Alex Garland Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/alex-garland/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 09 Apr 2024 08:36:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Civil War ตามติด ‘นักข่าวภาคสนาม’ ในหนังสงครามกลางเมืองจากค่าย A24 https://thestandard.co/civil-war/ Tue, 09 Apr 2024 08:36:16 +0000 https://thestandard.co/?p=921093 Civil War

ณ เวลานี้หากภาพยนตร์เรื่องไหนมีชื่อของค่าย A24 แปะบนหน้ […]

The post Civil War ตามติด ‘นักข่าวภาคสนาม’ ในหนังสงครามกลางเมืองจากค่าย A24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Civil War

ณ เวลานี้หากภาพยนตร์เรื่องไหนมีชื่อของค่าย A24 แปะบนหน้าหนัง เชื่อว่าผู้ชมหลายคนคงจะไว้วางใจถึงคุณภาพของงานสร้างและเนื้อหาที่เราจะได้รับชมอย่างแน่นอน อย่างเช่นหลายผลงานก่อนหน้าของค่ายที่ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมและคว้ารางวัลจากเวทีสำคัญมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Moonlight (2016), Minari (2020), Everything Everywhere All at Once (2022) รวมถึง The Zone of Interest (2023) และ Love Lies Bleeding (2024) ที่เพิ่งเข้าฉายในบ้านเราเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

และตอนนี้ A24 กลับมาอีกครั้งกับภาพยนตร์สงครามฟอร์มยักษ์อย่าง Civil War ที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดของค่ายถึง 50 ล้านดอลลาร์ พร้อมได้ Alex Garland ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ไฟไซสุดล้ำอย่าง Ex Machina (2015) และ Annihilation (2018) มารับหน้าที่พาผู้ชมออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกาที่กำลังเผชิญกับสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 

 

THE STANDARD POP รวบรวมเกร็ดน่าสนใจจาก Civil War มาให้ทุกคนได้อุ่นเครื่องก่อนตีตั๋วไปรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้พร้อมกันในวันที่ 11 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

Civil War

 

ขอต้อนรับสู่อนาคตอันใกล้ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในอนาคตอันใกล้ เมื่อประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้เกิดสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ขึ้น และเป็นเหตุให้ประเทศถูกแบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ กองกำลังตะวันตกหรือ Western Forces ที่เป็นการรวมตัวกันของรัฐแคลิฟอร์เนียและเท็กซัส, Loyalist States ที่เป็นการรวมตัวกันของรัฐทางฝั่งตะวันออก, กลุ่มพันธมิตรฟลอริดา (Florida Alliance) ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่าง โอคลาโฮมา, ลุยเซียนา และรัฐใกล้เคียง และ New People’s Army ที่เป็นการรวมตัวกันของรัฐในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือ

 

กระทั่งวันหนึ่งสถานการณ์ดูจะรุนแรงขึ้น เมื่อกองกำลังตะวันตกได้วางแผนที่จะบุกโจมตีทำเนียบขาวเพื่อสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอมเผด็จการ (Nick Offerman) ที่กำลังจะดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 จึงเป็นเหตุให้นักข่าวภาคสนามทั้ง 4 คน ได้แก่ Lee (Kirsten Dunst) ตากล้องที่ถ่ายภาพสงครามมาแล้วมากมาย, Jessie (Cailee Spaeny) ช่างภาพมือใหม่ไฟแรง, Joel (Wagner Moura) นักข่าวที่ทำงานกับ Lee มายาวนาน และ Sammy (Stephen McKinley Henderson) นักข่าวอาวุโส ต้องออกเดินทางสู่ทำเนียบขาว เพื่อสัมภาษณ์ประธานาธิบดีและบันทึกภาพเหตุการณ์เกิดขึ้น

 

Civil War

 

 

Alex Garland มือเขียนบทมือทอง สู่ผู้กำกับแนวไซไฟระทึกขวัญไอเดียเจ๋ง

 

