AP Thai ESG Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ap-thai-esg/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 17 Dec 2025 14:03:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สร้าง Living Quality ผ่านการเติบโตไปพร้อมธรรมชาติ ในแบบของ ‘แม็กซีน’ https://thestandard.co/life/living-quality-maxine-inthiporn/ Wed, 17 Dec 2025 11:30:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1155461

การมีพื้นที่ธรรมชาติรอบบ้าน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ช่วยให […]

The post สร้าง Living Quality ผ่านการเติบโตไปพร้อมธรรมชาติ ในแบบของ ‘แม็กซีน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การมีพื้นที่ธรรมชาติรอบบ้าน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ช่วยให้มี Living Quality ที่ดีมาก ทำให้มั่นใจในวัตถุดิบเพราะปลูกเอง มีความสุขที่ได้เห็นต้นไม้เติบโต และยังได้กลับ มาเชื่อมความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวอีกด้วย

แม็กซีน-อินทิพร แต้มสุขิน

 

ไม่ต้องนึกถึงป่า ภูเขา ทะเลหรือสถานที่ที่กว้างใหญ่ แค่กระบะหน้าบ้านเล็ก ๆ พื้นที่ข้างกำแพง หรือแม้แต่ระเบียงคอนโด ก็เพียงพอต่อการสร้างพื้นที่ธรรมชาติเพื่อฮีลใจของเรา

 

การทำแปลงผักสวนครัวเล็ก ๆ ปลูกต้นไม้หรือดอกไม้น่ารักที่ชอบ เฝ้ารอคอยการเติบโต ผลิบานและออกผลผลิตที่กินได้จริง คืออีกวิธีที่ช่วยให้ใจสงบ ลดความเครียด และเติมความสุขให้การใช้ชีวิตได้อย่างคาดไม่ถึง

 

Eco-Curious: Habit Hacks ตอนที่สองนี้ เราจึงอยากชวนไปพูดคุยกับ แม็กซีน-อินทิพร แต้มสุขิน ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น ‘มิสผัก’ จากภาพจำของการกินผักหลากหลายภายใต้รอยยิ้มสดใส

 

พาไปดูชีวิตที่เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ การปลูกผักสวนครัวกินเอง และเคล็ดลับการสร้างพื้นที่สีเขียวเล็ก ๆ รอบบ้าน ที่ง่าย สนุก และเต็มไปด้วยความสุข เธอค้นพบว่า การสร้างระบบนิเวศรอบบ้านให้หลากหลาย ไม่ใช่แค่ทำให้ได้กินผักปลอดสารพิษมากมาย ชมดอกไม้สวย ๆ ฟังเสียงสัตว์ฮีลใจ แต่ยังเป็นการสร้าง ‘Living Quality’ ให้ดีขึ้นผ่านการเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติที่สร้างได้ด้วยตัวเอง

 

ดูรายการเต็มได้ที่: https://www.instagram.com/reels/DSTvn-qDeHX/

 

 

Who is ‘แม็กซีน-อินทิพร แต้มสุขิน’

 

แม็กซีน-อินทิพร แต้มสุขิน คือครีเอเตอร์สายสุขภาพที่หลายคนรู้จักผ่านภาพจำของการกินผักใบเขียว

 

ตั้งแต่ผักยอดฮิต ไปจนถึงผักแปลกที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ความชอบนี้ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก แต่เกิดหลังจากอาการป่วยเพราะกินอาหารแบบเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน จนร่างกายส่งสัญญาณว่าไม่ไหว

 

“เมื่อก่อนเป็นคนที่กลัวอ้วน กินไก่ต้ม ไก่นึ่ง ปลานึ่ง กินแบบเดิมมานานมากจนป่วย สาเหตุเพราะเรากินทุกอย่างเหมือนเดิมทุกวัน จึงได้รับคำแนะนำว่าให้ลองกลับไปกินตามวิถีคนโบราณ คือกินผักตามฤดูกาล และกินให้หลากหลายมากขึ้น”

