AEONTS Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/aeonts/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 09 Oct 2024 14:22:31 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AEONTS-2QFY67: ดีกว่าคาดเพราะ Non-NII และ OPEX https://thestandard.co/market-focus-aeonts-2qfy67-2/ Wed, 09 Oct 2024 14:22:31 +0000 https://thestandard.co/?p=994002

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 บมจ.อิออ […]

The post AEONTS-2QFY67: ดีกว่าคาดเพราะ Non-NII และ OPEX appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) รายงานกำไรสุทธิ 2QFY67 (เดือนมิถุนายน-สิงหาคม) เพิ่มขึ้น 57%QoQ (หลักๆ เกิดจากกำไรจากการขาย NPL และ ECL ที่ลดลง) แต่ลดลง 2%YoY มาอยู่ที่ 822 ล้านบาท สูงกว่าคาด 17% หลักๆ เกิดจาก Non-NII ที่ดีกว่าคาด และ OPEX ที่ต่ำกว่าคาด โดยสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์: Credit Cost ลดลง 46 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 39 bps YoY) สู่ 8.69% ใน 2QFY67 ตามคาด หลังจากเร่งตั้ง ECL เพื่อรองรับการปรับเพิ่มอัตราการชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% ในปี 2566 เป็น 8% ในปี 2567 อัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้น 19 bps QoQ มาอยู่ที่ 5.58% LLR Coverage ลดลงเหลือ 159% จาก 168% ณ 1QFY67

 

  1. การเติบโตของสินเชื่อ: สินเชื่ออยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว QoQ (ลดลง 3%YoY) ใน 2QFY67 สินเชื่อบัตรเครดิตลดลง 2%QoQ (จากการปรับเพิ่มอัตราการชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำ) สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ในระดับทรงตัว QoQ และสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มขึ้น 9%QoQ (หลักๆ เกิดจากสินเชื่อรถยนต์มือสอง)

 

  1. NIM: เพิ่มขึ้น 12 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 18 bps YoY) ใน 2QFY67 อัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 11 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 17 bps YoY) ใน 2QFY67 ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 3 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 1 bps YoY) ใน 2QFY67 น้อยกว่าที่คาดการณ์

 

  1. Non-NII: เพิ่มขึ้น 21%QoQ (เพิ่มขึ้น 14%YoY) จากกำไรจากการขาย NPL จำนวน 172 ล้านบาท (เทียบกับที่ไม่มีรายการนี้ใน 1QFY67 และเพิ่มขึ้น 3%YoY) รายได้หนี้สูญรับคืน (เพิ่มขึ้น 2%QoQ และ 19%YoY) และรายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย (เพิ่มขึ้น 7%QoQ และ 6%YoY)

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้: ลดลง 287 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 75 bps YoY) สู่ 41.34% OPEX ลดลง 3%QoQ (เพิ่มขึ้น 3%YoY) ต่ำกว่าที่คาดการณ์

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับขึ้น 3.68% อยู่ที่ 141.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 1.76% อยู่ที่ 1,452.80 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น:

 

กำไร 1HFY67 คิดเป็น 45% ของประมาณการกำไรเต็มปี (ลดลง 8%) InnovestX Research คาดว่ากำไร 3QFY67 จะลดลง QoQ (หลักๆ เป็นเพราะไม่มีกำไรจากการขาย NPL) แต่จะเพิ่มขึ้น YoY (หลักๆ เกิดจาก Non-NII ที่สูงขึ้น) สำหรับ 4QFY67 คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างดี QoQ (หลักๆ เกิดจากกำไรจากการขาย NPL และ ECL ที่ลดลง) แต่จะลดลง YoY (จาก ECL ที่สูงขึ้น)

 

ปัจจุบันคาดว่ากำไรปี FY2567 จะลดลง 8% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 2% NIM ในระดับทรงตัว Non-NII ที่เติบโต 22% (หลักๆ เกิดจากรายได้หนี้สูญรับคืน รายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย และรายได้อื่น) และ Credit Cost ที่เพิ่มขึ้น 68 bps

 

กลยุทธ์การลงทุน ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ AEONTS และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 158 บาทต่อหุ้น (PBV 1.4 เท่า หรือ PE 12.3 เท่า สำหรับปี 2568) โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่

 

  1. การคาดการณ์ว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 2HFY67 และปี FY2568

 

  1. ปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นจากโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

 

  1. ผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์จากการที่รัฐบาลแจกเงินสด 10,000 บาทให้แก่กลุ่มเปราะบางในเดือนกันยายน

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ความเสี่ยง ESG ด้านการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)

The post AEONTS-2QFY67: ดีกว่าคาดเพราะ Non-NII และ OPEX appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – พรีวิว 2QFY67 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ แต่ลดลง YoY https://thestandard.co/market-focus-aeonts-2qfy67/ Thu, 26 Sep 2024 12:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=988446

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research จัดทำบทวิเคราะห […]

The post AEONTS – พรีวิว 2QFY67 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ แต่ลดลง YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 2QFY67 (เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567) ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) โดยคาดว่ากำไรจะอยู่ที่ 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34%QoQ แต่ลดลง 17%YoY กำไรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 34%QoQ ได้รับการสนับสนุนจาก: กำไรที่คาดว่าจะได้รับ 160 ล้านบาทจากการขาย NPL และ Credit Cost ที่คาดว่าจะลดลง 40 bps QoQ มาอยู่ที่ 8.74% โดย Credit Cost ที่ลดลง QoQ เกิดจากการตัดหนี้สูญช้าลงหลังจากลูกหนี้ 1-2% ของบริษัทเข้าร่วมมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง 

 

และมีการเร่งตั้ง ECL ใน 1QFY67 เพื่อรองรับการปรับเพิ่มอัตราชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% ในปี 2566 เป็น 8% ในเดือนมกราคม 2567 ขณะที่กำไรที่คาดว่าจะลดลง 17%YoY เกิดจาก ECL ที่เพิ่มขึ้น YoY และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง สินเชื่ออยู่ในระดับทรงตัวใน 2QFY67 จากนโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น 

 

ทั้งนี้ AEONTS คาดว่าจะประกาศผลประกอบการ 2QFY67 วันที่ 7 ตุลาคม 2567

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับขึ้น 7.3% สู่ระดับ 140.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 7.9% สู่ระดับ 1,461.58 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

AEONTS มีลูกหนี้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาทอยู่ราว 10% โดยส่วนหนึ่งมีสิทธิได้รับเงินสด 10,000 บาทที่รัฐบาลแจกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการจำนวน 14.5 ล้านคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนนี้ AEONTS ประเมินว่าลูกหนี้ประมาณ 3-4 แสนรายจากทั้งหมด 10 ล้านราย มีรายได้ต่อเดือนประมาณ 8,000 บาท ซึ่งน่าจะมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

 

