APEC – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 13 Nov 2025 02:21:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย https://thestandard.co/korea-labor-policy-thai-ambassador/ Wed, 12 Nov 2025 14:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1142638 ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้

การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC Summit 2025 ที่เกาหลีใต้เป็นเ […]

The post ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้

การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC Summit 2025 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพในปีนี้ ได้สร้างโอกาสสำคัญให้ไทยในการยกระดับสถานะบนเวทีโลก เปิดโอกาสให้ผู้นำไทยได้พบปะพูดคุยกับบรรดาผู้นำจากประเทศมหาอำนาจในห้วงเวลาเดียวกัน และต่อยอดความร่วมมือในมิติต่างๆ เช่น มิติทางเศรษฐกิจและการค้า, การทูตเชิงวัฒนธรรม รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์พิเศษ ธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อถอดรหัสวิสัยทัศน์ของเกาหลีใต้ที่พยายามปรับสมดุลระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน พร้อมทั้งแนวทางที่ไทยจะใช้โอกาสหลังจากนี้ ในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามข้ามชาติ การรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังคงตึงเครียดและเป็นประเด็นท้าทายอยู่ในขณะนี้ รวมไปถึงสถานการณ์ผีน้อยและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 3

 

นโยบายเชิงรุกเกาหลีใต้กับโอกาสของไทย

 

ทูตธานีเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า นโยบายของเกาหลีใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอีแจมยอง เน้นไปที่ การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ปฏิบัติได้ (Pragmatic Foreign Policy) โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างสหรัฐฯ ประเทศใกล้เคียงอย่างญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ และเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ผ่าน ‘แนวนโยบาย END’ ที่จะมุ่งเน้นการหารือแลกเปลี่ยนระหว่างกัน (Exchange) รวมถึงพยายามทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและประชาคมระหว่างประเทศเป็นไปตามปกติ (Normalization) และการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Denuclearization) ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางสุดท้าย

 

ทูตธานีมองว่า นโยบายเชิงรุกของเกาหลีใต้จะ ‘เป็นโอกาส’ ต่อบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญต่อเกาหลีใต้ ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ทางการทูต การเมืองระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นตลาด และแหล่งลงทุนที่สำคัญอีกด้วย โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน และมีความเชื่อมโยง (Connectivity) ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเกาหลีใต้พยายามเชื่อมโยงอาเซียนกับภูมิภาคต่างๆ ใน APEC จึงหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามประเทศไทยไปไม่ได้ ทำให้ไทยยังคงมีโอกาสแสดงบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ผ่านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

 

การทูตเชิงวัฒนธรรม กับการผลักดัน Soft Power

 

เกาหลีใต้ได้ใช้เวที APEC Summit 2025 เป็นแพลตฟอร์มที่เผยแพร่การทูตเชิงวัฒนธรรม มีการนำศิลปินเกาหลี อาหารเกาหลี รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเกาหลีมาผสมผสานให้ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ซึ่งทูตธานีมองว่า นี่คือตัวอย่างให้การผลักดัน Soft Power ที่สามารถสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี 

 

ทูตธานีกล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เดินหน้าส่งเสริม T-Wave หรือ ‘กระแสความนิยมไทย’ อย่างต่อเนื่อง โดยจุดแข็งของ Soft Power ไทยในปัจจุบันคือ ไทยได้รับการยอมรับในเรื่องอาหาร การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก รวมถึงอุปนิสัยใจคอของคนไทยที่เป็นมิตรและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

 

โดย ‘เทศกาลไทย’ เป็นเวทีสำคัญของ T-Wave ในเกาหลีใต้ ซึ่งจัดมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ได้รับความนิยมอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1 แสนคน และมีการผสมผสานวัฒนธรรม เช่น มวยไทยกับเทควันโดของเกาหลี ซึ่งมีแผนจะย้ายสถานที่จัดงานในปี 2026 ไปยังพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เช่น บริเวณแม่น้ำฮัน เนื่องจากสถานที่จัดงานเดิมอย่างคลองชองกเยชอนมีขนาดเล็กเกินไป นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางวัฒนธรรม ผ่านคณะกรรมการวัฒนธรรมระหว่างไทย-เกาหลี มีโครงการสอนศิลปะและนาฏศิลป์ไทยให้แก่เยาวชน รวมถึงชุมชนไทยในเกาหลีใต้ที่มีสมาชิกเกือบ 2 แสนคนก็มีแผนที่จะก่อตั้งสภาวัฒนธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

 

อย่างไรก็ตาม ทูตธานีเสนอแนะว่า ไทยอาจจะต้องเป็นที่รู้จักมากกว่าแค่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยไทยต้องเป็นแหล่งลงทุนที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เป็นแหล่งผลิตที่มีนวัตกรรมมากขึ้นและต้องมีแรงงานที่มีทักษะ (Smart  Workers) มากขึ้น อีกทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐต่อผู้ลงทุนต่างประเทศต้องโปร่งใส เพื่อเพิ่มเสน่ห์และดึงดูดนักลงทุน บริบทแวดล้อมเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้า ควบคู่ไปกับการผลักดัน Soft Power ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 2

 

ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

เกาหลีใต้ได้กลายเป็นพื้นที่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้พบกันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และเปิดโอกาสให้ผู้นำมหาอำนาจทั้งสองประเทศได้หารือทวิภาคีระหว่างกันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาก่อนที่ APEC Summit 2025 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในอีกวันต่อมา ขณะที่เกาหลีใต้เองก็พยายามปรับสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง และ จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เพื่อให้เกาหลีใต้ได้ประโยชน์สูงสุดจากสมดุลทางอำนาจนี้

 

ทูตธานีมองว่า การปรับสมดุลความสัมพันธ์ของเกาหลีใต้มีความน่าสนใจและมีความสมดุลพอสมควร ทั้งไทยและเกาหลีใต้มีความคล้ายคลึงกันในฐานะประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มหาอำนาจมีบทบาทสำคัญสูง การปรับสมดุลระหว่างมหาอำนาจก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่มักจะถูกเลือกใช้ แต่ทั้งสองประเทศมีความต่างกัน โดยเฉพาะในแง่ของขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเกาหลีใต้ก้าวหน้ากว่าไทยอย่างมากในแทบทุกด้าน เช่น AI, ควอนตัม, แบตเตอรี่, รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานทางเลือก

 

ที่ผ่านมาการแข่งขันทางเทคโนโลยีและแรงกดดันทางการเมือง ทำให้เกาหลีใต้ต้องบริหารนโยบายให้สมดุลเพื่อรักษาความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรักษาตลาดในจีนไว้ เกาหลีใต้มีข้อได้เปรียบคือ มีการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง ซึ่งช่วยให้มีความคล่องตัวในการบริหารนโยบาย 

 

ทูตธานีมองว่า ไทยต้องวางตำแหน่งตัวเองให้อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งในและนอกภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน ทั้งยังจะต้องเตรียมความพร้อมในการดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาแรงงาน รวมถึงการปรับปรุงแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการลงทุน หากไทยมีขีดความสามารถในด้านต่างๆ ที่สูงยิ่งขึ้น จะเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย 

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น ที่พยายามก้าวผ่านประวัติศาสตร์บาดแผลเมื่อครั้งอดีต และหันมาเดินหน้ากระชับสัมพันธ์และร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นนั้น ทูตธานีระบุว่า ความพยายามดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในเอเชียตะวันออก ความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในอนาคตจะ ‘มีน้ำหนักมากพอ’ ที่จะทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แม้จะมีประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์อยู่ก็ตาม

 

ทูตธานียังกล่าวอีกว่า ไทยสามารถต่อยอดความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ เนื่องจากคนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีความนิยมชมชอบประเทศไทยค่อนข้างมาก ไทยต้องส่งเสริมการเป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ กับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในมุมของเกาหลีใต้ ไทยและเกาหลีใต้มี ‘ความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) และกำลังจะมี ‘ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ (Economic Partnership Agreement: EPA) ระหว่างกัน ซึ่งคาดว่าจะบรรลุความตกลงได้ภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ขณะที่ประเด็นเรื่องกรอบความร่วมมืออาเซียนกับการรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ทูตธานีมองว่า อาเซียนมีบทบาทในการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรแห่งนี้ เนื่องจากเวทีอาเซียนเป็นที่ที่ประเทศคู่เจรจาให้ความสำคัญ โดยสามารถใช้ได้ทั้งกลไกในกรอบพหุภาคี เช่น การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงจากเกาหลีเหนือเข้าร่วมประชุมด้วย และเป็นกลไกสำคัญที่ใช้แสดงบทบาท ‘การทูตเชิงป้องกัน’ (Preventive Diplomacy) รวมถึงกลไกในกรอบทวิภาคีอื่นๆ โดยสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ รวมทั้งไทยต่างมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการรับมือกับประเด็นความท้าทายนี้

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 4

 

บทเรียนจากเกาหลีใต้: การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีใต้มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยส่ง คิมจินอา ปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 ของเกาหลีใต้และคณะทำงานมายังกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

ทูตธานีกล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือ เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อเป็นอย่างมาก ประเทศไทยและทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อกวาดล้างกลุ่มเหล่านี้ให้หมดไปจากภูมิภาค 

 

ไทยยังสามารถร่วมมือกับมิตรประเทศและเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในมิติทางเทคโนโลยี รวมถึงการใช้กลไกความร่วมมือด้านตำรวจ เช่น ตำรวจอาเซียน (ASEAN National Police: Aseanapol) เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  โดยนายกรัฐมนตรีของไทยได้ประกาศเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ และไทยกำลังจะจัดประชุมระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นเร็วๆ นี้

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 5

 

สถานการณ์ ‘ผีน้อย’ และการท่องเที่ยวไทย-เกาหลีใต้

 

ทูตธานีเผยว่า ตัวเลขของ ‘ผีน้อย’ หรือแรงงานไทยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้มีแนวโน้มลดลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตำรวจและ ตม. เกาหลีใต้ มีการปราบปรามและจับกุมทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างจริงจัง ประกอบกับการดำเนินโครงการอนุญาตให้กลับโดยสมัครใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ซึ่งแรงงานสามารถมอบตัวและกลับไทยได้โดยไม่ถูกลงโทษ

 

ปัจจุบันมีแรงงานไทยทั้งหมดในเกาหลีใต้ประมาณ 169,000 คน ลดลงจาก 200,000 คน โดยมีแรงงานถูกกฎหมายเกือบ 50,000 คน โดยไทยกำลังพยายามเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้รับจะพิจารณาในประเด็นนี้

 

ส่วนมิติภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง โดยนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาไทยลดลง ทูตธานีอธิบายว่า สาเหตุหลักมาจาก เศรษฐกิจเกาหลีใต้ชะลอตัว (โตเพียง 1-2% ในไตรมาสสุดท้าย) และส่วนหนึ่งอาจมาจากความวิตกกังวลเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติด้วย ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีใต้ก็มีจำนวนลดลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากเกิดจากกระแส #แบนเกาหลี หลังถูกปฏิเสธเข้าเมือง และติด ตม. จำนวนมาก แม้จะเป็นนักท่องเที่ยวก็ตาม

 

ทูตธานีระบุว่า สถานทูตได้หารือกับ ตม. เกาหลีเพื่อขอให้ปรับระบบ K-ETA โดยขอให้เรียกร้องเอกสารเพิ่มเติม เช่น หลักฐานทางการเงิน เพื่อกรองผู้สมัครเพิ่มเติม ก่อนที่จะปฏิเสธไม่ให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นเดินทางเข้าประเทศ โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็รับปากจะพยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นเดียวกัน 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้มีความแน่นแฟ้นและยาวนานหลายทศวรรษ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี (1950–1953) ก่อนที่จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1958 โดยในปี 2028 จะครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลีใต้

The post ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ https://thestandard.co/ai-bubble-compound-interest/ Fri, 07 Nov 2025 09:05:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1140744 AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’

เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนก็หมดปี 2568 แล้ว ปีนี้เป็นปีแ […]

The post AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’

เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนก็หมดปี 2568 แล้ว ปีนี้เป็นปีแห่งความผันผวนสูงจริงๆ ที่เห็นชัดๆ ‘หุ้นโลก’ ยังคงเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงเป็นไวกิ้งตลอดทั้งปี ทองคำที่เดินหน้าทำสถิติประวัติศาสตร์ใหม่มาต่อเนื่องก็เริ่มปรับฐานแล้ว คริปโทเคอร์เรนซียังคงหวือหวายิ่งกว่าหุ้นโลก

 

แต่ไม่ว่าโลกจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม วิถีนักลงทุนอย่างพวกเราก็ต้องไปต่อโดยเฉพาะนักลงทุนสาย VI ที่พร้อมเป็นชาวสวน เพื่อคว้าโอกาสในวิกฤติ และผมจะชวนติดอาวุธการลงทุนด้วย ‘มหัศจรรย์ของพลังดอกเบี้ยทบต้น’ ทริคของคนที่มีเงินน้อยก็มีโอกาสสร้างเงินล้านได้ สร้างความมั่งคั่งในอนาคตแน่นอน

 

‘สหรัฐฯ – จีน’ พักยกสงครามการค้า 1 ปี Fed ลดดอกเบี้ย

 

ผมขอฉายภาพกระแสโลกที่เกิดขึ้นในช่วงต้นไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และมาวัดปรอทความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีโมเมนตัมจากกระแส AI ฟองสบู่ เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทำ All Time High ไม่พักจนถึงวันนี้

 

ปิดฉากงานประชุม APEC ปี 2568 ณ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ จบลงด้วยบรรยากาศของผู้นำประเทศต่างๆ หารือถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งผู้นำจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาร่วมประชุมเป็นประจำทุกปี

 

และปีนี้เป็นปีพิเศษกว่า เพราะมีคู่หยุดโลก 2 ประธานาธิบดี ‘สีจิ้นผิง-โดนัลด์ ทรัมป์’ นัดพบปะพูดคุยแบบ ‘ทวิภาคี’ (bilateral meeting) กันอยู่ข้างๆ งาน APEC 2025 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีสี เดินทางมาร่วมประชุม APEC อยู่แล้ว

 

