AIS The StartUp Visits Australia Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ais-the-startup-visits-australia/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 07 Aug 2017 04:00:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘เราต้องการฮีโร่’ จับเข่าคุยกับ VC ดัง ปีเตอร์ ฮุนห์ กับการคว้าโอกาสระดับโลก https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-04/ https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-04/#respond Mon, 07 Aug 2017 04:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=18534

     ครึ่งแรกของปี 2017 ผ่านไปพร้อมกับกร […]

The post ‘เราต้องการฮีโร่’ จับเข่าคุยกับ VC ดัง ปีเตอร์ ฮุนห์ กับการคว้าโอกาสระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ครึ่งแรกของปี 2017 ผ่านไปพร้อมกับกระแสตื่นตัวของบริษัทใหญ่ที่หันมาสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพกันเต็มที่ ไม่ว่าจะในรูปแบบการจัดตั้งกองทุน โครงการบ่มเพาะ งานสัมมนา และสารพัดอีเวนต์เกี่ยวกับสตาร์ทอัพ รวมไปถึงการซื้อและควบรวมกิจการสตาร์ทอัพ

     ในทางกลับกัน กระแสนี้ได้จุดประเด็นคำถามที่ว่า ความนิยมดังกล่าวจะนำไปสู่ภาวะ ‘เฟ้อ’ และลงเอยด้วย ‘ฟองสบู่แตก’ หรือไม่ ดังที่นักลงทุนต่างชาติกังวลกับสถานการณ์ในซิลิคอนแวลลีย์ และหลายประเทศในเอเชีย กระทั่งสตาร์ทอัพที่เติบโตเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกยังเผชิญกับภาวะวิกฤตและไม่ทำกำไร

 

 

     ระหว่างที่ THE STANDARD เดินทางไปเยือนถิ่นสตาร์ทอัพในซิดนีย์ร่วมกับคณะ AIS The StartUp เราได้พบกับนักลงทุนชื่อดัง ปีเตอร์ ฮุนห์ (Peter Huynh) ผู้ร่วมก่อตั้งและพาร์ตเนอร์ของ Venture Capital ภายใต้ชื่อ Qualgro ที่เปิดตัวเมื่อปี 2015 ปัจจุบัน Qualgro ร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพชั้นนำมาแล้ว 14 รายในแถบอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก เช่น เมียนมา ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย อินเดีย และออสเตรเลีย

     ปีเตอร์มีประสบการณ์การทำงานในแวดวงนี้มานาน โดยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อควบรวมกิจการ (M&A) Tech Startup ให้กับ SingTel Group โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ในสิงคโปร์ และเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนสำหรับ Singtel Innov8 ที่สนับสนุนการลงทุนกับสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นในประเทศออสเตรเลียอีกด้วย

     ปีเตอร์บอกกับเราว่า ทั้งออสเตรเลียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็มีจุดเด่นที่น่าสนใจและแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าหากลองถอดบทเรียนความสำเร็จของแต่ละฝ่ายก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสสู่การขยายตลาดในอนาคต พร้อมแนะว่าทุกที่ควรมี ‘ฮีโร่’ ที่จะเป็นต้นแบบให้สตาร์ทอัพรายอื่นกล้าเจริญรอยตามบ้าง และย้ำว่าธุรกิจทุกไซส์ควรจับตาและคว้าโอกาสจากเทรนด์ใหม่ ‘DeepTech’

     และนี่คือคำแนะนำจาก VC ชื่อดังที่เราไม่อยากให้คุณพลาด

 

ทำไมคุณจึงลงทุนกับธุรกิจในอาเซียนและออสเตรเลีย ตลาดทั้งสองแห่งนี้มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร

     ผมคิดว่าทั้งสองตลาดมีจุดแข็งที่น่าสนใจและไม่เหมือนกันเลย ออสเตรเลียมีระบบนิเวศที่โดดเด่น มีทุกอย่างครบ เช่น แรงสนับสนุนจากรัฐบาล ภาคเอกชน นักลงทุน โครงการบ่มเพาะธุรกิจ มี Coworking Space เต็มไปหมด แต่หัวใจสำคัญของระบบนิเวศก็คือสตาร์ทอัพ และที่นี่ก็เต็มไปด้วยคนที่มีพรสวรรค์ โดยเฉพาะวิศวกรและผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ผลิตและสร้างสรรค์งานรวดเร็วเมื่อเทียบกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญ ทุกคนมีสปิริตที่จะก้าวไปสู่ตลาดโลกตั้งแต่วันแรก นี่คือปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะออสเตรเลียอยู่ห่างไกลจากประเทศอื่น

     สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในออสเตรเลียคือกลุ่มธุรกิจประเภทแอปพลิเคชันสำหรับธุรกิจบนระบบคลาวด์ หรือ Software-as-a-Service (SaaS) และธุรกิจมาร์เก็ตเพลส เช่น Atlassian บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ที่มีมูลค่าสูงราว 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน 99Design เป็นสตาร์ทอัพรายใหญ่ที่เปิดให้นักออกแบบทั่วโลกมาแข่งกันออกแบบตามโจทย์ของลูกค้าบน Crowdsourcing Platform และยังมี Freelancer.com บริการจัดหาฟรีแลนซ์ออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ทั้ง 3 บริษัทประสบความสำเร็จระดับโลก แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่ามาจากออสเตรเลีย

     ในทางกลับกัน ธุรกิจสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีธุรกิจประเภทมาร์เก็ตเพลสเป็นส่วนมาก โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภคเป็นหลัก แต่ผู้ประกอบการยังมองแค่ตลาดในประเทศหรือระดับภูมิภาคเท่านั้น ถ้าเรามีวิธีคิดแบบชาวออสเตรเลียก็จะสามารถขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

 

 

ตอนนี้ระบบนิเวศในอาเซียนยังขาดอะไร

     ผมคิดว่าทุกระบบนิเวศควรจะมี ‘ฮีโร่’ บ้าง มีธุรกิจที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถประสบความสำเร็จในระดับโลกได้ เช่น TransferWise หนึ่งในฟินเทคยักษ์ใหญ่ในลอนดอนที่กลายเป็นฮีโร่ของเหล่าสตาร์ทอัพในสหราชอาณาจักร ในออสเตรเลียก็มี Atlassian ผมคิดว่าการมีฮีโร่เหล่านี้จะทำให้คนเกิดความเชื่อมั่นที่จะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง หรือกล้าจะปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทำงานแบบสตาร์ทอัพ ที่สำคัญ ตอนนี้เรามีเงินทุนไหลเข้ามาเยอะขึ้น เมื่อ 4-5 ปีก่อน เราแทบจะไม่มีบริษัททุนที่ลงทุนกับสตาร์ทอัพมากกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐเลย แต่ตอนนี้เราลงทุนเฉลี่ยปีละ 4 ราย และเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าเราต้องมีฮีโร่ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคน

 

บริษัทใหญ่ตื่นตัวกับการสนับสนุนสตาร์ทอัพมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือเปล่า

     บริษัทเอกชนสามารถสนับสนุนสตาร์ทอัพได้หลายวิธี หนึ่ง พาไปเรียนรู้ประสบการณ์ในตลาดใหม่ เหมือนกับโครงการ Singtel Innov8 และ AIS The StartUp

