ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence - AI) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/artificial-intelligence-ai/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 05 Apr 2026 13:26:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นักการตลาดแฟชั่นในอังกฤษ หันมาใช้กลยุทธ์ Brand Experience และ Storytelling มากกว่าการสร้างกระแสไวรัล https://thestandard.co/fashion-marketers-uk-brand-experience-storytelling/ Mon, 06 Apr 2026 06:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1195063 นางแบบ เวทีแฟชั่นโชว์ Burberry ที่ London Fashion Week สื่อถึงการทำ Brand Experience และ Storytelling ในวงการแฟชั่นอังกฤษ

ดูเหมือนว่าการทำการตลาดเพื่อสร้างกระแสไวรัลหรือการทำตาม […]

The post นักการตลาดแฟชั่นในอังกฤษ หันมาใช้กลยุทธ์ Brand Experience และ Storytelling มากกว่าการสร้างกระแสไวรัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นางแบบ เวทีแฟชั่นโชว์ Burberry ที่ London Fashion Week สื่อถึงการทำ Brand Experience และ Storytelling ในวงการแฟชั่นอังกฤษ

ดูเหมือนว่าการทำการตลาดเพื่อสร้างกระแสไวรัลหรือการทำตามเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงเวลาขณะนั้นซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะเริ่มไม่ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าต่อนักการตลาดในวงการสายแฟชั่นที่อังกฤษแล้ว เพราะขณะนี้แบรนด์แฟชั่นอังกฤษต่างหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงและการมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้ากันมากกว่า

 

มีการรายงานผลวิจัยจาก Klaviyo ที่พบว่านักการตลาดในอังกฤษเพียง 9% เท่านั้นที่ยังคงเชื่อในกลยุทธ์การไล่ตามเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ายุคแห่ง ‘เทรนด์ไวรัล’ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่ช้า

 

ขณะนี้นักการตลาดสายแฟชั่นกำลังหันจากการทำการตลาดเชิงโต้ตอบ (Reactive Marketing) ไปเป็นการสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงการวางรากฐานของแบรนด์ โดยนักการตลาดแฟชั่นอังกฤษ 40% เผยว่าปัจจุบันประสบการณ์ส่วนตัว (Brand Experience) และการเล่าเรื่องของแบรนด์ (Storytelling) คือกุญแจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนแบรนด์และการเข้าถึงลูกค้าได้

 

ขณะเดียวกันการเป็นพาร์ตเนอร์ชิปกับอินฟลูเอนเซอร์ก็ยังคงมีความสำคัญต่อการวางรากฐานความน่าเชื่อถือและความเชื่อใจให้กับแบรนด์แฟชั่นในอังกฤษ อีกทั้งยังเป็นตัวเชื่อมถึงเทรนด์ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังมี AI ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยแบรนด์แฟชั่นอังกฤษเกือบ 80% ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งในด้านการทำการตลาด ท่ามกลางจำนวนดังกล่าวมีแบรนด์ 34% ที่ใช้ AI สำหรับการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ในขณะที่แบรนด์ 22% ใช้ AI ในการวางแผนความต้องการของลูกค้า (Demand Planning) ในอนาคต แต่ก็ยังมีแบรนด์แฟชั่นอังกฤษถึง 28% ที่ไม่ใช้ AI ในการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าเลย

 

Jamie Domenici ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Marketing Officer แห่ง Klaviyo ให้ความคิดเห็นว่า “เมื่อเทรนด์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากกว่าที่เคยเป็นมา การไล่ตามกระแสเหล่านั้นโดยไม่ทำให้สอดคล้องไปกับค่านิยมของแบรนด์จึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน ในทางกลับกันแบรนด์ที่พึ่งพาการสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคลและวิถีการนำเสนอและเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์จะยังคงเชื่อมโยงและเข้าถึงเหล่านักช็อปได้ดีที่สุด โดยเฉพาะช่วงเวลาทองอย่าง London Fashion Week และตลอดทั้งปี”

 

ภาพ: Francisco Gomez de Villaboa/WWD via Getty Images

 

อ้างอิง: https://th.fashionnetwork.com/news/Forget-viral-moments-fashion-marketers-shift-to-personal-brand-led-experiences-report,1809478.html

The post นักการตลาดแฟชั่นในอังกฤษ หันมาใช้กลยุทธ์ Brand Experience และ Storytelling มากกว่าการสร้างกระแสไวรัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคุมเข้ม ‘มนุษย์เสมือน’ ห้ามเยาวชนมีแฟน AI พร้อมสกัดกั้นเนื้อหาบ่อนทำลายชาติ https://thestandard.co/china-virtual-human-ai-ban-youth/ Sun, 05 Apr 2026 09:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1195000 ภาพกราฟิกมนุษย์เสมือนและเทคโนโลยี AI พร้อมธงชาติจีน สื่อถึงมาตรการควบคุมของจีน

หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนได้เสนอร่างกฎระเบียบใ […]

The post จีนคุมเข้ม ‘มนุษย์เสมือน’ ห้ามเยาวชนมีแฟน AI พร้อมสกัดกั้นเนื้อหาบ่อนทำลายชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกมนุษย์เสมือนและเทคโนโลยี AI พร้อมธงชาติจีน สื่อถึงมาตรการควบคุมของจีน

หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนได้เสนอร่างกฎระเบียบใหม่ เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายในอุตสาหกรรม ‘มนุษย์เสมือน’ หรือ ‘มนุษย์ดิจิทัล’ (Digital Humans) โดยมองว่าเป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ ประโยชน์ส่วนรวม และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างปลอดภัยภายใต้ค่านิยมของประเทศ

 

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การ ‘ปกป้องเด็กและเยาวชน’ โดยสั่งห้ามไม่ให้มนุษย์เสมือนนำเสนอเนื้อหาที่หลอกลวงหรือมอมเมาเด็กและเยาวชน จนเกิดอาการเสพติด รวมถึงสั่งห้ามให้บริการในลักษณะ ‘แฟน AI’ หรือ ‘แฟนเสมือนจริง’ (Virtual Intimate Relationships) กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ กฎระเบียบดังกล่าวยังกำหนดให้เนื้อหาที่เป็นมนุษย์เสมือนทั้งหมด ซึ่งสามารถพูดคุยหรือโต้ตอบได้คล้ายกับมนุษย์จริง ต้องแสดงสัญลักษณ์หรือมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานสับสน พร้อมทั้งห้ามนำข้อมูลส่วนบุคคลมาสร้างตัวตนเสมือนโดยไม่ได้รับอนุญาต และห้ามนำไปใช้ปลอมแปลง เพื่อหลบเลี่ยงระบบยืนยันตัวตน

 

ในด้านความมั่นคง จีนยังคุมเข้มไม่ให้ใช้มนุษย์เสมือนเผยแพร่เนื้อหาที่กระทบต่อความปลอดภัยของชาติ ปลุกปั่นการล้มล้างอำนาจรัฐ หรือสร้างความแตกแยก รวมถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เรื่องเพศ ความรุนแรง และการเหยียดเชื้อชาติ อย่างไรก็ตาม รัฐยังสนับสนุนให้ผู้ให้บริการมีระบบตรวจจับและส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าช่วยเหลือทันที หากพบว่าผู้ใช้งานมีแนวโน้มที่จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น โดยร่างกฎระเบียบนี้กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะไปจนถึงวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

 

อ้างอิง:

 

The post จีนคุมเข้ม ‘มนุษย์เสมือน’ ห้ามเยาวชนมีแฟน AI พร้อมสกัดกั้นเนื้อหาบ่อนทำลายชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง https://thestandard.co/spacex-ipo-2-trillion/ Sun, 05 Apr 2026 08:27:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1194976 SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ […]

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ ที่จะใช้ในการเสนอขายหุ้น IPO ให้สูงทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 65.26 ล้านล้านบาท) ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวในตลาดหุ้นที่อาจยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

Bloomberg News รายงานว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทจรวด ดาวเทียม และเทคโนโลยี AI พร้อมด้วยทีมที่ปรึกษา กำลังนำเสนอตัวเลขดังกล่าวแก่นักลงทุน โดยการนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นนี้น่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการประเมินมูลค่า ก่อนที่จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ใหญ่กว่า Magnificent 7

 

มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากที่ Bloomberg News เคยรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าการเข้าซื้อกิจการ xAI ทำให้บริษัทควบรวมมีมูลค่าอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40.78 ล้านล้านบาท)

 

หากประเมินจากตัวเลขนี้ SpaceX จะมีมูลค่าแซงหน้าบริษัทเกือบทั้งหมดในดัชนี S&P 500 โดยเป็นรองเพียง 5 บริษัทเท่านั้น ซึ่งได้แก่ Nvidia Corp, Apple Inc, Alphabet Inc, Microsoft Corp และ Amazon.com Inc ทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่กว่า Meta Platforms Inc และ Tesla Inc ของมัสก์เอง ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นสมาชิกในกลุ่มหุ้นที่เรียกว่า Magnificent 7 เช่นกัน

 

SpaceX ได้ยื่นเอกสารการทำ IPO แบบเป็น ‘ความลับ’ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว คาดว่าการจดทะเบียนอาจเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจทำให้บริษัทกลายเป็นรายแรกในกลุ่ม ‘เมกะไอพีโอ’ ตามมาด้วย OpenAI และ Anthropic PBC

 

ส่วนในแง่ของตัวเลข ‘การระดมทุน’ ซึ่งแยกต่างหากจากมูลค่าบริษัทนั้น การ IPO ครั้งนี้อาจกวาดเม็ดเงินได้สูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.44 ล้านล้านบาท) หากเป็นไปตามเป้า ตัวเลขนี้จะทำให้การ IPO ของ SpaceX ใหญ่กว่าสถิติเดิมของ Saudi Aramco ที่เคยระดมทุนได้ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.46 แสนล้านบาท) ในปี 2019 อย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการเสนอขายหุ้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากกระบวนการพิจารณายังคงดำเนินอยู่

 

เชื่อมโยง AI เข้ากับอวกาศ

 

บริษัทตั้งเป้าที่จะนำเงินทุนที่ได้ไปต่อยอดวิสัยทัศน์ของมัสก์ในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI บนอวกาศรวมถึงการตั้งฐานผลิตบนดวงจันทร์ นอกจากนี้เขายังมักพูดถึงความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอย่างการสร้างเมืองที่พึ่งพาตนเองได้บนดาวอังคาร แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะมองว่าอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงก็ตาม

 

มัสก์ได้กล่าวเมื่อเดือนมีนาคมว่าโครงการ Terafab ซึ่งจะผลิตชิปสำหรับหุ่นยนต์ AI และศูนย์ข้อมูลบนอวกาศ จะถูกบริหารงานร่วมกันระหว่าง Tesla และ SpaceX โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Tesla เปิดเผยว่าได้ลงทุนมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 หมื่นล้านบาท) ใน xAI

 

จอร์จ เฟอร์กูสัน และ เวย์น แซนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า SpaceX เป็นผู้นำด้านการปล่อยจรวดและบริการบรอดแบนด์วงโคจรต่ำ ธุรกิจปล่อยจรวดและ Starlink ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยคาดว่าจะทำรายได้เข้าใกล้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 แสนล้านบาท) ในปี 2026 ขณะที่ xAI น่าจะทำรายได้น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 หมื่นล้านบาท)

 

เอมิลี เจิ้ง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Pitchbook มองว่าการดึง xAI เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันช่วยให้มัสก์สามารถแสดงเรื่องการรวมศูนย์ต้นทุนต่อนักลงทุน

 

ขณะเดียวกันการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นยังอาจทำให้มัสก์อยู่ในเส้นทางที่จะก้าวขึ้นเป็น ‘เศรษฐีล้านล้าน’ คนแรกของโลก หากมูลค่าของบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.63 ล้านล้านบาท) ตามความคาดหมาย

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 5 เมษายน 2569

 

ภาพ: Samuel Boivin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Glion’ สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก ปรับนิยาม Hospitality สู่โลก Luxury ปั้น ‘ผู้นำประสบการณ์’ ป้อนเศรษฐกิจใหม่ เผยสถิติสุดแกร่ง เด็กจบใหม่มีงานทำทันที 98% https://thestandard.co/glion-hospitality-to-luxury/ Sun, 05 Apr 2026 08:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1194973 Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand

‘Glion’ (กลิยง) สถาบันการศึกษาด้าน Hospitality ในสวิตเซ […]

The post ‘Glion’ สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก ปรับนิยาม Hospitality สู่โลก Luxury ปั้น ‘ผู้นำประสบการณ์’ ป้อนเศรษฐกิจใหม่ เผยสถิติสุดแกร่ง เด็กจบใหม่มีงานทำทันที 98% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand

‘Glion’ (กลิยง) สถาบันการศึกษาด้าน Hospitality ในสวิตเซอร์แลนด์เผยภาพใหม่ของ ‘การเรียนบริการ’ ที่ไม่จำกัดแค่โรงแรม แต่ขยายสู่โลก Luxury Brand และ Experience Economy พร้อมชูจุดแข็ง Soft Skills และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดันอัตรามีงานทำหลังจบสูงถึง 98%

 

ภาพจำของการเรียนด้าน Hospitality ที่เคยผูกกับอาชีพโรงแรมกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่ออุตสาหกรรม ‘ลักชัวรี’ และ ‘ประสบการณ์’ กลายเป็นแกนกลางของเศรษฐกิจบริการยุคใหม่ สะท้อนผ่านแนวทางการเรียนการสอนของสถาบันชั้นนำในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มุ่งสร้าง ‘ผู้นำ’ มากกว่าพนักงานบริการ แต่ปี 2026 อุตสาหกรรมความมั่งคั่งไม่ได้วัดกันที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Experience Economy อย่างเต็มตัว

 

ข้อมูลจากรายงาน Economic Impact Research (EIR) ปี 2025 ของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel & Tourism Council หรือ WTTC) ระบุว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Contribution to GDP) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 10.3% ของ GDP โลก) และมีการจ้างงานผู้คนทั่วโลกกว่า 371 ล้านตำแหน่ง หรือคิดเป็น 1 ใน 10 ของงานทั้งหมดบนโลก

 

ซึ่งอุตสาหกรรมบริการด้านลักซ์ชัวรี (Luxury) มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ราว 1 ใน 4 ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก หรือประมาณ 2.925 ล้านล้านดอลลาร์

 

สำหรับปี 2026 มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ (Gen Z & Millennials) ซึ่งให้ความสำคัญกับ ‘ความรู้สึก’ และ ‘ความเอ็กซ์คลูซีฟ’ มากกว่าปริมาณ จะเป็นดีมานด์ที่ผลักดันการเติบโต

 

นี่คือเหตุผลที่ Glion Institute of Higher Education สถาบันการศึกษาด้าน Hospitality และ Luxury เบอร์ต้นของโลก ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์การปั้นคนเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบนิเวศนี้ โดยผู้บริหารย้ำว่า “ในยุคที่ AI ทำงานแทนมนุษย์ได้เกือบทุกอย่าง แต่สิ่งที่ AI ทดแทนไม่ได้คือ ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ (Empathy) และ ‘ความถ่อมตัวอย่างมีระดับ’ (Genuine Humility)”

 