ผลการหารือของ 2 ผู้นำโลก ‘สหรัฐฯ – จีน’ รอบนี้ได้บรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว 1 ปี! (แปลว่าจะต้องเจรจาใหม่ทุกปี) สิ่งที่ตกลงร่วมกันได้ คือ สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าบางส่วนให้จีน จากประมาณ 57% ลงมาเป็นราว 47% เพื่อแลกกับจีนยอมจัดส่ง ‘แร่หายาก’ หรือ ‘rare earths’ และทรัพยากรสำคัญอื่นๆ ให้สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ก็ยินดีที่จะเลื่อนใช้มาตรการส่งเสริมหรือควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีนในช่วงหนึ่งปี (suspension) เพื่อให้บรรยากาศคลี่คลายลง ขณะที่จีนยอมตกลงที่จะเริ่มซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ทันที และมีแผนซื้อในระดับหลายล้านตันในช่วงต่อไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการในประเด็นไต้หวัน เกี่ยวกับชิปขั้นสูง

 

การพบปะดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ส่งออกมาว่าอเมริกาและจีนอาจพยายามลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้า และ ‘สร้างพื้นที่ร่วม’ มากขึ้น ส่วนนักลงทุน นักธุรกิจ ก็โล่งใจที่บรรยากาศทางการค้าและซัพพลายเชนอาจมี ‘ช่วงสงบ’ มากขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับปลดล็อกทั้งหมด

 

โลกยังกังวลต่อคู่พี่ใหญ่ของโลก คือ แม้จะมีการ ‘หยุดการสู้รบทางการค้า’ แต่ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (structural reset) ของความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ และยังมีประเด็นหลักหลายอย่าง เช่น สิทธิในเทคโนโลยี, ความเป็นผู้นำด้าน AI, แรร์เอิร์ธ และห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ภายหลังวันที่ประชุม มีความเห็นออกมาว่า APEC เองกำลังเผชิญกับแรงกดดัน เพราะจีนถูกตั้งคำถาม ‘การค้าเสรีและเท่าเทียม’ (free & fair trade)

 

ความเสี่ยงโลกการค้าในช่วงต่อจากนี้ไป คือ ข้อตกลงใดบังคับใช้จริงใน 1 ปีนี้ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การส่งออก เช่น แรร์เอิร์ธ, ถั่วเหลือง, เทคโนโลยี จะเป็นอย่างไร ปัญหาห่วงโซ่ส่งออกที่พึ่งพิงจีนหรือสหรัฐฯ มากเกินไป ล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้ายความไม่แน่นอนของนโยบายหลังครบทุก 1 ปี จะต้องเจรจากันใหม่ สะท้อนว่า สงครามการค้าสงครามภาษีสงครามเทคโนโลยียังเป็นเงามืดครอบงำโลกการค้าอยู่ตลอดช่วงวาระของประธานาธิบดีทรัมป์

 

ส่วนศึกในประเทศของสหรัฐฯ มี 2 เรื่องสำคัญ

 

1. รัฐบาลสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะ Shut Down เป็นเวลายาวถึง 30 วันแล้ว! ยาวนานมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ และหากยังไม่กลับมาเปิดภายใน 6 วัน จะทำให้ ปี 2025 กลายเป็นการ Shut Down ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

 

2. จับสัญญาณดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Fed ) ซึ่งหลังการประชุมรอบเดือนตุลาคมล่าสุด (30 ต.ค.) มีมติเสียงแตก 10 ต่อ 2 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3.75 – 4% ตามที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมประกาศยุติการลดขนาดงบดุล (QT) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ ซึ่งยังเหลือขนาดงบดุลประมาณ 6.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

‘เจอโรม พาวเวล’ ประธาน Fed ระบุว่า การปรับลดดอกเบี้ยเป็นการป้องกันความเสี่ยง ยังไม่ใช่เข้าสู่รอบของการผ่อนคลายนโยบายการเงินก็ตาม พร้อมส่งสัญญาณว่า โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม ยังไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนหลังจากที่ตลาดคาดหวังสูง 90% ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนสุดท้ายของปีนี้

 

ตลาดประเมินว่า การตัดสินใจรอบนี้ของ Fed สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว เงินเฟ้อที่ยังสูง และข้อมูลเศรษฐกิจที่ขาดหายไปจากภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาล ทำให้พาวเวลเลือกที่จะชะลอจังหวะดำเนินนโยบายการเงินมากกว่าที่จะเร่งผ่อนคลาย ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้ Fed ลดดอกเบี้ยแรงกว่านี้

 

ถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่ออกมาทำให้บรรยากาศในตลาดการเงินในเวลานั้น สะดุดข่าวพลิกจากบวกเป็นลบ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทันที ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวกลับขึ้นเหนือระดับ 4% ขณะที่ดัชนีหุ้นหลักที่ดีดตัวขึ้นก็อ่อนตัวลงช่วงท้ายตลาดของวันแถลงดังกล่าว

 

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ เปิดตัวเลขเงินเฟ้อ เดือนกันยายนอยู่ที่ 3.0% ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด กลับมาเพิ่มความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เร็วกว่าที่คิด ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และสินทรัพย์เสี่ยงอาจตอบรับเชิงบวกจากข่าวนี้ ซึ่งเปลี่ยนอารมณ์ตลาดช่วงก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงหลังการประชุม Fed ออกมา

 

หุ้นสหรัฐฯ แกว่ง ผวา ‘AI ฟองสบู่’ หรือ ‘AI Revolution’ กันแน่

 

เรามาดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นโลกกันครับ ล่าสุด ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ ทำสถิติใหม่ กระจุกตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตอนนี้แค่เพียงหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ก็นับเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% ของมูลค่าตลาดทั้งหมดแล้ว เป็นปรากฏการณ์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แม้แต่ดัชนี Nasdaq ยังปิดบวกเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยเห็นปรากฏการณ์นี้มาเกือบ 30 ปีแล้ว

 

ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่า ‘หุ้น Nvidia’ เพียงตัวเดียว กำลังมีมูลค่ามากกว่า GDP ของเยอรมนี, ญี่ปุ่น และอินเดียเสียอีก

 

ในเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ‘Nvidia’ ออกมาสร้างประวัติศาสตร์มากมาย จนยกให้เป็น ‘วัน Nvidia’ แล้ว เพราะเพียงแค่วันนี้วันเดียว Nvidia ประกาศข่าวใหญ่ไม่ว่าจะเป็นลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ใน Nokia, ประกาศจับมือ Palantir , เตรียมเปิดตัวพันธมิตรด้าน AI กับ Hyundai และ Samsung, จับมือกับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เตรียมสร้าง ‘ซูเปอร์คอมพิวเตอร์’ และประกาศคาดการณ์รายได้ ‘5 แสนล้านเหรียญ’ ใน 6 ไตรมาสข้างหน้า และกลายเป็นบริษัทแรกในโลกที่มูลค่าทะลุ ‘5 ล้านล้านเหรียญ’

 

หรือนี่อาจเป็นสัญญาณชัดว่า ‘AI Revolution’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

สวนทางกับเสียงวิตกกังวล ‘ฟองสบู่ AI แตก’ ดังก้องในตลาดอยู่ …
JP Morgan เตือน! นักลงทุนกำลังหลงใหลหุ้นกลุ่ม ‘Magnificent 7’ มากเกินไปจนเกิดภาวะ Overcrowded Trade และราคามีความเสี่ยงกลับตัวลงแรงในไม่ช้า หากเศรษฐกิจแย่หรือกำไรบริษัทเริ่มชะลอ

 

นักลงทุนทั่วโลกต่างค้นหาคำตอบที่ยากจริงๆ มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้? ฟองสบู่เทคฯ จะแตกจริงไหม? หรือปรากฏการณ์นี้คือโอกาสลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกเคยพบเห็นมา? ‘AI Bubble หรือ Mega Opportunity?

 

แต่ถึงแม้ในวันใดที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลง จะพบว่า หุ้นส่วนใหญ่ที่ร่วงหนัก จะเป็นกลุ่ม Big Tech และ AI เท่านั้น เพราะหากเราไปดูดัชนี S&P 500 Equal Weight หรือดัชนีที่ให้ ‘น้ำหนักหุ้น 500 ตัวเท่ากัน’ ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ดัชนีนี้กลับบวกอยู่

 

ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่หุ้นสหรัฐฯ ทำผลงานโดดเด่นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 ถึงปัจจุบัน ดัชนี S&P 500 มีผลตอบแทนประมาณ +13.9%(YTD) ส่วน Nasdaq 100 อยู่ที่ราว +20.68%(YTD) เมื่อรวมผลตอบแทนของตลาดในช่วง 2 ปีก่อนหน้า (2023-2024) ที่ +40% ไปแล้ว ทำให้ 3 ปีมานี้ ผลตอบแทนบวกไปกว่า 50-60% ทีเดียว

 

มุมมองตลาดสหรัฐฯ ยังน่าลงทุนหรือไม่ ผมเชื่อว่า ตลาดยังขาขึ้นโดยรวม YTD เป็นบวกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงโมเมนตัมที่ดี และมีหลายภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น นอกเหนือจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคที่เริ่มฟื้นตัว โดยปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังทำ All Time High ต่อเนื่อง ก็มาจากบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ประกาศกำไรงวดไตรมาส 3 ออกมา ซึ่งมีสัดส่วนถึง 85% ของบริษัทใน S&P 500 ที่ทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ด้านภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีสัญญาณแข็งแรงในหลายจุด แม้จะมีความเสี่ยงภายในประเทศอยู่ กดดันการเติบโตของ GDP ก็ตาม

 

แต่ความเสี่ยงที่ควรระวัง แน่นอนว่า นโยบายการค้าระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับตัวทรัมป์เป็นสำคัญ ความกังวลเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงหรืออาจจะลดน้อยกว่าคาด ขึ้นอยู่กับมุมมองของ Fed และปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ

 

ความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นไปค่อนข้างสูงแล้ว ทำให้ valuation อาจเริ่มถูกตั้งคำถามยังคุ้มค่าจะเข้าลงทุนในตอนนี้หรือไม่? ซึ่งไม่มีใครคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้หรอกครับ

 

ผมจึงแนะนำลูกค้าให้ทำการ Rebalance พอร์ตในส่วนที่ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เมื่อมีกำไรมากพอสมควรแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงครับ โดยขายบางส่วนออกมาเท่านั้นเอง และหันมากระจายความเสี่ยงไปยังภูมิภาคอื่นหรือสินทรัพย์อื่นก็น่าสนใจ เพราะตลาดอาจมีช่วงพักหรือปรับฐานอยู่

 

ผมเชื่อว่านักลงทุนทั่วโลกก็ทำ Rebalance หุ้นสหรัฐฯ กันเป็นระยะๆ เราจึงเห็นดัชนีปรับฐานลง แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่รอจังหวะซื้อสวนเหมือนกัน จึงไม่แปลกที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นปรับลงเป็นระลอกในช่วงปลายปีนี้ครับ

 

แต่ถ้ามาดูความเคลื่อนไหวของนักลงทุนตำนานโลก คุณปู่ ‘Warren Buffett’ ยังคงสะสมเงินสดเพิ่มขึ้นจนเฉียด ‘4 แสนล้านดอลลาร์’ แล้ว สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

นักลงทุนชาวสวน หัวใจแกร่งต้องเดินหน้าลงทุน

 

คุณปู่ ‘Warrant Buffet’ มักเตือนเสมอว่า การคาดเดาว่า ฝนจะตกเมื่อไหร่นั้นไม่มีความหมาย แต่การสร้างเรือต่างหากที่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ฉะนั้น ในโลกการลงทุน อย่าพยายามไปคาดเดาว่า Fed จะปรับขึ้นหรือลงของอัตราดอกเบี้ยเลย ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตกเท่าไหร่ เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร เพราะการคาดเดาเช่นนี้ ไม่ได้ส่งผลให้พอร์ตมีกำไรขึ้นมาได้ แต่การสร้างพอร์ตที่แข็งแรงเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ดีกว่า

 

สิ่งที่ผมอยากสื่อสารคือ หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นระหว่างทาง สิ่งสำคัญ คือ การตั้งสติรับมือไตร่ตรองวิเคราะห์สินทรัพย์ต่างๆ ที่ลงทุนอยู่ในพอร์ต ว่ายังแข็งแรงเติบโตไปต่อได้ เพราะหากคุณได้วางแผนการลงทุนอย่างถูกหลักการมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว คุณก็ควรจะมั่นใจเดินหน้าลงทุนต่อไป

 

ยิ่งในช่วงที่มีมรสุมหรือวิกฤติใดๆ เกิดขึ้นหรือตลาดมีการปรับฐานลงในช่วงใด ผมแนะนำให้เฟ้นหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ดีมีอนาคตเติบโตในราคาถูกหรือราคาเหมาะสม เพราะการใส่เงินเพิ่มทุนในช่วงเวลาเช่นนี้ ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของพอร์ตระยะยาว

 

ใครที่มีพอร์ตลงทุน Core & Satellite อยู่แล้ว และได้ทำการ Rebalance พอร์ตในส่วนของทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ ออกมาไว้ก่อนหน้านี้ตามที่ผมแนะนำไป ตอนนี้ถือเป็นโอกาสทองที่จะเพิ่มลงทุนในหุ้นดีราคาถูกหรือสินทรัพย์ที่เฝ้ารอมานานจนราคาร่วงลงมาหาแล้ว ซึ่งลูกค้าผมก็ได้เพิ่มลงทุนกันคึกคักในช่วงตลาดปรับลงครับ

 

มหัศจรรย์ของพลังดอกเบี้ยทบต้น ทริคทำเงินน้อยเป็นเงินล้าน

 

จริงๆ การเพิ่มลงทุนที่นิยมกันมาก คือ ลงทุนถัวเฉลี่ย หรือ DCA แบบเป็นรายเดือน บางคนอาจเป็นรายไตรมาสหรือครึ่งปี หรืออาจเป็นช่วงที่มีเงินโบนัสเงินพิเศษใดๆที่เกิดขึ้นก็แบ่งมาลงทุนเพิ่มตามช่วงเวลา เพราะแต่ละคนอาจมีเม็ดเงินในการเพิ่มทุนที่แตกต่างกันไป

 

