Anime Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/anime/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Sep 2025 10:37:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทีม 4×100 เมตรชายญี่ปุ่น กับท่าโพสต์ก่อนแข่งสไตล์ วันพีซ https://thestandard.co/japan-4x100m-luffy-one-piece/ Mon, 22 Sep 2025 10:37:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1121555 japan-4x100m-luffy-one-piece

ควันหลงการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลก 2025 เมื่อวานที่ผ่านม […]

The post ทีม 4×100 เมตรชายญี่ปุ่น กับท่าโพสต์ก่อนแข่งสไตล์ วันพีซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
japan-4x100m-luffy-one-piece

ควันหลงการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลก 2025 เมื่อวานที่ผ่านมา เห็นจะหนีไม่พ้นทัพลมกรดทีมชาติญี่ปุ่นในวิ่ง 4×100 เมตรชาย ที่แม้จะไม่ได้เหรียญรางวัล แต่ก็เป็นที่พูดถึงอย่างมาก

 

โดยในช่วงแนะนำตัวนักกีฬา นักวิ่งทั้ง 4 คนของญี่ปุ่น ไล่ตั้งแต่ ยูกิ โคยเคะ, ฮิโรกิ ยานางิตะ, โยชิฮิเดะ คิริว และ โทวะ อุซาวะ นัดกันทำท่า เกียร์ 2 ถึงเกียร์ 5 ของตัวละครลูฟี่ในวันพีช (One Piece)

 

นั่นทำให้ถึงแม้พวกเขาจะจบที่ 6 โดยทำเวลาได้ 38.35 วินาที แต่การปรากฏตัวของพวกเขาในรอบชิงชนะเลิศ ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอยู่ดี

 

กรีฑาชิงแชมป์โลก 2025 กรีฑาชิงแชมป์โลก 2025 กรีฑาชิงแชมป์โลก 2025 กรีฑาชิงแชมป์โลก 2025

 

ภาพ: worldathletics.org, Toei Animation

The post ทีม 4×100 เมตรชายญี่ปุ่น กับท่าโพสต์ก่อนแข่งสไตล์ วันพีซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรงเกินต้าน! วัยรุ่นจีนคลั่ง ‘อนิเมะ-เกม’ ดันกระแสทองคำตัวละครขายดี จนแบรนด์ใหญ่ต้องตามเทรนด์ https://thestandard.co/china-anime-game-gold-trend-major-brands/ Sun, 14 Sep 2025 06:49:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1119151 วัยรุ่นจีน อนิเมะ

ปัจจุบัน กระแสวัฒนธรรมย่อยจากญี่ปุ่นอย่างอนิเมะและเกม ก […]

The post แรงเกินต้าน! วัยรุ่นจีนคลั่ง ‘อนิเมะ-เกม’ ดันกระแสทองคำตัวละครขายดี จนแบรนด์ใหญ่ต้องตามเทรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัยรุ่นจีน อนิเมะ

ปัจจุบัน กระแสวัฒนธรรมย่อยจากญี่ปุ่นอย่างอนิเมะและเกม กำลังกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในจีน โดยเฉพาะในหมู่ผู้บริโภครุ่นใหม่และเหล่าแฟนๆ ที่นิยมนำตัวละครที่ชื่นชอบมาประดับตกแต่งข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อออกสินค้าที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้

 

พนักงานร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า สินค้าคอลแลบ ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเฉพาะหลังจากที่ทางร้านร่วมมือกับอนิเมะยอดนิยมของจีนเรื่อง Heaven Official’s Blessing ผลิตทองแท่งลายตัวละครในราคา 520 หยวน (ประมาณ 2,316 บาท) และเครื่องรางข้อมือรูปตัวละครในราคา 1,300 หยวน (ประมาณ 5,768 บาท) ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแฟนอนิเมะและผู้ปกครองที่ซื้อเป็นของขวัญให้บุตรหลาน

 

เช่นเดียวกับร้านเครื่องประดับอื่นๆ ที่นำทองสลักลายตัวละครจาก Sanrio และโดราเอมอน มาจัดแสดงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า แม้การซื้อทองรูปพรรณอาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่ความต้องการสินค้าคอลแลบยังคงสูง เนื่องจากผู้บริโภคต้องการแสดงออกถึงความเป็นตัวเองและพกพาตัวละครที่รักไว้กับตัวตลอดเวลา

 

นอกจากนี้ สินค้าบางชิ้นที่มีการผลิตแบบจำกัด ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ยอดขายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้บริษัทเครื่องประดับออกสินค้าคอลแล็บสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

อีกด้านของกระแสความชื่นชอบอนิเมะยังสะท้อนออกมาในรูปแบบการสะสมและการตกแต่งอื่นๆ เช่น Ita bag (อิตะแบ็ก) หรือกระเป๋าถือที่มีช่องหน้าต่างสำหรับโชว์เข็มกลัด ตุ๊กตา หรือของสะสมตัวละคร ซึ่งมีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น และอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ Itasha (อิตะฉะ) หรือการตกแต่งรถยนต์ด้วยภาพจากอนิเมะ มังงะ และเกม ซึ่งเห็นได้จากงาน Bilibili World ในเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่มีรถ Itasha เข้าร่วมแสดงมากถึง 800 คัน

 

ด้านบริษัทเครื่องเขียนยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Kokuyo ก็ได้นำเทรนด์นี้มาประยุกต์ใช้ โดยเปิดตัวสมุดรุ่นใหม่ในราคา 9.9 หยวน ที่มีจุดเด่นคือวัสดุปกที่ช่วยให้วาดภาพง่ายขึ้น ลดปัญหาการซึมของสี ซึ่งมุ่งเจาะตลาดนักเรียนที่ชื่นชอบอนิเมะในจีนโดยเฉพาะ

 

เจ้าหน้าที่ของบริษัท Kokuyo ในจีนกล่าวว่า บริษัทต้องการให้ผู้ใช้สมุด Campus ใช้มันเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง และคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด ซึ่งนอกจากสมุดแล้ว ทางบริษัทยังได้ออกสินค้าเสริมอื่นๆ อย่างซองใส่ตุ๊กตาตัวละครและของสะสม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มแฟนอนิเมะโดยเฉพาะอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เทรนด์อนิเมะและเกมในจีนไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับหรือเครื่องเขียน ต้องปรับตัวและสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบเฉพาะตัวของผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างตรงจุด

 

ภาพ: ​​B.Zhou / shutterstock

อ้างอิง:

The post แรงเกินต้าน! วัยรุ่นจีนคลั่ง ‘อนิเมะ-เกม’ ดันกระแสทองคำตัวละครขายดี จนแบรนด์ใหญ่ต้องตามเทรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท่าดีใจสไตล์คนรักอนิเมะของ โดมินิก โซลันกี https://thestandard.co/dominic-solanke-anime-celebration/ Tue, 01 Oct 2024 12:20:48 +0000 https://thestandard.co/?p=990343 โดมินิก โซลันกี

เด็กผู้ชายหลายคนเติบโตมากับอนิเมะของญี่ปุ่นและหลงรักมัน […]

The post ท่าดีใจสไตล์คนรักอนิเมะของ โดมินิก โซลันกี appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดมินิก โซลันกี

เด็กผู้ชายหลายคนเติบโตมากับอนิเมะของญี่ปุ่นและหลงรักมัน ยอมให้มันมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

ไม่ใช่แค่คนทั่วไป ปัจจุบันเราเห็นนักกีฬาหลายคนที่อาจจะมีรอยสัก มีของสะสม หรือแสดงออกเกี่ยวกับอนิเมะญี่ปุ่นมากมาย

 

โดมินิก โซลันกี เป็นหนึ่งในนั้น เขามักจะดีใจเป็นท่าทางของตัวละครอนิเมะเรื่องดังเสมอ เราไปดูกันว่ากองหน้ารายนี้เคยทำท่าทางดีใจหลังยิงประตูเป็นใครมาแล้วบ้าง!

 

โดมินิก โซลันกี โดมินิก โซลันกี

The post ท่าดีใจสไตล์คนรักอนิเมะของ โดมินิก โซลันกี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lacoste x One Piece คอลเล็กชันเอาใจแฟนเจ้าแห่งโจรสลัด https://thestandard.co/lacoste-x-one-piece/ Tue, 23 Jul 2024 00:08:20 +0000 https://thestandard.co/?p=961269

Lacoste แบรนด์ชื่อดังจากฝรั่งเศส เอาใจแฟนๆ มังงะและแอนิ […]

The post Lacoste x One Piece คอลเล็กชันเอาใจแฟนเจ้าแห่งโจรสลัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Lacoste แบรนด์ชื่อดังจากฝรั่งเศส เอาใจแฟนๆ มังงะและแอนิเมชันชื่อดังอย่าง One Piece ด้วยการปล่อยคอลเล็กชันที่มาจากลายเส้นของอาจารย์เออิจิโร โอดะ ผู้วาดมังงะเรื่องนี้ออกมาให้แฟนๆ ได้เลือกซื้อหา

 

ที่มาของคอลเล็กชันนี้อยู่ในปกของมังงะ One Piece ตอนที่ 1106 ซึ่งเป็นตอนที่ออกมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยปกของตอนนี้จะเป็นภาพที่ นิโค โรบิน ตัวละครในกลุ่มของโจรสลัดหมวกฟางแต่งตัวให้กับจระเข้ตัวหนึ่ง

 

โดยจระเข้ตัวนั้นใส่เสื้อที่เขียนว่า LACOSTE พร้อมกับตราจระเข้ ซึ่งเหมือนอาจารย์โอดะจงใจสื่อถึงแบรนด์ Lacoste ในโลก One Piece นั่นเอง

 

และลายจระเข้ดังกล่าวก็กลายมาเป็นสิ่งที่ Lacoste ญี่ปุ่น นำมาใช้คอลแลบกับ One Piece ในการออกผลิตภัณฑ์คอลเล็กชันนี้ออกมา

 

ในคอลเล็กชันนี้มีทั้งเสื้อยืด, เสื้อโปโล, เสื้อฮู้ด, ถุงเท้า และหมวก โดยเน้นไปที่สีขาวและดำพร้อมกับลวดลายเรียบง่าย

 

โดยราคาของคอลเล็กชันนี้ไล่ตั้งแต่เสื้อยืด มีราคาอยู่ที่ 14,300-15,400 เยน หรือราว 3,300-3,550 บาท, เสื้อโปโล ราคา 22,000 เยน หรือราว 5,075 บาท, เสื้อฮู้ด ราคา 33,000 เยน หรือราว 7,610 บาท ส่วนถุงเท้าและหมวก มีราคาอยู่ที่ 2,200 เยน หรือราว 500 บาท และ 12,100 เยน หรือราว 2,790 บาท ตามลำดับ

 

 

ภาพ: lacoste_tokyo / Instagram

อ้างอิง:

The post Lacoste x One Piece คอลเล็กชันเอาใจแฟนเจ้าแห่งโจรสลัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Boy and the Heron การปล่อยวางที่ไม่อาจปล่อยใจของแอนิเมเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล https://thestandard.co/the-boy-and-the-heron-3/ Fri, 19 Jan 2024 05:41:48 +0000 https://thestandard.co/?p=889615 The Boy and the Heron

**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ The Boy and the […]

The post The Boy and the Heron การปล่อยวางที่ไม่อาจปล่อยใจของแอนิเมเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Boy and the Heron

**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ The Boy and the Heron**

 

ถึงแม้รองประธานของ Studio Ghibli อย่าง จุนอิจิ นิชิโอกะ จะบอกว่า The Boy and the Heron ไม่ใช่หนังเรื่องสุดท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ แต่หากมองจากอายุอานามของเขาในวัย 83 ปี ก็คงจะบอกได้ว่า บั้นปลายชีวิตของแอนิเมเตอร์ผู้นี้ก็น่าจะใกล้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วเหมือนกัน 

 

และต่อให้ The Boy and the Heron จะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายหรือไม่ก็ตาม แต่ผลงานของมิยาซากิก็ยังเป็นสิ่งที่งดงามและมีความหมายทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่สำคัญตลอดเส้นทางอาชีพที่ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ ไม่มีครั้งไหนเลยที่หนังของเขาจะไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในโลกของศิลปะมาทั้งชีวิต 

 

แต่การอำลาย่อมเป็นสิ่งที่ต้องมาถึงในสักวัน และมิยาซากิเองก็ตระหนักดีว่า เวลาที่เหลืออยู่ของเขาอาจไม่ได้มีมากมายอีกต่อไป ทั้งสังขารที่แก่ตัวลง สายตาที่เริ่มฝ้าฟาง ความเหนื่อยล้าที่ทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้เหมือนแต่ก่อน ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นปัจจัยที่กำลังกินชีวิตของแอนิเมเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลคนนี้ 

 

 

ถึงแม้ในปี 2013 มิยาซากิจะเกษียณตัวเองหลังจากที่ทำ The Wind Rises (2013) เสร็จ แต่ 10 ปีต่อมานับจากวันนั้น เขาก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับผลงานเรื่องใหม่อย่าง The Boy and the Heron โดยมิยาซากิก็ได้ให้เหตุผลว่า เขาแค่อยากทำมันเท่านั้นเอง 

 

หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือเด็กที่มีชื่อว่า How Do You Live? ของ เก็นซาบุโร โยชิโนะ ว่าด้วยเรื่องของเด็กหนุ่มอายุ 15 ปีที่อาศัยอยู่ในโตเกียวและต้องสูญเสียพ่อไป แต่กระนั้น ความเชื่อมโยงของเนื้อหาในหนังสือกับหนังก็ไม่ได้มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งมิยาซากิก็ได้พูดถึงหนังสือที่เป็นไอเดียตั้งต้นให้แก่เขาเพียงแค่ว่า “ผมกำลังสร้างหนังเรื่องนี้ เพราะว่าผมไม่มีคำตอบ” 

 

และนั่นก็คงจะไม่เกินจริงนัก หากบอกว่า The Boy and the Heron คือหนังส่วนตัวของมิยาซากิขนานแท้ เพราะยาแรงที่ถูกปล่อยออกมาในคราบศิลปะไม่เพียงแค่ไร้ซึ่งความประนีประนอม แต่มันยังให้ความรู้สึกที่ทั้งสวยงาม ยากที่จะเข้าใจ และมากไปด้วยสัญญะ ราวกับภาพวาดที่ถูกจัดแสดงอยู่ตามแกลเลอรีต่างๆ 

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การนำเสนอที่ดูเข้าถึงยาก คำพูดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เคยบอกเอาไว้ว่า “อย่าพยายามจะเข้าใจ แค่รู้สึกไปตามมัน” ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับหนังเรื่องนี้ที่สุด เพราะการตีความคือส่วนที่ตกผลึกมาจากความรู้ แต่ความรู้สึกคือหัวใจสำคัญที่ตกผลึกมาจากประสบการณ์ชีวิต ทั้งจากตัวของมิยาซากิและตัวของเราเอง

 

 

The Boy and the Heron สร้างสรรค์สิ่งที่ไม่มีรูปธรรมอยู่จริงได้อย่างน่าฉงน สายลมที่พัดผ่านเนื้อหนังของ มาฮิโตะ ท่ามกลางเปลวเพลิงในช่วงแรก กลายเป็นภาพที่บิดเบี้ยวและตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ บ่อยครั้งแม้การเดินทางของเด็กหนุ่มจะดูก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ภาพในวันนั้นก็ยังคงติดแน่นทนนานอยู่ในความทรงจำของเขา ราวกับว่าการตายของแม่เป็นความผิดของตัวเอง ทว่าหนังก็ไม่ได้เล่าด้วยท่าทีที่ฟูมฟาย แต่เลือกที่จะทำให้มาฮิโตะมีความสลับซับซ้อนทางความรู้สึกว่า เขาอยากจะช่วยแม่ที่ตายไป หรืออยากหาทางหยุดความเศร้าโศกให้กับตัวเองกันแน่ 

 

