมๆ กับการยกระดับคุณค่าในเชิงบวก (Positive Appreciation) ของการได้รับวัคซีน AstraZeneca เพื่อชักจูงใจให้ประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนดังกล่าว

 

This recommendation is based on the increasing risk of severe outcomes from COVID-19 in older adults (and hence a higher benefit from vaccination)…

 

คำแนะนำนี้อิงจากความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดผลตามมาที่รุนแรงจากโควิดในผู้สูงอายุ (ดังนั้นประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนก็มีมากยิ่งขึ้น)

 

ในทางตรงกันข้าม เมื่อสื่อสารกับกลุ่มประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี รัฐบาลกลับมุ่งเน้นการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงจากวัคซีน AstraZeneca มากกว่าเรื่องความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด ซึ่งนำไปสู่การประเมินคุณค่าในทางลบ (Negative Appreciation) ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca สำหรับประชากรกลุ่มนี้

 

…and a potentially increased risk of thrombosis with thrombocytopenia following AstraZeneca vaccine in those under 50 years

 

…และอาจมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) และภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ในประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี หลังจากได้รับวัคซีน AstraZeneca 

 

จุดที่น่าสนใจก็คือ แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่กลุ่มประชากรอายุต่ำกว่า 50 ปีอาจจะได้รับจากวัคซีน AstraZeneca และไม่ได้กล่าวถึงผลข้างเคียงจากวัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ข้อมูลดังกล่าวนี้เองที่อาจจะมีส่วนทำให้ประชาชนบางกลุ่มเชื่อว่าการประเมินคุณค่าทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเกี่ยวกับวัคซีน AstraZeneca ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอายุประชากรนั้นๆ จะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง ในเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะตั้งข้อเสนอแนะว่า หากเราต้องรับมือกับโรคระบาดกันอีกครั้ง รัฐบาลควรเน้นย้ำให้ประชาชนเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลอดทุกขั้นตอนที่สื่อสารกับสาธารณะ ตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารเช่นนี้เห็นได้จากประกาศเดียวกันจากทาง ATAGI ในช่วงระยะหลังๆ ซึ่งระบุข้อความว่า ‘อาจมีการปรับปรุงแก้ไขคำแนะนำเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม’

 

ตัวอย่างบางส่วนของแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ที่ยกมาด้านล่างนี้ทำให้เห็นว่าทาง ATAGI ยังคงเน้นให้เกิดการประเมินคุณค่าในเชิงบวกต่อประโยชน์ของการได้รับวัคซีนโควิดในประชากรสูงอายุอยู่ อย่างไรก็ดี แถลงการณ์นี้เน้นการประเมินคุณค่าในเชิงลบต่อวัคซีน AstraZeneca ในผู้ป่วยกลุ่มอายุ 50-59 ปีมากขึ้นกว่าฉบับแรก ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้คำแนะนำเรื่องการใช้วัคซีน AstraZeneca ที่เพิ่งปรับแก้ไปฟังดูสมเหตุสมผลมากขึ้น เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าในแถลงการณ์นี้มีการระบุระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้นที่เพิ่งค้นพบจากการรับวัคซีน AstraZeneca ของกลุ่มอายุ 50-59 ปี

 

The recommendation is revised due to a higher risk and observed severity of thrombosis and thrombocytopenia syndrome (TTS) related to the use of AstraZeneca COVID-19 vaccine observed in Australia in the 50-59 year old age group than reported internationally and initially estimated in Australia.

 

คำแนะนำนี้ได้รับการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากความเสี่ยงและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดกลุ่มโรคลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombosis and Thrombocytopenia Syndrome: TTS) อันเกี่ยวข้องกับการใช้วัคซีน AstraZeneca ที่พบในประเทศออสเตรเลียในกลุ่มประชากรอายุ 50-59 ปี เพิ่มขึ้นจากที่มีการรายงานในประเทศอื่นๆ และการคาดการณ์ในเบื้องต้นในออสเตรเลีย

 

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุถึงความเสี่ยงจากการได้รับวัคซีน AstraZeneca ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปีไว้แต่อย่างใด ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าจุดประสงค์ของแถลงการณ์ฉบับนี้คือการให้กลุ่มประชากรอายุระหว่าง 50-59 ปีไม่เลือกรับวัคซีน AstraZeneca ตามคำแนะนำก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ยังคงมีการส่งเสริมให้ใช้วัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มแรกและไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ รัฐบาลใช้วิธีการสื่อสารด้วยการลดระดับความเสี่ยงของการได้รับวัคซีน AstraZeneca สำหรับทุกช่วงอายุ

 

This is supported by data indicating a substantially lower rate of TTS following a second COVID-19 Vaccine AstraZeneca dose in the United Kingdom (UK).

 

หลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวนี้มาจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ในสหราชอาณาจักร อัตราการเกิดโรคลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ (TTS) ลดลงอย่างมากหลังได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2 

 

การเลือกใช้คำขยายเชิงปริมาณที่คลุมเครือ เช่น คำว่า ‘สูงกว่า’ หรือ อัตราที่ ‘ลดลงอย่างมาก’ เมื่อต้องการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงจากการใช้วัคซีน AstraZeneca นั้น น่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เป็นตัวการทำให้ประชาชนสับสนและลังเลใจมากขึ้นในการเลือกรับวัคซีน AstraZeneca เพราะการใช้คำขยายเชิงปริมาณที่คลุมเครือเช่นนี้ เป็นการอ้างอิงจากความคิดเห็นซึ่งทำให้เกิดการตีความได้หลายแบบ เช่น คนอาจตีความคำว่า ‘ความเสี่ยงที่ต่ำกว่า’ หรือ ‘ความเสี่ยงที่สูงกว่า’ แตกต่างกันไปตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนจะยอมรับได้ ดังนั้น ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับโรคระบาดในอนาคต ควรพิจารณาให้ข้อมูลด้านสถิติแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อนิยามระดับของความเสี่ยงต่างๆ ให้ชัดเจน แม้ว่ารายละเอียดของข้อมูลที่ทางการใช้ประกอบการตัดสินใจจะปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของประกาศจากทาง ATAGI แต่ก็น่าเสียดายว่าแทบจะไม่มีการเน้นสื่อสารข้อมูลเหล่านี้เลยในการแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน   

 

ในแถลงการณ์ของ ATAGI ฉบับที่ 3 เราพบการใช้รูปแบบการสื่อสารใหม่ๆ หลายอย่างในการประเมินคุณค่าของวัคซีน ข้อมูลต่างๆ ที่พบในแถลงการณ์ฉบับนี้มีความแตกต่างจากแถลงการณ์ 2 ฉบับก่อนอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ แถลงการณ์ฉบับนี้มุ่งเน้นเรื่องประโยชน์ของการฉีดวัคซีนในช่วงโรคระบาด (Positive Appreciation) อย่างเดียว โดยไม่ได้ระบุผลข้างเคียงใดๆ (Negative Appreciation) พูดง่ายๆ ว่าในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนยี่ห้อใดก็ตาม ทั้งวัคซีน AstraZeneca และอื่นๆ ถือเป็น ‘วัคซีนที่ดี’ อย่างไม่มีข้อกังขา แถลงการณ์ฉบับนี้ยังเน้นปัจจัยด้านเวลาผ่านการใช้คำว่า ‘bring forward’ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้นด้วย

 

…consider getting vaccinated with any available vaccine including COVID-19 Vaccine AstraZeneca (…) can receive the second dose of the AstraZeneca vaccine 4 to 8 weeks after the first dose (…) to bring forward optimal protection.

 

…ให้พิจารณารับวัคซีนใดก็ตามที่มีอยู่ รวมทั้งวัคซีนโควิด AstraZeneca ด้วย (…) สามารถรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 ในระยะเวลา 4-8 สัปดาห์หลังจากเข็มแรก (…) เพื่อให้เกิดความคุ้มกันสูงสุดเร็วยิ่งขึ้น

 

นอกจากนั้น เรายังได้เห็นการปรับขอบเขตการประเมินคุณค่าในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉีดวัคซีนให้กว้างขึ้น นอกจากปัจจัยด้านอายุที่ครอบคลุมผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 18 ปีทุกคนแล้วยังครอบคลุมไปถึงปัจจัยเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยในซิดนีย์ด้วย

 

All individuals aged 18 years and above in greater Sydney, including adults under 60 years of age, should strongly consider…

 

ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตซิดนีย์และปริมณฑล รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี ควรอย่างยิ่งที่จะพิจารณา…

 

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ที่เราไม่เคยเห็นในแถลงการณ์ฉบับก่อนๆ เลยก็คือ การสื่อสารข้อมูลเรื่องจำนวนของวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามาได้ รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลที่อาจจะเป็นลบกับภาพลักษณ์ในการบริหารงานของตัวเอง โดยเฉพาะการแจ้งข้อจำกัดเรื่องจำนวนของวัคซีน Pfizer ที่มีไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในขณะนั้นเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนผู้ใหญ่ในทุกช่วงอายุหันมาพิจารณาถึงประโยชน์ในการรับวัคซีน AstraZeneca อย่างทันท่วงที เพื่อแลกกับความเสี่ยงในการติดโควิดถ้าต้องรอรับการฉีดวัคซีน Pfizer ที่ยังมาไม่ถึง

 

This is on the basis of the increasing risk of COVID-19 and ongoing constraints of Comirnaty (Pfizer) supplies.