AEONTS มีสำรอง Management Overlay บางส่วนสำหรับรองรับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน และยังเหลือสำรอง Management Overlay ที่ยังไม่ได้ใช้อีก 200 ล้านบาท สำหรับรองรับการปรับเพิ่มอัตราการชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำเป็น 10% ซึ่งเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิมในปี 2568 InnovestX Research คงประมาณการ Credit Cost ไว้ที่ 8.25% (เพิ่มขึ้น 43 bps) ในปี FY2567

 

แม้รวมเอาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (50 bps ใน 4Q67 และ 50 bps ใน 1H68) เข้ามาไว้ในประมาณการแล้ว แต่คาดว่า NIM ของ AEONTS จะหดตัวลง 12 bps ในปี FY2567 และ 16 bps ในปี FY2568 เนื่องจากคาดว่าต้นทุนทางการเงินจะเพิ่มขึ้นในปี FY2567 

 

และอัตราผลตอบแทนจากเงินให้สินเชื่อจะลดลงในปี FY2568 อันเป็นผลมาจากมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (PD) ของ ธปท. และการให้เครดิตเงินคืนเทียบเท่าดอกเบี้ย 0.5% ของยอดค้างชำระสินเชื่อบัตรเครดิตใน 1H68 และ 0.25% ใน 2H68 สำหรับลูกหนี้ที่ผ่อนชำระขั้นต่ำมากกว่าหรือเท่ากับ 8%

 

InnovestX Research ปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อของ AEONTS ลดลงจาก 3% สู่ 2% เพื่อสะท้อนการคาดการณ์ว่าสินเชื่อจะอยู่ในระดับทรงตัวใน 2QFY67 การเติบโตของสินเชื่อปี FY2567 จะถูกฉุดรั้งโดยการปรับเพิ่มอัตราการชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำ AEONTS มีการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสองมากขึ้นและเริ่มให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถในปี FY2567

 

ส่วน Non-NII คาดว่าจะเติบโต 19% ในปี FY2567 หลักๆ เกิดจากรายได้หนี้สูญรับคืนและกำไรจาก NPL ที่เพิ่มขึ้น 20% ในปี FY2567 AEONTS ขาย NPL ใน 2QFY67 และจะขาย NPL เพิ่มอีกใน 2HFY67 นอกจากนี้บริษัทยังวางแผนเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยผ่านทางการเพิ่มพันธมิตรอีก 1 ราย และเริ่มธุรกิจ AMC

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ AEONTS โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 158 บาทต่อหุ้น (อิงกับ PBV ที่ 1.5 เท่า) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากประโยชน์จากนโยบายแจกเงินสดและโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนของ ธปท. และความเสี่ยง ESG ด้านการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)

The post AEONTS – พรีวิว 2QFY67 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ แต่ลดลง YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มเงินทุน – ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรเพื่อสะท้อนโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบาย https://thestandard.co/setfin-earnings-forecast-adjusted-up/ Mon, 23 Sep 2024 12:36:17 +0000 https://thestandard.co/?p=987140

เกิดอะไรขึ้น:   หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธ […]

The post หุ้นกลุ่มเงินทุน – ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรเพื่อสะท้อนโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ปรับอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ลดลง 50 bps นักเศรษฐศาสตร์ของ InnovestX คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 50 bps ใน 4Q67 และ 50 bpd ใน 1H68 ดังนั้นจึงคาดว่าธนาคารต่างๆ จะปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (MLR) ลดลง 25 bps ใน 4Q67 และปรับลงอีก 25 bps ใน 1H68 ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทเงินทุนลดลงในระดับเดียวกัน 

 

เนื่องจากแหล่งเงินทุนของบริษัทที่ประกอบธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค (Consumer Finance) ส่วนใหญ่มาจากการกู้ยืมระยะยาว ดังนั้นต้นทุนทางการเงินจะทยอยปรับลงในระยะเวลา 2 ปีหลังจากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

 

InnovestX Research ปรับประมาณการ NIM เพิ่มขึ้น 1-3 bps สำหรับปี 2567, 8-19 bps สำหรับปี 2568 และ 7-23 bps สำหรับปี 2569 โดยคาดว่าจะเห็น NIM ของ TIDLOR และ SAWAD ปรับตัวดีขึ้นมากที่สุดในปี 2568 และปี 2569 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราผลตอบแทนของเงินให้สินเชื่อที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

 

ในขณะเดียวกัน คาดว่าจะเห็น NIM ของ AEONTS และ KTC ลดลงในปี 2568 อันเป็นผลจาก: 1. มาตรการแก้หนี้เรื้อรังของ ธปท. และ 2. การให้เครดิตเงินคืนเทียบเท่าดอกเบี้ย 0.5% ของยอดค้างชำระสินเชื่อบัตรเครดิตใน 1H68 และ 0.25% ใน 2H68 สำหรับลูกหนี้ที่ผ่อนชำระขั้นต่ำมากกว่าหรือเท่ากับ 8%

 

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ แม้ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว แต่กลุ่ม Consumer Finance ยังคงเผชิญกับวังวนปัญหาด้านคุณภาพสินทรัพย์ ใน 4Q67 คุณภาพสินทรัพย์น่าจะได้รับประโยชน์จากการที่รัฐบาลแจกเงินสดคนละ 10,000 บาท ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการจำนวน 14.5 ล้านคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ซึ่งน่าจะชดเชยกับผลกระทบเชิงลบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง (หลักๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย) ราคารถมือสองยังคงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเร่งยึดรถ ดัชนีราคารถมือสองลดลง 7%MoM และ 15%YoY ในเดือนกรกฎาคม

 

บริษัท Consumer Finance ใช้นโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยปรับ LTV ลดลงใน 1H67 ซึ่งคาดว่า MTC, TIDLOR และ SAWAD จะมี Credit Cost เพิ่มขึ้น HoH ใน 2H67 เนื่องจากคาดว่าราคารถมือสองจะลดลงอีก อย่างไรก็ตาม คาดว่า KTC และ AEONTS จะมี Credit Cost ลดลง HoH ใน 2H67 จากผลกระทบเชิงบวกจากการแจกเงิน 10,000 บาท และผลกระทบ Front-Loaded จากการปรับเพิ่มอัตราชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8% ใน 1H67

 

ด้านการเติบโตของสินเชื่อมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะชะลอตัวลงในปี 2567-2569 อันเป็นผลมาจาก: 

  • การใช้นโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น
  • การเร่งตัดหนี้สูญ
  • สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในการออกหุ้นกู้
  • การปรับเพิ่มอัตราชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8%
  • การใช้มาตรการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ในปี 2568 สำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียน คาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 10-18% ในปี 2567-2569 เทียบกับ 20-30% ในปี 2562-2566

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มเงินทุน (SETFIN) ปรับขึ้น 22% ราคาหุ้น TIDLOR ปรับขึ้น 33% ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 9.3%