 

การเริ่มเปิดใจกินผักหลากหลายชนิด กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอขยับจากคนที่ ‘รักการกินผัก’ ไปสู่คนที่ ‘ปลูกผักกินเอง’ ในพื้นที่เล็ก ๆ ของบ้าน แม็กซีนเริ่มศึกษาการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ภายในครัวเรือนอย่างจริงจัง เพื่อให้พืช สัตว์ และแมลงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น ศัตรูพืชลดลง และสามารถปลูกผักหมุนเวียนตามฤดูกาลได้ดีกว่าเดิม

 

Habit Hacks: สร้างแปลงผักให้หลากหลาย บนพื้นที่เล็ก ๆ

 

ถ้าไม่มีพื้นที่มากมาย ควรเริ่มจากการปลูกอะไร และควรจัดสรรพื้นที่เล็ก ๆ อย่างไร ให้รองรับความหลากหลายทางชีวภาพ แม็กซีนแนะนำให้เริ่มจากพื้นฐานที่สุด คือ ‘เลือกปลูกผักที่เรากินและใช้ทำอาหารเป็นประจำ’

 

ข้อดีคือเราได้ใช้บ่อย คุ้มค่า และสามารถลด Food Waste ได้จริง เพราะเราเก็บผักมาใช้เท่าที่ต้องการได้ ไม่ต้องซื้อมาในปริมาณมากแล้วเหลือทิ้ง

 

 

เมื่อเลือกชนิดได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการจัดแปลงผัก แม็กซีนแนะนำให้ลองใช้วิธีที่เรียกว่า ‘Square Foot Gardening’ เป็นการจัดแปลงผักให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ด้วยการแบ่งพื้นที่เป็นตารางสี่เหลี่ยมขนาด 1×1 ฟุต โดยในหนึ่งช่องให้ปลูกผัก 1 ชนิด ซึ่งเท่ากับว่าถ้ามีพื้นที่ 4×4 ฟุต จะสามารถปลูกผักได้ถึง 16 ชนิด วิธีนี้ไม่เพียงช่วยให้เราได้กินผักหลายแบบหมุนเวียนกันตลอดปี

 

แต่ยังทำให้ดินมีจุลินทรีย์ที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ขึ้น ช่วยให้ผักเติบโตได้ดีโดยธรรมชาติ พอแปลงผักเริ่มลงตัวแล้ว หากยังมีพื้นที่เหลือ อาจต่อยอดไปสู่การปลูกพืชที่ใหญ่ขึ้น เช่น กล้วย หรือสมุนไพรต่าง ๆ รอบพื้นที่ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของระบบนิเวศรอบบ้าน

 

 

ไม่ว่าพื้นที่จะเล็กหรือใหญ่ การเริ่มต้นสร้างพื้นที่ธรรมชาติรอบบ้าน เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน

 

การหว่านเมล็ด เฝ้าดูการเติบโต ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตเล็ก ๆ เป็นการฝึกจิตใจ ลดความเครียด และทำให้เห็นคุณค่าของการรอคอย ในขณะเดียวกัน ร่างกายก็ได้วัตถุดิบที่ปลอดภัยจากผักที่เราปลูกเอง บ้านกลายเป็นพื้นที่ที่ชวนใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ในครอบครัวค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมต้นไม้ในสวน

 

ทั้งหมดนี้คือภาพของการใช้ชีวิตที่เติบโตไปพร้อมธรรมชาติ และเป็นรูปแบบของ Living Quality ที่เกิดขึ้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราสร้างขึ้นด้วยตัวเองทุกวัน

The post สร้าง Living Quality ผ่านการเติบโตไปพร้อมธรรมชาติ ในแบบของ ‘แม็กซีน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พรหม–พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ แค่แยกขยะที่บ้านก็ช่วยเปลี่ยนเมืองได้ https://thestandard.co/life/pornphrom-waste-sorting/ Wed, 22 Oct 2025 01:40:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1133269