จากโรงแรม สู่โลกของ ‘ลักชัวรีและประสบการณ์’

 

Philippe Vignon กรรมการผู้จัดการ สถาบันกลิยง อธิบายว่า การศึกษาด้าน Hospitality ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธุรกิจโรงแรม แต่ได้ขยายไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ‘ประสบการณ์ลูกค้า’ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ลักชัวรี การบิน อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจบริการระดับพรีเมียม

 

หัวใจสำคัญของการศึกษาในสถาบันกลิยง จึงเป็นการสร้างบุคลากรที่สามารถออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้ลูกค้า ซึ่งกลายเป็นความแตกต่างหลักของตลาดลักชัวรีในยุคที่สินค้าเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไป

 

จุดเด่นสำคัญของการเรียนรูปแบบกลิยง คือ การผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง (Internship) ควบคู่กับการเรียนรู้จากความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีนักศึกษามากกว่า 95 สัญชาติ แต่กลิยงจะจัดสรรให้แต่ละสัญชาติมีสัดส่วนในสถาบันไม่เกิน 20% เนื่องจากสถาบันต้องการรักษาจุดเด่นเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมและป้องกันไม่ให้มีนักศึกษาจากชาติใดชาติหนึ่งเข้ามามีสัดส่วนมากเกินไปจนครอบงำ (Dominate) วัฒนธรรมอื่นในสถาบัน

 

“การอยู่ร่วมกับผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ทำให้นักศึกษาพัฒนาทักษะการสื่อสาร การเข้าใจความแตกต่าง และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นทักษะที่องค์กรระดับโลกให้ความสำคัญ” Philippe กล่าว

 

ซึ่งการผสมผสานเช่นนี้มีผลลัพธ์ความสำเร็จที่ชัดเจน สะท้อนผ่านตัวเลขของนักศึกษากว่า 98% มีงานทำทันทีหลังจบ หรือแม้กระทั่งก่อนสำเร็จการศึกษา

 

สำหรับนักศึกษาชาวไทยนั้น ปัจจุบันมีสัดส่วนปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วง โดยอยู่ที่ประมาณ 2% และมีสัดส่วนสูงสุดที่เคยทำไว้ในเทอมที่ผ่านมาคือ 7% ซึ่งยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าเพดานที่สถาบันกำหนดไว้

 

Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand 1

แคมปัสของกลิยง ตั้งอยู่เหนือทะเลสาบเจนีวา ท่ามกลางทิวทัศน์ของเทือกเขาแอลป์

 

ปั้นศักยภาพรายบุคคล

 

Philippe กล่าวว่า แนวทางการเรียนการสอนถูกออกแบบในลักษณะ ‘Transformative Approach’ ที่มองนักศึกษาแต่ละคนเป็น ‘ศักยภาพเฉพาะตัว’ มากกว่าผู้เรียนตามกรอบมาตรฐาน

 

สถาบันจะช่วยค้นหาจุดแข็งของนักศึกษา แล้วพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสูตรและประสบการณ์จริง ผ่านการฝึกงานในองค์กรระดับโลก ทั้งในสวิตเซอร์แลนด์และต่างประเทศ

 

โมเดลนี้มุ่งสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นใจในตัวเอง’ และ ‘ความอ่อนน้อม’ ซึ่งถือเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมบริการระดับลักชัวรี

 

โอกาสในตลาดแรงงานโลก

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ เครือข่าย (Network) โดยสถาบันมีความร่วมมือกับบริษัทมากกว่า 1,300 แห่ง และมีศิษย์เก่ากว่า 18,000 คนในกว่า 100 ประเทศ

 

กิจกรรม Career Day ที่มีบริษัทเข้าร่วมกว่า 143 แห่งต่อครั้ง ช่วยให้นักศึกษาเข้าถึงโอกาสงานโดยตรง พร้อมการเตรียมความพร้อมด้านเรซูเม่และการสัมภาษณ์

 

นอกจากนี้ เส้นทางอาชีพหลังจบไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงแรม แต่ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ลักชัวรี การพัฒนาแบรนด์ ธุรกิจการบิน ไปจนถึงการเป็นผู้ประกอบการ

 

Glion สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก เน้นเส้นทางสู่ Luxury Brand 2

ค่าหลักสูตรการศึกษาของ Glion Institute of Higher Education

 

‘เอเชีย’ ศูนย์กลางใหม่ของอุตสาหกรรมลักชัวรี

 

กรรมการผู้จัดการ สถาบันกลิยง กล่าวอีกว่า แนวโน้มความต้องการเรียนด้าน Hospitality และ Luxury เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการเติบโตสูง

 

อย่างไรก็ตาม แม้สถาบันจะเห็นการเติบโตของนักศึกษาจากเอเชีย แต่สถาบันกลิยงยังคงรักษาสัดส่วนความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อให้การเรียนรู้เกิดจาก ‘ความแตกต่าง’ อย่างแท้จริง

 

โอกาสของไทยในเวทีลักชัวรีโลก

 

Philippe ให้มุมมองเจาะลึกถึงประเทศไทยว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านวัฒนธรรมและหัตถศิลป์ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกได้ ซึ่งหากไทยมีบุคลากรที่เข้าใจทั้ง ‘มาตรฐานสากล’ และ ‘อัตลักษณ์ท้องถิ่น’ ก็มีศักยภาพในการสร้างแบรนด์จากเอเชียให้เติบโตในตลาดโลกได้

 

“เห็นโอกาสสำคัญในตลาด Service Ecosystem เนื่องจากไทยมีรากฐานด้านหัตถศิลป์ (Artisanship) และวัฒนธรรมการบริการที่แข็งแกร่ง หากสามารถผสมผสาน Luxury Codes เข้ากับเอกลักษณ์ไทยได้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง Global Brand ที่ส่งออกไปยังตลาดเอเชียและยุโรปได้สำเร็จ” Philippe กล่าว

 

โดยสรุป การศึกษาด้าน Hospitality กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแรงงานบริการ ไปสู่การสร้าง ‘ผู้นำด้านประสบการณ์’ ที่สามารถผสานทักษะ เทคโนโลยี และความเข้าใจมนุษย์เข้าด้วยกัน

 

ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมลักชัวรี โดยเฉพาะในเอเชีย โมเดลการศึกษาแบบสวิสจึงไม่เพียงตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก แต่ยังสะท้อนโอกาสใหม่ของประเทศอย่างไทย ในการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นในเวทีลักชัวรีระดับสากล

The post ‘Glion’ สถาบันบริหารธุรกิจบริการระดับโลก ปรับนิยาม Hospitality สู่โลก Luxury ปั้น ‘ผู้นำประสบการณ์’ ป้อนเศรษฐกิจใหม่ เผยสถิติสุดแกร่ง เด็กจบใหม่มีงานทำทันที 98% appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ยศชนันนำทีมเพื่อไทยหารือ Tesla เปิดทางสู่ Physical AI และเทคโนโลยีอนาคต https://thestandard.co/pheu-thai-tesla-physical-ai-talks/ Fri, 03 Apr 2026 13:11:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1194548 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI

วันนี้ (3 เมษายน) ตัวแทนพรรคเพื่อไทยนำโดย ศ.ดร.ยศชนัน ว […]

The post ​ยศชนันนำทีมเพื่อไทยหารือ Tesla เปิดทางสู่ Physical AI และเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI

วันนี้ (3 เมษายน) ตัวแทนพรรคเพื่อไทยนำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำตัวแทนพรรคเพื่อไทย เข้าพบและหารือกับผู้บริหารระดับภูมิภาคของ Tesla นำโดย Hadri Haris เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบาย และทิศทางเทคโนโลยีในอนาคตของประเทศไทย และเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนระดับโลก ในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูงในอนาคต ที่ Tesla Center กรุงเทพฯ

 

ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การหารือครั้งนี้ ครอบคลุมประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาเทคโนโลยี Physical AI ซึ่งเป็นการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับระบบทางกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และยานยนต์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอในการจัดทำ Internship Program ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ตลอดจนการร่วมกันพัฒนา Maker Space กับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย และบุคลากรไทย ได้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การทำงานจริงในระดับสากล

 

ขณะเดียวกัน การหารือยังครอบคลุมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ ที่มีศักยภาพในอนาคตระยะยาว โดยเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเชิงนโยบาย ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างเต็มรูปแบบ

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 1ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 2ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 3ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 4ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 5ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 6ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 7ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และตัวแทนพรรคเพื่อไทย หารือกับผู้บริหาร Tesla เรื่อง Physical AI 8

The post ​ยศชนันนำทีมเพื่อไทยหารือ Tesla เปิดทางสู่ Physical AI และเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ? https://thestandard.co/bank-technology-investment-national-economy/ Fri, 03 Apr 2026 06:39:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1194025 ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ?

โลกของเราได้เจอการเปลี่ยนผ่านเกือบทุกมิติมาหลายศตวรรษ แ […]

The post ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ?

โลกของเราได้เจอการเปลี่ยนผ่านเกือบทุกมิติมาหลายศตวรรษ และในช่วงทศวรรษนี้ เราทุกคนก็ได้เป็นพยานการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกลายเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

เมื่อเปลี่ยนเลนส์ไปในมิติเศรษฐกิจและการเงิน เรากำลังเข้าสู่ New Frontier ที่การชำระเงิน ธุรกรรมธุรกิจ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนเปลี่ยนโฉมไปมาก แต่ในเวลาเดียวกัน ความวิวัฒน์ก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่ ทั้งภัยไซเบอร์ การฉ้อโกงด้วย AI และการปลอมแปลงตัวตนดิจิทัล

 

ความเสี่ยงเหล่านี้ผูกติดกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจประเทศ และสถาบันที่ผูกติดกับเศรษฐกิจของประเทศทุกประเทศที่สำคัญมากก็คือ “ธนาคาร” ที่ต้องแข่งขันกับความเสี่ยงในรูปแบบดิจิทัล ทั้งในรูปแบบของการลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาสถาบันการเงินไปพร้อมกัน ถ้าขยับตัวช้าความเสี่ยงก็จะไม่ได้อยู่แค่เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของตัวธนาคารเอง แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงโดยรวมของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย

 

ภัยทางดิจิทัลเพิ่มสูง ระบบและสถาบันการเงินต้องพัฒนาตาม

 

รายงาน Global Cybersecurity Outlook 2026 จาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า การฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยไซเบอร์ได้กลายเป็นความเสี่ยงหลักที่องค์กรทั่วโลกต้องเผชิญ โดยผู้บริหารระดับสูงกว่า 73% ยอมรับว่าตนเองหรือเครือข่ายธุรกิจเคยประสบเหตุการณ์ฉ้อโกงทางไซเบอร์ในปี 2025 นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการนำเนื้อหา Deepfake มาใช้ในการปลอมแปลงตัวตนและหลอกลวงทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 1

 

นอกจากนั้นก็มีรายงาน Global Risks Report ของ World Economic Forum จัดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity, Technological Disruption และ AI-related risks เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Deepfake และตัวตนสังเคราะห์กำลังถูกใช้หลอกลวงระบบการเงินมากขึ้น โดย Deloitte และองค์กรด้านความเสี่ยงทางการเงิน คาดว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI ในสหรัฐอเมริกาอาจสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

 

ธนาคารกับการเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเศรษฐกิจประเทศ

 

ทั้ง 2 จุดเสี่ยงนี้ ทำให้ธนาคารในฐานะผู้ดูแลระบบการเงินและเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ต้องเร่งเสริมแกร่งเทคโนโลยี เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจประเทศ และเพื่อค้ำจุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ตัวอย่างเช่น ระบบชำระเงิน UPI ของอินเดีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระดับประเทศ เคยมีรายงานว่า ในเดือนพฤษภาคม 2024 เพียงเดือนเดียว มีเหตุการณ์ downtime ที่เกี่ยวข้องกับระบบธนาคารใน ecosystem ของ UPI มากกว่า 30 ครั้ง รวมเวลาหยุดชะงักกว่า 47 ชั่วโมง สะท้อนความท้าทายในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลที่มีธุรกรรมจำนวนมหาศาล

 

การหยุดชะงักของระบบสถาบันการเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการหลีกเลี่ยง เพราะทำให้ธุรกรรมมหาศาลหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ร้านค้า และธุรกิจในวงกว้าง นอกจากนี้ ความไม่มั่นคงปลอดภัยของระบบการเงิน หรือข้อมูลรั่วไหล จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศด้วย

 

ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงกลายเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของเศรษฐกิจ?

 

ความผิดพลาดหรือการฉ้อโกงในระบบที่เคยเกิดขึ้นเฉพาะจุดในอดีตก็สามารถขยายผลได้รวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพธุรกรรมทางการเงินมหาศาล แต่อีกด้านก็เพิ่มต้นทุนความผิดพลาดที่สูงมากเช่นกัน หากระบบล่มหรือถูกโจมตี ความเสียหายจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

 

แนวโน้มของธนาคารทั่วโลกจึงมีการเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รายงาน benchmark ของอุตสาหกรรมธนาคารจากองค์กรวิจัยหลายแห่ง เช่น McKinsey, Deloitte และ Celent ระบุว่า ธนาคารขนาดใหญ่ทั่วโลกมักจัดสรรงบลงทุนด้านเทคโนโลยีอยู่ที่ประมาณ 6-12% ของรายได้รวม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบข้อมูล และความปลอดภัยไซเบอร์

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 2

 

ขณะเดียวกัน Gartner คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.08 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเงินที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับคน

 

AI กำลังมีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเรื่องการเงิน ตั้งแต่การตรวจจับการทุจริต การบริหารความเสี่ยง จนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งรายงานของ Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.52 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 เติบโตประมาณ 44% จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

 

รายงาน Global Banking Annual Review 2025 ของ McKinsey ฉายภาพที่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยกำไรรวมของอุตสาหกรรมธนาคารทั่วโลกอาจหดหายไปถึง 170,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือรายงานฉบับนี้ระบุว่ากำไรส่วนที่หายไป อาจไม่ได้ไปตกอยู่กับบริษัท Fintech หรือธนาคารคู่แข่ง แต่หายไปกับลูกค้าที่นำ AI มาใช้บริหารเงินของตัวเองได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น จึงเท่ากับว่าธนาคารในยุคนี้จะต้องมีความเข้าใจในตัวลูกค้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วย AI และทรัพยากรข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้า สร้างผลตอบแทนทางการเงินได้คุ้มค่ายิ่งขึ้นไปด้วย 

 

แต่ถึงแม้ว่าระบบอัตโนมัติและ AI จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มนุษย์ก็ยังคงเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการทำงานที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเงิน ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า AI มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่ในส่วนของการตีความ บริบท การตัดสินใจที่ต้องอาศัยวิจารณญาณและการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังคงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์

 

3 กรณีศึกษาจากธนาคารระดับโลกกับการลงทุนทั้งคนและ AI

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าธนาคารจะนำ AI มาใช้หรือเปล่า แต่คือจะบริหารสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับคนอย่างไร ธนาคารชั้นนำทั่วโลกได้พิสูจน์แนวทางนี้ผ่านการลงทุนจริง โดยเพิ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบข้อมูล และศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับมือเศรษฐกิจดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้น

 