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2567:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปี 2568 เพิ่มขึ้น 2-4% และปี 2569 เพิ่มขึ้น 4-6% โดยในปี 2568 คาดว่า MTC จะเป็นบริษัทที่รายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดที่ 27% ตามด้วย TIDLOR ที่ 21% และ SAWAD ที่ 12% (เพิ่มขึ้น 3% สำหรับ EPS) ในขณะที่ KTC และ AEONTS จะรายงานกำไรเติบโตเล็กน้อยที่ 5% สำหรับ 2H67 คาดว่ากำไรจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว QoQ และ YoY โดยเกิดจากสินเชื่อที่อยู่ในระดับทรงตัว QoQ NIM ที่ลดลง QoQ จากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และ Credit Cost ที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ได้ปรับราคาเป้าหมายของบริษัท Consumer Finance (ยกเว้น AEONTS ที่รอการประกาศผลประกอบการ 2QFY67 ในเดือนตุลาคม) เพิ่มขึ้น 11-29% เพื่อสะท้อน Sustainable ROE ที่สูงขึ้นจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ดังนั้นจึงปรับคำแนะนำสำหรับ TIDLOR ขึ้นสู่ Outperform และเปลี่ยนหุ้นเด่นของกลุ่มจาก MTC เป็น TIDLOR เนื่องจาก Valuation ของ TIDLOR ต่ำกว่าและถูกกว่า MTC 

 

อย่างไรก็ดี ยังคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ MTC และ AEONTS รวมถึงคงคำแนะนำ Underperform สำหรับ KTC (เนื่องจาก Valuation แพงเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโต) และ SAWAD (เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันในด้าน ESG จากการสืบสวนของ DSI คุณภาพสินทรัพย์จากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และข้อจำกัดด้านการจัดหาเงินทุน)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้าน Credit Cost จากราคารถมือสองที่ลดลง, การแข่งขันที่สูงขึ้นจากธนาคารต่างๆ และความเสี่ยง ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) รวมไปถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ

The post หุ้นกลุ่มเงินทุน – ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรเพื่อสะท้อนโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบแล้ว, ปรับเรตติ้งเป็น Outperform https://thestandard.co/aeonts-price-has-reflected-negative-factors/ Fri, 21 Jun 2024 09:03:15 +0000 https://thestandard.co/?p=948065

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ปรับเรตติ้งสำหร […]

The post AEONTS – ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบแล้ว, ปรับเรตติ้งเป็น Outperform appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ปรับเรตติ้งสำหรับ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) ขึ้นจาก Neutral สู่ Outperform เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแล้ว 19% YTD และคาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวใน 2H67 

 

ใน 1QFY67 คาดว่า Credit Cost จะเพิ่มขึ้น 270 bps QoQ (แต่ลดลง 61 bps YoY) สู่ 8.31% ซึ่งเป็นผลมาจาก

 

1. การปรับตัวกลับสู่ระดับปกติจากระดับต่ำผิดปกติใน 4QFY66 ซึ่งได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้จากค้างชำระ 28 วัน เป็น 30 วัน และ 2. การปรับเพิ่มอัตราการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตจาก 5% ในปี 2566 สู่ 8% ในปี 2567 

 

และคาดว่า Credit Cost จะอยู่ในระดับสูงใน 1HFY67 และจะลดลงภายหลังใน 2HFY67 เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งคาดการณ์ตามหลักความระมัดระวังว่า Credit Cost จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 8 bps สู่ 7.9% ในปี FY2567 และ 10 bps สู่ 8% ในปี FY2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยปรับเพิ่มอัตราการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตจาก 5% ของยอดเงินค้างชำระในปี 2566 เป็น 8% ในปี 2567 และ 10% ในปี 2568 

 

บริษัทได้ตั้งสำรอง Management Overlay ไว้แล้ว 120 ล้านบาท เพื่อรองรับการปรับเพิ่มอัตราชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตสู่ 8% ในปี 2567 และ 200 ล้านบาท เพื่อรองรับการปรับเพิ่มอัตราการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตสู่ 10% ในปี 2568 

 

สำหรับ NIM ใน 1QFY67 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น QoQ (อัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อดีขึ้นจากการมีสัดส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลที่สูงขึ้น) แต่จะลดลง YoY (ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น) สำหรับ 2QFY67 คาดว่ามาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (PD) ของ ธปท. จะส่งผลกระทบต่อ NIM ของ AEONTS เล็กน้อย 

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ PD จะได้รับทางเลือกในการเปลี่ยนสินเชื่อหมุนเวียนมาเป็นแบบมีระยะเวลา (Term Loan) และคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี (เทียบกับอัตราเพดาน 25%) AEONTS คาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยของบริษัทราว 4-5 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ ในปี FY2567 InnovestX Research คาดว่าต้นทุนทางการเงินจะเพิ่มขึ้น 25 bps มาอยู่ที่ 3.6% และ NIM จะลดลง 36 bps

 

ด้านสินเชื่อ AEONTS คาดว่าสินเชื่อจะอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ใน 1QFY67 เนื่องจากการเร่งปล่อยสินเชื่อใหม่จะถูกหักล้างโดยการชำระคืนสินเชื่อบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มอัตราการชำระขั้นต่ำจาก 5% ในปี 2566 เป็น 8% ในปี 2567 AEONTS ยังคงเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 5-7% ในปี FY2567 (เทียบกับ -3% ในปี FY2566) ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการที่ 5%

 

ใน 1QFY67 AEONTS พบว่าหนี้สูญได้รับคืนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีการขาย NPL AEONTS คาดว่าหนี้สูญได้รับคืนและกำไรจากการขาย NPL จะเพิ่มขึ้น 20% ในปี FY2567 บริษัทวางแผนขาย NPL สองครั้งในปี FY2567 (2QFY67 และ 4QFY67) เทียบกับเพียงครั้งเดียวในปี FY2566

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคา AEONTS ปรับลง 17.98% สู่ระดับ 130.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 5.83% สู่ระดับ 1,298.29 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2567:

 

สำหรับ 1QFY67 คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 19%YoY (Credit Cost ลดลง, Non-NII สูงขึ้น) แต่จะลดลง 33%QoQ (Credit Cost สูงขึ้น) สู่ 734 ล้านบาท และคาดว่ากำไรปี FY2567 จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 5% NIM ที่แคบลง 36 bps อันเป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่ลดลง หนี้สูญได้รับคืนและกำไรจากการขาย NPL ที่เติบโต 20% และ Credit Cost ที่เพิ่มขึ้น 8 bps

 

InnovestX Research ปรับเรตติ้งสำหรับ AEONTS ขึ้นจาก Neutral สู่ Outperform โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 170 บาทต่อหุ้น (อิงกับ P/BV ที่ 1.6 เท่า ซึ่งคำนวณจาก ROE ระยะยาวที่ 13% Cost of Equity ที่ 8.86% และการเติบโตระยะยาวที่ 2%) เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแล้ว 19% YTD และเชื่อว่า Valuation ปัจจุบัน (P/E 9.8 เท่า และ P/BV 1.2 เท่า) สะท้อนปัจจัยลบจากการทยอยปรับเพิ่มอัตราการชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตและมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (PD) ไปเรียบร้อยแล้ว 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนของ ธปท. และความเสี่ยง ESG ด้านการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)