 

คำแนะนำนี้อิงจากความเสี่ยงของโควิดที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดอย่างต่อเนื่องในด้านเสบียงวัคซีน Comirnaty (Pfizer) ที่มี

 

จะเห็นได้ว่าการประเมินคุณค่าของวัคซีน AstraZeneca ในแถลงการณ์ฉบับสุดท้ายเมื่อเทียบกับแถลงการณ์ 2 ฉบับก่อนหน้าของ ATAGI แสดงข้อมูลที่แตกต่างกันมากจนประชาชนไม่สามารถปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca จากวัคซีนที่ดู ‘แย่’ ไปเป็นภาพลักษณ์ของวัคซีนที่ดู ‘ดี’ ได้ตามประสงค์ของรัฐบาล แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายของรัฐบาลพยายามกระตุ้นให้คนหันไปสนใจประโยชน์ที่จะได้จาก ‘การปกป้องตนเองแต่เนิ่นๆ’ จากการฉีดวัคซีน AstraZeneca จากที่แถลงการณ์ก่อนหน้านี้เคยมุ่งความสนใจไปที่เรื่องผลข้างเคียง ‘ที่รุนแรงแต่เกิดขึ้นได้น้อย’ ของวัคซีน AstraZeneca มากกว่า นอกจากนี้ แถลงการณ์ฉบับสุดท้ายยังขอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกฉีดวัคซีนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านจำนวนของวัคซีน Pfizer ที่รัฐหามาได้อย่างจำกัด ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความสามารถในการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล มากกว่าที่จะคล้อยตามรัฐบาลในเรื่องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่มีต่อวัคซีน AstraZeneca

 

 

บทเรียนของการสื่อสารด้านสุขภาพ

การสื่อสารด้านสุขภาพจากรัฐถึงประชาชนอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลทางการแพทย์เป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคน เมื่อปักใจเชื่ออะไรแล้วก็มักจะเชื่อเช่นนั้นไปตลอด ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดได้ง่ายๆ การสื่อสารกับสาธารณะจึงต้องพูดถึงความเสี่ยงและผลประโยชน์ในเชิงสุขภาพที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เน้นการให้ข้อมูลอย่างสมดุลไม่เทเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ในระยะสั้นๆ และมีตัวอย่างประกอบให้เห็นได้ชัดเจน พร้อมทั้งเน้นย้ำอย่างต่อเนื่องถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อแนะนำต่างๆ ในช่วงโรคระบาดเป็นข้อแนะนำชั่วคราวที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ท้ายที่สุดแล้ว การแสวงหาวิธีการปกป้องชุมชนท้องถิ่นและชุมชนโลกในวิกฤตโรคระบาดเช่นนี้ไม่ได้จบลงที่การคิดค้นวิธีรักษา หากแต่การค้นหาวิธีรักษา เช่น การผลิตวัคซีน เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ก็คือ ‘วัคซีนที่ดี’ ต้องเกิดจาก ‘วิทยาศาสตร์ที่ดี’ และย่อมต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วย ‘การสื่อสารที่ดี’ 

 

อ้างอิง: 

The post ภาพลักษณ์ของวัคซีน: บทเรียนราคาแพงของการสื่อสารด้านสุขภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เปิดให้บริการฉีดวัคซีนโควิดนักท่องเที่ยวต่างชาติ AstraZeneca 800 บาทต่อเข็ม ส่วน Pfizer 1,000 บาทต่อเข็ม คนไทยฉีดฟรี https://thestandard.co/covid-vaccination-service-tourists/ Thu, 26 Jan 2023 10:57:14 +0000 https://thestandard.co/?p=742389

วันนี้ (26 มกราคม) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบค […]

The post สธ. เปิดให้บริการฉีดวัคซีนโควิดนักท่องเที่ยวต่างชาติ AstraZeneca 800 บาทต่อเข็ม ส่วน Pfizer 1,000 บาทต่อเข็ม คนไทยฉีดฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 มกราคม) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยบริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดให้บริการแล้วหลายแห่ง

 

สำหรับในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศูนย์การแพทย์บางรัก, สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.), สถาบันโรคผิวหนัง, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี รวมถึงในจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต และสงขลา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติค่อนข้างดี

 

มีอัตราค่าบริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นค่าบริการวัคซีน AstraZeneca 800 บาทต่อเข็ม และ Pfizer 1,000 บาทต่อเข็ม และมีค่าบริการทางการแพทย์อีก 380 บาท

 

สำหรับในจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ทยอยแจ้งความจำนงขอเป็นจุดบริการฉีด ขณะนี้กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อหน่วยบริการซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 100 แห่ง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และวางแผนในการจัดสรรและจัดส่งวัคซีน

 

ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยบริการจัดทำทะเบียนการเก็บข้อมูลรายได้จากค่าบริการให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานต้นสังกัดและกระทรวงการคลัง เพื่อการตรวจสอบที่โปร่งใส

 

นพ.ธเรศกล่าวต่ออีกว่า สำหรับการเปิดจุดบริการฉีดของภาคเอกชนนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเตรียมแนวทางและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากต้องมีการวางแผนเรื่องแนวทางปฏิบัติและการกำกับติดตามที่แตกต่างจากโรงพยาบาลรัฐ เช่น การทำข้อตกลง กระบวนการส่งคืนเงินค่าวัคซีน

 

ระหว่างนี้หน่วยงานภาคเอกชนที่ต้องการเป็นจุดบริการฉีดวัคซีนสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สามารถทำหนังสือแสดงความจำนงมาได้ที่กรมควบคุมโรค และหากแนวทางการปฏิบัติมีความชัดเจน กรมควบคุมโรคจะมีการนัดประชุมเพื่อชี้แจงแนวทางและนัดหมายเพื่อลงนามข้อตกลงต่อไป

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขมีวัคซีนเพียงพอ และขอให้ทุกหน่วยบริการที่เป็นจุดฉีดวัคซีนสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะต้องมีการให้บริการฉีดวัคซีนคนไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายควบคู่กันไปด้วย

The post สธ. เปิดให้บริการฉีดวัคซีนโควิดนักท่องเที่ยวต่างชาติ AstraZeneca 800 บาทต่อเข็ม ส่วน Pfizer 1,000 บาทต่อเข็ม คนไทยฉีดฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก AstraZeneca ยักษ์ใหญ่ด้านชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลก ที่ไม่ได้มีแค่วัคซีนโควิด-19 แต่มุ่งดูแลสุขภาพคนไทยมาแล้วกว่า 40 ปี https://thestandard.co/know-astrazeneca/ Fri, 11 Nov 2022 09:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=704517

ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในช่วงเกือบ 3 ป […]

The post รู้จัก AstraZeneca ยักษ์ใหญ่ด้านชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลก ที่ไม่ได้มีแค่วัคซีนโควิด-19 แต่มุ่งดูแลสุขภาพคนไทยมาแล้วกว่า 40 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกับ AstraZeneca ในฐานะผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 สัญชาติอังกฤษ ซึ่งเลือกประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำหรับส่งมอบวัคซีนแก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกลุ่มคนไม่มากนักที่รู้ว่า นอกจากการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 AstraZeneca ยังเป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ หรือผู้พัฒนานวัตกรรมยาชั้นนำในระดับโลก ที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

ที่ผ่านมาชื่อ AstraZeneca อาจเป็นที่คุ้นเคยแค่ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ แต่สำหรับคนทั่วไปอาจไม่ทราบว่า AstraZeneca ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยรวมแล้วกว่า 40 ปี โดยได้นำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาต่อยอดและพัฒนาการดูแลสุขภาพของประชาชน ทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงระบบดูแลสุขภาพ การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคและปัญหาสุขภาพ ตลอดจนยกระดับประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น และพัฒนานวัตกรรมยาให้กับผู้ป่วย ผ่านความร่วมมือกับหลายองค์กรพันธมิตร ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 

 

วันนี้ THE STANDARD จะพาไปทำความรู้จักกับ AstraZeneca และเป้าหมายการดำเนินงาน ภายใต้แคมเปญล่าสุดที่ชื่อว่า ‘Making Health Happen’ เพื่อช่วยในการดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างยั่งยืน 

 

เครือข่ายบริษัทยาระดับโลก มุ่งพัฒนาโครงการดูแลสุขภาพคนไทยมากว่า 40 ปี

 

 

  • AstraZeneca เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 จากการควบรวมกิจการของ Astra AB บริษัทยาเก่าแก่ของสวีเดน และ Zeneca Group บริษัทยาของสหราชอาณาจักร โดยปัจจุบันมีจำนวนพนักงานรวมกว่า 80,000 คน และมีสำนักงานและห้องทดลองตั้งอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร 

 

  • ในปี 1983 AstraZeneca ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยนับตั้งแต่สมัยยังเป็น Astra AB ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด (AstraZeneca Thailand) ภายหลังการควบรวมกิจการ 

 

  • ปัจจุบัน AstraZeneca มีพนักงานในไทยกว่า 330 คน โดยมีมูลค่าการลงทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาในไทยกว่า 1 พันล้านบาท

 

  • เป้าหมายการดำเนินงานของ AstraZeneca คือการสนับสนุนการเข้าถึงยาและนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย และส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางด้านความยั่งยืน 3 ประการ คือ 

 

  1. การเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพ
  2. การดูแลใส่ใจสิ่งแวดล้อม
  3. การส่งเสริมจริยธรรมและความโปร่งใส

 

วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ ตั้งเป้าเป็นผู้นำรักษา 4 กลุ่มโรค