  • JPMorgan Chase ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเพิ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีสำหรับปี 2026 เป็นประมาณ 19.8 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งของงบประมาณถูกใช้ในการพัฒนา AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และเครื่องมือสำหรับวิศวกรซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ขณะเดียวกันธนาคารยังลงทุนในการพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะและพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  • HSBC ธนาคารระดับโลกที่เพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำ AI มาใช้ในระบบสำคัญของธนาคาร ตั้งแต่การตรวจจับการทุจริต การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้า ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยส่งเสริมทักษะด้านข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ให้กับพนักงาน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • DBS Bank ของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธนาคารดิจิทัลชั้นนำของโลก ได้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรกว่า 750 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปีเดียว พร้อมกับดำเนินโครงการพัฒนาทักษะพนักงานครั้งใหญ่ โดยฝึกอบรมบุคลากรให้มีความสามารถด้านข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประเทศไทยกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการเงินดิจิทัล

 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของธุรกรรมการเงินดิจิทัลสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่าราว 6% ของจีดีพี และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน

 

การเข้ามาของระบบพร้อมเพย์ในปี 2559 ได้เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยอย่างถาวร จากธุรกรรมเงินสดสู่การโอนเงินและชำระเงินผ่านมือถือที่กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนตอนนี้มีผู้ใช้พร้อมเพย์มากกว่า 92 ล้านหมายเลข และมีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ต่อวันเฉลี่ยสูงถึงกว่า 75 ล้านรายการ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลได้กลายเป็นเส้นเลือดหลักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

 

ทว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงของภัยการเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ภัยการเงินดิจิทัลกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ไม่อาจมองข้าม เพราะผู้ใช้บริการไม่ได้ต้องการเพียงแค่ความสะดวก แต่ยังต้องการ ‘ความมั่นใจในความปลอดภัยและความต่อเนื่อง’ ของเงิน ข้อมูล และธุรกรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของธนาคารในยุคปัจจุบัน

 

“ธนาคารกสิกรไทย” ธนาคารที่ลงทุนในคนไปพร้อมกับเทคโนโลยี

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจในประเทศไทย โดยปัจจุบันแอปพลิเคชัน K PLUS มีผู้ใช้งานมากกว่า 24.2 ล้านคน เป็นแอปพลิเคชันธนาคารที่ได้รับความนิยมและมีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย  ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารไม่ได้รองรับแค่ธุรกรรมองค์กรเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นระบบสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในชีวิตประจำวันของคนไทย 

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 3

 

ธนาคารกสิกรไทยมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยธนาคารมีค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีคิดเป็นประมาณ 8-10% ของรายได้รวม เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ระบบความปลอดภัย และนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาในสามมิติสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี บุคลากร และการกำกับดูแล ตัวอย่างเช่น

 

  • การนำ Predictive AI มาใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อและตรวจจับการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมีมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญของการตีความและตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความเป็นธรรมสูงสุด
  • การพัฒนาเทคโนโลยี e-KYC หรือการยืนยันตัวตน ที่ได้รับมาตรฐานสากล iBeta Level 2 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกที่น้อยรายจะทำได้สำเร็จ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนของลูกค้า
  • การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ Upskill และ Reskill ด้าน AI และ Data Literacy เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของธนาคารว่า เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของคนในการสร้างบริการทางการเงินที่ปลอดภัย รวดเร็ว และตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่มากยิ่งขึ้น
  • ยึดมั่นในการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ โดยถือว่าความเป็นส่วนตัวของลูกค้าคือทรัพย์สินล้ำค่าที่ต้องปกป้อง การนำข้อมูลไปใช้จึงมุ่งเน้นเพียงเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าทุกคน ภายใต้หลักความโปร่งใสและกรอบ PDPA อย่างเคร่งครัด ไม่มีการนำข้อมูลลูกค้าไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น

 

การลงทุนของธนาคารวันนี้คือความมั่นคงของเศรษฐกิจวันหน้า

 

เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ยุคใหม่ (New Frontier) ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ก็มีภัยไซเบอร์ ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี และความผันผวนทางการเงินหลายมิติเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน กลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

บทบาทของธนาคารจึงขยายไปไกลกว่าการให้บริการทางการเงิน แต่กำลังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ค้ำจุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คน ภาคธุรกิจ และระบบการเงินในภาพรวม

 

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในเทคโนโลยี ระบบความปลอดภัย และการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรักษาความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นของระบบการเงินในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ธนาคารชั้นนำทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจใหม่ ธนาคารที่ยังไม่ให้ความสำคัญในวันนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากการแข่งขันในอนาคต การลงทุนของธนาคารจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบต่างๆ ขององค์กร แต่คือการรักษาเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศ

 

อ้างอิง:

The post ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดฟ้าผ่า! เฮกเซธปลดผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เซ่นปมขัดแย้งในเพนตากอน https://thestandard.co/us-army-commander-fired-pentagon/ Fri, 03 Apr 2026 03:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1194249 พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผู้สั่งปลดผู้บัญชาการกองทัพบก

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปลด พลเอก แรนดี […]

The post ปลดฟ้าผ่า! เฮกเซธปลดผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เซ่นปมขัดแย้งในเพนตากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผู้สั่งปลดผู้บัญชาการกองทัพบก

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปลด พลเอก แรนดี จอร์จ (Randy George) ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐ ลงจากตำแหน่ง แหล่งข่าวภายในชี้ เกิดความขัดแย้งไม่ลงรอยส่วนบุคคลที่สะสมมาอย่างยาวนาน

 

เมื่อคืนนี้ (3 เมษายน) New York Times รายงานว่า เฮกเซธปลดพลเอกจอร์จออกจากตำแหน่ผู้บัญชาการกองทัพบก หลังเกิดความขัดแย้งภายในเพนตากอนจากปัญหาส่วนบุคคลที่สะสมมาเป็นเวลายาวนาน

 

ทั้งนี้ ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอนระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า จอร์จจะเกษียณจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบกคนที่ 41 และมีผลโดยทันที ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

 

อนึ่ง เจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ CBS ว่า ขอขอบคุณจอร์จที่รับใช้ชาติมาตลอด แต่ถึงเวลาแล้วที่กองทัพบกสหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนผู้นำ ขณะที่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า คริสโตเฟอร์ ลาเนฟ (Christopher LaNeve) รักษาการผู้บัญชาการกองทัพบก จะขึ้นดำรงตำแหน่งแทน หลังได้รับความไว้วางใจจากเฮกเซธ

 

ทำไมเฮกเซธจึงปลดผบ.สูงสุด?

 

อนึ่ง รายงานของ New York Times ระบุว่า สาเหตุที่เฮกเซธปลดจอร์จออก ไม่ได้เป็นเพราะความขัดแย้งเชิงนโยบาย แต่เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยส่วนบุคคลและข้อขัดแย้งทางบุคลากร หลังเฮกเซธตัดสินใจระงับการเลื่อนยศนายทหารกองทัพบก 4 นาย ขึ้นเป็นนายพลระดับ 1 ดาว ซึ่งในกลุ่มทหารดังกล่าว ได้แก่ ชายผิวดำ 2 คน และผู้หญิงอีก 2 คน

 

รายงานระบุว่า การตัดสินของเฮกเซธผิดปกติมาก เพราะทหารที่ได้รับการเลื่อนยศอีก 29 นาย เป็นผู้ชายผิวขาวทั้งหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงตั้งคำถามว่า นายทหาร 4 นายถูกเลือกปฏิบัติ ขณะที่จอร์จและ แดเนียล พี. ดริสคอลล์ (Daniel P. Driscoll) รัฐมนตรีกองทัพบกสหรัฐฯ ไม่ยอมถอดรายชื่อตามคำสั่งของเฮกเซธ โดยให้เหตุผลว่า พวกเขามีผลงานรับใช้ชาติที่โดดเด่น

 

คาดว่า เฮกเซธวางแผนปลดจอร์จมาสักระยะ หลัง ลอรา บูมเมอร์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดที่ใกล้ชิดกับทรัมป์และเฮกเซธระบุว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาปลดจอร์จอย่างจริงจัง ขณะที่ยังโจมตีดริสคอลล์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบกระบุว่า การปลดครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกองทัพ เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นายทหารระดับ 3 และ 4 ดาว ที่มีประสบการณ์จากสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ถูกปลดหรือลดบทบาทในกองทัพ

 

สำหรับบทบาทของจอร์จ เขาเคยปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ถือเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่า มีความคิดสร้างสรรค์​ โดยผลงานที่ผ่านมา เขาเคยสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ห่างไกลในสงครามอัฟกานิสถาน เพราะเชื่อว่าไม่คุ้มค่า แต่หันกลับมาปกป้องพื้นที่ที่มีประชาชน พร้อมทั้งยังกำจัดกลุ่มตาลีบันและเจ้าหน้าที่รัฐที่คอร์รัปชันไปพร้อมกัน

 

นอกจากนี้ จอร์จยังริเริ่มโครงการ Transformation in Contact โดยให้หน่วยรบขนาด 3,000 นาย ทดลองใช้งานโดรนรูปแบบใหม่ ยุทธวิธีใหม่ และระบบโจมตีและกำหนดเป้าหมายที่ใช้ AI ในกองทัพสหรัฐฯ

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ปลดฟ้าผ่า! เฮกเซธปลดผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ เซ่นปมขัดแย้งในเพนตากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห https://thestandard.co/ekniti-warns-economic-new-crisis/ Wed, 01 Apr 2026 12:43:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1193788 รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ […]

The post ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากสงครามที่เข้าไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบหนักกว่าช่วงโควิด-19 ดังนั้นไทยจึงต้องยอมรับความจริงว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และต้องวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อเอาชนะวิกฤตนี้

 

 
 

“ผมเชื่อวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่อาจจะหนักกว่าโควิด เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานวันนี้ ได้ถูกทำลายไปแล้ว

 

สงครามนี้ไม่ใช่การรบธรรมดา แต่เป็นการรบที่ไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่เราใช้กันมาเวลาหลายสิบปี โครงสร้างแบบเดิมกำลังถูกกระทบ ไม่ต่างจากตอนโควิด

 

วันนี้ สิ่งที่ ผมจะบอก เราคิดสั้นๆ ไม่ได้ เราต้องคิดยาวๆ เพราะโลกกำลังจะเปลี่ยนไป ใครปรับตัวได้ก่อนจะชนะ” ดร.เอกนิติกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Transforming Thailand for Resilient Growth” ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 : Winning the New World Order Achieving 3% Growth Through Thailand’s Grand Synergy of Stimulus, Reform, and Capital Market จัดโดยเครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)

 

ดร.เอกนิติ ยังได้สรุปยุทธศาสตร์การชนะ (Winning Strategy) ออกเป็น “3T” ได้แก่ การทำนโยบายแบบมุ่งเป้า (Targeted) การเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุด (Transition) และการปฏิรูป (Transform)

 

มุ่งเป้า (Targeted)

 

ดร. เอกนิติ ยังได้อธิบายถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนคน (Targeted) ไว้ว่า ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทั้งโลก รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัดและไม่สามารถฝืนกลไกตลาดหรืออุดหนุนราคาแบบเหมารวมได้ตลอดไป หากยังคงอุดหนุนราคาแบบเดิม ทั้งคนที่มีฐานะและคนที่มีรายได้น้อยก็จะได้รับประโยชน์เท่ากันหมด ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ตรงจุดและอาจนำไปสู่วิกฤตใหม่ทางการเงินได้

 

ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีเจาะจงเป้าหมาย (Targeted) โดยนำเงินหรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนที่เดือดร้อน เปราะบาง และไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้จริงๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถปรับตัวและอยู่รอดในวิกฤตได้

 

เปลี่ยนผ่าน (Transition)

 

ดร. เอกนิติ ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ Transition ไว้ว่าเป็นการช่วยเหลือให้คนและธุรกิจสามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy)

 

การใช้กลไกตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวมีงบประมาณไม่เพียงพอในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน จึงต้องอาศัยตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนและช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น

 

นอกจากการช่วยธุรกิจแล้ว ยังต้องช่วยให้ประชาชนคนธรรมดามีแหล่งเงินออมระยะยาวเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน โดยท่านได้ผลักดันนโยบาย Thailand Individual Saving Account (TISA) ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการดูแลคนกลุ่มนี้

 

ปฏิรูป (Transform)

 

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ Transform ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ผ่านาการปฏิรูปคนด้วยเทคโนโลยี AI

 

พร้อมยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัสที่จะนำระบบ AI ฝังเข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถเรียนรู้และใช้ AI ได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียว ระบบจะช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ช่วยบริหารต้นทุน ทำบัญชีเบื้องต้น (Balance Sheet) และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้

 
รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง 1

The post ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp https://thestandard.co/openai-fundraising-retail-investors-ai-superapp/ Wed, 01 Apr 2026 05:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1193570 Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุน […]

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุนรอบล่าสุดด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุน (Post-money valuation) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 28 ล้านล้านบาท พร้อมกางแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน AI โลก และรวบบริการทั้งหมดสู่การเป็น AI Superapp

 

 
 

OpenAI ประกาศผ่านเว็บไซต์เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม) ว่า การระดมทุนรอบนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Amazon, NVIDIA และ SoftBank รวมถึงพันธมิตรระยะยาวอย่าง Microsoft โดย SoftBank เป็นผู้นำการระดมทุนร่วมกับ a16z, D. E. Shaw Ventures, MGX, TPG และ T. Rowe Price Associates, Inc. นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกเข้าร่วมอีกคับคั่ง เช่น ARK Invest, BlackRock, Blackstone, Sequoia Capital, Temasek และ Thrive Capital เป็นต้น

 

จุดที่น่าสนใจคือ เป็นครั้งแรกที่ OpenAI เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าร่วมผ่านช่องทางธนาคาร โดยระดมทุนไปได้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท และยังประกาศว่า OpenAI จะถูกรวมอยู่ในกองทุน ETF หลายกองทุนที่บริหารโดย ARK Invest อีกด้วย เพื่อขยายโอกาสให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจยุค AI

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มเป็นประมาณ 4.7 พันล้านดอลลาร์ ผ่านกลุ่มธนาคารระดับโลก เช่น JPMorgan Chase, Citi, Goldman Sachs และ Morgan Stanley เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้เบิกใช้เงินส่วนนี้ก็ตาม

 

เปิดสถิติการเติบโต รายได้ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

OpenAI ได้เปิดเผยตัวเลขการเติบโตที่น่าทึ่ง โดยระบุว่าบริษัทสามารถสร้างรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังเปิดตัว ChatGPT และเมื่อถึงสิ้นปี 2024 บริษัทมีรายได้ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส แต่ปัจจุบัน OpenAI สามารถทำรายได้พุ่งสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตของรายได้ที่เร็วกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในยุคอินเทอร์เน็ตและมือถืออย่าง Alphabet และ Meta ถึง 4 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในฝั่งของผู้ใช้งาน ChatGPT ครองตำแหน่งผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยยอดผู้ใช้งานประจำรายสัปดาห์ (Weekly active users) มากกว่า 900 ล้านคน และมีผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก (Subscribers) กว่า 50 ล้านคน โดยบริษัทเตรียมขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มที่มียอดผู้ใช้รายสัปดาห์แตะ 1 พันล้านคนเร็วที่สุดในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากฝั่งลูกค้าองค์กรปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่าจะเติบโตจนมีสัดส่วนเท่ากับฝั่งผู้บริโภคทั่วไปภายในสิ้นปี 2026