สิ่งที่เรามองว่าเป็นขยะ ถ้าคัดแยกได้จะกลายเป็นทรัพยากร […]

The post ‘พรหม–พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ แค่แยกขยะที่บ้านก็ช่วยเปลี่ยนเมืองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ่งที่เรามองว่าเป็นขยะ ถ้าคัดแยกได้จะกลายเป็นทรัพยากร ถ้าจัดการถูกวิธีสามารถเป็นรายได้ และสุดท้ายจะไม่เป็นขยะตกค้างส่งกลิ่นเหม็น และทำให้ Living Quality ของเราดีขึ้น ทั้งตัวเราเอง ชุมชนของเราและกรุงเทพในฐานะเมือง

พรหม–พรพรหม วิกิตเศรษฐ์

 


 

ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครผลิตขยะมูลฝอยเฉลี่ยมากกว่า 9,000 ตันต่อวัน และกว่าครึ่งของทั้งหมด (ราว 5,000 ตัน) คือ ขยะอินทรีย์ หรือเศษอาหารที่ต้องนำไปกำจัดในแต่ละวัน ปัญหาคือขยะเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก Food Waste เพียงอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการ ‘เทรวม’ หรือทิ้งทุกอย่างรวมกัน โดยไม่แยกตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขยะอินทรีย์ปนเปื้อนกับขยะรีไซเคิล และสุดท้ายสิ่งที่ควรนำกลับมาใช้ใหม่ได้ กลับต้องกลายเป็นของเสียที่ต้องกำจัดทั้งหมด

 

ในความจริงง่ายๆ แค่การ ‘แยกขยะเปียกและขยะแห้ง’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน เพราะเมื่อขยะรีไซเคิลไม่ถูกปนเปื้อน เมืองสามารถจัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดกลิ่น ลดภาระในการกำจัด และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นรอบตัวเรา ทั้งหมดนี้สะท้อนกลับมาที่สิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตเมือง นั่นคือการมี Living Quality ที่ดีขึ้นในทุกวัน

 

ในตอนล่าสุดของ Eco-Curious เราพาคุณไปพูดคุยกับ ‘พรหม–พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพฯ หนึ่งในหัวแรงสำคัญของโครงการ ‘ไม่เทรวม’ และอีกหลายโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ว่าทำไมแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อย่างการแยกขยะภายในบ้าน ถึงสามารถสร้าง Living Quality ที่ดี และเปลี่ยนชีวิตของคนเมืองได้จริง

 

ดูรายการเต็มได้ที่: https://www.instagram.com/p/DPoL5NLkqBg

 

 

Who is ‘พรหม–พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’

 

หลายคนอาจไม่คุ้นหน้า ‘พรหม–พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ แต่ชายผู้นี้คือคนผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายด้านความยั่งยืนต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็น โครงการแยกขยะ บ้านนี้ไม่เทรวม โครงการสวน 15 นาที และอีกหลายนโยบายสีเขียวที่ช่วยเพิ่ม Living Quality ของคนกรุงได้ หลังจากจบปริญญาโทด้านพลังงานและนโยบายสิ่งแวดล้อมจากนิวยอร์ก พรพรหมเคยแวะไปร่วมงานกับ UN มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ก่อนเข้าร่วมทีมกับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในบทบาทผู้บริหารด้านความยั่งยืนคนแรกของกรุงเทพฯ

 

 

How sustainable is it?

