AI Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ai/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 28 Jun 2025 16:01:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศไทยจะเหยียบคันเร่งหรือเข้าเกียร์ว่าง? เจาะลึกทางออกก่อนที่เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/thailand-ai-future-strategy-accelerate-or-idle/ Sun, 29 Jun 2025 02:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1090500

หากเปรียบการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นคลื่น ปัญญาประดิษฐ์ หร […]

The post เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศไทยจะเหยียบคันเร่งหรือเข้าเกียร์ว่าง? เจาะลึกทางออกก่อนที่เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากเปรียบการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นคลื่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก็คงเป็นคลื่นยักษ์ที่กำลังถาโถมเข้าใส่ทุกชายฝั่งของอุตสาหกรรมอย่างไม่มีข้อยกเว้น จากที่เคยเป็นเพียงแนวคิดในนิยายวิทยาศาสตร์ วันนี้ AI ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน 

 

กลายเป็นผู้ช่วยที่มองไม่เห็นซึ่งคอยขับเคลื่อนทุกอย่างตั้งแต่การแนะนำเพลงที่เราฟังไปจนถึงการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ พลังของมันมหาศาลเกินกว่าจะถูกมองข้าม และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทุกธุรกิจและทุกประเทศต้องหันมาเผชิญหน้าอย่างจริงจัง

 

เวทีเสวนา ‘AI & The Next Economic Leap: พลิกโฉมธุรกิจ พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย’ ในงาน Bangkok AI Week 2025 จึงเปรียบเสมือนการเปิดหน้ากระดานสนทนาครั้งสำคัญของประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากมุมมองของ กล้า ตั้งสุวรรณ แห่ง Wisesight (Thailand) และ ปริชญ์ รังสิมานนท์ จาก Looloo Technology 

 

ก่อนจะส่งไม้ต่อให้วงเสวนาที่รวมสุดยอดขุนพลจากหลากหลายวงการ ทั้ง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร จาก SCB 10X, แซม ตันสกุล แห่ง The Capital T และ ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคม AIEAT ซึ่งดำเนินรายการโดย ศิรัถยา อิศรภักดี จาก THE STANDARD WEALTH เพื่อร่วมกันถอดรหัสว่า AI คือ ‘โอกาสทอง’ ที่จะพลิกอนาคตเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร

 

 

AI: พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะวิกฤต

ท่ามกลางเสียงบ่นว่าเศรษฐกิจซบเซา บนเวทีได้เสรอมุมมองที่ว่า ‘เศรษฐกิจแย่ แต่บริษัทคุณไม่จำเป็นต้องแย่ด้วย’ เพราะในภาวะที่ทุกคนเคลื่อนตัวช้า คือจังหวะที่ดีที่สุดในการปรับตัวและเร่งสปีดแซงหน้าคู่แข่ง AI ได้กลายเป็นเครื่องมือประชาธิปไตยทางเทคโนโลยี ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สามารถสร้างการเติบโตแบบทวีคูณได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนมหาศาล ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กทำงานได้โดยใช้ทรัพยากรบุคคลน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่นบริษัทพวงหรีดที่ใช้ AI บริหารจัดการทุกอย่างแบบครบวงจร ตั้งแต่รับออเดอร์ จัดการคิวงาน ขนส่ง ติดตามสถานะ ชำระเงิน จนถึงการนำเงินไปบริจาคต่อ โดยมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด และสามารถสร้างผลลัพธ์ด้วยการบริจาคเงินกว่า 30 ล้านบาทใน 5 ปี 

 

ปริชญ์ รังสิมานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ลูลู่ เทคโนโลยี จำกัด

 

นี่คือภาพสะท้อนของการเติบโตแบบ ‘Exponential’ ที่ AI กำลังสร้างขึ้น และเป็นบทพิสูจน์ว่าขนาดขององค์กรไม่สำคัญเท่าความเร็วในการปรับตัว

 

ศักยภาพของ AI ที่ไกลกว่าแค่ Chatbot

หลายคนอาจยังติดภาพว่า AI เป็นเพียง Chatbot สำหรับถามตอบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพของ AI ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและน่าทึ่ง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกที่ใช้ AI จัดการสต็อกสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำ และสร้างระบบแนะนำสินค้าที่รู้ใจลูกค้า จนสามารถเพิ่มรายได้หลักสิบล้านถึงร้อยล้านบาท

 

ในวงการสาธารณสุข AI ช่วยลดภาระงานเอกสารของแพทย์ได้ถึง 40% ผ่านการถอดเสียงและสรุปข้อมูลคนไข้อัตโนมัติ ทำให้พวกเขามีเวลาล้ำค่าไปทุ่มเทกับการรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น หรือในธุรกิจประกันภัยที่นำ AI มาช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบการสนทนาของพนักงานขาย เพื่อให้แน่ใจว่าได้ให้ข้อมูลครบถ้วนตามกฎเกณฑ์ ซึ่งช่วยลดอัตราการยกเลิกกรมธรรม์ได้ถึงครึ่งหนึ่ง 

 

แม้กระทั่งในภาคการเกษตรที่ประเทศอย่างจอร์เจียใช้รถขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ควบคุมด้วย AI เพื่อฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าเฉพาะจุด ลดการใช้สารเคมีได้มหาศาลถึง 90%

 

 

เบื้องหลังความฉลาด: ข้อมูล กำลังคน และการลงทุน

หัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้ AI เติบโตคือ ‘ข้อมูล’ ความฉลาดของ AI ขึ้นอยู่กับปริมาณและความหลากหลายของข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน ยิ่งมีข้อมูลมหาศาล AI ก็จะยิ่งเรียนรู้และสร้างโมเดลความรู้ที่ซับซ้อนขึ้นได้เอง 

 

แต่สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเตือนคือ แม้ AI จะทำงานได้แม่นยำและรวดเร็วแค่ไหน AI กลับไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นมนุษย์จึงยังคงต้องเป็นผู้ตัดสินใจและผู้รับผิดชอบสุดท้ายเสมอ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและความปลอดภัย

 

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

ด้วยเหตุนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกจึงทุ่มงบประมาณระดับหมื่นล้านถึงแสนล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อสร้าง AI Factory และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง แม้จะยังไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนในระยะสั้นก็ตาม การลงทุนนี้ครอบคลุมไปถึง ‘Robot AI’ และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งมีข้อมูลสถิติที่ชัดเจนว่าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ

 

ความท้าทายของไทยบนสมรภูมิ AI

แม้ประเทศไทยจะมีต้นทุนที่ดีอย่าง ‘พลังงานที่เสถียร’ และ ‘ข้อมูลมหาศาล’ จากการที่ประชากรใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในระดับสูง แต่เมื่อมองลึกลงไป เรากลับเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลหลายประการ 

 

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการขาดแคลน ‘AI Talent’ ที่มีคุณภาพและสามารถลงมือทำงานได้จริง เรามีบุคลากรในด้านนี้ไม่ถึง 10,000 คน ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมาย 30,000 คนในปี 2027 อย่างมาก 

 

ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซแนปส์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

การขาดแคลนนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลข แต่หมายถึงการสูญเสียโอกาสในการเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และอาจทำให้เราติดกับดักการเป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

อุปสรรคสำคัญถัดมาคือข้อจำกัดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะ ‘PDPA’ และกฎระเบียบอื่นๆ ที่ทำให้การนำข้อมูลมาใช้ฝึกฝน AI ไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ซึ่งนำไปสู่ประเด็นน่ากังวลเรื่อง ‘อธิปไตยทางข้อมูล’ (Data Sovereignty) เพราะเมื่อเราใช้ข้อมูลในประเทศได้ไม่เต็มศักยภาพ ข้อมูลของคนไทยกลับถูกนำไปใช้เทรน AI ของแพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้พวกเขายิ่งฉลาดขึ้นและเข้าใจคนไทยดียิ่งกว่าเราเสียอีก

 

นอกจากนี้ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ และ Mindset ของผู้บริหารจำนวนมากยังคงเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น หลายองค์กรยังยึดติดกับระบบเดิมๆ ไม่กล้าลงทุนในสิ่งที่ผลตอบแทนไม่ชัดเจนในทันที หรือมัวแต่รอเทคโนโลยีที่ ‘ถูกที่สุด’ ซึ่งในโลกของ AI ที่เปลี่ยนแปลงรายวัน การรอคอยหมายถึงการถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ จนตามไม่ทัน 

 

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB 10X

 

แซม ตันสกุล CEO & Founder, The Capital T and Senior Advisor, Beryl8 จำกัด (มหาชน) & Antares Venture Capital

 

ปิดท้ายด้วย Ecosystem ที่ยังไม่เอื้อต่อการเติบโตของ Startup โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำ Research-Based AI ซึ่งต้องการการลงทุนระยะยาว เรายังขาดแคลน Angel Investor ที่พร้อมจะสนับสนุนไอเดียใหม่ๆ ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ผู้ประกอบการที่เก่งกาจจำนวนมากต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวหรือล้มเลิกไปในที่สุด

 

ทิศทางก้าวต่อไปของประเทศไทย

เพื่อทะลายกำแพงและปลดล็อกศักยภาพของประเทศ ข้อเสนอแนะจากเวทีได้ชี้ทิศทางที่ชัดเจนและต้องลงมือทำทันที ประการแรกคือการเปลี่ยนวิธีคิด ต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ ‘Pain Point’ ของธุรกิจให้ถ่องแท้ 

 

แล้วจึงนำ AI มาใช้เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ ไม่ใช่การวิ่งตามเทคโนโลยีเพียงเพราะมันเป็นกระแส แนวทางนี้จะช่วยให้การลงทุนใน AI เกิดผลตอบแทนที่แท้จริงและไม่สูญเปล่า

 

ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการสร้าง ‘AI Talent’ ที่มีคุณภาพและลงมือทำได้จริง เราไม่ได้ต้องการแค่นักทฤษฎี แต่ต้องการ ‘AI Engineer’ ที่สามารถนำโมเดลไปใช้งานจริงในสเกลใหญ่ได้ 

 

 

รวมถึงต้องส่งเสริมให้เกิดคนที่มีความสามารถในการสร้างโมเดลใหม่ๆ (Advanced AI) เพื่อให้ไทยขยับจากการเป็นผู้ใช้ไปสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม โดยภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันสร้างแรงจูงใจและเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้เข้ามาฝึกงานและทำงานจริงเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์

 

ในด้านกฎระเบียบ ต้องมีการทบทวนเพื่อ ‘ปลดล็อกการใช้ข้อมูล’ อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย โดยอาจนำเทคโนโลยีอย่าง Zero-Knowledge Proof หรือ Federated Learning มาใช้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว 

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรแสดงบทบาทผู้นำในการลงทุน โดยอาจทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมลงทุน (LP) ในกองทุน Venture Capital เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใน AI Startup ที่มีศักยภาพ เหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียทำจนประสบความสำเร็จ

 

ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และผู้ดำเนินรายการ Morning Wealth ทาง THE STANDARD WEALTH

 

 

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการนำจากผู้นำองค์กร ‘CEO ต้องเป็นเจ้าของ AI Transformation’ โดยตรง ต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีและเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ไม่ใช่แค่โยนให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายไอที 

 

เพราะการนำ AI มาใช้ไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิธีคิดของทั้งองค์กร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังมาถึง

The post เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วย AI ประเทศไทยจะเหยียบคันเร่งหรือเข้าเกียร์ว่าง? เจาะลึกทางออกก่อนที่เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
“AI คือทางรอดของประเทศไทย” รัฐและเอกชนต้องเร่งเครื่องสู่ฮับ AI แห่งเอเชียท่ามกลางวิกฤตโลกใหม่ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ai-thailand-national-strategy-asia-hub/ Tue, 24 Jun 2025 10:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1088280 ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นเทคโนโลย […]

The post “AI คือทางรอดของประเทศไทย” รัฐและเอกชนต้องเร่งเครื่องสู่ฮับ AI แห่งเอเชียท่ามกลางวิกฤตโลกใหม่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

หากย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นเทคโนโลยีที่เป็นกระแสและคลื่นลูกใหม่ที่ใคร ๆ ก็จับตามอง แต่ปัจจุบัน AI กำลังจะกลายเป็น “ปัจจัยที่ 6” ต่อจากสมาร์ตโฟนที่เป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์เสียแล้ว

 

 

มากไปกว่านั้น AI ก็กำลังเป็น ‘ทางรอดใหม่’ ของหลากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นในภาคการเงิน การแพทย์ การศึกษา หรือแม้กระทั่งชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป

 

แล้วเมื่อคลื่นลูกใหม่นี้พัดมา ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก? จะคว้าโอกาสไว้ทัน หรือปล่อยให้ซ้ำรอยกับอดีตที่เคยพลาดการเปลี่ยนแปลงในยุคไมโครชิปและดิจิทัลมาแล้ว 

 

เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกันอย่างเข้มข้นในงาน Bangkok AI Week 2025 กับช่วงเสวนา “ยุทธศาสตร์ AI ไทย: วางจุดยืนอย่างไรในเวทีโลก” กับ 3 มุมมองผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Preceptor AI วิศวกรด้าน AI และ AIGC Expert Fellows

