Anthony Albanese Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/anthony-albanese/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 07 May 2026 03:41:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด https://thestandard.co/isis-australia-women-children-return/ Thu, 07 May 2026 03:41:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1204611 ภาพหญิง-เด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกลุ่ม ISIS เตรียมเดินทางกลับจากซีเรีย

กลุ่มผู้หญิงและเด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ […]

The post 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหญิง-เด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกลุ่ม ISIS เตรียมเดินทางกลับจากซีเรีย

กลุ่มผู้หญิงและเด็กชาวออสเตรเลีย 13 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในซีเรียและต้องสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ISIS หรือกลุ่มรัฐอิสลาม กำลังจะเดินทางกลับออสเตรเลียในวันนี้ (7 พฤษภาคม) ท่ามกลางการจับตามองเนื่องจากตำรวจออสเตรเลียประกาศว่า สมาชิกบางส่วนที่เดินทางกลับจะถูกจับกุมทันทีในข้อหาต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

 

 
 

กลุ่มชาวออสเตรเลียดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิง 4 คน และเด็ก 9 คน ส่วนใหญ่จะเดินทางกลับไปยังนครเมลเบิร์น โดยมีผู้หญิง 1 คนและลูกของเธอที่เดินทางกลับซิดนีย์

 

สถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลียสัมภาษณ์ความเห็นของสมาชิกบางส่วนขณะรอต่อเครื่องที่กรุงโดฮา เพื่อกลับไปเมลเบิร์น ซึ่งหลายคนเผยว่า รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับไปออสเตรเลีย และระบุเหตุผลที่ต้องการเดินทางกลับ เนื่องจากต้องการให้ลูกๆ ของพวกเธอปลอดภัย

 

“เราแค่ต้องการให้ลูกๆ ของเราปลอดภัย มันเหมือนนรก (ในซีเรีย) สำหรับพวกเขา” หญิงคนหนึ่งกล่าว และเสริมว่า “ลูกๆ ส่วนใหญ่ของพวกเขา ซึ่งเกิดในซีเรีย ไม่เคยกลับออสเตรเลียมาก่อน และออสเตรเลียเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับพวกเขา”

 

โดยหญิงบางคนบอกว่า เธอคิดถึงออสเตรเลีย และสิ่งที่ตั้งตารอมากที่สุดหลังจากกลับไปคือการได้ไปร้านกาแฟโปรดของพวกเธอที่ถนนคอลลินส์ ในเมลเบิร์น

 

เจ้าสาว ISIS

 

ทั้งนี้ ABC รายงานว่าผู้หญิงหลายคนซึ่งถูกเรียกว่า ‘เจ้าสาวของ ISIS’ ได้ติดตามคู่รักของพวกเธอที่เป็นนักรบของ ISIS ไปยังซีเรีย

 

โดยเมื่อกลุ่ม ISIS ล่มสลาย พวกเธอและลูกจะถูกส่งตัวไปยังค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งกลุ่มผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คนนี้ อาศัยอยู่ที่ค่ายอัลรอจ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย และถูกกักขังอยู่เป็นเวลาหลายปี

 

ในจำนวนผู้หญิงและเด็กทั้ง 13 คน รวมถึงหญิงวัย 54 ปี พร้อมลูกสาว 2 คน วัย 33 ปี และ 31 ปี และอดีตนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพวัย 32 ปี โดยทั้งหมดเป็นพลเมืองออสเตรเลียและถือหนังสือเดินทางออสเตรเลีย

 

การตัดสินใจเดินทางกลับออสเตรเลียของพวกเขา กลายเป็นประเด็นถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหมู่ประชาชนออสเตรเลีย ขณะที่ทั้ง 13 คน ต้องติดอยู่ในกรุงดามัสกัส ของซีเรีย เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเพื่อรอเดินทางกลับออสเตรเลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลซีเรีย ระบุว่าต้นเหตุความล่าช้านั้นเกิดจากรัฐบาลออสเตรเลียที่ยืนยันว่า ต้องวางขั้นตอนต่างๆ ให้รัดกุมเพื่อรับตัวกลุ่มผู้หญิงและเด็กเหล่านี้

 

ออสเตรเลียประณาม-เตรียมจับหลายคนข้อหาก่อการร้าย

 

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police : AFP) เตือนว่า สมาชิกบางคนที่กลับมาถึงจะถูกจับกุมและเผชิญข้อหา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น การค้าทาส

 

แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประณามชาวออสเตรเลียกลุ่มนี้ที่เลือกเข้าร่วมกับ ISIS โดยระบุว่า “คนเหล่านี้ได้เลือกสิ่งที่น่าสยดสยองในการเข้าร่วมองค์กรก่อการร้ายที่อันตราย และทำให้ลูก ๆ ของพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ”

 

โดยเขายืนยันว่า “สมาชิกคนใดก็ตามในกลุ่มนี้ที่ก่ออาชญากรรมจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่”

 

ทางด้านโทนี่ เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในออสเตรเลีย ประณามกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ที่เดินทางไปซีเรีย และเน้นย้ำว่า ใครก็ตามที่พบว่ากระทำความผิดจะถูกดำเนินคดี

 

“พวกเธอตัดสินใจอย่างเลวร้ายและน่าอับอาย หากบุคคลเหล่านี้เดินทางกลับมายังออสเตรเลีย หากพวกเขาได้กระทำความผิด พวกเขาจะต้องเผชิญกับบทลงโทษตามกฎหมายอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อยกเว้น” เบิร์ก กล่าว และยืนยันว่ารัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ให้ความช่วยเหลือในการกลับประเทศของกลุ่มดังกล่าว แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายในการกีดกันไม่ให้พลเมืองออสเตรเลียกลับประเทศ

 

ที่ผ่านมา ทางการออสเตรเลียได้ทำการสอบสวนพลเมืองหลายคนที่เดินทางไปยังซีเรียเพื่อเข้าร่วมกลุ่ม ISIS ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มนี้มีอำนาจสูงสุดและควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศซีเรียและอิรักที่อยู่ใกล้เคียง

 

เชื่อกันว่ามีผู้หญิงชาวตะวันตกหลายร้อยคนเดินทางไปยังอิรักและซีเรียในช่วงที่กลุ่ม ISIS มีอำนาจสูงสุด โดยหนึ่งในกรณีที่โดดเด่นที่สุดคือกรณีของชามิมา เบกุม พลเมืองชาวอังกฤษ ซึ่งถูกเพิกถอนสัญชาติอังกฤษในปี 2019 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

ขณะที่เบน ซอล ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการก่อการร้าย เรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองสตรีและเด็กที่เดินทางกลับประเทศ พร้อมทั้งตรวจสอบให้แน่ใจว่าการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ที่กระทำต่อบุคคลนั้น “มีความเหมาะสมและชอบธรรม”

 

ภาพ : REUTERS/Orhan Qereman

 

อ้างอิง:

 

The post 13 ผู้หญิง-เด็ก ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง ISIS ในซีเรีย เตรียมเดินทางกลับออสเตรเลียวันนี้ รัฐบาลยืนยันจับหลายคนที่ทำผิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียลดสเปกน้ำมัน กู้วิกฤตพลังงานในประเทศ เร่งใช้ ‘การทูตพลังงาน’ เจรจาซื้อชาติอาเซียน https://thestandard.co/australia-energy-crisis-asean-fuel/ Sat, 18 Apr 2026 04:48:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1198710 ภาพประกอบสถานการณ์พลังงานใน ออสเตรเลีย ที่กำลังลดสเปกน้ำมันและเจรจาซื้อจากอาเซียน

ออสเตรเลียยอมผ่อนปรนมาตรฐานน้ำมัน หลังเผชิญวิกฤตพลังงาน […]

The post ออสเตรเลียลดสเปกน้ำมัน กู้วิกฤตพลังงานในประเทศ เร่งใช้ ‘การทูตพลังงาน’ เจรจาซื้อชาติอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสถานการณ์พลังงานใน ออสเตรเลีย ที่กำลังลดสเปกน้ำมันและเจรจาซื้อจากอาเซียน

ออสเตรเลียยอมผ่อนปรนมาตรฐานน้ำมัน หลังเผชิญวิกฤตพลังงานในประเทศ คาดใช้ ‘การทูตพลังงาน’ เจรจาซื้อน้ำมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย

 

วันนี้ (18 เมษายน) คริส โบเวน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานแถลงว่า ออสเตรเลียจะผ่อนปรนมาตรฐานน้ำมัน โดยอนุญาตให้มีระดับกำมะถันในน้ำมันที่สูงขึ้น เพื่อให้สามารถหาซื้อน้ำมันเข้ามาเติมเพียงพอกับการรับมือวิกฤตพลังงานของประเทศ

 

“ผมได้ตัดสินใจที่จะขยายระยะเวลาในการอนุญาตให้มีระดับกำมะถันในน้ำมันเบนซินของออสเตรเลียสูงขึ้นต่อไป” โบเวนกล่าวผ่านการแถลงทางโทรทัศน์ โดยตั้งเกณฑ์เจือปนได้ถึง 50 ส่วนในล้านส่วน (ppm) จากเดิม 10 ส่วนในช่วงที่ผ่านมา

 

ปัจจุบัน ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซในสงครามอิหร่าน และเหตุไฟไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมันจีลอง (Geelong) ซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ของประเทศ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ออกแคมเปญโฆษณารณรงค์ให้พลเมืองประหยัดน้ำมันเพื่อ ‘กลุ่มคนขับรถบรรทุก’ หรือเส้นเลือดสำคัญของประเทศในการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ขณะที่ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย หันมาใช้ ‘การทูตด้านพลังงาน’ โดยเพิ่งเดินทางเยือนสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเจรจาหาแหล่งน้ำมันและปุ๋ยเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน

 

ทั้งนี้ ฮุสเซน เดีย ศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีการขนส่งและความยั่งยืนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสวินเบิร์นในเมลเบิร์นให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า ออสเตรเลียนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 80% ของความต้องการทั้งหมด โดยส่วนใหญ่มาจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอีกต่อหนึ่ง

 

ขณะที่ ทิม บักลีย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์นโยบาย Climate Energy Finance (CEF) กล่าวว่า ในฐานะผู้ส่งออก LNG และถ่านหินรายใหญ่ ออสเตรเลียพอมีอำนาจต่อรองในการเจรจาอยู่บ้าง แต่หากจะคาดหวังการนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ คงเป็นไปไม่ได้

 

“อเมริกาเป็นคนเริ่มสงคราม และอเมริกาก็ไม่มีแผนรับมือ” ทิมอธิบาย

 

ภาพ: Jay Kogler / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post ออสเตรเลียลดสเปกน้ำมัน กู้วิกฤตพลังงานในประเทศ เร่งใช้ ‘การทูตพลังงาน’ เจรจาซื้อชาติอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Save Our Girls ปฏิบัติการช่วยเหลือนักเตะหญิงอิหร่าน สำคัญกว่าคำว่าถูกผิดคือชีวิตของพวกเธอ https://thestandard.co/iranian-girls-rescue-mission/ Tue, 10 Mar 2026 06:12:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1186170 ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย

เสียงกู่ร้องดังขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าและแตกร้าว &nb […]

The post Save Our Girls ปฏิบัติการช่วยเหลือนักเตะหญิงอิหร่าน สำคัญกว่าคำว่าถูกผิดคือชีวิตของพวกเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย

เสียงกู่ร้องดังขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าและแตกร้าว

 

“ช่วยชีวิตเด็กสาวเหล่านี้ด้วย”

 

คนที่กู่ร้องขอเหล่านี้ไม่ได้เป็นใครที่ใกล้ชิด พวกเขาเป็นแค่แฟนฟุตบอลธรรมดาที่เข้ามาติดตามชมและเชียร์ในสนามธรรมดาๆ แต่เมื่อในใจตระหนักว่าเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายของเกมการแข่งขันแล้ว โชคชะตาของเหล่าเด็กสาวที่มาพร้อมกับความหวังและความฝันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

 

มันเป็นไปได้ถึงการที่พวกเธออาจจะไม่เหลือแม้แต่ลมหายใจเมื่อกลับถึงบ้าน

 

เกิดอะไรขึ้นที่ออสเตรเลีย และจะเกิดอะไรขึ้นกับเหล่านักเตะสาวน้อยทีมชาติอิหร่าน?