มีช่วงหนึ่งที่ความอัดอั้นนี้ของมาฮิโตะระเบิดออกมา มันเป็นตอนที่เขาหยิบก้อนหินขึ้นมาฟาดหัวตัวเองอย่างไม่มีความลังเล เลือดที่ไหลทะลักออกมาท่วมใบหน้าของเขา ราวกับเป็นภาพสะท้อนของความเสียใจที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ความเหินห่างกับพ่อทำให้มาฮิโตะมีช่องว่างในใจขนาดใหญ่ และหนังตอกย้ำมันมากขึ้นเมื่อเขาบ่ายเบี่ยงที่จะพูดว่าได้แผลนั้นมาอย่างไร ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการย้ายมาต่างจังหวัดและเริ่มต้นชีวิตใหม่ พ่อของเขาแทบไม่เคยแสดงความรู้สึกเสียใจใดๆ เลย 

 

 

หนังหยิบความระหองระแหงนี้มาเป็นจุดเปลี่ยนในวันที่มาฮิโตะค้นพบโลกอีกใบในหอคอยที่ถูกทิ้งร้างกลางป่า โลกแห่งความฝันที่กลืนกลายกับความจริงชวนให้นึกถึงหนังอันเป็นที่รักของใครหลายคนอย่าง Spirited Away (2001) หากแต่ The Boy and the Heron มีความต่างตรงที่มันเป็นหนังที่เงียบมากเมื่อเทียบกับผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขา และไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวเอกเป็นเด็กผู้ชายที่ต้องการความช่วยเหลือจากเด็กผู้หญิง 

 

หนังเริ่มวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวละครลึกซึ้งขึ้นตอนที่มาฮิโตะได้พบกับ ฮิมิ เป็นครั้งแรก ความเป็นแม่และเส้นแบ่งแห่งกาลเวลาทำให้บทบาทของเธอถูกจับต้องได้ในฐานะเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่ น่าทึ่งที่มิยาซากิไม่ได้ให้ตัวละครของเขาป่าวประกาศว่าใครเป็นใครอย่างชัดเจน แต่ให้ทุกคนตระหนักรู้ผ่านงานภาพและคำพูดของพวกเขา ซึ่งรับรู้ดีอยู่แล้วว่าปลายทางของชะตากรรมเป็นอย่างไร 

 

 

กลไกนี้กลับมาทำงานอีกครั้ง ตอนที่มาฮิโตะจะต้องบอกลากับฮิมิและนกกระสาตัวป่วนในช่วงท้าย เพราะตลอดทั้งเรื่องเราแทบไม่เห็นพวกเขาแสดงสถานะของกันและกันออกมาอย่างโจ่งแจ้งเลยนอกจากฉากนี้ มันเป็นการเปิดเผยที่ทั้งเจ็บปวด งดงาม และพร้อมที่จะยอมรับกลบฝังอดีตอันแสนเจ็บปวดของตัวเองเอาไว้ ขณะเดียวกันอดีตก็ได้ฝากฝังอนาคตเอาไว้ให้กับคนรุ่นหลัง กลายเป็นตอนจบที่ทั้งสองช่วงเวลาพาดผ่านกันอย่างตราตรึงและน่าอัศจรรย์

 

หนังของมิยาซากิยังคงพูดถึงเรื่องสงคราม เป็นสงครามที่มาจากสายตาของผู้ชนะ เขาไม่ได้ทำเพื่อที่จะยกยอ แต่ทำเพื่อต่อต้าน ไม่ว่าหนังกี่เรื่องที่ผ่านมาจะแฝงไปด้วยนัยที่หนักหน่วงเพียงใด ความแฟนตาซีเหนือจินตนาการก็จะบดบังมันเอาไว้ และนั่นอาจเป็นความเก่งกาจที่สุดของมิยาซากิในการทำหนังตลอดชั่วชีวิตของเขา

 

 

การสร้างโลกอาจเริ่มจากการเรียงก้อนหิน หากเรียงถูกมันจะกลายเป็นโลกที่สงบสุข แต่ถ้าผิดนั่นอาจหมายถึงสงคราม ความเซอร์เรียลที่หลอมหลวมกับทางเลือกที่หนังหยิบยื่นให้มาฮิโตะ ชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงตอนจบของ Evangelion: 3.0+1.0 Thrice Upon a Time (2021) เมื่อตัวละคร รวมไปถึงผู้ให้กำเนิดอย่าง ฮิเดอากิ อันโนะ เดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาจะต้องปล่อยวางเรื่องราวที่ผูกมัดกับชีวิตของตัวเองเสียที หลังจากที่ติดพันกับมันมานานเกือบสามทศวรรษ 

 

หากว่าอันโนะเป็นคนที่เรียงก้อนหินถูกและปล่อยวางได้สำเร็จ หนังที่ผสมผสานสัจธรรมของมนุษย์เข้ากับผลงานเกือบทั้งชีวิตของมิยาซากิเรื่องนี้เองก็ตกตะกอนบ่งบอกว่า เขาอยากจะปล่อยวางเหมือนกัน แต่อีกด้านก็ยังยึดติดกับมันจนไม่อาจปล่อยใจของตัวเองให้เป็นอิสระได้

 

 

ภาพของมาฮิโตะเลยซ้อนทับกับมิยาซากิอย่างน่าแปลกประหลาด และการกลับมาทำหนังอีกครั้งในวัย 83 ปี ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า เขายังคงติดอยู่ในโลกที่ตัวเองมีความสุขจริงๆ แม้นั่นอาจไม่ใช่ตอนจบแบบเดียวกับที่หนังเป็น แต่สำหรับแอนิเมเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล นี่อาจเป็นฉากสุดท้ายในชีวิตที่เหมาะสมแก่การมีอยู่ของเขาก็เป็นได้

 

The Boy and the Heron เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

The post The Boy and the Heron การปล่อยวางที่ไม่อาจปล่อยใจของแอนิเมเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
BLUE GIANT ภาพยนตร์อนิเมะว่าด้วยคนรักแจ๊สและความฝัน เตรียมเข้าฉายในไทย 25 ม.ค. นี้ https://thestandard.co/blue-giant/ Wed, 17 Jan 2024 08:43:34 +0000 https://thestandard.co/?p=888806 BLUE GIANT

BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า ภาพยนตร์ลำดับที่สองของ Out […]

The post BLUE GIANT ภาพยนตร์อนิเมะว่าด้วยคนรักแจ๊สและความฝัน เตรียมเข้าฉายในไทย 25 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BLUE GIANT

BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า ภาพยนตร์ลำดับที่สองของ Out of the Box by GDH และเป็นภาพยนตร์อนิเมะที่ทางค่ายซื้อลิขสิทธิ์มาจัดจำหน่ายเป็นครั้งแรก เตรียมเข้าฉายในไทย 25 มกราคมนี้

 

BLUE GIANT

 

BLUE GIANT ว่าด้วยเรื่องราวของ ได มิยาโมโตะ นักเรียนมัธยมปลายที่หลงใหลในดนตรีแจ๊สและมักจะฝึกฝนตัวเองด้วยการเป่าแซกโซโฟนเพียงลำพังข้างแม่น้ำฮิโรเสะคาวะ จังหวัดเซนได หลังจากที่เรียนจบ ไดที่ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นนักดนตรีแจ๊สอันดับหนึ่งของโลกก็ได้ออกเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อมาตามหาความฝันของเขาในโตเกียว

 

ที่นั่นไดได้พบกับ ซาวาเบะ ยูกิโนริ นักเปียโนมากฝีมือที่ใฝ่ฝันว่าจะก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น และ ทามาดะ ชุนจิ เพื่อนสมัยมัธยม อดีตนักฟุตบอลที่ผันตัวมาเป็นมือกลองทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ ทั้งสามจึงรวมตัวกันฟอร์มวงดนตรีแจ๊สขึ้นมา โดยมีเป้าหมายว่าสักวันมันจะพาพวกเขาไปถึงฝั่งฝันได้ แม้เส้นทางอาชีพนักดนตรีจะไม่ง่ายอย่างที่คิดก็ตาม

 

BLUE GIANT

 

ภาพยนตร์ได้ผู้กำกับมากประสบการณ์อย่าง ทาชิคาวะ ยูซุรุ (Mob Psycho 100 และ Steins;Gate) มารับหน้าที่เป็นหัวเรือคนสำคัญในโปรเจกต์นี้ พร้อมกับได้นักแสดงอย่าง ยามาดะ ยูกิ (ดราเคน จาก Tokyo Revengers) มามิยะ โชทาโร่ (เท็ตตะ คิซากิ จาก Tokyo Revengers) และ โอกายามะ​ อามาเนะ (โชทาโร่ นากาอิ จาก A Hundred Flowers) มาให้เสียงพากย์แก่ตัวละครหลักทั้ง 3 คนภายในเรื่อง

 

ส่วนพากย์ไทยจะได้นักพากย์แถวหน้าอย่าง บอส-อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา (โซโล จาก One Piece Live Action), ประภัฒน์ สินธพวรกุล (โจทาโร่ จาก JoJo’s Bizarre Adventure) และ เอิร์ธ-สรวิศ ตงเท่ง (ยูจิ จาก Jujutsu Kaisen SS1) มาให้เสียงพากย์ตัวละครหลักทั้ง 3 คน และเป็นงานพากย์ไทยชิ้นแรกของค่าย GDH อีกด้วย

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

The post BLUE GIANT ภาพยนตร์อนิเมะว่าด้วยคนรักแจ๊สและความฝัน เตรียมเข้าฉายในไทย 25 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Delicious in Dungeon EP. 1-2 อนิเมะแนวทำอาหาร ว่าด้วยอภิมหามีมของเอลฟ์สาว และก๊วนป่วนสุดพิสดาร https://thestandard.co/delicious-in-dungeon-ep-1-2/ Mon, 15 Jan 2024 11:35:59 +0000 https://thestandard.co/?p=888046 Delicious in Dungeon

สิ่งแรกที่ทำให้คนรู้จัก Delicious in Dungeon อาจไม่ใช่เ […]

The post Delicious in Dungeon EP. 1-2 อนิเมะแนวทำอาหาร ว่าด้วยอภิมหามีมของเอลฟ์สาว และก๊วนป่วนสุดพิสดาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Delicious in Dungeon

สิ่งแรกที่ทำให้คนรู้จัก Delicious in Dungeon อาจไม่ใช่เรื่องของการเป็นอนิเมะแนวทำอาหาร หากแต่เป็นมีมของเอลฟ์สาวผมทอง มาร์ซิล ที่ ณ ปัจจุบันออกมาเพียงแค่ 2 ตอนก็ทำให้ใครหลายคนเกิดความสนใจในตัวเธอและซีรีส์เป็นอย่างมาก โดยที่บางครั้งอาจไม่ได้มองด้วยซ้ำว่าแกนหลักของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร

 

Delicious in Dungeon

 

Delicious in Dungeon คือผลงานที่ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อเดียวกันของ เรียวโกะ คุอิ ว่าด้วยเรื่องราวของ ไลออส กับกลุ่มนักผจญภัยที่เข้าไปปราบมังกรในดันเจียน แต่เนื่องจากความหิวพวกเขาเลยพลาดท่าโดนมันเล่นงาน จนทำให้น้องสาวอย่าง ฟาริน ถูกจับกิน กระนั้น ก่อนที่เธอจะถูกกลืนอย่างสมบูรณ์ หญิงสาวก็ได้ใช้เวทมนตร์เพื่อพาทุกคนออกมาข้างนอกอย่างปลอดภัย 

 

ไลออสที่ตื่นขึ้นได้พบกับสมาชิกที่เหลืออยู่ ซึ่งประกอบไปด้วย จอมเวทสาวเผ่าเอลฟ์ มาร์ซิล และนักแก้กับดัก ซิลแช็ค ทั้งสามจึงวางแผนกลับเข้าไปข้างในอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือฟารินที่ติดอยู่ในท้องของมังกรก่อนที่เธอจะถูกย่อย ทว่าทุกสิ่งอย่างก็ไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิด เพราะการเดินทางแต่ละครั้งจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อเสบียง ไลออสเลยผุดไอเดียหนึ่งขึ้นมาแก้ปัญหานั้น นั่นคือการจับมอนสเตอร์มาทำอาหาร 

 

พวกเขาที่กลับไปในดันเจียนได้พบกับ เซนชิ คนแคระมากประสบการณ์ที่เก่งกาจในเรื่องการนำมอนสเตอร์มาทำอาหาร ทั้งหมดพูดคุยกันและตกลงที่จะออกเดินทางร่วมกัน โดยมีเป้าหมายในการช่วยเหลือน้องสาว พลางศึกษาวิธีการทำอาหารจากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไปด้วย

 

Delicious in Dungeon

 

ในระหว่างนั้นเองถึงซีรีส์จะมีความแฟนตาซีอย่างเต็มตัว แต่ก็มันไม่ได้ทอดทิ้งวิธีการนำเสนอที่สมจริง Delicious in Dungeon แบ่งความก้ำกึ่งของสองสิ่งนี้ด้วยการให้ความรู้และความบันเทิงไปพร้อมๆ กัน ซึ่งอนิเมะก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในส่วนนี้ เพราะเวลาที่ตัวละครเริ่มสาธยายถึงวัตถุดิบในการทำอาหาร งานภาพเหล่านั้นก็น่าจะส่งผลกระทบต่อท้องไส้ของคนดูไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เมนูที่ปรากฏตามท้องเรื่องนั้นทางสตูดิโอเจ้าของผลงานอย่าง TRIGGER ถึงขั้นทำมันออกมาในรูปแบบข้อมูลออฟฟิเชียลด้วย

 

นอกจากการทำอาหารแล้ว ความหลากหลายทางอารมณ์และบทบาทที่แตกต่างกันก็เป็นส่วนช่วยให้การเดินทางของพวกเขาดูมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็น ไลออส อัศวินหนุ่มที่หลงใหลในการลิ้มรสสิ่งต่างๆ มาร์ซิล เอลฟ์สาวรันทดที่ขยันปล่อยมีมอย่างไม่ลดละ แต่ลึกๆ แล้วเธอก็กลัวว่าตัวเองจะเป็นภาระให้กับคนอื่น ซิลแช็ค สมาชิกตัวเล็กที่มีความเป็นผู้ใหญ่ และ เซนชิน คนแคระที่เนิร์ดเรื่องอาหาร ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ เมื่อประกอบร่างกันกลายเป็นปาร์ตี้ พวกเขาก็ยิ่งสร้างสีสันให้แก่เรื่องราวมากขึ้น 

 

Delicious in Dungeon

 

อีกทั้งการได้สตูดิโอ TRIGGER มารับหน้าที่ผลิตก็เป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยยกระดับจังหวะมุกต่างๆ ภายในเรื่อง และสิ่งที่เด่นชัดเลยคือ พวกเขาเก็บรายละเอียดของเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากเกม RPG ได้อย่างครบถ้วนทุกประการ (เรียวโกะ คุอิ เป็นแฟนตัวยงของเกม Baldur’s Gate)

 

โดยเฉพาะเมื่อนำการเดินทางที่อ้อยอิ่งของก๊วนทำอาหารมาเทียบเคียงกับวลีสุดคลาสสิกในหมู่คนเล่นเกมอย่าง “ต่อให้จะแวะข้างทางแค่ไหน แต่ภารกิจของเราก็ไม่หนีไปไหน” ประโยคนี้ช่างเป็นสิ่งที่เหมาะสมเหลือเกินในการนิยามถึงวิถีชีวิตของพวกเขา เพราะต่อให้สถานการณ์ของน้องสาวจะหน้าสิ่วหน้าขวานเพียงใด แต่การแวะข้างทางก่อนย่อมเป็นสิ่งที่คนรัก RPG ต้องเคยทำ

 

และ เรียวโกะ คุอิ เองก็เข้าใจถึงความรู้สึกนั้น เขาจึงเอามันมาต่อยอดในการเล่าเรื่องราวของตัวเอง ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ความเนิบนาบของตัวละครจะมีท่าทีคล้ายคลึงกับการเล่นเกม RPG ซึ่งในการดัดแปลงเป็นอนิเมะก็ต้องชื่นชมทีมสร้างด้วย ที่สามารถดึงองค์ประกอบส่วนนี้มาใช้งานให้เกิดเป็นรูปธรรมได้จริง

 

Delicious in Dungeon

 