 

ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘เมือง’ และ ‘ความยั่งยืน’ ต้องไปด้วยกัน เป้าหมายของพรพรหมคือการออกแบบ ‘ระบบเมืองใหม่’ ให้อยู่ได้ในยุค Climate Crisis ที่คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะ อากาศสะอาด พลังงานน้ำ และพื้นที่สีเขียว ซึ่งหนึ่งในโครงการที่กำลังได้รับความสนใจของทุกบ้านตอนนี้ คือ ‘บ้านนี้ไม่เทรวม’ แค่แยกขยะก็ลดค่าธรรมเนียมได้

 

“กรุงเทพมหานครมีขยะวันละ 9,000 ตัน ซึ่ง 50% หรือ 4,500 ตัน เป็นเศษอาหาร และขยะที่ถูกทำให้ปนเปื้อนแล้วเป็นขยะ แม้กรุงเทพมหานครเราลงทุนเรื่องเตาเผาขยะ แต่ต้องยอมรับว่าขยะเหล่านั้นส่วนใหญ่เราเอาไปฝังกลบ และการฝังกลบนั้นส่งผลกระทบต่อ Living Quality ของคนเมือง เช่น ปล่อยแก๊สมีเทน สารพิษ กระทบโลกร้อน รวมถึงเรื่องกลิ่นต่างๆ

 

“โครงการบ้านนี้ไม่เทรวม เราเน้นให้ประชาชนแยกขยะ โดยพยายามสื่อสารว่าไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับคุณด้วย เพราะถ้าคุณแยกขยะ คุณก็จะจ่ายค่าเก็บขยะของกทม.แค่ 20 บาทเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่แยก ก็จำเป็นจ่าย 60 บาท เราใช้ตัวเศรษฐศาสตร์มาเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้คนแยกขยะ”

 

 

ในช่วงเริ่มแรก กทม. ไม่ต้องการให้แยกแบบละเอียดยิบแต่อยากให้แยกเพียงแค่เปียกและแห้ง สีน้ำเงินเป็นขยะทั่วไป เช่น ถุงแกง ถุงหูหิ้ว, ส่วนเศษอาหารใส่ถุงสีเขียว, กระดาษ อะลูมิเนียม กระป๋องน้ำดื่มเป็นขยะรีไซเคิล

 

อันที่จริงแนวคิดแยกขยะจากโครงการบ้านนี้ไม่เทรวม ได้รับความร่วมมือจากโครงการบ้านแฝดและทาวน์โฮมมาสักพักแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หลายโครงการบ้านของ AP ที่มีระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางภายในโครงการ ด้วยการออกแบบพื้นที่ทิ้งขยะและจุดคัดแยกเป็นระบบ สนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัยแยกขยะได้ง่ายตั้งแต่ในบ้าน ลดการปนเปื้อนและเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำได้จริง นี่คือหนึ่งในแนวทางของการสร้างสิ่งแวดล้อมอยู่อาศัยที่สะอาด เป็นระเบียบ และส่งเสริม Living Quality ของผู้อยู่อาศัยให้ดีขึ้น

 

“เดี๋ยวนี้หมู่บ้านจัดสรร เขาจะมีที่พักรวม รถขยะสามารถเข้าไปที่เดียวไม่มีขยะตกค้าง บางโครงการมีถังขยะครบทั้ง 4 สี พร้อมการจัดการที่ดีถูกสุขลักษณะ ซึ่งดีมาก

 


 

“สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าควรเริ่มจากตัวเราดีที่สุด สิ่งที่เรามองว่าเป็นขยะ ถ้าคัดแยกได้จะกลายเป็นทรัพยากร ถ้าจัดการถูกวิธีสามารถเป็นรายได้ และสุดท้ายจะไม่เป็นขยะตกค้างส่งกลิ่นเหม็น ช่วยสร้าง Living Quality ของเราให้ดีขึ้น ทั้งตัวเราเอง และกรุงเทพในฐานะเมือง”

 

สำหรับใครที่สนใจแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร สามารถติดตามนโยบายและรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ https://greener.bangkok.go.th/sustainability

The post ‘พรหม–พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ แค่แยกขยะที่บ้านก็ช่วยเปลี่ยนเมืองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>