แม้ว่า Alex Garland อาจไม่ได้มีผลงานการกำกับภาพยนตร์ออกมาบ่อยนัก แต่ชื่อของเขาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะมือเขียนบทฝีมือเยี่ยม โดยเขาเริ่มต้นการเป็นนักเขียนจากการออกตีพิมพ์นิยายเรื่อง The Beach ในปี 1996 ซึ่งได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์ในปี 2000 พร้อมได้ Leonardo DiCaprio มารับบทนำ ก่อนที่เขาจะตีพิมพ์หนังสือเล่มที่ 2 ของตัวเองในชื่อ The Tesseract ตามมาในปี 1998 

 

มาถึงผลงานที่ทำให้ชื่อของ Alex Garland กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางกับการรับหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์แนวไซไฟระทึกขวัญเรื่อง 28 Days Later (2002) ที่ได้ Cillian Murphy มารับบทนำ ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมอย่างล้นหลาม จากนั้น Alex Garland ก็มีผลงานการเขียนบทภาพยนตร์และวิดีโอเกมชื่อดังตามมาอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Sunshine (2007), Dredd (2012) และวิดีโอเกมชื่อดังอย่าง DmC: Devil May Cry (2013) 

 

จนในที่สุด Alex Garland ก็ได้ก้าวขึ้นมารับหน้าที่เขียนบทและนั่งแท่นผู้กำกับครั้งแรกในภาพยนตร์แนวไซไฟสุดล้ำอย่าง Ex Machina ที่ส่งให้ชื่อของเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ขณะที่ตัวภาพยนตร์ก็ได้รับรางวัลในสาขาวิชวลเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยมมาได้สำเร็จ ตามมาด้วย Annihilation (2018), ซีรีส์ Devs (2020) ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy Awards ถึง 4 สาขา, ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Men (2022) และล่าสุดกับภาพยนตร์สงครามสุดเข้มข้นอย่าง Civil War 

 

Civil War

 

ภาพยนตร์แนวโรดทริปที่บอกเล่าบาดแผลและความสูญเสียของสงคราม 

 

Alex Garland เริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงปี 2020 ที่สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดยังคงรุนแรง ซึ่งการต้องกักตัวอยู่ในบ้านพักและการหยุดชะงักของโลกภายนอก บวกกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวและวิตกกังวลต่ออนาคตที่ไม่แน่ไม่นอน เขาจึงเริ่มจินตนาการถึงอนาคตอันใกล้ที่สังคมแตกแยกออกเป็นหลายฝ่ายและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนธรรมดามากมาย 

 

จนเกิดเป็นเรื่องราวของสงครามกลางเมืองที่มีมหาอำนาจอย่างอเมริกาเป็นฉากหลัง พร้อมกับเลือกที่จะไม่เจาะจงช่วงเวลาและบอกเล่าถึงภูมิหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ปะติดปะต่อเรื่องราวด้วยตัวเอง 

 

โดยบอกเล่าผ่านสายตาของนักข่าวภาคสนามกลุ่มเล็กๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพ่อของตัวเองที่เป็นนักวาดการ์ตูนล้อเลียนการเมือง และช่างภาพสงครามที่เขาชื่นชมอย่าง Elizabeth ‘Lee’ Miller และ Don McCullin เพื่อเป็นการยกย่องให้กับนักข่าวสงครามผู้เสี่ยงอันตรายเพื่อบันทึกและถ่ายทอดความโหดร้ายของสงครามให้โลกได้รับรู้

 

Civil War

 

แม้ว่าในตัวอย่างเราจะได้เห็นงานสร้างอันน่าตื่นตาและฉากแอ็กชันสุดระทึก แต่เป้าหมายสำคัญของ Alex Garland คือการสร้างภาพยนตร์ต่อต้านสงครามที่พาผู้ชมไปสำรวจความโหดร้ายและความแหลกสลายท่ามกลางเขม่าควันและเสียงกระสุนปืน เช่นเดียวกับผลงานระดับขึ้นหิ้งที่เขาชื่นชอบอย่าง Paths of Glory (1957) ของผู้กำกับ Stanley Kubrick และ Apocalypse Now (1979) ของผู้กำกับ Francis Ford Coppola  