แต่ก็มีเรื่องขำขันอยู่อย่างคือ ตัวละครเผ่าเอลฟ์ ที่ในอดีตมักจะถูกวางบทบาทให้มีความสง่างาม แต่ในปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยความขาดๆ เกินๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟรีเรน ที่โด่งดังมาจากซีซันที่แล้ว หรือ มาร์ซิล ที่กำลังอยู่ในจุดที่ท็อปฟอร์มในปีนี้ พวกเธอทั้งคู่ต่างก็ทำให้ภาพจำของเอลฟ์มลายหายไปจนหมด ซึ่งบางคนก็ตั้งคำถามแบบติดตลกว่า หากผู้แต่ง The Hobbit และ The Lord of the Rings อย่าง J. R. R. Tolkien มาเห็นเอลฟ์ในยุคนี้เข้า เขาจะรู้สึกอย่างไร คำตอบนั้นคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว

 

Delicious in Dungeon

 

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ตลอด 2 ตอนที่ออกมาของ Delicious in Dungeon จะไม่ได้วางโครงเรื่องให้มีฉากแอ็กชันที่หวือหวามากมาย แต่ซีรีส์ก็ทดแทนในส่วนนี้ด้วยฉากทำอาหารที่น่ารับประทานและความตลกของตัวละคร ที่สำคัญ มันเป็นอนิเมะที่คนดูสามารถสัมผัสถึงความสนุกได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องอ่านมังงะมาก่อนอีกด้วย 

 

สามารถรับชม Delicious in Dungeon ได้ทาง Netflix

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

The post Delicious in Dungeon EP. 1-2 อนิเมะแนวทำอาหาร ว่าด้วยอภิมหามีมของเอลฟ์สาว และก๊วนป่วนสุดพิสดาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อบอุ่น สนุก และตับแตก ในปี 2023 ที่เต็มไปด้วยอนิเมะคุณภาพ มีเรื่องไหนโดดเด่นบ้าง https://thestandard.co/now-and-next-2024-anime-2023/ Tue, 26 Dec 2023 10:32:54 +0000 https://thestandard.co/?p=881272

ปี 2023 เรียกได้ว่าเป็นอีกปีที่ซีรีส์อนิเมะยังคงมีมาตรฐ […]

The post อบอุ่น สนุก และตับแตก ในปี 2023 ที่เต็มไปด้วยอนิเมะคุณภาพ มีเรื่องไหนโดดเด่นบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2023 เรียกได้ว่าเป็นอีกปีที่ซีรีส์อนิเมะยังคงมีมาตรฐานสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคต่อหรือเรื่องที่เพิ่งเปิดตัวก็ล้วนแต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพแทบทั้งสิ้น ที่สำคัญยังมีความหลากหลายในแง่ของประเภท ซึ่งทำให้ผลงานในปีนี้สามารถสร้างความประทับใจให้แก่คนดูได้ไม่น้อย

 

โดยเฉพาะหากใครก็ตามที่รอคอยการกลับมาของเรื่องราวที่ตัวเองรัก นี่คงเป็นปีที่สมหวัง เพราะนอกจากจะมีให้ดูกันยาวๆ ตลอดทั้งปีแล้ว มันยังมาพร้อมกับความเข้มข้นของเนื้อหาและงานภาพที่อลังการด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ผลงานเก่าเท่านั้นที่ถูกจับตามอง เพราะในขณะเดียวกันทางฝั่งหน้าใหม่ก็จัดเต็มความสนุก อบอุ่น และตับแตก ชนิดที่หลายคนติดงอมแงมเลยทีเดียว

 

แล้วมาถึงปลายปี มีเรื่องไหนโดดเด่นบ้าง อันที่จริงคำว่า ‘เยอะ’ คงเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เพราะทุกเรื่องต่างก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทำให้วันนี้เราจะต้องเลือกบางเรื่องที่น่าสนใจมาขยายภาพกันสักเล็กน้อยว่าทำไมซีรีส์อนิเมะเหล่านั้นถึงได้กลายเป็นที่พูดถึง โดย 10 เรื่องที่ยกมาก็มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เหมาะสมแก่การดูที่สุดในปีนี้

 

Vinland Saga Season 2

 

หลังจากข้ามน้ำข้ามทะเลตามแก้แค้นให้พ่อ Vinland Saga Season 2 ซึ่งเป็นผลงานที่ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อเดียวกันของ Makoto Yukimura ในคราวนี้ไม่ได้เล่าเรื่องราวที่ขับเคลื่อนตัวละครด้วยความรุนแรงอีกต่อไป แต่เป็นการเฝ้ามองเด็กหนุ่มอย่าง Thorfinn ที่หมดอาลัยตายอยากในฟาร์มแห่งหนึ่งพร้อมกับผู้คนที่จะทำให้เขาหันกลับมามองคุณค่าของชีวิตตัวเองอีกครั้ง 

 

เหมือนเช่นเคย Vinland Saga Season 2 ยังคงมีจุดแข็งในการถ่ายทอดปูมหลังและพัฒนาการตัวละคร เพียงแต่คราวนี้จังหวะการเล่าเรื่องเหนือชั้นกว่านั้นมาก เมื่อมันเปลี่ยนแนวทางการดำเนินเรื่องอย่างกล้าหาญ ด้วยการลดความเร็วลงและไม่ฉายภาพอะไรเลยนอกจากการใช้ชีวิตในฟาร์มของ Thorfinn ที่มักพูดคุย ทำงาน ถูกรังแก และใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ส่วนอีกด้านก็เป็นเรื่องราวของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง 

 

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความโดดเด่นของซีรีส์อยู่ตรงที่ระหว่างทางมันถ่ายทอดจิตใจที่บอบช้ำจากสงครามและความเป็นมนุษย์ของตัวละครได้อย่างทรงพลัง ที่สำคัญยังขับเคลื่อน Thorfinn ไปพร้อมกันอย่างช้าๆ ทั้งตัวตน ความคิด รวมไปถึงการตระหนักรู้ในสิ่งที่ตัวเองเคยทำ ซึ่งทั้งหมดปูทางมาเพื่อให้เขาได้เผชิญหน้ากับ Canute สหายเก่าที่ตอนนี้กลายเป็นกษัตริย์ผู้หมายมั่นจะสร้างโลกในอุดมคติ แม้จะต้องเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ก็ตาม

 

และด้วยโครงเรื่องที่แข็งแรงอยู่แล้วเป็นทุนเดิมจากมังงะ ทำให้ Vinland Saga Season 2 สามารถสำแดงความยอดเยี่ยมออกมาได้อย่างงดงามโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่เป็นซีรีส์อนิเมะที่ควรค่าแก่การดูมากที่สุดในปีนี้

 

สามารถรับชม Vinland Saga Season 2 ได้ทาง Netflix

 


 

Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba Swordsmith Village Arc

 

ufotable กลับมาอีกครั้งกับซีรีส์อนิเมะยอดนิยมอย่าง Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba Swordsmith Village Arc ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อจากย่านเริงรมย์ที่ Tanjiro Kamado ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านช่างตีดาบและได้พบกับสองเสาหลักอย่าง Kanroji Mitsuri กับ Tokito Muichiro ในขณะเดียวกันฝ่ายอสูรที่สูญเสียกำลังหลักก็จัดการประชุมใหญ่พร้อมกับส่งอสูรข้างขึ้นลำดับที่ 4 Hantengu และอสูรข้างขึ้นลำดับที่ 5 Gyokko ไปกำจัดพวกเขา

 

 

Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba Swordsmith Village Arc อาจไม่ได้ดูหวือหวานักเมื่อเทียบกับซีซันก่อน แต่มันก็ยังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ดี ทั้งรายละเอียดของงานภาพที่ผสมผสานระหว่างความเป็น 2D กับ 3D จังหวะการตัดต่อ การจัดวางองค์ประกอบภาพ แบ็กกราวด์ตัวละคร ไปจนถึงดนตรีประกอบที่ทำออกมาให้เข้ากับพื้นหลังของหมู่บ้าน อารมณ์ และฉากแอ็กชันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเสาหลัก ซึ่งทั้งหมดนอกจากจะทำออกมาอยู่ในระดับที่น่าชื่นชมแล้ว มันยังช่วยขยายขอบเขตจินตนาการที่อยู่บนหน้ากระดาษอีกด้วย

 

สามารถรับชม Demon Slayer: Kimetsu no Yaiba Swordsmith Village Arc ได้ทาง iQIYI, Netflix, Prime Video และ True iD

 


 

Oshi No Ko

 

เรื่องราวของเด็กสาวไอดอล Oshi No Ko เป็นซีรีส์อนิเมะที่เปิดตัวได้โดดเด่นมาก ด้วยความยาวของตอนแรกที่นานถึง 1 ชั่วโมง 22 นาที พร้อมเพลงเปิดอย่าง Idol ที่ดังเป็นพลุแตก ทำให้อนิเมะเรื่องนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนดูได้รวดเร็วหลังจากออกฉายเพียงแค่ตอนเดียว

 

แต่ถึงอย่างนั้น เนื้อหาที่เข้มข้นของ Oshi No Ko ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม เมื่อซีรีส์ไม่ได้เล่าเรื่องในโทนสว่าง แต่เป็นด้านมืดของวงการไอดอลญี่ปุ่นที่หลายครั้งมันคว้านเอาเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาบนดินอย่างไม่ปรานี โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนในช่วงท้ายของตอนแรกที่พลิกแนวทางจากหน้ามือเป็นหลังมือ และทำให้เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับครอบครัวแตกแขนงกลายเป็นเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งต่างจากจุดเริ่มต้นโดยสิ้นเชิง 

 

 

อย่างไรก็ตาม ความบันเทิงส่วนหนึ่งของ Oshi No Ko ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการเปิดใจของคนดูด้วยเช่นกัน เพราะถ้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ คุณก็จะพบกับอนิเมะที่มีเอกลักษณ์ในการนำเสนอเรื่องราวที่ดีที่สุดในปีนี้

 

สามารถดู Oshi No Ko ได้ทาง Netflix, Bilibili, iQIYI, Prime Video และ Ani-One Thailand

 


 

Skip and Loafer

 

ม้ามืดน่าจะเป็นคำที่เหมาะสมสำหรับ Skip and Loafer อนิเมะแนว Slice of life ที่นำเสนอเรื่องราวของ Iwakura Mitsumi เด็กสาวชนบทที่เข้ามาเรียนต่อ ม.ปลาย ในโตเกียว และได้พบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่จะกลายเป็นเพื่อนของเธอ พล็อตเรื่องสุดแสนธรรมดานี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ใหม่ แต่เพราะความธรรมดานี้เองที่ตอบโจทย์คนดูเข้าอย่างจัง เมื่อซีรีส์เล่าเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในวัยเปราะบางด้วยความเข้าอกเข้าใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องทุกข์ใจของพวกเขาเท่าๆ กัน

 

สิ่งที่ Skip and Loafer แข็งแรงมากคือ ภายใต้ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านออกมา มันไม่เคยทิ้งรายละเอียดของฉากน่ารักๆ เลย ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะนิสัยของตัวเอกอย่าง Iwakura Mitsumi ที่มักจะใจดีกับผู้อื่น ซึ่งไม่มากไม่น้อยความรู้สึกเหล่านั้นได้ส่งต่อไปยังคนรอบข้างเธอที่กำลังประสบปัญหาในแบบของตัวเอง

 

 

แต่ปัจจัยที่ทำให้หลายคนหลงรักก็คงจะเป็นการเล่าเรื่องด้วยท่าทีที่เรียบง่ายผ่านการจับจ้องชีวิตของวัยรุ่นที่ทั้งปั่นป่วน วุ่นวาย และไม่เป็นไปตามที่หวัง ซึ่งด้านหนึ่งนอกจากจะสะท้อนตัวตนที่เต็มไปด้วยบาดแผลแล้ว มันยังเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์และสุนทรียภาพอันมีชีวิตชีวาของตัวละครที่ช่วยกันปลอบประโลมจิตใจอย่างอบอุ่น จนไม่น่าเชื่อว่าผลงานที่ดัดแปลงมาจากมังงะชื่อเดียวกันของ Misaki Takamatsu ที่มีพื้นหลังอยู่ในรั้วโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้น่าจับใจถึงเพียงนี้

 

สามารถดู Skip and Loafer ได้ทาง Netflix และ Bilibili

 


 

Mobile Suit Gundam: The Witch from Mercury Season 2

 

หากมีซีรีส์อนิเมะสักเรื่องในรอบปีที่คนดูช่วยกันคิดและตีความทฤษฎีต่างๆ ออกมา หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น Mobile Suit Gundam: The Witch from Mercury ที่กลับมาอีกครั้งหลังจากสร้างปรากฏการณ์อันเลื่องชื่ออย่าง ‘ซอสมะเขือเทศ’ เอาไว้ในตอนสุดท้ายของซีซันแรก

 

โดยคราวนี้ซีรีส์ได้พาไปดูเรื่องราวความสัมพันธ์ของ Miorine Rembran ที่ย่ำแย่ลงหลังจากที่ Suletta Mercury ฆ่าคนเพื่อช่วยเหลือเธอ แต่ดูเหมือนว่าไฮไลต์สำคัญที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในซีซันนี้จะไม่ได้อยู่ที่สองตัวเอก หรือความจริงของ Aerial ซึ่งเป็นปริศนาใหญ่ (ส่วนหนึ่งก็เพราะหลายคนเดาถูก) แต่เป็นการเติบโตของยอดชายผู้เย่อหยิ่งที่อย่าง Guel Jeturk ที่ตกระกำลำบากจนต้องระหกระเหินไปตามสถานที่ต่างๆ และทำให้เราเห็นถึงพัฒนาการที่ดูต่างจากเดิมของเขาราวกับเป็นคนละคน

 

 

แต่ทั้งนี้ The Witch from Mercury ก็เป็นซีรีส์กันดั้มที่มีจำนวนตอนสั้นมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไปที่เคยทำออกมา และด้วยความที่มีเวลาในการเล่าเรื่องน้อย รายละเอียดบางส่วนเลยไม่ได้รับการเฉลยเท่าที่ควร โดยเฉพาะในซีซันสองที่เปิดตัวมาอย่างเข้มข้น หลังจากที่ซีซันแรกทำมาตรฐานเอาไว้ดี แต่เพราะปัจจัยข้างต้นทำให้การขยายพื้นหลังตัวละคร รวมไปถึงความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธ์ุถูกลดทอนลง (แม้เดิมทีผู้สร้างตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้นก็ตาม) ซึ่งแง่หนึ่งมันส่งผลต่อภาพรวมของซีรีส์ที่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่องนี้ไปโดยปริยาย

 

สามารถดู Mobile Suit Gundam: The Witch from Mercury Season 2 ได้ทาง Netflix, Bilibili และ GundamInfo

 


 

Jujutsu Kaisen Season 2

 

ไม่รู้ว่าเพราะความบังเอิญหรือตั้งใจ ในขณะที่ Jujutsu Kaisen Season 2 กำลังออกฉาย ทาง Gege Akutami ก็ได้ปล่อยมังงะตอนที่ 236 ออกมา และทำให้คนอ่านทั่วโลกถึงกับช็อกไปตามๆ กัน เมื่อผลลัพธ์ของการต่อสู้ระหว่างสองตัวละครอย่าง Satoru Gojo กับ Sukuna มาถึงบทสรุปด้วยการฆ่าหนึ่งในตัวละครยอดนิยมที่สุดโดยไม่มีความลังเล

 

แต่ก็อย่างที่หลายคนรู้กัน Jujutsu Kaisen Season 2 นอกจากจะว่าด้วยความสัมพันธ์ของ Gojo, Ieiri Shouko และ Suguru Geto สมัยเป็นนักเรียนไสยเวท ครึ่งหลังของมันก็คือจุดเริ่มต้นของความเคล้าน้ำตาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การที่กลุ่ม Kenjaku บุกยึดชิบูย่า, Gojo ถูกผนึก, Sukuna ทำลายเมือง หรือแม้กระทั่งการตายของตัวละครสำคัญก็ล้วนอยู่ในช่วงเวลานี้เช่นกัน ฉะนั้นการกลับมาของซีรีส์จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวอยู่ในจุดที่ดุเดือดและสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งของ Jujutsu Kaisen

 

 

ถึงแม้ปัจจุบัน MAPPA จะมีปัญหาเรื่องการทำงาน แต่ภาพรวมของซีรีส์ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ส่วนหนึ่งก็เพราะอนิเมะขยายฉากต่อสู้และนำเสนอคาแรกเตอร์ตัวละครซึ่งเป็นจุดเด่นตั้งแต่มังงะได้ดี จนส่งผลต่ออารมณ์ของคนดูโดยตรงยามที่พวกเขาเห็นตัวเอกต้องสูญเสียคนสำคัญไปจากเหตุการณ์ต่างๆ 