 

นับจากระเบิดลูกแรกที่ถล่มกรุงเตหะราน ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

 

อย่างที่ทุกคนรับรู้ว่าขณะนี้เกิดสงครามที่รุนแรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่กำลังส่งผลกระทบไม่เพียงแค่ในอิหร่านหรือประเทศใกล้เคียงในแถบอาหรับ แต่ผลกระทบกำลังจะทวีความรุนแรงถึงชีวิตของผู้คนทั่วโลก

 

เพียงแต่สงครามครั้งนี้มีความอ่อนไหวและเปราะบาง มีเส้นคั่นตรงกลางระหว่างความรู้สึกที่ทำให้เป็นการยากที่จะบอกว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด

 

โดยเฉพาะกับชาวอิหร่านผู้เป็นเหยื่อของสงครามเต็มรูปแบบ แต่ในความรู้สึกของผู้คนจำนวนไม่น้อยพวกเขาและเธอมองว่าการสิ้นสุดยุคสมัยของอายะตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตที่ดีกว่า

 

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจในการแข่งขันฟุตบอลหญิง เอเอฟซี วีเมน เอเชียน คัพ 2026 ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งความจริงก็เป็นเพียงแค่รายการแข่งขันฟุตบอลธรรมดารายการหนึ่งของแม่สาวยอดนักเตะแห่งเอเชียทั้งหลาย

 

แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภายในประเทศทำให้ภายในอิหร่านจับตามองการแสดงออกของพวกเธอมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญของการแสดงความภาคภูมิใจในชาติของตัวเองอย่างการร้องเพลงชาติก่อนเกม

 

ปรากฏว่ามีภาพของนักเตะทีมชาติอิหร่านที่ปฏิเสธจะร้องเพลงชาติของพวกเธอในเกมเปิดสนามที่พบกับออสเตรเลียในวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงรัฐบาลที่ตลอดมากดขี่สิทธิสตรีในประเทศอย่างร้ายกาจมายาวนาน

 

อย่างไรก็ดีมันย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย การที่พวกเธอปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติทำให้ถูกสื่อฝ่ายรัฐบาลในประเทศประณามอย่างรุนแรง

 

ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย 1

 

“นี่คือพวกคนทรยศชาติแม้ในยามสงคราม”

 

ข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงและรุนแรงอย่างมาก ไม่ต่างอะไรจากห่ากระสุนและมิสไซล์ที่ถล่มเตหะรานอย่างไม่ลืมหูลืมตา

 

และมันอาจมีส่วนในการที่ทำให้พวกเธอกลับมาร้องเพลงชาติในการลงสนามอีก 2 นัดต่อมา แต่ก็ถูกจับตามองว่าสีหน้าและอาการอาจจะดูไม่ได้เต็มใจเท่าไรนัก

 

เป็นไปได้ที่อาจจะถูกกดดันหรือกระทั่งข่มขู่เพื่อให้แสดงออกในสิ่งที่ไม่ต้องการทำ

 

เรื่องที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในสนามอีกต่อไป

 

เพราะหลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย สิ่งที่อาจรอพวกเธออยู่คือ “ความตาย”

 

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลังจบเกมการแข่งขันจะมีกลุ่มแฟนฟุตบอลที่ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กสาวเหล่านี้ ซึ่งจับภาพได้ขณะอยู่บนรถบัสที่เดินทางกลับที่พักว่าบางคนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วยสีหน้าที่สิ้นหวัง

 

แฟนบอลบางคนถึงขั้นยอมเอาตัวขวางรถเพื่อไม่ให้ไปเลยทีเดียว

 

ก่อนที่เสียงเพรียกจะดังขึ้นอีกจากหลายมุมของโลก แม้กระทั่ง เจ.เค. โรวลิง ผู้ประพันธ์วรรณกรรมเยาวชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Harry Potter เองก็ออกมาร่วมเรียกร้องขอให้ช่วยปกป้องเด็กสาวเหล่านี้ ให้ความปลอดภัยที่พวกเธอต้องการอย่างที่สุด

 

ประเด็นนี้ยิ่งถูกจับตามองมากขึ้นภายหลังจากจบเกมที่อิหร่านพ่ายแพ้ต่อฟิลิปปินส์และหมายถึงการที่พวกเธอได้เวลาต้องกลับบ้าน

 

แม้จะเป็นผู้กดปุ่มเริ่มสงครามแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยังมีความกังวลมากพอที่จะส่งสัญญาณถึงรัฐบาลออสเตรเลียว่าการบังคับให้นักเตะอิหร่านชุดนี้เดินทางกลับบ้าน อาจจะหมายถึงการส่งพวกเธอไปตาย

 

“มันจะเป็นความผิดพลาดทางมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง” ทรัมป์กล่าว ก่อนจะบอกต่อว่า “ถ้าพวกคุณไม่ช่วย พวกเราอาจจะช่วยเอง”

 

ประเด็นละเอียดอ่อนคือหากต้องการที่จะลี้ภัย ผู้นั้นต้องแสดงความประสงค์ด้วยตัวเอง และตามกฎหมายของออสเตรเลียนั้นอาจจะต้องถูกคุมตัวหรือถูกสั่งให้อาศัยในเกาะที่ห่างไกล

 

ที่สำคัญคือมันอาจจะหมายถึงการที่พวกเธอจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีกแล้ว

 

ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย

 

ภาพนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือและลี้ภัยในออสเตรเลีย 2

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานนัก ทรัมป์ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการหารือกับแอนโธนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่เหล่านักเตะทีมชาติอิหร่าน โดยทางรัฐบาลออสเตรเลียยืนยันว่าพร้อมที่จะขยายความช่วยเหลือที่จำเป็นให้ รวมถึงการให้สิทธิ์ผู้ลี้ภัยแก่นักฟุตบอลเหล่านี้ด้วยหากต้องการ

 

“ความช่วยเหลืออยู่ตรงนี้”

 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่สำคัญและมีความหมาย ที่สำคัญที่สุดคือรวดเร็ว

 

ไม่กี่ชั่วโมงหลังการหารือกันของสองฝ่าย ความช่วยเหลือได้เดินทางถึงที่พักของนักเตะอิหร่านในเมืองบริสเบนทันทีโดยมีนักฟุตบอล 5 รายที่ร้อขอสถานะผู้ลี้ภัย หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับทางด้านเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ทั้ง 5 คนจะถูกพาตัวจากแคมป์ของทีมไปยังที่ปลอดภัย

 

“พวกเธอจะปลอดภัยที่นี่ และอยากให้พวกเธอรู้สึกว่าเหมือนอยู่ที่บ้านที่นี่”

 

เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายแห่งชาห์คนสุดท้ายของอิหราน ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองเช่นกัน เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือให้แก่เด็กสาวเหล่านี้เปิดเผยว่าตอนนี้ทัง 5 ซึ่งประกอบไปด้วย ฟาตีมาห์ พาซานดีเดห์, ซาห์รา กันบารี,​ ซาห์รา ซาร์บาลี, อาเตฟาห์ รามาซันซาเดห์ และโมนา ฮามูดี ได้เข้าร่วมกับองค์กร Lion and Sun Revolution ด้วย

 

แล้วคนที่เหลือ?

 

ทางการออสเตรเลียยืนยันว่าความช่วยเหลือในแบบเดียวกันยังรออยู่เสมอ และพร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาทันที ซึ่งทางด้านประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่า “คนที่เหลือกำลังจะตามไป”

 

แต่ล่าสุดตามรายงานจากสื่อต่างประเทศในขณะที่จิ้มแป้นคีย์บอร์ดอยู่นี้ – แม้จะมีความพยายามขัดขวางมากสักแค่ไหน – รถบัสของนักเตะทีมอิหร่านได้ออกจากโรงแรมที่พักเดินทางมาถึงสนามบินโกลด์โคสต์แล้ว

 

รถถูกนำมาจอดไว้ด้านหลังของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ไกลจากสายตาของผู้คน ถึงอย่างนั้นก็มีสื่อที่สังเกตเห็นว่ามีผู้เล่นที่เดินลงจากรถเข้าไปยังภายในอาคารผู้โดยสาร โดยในอาคารนั้นมีสื่อและผู้ประท้วงจำนวนหนึ่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ล้อมอาคารไว้

 

ถ้าเปรียบเป็นเกมฟุตบอล นี่คือช่วงทดเวลาบาดเจ็บแล้ว

 

ประตูในช่วงเวลานี้อาจหมายถึงประตูที่นำชัยชนะและเกียรติยศความยิ่งใหญ่มาสู่ทีมและทุกคนได้

 

แต่สำหรับพวกเธอเหล่านี้ มันคือนาทีของชีวิต

 

ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกเธอเหล่านี้คิดอะไร ต้องการอะไร อยากได้ความช่วยเหลือไหม หรืออยากจะกลับบ้าน

 

ไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือผิด

 

แต่บางครั้งและบางครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดบนโลกใบนี้อาจไม่มีอะไรมากกว่าการรักษาชีวิตเอาไว้ และหวังว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พวกเธอจะปลอดภัยไม่เป็นอันตราย

The post Save Our Girls ปฏิบัติการช่วยเหลือนักเตะหญิงอิหร่าน สำคัญกว่าคำว่าถูกผิดคือชีวิตของพวกเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธารหารือทางโทรศัพท์กับนายกฯ ออสเตรเลีย ยินดีชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 มุ่งสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือ 2 ประเทศทุกมิติ https://thestandard.co/paetongtarn-australia-relations/ Thu, 08 May 2025 09:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1072484 paetongtarn-australia-relations

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไ […]

The post แพทองธารหารือทางโทรศัพท์กับนายกฯ ออสเตรเลีย ยินดีชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 มุ่งสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือ 2 ประเทศทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
paetongtarn-australia-relations

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หารือทางโทรศัพท์กับแอนโทนี อัลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ในโอกาสที่พรรคแรงงานแห่งออสเตรเลีย (Australian Labor Party: ALP) ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 โดยได้รับเลือกกลับมาอีกครั้งติดต่อกันเป็นสมัยที่สอง สะท้อนถึงความไว้วางใจของประชาชนออสเตรเลียที่มีต่อนายแอนโทนี อัลบาเนซี และพรรคแรงงานแห่งออสเตรเลีย 

 

แอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่โทรมาแสดงความยินดีครั้งนี้ พร้อมกล่าวถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และหวังว่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในระดับนายกรัฐมนตรีในโอกาสอันเหมาะสม 

 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างกันในระดับผู้นำ และผลักดันความร่วมมือทวิภาคีให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

The post แพทองธารหารือทางโทรศัพท์กับนายกฯ ออสเตรเลีย ยินดีชนะเลือกตั้งสมัยที่ 2 มุ่งสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือ 2 ประเทศทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กระแสต้านทรัมป์-ค่าครองชีพพุ่ง’ มองปัจจัยฝ่ายซ้าย ชนะเลือกตั้งออสเตรเลีย https://thestandard.co/anti-trump-sentiment-cost-of-living-australian-election/ Mon, 05 May 2025 11:34:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1071270 นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำพรรคเลเบอร์ออสเตรเลีย ฉลองชัยชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 หลังเอาชนะฝ่ายขวาที่มีแนวนโยบายคล้ายทรัมป์

ชัยชนะถล่มทลายของพรรคเลเบอร์ และนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อั […]

The post ‘กระแสต้านทรัมป์-ค่าครองชีพพุ่ง’ มองปัจจัยฝ่ายซ้าย ชนะเลือกตั้งออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ผู้นำพรรคเลเบอร์ออสเตรเลีย ฉลองชัยชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 หลังเอาชนะฝ่ายขวาที่มีแนวนโยบายคล้ายทรัมป์

ชัยชนะถล่มทลายของพรรคเลเบอร์ และนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี ในการเลือกตั้งทั่วไปของออสเตรเลียช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนความน่าสนใจหลายประการในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งชัยชนะของขั้วการเมืองเสรีนิยมฝ่ายซ้าย และปัจจัยจากภาวะเงินเฟ้อ และ ‘ทรัมป์เอฟเฟกต์’ ที่ซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างน่ากังวล

 

การเลือกตั้งของออสเตรเลียครั้งนี้ ฉายให้เห็นภาพรวมปฏิกิริยาของชาวออสเตรเลียที่มีต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง อันเนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำหนดเป้าหมายขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ต่อประเทศต่างๆ และมีท่าทีไม่เกรงใจใคร แม้แต่พันธมิตรดั้งเดิมของวอชิงตัน 

 

ผลเลือกตั้งที่ออกมา คล้ายกับการเลือกตั้งของแคนาดา ที่จัดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ซึ่งพรรคลิเบอรัล ของนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ พรรครัฐบาลฝ่ายซ้าย สามารถคว้าชัยชนะได้เป็นสมัยที่ 4 จากแนวนโยบายที่พร้อมต่อต้านทรัมป์ โดยคะแนนเสียงที่ออกมา บ่งบอกชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ‘ไม่เอา’ ผู้สมัครสายอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวา ที่มีแนวคิดคล้ายกับทรัมป์ 

 

ขณะที่ออสเตรเลียเอง ก็มีผู้สมัครแนวหน้าที่มีแนวคิดขวาจัดคล้ายทรัมป์ ทำให้อัลบาเนซีกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบและเอาชนะไปแบบขาดลอย

 

และนี่คือความน่าสนใจหลายอย่างที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งของออสเตรเลีย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความท้าทายจากวิกฤตทั้งในและนอกประเทศ 