 

คลื่นของ AGI และศักยภาพของไทยในระบบนิเวศ AI โลก

 

โลกกำลังขยับสู่การสร้าง AGI (Artificial General Intelligence) หรือ AI ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างแท้จริงในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิด วิเคราะห์ หรือแม้แต่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดว่า AGI อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ความได้เปรียบจะอยู่ที่ประเทศที่สามารถสร้าง ต่อยอด และควบคุม AI ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การใช้งาน AI จากต่างประเทศ

 

ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Preceptor AI วิศวกรด้าน AI และ AIGC Expert Fellows

 

ซึ่งใน Value Chain ของ AI โลกประกอบด้วย 4 ชั้น

 

  • Infrastructure เช่น ชิปประมวลผล (GPU/TPU) ระบบ Cloud และ Data Center ซึ่งไทยยังไม่มีศักยภาพในการผลิตชิปเอง แต่ภาคเอกชนเริ่มลงทุนในศูนย์ประมวลผลภายในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างชาติ ทั้งในแง่ต้นทุน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความมั่นคงของข้อมูล

 

  • Foundational Model เช่น LLM หรือโมเดลพื้นฐานแบบ ChatGPT, Gemini, Claude ซึ่งใช้ทรัพยากรมหาศาลและมักพัฒนาโดย Big Tech ต่างชาติ แม้ไทยยังตามหลังในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน แต่สามารถเริ่มต้นในระดับวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้และลดการพึ่งพาในยามวิกฤต

 

  • Customized Model คือจุดแข็งที่ประเทศไทยมีโอกาส เช่น การนำ LLM มาปรับให้เหมาะกับภาษาไทย บริบทไทย อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน เช่น AI เพื่อการแพทย์ไทย วินิจฉัยโรคจากข้อมูลท้องถิ่น หรือโมเดลที่วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ

 

  • Application เป็น Layer ที่สร้างการใช้งานจริงในชีวิต เช่น ระบบแนะนำสินค้า การแปลภาษาอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ข้อมูลสาธารณสุข หรือ AI ที่ช่วยงานเอกสารในภาครัฐ

 

โอกาสของไทยจึงอยู่ที่การเร่งพัฒนา Layer 3 และ 4 ซึ่งใช้ทรัพยากรน้อยกว่า แต่ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับบริบทไทย และช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้นและกลาง

 

ประเทศไทยกำลังอยู่จุดไหนของโลก AI

 

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นวางแผนด้าน AI เพียงเพราะกระแสของ ChatGPT แต่มีการเตรียมการล่วงหน้ามาก่อนหน้านั้นหลายปี โดยในปี 2565 มีการประกาศแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ และตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กับปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นเลขานุการร่วม

 

ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด 

ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)

ยุทธศาสตร์นี้เริ่มต้นจากการมองว่า AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นนโยบายระดับชาติที่ต้องบูรณาการกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทุนมนุษย์ไทย

 

ปัจจุบันยุทธศาสตร์ AI ได้เข้าสู่ระยะที่ 2 โดยมี 2 เสาหลักคือ

 

  • ความพร้อม (Readiness)
    • ภายใน 2 ปี ต้องทำให้ประชาชนไทย 10 ล้านคนมี AI Literacy รู้จัก ใช้เป็น และใช้ได้อย่างปลอดภัย
    • ผลิต AI Professional อย่างน้อย 90,000 คน และ AI Programmer 50,000 คน
    • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Data Center ในประเทศ โดยอาศัยพลังงานสะอาด และร่วมมือกับเอกชนระดับโลก
    • เร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมาย AI, Data Governance และ PDPA ฉบับปรับปรุง

 

  • การนำไปใช้ (Adoption) 
    • มุ่งเน้นการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ การสาธารณสุข การท่องเที่ยว และการเกษตรกรรม
    • ใช้ AI ใน 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ (Digital Government), การแพทย์, การศึกษา, การเกษตร และการท่องเที่ยว
    • ภาคเอกชน เช่น ธนาคาร Startup และ E-commerce มีการนำ AI ไปใช้อย่างจริงจังอยู่แล้ว แต่ภาครัฐต้องเร่งตามให้ทัน
    • วัดผลตอบแทนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม (ROI) เพื่อสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว

 

‘อธิปไตยทาง AI’ เพราะแค่พึ่งพาไม่เพียงพออีกต่อไป

 

AI Sovereignty หรืออธิปไตยทาง AI เป็นแนวคิดที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมผลิตชิปหรือโมเดล AI ขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง

 

ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

ในกรณีของประเทศไทย แม้จะยังไม่มีความสามารถในการผลิต Hardware แต่สามารถควบคุม Data และโมเดลที่ใช้ในประเทศได้ เช่น

 

  • ตั้ง Data Center ภายในประเทศเพื่อลดต้นทุนจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างชาติ
  • พัฒนาโมเดลขนาดเล็ก (Small LLM) ด้วยข้อมูลไทย เพื่อใช้ในราชการ การแพทย์ และการศึกษา
  • ป้องกันไม่ให้โมเดลต่างชาติเข้าใจผิดหรือให้ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเลือกแนวทางการพัฒนา AI แบบเปิด (Open Source AI) โดยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมลงนามในปฏิญญา Open Source ที่งาน AI Safety Summit ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในขณะที่บางมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ยังไม่ได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

 

ภาครัฐ-เอกชน ต้องเดินหน้าและทำงานร่วมกัน

 

การพัฒนา AI ของไทยต้องอาศัยการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างแท้จริง ภาครัฐไม่ควรทำเองทั้งหมด แต่ควรเป็นผู้อำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมให้ภาคเอกชนเติบโต

 

 

Action Plan ของภาครัฐ

 

  • ตั้งกองทุน AI โดยเฉพาะ ไม่ใช่กระจายไปในกองทุนดีอี ทั่วไป
  • กำหนดโจทย์ระดับประเทศ เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาผลผลิตเกษตร และการศึกษา ให้เอกชนเข้ามาร่วมแก้
  • เปิดโอกาสให้ Startup ไทยเข้าร่วมโครงการภาครัฐได้มากขึ้น โดยปรับ Spec และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสม

 

Action Plan ของภาคเอกชน

 

  • ลงทุนในโมเดลเฉพาะทางที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ให้ผลลัพธ์สูง
  • ใช้ข้อมูลของไทยให้เกิดประโยชน์ เช่น การเทรนโมเดลจากพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยจริงๆ
  • ร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาโซลูชันในสเกลประเทศ
  • สร้างกฎหมายและธรรมาภิบาล ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

ไทยมีศักยภาพเป็น ‘ฮับเทคโนโลยี’ สำหรับ AI

 

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยก็ไม่ได้ยืนรอภาครัฐอย่างเดียว ปัจจุบันมีบริษัทไทยจำนวนมากที่เร่งลงทุนใน GPU หลายหมื่นตัวเพื่อเตรียมพร้อมสู่ยุค AI อย่างจริงจัง ขณะที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง AWS และ Google ก็ตัดสินใจตั้ง Data Center ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะฮับเทคโนโลยีในอาเซียน

 

รัฐบาลจึงตั้งเป้าเร่งระดมการลงทุนด้าน AI ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาทในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศในระยะยาว

 

 

ประเทศไทยยังมีแนวคิดจัดตั้งรัฐวิสาหกิจด้านข้อมูล (Data Utility) เพื่อดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสาธารณะอย่างเป็นระบบ และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรข้อมูล

 

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systematic Risk) จากการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ เช่น การใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่งแบบผูกขาด ก็เป็นสิ่งที่ไทยต้องวางแผนสำรองไว้ล่วงหน้า เช่น การกระจายผู้ให้บริการ การส่งเสริมมาตรฐานเปิด และการป้องกันการไหลออกของบุคลากร (Talent Migration) ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญอยู่ทั่วโลก

 

ร่างกฎหมายและจริยธรรม AI ที่ต้องเกิดขึ้น

 

ในขณะที่หลายประเทศยังถกเถียงกันเรื่องการควบคุม AI ไทยกำลังเดินหน้าอย่างชัดเจน โดย ETDA ได้เสนอร่างกฎหมาย AI ที่มีหลักการ 3 ประการ

 

  • ปลดล็อก ให้อำนาจหน่วยงานรัฐออกกฎหมายลูกเกี่ยวกับ AI ได้ตามบริบท เช่น รถไร้คนขับในกระทรวงคมนาคม หรือ Health AI ในกระทรวงสาธารณสุข

 

  • ส่งเสริม เปิดโอกาสให้เกิดการทดลองผ่าน Sandbox ในแต่ละภาคส่วน และสนับสนุนให้ใช้ข้อมูลกับ AI ได้โดยไม่ขัด PDPA

 

  • คุ้มครอง ไม่เน้นห้าม แต่ให้แต่ละกระทรวงกำหนดขอบเขตการใช้งานเพื่อความปลอดภัยและจริยธรรม

 

 

ธรรมาภิบาล AI หรือ AI Governance ยังรวมถึงเรื่องจริยธรรม เช่น ความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และความสามารถในการจัดการความเสี่ยง เช่น Deepfake หรือ AI Hallucination ที่อาจทำให้ข้อมูลผิดพลาดและเกิดผลกระทบร้ายแรง

 

AI คือกลไกแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางเทคโนโลยี

 

AI ไม่ได้มีไว้เพื่อความล้ำสมัยเท่านั้น แต่คือเครื่องมือที่สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มผลิตภาพ และปลดล็อกระบบราชการที่ล่าช้ามานาน โดยเฉพาะใน 3 โจทย์ชาติที่ควรได้รับการแก้ไขทันที

 

  • ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ สูงถึงแสนล้านบาทต่อปี หากมี AI ที่ช่วยป้องกันล่วงหน้า วิเคราะห์สุขภาพ หรือช่วยหมอได้ จะลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล
  • ราคาผลผลิตเกษตรผันผวน AI สามารถวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการตลาด ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • ระบบการศึกษาล้าหลัง ใช้ AI ช่วยสอนรายบุคคล (Personalized Learning) และวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ ทำให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น และนักเรียนได้ความรู้ที่ตรงกับศักยภาพของตน

 

การตั้ง National AI Board ที่มีตัวแทนจากรัฐ เอกชน และภาคประชาชนจะช่วยให้การกำหนดยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีเป้าหมาย ชัดเจน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง

 

ภาพบรรยากาศงาน Bangkok AI Week 2025 แสดงการเสวนาเรื่องยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post “AI คือทางรอดของประเทศไทย” รัฐและเอกชนต้องเร่งเครื่องสู่ฮับ AI แห่งเอเชียท่ามกลางวิกฤตโลกใหม่ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยจะพร้อมได้อย่างไรในยุค AI: พูดคุยกับ อว. ถึงภารกิจผลักดันจริยธรรม AI และบทบาทเจ้าภาพเวทีระดับโลก The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/thailand-ai-ethics-mission/ Mon, 16 Jun 2025 11:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1084301

ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีดำเนิน […]

The post ประเทศไทยจะพร้อมได้อย่างไรในยุค AI: พูดคุยกับ อว. ถึงภารกิจผลักดันจริยธรรม AI และบทบาทเจ้าภาพเวทีระดับโลก The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น คำถามสำคัญคือ เราจะใช้มันอย่างไรให้ปลอดภัย เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง?

 

นี่คือภารกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย และของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งกำลังผลักดันแนวทาง “AI อย่างมีจริยธรรม” พร้อมวางรากฐานทุนมนุษย์เพื่ออนาคตอย่างเป็นระบบ

 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์ ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อถอดรหัสภารกิจครั้งนี้ ผ่านบทสนทนาเข้มข้นถึงบทบาทของไทยในเวทีโลก การเตรียมคนให้เท่าทัน AI และความหมายที่แท้จริงของการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 ที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ วันที่ 24–27 มิถุนายน 2568

 

ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล

ศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล

ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 

ทำไม AI ต้องมาพร้อมจริยธรรม?