 

 

  • ที่ผ่านมา AstraZeneca มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์และสนับสนุนการเข้าถึงนวัตกรรมยา เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ผ่านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งเน้นไปที่ 4 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ 

 

  1. กลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจ ไตและเมแทบอลิซึม (CVRM) 
  2. กลุ่มโรคมะเร็งวิทยา (Oncology)
  3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบภูมิคุ้มกัน วัคซีน และภูมิคุ้มกันบำบัด (Respiratory, Immunology, Vaccines and Immune Therapies: RIVIT) ซึ่งรวมถึงวัคซีนโควิด-19 
  4. กลุ่มโรคหายาก

 

  • ทั้งนี้ หากไม่นับรวมวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาของ AstraZeneca มากกว่า 1 ล้านคนในแต่ละปี

 

  • นอกจากนี้ AstraZeneca ยังได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ที่เป็นมากกว่าการรักษา โดยมุ่งมั่นยกระดับระบบสาธารณสุขให้มีความยั่งยืน รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคและปัญหาสุขภาพในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) 

 

FYI: สำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ถือเป็นปัญหาสุขภาพอันดับ 1 ของไทยและของโลก โดยเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค และไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้  ซึ่งข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่าปัจจัยการเกิดโรคนั้นเกิดได้ทั้งจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การรับประทานอาหารรสหวาน เค็มจัด หรืออาหารที่มีไขมันสูง การขาดการออกกำลังกาย การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยมีโรคยอดนิยม เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง ซึ่งอาการของโรคกลุ่มนี้จะมีการดำเนินโรคอย่างช้าๆ ค่อยๆ สะสมอาการทีละนิดโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ทำให้การตรวจสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจะช่วยให้สามารถตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้

 

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกกว่า 41 ล้านคนต่อปี เทียบได้กับ 74% ของอัตราการเสียชีวิตทั่วโลก โดยในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ก่อนอายุ 70 ปี ราว 17 ล้านคน โดยในไทยนั้น 4 โรคหลักในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คร่าชีวิตคนไทยถึงปีละกว่า 400,000 คน หรือกว่า 74% ของอัตราการเสียชีวิตในประเทศทั้งหมด

 

จับมือพันธมิตร ภาครัฐ-เอกชน ร่วมมือขับเคลื่อนสาธารณสุขไทย

 

 

ภายใต้แนวทางด้านความยั่งยืน AstraZeneca ยังได้พัฒนาโครงการต่างๆ และประสานงานร่วมกับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น

 

  • โครงการ ‘Healthy Lung’ ซึ่งเป็นโครงการมุ่งสร้างการตระหนักรู้ สนับสนุนการเข้าถึงการวินิฉัยและการรักษาโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาพปอดที่แข็งแรง

 

  • โครงการ ‘The Lung Ambition Alliance’ เป็นความร่วมมือระหว่างภาคีพันธมิตรระดับนานาชาติร่วมกัน 4 องค์กร ใน 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย เพื่อศึกษาทำความเข้าใจถึงวิวัฒนาการของโรค พัฒนาเทคนิคระดับก้าวหน้าเพื่อการดูแลรักษาโรคมะเร็งปอด และส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

 

  • โครงการ ‘Young Health Programme’ เป็นโครงการปลูกฝังองค์ความรู้การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและปัญหาสุขภาพ ให้กับเยาวชนอายุ 10-24 ปี ใน 24 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย โดยการสร้างผู้นำในกลุ่ม เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชน

 

  • โครงการ ‘คุยเรื่องไต ไขความจริง’ เป็นโครงการให้ความรู้และไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคไตสำหรับประชาชน ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น เพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ 

 

  • โครงการ ‘ตรวจไว สู้ภัยมะเร็งปอด’ ที่นำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจหาโรคมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น

 

  • โครงการ ‘SEARCH’ เป็นโครงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง (CKD) ในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ด้วยการตรวจหาระดับอัลบูมินในปัสสาวะ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมคุณภาพการบริการ การป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของไต และยืดระยะเวลาการบำบัดทดแทนไต

 

  • โครงการสนับสนุนการเข้าถึงยา ‘AZPAP – Patient Affordability Programme’ เป็นโครงการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และสนับสนุนการเข้าถึงนวัตกรรมยาให้กับผู้ป่วยในไทย

 

แคมเปญ ‘Making Health Happen’ ใช้วิทยาศาสตร์ดูแลสุขภาพคนไทยอย่างยั่งยืน

 

 

ล่าสุด AstraZeneca ยังมีแคมเปญชื่อว่า ‘Making Health Happen’ เพื่อเป็นการสร้างรากฐานและพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนภายในประเทศ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการยกระดับประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมและบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น

 

โดยองค์ประกอบของแคมเปญ ‘Making Health Happen’ จะประกอบไปด้วยการดูแลสุขภาพในด้านต่างๆ ได้แก่

 

  • ประชาชน (People) – ค้นคว้าและคิดค้นนวัตกรรมยาและโซลูชันต่างๆ ที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วย พร้อมกับส่งเสริมการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคและปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น

 

  • ชุมชน (Society) – ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในการยกระดับระบบสาธารณสุขให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้มากขึ้น และสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น และการรักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น เพื่อพัฒนาและขยายโซลูชันด้านสุขภาพในวงกว้าง จนก่อให้เกิดสังคมที่มีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน

 

  • โลก (Planet) – Ambition Zero Carbon โครงการด้านความยั่งยืนหลักของบริษัท ในการผลักดันบริษัทสาขาต่างๆ ทั่วโลกร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2025

 

วิกฤตโควิด-19 ตอกย้ำคุณค่านวัตกรรมเพื่อสุขภาพ

 

 

  • สำหรับในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาที่แสดงให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมยาและนวัตกรรมด้านสุขภาพ 

 

  • โดย เจมส์ ทีก (James Teague) ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าแห่งการค้นพบนวัตกรรมเพื่อสุขภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” 

 

“AstraZeneca มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความก้าวหน้าด้านวัคซีนของโลก ขณะเดียวกันก็พบว่าความท้าทายด้านสุขภาพอื่นๆ ก็ไม่ได้มีความสำคัญลดน้อยลง ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่เคยหยุดขยายขีดความสามารถของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนายาและโซลูชันต่างๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วย ยกระดับระบบการดูแลสุขภาพ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีแก่สังคมทั่วโลก” 

 

  • ขณะที่เทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรักษาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 

 

  • ปัจจุบัน AstraZeneca มีโครงการมากกว่า 700 โครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างเครือข่ายทั่วโลก เพื่อยกระดับนวัตกรรมการดูแลและรักษาสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง 

 

  • โดยในประเทศไทย AstraZeneca ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถและการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในการช่วยอำนวยความสะดวกต่อการให้บริการด้านสาธารณสุขในประเทศไทย

 

  • และด้วยเครือข่าย ‘Health Innovation Hubs’ ของ AstraZeneca ทั่วโลก จึงทำให้มีการเชื่อมประสานและต่อยอดข้อมูลที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วย ยา เทคโนโลยี บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก AstraZeneca ยักษ์ใหญ่ด้านชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลก ที่ไม่ได้มีแค่วัคซีนโควิด-19 แต่มุ่งดูแลสุขภาพคนไทยมาแล้วกว่า 40 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. เผย ฉีดวัคซีน AstraZeneca, Pfizer หรือ Moderna เป็นเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3-4 ล้วนให้ประสิทธิผลใกล้เคียงกัน https://thestandard.co/moph-unveiled-astrazeneca-pfizer-moderna-resulted-equally/ Wed, 20 Jul 2022 11:28:08 +0000 https://thestandard.co/?p=656534 โสภณ เอี่ยมศิริถาวร

วันนี้ (20 กรกฎาคม) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรม […]

The post สธ. เผย ฉีดวัคซีน AstraZeneca, Pfizer หรือ Moderna เป็นเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3-4 ล้วนให้ประสิทธิผลใกล้เคียงกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โสภณ เอี่ยมศิริถาวร

วันนี้ (20 กรกฎาคม) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผลการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนป้องกันโรคโควิดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยทีมวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ศ.นพ.ดร.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ร่วมกับสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 พบว่า การฉีดวัคซีน AstraZeneca, Pfizer หรือ Moderna เป็นเข็มกระตุ้นเข็มที่ 4 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสูตรไขว้ (Heterologous Booster Vaccination) จะมีประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์โอมิครอนได้สูงถึงร้อยละ 73, ร้อยละ 71 และร้อยละ 71 ตามลำดับ ซึ่งระดับประสิทธิผลนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ได้รับวัคซีนเพียง 3 เข็ม

 

โดยผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มกระตุ้นเข็มที่ 4 ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนชนิด mRNA หรือไวรัสเป็นตัวนำ มีประสิทธิผลไม่ต่างกันในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ในประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่ม 608

 

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มจะช่วยป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิตจากสายพันธุ์โอมิครอนได้สูงถึงร้อยละ 96 ในกลุ่มอายุ 18-59 ปี และร้อยละ 97 ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ดังนั้น กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 7 กลุ่มโรคเสี่ยง รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากที่สุด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการป่วยหนักและเสียชีวิต ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้ลูกหลานพาผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอีกประมาณ 2 ล้านคน ตลอดจนผู้ได้รับวัคซีน 2 เข็มแล้วนานกว่า 4 เดือน แต่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 ให้รีบมารับวัคซีนเข็มกระตุ้นโดยเร็ว เพราะว่า 2 กลุ่มนี้ยังพบผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากโควิดในทุกวันนี้

The post สธ. เผย ฉีดวัคซีน AstraZeneca, Pfizer หรือ Moderna เป็นเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3-4 ล้วนให้ประสิทธิผลใกล้เคียงกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินลงนามจัดหาแอนติบอดีสำเร็จรูปจำนวน 2.5 แสนโดส กับ AstraZeneca ใช้ดูแลป้องกันโควิดในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ https://thestandard.co/anutin-signed-to-supply-ready-made-antibodies-with-astrazeneca/ Wed, 06 Jul 2022 03:43:55 +0000 https://thestandard.co/?p=650637 อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (6 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ […]

The post อนุทินลงนามจัดหาแอนติบอดีสำเร็จรูปจำนวน 2.5 แสนโดส กับ AstraZeneca ใช้ดูแลป้องกันโควิดในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (6 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาจัดหาแอนติบอดีสำเร็จรูป แบบ Long Acting Antibody (LAAB) เพื่อการป้องกันโควิด ระหว่าง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และ เจมส์ ทีก ประธานบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

 

อนุทินกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ลงนามจัดหาวัคซีนป้องกันโควิดของ AstraZeneca ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์ เพื่อเข้ามาสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนในประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีประชากรบางกลุ่มที่รับวัคซีนแล้วร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี หรือภูมิคุ้มกันตกลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิดแล้วป่วยอาการหนักและเสียชีวิตได้ ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือปลูกถ่ายไขกระดูกและได้รับยากดภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีการเสียชีวิตจากโรคโควิดทุกวัน ดังนั้นศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการจัดหาแอนตีบอดีสำเร็จรูป แบบ Long Acting Antibody (LAAB) มาใช้ในการดูแลกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เพื่อป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตจากโควิด 

 

สำหรับ LAAB เป็นแอนติบอดีที่ออกฤทธิ์ยาว มีส่วนประกอบ 2 ชนิด คือ Tixagevimab 150 มิลลิกรัม และ Cilgavimab 150 มิลลิกรัม ผ่านการรับรองใช้แบบในภาวะฉุกเฉินที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษแล้ว ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้ในภาวะฉุกเฉินเช่นกันเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 มีข้อบ่งใช้ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักตัวไม่น้อยกว่า 40 กิโลกรัม โดยให้ก่อนการสัมผัสโรค ด้วยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 6 เดือน มีประสิทธิผลร้อยละ 83 ในการลดความเสี่ยงอาการรุนแรงของโควิด และจากการศึกษาพบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์

 

“การลงนามในครั้งนี้จะจัดหาแอนตีบอดีสำเร็จรูป หรือ LAAB เข้ามาจำนวนกว่า 2.5 แสนโดส โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการจัดหาเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการลงนามขอปรับสัญญากับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเปลี่ยนวัคซีน AstraZeneca บางส่วนมาเป็น LAAB ภายในกรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ซึ่งทำให้เรามีทั้งวัคซีนและแอนตีบอดีสำเร็จรูปมาดูแลประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น” อนุทินกล่าว

The post อนุทินลงนามจัดหาแอนติบอดีสำเร็จรูปจำนวน 2.5 แสนโดส กับ AstraZeneca ใช้ดูแลป้องกันโควิดในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชัชชาติ’ รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 5 ขอเป็นพรีเซ็นเตอร์ชวนประชาชนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น https://thestandard.co/chadchart-getting-5th-coronavirus-vaccine/ Mon, 27 Jun 2022 11:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=647141 วัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 5

วันนี้ (27 มิถุนายน) ที่ศูนย์ฉีดวัคซีน อาคารกีฬาเวสน์ 1 […]

The post ‘ชัชชาติ’ รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 5 ขอเป็นพรีเซ็นเตอร์ชวนประชาชนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 5

วันนี้ (27 มิถุนายน) ที่ศูนย์ฉีดวัคซีน อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) เข้ารับวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่ 5 เป็นเข็มกระตุ้น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนมารับวัคซีนตามกำหนดระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ

 

ชัชชาติกล่าวว่า สำหรับตนเองวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 4 ที่ได้รับไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ถือว่าทิ้งช่วงมาพอสมควรแล้ว และด้วยการปฏิบัติงานที่ต้องลงพื้นที่เจอกับผู้คนจำนวนมาก แพทย์จึงแนะนำให้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพิ่ม ซึ่งวันนี้ได้รับวัคซีนยี่ห้อ Moderna

 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนที่รับวัคซีนเข็มล่าสุดไปแล้วช่วง 4-6 เดือนตามกำหนด ให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ศูนย์ฉีดวัคซีนใกล้บ้าน สำหรับตนที่เลือกมาที่ศูนย์ดินแดง เพราะเสร็จจากภารกิจการประชุมที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ก็สามารถเดินทางมาได้ง่าย โดยวันนี้เป็นการ Walk-in ไม่ได้จองคิว ซึ่งจะเห็นว่าไม่ต้องรอคิว ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ได้รับวัคซีนเลย สะดวกและง่าย

 

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้พบปัญหาว่าประชาชนไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้นจำนวนน้อยกว่าที่ควร วันนี้จึงขอทำหน้าที่พรีเซ็นเตอร์เชิญชวนให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้น แม้จะไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อแต่ก็จะช่วยไม่ให้อาการหลังรับเชื้อรุนแรง 

 

ทั้งนี้ ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่จะเริ่มฉีดวัคซีน ผู้สื่อข่าวถามว่ากลัวเข็มหรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า ถ้าเราไม่มองก็จะไม่กลัว ซึ่งชัชชาติได้ถามอาการข้างเคียงกับเจ้าหน้าที่ที่จะฉีดวัคซีนให้ พร้อมแซวเจ้าหน้าที่ว่าพลาสเตอร์ที่จะเอามาแปะให้เป็นรูปแมวน้ำ เหมาะกับตัวเองมากๆ

 

สำหรับศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดทั้งแบบ Walk-in และจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน QueQ สำหรับประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยให้บริการวัคซีน Sinovac, AstraZeneca, Pfizer และ Moderna

 

The post ‘ชัชชาติ’ รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 5 ขอเป็นพรีเซ็นเตอร์ชวนประชาชนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เคาะ ลดการจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca เหลือ 35.4 ล้านโดส จากเดิม 60 ล้านโดส เพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป https://thestandard.co/cabinet-approves-reduction-of-astrazeneca-vaccine-purchase/ Tue, 21 Jun 2022 09:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=644584 AstraZeneca

วันนี้ (21 มิถุนายน) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนาย […]

The post ครม. เคาะ ลดการจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca เหลือ 35.4 ล้านโดส จากเดิม 60 ล้านโดส เพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
AstraZeneca

วันนี้ (21 มิถุนายน) ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสาระสำคัญของการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิดสำหรับบริการประชากรในประเทศไทยจำนวน 60 ล้านโดส ในปี 2565 โดยปรับลดการจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca จากเดิม 60 ล้านโดส กรอบวงเงิน 18,762.5160 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca จำนวน 35.4 ล้านโดส กรอบวงเงิน 11,069.8845 ล้านบาท  

 

และเพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Antibody: LAAB) จำนวน 257,500 โดส กรอบวงเงิน 7,569.2228 ล้านบาท ซึ่งทำให้กรอบวงเงินโดยรวมของโครงการปรับลดไป 123.41 ล้านบาท จากกรอบวงเงินเดิม 18,762.5160 ล้านบาท เหลือ 18,639.1073 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการจากเดือนกันยายน 2565 เป็นเดือนธันวาคม 2565 โดยให้กรมควบคุมโรคบริหารการจัดการและการกระจายวัคซีนโควิดอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เพียงพอสำหรับประชาชนภายในประเทศและไม่เหลือทิ้ง

 

“ในปี 2565 นี้ ประชากรในประเทศมีความต้องการวัคซีนโควิดลดลง ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิดมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีวัคซีนที่ได้รับบริจาคจากต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้วัคซีนสำรองในประเทศเพียงพอ กรมควบคุมโรคจึงพิจารณาปรับแผนการจัดซื้อวัคซีนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยปรับลดจำนวนวัคซีน AstraZeneca จาก 60 ล้านโดสเป็น 35.4 ล้านโดส  

 

“ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 บริษัทได้ส่งมอบวัคซีนแล้วจำนวน 13.2 ล้านโดส ซึ่งจะได้มีแผนรับมอบจำนวน 11.2 ล้านโดสภายในปี 2565 ส่วนที่เหลืออีก 11 ล้านโดสคาดว่าจะได้รับมอบภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2566” ธนกรกล่าว  

 

ธนกรกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตจากโรคโควิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตหากมีการติดเชื้อ แม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนแต่ไม่เกิดภูมิคุ้มกันโรค เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่สามารถสร้างแอนติบอดีจากวัคซีนได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) จำนวน 257,500 โดส โดยมุ่งใช้กับกลุ่มเสี่ยงสูงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ 3 กลุ่มโรค ได้แก่ ผู้ป่วยล้างไต ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันตนเอง ซึ่งจะช่วยป้องกันการป่วยได้ถึงร้อยละ 83  

 

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะมีการปรับแผนรับมอบวัคซีนเพื่อให้สอดคล้องกับการคาดการณ์ความต้องการวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Dose) ภายในประเทศ และลดการสูญเสียกรณีวัคซีนหมดอายุด้วย