 

ทรัมป์ เอฟเฟกต์ กระตุ้นความนิยมฝ่ายซ้าย

 

พรรคเลเบอร์กวาด สส. ไปได้ 87 ที่นั่ง จากทั้งหมด 150 ที่นั่ง นำหน้าคู่แข่งหลักอย่างกลุ่มพันธมิตรพรรคการเมือง LNP (Liberal-National Coalition) พรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยม กลาง-ขวา ของ ปีเตอร์ ดัตตัน ที่ได้ไป 39 ที่นั่ง

 

ชัยชนะของพรรคเลเบอร์และอัลบาเนซี ค่อนข้างน่าประหลาดใจ หากดูจากผลสำรวจความนิยมในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งอัลบาเนซีมีคะแนนนิยมลดลง และเป็นดัตตัน ที่ถูกจับตามองว่า มีโอกาสนำกลุ่มพรรคการเมือง LNP ชนะการเลือกตั้งและพลิกกลับมาเป็นรัฐบาล

 

แต่เมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามา ผลสำรวจกลับเปลี่ยนเป็นอัลบาเนซีที่มีคะแนนนิยมนำเป็นอันดับ 1 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า น่าจะเป็นผลจากแคมเปญหาเสียง ที่ส่วนใหญ่ มุ่งเน้นไปที่นโยบายแก้ปัญหาค่าครองชีพพุ่งสูง ภาวะเงินเฟ้อ และที่อยู่อาศัยราคาแพง ซึ่งกระทบต่อชีวิตของชาวออสเตรเลียจำนวนมาก

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายและท่าทีต่างๆ ของทรัมป์ เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นที่มีผลสำคัญต่อการเลือกตั้ง

 

นักวิเคราะห์มองว่าการที่อัลบาเนซีชนะเลือกตั้งไปแบบขาดลอย เป็นเพราะดัตตัน มีแนวนโยบายหลายอย่างที่คล้ายกับทรัมป์มากจนเกินไป เช่น การให้คำมั่นสำคัญว่าจะลดจำนวนข้าราชการพลเรือน การมุ่งกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมาย หรือการประกาศว่าจะไม่ยืนต่อหน้าธงชาติของกลุ่มชนพื้นเมืองอะบอริจิน

 

ความคล้ายคลึงดังกล่าว ทำให้นักวิจารณ์บางคนขนานนามดัตตันว่าเป็น ‘Temu Trump’ ซึ่งคำว่า Temu อ้างอิงถึงแอปพลิเคชันขายสินค้าราคาถูกสัญชาติจีนที่มีสินค้าลอกเลียนแบบไร้ยี่ห้อจำหน่าย ในที่นี้สะท้อนถึงการเลียนแบบนโยบายและสไตล์ของทรัมป์

 

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ มีนโยบายขึ้นภาษีต่อประเทศต่างๆ และอาจซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูงในออสเตรเลีย ทำให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมากที่ไม่ไว้ใจทรัมป์ก็ไม่ไว้ใจให้ดัตตันและกลุ่มพรรคการเมือง LNP เช่นกัน

 

โดยแม้ว่าดัตตันจะอ้างว่า ตนเองมีแนวนโยบายเป็น ‘ตัวของตัวเอง’ แต่เขาก็ถูกหลายฝ่ายกล่าวหาว่าเป็นผู้ปลุกปั่นยุยงให้เกิดสงครามวัฒนธรรม อีกทั้งยังกล่าวโจมตีผู้อพยพและสื่อต่างๆ ด้วยวาทกรรมที่คล้ายกับทรัมป์

 

ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ดัตตันพยายามแสดงให้ประชาชนออสเตรเลียเห็นว่าเขาแตกต่างจากทรัมป์ แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มองว่าเขาคือบุคคลที่เหมาะสมจะนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายระดับโลกนี้ไปได้

 

ยุคใหม่การเมืองออสเตรเลีย

 

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันเสาร์ (3 พฤษภาคม) ทำให้อัลบาเนซีกลายเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งซ้ำในรอบ 20 ปี และอาจเป็นสัญญาณการสิ้นสุดการหมุนเวียนอำนาจรัฐบาลของผู้นำและพรรคการเมืองต่างๆ ที่เป็นมาอย่างยาวนาน

 

ช่วง 18 ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลีย มีนายกรัฐมนตรี 6 คน โดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 3 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความถี่ในการเลือกตั้งของออสเตรเลีย 

 

ชัยชนะในการเลือกตั้งที่เด็ดขาดและเสียงข้างมากที่มากพอ จะทำให้อัลบาเนซีสามารถดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 ได้ครบวาระ 3 ปีหรืออาจจะมากกว่านั้น และอาจทำให้เขามีโอกาสปรับเปลี่ยนทิศทางการเมืองของประเทศ ในแบบที่ไม่มีผู้นำออสเตรเลียคนใดทำได้ นับตั้งแต่ยุคนายกรัฐมนตรีจอห์น โฮเวิร์ด (John Howard) ของพรรคลิเบอรัล ที่ครองอำนาจต่อเนื่องถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี 1996-2007 

 

โดยในช่วงเวลาที่แห่งความวุ่นวายจากนโยบายของทรัมป์นี้ อัลบาเนซีสามารถแสดงให้เห็นถึงความนิ่งและท่าทีที่น่าเชื่อถือในการตอบโต้การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากออสเตรเลีย 10% ก่อนที่จะมีการระงับภาษีนำเข้าดังกล่าว

 

ปากท้อง-โลกร้อน สำคัญ

 

ชาวออสเตรเลียจำนวนมาก แสดงความเชื่อมั่นในนโยบายของอัลบาเนซีที่จะรับมือกับ 2 ปัญหาสำคัญ ณ ตอนนี้ คือค่าครองชีพที่เพิ่มสูงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ มากกว่าแนวคิดในทางอนุรักษนิยมของดัตตัน เช่น การต่อต้านนโยบายส่งเสริมชนพื้นเมือง ต่อต้านผู้อพยพ หรือการมุ่งปราบปรามวัฒนธรรมการตื่นรู้ และการปลูกฝังแนวคิดต่างๆ ในโรงเรียน 

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอัลบาเนซีก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยังไม่ได้ทำอะไรมากพอที่จะช่วยลดค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก 

 

แต่เขาให้คำมั่นว่า ในปีต่อๆ ไปหลังจากนี้ รัฐบาลของเขาจะดำเนินนโยบาย ทั้งการลดหย่อนภาษี ลดราคายารักษาโรค และออกนโยบายสนับสนุนผู้ซื้อบ้านหลังแรก เพื่อบรรเทาปัญหาที่อยู่อาศัยราคาแพง

 

ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าอัลบาเนซีจะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการอนุมัติโครงการขุดเจาะถ่านหินและก๊าซในช่วงสมัยแรก แต่อัลบาเนซีก็เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการรับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ และย้ำความสำคัญของพลังงานหมุนเวียน ที่เขาเชื่อมั่นว่าเป็นโอกาสเพื่ออนาคตเศรษฐกิจของออสเตรเลีย

 

ภาพ: AAP Image/Lukas Coch/via REUTERS

อ้างอิง:

The post ‘กระแสต้านทรัมป์-ค่าครองชีพพุ่ง’ มองปัจจัยฝ่ายซ้าย ชนะเลือกตั้งออสเตรเลีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธารแสดงความยินดี ‘อัลบาเนซี’ นั่งนายกฯ ออสเตรเลียอีกสมัย ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ ชนะเลือกตั้งสิงคโปร์ท่วมท้น https://thestandard.co/paetongtarn-albanese-wong-victories/ Mon, 05 May 2025 02:58:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1071100

วานนี้ (4 พฤษภาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข […]

The post แพทองธารแสดงความยินดี ‘อัลบาเนซี’ นั่งนายกฯ ออสเตรเลียอีกสมัย ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ ชนะเลือกตั้งสิงคโปร์ท่วมท้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (4 พฤษภาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่าน Facebook และ X พร้อมข้อความแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี ในการเลือกตั้งในครั้งนี้และการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ดิฉันพร้อมทำงานร่วมกับท่านอย่างใกล้ชิดและสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลีย และความรุ่งเรืองของภูมิภาค

 

ขณะที่เวลา 18.45 น. นายกรัฐมนตรีโพสต์ข้อความผ่าน Facebook และ X พร้อมข้อความแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นครั้งนี้ ดิฉันพร้อมทำงานร่วมกับท่านอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อสร้างเสริมมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 60 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปีนี้ 

 

อ้างอิง: 

The post แพทองธารแสดงความยินดี ‘อัลบาเนซี’ นั่งนายกฯ ออสเตรเลียอีกสมัย ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ ชนะเลือกตั้งสิงคโปร์ท่วมท้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัลบาเนซี คว้าชัยเลือกตั้งออสเตรเลีย ครองนายกฯ 2 สมัยคนแรกในรอบ 21 ปี https://thestandard.co/albanese-wins-australia-election-second-term/ Sat, 03 May 2025 13:04:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1070919 แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจากพรรคเลเบอร์ แถลงชัยชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2

แอนโทนี อัลบาเนซี กลายเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนแรกที […]

The post อัลบาเนซี คว้าชัยเลือกตั้งออสเตรเลีย ครองนายกฯ 2 สมัยคนแรกในรอบ 21 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจากพรรคเลเบอร์ แถลงชัยชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2

แอนโทนี อัลบาเนซี กลายเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนแรกที่ได้รับชัยชนะเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันในรอบ 21 ปี หลังพรรคเลเบอร์ของเขา คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นในวันนี้ (3 พฤษภาคม) 

 

ผลการเลือกตั้งขั้นต้นคาดว่าพรรคเลเบอร์ จะกวาดที่นั่ง สส.ได้กว่า 70 ที่นั่ง จากทั้งหมด 150 ที่นั่ง ขณะที่คู่แข่งหลัก คือกลุ่มพันธมิตรพรรคการเมือง LNP (Liberal-National Coalition) กลุ่มพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยม กลาง-ขวา ที่นำโดย ปีเตอร์ ดัตตัน คาดว่าจะได้ สส. 24 ที่นั่ง ซึ่งดัตตัน ได้ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้และโทรศัพท์แสดงความยินดีต่ออัลบาเนซีแล้ว

 

ทั้งนี้ นโยบายด้านพลังงานและอัตราเงินเฟ้อเป็นปัญหาสำคัญในแคมเปญหาเสียง โดยทั้งสองขั้วการเมืองหลักเห็นพ้องว่าประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ

 

ขณะที่อัลบาเนเซี แถลงชัยชนะต่อกลุ่มผู้สนับสนุน โดยแสดงความขอบคุณต่อคะแนนโหวตของประชาชน และยืนยันว่าพรรคของเขาจะไม่ทำให้ความไว้วางใจของประชาชนไร้ความหมาย พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลของเขาจะทุ่มเททำงานในวาระตลอด 3 ปีข้างหน้า ด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกแก่ชีวิตของประชาชน

 

“รัฐบาลของเราจะอุทิศเวลาสามปีข้างหน้าเพื่อสร้างความแตกต่างในเชิงบวกให้กับชีวิตและอนาคตของคุณ”

 

ภาพ : REUTERS/Hollie Adams

อ้างอิง :

The post อัลบาเนซี คว้าชัยเลือกตั้งออสเตรเลีย ครองนายกฯ 2 สมัยคนแรกในรอบ 21 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียเปิดหีบเลือกตั้งชี้ชะตานายกฯ จับตาวิกฤตค่าครองชีพพุ่ง ปัจจัยโหวตหลัก https://thestandard.co/australia-election-cost-of-living-crisis/ Sat, 03 May 2025 05:42:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1070848

การเลือกตั้งทั่วไปของออสเตรเลียเปิดฉากขึ้นในเช้าวันนี้ […]

The post ออสเตรเลียเปิดหีบเลือกตั้งชี้ชะตานายกฯ จับตาวิกฤตค่าครองชีพพุ่ง ปัจจัยโหวตหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเลือกตั้งทั่วไปของออสเตรเลียเปิดฉากขึ้นในเช้าวันนี้ (3 พฤษภาคม) โดยถือเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ที่อาจชี้ชะตาอนาคตของพรรคเลเบอร์ (Labor Party) และนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ท่ามกลางความกังวลของประชาชนที่มีต่อวิกฤตค่าครองชีพพุ่งสูงและภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงคะแนน

 

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการลงคะแนนเลือก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งหมด 150 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภาอีก 40 ที่นั่ง จากทั้งหมด 76 ที่นั่ง 

 

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนก่อนการเลือกตั้ง ชี้ว่าพรรคเลเบอร์ยังคงได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 แต่ระบบการเลือกตั้งแบบลงคะแนนตามความชอบ (Preferential Voting) ที่ผู้ลงคะแนนเสียงใช้การจัดลำดับผู้สมัครตามความชอบ ทำให้ยังยากจะคาดเดาว่า พรรคใดจะครองที่นั่งในสภาได้มากที่สุด 