 

โดย Alex Garland เลือกใช้การเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์แนวโรดทริปที่ผู้ชมจะได้ติดตามการเดินทางของนักข่าวภาคสนาม 4 คนที่ได้พบเจอกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบในระหว่างทาง ไปพร้อมกับการฉายภาพทิวทัศน์ของอเมริกาที่ทุกคนคุ้นตา แต่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเศษซากของการต่อสู้และความสูญเสีย 

 

 

ด้าน Kirsten Dunst หนึ่งในนักแสดงนำ ได้เล่าถึงบทบาทช่างภาพข่าวสงครามของตัวเองไว้ว่า Lee คือตัวละครที่สะท้อนให้เห็นถึงห้วงอารมณ์ของนักข่าวสาวที่เคยเชื่อมั่นว่าภาพถ่ายของเธอจะช่วยเป็นสัญญาณเตือนและหยุดยั้งไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก แต่คำเตือนเหล่านั้นก็ยังคงถูกเมินเฉย จนทำให้เธอรู้สึกเฉยชาและเหนื่อยล้าต่อการทำงานที่ต้องอยู่ในสนามรบเป็นเวลานานหลายปี  

 

“ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนนิทานเตือนใจสำหรับฉันว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้คนไม่สื่อสารกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ฟังกัน เมื่อคุณปิดข่าว และเมื่อเราสูญเสียความจริงที่มีร่วมกัน” Kirsten Dunst เล่าถึงใจความสำคัญที่ซ่อนอยู่ในภาพยนตร์

 

Civil War

  

ขณะเดียวกัน Alex Garland ก็ต้องการให้ตัวภาพยนตร์มาพร้อมกับฉากแอ็กชันที่สร้างความตื่นเต้นและลุ้นระทึกแก่ผู้ชม เขาและผู้กำกับภาพ Rob Hardy จึงเลือกใช้มุมกล้องแนวสารคดีและภาพถ่ายที่เรามักจะได้เห็นตามหน้าข่าว โดยเน้นการถ่ายภาพแบบกล้องแฮนด์เฮลด์เพื่อขับเน้นให้ฉากแอ็กชันมีความสมจริง และให้ผู้ชมได้สัมผัสกับความรุนแรงที่ตัวละครกำลังเผชิญมากยิ่งขึ้น 

 

พร้อมทั้งยังได้ Ray Mendoza อดีตหน่วยซีลผู้รับหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการทหารของ Alex Garland มาร่วมออกแบบฉากแอ็กชันร่วมกับทีมสตันท์มากประสบการณ์ ทั้งการออกแบบยุทธวิธีการรบในฉากบุกโจมตีตึกรัฐสภา พร้อมเลือกใช้ทหารผ่านศึกมาร่วมแสดง เพื่อให้ฉากดังกล่าวมีความถูกต้องตามรูปแบบการรบมากที่สุด 

 

 

ทัพนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังมากฝีมือ 

 

นอกจากเนื้อเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตามและฉากสงครามกลางเมืองที่สมจริง Civil War ยังคับคั่งด้วยทัพนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังมากฝีมือที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว นำโดย Rob Hardy ที่เคยร่วมงานกับ Alex Garland มาแล้วใน Ex Machina และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานภาพสุดตื่นตาใน Mission: Impossible – Fallout (2018) มารับหน้าที่ผู้กำกับภาพ, Caty Maxey จาก Jurassic World (2015) มารับหน้าที่ออกแบบงานสร้าง, Jake Roberts จากซีรีส์ Devs มารับหน้าที่ตัดต่อ, Geoff Barrow และ Ben Salisbury จาก Ex Machina มารับหน้าที่ประพันธ์ดนตรีประกอบ  

 

พร้อมด้วย Kirsten Dunst ที่เคยได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จาก The Power of the Dog (2021), Wagner Moura จากซีรีส์ Narcos (2015), Cailee Spaeny จาก Priscilla (2023), Stephen McKinley Henderson จาก Dune: Part One (2021), Nick Offerman จากซีรีส์ The Last of Us (2023) และ Jesse Plemons จาก Killers of the Flower Moon (2023)