     สอง ธุรกิจเอกชนต้องซื้อสินค้า-บริการจากสตาร์ทอัพที่คุณลงทุนด้วย เพราะกว่าสตาร์ทอัพจะทำยอดขายสินค้า-บริการได้ย่อมต้องใช้เวลานาน บางครั้งนานถึง 6 เดือน ดังนั้นถ้าคุณต้องการสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้จริง ก็ควรเปิดใจที่จะซื้อสินค้า-บริการพวกเขาด้วย

     สาม ช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจเติบโตและมีตลาดรองรับ โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่

 

แต่ดูเหมือนว่าปีนี้นักลงทุนจะขยับตัวช้าลง หรือนี่คือสัญญาณที่ชี้ว่าฟองสบู่สตาร์ทอัพใกล้แตกหรือเปล่า

     ผมมองว่ามันเป็นวงจรของธุรกิจมากกว่าฟองสบู่ วงการ Tech Startup ของเรายังอยู่แค่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น ผมเชื่อว่าปัจจุบันทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีกันหมด และจะยิ่งทวีความรุนแรงต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ ไม่ใช่แค่สตาร์ทอัพ ธุรกิจต่างมีวัฏจักรการเติบโตที่แตกต่างกัน Tech Startup และสตาร์ทอัพเกิดขึ้นเพราะคนพยายามมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม ลงมือทดลอง และสร้างโมเดลธุรกิจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

     คนทำ Tech Startup ควรจะมองความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ กล้าเสี่ยง และทดลองทำสิ่งที่ต่างไปจากเดิม คุณอาจพบว่ามันคุ้มค่าที่จะลอง เราทุกคนควรจะเปิดใจยอมรับความล้มเหลวกันบ้าง

     ที่ผ่านมาสถานการณ์ของสตาร์ทอัพอาจจะมีขึ้นๆ ลงๆ เราเคยผ่านจุดพีกในปี 2015 ที่มีสตาร์ทอัพ exit เป็นจำนวนมาก และเงินทุนเริ่มลดลงในปีถัดมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและผ่านไปตามธรรมชาติของมัน ผมคิดว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในระยะของการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

จริงๆ แล้วบริษัทใหญ่ควรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วได้อย่างไร

     มีหลายวิธีนะครับ บริษัทใหญ่ควรเข้าใจว่าเขาต้องการทำอะไร ถ้าจะขยายตลาดออกไปข้างนอกอาเซียน พวกเขาอยากเรียนรู้อะไร และจะสนับสนุนใคร คุณต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าจะทำอะไร เช่น จัดโปรแกรม accelerate ลงทุนกับสตาร์ทอัพ จัดตั้งกองทุน ซื้อกิจการ หรือสนับสนุนให้คนในองค์กรทดลองพัฒนาโปรเจกต์เอง มันมีความเป็นไปได้มากมาย ดังนั้นบริษัทใหญ่ต้องเริ่มจากวางกลยุทธ์บนวัตถุประสงค์ของตัวเอง จากนั้นค่อยเลือกว่าจะทำแบบไหน คุณอาจจะเลือกทำ 2-3 อย่างเลยก็ได้ ไม่ใช่ว่า ‘จัดตั้งกองทุนกันดีกว่า’ หรือ ‘เรามาซื้อกิจการสตาร์ทอัพกันเถอะ’ คุณต้องมีจุดหมายและปลายทางที่ชัดเจน แล้วค่อยออกแบบทางเลือกว่าจะทำอะไรและอย่างไร ตลอดจนลองชั่งน้ำหนักดูว่าจะรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการทำโครงการ accelerate ไม่ได้หมายความว่าคุณสร้างนวัตกรรมได้แล้ว เมื่อคุณมีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และวิธีการทำงานที่ชัดเจน ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นในระยะยาว

 

 

สตาร์ทอัพควรจะรับมือกับธุรกิจรายใหญ่ที่หันมาลงสนามแข่งเดียวกันได้อย่างไร

     กุญแจสำคัญของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพคือ โฟกัส ความเร็ว และทีม

     หมายความว่าทีมงานต้องลงทุนที่จะสำรวจปัญหาอย่างละเอียดจริงๆ และหาทางแก้โดยใช้ทักษะความสามารถของตัวเอง และ execute อย่างรวดเร็ว อย่ากลัวการตั้งเป้าหมายไปถึงระดับโลกตั้งแต่วันแรก และไม่ลืมที่จะศึกษาว่าใครคือคู่แข่งของคุณ อย่ามัวแต่รอให้ความสำเร็จเดินทางมาหาแล้วค่อยตัดสินใจลงมือทำ นอกจากนี้คุณต้องมีความเชื่อมั่นว่าจะชนะตั้งแต่เริ่มต้น หาจุดยืนในตลาดให้เจอ และกระโจนสู่สนามแข่งระดับโลกให้สุดกำลัง

 

ในฐานะ VC คุณคำนึงถึงปัจจัยใดบ้างในการลงทุนกับสตาร์ทอัพ

     เราให้ความสำคัญกับทีมเป็นหลัก พวกเขาเข้าใจปัญหาที่ต้องการแก้ไขดีแค่ไหน มีทักษะความสามารถโดดเด่นอย่างไร เราจะพิจารณาผลิตภัณฑ์ของสตาร์ทอัพแต่ละรายโดยละเอียด ศึกษาการแข่งขันในตลาดที่พวกเขาต้องการจะเข้าไป คำนวณงบประมาณการลงทุนที่เหมาะสม ที่สำคัญมากๆ คือเราจะดูว่าพวกเขาจะใช้เงินทุนของเราอย่างไรด้วย ดังนั้นสตาร์ทอัพจะต้องวางแผนให้ดี เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าสินค้า-บริการของตัวเองจะทำรายได้เท่าไร แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือทีม เพราะโมเดลธุรกิจเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ทีมคือแก่นสำคัญ เพราะฉะนั้นเราจะเลือกลงทุนกับสตาร์ทอัพที่มีทีมที่ดี เข้าใจการตลาด และแก้ปัญหาดีเยี่ยม

 

เทรนด์ต่อไปที่ควรจับตามอง

     เทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นที่กล่าวถึงอย่างแพร่หลาย ในฐานะ VC เราก็ต้องการลงทุนกับทีมที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้น หรือ Deeper Technology (DeepTech) เพื่อการลงทุนที่ยั่งยืนในระยะยาว เราลงทุนกับสตาร์ทอัพด้าน AI เพราะมองหาทีมที่สามารถนำ DeepTech เข้ามาแก้ปัญหาของธุรกิจด้วยโซลูชันใหม่ที่แท้จริง ไม่ใช่เพราะต้องการลงทุนกับ AI ดังนั้นผมไม่ได้บอกว่าทุกคนควรจะลงทุนกับ AI เพราะ DeepTech ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรม

 

สู่ความท้าทายในอนาคต
     THE STANDARD ได้หยิบยกคำแนะนำจากปีเตอร์ ฮุนห์ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ ดร. ศรีหทัย พราหมณี Head of AIS The StartUp และ อัจฉริยะ ดาโรจน์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ AIYA ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการตลาดและบริหารงานลูกค้า ด้วยเทคโนโลยี A.I จากโครงการ AIS The StartUp ถึงการสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยและทิศทางการแข่งขันในอนาคต