 

แต่ความบันเทิงก็เกิดขึ้น เมื่อช่วงท้ายของตอนที่ 41 ซีรีส์ได้ใส่เพลง SPECIALZ เข้ามาในจังหวะที่นำพาความรู้สึกไปสู่จุดที่จมดิ่ง ทำให้หลังจากฉายจบมันกลายเป็นมีมว่อนทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คงไม่เกินจริงหากบอกว่าถ้า Jujutsu Kaisen Season 2 จบ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำอาจไม่ได้มีแค่เรื่องราวที่เข้มข้น แต่เป็นความขำขันที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของคนดูในการใส่เพลงนี้

 

สามารถดู Jujutsu Kaisen Season 2 ได้ทาง Netflix, iQIYI, Bilibili, TrueID, Prime Video และ YouTube (ULTRA)

 


 

Frieren: Beyond Journey’s End 

 

ตามธรรมเนียม อนิเมะแนวแฟนตาซีส่วนใหญ่มักเล่าเรื่องของกลุ่มผู้กล้าจากจุดที่รวมตัวกันไปจนถึงการคว้าชัยและทำให้โลกสงบสุข แต่ Frieren: Beyond Journey’s End นั้นตรงข้ามตามชื่อเรื่อง มันเริ่มจากสิ้นสุดเพื่อจับจ้องการเดินทางครั้งใหม่ของ Frieren นักเวทสาวเผ่าเอลฟ์ที่ดูเย็นชาไร้ความรู้สึก ทว่าหลังจากการตายของผู้กล้า Himmel เธอที่ตระหนักว่าตัวเองไม่เคยเข้าใจมนุษย์ จึงตัดสินใจออกท่องไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อรำลึกถึงความทรงจำที่มีร่วมกับพวกเขา

 

แม้จะดูเรียบง่าย แต่ซีรีส์ก็บอกเล่าเรื่องหนึ่งที่โดดเด่นจากเพื่อนร่วมทีมเดียวกันนั่นคือ การพูดถึงความเปลี่ยนแปลงและความสำคัญของการจากลา ซึ่งไม่มากไม่น้อย Frieren: Beyond Journey’s End สะท้อนแง่มุมที่ใกล้ตัวมนุษย์มากกว่าที่จะหลุดออกจากความจริง ที่สำคัญถึงแม้จะดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มันก็มีจังหวะที่กระชับและตรงประเด็น จนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงชื่นชอบ เพราะนอกจากจะมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งในคราบของโทนเรื่องที่สบายแล้ว งานภาพก็เป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตา ไม่ใช่แค่ในช่วงที่ผ่อนคลายหรือโรแมนติกเท่านั้น แต่รวมไปถึงฉากแอ็กชันที่จริงจังด้วยเช่นกัน 

 

 

และเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด หากคุณรักพัฒนาการตัวละครในรูปแบบเดียวกับ Violet Evergarden (2018) ซีรีส์อนิเมะเรื่อง Frieren: Beyond Journey’s End ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมแก่การดูทุกประการ

 

สามารถดู Frieren: Beyond Journey’s End ได้ทาง Netflix, iQIYI, Prime Video และ TrueID

 


 

The Apothecary Diaries

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า The Apothecary Diaries มีพื้นหลังที่น่าสนใจ โดยมันว่าด้วยเรื่องของ Maomao สาวน้อยหมอยาที่ถูกลักพาตัวมาจากสถานเริงรมย์ย่านโคมแดง แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดทำให้เธอจับพลัดจับผลูกลายเป็นสาวใช้ในวังหลัง และคอยทำหน้าที่ตรวจสอบพิษให้กับนางสนมประจำตำหนัก กระทั่งคดีปริศนาต่างๆ เริ่มเกิดขึ้น Jinshi ขันทีหน้าตาดีที่ถูกส่งเข้ามาดูแลความเรียบร้อย จึงได้ต่อรองกับเธอเพื่อขอให้ช่วยหาคำตอบแลกกับยาหายากตามที่ต้องการ

 

หากมองจากพล็อตเรื่องคงมีไม่บ่อยนักที่มังงะหรืออนิเมะญี่ปุ่นจะหยิบเอากลิ่นอายของวัฒนธรรมจีนมาใช้ แต่ The Apothecary Diaries คือซีรีส์ที่อยู่ในขอบข่ายนั้น เมื่อมันถ่ายทอดชีวิตของผู้คนขนานกับยุคราชวงศ์ที่ไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของงานภาพและตัวละคร แต่ยังผสมผสานการเล่าเรื่องในสไตล์ญี่ปุ่น-จีน โดยที่ยังคงไว้ซึ่งหัวใจสำคัญของการสืบสวนสอบสวน โรแมนติก ดราม่า และปรัชญา ได้อย่างลงตัว 

 

 

ขณะเดียวกันระหว่างทางซีรีส์ก็สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการรักษาคนไข้และสมุนไพรจีนเอาไว้ ทำให้ด้านหนึ่งนอกจากความสนุกมันยังมอบความรู้ให้แก่คนดูควบคู่กันไปด้วย แม้ชื่อตัวละครทั้งหมดจะมีรากศัพท์มาจากภาษาจีน แต่ The Apothecary Diaries ก็เป็นซีรีส์อนิเมะที่สามารถนำเสนอเรื่องราวของวังหลังได้อย่างน่าติดตามจริงๆ

 

สามารถดู The Apothecary Diaries ได้ทาง Netflix

 


 

Attack on Titan The Final Season (Part 3) 

 

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาคงมีซีรีส์อนิเมะไม่กี่เรื่องที่แฟนๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจบสักทีในแง่ของการชื่นชม Attack on Titan ซึ่งฉายทอดยาวกับชีวิตของผู้คนมานาน 10 ปี ได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดในปีนี้ ด้วยการปิดฉากมหากาพย์การตามหาอิสรภาพอย่างยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรีที่สุดเท่าที่โลกอนิเมะเคยมีมา

 

ไม่จำเป็นต้องอธิบายเลยว่าทำไม Attack on Titan The Final Season (Part 3) ถึงเป็นผลงานที่ทุกคนต่างตั้งตารอ เพราะกิตติศัพท์ที่ซีรีส์สั่งสมความยอดเยี่ยมมาตลอดก็เป็นเครื่องการันตีว่า นี่จะต้องเป็นบทสรุปที่ตราตรึงใจไปอีกหลายปี

 

 

และการที่ Hajime Isayama ผู้อิ่มเอมกับน้ำตา ได้เพิ่มรายละเอียดความสัมพันธ์ของตัวละครเข้าไป ก็เป็นเหมือนบทสรุปที่ตอบคำถามสำคัญ เมื่อสองเพื่อนรักอย่าง Eren Yeager และ Armin Arlert นั่งคุยกันท่ามกลางภาพสะท้อนของหายนะที่เกิดจากพิภพคำราม พร้อมบอกว่าคนที่ชักจูงให้เด็กหนุ่มถลำลึกมาจนถึงปัจจุบันก็คือ Armin ที่นอกจากความหลงระเริงในพลังราวกับคนบ้าของ Eren คนที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง คือเขาที่เป็นคนจุดประกายความฝันนั้น 

 

แล้วอิสรภาพที่แท้จริงหน้าตาเป็นแบบไหน? ด้าน Isayama เองก็เคยถูกถามในลักษณะนี้ แต่เขากลับให้คำตอบสุดเรียลว่า “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอิสรภาพที่แท้จริงหน้าตาเป็นแบบไหน” ซึ่งนั่นคงเป็นคำพูดที่นิยามปลายทางของ Attack on Titan ได้จริงที่สุด

 

สามารถดู Attack on Titan: Final Season – The Final Chapters (Part 3) ได้ทาง Netflix, Bilibili, iQIYI, Prime Video

 


 

PLUTO

 

หากนับตั้งแต่ PLUTO ซึ่งเป็นผลงานที่ Naoki Urasawa ทำออกมาเพื่อเชิดชูให้กับปรมาจารย์มังงะ Osamu Tezuka ออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2003 ความยอดเยี่ยมของมันก็ใช้เวลานานถึง 20 ปีพอดีในการสร้างเป็นอนิเมะ และแม้จะหยิบยกเอาโครงเรื่องของ The Greatest Robot on Earth ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในผลงานระดับตำนานอย่าง Astro Boy (1952-1968) มาทำใหม่ แต่ด้วยชื่อชั้นของเขาการวางรายละเอียดยิบย่อยที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ ย่อมถูกแสดงออกมาผ่านการกระทำและสามัญสำนึกของตัวละครอยู่เสมอ 

 

ซึ่ง PLUTO ก็เป็นเช่นนั้น ที่สำคัญมันไม่ได้ว่าด้วยเรื่องราวของตัวเอกอย่างเจ้าหนูปรมาณูอีกต่อไป หากแต่เป็น Gesicht หุ่นยนต์นักสืบที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ที่ทรงประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ซึ่งในตอนนี้กำลังเผชิญกับคดีฆาตกรรมปริศนา เมื่อศพที่พบถูกทำสัญลักษณ์รูปเขาสัตว์บนหัว โดยไม่รู้เลยว่าคนร้ายที่แท้จริงเป็นใคร

 

 

แต่ความหลักแหลมของ Urasawa ในเรื่องนี้คือ เขาออกแบบตัวละครทั้งหมดให้มีความตื้นลึกหนาบางอย่างมีเหตุผล ผ่านการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับหุ่นยนต์ หุ่นยนต์กับหุ่นยนต์ หรือแม้กระทั่งมนุษย์กับมนุษย์ เข้าด้วยกัน ซึ่งด้านหนึ่งทำให้การสำรวจแง่มุมของสรรพชีวิตทำออกมาได้ราวกับมีเลือดเนื้อจริงๆ 

 

และคำพูดที่เหมาะสมสำหรับการปิดท้ายเรื่องราวของ PLUTO มากที่สุดก็อาจจะต้องขอยืมมาจาก Junot Díaz นักเขียนชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ สาขานวนิยาย ประจำปี 2008 ที่เคยพูดเอาไว้ว่า “Naoki Urasawa คือสมบัติชาติในญี่ปุ่น” เพราะผลงานชั้นครูที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งตลอดเส้นทางอาชีพของเขาคือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบและเป็นเรื่องราวที่คุณควรลองดูมันสักครั้ง

 

สามารถดู PLUTO ได้ทาง Netflix

The post อบอุ่น สนุก และตับแตก ในปี 2023 ที่เต็มไปด้วยอนิเมะคุณภาพ มีเรื่องไหนโดดเด่นบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่วมออกเดินทางผนึกประตูอีกครั้งใน Suzume no Tojimari ผลงานล่าสุดของ ชินไค มาโกโตะ 20 ธ.ค. นี้ ทาง Prime Video https://thestandard.co/suzume-no-tojimari-on-prime-video/ Sat, 02 Dec 2023 04:08:35 +0000 https://thestandard.co/?p=872600 Suzume no Tojimari

Suzume no Tojimari ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องล่าสุดของผู้กำกั […]

The post ร่วมออกเดินทางผนึกประตูอีกครั้งใน Suzume no Tojimari ผลงานล่าสุดของ ชินไค มาโกโตะ 20 ธ.ค. นี้ ทาง Prime Video appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suzume no Tojimari

Suzume no Tojimari ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ ชินไค มาโกโตะ จะกลับมาพาผู้ชมออกเดินทางผนึกประตูทั่วญี่ปุ่นร่วมกับเด็กสาว แมว และเก้าอี้สามขาอีกครั้งในวันที่ 20 ธันวาคม ทาง Prime Video

 

Suzume no Tojimari

 

Suzume no Tojimari ว่าด้วยเรื่องราวของ ซุซุเมะ (นาโนกะ ฮาระ) เด็กนักเรียนสาวที่ใช้ชีวิตตามปกติในเมืองคิวชู กระทั่งวันหนึ่งระหว่างทางไปโรงเรียนเธอได้พบกับ โซตะ (โฮคุโตะ มัตสึมูระ) ชายหนุ่มปริศนาที่กำลังตามหาประตูทั่วญี่ปุ่น ซุซุเมะที่เห็นดังนั้นจึงแอบตามไปจนได้พบกับประตูบานหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังกลางหุบเขาและด้วยความสงสัยทำให้เธอเผลอเปิดประตูบานนั้นออกจนเป็นเหตุให้หายนะต่างๆ ตามมา ซุซุเมะกับโชตะจึงต้องร่วมมือกันออกเดินทางเพื่อหยุดยั้งสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับเรียนรู้ที่จะเติบโตอย่างเข้มแข็งผ่านอดีตของตัวเอง

 

Suzume no Tojimari

 

นอกจากชื่อของ ชินไค มาโกโตะ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นการกลับมาร่วมงานกับทีมงานมากประสบการณ์อย่าง มาซาโยะชิ ทานากะ ที่เคยรับหน้าที่ในการออกแบบตัวละครจาก Your Name (2016), เคนอิจิ ทัตสึยะ แอนิเมเตอร์ไดเรกเตอร์ จาก The Garden of Words (2013) และ ทาคุมิ ทันจิ อาร์ตไดเรกเตอร์จาก Children Who Chase Lost Voices (2011)

 

อีกทั้งตอนออกฉาย Suzume no Tojimari ยังกวาดรายได้ทั่วโลกรวมกันมากถึง 323.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 11,353.65 ล้านบาท และทำสถิติมียอดจำหน่ายตั๋วมากกว่า Your Name (2016) ซึ่งเป็นผลงานขึ้นหิ้งที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ มาโกโตะ ชินไค ถึง 38.7% 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

The post ร่วมออกเดินทางผนึกประตูอีกครั้งใน Suzume no Tojimari ผลงานล่าสุดของ ชินไค มาโกโตะ 20 ธ.ค. นี้ ทาง Prime Video appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Boy and the Heron ผลงานล่าสุดจากผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ พร้อมเข้าฉายในไทย 30 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/the-boy-and-the-heron-2/ Tue, 07 Nov 2023 06:33:29 +0000 https://thestandard.co/?p=863233 The Boy and the Heron

ถือเป็นข่าวดีของแฟนๆ Studio Ghibli เพราะ The Boy and th […]

The post The Boy and the Heron ผลงานล่าสุดจากผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ พร้อมเข้าฉายในไทย 30 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Boy and the Heron

ถือเป็นข่าวดีของแฟนๆ Studio Ghibli เพราะ The Boy and the Heron ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องล่าสุดจากผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ พร้อมเดินทางมาเข้าฉายให้แฟนๆ ชาวไทยได้รับชมกันแล้วในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

The Boy and the Heron

 

The Boy and the Heron ว่าด้วยเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านสายตาของ มาฮิโตะ ที่สูญเสียแม่ไปจากเหตุเพลิงไหม้ในกรุงโตเกียว เขาและพ่อจึงต้องย้ายไปอยู่ที่ชนบท และภายหลังจากที่พ่อของเขาแต่งงานใหม่กับน้องสาวของอดีตภรรยา มาฮิโตะก็ได้พบกับนกกระสาที่สามารถพูดได้ และเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้เข้าสู่โลกใบใหม่เพื่อพบกับแม่ที่จากไปอีกครั้ง 

 

The Boy and the Heron นับว่าเป็นการกลับมานั่งแท่นผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมะอีกครั้งในรอบ 10 ปีของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ภายหลังจากที่ The Wind Rises ออกฉายในปี 2013 

 

ด้านรายชื่อทีมงานเบื้องหลังได้ ทาเคชิ ฮอนดะ จากภาพยนตร์ชุด Rebuild of Evangelion มาดูแลในตำแหน่งผู้กำกับแอนิเมชัน พร้อมด้วย โจ ฮิซาอิชิ คอมโพเซอร์คู่บุญที่ทำงานร่วมกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ มาแล้วหลายเรื่อง เช่น My Neighbor Totoro (1988), Princess Mononoke (1997) และ Spirited Away (2001) กลับมารับหน้าที่ประพันธ์ดนตรีประกอบเช่นเดิม และ เคนชิ โยเนสึ หนึ่งในศิลปินระดับแถวหน้า มารับหน้าที่ขับร้องเพลงประกอบในชื่อ Spinning Globe

 