 

รับชมตัวอย่างได้ที่: 

 

 

ภาพ: IMDb, A24

อ้างอิง:

The post Civil War ตามติด ‘นักข่าวภาคสนาม’ ในหนังสงครามกลางเมืองจากค่าย A24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Annihilation (2018) มิติพิศวง https://thestandard.co/annihilation2018/ https://thestandard.co/annihilation2018/#respond Mon, 26 Mar 2018 06:31:13 +0000 https://thestandard.co/?p=79778

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าถ้าหากจะมีคนดูกลุ่มไหนที่ชื่นชอบหน […]

The post Annihilation (2018) มิติพิศวง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าถ้าหากจะมีคนดูกลุ่มไหนที่ชื่นชอบหนังเรื่อง Annihilation (2018) ของ อเล็กซ์ การ์แลนด์ (Ex Machina) เป็นพิเศษ บางทีก็น่าจะได้แก่กลุ่มคนที่เป็นเนิร์ดทางด้านชีววิทยา เพราะนี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังที่ตัวเอกของเรื่องสวมเสื้อกาวน์เดินไปเดินมาแล้วบอกว่าตัวเองเป็นผู้สันทัดกรณีด้านพันธุกรรม แต่หนังชักชวนคนดูไปทำความรู้จักกับเรื่องของเซลล์ การแบ่งเซลล์ โครงสร้างด้านพันธุกรรม การกลายพันธุ์ของบรรดาสิ่งมีชีวิต การผสมข้ามสปีชีส์ และอื่นๆ น่าเชื่อว่าคนที่ร่ำเรียนมาทางนี้น่าจะสนุกกับสิ่งที่หนังบอกเล่ามากกว่าคนดูหนังตาดำๆ อย่างพวกเรา

 

แต่ขณะที่เนื้อหาบางส่วนของหนังอาจจะดูเหมือนย่อยยาก หรือแม้กระทั่งย่อยไม่ได้เลย มันก็ไม่ได้ถึงกับทอดทิ้งผู้ชมวงกว้างเสียทีเดียว ตรงกันข้าม ไม่น้อยกว่าครึ่งค่อนของหนังขับเคลื่อนด้วยฉากแอ็กชันหรือสถานการณ์ที่ชวนให้ตื่นเต้นระทึกขวัญ และเมื่อถึงห้วงเวลาที่ต้องอธิบายอะไรที่ดูเหมือนเป็นเรื่องซับซ้อนในทางวิชาการ คนทำหนังก็ฉลาดพอที่จะเชื่อมโยงให้สอดประสานไปกับแง่มุมทางด้านดราม่า หรือทำให้มันกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม

 

 

ยกตัวอย่างฉากที่ตัวเอกของเรื่องซึ่งเป็นนักชีววิทยาอธิบายถึงความจำเป็นที่เซลล์หนึ่งๆ ต้องแบ่งตัว-ให้คนรักของเธอฟังบนเตียงนอน ทำนองว่ามันไม่ใช่ลักษณะทางธรรมชาติเพื่อการอยู่รอดเพียงอย่างเดียว หากจริงๆ แล้วเป็นความบกพร่องของสิ่งที่เรียกว่ายีน ทีละน้อย วิธีการที่คนทำหนังเลือกนำเสนอก็แปรเปลี่ยนเรื่องที่น่าเบื่อกลายเป็นเลกเชอร์วิชาชีววิทยาเบื้องต้นที่เย้ายวนและเซ็กซี่ที่สุด และพร้อมๆ กันนั้นก็อธิบายหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับตัวละคร ตั้งแต่ ‘ความเชื่อ-ความไม่เชื่อ’ เรื่องพระเจ้า ไปจนถึงโมเมนต์สุดแสนส่วนตัวที่ตัวละครร่วมแบ่งปัน  

 