The post AEONTS – ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบแล้ว, ปรับเรตติ้งเป็น Outperform appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – มีแรงกดดันจากกฎระเบียบรออยู่ข้างหน้า https://thestandard.co/market-focus-aeonts-7/ Wed, 27 Mar 2024 10:10:38 +0000 https://thestandard.co/?p=916233 AEONTS

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research คาดว่ากำไร 4QFY66 (ธัน […]

The post AEONTS – มีแรงกดดันจากกฎระเบียบรออยู่ข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research คาดว่ากำไร 4QFY66 (ธันวาคม 2566 – กุมภาพันธ์ 2567) ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ ที่ 700 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเทียบ QoQ โดยคาดว่า

 

  1. Credit Cost จะเพิ่มขึ้น 7 bps (ลดลง 21 bps YoY) เนื่องจากสินเชื่อ Stage 2 มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอันเป็นผลมาจากการทยอยปรับเพิ่มอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิตจาก 5% ในปี 2566 สู่ 8% ในปี 2567 

 

  1. สินเชื่อจะเติบโต 2% (เพิ่มขึ้น 2%YoY) โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Easy e-Receipt ของรัฐบาล (มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567) 

 

  1. NIM จะลดลง 15 bps (ลดลง 56 bps YoY) จากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 

 

  1. Non-NII จะเพิ่มขึ้น 17% (เพิ่มขึ้น 15%YoY) จากรายได้ค่านายหน้าประกันภัยและหนี้สูญได้รับคืน 

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะเพิ่มขึ้น 52 bps (เพิ่มขึ้น 85 bps YoY)

 

สำหรับปี FY2567 และปี FY2568 คาดว่า Credit Cost จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะได้รับแรงกดดันจากการทยอยปรับเพิ่มอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิตจาก 5% ในปี 2566 สู่ 8% ในปี 2567 และ 10% ในปี 2568 AEONTS กล่าวว่ามีการตั้งสำรอง Management Overlay ~200 ล้านบาท เพื่อรองรับการทยอยปรับเพิ่มอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า Credit Cost จะเพิ่มขึ้นปีละ 5 bps ในปี FY2567 และปี FY2568

 

ด้าน NIM ในปี FY2567 คาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและมาตรการแก้หนี้เรื้อรังของ ธปท. (PD, หนี้ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นนาน 5 ปี) สำหรับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน สำหรับ Non-Bank โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ PD จะได้รับทางเลือกในการเปลี่ยนสินเชื่อหมุนเวียนมาเป็นแบบมีระยะเวลา (Term Loan) และคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี (เทียบกับอัตราเพดาน 25%) โดยกำหนดให้การผ่อนชำระปิดจบภายใน 5 ปี 

 

AEONTS มีสินเชื่อที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน ในสัดส่วน ~5% InnovestX Research คำนวณได้ว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อ NIM ราว 25 bps โดยใช้สมมติฐานว่ามีการนำมาตรการ PD มาใช้กับสินเชื่อ 2.5% ของ AEONTS และคาดว่า NIM จะลดลง 31 bps ในปี FY2567 

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับลง 1.34% สู่ระดับ 147.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 1.50% สู่ระดับ 1,377.23 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2566:

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปี FY2566 ลดลง 5% เนื่องจากปรับประมาณการกำไรจาก NPL ลดลงจาก 350 ล้านบาท สู่ 170 ล้านบาท เพราะไม่มีการขาย NPL ใน 4QFY66 โดยคาดการณ์ว่ากำไรปี FY2566 จะลดลง 25% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 2%, NIM ที่ลดลง 96 bps, Credit Cost ที่เพิ่มขึ้น 57 bps, Non-NII ในระดับทรงตัว และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น 196 bps แรงกดดันจากกฎระเบียบที่มีต่อ NIM และ Credit Cost ทำให้คาดว่ากำไรปี FY2567 จะเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 2% 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงคำแนะนำ Neutral สำหรับ AEONTS และปรับราคาเป้าหมายลดลงเล็กน้อยจาก 164 บาท สู่ 163 บาทต่อหุ้น (P/BV 1.55 เท่า โดยอิงกับ ROE ระยะยาวที่ 12% Cost of Equity ที่ 8.85% และการเติบโตระยะยาวที่ 2.5%) 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากมาตรการลดหนี้ครัวเรือนของ ธปท.   

The post AEONTS – มีแรงกดดันจากกฎระเบียบรออยู่ข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย ปรับราคาเป้าหมายลดลง https://thestandard.co/market-focus-aeonts-6/ Mon, 25 Dec 2023 13:32:00 +0000 https://thestandard.co/?p=880911

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ปรับประมาณการกา […]

The post AEONTS – กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย ปรับราคาเป้าหมายลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี FY2566 ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) ลดลงจาก 5% สู่ 3% เพื่อสะท้อนนโยบายการให้สินเชื่อส่วนบุคคลที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับมือกับคุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมถอยลง โดยคาดว่าการเปิดตัวบริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ใน 3QFY66 จะช่วยให้สินเชื่อฟื้นตัวใน 2HFY66 

 

AEONTS ตั้งเป้าขยายสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ 1 พันล้านบาทในปี FY2566 ซึ่งคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นสู่ 5% ในปี FY2567 และปี FY2568 เนื่องจากแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจะถูกลดทอนลงโดยแรงต้านจากการทยอยปรับเพิ่มอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต รวมถึงการดำเนินนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (มีผลบังคับใช้เดือนมกราคม 2567) และการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (มีผลบังคับใช้ปี 2568) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ด้าน Credit Cost คาดว่าจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 2HFY66 และปี FY2567 โดยจะลดลง 45 bps สู่ 8.30% ในปี FY2566 (เทียบกับ 8.61% ใน 1HFY66) และ 5 bps สู่ 8.25% ในปี FY2567 และ 8.20% ในปี FY2568 คุณภาพสินทรัพย์ของ AEONTS จะได้รับผลกระทบจากการทยอยปรับเพิ่มอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิตจาก 5% ในปี 2566 สู่ 8% ในปี 2567 และ 10% ในปี 2568 แต่น่าจะได้รับประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

 

ส่วน NIM เผชิญแรงกดดัน ซึ่งคาดว่า NIM จะลดลงอย่างต่อเนื่องใน 2HFY66 และปี FY2567 อันเป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น สำหรับปี FY2567 คาดว่า NIM จะได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (PD, หนี้ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นนาน 5 ปี) สำหรับลูกหนี้ที่มีรายได้น้อย (รายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนสำหรับ Non-Bank) โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการ PD จะได้รับทางเลือกในการเปลี่ยนสินเชื่อหมุนเวียนมาเป็นแบบมีระยะเวลา (Term Loan) และคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี (เทียบกับอัตราเพดาน 25%) โดยกำหนดให้การผ่อนชำระปิดจบภายใน 5 ปี