ถ้าคุณใส่เงินเพิ่มทุน หรือ DCA ไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็น ‘พลังดอกเบี้ยทบต้น’ ครับ ซึ่งเป็นพลังมหาศาลถึงขั้นที่อัจฉริยะอย่าง ‘Albert Einstein’ ยกว่าเป็น ‘สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก’

 

โดยพลังของดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้มาจากการที่เราใส่เงินเพิ่มเข้าไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการที่ ‘ผลตอบแทน’ ที่เราได้รับจากการลงทุนต่างๆ ไปลงทุนซ้ำ เรียกว่า Reinvest สร้าง ‘ผลตอบแทนของตัวมันเอง’ ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานปีเท่าไร พลังนี้ก็จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น เราจะเห็น เงินเติบโตแบบก้าวกระโดด

 

หัวใจของความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นเกิดขึ้นได้ มี 3 องค์ประกอบ

 

  • จำนวนเงินลงทุน เริ่มจากเงินก้อนเล็กๆ แต่ใส่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายเดือนหรือทุก 3 เดือน เรียกว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) อย่างต่อเนื่อง
  • ระยะเวลา ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ พลังของดอกเบี้ยทบต้น จะยิ่งทำให้เงินเติบโตเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  • ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน ดอกผลที่ได้รับในแต่ละงวด จะทบเป็นเงินต้นในงวดต่อไป เพราะฉะนั้นยิ่งมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น ระยะเวลานานขึ้น ผลตอบแทนจะมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เริ่มจากกรณีง่ายที่สุด สมมติคุณมีเงิน 10,000 บาท เอาไปฝากประจำที่ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ผ่านไป 1 ปี เงินจะกลายเป็น 10,200 บาท พอขึ้นปีถัดไป ดอกเบี้ย 2% จะถูกคิดจาก 10,200 บาท ไม่ใช่ 10,000 บาทอีกต่อไป กลายเป็น 10,404 บาท และจะค่อยๆ งอกเพิ่มทีละเล็กทีละน้อย

 

แต่ถ้าเปลี่ยนจากการฝากเงินเป็นการลงทุน สมมติผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 8% ภาพที่ได้จะต่างออกไปมาก เงินก้อนเดียวกัน 10,000 บาท ถ้าปล่อยไว้ 10 ปีจะกลายเป็น 22,196 บาท ถ้าปล่อยต่อไป 20 ปีจะโตเป็น 49,268 บาท และถ้าไม่แตะต้องเลย 30 ปีเต็ม เงินก้อนเล็กนี้จะขยายเป็น 109,357 บาท

 

แต่ถ้าเราไม่ได้ปล่อยให้เงินก้อนเดียวทำงาน แต่ ‘เติมเงินเข้าไปทุกเดือน’ หรือ DCA สมมติว่าเติมเดือนละ 1,000 บาท พร้อมเงินต้นก้อนแรก 10,000 บาท ที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี ตัวเลขจะเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด

 

จากการคำนวณ พบว่า เงินก้อนดังกล่าวหลังผ่านไป 10 ปี จะกลายเป็น 205,142 บาท ผ่านไป 20 ปี จะเติบโตทะลุ 638,288 บาท และถ้าให้เวลาถึง 30 ปีเต็ม เงินเพียงหลักพันที่ใส่เข้าไปทุกเดือนจะงอกเงยจนกลายเป็นเงินเก็บกว่า 1,599,717 บาทเลยทีเดียว

 

อีกตัวอย่างที่อยากให้เห็นภาพเรื่องของ ‘เวลา’ คือส่วนผสมสำคัญ

 

เวลาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ดอกเบี้ยทบต้นทรงพลังขึ้นอย่างมหาศาล เพราะไม่ใช่แค่เงินต้นหรือผลตอบแทนเท่านั้นที่สำคัญ แต่ ‘จำนวนปี’ ที่ปล่อยให้เงินได้ทำงาน ก็ส่งผลต่อปลายทางอย่างมาก ลองดูตัวอย่างนี้แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้น

 

สมมติ นาย A เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 22 ปี ลงเดือนละ 1,000 บาท ในพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี เขาใส่เงินต้นรวม 456,000 บาท แต่เมื่อถึงอายุ 60 เงินก้อนนี้จะงอกเงยกลายเป็น 2,954,310 บาท ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่สะสมต่อเนื่อง

 

ในขณะที่นาย B เริ่มช้ากว่า คือเพิ่งลงทุนตอนอายุ 40 ปี ด้วยจำนวนเงินเดือนละ 1,000 บาทเท่ากัน และผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากัน เขาลงทุนได้แค่ 20 ปี รวมเงินต้น 240,000 บาท ปลายทางโตเป็นเพียง ราว 589,020 บาท เท่านั้น

 

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นของนาย A จากเงินต้น 456,000 โตเป็น 2,954,310 บาท เงินเพิ่มขึ้นถึง 2,498,310 บาท

 

ส่วนนาย B เงินต้น 240,000 บาท โตเป็น 589,020 บาท เงินเพิ่มขึ้นเพียง 349,020 บาท แม้เงินต้นจะต่างกันแค่ 216,000 บาท แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับต่างกันถึง 2,149,290 บาท

 

นี่คือพลังของ ‘เวลา’ ที่คุณจะได้จากมันมากขึ้น หากคุณลงทุนได้นานมากพอ

 

จากสองตัวอย่างข้างต้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดอกเบี้ยทบต้นนั้นมีพลังจริงๆ เพราะมันคือ กลไกที่ทำให้เงินก้อนเล็ก ค่อยๆ งอกเงยกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ โดยปล่อยให้ ‘เวลา’ ทำงานแทนเรา

 

มหัศจรรย์ของพลังดอกเบี้ยทบต้น ได้กลายเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จของนักลงทุนมืออาชีพชื่อดังทั่วโลกนิยมใช้กันมายาวนานไม่เว้นแม้แต่คุณปู่ Warren Buffett และอีกหลายๆ ท่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายวิกฤติของโลก วันนี้ล้วนสร้างพอร์ตใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลกตามกันมาติดๆ

 

‘ดอกเบี้ยทบต้น’ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เงินเติบโตได้อย่างมาก ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งโตได้มากกว่า แต่มีหลายคนที่อาจยังไม่เข้าใจหลักการทำงานของดอกเบี้ยทบต้น ทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งไปอย่างน่าเสียดาย

 

ผมเชื่อว่า ทุกท่านที่ก้าวเข้ามาเป็นนักลงทุนสาย VI ต่างก็ ‘ฉลาดเลือก’ ยามวิกฤติจะขยันทำการบ้านวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเฟ้นหาของดีราคาถูกเดินหน้าลงทุนรอเก็บเกี่ยวผลตอบแทนกันไปยาวๆ ครับ แม้คุณจะบอกว่า คุณเลือกลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนที่มาบริหารพอร์ตให้ แต่คุณยังจำเป็นต้องทำการบ้านตรวจเช็กสุขภาพพอร์ตและความเสี่ยงรอบด้านอยู่เสมอนะครับ เพราะไม่มีใครดูแลเงินของคุณได้ดีเท่ากับตัวคุณเอง

 

ใครที่เป็นมือใหม่หรือมือเก่าที่ลงทุนแล้วติดๆ ขัดๆ พอร์ตไม่โตสักที คุณลองใช้เครื่องมือมหัศจรรย์ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ เป็นทริคสร้างเงินน้อยเป็นเงินล้านปูทางชีวิตคุณมีหลักประกันด้านการเงินที่มั่นคง และทำให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินที่เร็วขึ้นและได้เลือกใช้ชีวิตที่เป็นอิสระได้ โดยไม่ต้องทำงานหาเงินจนถึงเกษียณครับ

 

และรู้หรือไม่! เคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จการลงทุน อยู่ที่ ‘เวลา’ เริ่มเร็วกว่าเพียงไม่กี่ปีก็สร้างความต่างจากหลักแสนเป็นหลักล้าน….มองเห็นอนาคตรวยเร็วแน่นอน

The post AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลังดีล ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ มหาอำนาจลดภาษี-ซื้อถั่วเหลือง แต่ปมขัดแย้งใหญ่ยังค้างคา! ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ ‘ความไม่แน่นอน’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังหนุนให้ทองคำทรงตัวในระดับสูง https://thestandard.co/trump-xi-deal-gold-price/ Tue, 04 Nov 2025 06:40:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1139571 หลังดีล ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ มหาอำนาจลดภาษี-ซื้อถั่วเหลือง แต่ปมขัดแย้งใหญ่ยังค้างคา ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ ‘ความไม่แน่นอน’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังหนุนให้ทองคำทรงตัวในระดับสูง

การเจรจาระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิ […]

The post หลังดีล ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ มหาอำนาจลดภาษี-ซื้อถั่วเหลือง แต่ปมขัดแย้งใหญ่ยังค้างคา! ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ ‘ความไม่แน่นอน’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังหนุนให้ทองคำทรงตัวในระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลังดีล ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ มหาอำนาจลดภาษี-ซื้อถั่วเหลือง แต่ปมขัดแย้งใหญ่ยังค้างคา ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ ‘ความไม่แน่นอน’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังหนุนให้ทองคำทรงตัวในระดับสูง

การเจรจาระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เมืองปูซาน เกาหลีใต้ นอกรอบการประชุมเอเปค เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่นของเกาหลีใต้) กลายเป็นเวทีที่ทั่วโลกจับตา เพราะนี่คือการพบกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ซึ่งอาจเป็น ‘จุดเริ่มต้นใหม่’ ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ โดยการหารือกินเวลาราว 1 ชั่วโมง 40 นาที ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาแถลงต่อสื่อ

 

โดยมีข้อตกลงทางการค้ากับจีน ดังนี้

  • ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลดเหลือ 47% และมีผลทันที

 

ทรัมป์ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราใหม่ จากเดิม 57% เหลือ 47% เพื่อแลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และร่วมมือกันในการปราบปรามการค้าเฟนทานิล (fentanyl) ผิดกฎหมาย รวมถึงรักษาการส่งออก “แร่หายาก” (Rare Earths)

 

  • ภาษีศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลลดเหลือ 10% และมีผลทันที

 

ภาษีนำเข้าเฟนทานิลจากจีนถูกปรับลดลงจาก 20% เหลือ 10% โดยทรัมป์เชื่อว่า สี จิ้นผิงจะดำเนินการจริงจังในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเฟนทานิล ซึ่งเป็นสารตั้งต้นและก่อให้เกิดปัญหายาเสพติดอย่างร้ายแรงในสหรัฐฯ

 

  • จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ‘ทันที’

 

จีนจะซื้อถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่น ๆ จากสหรัฐฯ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หลังจากหยุดนำเข้าตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกรอเมริกัน แม้ว่าก่อนหน้านี้ จีนเคยนำเข้าในปริมาณที่มากถึง 22.5 ล้านตันต่อปี แต่ในช่วงต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน ปริมาณนำเข้ากลับเหลือเพียง 12 ล้านตันเท่านั้น ขณะที่สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ จีนให้คำมั่นว่าจะซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ปีละ 25 ล้านตัน ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี

 

  • ยุติการผูกขาดและการระงับการส่งออก ‘แร่หายาก’

 

ทรัมป์ระบุว่า ประเด็นการค้าเกี่ยวกับแร่หายากได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่ยืนยันว่า “ไม่มีอุปสรรคจากจีนอีกต่อไป” ซึ่งมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีของโลก

 

  • ระงับการเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือ

 

สำหรับค่าธรรมเนียมท่าเรือซึ่งเรียกเก็บกับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ คือหนึ่งในประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน และเคยเป็นต้นเหตุให้ค่าระวางเรือทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นนั้น ล่าสุดทั้งสองประเทศตกลงที่จะระงับการเก็บค่าธรรมเนียมตอบโต้ระหว่างกันเป็นการชั่วคราว โดยข้อตกลงดังกล่าวจะพักชำระค่าธรรมเนียมท่าเรือเป็นเวลา 12 เดือน คิดเป็นมูลค่าราว 3,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี สำหรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่ผลิตในจีนและเดินทางเข้าเทียบท่าเรือของสหรัฐฯ

 

  • บรรลุข้อตกลงทางการค้า ‘ระยะเวลา 1 ปี’

 

มหาอำนาจทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคาดว่าจะต่ออายุได้ในอนาคตและจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ โดยทรัมป์ย้ำว่า การเจรจาครั้งนี้เป็น “การพบปะที่ยอดเยี่ยม” และกล่าวชื่นชมสี จิ้นผิงเป็น “ผู้นำที่ยอดเยี่ยม” ในทางกลับกันด้านสี จิ้นผิง ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการประชุมดังกล่าวแต่อย่างใด

 

ปมที่รอการคลี่คลาย ประเด็นใหญ่ที่ยังไร้คำตอบ

 

แม้การพบปะครั้งนี้จะช่วยลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศลงบางส่วน แต่ตลาดกลับมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้ ‘เหมือนพายุที่สงบลงชั่วคราวเท่านั้น แต่เมฆดำยังไม่จางหาย’ เพราะยังมี 3 ประเด็นหลักที่จีนเรียกร้อง แต่ไม่ได้รับคำตอบชัดเจนจากสหรัฐฯ อันได้แก่

  • การยุติข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูงไปยังจีน
  • การไม่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน
  • การยกเลิกข้อจำกัดด้านการลงทุนของจีนในสหรัฐฯ

 

ทั้ง 3 ประเด็นนี้ ยังคงเป็น “ปมปัญหาที่ไม่ได้มีการพูดถึง” สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แม้จะเริ่ม ‘คลายปม’ แต่ยังห่างไกลจากคำว่า ‘คลี่คลายอย่างแท้จริง’

 

ตลาดทองคำยังได้รับปัจจัยหนุน เมื่อความไม่แน่นอนยังคุกรุ่น

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ตลาดทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้การเจรจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จะช่วยคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ลงได้บางส่วน แต่การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นเพียง ‘การพักรบทางเศรษฐกิจชั่วคราว’ มากกว่าการยุติสงครามการค้าอย่างแท้จริง

 

ความไม่แน่นอนยังคงเป็นชนวนสำคัญที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์ยังคงใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองหลักกับคู่ค้าทั่วโลก ในมุมมองของนักลงทุน ประเด็นที่ยังไม่ถูกคลายความชัดเจนจากการเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่คงอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก

 

นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเสี่ยงจากการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับที่นักลงทุนทั่วโลกต่างทยอยเพิ่มการลงทุนในกองทุนทองคำ (ETF) หรือแม้แต่การคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.นี้ หลัง เจอโรม พาวเวล ได้ส่งสัญญาณในแถลงการณ์ครั้งล่าสุด รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

 

จากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ล้วนแล้วแต่เป็นแรงขับเคลื่อนและมีส่วนสนับสนุนให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ยังคงมีแนวโน้มเป็นบวกและสามารถทรงตัวอยู่ในระดับสูงได้ต่อไป

 

กลยุทธ์การลงทุนในทองคำ ฮั่วเซ่งเฮงแนะนำให้ทยอยสะสมที่ 3,800 – 3,850 ดอลลาร์ ราคาทองคำแท่งที่ 59,000 – 59,500 บาท ขณะที่ระยะสั้นแนวต้าน 4,150 – 4,200 ดอลลาร์ ราคาทองคำแท่งที่ 63,500 – 64,000 บาท ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงต้องจับตาท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการประชุมครั้งถัดไปในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงสุดท้ายของปี

The post หลังดีล ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ มหาอำนาจลดภาษี-ซื้อถั่วเหลือง แต่ปมขัดแย้งใหญ่ยังค้างคา! ฮั่วเซ่งเฮง ชี้ ‘ความไม่แน่นอน’ ทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังหนุนให้ทองคำทรงตัวในระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เผยในวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้คนละครึ่งพลัส สั่งคลังหาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน https://thestandard.co/vulnerable-phase-two-benefits-ordered/ Mon, 03 Nov 2025 08:59:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1139199 นายกฯ เผยในวง **ครม.เศรษฐกิจ** ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้ **คนละครึ่งพลัส** สั่ง **คลัง** หาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน

วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post นายกฯ เผยในวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้คนละครึ่งพลัส สั่งคลังหาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เผยในวง **ครม.เศรษฐกิจ** ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้ **คนละครึ่งพลัส** สั่ง **คลัง** หาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน

วันนี้ (3 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสรุปผลและมติที่ทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลรวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมกับรัฐมนตรีพาณิชย์ ต่างประเทศ และสาธารณสุข เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก APEC ที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เปิดโอกาสลงทุน ขยายตลาดเดิม และสร้างโอกาสตลาดใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

 

“ประเทศพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์มองว่าไทยเป็นประเทศแห่งโอกาสและมีศักยภาพ หากเราปฏิบัติสิ่งที่หารือ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้การลงทุนและทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ทั้งนี้ สัปดาห์ที่แล้วก็ต้องขอบคุณ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ที่เริ่มดำเนินนโยบายคนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกำลังใจดี โดยเวลาลงไปพื้นที่ไหนก็ได้รับเสียงตอบรับว่ามีความสุขและเต็มใจ ดีใจที่ได้ใช้เงินคนละครึ่ง ซึ่งตนก็รู้สึกว่ามันเป็นเงินที่สร้างความคึกคักในระบบเศรษฐกิจ

 

เมื่อดูจากตัวเลขมีการใช้เงินมากพอสมควรทำให้เม็ดเงินกระจายทั่วประเทศ แต่ฝากคณะทำงานสำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงหรือเข้าไม่ได้ อาจจะต้องนำมาดำเนินการเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงได้อย่างทั่วถึง หากตนเป็นเขาก็จะเสียใจเหมือนกัน

 

ฉะนั้นขอฝากรองนายกฯ เอกนิติ กระทรวงมหาดไทย ไปหาวิธีแก้ไขและอาจจะให้กลุ่มที่พลาดในเฟส 1 ให้กลับมาในเฟส 2 โดยเน้นไปในกลุ่มเหล่านี้กลับเข้ามาเพื่อให้เขาได้รับการดูแลจากรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยกระทรวงมาไทย อาจจะขอความร่วมมือผู้ว่าฯ นายอำเภอ หาคำแนะนำให้กับประชาชนให้เข้าถึงสิทธินี้ได้อย่างทั่วถึง

 

ส่วนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าชุมชน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่ได้เร่งแผนงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเร็วที่สุด รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเกษตร โดยในเรื่องพืชผลทางการเกษตรก็ขอฝากกระทรวงเกษตรฯ ในเรื่องปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง ขอให้ทุกกระทรวงร่วมมือกันแก้ไข

The post นายกฯ เผยในวง ครม.เศรษฐกิจ ลงพื้นที่ที่ไหนเสียงตอบรับประชาชน บอกดีใจได้ใช้คนละครึ่งพลัส สั่งคลังหาวิธีให้กลุ่มเปราะบาง-ตกหล่น ได้สิทธิเฟส 2 ก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยกลับสู่เรดาร์โลก’ แม้ขั้วอำนาจเศรษฐกิจเปลี่ยน ศุภจี เผยต่างชาติส่งสัญญาณบวกหลังอาเซียน-เอเปค https://thestandard.co/thailand-returns-global-radar/ Mon, 03 Nov 2025 00:33:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1138913 ‘ไทยกลับสู่เรดาร์โลก’ แม้ขั้วอำนาจเศรษฐกิจเปลี่ยน ศุภจี เผยต่างชาติส่งสัญญาณบวกหลัง อาเซียน-เอเปค

‘พาณิชย์’ ร่วมคณะนายกฯ เผยหลังเวทีอาเซียน-เอเปค นำไทยกล […]

The post ‘ไทยกลับสู่เรดาร์โลก’ แม้ขั้วอำนาจเศรษฐกิจเปลี่ยน ศุภจี เผยต่างชาติส่งสัญญาณบวกหลังอาเซียน-เอเปค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยกลับสู่เรดาร์โลก’ แม้ขั้วอำนาจเศรษฐกิจเปลี่ยน ศุภจี เผยต่างชาติส่งสัญญาณบวกหลัง อาเซียน-เอเปค

‘พาณิชย์’ ร่วมคณะนายกฯ เผยหลังเวทีอาเซียน-เอเปค นำไทยกลับสู่เวทีการค้าโลก มุ่งสู่ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพันธมิตรใหม่-ขยายตลาดการค้า

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงผลหลังการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) และการประชุมรัฐมนตรีเอเปคและผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ว่า “การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์และขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกประเทศต้องเร่งหาพันธมิตรใหม่ คู่ค้าใหม่ และสร้างศักยภาพของตนเองขึ้นมาใหม่”

 

รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีจึงพยายามยกระดับแนวทางการค้าและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่จากเดิมเรามุ่งเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรต้นน้ำ เช่น ข้าว ยางพารา หรือมันสำปะหลัง ก็ได้ขยายแนวทางไปสู่การยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ‘ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก’ (Food Security Hub)

 

“เมื่อเราวางตำแหน่งเช่นนี้และสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะทุกประเทศกำลังมองหาความมั่นคงทางอาหารระยะยาว ซึ่งไทยมีศักยภาพและความพร้อมในเรื่องนี้” ศุภจีกล่าว

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีของ 5 ประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและสร้างตลาดใหม่ ในขณะที่ นายกรัฐมนตรีได้หารือร่วมกับผู้นำประเทศต่างๆ รวม 12 ประเทศ และไทยยังมีโอกาสหารือกับ 3 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องที่จะร่วมมือกับไทยในประเด็นเศรษฐกิจและการค้าในทิศทางเดียวกัน

 

ศุภจี กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยมีบทบาทนำคือ การผลักดัน กรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement : DEFA) ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นประธานในการจัดทำกรอบความร่วมมือนี้ เพื่อเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิก

 

“ถ้าเราทำเรื่องนี้สำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่มีกรอบดิจิทัลในการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจะยกระดับภูมิภาคของเราให้โดดเด่นในเวทีโลก และประเทศไทยในฐานะประธานตั้งใจจะหารือเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนนี้ ก่อนเข้าสู่การตกลงร่วมกันในเดือนเมษายนปีหน้า”

 

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่อาเซียนให้ความสนใจในการประชุมปีนี้ คือ Inclusivity (การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน) และ Sustainability (ความยั่งยืน) ส่วนการประชุมเอเปคมุ่งเน้น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ Connect (ความเชื่อมโยง) Innovation (นวัตกรรม) และ Prosperity (ความเจริญมั่งคั่งร่วมกัน) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล คือนโยบาย ‘Quick Big Win’ โดยเน้น ‘กระตุ้นสั้น วางรากฐานยาว และกระจายตัว’

 

“ดิฉันได้รับเกียรติให้กล่าวแทนท่านนายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านติดภารกิจสำคัญ คือพระราชพิธีฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งจัดโดย สภาธุรกิจอาเซียน ซึ่งในเวทีนั้นได้รับความสนใจจากหลายประเทศอย่างมาก หลังจากนั้นหลายประเทศได้ขอเจรจาทวิภาคีเพิ่มเติม ทั้งอย่างเป็นทางการและกึ่งทางการ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของโลกอีกครั้ง และเราจะเดินหน้าผลักดันการค้าเพื่อช่วยพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด” ศุภจีกล่าว

The post ‘ไทยกลับสู่เรดาร์โลก’ แม้ขั้วอำนาจเศรษฐกิจเปลี่ยน ศุภจี เผยต่างชาติส่งสัญญาณบวกหลังอาเซียน-เอเปค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญาให้อนุทินผ่าน ทำหน้าที่ประชุมเอเปคได้สมบูรณ์แบบ ติดใจรัฐบาลควรเสนอตัวเป็นเจ้าภาพปราบคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ https://thestandard.co/sirikanya-apec-anutin-scam-crackdown/ Sun, 02 Nov 2025 05:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1138799 ศิริกัญญา ให้ อนุทินผ่าน ทำหน้าที่ประชุม เอเปคได้สมบูรณ์แบบ ติดใจรัฐบาลควรเสนอตัวเป็นเจ้าภาพปราบคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ […]

The post ศิริกัญญาให้อนุทินผ่าน ทำหน้าที่ประชุมเอเปคได้สมบูรณ์แบบ ติดใจรัฐบาลควรเสนอตัวเป็นเจ้าภาพปราบคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา ให้ อนุทินผ่าน ทำหน้าที่ประชุม เอเปคได้สมบูรณ์แบบ ติดใจรัฐบาลควรเสนอตัวเป็นเจ้าภาพปราบคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการไปประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่เกาหลีใต้ ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุมครั้งนี้ถือว่าผ่านหรือไม่

 

ศิริกัญญา กล่าวว่า ในรอบนี้มีความคืบหน้าหลายเรื่องถือว่าผ่าน ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ แต่มีอยู่เรื่องเดียวที่น่าจะแสดงบทบาทได้มากกว่านี้ คือการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาเรื่องคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศในกลุ่มเอเปคให้ความสนใจ เช่น สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ที่ได้รับผลกระทบและกำลังดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง และช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นจุดที่ควรแสดงบทบาทมากกว่านี้ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ดำเนินการ

 

ส่วนเรื่องบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับรัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุนนั้น จะต้องมีการเปิดเผยรายละเอียดให้ฝ่ายค้านและประชาชนรับทราบหรือไม่นั้น

 

ศิริกัญญา กล่าวว่า จริงๆ แล้วควรเปิดเผยรายละเอียดอย่างครบถ้วน และควรให้สื่อมวลชนและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยกันอย่างเปิดอก เพื่อเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเหตุใดสหรัฐอเมริกาถึงให้ความสนใจเรื่องนี้ และ MOU ฉบับดังกล่าวมีผลทางกฎหมายหรือไม่ จะสามารถยกเลิกได้ตลอดเวลาจริงหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนคลายข้อกังวลใจ โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ต้องยอมรับว่า แร่แรร์เอิร์ธ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากนำขึ้นมาใช้ในขั้นตอนการผลิต ดังนั้น รัฐบาลควรออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้หมดจดครบถ้วน

 

เมื่อถามว่าตอนนี้พรรคประชาชนมีข้อมูลเพียงพอที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้าหรือไม่ ศิริกัญญา กล่าวว่า ตอนนี้เราเก็บรวบรวมข้อมูลกันอยู่ จะมีข้อมูลเป็นรายคน และคงจะเก็บข้อมูลในสมัยปิดประชุม เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะมีการยื่นอภิปรายในสมัยประชุมหน้าหรือไม่

The post ศิริกัญญาให้อนุทินผ่าน ทำหน้าที่ประชุมเอเปคได้สมบูรณ์แบบ ติดใจรัฐบาลควรเสนอตัวเป็นเจ้าภาพปราบคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินตั้งโต๊ะแถลงผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค เผยไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกแล้ว สีจิ้นผิง ปลื้มไม่เปิดคาสิโน พร้อมหนุนคนจีนเที่ยวไทย https://thestandard.co/anutin-asean-apec-thailand-global-spotlight-xi-support/ Sun, 02 Nov 2025 02:48:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1138766 อนุทินตั้งโต๊ะแถลงผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค เผยไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกแล้ว สีจิ้นผิง ปลื้มไม่เปิดคาสิโน พร้อมหนุนคนจีนเที่ยวไทย

วานนี้ (1 พฤศจิกายน) เวลา 21.00 น. ที่อากาศยานทหาร 2 กอ […]

The post อนุทินตั้งโต๊ะแถลงผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค เผยไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกแล้ว สีจิ้นผิง ปลื้มไม่เปิดคาสิโน พร้อมหนุนคนจีนเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินตั้งโต๊ะแถลงผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค เผยไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกแล้ว สีจิ้นผิง ปลื้มไม่เปิดคาสิโน พร้อมหนุนคนจีนเที่ยวไทย

วานนี้ (1 พฤศจิกายน) เวลา 21.00 น. ที่อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับจากการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในช่วงสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Week: AELW) ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

 

ทันทีที่เครื่องบินลงจอด นายกรัฐมนตรีได้โพสต์เนื้อเพลงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอนหนึ่งว่า “บุญนำพา กลับมาถึงถิ่น ทรุดกายลงจูบดิน ไม่ถวิลอายใคร” พร้อมใส่ทำนองเพลง บ้านเรา ขับร้องโดย ตู่นันทิดา แก้วบัวสาย