 

ก้าวถัดไปคือ AI Superapp

 

เพื่อรองรับการประมวลผลที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้น OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลที่ทรงพลังที่สุดอย่าง GPT-5.4 ปัจจุบัน API ของบริษัทมีการประมวลผลมากกว่า 1.5 หมื่นล้านโทเคนต่อนาที ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้ NVIDIA จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการฝึกฝนโมเดล และการประมวลผลส่วนใหญ่ แต่ OpenAI ได้ประกาศขยายพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลาย โดยครอบคลุมถึงคลาวด์ ผ่านบริษัทอย่าง Microsoft, Oracle, AWS, CoreWeave และ Google Cloud ชิปประมวลผล ผ่านบริษัทอย่าง NVIDIA, AMD, AWS Trainium, Cerebras และชิปที่พัฒนาร่วมกับ Broadcom รวมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ผ่านบริษัทอย่าง Oracle, SBE และ SoftBank

 

เป้าหมายสูงสุดจากเงินทุนก้อนนี้ คือการสร้าง “Unified AI Superapp” โดยรวบรวมฟีเจอร์อย่าง ChatGPT, เครื่องมือเขียนโค้ด Codex, ฟังก์ชันการท่องเว็บ และความสามารถในการจัดการอัตโนมัติ เข้าไว้ด้วยกันในประสบการณ์เดียวที่เน้นให้ AI เป็นผู้ช่วยจัดการ

 

OpenAI ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนยุคที่ตลาดทุนเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่นเดียวกับยุคการมาถึงของไฟฟ้า ทางหลวง หรืออินเทอร์เน็ต เม็ดเงินในวันนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ “ความฉลาด” ที่จะส่งมอบคุณค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจ องค์กร และผู้คนทั่วโลกในที่สุด

 

ภาพ: OpenAI ระดมทุนรอบใหม่

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ https://thestandard.co/half-half-plus-welfare-cards/ Tue, 31 Mar 2026 13:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1193406 ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่ […]

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่อนไขใหม่ เปิดทางผู้ถือบัตรสวัสดิการ ซื้อสินค้าจากร้านคนละครึ่งได้ เพิ่มเติมจากการซื้อสินค้าร้านธงฟ้า

 

 
 

วันนี้ (31 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้เตรียมความพร้อมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ไว้ เชื่อว่าจะออกได้เร็วสุดเดือนพฤษภาคมนี้

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยจะเปิดทางให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งได้ด้วย เพิ่มเติมจากการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าธงฟ้า

 

“สมัยก่อนมันเคยมี 2 ระบบ พอหมดโครงการคนละครึ่งแล้ว ร้านค้าจะรู้สึกว่าลูกค้าเงียบหายไป วันนี้เลยจะเอาบัตรสวัสดิการมาใช้จ่ายกับร้านค้าคนละครึ่งได้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

การนำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาผนวกรวมเข้ากับโครงการคนละครึ่ง พลัส เช่นนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่าเป็นโครงการใหม่ ชื่อว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

นอกจากนี้ ยังเตรียม AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ให้ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

มาตรการรองรับสงครามตะวันออกกลาง 3-4 เดือน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการประเมินสงครามไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์แรกประเมินว่า สงครามจะจบเร็วภายใน 1 เดือน ซึ่ง ณ วันนี้สงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าแล้ว

 

ทำให้ ดร.เอกนิติมองว่า ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งมองว่า สงครามจะสงบลงภายใน 3-4 เดือนมีความเป็นไปได้สูงในปัจจุบัน ดังนั้น มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่เสนอมา จึงถูกเตรียมไว้เพื่อรองรับฉากทัศน์ที่ 2 และตั้งใจจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า โลกของความเป็นจริงเต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ จึงจำเป็นต้องปรับตัวเตรียมพร้อมเสมอทั้งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case)

 

“วันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ สิ่งที่พยายามทำก็คือเอาน้ำมันให้เข้ามาให้มากที่สุด ไปซื้อล่วงหน้าไว้ให้มากที่สุด แต่หลายประเทศในปัจจุบันนี้เริ่มไม่มีน้ำมัน แย่งกันซื้อ วันนี้เนี่ยเราต้องเตรียมพร้อมไว้ส่วนนั้นเหมือนกัน ก็หวังว่าสถานการณ์โลกจะไม่ไปถึงจุดนั้น แต่เราต้องเตรียมพร้อม” ดร.เอกนิติกล่าว

 

หน้าเก่า-หน้าใหม่ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างออกแบบหน้าตาของโครงการ ว่าจะมีขนาดวงเงิน และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างไร เบื้องต้น ขนาดของโครงการขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณที่เหลืออยู่

 

“จะได้คนละเท่าไร ได้กี่คน แล้วรัฐจะยังจ่ายครึ่งๆ ไหม บอกตามตรงว่ายังทำงานอยู่ ยังไม่เสร็จนะครับ เดี๋ยวพูดไปแล้วระหว่างทางมีการเปลี่ยนแปลงจะไม่ดี เดี๋ยวสับสน” ลวรณกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งรอบต่อไปในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีการลงทะเบียนใหม่หมด ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเท่ากันหมด ยกเว้นกลุ่มคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งไม่ได้

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/gen-alpha-economic-driver/ Tue, 31 Mar 2026 10:11:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1193296 ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย

เป็นความจริงที่ทุกยุคทุกสมัย คนรุ่นก่อนมักจะมองคนรุ่นหล […]

The post สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย

เป็นความจริงที่ทุกยุคทุกสมัย คนรุ่นก่อนมักจะมองคนรุ่นหลังว่าไร้จริยธรรม ไม่มีวินัยในการทำงาน และไม่เคารพผู้อาวุโส

 

 
 

ย้อนกลับไปถึง 350 ปีก่อนคริสตกาล อริสโตเติลเคยบ่นว่าคนหนุ่มสาว “คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง” และ “ขาดการควบคุมตนเอง เปลี่ยนแปลงง่ายและเอาแน่ไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ซึ่งรุนแรงเมื่ออยากแต่หายไปอย่างรวดเร็ว”

 

ไม่ต่างจากยุคหลังที่ Baby Boomers วิจารณ์ Gen X, Gen X วิจารณ์ Millennials และ Millennials วิจารณ์ Gen Z

 

แต่แม้แต่ในวงจรแห่งการบ่นข้ามรุ่นที่วนเวียนมาตลอด คำวิจารณ์ที่มีต่อ Gen Alpha ก็ถือว่ารุนแรงที่สุดในบรรดาทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต คนโตที่สุดเพิ่งอายุ 16 ปี ส่วนคนเล็กที่สุดยังใส่ผ้าอ้อมอยู่เลย

 

การอ่านพฤติกรรมของเด็กรุ่น Gen Alpha หรือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2010 ถึง 2024 มักเต็มไปด้วยข้อสรุปที่น่าตกใจว่า พวกเขาติดโทรศัพท์มือถือ, ขาดระเบียบวินัย, ไร้ทักษะทางสังคม, อ่านไม่ออก และสะกดคำไม่เป็น

 

ครูชาวอเมริกันคนหนึ่งโพสต์คลิปบน TikTok ซึ่งมียอดวิวทะลุ 7 ล้านครั้ง โดยระบุว่าครูหลายคนรู้สึกสับสนและหวาดกลัวกับพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้ที่มักจะต่อต้าน ก้าวร้าว และไร้มารยาท ขณะที่ครูอีกคนเสริมว่าเด็กเกรด 7 ที่เธอสอนยังมีระดับความสามารถเทียบเท่าเด็กเกรด 4 เท่านั้น

 

ความกังวลนี้ลุกลามไปถึงอนาคตว่าเด็กเหล่านี้จะเติบโตไปเป็นคนทำงานแบบไหน โดยเฉพาะหากพวกเขามองอำนาจของหัวหน้างานด้วยความสงสัยเช่นเดียวกับที่มีรายงานว่าพวกเขาแสดงออกต่อครูผู้สอน จนครูวัยรุ่นคนหนึ่งถึงกับสรุปสั้นๆ ว่า “พวกเราจบสิ้นแล้ว”

 

นี่คือคำวิจารณ์ที่รุนแรงต่อเจเนอเรชันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งคิดเป็น 25% ของประชากรโลกและกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็น งแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ’ ที่สำคัญ แม้คำวิจารณ์บางส่วนจะมีมูลความจริง โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยี

 
 

เด็กที่โตมากับหน้าจอและโรคระบาด

 

ข้อมูลระบุว่าเด็กอเมริกันวัย 4 ขวบเกือบ 60% มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง และเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบใช้เวลาจ้องหน้าจอเฉลี่ยถึง 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ทักษะการอ่านจับใจความและคณิตศาสตร์ของเด็กกลุ่มนี้ตามหลังคนรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน

 

นอกจากนี้ การใช้เวลาไปกับการเลื่อนดูและโพสต์บนโซเชียลมีเดียยังส่งผลกระทบต่อสมาธิและความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตจริงอีกด้วย

 

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการคือ เด็กกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญทางสังคมและการศึกษาในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิดทำให้ประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างการหัดอ่านหนังสือ, การเล่นกับเพื่อน, หรือกิจกรรมในโรงเรียนต้องถูกย้ายไปอยู่บนหน้าจอ ถูกจำกัดด้วยมาตรการ Social Distancing หรือถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง

 

 
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย 1
 

แอชลีย์ เฟลล์ (Ashley Fell) ผู้ร่วมเขียนหนังสือ Generation Alpha: Understanding Our Children and Helping Them Thrive จากซิดนีย์ ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าเธอรู้สึกตกใจที่ผู้คนมองเด็กกลุ่มนี้ในแง่ลบมากเกินไป ทั้งที่พวกเขาเองก็มีจุดแข็งที่ถูกมองข้าม

 

ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นทีม ความเห็นอกเห็นใจ ความซื่อสัตย์ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้อาจเป็นผลพวงจากการเติบโตขึ้นมาท่ามกลางโรคระบาดนั่นเอง

 

นอกจากนี้ การเข้าถึงแพลตฟอร์มระดับโลกยังทำให้พวกเขารับรู้ข่าวสารและตระหนักถึงปัญหาโลกได้ดีกว่าคนรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน

 

ในฐานะผู้บริโภค เด็กกลุ่มนี้แสดงออกอย่างเป็นผู้ใหญ่เกินวัยอย่างน่าประหลาดใจ โดยมี ‘อำนาจการใช้จ่าย’ โดยตรงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.10 ล้านล้านบาท) ต่อปีเฉพาะในสหรัฐฯ ตามรายงานของ DKC บริษัทประชาสัมพันธ์ในนิวยอร์ก

 

แต่หากต้องการส่วนแบ่งจากเม็ดเงินนี้ บริษัทต่างๆ จะต้องถอดรหัสเด็ก Gen Alpha ให้ได้ และเลิกมองแต่ด้านลบ

 

ไรลีย์ ปีเตอร์เซน (Riley Petersen) นักเรียนหญิงวัย 16 ปีจากรัฐเมน เล่าให้ Bloomberg ฟังว่าเธอทราบดีถึงความกังวลของผู้ใหญ่ เธอบอกว่า “คนมักจะพูดว่าพวกเราติดจอ ไม่มีเพื่อน และเขียนหนังสือไม่เป็น แต่จริงๆ แล้วพวกเราแค่เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมต่อกันผ่านแอปฯ อย่าง Discord และ Twitch”

 

เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือ

 

สำหรับคนรุ่นก่อน เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่หยิบมาใช้แล้ววางลง แต่สำหรับเด็ก Gen Alpha เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจนแทบแยกออกจากกันไม่ได้

 

นิค ชิเดียค (Nic Chidiac) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านประสิทธิภาพและประสบการณ์ของ Razorfish บริษัทการตลาดในนิวยอร์ก อธิบายว่า “สำหรับ Gen Z เทคโนโลยีคือสิ่งที่ต้องล็อกอินเข้าไปใช้ แต่สำหรับ Gen Alpha มันคือสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวพวกเขา”

 

โลกเสมือนจริงอย่างใน Roblox และ Fortnite สามารถเป็นจริงได้ไม่แพ้โลกทางกายภาพ และเป็นพื้นที่ที่พวกเขาได้เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้บริโภค ศิลปิน และผู้ประกอบการ

 

ความลื่นไหลระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อสังคมและสถานที่ทำงานต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเด็กรุ่นนี้อยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คนรุ่นก่อนค้นพบและนำทางสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ได้

 

 
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย 2
 

ราอูล จอห์น อจู (Raul John Aju) เด็กหนุ่มวัย 16 ปีจากอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากร Gen Alpha มากที่สุดในโลก คือตัวอย่างหนึ่งของเด็กรุ่นนี้ที่เชื่อมโยงโลกดิจิทัลเข้ากับโลกจริงมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น

 

เขาเริ่มต้นจากการใช้ AI ช่วยตัดต่อวิดีโอออนไลน์ตั้งแต่ยังเด็กในรัฐเกรละ และหลงใหลในความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้อย่างรวดเร็ว “ผมสนใจแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจและเมตาเวิร์สมาก” เขากล่าว

 

ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อ ราอูลสร้างหุ่นยนต์ AI ที่โปรแกรมให้สอนบทเรียนสำหรับการแข่งขันในโรงเรียน โดยเสนอให้นำไปใช้เพิ่มโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ชนบทของอินเดีย โครงการนี้ได้รับความสนใจระดับชาติ และราอูลได้พบปะกับรัฐบาลอินเดียรวมถึงผู้นำธุรกิจระดับโลกเพื่อหารือเรื่องการนำ AI มาใช้ในการศึกษา

 

“ในอนาคต ถ้าคุณทำงานร่วมกับ AI ไม่เป็น คุณก็จะสูญเสียงานให้กับคนที่ทำเป็น” ราอูลกล่าว นี่คือมุมมองที่สะท้อนลักษณะของเด็ก Gen Alpha ได้เป็นอย่างดี พวกเขาคือคนที่ติดตามสถานการณ์รอบตัวอย่างใกล้ชิดและมักคิดเรื่องใหญ่

 

ผู้บริโภคตัวจิ๋วที่ธุรกิจจับตามอง

 

โซเชียลมีเดียยังช่วยให้เด็กๆ สามารถเปลี่ยนแผงขายน้ำมะนาวให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ชั่วข้ามคืน อย่างปีเตอร์เซนเอง ตอนอายุ 5 ขวบ เธอใช้เครื่องมือในร้านของพ่อทำสร้อยข้อมือและสร้อยคอจากของเล่นรูปสัตว์พลาสติก ขายคู่กับเครื่องดื่มเย็นที่แผงน้ำมะนาวช่วงฤดูร้อน ก่อนจะขยับมาขายผ่านร้านค้าบน Instagram

 