 

“AI ไม่เหมือนไฟฟ้าหรือน้ำ สามารถเรียนรู้ได้เอง และถ้าเราไม่มีกรอบจริยธรรมมาควบคุม มันจะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนทำร้ายเราได้” AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่คือกลไกที่ทรงพลังในการตัดสินใจแทนมนุษย์ และนั่นทำให้ความรับผิดชอบในการใช้งานกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา

 

“AI เติบโตเร็วมากจริง ๆ ครับ ทุกวันมันพัฒนาแบบก้าวกระโดด มันสามารถทดแทนการทำงานของมนุษย์ได้ และช่วยในการตัดสินใจได้มากขึ้นเรื่อย ๆ” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าวเริ่มต้นบทสนทนา

 

“AI ไม่เหมือนไฟฟ้าหรือน้ำ มันเรียนรู้ได้เอง และถ้าเราไม่มีกรอบจริยธรรมมาควบคุม มันจะกลายเป็นอาวุธที่ย้อนทำร้ายเราได้”

 

แต่ในความเร็วที่เกิดขึ้น กลับไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าทุกการตัดสินใจที่เกิดจาก AI จะถูกต้อง ยุติธรรม หรือเห็นหัวใจมนุษย์ในกระบวนการนั้น “ถ้าเราไม่มีแนวปฏิบัติมากำกับ ไม่มีกรอบจริยธรรมมาคุมการใช้ AI สุดท้ายมันก็อาจจะสร้างความเสียหายให้กับเราได้” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าว

 

ทุกวันนี้ AI เริ่มถูกใช้ในกระบวนการตัดสินใจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับสมัครงาน การให้คะแนนเครดิต การคัดกรองข้อมูลด้านสุขภาพ หากระบบเหล่านี้ขาดกรอบคิดด้านคุณธรรม จริยธรรม หรือความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ผลลัพธ์ก็อาจจะกลายเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่รู้ตัว

 

แนวทางที่ปลัด อว. เน้นย้ำคือ การพัฒนาควบคู่ อย่ากลัวจนหยุดพัฒนา แต่ก็อย่าพัฒนาจนเกินขอบเขต “การพัฒนา AI กับการกำกับควบคุมต้องเดินคู่กัน สิ่งที่สำคัญกว่ากฎหมาย คือการสร้าง AI literacy ให้กับทุกคนในสังคม ต้องฝังสิ่งเหล่านี้ลงไป เราต้องตระหนักว่า การใช้ AI โดยไม่รู้เท่าทัน อาจก่อนให้เกิดผลกระทบในอนาคตได้เช่นกัน เราจำเป็นต้องสร้างความตระหนัก รวมถึง AI literacy ให้กับนักศึกษาและอาจารย์ ไม่ใช่เพียงแค่กำหนดบทลงโทษ”

 

“การใช้ AI โดยไม่รู้เท่าทัน อาจกลายเป็นบาปในอนาคตได้เช่นกัน เราจำเป็นต้องสร้างจิตสำนึก รวมถึง AI literacy ให้กับนักศึกษาและอาจารย์”

 

การมีจริยธรรม AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักพัฒนา แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม ไม่เว้นแม้แต่นักศึกษา ที่ในวันนี้บางคนเริ่มใช้ AI ช่วยทำวิทยานิพนธ์ งานวิจัย หรืองานรายงานโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องและไม่เข้าใจขอบเขตของการใช้งาน

 

นโยบายและพันธกิจของ อว. ด้าน AI อย่างมีจริยธรรม

 

การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ปลอดภัยและมีคุณธรรมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่การรณรงค์ แต่ต้องมาจากการวางนโยบายเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนผ่านนโยบาย “อว. for AI” และการบูรณาการแผนปฏิบัติการระดับชาติ

 

“เราต้องมอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่ต้องมองว่า มันคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกอนาคต” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าว

 

นับตั้งแต่ปี 2565 ประเทศไทยได้ประกาศใช้แผนปฏิบัติการด้าน AI แห่งชาติ ซึ่ง อว. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีบทบาทสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ โดยข้อแรกของยุทธศาสตร์คือ การพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรมและธรรมาภิบาล

 

หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ บรรจุเนื้อหาด้าน AI และจริยธรรมดิจิทัลในทุกหลักสูตร โดย อว. ได้แนะนำให้ทุกคณะไม่ว่าสายวิทย์หรือสายศิลป์ ต้องมีโครงงานที่เกี่ยวข้องกับ AI และการใช้อย่างมีจริยธรรม

 

“เราต้องมอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่ต้องมองว่า มันคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกอนาคต”

 

ควบคู่กันนั้น อว. ยังขับเคลื่อนโครงการ “Credit Bank” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเรียนรู้ทักษะ AI ได้แบบยืดหยุ่น สะสมหน่วยกิต และเทียบโอนสู่การศึกษาในระบบได้ 

 

“ไม่ว่าใครจะอยู่ในระบบหรือไม่ ทุกคนต้องเข้าถึงการเรียนรู้เรื่อง AI และจริยธรรมได้ เราต้องเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย”

 

อว. ยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนากรอบจริยธรรม AI ระดับภูมิภาค เช่น “ASEAN Guide on AI Governance and Ethics” ที่วางหลักการร่วมกันสำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแกนกลางในการร่างแนวทางนี้

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังใช้แนวทางแบบ soft law ในการพัฒนาแนวปฏิบัติ เช่น Thailand AI Ethics Guideline ที่เน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความโปร่งใส เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมในสังคมก่อนจะออกเป็นกฎหมายบังคับจริงในอนาคต

 

การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสร้างสังคมที่รู้เท่าทัน AI

 

คำว่า “เท่าทัน AI” สำหรับกระทรวง อว. ไม่ได้หมายถึงการใช้งานได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเข้าใจกลไกของ AI อย่างลึกซึ้ง ตัดสินใจใช้อย่างมีจริยธรรม และนำไปพัฒนางานหรือสังคมได้อย่างสร้างสรรค์

 

“เป้าหมายของเราคือ High-skilled Workforce คนที่เข้าใจ AI ใช้เป็น และรู้ว่าจะใช้ไปเพื่ออะไร เด็กเรียนประวัติศาสตร์ ก็ต้องทำโปรเจกต์ที่ใช้ AI เช่น วิเคราะห์ข้อมูลประวัติศาสตร์ด้วยโมเดลภาษาไทย”

 

แนวทางที่ อว. ใช้คือการวางรากฐานตั้งแต่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย โดยกำหนดให้ทุกคณะ ทุกหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ ต้องมีโครงงานเกี่ยวกับ AI อยู่ในกระบวนการเรียนการสอน

 

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ครอบคลุมหลายระดับ ตั้งแต่โรงเรียนมัธยมไปจนถึงแรงงาน เช่น

 

  • โครงการ Super AI Engineer ที่สร้างผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก
  • โครงการ AI For All เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงความรู้พื้นฐาน
  • โครงการ AI สำหรับภาคราชการ เพื่อยกระดับการทำงานภาครัฐให้มีธรรมาภิบาลในยุค AI

 

ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. ยังได้ขยายแนวคิด “มหาวิทยาลัยของทุกช่วงวัย” ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาปกติ สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ AI ได้เช่นกัน ผ่านกลไกอย่างระบบ Credit Bank หรือ Thai MOOC

 

“คนไทยทุกคนควรมีโอกาสเรียนรู้ AI ได้ตามจังหวะของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรืออายุเท่าไร และเราต้องการทั้ง Super Researcher และ Super User คนที่พัฒนาได้ และคนที่ใช้อย่างมีจริยธรรม”

 

ความพยายามทั้งหมดนี้สะท้อนความเชื่อของ อว. ว่า การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากประเทศยังขาด “ทุนมนุษย์” ที่เข้าใจ AI อย่างมีจริยธรรม

 

The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 ศักยภาพของไทยบนเวทีโลก

 

ไม่บ่อยครั้งที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและจริยธรรม AI  ซึ่งเป็นหัวข้อที่แม้แต่บางประเทศมหาอำนาจยังยอมรับว่า “ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย”

 

The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025

 

การเป็นเจ้าภาพ The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–27 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร เป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้ร่วมประกาศบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนนโยบาย AI ในเวทีโลก

 

“ยูเนสโกเลือกไทย เพราะเรามีทั้งความพร้อมทางวิชาการ โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง เราไม่ได้ด้อยกว่าใครเรื่อง AI นี่คือ World Event ที่สะท้อนว่าไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เราไม่ได้แค่ตาม แต่เราเริ่มเป็นคนกำหนดแนวทางได้ด้วย” 

 

เวทีนี้จะมีผู้เข้าร่วมกว่า 800 คนจาก 194 ประเทศทั่วโลก รวมถึงผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้แทนรัฐบาล และภาคเอกชน โดยมีหัวข้อหลักคือการแลกเปลี่ยนแนวทางนโยบายและจริยธรรม AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สู่การปฏิบัติและนำไปใช้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

 

ในงานนี้ ประเทศไทยยังเตรียมเปิดตัวรายงาน “Thailand AI Readiness Assessment” ซึ่งเป็นการประเมินความพร้อมของประเทศด้าน AI ตามกรอบของ UNESCO RAM ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล วิจัย ทักษะคน ไปจนถึงหลักธรรมาภิบาล

 

“เราจะใช้เวทีนี้สะท้อนให้โลกเห็นว่า เรามีของจริง มีระบบ และมีนักวิจัยที่เดินหน้าอย่างจริงจัง”

 

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือการนำเสนอ Thai LLM หรือ Thai Large Language Model ที่พัฒนาโดย สวทช. ซึ่งเป็นโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ และเริ่มนำไปใช้งานแล้วในหลายบริบท

 

การเป็นเจ้าภาพเวทีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำทางนโยบายจากนานาชาติ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงพลังของประเทศไทยในการขับเคลื่อนจริยธรรม AI อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเวทีสำคัญที่ อว. ใช้ในการยกระดับทุนมนุษย์และกรอบคิดนโยบายของไทยให้ไปไกลกว่าเดิม

 

บทบาทของไทยในอนาคตบนเวที AI โลก

 

จากเวทีระดับโลกในวันนี้ อว. วางเป้าหมายให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่ผู้ใช้งานเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ต้องสามารถออกแบบและพัฒนา AI ได้ด้วยตนเอง

 

“เราต้องการเห็นประเทศไทยก้าวจากผู้ใช้งาน ไปเป็นผู้พัฒนา หรืออย่างน้อยที่สุดคือผู้เข้าใจ AI อย่างลึกซึ้ง” 

 

นั่นหมายความว่า ไทยต้องมีทั้งบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ทั้งนักวิจัย วิศวกร และผู้ใช้งานที่มีจิตสำนึก และต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตของเทคโนโลยี AI อย่างแท้จริง

 

 

“ในอดีต เวลาเราพูดถึงความพร้อมของประเทศ เราดูว่ามีถนน มีไฟฟ้า มีสนามบินหรือยัง แต่ในโลกอนาคต สิ่งที่ต้องดูเพิ่มคือ มี Data Center ไหม? มี Cloud Infrastructure ไหม? มี AI Talent ไหม?” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าว

 

ภายใต้แนวคิดนี้ อว. จึงขับเคลื่อนเป้าหมายระยะยาว 3 ประการ:

 

  • ประเทศไทยมีทุนมนุษย์ที่สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรม AI ได้อย่างยั่งยืน
  • ประเทศไทยมีมาตรฐานการกำกับดูแล AI ที่อิงหลักจริยธรรมระดับสากล
  • ประเทศไทยมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และจริยธรรม AI

 

“AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เหมือนน้ำ เหมือนไฟฟ้า เราต้องสร้างความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะไม่ตกขบวนในอนาคต”

 

ศ.ดร. ศุภชัย ยังฝากถึงเยาวชนของประเทศว่า “ไม่จำเป็นต้องเป็นนักพัฒนา AI ก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าใช้อย่างไรให้ถูกต้อง เราต้องมีทั้งคนที่เข้าใจลึก และคนที่ใช้ด้วยความรับผิดชอบ ประเทศไทยจะเดินหน้าได้ ก็ต้องมีทั้งสองกลุ่มนี้ AI ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของคุณธรรม ความเป็นมนุษย์ และความไว้วางใจของสังคม”

 

จากวันนี้ สู่โครงสร้างใหม่ของประเทศในยุค AI

 

โลกที่ AI เข้ามากำหนดจังหวะชีวิตใหม่ให้มนุษย์ คือโลกที่ต้องมีแนวทางกำกับควบคู่ แนวทางที่ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ “จริยธรรม” ในการใช้เทคโนโลยีนั้น

 

“เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ความสามารถของประเทศจะไม่ได้วัดแค่ GDP หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่จะวัดจากว่า ประเทศนั้นสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่”

 

 

สำหรับกระทรวง อว. วิสัยทัศน์เรื่อง AI จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องการออกแบบอนาคตของคนไทยทุกคน ตั้งแต่หลักสูตรในมหาวิทยาลัย ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไปจนถึงมาตรฐานสากลที่เราจะร่วมสร้างกับโลก

 

“AI ไม่ใช่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์หรือบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง แต่มันคือเรื่องของทุกคน และเราต้องร่วมกันกำหนดว่าประเทศไทยจะอยู่กับมันอย่างไร”

 

The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 จึงไม่ใช่เพียงเวทีประชุม แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ที่ประเทศไทยจะได้ยืนยันกับสังคมโลกว่า เราพร้อมจะเดินหน้าในฐานะประเทศที่เข้าใจ AI และพร้อมใช้มันอย่างมีความรับผิดชอบ

 

“เราจะไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะในโลกที่เทคโนโลยีไปไกล สิ่งที่ต้องก้าวตามให้ทันไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่คือลมหายใจของมนุษย์ทุกคน” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post ประเทศไทยจะพร้อมได้อย่างไรในยุค AI: พูดคุยกับ อว. ถึงภารกิจผลักดันจริยธรรม AI และบทบาทเจ้าภาพเวทีระดับโลก The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ได้เปิดตัวแอป ChatGPT สำหรับผู้ใช้ iPhone ที่มาพร้อมความสามารถใหม่ ‘การป้อนข้อมูลด้วยเสียง’ แต่ตอนนี้มีใช้แค่อเมริกา https://thestandard.co/openai-launched-chatgpt-for-iphone-users/ Fri, 19 May 2023 08:18:12 +0000 https://thestandard.co/?p=792775 ChatGPT