 

ขณะที่พรรคการเมืองหลักของออสเตรเลีย นอกจากพรรคเลเบอร์ ที่มีแนวนโยบายเอนเอียงไปทางฝ่ายซ้าย ยังมีกลุ่มพันธมิตรพรรคการเมือง LNP (Liberal-National Coalition) สายอนุรักษนิยม กลาง-ขวา ที่นำโดย ปีเตอร์ ดัตตัน (Peter Dutton) ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นที่จับตามองว่า กลุ่ม LNP อาจมีลุ้นคว้าชัยและพลิกกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้ง หลังจากที่อยู่ในขั้วฝ่ายค้านมานานกว่า 3 ปี

 

อย่างไรก็ตาม หากพรรคเลเบอร์สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้สำเร็จอีกครั้ง ก็จะทำให้อัลบาเนซี กลายเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนแรกในรอบ 2 ทศวรรษ ที่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ติดต่อกัน

 

ทั้งนี้ มีประชาชนออสเตรเลียกว่า 18 ล้านคน ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเกือบครึ่งหนึ่งได้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไปแล้ว

 

กังวลค่าครองชีพ-ภาษีทรัมป์

 

ปัจจัยสำคัญของการเลือกตั้งในครั้งนี้คือวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูง ทั้งราคาบ้านและพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาพรรคการเมืองหลักต่างพยายามหาเสียงด้วยคำมั่นสัญญาในการลดหย่อนภาษี การคืนเงิน และมาตรการอื่นๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพ

 

ที่ผ่านมา การเลือกตั้งของออสเตรเลียมักจะเน้นที่ปัญหาภายในประเทศ เช่น ที่อยู่อาศัย สุขภาพ และเศรษฐกิจ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้อาจแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ภายนอกประเทศ เช่น นโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ 

 

ออสเตรเลีย ที่แม้จะเป็นหนึ่งในพันธมิตรด้านความมั่นคงและมักขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ แต่ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะเผชิญในระดับพื้นฐานที่ 10% โดยยังมีผลกระทบทางอ้อมอื่นๆ โดยเฉพาะจากจีนที่เป็นตลาดส่งออกหลักของออสเตรเลีย ซึ่งอาจเผชิญความเสี่ยงจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน 

 

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังเผชิญการขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ ในอัตรา 25% ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ส่งออกของออสเตรเลีย

 

ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศความไม่แน่นอนในนโยบายของทรัมป์ ส่งผลให้ชาวออสเตรเลียบางส่วนแสดงความต้องการให้รัฐบาลและผู้นำออสเตรเลียคนใหม่ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและดำเนินนโยบายที่รับมือกับความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ได้

 

นอกเหนือจากนี้ คะแนนเสียงจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจชี้วัดผลการเลือกตั้ง เนื่องจากชาวออสเตรเลียผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 1 ใน 3 มีอายุต่ำกว่า 44 ปี ซึ่งประเด็นที่มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนน คือความไม่เท่าเทียมด้านความมั่งคั่งของประชากรในแต่ละรุ่น โดยนักวิเคราะห์มองว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย เช่น การมีบ้าน การแต่งงาน หรือมีลูก ได้แบบคนรุ่นก่อนๆ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงคะแนน

 

ภาพ: REUTERS / Hollie Adams TPX IMAGES OF THE DAY

อ้างอิง:

The post ออสเตรเลียเปิดหีบเลือกตั้งชี้ชะตานายกฯ จับตาวิกฤตค่าครองชีพพุ่ง ปัจจัยโหวตหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หารือผู้นำอาเซียน-ออสเตรเลีย ผลักดันความเชื่อมโยงไร้รอยต่อทุกมิติ https://thestandard.co/srettha-meets-with-asean-australia-leaders/ Wed, 06 Mar 2024 03:23:25 +0000 https://thestandard.co/?p=907734

วันนี้ (6 มีนาคม) ที่ Melbourne Convention and Exhibiti […]

The post นายกฯ หารือผู้นำอาเซียน-ออสเตรเลีย ผลักดันความเชื่อมโยงไร้รอยต่อทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 มีนาคม) ที่ Melbourne Convention and Exhibition Centre นครเมลเบิร์น เครือรัฐออสเตรเลีย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยผู้นำอาเซียนและ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เข้าร่วมการประชุมเต็มคณะของผู้นำอาเซียน-ออสเตรเลีย ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลีย ภายใต้หัวข้อ ‘ASEAN-Australia Cooperation under ASEAN’s Three Community Pillars’ 

 

นายกรัฐมนตรีพร้อมผู้นำอาเซียนและออสเตรเลีย ต่างยินดีที่อาเซียนและออสเตรเลียได้ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลีย โดยออสเตรเลียนับเป็นประเทศแรกที่ได้รับสถานะประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือให้ใกล้ชิดมากขึ้น จนนำไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน พร้อมเสนอให้ที่ประชุมฯ ใช้โอกาสที่สถานการณ์โลกปัจจุบันแบ่งเป็นหลายขั้ว กระชับความร่วมมือทั้งภายในภูมิภาคและระดับโลก เพื่อนำมาซึ่งสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนและออสเตรเลีย ผ่านการผลักดันความร่วมมือ 

 

ผลักดันความเชื่อมโยงทุกมิติ-ส่งเสริมพลังงานสะอาด

 

โดยนายกรัฐมนตรีได้ระบุ 2 ประเด็นเร่งด่วน ซึ่งจะทำให้เกิดสันติสุขและความมั่นคง ดังนี้

 

ประการแรก การส่งเสริมความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาเซียนและออสเตรเลียใช้ประโยชน์จากศักยภาพอย่างเต็มที่ ผ่านการสนับสนุนความเชื่อมโยงในมิติต่างๆ ดังนี้

 

  • ความเชื่อมโยงการค้าและด้านการลงทุน ซึ่งจะส่งเสริมมูลค่าทางการค้าระหว่างกัน และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี ทั้งกรอบ RCEP และความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA)

 

  • ความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการขนส่งอย่างไร้รอยต่อ โดยเสนอให้ออสเตรเลียซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านระบบการจัดการท่าเรือ กระชับความร่วมมือกับอาเซียนซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาเอกสารแนวทางสำหรับท่าเรืออัจฉริยะ รวมทั้งเชิญชวนออสเตรเลียเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ EEC ระบบขนส่งทางราง และสนามบินด้วย

 

  • ความเชื่อมโยงด้านดิจิทัล ผ่านการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันอาเซียนกำลังพัฒนากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่ถือเป็นกรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกของโลก และคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนได้ 2 เท่า หรือ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมหวังว่าออสเตรเลียจะใช้ข้อริเริ่มออสเตรเลียสำหรับอาเซียน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัล และการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของอาเซียนในอนาคตด้วย

 

  • ความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน ด้วยซอฟต์พาวเวอร์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ต้องการการลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการส่งเสริมการไปมาหาสู่ระหว่างกันของประชาชน ซึ่งไทยหวังว่าทุนจากออสเตรเลียที่มอบให้นักเรียนในอาเซียน และการจัดตั้งศูนย์ ASEAN-Australia จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม และการอบรมเพิ่มพูนทักษะ ระหว่างกันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งหวังว่าออสเตรเลียจะอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าให้กับประเทศในอาเซียน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการดำเนินธุรกิจระหว่างกันให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

 

ประการที่สอง การส่งเสริมวาระสีเขียวในภูมิภาค โดยสนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งออสเตรเลียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับอาเซียน ในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า การลงทุนในพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน การเงินสีเขียวผ่านพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน และการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหวังว่าออสเตรเลียจะร่วมแบ่งปันเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการจัดการคาร์บอน และตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อรองรับยุทธศาสตร์อาเซียนเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน 

 

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกับทุกฝ่าย ในการกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน เพื่อมุ่งไปสู่ภูมิภาคที่เชื่อมโยงและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

 

ร่วมพิธีต้อนรับประมุข ก่อนบินไปเยอรมนี

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับประมุขประเทศ และหัวหน้ารัฐบาล โดยผู้สำเร็จราชการประจำรัฐวิกตอเรีย ก่อนจะร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน โดยผู้สำเร็จราชการประจำรัฐวิกตอเรียเป็นเจ้าภาพ 

 

ช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้นำอาเซียน-ออสเตรเลีย และในช่วงเย็นจะเข้าร่วมพิธีอำลาผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ ณ ทำเนียบผู้สำเร็จราชการประจำรัฐวิกตอเรีย ก่อนเดินทางออกจากท่าอากาศยานเมลเบิร์น ไปยังกรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีต่อไป

The post นายกฯ หารือผู้นำอาเซียน-ออสเตรเลีย ผลักดันความเชื่อมโยงไร้รอยต่อทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐาหารือ 3 ผู้นำ ออสเตรเลีย-มาเลเซีย-สปป.ลาว ส่งเสริมท่องเที่ยวเชื่อมโยง 6 ประเทศอาเซียน สวมถุงเท้าโคอาลา โชว์ผ้าพันคอไทย https://thestandard.co/srettha-discusses-3-leaders/ Tue, 05 Mar 2024 03:19:02 +0000 https://thestandard.co/?p=907258

วันนี้ (5 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่นนครเมลเบิร์น เครือรัฐอ […]

The post เศรษฐาหารือ 3 ผู้นำ ออสเตรเลีย-มาเลเซีย-สปป.ลาว ส่งเสริมท่องเที่ยวเชื่อมโยง 6 ประเทศอาเซียน สวมถุงเท้าโคอาลา โชว์ผ้าพันคอไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (5 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่นนครเมลเบิร์น เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 4 ชั่วโมง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดการพบหารือกับผู้นำมาเลเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เครือรัฐออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมถึงหารือกับผู้บริหารบริษัทต่างๆ ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์

 

หารือมาเลเซีย ส่งเสริมท่องเที่ยวเชื่อมโยง 6 ประเทศอาเซียน

 

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงการหารือทวิภาคีกับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้หารือถึงการเปิดพื้นที่ชายแดนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดน และการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น 

 

ส่วนเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือท่องเที่ยวเชื่อมโยง 6 ประเทศอาเซียน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของทุกประเทศเห็นด้วย และจะนำมาพูดคุยต่อยอดอีกครั้ง ยกเลิกการกรอกใบ ตม.6 เพื่อที่นักท่องเที่ยวเมืองอื่นๆ บริเวณชายแดน นอกเหนือจากด่านสะเดา จะสามารถเดินทางมาเที่ยวไทยได้สะดวก รวมถึงได้พูดคุยเรื่องตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพง รวมทั้งช่วงเวลา Takeoff ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม และการทำความร่วมมือเรื่องการลงทุนอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล โดยสำนักงานฮาลาลของทั้งสองประเทศจะมาพูดคุยกัน พร้อมหารือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญควบคู่ไปกับด้านความมั่นคง ซึ่งทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อความสงบสุข

 

นายกรัฐมนตรียังได้แนะนำนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเกี่ยวกับกิจกรรม ITB ที่เบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และงาน MIPIM 2024 ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ว่าตนเองจะไปร่วมงานและจะแชร์ข้อมูล เพราะมาเลเซียก็อยากโปรโมตเรื่องการท่องเที่ยวเช่นกัน ส่วนการประชาสัมพันธ์จะเป็นรูปแบบภูมิภาคหรือไม่ จะเน้นที่ประเทศไทยก่อน และตรงไหนที่สามารถช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านได้ก็ยินดี และอยากส่งเสริมให้คนไทยไปเที่ยวมาเลเซียให้มากขึ้น 

 

หารือขายยาง ส่งโรงงานผลิตถุงมือมาเลเซีย

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ได้พบเจอกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียบ่อยครั้ง และวันนี้ก็เป็นการติดตามงานแต่ละโครงการ ซึ่งได้พูดคุยถึงเรื่องยางพาราที่มาเลเซียนำเข้าจำนวนมาก เพราะมีโรงงานผลิตถุงมือและถุงยางอนามัยจำนวนมาก จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ให้ติดต่อการขายยางให้กับมาเลเซีย ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดี โดยขณะนี้ราคายางพาราค่อนข้างสูง เพราะในสต็อกมีจำนวนน้อย แต่หากทราบออร์เดอร์ล่วงหน้าก็จะสามารถรักษาราคาที่ต้องการขายไว้ได้ 

 

ผลักดันความร่วมมือไทย-สปป.ลาว

 

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้พบหารือกับ สอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ซึ่งจะผลักดันความร่วมมืออย่างเต็มที่ แม้วันนี้เป็นการหารือกลุ่มเล็ก เพราะเราเป็นบ้านใกล้เรือนเคียง  

 

โดยในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเริ่มการเดินรถจากหนองคายไปเวียงจันทน์ ทั้งนี้ ยังได้พูดคุยกันถึงการสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ ที่คาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ในปีนี้ ทั้งนี้ ไทยเราได้เริ่มศึกษาออกแบบสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เพื่อรองรับการเดินทางใน 5-6 ปีข้างหน้า 

 

นอกจากนี้ตนจะไปร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานครบรอบ 30 ปี สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซึ่งจังหวัดหนองคาย นครหลวงเวียงจันทน์ และออสเตรเลีย จะร่วมกันจัดในวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันด้วย

 

เตรียมหารือออสเตรเลีย เหมืองแร่โปแตช

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า จะได้หารือกับ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย พูดคุยเรื่องการค้าการลงทุน ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสองประเทศ (TAFTA) การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนกับประชาชน รวมถึงเรื่องเหมืองแร่โปแตชที่ออสเตรเลียสนใจจะไปลงทุนในไทย ตลอดจนเรื่องการศึกษาและเกษตรแม่นยำ



ด้านการท่องเที่ยวและการศึกษา นายกรัฐมนตรีพร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัดทำ MOU ด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเสนอแนะให้มีการส่งเสริมเที่ยวบินตรงระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มจำนวนโควตา Work and Holiday Visa ไทย-ออสเตรเลีย 

 

ขณะที่ด้านการศึกษา ยินดีส่งเสริมการตั้งสาขาของสถาบันการศึกษาออสเตรเลียในไทย ส่งเสริมหลักสูตรอาชีวศึกษา โดยเน้นการแลกเปลี่ยนบุคลากรและร่วมพัฒนาหลักสูตร รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราระหว่างกันเพื่อตอบโจทย์ความร่วมมือทางการศึกษา

 

ถุงเท้าโคอาลา-ผ้าพันคอกาฬสินธุ์

 

ทั้งนี้ ระหว่างช่วงพัก ก่อนการหารือผู้นำประเทศต่างๆ นายกรัฐมนตรีได้ไปเดินเล่นบริเวณด้านหลังโรงแรมที่พัก ใกล้กับสะพาน Evan Walker ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำ Yarra โดยแต่งชุดสูทสากล สวมผ้าพันคอเป็นลายผ้าขาวม้าสีเหลือง-ดำ ที่ชาวบ้านจังหวัดกาฬสินธุ์มอบให้จากการลงพื้นที่ เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมโชว์ถุงเท้าลายโคอาลา ซึ่ง พล.อ. เดวิด เฮอร์ลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย มอบให้เป็นของขวัญจำนวน 2 คู่ โดยอีกหนึ่งคู่เป็นลายกิ้งก่าและจิงโจ้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลีย ในวันพรุ่งนี้จะดูชุดที่สวมว่าเหมาะสมที่จะใส่ถุงเท้าลายกิ้งก่าและจิงโจ้หรือไม่

 

The post เศรษฐาหารือ 3 ผู้นำ ออสเตรเลีย-มาเลเซีย-สปป.ลาว ส่งเสริมท่องเที่ยวเชื่อมโยง 6 ประเทศอาเซียน สวมถุงเท้าโคอาลา โชว์ผ้าพันคอไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐาหารือนายกฯ แคนาดา-ออสเตรเลีย เจรจา FTA ดึงลงทุนในไทย https://thestandard.co/srettha-discusses-with-canada-australia-pm/ Fri, 17 Nov 2023 06:07:33 +0000 https://thestandard.co/?p=866716 Srettha and Trudeau

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) (ตามเวลาท้องถิ่นนครซานฟรานซิสโก ส […]

The post เศรษฐาหารือนายกฯ แคนาดา-ออสเตรเลีย เจรจา FTA ดึงลงทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Srettha and Trudeau

วันนี้ (16 พฤศจิกายน) (ตามเวลาท้องถิ่นนครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา) ที่ศูนย์การประชุมมอสโคนีเซ็นเตอร์ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา และ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย

 

หารือแคนาดา เจรจา FTA 

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้เพื่อประกาศให้ทราบว่า ประเทศไทยเปิดแล้ว และพร้อมรับการลงทุน การเกิดสถานการณ์ระหว่างประเทศทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมาภูมิภาคอาเซียน เช่น ไทย และเวียดนาม มากขึ้น โดยมีภาคเอกชนชั้นนำต่างประเทศเข้ามาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมากขึ้น ในครั้งนี้มีโอกาสได้พบหารือกับภาคเอกชนชั้นนำหลายรายที่กำลังพิจารณาใช้ไทยเป็นฐานการผลิต 

 

ด้านนายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวว่า แคนาดาพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลของไทยทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค ซึ่งสถานการณ์ระหว่างประเทศทำให้ภาคเอกชนจะต้องเพิ่มศักยภาพความยืดหยุ่นในภาคการผลิตมากขึ้น รวมทั้งกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นด้วย ไทยถือเป็นประเทศคู่ค้ารายสำคัญของแคนาดา อย่างไรก็ตาม ไทยและแคนาดายังไม่มี FTA ระหว่างกัน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นว่าความตกลง FTA ระหว่าง ASEAN-Canada ซึ่งกำลังเจรจากันอยู่น่าจะเป็นโอกาสที่ดีให้ทั้งสองฝ่ายใช้ประโยชน์จาก FTA ดังกล่าว

 

ไทยเตรียมบินถกร่วม อาเซียน-ออสเตรเลีย เดือนมีนาคม 2567

 

เศรษฐายืนยันความพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมัยพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-ออสเตรเลียในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งจะพาภาคเอกชนร่วมคณะไปด้วย โดยไทยและออสเตรเลียมี FTA ที่มีความก้าวหน้ามาก มีการแลกเปลี่ยนและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่ใกล้ชิด การท่องเที่ยวเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลและเศรษฐกิจไทย โดยคนออสเตรเลียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวนมาก ในขณะที่คนไทยก็นิยมท่องเที่ยวออสเตรเลีย เนื่องจากมีความปลอดภัย ทั้งนี้ มีบริษัทชั้นนำย้ายฐานการผลิตมาไทยเป็นจำนวนมาก เช่น ด้านรถยนต์ไฟฟ้า การตั้งศูนย์ Data Center รวมถึงจะมาลงทุนในไทยด้วย

 

ด้านนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงความยินดี และเชื่อมั่นในการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และไทยถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของออสเตรเลีย ทั้งทวิภาคีและในกรอบอาเซียน โดยออสเตรเลียมีคนไทยอาศัยอยู่จำนวนมากทั้งภาคธุรกิจและอาหาร เป็นต้น รวมถึงมีความร่วมมือสถาบันการศึกษาระหว่างกันอย่างดี อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อสูงมากเนื่องจากสถานการณ์ระหว่างประเทศจึงทำให้สินค้าในประเทศราคาสูงขึ้นและประชาชนได้รับผลกระทบ

 

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังยินดีที่ผู้นำอาเซียนทุกท่านได้ตอบรับเข้าร่วมการประชุมอาเซียน-ออสเตรเลียแล้ว ทั้งนี้เศรษฐกิจระหว่างออสเตรเลียกับอาเซียนมีความเกื้อหนุนกันอย่างดี ทั้งนี้ ยังได้กล่าวชื่นชมการจัดการประชุม APEC ปี 2022 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

 

The post เศรษฐาหารือนายกฯ แคนาดา-ออสเตรเลีย เจรจา FTA ดึงลงทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน-ออสเตรเลีย ในความสัมพันธ์แบบ Frenemy ที่ต่างยังต้องการกันและกัน https://thestandard.co/china-australia-frenemy/ Mon, 06 Nov 2023 13:11:13 +0000 https://thestandard.co/?p=863057

อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียช่วงตล […]

The post จีน-ออสเตรเลีย ในความสัมพันธ์แบบ Frenemy ที่ต่างยังต้องการกันและกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นในรูปแบบที่เรียกว่า Frenemy คือเป็นทั้งเพื่อน (Friend) และอาจเป็นทั้งอริ (Enemy) ในเวลาเดียวกัน หรือถึงแม้อาจจะอยากเลิกคบก็เลิกคบไม่ได้ และต่างฝ่ายต่างก็ยังต้องการกันและกันอยู่ 

 

ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะตกต่ำลงในระยะหลังๆ ของทั้งสองประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการกล่าวหาและโจมตีกันในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางความสัมพันธ์ทางด้านการทหารที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นระหว่างออสเตรเลียกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงมุมมองและการรับรู้ถึงการเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอีกฝ่ายก็มีแนวโน้มที่เด่นชัดขึ้น เช่น ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดโดย Lowy Institute ที่สอบถามความเห็นของพลเมืองออสเตรเลียว่า ‘มีความเป็นไปได้ หรือไม่น่าเป็นไปได้ ที่จีนจะกลายเป็นภัยคุกคามทางทหารต่อออสเตรเลียในอีก 20 ปีข้างหน้า’ ซึ่งราว 75% ตอบว่า มีความเป็นไปได้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ความเคลื่อนไหวสำคัญล่าสุดคือ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนปัจจุบัน เดินทางเยือนจีนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ถือเป็นผู้นำออสเตรเลียคนแรกในรอบ 7 ปีที่เดินทางเยือนประเทศจีน โดยเขายังได้พบกับ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรี อีกด้วย 

 

ออสเตรเลีย (ยัง) ต้องการจีน 

 

การตัดสินใจเยือนจีนของผู้นำออสเตรเลียในช่วงที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศอยู่ในช่วงตกต่ำครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดแล้วว่า ออสเตรเลียยังต้องการจีน ถึงแม้ว่าออสเตรเลียจะวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของจีนอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบถึงต้นตอของการแพร่ระบาดโควิดในจีน ขณะเดียวกันออสเตรเลียก็มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านความมั่นคง ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ทำให้รัฐบาลจีนไม่สบายใจทั้งสิ้น 

 

แต่ด้วยผลประโยชน์ทางด้านการค้าและการลงทุนก็เลยทำให้ออสเตรเลียผละมือออกจากจีนไม่ได้ แม้จะมีมุมมองด้านความมั่นคงที่แตกต่างกันก็ตาม โดยความสัมพันธ์ทางด้านการค้าระหว่างออสเตรเลียกับจีนยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปี 2020 ที่สินค้าส่งออกเกือบครึ่งหนึ่งของออสเตรเลียส่งไปขายที่จีน ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในช่วงเวลาเดียวกัน 

 

โดยในปี 2021 ปริมาณการค้าระหว่างออสเตรเลียกับจีนมีมูลค่าสูงถึงราว 2.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตถึง 35.1% โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเข้าสินค้าออสเตรเลียของจีนที่มีมูลค่า 1.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 40.6% เมื่อเทียบกับปี 2020

 

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจีนมักใช้แนวทางการกำหนดภาษีและเพิ่มข้อจำกัดให้กับสินค้าบางชนิดของออสเตรเลีย เพื่อเป็นการส่งสัญญาณถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้นจากประเด็นปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น การเดินทางเยือนจีนของอัลบาเนซีในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีน และเรียกร้องให้จีนผ่อนปรนข้อจำกัดทางการด้านค้าระหว่างกัน 

 

ความเคลื่อนไหวนี้ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการเดินทางเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1973 ของ กอฟ วิตลัม นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในขณะนั้น ซึ่งถือเป็นผู้นำออสเตรเลียคนแรกที่เดินทางเยือนจีน หลังจากออสเตรเลียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์

 

จีนก็ต้องการออสเตรเลีย (ด้วย)

 

จีนมองออสเตรเลียในฐานะพันธมิตรทางด้านการค้าที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยจีนพึ่งพาสินค้าและวัตถุดิบจากออสเตรเลียอย่างมากเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนเอง โดยเฉพาะแร่เหล็กและก๊าซธรรมชาติ 

 

รัฐบาลจีนเริ่มตระหนักว่า มาตรการและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของจีนอาจมีส่วนผลักให้ออสเตรเลียเข้าใกล้กับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น เราจึงเห็นความพยายามของรัฐบาลจีนในการผ่อนปรนข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงเปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างกันให้เป็นปกติ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และใช้เป็นช่องทางในการโน้มน้าวออสเตรเลียให้ขยับออกจากมหาอำนาจนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนเองก็ยังต้องการแรงสนับสนุนจากออสเตรเลียในการผลักดันเข้าเป็นสมาชิกของข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) หลังสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปในสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจนถึงขณะนี้มีหลายประเทศรวมถึงออสเตรเลียเอง ที่ยังคงแสดงท่าทีขัดขวางการเข้าร่วมกลุ่มของจีน

 

THE STANDARD ถามความเห็น ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงความสัมพันธ์แบบ ‘Frenemy’ ของจีนและออสเตรเลียว่าสะท้อนนัยอะไร และความสัมพันธ์นี้เกี่ยวพันกับการเมืองและเศรษฐกิจโลกมากน้อยแค่ไหน

 

ภากรกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน เท่าที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็มากกว่า 250 ปี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้า โดยตลาดจีนถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของออสเตรเลีย ในช่วงปี 2020 มากกว่า 40% ของมูลค่าส่งออกของออสเตรเลียเกิดขึ้นที่จีน

 

“ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่เริ่มส่อเค้าถึงปัญหา นับตั้งแต่ปี 2018 ที่จีนมีประเด็นพิพาททางการค้ากับสหรัฐฯ และกระทบไปยังพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างออสเตรเลียด้วย โดยเฉพาะประเด็นสินค้าทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างโทรคมนาคม ผ่านการกีดกัน Huawei บริษัทเรือธงด้านเทคโนโลยีของจีน ที่สหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรอย่างออสเตรเลีย มีความกังวลด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงเรื่องของข้อมูลที่อาจถูกส่งไปยังรัฐบาลจีนผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารดังกล่าว ทำให้เริ่มมีการตั้งข้อจำกัดทางการค้าขึ้น และยิ่งปะทุหนักขึ้นไปอีกเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด ซึ่งออสเตรเลียเองก็ร่วมวงกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอีกบางประเทศในการตั้งข้อสงสัยจีนเกี่ยวกับต้นตอของการแพร่ระบาด รวมไปถึงกรณีที่นักข่าวของจีนถูกหน่วยข่าวกรองออสเตรเลียบุกค้น ก็ทำให้ความขัดแย้งยิ่งมากขึ้น จีนจึงเริ่มโต้ตอบด้วยมาตรการต่างๆ ทั้งทางการค้าและการเมือง

 

“นอกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันระหว่างออสเตรเลียกับสหรัฐฯ แล้ว อิทธิพลทางการเมืองของจีนที่เริ่มแผ่ขยายไปมาก โดยเฉพาะในเอเชีย รวมถึงภูมิภาคอาเซียนที่ออสเตรเลียเองก็มีอิทธิพลอยู่แต่เดิม ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับจีนตึงเครียดและเย็นชาขึ้นในระยะหลัง

 

“แต่ล่าสุดในปีนี้ การเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียสะท้อนจุดยืนว่า ออสเตรเลียพร้อมที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีน และลดอุปสรรคทางการค้ากับจีน โดยเราคงได้เห็นการหยุดใช้มาตรการภาษีกับสินค้าสำคัญหลายชนิดจากออสเตรเลีย อาทิ ไวน์ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะมีการส่งสัญญาณบ่งชี้มาแล้วตั้งแต่ที่ผู้นำออสเตรเลียยืนยันว่าจะเดินทางเยือนจีน

 

“แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนและออสเตรเลียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในด้านการค้า เพราะจีนเองก็ต้องการที่จะขยายตลาดออกไปให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะสินค้าเรือธงตามนโยบายที่จีนดำเนินอยู่อย่างสินค้าเทคโนโลยี และจีนเองก็จำเป็นต้องใช้สินค้าบางชนิดที่นำเข้าจากออสเตรเลีย ขณะเดียวกันออสเตรเลียเองก็ต้องการส่งออกไปจีน เพราะจีนมีตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง

 

“สำหรับเศรษฐกิจโลก ด้วยความที่เศรษฐกิจจีนเองก็เป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก และออสเตรเลียก็ถือเป็นประเทศสำคัญของโลกเช่นกัน ถ้าหากทั้งสองประเทศยังคงปล่อยให้ความขัดแย้งขยายตัวต่อไปก็จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานโลกไม่น้อย”

 

ภากรยังอธิบายอีกว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียในขณะนี้ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศในสหภาพยุโรปขณะนี้ ที่เราได้เห็นว่าจีนและสหภาพยุโรปมีการหารือและเดินทางเยือนกันและกันมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพากัน เรื่องทั้งการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ เราได้เห็นท่าทีของจีนที่ยืนยันว่าจะใช้การเจรจาอย่างใกล้ชิดในการแก้ไขปัญหา หากทางสหภาพยุโรปมีการตั้งกำแพงกีดกันการค้า สินค้าจำพวกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ซึ่งบ่งบอกได้ว่าจีนต้องการที่จะใช้วิธีที่อ่อนขึ้น ไม่แข็งกร้าวเหมือนแต่ก่อน เพราะตอนนี้เศรษฐกิจจีนเองก็มีการชะลอตัวและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและภายนอกอยู่แล้ว ซึ่งก็สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีของออสเตรเลียเช่นเดียวกัน

 

“อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่ผ่านมาระหว่างจีนกับออสเตรเลียก็ส่งผลเชิงบวกมายังประเทศในแถบอาเซียน แอฟริกา และอื่นๆ ในแถบเส้นทาง BRI มากขึ้น เพราะจีนต้องการหาตลาดและคู่ค้าใหม่ โดยเฉพาะในอาเซียน เราจึงเห็นว่าจีนมุ่งเป้ามาที่ภูมิภาคเหล่านี้ทั้งการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนที่เปลี่ยนทิศมาจากออสเตรเลีย ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนนักเรียนจีนที่ไปเรียนในออสเตรเลียเริ่มลดลง แต่มาในแถบอาเซียน เช่น สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทยมากยิ่งขึ้น”

 

ภาพ: James Brickwood / Sydney Morning Herald via Getty Images

อ้างอิง: 

The post จีน-ออสเตรเลีย ในความสัมพันธ์แบบ Frenemy ที่ต่างยังต้องการกันและกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียเตรียมผลักดันกฎหมาย ขวางรัสเซียสร้างสถานทูตใหม่ใกล้รัฐสภา ชี้ภัยคุกคามความมั่นคง https://thestandard.co/australia-block-russian-embassy-near-parliament/ Thu, 15 Jun 2023 03:19:11 +0000 https://thestandard.co/?p=803697 Anthony Albanese

วันนี้ (15 มิถุนายน) แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเ […]

The post ออสเตรเลียเตรียมผลักดันกฎหมาย ขวางรัสเซียสร้างสถานทูตใหม่ใกล้รัฐสภา ชี้ภัยคุกคามความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anthony Albanese

วันนี้ (15 มิถุนายน) แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดเผยว่า รัฐบาลออสเตรเลียจะเสนอกฎหมายฉบับใหม่เข้าสู่รัฐสภา เพื่อยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินของรัสเซียที่อยู่ใกล้กับอาคารรัฐสภาในกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งรัสเซียวางแผนก่อสร้างเป็นอาคารสถานเอกอัครราชทูตแห่งใหม่ โดยระบุเหตุผลว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ

 

ปัจจุบันรัสเซียถือครองสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าว หลังทำข้อตกลงกับ National Capital Authority ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลาง มาตั้งแต่ปี 2008 และได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างสถานทูตแห่งใหม่เมื่อปี 2011

 

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับรัสเซียย่ำแย่ลง จากการที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครน ส่งผลให้รัฐบาลแคนเบอร์ราพยายามล้มเลิกข้อตกลงดังกล่าว

 

โดยเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศว่าจะยุติสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าว เนื่องจากรัสเซียละเมิดเงื่อนไขอนุมัติการก่อสร้าง 

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังศาลรัฐบาลกลางมีคำพิพากษาในคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าว ซึ่งศาลตัดสินให้คำสั่งฟ้องขับไล่ของ National Capital Authority นั้นไม่ถูกต้อง ส่งผลให้รัฐบาลแคนเบอร์ราต้องหันไปผลักดันกฎหมายฉบับใหม่เพื่อขัดขวางการก่อสร้าง โดยยึดเหตุผลด้านความมั่นคง

 

“รัฐบาลได้รับคำแนะนำด้านความมั่นคงที่ชัดเจนอย่างมากเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการมีอยู่ของ (สถานเอกอัครราชทูต) รัสเซียที่ใกล้กับรัฐสภา เรากำลังดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่เช่านั้นจะไม่กลายเป็นการคงอยู่ทางการทูตอย่างเป็นทางการ”

 

สำหรับกฎหมายใหม่ดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองสภา ไม่ได้ขัดขวางรัสเซียจากการมีฐานทางการทูตในออสเตรเลีย แต่เฉพาะการสร้างสถานทูตใกล้กับรัฐสภาเท่านั้น

 

แคลร์ โอนีล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลีย ชี้ว่า ที่ดินดังกล่าว ‘อยู่ติดโดยตรง’ กับอาคารรัฐสภา

 

“ปัญหาหลักในการเสนอสถานทูตรัสเซียแห่งที่ 2 ในกรุงแคนเบอร์รา คือเรื่องสถานที่ตั้ง รัฐบาลได้รับคำแนะนำด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ชัดเจนว่า นี่จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของเรา และนั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดในวันนี้ เพื่อยุติเรื่องนี้ที่ยืดเยื้อมานาน”

 

ขณะที่อัลบาเนซีกล่าวว่า “เขาคาดการณ์ว่ากลุ่มนักการทูตของรัสเซียในออสเตรเลียจะไม่พอใจในความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้เคยมีการขู่ว่าจะต่อสู้คดีนี้ผ่านศาล

 

“เราจะรอการตอบสนองที่เกิดขึ้น แต่เราก็คาดการณ์ไว้เช่นกัน” เขากล่าว พร้อมทั้งชี้ว่า รัสเซียไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดถึงกฎหมายระหว่างประเทศได้ หลังจากที่ทำสงครามรุกรานยูเครน

 

“เราไม่คาดหวังว่ารัสเซียจะอยู่ในฐานะที่จะพูดถึงกฎหมายระหว่างประเทศได้ เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธอย่างต่อเนื่องและโจ่งแจ้งเกี่ยวกับการรุกรานยูเครน”

 

ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า มีความมุ่งมั่นที่จะก่อสร้างสถานทูตแห่งใหม่ให้สำเร็จ แม้ว่าจะเผชิญการคัดค้านจากรัฐบาลออสเตรเลียก็ตาม

 

ภาพ: James Brickwood / Sydney Morning Herald via Getty Images

อ้างอิง:

The post ออสเตรเลียเตรียมผลักดันกฎหมาย ขวางรัสเซียสร้างสถานทูตใหม่ใกล้รัฐสภา ชี้ภัยคุกคามความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดเหตุรถบัสที่เพิ่งกลับจากงานแต่งคว่ำในออสเตรเลีย เสียชีวิต 10 คน ล่าสุดคนขับโดนจับแล้ว https://thestandard.co/10-people-killed-bus-accident-australia/ Mon, 12 Jun 2023 09:52:18 +0000 https://thestandard.co/?p=802196

เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า เกิดอุบัติเหตุรถบั […]

The post เกิดเหตุรถบัสที่เพิ่งกลับจากงานแต่งคว่ำในออสเตรเลีย เสียชีวิต 10 คน ล่าสุดคนขับโดนจับแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า เกิดอุบัติเหตุรถบัสซึ่งบรรทุกผู้โดยสารที่เพิ่งกลับจากเลี้ยงฉลองแต่งงานคว่ำในออสเตรเลีย ส่งผลให้มีผู้โดยสารอย่างน้อย 10 คนเสียชีวิต นับเป็นอุบัติเหตุทางรถบัสที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีของประเทศ โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวคนขับในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้ (12 มิถุนายน)

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.30 น. ของวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น โดยรถบัสซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 35 ชีวิตที่เพิ่งกลับจากงานแต่งงานได้ไถลออกนอกถนนและพลิกคว่ำที่บริเวณวงเวียนของถนนแห่งหนึ่งใกล้กับเมืองเกรตา รัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากนครซิดนีย์ทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 180 กิโลเมตร โดยนอกเหนือจากผู้เสียชีวิตแล้วยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 25 คนด้วยกัน

 

เจ้าหน้าที่เผยว่า คนขับรถซึ่งเป็นชายวัย 58 ปี ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจสอบว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ โดยทางการปฏิเสธที่จะให้ประกันตัว และเขามีกำหนดขึ้นศาลในวันพรุ่งนี้ (13 มิถุนายน) ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้คนได้นำดอกไม้มาวางใกล้กับจุดเกิดเหตุเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้ที่จากไป ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตที่มากเป็นประวัติการณ์ ผนวกกับความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นในวันที่ทุกคนควรจะมีความสุขที่สุด

 

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยกล่าวว่า “เราทุกคนทราบดีถึงความสุขที่ได้ไปร่วมงานแต่งงาน มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเท่าที่ใครสักคนจะมีได้

 

“วันแห่งความสุขในสถานที่อันสวยงามที่ต้องจบลงด้วยการสูญเสียและการบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ช่างโหดร้ายยิ่งนัก ช่างน่าเศร้า และไม่ยุติธรรมเสียเลย”

 

ภาพ: AAP Image / Darren Pateman via Reuters

อ้างอิง:

The post เกิดเหตุรถบัสที่เพิ่งกลับจากงานแต่งคว่ำในออสเตรเลีย เสียชีวิต 10 คน ล่าสุดคนขับโดนจับแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue เปิดฉากวันนี้ คาดบรรยากาศอึมครึมจากปัญหาตึงเครียดสหรัฐฯ-จีน https://thestandard.co/us-china-shangri-la-dialogue-2023/ Fri, 02 Jun 2023 04:41:05 +0000 https://thestandard.co/?p=798355 Shangri-La Dialogue

การประชุม Shangri-La Dialogue เปิดฉากที่สิงคโปร์ในวันนี […]

The post ประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue เปิดฉากวันนี้ คาดบรรยากาศอึมครึมจากปัญหาตึงเครียดสหรัฐฯ-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shangri-La Dialogue

การประชุม Shangri-La Dialogue เปิดฉากที่สิงคโปร์ในวันนี้ (2 มิถุนายน) เป็นที่คาดหมายว่าอาจปกคลุมด้วยสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ หลังจากจีนปฏิเสธคำเชิญของสหรัฐฯ ที่เสนอให้มีการพบปะหารือระดับทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของสองประเทศ

 

Shangri-La Dialogue ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายนนี้ เป็นการประชุมด้านความมั่นคงระดับสูงของเอเชีย โดยมีเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูง นายทหารระดับสูง นักการทูต ผู้ผลิตอาวุธ และนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงจากทั่วโลกมารวมตัวกัน สำหรับในปีนี้จะมีผู้แทนมากกว่า 600 คนจาก 49 ประเทศเข้าร่วมการประชุม และนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย จะกล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุม

 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การประชุมนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ฝ่ายทหารของประเทศต่างๆ จะได้พบปะหารือ จัดการประชุมระดับทวิภาคีและพหุภาคีนอกรอบการประชุมใหญ่ รวมถึงเป็นเวทีให้รัฐมนตรีกลาโหมของหลายชาติได้กล่าวสุนทรพจน์

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 พฤษภาคม) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เปิดเผยว่า จีนปฏิเสธคำเชิญของรัฐมนตรีลอยด์ ออสติน ที่จะหารือกับ หลี่ซ่างฝู รัฐมนตรีกลาโหมของจีน ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นสัญญาณความตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างสองประเทศ

 

โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนกล่าวในการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า การแลกเปลี่ยนระหว่างกองทัพทั้งสองดำเนินอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด แต่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวสำหรับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

“ในแง่หนึ่ง สหรัฐฯ พูดเสมอว่าต้องการเสริมสร้างการสื่อสารระหว่างสองฝ่ายให้แข็งแกร่งขึ้น แต่อีกด้านกลับเพิกเฉยต่อข้อกังวลของจีน และสร้างอุปสรรคปลอมๆ ขึ้นมาบ่อนทำลายความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างกองทัพของสองชาติอย่างร้ายแรง” โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนกล่าวโดยไม่บอกว่าอุปสรรคที่ว่านั้นคืออะไร

 

ด้านออสตินกล่าวที่กรุงโตเกียวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (1 มิถุนายน) ว่า “น่าเสียดาย” ที่การประชุมทวิภาคีกับรัฐมนตรีกลาโหมของจีนจะไม่เกิดขึ้น

 

“ผมยินดีเปิดรับทุกโอกาสที่จะได้มีส่วนร่วมกับหลี่” ออสตินกล่าว “ผมคิดว่ากระทรวงกลาโหมควรพูดคุยกันเป็นประจำ หรือควรมีช่องทางที่เปิดกว้างสำหรับการสื่อสาร”

 

นอกจากความสัมพันธ์ตึงเครียดของสองชาติมหาอำนาจแล้ว นักวิเคราะห์มองว่า สงครามของรัสเซียในยูเครน ความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน และโครงการอาวุธของเกาหลีเหนือ จะเป็นประเด็นที่ผู้แทนเจรจาหลายคนหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมประจำปีนี้ อย่างไรก็ตาม จะไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลรัสเซียหรือเกาหลีเหนือเข้าร่วม

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จับตาบทบาทของ หลี่ซ่างฝู รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของจีนในการประชุมเวทีนี้ โดยหลี่ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นอดีตนายพลแห่งกองทัพปลดแอกประชาชน เขามีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับพัฒนากองทัพจีนสู่ความทันสมัย หลี่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมาตั้งแต่ปี 2018 กรณีการจัดซื้ออาวุธจากรัสเซีย

 

ภาพ: Reuters

อ้างอิง:

The post ประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue เปิดฉากวันนี้ คาดบรรยากาศอึมครึมจากปัญหาตึงเครียดสหรัฐฯ-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อินเดียเยือนออสเตรเลีย ประกาศข้อตกลงการเคลื่อนย้ายพลเมืองฉบับใหม่ หวังยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ https://thestandard.co/india-prime-minister-visits-australia/ Wed, 24 May 2023 10:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=794779 นเรนทรา โมดี

วันนี้ (24 พฤษภาคม) นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เข […]

The post นายกฯ อินเดียเยือนออสเตรเลีย ประกาศข้อตกลงการเคลื่อนย้ายพลเมืองฉบับใหม่ หวังยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นเรนทรา โมดี

วันนี้ (24 พฤษภาคม) นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย เข้าพบ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ในเมืองซิดนีย์ โดยภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันประกาศข้อตกลงการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานฉบับใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยส่งเสริมการเดินทางระหว่างกันของนักเรียน นักศึกษา ผู้สำเร็จการศึกษา นักวิจัย และนักธุรกิจ

 

ทั้งนี้ การเจรจาข้อตกลงเคลื่อนย้ายพลเมืองฉบับนี้ได้ดำเนินมาหลายปีแล้ว โดยปัจจุบันออสเตรเลียเป็นจุดหมายการย้ายถิ่นฐานของประชากรอินเดียจำนวนมาก โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2016 มีผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนที่ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลีย โดยเกือบ 1 ใน 4 มาจากอินเดีย

 

แถลงการณ์ร่วมระบุไว้ว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะนำไปสู่การจัดตั้งโครงการใหม่ที่เรียกว่า MATES (Mobility Arrangement for Talented Early Professionals Scheme) ซึ่งจะเปิดทางให้มีการเคลื่อนย้ายของบุคลากรระดับหัวกะทิในสาขาอาชีพต่างๆ สำหรับชาวอินเดียโดยเฉพาะ

 

นอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายของประชาชนระหว่างสองประเทศแล้ว การเจรจาระหว่างโมดีและอัลบาเนซียังครอบคลุมประเด็นความร่วมมือด้านการขุดแร่ธาตุ และความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจสำหรับการผลักดันไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ให้เป็นพลังงานทดแทน

 

นอกจากนี้ผู้นำทั้งสองยังพูดคุยถึงสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคที่กำลังตึงเครียด เนื่องจากทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Quad (Quadrilateral Security Dialogue) ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ประเทศใหญ่ในย่านอินโด-แปซิฟิก คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การประชุมตามกำหนดของกลุ่ม Quad ถูกยกเลิก หลังจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องเดินทางกลับไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเจรจาปัญหาเกี่ยวกับเพดานหนี้

 

แต่ทางด้านโมดียืนยันที่จะเยือนซิดนีย์ต่อภายหลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G7 ที่ประเทศญี่ปุ่น

 

ซึ่งการเยือนออสเตรเลียของโมดีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 และเกิดขึ้นสองเดือนหลังจากที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียไปเยือนประเทศอินเดียเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

นอกเหนือจากการประชุมกับอัลบาเนซีแล้ว โมดียังได้ขึ้นปราศรัยที่สนามกีฬาในร่มที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของซิดนีย์ ซึ่งมีชาวอินเดียหลายพันคนที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ออสเตรเลียเข้าร่วมฟังเมื่อวานนี้

 

โดยโมดีกล่าวว่า ชุมชนชาวอินเดียในออสเตรเลียถือเป็น ‘สะพานที่มีชีวิต’ ระหว่างสองประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างอินเดีย-ออสเตรเลียตั้งอยู่บนพื้นฐานความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

 

ด้านนายกฯ ออสเตรเลีย กล่าวในงานว่า “ครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นใครบางคนบนเวทีนี้คือ บรูซ สปริงส์ทีน (Bruce Springsteen) และเขาไม่ได้รับการต้อนรับเหมือนนายกฯ โมดีในวันนี้”

 

ภาพ: Dean Lewins-Pool / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post นายกฯ อินเดียเยือนออสเตรเลีย ประกาศข้อตกลงการเคลื่อนย้ายพลเมืองฉบับใหม่ หวังยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียเผยคำถามลงประชามติ 2023 “คุณเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสิทธิชนพื้นเมืองหรือไม่” https://thestandard.co/australia-reveals-2023-referendum-questions/ Thu, 23 Mar 2023 10:06:01 +0000 https://thestandard.co/?p=767403 รัฐธรรมนูญ ออสเตรเลีย

ทางการออสเตรเลียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบ […]

The post ออสเตรเลียเผยคำถามลงประชามติ 2023 “คุณเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสิทธิชนพื้นเมืองหรือไม่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐธรรมนูญ ออสเตรเลีย

ทางการออสเตรเลียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เผยคำถามสำคัญที่จะใช้ในการลงประชามติในช่วงปลายปี 2023 ว่าด้วยเรื่องการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญออสเตรเลีย เพื่อรับรองสิทธิชนพื้นเมืองเป็นครั้งแรกในรอบ 122 ปี นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อปี 1901

 

ตลอดระยะเวลา 122 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญออสเตรเลียไม่เคยระบุหรือยอมรับว่า ชนพื้นเมืองในออสเตรเลียถือเป็นประชากรดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในประเทศแห่งนี้มาอย่างยาวนานกว่า 65,000 ปี โดยปัจจุบันชนพื้นเมืองอย่างชาวอะบอริจิน (Aborigine) และชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส (Torres Strait Islander) คิดเป็น 3.8% ของประชากรในออสเตรเลีย 

 

โดยคาดว่าการลงประชามติในครั้งนี้น่าจะจัดขึ้นราวช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2023 ซึ่งนอกจากจะเป็นการผลักดันเรื่องการรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองแล้ว ยังจะปูทางไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐสภาว่าด้วยชนพื้นเมืองอย่าง ‘Aboriginal and Torres Strait Islander Voice’ ขึ้นอีกด้วย

 

อัลบาเนซีระบุว่า “วันนี้คือผลลัพธ์ของการทำงานอย่างอดทนและกระตือรือร้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้โอกาสที่จะสร้างประวัติศาสตร์และสร้างอนาคตที่ดีกว่าเป็นของพวกคุณแล้ว ชาวออสเตรเลีย”

 

ทางด้านนักประวัติศาสตร์ชี้ว่า ‘Great Australian Silence’ เป็นคำศัพท์ที่ได้รับการบัญญัติขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้อธิบายถึงความพยายามในการลบล้างมุมมองและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของชนชาวพื้นเมืองให้หายไปจากประวัติศาสตร์กระแสหลักของออสเตรเลีย

 

แม้กระแสการลงประชามติในช่วงปลายปีนี้จะเป็นไปในทิศทางบวก แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญออสเตรเลียไม่เคยเป็นเรื่องง่าย โดยการลงประชามติราว 4 ใน 5 ของออสเตรเลียล้วนไม่ประสบผลสำเร็จ มีเพียง 8 จากทั้งหมด 44 ครั้งเท่านั้น ที่ได้รับมติเห็นชอบจากพลเมืองออสเตรเลีย 

 

การลงประชามติครั้งล่าสุดของออสเตรเลียเกิดขึ้นในปี 1999 เป็นการลงประชามติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งสาธารณรัฐ และแทนที่ระบอบกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรด้วยระบอบประธานาธิบดีในฐานะประมุขแห่งรัฐ โดยพลเมืองออสเตรเลียมีมติคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว

 

ผลสำรวจล่าสุดโดย The Guardian เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 มีนาคม) ชี้ว่า เสียงสนับสนุนต่อประเด็นชนพื้นเมืองในออสเตรเลียลดลง 5% จากการสำรวจความคิดเห็นครั้งก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม พลเมืองออสเตรเลียราว 59% ยังคงเป็นเสียงข้างมากที่สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับสิทธิชนพื้นเมืองเป็นครั้งแรก

 

ภาพ: Tamati Smith / Getty Images

อ้างอิง:

The post ออสเตรเลียเผยคำถามลงประชามติ 2023 “คุณเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสิทธิชนพื้นเมืองหรือไม่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำกลุ่ม AUKUS เห็นพ้องข้อตกลง เดินหน้าโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ https://thestandard.co/aukus-agreed-submarine-nuclear/ Tue, 14 Mar 2023 02:35:26 +0000 https://thestandard.co/?p=762492 ผู้นำกลุ่ม AUKUS

ผู้นำกลุ่ม AUKUS ได้แก่ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีอ […]