จากนั้นไม่นาน เธอและพ่อก็ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับ Gunner & Lux ปัจจุบัน 10 ปีให้หลัง ปีเตอร์เซนในวัย 16 ปีบอกผ่านวิดีโอคอลกับ Bloomberg พร้อมรอยยิ้มว่าเธอคือผู้จัดการของแบรนด์ ขณะที่จอห์น พ่อของเธอ ยืนยันว่าลูกสาวเก่งเรื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก แบรนด์ Gunner & Lux ขายเครื่องประดับได้หลายพันชิ้นต่อปีและได้ร่วมงานกับร้านค้าอย่าง J.Crew และ Nordstrom

 

ในแง่ของการเป็นผู้บริโภค ปีเตอร์เซนบอกว่าการแสดงออกถึงตัวตนเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เด็กรุ่นนี้ใช้สินค้าเพื่อสื่อสารความสนใจและความเชื่อ แบรนด์หรูถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสื่อถึงบุคลิกภาพและสถานะ

 

Razorfish รายงานว่าเด็ก Gen Alpha กว่า 2 ใน 3 เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์หรูตั้งแต่อายุ 10 ขวบ (ซึ่งมักจะเป็นสกินแคร์หรือเครื่องสำอาง) เด็กผู้ชายอายุน้อยมากทั่วโลกใช้เงินหลายร้อยดอลลาร์ซื้อน้ำหอมราคาแพง ขณะที่เด็กผู้หญิง Gen Alpha หลายล้านคนหันมาใช้สกินแคร์และเครื่องสำอางจากร้านสำหรับผู้ใหญ่

 

 
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย 3
 

 

บางครั้งถึงกับซื้อผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยที่แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่ระบุว่าพวกเขาจะยังไม่จำเป็นต้องใช้ไปอีกหลายสิบปี

 

อำนาจการตัดสินใจของพวกเขายังขยายไปถึงการซื้อของชิ้นใหญ่ในครอบครัว “Gen Alpha มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ใหญ่อยู่แล้ว” ชิเดียคกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของชำ ผู้ปกครองมักยอมรับว่าลูกๆ มีเสียง และบ่อยครั้งเป็นเสียงที่เด็ดขาด”

 

ส่วนในเรื่องแนวโน้มทางการเมือง ผลสำรวจปี 2024 จากบริษัทวิจัย McCrindle ที่ศึกษาเด็ก Gen Alpha หญิงในสหรัฐฯ พบว่าราวครึ่งหนึ่งยังไม่ระบุตัวตนกับพรรคการเมืองใด แต่เกือบ 90% วางแผนจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเมื่อถึงวัย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นอย่างความปลอดภัยในโรงเรียน ความรุนแรงจากอาวุธปืน และปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ

 

บริษัทค้าปลีกเริ่มจับตามองเด็ก Gen Alpha ที่ใส่ใจแบรนด์และมีอิทธิพลด้านการจับจ่ายอย่างใกล้ชิด และตื่นเต้นที่จะได้เห็นพวกเขาพัฒนาอำนาจการใช้จ่ายเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งบางคนก็เริ่มแล้ว รวมถึงราอูลที่สร้างรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาและจัดเวิร์กช็อปรวมถึงบรรยายให้กับบริษัทและมหาวิทยาลัยทั้งในอินเดียและต่างประเทศ

 

แม้จะมีชีวิตการทำงานที่โดดเด่น แต่ราอูลก็ยังคงเป็นเด็กมัธยมเต็มตัว ระหว่างวิดีโอคอลกับ Bloomberg เขานั่งสวมฮู้ดดี้เสียบหูฟัง พูดคุยเรื่องปัญหาการว่างงานทั่วโลกสลับกับเรื่องด็อกเตอร์สเตรนจ์ของมาร์เวลอย่างไม่มีสะดุด

 

การสัมภาษณ์ดำเนินไปจนเกือบ 5 ทุ่มตามเวลาท้องถิ่นในเกรละ (เมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย) พ่อของเขาต้องเตือนว่าพรุ่งนี้ราอูลมีคิวขึ้นเวที TEDx Talk ซึ่งตัวเขาเองเกือบลืมไปแล้ว ก่อนจะหัวเราะแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่เหนื่อยเลย”

 

แม้ว่าข้อกังวลเรื่องสมาธิสั้น ทักษะการอ่านที่ถดถอย และการพึ่งพาหน้าจอจะเป็นปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม แต่การตัดสินเด็กรุ่นนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันเติบโตอาจเป็นความผิดพลาดที่ซ้ำรอยทุกเจเนอเรชัน เพราะสิ่งที่คนรุ่นก่อนมองว่าเป็นจุดอ่อน อาจกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็เป็นได้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.08 บาท ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพปก: Klaus Vedfelt / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปักหมุดประเทศไทย Microsoft พร้อมลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI-คลาวด์ https://thestandard.co/microsoft-1-billion-ai-cloud-thailand/ Tue, 31 Mar 2026 06:48:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1193135 Brad Smith จาก Microsoft เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล หารือลงทุน AI-คลาวด์ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย

วันนี้ (31 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล Brad Smith รองประธา […]

The post ปักหมุดประเทศไทย Microsoft พร้อมลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI-คลาวด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Brad Smith จาก Microsoft เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล หารือลงทุน AI-คลาวด์ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย

วันนี้ (31 มีนาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล Brad Smith รองประธานกรรมการบริหารและประธานบริษัท Microsoft พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมบทบาทของไมโครซอฟท์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลระดับโลก พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีความพร้อมสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินงานของภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัลและผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค” หรือ AI-First Nation

 

ด้านไมโครซอฟท์เปิดเผยแผนเตรียมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทย มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำความตั้งใจสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลไทย และสร้างความร่วมมือระยะยาวเพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและ AI ในระบบการศึกษาและแรงงาน ซึ่งไมโครซอฟท์พร้อมให้การสนับสนุนผ่านโครงการฝึกอบรมครู องค์กรไม่แสวงหากำไร และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงทักษะ AI อย่างทั่วถึงในสังคมไทย

 

การหารือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

 

Brad Smith จาก Microsoft เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล หารือลงทุน AI-คลาวด์ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย 1Brad Smith จาก Microsoft เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล หารือลงทุน AI-คลาวด์ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย 2Brad Smith จาก Microsoft เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล หารือลงทุน AI-คลาวด์ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย 3Brad Smith จาก Microsoft เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล หารือลงทุน AI-คลาวด์ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย 4Brad Smith จาก Microsoft เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล หารือลงทุน AI-คลาวด์ 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย 5

The post ปักหมุดประเทศไทย Microsoft พร้อมลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI-คลาวด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณดีลสันติภาพ ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้โมเมนตัม ‘ลดระดับสงคราม’ เริ่มมา ท่ามกลางวิกฤต Stagflation ทั่วโลกที่ยังกดดันนโยบายการเงิน https://thestandard.co/us-iran-peace-deal/ Tue, 31 Mar 2026 01:23:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1192943 ภาพกราฟิกแสดงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดและวิกฤตเศรษฐกิจโลก

The post จับสัญญาณดีลสันติภาพ ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้โมเมนตัม ‘ลดระดับสงคราม’ เริ่มมา ท่ามกลางวิกฤต Stagflation ทั่วโลกที่ยังกดดันนโยบายการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดและวิกฤตเศรษฐกิจโลก

The post จับสัญญาณดีลสันติภาพ ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน’ อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้โมเมนตัม ‘ลดระดับสงคราม’ เริ่มมา ท่ามกลางวิกฤต Stagflation ทั่วโลกที่ยังกดดันนโยบายการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน https://thestandard.co/thailand-happiness-dopamine-economy/ Mon, 30 Mar 2026 13:50:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1192905 ชายคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด กำลังไถฟีดโทรศัพท์มือถือ เพื่อหาความสุขจาก Dopamine Economy

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้ […]

The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด กำลังไถฟีดโทรศัพท์มือถือ เพื่อหาความสุขจาก Dopamine Economy

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทยประจำปี 2569 ในหัวข้อ ‘Dopamine Economy: เมื่อพลังใจกลายเป็นหน่วยมูลค่าใหม่ของตลาด’ โดยเจาะลึกข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศกว่า 2,074 คน ครอบคลุมผู้บริโภค 3 เจเนอเรชัน เพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการทางอารมณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจซื้อ

 

 
 

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เมื่อพบว่าแนวโน้ม ‘ความสุขในอนาคต’ ของคนไทยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง แบรนด์จึงถูกท้าทายให้ต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากการเป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้า ก้าวสู่บทบาทใหม่ในการเป็น ‘ผู้บริหารจัดการโดพามีน’ เพื่อสร้างความผูกพันและอยู่รอดในใจผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน

 

ทำความเข้าใจโดพามีนและวิกฤตความสุขของคนไทย

 

ข้อมูลที่น่าตกใจจากงานวิจัยคือ มีคนไทยเพียง 7% เท่านั้นที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘โดพามีน’ ทั้งที่สารเคมีในสมองชนิดนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักที่คอยควบคุมแรงจูงใจและผลักดันให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมหรือการลงมือทำสิ่งต่างๆ

 

ในยุคที่ผู้คนถูกกระหน่ำด้วยสิ่งเร้าตลอดเวลา ทั้งจากโซเชียลมีเดีย การช้อปปิ้งออนไลน์ และความบันเทิงรูปแบบต่างๆ สมองจึงเกิดความเคยชินและเรียกร้องหาแรงกระตุ้นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกมีความสุขเท่าเดิม ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน ยิ่งบั่นทอนความหวังของคนไทย ส่งผลให้ตัวเลขความคาดหวังว่าชีวิตในอนาคตจะมีความสุขลดลงจาก 51% ในปี 2565 เหลือเพียง 44% ในปี 2568 หรือต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

 

เมื่อเผชิญกับความเครียดสะสม คนไทยจึงหันเข้าหา ‘Happiness Spike’ หรือการเสพความสุขแบบฉับพลันเพื่อประคองสภาพจิตใจแบบวันต่อวัน โดย 61% ยอมรับว่ามีพฤติกรรมไถฟีดโซเชียลมีเดียแบบไร้จุดหมาย และ 48% เลือกที่จะซื้อของให้รางวัลตัวเองเพื่อเติมพลังใจ

 

ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า กลไกทางอารมณ์กำลังก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มากกว่าการตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลด้านฟังก์ชันของสินค้า

 

เจาะลึกความต้องการโดพามีนที่แตกต่างในแต่ละวัย

 

ผลวิจัยระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยมีรูปแบบความต้องการโดพามีนและเผชิญกับช่องว่างทางอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแบรนด์จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อตอบสนองให้ตรงจุด

 

  • Gen Z (18-28 ปี): กลุ่มนักอัปเกรดชีวิตที่ให้ความสำคัญกับการเติบโต พวกเขาโหยหาความสำเร็จและความภาคภูมิใจ แต่ในความเป็นจริงกลับเผชิญภาวะ ‘Mismatch’ หรือความไม่สอดคล้องระหว่างเป้าหมายกับพฤติกรรม เพราะมักจะพึ่งพาสิ่งกระตุ้นระยะสั้น เช่น การไถโซเชียลมีเดีย (67%) หรือการกินของหวานเยียวยาจิตใจ (24%) แทนที่จะลงมือทำเพื่อเป้าหมายระยะยาว
  • Gen Y (29-44 ปี): กลุ่มคนที่แบกรับหลายบทบาทและพยายามตามหาความสมดุลในชีวิต พวกเขาต้องการสร้างวินัยและอยากเห็นคนที่รักมีความสุข แต่ด้วยความเครียดจากหน้าที่การงาน ทำให้คนกลุ่มนี้เลือกใช้วิธี ‘ให้รางวัลตัวเอง’ (Self-reward) สูงถึง 54.5% เพื่อหนีความเหนื่อยล้า นำไปสู่ภาวะ ‘Misfocus’ ที่การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ กลับกลายเป็นตัวขโมยเวลาและทำลายสมดุลชีวิตเสียเอง
  • Silver Generation (45-69 ปี): รุ่นใหญ่ที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยการค้นหา ‘ความหมาย’ คนกลุ่มนี้เผชิญกับภาวะ ‘Misperception’ หรือการถูกสังคมตีกรอบให้ต้องใช้ชีวิตช้าลง ทั้งที่ในความเป็นจริง พวกเขายังคงมีไฟ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (49%) และไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยว

 

กลยุทธ์แบรนด์เพื่อเติมเต็มรางวัลทางอารมณ์

 

เพื่อปิดช่องว่างความรู้สึกไม่ถูกเติมเต็มของผู้บริโภค สถาบันวิจัยฯ ได้เสนอแนะแนวทางให้แบรนด์ปรับตัวเพื่อเข้าไปนั่งในใจของแต่ละเจเนอเรชัน ดังนี้

 

สำหรับกลุ่ม Gen Z แบรนด์ควรเปลี่ยนจากการนำเสนอความสุขฉับพลัน มาเป็นการช่วยสร้างระบบความสำเร็จเล็กๆ (Small Win System) เพื่อให้พวกเขาสะสมความภูมิใจและเห็นพัฒนาการของตัวเองแบบรายวัน เช่น การทำ CRM ที่วัดผลความก้าวหน้า

 

ส่วนกลุ่ม Gen Y แบรนด์ต้องเข้ามาช่วยดึงสติและคืนสมดุลชีวิต โดยออกแบบแคมเปญที่ให้พวกเขาได้พักผ่อนจริงๆ โดยไม่สูญเสียเวลาไปกับสิ่งรบกวน เช่น ฟีเจอร์ช่วยเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรหยุดพักการใช้แอปพลิเคชัน

 

และสำหรับ Silver Generation แบรนด์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนภาพจำของสังคม โดยสร้างพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้ใช้ชีวิตแบบแอคทีฟ เช่น การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างคนรุ่นใหญ่กับคนรุ่นใหม่ เพื่อคืนความหมายและคุณค่าให้กับชีวิตของพวกเขา

 

เมื่อแบรนด์สามารถเข้าไปอุดช่องว่างทางอารมณ์ได้อย่างตรงจุด ข้อมูลระบุว่าคนไทยกว่า 78% พร้อมที่จะ ‘เปิดใจ’ สนับสนุนแบรนด์ที่ช่วยสร้างแรงกระตุ้นเชิงบวกให้กับชีวิต การตลาดในยุค Dopamine Economy จึงไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือศิลปะในการเติมพลังใจให้ผู้คนลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุขและมั่นคง

 

ภาพ : KieferPix / Shutterstock

The post ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี! ฮาคูโฮโดเผยอินไซต์ ‘Dopamine Economy’ ชี้ 61% ไถฟีดดับเครียด หวังเติมพลังใจรายวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
OOH จ่อขึ้นแท่นสื่อหลักเทียบชั้นทีวี คาดโตพุ่ง 15% รับอานิสงส์คนเมืองเมินหน้าจอที่บ้าน แต่หนีป้ายโฆษณาระหว่างเดินทางไม่ได้ https://thestandard.co/ooh-advertising-market-growth/ Mon, 30 Mar 2026 13:42:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1192896 ภาพป้ายโฆษณานอกบ้าน (OOH) ในเมือง พร้อมข้อความ OOH คาดโต 15% คนเมืองเมินจอบ้าน แต่หนีป้ายข้างทางไม่พ้น