 

ธนกรกล่าวด้วยว่า ครม. ยังอนุมัติให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด (ChulaCov19 mRNA) เพื่อทดสอบทางคลินิกระยะที่ 1-3 และการผลิตเพื่อขึ้นทะเบียนรับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการเป็นเดือนธันวาคม 2565 โดยมอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด (ChulaCov19 mRNA) ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิดสายพันธุ์ใหม่ให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการพัฒนาและผลิตวัคซีนโควิด และยังช่วยยกระดับห่วงโซ่การผลิตวัคซีนภายในประเทศ และลดความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคอุบัติใหม่ของประเทศด้วย

The post ครม. เคาะ ลดการจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca เหลือ 35.4 ล้านโดส จากเดิม 60 ล้านโดส เพิ่มการจัดซื้อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
AstraZeneca จ่อเปิดศูนย์นวัตกรรมแพทย์แผนจีนในเสฉวน https://thestandard.co/astrazeneca-opening-lab-in-sichuan-china/ Mon, 25 Apr 2022 07:06:07 +0000 https://thestandard.co/?p=621087 AstraZeneca

วันนี้ (25 เมษายน) AstraZeneca บริษัทเภสัชภัณฑ์ข้ามชาติ […]

The post AstraZeneca จ่อเปิดศูนย์นวัตกรรมแพทย์แผนจีนในเสฉวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AstraZeneca

วันนี้ (25 เมษายน) AstraZeneca บริษัทเภสัชภัณฑ์ข้ามชาติยักษ์ใหญ่วางแผนก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีน (TCM) ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

 

เขตพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเฉิงตู ระบุการลงนามข้อตกลงออนไลน์กับ AstraZeneca เพื่อเปิดศูนย์ฯ ซึ่งจะทำหน้าที่บ่มเพาะและส่งเสริมอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีนสมัยใหม่ โดยจะบูรณาการสถาบันวิจัยเชิงวิชาการกับสารพัดแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรมแพทย์แผนจีน การปรับปรุงธุรกิจให้ทันสมัย และการค้าทางคลินิก

 

AstraZeneca ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตะวันตกของจีนในเขตดังกล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 และเริ่มดำเนินงานช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว เขตพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเฉิงตูเป็นที่ตั้งของผู้ประกอบการด้านการแพทย์กว่า 3,000 ราย โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมของบริษัทการแพทย์และการดูแลสุขภาพรายใหญ่ในเขตฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.2 และร้อยละ 8 ในไตรมาสแรกของปี 2022 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า

 

AstraZeneca ทำรายได้รวม 3.74 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.27 ล้านล้านบาท) ทั่วโลกในปี 2021 โดยในจำนวนนี้มาจากตลาดจีน 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.03 แสนล้านบาท) หลังจากบริษัทฯ เข้าสู่จีนครั้งแรกในปี 1993

 

อนึ่ง AstraZeneca ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร ให้ความสำคัญกับการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ, หัวใจและหลอดเลือด, ระบบการเผาผลาญ, ไต และทางเดินอาหาร

 

อ้างอิง: สำนักข่าวซินหัว

The post AstraZeneca จ่อเปิดศูนย์นวัตกรรมแพทย์แผนจีนในเสฉวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์บางซื่อ เปิดลงทะเบียนรับวัคซีนเข็ม 4 เป็น AstraZeneca-Pfizer ผ่านเครือข่ายมือถือ เริ่ม 27 ม.ค. นี้ https://thestandard.co/bang-sue-open-for-fourth-astrazeneca-pfizer-booster-dose/ Wed, 26 Jan 2022 11:48:59 +0000 https://thestandard.co/?p=587033 ศูนย์บางซื่อ เปิดลงทะเบียนรับวัคซีนเข็ม 4 เป็น AstraZeneca-Pfizer ผ่านเครือข่ายมือถือ เริ่ม 27 ม.ค. นี้

วันนี้ (26 มกราคม) ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ โพสต์ภาพแล […]

The post ศูนย์บางซื่อ เปิดลงทะเบียนรับวัคซีนเข็ม 4 เป็น AstraZeneca-Pfizer ผ่านเครือข่ายมือถือ เริ่ม 27 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์บางซื่อ เปิดลงทะเบียนรับวัคซีนเข็ม 4 เป็น AstraZeneca-Pfizer ผ่านเครือข่ายมือถือ เริ่ม 27 ม.ค. นี้

วันนี้ (26 มกราคม) ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ‘CVC กลางบางซื่อ’ ระบุว่า พรุ่งนี้วันที่ 27 มกราคม 2565 เปิดลงทะเบียนฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 สำหรับผู้ที่ได้รับเข็มที่ 1, 2 เป็นเชื้อตายชนิดวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm และได้รับเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 เป็นชนิดวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer มาแล้วอย่างน้อย 90 วัน จากทุกศูนย์ฉีดทั่วประเทศ และยังไม่เคยรับเข็มที่ 4 มาก่อน

 

โดยศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อจะเปิดให้ลงทะเบียนรับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 4 ในวันพรุ่งนี้ เป็นชนิดวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer แล้วแต่การได้รับการจัดสรรจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสามารถจองคิวฉีดผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ดังนี้

 

  1. AIS ลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ www.ais.th/vaccine

 

  1. TRUE ลงทะเบียนได้ที่ระบบ USSD กด *707# โทรออก หรือเว็บไซต์ https://vaccine.trueid.net/

 

  1. DTAC ลงทะเบียนได้ที่แอปดีแทค และเว็บไซต์ https://app.dtac.co.th/vaccine/index.html

 

  1. NT ลงทะเบียนได้ที่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ https://covid19vaccine.ntplc.co.th/CVC/home

 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับเข็มที่ 1, 2 เป็นเชื้อตายชนิดวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm และได้รับเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 เป็นชนิดวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer จากศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 ไม่ต้องจองคิว โดยทางศูนย์ได้ใช้ฐานข้อมูลเดิม และจะส่ง SMS แจ้งวันนัดเข็มที่ 4 ให้อัตโนมัติ หรือตรวจสอบวันนัดได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน ‘Vaccine บางซื่อ’

The post ศูนย์บางซื่อ เปิดลงทะเบียนรับวัคซีนเข็ม 4 เป็น AstraZeneca-Pfizer ผ่านเครือข่ายมือถือ เริ่ม 27 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีเม็กซิโกติดโควิดรอบ 2 แม้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น AstraZeneca แล้ว แต่อาการไม่รุนแรง https://thestandard.co/mexico-president-infect-coronavirus-second-time/ Tue, 11 Jan 2022 08:08:44 +0000 https://thestandard.co/?p=581221 Andrés Manuel López

อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ประธานาธิบดีเม็กซิโก เป […]

The post ประธานาธิบดีเม็กซิโกติดโควิดรอบ 2 แม้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น AstraZeneca แล้ว แต่อาการไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Andrés Manuel López

อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ประธานาธิบดีเม็กซิโก เปิดเผยวานนี้ (10 มกราคม) ว่าเขาติดเชื้อโควิดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ยืนยันผลตรวจเชื้อเป็นบวก โดยมีอาการไม่รุนแรง และจะยังคงทำงานต่อไปในระหว่างที่แยกกักตัวจนกว่าจะหายดี

 

ประธานาธิบดีโลเปซ โอบราดอร์ วัย 68 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเคยมีอาการหัวใจวายมาแล้วในปี 2013 เคยตรวจพบว่าติดโควิดครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว แต่ไม่มีอาการรุนแรง ซึ่งในการแถลงข่าววานนี้พบว่าเสียงของเขาเริ่มแหบแห้ง แต่เขายืนยันว่าไม่มีอาการรุนแรง และจะเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมหลังจากนั้น

 

“แม้ว่าอาการจะไม่รุนแรง แต่ผมจะยังคงแยกกักตัวและจะทำงานและสื่อสารกันผ่านระบบเสมือนจริงเท่านั้นจนกว่าจะหายดี” เขากล่าว

 

ทั้งนี้ ทางการเม็กซิโกยืนยันว่า โลเปซ โอบราดอร์ ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นของ AstraZeneca แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งหลังจากนี้ อาดัน ออกุสโต โลเปซ รัฐมนตรีมหาดไทย จะรับหน้าที่แทนผู้นำเม็กซิโกในการแถลงข่าวรอบเช้าและภารกิจทางการอื่นๆ 

 

ที่ผ่านมา โลเปซ โอบราดอร์ นั้นตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการรับมือสถานการณ์โควิด โดยหลายฝ่ายชี้ว่าเขามองข้ามความร้ายแรงของโควิดในช่วงที่สถานการณ์ระบาดทวีความรุนแรงในระยะแรก และแทบไม่เคยสวมหน้ากากอนามัยระหว่างปรากฏตัวต่อสาธารณชน อีกทั้งยังไม่มีการกำหนดมาตรการเข้มงวดใดๆ ในการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของนักเดินทาง 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โลเปซ โอบราดอร์ มุ่งเน้นมาตลอดคือการเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ซึ่งในปัจจุบันพบว่าประชาชนกลุ่มผู้ใหญ่ในกรุงเม็กซิโกซิตี้เกือบทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนโควิดแล้วอย่างน้อย 2 เข็ม

 

ภาพ: Photo by Hector Vivas/Getty Images

อ้างอิง:

The post ประธานาธิบดีเม็กซิโกติดโควิดรอบ 2 แม้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น AstraZeneca แล้ว แต่อาการไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉีด Sinovac หรือ AstraZeneca 2 เข็ม ควรกระตุ้นด้วยยี่ห้อไหน https://thestandard.co/sinovac-astrazeneca-and-booster-vaccine/ Tue, 11 Jan 2022 07:32:45 +0000 https://thestandard.co/?p=581181 booster vaccine

ผลวิจัยศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาว […]

The post ฉีด Sinovac หรือ AstraZeneca 2 เข็ม ควรกระตุ้นด้วยยี่ห้อไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
booster vaccine

ผลวิจัยศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชี้ผู้ที่เคยได้รับวัคซีน Sinovac หรือ AstraZeneca 2 เข็ม ควรฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วยวัคซีน Pfizer จะมีภูมิคุ้มกันสูงทั้งต่อสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอน

 

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 เพจศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เผยแพร่ผลการวิจัยเบื้องต้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอนจากการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ในผู้ที่เคยได้รับวัคซีน Sinovac หรือ AstraZeneca โดย รศ.พญ.ณสิกาญจน์ อังคเศกวินัย คณะผู้วิจัยศูนย์วิจัยคลินิกฯ ร่วมกับ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา คณะผู้วิจัย สวทช.