 

AEONTS มีสินเชื่อที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนในสัดส่วนประมาณ 5% จากการคำนวณได้ว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อ NIM ราว 25 bps โดยใช้สมมติฐานว่ามีการนำมาตรการ PD มาใช้กับสินเชื่อ 2.50% ของ AEONTS ทั้งนี้ ได้ปรับประมาณการ NIM ลดลง 20 bps สู่ 17.58% (-97 bps) ในปี FY2566 และ 17.16% (-41 bps) ในปี FY2567

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ไม่เปลี่ยนแปลง MoM ที่ระดับ 157.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.64% สู่ระดับ 1,405.09 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2566

 

2HFY66 คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 6%HoH โดยได้รับการสนับสนุนจาก Credit Cost ที่ลดลง และการเติบโตของสินเชื่อที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยคาดว่ากำไร 3QFY66 จะลดลง 35%YoY (ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น) และ 14%QoQ (ไม่มีกำไรจากการขาย NPL) สู่ 726 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเทียบ QoQ คาดว่า:

 

  • Credit Cost จะลดลง 9 bps (+24 bps YoY) 
  • สินเชื่อจะเติบโต 1% (0%YoY)
  • NIM จะลดลง 10 bps (-53 bps YoY) เนื่องจากต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น 4) Non-NII จะลดลง 12% (ลดลง 22%YoY) เนื่องจากไม่มีกำไรจากการขาย NPL 

 

อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะเพิ่มขึ้น 161 bps (+405 bps YoY) การปรับประมาณการ NIM ลดลงทำให้ปรับประมาณการกำไรลดลง 5% สำหรับปี FY2566 และ 10% สำหรับปี 2567 โดยปัจจุบันคาดว่ากำไรปี FY2566 จะลดลง 21% และจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ในปี FY2567

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ AEONTS โดยปรับราคาเป้าหมายลดลงจาก 177 บาทต่อหุ้น (P/BV 1.65 เท่า และ P/E 13.1 เท่า สำหรับปี FY2567) สู่ 164 บาทต่อหุ้น (P/BV 1.55 เท่า โดยอิงกับ ROE ระยะยาวที่ 12% Cost of Equity ที่ 8.85% และการเติบโตระยะยาวที่ 2.25%) 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากมาตรการลดหนี้ครัวเรือนของ ธปท.

The post AEONTS – กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย ปรับราคาเป้าหมายลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – 2QFY66 ผลประกอบการเป็นไปตามคาด https://thestandard.co/market-focus-aeonts-2qfy66/ Mon, 09 Oct 2023 12:43:50 +0000 https://thestandard.co/?p=852676 อิออน

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) ร […]

The post AEONTS – 2QFY66 ผลประกอบการเป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิออน

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) รายงานกำไรสุทธิ 2QFY66 (เดือนมิถุนายน-สิงหาคม) เพิ่มขึ้น 36%QoQ (ECL ลดลง และมีกำไรจากการขาย NPL) แต่ลดลง 7%YoY (ECL เพิ่มขึ้น) สู่ 842 ล้านบาท เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ 

 

โดยมีรายการที่สำคัญในผลประกอบการดังนี้

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์: Credit Cost ลดลง 62 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 37 bps YoY) สู่ 8.3% อัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้น 20 bps QoQ LLR Coverage ลดลงสู่ 174% จาก 184% ณ 1QFY66 

 

  1. การเติบโตของสินเชื่อ: สินเชื่ออยู่ในระดับทรงตัว QoQ และ YoY

 

  1. NIM: NIM ลดลง 2 bps QoQ ผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 19 bps QoQ ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 33 bps QoQ

 

  1. Non-NII: Non-NII เพิ่มขึ้น 24%QoQ (เพิ่มขึ้น 27%YoY) เพราะมีกำไรจากการขาย NPL จำนวน 167 ล้านบาท

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้: ลดลง 63 bps QoQ แต่เพิ่มขึ้น 94 bps YoY สู่ 40.6% Opex เพิ่มขึ้น 2%QoQ และ 4%YoY 

 

กระทบอย่างไร:

 

วันที่ 9 ตุลาคม 2566 ณ เวลา 12.30 น. ราคาหุ้น AEONTS ปรับลง 0.33%DoD อยู่ที่ระดับ 151.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.78%DoD อยู่ที่ระดับ 1,427.24 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2566:

 

InnovestX Research คาดว่ากำไร 3QFY66 จะลดลง YoY (ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น) และ QoQ (ไม่มีกำไรจากการขาย NPL เหมือนไตรมาสก่อนหน้า) สำหรับปี FY2566 คาดว่ากำไรจะลดลง 18% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 5% NIM ที่หดตัวลง 84 bps Credit Cost เนื่องจากต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น หนี้สูญรับคืนที่เติบโต 12% และ Credit Cost ที่เพิ่มขึ้น 35 bps

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ AEONTS และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 177 บาทต่อหุ้น (PBV 1.65 เท่า และ P/E 13.1 เท่า สำหรับปี FY2567) 

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

  1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง 
  2. ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น 
  3. ความเสี่ยงด้านกฎหมายจากมาตรการลดหนี้ครัวเรือนของ ธปท. 

The post AEONTS – 2QFY66 ผลประกอบการเป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว แต่จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป https://thestandard.co/market-focus-aeonts-5/ Sat, 16 Sep 2023 05:33:03 +0000 https://thestandard.co/?p=842325

เกิดอะไรขึ้น:   พรีวิว 2QFY66 ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไ […]

The post AEONTS – ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว แต่จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

พรีวิว 2QFY66 ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว โดยเชื่อว่ากำไรของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) ทำจุดต่ำสุดไปแล้วใน 1QFY66 และจะฟื้นตัว 35%QoQ ใน 2QFY66 (มิถุนายน-สิงหาคม) แต่จะลดลง 8%YoY สู่ 835 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้เมื่อเทียบ QoQ คาดว่า 1.ECL จะลดลง ขณะที่ NPL จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง, 2. กำไรเล็กน้อยจากการขาย NPL, 3. รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะอยู่ในระดับทรงตัว เพราะถูกฉุดรั้งโดย NIM ที่ลดลงอันเป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และ 4. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะอยู่ในระดับทรงตัว ขณะที่เมื่อเทียบ YoY คาดว่า: 1.ECL จะเพิ่มขึ้น, 2. รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง (NIM ลดลง) และ 3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะสูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ได้ปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี FY2566 ลดลงจาก 6% สู่ 5% เพื่อสะท้อนนโยบายการให้สินเชื่อส่วนบุคคลที่เข้มงวดมากขึ้นใน 1HFY66 เพื่อรับมือกับคุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมถอยลง AEONTS ได้ปรับสัดส่วนสินเชื่อไปยังสินเชื่อบัตรเครดิตมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายบัตรเครดิตในลักษณะสินเชื่อหมุนเวียนลดลง (สัดส่วนผู้ชำระคืนเต็มจำนวนสูงขึ้น) InnovestX Research คาดว่าสินเชื่อบัตรเครดิตจะเติบโต 5% (เท่ากับเป้าของ AEONTS) และสินเชื่อส่วนบุคคลจะเติบโต 5% (ต่ำกว่าเป้าของ AEONTS ที่ 8-10%) 