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมด้วย

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนและคณะได้เดินทางกลับจากภารกิจต่อเนื่อง คือการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และการประชุมผู้นำเอเปคที่เกาหลีใต้ ซึ่งใช้เวลารวมเกือบ 2 สัปดาห์ ถือเป็นการประชุมสำคัญระดับโลก และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก จึงถือโอกาสนี้รายงานผลการประชุมทั้งสองเวทีให้ประชาชนรับทราบ โดยย้ำว่าพี่น้องประชาชนคือผู้บังคับบัญชา ที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในการประชุมครั้งนี้ ตนได้พบปะหารือกับผู้นำแทบทุกประเทศ ทั้งแบบทวิภาคี เต็มรูปแบบ และแบบกึ่งทางการ ถือเป็นโอกาสอันดี โดยสิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ ก่อนเริ่มการประชุม รวมถึงในที่ประชุมใหญ่ ผู้นำทุกประเทศได้กล่าวถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงความชื่นชมต่อพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งสะท้อนถึงความเคารพและยอมรับของประชาคมโลกที่มีต่อพระองค์ท่าน

 

อนุทินกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการนำประเทศไทยกลับมาสู่เวทีโลกอีกครั้งอย่างชัดเจน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวกับตนว่า นายกฯ ตอนนี้ประเทศไทยของเรากลับเข้ามาสู่จอเรดาร์ของโลกอีกแล้ว ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะประเทศที่ปรากฏอยู่ในจอเรดาร์ จะได้รับความสนใจและความสำคัญจากนานาประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ตนไม่ได้พบเฉพาะผู้นำประเทศเท่านั้น แต่ยังได้พบผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ประธานธนาคารโลก (World Bank) และภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะการขยายฐานการผลิตในประเทศไทย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกและรับฟังข้อเสนอจากนักลงทุน

 

ทั้งนี้ ในปี 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World Bank – IMF Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก รัฐบาลยังได้วางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

 

  1. ความมั่นคงทางอาหาร
  2. ระบบขนส่งและโลจิสติกส์
  3. เทคโนโลยีสารสนเทศและ Data Center
  4. เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อความยั่งยืน

 

ทั้งหมดสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ
อนุทินกล่าวถึงการพบกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ว่า ได้เจรจาให้เพิ่มจำนวนแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในเกาหลีใต้ พร้อมขอให้รัฐบาลเกาหลีคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีแรงงานไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับกรณีที่มีนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธเข้าประเทศนั้น ผู้นำเกาหลีได้ชี้แจงว่า มักเกิดจากความเข้าใจผิดในการกรอกข้อมูลวีซ่า หากตอบตรงไปตรงมาว่า ไปท่องเที่ยว จะไม่มีปัญหา

 

ส่วนนายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้หารือเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ ซึ่งขณะนี้มีเที่ยวบินตรงระหว่างแคนาดาและกรุงเทพฯ แล้ว อีกทั้งได้พูดคุยเรื่องความร่วมมือด้านฮับความมั่นคงทางอาหาร และการลงทุนด้านสาธารณูปโภค โดยไทยได้เชิญชวนให้แคนาดาเข้าร่วมพัฒนาระบบรถไฟฟ้าและหัวรถจักร ซึ่งแคนาดามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

 

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและบรูไน ได้ตกลงร่วมกันทบทวนข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงความร่วมมือด้านอาหารฮาลาล การเกษตร และการท่องเที่ยว โดยบรูไนสนใจลงทุนในธุรกิจแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งไทยสามารถเป็นฐานการผลิตให้ได้

 

ภารกิจต่างประเทศครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากขึ้น และทุกการเจรจายึดมั่นในหลักความถูกต้องตามกฎหมายไทย พร้อมขอบคุณทีมงานทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำให้การประชุมอาเซียนและเอเปคประสบความสำเร็จด้วยดี

 

อนุทิน กล่าวว่า ขอให้ยืนยันว่า ในการเจรจาของเราทุกเรื่องยืนอยู่บนหลักการของความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือความมั่นคง

 

ในที่ประชุมอาเซียน ตนไม่ได้แถลงอย่างเป็นทางการ แต่ได้มีการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ที่ระบุเงื่อนไขตามที่ประเทศไทยต้องการอย่างชัดเจน รวมถึงมีการแถลงการณ์ร่วมประกอบการตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาภาษีเพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนของประเทศ ตลอดจนการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของระบบห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก ซึ่งประเด็นหลักคือ แรร์เอิร์ธ และการส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอยืนยันว่าทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เคร่งครัดของประเทศไทย ไม่ใช่การให้สัมปทานหรือการขายแร่โดยตรง อย่างนี้เราทำได้กับหลายประเทศ เราไม่ต้องการเอาหินมาขายเป็นหิน แต่ต้องการเอาหินมาขายเป็นทอง จึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการแปรรูปแร่ธาตุเหล่านี้ให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมขอทำความเข้าใจกับประชาชนที่มีความกังวลว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่ความร่วมมือแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะประเทศใด แต่เปิดโอกาสให้ทุกประเทศที่สนใจเข้าร่วมได้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และการรักษาสมดุลกับชาติมหาอำนาจ ไทยได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และได้พบหารือแบบทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งผลการหารือต่างเป็นไปด้วยดี ประเทศไทยสามารถใช้ความเป็นไทยเพื่อสร้างภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งแรง เพราะเรามีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสหรัฐฯ และจีน รวมถึงประเทศในกลุ่มเอเปค เช่น แคนาดา เม็กซิโก และชิลี ที่ได้พูดคุยอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการตลอดการประชุม

 

อนุทินย้ำว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดทางตันหรือจุดอับใดๆ แต่เราต้องขยับตัวออกไปนำเสนอศักยภาพของประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ โดยไม่ทำให้ประเทศเสียศักดิ์ศรี และต้องทำให้คู่เจรจาเห็นว่า การมีความสัมพันธ์กับไทยก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย

 

ไม่มีใครอยากคบกับประเทศที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้เขาได้ เราจึงต้องแสดงให้เห็นว่าการคบกับไทยจะทำให้ทั้งเขาและประชาชนของเขาได้รับประโยชน์ นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ในส่วนของประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ อนุทินเปิดเผยว่า ได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยืนยันว่าการประชุมเอเปคและอาเซียนครั้งนี้ ไทยจะสร้างภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งแกร่ง โดยมีความร่วมมือกับหลายประเทศ ทั้งมิตรใกล้และมิตรไกล อาทิ แคนาดา เม็กซิโก ชิลี เปรู และปาปัวนิวกินี ซึ่งจะเปิดสถานทูตในประเทศไทยในเดือนหน้า

 

อนุทินยังกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง และได้ให้เวลาในการหารือทวิภาคีโดยเฉพาะ ท่านยืนยันหลายครั้งว่าจีนมีความพร้อมสำหรับการเสด็จเยือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี ซึ่งจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปีแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนาม อาเซียน-จีน 3.0 เพื่อยืนยันให้จีนมั่นใจว่า ไทยจะไม่มีการเปิดคาสิโนหรือทำให้การพนันเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงความพึงพอใจ พร้อมยืนยันว่าจีนจะไม่แทรกแซงนโยบายของไทย แต่หากนโยบายของไทยไม่ตอบสนอง จีนก็มีสิทธิ์ใช้มาตรการภายใน เช่น ไม่สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย

 

ดังนั้น เมื่อไทยยืนยันชัดเจนว่าจะไม่เปิดคาสิโน จึงได้รับการสนับสนุนให้ส่งเสริมนักท่องเที่ยวจีนกลับมา ถือเป็นการคลี่คลายข้อกังวล และเป็นเหตุการณ์มงคลยิ่งสำหรับทั้งสองประเทศ เชื่อว่าความสัมพันธ์และการท่องเที่ยวไทย-จีนจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

The post อนุทินตั้งโต๊ะแถลงผลสำเร็จเวทีอาเซียน-เอเปค เผยไทยกลับสู่จอเรดาร์โลกแล้ว สีจิ้นผิง ปลื้มไม่เปิดคาสิโน พร้อมหนุนคนจีนเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์-ศุภจี ชี้ประชุมอาเซียน-เอเปคหนุนไทยคืนเวทีโลก นายกฯ พบผู้นำทั่วภูมิภาค-ต่างชาติสนใจนโยบาย Quick Big Win https://thestandard.co/pm-meets-leaders-quick-big-win/ Sun, 02 Nov 2025 02:44:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1138763 เอเปค

วานนี้ (1 พฤศจิกายน) เวลา 21.00 น. ที่อากาศยานทหาร 2 กอ […]

The post สีหศักดิ์-ศุภจี ชี้ประชุมอาเซียน-เอเปคหนุนไทยคืนเวทีโลก นายกฯ พบผู้นำทั่วภูมิภาค-ต่างชาติสนใจนโยบาย Quick Big Win appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเปค

วานนี้ (1 พฤศจิกายน) เวลา 21.00 น. ที่อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังเดินทางกลับจากการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้

 

สีหศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในหลายมิติ โดยเฉพาะจังหวะเวลา เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศไม่ถึง 1 เดือน แต่พล.อ.อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พบปะผู้นำอาเซียนทั้งหมด รวมถึงผู้นำสำคัญของโลก เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีจีน และนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่

 

“ถือเป็นความสำเร็จ ไม่ใช่เฉพาะในห้องประชุม แต่ยังได้สร้างความคุ้นเคยนอกรอบ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ และสร้างความมั่นใจให้ต่างประเทศต่อประเทศไทย” สีหศักดิ์กล่าว

 

นอกจากนี้ ไทยยังได้แสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีอาเซียนและเอเปค โดยนำเสนอแนวทางจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนานาชาติ

 

สีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้รัฐบาลนี้จะอยู่เพียง 4 เดือน แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือ การวางรากฐานระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต”

 

ขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค ว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยได้กลับเข้าไปอยู่ในเวทีการเจรจาระดับโลกอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ทุกประเทศต่างเห็นถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ ทำให้แต่ละประเทศต้องมองหาพันธมิตรใหม่ คู่ค้าใหม่ และสร้างศักยภาพของตนเองขึ้นมาใหม่

 

สำหรับประเทศไทย เรามุ่งยกระดับภาคเกษตร แทนที่จะขายเฉพาะผลิตภัณฑ์อย่างข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง แต่พยายามจะก้าวสู่การเป็น Food Security Hub หรือศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ซึ่งเมื่อเราใช้คำนี้ ทำให้ได้รับความสนใจอย่างมาก

 

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้มีโอกาสพูดคุยแบบทวิภาคีกับรัฐมนตรีจาก 5 ประเทศ เพื่อหารือถึงแนวทางการค้าขายระหว่างกัน และการสร้างตลาดใหม่ให้เกิดขึ้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้เข้าร่วมประชุมกับผู้นำ 12 ประเทศ และ 3 องค์กรสำคัญ ได้แก่ World Bank, WTO และ IMF โดยการหารือเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ไทยยังใช้เวทีอาเซียนในฐานะประธาน Digital Economy Framework ซึ่งเป็นการผลักดันความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิทัล หากสามารถดำเนินการได้สำเร็จ อาเซียนจะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่มีการวางกรอบความร่วมมือด้าน Digital Economy Framework เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างสมบูรณ์ โดยตั้งเป้าว่าจะมีการพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนนี้ และจะบรรลุข้อตกลงในเดือนเมษายน ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลกด้านการค้า

 

สำหรับการประชุมอาเซียนซัมมิตปีนี้ มีการโฟกัส 2 ประเด็นหลัก คือ การส่งเสริมการเข้าถึง และความยั่งยืน ส่วนเวทีเอเปคเน้น 3 ประเด็น คือ ความเชื่อมโยง นวัตกรรม และความมั่งคั่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของไทย ‘Quick Big Win’ ที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาวและการกระจายความเจริญอย่างทั่วถึง

 

ศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้มีโอกาสขึ้นพูดแทนนายกรัฐมนตรีบนเวทีเอเปค ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จากนั้นมีหลายประเทศขอเจรจาทวิภาคี ทั้งแบบเป็นทางการและกึ่งทางการจำนวนมาก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นการตอกย้ำว่าไทยได้กลับมาอยู่ในเวทีโลกทางเศรษฐกิจอีกครั้ง พร้อมเดินหน้าผลักดันการค้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

The post สีหศักดิ์-ศุภจี ชี้ประชุมอาเซียน-เอเปคหนุนไทยคืนเวทีโลก นายกฯ พบผู้นำทั่วภูมิภาค-ต่างชาติสนใจนโยบาย Quick Big Win appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พบสีจิ้นผิง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ก้าวข้ามอดีต สรุปไฮไลต์ประชุม APEC 2025 https://thestandard.co/key-messages-apec-2025-highlights/ Sat, 01 Nov 2025 12:05:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1138701

ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดผู้น […]

The post ทรัมป์พบสีจิ้นผิง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ก้าวข้ามอดีต สรุปไฮไลต์ประชุม APEC 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC 2025 ที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน ที่เมืองคยองจู จังหวัดคยองซังเหนือ ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจเข้าร่วม เพื่อหารือในประเด็นต่างๆ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์

 

นี่คือ 5 ไฮไลต์สำคัญที่เกิดขึ้นในห้วงการประชุม APEC 2025

 

1. ทรัมป์พบสีจิ้นผิงในรอบ 6 ปี สงบศึกสงครามภาษี-แร่แรร์เอิร์ธ

 

การพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีน ที่จัดขึ้นนอกรอบในห้วงการประชุม APEC 2025 ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมในปีนี้ โดยทั้งคู่พบกันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามภาษี และศึกครองแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth)

 

หลังเจรจาหารือกันนานราว 40 นาที ทรัมป์ให้คะแนนการประชุมหารือกับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ 12 เต็ม 10 คะแนน โดยสหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงศึกสงครามภาษี และแรร์เอิร์ธระหว่างกัน โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจีนจาก 57% เหลือ 47% โดยเป็นการปรับลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับสารตั้งต้นของยาเฟนทานิลลงจาก 20% เป็น 10%

 

ขณะที่จีนเองก็ตกลงจะคงการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธต่อไป โดยจะระงับคำสั่งควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ ที่เคยประกาศไปก่อนหน้านี้ ออกไปเป็นเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาความขัดแย้งกับสหรัฐฯ โดยตรง ทั้งยังตกลงที่จะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และจะร่วมมือปราบปรามการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายอีกด้วย ส่งผลให้ความตึงเครียดจากสงครามภาษีระหว่างสองมหาอำนาจและห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธของโลกผ่อนคลายลงไปชั่วคราว