     ดร. ศรีหทัยกล่าวว่าที่ผ่านมา AIS ได้ส่งเสริมสตาร์ทอัพโดยใช้บริการผลิตภัณฑ์ของสตาร์ทอัพไทยในองค์กรขนาดใหญ่ เช่น การนำระบบ ZipEvent ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการอีเวนต์แบบครบวงจรจากสตาร์ทอัพที่อยู่ในโครงการ AIS The StartUp มาใช้เป็นระบบหลังบ้าน (backend) อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับการบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน AIS D.C. อย่างเต็มประสิทธิภาพ

     นอกจากนี้ยังเปิด open API ให้สตาร์ทอัพได้เชื่อมต่อเข้ากับ Telecom Infrastructure เพื่อผลักดันให้สตาร์ทอัพเติบโตและมีตลาดรองรับในระยะยาว

     ด้าน อัจฉริยะ ดาโรจน์ แชร์บทเรียนจากการเดินทางไปออสเตรเลียให้ฟังว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี Machine Learning และ AI เริ่มเข้ามาอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของเราในหลายมิติ เช่น Amazon Alexa ที่ยกระดับ Home Entertainment ด้วยการจัดสรรรายการให้ตรงกับความชื่นชอบของผู้ชม หรือการต่อยอด AI ให้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะแชตบ็อตเพื่อตอบคำถามและให้ข้อมูลลูกค้า อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจในไทยยังมีปัญหาทั้งในแง่การขาดคลังข้อมูลคุณภาพสำหรับฝึกฝนบ็อตให้มีความฉลาด และความยากของภาษาไทย

     “ประเทศไทยยังต้องใช้เวลาพัฒนาระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) เพราะเราขาดคลังข้อมูลภาษา (corpus) ภาคธุรกิจควรเริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความเฉพาะบุคคล และควรเริ่มหาวิธีการจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ให้เป็นศูนย์กลาง เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ด้านการพัฒนา AI ในอนาคต ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ธุรกิจ”

     จากการพูดคุยครั้งนี้ เราเชื่อว่าชาวสตาร์ทอัพ ธุรกิจใหญ่ และนักลงทุนน่าจะมั่นใจและมองเห็นทิศทางของธุรกิจสตาร์ทอัพชัดเจนขึ้น สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องไม่ลืมกลับมามองว่าวงการสตาร์ทอัพในบ้านเรายังขาดอะไร และจะรับมือกับความท้าทายจากเทคโนโลยีใหม่ที่ผันเปลี่ยนเร็วได้อย่างไรโดยไม่กลืนหายไปตามกระแส

The post ‘เราต้องการฮีโร่’ จับเข่าคุยกับ VC ดัง ปีเตอร์ ฮุนห์ กับการคว้าโอกาสระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-04/feed/ 0
ทำไมสตาร์ทอัพในออสเตรเลียจึงก้าวไปสู่ตลาดระดับโลกได้สำเร็จ สัมภาษณ์พิเศษกับผู้บุกเบิก https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-03/ https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-03/#respond Thu, 27 Jul 2017 03:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=16557

     เชื่อไหมว่าเมืองซิดนีย์ที่เต็มไปด้ว […]

The post ทำไมสตาร์ทอัพในออสเตรเลียจึงก้าวไปสู่ตลาดระดับโลกได้สำเร็จ สัมภาษณ์พิเศษกับผู้บุกเบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เชื่อไหมว่าเมืองซิดนีย์ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติจะติดอันดับหนึ่งใน 20 เมืองที่โดดเด่นด้าน Startup Ecosystem มากที่สุดในโลก จากการจัดอันดับประจำปี 2017 โดย Startup Genome เราสามารถเห็นพนักงานเมสเซนเจอร์ปั่นจักรยานไปส่งของได้บนถนนแทบทุกเส้นในย่านธุรกิจ (CBD) เช่นเดียวกับโคเวิร์กกิ้งสเปซ (Coworking Space) ที่บูมไปทั่วเมืองและพาธุรกิจไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จมานับไม่ถ้วน

     ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้ตระเวนไปตามโคเวิร์กกิ้งสเปซในซิดนีย์ ร่วมกับคณะ AIS The StartUp, FoodStory, FlowAccount.com, AIYA และ Keyceive เราพบว่าโคเวิร์กกิ้งสเปซแต่ละแห่งมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ เช่น Haymarket HQ เป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซที่เป็น ‘สะพาน’ พาผู้ประกอบการที่สนใจตลาดเอเชียมาเจอกับนักลงทุน ขณะที่ Stone & Chalk เป็นฮับของคนในแวดวง FinTech (ฟินเทค) ที่มารวมตัวกันท่ามกลางบรรยากาศการทำงานสุดแอ็กทีฟและเข้มข้น ทุกคนมีโอกาสพบปะพูดคุยกับนักลงทุน Mentor และบริษัทเอกชนที่แวะเวียนเข้ามาทุกสัปดาห์ได้โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Optus หนึ่งใน operator ของ Singtel Group

     เพื่อที่จะเข้าใจภาพรวมมากขึ้น THE STANDARD จึงชวน ฟิล มอร์ (Phil Morle) นักลงทุนชื่อดังและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Main Sequence Ventures ที่มุ่งสนับสนุนต่อยอดงานวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปสู่ธุรกิจระดับโลก มาร่วมแชร์ประสบการณ์และมุมมองต่อวงการสตาร์ทอัพ ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจบ่มเพาะสตาร์ทอัพรายแรกในออสเตรเลีย

     ทำไมสตาร์ทอัพในออสเตรเลียจึงก้าวไปสู่ตลาดระดับโลกได้สำเร็จ และอะไรคือความท้าทายใหม่ที่ทุกคนต้องรับมือในยุคที่ใครๆ ก็หันมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพ พบคำตอบได้ในบทสัมภาษณ์นี้

การทำธุรกิจสตาร์ทอัพกลายเป็นวิถีชีวิตและทางเลือกหลักในการประกอบอาชีพหลักสำหรับคนยุคนี้ หลายคนลุกขึ้นมาเปิดกิจการของตัวเองแทนที่จะไปสมัครงานและทำงานให้กับคนอื่น ผมคิดว่าอุตสาหกรรมของเราเติบโตมาถึง ณ จุดนี้ได้ด้วยพลังของทุกคน เราพยายามสร้างสรรค์สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองและช่วยเหลือกันมาโดยตลอด


ธุรกิจสตาร์ทอัพในออสเตรเลียเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

     ผมเปิดบริษัทบ่มเพาะสตาร์ทอัพแห่งแรกในออสเตรเลียเมื่อ 9-10 ปีที่แล้ว ซึ่งก็คือ Pollenizer ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ‘ระบบนิเวศสตาร์ทอัพ’ เลยด้วยซ้ำ มีคนทำธุรกิจสตาร์ทอัพแค่ไม่กี่รายและเป็นกลุ่มเล็กๆ สมัยนั้นคนไม่ค่อยนิยมเป็นผู้ประกอบการ เพราะความเสี่ยงสูง หน้าที่ของเราคือสนับสนุนให้คนทั่วไปกล้าที่จะเริ่มต้นธุรกิจด้วยตัวเอง และเริ่มได้รับเงินทุนช่วยเหลือมาเรื่อยๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของออสเตรเลียเติบโตขึ้นมาก โดยเฉพาะที่เมืองซิดนีย์ การทำธุรกิจสตาร์ทอัพกลายเป็นวิถีชีวิตและทางเลือกหลักในการประกอบอาชีพหลักสำหรับคนยุคนี้ หลายคนลุกขึ้นมาเปิดกิจการของตัวเองแทนที่จะไปสมัครงานและทำงานให้กับคนอื่น ผมคิดว่าอุตสาหกรรมของเราเติบโตมาถึง ณ จุดนี้ได้ด้วยพลังของทุกคน เราพยายามสร้างสรรค์สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองและช่วยเหลือกันมาโดยตลอด