 

AEONTS วางแผนเปิดตัวบริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ใน 3QFY66 โดยตั้งเป้าขยายสินเชื่อ 1 พันล้านบาท ในปี FY2566 จึงคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยสู่ 6% ในปี FY2567 และปี FY2568 เพราะถูกฉุดรั้งโดยการดำเนินนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (มีผลใช้บังคับเดือนมกราคม 2567) และการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (มีผลใช้บังคับปี 2568)

 

ทั้งนี้ ปรับประมาณการ Credit Cost ปี FY2566 เพิ่มขึ้น 20 bps สู่ 8.2% (เพิ่มขึ้น 35 bps) เพื่อสะท้อนเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดและคุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่องใน 2QFY66 โดยคาดว่า Credit Cost จะค่อยๆ ลดลง 5 bps ในปี FY2567 และปี FY2568 คุณภาพสินทรัพย์ของ AEONTS จะได้รับผลกระทบจากการทยอยปรับเพิ่มอัตราจ่ายขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิตจาก 5% ในปี 2566 สู่ 8% ในปี 2567 และ 10% ในปี 2568 แต่น่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล

 

สำหรับ NIM เผชิญแรงกดดัน โดยคาดว่าต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 40 bps จะทำให้ NIM หดตัวลง 84 bos ในปี FY2566 สำหรับปี FY2567 ซึ่งคาดว่า NIM จะได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากนโยบายแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง (จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นนาน 5 ปี) สำหรับลูกหนี้ที่มีรายได้น้อย (รายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนสำหรับนอนแบงก์) โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป 

 

ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการแก้หนี้เรื้อรังจะได้รับทางเลือกในการเปลี่ยนสินเชื่อหมุนเวียนมาเป็นแบบมีระยะเวลา (Term Loan) และคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี (เทียบกับอัตราเพดาน 25%) โดยกำหนดให้การผ่อนชำระปิดจบภายใน 5 ปี AEONTS มีสัดส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ที่ 47% ณ 1QFY66 และกล่าวว่าบริษัทมีสินเชื่อที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนในสัดส่วน ~5% 

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับเพิ่มขึ้น 5.03%MoM สู่ระดับ 167.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.65%MoM สู่ระดับ 1,545.14 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2566:

 

InnovestX Research คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะทำให้กำไรของ AEONTS ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้รับแรงกดดันจากมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนของ ธปท. และการทยอยปรับเพิ่มอัตราจ่ายขั้นต่ำสำหรับบัตรเครดิต 

 

อย่างไรก็ตาม ได้ปรับประมาณการกำไรปี FY2566 และปี FY2567 ของ AEONTS ลดลงปีละ 8% หลักๆ เกิดจากการปรับประมาณการ Credit Cost เพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงปรับราคาเป้าหมายลดลงจาก 180 บาท สู่ 177 บาทต่อหุ้น (PBV 1.65 เท่า และ PE 13.1 เท่า สำหรับปี FY2567) และยังคงเรตติ้ง Neutral

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ
1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง
2. ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
3. ความเสี่ยงด้านกฎหมายจากมาตรการลดหนี้ครัวเรือนของ ธปท.   

The post AEONTS – ผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว แต่จะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – 1QFY66 ผลประกอบการแย่กว่าที่คาดไว้มากเพราะ ECL https://thestandard.co/aeonts-1qfy66/ Fri, 07 Jul 2023 01:17:23 +0000 https://thestandard.co/?p=813460 หุ้น AEONTS

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 บมจ.อิออน ธนสิ […]

The post AEONTS – 1QFY66 ผลประกอบการแย่กว่าที่คาดไว้มากเพราะ ECL appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น AEONTS

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) รายงานกำไรสุทธิ 1QFY66 (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) ลดลง 45%QoQ และ 11%YoY สู่ 617 ล้านบาท ต่ำกว่าคาด 36% กำไรที่ออกมาต่ำกว่าคาดมีสาเหตุหลักมาจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ซึ่งมากกว่าคาด 

 

รายการสำคัญ: 

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์: Credit Cost เพิ่มขึ้น 22 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 61 bps YoY) สู่ 8.92% แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก อัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้น 22 bps QoQ และ LLR Coverage ลดลงสู่ 184% จาก 190% ณ 4QFY65 คุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมถอยลงเป็นผลมาจากการสิ้นสุดโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564

 

  1. การเติบโตของสินเชื่อ: ช้ากว่าคาด โดยสินเชื่ออยู่ในระดับทรงตัว QoQ (เพิ่มขึ้น 1%YoY) ประกอบด้วยสินเชื่อส่วนบุคคลที่หดตัวลง 1%QoQ สินเชื่อบัตรเครดิตที่อยู่ในระดับทรงตัว QoQ และสินเชื่อเช่าซื้อ (รถจักรยานยนต์และรถยนต์มือสองในประเทศไทย และเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ และอื่นๆ ในธุรกิจต่างประเทศ) ที่เติบโต 4%QoQ บริษัทดำเนินนโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น (สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลัก) ใน 1QFY66 เนื่องจากมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวช้าของภาคธุรกิจบางส่วนที่รวมถึงภาคการส่งออก

  

  1. NIM: NIM แคบลง 15 bps QoQ เนื่องจากผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อลดลง 12 bps QoQ และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 12 bps QoQ

 

  1. Non-NII: Non-NII ลดลง 4%QoQ (ลดลง 6%YoY) เพราะหนี้สูญรับคืนลดลง 11%QoQ (เพิ่มขึ้น 14%YoY) 

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้: ลดลงตามฤดูกาล 163 bps QoQ แต่เพิ่มขึ้น 92 bps YoY สู่ 41.23% OPEX ลดลงตามฤดูกาล 6%QoQ แต่ทรงตัว YoY สะท้อนถึงการควบคุม OPEX ได้เป็นอย่างดีจากแผนการดำเนินงาน Digitalization

 

กระทบอย่างไร:

วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 (ณ เวลา 12.30 น.) ราคาหุ้น AEONTS ปรับลดลง 7.36%DoD อยู่ที่ระดับ 170.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 1.33%DoD อยู่ระดับ 1,488.85 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2566:

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปี FY2566 และปี FY2567 ลดลงปีละ 20% เนื่องจากปรับประมาณการ ECL เพิ่มขึ้น และปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อลดลง สำหรับปี FY2566 คาดว่ากำไรจะลดลง 10% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 5%, NIM ที่ลดลง 60 bps, Credit Cost ที่เพิ่มขึ้น 15 bps และหนี้สูญรับคืนที่เติบโต 15% 