MI GROUP เมินอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2569 เตรียมปรับสมดุล […]

The post OOH จ่อขึ้นแท่นสื่อหลักเทียบชั้นทีวี คาดโตพุ่ง 15% รับอานิสงส์คนเมืองเมินหน้าจอที่บ้าน แต่หนีป้ายโฆษณาระหว่างเดินทางไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพป้ายโฆษณานอกบ้าน (OOH) ในเมือง พร้อมข้อความ OOH คาดโต 15% คนเมืองเมินจอบ้าน แต่หนีป้ายข้างทางไม่พ้น

MI GROUP เมินอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2569 เตรียมปรับสมดุลครั้งใหญ่ ชี้เม็ดเงินสะพัด 87,264 ล้านบาท โต 1.7% โดยมีสื่อออนไลน์ โทรทัศน์ และสื่อกลางแจ้งเป็น 3 เสาหลักขับเคลื่อนตลาดยุค ‘Rebalancing Growth’ หรือ การปรับหาสมดุลของการสื่อสารที่แท้จริง

 

 
 

ปี 2569 ถูกจับตาในฐานะปีม้าทองที่เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่จังหวะใหม่ของการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ปัจจัยเชิงบวกจากความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลและการสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

แรงส่งทางเศรษฐกิจผลักดันให้กลุ่มสินค้า 10 อันดับแรกอัดฉีดเม็ดเงินโฆษณาอย่างหนาแน่น นำโดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ผิวหน้าและเส้นผม มูลค่า 11,899 ล้านบาท ตามด้วยกลุ่มค้าปลีก 8,932 ล้านบาท, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 6,320 ล้านบาท และกลุ่มยาและอาหารเสริมที่ขยายตัวรับสังคมผู้สูงอายุ 5,664 ล้านบาท ขณะที่งบสื่อสารองค์กรของภาครัฐก็มีมูลค่าสูงถึง 4,280 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยานยนต์ 4,095 ล้านบาท กลุ่มผลิตภัณฑ์นม 4,069 ล้านบาท กลุ่มกิจกรรมสันทนาการ 3,493 ล้านบาท กลุ่มอุปกรณ์สื่อสาร 3,171 ล้านบาท และกลุ่มอาหารสำเร็จรูป 2,031 ล้านบาท ในทางกลับกัน สื่อสิ่งพิมพ์ต้องเผชิญภาวะถดถอยรุนแรงถึง 50% โดยเม็ดเงินในกลุ่มนิตยสารหดตัวเหลือเพียง 76 ล้านบาท และหนังสือพิมพ์เหลือ 294 ล้านบาทเท่านั้น

 

แม้สื่อโทรทัศน์จะถูกคาดการณ์ว่าเม็ดเงินโฆษณาอาจลดลง 6% แต่ถือเป็นอัตราการถดถอยที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แบรนด์หลายแห่งเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของความน่าเชื่อถือ ทำให้รายการข่าวและรายการถ่ายทอดสดกีฬายังคงดึงดูดผู้ชมได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้ง เวทีดีเบตทางทีวีสามารถดันเรตติงและดึงเม็ดเงินโฆษณาได้สูงกว่าช่วงเวลาปกติอย่างเห็นได้ชัด

 

กรณีศึกษาที่สะท้อนภาพระบบนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2569 ที่ผ่านมา การบูรณาการเริ่มต้นจากการใช้เวทีดีเบตบนหน้าจอทีวีสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะคัดสรรคอนเทนต์ไฮไลต์ไปกระจายต่อบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตามความสนใจของกลุ่มเป้าหมายย่อย

 

ขณะเดียวกันก็มีการใช้กลุ่มผู้สนับสนุนและคอมมูนิตี้ช่วยขยายบทสนทนาในโลกออนไลน์ เสมือนเป็นกระบอกเสียงและหัวคะแนนโดยสมัครใจ ควบคู่ไปกับการใช้สื่อ OOH ตอกย้ำนโยบายและหมายเลขผู้สมัครในแต่ละพื้นที่

 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมลงพื้นที่จริงเพื่อเชื่อมโยงการรับรู้สู่ประสบการณ์ของประชาชน ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ที่ต่างกันแต่เกื้อหนุนกัน เพื่อผลักดันให้แคมเปญการสื่อสารกระจายออกไปอย่างครอบคลุม

 

OOH ขยับแท่นสู่ ‘TRUST Infrastructure’

 

จากโมเดลการสื่อสารแบบบูรณาการดังกล่าว จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ถูกยกระดับบทบาทขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญคือสื่อโฆษณานอกบ้าน หรือ OOH ซึ่งขยับจากการเป็นเพียงช่องทางสร้างการรับรู้วงกว้าง สู่การเป็น ‘TRUST Infrastructure’ หรือโครงสร้างความน่าเชื่อถือในโลกจริง

 

การปรากฏตัวของแบรนด์บนพื้นที่สาธารณะและเส้นทางชีวิตประจำวัน ช่วยสร้างประสบการณ์จริงและเสริมภาพลักษณ์ความมั่นคง ซึ่งเป็นมิติความน่าเชื่อถือที่สื่อดิจิทัลหรืออินฟลูเอนเซอร์ไม่สามารถทดแทนได้ โดยทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงพฤติกรรมของผู้บริโภคบนโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

 

สื่อ OOH ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตโดดเด่นถึง 14-15% ในปีนี้ โดยมีจอ DOOH (Digital Out-of-Home) เป็นหัวหอกสำคัญ ซึ่งการเปลี่ยนป้ายนิ่งเป็นจอเทคโนโลยีดิจิทัลมีต้นทุนที่ถูกลงมาก ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับโฆษณาได้พร้อมกันถึง 5 แบรนด์ รองลงมาคือสื่อบนรถไฟฟ้าที่มีผู้โดยสารหลักล้านคนต่อวัน และป้ายนิ่งขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP อธิบายว่า ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ 120 เมตรบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ คือตัวอย่างที่สื่อสังคมออนไลน์มอบให้ไม่ได้

 

“ภายใน 2 ปีนี้ เราอาจเห็นสื่อ OOH ขยับขึ้นมามีบทบาทใกล้เคียงกับสื่อโทรทัศน์มากขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตคนเมืองที่อยู่คอนโดมิเนียมอาจไม่ดูทีวีแล้ว แต่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงป้ายโฆษณาระหว่างการเดินทางได้”

 
 

คลื่น AI เขย่าโครงสร้างคนทำงานโฆษณา

 

เทคโนโลยี AI กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมสื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยลดระยะเวลาทำงานแต่กลับให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานระดับเริ่มต้น

 

เอเจนซีสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการฐานข้อมูลและกระบวนการทำงานแบบเดิม โดยไม่จำเป็นต้องขยายจำนวนพนักงานใหม่เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นเหมือนในอดีต

 

ผลกระทบนี้เห็นได้ชัดในเครือข่ายเอเจนซีระดับโลกอย่าง WPP หรือ GroupM ที่ปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่ จากที่เคยใช้คน 1,000 คนในการผลิตงาน 100 ชิ้น ปัจจุบันอาจใช้กำลังคนเหลือเพียง 100 คน

 

ทว่าสิ่งที่จะเข้ามาสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับผลงาน ยังคงเป็นมิติทางอารมณ์, ความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ และความสามารถในการคิดค้น ‘Big Idea’ ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะของมนุษย์

 

โจทย์ท้าทายของนักการตลาดในปีนี้คือการจัดสัดส่วน Media Mix ให้เกิดความสมดุลระหว่างยอดขายวันนี้และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในอนาคต

 

แบรนด์ที่ต้องการยืนหยัดอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องกระจายงบประมาณให้ครอบคลุมการสร้างการรับรู้และความสนใจในส่วน Upper และ Middle Funnel ควบคู่ไปกับการดึงดูดการตัดสินใจซื้อในขั้น ‘Lower Funnel’ บนช่องทางออนไลน์

 

การออกแบบการสื่อสารที่แข็งแรงจะต้องตอบสนองทั้ง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การรับรู้, การพิจารณา, ผลกระทบ และภาพลักษณ์

 

ภวัต กล่าวสรุปแนวทางธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในโลกที่ทุกแบรนด์พยายามสื่อสารให้เสียงดัง แบรนด์ที่ถูกจดจำกลับเป็นแบรนด์ที่แทรกตัวอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และถูกบริบท การเติบโตในปีนี้จึงต้องอาศัยการออกแบบโครงสร้างสื่อที่เหมาะสมที่สุด เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง”

 

ภาพ : Opasbbb / Shutterstock

The post OOH จ่อขึ้นแท่นสื่อหลักเทียบชั้นทีวี คาดโตพุ่ง 15% รับอานิสงส์คนเมืองเมินหน้าจอที่บ้าน แต่หนีป้ายโฆษณาระหว่างเดินทางไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’ บนสมรภูมิร้อนตะวันออกกลาง https://thestandard.co/thailand-boi-safe-zone-middle-east/ Mon, 30 Mar 2026 07:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1192707 ภาพเลขาธิการ BOI กับฉากหลังแผนที่ตะวันออกกลางและสัญลักษณ์ความขัดแย้ง แสดงบทบาทไทยเป็นเซฟโซนการลงทุน

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ จ.ชลบุรี กับนฤตม์ เทอ […]

The post เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’ บนสมรภูมิร้อนตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเลขาธิการ BOI กับฉากหลังแผนที่ตะวันออกกลางและสัญลักษณ์ความขัดแย้ง แสดงบทบาทไทยเป็นเซฟโซนการลงทุน

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ จ.ชลบุรี กับนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อชม บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมการผลิตสารแต่ง กลิ่นรสจากวัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างสูตรจำลองกลิ่นตามที่ต้องการ (Bio Re-engineering)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยบริษัทได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในการวิจัยและพัฒนา และการผลิตสารเติมแต่งกลิ่นรส จนเติบโต นำไปสู่การร่วมลงทุนและเป็นบริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ‘Döhler’ โดยพัฒนาโรงงานในประเทศไทย ให้เป็นฐานการผลิตและศูนย์วิจัยและพัฒนาสู่ตลาดโลก

 

ระหว่างการลงพื้นที่ นฤตม์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง สงครามซึ่งเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก และทวีความตึงเครียดในขณะนี้ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ผู้บริหารบีโอไอเข้าเยี่ยมชมบริษัท โดห์เลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด3

 

ขณะเดียวกัน ยังเริ่มปรากฏสัญญาณว่า วัตถุดิบบางประเภทอาจเผชิญภาวะขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจและภาคการผลิตทั่วโลก

 

“ตอนนี้สถานการณ์สงคราม กระทบธุรกิจอยู่ 2 เรื่องสำคัญ คือ ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น กับความเสี่ยงที่วัตถุดิบบางประเภท จะเริ่มขาดแคลนหรือราคาพุ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมแผนรับมือ”

 

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ชี้ไทย คือ ‘เซฟโซน’

 

ในมิติของการลงทุน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ระยะสั้น แต่เป็นผลต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-Economic) ที่สะสมมาอย่างยาวนาน

 

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) และจะอยู่กับระบบเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนไปอีกยาว ทำให้บริษัททั่วโลกต้องมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และสามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจได้” นฤตม์ กล่าว

 

จึงเริ่มเห็นนักลงทุนทั่วโลกเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยหันมามองหาแหล่งลงทุนที่มีความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งไทยคือเซฟโซน และสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของห่วงโซ่การผลิต

 

ในอีกด้าน กลับกลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถสูงเข้ามาทำงานในประเทศ เนื่องจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายทั้งเงินทุนและแรงงานฝีมือไปยังประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า

 

โดยไทยเองก็มีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่กำลังเดินหน้าทั้งการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และ การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กัน โดยอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ภาคเกษตรและอาหาร การแพทย์ และการท่องเที่ยว จะได้รับการยกระดับให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

 

 
‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’

 

ขณะเดียวกัน ไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ อุตสาหกรรมไบโอ เช่น ไบโอพลาสติก ไบโอแมททีเรียล ไบโอชีวภาพ (Biofuel), อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่, อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

 

รวมถึง อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาคบริการมูลค่าสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

 

“วันนี้ทุกคนยอมรับว่าไทยคือฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของโลกที่อยู่นอกประเทศจีน”

 

โลกกำลังแข่งขัน 4 เรื่อง

 

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน แต่ยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ระบบพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ และการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ

 

“โลกกำลังเข้าสู่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันใน 4 เรื่องสำคัญ คือ พลังงาน แร่หายาก ชิป และ AI ประเทศไหนมีความสามารถใน 4 เรื่องนี้ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

 

แม้ว่าประเทศไทยจะต้องแข่งขันกับหลายประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

 

“แต่จากสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนจำนวนมากยังคงมองหาประเทศที่มีเสถียรภาพ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคง ไทยยังคงมีโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน ศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค และใช้จังหวะของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ในการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

 

เร่ง 3 เรื่อง ชงรัฐบาลใหม่

 
 นฤตม์ เปิดเผยว่า บีโอไอกำลังเตรียมเสนอวาระสำคัญต่อ รัฐบาลและคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการดึงดูดการลงทุน โดยมีประเด็นเร่งด่วนหลายด้าน

 

  • เดินหน้ามาตรการ EV ต่อเนื่อง โดยบีโอไอเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) ชุดใหม่ใน 3 ประเด็น คือ การสร้างความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุน EV ทุก Segment, มาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการส่งเสริม Localization
  • ยุทธศาสตร์ Semiconductor ฉบับสมบูรณ์ เพื่อเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ครบวงจร ในระยะใกล้จะมีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม เช่น Analog Devices เตรียมเปิดศูนย์ออกแบบ (Design Center) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเร็วๆนี้ รวมถึง Infineon Technologies บริษัทชิป ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงงานและคาดว่าจะแล้วเสร็จใน ไตรมาส 3
  • พลังงานสะอาด รองรับ Data Center โดยเตรียมเสนอหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ต่อ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยตั้งเป้ารองรับกำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์

 

Work Visa ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก

 

นฤตม์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยบีโอไอกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบหลายด้าน เช่น การปลดล็อกการรายงานตัว 90 วัน สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง และการพิจารณาเปลี่ยนจาก Work Permit เป็น Work Visa

 

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในประเทศไทย ในด้านการพัฒนาบุคลากร บีโอไอตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี

 

โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

“ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ Upskill เกือบ 200,000 คน จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 100,000 คน”

 

ชู Thailand FastPass เร่งเครื่องลงทุน ปลดล็อกไฟฟ้า-ที่ดิน ไฟเขียวเมกะโปรเจ็กต์ค้างท่อ

 

นฤตม์ ระบุอีกว่า รัฐบาลได้เร่งรัดการลงทุนผ่านระบบ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลัก ที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่ลงทุน

 

โดยโครงการที่ได้รับคัดเลือกให้รับบัตร Thailand FastPass ในเฟสแรก 16 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งหมดได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว

 

มี 7 โครงการได้มายื่นขอออกบัตรส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว และมี 4 โครงการที่ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานพันธมิตรแล้ว ในส่วนที่เหลือ บีโอไอกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับความคืบหน้าของการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570