ถ้าเราต้องการจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง เราต้องดึงนักลงทุน ผู้คน และความรู้ใหม่ๆ เข้ามาด้วย เราต้องมองหาว่าเทรนด์ต่อไปที่จะกลายเป็น ‘The Next Thing’ คืออะไร สิ่งที่คุณทำวันนี้อาจจะซ้ำกับอีก 10 บริษัทก็ได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากสนับสนุนธุรกิจที่คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น หรือ ‘DeepTech’

 

เราจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไรในยุคที่ใครๆ ก็ทำธุรกิจสตาร์ทอัพ

     ที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้พื้นฐานของการเริ่มต้นธุรกิจและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดนี้ แต่ถ้าเราต้องการจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง เราต้องดึงนักลงทุน ผู้คน และความรู้ใหม่ๆ เข้ามาด้วย เราต้องมองหาว่าเทรนด์ต่อไปที่จะกลายเป็น ‘The Next Thing’ คืออะไร และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักลงทุนในต่างประเทศ เพราะตลาดของมาร์เก็ตเพลสและซอฟต์แวร์เริ่มอิ่มตัวแล้ว สิ่งที่คุณทำวันนี้อาจจะซ้ำกับอีก 10 บริษัทก็ได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากสนับสนุนธุรกิจที่คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น หรือ ‘DeepTech’ และต้องการผลักดันให้ทีมวิจัยก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกให้ได้
     ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเมืองซิดนีย์ก็สะท้อนถึงสถานการณ์ของสตาร์ทอัพโลกในเวลานี้เช่นกัน เราต้องแก้โจทย์ที่ยากขึ้น ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เช่น ยานขับเคลื่อนอัตโนมัติ การแพทย์ หรือแม้แต่ไปสำรวจอวกาศ ผมรู้จักสตาร์ทอัพรายหนึ่งที่คิดค้นเทคโนโลยีจรวดที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่าจรวดของนาซาหรือ SpaceX เสียอีก แถมยังเป็นผลงานของเด็กที่เพิ่งจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย นี่คือสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศของเราเติบโตแข็งแรงมากแค่ไหน จาก 9 ปีที่แล้วที่ทุกอย่างเป็นศูนย์ มาจนถึงวันนี้ที่เรามีนักศึกษาคิดค้นวิธีส่งจรวดไปนอกโลก ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก

 

 

DeepTech คืออะไร ทำไมคุณถึงสนใจและจับตาเทรนด์นี้มากเป็นพิเศษ

     DeepTech เป็นเรื่องใหม่ที่วงการสตาร์ทอัพกำลังพูดถึงกันในตอนนี้ หัวใจสำคัญของ DeepTech คือ วิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายรวมถึงศาสตร์ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิศวกรรมชีวการแพทย์ (Bioengineering) และควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computing) ที่ผ่านมาเราเรียนรู้วิธีสร้างแอปฯ เว็บไซต์ และซอฟต์แวร์ต่างๆ ในเวลาไม่กี่ปี แล้วทำไมเราไม่นำองค์ความรู้มาต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นล่ะ เช่น วัสดุศาสตร์ ยารักษาโรค หรือแม้แต่อาวุธทางการทหาร ยิ่งไปกว่านั้นเรายังต้องการคนที่มีทักษะแบบผสมผสานทั้งด้านธุรกิจและวิทยาศาสตร์ด้วย โลกนี้มีบริษัทสุดล้ำอย่าง Tesla และ SpaceX แล้ว ทำไมเราจะสร้างบริษัทแบบนั้นในออสเตรเลียบ้างไม่ได้ ผมคิดว่าเทรนด์ DeepTech จะเกิดขึ้นทั่วโลกในอีก 5 ปีข้างหน้าแน่นอน

เราต้องแก้โจทย์ที่ยากขึ้น ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เช่น ยานขับเคลื่อนอัตโนมัติ การแพทย์ หรือแม้แต่ไปสำรวจอวกาศ

 

ปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ระบบนิเวศของออสเตรเลียเอื้อกับสตาร์ทอัพอย่างแท้จริงคืออะไร
     ผมคิดว่าก่อนหน้านี้คนไม่ค่อยกล้าเสี่ยงกันเท่าไร เพราะไม่เคยมีใครพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถประสบความสำเร็จได้จริงๆ เหมือนกับที่ผมขายบริษัท Pollenizer ให้กับ Yahoo ได้ภายในปีเดียวเท่านั้นด้วยมูลค่า 14 ล้านดอลลาร์ เรามีบริษัทอย่าง Atlassian (บริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดัง) ที่ทำเงินมหาศาลจากการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น Nasdaq ในอเมริกา ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ทุกคนมองเห็นความเป็นไปได้และต้องการบรรลุเป้าหมาย อย่างไรก็ตามนวัตกรรมมันเปลี่ยนไปเร็วมาก ฉะนั้นเราต้องการคนที่ลงมือทำและสร้างนวัตกรรมมากขึ้นให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป

     ตอนที่ผมไปทำงานในเมียนมาร์ เราเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย ไม่มี Accelerator ไม่มี Incubator จำนวนคนใช้โทรศัพท์มือถือก็แค่หยิบมือ จนกระทั่งตลาดโตขึ้น กลายเป็นว่าวันนี้ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือกันหมด คนเป็นพันๆ เริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาแค่ 6 เดือนเท่านั้น เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และอาเซียน ผมคิดว่าเราควรจะสนใจตลาดในอาเซียนกันมากขึ้น แทนที่จะไปแต่อเมริกา เพราะมันเต็มไปด้วยโอกาสและความสัมพันธ์ที่ดี

 

ทำไมอาเซียนจึงเป็นตลาดที่น่าสนใจในสายตาของคุณ

     ข้อแรก มันเป็นตลาดใหม่ มีอะไรให้เรียนรู้เยอะ เท่าที่เคยไปเยือนประเทศในแถบนี้ เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กรุงเทพฯ และเมียนมาร์ ผมเห็นหลายๆ บริษัทพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่บนพื้นฐานของแอปพลิเคชัน เพราะผู้บริโภคที่นี่เป็นกลุ่ม Mobile-First ขณะที่ตลาดแอปพลิเคชันในออสเตรเลียก็โตเช่นกัน คงจะดีไม่น้อยถ้าหากเราได้ศึกษาตลาดและขยายเครือข่ายในตลาดนี้กันมากขึ้น

นวัตกรรมมันเปลี่ยนไปเร็วมาก ฉะนั้นเราต้องการคนที่ลงมือทำและสร้างนวัตกรรมมากขึ้นให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป

แต่ดูเหมือนว่าฟินเทคจะได้รับความนิยมมากในออสเตรเลีย

     ผมคิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ทำเลทางเศรษฐกิจด้วย คุณอาจจะเห็นฟินเทคจำนวนมากมารวมตัวกันที่ Stone & Chalk เพราะโคเวิร์กกิ้งสเปซแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ซึ่งเต็มไปด้วยนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เท่ากับว่าพวกเขามีโอกาสทำความรู้จักกับบริษัทชั้นนำใกล้เคียง ซึ่งอาจจะกลายเป็นลูกค้า ผู้ลงทุน หรือผู้สนับสนุนหลักในอนาคตก็เป็นได้ แต่ถ้าคุณลองไปทางตอนเหนือของออสเตรเลีย คุณจะพบคอมมูนิตี้ของสตาร์ทอัพที่ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม

     หากผู้ประกอบการได้ทำธุรกิจในทำเลทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม มีแหล่งวัตถุดิบหรือเงินทุน เขาก็จะคิดหาทางแก้ปัญหาใหม่ๆ และเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

 

 

อุตสาหกรรมเหล่านี้จะกลายเป็นเทรนด์สำคัญในอนาคตด้วยหรือเปล่า
     ผมคิดว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ การเกษตร และการท่องเที่ยวยังเป็นตลาดใหม่มาก เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาทุกคนมัวแต่พัฒนาแพลตฟอร์มที่ให้บริการซอฟต์แวร์ ประเทศออสเตรเลียมีบริษัทซอฟต์แวร์ที่ตีตลาดระดับโลกอย่างรวดเร็ว เช่น 99Designs และ Atlassian นั่นเพราะเราเข้าใจตลาดในอเมริกาและยุโรปมากทีเดียว แต่ตอนนี้เมื่อทุกคนหันมาพัฒนาสินค้าเหมือนๆ กันหมด โจทย์ของเราจึงยากขึ้นตามไปด้วย แต่ผมคิดว่า DeepTech จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาแน่นอน และมีประโยชน์ต่อหลายอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเกษตรที่ต้องการคิดค้นน้ำมันประเภทใหม่ ผมพูดได้เลยว่าสตาร์ทอัพประเภท AgTech (Agriculture Startup) จะเป็นเทรนด์มาแรงถัดจากฟินเทค

 

 

ผู้ประกอบการควรจะรับมือกับโจทย์ที่ยากและท้าทายยิ่งขึ้นอย่างไร
     ผมคิดว่าเราต้องไม่ยึดติดกับ ‘โซลูชัน’ ที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว และพยายามมองหาปัญหาอื่นๆ ที่ยังไม่มีใครแก้ ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนใหญ่มักจะมองว่ากระแสฟินเทคมาแรงก็เลยอยากทำตามบ้าง ทั้งที่ไม่มีความรู้ความถนัดด้านนี้เลย สุดท้ายคุณจะทำได้แค่เลียนแบบคนอื่น ไม่ได้สร้างอะไรที่เป็น ‘ออริจินัล’ ซึ่งลูกค้าก็ดูออก ดังนั้น ผู้ประกอบการควรจะเลือกโจทย์ที่ตัวเองสนใจและมีความเชี่ยวชาญจริงๆ ต้องเป็นคนกระหายใคร่รู้ หมั่นสำรวจ และสนใจหาวิธีแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

     อีกอย่าง เราไม่จำเป็นต้องเดินตามหลังประเทศอื่นเสมอไป เหมือนอย่างที่เราเคยตามเทรนด์ของอเมริกามาโดยตลอด แต่จริงๆ แล้วบริบททางสังคมมันแตกต่างกัน เราต้องหาจุดเด่นที่เราทำได้ดี

 

 

อ้างอิง:

 

ติดตามซีรีส์บทความ AIS The StartUp Visits Australia ตอนสุดท้ายได้ในสัปดาห์หน้า

อ่านตอนแรกได้ที่นี่

The post ทำไมสตาร์ทอัพในออสเตรเลียจึงก้าวไปสู่ตลาดระดับโลกได้สำเร็จ สัมภาษณ์พิเศษกับผู้บุกเบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-03/feed/ 0
เปิดใจ 4 สตาร์ทอัพไทยหลัง Pitching สู่ฐานลูกค้า 600 ล้านรายในงาน Product Innovation Fair 2017 https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-02/ https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-02/#respond Thu, 20 Jul 2017 08:45:09 +0000 https://thestandard.co/?p=14793

     แรงกดดันจากทีมคู่แข่ง เวลาที่จำกัด […]

The post เปิดใจ 4 สตาร์ทอัพไทยหลัง Pitching สู่ฐานลูกค้า 600 ล้านรายในงาน Product Innovation Fair 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     แรงกดดันจากทีมคู่แข่ง เวลาที่จำกัด และอุปสรรคทางภาษา

     นี่เป็นเพียงตัวอย่างของสารพัดความท้าทายที่สตาร์ทอัพไทยต้องรับมือในระหว่างการนำเสนอผลงานหรือ Pitching ต่อหน้าบรรดาคณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง หรือแม้แต่นักลงทุนรายใหญ่บนเวทีระดับสากล

 

 

     วันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา THE STANDARD ได้ไปเยือนงานจัดแสดงสินค้าและบริการเชิงนวัตกรรมสุดล้ำ Product Innovation Fair 2017 ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ Optus Campus เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา และมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศสุดเข้มข้นของการพิตช์งาน โดยเหล่าสตาร์ทอัพชั้นนำของ 6 โอเปอเรเตอร์ในเครือกลุ่มบริษัท Singtel ได้แก่ Optus (ออสเตรเลีย), Globe (ฟิลิปปินส์), Telkomsel (อินโดนีเซีย), Airtel (อินเดีย), Singtel (สิงคโปร์) ร่วมด้วยตัวแทนของสตาร์ทอัพจากประเทศไทยในโครงการ AIS The StartUp โดยไฮไลต์เด็ดของงานในปีนี้ก็คือ เทรนด์ด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ AI, Machine Learning และระบบบริการบนคลาวด์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจะมาช่วยแก้ปัญหา (Pain Point) ในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้มากขึ้น ผ่านโซลูชันใหม่ๆ ของสตาร์ทอัพ

     หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าประเทศออสเตรเลียเป็นแหล่งกำเนิดนวัตกรรมที่สร้างอิมแพ็กให้กับโลก เช่น แผนที่ Google Maps หูเทียมไบโอนิกส์ (Bionic Ear) และ WiFi ความเร็วสูง ที่สำคัญยังเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ผู้คนสนุกกับการมองหาสินค้าและบริการใหม่ตลอดเวลา การพิตช์งานครั้งนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นด่านแรกที่ท้าทาย

 

 

     เราจึงชวนสตาร์ทอัพไทยทั้ง 4 ทีมในโครงการ AIS The StartUp ได้แก่ FoodStory, FlowAccount.com, AIYA และ Keyceive ที่เข้าร่วมจัดแสดงงานครั้งนี้ มาแชร์ประสบการณ์และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการพิตช์งานภายในเวลา 5-10 นาที ต่อหน้าบรรดาซีอีโอ ผู้บริหารระดับสูง และทีมสตาร์ทอัพต่างชาติ ร่วมด้วยบริษัทชั้นนำ และผู้เข้าร่วมงานในออสเตรเลีย