The post ผู้นำกลุ่ม AUKUS เห็นพ้องข้อตกลง เดินหน้าโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำกลุ่ม AUKUS

ผู้นำกลุ่ม AUKUS ได้แก่ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, ริชี ซูนัค นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เห็นพ้องในข้อตกลง เดินหน้าโครงการสร้างกองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้น เมื่อวานนี้ (13 มีนาคม) โดยพันธมิตรดังกล่าวจะทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างและพัฒนากองเรือดำน้ำใหม่โดยใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวนี้เป็นไปเพื่อรับมือการขยายอิทธิพลของจีนในแถบอินโด-แปซิฟิก 

 

หลังจากที่ผู้นำทั้ง 3 ประเทศร่วมตกลงหารือกันที่เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ไบเดนได้เน้นย้ำว่า เรือดำน้ำดังกล่าวที่ออสเตรเลียจะได้รับจะไม่มีการติดอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมุ่งมั่นของออสเตรเลียที่ต้องการจะเป็นประเทศปลอดอาวุธนิวเคลียร์ 

 

โดยสมาชิกของกองทัพออสเตรเลียจะได้รับการส่งตัวไปฝึกอบรมเกี่ยวกับเรือดำน้ำที่ฐานทัพเรือของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรภายในปีนี้ ขณะที่ตั้งแต่ปี 2027 กองทัพสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะตั้งฐานทัพเรือดำน้ำนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งขึ้นที่ฐานทัพเรือออสเตรเลีย (RAN) ในเมืองเพิร์ท รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ก่อนที่ออสเตรเลียจะเปิดดีลซื้อเรือดำน้ำชั้นเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ จำนวน 3 ลำในช่วงต้นทศวรรษ 2030 และอาจได้รับข้อเสนอให้สามารถซื้อเพิ่มได้อีก 2 ลำ

 

หลังจากนั้นจะเป็นการออกแบบและเดินหน้าโครงการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์รุ่นใหม่ สำหรับกองทัพเรือสหราชอาณาจักรและออสเตรเลียที่มีชื่อว่า ‘SSN-AUKUS’ ซึ่งจะสร้างในสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย โดยสหราชอาณาจักรเป็นผู้ออกแบบ แต่ใช้เทคโนโลยีจากทั้ง 3 ประเทศ 

 

ข้อตกลงดังกล่าวนี้จะช่วยให้ออสเตรเลียมีเรือดำน้ำที่สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นและเร็วกว่ากองเรือที่มีอยู่ในขณะนี้ พร้อมติดตั้งขีปนาวุธร่อนที่สามารถโจมตีเป้าหมายทั้งบนบกและในทะเลได้ โดยจะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับออสเตรเลียสูงถึง 3.68 แสนล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในช่วง 30 ปีนับจากนี้

 

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า การสร้างความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยสะท้อนให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยสามารถส่งมอบความมั่นคงและความรุ่งเรืองของเราเองได้อย่างไร ไม่เพียงแต่เพื่อพวกเราเอง แต่เพื่อโลกทั้งใบ” โดยสหรัฐฯ ให้คำมั่นเตรียมจัดสรรงบประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์ (1.6 แสนล้านบาท) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเรือดำน้ำและพัฒนาระบบซ่อมบำรุงเรือดำน้ำชั้นเวอร์จิเนีย

 

ทางด้านอัลบาเนซีระบุว่า โครงการเรือดำน้ำนี้มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานในตำแหน่งใหม่ๆ อีกหลายพันตำแหน่ง และนี่อาจเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย ทั้งยังเป็นข้อตกลงแรกในรอบ 65 ปีที่สหรัฐฯ ยอมแบ่งปันเทคโนโลยีขับเคลื่อนนิวเคลียร์ของตน 

 

ขณะที่ซูนัคชี้ว่า ตลอดระยะเวลา 18 เดือนที่ AUKUS ได้มีการรวมกลุ่มกัน ความมั่นคงโลกเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ มากยิ่งขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานยูเครนของกองทัพรัสเซีย ความพยายามในการแผ่ขยายอิทธิพลของจีน พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของอิหร่านและเกาหลีเหนือ ทั้งหมดล้วนเป็นภัยคุกคามที่ทำให้โลกตกอยู่ในอันตราย ความวุ่นวายและความแตกแยก

 

ด้าน เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เน้นย้ำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ข้อตกลงดังกล่าวนี้มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธ รวมถึงบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเรียกร้องให้ผู้นำกลุ่ม AUKUS ละทิ้งแนวคิดช่วงสงครามเย็นและปฏิบัติตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ให้มากยิ่งขึ้น

 

โดย เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสร้างกลุ่มพันธมิตรใหม่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์การ NATO ขึ้นภายในภูมิภาคนี้แต่อย่างใด พร้อมทั้งระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสร้างหลักประกันว่าภูมิภาคอินโดแปซิฟิกจะยังคงเสรีและเปิดกว้าง ไม่ตกอยู่ภายใต้การแผ่อิทธิพลของชาติใดชาติหนึ่ง

 

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ตามมาคือ ที่ผ่านมาจีนถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของออสเตรเลีย มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ออสเตรเลียจะกระชับความสัมพันธ์ทางด้านการทหารและความมั่นคงกับสหรัฐฯ ควบคู่กับการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนไปพร้อมๆ กัน 

 

ภาพ: Jim Watson / AFP

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำกลุ่ม AUKUS เห็นพ้องข้อตกลง เดินหน้าโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ออสเตรเลีย เดินหน้าผลักดันการลงประชามติระดับชาติ เพื่อรับรองสิทธิของชนพื้นเมือง https://thestandard.co/australia-pm-push-for-a-referendum/ Mon, 06 Feb 2023 08:16:29 +0000 https://thestandard.co/?p=746556

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เดินหน้าขอแรงส […]

The post นายกฯ ออสเตรเลีย เดินหน้าผลักดันการลงประชามติระดับชาติ เพื่อรับรองสิทธิของชนพื้นเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เดินหน้าขอแรงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ ภายในที่ประชุมรัฐสภาครั้งแรกในวันนี้ (6 กุมภาพันธ์) เพื่อผลักดันการลงประชามติระดับชาติในช่วงปลายปี 2023 ที่จะมีส่วนช่วยทำให้เกิดการรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองขึ้นในออสเตรเลีย

 

การลงประชามติดังกล่าวจะช่วยปูทางไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านสิทธิของชนพื้นเมืองในรัฐสภาออสเตรเลีย รวมถึงการเปิดโอกาสให้ชนพื้นเมืองมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น หากผลประชามติเป็นไปในทิศทางบวกจะนำไปสู่การปรับแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อรับรองสิทธิของกลุ่มชนพื้นเมืองออสเตรเลียเป็นครั้งแรกอีกด้วย 

 

ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดโดยหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของออสเตรเลียชี้ว่า พลเมืองออสเตรเลียราว 56% ที่ตอบแบบสอบถาม สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติด้านสิทธิชนพื้นเมืองในรัฐธรรมนูญ ขณะที่อีก 37% ต่อต้านการแก้ไขดังกล่าว

 

อัลบาเนซีระบุว่า ผมเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าชาวออสเตรเลียจะใช้โอกาสที่พวกเขามีในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ลงคะแนนสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางของการปรองดองกันภายในออสเตรเลีย โอกาสในครั้งนี้อาจมีส่วนช่วยทำให้พลเมืองกลุ่มที่ขาดแคลนโอกาสมากที่สุดในประเทศมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยเขามองว่าประเด็นนี้ควรอยู่เหนือประเด็นทางการเมืองทั้งหมด และปูทางไปสู่แนวทางปรองดองของชนทุกกลุ่มภายในออสเตรเลีย

 

นับตั้งแต่ออสเตรเลียประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักรในช่วงต้นทศวรรษ 1900 ออสเตรเลียเคยมีมติเห็นชอบกับผลประชามติเพียง 8 ครั้งเท่านั้น โดยการลงคะแนนเสียงของพลเมืองออสเตรเลียครั้งล่าสุดคือ การลงมติเห็นชอบการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในออสเตรเลียเมื่อปี 2017 ด้วยมติสนับสนุน 61.60% ส่งผลให้คู่รัก LGBTQIAN+ ในออสเตรเลียสามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคมปีเดียวกันนั้น

 

โดยชาวอะบอริจินถือเป็นหนึ่งในชนพื้นเมืองออสเตรเลียกลุ่มแรกที่อาศัยอยู่บนทวีปแห่งนี้มานานกว่า 60,000 ปี ก่อนที่จะต้องเชิญหน้ากับการกดขี่ในยุคที่ตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ ปัจจุบันมีชนพื้นเมืองราว 1 ล้านรายอาศัยอยู่ในออสเตรเลีย

 

แฟ้มภาพ: Tamati Smith / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post นายกฯ ออสเตรเลีย เดินหน้าผลักดันการลงประชามติระดับชาติ เพื่อรับรองสิทธิของชนพื้นเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์หารือนายกฯ ออสเตรเลีย ชื่นชมความสัมพันธ์สองประเทศ พร้อมขยายความร่วมมือแก้ปัญหาภาวะโลกรวน https://thestandard.co/prayut-meet-anthony-albanes/ Sat, 19 Nov 2022 06:01:27 +0000 https://thestandard.co/?p=712050 ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) เวลา 08.00 น. ณ ห้อง 111 ศูนย์การ […]

The post ประยุทธ์หารือนายกฯ ออสเตรเลีย ชื่นชมความสัมพันธ์สองประเทศ พร้อมขยายความร่วมมือแก้ปัญหาภาวะโลกรวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

วันนี้ (19 พฤศจิกายน) เวลา 08.00 น. ณ ห้อง 111 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พบปะหารือทวิภาคีกับ แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย 

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยสาระสำคัญจากการหารือระหว่างสองผู้นำ 

 

โดย พล.อ. ประยุทธ์ แสดงความยินดีที่ได้หารือกันแบบพบหน้า หลังจากที่ได้หารือทางโทรศัพท์ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ยังเป็นปีที่ไทยและออสเตรเลียได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต อันเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและพิเศษ จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับและทรงศึกษาในออสเตรเลียอยู่เป็นระยะเวลานานหลายปี รวมถึงมีความร่วมมือระหว่างกันที่มีพลวัตสูง ครอบคลุมทุกมิติและเป็นรูปธรรม อยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ร่วมกัน 

 

ขณะที่อัลบาเนซีกล่าวว่า เป็นเกียรติที่ได้เดินทางเยือนไทยซึ่งมีการต้อนรับอย่างดี และแสดงความประทับใจที่เมื่อคืนมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงและพระราชินี และได้เยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเคยมีโอกาสได้มาเที่ยวในตอนที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย 

 

ผู้นำออสเตรเลียยังยืนยันความสำคัญที่ออสเตรเลียมีให้อาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้แต่งตั้งผู้แทนพิเศษสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประสบการณ์สูงในภาคธุรกิจ เชื่อมั่นว่าจะช่วยกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้า-การลงทุนระหว่างไทยกับออสเตรเลียด้วย

 

ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังได้กล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ของไทย ว่า ความร่วมมือใน APEC ผ่านเป้าหมายกรุงเทพฯ ที่ไทยผลักดันทำให้ความร่วมมือเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และสาขาความร่วมมือที่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แสดงความชื่นชมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกันภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) และยินดีที่รัฐบาลออสเตรเลียให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและกรอบ ACMECS 

 

ในโอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือในส่วนของความท้าทายสำคัญของโลก ซึ่งทำให้ทุกประเทศบนโลกต้องร่วมมือกัน โดย พล.อ. ประยุทธ์ ได้หยิบยกคำกล่าวว่า “The world is getting smaller” หรือ “โลกกำลังเล็กลง” ในขณะที่อัลบาเนซีกล่าวว่า “โลกต้องมีทางออกระหว่างประเทศร่วมกัน ซึ่งจะต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศ” 

 

นอกจากนี้ผู้นำออสเตรเลียยังแสดงความชื่นชมวิสัยทัศน์และนโยบายของไทยที่มีส่วนคล้ายนโยบายของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาสิ่งแวดล้อม 

 

ขณะที่นายกรัฐมนตรีชื่นชมที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกรวน และชี้ว่าทั้งสองประเทศน่าจะกระชับความร่วมมือระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสาขาการพัฒนาเทคโนโลยีปล่อยมลพิษต่ำ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และนิเวศบลูคาร์บอน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระหว่างกัน โดย พล.อ. ประยุทธ์ ยังชื่นชมที่ออสเตรเลียเสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม UNFCCC COP31 ของออสเตรเลีย ในปี 2026

The post ประยุทธ์หารือนายกฯ ออสเตรเลีย ชื่นชมความสัมพันธ์สองประเทศ พร้อมขยายความร่วมมือแก้ปัญหาภาวะโลกรวน appeared first on THE STANDARD.

]]>