ขณะที่รายชื่อนักพากย์ที่เปิดเผยออกมาให้เราได้ติดตามประกอบด้วย โชมะ ซันโทกิ, สุดะ มาซากิ, โค ชิบาซากิ, Aimyon, ทาคุยะ คิมูระ และ โยชิโนะ คิมูระ ฯลฯ

 

The Boy and the Heron เข้าฉายในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา และแม้ว่าทาง Studio Ghibli จะตัดสินใจไม่ปล่อยภาพโปรโมต ข้อมูล หรือตัวอย่างออกมาให้ผู้ชมติดตามจนกว่าภาพยนตร์จะเข้าฉาย แต่ภาพยนตร์ก็สามารถกวาดรายได้เปิดตัว 3 วันแรกในญี่ปุ่นไปได้สูงถึง 13.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

รวมถึงยังได้ออกเดินทางไปเข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาแล้วหลายแห่ง เช่น Toronto International Film Festival, San Sebastian Film Festival หรือ Independent Film Festival Boston ฯลฯ และได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมอย่างเนืองแน่น โดยภาพยนตร์ได้รับคะแนนรีวิวจากนักวิจารณ์บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes สูงถึง 98% จาก 88 สำนัก 

 

อ้างอิง:

The post The Boy and the Heron ผลงานล่าสุดจากผู้กำกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ พร้อมเข้าฉายในไทย 30 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PLUTO จาก ‘ตำนาน’ สู่ ‘ตำนาน’ อีกหนึ่งงานมาสเตอร์พีซของ นาโอกิ อูราซาวะ https://thestandard.co/naoki-urasawa-pluto/ Mon, 30 Oct 2023 07:30:05 +0000 https://thestandard.co/?p=860406

หากนับตั้งแต่ที่ PLUTO ฉบับมังงะซึ่งเป็นผลงานที่ นาโอกิ […]

The post PLUTO จาก ‘ตำนาน’ สู่ ‘ตำนาน’ อีกหนึ่งงานมาสเตอร์พีซของ นาโอกิ อูราซาวะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากนับตั้งแต่ที่ PLUTO ฉบับมังงะซึ่งเป็นผลงานที่ นาโอกิ อูราซาวะ ทริบิวต์ให้กับปรมาจารย์มังงะที่เขาหลงใหลอย่าง เทซูกะ โอซามุ ออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2003 ความยอดเยี่ยมของมันก็ใช้เวลานานถึง 20 ปีพอดีในการสร้างออกมาเป็นอนิเมะ และด้วยจังหวะเวลาที่ถูกปล่อยออกมาก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่ามันช่างเป็นเวลาที่เหมาะเสียเหลือเกินในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาใช้ AI และหุ่นยนต์ในการช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของตัวเอง แต่อีกด้านพวกเขาก็ไม่วายที่จะควบคุมมันให้ไม่สามารถเข้ามาแทนที่หรือรุกล้ำความปลอดภัยของมนุษย์

 

และอย่างที่หลายคนทราบกันว่า PLUTO ของอูราซาวะได้หยิบเอา The Greatest Robot on Earth ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในผลงานระดับตำนานของโอซามุอย่าง Astro Boy (1952-1968) มาใช้เป็นโครงในการเล่าเรื่องโดยตีความใหม่ให้มีเนื้อหาที่ทันสมัยและจริงจังขึ้น ด้วยเหตุนี้เรื่องราวการต่อสู้ของหุ่นยนต์ทั้ง 7 เพื่อพิสูจน์ว่าตัวไหนแข็งแกร่งที่สุดจึงถูกเปลี่ยนเป็นแนวสืบสวนสอบสวนเพื่อสำรวจมิติทางอารมณ์ของพวกเขาในโลกอนาคตที่หุ่นยนต์กับมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกัน

 

 

ที่สำคัญ ตัวเอกของเรื่องไม่ใช่เจ้าหนูปรมาณู แต่เป็น Gesicht หุ่นยนต์นักสืบที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา แต่คำถามที่อูราซาวะวางไว้ก็เป็นอะไรที่เรียบง่ายและทรงพลัง นั่นคือ “จะเกิดอะไรขึ้นหากสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งอย่างพวกเขาถูกฆ่าตายได้ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์” คำถามนี้กลายเป็นปมเปิดเรื่องของ PLUTO ได้อย่างน่าค้นหา เมื่อมันฉายภาพการตายของ Mont Blanc ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของต้นไม้และเปลวเพลิงโดยที่ตัวเขาถูกแยกส่วนออกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับถูกทำสัญลักษณ์รูปเขาสัตว์บนหัว

 

ทว่าปริศนาที่ Gesicht ต้องหาคำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องของหุ่นยนต์ เพราะในเวลาต่อมา การตายในลักษณะเดียวกันกลับเกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วย และไม่มากไม่น้อยมันกลายเป็นคำถามใหญ่ว่า แท้จริงแล้วเบื้องหลังของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องมีเหตุจูงใจมาจากอะไร เพราะหุ่นยนต์ไม่สามารถฆ่ามนุษย์ได้ แต่ในทางกลับกันมนุษย์สามารถทำลายหุ่นยนต์ได้ โดยปริยายการที่มีมนุษย์ตกเป็นเหยื่อจึงเป็นการสั่นคลอนรากฐานของสังคมที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเผ่าพันธุ์กลายเป็นเงื่อนไขที่ผูกมัดความยากง่ายของคดีนี้

 

 

ถึงจะบอกว่าเอาโครงเรื่องมาทำใหม่ แต่ด้วยชื่อชั้นของอูราซาวะ การวางรายละเอียดยิบย่อยที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ย่อมถูกแสดงออกมาผ่านการกระทำและสามัญสำนึกของตัวละครอยู่เสมอ หรือถ้าจะพูดให้ถูกเพราะเป็นอูราซาวะต่างหากที่เรื่องของสองเผ่าพันธุ์ที่ถูกแบ่งแยกเป็นเอกเทศอย่างชัดเจนถึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เขาสามารถเชื้อเชิญผู้คนออกไปสำรวจแง่มุมของสรรพชีวิตได้ราวกับมีเลือดเนื้อจริงๆ

 

ในทำนองเดียวกัน การดัดแปลงมังงะอย่าง PLUTO มาเป็นอนิเมะจึงเป็นเหมือนการนำผลงานที่มีองค์ประกอบยอดเยี่ยมอยู่แล้วมาเคาะ จัดระเบียบ และเรียบเรียงการเล่าเรื่องให้ดูเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น โดยการ ‘ขยับ’ เนื้อหาบางส่วนให้ดูเหมาะสมกับการดัดแปลงเป็นสื่อภาพเคลื่อนไหว เช่น การขยับ Brando ไปไว้หลัง Atom ซึ่งแต่เดิมในมังงะ Gesicht จะได้พบกับ Brando ก่อน ทั้งหมดก็เพื่อทำให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สามารถใช้เป็นองค์ประกอบในการเสริมสร้างสถานการณ์ของตัวละครให้ดูลื่นไหลมากขึ้น พร้อมกับผลักดันเรื่องราวให้ไปถึงจุดจุดหนึ่งเสมอ

 

Monster (2004-2005)

 

เช่นเดียวกับผลงานขึ้นหิ้งหลายเรื่องของอูราซาวะ ความต่างและไม่ยึดติดกับมุมมองส่วนบุคคลกลายเป็นมนตร์เสน่ห์สำคัญที่ชักจูงให้ผู้คนรู้สึกคล้อยตามในสิ่งที่ตัวละครเผชิญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Monster (2004-2005) ที่สำรวจเส้นแบ่งระหว่างความดีความชั่ว พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ผ่านการเดินทางของศัลยแพทย์หนุ่มที่จนแล้วจนรอดความต่างทางความคิดของเขากับฆาตกรก็ยากจะสรุปได้ว่าใครเป็นฝ่ายที่ถูก

 

ส่วน PLUTO ความต่างที่ว่ามาในคราบของเผ่าพันธุ์ โดยมีผลกระทบของสงครามเป็นพื้นหลังคอยขับเคลื่อนเรื่องราวและตั้งคำถาม ถึงกระนั้นเส้นเรื่องที่วางไว้ก็ไม่ได้เถรตรง เมื่อความไม่สมบูรณ์พร้อมถูกเล่าออกมาผ่านหุ่นยนต์กับมนุษย์ที่ในทางหนึ่งพวกเขาดูต่างกันแต่เหมือนกันแทบจะทุกประการ

 

 

การเดินทางตามหาความจริงของ Gesicht จึงกลายเป็นการสำรวจความคิดที่แตกต่างกันของหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูง และเรียนรู้ความสลับซับซ้อนทางอารมณ์ของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่อาจเข้าใจ แต่ความหลักแหลมของอูราซาวะในเรื่องนี้คือ เขาออกแบบตัวละครทั้งหมดให้มีความลึกตื้นหนาบางอย่างมีเหตุผลและซาบซึ้งกินใจเกินเส้นแบ่งของคำว่า ‘เผ่าพันธุ์’

 

ถ้าจะให้สรุปแบบรวบยอดโดยไม่เปิดเผยเนื้อหา การกระทำของพวกเขาทั้งดีและชั่วล้วนตั้งอยู่บนตรรกะของความสูญเสียจนเกิดเป็นความเกลียดชังที่พร้อมจะทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ทว่าความเกลียดชังที่ก่อตัวขึ้นในใจของมนุษย์กับหุ่นยนต์จะมีวันจางหายไปไหม แน่นอนว่าอูราซาวะเองก็ให้คำตอบที่แท้จริงไม่ได้ นัยหนึ่งมันเลยกลายเป็นปริศนาธรรมที่ถูกตั้งเอาไว้ให้กับคนที่เข้ามาสัมผัสผลงานชิ้นนี้

 

แต่ความคมคายของเขาไม่ได้มีแค่นั้น เมื่อการขมวดปมคดีฆาตกรรมกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและกะเทาะความสัมพันธ์ของมนุษย์กับหุ่นยนต์ หุ่นยนต์กับหุ่นยนต์ หรือแม้กระทั่งมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเองอย่างมีชั้นเชิง ชนิดที่ใครก็ยากจะเลียนแบบได้

 

 

อย่างไรก็ตาม การดัดแปลง PLUTO มาเป็นอนิเมะก็ต้องยกความดีความชอบให้กับโปรดิวเซอร์รุ่นใหญ่อย่าง มาซาโอะ มารุยามะ ที่เคยร่วมงานกับอูราซาวะมาแล้วหลายครั้งในอนิเมะเรื่อง Yawara! (1989-1992), Master Keaton (1998-1999) และ Monster (2004-2005)

 

นอกจากนี้หากเปิดประวัติของมาซาโอะแบบเร็วๆ ก็จะพบว่าเขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Madhouse และ MAPPA ที่ในปัจจุบันเป็นสองสตูดิโออนิเมะที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นคนที่ผลิตผลงานชิ้นเอกให้กับวงการอีกมากมาย เช่น บรรดาอนิเมะของ ซาโตชิ คอน อย่าง Perfect Blue (1997), Millennium Actress (2001), Tokyo Godfathers (2003) และ Paprika (2006)

 

ฉะนั้นการได้เขาที่เข้าใจการดัดแปลงมังงะของอูราซาวะมากที่สุดคนหนึ่งมาช่วยดูแลงานสร้างจึงเป็นส่วนสำคัญมากๆ และด้วยความที่มาซาโอะเคยเล่าว่าเขากับทีมใช้เวลาในการปั้นโปรเจกต์นี้ประมาณ 10 ปี เพื่อรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมกับเรื่องราว ก็คงกล่าวยกยอได้อย่างเต็มปากว่าด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ทุ่มเทให้กับการทำงาน พวกเขาได้สำแดงความยอดเยี่ยมของ PLUTO ออกมาอย่างสมศักดิ์ศรีด้วยการทำให้ Atom สุดคลาสสิกของโอซามุเป็นอมตะ!

 

 

แต่ถึงกระนั้นส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือทีมแอนิเมชันที่ประกอบด้วย โทชิโอะ คาวากุจิ ผู้กำกับ, ชิเกรุ ฟูจิตะ ผู้ออกแบบตัวละคร และ อิทารุ ไซโต ผู้ออกแบบแอนิเมชัน เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางอาชีพของพวกเขาในฐานะ Key Animator ทำให้แอนิเมชันของ PLUTO ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่แอ็กชันหลัก แอ็กชันรอง (แอ็กชันเพิ่มเติมที่รองรับแอ็กชันหลัก) แอ็กชันที่ทับซ้อนกัน (แอ็กชันที่ทำออกมาด้วยแนวคิดที่ว่าส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเคลื่อนไหวในอัตราที่ต่างกัน) ไปจนถึงแอนิเมชันแบบต่อเนื่อง (เพื่อรองรับอวัยวะบางส่วนของร่างกายที่อาจขยับต่อไปได้แม้จะเคลื่อนไหวเสร็จแล้ว)

 

ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ความลื่นไหลของแอนิเมชันนั้นไม่ขาดตอนและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายที่บ่งบอกถึงการเอาใจใส่ของพวกเขา ไม่เพียงแค่นั้น การใส่ส่วนผสมของ CGI ลงไปในงาน 2D ก็เป็นมิติในการสร้างแอนิเมชันที่ดูร่วมสมัยและน่าสนใจดี ถึงจะดูขัดแย้งกับภาพรวมของงานที่วาดด้วยมือก็ตาม

 

 

อีกส่วนที่น่ากล่าวถึงคือดนตรีประกอบที่ได้ ยูโกะ คันโนะ ผู้มีชื่อเสียงมาจากการทำดนตรีประกอบให้กับแฟรนไชส์อนิเมะชื่อดังอย่าง JoJo’s Bizarre Adventure และ Psycho-Pass มาประพันธ์ เพราะด้านหนึ่งมันกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยขับกล่อมสถานการณ์ของตัวละคร รวมถึงสะท้อนห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยได้ของพวกเขา

 

และก็คงจะไม่เกินจริงนักหากบอกว่า PLUTO ฉบับอนิเมะเป็นศูนย์รวมของคนทำงานมากฝีมือที่รักในผลงานนี้จากก้นบึ้งของหัวใจไม่แพ้กับอูราซาวะที่เขียนมันออกมาเพื่อเคารพผู้ที่ทำให้เขาเข้าสู่วงการนี้

 

 

โดยรวมแล้วตลอด 8 ตอนของอนิเมะเรื่องนี้จึงกลายเป็นการส่งต่อความยอดเยี่ยมบนหน้ากระดาษมาสู่คนดูด้วยความรักและความจริงใจ ข้อสำคัญมันยังทำให้ครุ่นคิดพินิจถึงความต่างระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ได้อย่างลุ่มลึก เมื่อทั้งหมดอาจสอดคล้องกับประโยคที่ตัวละครหนึ่งพูดว่า “อย่าสร้างหุ่นยนต์ให้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากไปกว่านี้” เพราะแง่หนึ่งมนุษย์กับหุ่นยนต์ไม่ได้ต่างกัน พวกเขารักเป็น เสียใจเป็น และอาจโกหกเป็น แต่แค่ไม่เข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นครบถ้วนทุกประการเท่านั้นเอง

 

สุดท้ายก็หวังว่า PLUTO จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด เพื่อที่อูราซาวะจะได้ขยับแผนการเกษียณของตัวเองออกไปอีกสักหน่อย และทำ 20th Century Boys หนึ่งในผลงานที่หลายคนรอคอยมากที่สุดของเขาเป็นอนิเมะเสียที

 

สามารถรับชม PLUTO ได้แล้ววันนี้ทาง Netflix

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่: https://youtu.be/vzbstPSLHG0

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

The post PLUTO จาก ‘ตำนาน’ สู่ ‘ตำนาน’ อีกหนึ่งงานมาสเตอร์พีซของ นาโอกิ อูราซาวะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ การผจญภัยครั้งใหม่ที่บอกว่า ‘เราไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์เสมอไป’ https://thestandard.co/spotlight-doraemon-nobitas-sky-utopia/ Wed, 11 Oct 2023 11:44:21 +0000 https://thestandard.co/?p=853610

โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ ภาพยน […]