OpenAI ได้เปิดตัวแอป ChatGPT สำหรับผู้ใช้ iPhone แล้ว น […]

The post OpenAI ได้เปิดตัวแอป ChatGPT สำหรับผู้ใช้ iPhone ที่มาพร้อมความสามารถใหม่ ‘การป้อนข้อมูลด้วยเสียง’ แต่ตอนนี้มีใช้แค่อเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ChatGPT

OpenAI ได้เปิดตัวแอป ChatGPT สำหรับผู้ใช้ iPhone แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่บริษัททำให้ซอฟต์แวร์ AI ที่ซับซ้อนพร้อมใช้งานบนแพลตฟอร์มมือถือ โดยมีแผนจะเปิดตัวเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ Android เร็วๆ นี้

 

นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ChatGPT มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคนในช่วงเวลาสั้นๆ การเติบโตและการยอมรับอย่างรวดเร็วนี้ผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเร่งความพยายามในการพัฒนาและลงทุนในแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านเทคโนโลยี

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แอปได้รับการออกแบบให้เป็นผู้ช่วยสนทนา สามารถตอบคำถามได้หลากหลาย นอกจากนี้ แอป ChatGPT ได้เพิ่มคุณสมบัติใหม่คือ ‘การป้อนข้อมูลด้วยเสียง’ ขณะนี้ผู้ใช้สามารถพูดคำถามหรือคำขอของตน ซึ่งแอปสามารถเข้าใจและตอบกลับได้ตามข้อมูลที่แชร์ในบล็อกโพสต์โดย OpenAI

 

แม้ว่าแอปเวอร์ชันพื้นฐานจะให้บริการฟรี แต่ OpenAI ได้รวมตัวเลือกการซื้อภายในแอปสำหรับบริการสมัครสมาชิกที่เรียกว่า ChatGPT Plus ที่มีค่าบริการรายเดือน ณ ตอนนี้ แอปมีให้สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่แผนสำหรับการขยายไปยังต่างประเทศอยู่ในระหว่างดำเนินการ

 

เช่นเดียวกับที่ OpenAI กำลังทำให้เครื่องมือ AI ของตนเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้คนทั่วไป บริษัทบางแห่งรวมถึง Apple กำลังจำกัดการใช้งานภายใน เนื่องจากความกังวลเรื่องการรักษาความลับของข้อมูล อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวแอปบน iOS อาจทำให้ ChatGPT เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าเวอร์ชันบนเว็บ

 

OpenAI ระบุว่ากำลังรอความคิดเห็นจากผู้ใช้ เนื่องจากมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงฟีเจอร์และมาตรการด้านความปลอดภัยของแอปอย่างต่อเนื่อง สมาชิกรุ่นพรีเมียมสามารถคาดหวังเวลาตอบสนองที่เร็วขึ้นและการเข้าถึงคุณสมบัติใหม่ก่อนใคร

 

อ้างอิง:

The post OpenAI ได้เปิดตัวแอป ChatGPT สำหรับผู้ใช้ iPhone ที่มาพร้อมความสามารถใหม่ ‘การป้อนข้อมูลด้วยเสียง’ แต่ตอนนี้มีใช้แค่อเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Microsoft แสดงความกังวลต่อ AI หวั่นกระทบต่อหน้าที่การงานและการศึกษา https://thestandard.co/microsoft-ceo-concern-about-ai/ Thu, 18 May 2023 02:12:39 +0000 https://thestandard.co/?p=792052 Satya Nadella

สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Microsoft ได้แสดง […]

The post ซีอีโอ Microsoft แสดงความกังวลต่อ AI หวั่นกระทบต่อหน้าที่การงานและการศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Satya Nadella

สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Microsoft ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับทางสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่าสิ่งที่ต้องเร่งตระหนักเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มากที่สุดคือ การที่ “ทั้งสังคม” ต้องร่วมมือกันเพื่อ “เพิ่มโอกาสในการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดอันตรายจากเทคโนโลยีให้เหลือน้อยที่สุด 

 

นาเดลลากล่าวว่า มนุษย์ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI นี้อย่างแน่นอน และเป็นหน้าที่ของผู้ใช้งานที่ต้องลดผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ โดยความท้าทายก็คือการที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเผชิญกับความท้าทายจากเทคโนโลยี AI 

 

ความเห็นของซีอีโอ Microsoft สอดคล้องกับความวิตกกังวลที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ผู้นำทางความคิด และนักพัฒนา ต่างก็สงสัยว่าจะกำกับดูแลควบคุมเทคโนโลยี Generative AI อย่างไร หลังจากที่เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการแพร่หลายสู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว เมื่อ OpenAI สตาร์ทอัพในสหรัฐอเมริกาเปิดตัวแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ ChatGPT เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดย OpenAI ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft ในการพัฒนาประสิทธิภาพของ ChatGPT 

 

ขณะเดียวกัน ด้วยศักยภาพของ AI ได้จุดประกายการแข่งขันด้าน AI อย่างร้อนแรงระหว่างบรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ชั้นนำ ซึ่งรวมถึง Google และ Microsoft แต่การพัฒนาอย่างรวดเร็วได้จุดประกายความกังวลในหมู่ฝ่ายนิติบัญญัติและผู้นำในอุตสาหกรรมกว่า 27,000 คน ที่มาร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกเมื่อเดือนมีนาคม ที่เรียกร้องให้ห้องปฏิบัติการ AI หยุดการพัฒนาชั่วคราว โดยหนึ่งในนั้นรวมถึง อีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla  

 

นาเดลลากล่าวว่าการพัฒนา AI กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผู้คนยังคงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเป็นการออกแบบที่คนเป็นผู้กำหนดและเลือกแล้ว 

 

นอกจากนี้ ท่ามกลางความกังวลและกระแสต่อต้าน AI ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนาส่วนหนึ่งรวมถึงนาเดลลาก็มองว่า เทคโนโลยี AI จะเป็นตัวพลิกโฉมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยนาเดลลาได้เปรียบเทียบการเปิดตัว ChatGPT กับการที่ Apple เปิดตัวสมาร์ทโฟน ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับวงการโทรศัพท์มือถือโลก 

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft ยังได้แสดงความเห็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ว่า AI จะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกแน่นอน 

 

นาเดลลายอมรับว่า ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น จะมี ‘การแทนที่’ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในตลาดงาน กระนั้นโดยส่วนตัวนาเดลลาเชื่อว่า AI จะสามารถสร้างงานใหม่ด้วยเช่นกัน 

 

ทั้งนี้ นาเดลลาได้ยกตัวอย่างถึงอาชีพนักพัฒนา (Developper) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดงาน และ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักพัฒนาทั่วโลกเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และเข้าถึงความรู้ใหม่ได้ง่ายขึ้น เพื่อให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น ซึ่งการเข้าถึงความรู้ที่ง่ายขึ้นจะส่งผลต่อการศึกษาด้วย เพราะในที่สุดแล้วเด็กๆ ก็สามารถเข้าถึง ‘ติวเตอร์ AI’ ที่สามารถแยกย่อยข้อมูลและขจัด ‘ความกลัวในการเรียนรู้’ 

 

นาเดลลาย้ำว่า ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะยังคงเป็นทักษะจำเป็นที่มนุษย์ทุกคนต้องมี ซึ่งทักษะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากการพลิกแพลงรู้จักใช้ประโยชน์จากเครื่องมือใหม่ๆ ก่อนยกวลีในตำนานของ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้ง Apple ที่ระบุว่า “คอมพิวเตอร์เป็นเหมือนจักรยานสำหรับจิตใจ” (Computers are like a bicycle for the mind) แต่ตอนนี้ประโยคดังกล่าวต้องเป็นเวอร์ชันอัปเดตว่า ขณะนี้ มนุษย์มีเครื่องจักรไอน้ำสำหรับจิตใจ (A steam engine for the mind)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง: 

The post ซีอีโอ Microsoft แสดงความกังวลต่อ AI หวั่นกระทบต่อหน้าที่การงานและการศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ลุยโปรเจกต์คริปโตต่อ ล่าสุดระดมทุนได้กว่า 3 พันล้านบาท เพื่อทำเหรียญ Worldcoin ให้เป็นสกุลเงินของโลก https://thestandard.co/sam-altman-continues-with-crypto-projects/ Tue, 16 May 2023 01:59:26 +0000 https://thestandard.co/?p=790922 Worldcoin

Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI บริษัทผู้ส […]

The post Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ลุยโปรเจกต์คริปโตต่อ ล่าสุดระดมทุนได้กว่า 3 พันล้านบาท เพื่อทำเหรียญ Worldcoin ให้เป็นสกุลเงินของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Worldcoin

Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI บริษัทผู้สร้าง ChatGPT กำลังจะระดมทุนได้เฉียด 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 พันล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาโปรเจกต์คริปโตเคอร์เรนซี Worldcoin เพื่อเป็นเหรียญสกุลเงินของโลก โดยนำเทคโนโลยีสแกนม่านตาเข้ามาช่วย

 

ทางสำนักข่าว Financial Times ได้ไปสัมภาษณ์กับแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งให้ความเห็นว่า ทาง Worldcoin มีการระดมทุนเพื่อเตรียมเงินสดไว้ให้พร้อมก่อนจะเปิดตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

 

ในกลุ่มของนักลงทุนของ Worldcoin นั้นประกอบไปด้วย Khosla Ventures, กองทุนคริปโตของ Andreessen Horowitz และ Reid Hoffman นักลงทุนและผู้ประกอบการชื่อดัง รวมไปถึง Sam Bankman-Fried อดีตประธานบริหารของ FTX

 

โดย Worldcoin ได้ถูกก่อตั้งโดย Sam Altman และ Alex Blania มานับตั้งแต่ปี 2019 และได้พัฒนาโครงการมาอย่างเงียบๆ หากเทียบกับโปรเจกต์ ChatGPT ของ OpenAI ที่มีกระแสโด่งดังกว่าเป็นอย่างมาก

 

แม้กระแสจะค่อนข้างเงียบ แต่ Worldcoin ก็เป็นโปรเจกต์ที่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่ไม่แพ้ของ ChatGPT ที่มีจุดประสงค์จะให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถใช้งานเทคโนโลยีสแกนม่านตา เพื่อเข้าถึงการใช้งานสกุลเงินของโลกอย่างเหรียญ Worldcoin ได้

 

ทางทีมบริหารของ Worldcoin ยังกล่าวว่า ด้วยปัญหาการเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทางบริษัทต้องการที่จะสร้างรูปแบบของรายได้พื้นฐานสากล (Universal Basic Income) เพื่อชดเชยรายได้ให้กับผู้สูญเสียงานจาก AI และใช้เทคโนโลยีการสแกนม่านตาเพื่อแยกผู้ใช้งานจริงกับบอตออกจากกัน

 

ซึ่งแนวความคิดหลักของเหรียญดังกล่าวคือ ให้ผู้ใช้คนใดก็ตามที่สแกนม่านตาเพื่อลงทะเบียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้รับ ‘ดิจิทัล World ID’ ซึ่งจะเป็นชื่อตัวตนแบบไม่เปิดเผยนาม โดยสามารถนำไปใช้ในแอปพลิเคชันอื่นๆ ต่อได้ พร้อมด้วย ‘โทเคน Worldcoin’ ฟรีไปอีกด้วยเช่นกัน

 

แนวคิดของโปรเจกต์ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งในด้านข้อมูลความเป็นส่วนตัวจากม่านตา และประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลของเว็บไซต์ The Information ชี้ว่า ปริมาณโทเคนของ Worldcoin ที่ได้ปล่อยขายออกมากว่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 พันล้านบาท ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตามราคาตลาดของเหรียญทั้งหมดในตลาดอยู่สูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท

 

แต่เนื่องด้วยการล้มละลายของ FTX แพลตฟอร์มเทรดคริปโตเมื่อไม่นานมานี้ (ช่วงพฤศจิกายน 2022) มูลค่าของเหรียญ Worldcoin ก็ตกลงอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม Worldcoin ก็ยังสามารถระดมทุนเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมคริปโตยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง: 

The post Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ลุยโปรเจกต์คริปโตต่อ ล่าสุดระดมทุนได้กว่า 3 พันล้านบาท เพื่อทำเหรียญ Worldcoin ให้เป็นสกุลเงินของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: งานวิจัย MIT ชี้ ChatGPT ช่วยพนักงานเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 37% https://thestandard.co/morning-wealth-11052023-3/ Thu, 11 May 2023 06:05:02 +0000 https://thestandard.co/?p=788385

การศึกษาวิจัยของ MIT เกี่ยวกับ ChatGPT แสดงให้เห็นถึงกา […]

The post ชมคลิป: งานวิจัย MIT ชี้ ChatGPT ช่วยพนักงานเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 37% appeared first on THE STANDARD.