 

โดยภูมิคุ้มกันที่ศึกษาเป็นชนิด PVNT50 (Psedovirus Neutralization Antibody Titer) หมายถึงระดับภูมิคุ้มกันที่สามารถยับยั้งไวรัสจำลองได้ 50% ที่ 2 สัปดาห์หลังฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer ขนาดเต็มโดส หรือ Pfizer ขนาดครึ่งโดสเข้าชั้นกล้ามเนื้อ พบว่า

 

กลุ่มที่ได้รับวัคซีน Sinovac 2 เข็ม

  • เมื่อกระตุ้นด้วยวัคซีน Pfizer ให้ภูมิคุ้มกันดีมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบครึ่งโดสหรือเต็มโดส สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ยับยั้งทั้งสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอนได้ดี โดยระดับภูมิต่อโอมิครอนจะต่ำกว่าระดับภูมิต่อเดลตาประมาณ 1 เท่า
  • ส่วนการกระตุ้นด้วยวัคซีน AstraZeneca สร้างภูมิคุ้มกันต่อเดลตาได้ดี แต่ต่อโอมิครอนได้ระดับต่ำกว่าประมาณ 2-3 เท่า
  • แนะนำผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac 2 เข็มควรฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วยวัคซีน Pfizer จะมีภูมิคุ้มกันสูงทั้งต่อเดลตาและโอมิครอน

 

กลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca 2 เข็ม

  • เมื่อกระตุ้นด้วยวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 3 สามารถป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ระดับหนึ่ง แต่อาจป้องกันสายพันธุ์โอมิครอนได้ไม่ดี 
  • ส่วนการกระตุ้นด้วยวัคซีน Pfizer สร้างภูมิคุ้มกันต่อเดลตาได้ดีทั้งแบบครึ่งโดสและเต็มโดส แต่สำหรับโอมิครอน ระดับภูมิจากการฉีดแบบครึ่งโดสต่ำกว่าแบบเต็มโดสประมาณ 1 เท่า
  • แนะนำผู้ที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca 2 เข็มควรฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วยวัคซีน Pfizer จะมีภูมิคุ้มกันที่สูงสุดทั้งต่อเดลตาและโอมิครอน

 

 

อ้างอิง: ศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

The post ฉีด Sinovac หรือ AstraZeneca 2 เข็ม ควรกระตุ้นด้วยยี่ห้อไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนเข็มกระตุ้น vs. โอมิครอน https://thestandard.co/booster-dose-vs-omicron/ Mon, 10 Jan 2022 08:24:18 +0000 https://thestandard.co/?p=580828 วัคซีนเข็มกระตุ้น vs. โอมิครอน

ถึงแม้โอมิครอนจะหลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้นจนทำให้วัคซีน 2 […]

The post วัคซีนเข็มกระตุ้น vs. โอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนเข็มกระตุ้น vs. โอมิครอน

ถึงแม้โอมิครอนจะหลบภูมิคุ้มกันได้มากขึ้นจนทำให้วัคซีน 2 เข็มป้องกันอาการป่วย (การติดเชื้อแบบมีอาการ) ได้ลดลง แต่งานวิจัยของสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UKHSA) เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือบูสเตอร์โดสทำให้สามารถป้องกันอาการป่วยได้เพิ่มขึ้น และยังสามารถป้องกันอาการหนัก (การรักษาตัวในโรงพยาบาล) ได้มากกว่า 90%

 

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักรเผยแพร่รายงานประสิทธิผลของวัคซีนต่อสายพันธุ์โอมิครอนในกลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปพบว่า 

 

  • วัคซีน AstraZeneca 2 เข็มไม่สามารถป้องกันอาการป่วยจากโอมิครอนหลังได้รับวัคซีนครบนานกว่า 20 สัปดาห์ 
  • ในขณะที่วัคซีน Pfizer 2 เข็มป้องกันอาการป่วยลดลงจาก 65-70% เหลือ 10% หลังได้รับวัคซีนครบนานกว่า 20 สัปดาห์
  • แต่ประสิทธิผลป้องกันอาการป่วยจะเพิ่มขึ้นเป็น 65-70% หลังได้รับเข็มกระตุ้น 5-9 สัปดาห์ และลดลงเหลือ 40-50% หลังได้รับเข็มกระตุ้น 10 สัปดาห์ขึ้นไป 

 

ต่อมา UKHSA เผยแพร่งานวิจัยแยกอีกฉบับในกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปในเว็บไซต์ Knowledge Hub พบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแรกเป็น AstraZeneca จากนั้นฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิด mRNA จะป้องกันอาการป่วยได้ 60-65% ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จากนั้นในช่วง 5-9 สัปดาห์จะลดลงเหลือ 48% และ 56% ในกรณีที่ได้รับวัคซีน Pfizer หรือ Moderna ตามลำดับ

 

ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแรกเป็น Pfizer แล้วฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิด mRNA จะป้องกันอาการป่วยได้ 65-70% ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก จากนั้นในช่วง 5-9 สัปดาห์จะลดลงเหลือ 49% และ 57% ในกรณีที่ได้รับวัคซีน Pfizer หรือ Moderna ตามลำดับ 

 

สังเกตว่าไม่ว่าวัคซีน 2 เข็มแรกจะเป็นยี่ห้อใดเมื่อฉีดวัคซีน mRNA เป็นเข็มที่ 3 จะมีประสิทธิผลใกล้เคียงกัน แต่วัคซีน Moderna จะมีประสิทธิผลสูงกว่า Pfizer

 

อย่างไรก็ตามประสิทธิผลป้องกันอาการหนักยังสูงมากคือ 94% ในช่วง 2-9 สัปดาห์แรก และ 89% ในช่วง 10 สัปดาห์เป็นต้นไป ทั้งนี้เป็นการวิเคราะห์รวมทุกยี่ห้อ

 

ดังนั้นในการป้องกันและควบคุมการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนจึงควรเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับกลุ่มเสี่ยงสูงต่ออาการรุนแรง โดยในสหราชอาณาจักรแนะนำให้ผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไปเข้ารับเข็มกระตุ้น โดยจะได้รับเป็นวัคซีน Pfizer หรือ Moderna แต่อาจฉีดวัคซีน AstraZeneca หากไม่สามารถฉีดวัคซีนชนิด mRNA ได้

 

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้เชิญชวนให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด เพื่อลดความเสี่ยงอาการรุนแรงและการเสียชีวิต สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มนานกว่า 3 เดือนต้องฉีดเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยสามารถติดต่อรับวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post วัคซีนเข็มกระตุ้น vs. โอมิครอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AstraZeneca ส่งมอบวัคซีนให้ไทยครบ 61 ล้านโดสแล้ว เตรียมจัดหาอีก 60 ล้านโดสเป็นเข็มกระตุ้น ส่งมอบภายในปี 65 https://thestandard.co/astrazeneca-delivers-61-million-doses-of-vaccine-to-thailand/ Thu, 30 Dec 2021 09:19:27 +0000 https://thestandard.co/?p=577800

วันนี้ (30 ธันวาคม) AstraZeneca เปิดเผยว่า ตลอดเดือนธัน […]

The post AstraZeneca ส่งมอบวัคซีนให้ไทยครบ 61 ล้านโดสแล้ว เตรียมจัดหาอีก 60 ล้านโดสเป็นเข็มกระตุ้น ส่งมอบภายในปี 65 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 ธันวาคม) AstraZeneca เปิดเผยว่า ตลอดเดือนธันวาคม บริษัทได้ส่งมอบวัคซีนโควิดจำนวนกว่า 15 ล้านโดสให้กับกระทรวงสาธารณสุข รวมยอดส่งมอบวัคซีน ณ ปัจจุบันครบจำนวน 61 ล้านโดส ตามแผนการจัดหาวัคซีนให้กับประเทศไทย

 

ทั้งนี้ AstraZeneca จะทำการจัดหาวัคซีนโควิดเพิ่มอีกจำนวน 60 ล้านโดส ให้แก่ประเทศไทยสำหรับใช้ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยจะทำการทยอยส่งมอบในปี 2565 ตามสัญญาการจัดซื้อวัคซีนที่ AstraZeneca และรัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนแผนการฉีดวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสามารถดำเนินการเปลี่ยนเป็นวัคซีนรุ่นใหม่ได้หลังจากได้รับการรับรองการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพในประเทศไทย

 

เจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “AstraZeneca ตระหนักถึงหน้าที่สำคัญในการจัดหาวัคซีนโควิด โดยสิ่งที่เราให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในขณะนี้ คือการผลิตและส่งมอบวัคซีนที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งในขณะนี้ได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอไมครอน เราได้เร่งการผลิตและส่งมอบวัคซีนในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา และจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนประเทศไทยในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิดอย่างต่อเนื่อง”

 

วัคซีนโควิดของ AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทยโดยสยามไบโอไซเอนซ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้นำมาใช้ในภาวะฉุกเฉิน (EUL) จากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งเป็นการยืนยันว่า วัคซีนโควิดของ AstraZeneca เป็นวัคซีนที่มีคุณภาพสูง และผลิตตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่ว่าจะผลิตจากที่ใดก็ตาม

 

AstraZeneca และพันธมิตรผู้ผลิตได้ส่งมอบวัคซีนโควิด ซึ่งคิดค้นและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กว่า 2.3 พันล้านโดสให้แก่ประเทศต่างๆ กว่า 170 ประเทศทั่วโลก โดย 2 ใน 3 ของจำนวนวัคซีนดังกล่าวได้ถูกส่งมอบให้กับกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ และกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ 

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่มีการเริ่มใช้วัคซีนโควิดของ AstraZeneca วัคซีนได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิดกว่า 50 ล้านราย ป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโรคโควิดในระดับที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 5 ล้านราย และได้ช่วยปกป้องชีวิตผู้คนกว่า 1 ล้านชีวิตจากโรคโควิด โดยข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกและการใช้งานจริงบ่งชี้ว่า วัคซีนโควิดของ AstraZeneca มีความปลอดภัยต่อผู้ที่ได้รับวัคซีน

The post AstraZeneca ส่งมอบวัคซีนให้ไทยครบ 61 ล้านโดสแล้ว เตรียมจัดหาอีก 60 ล้านโดสเป็นเข็มกระตุ้น ส่งมอบภายในปี 65 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กภูมิคุ้มกันหลังฉีด Sinovac 2 เข็ม + เข็มกระตุ้น https://thestandard.co/immune-check-up-after-vaccinated-2-sinovac-and-booster-dose/ Fri, 24 Dec 2021 09:37:41 +0000 https://thestandard.co/?p=575409 Sinovac

การฉีดวัคซีน Sinovac 2 เข็ม เป็นสูตรวัคซีนในช่วงแรกของป […]

The post เช็กภูมิคุ้มกันหลังฉีด Sinovac 2 เข็ม + เข็มกระตุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sinovac

การฉีดวัคซีน Sinovac 2 เข็ม เป็นสูตรวัคซีนในช่วงแรกของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้วัคซีน Sinopharm ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายเหมือนกัน ยังเป็นวัคซีนทางเลือกให้กับหลายองค์กรในประเทศ จึงน่าจะมีคำถามว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดเชื้อตาย 2 เข็ม ควรฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนอะไร เมื่อไร และหลังจากนั้นต้องฉีดเข็ม 4 หรือไม่ อย่างไร

 

คำแนะนำการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นของกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac หรือ Sinopharm มาแล้ว 2 เข็ม ให้ฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน AstraZeneca หรือวัคซีนชนิด mRNA (ฉีดได้ทั้ง Pfizer หรือ Moderna) ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไปหลังฉีดเข็มที่ 2 โดยสามารถติดต่อขอรับวัคซีนที่ศูนย์บริการฉีดวัคซีนใกล้บ้าน เนื่องจากภูมิคุ้มกันตกเร็วกว่าวัคซีนชนิดอื่น

 

ส่วนการฉีดเข็ม 4 จะเริ่มฉีดใน 2 กลุ่มเป้าหมายคือ 1. บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า และ 2. ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน โดยสามารถฉีดกระตุ้นตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปหลังฉีดเข็มที่ 3 ดังนั้นสูตรการฉีดเข็มกระตุ้นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดเชื้อตายครบ 2 เข็มจะเป็นเข็ม 3 ที่ 1 เดือน และเข็ม 4 ที่ 3 เดือนนับต่อจากเข็มสุดท้าย

 

ข้อมูลการศึกษาระดับภูมิคุ้มกันของศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2564 พบว่าวัคซีน Pfizer กระตุ้นแอนติบอดีชนิด Anti-RBD IgG ได้สูงที่สุด 5,152 หน่วย ที่ 2 สัปดาห์หลังฉีดเข็มที่ 3 และลดลงเหลือ 525 หน่วย ที่ 4 เดือน รองลงมาเป็นวัคซีน AstraZeneca 1,358 หน่วย และลดลงเหลือ 291 หน่วย

 

ส่วนวัคซีน Sinopharm กระตุ้นแอนติบอดีได้เท่ากับ 155 หน่วย ซึ่งต่ำกว่าระดับภูมิคุ้มกันที่น่าจะป้องกันโรคได้ 80% (อ้างอิงจากงานวิจัยต่างประเทศเท่ากับ 264 หน่วย) และได้รับการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 4 ด้วยวัคซีน Pfizer ที่ 4 สัปดาห์หลังฉีดเข็มที่ 3 โดยภูมิคุ้มกันน่าจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้วิจัยรายงานระดับแอนติบอดีหลังจากนั้น 3 เดือน (เท่ากับ 4 เดือนหลังฉีดเข็มที่ 3) ว่าลดลงเหลือ 417 หน่วย

 

แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายมาแล้ว 2 เข็ม จะต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อให้มีระดับแอนติบอดีสูงพอที่จะป้องกันโรค แต่วัคซีนเชื้อตายกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ไม่ดีนัก สอดคล้องกับการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากเป็นไปได้ควรฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน Pfizer หรือถ้าจองวัคซีน Moderna ไว้ก็น่าจะให้ผลคล้ายกัน เพราะเป็นวัคซีนชนิด mRNA เหมือนกัน 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลนี้เป็นการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ประสิทธิผลจริงของวัคซีน แต่ 2 ค่านี้มีความสัมพันธ์กัน จึงพอบอกแนวโน้มการป้องกันโรคได้ และเป็นการศึกษาปริมาณแอนติบอดี ไม่สามารถบอกความสามารถในการยับยั้งไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ ได้ หากศูนย์วิจัยทดสอบระดับภูมิคุ้มกันที่ยับยั้งไวรัส (Neutralizing Antibody) ควรเผยแพร่ผลการศึกษาเพิ่มเติม

 

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

อ้างอิง:

The post เช็กภูมิคุ้มกันหลังฉีด Sinovac 2 เข็ม + เข็มกระตุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เทงบเงินกู้ 3.59 หมื่นล้านบาท ซื้อ Pfizer และ AstraZeneca 90 ล้านโดส-เยียวยาสถานบันเทิง-กระตุ้นท่องเที่ยว https://thestandard.co/buy-pfizer-and-astrazeneca-90-million-doses/ Tue, 21 Dec 2021 16:23:22 +0000 https://thestandard.co/?p=574118 Pfizer AstraZeneca

วันนี้ (21 ธันวาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนาย […]

The post ครม. เทงบเงินกู้ 3.59 หมื่นล้านบาท ซื้อ Pfizer และ AstraZeneca 90 ล้านโดส-เยียวยาสถานบันเทิง-กระตุ้นท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer AstraZeneca

วันนี้ (21 ธันวาคม) รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบการใช้เงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 กรอบวงเงินรวม 35,967 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ดังนี้ 

 

  1. โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด ประจำปี 2565 รวม 90 ล้านโดส กรอบวงเงิน 35,060 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 

 

  • วัคซีน Pfizer จำนวน 30 ล้านโดส 
  • วัคซีน AstraZeneca จำนวน 60 ล้านโดส 

 

  1. โครงการเยียวยาผู้ประกันตน ในกิจการสถานบันเทิงและผู้ประกอบการอาชีพอิสระที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ กรอบวงเงิน 607.15 ล้านบาท ดำเนินการโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด โดยสำนักงานประกันสังคมจะเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกันตนในอัตรารายละ 5,000 บาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายโครงการทั้งสิ้น 121,431 คน แบ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 10,762 คน และผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 จำนวน 110,669 คน รวมวงเงิน 607 ล้านบาท

 

  1. โครงการ Thailand Festival Experience กรอบวงเงิน 300 ล้านบาท ดำเนินการโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่น้อยกว่า 200,000 คนต่อครั้ง และสร้างรายได้สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการไม่น้อยกว่า 2,347 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ได้แก่ 

 

3.1 โครงการ Amazing Sports & Extreme Month กรอบวงเงิน 100 ล้านบาท โครงการนี้เป็นการจัดแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ รวม 10 ครั้ง เช่น การแข่งขันจักรยานทางไกล, การแข่งขัน Surf Skate Surf Kite Surfboard and Extreme Sports, การแข่งขันไตรกีฬา, การแข่งขันวิ่ง City Run และเทศกาลว่าวนานาชาติ โดยจะจัดกิจกรรมในพื้นที่ 10 จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา อุดรธานี ชลบุรี สงขลา และเพชรบุรี ซึ่งโครงการนี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่น้อยกว่า 6.2 แสนอัตรา และเกิดกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการกว่า 550 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 5.65 หมื่นคน (ชาวต่างชาติ 6,500 คน และชาวไทย 50,000 คน) 

 

3.2 โครงการ Dazzling of the Andaman กรอบวงเงิน 100 ล้านบาท มีกลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงานในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 10,000 ราย และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน โดยมีรูปแบบกิจกรรมคือ