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ AEONTS แต่ปรับราคาเป้าหมายลดลงสู่ 180 บาทต่อหุ้น (P/BV 1.8 เท่า หรือ P/E 13.1 เท่า สำหรับปี FY2566) โดยยังมองไม่เห็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะคาดว่าสินเชื่อจะเติบโตต่ำ, NIM จะลดลง และ Credit Cost จะอยู่ในระดับสูง 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเงินเฟ้อสูง, ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านกฎหมายจากการที่ ธปท. วางแผนลดการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันโดยไม่มีความจำเป็น เพื่อลดหนี้ครัวเรือน

The post AEONTS – 1QFY66 ผลประกอบการแย่กว่าที่คาดไว้มากเพราะ ECL appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – สินเชื่อจะเติบโตดีขึ้น Credit Cost จะลดลง https://thestandard.co/market-focus-aeonts-fy2566/ Wed, 07 Jun 2023 07:50:22 +0000 https://thestandard.co/?p=800328

เกิดอะไรขึ้น:   ในปี FY2566 AEONTS ตั้งเป้าสินเชื่ […]

The post AEONTS – สินเชื่อจะเติบโตดีขึ้น Credit Cost จะลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

ในปี FY2566 AEONTS ตั้งเป้าสินเชื่อบัตรเครดิตเติบโต 5% และสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโต 8-10% รวมถึงวางแผนเปิดตัวบริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์มูลค่า 1 พันล้านบาท ดังนั้นจึงคาดว่า การเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นจาก 3% ในปี FY2565 สู่ 6% ในปี FY2566 นอกจากนี้ AEONTS ยังจะเปิดให้บริการสินเชื่อดิจิทัลที่บิ๊กซีด้วยวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อบัญชี โดยใช้ข้อมูลทางเลือกลูกค้าของบิ๊กซี

 

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจใหม่คือ AMC ปัจจุบัน AEONTS กำลังดำเนินการจัดตั้ง AMC เพื่อบริหาร NPL ที่ไม่มีหลักประกันที่ซื้อมาจากสถาบันการเงินอื่นๆ โดยในระยะแรกบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันรายเล็ก ส่วนในระยะยาวบริษัทวางแผนขยายไปสู่สินเชื่อที่มีหลักประกัน AEONTS ตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจ AMC ไว้ที่ 400 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ด้วยอัตรากำไร 10% ซึ่งหมายความว่า สัดส่วนกำไรจากธุรกิจนี้จะอยู่ในระดับต่ำมาก

 

สำหรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ AEONTS จะได้รับประโยชน์จากข้อเสนอของรัฐบาลใหม่ ในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาทต่อวัน เนื่องจากลูกค้าสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นผู้ใช้แรงงาน การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์และการเติบโตของสินเชื่อ (สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นหลัก)

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับเพิ่มขึ้น 5.03%MoM สู่ระดับ 198.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 0.31%MoM อยู่ที่ระดับ 1,528.54 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2566:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการ Credit Cost ปี FY2566 ลดลง 30 bps เพื่อสะท้อนเป้าหมายของ AEONTS ที่ตั้งเป้าตั้งสำรองลดลงจาก 7.3 พันล้านบาท (Credit Cost 7.85%) ในปี FY2565 สู่ระดับต่ำกว่า 7 พันล้านบาท ในปี FY2566 (คิดเป็น Credit Cost ที่ 7.25%) หลังจากตั้งเป้าสำรองจำนวนมากในปี FY2565 บริษัทพบว่า NPL ไหลเข้าลดน้อยลงในเดือนมีนาคม-เมษายน 

 

โดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดการณ์ค่าใช้จ่ายตั้งเป้าสำรองตามหลักความระมัดระวังที่ 7.12 พันล้านบาท ในปี FY2566 โดยคาดว่า Credit Cost จะลดลง 50 bps สู่ 7.35%

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะส่งผลทำให้ NIM หดตัวลงในปี FY2566 AEONTS คาดว่า ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอีกจะอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ เนื่องจากบริษัทได้ล็อกต้นทุนทางการเงินด้วยการออกหุ้นกู้ระยะยาวไว้ค่อนข้างมากแล้ว จึงคาดว่า NIM จะลดลง 25 bps ในปี FY2566 โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 40 bps 

 

สำหรับแนวโน้มกำไร InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปี FY2566 และปี FY2567 เพิ่มขึ้นปีละ 5% จากการปรับประมาณการ Credit Cost ลดลงเป็นหลัก ในปี FY2566 โดยคาดว่ากำไรจะเติบโต 12% โดยเกิดจากการเติบโตของสินเชื่อที่ 6% และ NIM ที่ลดลง 25 bps เนื่องจากต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น หนี้สูญรับคืนที่เติบโต 15% และ Credit Cost ที่ลดลง 50 bps สำหรับ 1QFY66 คาดว่า กำไรจะลดลง 13%YoY (ตั้งสำรองมากขึ้น) แต่จะเพิ่มขึ้น 39%QoQ (ตั้งสำรองลดลง) สู่ 967 ล้านบาท 

 

โดยกลยุทธ์การลงทุนยังคงเรตติ้ง Neutral สำหรับ AEONTS แต่ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 204 บาท สู่ 211 บาทต่อหุ้น (P/BV ปี FY2566 ที่ 2.05 เท่า) หลังจากปรับประมาณการกำไรปี FY2566 เพิ่มขึ้นจากการปรับประมาณการ Credit Cost ลดลงเป็นหลัก

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ 1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่อาจชะลอตัวตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก 2. ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และ 3. ความเสี่ยงด้านกฎหมายจากการที่ ธปท. ตั้งเป้าให้สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อรับมือกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

The post AEONTS – สินเชื่อจะเติบโตดีขึ้น Credit Cost จะลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – Valuation ถูกที่สุดในกลุ่ม Consumer Finance และกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวดี https://thestandard.co/market-focus-aeonts-4/ Thu, 06 Oct 2022 11:27:45 +0000 https://thestandard.co/?p=692173

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ 5 ตุลาคม หลังจากประชุมนักวิเค […]

The post AEONTS – Valuation ถูกที่สุดในกลุ่ม Consumer Finance และกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ 5 ตุลาคม หลังจากประชุมนักวิเคราะห์กับ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) พบว่า NPL ที่เพิ่มขึ้นใน 2QFY65 เกิดจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และแรงกดดันเงินเฟ้อ คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นในเดือนกันยายน แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมใน 3QFY65

 

ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำน่าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ใน 4QFY65 โดย Credit Cost ทำจุดสูงสุดของปีนี้ไปแล้วใน 2QFY65 และคาดว่าจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 2HFY65 และปี FY66


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ด้านสินเชื่อที่เติบโต 3.2%YTD ส่วนใหญ่เกิดจากสินเชื่อบัตรเครดิต (เพิ่มขึ้น 7%YTD โดยได้แรงหนุนจากการที่ไทยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง) แทนที่จะเกิดจากสินเชื่อส่วนบุคคล (เพิ่มขึ้น 1%YTD)

 