]]>

การศึกษาวิจัยของ MIT เกี่ยวกับ ChatGPT แสดงให้เห็นถึงการก้าวกระโดดของ ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่’ เพราะ พนักงานสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 37% โดยใช้ ChatGPT

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: งานวิจัย MIT ชี้ ChatGPT ช่วยพนักงานเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 37% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google จะใช้ AI ใน Docs, Sheets และ Slides ที่เหมือนระดมสมองและพิสูจน์อักษร สร้างภาพ เสียง และวิดีโอ รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลมาไว้ในที่เดียว! https://thestandard.co/google-ai-docs-sheets-slides/ Thu, 11 May 2023 02:30:08 +0000 https://thestandard.co/?p=788244 Google AI

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google กำลังวางแผนที่จะรวมฟ […]

The post Google จะใช้ AI ใน Docs, Sheets และ Slides ที่เหมือนระดมสมองและพิสูจน์อักษร สร้างภาพ เสียง และวิดีโอ รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลมาไว้ในที่เดียว! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google AI

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google กำลังวางแผนที่จะรวมฟังก์ชันต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้ากับ Docs, Sheets และ Slides ซึ่งหมายความว่าอีกไม่นานผู้ใช้จะสามารถระดมสมองและพิสูจน์อักษร สร้างภาพ เสียง และวิดีโอนำเสนอ และแม้แต่วิเคราะห์ข้อมูล ทั้งหมดนี้อยู่ในชุดแอปพลิเคชันเดียวกัน

 

บริการใหม่ที่เรียกว่า ‘Duet AI for Workspace’ จะทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ข้อความแจ้งแบบธรรมดาเพื่อร่างข้อความ Gmail เขียนแบบฟอร์มจดหมายใน Docs สร้างรูปภาพใน Slides และสร้างเทมเพลตตารางใน Sheets

 

ตัวอย่างเช่น Docs จะให้ผู้ใช้สร้างข้อความด้วยข้อความแจ้งง่ายๆ จากนั้นแก้ไขหรือเปลี่ยนข้อความผลลัพธ์ด้วยคำสั่งติดตามผล คุณลักษณะการพิสูจน์อักษรจะมาถึงในภายหลัง โดยเสนอคำแนะนำเกี่ยวกับโทนน้ำเสียง ความกระชับ และลดความซ้ำซากจำเจ

 

Sheets จะมีคุณสมบัติ ช่วยฉันจัดระเบียบ โดยเปลี่ยนข้อความแจ้งเป็นเทมเพลตตาราง นี่อาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับสร้างตัววางแผนโครงการ ตารางกิจกรรม หรือรายการงาน 

 

ในอนาคต Google Slides จะได้รับโปรแกรมสร้างรูปภาพ AI และ Google Meet จะแนะนำโปรแกรมสร้างพื้นหลังสำหรับวิดีโอแชต

 

ณ ตอนนี้ ฟีเจอร์ AI ทั้งหมดนี้จะใช้งานได้ฟรีในช่วงทดสอบ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงทำงานเกี่ยวกับรูปแบบการกำหนดราคาเมื่อฟีเจอร์เหล่านี้เปิดตัวอย่างสมบูรณ์ ไทม์ไลน์สำหรับการเปิดตัวคุณลักษณะเหล่านี้ทั้งหมด และรูปแบบการกำหนดราคายังไม่ได้ประกาศ

 

Google กำลังใช้วิธีการวัดผลในการเปิดตัวคุณลักษณะเหล่านี้ โดยเลือกที่จะแนะนำทีละน้อย กลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ค่อยๆ เรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กระบวนการทั้งหมดใช้งานง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น Google ตั้งเป้าที่จะปฏิวัติวิธีการสื่อสาร ทำงานร่วมกัน และสร้างเนื้อหาด้วยฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เหล่านี้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post Google จะใช้ AI ใน Docs, Sheets และ Slides ที่เหมือนระดมสมองและพิสูจน์อักษร สร้างภาพ เสียง และวิดีโอ รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลมาไว้ในที่เดียว! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prompt Engineer อาชีพที่ไม่ต้องจบวิศวกรรมก็ทำได้! เพราะมีหน้าที่สอน AI ที่ล่อใจด้วยเงินเดือนรวมเกือบ 12 ล้านบาทต่อปี https://thestandard.co/prompt-engineer-ai-trainer/ Mon, 08 May 2023 09:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=787079 Prompt Engineer

ตลาดงานสำหรับตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) […]

The post Prompt Engineer อาชีพที่ไม่ต้องจบวิศวกรรมก็ทำได้! เพราะมีหน้าที่สอน AI ที่ล่อใจด้วยเงินเดือนรวมเกือบ 12 ล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Prompt Engineer

ตลาดงานสำหรับตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องมือ AI ยอดนิยมที่เรียกว่า ChatGPT กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หนึ่งในบทบาทที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในสาขานี้คือตำแหน่ง ‘Prompt Engineer’

 

การมีปริญญาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มักไม่ใช่ข้อกำหนดสำหรับตำแหน่งดังกล่าว เพราะ ‘Prompt Engineer’ ทำงานเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ของระบบ AI และฝึกอบรมพนักงานให้ใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งกำลังเป็นตำแหน่งที่ต้องการถึงขั้นล่อใจด้วยเงินเดือนต่อปีรวม 335,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 12 ล้านบาทเลยทีเดียว

 

โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) เช่น ChatGPT ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น Alphabet, OpenAI และ Meta Platforms กำลังถูกนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่างๆ เมื่อเครื่องมือ AI เหล่านี้แพร่หลายมากขึ้น บริษัทต่างๆ จึงต้องการผู้เชี่ยวชาญในการปรับแต่งและปรับปรุงผลลัพธ์

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่คนที่ไม่มีพื้นฐานทางเทคนิคก็สามารถเป็นวิศวกรได้ทันที บุคคลเหล่านี้ใช้เวลาเขียนข้อความหรือ ‘แจ้ง’ สำหรับเครื่องมือ AI เช่น ChatGPT ของ OpenAI ข้อความแจ้งเหล่านี้ช่วยชี้นำ AI เพื่อสร้างคำตอบที่ดีและตรงประเด็นมากขึ้น

 

การที่ต้องใช้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเข้าใจภาษาและการสื่อสาร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ที่มีการเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือภาษาอังกฤษ จึงสามารถทำหน้าที่นี้ได้

 

ความต้องการ Prompt Engineer ไม่ได้จำกัดเฉพาะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google, TikTok และ Netflix แต่อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การเงิน กฎหมาย และการประกันภัย ก็เริ่มทดลองใช้เครื่องมือ AI ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้

 

ในขณะที่ตลาดของ Prompt Engineer กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้แสดงความกังวลว่าอาจไม่มีแนวโน้มที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

เพราะวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตลาดงานและทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จ ซึ่งหมายความว่าผู้ที่สนใจประกอบอาชีพในสาขานี้ควรตระหนักถึงศักยภาพของการเปลี่ยนแปลงและความจำเป็นในการปรับตัวให้เข้ากับการพัฒนาใหม่ๆ ในเทคโนโลยี AI

 

อ้างอิง:

The post Prompt Engineer อาชีพที่ไม่ต้องจบวิศวกรรมก็ทำได้! เพราะมีหน้าที่สอน AI ที่ล่อใจด้วยเงินเดือนรวมเกือบ 12 ล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักพากย์เสียงกำลังกังวลใจ เมื่อ AI กำลังจะเข้ามาแย่งอาชีพ เพราะจากประโยคนับพันสู่การใช้เสียงเพียงไม่กี่นาทีก็เลียนแบบได้แล้ว https://thestandard.co/voice-actors-and-ai-voice-generators/ Mon, 08 May 2023 04:46:13 +0000 https://thestandard.co/?p=786839

เรมี มิเชลล์ คลาร์ก นักพากย์ผู้ให้เสียง Microsoft Bing […]

The post นักพากย์เสียงกำลังกังวลใจ เมื่อ AI กำลังจะเข้ามาแย่งอาชีพ เพราะจากประโยคนับพันสู่การใช้เสียงเพียงไม่กี่นาทีก็เลียนแบบได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรมี มิเชลล์ คลาร์ก นักพากย์ผู้ให้เสียง Microsoft Bing ในไอร์แลนด์ ค้นพบว่า เสียงของเธอถูกใช้บนเว็บไซต์แปลงข้อความเป็นคำพูด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเธอ ปัญหานี้เกิดจากความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้การจำลองเสียงและใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ง่ายขึ้นมาก

 

การพัฒนานี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากสำหรับนักพากย์ เนื่องจากเสียงของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว การใช้เสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนี้อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ และอาจเป็นอันตรายต่ออาชีพของพวกเขา

 

คลาร์กสะดุดใจเมื่อเสียงของเธอถูกใช้บนเว็บไซต์อย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งลูกค้าสามารถจ่ายเงินเพื่อให้เสียงของเธอพูดอะไรก็ได้ที่พวกเขาชอบ เช่น โฆษณา สื่อการฝึกอบรม เสียงใน YouTube หรือข้อความทางโทรศัพท์

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ดังนั้นเธอจึงไม่แปลกใจเลยหากบริษัทจะไม่จ้างเธอด้วยเงิน 2,000 ดอลลาร์ หรือราว 67,000 บาท สำหรับการอัดเสียง 30 วินาที เพราะจากนี้ไปบริษัทต่างๆ สามารถใช้เสียงได้ง่ายขึ้น ด้วยการจ่ายเงินรายเดือนเพียง 27 ดอลลาร์ หรือ 910 บาท เพื่อใช้เสียงจาก AI

 

Revoicer หนึ่งในบริษัทเหล่านี้อ้างว่า กระบวนการใช้เสียงของเธอนั้นถูกกฎหมายโดยสิ้นเชิง ด้าน ไมค์ คูเปอร์ นักพากย์ชาวอังกฤษ ยังพบว่า เสียงของเขาถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และคดีที่เกี่ยวข้องกับนักพากย์คนอื่นๆ ก็กำลังเกิดขึ้น

 

ปัญหาหลักอยู่ที่การพิมพ์สัญญาอย่างละเอียดและการขาดกฎระเบียบที่เหมาะสมเกี่ยวกับคำพูดที่สร้างโดย AI นักพากย์มักจะยอมรับเงื่อนไขกว้างๆ ในสัญญาที่อนุญาตให้บริษัทต่างๆ ใช้เสียงของตนได้หลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจความหมายทั้งหมด 

 

และเมื่อ AI มีความซับซ้อนมากขึ้น มีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของนักพากย์ เสียงที่สร้างจาก AI ที่สมจริงอาจเข้ามาแทนที่เสียงในงานของพวกเขา ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้และโอกาสในอนาคต

 

นักพากย์หลายคนบอกกับ The Washington Post ว่า พวกเขาอาจละทิ้งอาชีพของตน เนื่องจากมองเห็นหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการที่ผู้คนสามารถได้รับเสียงโดยไม่ต้องจ้างบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

 

ซอฟต์แวร์สร้างเสียงได้รับการปรับปรุงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ต้องการเสียงพูดที่บันทึกไว้เพียงไม่กี่นาที เพื่อสร้างเสียงที่มีความแม่นยำ 90% เมื่อเทียบกับที่ต้องใช้หลายพันประโยคก่อนหน้านี้

 

ในแง่หนึ่ง AI อาจมีประโยชน์สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยจากความเสื่อมที่ต้องการรักษาเสียงของตนเอง หรือสำหรับนักแสดงที่สูญเสียเสียงเนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ ในทางกลับกันยังก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น การหลอกลวงทางเสียง และการใช้เสียงของผู้คนโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ

 

เรื่องนี้สะท้อนได้จากการที่มีบริษัทหัวใสรวบรวมเสียงก่อนจะถูกขายให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อการค้า การฝึกอบรมภายในองค์กร การสาธิตวิดีโอเกม และหนังสือเสียง ในราคาเพียงเศษเสี้ยวของการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

 

เพื่อปกป้องตัวเอง นักพากย์อาจขอความช่วยเหลือทางกฎหมายเพียงเล็กน้อยในสถานการณ์เหล่านี้ เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มครองเสียงของบุคคล กฎระเบียบเกี่ยวกับเสียงพูดที่สร้างโดย AI ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค 

 

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกากฎหมายลิขสิทธิ์ของรัฐบาลกลางไม่คุ้มครองเสียงของบุคคล และกฎหมายท้องถิ่นจะแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ, ในยุโรปสถานการณ์จะแตกต่างออกไปเล็กน้อย โดยการบันทึกเสียงจะง่ายต่อการจดลิขสิทธิ์ และการคัดลอกเนื้อหาดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของไฟล์บันทึกเสียง

 

การคุ้มครองทางกฎหมายที่ไม่เพียงพอ ทำให้เหล่านักพากย์มองเห็นความจำเป็นที่ต้องมีกฎระเบียบและการบังคับใช้ที่ดีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ก่อนที่การใช้เสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้และโอกาสในการทำงาน

 

อ้างอิง:

The post นักพากย์เสียงกำลังกังวลใจ เมื่อ AI กำลังจะเข้ามาแย่งอาชีพ เพราะจากประโยคนับพันสู่การใช้เสียงเพียงไม่กี่นาทีก็เลียนแบบได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากการรบด้วยมนุษย์สู่การใช้โดรน: AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนสมรภูมิสงครามสมัยใหม่ ที่สุดท้ายผลกระทบอาจตกที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ https://thestandard.co/from-human-to-ai-in-warzone/ Sat, 06 May 2023 05:12:03 +0000 https://thestandard.co/?p=785949

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสงครามสม […]

The post จากการรบด้วยมนุษย์สู่การใช้โดรน: AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนสมรภูมิสงครามสมัยใหม่ ที่สุดท้ายผลกระทบอาจตกที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสงครามสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว โดยประเทศต่างๆ ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อความขัดแย้งในอนาคต และการใช้ AI ในกองทัพ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการใช้งานที่เหมาะสมและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

 

“หนึ่งในความท้าทายที่เราเห็นคือ เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าอะไรคือการใช้งานที่เหมาะสมของเทคโนโลยีนี้ และอะไรคือข้อเสียที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องป้องกัน” แคธลีน ฟิชเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมข้อมูล สำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงกลาโหม (DARPA) กล่าว

 

ที่ผ่านมา AI ถูกนำมาใช้ในกองทัพ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 

 

  1. การส่งกำลังบำรุง 
  2. การลาดตระเวน 
  3. ไซเบอร์สเปซ
  4. สงคราม

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โลจิสติกส์: มีการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่โลจิสติกส์ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายเสบียง อุปกรณ์ และบุคลากร จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล AI สามารถช่วยคาดการณ์เมื่อจำเป็นต้องบำรุงรักษา ทำให้สามารถวางแผนได้ดีขึ้นและลดเวลาการหยุดทำงาน

 

การลาดตระเวน: AI ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง โดยการรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลและเปลี่ยนเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้นำทางทหารสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยอิงจากข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

 

ไซเบอร์สเปซ: มีการใช้ AI เพื่อค้นหาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์ ช่วยปกป้องระบบทางทหารจากการโจมตีทางไซเบอร์ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจจับมัลแวร์และระบุรูปแบบในการโจมตีทางไซเบอร์บนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งช่วยปรับปรุงความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยรวมได้

 

สงคราม: AI มีความโดดเด่นมากขึ้นในสนามรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของโดรนไร้คนขับ โดรนเหล่านี้สามารถใช้ในการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน หรือแม้แต่โจมตีเป้าหมายเฉพาะ โดยไม่ทำให้ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในความเสี่ยง

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ โดรนไร้คนขับเป็นส่วนสำคัญของการทำสงครามโดยใช้ AI ช่วย ระหว่างปี 2009-2017 จำนวนทหารอเมริกันในการต่อสู้ลดลง 90% และจำนวนการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10 เท่า

 

วันนี้โดรนของสหรัฐฯ, รัสเซีย, อิสราเอล, จีน, อิหร่าน และตุรกี กำลังบินโจมตีในตะวันออกกลาง, ทวีปแอฟริกา, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป

 

ขณะเดียวกันสงครามยูเครนยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการลาดตระเวนด้วยโดรนและการสื่อสารระหว่างผู้ควบคุมโดรน ปืนใหญ่ และทหารราบ ความแม่นยำที่ได้รับในลักษณะนี้ ทำให้ยูเครนสามารถหยุดยั้งการรุกคืบของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แม้ในทางทฤษฎีแล้ว AI มีความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และการตอบสนองความเร็วสูง แต่ในทางปฏิบัติพวกเขายังคงล้มเหลว เนื่องจากความซับซ้อนของโลกแห่งความเป็นจริง

 

ระบบ AI ในปัจจุบันมักไม่เข้าใจบริบท ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าเชื่อถือ เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และไม่เหมาะกับการตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายอย่างมีจริยธรรม

 

การวิจัยเกี่ยวกับนักบินโดรนได้แสดงให้เห็นว่า การห่างไกลจากสนามรบสามารถนำไปสู่ความรู้สึกของการเพิกเฉยต่อศีลธรรม นักบินบางคนอาจรู้สึกผิดน้อยลงเกี่ยวกับการกระทำของตน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเขตความขัดแย้ง

 

ระยะห่างระหว่างคนควบคุมกับ AI ที่อยู่ในสนามรบ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น ซึ่งบนโลกที่หุ่นยนต์และระบบ AI สามารถทำสงครามกันเองได้ สนามรบอาจไร้ซึ่งทหารมนุษย์ และทำให้ภาระของสงครามตกอยู่กับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ สิ่งนี้ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่น่าหนักใจ ที่พลเรือนอาจเผชิญอันตรายยิ่งกว่าทหารในความขัดแย้งในอนาคต

 

มีการแนะนำว่า เพื่อลดความเสี่ยง กองทัพควรมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับการสนับสนุนทางการแพทย์ การบำรุงรักษา การคาดการณ์ความล้มเหลว และการตรวจจับภัยคุกคาม

 

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการสู้รบในสงคราม และผลกระทบของมันจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีความก้าวหน้าใหม่ๆ ในด้านวิทยาการหุ่นยนต์ การพัฒนาแบบจำลองโลก และวัสดุศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทำให้เกิดการพัฒนาระบบอาวุธใหม่ๆ 

 

ถึงการใช้ AI ในการทำสงคราม ทำให้เกิดข้อกังวลด้านจริยธรรมและคำถามเกี่ยวกับวิธีการควบคุมเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่เป็นที่ชัดเจนว่า AI จะยังคงมีบทบาทสำคัญในอนาคตของการทำสงคราม

 

อ้างอิง: 

The post จากการรบด้วยมนุษย์สู่การใช้โดรน: AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนสมรภูมิสงครามสมัยใหม่ ที่สุดท้ายผลกระทบอาจตกที่พลเรือนผู้บริสุทธิ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Economic Forum ประเมินตำแหน่งงานราว 25% จ่อถูก ‘ดิสรัปต์’ ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดย AI เป็นหนึ่งในตัวดิสรัปต์หลัก https://thestandard.co/world-economic-forum-ai-job-disruption/ Wed, 03 May 2023 04:42:57 +0000 https://thestandard.co/?p=784515 World Economic Forum

ตามรายงาน ‘Future of Jobs’ ฉบับล่าสุดจาก World Economic […]

The post World Economic Forum ประเมินตำแหน่งงานราว 25% จ่อถูก ‘ดิสรัปต์’ ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดย AI เป็นหนึ่งในตัวดิสรัปต์หลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Economic Forum

ตามรายงาน ‘Future of Jobs’ ฉบับล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า โลกของการทำงานกำลังจะเข้าสู่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเกือบ 1 ใน 4 ของงานกำลังจะถูกดิสรัปต์ในอีก 5 ปีข้างหน้า 

 

โดยราว 23% ของงานที่ถูกดิสรัปต์นี้บางส่วนจะหายไปและบางส่วนจะถูกสร้างขึ้นใหม่ นอกจากนี้ที่สำคัญคือ WEF คาดว่าตำแหน่งงานประมาณ 83 ล้านตำแหน่งจะหายไป ขณะที่จะมีเพียง 69 ล้านตำแหน่งเท่านั้นที่จะเกิดขึ้น ทำให้ตำแหน่งงานโดยรวมจะลดลง 14 ล้านตำแหน่งในช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

WEF ได้จัดทำรายงานฉบับนี้ผ่านการสำรวจบริษัท 803 แห่งที่ว่าจ้างพนักงานทั้งหมด 11.3 ล้านคนใน 45 เศรษฐกิจที่แตกต่างกันทั่วโลก โดยการสำรวจพบว่ามีปัจจัยต่างๆ มากมายที่จะเข้ามาดิสรัปต์ ตั้งแต่การพัฒนาทางเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

การศึกษาวิจัยยังพบว่าความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลเสียต่องานมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการเปิดตัวเครื่องมือ Generative AI อย่าง ChatGPT ที่ทำให้ AI ก้าวเข้าสู่กระแสหลักในวงกว้าง ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าเทคโนโลยีดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนใหญ่สุดที่ทำให้ตำแหน่งงานหายไป 

 

รายงานของ WEF ยังระบุว่า ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดคาดว่าจะเกิดขึ้นในตำแหน่งที่เกี่ยวกับการดำเนินการ (Administrative) ด้านความปลอดภัย (Security) โรงงาน (Factory) และการค้า (Commerce) แบบดั้งเดิม เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการแปลงเป็นดิจิทัลและระบบอัตโนมัติเป็นหลัก (Digitalization and Automation)

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่สำรวจไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นผลลบในภาพรวม โดยมองว่าผลกระทบของเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่มีต่องานคาดว่าจะส่งผลบวกในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Technologies) การเข้ารหัส (Encryption) และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) คาดว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของตำแหน่งงานที่ใหญ่ที่สุด

 

Saadia Zahidi กรรมการผู้จัดการของ WEF กล่าวว่า บางภาคส่วนที่สามารถเห็นการสร้างงานเพิ่มขึ้นล้วนเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี ได้แก่ การศึกษา การเกษตร และสุขภาพ 

 

รายงานยังระบุว่า AI เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการแทนที่ด้วยอัลกอริทึมที่อาจเกิดขึ้น และเกือบ 75% ของบริษัทที่สำรวจคาดว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ บริษัทประมาณ 50% คาดว่าจะมีการสร้างงานตามมา ในขณะที่ 25% คาดว่างานจะลดลง

 

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยียังไม่ใช่เหตุผลแรกสุดที่ทำให้งานถูกดิสรัปต์ โดย WEF พบว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่ 6 ที่ทำให้เกิดการจ้างงานใหม่หรือการตัดลดงานออกไป  

 

Zahidi กล่าวว่าสาเหตุยังมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และผลจากโลกในยุค ‘Deglobalization’

 

WEF ชี้ว่าบริษัททั้งหลายต่างหันมาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่สูงขึ้น เป็นสองปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการสร้างงาน บริษัทที่สำรวจกล่าว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวคาดว่าจะเป็นสาเหตุหลักของการตกงาน

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่อาจนำไปสู่การลดลงของงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ได้แก่ ผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโควิด การขาดแคลนอุปทาน และวิกฤตค่าครองชีพทั่วโลก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง

The post World Economic Forum ประเมินตำแหน่งงานราว 25% จ่อถูก ‘ดิสรัปต์’ ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดย AI เป็นหนึ่งในตัวดิสรัปต์หลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พนักงาน AI รุ่นบุกเบิกของ Google ออกโรงเตือน เทคโนโลยี AI ยังอันตราย | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-02052023-3/ Tue, 02 May 2023 06:19:04 +0000 https://thestandard.co/?p=783983 Geoffrey Hinton

Geoffrey Hinton ‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ เผย ตัดสิน […]

The post ชมคลิป: พนักงาน AI รุ่นบุกเบิกของ Google ออกโรงเตือน เทคโนโลยี AI ยังอันตราย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
Geoffrey Hinton
  • Geoffrey Hinton ‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ เผย ตัดสินใจลาออกจาก Google เมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อเตือนภัยถึง อันตรายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ Geoffrey Hinton มีส่วนในการพัฒนาขึ้นมา

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: พนักงาน AI รุ่นบุกเบิกของ Google ออกโรงเตือน เทคโนโลยี AI ยังอันตราย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) เจ้าของฉายา ‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ ออกโรงเตือน เทคโนโลยี AI ยังอันตราย แนะพัฒนาด้วยความระมัดระวัง https://thestandard.co/geoffrey-hinton-warned-ai-technology/ Tue, 02 May 2023 02:09:23 +0000 https://thestandard.co/?p=783812 Geoffrey Hinton

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจฟฟรีย์ ฮินตัน ( Geoffrey […]

The post เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) เจ้าของฉายา ‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ ออกโรงเตือน เทคโนโลยี AI ยังอันตราย แนะพัฒนาด้วยความระมัดระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Geoffrey Hinton

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจฟฟรีย์ ฮินตัน ( Geoffrey Hinton ) ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ ที่ออกมาเปิดเผยว่าผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ตัวเขาเองตัดสินใจลาออกจาก Google เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อให้ตนมีอิสระในการเตือนถึงอันตรายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เจ้าตัวมีส่วนในการพัฒนาขึ้นมานี้ 

 

Hinton กล่าวว่า งานบุกเบิกของตนเกี่ยวกับโครงข่ายประสาทเทียมสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์จำนวนมากในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากความพยายามในการพัฒนา AI ให้กับ Google ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเป็นเวลานาน 10 ปี เขาก็เริ่มมองเห็นประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและบทบาทของ AI ในการทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้า 

 

การตัดสินใจของ Hinton ที่จะลาออกออกจากบริษัทและพูดเกี่ยวกับเทคโนโลยีนั้นเกิดขึ้นในขณะที่สมาชิกสภานิติบัญญัติ กลุ่มผู้สนับสนุน และคนในแวดวงเทคโนโลยีจำนวนมากขึ้น เริ่มตระหนักและตื่นตระหนกเกี่ยวกับศักยภาพของแชตบอตที่ขับเคลื่อนด้วย AI ชุดใหม่ที่อาจเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ภายใต้การสนับสนุนของ Microsoft ทำให้ ยักษ์ใหญ่ในวงในเทคโนโลยี อย่าง Google, IBM, Amazon, Baidu และ Tencent ต่างกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายกันอย่างคึกคัก 