The post โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ การผจญภัยครั้งใหม่ที่บอกว่า ‘เราไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์เสมอไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ ภาพยนตร์อนิเมะลำดับที่ 42 ของการ์ตูนที่ผู้ชมทั่วโลกหลงรัก โดยครั้งนี้ได้ โดยามะ ทาคุมิ ที่เคยกำกับ โดราเอมอน ฉบับซีรีส์ทางโทรทัศน์มาแล้วหลายปี มารับหน้าที่กำกับ พร้อมด้วย เรียวตะ โคซาวะ จาก Always: Sunset on Third Street (2005) และ Great Pretender (2020) มารับหน้าที่เขียนบท 

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ โนบิตะ บังเอิญเจอกับเกาะรูปพระจันทร์เสี้ยวปริศนาบนฟ้า และเชื่อว่าเกาะที่เขาเห็นคือ ยูโทเปีย ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นประเทศที่ทุกคนจะสามารถเป็นคนที่ ‘เพอร์เฟกต์’ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เขาจึงไหว้วานให้ โดราเอมอน พาไปตามหาเกาะลอยฟ้าที่เขาเห็น โดยมีแก๊งผองเพื่อนอย่าง ชิซูกะ ไจแอนท์ และ ซูเนโอะ ติดสอยห้อยตามไปด้วย 

 

และในที่สุด โนบิตะและผองเพื่อนก็เดินทางไปถึงเกาะรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ชื่อว่า พาราดาเปีย ได้สำเร็จ โดยมี โซเนีย หุ่นยนต์แมวอัจฉริยะพาพวกเขาไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของผู้คนที่มีความสุขและมีจิตใจที่อ่อนโยน แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนปริศนาบุกรุกเข้ามาที่เกาะแห่งนี้ โนบิตะ โดราเอมอน และผองเพื่อนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งความวุ่นวายครั้งนี้ให้สำเร็จ 

 

 

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เชื่อเหลือเกินว่าเจ้าหุ่นยนต์แมวสีฟ้าโดราเอมอนและผองเพื่อนยังคงเป็นตัวการ์ตูนที่เปรียบเสมือน ‘เพื่อนสนิท’ ของผู้ชมทุกรุ่น ที่จะจูงมือเราให้กลับไปใน ‘วัยเด็ก’ อีกครั้ง และออกผจญภัยสู่ดินแดนเหนือจินตนาการไปพร้อมกับพวกเขา พร้อมสอดแทรกข้อคิดดีๆ ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ทุกวัย 

 

เช่นเดียวกับ โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ ที่คราวนี้พวกเขาจะพาเราออกโบยบินสู่ท้องฟ้ากว้างใหญ่ เพื่อไปสำรวจประเทศในอุดมคติที่ใครๆ ก็สามารถเป็นคนที่ ‘เพอร์เฟกต์’ ได้ ซึ่งผู้กำกับและทีมสร้างก็ยังคงรักษาคุณภาพของงานภาพที่สวยสดงดงามไว้ได้อย่างครบถ้วนเช่นเดิม โดยเฉพาะฉากที่โดราเอมอนและผองเพื่อนนั่งเรือเหาะกาลเวลา ‘ไทม์เซ็พเพอลิน’ ไปยังสถานที่ต่างๆ ได้เห็นทิวทัศน์บนฟากฟ้าที่สวยงาม จนทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังออกผจญภัยไปพร้อมกับพวกเขาอยู่ก็คงไม่เกินจริงนัก

 

 

บวกด้วยรูปแบบการนำเสนอที่สนุกสนานและชวนให้เราติดตามไปได้ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ‘การย้อนเวลา’ ที่ทีมสร้างคอยวางชิ้นส่วนขนมปังไว้ให้ผู้ชมได้ตามเก็บ ก่อนที่จะหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นมาใช้ในช่วงองก์สุดท้ายของเรื่องได้อย่างน่าสนใจ พร้อมแทรกด้วยมุกตลกขบขันเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยสร้างรอยยิ้มให้เราเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นโนบิตะและโดราเอมอนที่ยังคงทะเลาะตบตีกันเป็นประจำ หรือไจแอนท์ ซูเนโอะ และชิซูกะ ที่ช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับเรื่องราวได้ดีเช่นเดิม 

 

 

พร้อมกันนั้น ภายใต้การผจญภัยที่สนุกสนานและงานภาพที่สวยงาม โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ ยังมาพร้อมกับประเด็นสำคัญที่ผู้กำกับและทีมสร้างต้องการนำเสนอ นั่นคือข้อความที่บอกกับเราอย่างอ่อนโยนว่า เราทุกคนต่างมีข้อบกพร่องในตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นแล้ว ขอให้โอบรับความ ‘ไม่เพอร์เฟกต์’ เหล่านั้นไว้ และอย่าพยายามเปรียบเทียบตัวเองกับชีวิตของคนอื่นจนเกินไป เพราะในท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถที่จะ ‘เป็นแบบคนอื่นได้’ แต่เราสามารถเรียนรู้จากข้อบกพร่องและเติบโตขึ้นได้ ‘ในแบบฉบับของตัวเอง’ 

 

 

อย่างไรก็ตาม การผจญภัยครั้งนี้ก็มีจุดที่ผู้เขียนแอบเสียดายอยู่เล็กน้อยเช่นกัน นั่นคือ ‘ของวิเศษ’ ของโดราเอมอน ที่เรารู้สึกว่าถูกนำมาใช้อย่างไม่หลากหลายเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่ของวิเศษถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องที่ทีมสร้างสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์เหตุการณ์ต่างๆ ให้สนุกสนานมากขึ้นได้ อย่างเช่น เรือเหาะไทม์เซ็พเพอลิน และชุดนักบินที่เราได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น

 

 

ในภาพรวม โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ ยังคงเป็นภาพยนตร์อนิเมะที่สร้างความสนุกและความประทับใจแก่แฟนๆ ของโดราเอมอนได้ดีไม่แพ้ผลงานอื่นๆ ทั้งงานภาพที่สวยงามและเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ เรื่องราวการผจญภัยของโดราเอมอนและผองเพื่อนที่ทำให้เราอมยิ้มและหัวใจพองโตขณะรับชม พร้อมทั้งประเด็นของเรื่องที่ผู้ชมทุกวัยสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน 

 

โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่: www.youtube.com/watch?v=Vm0fwiRG7wA

 

The post โดราเอมอน เดอะมูฟวี่: ฟากฟ้าแห่งยูโทเปียของโนบิตะ การผจญภัยครั้งใหม่ที่บอกว่า ‘เราไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์เสมอไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนไปดูกันดั้มยักษ์ สูง 6 เมตร กับงาน GUNDAM docks at THAILAND วันที่ 6-29 ต.ค. เท่านั้น https://thestandard.co/gundam-docks-at-thailand/ Fri, 06 Oct 2023 13:13:29 +0000 https://thestandard.co/?p=851591 GUNDAM docks at THAILAND

สาวกกันดั้ม กันพลา และคนชอบโมเดลฟิกเกอร์ นี่คือเวลาของพ […]

The post ชวนไปดูกันดั้มยักษ์ สูง 6 เมตร กับงาน GUNDAM docks at THAILAND วันที่ 6-29 ต.ค. เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
GUNDAM docks at THAILAND

สาวกกันดั้ม กันพลา และคนชอบโมเดลฟิกเกอร์ นี่คือเวลาของพวกเรา เพราะ GUNDAM docks at THAILAND งานแสดงกันดั้มสุดยิ่งใหญ่มาถึงประเทศไทยแล้ว ที่ลานกลางแจ้งโซน A และ B ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

 

ภายในงานอัดแน่นด้วยไฮไลต์มากมาย เริ่มต้นที่ การจัดแสดงหุ่นยนต์กันดั้มรุ่น RX-78-2 และรุ่น MS-06S ZAKU II ขนาด 6 เมตร ให้เหล่าสาวกถ่ายรูปกันให้จุใจ ช่วงกลางคืนยังมีการแสดงแสงสีเสียงบนหุ่นยนต์ทั้ง 2 รุ่น วันละ 3 รอบ ได้แก่ 18.30 น., 19.30 น. และ 20.30 น. รอบละ 5 นาที

 

GUNDAM docks at THAILAND GUNDAM docks at THAILAND

 

หากไม่พอไปต่อกับนิทรรศการกันดั้มแบบจัดเต็มที่ขนเอาโมเดลกันดั้มหลากหลายรุ่น ไหนจะกิจกรรมเวิร์กช็อปโมเดลกันพลา (GUNDAM Plastic Model Kit) ร้านขายสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมคอลเล็กชันพิเศษ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน GUNDAM docks at THAILAND เท่านั้น อาทิ SD Gundam Ex-Standard RX-78-2 GUNDAM Ver. GUNDAM docks at THAILAND 

 

GUNDAM docks จัดขึ้นครั้งแรกที่ฮ่องกงในปี 2556 ต่อมานำไปจัดแสดงในประเทศต่างๆ ทั้งสิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน โดยงาน ‘GUNDAM docks at THAILAND’ ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เป็นความร่วมมือของ BANDAI SPIRITS CO., LTD และ Bandai Namco Asia Co., Ltd เตรียมทัพกันดั้มครั้งยิ่งใหญ่ให้เหล่าสาวกกันดั้มและนักสะสมได้เพลิดเพลินและตื่นตาตื่นใจไปกับของเล่นและโมเดลมากมาย

 

GUNDAM docks at THAILAND GUNDAM docks at THAILAND GUNDAM docks at THAILAND GUNDAM docks at THAILAND GUNDAM docks at THAILAND

 

งานนี้เปิดให้ชมฟรี! ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ณ ลานกิจกรรมกลางแจ้ง โซน A และ B ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

The post ชวนไปดูกันดั้มยักษ์ สูง 6 เมตร กับงาน GUNDAM docks at THAILAND วันที่ 6-29 ต.ค. เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โคโค กอฟฟ์ เผย หวังนั่งดูอนิเมะก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ ยูเอสโอเพน หลังผ่าน แคโรไลนา มูโชวา ในรอบรองชนะเลิศ https://thestandard.co/coco-gauff-watch-anime/ Fri, 08 Sep 2023 04:16:39 +0000 https://thestandard.co/?p=838965 Coco Gauff

วันนี้ (8 กันยายน) โคโค กอฟฟ์ นักเทนนิสชาวอเมริกันมือวา […]

The post โคโค กอฟฟ์ เผย หวังนั่งดูอนิเมะก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ ยูเอสโอเพน หลังผ่าน แคโรไลนา มูโชวา ในรอบรองชนะเลิศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Coco Gauff

วันนี้ (8 กันยายน) โคโค กอฟฟ์ นักเทนนิสชาวอเมริกันมือวางอันดับ 6 ของโลกและของรายการ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศในเทนนิสแกรนด์สแลม ยูเอสโอเพน หลังเอาชนะ แคโรไลนา มูโชวา นักหวดมือวางอันดับ 10 ของโลกและของรายการจากสาธารณรัฐเช็ก ได้สำเร็จ

 

กอฟฟ์ไล่ต้อนมูโชวาหลังตีเสียเองน้อยกว่าเพียง 25 ครั้ง ขณะที่คู่แข่งจากเช็กตีเสียไปถึง 36 ครั้ง ทำให้นักหวดชาวอเมริกันวัย 19 ปี เบรกเกมเสิร์ฟไป 5 ครั้ง ก่อนปิดแมตช์ไป 2 เซ็ตรวด สกอร์ 6-4 และ 7-5 โดยใช้เวลาการแข่งขันไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 57 นาที

 

ชัยชนะแมตช์นี้ทำให้กอฟฟ์เข้าชิงชนะเลิศในเทนนิสระดับแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งที่ 2 ในอาชีพ โดยก่อนหน้านี้เธอเคยเข้าชิงฯ ในศึกเฟรนช์โอเพน 2022 แต่พลาดท่าพ่ายต่อ อีกา ซิออนเท็ก 2 เซ็ตรวด

 

หลังจบแมตช์ โคโค กอฟฟ์ กล่าวขอบคุณแฟนเทนนิสที่มาส่งเสียงเชียร์เธอในอาเธอร์แอชสเตเดียมเมนคอร์ต ในบิลลีจีนคิงเทนนิสเซ็นเตอร์ พร้อมกับขอบคุณ นาโอมิ โอซากะ อดีตแชมป์ 2 สมัยของรายการนี้ ที่มานั่งดูเธอเล่นในแมตช์นี้ด้วย

 

นอกจากนี้กอฟฟ์ยังเปิดเผยด้วยว่า เธอจะใช้เวลาก่อนเกมชิงชนะเลิศในการดูอนิเมะเรื่อง My Hero Academia ด้วย

 

กอฟฟ์กล่าวว่า “คงจะทำทรีตเมนต์ ดูอนิเมะ อันที่จริงฉันก็ดู My Hero Academia มา 4-5 ตอนก่อนแข่งแมตช์นี้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีฉันอาจจะดูอีกแมตช์ (รอบรองชนะเลิศอีกคู่) บางทีอาจจะไม่ จริงๆ แล้วฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรต่อดี”

 

โคโค กอฟฟ์ เป็นแฟนตัวยงของแอนิเมชันเรื่อง My Hero Academia หรือ BNHA โดยเธอเริ่มดูอนิเมะเรื่องนี้ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2020 หลังจากที่เธอดู Hunter x Hunter จบ และแสดงออกว่าเป็นแฟน BNHA มาโดยตลอด

 

อ้างอิง: 

The post โคโค กอฟฟ์ เผย หวังนั่งดูอนิเมะก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศ ยูเอสโอเพน หลังผ่าน แคโรไลนา มูโชวา ในรอบรองชนะเลิศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซเลอร์เนปจูน และ เซเลอร์ยูเรนัส ความรักที่มาพร้อมกับหน้าที่ ตัวแทนความหลากหลายทางเพศแห่งวัยเยาว์ https://thestandard.co/sailor-uranus-from-sailor-moon-representing-lgbtqia-2/ Fri, 30 Jun 2023 03:19:09 +0000 https://thestandard.co/?p=809719 Sailor Moon

ส่งท้าย Pride Month ประจำปีนี้ไปกับอนิเมะขวัญใจผู้คนตลอ […]

The post เซเลอร์เนปจูน และ เซเลอร์ยูเรนัส ความรักที่มาพร้อมกับหน้าที่ ตัวแทนความหลากหลายทางเพศแห่งวัยเยาว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sailor Moon

ส่งท้าย Pride Month ประจำปีนี้ไปกับอนิเมะขวัญใจผู้คนตลอดกาลอย่าง Sailor Moon (เซเลอร์มูน) อนิเมะจากยุค 90 ที่ใครๆ ต่างก็ต้องเคยได้รับชมหรือรู้จักเหล่าเด็กสาวผู้พิทักษ์ความยุติธรรมกลุ่มนี้กันมาบ้าง ด้วยความครบรสของอนิเมะเรื่องนี้ ทั้งเรื่องราวการต่อสู้อันดุเดือด ความเข้มข้นของเนื้อหา และความน่ารักของตัวละคร รวมไปถึงเรื่องราวความรักของพวกเธอที่มีความหลากหลาย และถือเป็นความแปลกใหม่ของการ์ตูนจากในอดีตที่มีการแสดงให้เห็นเรื่องราวความรักของตัวละคร LGBTQIA+ เอาไว้อย่างแยบยลควบคู่ไปกับการต่อสู้เพื่อปกป้องโลกของพวกเธอ

 

“อัศวินแห่งท้องนภา ผู้พิทักษ์ดาวมฤตยู 

ดวงดาวแห่งสายลม เซเลอร์ยูเรนัส”

 

“อัศวินแห่งท้องทะเลลึก ผู้พิทักษ์ดาวเกตุ 

ดวงดาวแห่งมหาสมุทร เซเลอร์เนปจูน”

 

 

เซเลอร์ยูเรนัส หรือ เทนโอ ฮารุกะ และ เซเลอร์เนปจูน หรือ ไคโอ มิจิรุ สองอัศวินแห่งท้องนภาและมหาสมุทรประจำดาวเคราะห์วงนอก ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับสาวๆ เซเลอร์ประจำดาวเคราะห์วงใน โดยมักจะมี Love Line ของทั้งคู่แสดงให้ผู้คนได้เห็นภายในเรื่อง ซึ่งพวกเธอมักจะแสดงความรักและมีอาการหึงหวงกันอยู่เสมอ 

 