 

2. ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีต เน้นย้ำร่วมมือกันมากขึ้น

 

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกรอบในห้วงการประชุม APEC 2025 เช่นเดียวกัน เพื่อหารือทวิภาคีกระชับสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเน้นย้ำไปที่ความสำคัญของการร่วมมือกันระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

 

ผู้นำเกาหลีใต้กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ต้องเสริมสร้างความร่วมมือที่มุ่งเน้นอนาคตมากกว่าในอดีต เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ซึ่งอีแจมยองเชื่อว่า ทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ทั้งบริบทปัญหาภายในภูมิภาคและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

ขณะที่ ทาคาอิจิก็เห็นพ้องที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะต้องร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น นับเป็นความพยายามที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะก้าวข้ามประวัติศาสตร์บาดแผลที่เคยเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศเมื่อครั้งอดีต และจับมือกันก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ ในประชาคมโลก ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางใหม่ของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่เพิ่งจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้

 

3. ไทยร่วมดินเนอร์ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC

 

หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่มาเลเซียแล้ว อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนการประชุม APEC 2025 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีอีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นเกียรติแก่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC

 

ไทยใช้เวทีนี้ เน้นย้ำจุดยืนของพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นภายในภูมิภาค โดยไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

 

นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสนี้ขอบคุณทรัมป์ และสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration พร้อมมุ่งหวังว่า สหรัฐฯ จะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ

 

ทั้งยังเน้นย้ำว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีศักยภาพสูงจากประชากรที่ขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยพลัง และมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการเชื่อมโยง การที่จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นโอกาสที่แท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง, การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการแข่งขัน และการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานมีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ประชาชนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

4. นายกฯ ไทย พบสีจิ้นผิง กระชับสัมพันธ์ โอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน

 

นายกรัฐมนตรีไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ภายหลังการหารือทวิภาคีกับ สีจิ้นผิง ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC 2025 โดยระบุว่า ผู้นำจีนกล่าวถวายความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกครั้ง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้กล่าวขอบคุณและซาบซึ้งในไมตรีจิต

 

พร้อมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของการประชุมของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 4 ซึ่งได้วางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่า ปี 2025 ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญในการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ ‘เพื่ออนาคตร่วมกันที่มั่นคงและรุ่งเรือง’

 

สีจิ้นผิงพร้อมผลักดันความร่วมมือกับไทยในทุกมิติ ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระดับประชาชน ขณะที่นายกรัฐมนตรีเห็นถึงศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และเกษตรเพื่ออนาคต

 

ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟไทย-จีน และโครงการสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 2 (หนองคาย-เวียงจันทน์) ซึ่งเป็นสะพานทางราง เพื่อเชื่อมต่อรถไฟไทย-สปป.ลาว-จีน เพิ่มประสิทธิภาพระบบรางให้เชื่อมต่อได้ ตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงแหลมมลายู

 

นายกรัฐมนตรียังได้ยืนยันต่อสีจิ้นผิงว่า รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายใช้คาสิโนเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ผลิตภัณฑ์ไทย และเทคโนโลยีไทยว่า สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการพนัน พร้อมระบุว่า รัฐบาลจะหยุดการนำเสนอกฎหมายการพนันทุกประเภท พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง โดยรัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยอย่างดีที่สุด

 

ในโอกาสนี้ยังได้หารือเรื่องการเจรจาซื้อข้าวไทยจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งคณะเจรจาดำเนินการไปแล้วระดับหนึ่ง โดยเชื่อว่ามีแนวโน้มที่ดี ขณะที่จีนมีการบริโภคข้าวทั้งประเทศเกือบ 150 ล้านตันต่อปี ทั้งหมดสะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่เคยชะงักงัน ได้รื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

 

5. ปฏิญญาคยองจู 2025: สร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน

 

บรรดาผู้นำและผู้แทนระดับสูงของแต่ละเขตเศรษฐกิจ APEC ได้ร่วมรับรอง ‘ปฏิญญาคยองจู’ (Gyeongju Declaration) ภายใต้หัวข้อ ‘การสร้างอนาคตที่ยั่งยืน’ (Building a Sustainable Tomorrow) โดยปฏิญญาฉบับนี้เน้นย้ำถึงบทบาทของ APEC ในฐานะเวทีชั้นนำ สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิด และยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ปุตราจายา 2040 (APEC Putrajaya Vision 2040) ซึ่งมีเป้าหมายในการทำให้เกิด ‘ประชาคมเอเชีย-แปซิฟิก’ ที่เปิดกว้าง มีพลวัต มีความยืดหยุ่น และสงบสุขภายในปี 2040

 

โดยดำเนินงานผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1. การเชื่อมโยง (Connect): การสร้างเขตเศรษฐกิจภูมิภาคที่มีพลวัตและเชื่อมโยงกันมากที่สุดในโลก มุ่งเน้นที่การค้า การลงทุน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

 

2. การสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovate): การเตรียมความพร้อมของภูมิภาคสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและ AI ที่จะมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยผู้นำได้รับรอง ‘ข้อริเริ่ม AI ของเอเปค’ (APEC AI Initiative) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง AI ที่ประสบความสำเร็จ การสร้างขีดความสามารถด้าน AI ในทุกระดับ และการส่งเสริมระบบนิเวศการลงทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยืดหยุ่น

 

3. ความมั่งคั่ง (Prosper): การรับมือกับความท้าทายร่วมกันและการแบ่งปันผลประโยชน์ของการเติบโตกับทุกภาคส่วน ที่จะมุ่งเน้นความครอบคลุม ความยั่งยืน และการจัดการกับความท้าทายระดับโลก

 

บรรดาผู้นำ APEC ต่างตระหนักว่า การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เป็นคุณลักษณะเฉพาะของ APEC ที่ช่วยเสริมบทบาทในการเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิด และได้แสดงความขอบคุณต่อเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ APEC 2025 พร้อมทั้งตั้งตารอการเป็นเจ้าภาพของเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในอนาคต เช่น จีนในปี 2026 และเวียดนามในปี 2027

 

อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงพหุภาคี (Multilateralism) หรือองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) โดยตรง ซึ่งเป็นการย้ำเตือนถึง ‘ฉันทามติที่เปราะบาง’ เกี่ยวกับการค้าเสรี ท่ามกลางกระแสประชานิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

 

เดบอราห์ เอล์มส์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายการค้าของมูลนิธิฮินริช (Hinrich Foundation) ในสิงคโปร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อาจเรียกได้ว่า ‘เป็นปาฏิหาริย์’ ที่ผู้นำจะสามารถตกลงในแถลงการณ์ร่วมกันได้

 

เอล์มส์กล่าวกับ Al Jazeera ว่า ด้วยจุดยืนที่แข็งแกร่งของบางเขตเศรษฐกิจใน APEC การที่จะนำภาษาที่มีการตกลงร่วมกันมาใส่ไว้ในเอกสารจึงเป็น ‘กระบวนการที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก’ (Fraught Exercise)” โดยเธอยังอธิบายเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเสร็จสิ้นล่วงหน้าอย่างดี แต่เอกสารฉบับนี้กลับ ‘แขวนอยู่บนความไม่แน่นอนจนนาทีสุดท้าย’ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำไปมา เพื่อหาจุดประนีประนอมที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

 

ภาพ: Yonhap via Reuters

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์พบสีจิ้นผิง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ก้าวข้ามอดีต สรุปไฮไลต์ประชุม APEC 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำเอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ https://thestandard.co/pm-joins-apec-leaders-photo/ Sat, 01 Nov 2025 07:23:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1138661 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และร […]

The post นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำเอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมถ่ายภาพหมู่กับบรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ณ ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น การถ่ายภาพหมู่ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพและความพร้อมเพรียงของเหล่าผู้นำในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซาน ในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

 

นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 1 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 2 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 3 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 4 นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำ เอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ 5

The post นายกฯ อนุทิน เคียงบ่าผู้นำเอเปค ร่วมถ่ายภาพหมู่ ตอกย้ำความร่วมมือเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชู 3 แนวทางเวทีเอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต https://thestandard.co/pm-apec-3-ways-strengthen/ Sat, 01 Nov 2025 05:10:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1138626 นายกฯ ชู 3 แนวทางเวที เอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และร […]

The post นายกฯ ชู 3 แนวทางเวทีเอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชู 3 แนวทางเวที เอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต

วันนี้ (1 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (Session II) ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อ ‘Preparing a Future-Ready Asia-Pacific’

 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงชื่นชมบทบาทของเอเปคในฐานะเครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค

 

เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต ไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

 

1. การยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม ความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้รับประโยชน์

 

2. ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความรับผิดชอบในการใช้ AI อย่างเท่าเทียม ซึ่งไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guidelines) เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกใช้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ไทยยังเน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมาย

 

3. เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ผ่านการส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม ระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย โดยไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัว เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายว่า ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ ก็จะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก โดยอาศัยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง

 

นายกฯ ชู 3 แนวทางเวที เอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต 1 นายกฯ ชู 3 แนวทางเวที เอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต 2 นายกฯ ชู 3 แนวทางเวที เอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต 3 นายกฯ ชู 3 แนวทางเวที เอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต 4 นายกฯ ชู 3 แนวทางเวที เอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต 5

The post นายกฯ ชู 3 แนวทางเวทีเอเปค เสริมความแข็งแกร่งภูมิภาคพร้อมรับมืออนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง https://thestandard.co/korea-apec-strengthen-china-ties/ Sat, 01 Nov 2025 03:31:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1138605 เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์ จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอ […]

The post เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์ จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC 2025 เตรียมใช้เวทีนี้เป็นสะพานกระชับความสัมพันธ์กับจีน หลังสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC ครั้งนี้ที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบ 11 ปีของสีจิ้นผิง

 

ผู้นำทั้งสองประเทศจะเจรจาทวิภาคี โดยมุ่งเน้นไปที่การหารือเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งสั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค หลังเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจีนทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง

 

โดยโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอที่จะพบกับคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือกลับไม่ตอบรับ ทำให้ทรัมป์ไม่ได้พบกับคิมจองอึนในทริปเดินทางเยือนเอเชียในครั้งนี้

 

อีแจมยองยังเตรียมใช้โอกาสนี้หารือกับสีจิ้นผิง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผ่อนปรนข้อจำกัดต่อเนื้อหาในอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่ดำเนินมาอย่างเข้มงวดตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลังเกาหลีใต้อนุญาตให้มีการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ภายในประเทศ เมื่อปี 2017

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างที่จีนอ้างว่าใช้เพื่อการประมงในน่านน้ำพิพาทระหว่างสองประเทศ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการควบคุมการส่งออกแร่หายาก หรือแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ของจีน พร้อมเตรียมเรียกร้องให้มีการยกเลิกการคว่ำบาตรของจีนต่อบริษัทต่อเรือเกาหลีใต้อย่าง Hanwha Ocean ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ โดยเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC อย่างเป็นทางการในปีนี้ ได้เปิดโอกาสให้สีจิ้นผิง วางตัวเองเป็น ‘ผู้สนับสนุนการค้าเสรีและการเปิดกว้างที่คาดเดาได้’ ซึ่งเป็นบทบาทที่สหรัฐฯ เคยครองมานานหลายทศวรรษ
ขณะนี้สมาชิก APEC ทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจกำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อผลักดันฉันทามติเกี่ยวกับปฏิญญาร่วมว่าด้วยการค้าเสรี ก่อนที่การประชุม APEC 2025 จะปิดฉากลงในวันนี้

 

ภาพ: Yonhap / Reuters

อ้างอิง:

The post เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ https://thestandard.co/apec-2025-leaders-in-korea/ Fri, 31 Oct 2025 11:52:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1138328 บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้

บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมการประชุม A […]

The post บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้

บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ โดยเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในวันนี้ (31 ตุลาคม) – 1 พฤศจิกายนนี้ และมีอีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

 

ปัจจุบัน APEC มีสมาชิกทั้งสิ้น 21 เขตเศรษฐกิจ ประกอบด้วยมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น แคนาดา เกาหลีใต้ และรัสเซีย โดยไทยเป็นหนึ่งใน 12 เขตเศรษฐกิจผู้ร่วมก่อตั้ง และในปีนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยก็เข้าร่วมการประชุม APEC ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ผู้นำเขตเศรษฐกิจบางแห่ง เช่น เม็กซิโก และรัสเซีย ส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจเดินทางกลับก่อนที่ APEC 2025 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในวันนี้ หลังทรัมป์บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนและเกาหลีใต้ รวมถึงอีกหลายประเทศในระหว่างการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาเลเซียก่อนหน้านี้

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเผยว่า บรรดาสมาชิก APEC ใกล้จะบรรลุฉันทามติ เกี่ยวกับปฏิญญาร่วมในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ครั้งนี้ หลังจากที่ APEC เคยล้มเหลวในการรับรองปฏิญญาร่วมในปี 2018 และ 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก

 

บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้ 1 บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้ 2 บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้ 3 บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้ 4 บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้ 5 บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้ 6 บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่ เกาหลีใต้ 7

 

อ้างอิง:

The post บรรดาผู้นำเขตเศรษฐกิจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ โพสต์ภาพ หารือ ‘สีจิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีน ที่เอเปก 2025 ย้ำมิตรภาพจีน – ไทยแน่นแฟ้นลึกซึ้ง https://thestandard.co/pm-meets-xi-jinping-apec-2025/ Fri, 31 Oct 2025 10:26:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1138274 นายกฯ โพสต์ภาพ หารือ ‘สีจิ้น ผิง’ ประธานาธิบดีจีน ที่ เอเปก 2025 ย้ำ มิตรภาพ จีน - ไทย แน่นแฟ้นลึกซึ้ง

วันนี้ (31 ตุลาคม) ตามเวลาประเทศไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นา […]