หรืออีกฉากหนึ่งที่ตัวเอกของเรื่องสอบถามหัวหน้าทีมสำรวจของเธอซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและรู้จักกับคนรักของเธอ ถึงเหตุผลที่นำพาให้ชายหนุ่มขันอาสาเข้าร่วมปฏิบัติการที่ระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกับการฆ่าตัวตาย หรือพูดง่ายๆ มีแต่คนที่สิ้นหวังหรือคนจำพวกที่ไม่มีใครหลงเหลือให้หวนกลับไปหาเท่านั้นที่จะยอมเข้าร่วมกิจกรรมพลีชีพแบบนี้

 

แทนที่คำตอบของนักจิตวิทยาจะให้ความกระจ่างอย่างตรงไปตรงมา กลับมีส่วนไม่มากก็น้อยกระตุ้นให้ผู้ชมสำรวจตรวจสอบตัวเอง นั่นก็คือบางทีการตัดสินใจทำอะไรห่ามๆ อาจไม่ใช่เรื่องของความอยากตาย แต่เป็นเรื่องของการทำร้ายตัวเอง (self destruction) ในลักษณะต่างๆ นานา และไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม (การดื่ม การเสพ หรือการมีความสุขกับอะไรบางอย่างมากเกินไปล้วนแล้วแต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำร้ายตัวเองทั้งสิ้น) ข้อสำคัญ การทำร้ายตัวเองเป็นรหัสทางพันธุกรรมที่ฝังอยู่ในเซลล์ของพวกเราทุกคน

 

 

ว่าไปแล้ว ความน่าสนุกและชวนติดตามของหนังที่เหมือนกับจะดูยากเรื่อง Annihilation อยู่ตรงนี้ แทนที่มันจะชักนำคนดูเตลิดเปิดเปิงไปไกลหลุดโลก กลับหันแสงสปอตไลต์มาช่วยสอดส่องให้พวกเรามองเห็นตัวเองในแง่มุมที่หลายคนอาจจะไม่เคยนึกถึงมาก่อน และพูดอย่างคนวิสัยทัศน์คับแคบ ข้อมูลของนักจิตวิทยาข้างต้นน่าจะช่วยให้การกินดื่มหรือการทำร้ายตัวเองในรูปแบบต่างๆ ครั้งต่อไปของพวกเรามีข้ออ้างและความชอบธรรมมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ความน่าเสียดายประการหนึ่งของหนังเรื่อง Annihilation ก็ตรงที่มันได้ฉายในโรงหนังเพียงแค่ในอเมริกา แคนาดา และจีนเท่านั้น และช่องทางการเผยแพร่ของหนังเรื่องนี้ส่วนใหญ่ รวมถึงในบ้านเราจะต้องดูผ่าน ‘บริการสตรีมมิง’ ทางช่องเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งก็เป็นดังที่หลายๆ คนพูดกันมาคนละหลายๆ รอบแล้วว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน

 

ข้อดีก็คือหนังสามารถเดินทางไปหากลุ่มผู้บริโภคได้ทั่วถึง ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยรอบฉาย และทั้งหมดขึ้นอยู่กับอัธยาศัยของคนดู แต่ข้อขัดข้องโดยเฉพาะกรณีของ Annihilation ได้แก่ ตัวหนังถูกออกแบบให้ฉายในโรงภาพยนตร์โดยตรง หรืออีกนัยหนึ่ง สุนทรียะของหนังหลายๆ ช่วงเกี่ยวเนื่องอย่างยิ่งกับขนาดความใหญ่โตของจอภาพ หนึ่งในนั้นได้แก่ห้วงเวลาที่หนังพาผู้ชมไปสัมผัสกับ ‘ดินแดนแห่งความระยิบระยับ’ ซึ่งตกอยู่ภายใต้การยึดครองของมนุษย์ต่างดาว การดูหนังเรื่องนี้ผ่านจอโทรทัศน์หรืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆ นานา ล้วนแล้วกระทบต่อความอลังงานสร้างและภาพอันน่าตื่นตาอย่างที่ไม่อาจจะหาอะไรมาชดเชย และลดทอนความน่าอัศจรรย์พันลึกของหนังอย่างน่าเสียดาย

 

 