นอกจากความสามารถด้านกีฬาและความรักในการขับรถของฮารุกะ รวมถึงความสามารถในด้านดนตรีอย่างการเล่นไวโอลินของมิจิรุ พวกเธอทั้งคู่ก็ยังสามารถขับเฮลิคอปเตอร์ได้เช่นกัน โดยแน่นอนว่าพวกเธอนั้นก็มีความสามารถในการต่อสู้ และมีความต้องการที่จะปกป้องโลกไปพร้อมกับเหล่าอัศวินเซเลอร์คนอื่นๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าตัวละครหญิงเองก็ทำสิ่งต่างๆ และมีความสามารถที่หลากหลายได้เช่นเดียวกับตัวละครชาย

 

ตามประวัติของมิจิรุในอนิเมะ Sailor Moon กล่าวว่าเธอเป็นลูกของมหาเศรษฐีแต่ไม่เคยเปิดใจให้ใครและไม่เคยมีเพื่อนมาก่อนเลย จนเมื่อเธอได้มาพบกับฮารุกะ เธอจึงได้ลองเปิดใจเป็นครั้งแรกและทำให้ฮารุกะได้กลายเป็นเพื่อนคู่คิดร่วมเคียงข้างไปพร้อมกับเธอในทุกบทบาทและสถานการณ์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของการเปิดใจของตัวละครในเชิงการมีความรักหรือรูปแบบความสัมพันธ์แบบคนรักที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ชายกับหญิงเท่านั้น

 

 

ด้วยเรื่องราวความรักในรูปแบบ LGBTQIA+ ของพวกเธอมักทำให้เซเลอร์ยูเรนัสและเซเลอร์เนปจูน จากก่อนหน้าที่เป็นคนรักกันต้องกลายเป็นการเล่าอ้างว่าทั้งคู่นั้นเป็นพี่น้องกันแทนในบางประเทศที่ไม่เปิดรับเรื่องความหลากหลายทางเพศ หรือจากข่าวการฉายอนิเมะ Sailor Moon ว่าอาจถูกแบนในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากมีตัวละคร LGBTQIA+ ปรากฏในเรื่องด้วยเช่นกัน

 

จากความสัมพันธ์เชิงคนรักของทั้งคู่ที่แตกต่างกันไปตามการตีความของแต่ละบุคคลและแต่ละประเทศ ทั้งมีการยอมรับและไม่ยอมรับในความเป็นตัวตนของทั้งคู่ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งสองคนก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับเหล่าอัศวินเซเลอร์ทุกๆ คน คือความต้องการที่จะพิทักษ์ความยุติธรรมมาสู่โลกใบนี้ ไม่ว่าตัวตนของพวกเธอจะเป็นอย่างไร หรือไม่ถูกใจใครก็ตาม

 

Sailor Moon จึงเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอนิเมะเรื่องแรกๆ ที่ช่วยเปิดมุมมองความรักของกลุ่ม LQBTQIA+ สู่สายตาผู้คนในประเทศญี่ปุ่นและทั่วโลกในสมัยนั้นที่ยังไม่ค่อยมีการเปิดกว้างมากนักเท่ากับในยุคสมัยปัจจุบันได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการสะท้อนให้เห็นว่าอัศวินที่ต่อสู้กับศัตรูและเหล่าร้ายอย่างดุเดือดนั้นไม่ได้มีแค่เพศชายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

 

ในฐานะอัศวินเซเลอร์ ทั้งเซเลอร์ยูเรนัสและเซเลอร์เนปจูนก็ไม่เคยทำหน้าที่ของอัศวินเซเลอร์บกพร่องแต่อย่างใด และยังคงมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องโลกใบนี้เช่นเดียวกัน พวกเธอทั้งสองรวมถึงอัศวินเซเลอร์ทุกๆ คนก็ยังคงอยู่ในใจแฟนๆ อนิเมะ Sailor Moon และเป็นฮีโร่ในดวงใจผู้คนมากมายมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าพวกเธอจะมีหน้าตา บุคลิก ความสามารถ หรือมีรสนิยมทางเพศแบบใดก็ตาม

 

อ้างอิง:

The post เซเลอร์เนปจูน และ เซเลอร์ยูเรนัส ความรักที่มาพร้อมกับหน้าที่ ตัวแทนความหลากหลายทางเพศแห่งวัยเยาว์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cartoon Club แถลงข่าวแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เร่งแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในวงการ https://thestandard.co/cartoon-club-avanta-and-co-copyright-infringement/ Thu, 29 Jun 2023 11:48:03 +0000 https://thestandard.co/?p=809473

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน Cartoon Club จัดงานแถลงข่าวแต่ง […]

The post Cartoon Club แถลงข่าวแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เร่งแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในวงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน Cartoon Club จัดงานแถลงข่าวแต่งตั้งให้บริษัท Avanta & Co เป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์การ์ตูน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ยังคงเกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมมีการเปิดเวทีพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์การ์ตูนจาก Online Video Platform 

 

งานแถลงข่าวครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่บริษัท Cartoon Club ต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์การ์ตูนมาอย่างต่อเนื่อง ทราบว่ามีแพลตฟอร์มลิขสิทธิ์แท้เจ้าหนึ่ง ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์ในแพลตฟอร์มจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘เถื่อนในแท้’ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดให้ผู้ชมสามารถอัปโหลดคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ หรือที่เรียกว่า User-Generated Content (UGC) ซึ่งทำให้มีคอนเทนต์จาก Cartoon Club จำนวนมากถูกละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการถูกนำไปอัปโหลดบนแพลตฟอร์มดังกล่าว

 

โดย Cartoon Club มีการยื่นเรื่องถึงแพลตฟอร์มดังกล่าวแล้ว ซึ่งทางแพลตฟอร์มดำเนินการลบคอนเทนต์ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์จริง แต่กลับไม่มีการตอบรับหรือขอโทษใดๆ กลับมา อีกทั้งแม้ว่าทางแพลตฟอร์มจะมีการลบคอนเทนต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการแก้ไข 

 

ด้วยเหตุนี้ทาง ธนพ ตันอนุชิตติกุล CEO บริษัท การ์ตูนคลับ มีเดีย จำกัด จึงแต่งตั้งให้ เป็นต่อ กมลยะบุตร ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายจากบริษัท Avanta & Co เป็นตัวแทนในการดำเนินการด้านกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์การ์ตูนต่อไป  

 

นอกจากนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังมีการเปิดเวทีพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์การ์ตูนจาก Online Video Platform โดยมีตัวแทนจากแพลตฟอร์มออนไลน์ นำโดย โกมินทร์ อ่าวอุดมพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการพันธมิตรด้านคอนเทนต์ TrueID, กนกพร ปรัชญาเศรษฐ Chief Commercial Officer, Tencent Thailand and Country Manager, WeTV Thailand, ผ่านศึก ธงรบ Country Director, iQIYI Thailand พร้อมด้วยตัวแทนจากทีมงานนักพากย์ไทย อย่าง อิทธิพล มามีเกตุ นักพากย์เสียงตัวละครลูฟี่ จากเรื่อง One Piece และ พิพัฒน์ บุญสิทธิเลิศ Dubbing Director เรื่อง ดาบพิฆาตอสูร และ นารูโตะ เข้ามาร่วมพูดคุยในครั้งนี้ 

 

โดย โกมินทร์ อ่าวอุดมพันธ์ กล่าวถึงผลกระทบของการละเมิดลิขสิทธิ์ช่วงหนึ่งว่า “การรับชมคอนเทนต์แบบไม่ถูกลิขสิทธิ์เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเรามาอย่างยาวนาน เรื่องของผลกระทบของการชมคอนเทนต์แบบไม่ถูกลิขสิทธิ์จริงๆ แล้วมันมีผลกระทบที่หลากหลาย และสุดท้ายจะส่งผลกระทบถึงคนดูด้วย ลองจินตนาการว่าแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลงทุนทำคอนเทนต์ใดๆ ก็ตาม สิ่งที่เราคาดหวังในการลงทุนในการทำธุรกิจต่างๆ ก็เป็นเรื่องของการทำกำไร แต่ส่วนหนึ่งเรื่องของยอดวิวก็จะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายได้ที่จะกลับมา 

 

“ทีนี้เรื่องของแพลตฟอร์มที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์ต่างๆ พอมีการแชร์ยอดวิวต่างๆ ไป รายได้ในแพลตฟอร์มที่เราคาดหวังว่าจะสร้างได้ก็จะหายไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนเกี่ยวกับการ์ตูนหรือคอนเทนต์ใหม่ๆ ในอนาคต และผลกระทบที่กลับไปยังคนดูก็คือคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่เข้ามาให้ดูแบบภาพชัด หรือให้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่คนดูก็จะหายไปด้วย”

 

ด้าน พิพัฒน์ บุญสิทธิเลิศ แบ่งปันมุมมองในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงานถึงผลกระทบของการชมแบบละเมิดลิขสิทธิ์ว่า “เราเป็นคนสร้างงาน เราอาจไม่ได้เป็นคนที่ซื้อลิขสิทธิ์มา แต่เราก็เป็นเหมือนพ่อครัว ทุกขั้นตอนเราผ่านการคิด การทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจ อย่างงานพากย์ก่อนอื่นเราต้องมาเคาะเรื่องงบประมาณเอย หาคนแปลบท แล้วการแปลบทบางเรื่องมันไม่ใช่ว่าแปลไม่กี่วันเสร็จ บางเรื่องต้องหาข้อมูลเยอะมาก แล้วเราต้องทำงานภายในกรอบเวลาที่ทุกอย่างจำกัด มันเป็นการทำงานที่ไม่ง่าย 

 

“เพราะฉะนั้น เวลาที่เราทำออกมาเสร็จแล้ว เวลามีคนชื่นชมเราก็ดีใจ แต่ว่าก็มีบางคนที่เข้ามาชื่นชมเรา แต่พอเราถามว่าดูมาจากที่ไหน มันก็กลายเป็นช่องทางผิดลิขสิทธิ์ ทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนเราเหนื่อยแทบตาย แต่สุดท้ายทำไมไปดูช่องทางนั้น 

 

“คือการทำงานพากย์เรื่องค่าตอบแทนมันอาจจะจบ ณ การทำงาน แต่ว่าถ้าสมมติว่าคุณผู้ชมไม่ได้ช่วยกันอุดหนุนทางที่ถูกลิขสิทธิ์ สุดท้ายแล้วเม็ดเงินที่หมุนอยู่ในอุตสาหกรรม ก็ไม่มีการเกิดการจ้างงาน ผลิตงานให้ผลงานออกมาดีได้ เพราะคนที่เขาใช้เม็ดเงินซื้อลิขสิทธิ์มา เขาจ้างให้เราทำสิ่งดีๆ ออกมาขาย แต่เขาขาดทุน เขาโดนขโมย สุดท้ายจะส่งผลต่อการผลิต เราก็ผลิตงานดีๆ ออกมาไม่ได้เพราะเขาไม่มีต้นทุนที่จะจ้างเราให้ทำงานดีๆ ออกมา แล้วคนดูเองก็จะไม่ได้รับชมงานที่ดีเช่นเดียวกันครับ”

 

สามารถรับชมงานแถลงข่าวย้อนหลังได้ที่

 

The post Cartoon Club แถลงข่าวแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เร่งแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในวงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
How Do You Live? อนิเมะเรื่องสุดท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ จะไม่มีการปล่อยตัวอย่าง และไม่ทำการโปรโมตจนกว่าหนังจะเข้าฉาย https://thestandard.co/final-film-how-do-you-live/ Wed, 07 Jun 2023 02:04:10 +0000 https://thestandard.co/?p=800113 How Do You Live?

ถือเป็นผลงานที่แฟนๆ ของ Studio Ghibli หลายคนตั้งตารอ สำ […]

The post How Do You Live? อนิเมะเรื่องสุดท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ จะไม่มีการปล่อยตัวอย่าง และไม่ทำการโปรโมตจนกว่าหนังจะเข้าฉาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
How Do You Live?

ถือเป็นผลงานที่แฟนๆ ของ Studio Ghibli หลายคนตั้งตารอ สำหรับ How Do You Live? ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องสุดท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli ที่อยู่เบื้องหลังอนิเมะระดับขึ้นหิ้งอย่าง Spirited Away (2001) ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในประเทศญี่ปุ่น วันที่ 14 กรกฎาคมนี้ 

 

ล่าสุดทางโปรดิวเซอร์ของ Studio Ghibli อย่างโทชิโอะ ซูซูกิ ออกมาเปิดเผยรายละเอียดของ How Do You Live? เพิ่มเติมผ่านทางนิตยสาร Bungei Shunju ว่า ทางสตูดิโอจะไม่มีการปล่อยตัวอย่าง ไม่มีการทำโฆษณาโปรโมต และไม่มีการปล่อยข้อมูลของภาพยนตร์ออกมาจนกว่าจะเข้าฉาย เพื่อให้ทุกคนได้เข้าไปรับชมและสัมผัสกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยความรู้สึกที่สดใหม่จริงๆ  

 

นอกเหนือจากนี้ โทชิโอะ ซูซูกิ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่าเนื้อหาของภาพยนตร์จะไม่ได้เป็นการนำนิยายเรื่อง How Do You Live? ของนักเขียน เก็นซาบุโร่ โยชิโนะ มาดัดแปลงโดยตรง แต่เป็นการยืมชื่อมาใช้เท่านั้น ดังนั้นแล้วเราคงจะต้องไปติดตามกันในโรงภาพยนตร์ว่าเรื่องราวของ How Do You Live? จะถูกนำเสนอออกมาอย่างไร โดย ณ เวลานี้ภาพยนตร์ยังไม่มีการประกาศวันฉายในต่างประเทศและประเทศไทย 

 

 

สำหรับ How Do You Live? นับว่าเป็นการกลับมานั่งแท่นผู้กำกับอีกครั้งในรอบ 10 ปีของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ภายหลังจากภาพยนตร์เรื่อง The Wind Rises ออกฉายในปี 2013 โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นงานสร้างอย่างเป็นทางการในปี 2016 และปล่อยโปสเตอร์แรกออกมาในเดือนธันวาคมปี 2022 

 

โปสเตอร์แรก How Do You Live?