 

  • จัดกิจกรรมถ่ายทอดวัฒนธรรมเมืองภูเก็ตผ่านแสงสีและสื่อผสม 
  • จัดเทศกาลประดับไฟ ณ แหลมพรหมเทพ 
  • จัดกิจกรรมแสดงผลงานทางศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกระบี่และพังงา 
  • การจัดแสดงพลุ ณ แหลมพรหมเทพ 


ซึ่งโครงการนี้จะก่อให้เกิดการกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและภาคบริการกว่า 1,300 ล้านบาท

 

3.3 โครงการ Music Festival & Rhythm in Memory กรอบวงเงิน 100 ล้านบาท มีกลุ่มเป้าหมายเป็นแรงงานในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 10,000 คนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต มีรูปแบบกิจกรรมคือ

 

  • จัดมหกรรมดนตรีที่รับชมบนเรือสำราญ
  • จัดแสดงดนตรี Beach Music Festival ภูเก็ต (หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกะรน และเกาะนาคา) 
  • การออกร้านของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ, SMEs และวิสาหกิจชุมชน 

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้คือ เกิดการกระจายรายได้แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการกว่า 497 ล้านบาท คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 8,500 คน และมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 30,000 คนต่อครั้ง

The post ครม. เทงบเงินกู้ 3.59 หมื่นล้านบาท ซื้อ Pfizer และ AstraZeneca 90 ล้านโดส-เยียวยาสถานบันเทิง-กระตุ้นท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชวนประชาชนฉีดเข็ม 3 สกัดโอไมครอน หลังปรับเกณฑ์ฉีดห่างจากเข็ม 2 เหลือ 3 เดือน https://thestandard.co/anutin-invite-people-vaccinate-booster-dose-avoid-coronavirus-omicron/ Sat, 18 Dec 2021 11:27:57 +0000 https://thestandard.co/?p=572971 อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (18 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี แล […]

The post อนุทิน ชวนประชาชนฉีดเข็ม 3 สกัดโอไมครอน หลังปรับเกณฑ์ฉีดห่างจากเข็ม 2 เหลือ 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (18 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงและฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลจักราช ตำบลจักราช อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมทั้งมอบอุปกรณ์ป้องกันโรคโควิด และตรวจเยี่ยมการให้บริการวัคซีนโควิด 

 

อนุทินเปิดเผยว่า การเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีเป้าหมายที่สำคัญคือ การติดตามการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ซึ่งเรารณรงค์ให้ประชนชนมารับบริการ เพื่อความปลอดภัยของคนไทย สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนคู่เชื้อตาย และคู่ AstraZeneca ครบในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สามารถมารับเข็มบูสเตอร์ได้แล้ว

 

อนุทินระบุว่า เราได้ปรับเกณฑ์การฉีดเข็มบูสเตอร์จาก 6 เดือนเป็น 3 เดือน โดยผ่านการพิจารณาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญแล้วว่ามีความปลอดภัย และช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันโรค การรับเข็ม 3 เป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสนับสนุน รัฐบาลได้จัดหามาไว้เพียงพอกับความต้องการ และเร่งกระจายลงพื้นที่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

 

“ปัจจุบันเรากำลังจะฉีดถึง 100 ล้านโดส ตามเป้าของปี 2564 ต้องขอบคุณทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานที่ช่วยกันจนทำงานใหญ่สำเร็จ สำหรับการเกิดขึ้นของเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน ประเทศไทยไม่ประมาท ได้คัดกรอง เฝ้าระวังอย่างสุดความสามารถ” อนุทินกล่าว 

 

อนุทินกล่าวด้วยว่า วันนี้ได้เน้นย้ำให้ อสม. ในการลงพื้นที่ และชักชวนประชาชน มาฉีดเข็มบูสเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมา อสม. ทำงานได้ดีเยี่ยม ทางรัฐบาลเห็นความทุ่มเท และเตรียมจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้เพิ่มเติม และกำลังผลักดันโปรแกรมตรวจสุขภาพฟรีแก่ อสม. ขณะที่บุคลกรการแพทย์อื่นๆ ภาครัฐได้พยายามหาทางดูแลการทำงานด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป ขอให้ทุกคนมีกำลังใจในการทำงาน

The post อนุทิน ชวนประชาชนฉีดเข็ม 3 สกัดโอไมครอน หลังปรับเกณฑ์ฉีดห่างจากเข็ม 2 เหลือ 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัคซีนที่มีอยู่ป้องกันอาการป่วยจากโอไมครอนได้แค่ไหน https://thestandard.co/existing-coronavirus-vaccine-protect-omicron-type-or-not/ Sat, 18 Dec 2021 06:09:16 +0000 https://thestandard.co/?p=572899 โอไมครอน

Get Boosted Now หรือ ‘ฉีดเข็มกระตุ้นตอนนี้’ คือคำขวัญล่ […]

The post วัคซีนที่มีอยู่ป้องกันอาการป่วยจากโอไมครอนได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอไมครอน

Get Boosted Now หรือ ‘ฉีดเข็มกระตุ้นตอนนี้’ คือคำขวัญล่าสุดที่ใช้ในการรณรงค์ฉีดวัคซีนของสหราชอาณาจักร ซึ่งปัจจุบันแนะนำให้ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนโควิดครบ 2 เข็มแล้ว เข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นหรือบูสเตอร์โดสหลังจากเข็มสุดท้าย 3 เดือน เนื่องจากการะบาดของโควิดสายพันธุ์โอไมครอนที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในขณะนี้

 

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2564 สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UKHSA) ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีน 2 เข็มในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนแบบมีอาการ ‘ลดลง’ มากเมื่อเทียบสายพันธุ์เดลตา แต่การฉีดวัคซีน Pfizer เข็มที่ 3 มีประสิทธิผลระหว่าง 70-75% ไม่ว่าวัคซีน 2 เข็มแรกจะเป็น AstraZeneca หรือ Pfizer ก็ตาม

 

ต่อมาวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ทีมรับมือโควิดแห่งอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน (Imperial College London COVID-19 Response Team) ได้เผยแพร่ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลอีกรูปแบบหนึ่ง* เปรียบเทียบระหว่างการฉีดวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer 2 เข็ม การฉีดวัคซีน Pfizer เป็นเข็มกระตุ้น โดยแยกตามระยะเวลาหลังได้รับเข็มสุดท้ายสั้นกว่า/นานกว่า 2 สัปดาห์ และตามสายพันธุ์ พบว่า

 

ประสิทธิผลป้องกันอาการป่วยหลังได้รับเข็มสุดท้ายนานกว่า 2 สัปดาห์

  • AstraZeneca 2 เข็ม: เดลตา 25% โอไมครอน 0%
    • หลังได้รับเข็มกระตุ้น: เดลตา 89.7% โอไมครอน 55%
  • Pfizer 2 เข็ม: เดลตา 55.9% โอไมครอน 19%
    • หลังได้รับเข็มกระตุ้น: เดลตา 88.6% โอไมครอน 54%

 

แสดงว่าวัคซีน Pfizer สามารถใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อป้องกันอาการป่วยจากสายพันธุ์โอไมครอนได้ (และสายพันธุ์เดลตาได้ดีมาก) ส่วนประสิทธิผลป้องกันอาการรุนแรงทั้งการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตยังต้องรออีกหลายสัปดาห์ถึงจะสามารถวิเคราะห์ได้ แต่แนวโน้มจากสายพันธุ์ก่อนหน้า วัคซีนจะสามารถป้องกันอาการรุนแรงได้มากกว่าการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการ

 

ข้อมูลจากรายงานฉบับเดียวกันระบุว่า สายพันธุ์โอไมครอนมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำมากกว่าสายพันธุ์เดลตา 5 เท่า เมื่อควบคุมอิทธิพลของการฉีดวัคซีนและปัจจัยอื่นๆ แล้ว โดยก่อนหน้านี้การศึกษาที่ชื่อ SIREN Study เคยคาดการณ์ว่า ‘การติดเชื้อมาก่อน’ จะสามารถป้องกัน ‘การติดเชื้อซ้ำ’ ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ได้ 89% แต่สำหรับสายพันธุ์โอไมครอนลดลงเหลือเพียง 19% เท่านั้น

 

“การศึกษานี้ให้หลักฐานเพิ่มเติมที่สำคัญว่า โอไมครอนสามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นก่อนหน้าทั้งจากการติดเชื้อหรือการฉีดวัคซีน การหลบหลีกภูมิคุ้มกันในระดับนี้หมายความว่า โอไมครอนเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อสาธารณสุข” ศาสตราจารย์ นีล เฟอร์กูสัน หัวหน้าทีมรับมือโควิดแห่งอิมพีเรียลคอลเลจกล่าวถึงผลการศึกษา ทำให้เราต้องติดตามสถานการณ์ในสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด 

 

หมายเหตุ: *อิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ใช้การวิเคราะห์แบบตามรุ่น (Cohort Analysis) ในขณะที่สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร ใช้การศึกษามีกลุ่มควบคุมโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีผลการตรวจเชื้อเป็นลบ (Test-Negative Case-Control Study) ทำให้ผลการวิเคราะห์ประสิทธิผลเข็มกระตุ้นต่างกัน ทั้งนี้ เป็นรายงานเบื้องต้น ยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

อ้างอิง:

The post วัคซีนที่มีอยู่ป้องกันอาการป่วยจากโอไมครอนได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>