The post นายกฯ โพสต์ภาพ หารือ ‘สีจิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีน ที่เอเปก 2025 ย้ำมิตรภาพจีน – ไทยแน่นแฟ้นลึกซึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ โพสต์ภาพ หารือ ‘สีจิ้น ผิง’ ประธานาธิบดีจีน ที่ เอเปก 2025 ย้ำ มิตรภาพ จีน - ไทย แน่นแฟ้นลึกซึ้ง

วันนี้ (31 ตุลาคม) ตามเวลาประเทศไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ได้โพสต์ภาพพบหารือทวิภาคีกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (APEC 2025) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้

 

อนุทิน ได้เขียนข้อความในภาพเป็นภาษาจีน ซึ่งมีความหมายว่า ‘มิตรภาพจีน – ไทยแน่นแฟ้นลึกซึ้ง’

 

ทั้งนี้ การพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ไทย – จีน ในวาระครบรอบก 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ด้วย

The post นายกฯ โพสต์ภาพ หารือ ‘สีจิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีน ที่เอเปก 2025 ย้ำมิตรภาพจีน – ไทยแน่นแฟ้นลึกซึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก https://thestandard.co/xi-jinping-5-apec-proposals/ Fri, 31 Oct 2025 09:49:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1138218 สีจิ้นผิงผลักดัน ข้อเสนอ 5 ประการ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้าง ประชาคมเอเชียแปซิฟิก

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ […]

The post สีจิ้นผิงผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงผลักดัน ข้อเสนอ 5 ประการ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้าง ประชาคมเอเชียแปซิฟิก

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ เพื่อส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจอันเป็นประโยชน์และครอบคลุมในระดับสากล รวมถึงการสร้าง ‘ประชาคมเอเชียแปซิฟิก’ ขณะกล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ ‘การสร้างเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้างครอบคลุมทุกฝ่าย’ ณ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 ในเมืองคยองจูของเกาหลีใต้วันนี้ (31 ตุลาคม)

 

สีจิ้นผิงระบุว่า APEC เป็นผู้นำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผงาดขึ้นสู่แนวหน้าของการพัฒนาแบบเปิดกว้างในระดับโลก และทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นส่วนที่มีพลวัตมากที่สุดของเศรษฐกิจโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

 

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยปรากฏในรอบศตวรรษอย่างรวดเร็ว และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญปัจจัยความไม่แน่นอนและที่บั่นทอนเสถียรภาพในการพัฒนามากขึ้น ซึ่งท่ามกลางคลื่นลมมรสุมที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมเช่นนี้ เหล่าสมาชิก APEC ต้องร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น

 

สีจิ้นผิงเรียกร้องสมาชิก APEC ยึดมั่นพันธกิจตั้งต้นของ APEC เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาแบบเปิดกว้างที่ทุกฝ่ายมีโอกาสและก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะร่วมกัน พร้อมกระตุ้นความพยายามส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์และครอบคลุมในระดับสากล รวมถึงการสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก

 

โดยสีจิ้นผิงได้ผลักดันข้อเสนอ 5 ประการ ดังนี้

 

ประการที่ 1 สีจิ้นผิงเรียกร้องความพยายามร่วมกัน ‘ปกป้องระบบการค้าพหุภาคี’ กระตุ้นสมาชิก APEC ปฏิบัติตามลัทธิพหุภาคีที่แท้จริง เสริมสร้างอำนาจและประสิทธิภาพของระบบการค้าพหุภาคี โดยมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก และปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์อันชอบธรรมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

 

ประการที่ 2 สีจิ้นผิงเรียกร้องการสร้าง ‘สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง’ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กระตุ้นสมาชิก APEC ส่งเสริมการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน กระชับความร่วมมือทางการคลังและการเงิน ผลักดันการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมความสอดคล้องต้องกันและความก้าวหน้าร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างพลังการพัฒนาเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก

 

ประการที่ 3 สีจิ้นผิงเรียกร้อง ‘สมาชิก APEC ทำงานร่วมกัน’ เพื่อรักษาเสถียรภาพ ความราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน โดยสมาชิก APEC ควรจับมือเดินไปด้วยกันมากกว่าแยกทางกัน เสริมสร้างจุดเชื่อมโยงมากกว่าตัดขาด ขยายผลประโยชน์ร่วมและสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เปิดกว้างอย่างแข็งขัน พยายามบรรลุผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมจับต้องได้ในการเชื่อมโยงทางกายภาพ องค์กร และระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาแบบเปิดกว้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

ประการที่ 4 สีจิ้นผิงเรียกร้องการเดินหน้า ‘การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวหรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของการค้า’ กระตุ้นความพยายามทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เป็นตัวเร่งอันแข็งแกร่งสำหรับการค้าข้ามพรมแดน ขจัดอุปสรรคที่เกี่ยวข้องต่างๆ และขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และแร่ธาตุสีเขียว

 

ประการที่ 5 สีจิ้นผิงเรียกร้อง ‘ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทำงานร่วมกัน’ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอันเป็นประโยชน์และครอบคลุมในระดับสากล กระตุ้นความพยายามร่วมกันยึดมั่นปรัชญาการพัฒนาที่ ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ ให้ความสำคัญกับความไม่สมดุลในการพัฒนา และบ่มเพาะโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคนในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

 

สีจิ้นผิงกล่าวว่า จีนกำลังทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และมุ่งมั่นบรรลุการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันกับทุกประเทศ โดยจีนมุ่งดำเนินนโยบายรัฐขั้นพื้นฐานของการเปิดกว้างมาโดยตลอด และดำเนินการส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างอย่างจริงจัง

 

จีนจะใช้โอกาสจากการที่การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 รับรองคำแนะนำสำหรับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 มาดำเนินการปฏิรูปอย่างรอบด้านและขยายการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโลกผ่านความสำเร็จล่าสุดของการสร้างความทันสมัยแบบจีน

 

ภาพ: สำนักข่าวซินหัว

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

The post สีจิ้นผิงผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก https://thestandard.co/world-leaders-global-trade-apec/ Fri, 31 Oct 2025 08:54:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1138134 ผู้นำโลกร่วมประชุม เอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่ เมืองคยอ […]

The post ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกร่วมประชุม เอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่ เมืองคยองจู ของเกาหลีใต้ เปิดฉากขึ้นในวันนี้ (31 ตุลาคม) โดยมีผู้นำจาก 21 ประเทศสมาชิกเอเปคเข้าร่วม รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศที่ได้รับเชิญ และตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศ

 

การประชุมปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Building a Sustainable Tomorrow’ หรือ ‘เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน’ ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือผ่าน 3 แนวคิดสำคัญ คือ เชื่อมโยง, นวัตกรรม, ความรุ่งเรืองร่วมกัน (Connect, Innovate, Prosper) เพื่อหาแนวทางเพิ่มความยืดหยุ่นและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าโลก โดยมุ่งเน้นการหารือหารือในหัวข้อสำคัญ เกี่ยวกับการรักษาการค้าเสรีและการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

 

ในการประชุมวาระแรกวันนี้ มีขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Towards a More Connected Resilient Region and Beyond’ หรือ ‘มุ่งสู่ภูมิภาคที่เชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น’ โดยอีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้กล่าวเปิดประชุม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมเอเปค ท่ามกลางระเบียบการค้าเสรีที่กำลังเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

 

“ความร่วมมือและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คือเส้นทางที่แน่นอนที่สุดสำหรับอนาคตที่ดีกว่า เราทุกคนกำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” อี กล่าว

 

ขณะที่เขาชี้ว่า “การปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่นำโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นกำลังนำมาซึ่งทั้งวิกฤตและโอกาส อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

 

ด้านสีจิ้นผิง กล่าวถ้อยแถลงในการประชุม โดยมีข้อเสนอ 5 ประการสำหรับ “การสร้างเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน”

 

เขายังเรียกร้องให้มีความพยายามร่วมกันเพื่อปกป้องระบบการค้าพหุภาคีโดยมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค และรักษาเสถียรภาพและการไหลเวียนที่ราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและอุปทาน

 

สำหรับการประชุมในวันศุกร์จัดขึ้นโดยไม่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งได้เดินทางกลับสหรัฐฯ หลังจากเข้าร่วมการประชุมภาคธุรกิจและหารือทวิภาคีกับผู้นำจีนและเกาหลีใต้

 

ทั้งนี้ ก่อนการประชุม สีจิ้นผิงและอีแจมยอง ได้หารือทวิภาคี โดยทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า “ผู้นำทั้งสองวางแผนที่จะหารือกันถึงแนวทางที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดกว้าง มีพลัง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในการประชุมครั้งนี้”

 

“ประธานาธิบดีอี จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำ เพื่อช่วยสร้างฉันทามติเรื่องความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าฟื้นฟูความมุ่งมั่นด้านความร่วมมือของภูมิภาค และแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เอเปคยังคงเป็นเวทีเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคและเป็นเวทีสำคัญสำหรับอนาคต” ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุ

 

ภาพ: Yonhap via REUTERS

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร https://thestandard.co/japan-takaichi-go-sk-jae-myung/ Fri, 31 Oct 2025 08:30:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1138118 ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อม ผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร

กำลังอยู่ในความสนใจในหน้าการเมืองเอเชียตะวันออก สำหรับก […]

The post ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อม ผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร

กำลังอยู่ในความสนใจในหน้าการเมืองเอเชียตะวันออก สำหรับการพบกันระหว่าง อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม APEC 2025 ณ เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้

 

นอกจากสัญญาณ ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ จากฟากเกาหลีใต้ หลัง อีแจ-มยอง ละทิ้งความบาดหมางทางประวัติศาสตร์จากยุคอาณานิคมบนโต๊ะเจรจา พร้อมทั้งย้ำว่า ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ขณะที่ญี่ปุ่นภายใต้การนำของทาคาอิจิ ก็ตอบรับด้วยแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี อย่างการทูตแบบโต้ตอบ (Shuttle Diplomacy)

 

สิ่งที่น่าสนใจจากการพบปะครั้งนี้ คือ ของที่ระลึกแลกเปลี่ยนของ 2 ผู้นำ โดย อีแจ-มยองมอบสาหร่ายแห้งและเครื่องสำอางเกาหลีใต้ให้ทาคาอิจิ ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นให้ ‘เซ็ตหมากล้อม’ หรือ ‘โกะ’ (Go) จากเมืองคามาคุระให้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

 

ดูผิวเผินอาจไม่มีความหมาย แต่ที่จริงแล้ว หินหมากล้อมนี้กลับมีนัยสำคัญทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ ที่เชื่อมโยงทั้งประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์การทูต

 

เปิดความหมายของขวัญล้ำค่าก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

 

หากเปิดเบื้องลึกเบื้องหลัง สาเหตุที่ อีแจ-มยองให้ของขวัญทาคาอิจิเป็นเครื่องสำอาง อาจเป็นเพราะผู้นำญี่ปุ่นเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงแรกเข้ารับตำแหน่งว่า เธอชื่นชอบเครื่องสำอางและอาหารเกาหลี หลังถูกสื่อถามเรื่องความสัมพันธ์ทั้งสองชาติ ที่เคยตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา

 

“ฉันรักสาหร่ายเกาหลีใต้มากๆ แล้วฉันก็ใช้เครื่องสำอางเกาหลีด้วย รวมถึงฉันยังดูซีรีส์เกาหลีเหมือนกัน” เธอยังเน้นย้ำว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญมากๆ

 

ขณะที่ความหมายของหมากล้อม มาจากการที่ อีแจ-มยองเป็นเซียน ‘พาดุก’ (바둑) หรือหมากล้อมในภาษาเกาหลี โดยครั้งหนึ่ง ผู้นำเกาหลีใต้เคยให้สัมภาษณ์ในหน้าสื่อว่า ในช่วงชีวิตที่ยากจนในวัยเด็ก เขาชอบเล่นพาดุกมากๆ ถึงขนาดใช้ ‘รองเท้ายาง’ มาตัดเป็นหมากเดินเล่น

 

ความคลั่งไคล้พาดุกของ อีแจ-มยอง เป็นที่รู้จักกันทั้งในหมู่คนทั่วไป และหน้าการเมืองเกาหลีใต้ เขาเรียกตัวเองว่า ‘เอกีกา’ (에기가) หรือคนรักพาดุกในภาษาเกาหลี และฝีมืออยู่ในระดับดั้ง 5 (สูงสุดคือดั้ง 1) ในหมู่มือสมัครเล่นระดับสูง

 

ว่ากันว่า อีแจ-มยองศึกษาเกี่ยวกับกลเกมนี้เยอะมากๆ และใช้เวลาในยามเครียดปลดปล่อยตัวเองไปกับการเล่นหมากล้อม ซึ่งทำให้เขาหายเครียด สมองปลอดโปร่ง และทักษะพัฒนาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้นำเกาหลีใต้ยังเคยประกาศว่า ความฝันสูงสุดในงานอดิเรกนี้ คือ การเป็นปรมาจารย์ด้านพาดุก

 

“ไม่มีความลับใดๆ ทั้งในการเมืองและพาดุก” อีแจ-มยอง ระบุ

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่น และหัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายมีความพิถีพิถันที่เลือกของที่แต่ละฝ่ายชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะสืบสานความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ตั้งแต่ยุคฟุมิโอ คิชิดะ-ยุนซอกยอล, ชิเงรุ อิชิบะ-อีแจ-มยอง

 

“น่าสนใจว่า ความใส่ใจและพิถีพิถัน มีสูงมากจากทางฝั่งญี่ปุ่น เพราะไม่เพียงแต่ให้แท่นโกะที่อีชอบเล่นอยู่แล้ว แต่คัดสรรมาจากเมืองคามาคุระ ซึ่งเป็นเมืองพี่น้องกับเมืองบ้านเกิดของอีด้วย

 

“อีมาจากพรรคสายเสรีนิยม ปกติจะชูเรื่องปัญหาประวัติศาสตร์อาณานิคม และสงครามกับญี่ปุ่น ขณะที่ทาคาอิจิเป็นขวามักจะเมินเฉย หรือมีความเห็นแย้งชาติที่โจมตีญี่ปุ่นเรื่องสงคราม”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ของขวัญเหล่านี้แสดงให้เห็นเรื่องราวเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้นำและสื่อสองฝ่าย นำไปขยายความตั้งใจที่จะคงความเป็นมิตรต่อกัน โดยมุ่งเน้นการทูตเพื่ออนาคต (Future-Oriented Diplomacy) และไม่นำ ‘อดีต’ มาสร้างความขัดแย้งกัน แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะคงความสัมพันธ์นี้ได้นานแค่ไหน