 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม บุคคลสำคัญด้านเทคโนโลยีบางคนได้ลงนามในจดหมายเรียกร้องให้ห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์หยุดการฝึกอบรมระบบ AI เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยอ้างถึงความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อสังคมและมนุษยชาติ

 

จดหมายดังกล่าวเผยแพร่โดย Future of Life Institute ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Elon Musk โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังจากที่ OpenAI ประกาศเปิดตัว GPT-4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเวอร์ชันล่าสุดที่ขับเคลื่อน ChatGPT โดยในการทดสอบเบื้องต้นและการสาธิต GPT-4 ใช้ในการร่างคดีความ ผ่านการสอบมาตรฐาน และสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานได้จากภาพร่างที่วาดด้วยมือ

 

และก่อนหน้านี้ ในการให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ทาง Hinton ได้สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ในการกำจัดงานและสร้างโลกที่หลายคนจะ “ไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรคือความจริงอีกต่อไป” นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าอันน่าทึ่ง ซึ่งไกลเกินกว่าที่เขาและคนอื่นๆ คาดการณ์ไว้

 

Hinton กล่าวว่า มีเพียงไม่กี่คนที่เชื่อว่า AI จะสามารถฉลาดกว่าผู้คนได้จริง หรืออย่างน้อย AI ก็ไม่น่าจะฉลาดกว่าคนได้ในระยะ 30-50 ปีนี้ ซึ่งตนเองก็เคยคิดอย่างนั้น แต่ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว โดย Hinton เชื่อว่าไม่ช้าไม่นาน AI จะฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ และอาจเหนือกว่า ซึ่งศักยภาพดังกล่าวของ AI มีทั้งดีและร้าย 

 

Hinton เชื่อว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI กำลังจะเปลี่ยนแปลงสังคมในรูปแบบที่คนเราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ และไม่ใช่ว่าผลกระทบทั้งหมดจะออกมาดี โดยยกตัวอย่างว่า ขณะที่ AI จะช่วยส่งเสริมการรักษาพยาบาล AI ก็สามารถสร้างโอกาสสำหรับอาวุธสังหารอัตโนมัติได้ โดย Hinton พบว่า ความเป็นไปได้ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีทันใด และน่ากลัวกว่าโอกาสที่หุ่นยนต์จะเข้ายึดครองโลก ซึ่งยังคงเป็นความเป็นไปได้ที่ยังคงอีกยาวไกล


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) เจ้าของฉายา ‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ ออกโรงเตือน เทคโนโลยี AI ยังอันตราย แนะพัฒนาด้วยความระมัดระวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan ใช้ ChatGPT สร้างโมเดล AI วิเคราะห์สปีช Fed ตลอด 25 ปี เพื่อค้นหาสัญญาณเทรด! https://thestandard.co/jp-morgan-ai-analyzes-fed-speech/ Thu, 27 Apr 2023 05:22:31 +0000 https://thestandard.co/?p=782085 AI วิเคราะห์ Fed

ทีมนักเศรษฐศาสตร์จาก JPMorgan ใช้ ChatGPT สร้างโมเดล AI […]

The post JPMorgan ใช้ ChatGPT สร้างโมเดล AI วิเคราะห์สปีช Fed ตลอด 25 ปี เพื่อค้นหาสัญญาณเทรด! appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI วิเคราะห์ Fed

ทีมนักเศรษฐศาสตร์จาก JPMorgan ใช้ ChatGPT สร้างโมเดล AI เพื่อวิเคราะห์สุนทรพจน์ (Speech) ของ Fed ตลอด 25 ปี เพื่อวิเคราะห์การส่งสัญญาณต่างๆ ของ Fed พร้อมวางแผนใช้เครื่องมือนี้กับธนาคารกลางมากกว่า 30 แห่งทั่วโลก

 

ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ก่อนการประชุม FOMC ครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 3-4 พฤษภาคมนี้ JPMorgan Chase & Co. เปิดตัวแบบจำลองที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใช้เทคโนโลยีของ ChatGPT เป็นพื้นฐาน เพื่อถอดรหัสข้อความจากถ้อยแถลงและสุนทรพจน์ของ Fed ย้อนหลังไป 25 ปี เพื่อค้นหาสัญญาณเทรด (Trading Signals) เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจการซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ

 

สำหรับวิธีการวิเคราะห์ ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan รวมถึง Joseph Lupton จะใช้โมเดลดังกล่าวเพื่อหาแนวโน้มของการส่งสัญญาณเชิงนโยบายแล้วให้คะแนน โดยใช้สเกลวัดว่าสัญญาณนั้นๆ ผ่อนคลาย (Easy) หรือเข้มงวด (Restrictive) มากแค่ไหน โดย JPMorgan ตั้งชื่อสเกลนี้ว่า ‘คะแนนเหยี่ยวถึงพิราบ’ (Hawk-Dove Score)

 

ตัวอย่างเช่น เมื่อแบบจำลองแสดงให้เห็นว่า ในหมู่เจ้าหน้าที่ Fed มีความเหยี่ยว (Hawkishness) มากขึ้น ระหว่างการประชุม คำแถลงนโยบายก็จะมีความเหยี่ยวมากขึ้น และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (Yield) อายุ 1 ปีก็สูงขึ้น

 

เครื่องมือนี้นับเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการค้นหาความได้เปรียบในการซื้อขายที่ไม่มีวันจบสิ้นของ Wall Street และเป็นอีก 1 ตัวอย่างในการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย OpenAI มาใช้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เอกสารการวิจัย 2-3 ฉบับแสดงให้เห็นว่า ChatGPT สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ เช่น การถอดรหัสว่าแถลงการณ์ของ Fed นั้นดูโอ้อวดหรือไร้สาระ หรือระบุว่าพาดหัวข่าวแบบไหนดีหรือไม่ดีสำหรับหุ้น

 

จากแบบจำลองของ JPMorgan เกิดขึ้นในช่วงที่การอ่านแถลงการณ์ของ Fed มีความผันผวนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ในการสำรวจของ Bloomberg คาดว่า Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าอีก 0.25%

 

ตามแบบจำลองของ JPMorgan พบว่า คะแนน Fed Hawk-Dove Score เพิ่มขึ้น 10 จุดตอนนี้ แปลว่าความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายครั้งต่อไปจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


อ้างอิง:

The post JPMorgan ใช้ ChatGPT สร้างโมเดล AI วิเคราะห์สปีช Fed ตลอด 25 ปี เพื่อค้นหาสัญญาณเทรด! appeared first on THE STANDARD.

]]>
น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้า จนต้องเผชิญ Kodak Moment https://thestandard.co/google-microsoft-kodak-moment/ Thu, 27 Apr 2023 02:28:43 +0000 https://thestandard.co/?p=782004 Google Kodak Moment

Cyrus Mewawalla นักยุทธศาสตร์ และหัวหน้าหน่วย Thematic […]

The post น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้า จนต้องเผชิญ Kodak Moment appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Kodak Moment

Cyrus Mewawalla นักยุทธศาสตร์ และหัวหน้าหน่วย Thematic Intelligence ของ GlobalData แสดงความเห็นผ่าน CNBC ว่า ปี 2022 ที่ผ่านมา Search Engine ยักษ์ใหญ่ชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง Google ได้เผชิญกับ Kodak Moment ในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หลังปล่อยให้ Microsoft คู่แข่งแซงหน้าขึ้นนำไปได้

 

ทั้งนี้ Kodak Moment เป็นวลีที่ใช้อธิบายถึงการไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ โดยอ้างอิงถึงบริษัทกล้อง Eastman Kodak Company ซึ่งล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล

 

Mewawalla ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถือเป็นธีมใหญ่ของปี 2023 และ “Microsoft ได้แย่งความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมจาก Google” ด้วยการลงทุนใน OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง ChatGPT ทำให้ปัจจุบัน Microsoft กำลังชนะการแข่งขันด้าน AI

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ในความเป็นจริงแล้ว Alphabet บริษัทแม่ของ Google ได้ลงทุนใน AI มาหลายปีแล้ว บริษัทได้ซื้อ DeepMind บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ของอังกฤษ ในปี 2014 เพื่อเพิ่มพูนความพยายามด้วยเทคโนโลยีนี้

 

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Alphabet ได้รวมทีม Brain Research ของ Google เข้ากับ DeepMind เพื่อเร่งความพยายามในการมุ่งพัฒนา AI ให้มากขึ้น

 

Mewawalla กล่าวว่า น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้าไปอย่างน่าเสียดาย โดยเปรียบเทียบการกระทำของ Google ว่าเป็น Kodak Moment ซึ่งเป็นการอธิบายความล้มเหลวของ Kodak ที่เกิดจากการมีผลิตภัณฑ์ชั้นนำแต่กลับเก็บไว้บนหิ้งเฉยๆ เพราะกลัวว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะกระทบกับธุรกิจหลัก จนกลายเป็นข้อจำกัดที่ Kodak ไม่อาจไปต่อได้

 

นักกลยุทธ์รายนี้ชี้ว่า ขณะนี้ธุรกิจหลักของ Google กำลังถูกคุกคามเพราะการมัวแต่ชะล่าใจ โดยความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักที่มองว่า แม้ Google จะมีเทคโนโลยี AI ที่แข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในผลิตภัณฑ์ได้เร็วพอเหมือนที่ Microsoft ทำ

 

อ้างอิง:

The post น่าเสียดายที่แม้ Google จะมี ‘AI ที่ยอดเยี่ยม’ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับปล่อยให้ Microsoft ชิงตัดหน้า จนต้องเผชิญ Kodak Moment appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-26042023-3/ Wed, 26 Apr 2023 08:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=781553 โหมดไม่ระบุตัวตน ChatGPT

OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGP […]

The post ชมคลิป: OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
โหมดไม่ระบุตัวตน ChatGPT

OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในการพัฒนา AI ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในการเทรน AI https://thestandard.co/openai-rolls-out-incognito-mode-chatgpt/ Wed, 26 Apr 2023 02:43:22 +0000 https://thestandard.co/?p=781362 OpenAI โหมดไม่ระบุตัวตน

สถานีโทรทัศน์ Channel NewsAsia ของสิงคโปร์ รายงานอ้างอิ […]

The post OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในการเทรน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI โหมดไม่ระบุตัวตน

สถานีโทรทัศน์ Channel NewsAsia ของสิงคโปร์ รายงานอ้างอิงคำกล่าวของพนักงานรายหนึ่งใน OpenAI ที่เปิดเผยว่า ทางบริษัทกำลังเปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ สำหรับแชตบอตยอดฮิตอย่าง ChatGPT ซึ่งจะไม่บันทึกประวัติการสนทนาของผู้ใช้หรือใช้เพื่อปรับปรุงปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท  

 

ขณะเดียวกัน OpenAI ระบุว่า ทางบริษัทยังได้วางแผนการสมัครสมาชิก ‘ChatGPT Business’ พร้อมการควบคุมข้อมูลเพิ่มเติม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการที่ ChatGPT และแชตบอตอื่นๆ เป็นแรงบันดาลใจในการจัดการข้อมูลของผู้ใช้หลายร้อยล้านคน ซึ่งใช้กันทั่วไปในการปรับปรุงหรือฝึก AI

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทางการอิตาลีได้มีคำสั่งแบนการใช้ ChatGPT เนื่องจากอาจมีการละเมิดความเป็นส่วนตัว โดยกล่าวว่า OpenAI สามารถกลับมาให้บริการได้หากสามารถพิสูจน์และตอบสนองความต้องการความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานได้ เช่น การให้เครื่องมือแก่ผู้บริโภคในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลของพวกเขา 

 

ด้านทางการฝรั่งเศสและสเปนก็เริ่มดำเนินการตรวจสอบบริการนี้ด้วยเช่นกัน 

 

Mira Murati หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OpenAI ยืนยันกับทาง Reuters ว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวของยุโรปและกำลังดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยกับบรรดาหน่วยงานกำกับดูแล

 

Murati ย้ำว่า ฟีเจอร์ใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการห้ามใช้ ChatGPT ของอิตาลี แต่มาจากความพยายามในการทำให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูล โดยยืนยันว่า OpenAI จะเดินหน้าพัฒนาเพื่อให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานมากขึ้น 

 

ที่ผ่านมา ข้อมูลของผู้ใช้งานช่วยให้ OpenAI พัฒนาซอฟต์แวร์ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และลดอคติทางการเมือง รวมถึงปัญหาอื่นๆ กระนั้น บริษัทยังคงมีความท้าทายอีกมากที่ต้องแก้ไข 

 

ในส่วนของฟีเจอร์ใหม่ OpenAI อธิบายว่าจะเปิดทางให้ผู้ใช้ปิด ‘ประวัติการแชตและการฝึกอบรม’ ในการตั้งค่าและส่งออกข้อมูลได้ โดย Nicholas Turley เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ OpenAI เปรียบฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า เหมือนกับโหมดไม่ระบุตัวตนของอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์ และบริษัทจะยังคงเก็บการสนทนาไว้เป็นเวลา 30 วันเพื่อตรวจสอบการละเมิดก่อนที่จะลบออกจากระบบอย่างถาวร