     สตาร์ทอัพไทยควรเตรียมตัวอย่างไร การ Pitching งานในต่างประเทศให้ประสบการณ์อะไรที่มากกว่าความท้าทาย เราได้สรุปประเด็นสำคัญมาไว้ให้แล้ว

เราต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราหยุด คนอื่นก็จะเดินตามทัน

  1. เปิดโลกใหม่

     ยิม-ฐากูร ชาติสุทธิผล ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ FoodStory เล่าว่าการได้นำแอปพลิเคชัน Food Solution บริการสำหรับธุรกิจร้านอาหารแบบครบวงจรมานำเสนอในงานนี้ช่วยเปิดมุมมองของการทำธุรกิจในสเกลระดับโลก

     คอนเซปต์ของ Food Solution คือการยกระดับธุรกิจร้านอาหารด้วยบริการดิจิทัลที่รวดเร็ว ช่วยผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนและเริ่มต้นกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การจัดการหน้าร้านไปจนถึงระบบบัญชี ภายใต้การผนึกกำลังระหว่าง Kbank AIS ร่วมด้วยสตาร์ทอัพไทย FlowAccount.com

     “ผมคิดว่าประสบการณ์ครั้งนี้ช่วยเปิดโลกอีกโลกหนึ่ง การเจอตลาดใหญ่แบบออสเตรเลียถือเป็นโอกาสที่ดี เราได้รับฟีดแบ็กจากผู้บริหารที่มีมุมมองระดับโลก ได้สังเกตพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมไปถึงระบบการจัดการและเทคโนโลยีในร้านอาหารในเมืองซิดนีย์ พนักงานบริการอย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไรให้บริการเหล่านี้ดีขึ้นได้

     “ร้านอาหารในออสเตรเลียคิดค่าแรงเป็นรายชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากเมืองไทยที่มีค่าแรงถูกกว่าชัดเจน ถ้าหากเราพิสูจน์ได้ว่าบริการของเราช่วยประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจได้จริง โดยคิดค่าใช้บริการรายเดือน-รายปี ก็อาจเป็นโอกาสที่ดี

     “ในฐานะเจ้าของธุรกิจ เราต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราหยุด คนอื่นก็จะเดินตามทัน

ธุรกิจไทยต้องทำการบ้านมากขึ้นว่าจะขยายตลาดในประเทศอื่นได้อย่างไร โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาไทย

  1. ปูทางสู่ตลาดใหม่

     ในประเด็นนี้สตาร์ทอัพไทยทั้ง 4 ทีมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเดินทางครั้งนี้ นอกจากจะได้ทำความรู้จักกับตลาดใหม่แล้ว ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการขยายธุรกิจในอนาคตอีกด้วย

     กฤษฎา ชุตินธร  ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท FlowAccount.com และอยู่เบื้องหลังการพัฒนาระบบบัญชีของแอปพลิเคชัน Food Solution ชี้ว่าการเปิดตลาดในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในประเทศที่มีการแข่งขันสูงเป็นทุนเดิม การมีพันธมิตรทางธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

     “การได้มาพรีเซนต์งานกับกลุ่มซีอีโอในเครือ Singtel และผู้ใช้อีกหลายร้อยล้านคนเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ เราได้ทั้งประสบการณ์และโอกาสการเชื่อมต่อธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ เพราะการไปเปิดตลาดใหม่เป็นสิ่งที่ยากมากๆ ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรง อย่างน้อยประตูมันเปิดแล้ว อยู่ที่ว่าเรามีความสามารถเพียงพอไหม โซลูชันของเราจะตอบโจทย์ของประเทศนั้นๆ จริงหรือเปล่า

     “ธุรกิจไทยต้องทำการบ้านมากขึ้นว่าจะขยายตลาดในประเทศอื่นได้อย่างไร โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาไทย เราก็ต้องปรับตัวทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และบริการ ควบคู่กับปรับปรุงระบบของเราให้เข้ากับระบบบัญชีในแต่ละประเทศ สำหรับการเปิดตลาดใหม่ ตลาดขนาดใหญ่ก็ยิ่งใช้เงินทุนเยอะ เราก็ต้องดูความเหมาะสมของระบบ และความเหมาะสมในการลงทุนด้วยว่าเราสู้ไหวไหม ระดมทุนมามากพอที่จะขยายตลาดในแต่ละประเทศหรือเปล่า นี่คือโจทย์ที่เราต้องประเมิน”

เทคโนโลยีมันจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทุกอย่างจะกลับมาตอบโจทย์เรื่องของผู้บริโภค

  1. ศึกษาเทรนด์เทคโนโลยีจากผู้นำด้านนวัตกรรม

     ด้าน อัจฉริยะ ดาโรจน์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ AIYA ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแชตบ็อตสำหรับธุรกิจ มองว่าเป็นโอกาสดีที่ได้มาสำรวจเทรนด์ด้านเทคโนโลยีในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมอย่างออสเตรเลีย โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีในงาน Product Innovation Fair 2017

     “เราได้เห็นนวัตกรรมในแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของคนในประเทศนั้นๆ และได้รู้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างไร งานนี้ก็ได้รวบรวมอินไซต์ของผู้บริโภคจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียและออสเตรเลียมาไว้ในที่เดียว ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการมองภาพรวมและคาดการณ์แนวโน้มล่วงหน้าเพื่อขยายตลาดไปต่างประเทศ

     “ตลาดแชตบ็อตในไทยเพิ่งเริ่มต้น ประเทศอื่นเขาใช้เทคโนโลยีนี้มาเป็นปีแล้ว ผมว่าเทคโนโลยีมันจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทุกอย่างจะกลับมาตอบโจทย์เรื่องของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี เทเลคอม แชตบ็อต หรือบ้านอัตโนมัติ”

  1. ได้แรงบันดาลใจต่อยอดไอเดียใหม่ๆ

     คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่าการเดินทางคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจนับไม่ถ้วน ทัศนัย แสวงทรัพย์ ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะ Keycieve เจ้าของผลงาน Smart Keybox ที่ใช้เทคโนโลยี Internet Of Things (IoTs) มาต่อยอดบริการ กล่าวว่าซิดนีย์เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อด้านการออกแบบ ทำให้เขาเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจมาเพียบ

     “เราได้เห็นการออกแบบสถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ และเทคโนโลยีในซิดนีย์  ได้รู้ว่าผู้คนที่นี่ชอบงานดีไซน์แบบไหน ซึ่งมีประโยชน์กับการพัฒนาโปรดักต์ของเรา ที่สำคัญเราได้มาเห็นวิธีการทำงานแบบมือโปร ความเอาจริงเอาจัง และสภาพแวดล้อมที่มีคนทำงานเก่งๆ มารวมตัวกัน เป็นแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดี

     “ตลาดต่างประเทศจะเข้าใจและตอบรับสินค้าของเราได้ง่ายกว่าตลาดในประเทศ ที่นี่ยังมีโอกาสอีกเยอะ โดยเฉพาะด้าน IoTs ซึ่งคนยังไม่ค่อยตื่นตัวกันมาก”

สตาร์ทอัพควรจะมีแนวคิดแบบ Think Global, Start Local ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มธุรกิจ

 