หนังเรื่อง Annihilation ซึ่งดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของ เจฟฟ์ แวนเดอร์เมียร์ เป็นหนังนิยายวิทยาศาสตร์ผสมกับหนังตื่นเต้นเขย่าขวัญ ในแง่ของวงศ์วานว่านเครือแล้ว หนังของการ์แลนด์สามารถจัดให้อยู่ในสายพันธุ์เดียวกับหนังตระกูล Alien ที่ว่าด้วยสิ่งแปลกปลอมจากนอกโลก และหนังเรื่อง Invasion of the Body Snatchers ซึ่งบอกเล่าเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ท่ามกลางมนุษยชาติอย่างซุกซ่อนและเงียบเชียบ

 

กระนั้นก็ตาม ส่วนประกอบที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครเหมือนและไม่เหมือนใครได้แก่การที่ตัวละครหลักประกอบไปด้วยผู้หญิงล้วน 5 คนในชุดคล้ายทหาร และพวกเธอสะพายปืนกลบุกตะลุยเข้าไปในรังของเอเลี่ยน หลังจากพวกผู้ชายล้มเหลวในปฏิบัติการครั้งแล้วครั้งเล่า โดยอ้อม นี่เป็นหนังที่พกพาอุดมการณ์เฟมินิสต์ติดตัวมาด้วยตามสมควร แม้ว่าประเด็นการกดขี่หรือความเหลื่อมล้ำจะไม่ได้ถูกเอ่ยถึงแต่อย่างใด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งของหนังปะทุมาจากตัวละครที่เป็นผู้ชาย (ชายหนุ่มหายสาบสูญ อาจารย์หนุ่มผิวดำลักลอบมีความสัมพันธ์นอกสมรสกับนางเอก)

 

ส่วนที่แยบยลมากๆ ก็ตรงที่หนังไม่ได้นำเสนอตัวเองในฐานะหนังแอ็กชันที่ตัวละครเป็นผู้หญิง พวกเราแทบไม่ได้เห็นด้านที่แข็งแกร่งหรือผาดโผนอย่างที่มักจะเป็นคุณสมบัติของหนังแนวนี้ เอาเข้าจริงๆ แล้ว ตัวละครหนึ่งในห้าถึงกับจำกัดความแทนทุกคนทำนองว่าพวกเขาล้วนแล้วเป็นเหมือนกับ ‘สินค้าที่ได้รับความเสียหาย’ และนั่นคือตอนที่คนดูได้รับการแนะนำอย่างย่นย่อว่าปมปัญหาของแต่ละคนคืออะไร (คนหนึ่งมีประวัติติดยา อีกคนสูญเสียความต้องการจะมีชีวิต หรืออีกคนเพิ่งจะพานพบความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง) และไม่ว่า ‘บาดแผลเหล่านั้น’ จะเกี่ยวข้องกับเพศสภาพของตัวละครหรือไม่อย่างไร สิ่งที่ผู้ชมซึมซับได้ก็คือความเจ็บปวด ขื่นขม และเศร้าสร้อยที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องราวของแต่ละคน และนี่เป็นอะไรที่ผู้ชมน่าจะไม่ได้พานพบหากหนังปรับเปลี่ยนตัวละครเป็นผู้ชาย

 

ไม่ว่าจะอย่างไร เป้าประสงค์หลักของทีมสำรวจ (ซึ่งนอกจากจะเป็นหญิงล้วน แต่ละคนยังมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น นักชีววิทยา, นักจิตวิทยา, นักฟิสิกส์ ฯลฯ) ได้แก่ การไขปริศนาเกี่ยวกับประภาคารริมชายฝั่งซึ่งมีอุกกาบาตตกเมื่อ 3 ปีก่อน ผลพวงต่อเนื่องคือการที่มันก่อเกิดเป็นสนามแม่เหล็กที่อาณาบริเวณค่อยๆ ขยับขยายกว้างไกล ข้อสำคัญ ไม่เคยมีใครคนไหนที่เข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุแล้วกลับออกมาได้สักคน ยกเว้นทหารหนุ่มที่ชื่อ เคน (ออสการ์ ไอแซก) คนรักของ ลีน่า (นาตาลี พอร์ตแมน) นักชีววิทยา ผู้ซึ่งภายหลังขาดการติดต่อไปนาน 1 ปีเต็ม จู่ๆ เขาก็ปรากฏตัวที่บ้านในสภาพที่จดจำอะไรไม่ได้ หรือในอีกคำอธิบาย เหมือนกับเป็นคนละคน