 

นอกจากนี้ การสมัครรับข้อมูลธุรกิจของบริษัทที่จะเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะไม่ใช้การสนทนาสำหรับการฝึกอบรมโมเดล AI ซึ่ง Murati กล่าวว่า บริการดังกล่าวจะดึงดูดลูกค้าปัจจุบันของ Microsoft Corp ซึ่งลงทุนใน OpenAI และให้บริการ  ChatGPT
  

เตือน ‘AI’ เพิ่มความเสี่ยงด้านอคติและละเมิดสิทธิ

 

ขณะเดียวกัน Reuters รายงานเมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายนว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนบริษัทการเงินและบริษัทอื่นๆ ว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเพิ่มความเสี่ยงของอคติและการละเมิดสิทธิพลเมือง พร้อมส่งสัญญาณว่าทางการสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบตลาดสำหรับการเลือกปฏิบัติดังกล่าว

 

ทั้งนี้ หัวหน้าสำนักงานคุ้มครองการเงินผู้บริโภค หน่วยสิทธิพลเมืองของกระทรวงยุติธรรม คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ กล่าวว่า การพึ่งพาระบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นในภาคส่วนต่างๆ เช่น การให้กู้ยืม การจ้างงาน และที่อยู่อาศัย กำลังทำให้เกิดภาวะกีดกันจากเชื้อชาติ ความพิการ และปัจจัยอื่นๆ อย่างรุนแรง

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เครื่องมือ AI รวมถึง ChatGPT ของ Open AI ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft Corp ได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว จนกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพิ่มการตรวจสอบการใช้งานของพวกเขาอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น และกระตุ้นให้มีการเรียกร้องให้มีกฎหมายใหม่ควบคุมเทคโนโลยีดังกล่าว

 

Lina Khan ประธานคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ ชี้ว่า การอ้างสิทธิในนวัตกรรมต้องไม่ครอบคลุมถึงการละเมิดกฎหมาย ขณะที่ Rohit Chopra ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคเสริมว่า สำนักคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคกำลังพยายามเข้าถึงผู้แจ้งเบาะแสในภาคเทคโนโลยีเพื่อพิจารณาว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ใดที่ละเมิดกฎหมายสิทธิพลเมือง 

 

นอกจากนี้ Chopra ยังชี้ว่า บริษัทต่างๆ ในด้านการเงินจำเป็นต้องอธิบายการตัดสินใจด้านเครดิตที่ไม่พึงประสงค์ตามกฎหมาย หากบริษัทต่างๆ ไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการตัดสินใจที่ AI ของพวกเขาทำ พวกเขาก็ไม่สามารถนำมาใช้อย่างถูกกฎหมายได้ ก่อนย้ำว่าประเด็นที่ทางสำนักคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคพูดถึง คือการใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลและการพัฒนาความสัมพันธ์และการวิเคราะห์อื่นๆ เพื่อสร้างเนื้อหาและตัดสินใจที่ถูกต้องและชอบธรรม โดยสิ่งที่ทางสำนักงานต้องการเห็นก็คือความรับผิดชอบของบรรดาบริษัทการเงินที่มีต่อการตัดสินใจของ AI ที่นำมาใช้ 

 

อ้างอิง:

The post OpenAI เปิดตัว ‘โหมดไม่ระบุตัวตน’ บน ChatGPT เพื่อรับรองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งานในการเทรน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
การศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับ AI บนการทำงานจริง สะท้อนว่าช่วยให้พนักงานทำงานดีขึ้น 14% https://thestandard.co/ai-assist-14-percents-customer-service-work/ Tue, 25 Apr 2023 01:27:08 +0000 https://thestandard.co/?p=780873 AI

บรรดาคนทำงานในสายงานบริการลูกค้า (Customer Service) ของ […]

The post การศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับ AI บนการทำงานจริง สะท้อนว่าช่วยให้พนักงานทำงานดีขึ้น 14% appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI

บรรดาคนทำงานในสายงานบริการลูกค้า (Customer Service) ของบริษัทซอฟต์แวร์ในกลุ่ม Fortune 500 ซึ่งได้รับอนุญาตให้สามารถใช้ Generative AI เข้ามาเป็นเครื่องมือในการช่วยทำงาน มีผลิตภาพในการทำงานสูงกว่าผู้ที่ไม่ใช้ 14% โดยเฉลี่ย 

 

สถิติดังกล่าวอิงจากผลการศึกษาของนักวิจัยของ Stanford University และ Massachusetts Institute of Technology ซึ่งทดสอบผลกระทบจากการใช้ Generative AI เข้ามาช่วยในการทำงานตลอด 1 ปี

 

การวิจัยครั้งนี้ถือเป็นการวัดผลกระทบของ Generative AI ต่อการทำงาน โดยเป็นการประเมินนอกห้องทดลองเป็นครั้งแรก สำหรับการศึกษาก่อนหน้านี้ได้วัดความสามารถของ AI ในด้านกฎหมายและเภสัชศาสตร์ อาทิ GPT-4 สามารถผ่านการสอบกฎหมายได้โดยอยู่ในระดับที่เหนือกว่า 90% ของผู้สอบทั้งหมด 

 

อีริก บรินโจลฟ์สัน ผู้อำนวยการศูนย์ Digital Economy Lab ของ Stanford Institute for Human-Centered AI กล่าวว่า “การให้ผู้คนใช้งาน AI ในบริษัทเป็นเวลากว่า 1 ปี ช่วยให้เราเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่ามันจะช่วยเพิ่มผลิตภาพต่อโลกจริงได้อย่างไร เท่าที่ผมรู้ นี่คือครั้งแรกที่เราทดสอบกับการทำงานจริง”

 

บรินโจลฟ์สันและนักวิจัยจาก MIT ได้แก่ แดเนียล ลี และ ลินซีย์ เรย์มอนด์ ได้ติดตามผลลัพธ์จากการทำงานของผู้ให้บริการลูกค้า 5,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานอยู่ในฟิลิปปินส์ สามารถแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้สำเร็จ และทำได้อย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้หนึ่งในผลการศึกษาที่ค้นพบคือ ผู้เริ่มต้นทำงานส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการใช้ AI โดยผู้ที่มีทักษะการทำงานไม่สูงสามารถทำงานได้เร็วขึ้น 35% ผลการทำงานของพนักงานใหม่ต่างพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้ AI เข้ามาช่วย 

 

โดยพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานมา 2 เดือน และใช้ AI เข้ามาช่วย สามารถทำงานได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าในหลายๆ ด้าน เมื่อเทียบกับพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงาน 6 เดือน แต่ไม่ได้ใช้ AI เข้ามาช่วย 

 

ผลลัพธ์ที่ว่าผลิตภาพการทำงานของพนักงานที่นำ AI เข้ามาช่วย ดีขึ้นโดยเฉลี่ย 14% ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่าการทดลองก่อนหน้า เพราะกระบวนการทำงานในโลกจริงมีความซับซ้อนกว่า แต่ก็ยังถือว่าช่วยเพิ่มผลิตภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ 

 

อย่างไรก็ตาม บรินโจลฟ์สันเตือนว่า นี่ยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการศึกษาเกี่ยวกับ Generative AI และผลลัพธ์จากการศึกษาครั้งนี้ไม่ใช่บทสรุปและยังมีสิ่งที่ต้องศึกษาอีกมาก 

 

“ยังคงต้องมีการศึกษาอีกเป็นจำนวนมากสำหรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาปฏิวัติโลกเช่นนี้ อย่างกรณีของไฟฟ้า เครื่องยนต์ไอน้ำ หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษก่อนที่มันจะทำงานได้ดีขึ้น อย่างกรณีของไฟฟ้าก็ต้องใช้เวลาเกือบ 30 ปี กว่าที่จะถูกนำมาใช้ในโรงงาน” 

 

สำหรับช่วงเริ่มต้นนี้ บรินโจลฟ์สันแนะนำคนทำงานและผู้บริหารทั้งหลายว่า ให้เปิดรับเทคโนโลยีนี้ไว้

 

“เริ่มต้นการทดลองใช้และเรียนรู้ว่า AI ทำอะไรได้ ค้นหาสิ่งที่มันทำได้ดีที่สุดและทำได้ไม่ดีนัก แต่ละบริษัทควรที่จะมีโปรแกรมสนับสนุนให้พนักงานเรียนรู้การใช้งาน AI และเรียนรู้ให้เร็ว” 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post การศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับ AI บนการทำงานจริง สะท้อนว่าช่วยให้พนักงานทำงานดีขึ้น 14% appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ มองต่าง! เชื่อ AI จะเข้ามาช่วยเด็กๆ เรียนรู้การอ่านและการเขียน ซึ่งเป็น ‘ติวเตอร์’ ที่ดีเท่าที่มนุษย์จะทำได้ https://thestandard.co/bill-gates-ai-chatbots-will-teach/ Mon, 24 Apr 2023 08:46:25 +0000 https://thestandard.co/?p=780542 บิล เกตส์

ท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI จะเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ แต […]

The post บิล เกตส์ มองต่าง! เชื่อ AI จะเข้ามาช่วยเด็กๆ เรียนรู้การอ่านและการเขียน ซึ่งเป็น ‘ติวเตอร์’ ที่ดีเท่าที่มนุษย์จะทำได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์

ท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI จะเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ แต่ บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft กลับเห็นต่าง เพราะมองว่าแชตบอต AI กำลังอยู่ในแนวทางที่จะช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้การอ่านและฝึกฝนทักษะการเขียนภายในเวลา 18 เดือน

 

“AI จะเข้าถึงความสามารถนั้น เพื่อเป็นติวเตอร์ที่ดีเท่าที่มนุษย์จะทำได้” เกตส์กล่าวในการประชุมสุดยอด ASU+GSV ในซานดิเอโก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แชตบอต AI เช่น ChatGPT ของ OpenAI และ Bard ของ Google ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และตอนนี้สามารถแข่งขันกับมนุษย์ในการทดสอบมาตรฐานบางอย่างได้แล้ว

 

การเติบโตดังกล่าวได้จุดประกายทั้งความตื่นเต้นเกี่ยวกับศักยภาพของเทคโนโลยีและการถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น

 

เกตส์ให้ความเห็นว่า แชตบอต AI ในปัจจุบันมี ‘ความคล่องแคล่วอย่างไม่น่าเชื่อในการอ่านและเขียน’ ซึ่งในไม่ช้าจะช่วยให้พวกเขาสอนนักเรียนให้ปรับปรุงการอ่านและการเขียนของตนเองในแบบที่เทคโนโลยีไม่เคยทำได้มาก่อน 

 

ในอดีตการสอนทักษะการเขียนได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นงานที่ยากอย่างเหลือเชื่อสำหรับคอมพิวเตอร์ ตอนนี้ความสามารถของ AI กำลังพัฒนาขึ้นจากการจดจำและสร้างการเปลี่ยนแปลงภาษาที่พัฒนาตลอดเวลา

 

นักวิชาการบางคนกล่าวว่าพวกเขาประทับใจในความสามารถของแชตบอตในการสรุปและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อความต่างๆ หรือแม้กระทั่งการเขียนเรียงความฉบับเต็มด้วยตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการกลุ่มเดียวกันเตือนว่าเทคโนโลยีนี้ยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และอาจนำเสนอข้อผิดพลาดที่สำคัญหรือข้อมูลที่ผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ และเทคโนโลยี AI จะต้องปรับปรุงในการอ่านและสร้างภาษามนุษย์ขึ้นใหม่เพื่อกระตุ้นนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น ก่อนที่มันจะกลายเป็นครูสอนพิเศษที่ทำงานได้

 

“ถ้าคุณใช้เวลาเพียง 18 เดือนข้างหน้า AI จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยครูและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเขียน” เกตส์กล่าว “จากนั้นพวกเขาจะเพิ่มพูนสิ่งที่เราสามารถทำได้ในวิชาคณิตศาสตร์”

 

อาจใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่เกตส์มั่นใจว่าเทคโนโลยีจะดีขึ้นภายใน 2 ปี จากนั้นอาจช่วยให้มีการสอนพิเศษแบบตัวต่อตัวสำหรับนักเรียนจำนวนมากที่อาจไม่สามารถจ่ายในราคาที่สูงได้

 

“การเข้าถึงติวเตอร์นั้นแพงเกินไปสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ติวเตอร์คนนั้นปรับตัวและจดจำทุกสิ่งที่คุณทำและดูแลงานทั้งหมดของคุณ” เกตส์กล่าว

 

ภาพ: Taylor Hill / WireImage

อ้างอิง:

 

The post บิล เกตส์ มองต่าง! เชื่อ AI จะเข้ามาช่วยเด็กๆ เรียนรู้การอ่านและการเขียน ซึ่งเป็น ‘ติวเตอร์’ ที่ดีเท่าที่มนุษย์จะทำได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>