ภาพ: JP_GHIBLI / Twitter

 

ด้านนิยาย How Do You Live? คือนิยายแนว Coming of Age จากปลายปากกาของ เก็นซาบุโร่ โยชิโนะ ที่ออกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1937 และยังเป็นหนึ่งในหนังสือเด็กที่ ฮายาโอะ มิยาซากิ ชื่นชอบมากที่สุด โดยนิยายต้นฉบับบอกเล่าเรื่องราวของ Copper เด็กหนุ่มวัย 15 ปีที่เพิ่งจะสูญเสียพ่อไปอย่างกะทันหัน จนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Copper ต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิต 

 

ภาพ: Kevin Winter / Getty Images

อ้างอิง:

The post How Do You Live? อนิเมะเรื่องสุดท้ายของ ฮายาโอะ มิยาซากิ จะไม่มีการปล่อยตัวอย่าง และไม่ทำการโปรโมตจนกว่าหนังจะเข้าฉาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tonight, at Romance Theater บันทึกแสนหวานและความตายของภาพยนตร์ https://thestandard.co/tonight-at-romance-theater/ Mon, 15 May 2023 08:06:14 +0000 https://thestandard.co/?p=790604 Tonight, at Romance Theater

**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เรื่อง […]

The post Tonight, at Romance Theater บันทึกแสนหวานและความตายของภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tonight, at Romance Theater

**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เรื่อง Tonight, at Romance Theater**

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเพ้อฝันจินตนาการนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอย่างช้านาน โดยเฉพาะสื่อภาพยนตร์ ละคร และอนิเมะที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรัก แง่หนึ่งมันอาจเป็นความพิเศษ แต่อีกแง่มันก็อาจเป็นความจำเจที่ผู้ชมเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน การทำภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากต้องแข่งกับการผลิตซ้ำมากมายแล้ว เนื้อหาของภาพยนตร์จะต้องดึงดูดคนดูให้เข้ามารับชมด้วย และ Tonight, at Romance Theater หรือ รักเรา…จะพบกัน ก็เป็นภาพยนตร์โรแมนติกที่หยิบยกเอาความแฟนตาซีมาใช้เป็นเครื่องมือในการปั้นเสริมเติมแต่งเรื่องราวของความรักให้น่าสนใจยิ่งขึ้น 

 

เพียงแต่ความพิเศษอย่างถึงที่สุดของมันไม่ใช่เรื่องราวของความรักระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว หากแต่เป็นบันทึกที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์ที่ผ่านพ้นยุคสมัยของความรุ่งโรจน์ไปจนถึงจุดร่วงโรยได้อย่างน่าสนใจ ทำให้มันกลายเป็นทั้ง ‘ความรัก’ และ ‘ความตาย’ ภายใต้บรรยากาศของภาพยนตร์โรแมนติกที่กลีบดอกไม้ปลิวว่อน

 

Tonight, at Romance Theater

 

Tonight, at Romance Theater ว่าด้วยเรื่องราวของ เคนจิ (ซาคากุจิ เคนทาโร) เด็กหนุ่มผู้ใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ในโลกการทำงานที่แสนวุ่นวายและยากลำบาก สิ่งเดียวที่คอยเยียวยาจิตใจของเขาคือ เจ้าหญิงมิยูกิ (ฮารุกะ อายาเสะ) นางเอกภาพยนตร์ขาวดำที่เขามักจะเข้ามาดูในโรงภาพยนตร์ ‘Romance Theater’ อย่างไม่รู้เบื่อ 

 

กระทั่งวันหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหญิงมิยูกิหลุดออกมาจากโลกภาพยนตร์สู่โลกความเป็นจริง โดยที่ร่างกายของเธอเป็นสีขาวดำ ทำให้เขาต้องคอยทำหน้าที่ดูแลและสอนเจ้าหญิงมิยูกิให้รู้จักสิ่งต่างๆ รอบตัวบนโลกความเป็นจริงมากขึ้น ในที่สุดร่างกายของเจ้าหญิงมิยูกิก็มีสีสันพร้อมกับความรักที่เริ่มผลิบานของคนทั้งสอง แต่สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกับการมายังโลกแห่งความจริงของเธอนั้นมีเงื่อนไขว่า หากหญิงสาวสัมผัสใครตัวตนของเธอจะหายไปตลอดกาล 

 

Tonight, at Romance Theater

 

แรกเริ่มเดิมทีตัวละครอย่าง เคนจิ เป็นคนที่รักและคลั่งไคล้ในภาพยนตร์จนเรียกได้ว่านอกจากสตูดิโอกับโรงภาพยนตร์กิจวัตรของเขาไม่มีอะไรอื่นนอกจากนี้เลย สำหรับชายหนุ่มภาพยนตร์จึงเป็นทั้งชีวิตและความฝันของเขาในเวลาเดียวกัน โดยที่ไม่รู้เลยว่าการมาถึงของนางในฝันนั้นเป็นเหมือนลางบอกเหตุว่าความตายกำลังจะมาเยือนในสิ่งที่เขารักอย่างช้าๆ 

 

การมาของเจ้าหญิงมิยูกินั้นมีเหตุผลที่ค่อนข้างน่าสนใจตรงที่ความนิยมในการรับชมภาพยนตร์นั้นเริ่มถดถอยลง โดยเฉพาะภาพยนตร์ขาว-ดำ ที่เรียกได้ว่าในยุคนี้แทบจะกลายเป็นซากฟอสซิลก็คงจะไม่ผิดนัก แต่ยุคหนึ่งภาพยนตร์ประเภทนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักดูภาพยนตร์เป็นอย่างมาก โรงภาพยนตร์ที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้ชมกลับกลายเป็นเหลือคนเพียงแค่ไม่ถึงหยิบมือที่ดูภาพยนตร์เหล่านั้นอยู่ 

 

ประเด็นนี้จึงกลายเป็นเหมือนความจริงที่ซ้อนทับกับโลกแห่งความฝันตามหลักภาพยนตร์แฟนตาซีแสนหวานได้อย่างน่าเศร้าและลงตัวในเวลาเดียวกัน ซึ่งการหยิบยืมองค์ประกอบเหล่านี้มาใช้ในการเล่าเรื่องก็อาจทำให้ผู้ชมยังคงสัมผัสได้ว่าส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องเหนือจินตนาการทั้งหมดเสียทีเดียว แต่มันเป็นความจริงที่ภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์ต้องเผชิญจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยตามกาลเวลา พื้นหลังนี้จึงกลายเป็นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ในรูปแบบของคนรักภาพยนตร์ในที่สุด

 

Tonight, at Romance Theater

 

อย่างไรก็ดี หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาพล็อตเรื่องของ Tonight, at Romance Theater ค่อนข้างคาดเดาง่ายตามสไตล์ภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซี และเงื่อนไขอย่าง การห้ามแตะเนื้อต้องตัวก็ดูเหมือนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้จากภาพยนตร์แนวนี้จนชินตา แต่ในอีกแง่หนึ่งการเลือกที่จะตั้งข้อจำกัดนี้ขึ้นมาก็อาจสื่อถึงความโรแมนติกที่ไร้ซึ่งเซ็กส์ด้วยเช่นกัน 

 

เพราะเหตุนี้เอง เราจึงเห็นได้ว่าพัฒนาการด้านความรักของตัวละครนั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจในตัวของกันและกัน เอาเข้าจริงคงต้องบอกว่า ทั้งคู่ต่างก็รับรู้ถึงความต้องการและความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่อีกด้านมันก็เป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาจะยึดมั่นในความรักได้นานแค่ไหนโดยปราศจากการเสพสมพิศวาสใดๆ ซึ่งในช่วงท้ายของเรื่องมันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความรักของคนทั้งสองนั้นยืนยาวแค่ไหน และในขณะเดียวกันเรื่องราวเหล่านั้นก็ดูท่าว่าจะเป็นหมัดน็อกคนดูชุดใหญ่หลังจากที่ปูพรมความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน 

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดองค์ประกอบสำคัญที่นำพาเรื่องราวความรักของพวกเขาไปถึงจุดที่ผลิบานสร้างความประทับใจให้กับคนดู คงหนีไม่พ้นสองนักแสดงนำอย่าง ซาคากุจิ เคนทาโร ในบทบาทของชายหนุ่มผู้หลงรักในโลกภาพยนตร์อย่าง เคนจิ และ ฮารุกะ อายาเสะ ในบทบาทของเจ้าหญิงมิยูกิที่บทบาทการแสดงของเธอนั้นเป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับภาพยนตร์มากที่สุดเลยก็ว่าได้

 

Tonight, at Romance Theater

 

รวมๆ แล้วถ้าจะมีอะไรน่าเสียดายหรือน่าผิดหวัง ก็ตรงที่ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองนั้นคาดเดาได้ง่ายไปหน่อย แต่ลึกๆ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตัวละครอย่างเคนจิเองอาจถูกสร้างขึ้นมาจากเรื่องราวในชีวิตของผู้กำกับ ฮิเดกิ ทาเคอุจิ ก็เป็นได้ และพื้นหลังการล้มหายตายจากของภาพยนตร์ในยุคสมัยหนึ่งก็อาจเป็นสิ่งที่เขาพบเจอมาด้วยตัวเอง 

 

แต่จะอย่างไร Tonight, at Romance Theater ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ของการเป็นภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีได้อย่างน่าประทับใจ และการหยิบยืมเอาความจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาพยนตร์มาเล่าเป็นพื้นหลังของเรื่องก็ทำให้มิติของภาพยนตร์นั้นดูไม่ตื้นเขินจนเกินไป แม้แนวทางจะดูซ้ำซากกับผลงานในตระกูลเดียวกันก็ตาม

 

สามารถรับชม Tonight, at Romance Theater รักเรา…จะพบกัน ได้วันนี้ทาง Netflix

The post Tonight, at Romance Theater บันทึกแสนหวานและความตายของภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ้นสุดการรอคอย! Shin Kamen Rider ผลงานกำกับของ ฮิเดอากิ อันโนะ ประกาศวันฉายในไทย 24 พ.ค. นี้ https://thestandard.co/shin-kamen-rider-2/ Fri, 28 Apr 2023 13:36:32 +0000 https://thestandard.co/?p=782875

สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับ Shin Kamen Rider หรือในชื่ […]

The post สิ้นสุดการรอคอย! Shin Kamen Rider ผลงานกำกับของ ฮิเดอากิ อันโนะ ประกาศวันฉายในไทย 24 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับ Shin Kamen Rider หรือในชื่อไทย ชิน มาสค์ไรเดอร์ ภาพยนตร์ฉลองครบรอบ 50 ปีของซีรีส์ Kamen Rider ภายใต้การเขียนบทและกำกับของ ฮิเดอากิ อันโนะ ก็ได้ประกาศวันเข้าฉายในประเทศไทยให้แฟนๆ ไรเดอร์ได้ปักหมุดรอในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ที่ร่วมรายการ และจะเปิดรอบพิเศษในวันที่ 20-21 พฤษภาคมนี้ ณ Paragon Cineplex สยามพารากอน

 

 

สำหรับ Shin Kamen Rider เป็นภาพยนตร์ที่หยิบนำซีรีส์ Kamen Rider ที่ออกฉายในปี 1971 มารีบูตใหม่ บอกเล่าเรื่องราวของ ฮอนโก ทาเคชิ (โซสึเกะ อิเคมัตสึ) ชายหนุ่มที่ถูกองค์กรช็อกเกอร์ลักพาตัวไปและดัดแปลงเป็นมนุษย์ดัดแปลงสุดแกร่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยึดครองโลก เขาก็ได้หนีออกมาและใช้ความสามารถที่ได้รับการดัดแปลงเข้าต่อสู้กับความชั่วร้าย และทำลายล้างองค์กรช็อกเกอร์ในฐานะมาสค์ไรเดอร์

 

ภาพยนตร์จะได้ ฮิเดอากิ อันโนะ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์ Shin Godzilla (2016) และ Shin Ultraman (2022) มานั่งแท่นผู้กำกับและเขียนบท พร้อมด้วยทีมนักแสดงมากฝีมือที่มาจะมาร่วมสวมบทบาท นำโดย โซสึเกะ อิเคมัตสึ จาก The Last Samurai (2003), ทัตสึกุ เอโมโตะ จาก The Great War of Archimedes (2019) และ มินามิ ฮามาเบะ จาก Let Me Eat Your Pancreas (2017)

 

โดยหลังจากที่ภาพยนตร์เข้าฉายในประเทศญี่ปุ่นไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ก็ได้เสียงตอบรับจากผู้ชมอย่างล้นหลาม โดยสามารถกวาดรายได้เปิดตัว 3 วันแรกในญี่ปุ่นไปได้สูงถึง 542 ล้านเยน หรือประมาณ 4.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ภาพ: Shin_KR / Twitter

อ้างอิง:

The post สิ้นสุดการรอคอย! Shin Kamen Rider ผลงานกำกับของ ฮิเดอากิ อันโนะ ประกาศวันฉายในไทย 24 พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suzume การผจญภัยของเด็กสาว ม.ปลาย และเก้าอี้สามขา กับการสำรวจบาดแผลแห่งการสูญเสีย https://thestandard.co/suzume/ Fri, 14 Apr 2023 09:55:20 +0000 https://thestandard.co/?p=776903 Suzume

Suzume การผนึกประตูของซุซุเมะ คือภาพยนตร์อนิเมะเรื่องล่ […]

The post Suzume การผจญภัยของเด็กสาว ม.ปลาย และเก้าอี้สามขา กับการสำรวจบาดแผลแห่งการสูญเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Suzume

Suzume การผนึกประตูของซุซุเมะ คือภาพยนตร์อนิเมะเรื่องล่าสุดจากผู้กำกับ มาโกโตะ ชินไค ที่เคยสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมมาแล้วใน Your Name (2016) และ Weathering with You (2019) พร้อมได้ RADWIMPS ศิลปินระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น กลับมาร่วมทำเพลงประกอบภาพยนตร์เช่นเดิม 

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของ ซุซุเมะ นักเรียนสาววัย 17 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองอันเงียบสงบในคิวชู กระทั่งวันหนึ่งเธอบังเอิญมาพบกับ โชตะ ชายหนุ่มปริศนาที่กำลังออกตามหา ‘ประตู’ บานเก่า ซึ่งนำพาให้เธอไปเจอประตูปริศนาที่ตั้งอยู่ท่ามกลางซากเมืองเก่า แต่เมื่อเธอลองไปเปิดประตูดังกล่าว จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น เมื่อมีประตูปรากฏขึ้นมาทั่วญี่ปุ่น พร้อมกับภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายแก่บริเวณโดยรอบ เธอจึงต้องออกเดินทางทั่วญี่ปุ่น เพื่อปิดประตูปริศนาเหล่านั้น ก่อนที่โลกจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่

 

Suzume

 

เพียงแค่เห็นชื่อของ มาโกโตะ ชินไค เราก็คงพอจะทราบถึงคุณภาพของงานภาพและดนตรีที่ไม่เคยทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง ซึ่ง Suzume ก็ยังเป็นผลงานจาก มาโกโตะ ชินไค ที่คุณภาพคับแก้วเช่นเดิม ทั้งการออกแบบคาแรกเตอร์ที่ดูธรรมดา แต่กลับมีเสน่ห์ชวนให้เราตกหลุมรัก ภาพวิวทิวทัศน์อันงดงามของประเทศญี่ปุ่นที่ทำให้เราอยากจะซื้อตั๋วบินไปตามรอยเดี๋ยวนี้ การสร้างสรรค์ความแฟนตาซีเหนือจินตนาการออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ไปจนถึงเพลงประกอบอันไพเราะจากปลายปากกาของ RADWIMPS ที่เราต้องกลับมาเปิดฟังอีกหลายครั้ง 

 

แต่นอกเหนือจากงานโปรดักชันอันยอดเยี่ยมแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของ Suzume ที่เสริมให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่อนิเมะภาพสวยคือ เนื้อหาและกลวิธีนำเสนอที่เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ ทั้งการหยิบนำแง่มุมของธรรมชาติและภัยพิบัติต่างๆ มาตีความใหม่ และบอกเล่าในรูปแบบของตำนานพื้นบ้านได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงเรื่องราวสไตล์ Road Movie ของซุซุเมะและโชตะที่ต้องออกเดินทางไปทั่วญี่ปุ่น ได้พบเจอกับผู้คนระหว่างทางที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น รวมทั้งอารมณ์ขันที่สร้างเสียงหัวเราะให้เราได้เสมอ

 

Suzume

 

รวมถึงแกนหลักสำคัญของภาพยนตร์ที่หยิบนำเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2011 มาร้อยเรียงเข้ากับการผจญภัยของซุซุเมะได้อย่างแนบเนียน เพื่อพาผู้ชมไปสำรวจความรู้สึกของผู้ประสบภัย สำรวจบาดแผลทางจิตใจ ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังไม่อาจเยียวยาบาดแผลนั้นให้หายสนิทได้ รวมถึงการหวนระลึกถึงผู้คนที่จากไป

 

ขณะเดียวกันภาพยนตร์ยังถ่ายทอดแง่มุมของการดำเนินชีวิตและอยู่ร่วมกับบาดแผลในจิตใจต่อได้อย่างเข้มแข็งและเข้าใจมากขึ้น เช่นเดียวกับตัวละครโชตะที่ถูกสาปให้กลายเป็นเก้าอี้สีเหลือง ที่แม้จะมีเพียง ‘ขาสามข้าง’ แต่เขาก็ยังคงออกเดินทางไปพร้อมกับซุซุเมะต่อไป เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ  

 

Suzume

 

ในภาพรวมแล้ว Suzume ยังคงเป็นผลงานของ มาโกโตะ ชินไค ที่สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความอบอุ่นหัวใจให้เราได้ดีเช่นเดิม ผ่านงานโปรดักชันคุณภาพคับแก้ว ตัวละครเปี่ยมเสน่ห์ และกลวิธีนำเสนอที่กลมกล่อม 

 

โดยเฉพาะเมื่อผู้กำกับและทีมสร้างเลือกหยิบนำเหตุการณ์จริงที่เราทุกคนทราบกันเป็นอย่างดี มาร้อยเรียงเข้ากับเรื่องราวเปี่ยมจินตนาการ ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงให้ผู้ชมเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นอีกด้วย  

 

Suzume เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

รับชมตัวอย่างได้ที่: 

 

The post Suzume การผจญภัยของเด็กสาว ม.ปลาย และเก้าอี้สามขา กับการสำรวจบาดแผลแห่งการสูญเสีย appeared first on THE STANDARD.

]]>