 

 

หนังเดินเรื่องผ่านมุมมองและการรับรู้ของลีน่า ผู้ซึ่งเข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้ในลักษณะตกกระไดพลอยโจน หมายความว่าความเชี่ยวชาญของเธอน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาความจริง แต่ว่าไปแล้ว สถานการณ์เบื้องหน้า (ซึ่งผู้ชมต้องไปค้นหาเอาเอง) ก็ไม่อนุญาตให้เธอมีทางเลือกมากนัก กระนั้นก็ตาม อีกเหตุผลของการพาตัวเองมาเกี่ยวข้องคือการที่เธอเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีของเธอ หรืออีกนัยหนึ่ง อะไรที่ทำให้เขาลงเอยในสภาพ ‘เช่นนี้’

 

และในขณะที่คำตอบนั้นยังเดินทางมาไม่ถึง ลีน่าและคนอื่นๆ ก็ต้องพบเจอกับเหตุอาเพศนานัปการในระหว่างบุกป่าฝ่าดง เช่น สัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่คนดูเรียกไม่ถูกว่ามันคือตัวอะไร หรือต้นไม้ที่กิ่งก้านสาขางอกเงยคล้ายรูปร่างคน และนั่นยังไม่เอ่ยถึงเงื่อนงำอันน่าเคลือบแคลงสงสัยที่ทีมสำรวจก่อนหน้าทิ้งไว้ให้ทั้งหมดได้แกะรอย

 

สันนิษฐานได้ว่า ‘ความเหวอแ-ก’ เหล่านี้น่าจะสร้างความยุ่งยากในการติดตามให้กับผู้ชม เพราะมันดูหลุดโลก หรือแม้กระทั่งยากลำบากเกินกว่าที่จะกล้ำกลืน นั่นรวมถึงตอนจบที่เปิดกว้างสำหรับการอภิปราย แต่ในความน่าฉงนสนเท่ห์ของสิ่งที่หนังบอกเล่า เลกเชอร์เรื่องการแบ่งตัวของเซลล์ในตอนต้นก็หวนกลับมาเป็นสาระสำคัญ และนั่นรวมถึงการกลายพันธุ์เพื่อความเป็นหนึ่งและอยู่รอด หรือกล่าวอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าพวกเราจะเข้าใจสิ่งที่คนทำหนังถ่ายทอดแค่ไหนและอย่างไร ความน่าพิศวงจริงๆ ตามที่ปรากฏในหนังก็ไม่ใช่เอเลี่ยนหรือสิ่งแปลกปลอมจากนอกโลก เพราะนั่นเป็นเรื่องแฟนตาซีที่ยังคงพิสูจน์ไม่ได้ ทว่าได้แก่การชี้ชวนให้พวกเราได้ตระหนักถึงความลี้ลับของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเซลล์ ซึ่งนอกจากไม่หยุดนิ่งแล้วยังขยับเขยื้อน อีกทั้งยังแบ่งภาคและควบคุมไม่ได้ เหนืออื่นใด มันประกอบขึ้นเป็นตัวเรา

 

ไม่รู้ใครจะว่าอย่างไร ส่วนตัวคิดว่านี่เป็นหนังที่เปิดประสบการณ์และโลกทัศน์ของการเรียนรู้จริงๆ

 

 

Annihilation (2018)

กำกับ: อเล็กซ์ การ์แลนด์

นักแสดง: นาตาลี พอร์ตแมน, ออสการ์ ไอแซก, เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์, จีน่า ร็อดริเกซ, ฯลฯ

 

ตัวอย่างภาพยนตร์

The post Annihilation (2018) มิติพิศวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/annihilation2018/feed/ 0