 

อนึ่ง เมืองคามาคุระที่ผลิตหมากล้อม เป็นเมืองพี่เมืองน้องของเมืองอันดง (Andong) บ้านเกิดของอีแจ-มยอง ซึ่งอยู่ในจังหวัดคยองซังเหนือ สถานที่จัด APEC 2025 อีกด้วย

 

พาดุกหรือโกะ จะชื่อไหน หมากล้อมก็รวมใจเอเชียตะวันออกไว้ด้วยกัน

 

อันที่จริง วัฒนธรรมการเล่นหมากล้อมเป็นสิ่งที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออก และมีผู้นำจำนวนมากที่คลั่งไคล้งานอดิเรกนี้ เช่น สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน, มุนแจอิน อดีตผู้นำเกาหลีใต้ และ, นาโอโตะ คัง อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

 

และเชื่อหรือไม่ว่า หมากล้อมนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น โดยมีการจัดกิจกรรมการแข่งขันโกะระหว่างสมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งสองประเทศ ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา หากแต่ถูกระงับไปในปี 2004 เพราะความตึงเครียดทางการเมือง

 

อย่างไรก็ดี การทูตหมากล้อมกลับมาอีกครั้งในปี 2014 เพื่อรำลึกครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นส่งนาโอโตะเป็นตัวแทนประเทศ แข่งขันกับ อูยูชอล (Woo Yoo-chul) อดีต สส. พรรคแซนูรี (Saenuri)

 

ในเวลานั้น อูยูชอลให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า หมากล้อมก็เหมือนกับการทูตปิงปอง ที่สหรัฐอเมริกาและจีนใช้เป็นเครื่องมือสถาปนาทางการทูต และในการแข่งขันนี้ เกาหลีใต้หวังจะใช้หมากล้อมเป็นช่องทางสื่อสารความบาดหมางทางประวัติศาสตร์อย่างหญิงบำรุงขวัญ (Comfort Women) กับรัฐบาลของ ชินโซ อาเบะ

 

ขณะที่ในการแข่งขันนี้ นาโอโตะได้ทิ้งวาทะอมตะว่า ญี่ปุ่นได้เรียนรู้เกาหลีใต้มากมายจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แม้จะมีปัญหามากมาย แต่สุดท้าย ทั้งสองประเทศก็ได้พัฒนาร่วมกัน จนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในเอเชีย

 

“ผมหวังว่า การต่อสู้ในกระดานโกะจะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเข่นฆ่ากันเอง แต่มันคือบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ให้เรายอมรับซึ่งกันและกัน” นาโอโตะกล่าว

 

อ้างอิง:

The post ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร https://thestandard.co/scb-cio-fed-cuts-stop-qt/ Fri, 31 Oct 2025 05:28:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1137916 SCB CIO มองผลประชุม ** Fed** ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด ** QT**’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

SCB CIO วิเคราะห์ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิ […]

The post SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO มองผลประชุม ** Fed** ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด ** QT**’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

SCB CIO วิเคราะห์ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC)ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งมีมติลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% และประกาศยุติมาตรการดึงสภาพคล่อง (QT) โดยมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกได้รับผลบวก ดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง

 

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM Head of Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา มีนัยยะสำคัญทางนโยบาย 2 เรื่อง แม้จะไม่ผิดจากที่คาดการณ์ แต่ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

 

  • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.75-4%

 

  • การหยุดทำ QT (Quantitative Tightening) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป Fed จะหยุดการดึงสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้มีการดึงสภาพคล่องออกผ่านการขายพันธบัตรหรือปล่อยให้หมดอายุ เดือนละประมาณ 40,000 ล้านเหรียญ. การหยุด QT นี้จะส่งผลให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไม่ถูกดูดออกไปและจะวนเวียนอยู่ในระบบ.

 

เปิดเหตุผล Fed เน้นการจ้างงาน เงินเฟ้อระยะยาวคาดกลับสู่เป้าหมาย

 

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ Fed ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจยังเติบโตในระดับปานกลางและการบริโภคยังคงโอเค. แต่สิ่งที่ Fed ให้ความสำคัญและกังวลคือ การจ้างงาน ที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน รวมถึงข่าวการปลดพนักงาน.

 

ขณะที่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อ แม้ตัวเลขปัจจุบันจะยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ Fed มองว่าการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลกระทบในระยะสั้นที่มาจากเรื่องของภาษีหรือการกักตุนสินค้า และเชื่อว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาว 1-2 ปีข้างหน้า จะกลับไปอยู่ที่ระดับ 2% ตามที่ต้องการได้

 

ชาตรีเน้นย้ำว่า นัยยะสำคัญยังอยู่ที่การที่ Fed ย้ำเรื่อง Dual Mandate คือจะดูทั้งเรื่องการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อควบคู่กันไป

 

สัญญาณไม่แน่นอนเดือนธันวาคมและความกังวล NPL

 

จากท่าทีดังกล่าว ทำให้แนวโน้มที่ Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ เริ่มไม่แน่นอน ประเด็นนี้ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนและมีการแกว่งตัวระหว่างวัน

 

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่อง NPL (Non-Performing Loan) ที่มีนักข่าวสอบถามนั้น Fed ยอมรับว่าเห็นสัญญาณของการตึงตัวในตลาดการเงินจริง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การหยุดทำ QT แม้จะเห็น NPL เพิ่มขึ้นในตลาดสินเชื่อรายย่อยหรือรถยนต์ แต่ Fed ยังมองว่าในภาพรวมยังไม่ใช่ปัญหาฉับพลัน และเชื่อว่าธนาคารสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ได้

 

มองเศรษฐกิจ-การลงทุน ภาพรวมดีขึ้น หุ้นเทคฯ และ AI คือตัวขับเคลื่อน

 

ชาตรีมองว่า การส่งสัญญาณของ Fed นี้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนี้

 

  • เศรษฐกิจโลก การลดดอกเบี้ยเป็นสัญญาณที่ดี เหมือนเป็นการ ลดภาระของผู้กู้ ทั้งภาคครัวเรือนและเอกชนในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ สามารถลดดอกเบี้ยตามได้ ซึ่งจะทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงเป็น ขาลง

 

  • การลงทุนใน AI Infrastructure การลงทุนใน AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ และไม่ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปได้

 

การเคลื่อนไหวของตลาดทุนและคำแนะนำการลงทุน

 

แม้ว่าตลาดจะมีการ Price In ไปล่วงหน้าแล้ว แต่ผลการประชุมก็ทำให้ตลาดมีการปรับฐานความคาดหวัง

 

สำหรับตลาดหุ้นไม่ได้ตอบรับเชิงบวกมากนักหลังการประกาศ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นโลกยังเป็นบวก จากสภาพคล่องที่สูงขึ้น จากการหยุด QT การลดดอกเบี้ย และการลงทุนที่ต่อเนื่องใน AI

 

กลุ่มที่แนะนำ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี คือ กลุ่ม Global Tech และ Asian Tech ยังคงเป็นบวกและน่าสนใจ

 

ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ 10 ปี ดีดตัวขึ้นเล็กน้อย จาก 3.9% เป็นประมาณ 4.02-4.03%ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนของการประชุมของ FOMC ในเดือนธันวาคมปีนี้

 

โดยการปรับขึ้นของ Bond Yield ถือเป็น โอกาสในการเข้าซื้อ มีคำแนะนำควรลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่ยาวมากนัก ประมาณ 3 ถึง 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะยาว

 

ในส่วนทองคำราคาทองคำมีการดีดตัวขึ้นเล็กน้อยหลังการประกาศ โดยระยะสั้นอาจมีปัจจัยกดดันจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเวที APEC หากการเจรจาประสบความสำเร็จ อาจเกิดการเทขายทำกำไรได้

 

ส่วยระยะยาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น โดยคำแนะนำ การปรับฐานลงมาในระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บวกหรือลบ มองเป็นโอกาสในการเข้าสะสมทองคำ

 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะได้รับอานิสงส์และเริ่มมีกระแสเงินลงทุนไหลเข้าเอเชีย โดยปัจจัยบวกภายในคือความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเลือกตั้ง เช่น โครงการคนละครึ่ง

 

แม้ที่ผ่านมาเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ตราสารหนี้ไทยมากกว่าตลาดหุ้น แต่เชื่อว่าเมื่อตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้น เงินก็จะวนเข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งถือเป็นตลาดที่อาจจะ Laggard ที่สุด

 

คำแนะนำ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเป็น Sideway Up โดยมีปัจจัยบวกจากเครื่องยนต์ใหม่ ๆ เช่น Data Center, Rare Earth และการเจรจาการค้าที่ช่วยลดภาษีกับสหรัฐฯ

The post SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผลักดันเอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต https://thestandard.co/anutin-pushes-open-apec/ Fri, 31 Oct 2025 05:02:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1137906 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต

วันนี้ (31 ตุลาคม) เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคย […]

The post นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผลักดันเอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต

วันนี้ (31 ตุลาคม) เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session I) ภายใต้หัวข้อ ‘Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond’ พร้อมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยมีสาระสำคัญดังนี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณต่อประธานการประชุมและรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี สำหรับการต้อนรับและการจัดเตรียมการประชุมที่ยอดเยี่ยม พร้อมกล่าวต้อนรับการเข้าร่วมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะแขกรับเชิญของประธาน และขอบคุณผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ได้กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกประจำปี 2025

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวอ้างถึงถ้อยคำของผู้อำนวยการ IMF ที่ระบุว่า “ความไม่แน่นอนคือความปกติใหม่” ซึ่งเห็นว่า ในยุคที่โลกเผชิญกับความท้าทายรอบด้านความร่วมมือไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น พร้อมย้ำว่า เอเปคต้องคงไว้ซึ่งความเปิดกว้าง การมีส่วนร่วม และมุ่งสู่อนาคต เพื่อสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การค้าเสรีและตลาดที่เชื่อมโยงกัน คือรากฐานของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไทยสนับสนุนกรอบความร่วมมือที่ทันสมัย ครอบคลุม และตั้งอยู่บนกติกาสากล เพื่อให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ MSMEs ให้ได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

 

ขณะเดียวกัน การลงทุนควรเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยไทยได้ดำเนินโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนคุณภาพในสาขาพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้การเติบโตในวันนี้ช่วยรักษาโลกให้คนรุ่นต่อไป

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ภาคเอกชนคือกำลังหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับมาตรฐานดิจิทัลให้สอดคล้องกัน จะช่วยให้การค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ไทยได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือในกรอบเอเปค และได้เริ่มกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยึดมั่นต่อมาตรฐานสากลและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจ

 

ไทยยังมุ่งขยายความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจนอกภูมิภาค โดยในปีนี้ ไทยและจีนจะร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง และในปีหน้า ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD Ministerial Meeting) และการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก

 

“การประชุมเหล่านี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิกเอเปคและนอกเอเปค เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เอเปคสามารถร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง เข้มแข็ง และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น เพื่อประชาชนในวันนี้และคนรุ่นต่อไปในอนาคต” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 1 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 2 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 3 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 4 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 5 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 6 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 7 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 8 นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ผลักดัน เอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต 9

The post นายกฯ อนุทิน ร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผลักดันเอเปคที่เปิดกว้าง ส่งเสริมการมีส่วนร่วม สู่อนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย – ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. https://thestandard.co/korea-labor-quota-immigration-talks/ Thu, 30 Oct 2025 11:47:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1137578 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม.

วันนี้ (30 ตุลาคม) เวลา 15.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคย […]

The post นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย – ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม.

วันนี้ (30 ตุลาคม) เวลา 15.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับอีแช มยอง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

 

โอกาสแรก ประธานาธิบดีเกาหลี ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมเอเปคในช่วงที่ไทยโศกเศร้า ประธานาธิบดีเกาหลียังซาบซึ้งในการที่ไทยได้ส่งทหารไทยเข้าร่วมสงครามเกาหลีด้วย

 

ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีที่ได้พบหารือกันเป็นครั้งแรก หลังจากที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรียังชื่นชมเมืองคย็องจูว่าเป็นเมืองที่งดงามและเปี่ยมด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของไทย พร้อมเชิญประธานาธิบดีเกาหลีใต้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสแรก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเสนอให้ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายการค้าให้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือสำคัญ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถสรุปประเด็นที่คั่งค้างได้โดยเร็ว

 

พร้อมยืนยันว่าไทยจะให้การดูแลนักลงทุนเกาหลีใต้อย่างเต็มที่ ทั้งในโครงการของ Hyundai, COSMAX, KakaoBank ที่จะจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในไทย และบริษัท Korea Land & Housing Corporation (LH) ที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกาหลีใต้แห่งแรกในไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล จะนำคณะนักธุรกิจเกาหลีใต้มาหารือความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งไทยยินดีต้อนรับและพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า คนไทยนิยมวัฒนธรรมเกาหลี โดยเฉพาะ K-Pop อย่างกว้างขวาง จนเยาวชนไทยจำนวนมากสนใจเรียนภาษาเกาหลี และชื่นชมเกาหลีใต้ที่เป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการผลิตคอนเทนต์ของโลก พร้อมระบุว่าจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยศึกษาระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการสนับสนุนสตาร์ตอัปและ SME ทั้งด้านทักษะและงบประมาณ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่าไทยจะสนับสนุนบทบาทของเกาหลีใต้ในฐานะประเทศคู่เจรจาของอาเซียน และประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลีใต้

 

ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรียังได้ขอประธานาธิบดีพิจารณาเพิ่มจำนวนแรงงานถูกกฎหมาย ที่จะมาทำงานเกาหลี รวมทั้งช่วยดูแลปัญหาที่คนไทยและนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธการเข้าเมืองเมื่อเดินทางมาถึงเกาหลีแล้ว ส่งผลเกิดสูญเสียในการเดินทาง ทั้งเงิน และเวลาด้วย

 

นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 1 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 2 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 3 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 4 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 5

The post นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย – ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. appeared first on THE STANDARD.

]]>