หมัดเด็ดที่ควรรู้ เมื่อต้องพิตช์งานกับนักลงทุนระดับโลก

     แน่นอนว่าการพิตช์งานต่อหน้านักลงทุน ผู้บริหาร และบริษัทชั้นนำในต่างแดนย่อมไม่ง่าย ไหนจะงัดวาทศิลป์ขึ้นมามัดใจผู้ฟังเพื่อให้เป็นที่จดจำ ดร. ศรีหทัย พราหมณี Head of AIS The StartUp ผู้อยู่เบื้องหลังและร่วมสนับสนุนสตาร์ทอัพในโครงการมาตั้งแต่วันแรก มาร่วมแชร์เคล็ดลับการพิตช์งานให้โดนใจผู้ฟังภายใต้แรงกดดันและเวลาอันแสนจำกัด

     “การพิตช์งานภายในเวลาแค่ 5-10 นาทีต่อหน้าซีอีโอของบริษัทชั้นนำจากหลายประเทศ เท่ากับว่าพวกเขากำลังพิตช์ไปสู่ฐานลูกค้ามากกว่า 600 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่โอกาสที่หาได้ง่ายๆ นัก ฟีดแบ็กที่ได้รับจากซีอีโอเหล่านั้นก็จะครอบคลุมการบริการให้กับลูกค้าถึง 600 ล้านราย ก็เป็นหน้าที่ของสตาร์ทอัพที่ต้องตัดสินใจเองว่า จะนำความคิดเห็นไหนมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจและทิศทางในอนาคตของตัวเอง

     “สตาร์ทอัพควรจะมีแนวคิดแบบ Think Global, Start Local ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มธุรกิจ บางครั้งสตาร์ทอัพโฟกัสกับความต้องการของ Local มากเกินไปจนหลุดจากทิศทางของตลาด Global ดังนั้นการพาสตาร์ทอัพไปศึกษาตลาดต่างประเทศตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น เป็นการส่งเสริมให้เขาได้เห็นเทรนด์โลก เรียนรู้เร็ว และปรับตัวเข้าสู่ตลาดโลกได้เร็ว”

 


     
ติดตามซีรีส์บทความ AIS The StartUp Visits Australia ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า 

     อ่านตอนแรกได้ที่นี่

 

Photo: AIS The StartUp

ภาพประกอบ: Karin Foxx

The post เปิดใจ 4 สตาร์ทอัพไทยหลัง Pitching สู่ฐานลูกค้า 600 ล้านรายในงาน Product Innovation Fair 2017 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-02/feed/ 0
‘ต้องวางแผนไปถึงระดับโลก’ Edgar Hardless ซีอีโอ Singtel Innov8 มองคลื่นลูกใหม่ของสตาร์ทอัพไทยจาก AIS The StartUp https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-01/ https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-01/#respond Tue, 11 Jul 2017 04:29:31 +0000 https://thestandard.co/?p=13095

     เรียกได้ว่าเป็นปีที่ AIS ขยับตัวครั […]

The post ‘ต้องวางแผนไปถึงระดับโลก’ Edgar Hardless ซีอีโอ Singtel Innov8 มองคลื่นลูกใหม่ของสตาร์ทอัพไทยจาก AIS The StartUp appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เรียกได้ว่าเป็นปีที่ AIS ขยับตัวครั้งใหญ่อย่างเห็นได้ชัด ล่าสุดโครงการ AIS The StartUp ได้พา 4 สตาร์ทอัพไทย ได้แก่ FoodStory, FlowAccount.com, AIYA และ Keycieve ไปนำเสนอผลงานไกลถึงต่างแดน ในงาน Product Innovation Fair 2017 เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่วันที่ 3-4 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา

     ไม่เพียงเท่านั้น ทาง AIS ยังชวน เอ็ดการ์ ฮาร์ดเลส (Edgar Hardless) ซีอีโอแห่ง Singtel Innov8 หน่วยลงทุน หรือ Corporate Venture Capital (CVC) ในเครือบริษัท Singtel เทเลคอมยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนทั่วโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา อิสราเอล ออสเตรเลีย และเอเชีย ที่มีประสบการณ์นำ 4 บริษัทเข้าตลาดหุ้นในสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งสร้างสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น 3 ราย ได้แก่ Arista Networks, Jasper Wireless และ Ruckus มาร่วมแชร์ประสบการณ์และให้คำแนะนำกับสตาร์ทอัพไทยทั้ง 4 ทีม ในฐานะ Mentor พิเศษอีกด้วย




     ด้าน ดร. ศรีหทัย พราหมณี Head of AIS The StartUp เผยว่า ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับสตาร์ทอัพไทยเลยทีเดียว เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็น Mentor ระดับซีอีโอ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการส่งเสริมสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมให้คำแนะนำและติวเข้มเกี่ยวกับแผนธุรกิจด้วยตัวเอง

     “เอ็ดการ์เดินทางไปหลายประเทศ เขามีประสบการณ์ตรงในการพูดคุยและลงทุนกับสตาร์ทอัพมากมายทั่วโลก ดังนั้น เขาสามารถถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นให้กับสตาร์ทอัพไทยได้โดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น AIS The StartUp กับ Singtel Innov8 จะร่วมกันติดตามผลการดำเนินงานของสตาร์ทอัพที่ได้รับความช่วยเหลือและคำแนะนำจาก Mentor อย่างต่อเนื่อง
“นักกีฬาโอลิมปิกต้องมีโค้ชคอยแนะนำทักษะและเทคนิค การทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ก็เช่นกัน จะต้องมี Mentor ที่คอยให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด และเป็นเหมือนคนคอยดูเข็มทิศให้สตาร์ทอัพขับเคลื่อนธุรกิจของเขาไปในเส้นทางที่ดีที่สุด เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่เขาตั้งไว้”

 

     THE STANDARD ได้พูดคุยกับ เอ็ดการ์ ฮาร์ดเลส ถึงโอกาสและความท้าทายสำคัญที่สตาร์ทอัพไทยต้องก้าวข้ามไปให้ได้ในวันนี้

 

 

คุณคิดอย่างไรกับวงการสตาร์ทอัพไทยในปัจจุบัน หลังจากได้พูดคุยและให้คำปรึกษากับทั้ง 4 ทีม

     ผมติดตามสถานการณ์ของสตาร์ทอัพไทยมานาน ตั้งแต่ AIS เปิดตัวโครงการ AIS The StartUp ปี 2011 ผมเห็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของสตาร์ทอัพในไทย ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ ผลงานของทั้ง 4 ทีมถือว่าน่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมได้เห็นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พวกเขามองไปถึงเรื่องของ Internet of Things (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ซึ่งเป็นประเด็นที่พูดถึงกันแพร่หลายในปัจจุบัน มันสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยตื่นตัวกับเทรนด์ใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีกันมากขึ้น และมองหาโอกาสว่าจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาออกแบบวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตลาดในไทยอย่างยิ่ง

 

ทำไม Mentor จึงสำคัญกับการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ

     การให้คำปรึกษาเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ผมคิดว่าโครงการ AIS The StartUp ไม่เพียงเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพได้พบกับ Mentor ชั้นนำในไทย แต่รวมไปถึง Mentor จากประเทศอื่นที่สามารถถ่ายทอดมุมมองของตลาดในภูมิภาคหรือระดับโลกได้ ผู้ประกอบการควรเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ถ้าอยากจะขยายตลาดออกไปนอกประเทศ ในฐานะตัวแทนจากบริษัท Singtel เรายินดีที่ได้พบและพูดคุยกับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพหน้าใหม่ ตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาค้นพบความต้องการของตัวเอง และรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป

 

คุณคิดว่าโครงการ AIS The StartUp จะช่วยพัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพไทยให้แข่งขันกับบริษัทชั้นนำในอาเซียนหรือก้าวสู่เวทีโลกได้ไหม

     AIS เชี่ยวชาญในตลาดไทย ช่วยให้เขาทำตลาดในไทยได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่า การพา 4 สตาร์ทอัพไทยไปนำเสนอผลงานในประเทศออสเตรเลีย จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจวิธีการต่อยอดไอเดียและขยายธุรกิจออกไปสู่ตลาดในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่เจ้าของสตาร์ทอัพจะต้องวางแผนขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาค หรือระดับโลกตั้งแต่แรก

 

 


ทำไมระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในออสเตรเลียจึงน่าสนใจ

     ออสเตรเลียมีประวัติศาสตร์ด้านนวัตกรรมมายาวนาน และบริษัท Optus โอเปอเรเตอร์ในเครือ Singtel ก็เป็นธุรกิจเทเลคอมที่มีบทบาทสำคัญในออสเตรเลีย จากประสบการณ์ที่ได้พบเจอบริษัทชั้นนำและลงทุนกับสตาร์ทอัพที่นี่ ผมบอกได้เลยว่า ผู้ประกอบการในออสเตรเลียเป็นคนกระตือรือร้นและมีไอเดียสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยม เราพยายามทำทุกวิถีทางที่จะสนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพที่นี่ เช่นเดียวกับในประเทศไทย และเชื่อมั่นว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นระบบนิเวศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เบ่งบานเต็มที่ เต็มไปด้วยสตาร์ทอัพที่คิดค้นทางแก้ปัญหาที่ดีจริงๆ ที่สำคัญ ผู้ประกอบการไทยและชาวออสเตรเลียได้เปรียบตรงที่เข้าใจปัญหาของคนท้องถิ่นได้ลึกซึ้งกว่า จึงสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เคล็ดลับที่ช่วยผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยก้าวไปสู่ระดับภูมิภาคหรือเวทีโลกได้สำเร็จคืออะไร

     ข้อแรก คุณต้องเข้าใจในตลาดที่ต้องการจะไปก่อน รู้ว่าธุรกิจมีตลาดรองรับจริงไหม ลูกค้าที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการอยู่ที่ไหน มันสำคัญมากที่จะต้องศึกษาวิจัยว่าคู่แข่งคือใคร และมีเจ้าไหนอยู่ในตลาดเดียวกันกับคุณ เจ้าของสตาร์ทอัพมักจะเชื่อมั่นในไอเดียของตัวเองว่า ไม่มีใครเคยคิดผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เจ๋งแบบนี้ แต่ในความเป็นจริง อาจจะมีคนที่คิดและทำก่อนแล้วก็เป็นได้ ฉะนั้น คุณต้องศึกษาว่าคู่แข่งคือใคร เปรียบเทียบจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ของตัวเองกับคู่แข่งรายอื่น ท้ายที่สุดแล้วสตาร์ทอัพที่ก้าวไปสู่ระดับโลกได้สำเร็จ ก็จะต้องแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลก ดังนั้น คุณต้องแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเองแตกต่างไปจากคู่แข่งจริง

 

 

ในฐานะนักลงทุนที่เจนสนาม คุณตัดสินใจเลือกลงทุนกับสตาร์ทอัพจากปัจจัยอะไรบ้าง

     สตาร์ทอัพต้องมีทีมที่ดี มีประสบการณ์ และเข้าใจเทคโนโลยีในตลาดเป้าหมาย นี่คือสิ่งสำคัญต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้น (Early Stage) ผมมักจะตั้งคำถามว่า พวกเขาเห็นโอกาสแบบไหนในตลาด หรือมองแค่ตลาดในประเทศอย่างเดียว เขาเชื่อว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของตัวเองจะขยายไปสู่ตลาดโลกได้หรือไม่ ในฐานะนักลงทุน ผมสนใจวิธีแก้ปัญหา (Solution) ว่ามีศักยภาพมากพอที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดระดับภูมิภาคหรือระดับโลกหรือไม่ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่ใหญ่กว่า ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าสตาร์ทอัพโลคัลจะไม่ได้รับโอกาสที่ดีนะครับ แต่นักลงทุนจากต่างประเทศจะมองหาธุรกิจที่มีโอกาสมากกว่าและขยายตลาดออกนอกประเทศได้ ที่สำคัญนักลงทุนจะเชื่อมั่นในสตาร์ทอัพก็ต่อเมื่อพวกเขามี execution plan หรือแผนงานที่ปูทางไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างชัดเจน

 

ความท้าทายของการลงทุนสตาร์ทอัพในไทยและภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบันคืออะไร

     ผมคิดว่าสิ่งที่ท้าทายในตอนนี้ก็คือ การหา Mentor มาเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Innov8 Sparks ของ Singtel หรือ AIS The StartUp เพื่อให้สตาร์ทอัพมีโอกาสพูดคุยปรึกษาแผนธุรกิจกับ Mentor ได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ดี ในฐานะ CVC เรามองว่าสตาร์ทอัพที่ต้องการเงินลงทุน ควรจะมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนว่า ต้องการแก้ปัญหาอะไร ทำไมวิธีการของพวกเขาจึงตอบโจทย์มากที่สุด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแพสชันที่น่าชื่นชม แต่ยังไม่ได้คิดอย่างรอบด้าน พวกเขาจำเป็นต้องสร้างธุรกิจที่มอบผลตอบแทนที่ดีกลับคืนไปยังนักลงทุนเช่นกัน

 

คุณคาดหวังอะไรจากการสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยในโครงการนี้

     เราทำงานร่วมกับ AIS และโครงการ AIS The StartUp อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะพาสตาร์ทอัพไทยไปเยือนประเทศออสเตรเลีย และสัมผัสกับระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในออสเตรเลีย รู้จักนักลงทุน Mentor และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เราหวังว่าทริปนี้จะช่วยเปิดมุมมองของสตาร์ทอัพไทยให้กว้างขึ้น จากการพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการในตลาดอื่นๆ ตลอดจนแลกเปลี่ยนปัญหาที่พบเจอเหมือนๆ กัน แม้ว่าผู้ประกอบการท้องถิ่นจะเจอโจทย์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด แต่ผู้ประกอบการไทยสามารถเรียนรู้จากปัญหา และแนวทางแก้ไขจากคนทำธุรกิจในออสเตรเลียเช่นกัน ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสดีที่นักลงทุนต่างชาติจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย


     ติดตามซีรีส์บทความ AIS The StartUp Visits Australia ตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า

 

Photo: AIS The StartUp

The post ‘ต้องวางแผนไปถึงระดับโลก’ Edgar Hardless ซีอีโอ Singtel Innov8 มองคลื่นลูกใหม่ของสตาร์ทอัพไทยจาก AIS The StartUp appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-ais-the-startup-visits-australia-01/feed/ 0