 

ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่าง ๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570

 

“ภายใต้สงคราม มีทั้งความเสี่ยงและโอกาสความขัดแย้งในโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งต้องปรับแผนลงทุนประเทศไทยมีโอกาสดึงการลงทุนเหล่านี้เข้ามา หากสามารถพัฒนาคน Supply Chain ให้แข็งแรง เพราะสองสิ่งนี้จะทำให้บริษัทที่เข้ามา ปักหลักอยู่กับไทยระยะยาว”

 

โดยที่ผ่านมาจะเห็นโอกาสจากการย้ายฐานธุรกิจ มีข้อมูลว่า นักธุรกิจในฮ่องกงกว่า 73% มีแผนลงทุนในอาเซียน และประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ แต่ต้นทุนในสิงคโปร์และฮ่องกงสูงมาก ทำให้ไทยมีโอกาสดึงธุรกิจบริการมูลค่าสูง เช่น Financial Services Logistics Services

 

ไทยมีเสน่ห์และจุดแข็ง

 

นอกจากนี้ ไทยมีเสน่ห์และจุดแข็งด้านสุขภาพและ Wellness ประเทศไทยมีโอกาสเป็น Health Care Hub ของภูมิภาค โดยครอบคลุมทั้ง Wellness (การดูแลสุขภาพ) Sickness (การรักษาโรค) แต่ต้องเตรียมบุคลากร เช่น แพทย์และพยาบาลให้เพียงพอ

 

“ประเทศไทยไม่ได้แข่งขันแค่กับเวียดนามเท่านั้น แต่รวมถึง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ทุกประเทศต้องการดึง โครงการลงทุนขนาดใหญ่เหมือนกัน”

 

ดังนั้นหน่วยงานด้านการลงทุนจึงต้องทำงานแบบ การแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อดึงโครงการเข้าประเทศให้ได้

 

หนุนผู้ประกอบการไทย มุ่งสู่อุตฯ ยุคใหม่ ดันเม็ดเงินลงทุนปีพุ่ง 86%

 

นฤตม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญ ในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86%

The post เปิด 4 เกมใหม่ที่โลกกำลังแย่งชิง ผ่านเลนส์ ‘BOI’ ทำไมไทยคือ ‘เซฟโซน’ บนสมรภูมิร้อนตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่อง 5 ปีแต่ราคาพุ่ง! Sony หักอกเกมเมอร์ อัปราคา PlayStation 5 ทั่วโลกสูงสุด 4.92 พันบาท สวนทางวงจรสินค้าไอทีที่ควรจะถูกลง https://thestandard.co/sony-playstation-5-price-increase/ Sun, 29 Mar 2026 08:19:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1192496 ภาพเครื่องเล่นเกม PlayStation 5 และข้อความประกาศปรับขึ้นราคา

Sony Group ประกาศปรับขึ้นราคาเครื่องเล่นเกม PlayStation […]

The post เครื่อง 5 ปีแต่ราคาพุ่ง! Sony หักอกเกมเมอร์ อัปราคา PlayStation 5 ทั่วโลกสูงสุด 4.92 พันบาท สวนทางวงจรสินค้าไอทีที่ควรจะถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องเล่นเกม PlayStation 5 และข้อความประกาศปรับขึ้นราคา

Sony Group ประกาศปรับขึ้นราคาเครื่องเล่นเกม PlayStation 5 ทั่วโลก โดยในสหรัฐอเมริกาปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.92 พันบาท) ในบางรุ่น

 

การขยับราคาครั้งใหญ่นี้ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงหนึ่งปี หลังจากที่บริษัทเคยปรับราคามาก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นผลมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง

 

ราคาใหม่จะมีผลในวันที่ 2 เมษายน โดยรุ่นมาตรฐานในสหรัฐอเมริกาจะขยับจาก 549.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.80 หมื่นบาท) ขึ้นเป็น 649.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.13 หมื่นบาท)

 

สำหรับรุ่นดิจิทัลจะปรับขึ้นเป็น 599.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.97 หมื่นบาท) ขณะที่รุ่นท็อปอย่าง PlayStation 5 Pro จะมีราคาสูงถึง 899.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.95 หมื่นบาท) อุปกรณ์เสริมสำหรับเล่นเกมพกพาอย่าง PlayStation Portal ก็ถูกปรับเพิ่มราคาจาก 199.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.57 พันบาท) เป็น 249.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.21 พันบาท) ด้วยเช่นกัน

 

การปรับราคายังครอบคลุมไปถึงยุโรป สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น โดยในสหราชอาณาจักรราคาเครื่องรุ่นต่างๆ จะเพิ่มขึ้นราว 13 – 21 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดยุโรปเครื่องรุ่นมาตรฐานจะมีราคา 649.99 ยูโร (หรือ 2.46 หมื่นบาท)

 

ทางบริษัทได้ออกแถลงการณ์ว่า “เราพบว่านี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่มีนวัตกรรมและคุณภาพสูงให้กับผู้เล่นทั่วโลกต่อไปได้”

 

ต้นตอมาจากวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน

 

การที่ราคาเครื่องคอนโซลปรับตัวสูงขึ้นถือเป็นแนวโน้มที่ ‘ผิดปกติอย่างมาก’ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วราคาอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้ควรจะค่อยๆ ลดลงเมื่อวงจรชีวิตของสินค้าผ่านไปหลายปี

 

ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์นี้คือเรื่องกำแพงภาษีที่สหรัฐอเมริกากำหนด รวมถึงการที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างแข่งขันกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์กันอย่างดุเดือด

 

ส่งผลให้ผู้ผลิตหน่วยความจำหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลที่สร้างกำไรได้สูงกว่า ทำให้ชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ทั่วไปเกิดภาวะตึงตัว

 

เพียร์ส ฮาร์ดิง-โรลส์ (Piers Harding-Rolls) นักวิเคราะห์จาก Ampere Analysis มองว่า “เมื่อไม่มีวี่แววว่าราคาจะลดลงเนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ Sony จึงต้องตัดสินใจเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องส่วนต่างกำไรของฮาร์ดแวร์ที่บางเฉียบ”

 

นอกจากนี้เขายังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อที่เป็นผลพวงจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลและอิหร่าน อาจยิ่งเข้ามาซ้ำเติมผลกระทบจากราคาชิ้นส่วนที่สูงขึ้น และเพิ่มความยากลำบากให้กับบริษัทคอนโซลมากยิ่งขึ้น

 

ปัญหานี้ยังลุกลามไปถึง Valve ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Steam ซึ่งประกาศฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยบริษัทยอมรับว่ายังไม่สามารถเปิดเผยราคาและวันวางจำหน่ายได้ เนื่องจากปัญหาหน่วยความจำขาดแคลนทวีความรุนแรงขึ้น

 

ฮาร์ดิง-โรลส์กล่าวเสริมว่าคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากคู่แข่งอย่าง Microsoft และ Nintendo จะทำตามในอนาคตอันใกล้ ซึ่งปัจจุบันเครื่อง Xbox Series X ก็ขยับราคาจากตอนเปิดตัวมาอยู่ที่ 650 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.13 หมื่นบาท) แล้ว

 

ทางด้าน Nintendo ก็ได้ปรับขึ้นราคาเครื่อง Switch รุ่นแรกไปเมื่อปีที่แล้ว แม้จะยังคงราคาเครื่อง Switch 2 ไว้ที่ 450 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.47 หมื่นบาท) แต่ก็ออกโรงเตือนว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

 

แรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค

 

นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าการปรับราคาคอนโซลให้แพงขึ้น มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของตลาดวิดีโอเกมโดยรวมในปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สัญญาณเตือนเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อยอดขายเครื่อง PlayStation 5 ในช่วงไตรมาสวันหยุดปลายปีที่ผ่านมาร่วงลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยทำยอดขายไปได้เพียง 8 ล้านเครื่องเท่านั้น

 

ความซบเซานี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยัง Epic Games ผู้สร้างเกม Fortnite ที่กลายเป็นบริษัทล่าสุดที่ประกาศลดพนักงาน 1,000 คน โดยอ้างเหตุผลเรื่องยอดขายคอนโซลที่ชะลอตัวและรายจ่ายที่สูงกว่ารายรับ

 

การตัดสินใจของ Sony เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเกมกำลังเผชิญมรสุม ทั้งจากการเลิกจ้างพนักงานกะทันหัน การปรับขึ้นราคาบริการ และการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารระดับสูงที่สร้างความขัดแย้ง

 

การเพิ่มราคาเครื่องคอนโซลที่มีอายุในตลาดมานานถึง 5-6 ปี ได้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับบรรดาเกมเมอร์ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการผลักภาระมาให้กับผู้บริโภค

 

ผู้ใช้งานรายหนึ่งได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นใต้บล็อกโพสต์ของ Sony อย่างดุเดือดว่า “ราคา 650 ยูโรสำหรับเครื่องคอนโซลรุ่นพื้นฐานที่มีอายุ 5 ปีนั้นเป็นเรื่องที่บ้ามาก”

 

ขณะที่ผู้ใช้อีกคนวิพากษ์วิจารณ์การกระทำนี้ว่า ‘น่ารังเกียจ’ และกล่าวเสริมว่า “ราคาควรจะลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของเจเนอเรชันแบบนี้” ผู้ใช้งานอีกรายยังได้เข้ามาแสดงความเห็นปิดท้ายด้วยความผิดหวังอย่างหนักว่า “นี่เป็นเจเนอเรชันเดียวที่ราคาเครื่องคอนโซลปรับตัวสูงขึ้นและไม่ยอมลดลงเลย”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน

 

  • 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569
  • 1 ยูโร เท่ากับ 37.87 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569

 

ภาพ : Wongsakorn 2468 / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post เครื่อง 5 ปีแต่ราคาพุ่ง! Sony หักอกเกมเมอร์ อัปราคา PlayStation 5 ทั่วโลกสูงสุด 4.92 พันบาท สวนทางวงจรสินค้าไอทีที่ควรจะถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/huawei-mate-80-pro-comeback/ Fri, 27 Mar 2026 12:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1191960 ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี

ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน สมาร์ทโฟนแข่งขันกันด้วยตัวเลขสเปก […]

The post Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี

ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน สมาร์ทโฟนแข่งขันกันด้วยตัวเลขสเปก ไม่ว่าจะเป็นความเร็วชิป ความละเอียดกล้อง หรือขนาดหน้าจอ ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่แฟนเทคฯ หยิบมาถกเถียงและเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ

 

แต่วันนี้ตลาดสมาร์ทโฟนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ เมื่อเกือบทุกเครื่องในระดับเรือธงมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว สนามแข่งขันของผู้ผลิตจึงต้องเปลี่ยนไป และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Mate Series จาก Huawei กำลังกลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ถูกจับตามองและรอคอยมากที่สุดในขณะนี้

 

ยุคที่สมาร์ตโฟนแข่งกันในด้านประสบการณ์การใช้เหนือเรื่องสเปก

 

เมื่อสเปกคือสิ่งที่ไม่ต้องแข่งขันกันเท่าในอดีตแล้ว ผู้ใช้จึงมองหาเทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้ใช้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ทั้งการถ่ายภาพ การใช้ทำงานได้ง่ายขึ้น ช่วยคิดและตัดสินใจแทนผู้ใช้ การประมวลผลภาพขั้นสูง และระบบนิเวศของแอปพลิเคชันจึงกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของสมาร์ตโฟนระดับเรือธงทั่วโลก

 

สมาร์ตโฟนปัจจุบันเป็นมากกว่าโทรศัพท์ แต่เป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์และกำลังจะกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว AI” ที่เข้าใจผู้ใช้และช่วยจัดการงานต่าง ๆ ในอนาคต การเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงถือเป็นการแสดงทิศทางเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ของผู้ผลิตต่ออนาคตของอุตสาหกรรมในยุคที่สมาร์ทโฟนคือศูนย์กลางของชีวิตดิจิทัล

 

Mate Series ของ HUAWEI หายไป 3 ปี แต่ทำไมคนยังรอ?

 

เราได้กล่าวถึง “HUAWEI Mate Series” ก่อนหน้านี้ แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมเจ้าซีรีส์ถึงหายไป 3 ปี?

 

หากสมาร์ตโฟนสักซีรีส์หายไป 3 ปี ผู้คนอาจจะลืมซีรีส์นั้นไปเสียแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Mate Series กลับแตกต่างออกไป แม้ HUAWEI Mate Series จะหายไปนานกว่า 3 ปี แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยยังคงใช้รุ่นเดิมและติดตามข่าวการกลับมาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้เกิดความผูกพันกับประสบการณ์การใช้งาน

 

นี่คือโอกาสและจุดเด่นของ Mate Series ในตลาดสมาร์ตโฟนที่สเปกใกล้เคียงกัน เพราะความสัมพันธ์กับผู้ใช้ไม่ได้อยู่ที่สเปกหรือราคา แต่เป็นการมอบประสบการณ์น่าจดจำ เช่น การถ่ายภาพ การใช้งานเสถียร และการตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

 

การกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro ในครั้งนี้ จึงเป็นการกลับมาของซีรีส์ที่มีความหมายกับผู้ใช้จำนวนมาก และเป็นการกลับมาของหนึ่งในซีรีส์สมาร์ตโฟนที่เคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนระดับโลก

 

“See It True” ให้การถ่ายภาพได้ถ่ายใกล้ความจริงมากขึ้น

 

การพัฒนากล้องสมาร์ตโฟนก้าวสู่ยุค Computational Photography ใช้ซอฟต์แวร์และ AI ประมวลผลภาพ ให้สมาร์ทโฟนสร้างภาพคุณภาพสูงได้ง่าย แม้เซนเซอร์เล็กกว่ากล้องมืออาชีพ โดย AI จะรวมภาพ ปรับแสง สี ลดสัญญาณรบกวน และจัดองค์ประกอบภาพอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้ถ่ายภาพคุณภาพสูงได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการถ่ายภาพมาก

 

เทรนด์นี้ได้ชูแนวคิด “See It True” ของ “HUAWEI Mate 80 Pro” ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้บริบทของเทคโนโลยีการถ่ายภาพในยุคนี้ ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงให้ภาพสวยขึ้น แต่ต้องการให้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่ตาเห็นมากที่สุด ทั้งในแง่ของสี แสง และบรรยากาศของช่วงเวลานั้น

 

ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี 1

 

ระบบกล้องของ HUAWEI Mate 80 Pro ถูกพัฒนาเพื่อถ่ายทอดสีสันให้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ผ่านเลนส์เสริมสีจริง (True-to-color) ที่ช่วยให้สีของภาพใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น ขณะเดียวกัน AI ยังเข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก แสง และองค์ประกอบภาพ เพื่อช่วยจัดเฟรมภาพให้เหมาะสม เสมือนมีผู้ช่วยช่างภาพอยู่ในสมาร์ทโฟน

 

เทคโนโลยีกล้องสมาร์ทโฟนปัจจุบันเน้นการถ่ายทอดภาพที่สมจริงที่สุด เพื่อบันทึกความทรงจำและเรื่องราว Mate Series ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้บันทึกช่วงเวลาสำคัญได้ใกล้เคียงความรู้สึกจริงที่สุด

 

HUAWEI Mate 80 Pro ประสิทธิภาพสูงใช้งานได้ตลอดทั้งวันไม่มีสะดุด

 

HUAWEI Mate 80 Pro ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดเรื่องของเสริมประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลแม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง ผ่านระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเครื่อง ทำให้สมาร์ตโฟนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวิดีโอ เล่นเกม หรือใช้งานหลายแอปพร้อมกัน

 

นอกจากประสิทธิภาพการทำงาน โครงสร้างของตัวเครื่องก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพราะสมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทั้งฝน ฝุ่น หรืออุบัติเหตุเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน HUAWEI Mate 80 Pro จึงมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างมั่นใจในหลากหลายสถานการณ์

 

ระบบ AI อัจฉริยะเพื่อผู้ใช้งาน พร้อมระบบนิเวศสำหรับ HUAWEI Mate 80 Pro 

 

HUAWEI Mate 80 Pro มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่เน้นประโยชน์ต่อผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อแสดงเทคโนโลยี แต่เพื่อทำให้การใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นเรื่องง่าย เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยจัดการภาพถ่าย การช่วยค้นหาข้อมูล การจัดการแอปพลิเคชัน หรือการปรับการทำงานของเครื่องให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้ใช้

 

ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศของแอปพลิเคชันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน เพราะสมาร์ตโฟนไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันจำนวนมากในชีวิตประจำวัน HUAWEI Mate 80 Pro จึงทำงานร่วมกับระบบ AppGallery ซึ่งในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันให้ดาวน์โหลดอย่างหลากหลาย รวมถึงแอปยอดนิยมที่ผู้ใช้ใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแอปพลิเคชัน

 

“Once a Mate, Always a Mate” ความสำเร็จที่บอกต่อของ HUAWEI

 

มีเพียงไม่กี่ซีรีส์ของสมาร์ตโฟนที่ถูกจดจำจากประสบการณ์และความรู้สึก ไม่ใช่แค่สเปกหรือดีไซน์ Mate Series คือหนึ่งในนั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้จำมันได้ตลอดหลายปี คือประสบการณ์โดยรวม ทั้งการถ่ายภาพ ความเสถียร และความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อชีวิตจริง ซึ่งนั่นคือความสำเร็จของ Mate Series และเป็นที่มาของคำกล่าวที่ผู้ใช้หลายคนยืนยันว่า “Once a Mate, Always a Mate” 

 

การกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ แต่คือการสานต่อเรื่องราวของซีรีส์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรม สู่ยุคที่สมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุปกรณ์สื่อสาร ไปสู่ผู้ช่วยดิจิทัลที่อยู่กับผู้ใช้ตลอดทั้งวัน

 

ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี 2

 

HUAWEI Mate 80 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงที่รวมการถ่ายภาพ ประสิทธิภาพ และ AI ไว้ในเครื่องเดียว

 

HUAWEI Mate 80 Pro คือสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดจากหัวเว่ยที่ผสานนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และเทคโนโลยี AI เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นการใช้งานในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีบนสเปกชีต

 

ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีทอง และสีดำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนียภาพของธรรมชาติ สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีความพรีเมียม

 

HUAWEI Mate 80 Pro เตรียมเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าในประเทศไทยระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2569 – 2 เมษายน 2569 ในราคา 37,990 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษในช่วงพรีออเดอร์ รับของสมนาคุณรวมมูลค่าสูงสุด 21,470 บาท ได้แก่ HUAWEI SuperCharge 100W Adapter และ HUAWEI Watch GT5 รวมถึงข้อเสนอเก่าแลกใหม่ (Trade Up Offer) รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 7,000 บาท

 

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้ผ่านหน้าร้าน HUAWEI Experience Store ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store, Lazada, Shopee และ TikTok Shop

 

ติดตามข่าวสารและอัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากหัวเว่ยได้ทาง 

Facebook: Huawei Mobile TH 

Website: http://consumer.huawei.com/th  

LINE: HuaweiMobileThailand

IG: Huawei.TH

 

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า คอมมูนิตี้ และบริการต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน My HUAWEI บน AppGallery

The post Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? https://thestandard.co/middle-east-war-ai-impact/ Fri, 27 Mar 2026 04:46:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1191945 ภาพแสดงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI พร้อมข้อความ 'วิกฤตสงคราม ลามสะเทือนถึง อุตสาหกรรม AI'

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายมุ […]

The post เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI พร้อมข้อความ 'วิกฤตสงคราม ลามสะเทือนถึง อุตสาหกรรม AI'

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายมุ่งจับตาไปที่ผลกระทบด้านพลังงานอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่น้อยคนนักจะตระหนักว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อ ‘อุตสาหกรรม AI’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบัน

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่เกิดจากสงครามถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับ AI ระดับโลกมากกว่า 90% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจแถบเอเชีย เช่น ไต้หวัน (TSMC) และเกาหลีใต้ (Samsung, SK Hynix) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับที่สูงมาก โดย 85% ของก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ผู้ซื้อในเอเชีย

 

นอกจากก๊าซ LNG แล้ว ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ได้แก่

 

  • ก๊าซฮีเลียม (ผลพลอยได้จากการแปรรูปก๊าซธรรมชาติ): เอเชียนำเข้าจากรัฐกาตาร์เป็นหลัก ซึ่งผลิตได้ถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลก
  • กำมะถัน (ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและก๊าซ): ครึ่งหนึ่งของการขนส่งทางเรือทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • แร่โลหะอื่นๆ: เช่น แร่อะลูมิเนียม

 

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือได้รับผลกระทบ จะส่งผลให้ปริมาณก๊าซลดลงอย่างฉับพลัน ประเทศที่พึ่งพาก๊าซสูงอย่างไต้หวันซึ่งแทบจะผลิตก๊าซธรรมชาติเองไม่ได้เลย จะได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อพลังงานไม่พอ รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการจำกัดการจ่ายไฟให้เฉพาะกลุ่ม ทำให้ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงอย่าง Data Center และโรงงานผลิตชิปต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดชะงัก จนลุกลามเป็นวิกฤตขาดแคลนชิป AI ทั่วโลกได้

 

ผลกระทบลามถึงสหรัฐฯ แม้เป็นผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่

 

แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่ขาดแคลนก๊าซ LNG และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่กลุ่มผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ (Hyperscalers) ของสหรัฐฯ ที่มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงเกือบ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ก็หนีไม่พ้นผลกระทบเช่นกัน

 

เพราะหากยุโรปและเอเชียขาดแคลนก๊าซและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น สหรัฐฯ ก็จะมีแรงจูงใจในการส่งออกมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานภายในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก ท้ายที่สุด ต้นทุนค่าไฟ (OPEX) ของ Data Center ในอเมริกาจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันอัตรากำไรและความคุ้มค่าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

SCB CIO ประเมินฉากทัศน์ (Scenario Analysis) หุ้นกลุ่มเทคฯ คุณเกษรีได้ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไว้ 2 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • กรณีฐาน (Base Case): โอกาสเกิดสูง ความขัดแย้งไม่ลุกลามจนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร ราคาพลังงานปรับขึ้นเพียงชั่วคราวและบริหารจัดการได้

 

  • สหรัฐอเมริกา: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ แม้ผู้ให้บริการ Cloud จะมีต้นทุนดำเนินการสูงขึ้นแต่ยังควบคุมได้ และจะยังคงเดินหน้าลงทุนด้าน AI ต่อไป

 

  • เอเชีย (ไต้หวัน, เกาหลีใต้): อาจเผชิญปัญหาขนส่งล่าช้าบ้าง แต่ด้วยอุปสงค์ (Demand) ของชิปที่ยังคงแข็งแกร่ง และปัจจัยพื้นฐานที่โดดเด่น รวมถึง Valuation ที่ยังเทรดในราคาที่มีส่วนลด (Discount) เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นยังไปต่อได้ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีมาตรการรับมือเชิงรุก ทั้งการตั้งกองทุนพยุงหุ้น 100 ล้านล้านวอน, มาตรการลดหย่อนภาษี 100% สำหรับรายย่อย, และมีพลังงานสำรองใช้นานถึง 200 วัน

 

  • กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case): โอกาสเกิดน้อย หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนานเกิน 1 เดือน จะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อฝังลึก ตลาดประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอาจพุ่งสูงถึง 40%

 

  • สหรัฐอเมริกา: หุ้นสหรัฐฯ ที่มี Valuation ตึงตัวจะถูกเทขายอย่างหนักเพื่อลดความเสี่ยง และกลุ่ม Hyperscalers จะชะลอการลงทุนลง
  • เอเชีย: โรงงานผลิตชิปอาจถูกตัดไฟจนต้องหยุดการผลิต ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกำไรบริษัท นักลงทุนต่างชาติที่ถือครองสัดส่วนกว่า 35% ในตลาดอาจเทขายหุ้นทิ้ง (Capital Outflow)

 

คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนธีม AI (Actionable Advice) ภาพรวม SCB CIO ยังคงเชื่อมั่นในทิศทางการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้นเทคฯ ฝั่งสหรัฐฯ มีความต้านทานต่อภาวะ Energy Shock ได้ดีกว่า ขณะที่ฝั่งเอเชีย Valuation ได้ปรับลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปค่อนข้างมากแล้ว

 

  • สำหรับผู้ที่มีหุ้นเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว: แนะนำให้ ‘คงน้ำหนักการลงทุน’ (Hold) ยังไม่จำเป็นต้องขายออก เนื่องจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ประเมินว่ายังอยู่ในระดับ Base Case ที่จัดการได้

 

  • สำหรับนักลงทุนที่รอเข้าซื้อ (Buy on Dip): แนะนำให้ ‘ติดตามระยะเวลาของสงคราม’ เป็นหลัก

 

  • หากสงครามยุติได้ภายใน 6 สัปดาห์ (ช่วงเดือนเมษายน) ให้มองเป็นเพียงปัจจัยลบชั่วคราว และเป็นโอกาสในการ ‘ทยอยเข้าลงทุน’ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

 

  • แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 8 สัปดาห์ (เลยไปถึงเดือนพฤษภาคม) ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและวิกฤตพลังงานจะกลายเป็นปัจจัยลบที่รุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน AI ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งและเกิดการปรับลด Valuation ของหุ้นชิป ดังนั้นจึงควร ‘รอจังหวะดัชนีย่อตัว’ แล้วค่อยประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน

 

ภาพ: macondofotografcisi , StudioProX / Shutterstock

The post เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า https://thestandard.co/bma-command-center-disaster-ai/ Fri, 27 Mar 2026 03:31:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1191905 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยม BMA Command Center ศูนย์รับมือภัยพิบัติด้วยระบบ AI และกล้อง 6 หมื่นตัว

วานนี้ (25 มีนาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุง […]

The post บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยม BMA Command Center ศูนย์รับมือภัยพิบัติด้วยระบบ AI และกล้อง 6 หมื่นตัว

วานนี้ (25 มีนาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์บริหารจัดการข้อมูลและความปลอดภัยของเมือง (BMA Command Center) เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบความปลอดภัยของเมืองหลวง ในวาระครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 พร้อมประกาศเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากรูปแบบตั้งรับ สู่การบริหารจัดการเชิงรุก ที่ครอบคลุมและทันสมัย

 

รศ.ทวิดา กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนและบทเรียนสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องเร่งอุดช่องโหว่และปรับปรุงระบบการรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้เร่งพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ ข้อมูล และการบูรณาการ เพื่อให้ระบบความปลอดภัยของเมืองสามารถดูแลประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

“1 ปีที่ผ่านมา เรามีบทเรียนหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข การรำลึกเหตุการณ์ที่ดีที่สุด คือ แก้ไขสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านั้นในวันนี้” รศ.ทวิดา กล่าวย้ำ

 

การขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ กทม. ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ดังนี้:

 

  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง กทม. ได้ยกระดับขีดความสามารถของทีมกู้ภัยเฉพาะทาง (USAR) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จนผ่านการรับรองมาตรฐานสากลระดับ Medium ของสหประชาชาติ พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรให้เป็นหน่วย EMT (Emergency Medical Technician) ที่มีความคล่องตัวสูงในรูปแบบ Hybrid สามารถปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยมอเตอร์ไซค์ฉุกเฉินทางการแพทย์ (Motorlance) เพื่อเข้าถึงพื้นที่คับแคบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับกองทัพบก บรรจุทหารเกณฑ์ปลดประจำการเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยรุ่นใหม่แล้ว 58 นายในปี 2568 และมีแผนขยายผลต่อเนื่องในปี 2569
  • เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ กทม. ตั้งเป้าขยายสถานีดับเพลิงเพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2568-2570 พร้อมนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติ ได้แก่:

 

  • ความปลอดภัยอาคาร: ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดการสั่นสะเทือน (Seismic Sensor) ในอาคารสูงของโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทุกแห่งภายในเดือนเมษายนนี้
  • ฐานข้อมูลความเสี่ยง: ยกระดับ BKK Risk Map ระบุพิกัดกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้พิการ) เพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำ
  • การจัดการน้ำท่วม: พัฒนาระบบ Digital & Smart Drainage ควบคุมประตูระบายน้ำแบบเรียลไทม์ (SCADA) ควบคู่กับระบบพยากรณ์ล่วงหน้า
  • มลพิษทางอากาศ: แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 และความร้อนเชิงรุกผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK, LINE Alert และจอ LED ทั่วเมือง พร้อมระบบคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน

 

  • บูรณาการข้อมูลและเครือข่ายความร่วมมือไร้รอยต่อ กทม. ให้ความสำคัญกับการแชร์ข้อมูล (Data Sharing) โดยทยอยนำเข้าภาพจากกล้อง CCTV ทั่วกรุงกว่า 60,000-65,000 ตัว เข้าสู่ระบบ BMA Command Center พร้อมนำร่องโครงการ Sandbox ด้านความปลอดภัยร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ในพื้นที่ท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเร่งขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) เพิ่ม 50 ทางแยกภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดเวลาเดินทางและเพิ่มความเร็วให้รถฉุกเฉิน รวมถึงมีแผนจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping) อาสาสมัครกู้ภัยทุกหน่วยให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569
  • BMA Command Center ศูนย์บัญชาการ 24 ชั่วโมง หัวใจสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้คือ BMA Command Center ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping) โดยเชื่อมโยงข้อมูลทั้งการจราจร สภาพอากาศ ระดับน้ำ ฝุ่น PM2.5 พิกัดหน่วยฉุกเฉิน และกลุ่มเปราะบาง ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้ กทม. สามารถติดตามสถานการณ์ สั่งการ และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ ทันท่วงที ทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

รศ.ทวิดา ทิ้งท้ายว่า นอกจากการพัฒนาระบบของภาครัฐแล้ว ภาคประชาชนก็ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในระบบความปลอดภัยของเมือง โดยสถิติชี้ให้เห็นว่าเกือบ 1 ใน 3 ของเหตุเพลิงไหม้ ประชาชนสามารถช่วยควบคุมสถานการณ์ในระยะเริ่มต้นได้ กทม. จึงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและเสริมศักยภาพให้กับภาคประชาชนควบคู่กันไป เพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง

The post บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>