ทั้งนี้ AEONTS วางแผนกระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อส่วนบุคคล โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลจาก 52% ณ 2QFY65 สู่ 53-55% บริษัทจะใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ และคาดว่าต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอีกจะอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ เนื่องจากบริษัทได้ล็อกต้นทุนทางการเงินด้วยการออกหุ้นกู้ระยะยาวไว้ค่อนข้างมากแล้ว

 

นับจากนี้ไปบริษัทวางแผนลดอายุหุ้นกู้ชุดใหม่ลง จากปกติ 3-5 ปี เป็น 1-2 ปี เพื่อให้หุ้นกู้ชุดใหม่ครบกำหนดไถ่ถอนภายในปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะสิ้นสุดลง AEONTS มีแหล่งเงินทุนมากกว่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทสามารถระดมทุนจากต่างประเทศได้ โดยเฉพาะญี่ปุ่น

 

และบริษัทตั้งเป้ามีหนี้สูญได้รับคืนจำนวน 900 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13%HoH และ 15%YoY) ใน 2HFY65 สะท้อนถึงการเติบโต 19% ในปี FY65

 

นอกจากนี้ AEONTS กำลังดำเนินการจัดตั้ง AMC (ธุรกิจใหม่) เพื่อบริหาร NPL ที่ไม่มีหลักประกันที่ซื้อมาจากสถาบันการเงินอื่นๆ บริษัทคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือนธันวาคมปีนี้ และจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมกราคม 2566 โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันรายเล็ก

 

ส่วนในระยะยาว บริษัทวางแผนขยายไปสู่สินเชื่อที่มีหลักประกันซึ่งตลาดใหญ่กว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจ AMC ไว้ที่ 400 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ด้วยอัตรากำไร 10% สะท้อนถึงสัดส่วนกำไรที่ไม่มีนัยสำคัญ

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับเพิ่มขึ้น 0.60%MoM สู่ระดับ 168.00 บาท ดีกว่า SET Index ที่ปรับลดลง 2.44%MoM อยู่ที่ระดับ 1,594.04 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY65 (มีนาคม 2565 – กุมภาพันธ์ 2566) InnovestX Research คาดว่ากำไรในปี FY65 จะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 20% หลักๆ ได้แรงหนุนจาก Credit Cost ที่ลดลง 8 bps การเติบโตของสินเชื่อที่ดีขึ้นที่ 8% และหนี้สูญได้รับคืนที่เพิ่มขึ้น 19%

 

โดยใน 2HFY65 คาดกำไรจะเพิ่มขึ้น HoH จากแรงหนุนการเติบโตของสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้น การตั้งสำรองลดลง และหนี้สูญได้รับคืนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้

 

สำหรับ AEONTS ยังคงเรตติ้ง OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมาย 203 บาทต่อหุ้น เนื่องจากมี Valuation ถูกที่สุด (PE 9.5 เท่า และ PBV 1.8 เท่า สำหรับปี FY65) เมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในกลุ่ม Consumer Finance ภายใต้การวิเคราะห์ (KTC, MTC, SAWAD, TIDLOR และ THANI) รวมถึงกําไรมีแนวโน้มเติบโตดี

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

  1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเงินเฟ้อสูงและสถานการณ์น้ำท่วม
  2. ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น
  3. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากการที่ ธปท. ตั้งเป้าให้สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันในต้นปีหน้าเพื่อสกัดหนี้ครัวเรือน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post AEONTS – Valuation ถูกที่สุดในกลุ่ม Consumer Finance และกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – 2QFY65 รายงานกำไรสุทธิ 904 ล้านบาท ลดลง 19%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 33%YoY ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย เพราะตั้งสำรองสูงกว่าคาด https://thestandard.co/aeonts-2qfy65/ Wed, 05 Oct 2022 12:06:03 +0000 https://thestandard.co/?p=691488 AEONTS

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวานนี้ (4 ตุลาคม) บมจ.อิออน ธนสินทรั […]

The post AEONTS – 2QFY65 รายงานกำไรสุทธิ 904 ล้านบาท ลดลง 19%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 33%YoY ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย เพราะตั้งสำรองสูงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวานนี้ (4 ตุลาคม) บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) รายงานกำไรสุทธิ 2QFY65 (เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2565) ลดลง 19%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 33%YoY สู่ 904 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อยู่ 10% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองสูงกว่าคาด

 

สำหรับรายการสำคัญในผลประกอบการ 2QFY65 มีดังนี้ 

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์: Credit Cost เพิ่มขึ้น 113 bps QoQ (แต่ลดลง 130 bps YoY) เพี่อรองรับการตัดจำหน่ายลูกหนี้มากขึ้นตามฤดูกาล อัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้น 18 bps QoQ LLR Coverage ลดลงสู่ 207% จาก 219% ณ 1QFY65

 

  1. การเติบโตของสินเชื่อ: สินเชื่อเติบโต 1.3%QoQ (ส่วนใหญ่เกิดจากสินเชื่อบัตรเครดิต), 7.9%YoY และ 3.2%YTD สินเชื่อบัตรเครดิตเติบโต 3%QoQ, 17%YoY และ 7%YTD สินเชื่อส่วนบุคคลเติบโต 0%QoQ, 3%YoY และ 1%YTD 

 

  1. NIM: NIM หดตัวลง 19 bps QoQ เนื่องจากผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อลดลง 8 bps QoQ และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 12 bps QoQ

 

  1. Non-NII: Non-NII ลดลง 8%QoQ (-21%YoY) เพราะไม่มีกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการขาย NPL เหมือนในไตรมาสก่อนหน้า 

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้: ลดลง 65 bps QoQ และ 77 bps YoY 

 

ผลประกอบการสะท้อนถึงการฟื้นตัว YoY ที่ดีในทุกๆ ด้าน แต่อ่อนแอลง QoQ โดยมีสาเหตุมาจากการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล เพื่อรองรับการตัดจำหน่ายลูกหนี้มากขึ้น และ NIM ที่ลดลง

 

กระทบอย่างไร:

ในวันนี้ ราคาหุ้น AEONTS ปรับเพิ่มขึ้น 0.94%DoD สู่ระดับ 161.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 0.22%DoD สู่ระดับ 1,581.55 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี FY2565 (เดือนมีนาคม 2565-กุมภาพันธ์ 2566):

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรลดลง 2% สำหรับปี FY2565 และ 4% สำหรับปี FY2566 เพื่อสะท้อนผลประกอบการ 1HFY65 (คิดเป็น 47% ของประมาณการกำไรเต็มปี) 

 

สำหรับ 2HFY65 คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น HoH โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้น และการตั้งสำรองลดลง บวกกับกำไรจากการขาย NPL ส่วนกำไรปี FY2565 คาดว่าจะเติบโต 20% โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ฟื้นตัว และ Credit Cost ที่ลดลง แต่จะมีแรงฉุดรั้งจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

 

ทั้งนี้ InnovestX Research ยังคงเรตติ้ง Outperform สำหรับ AEONTS เพราะ Valuation น่าสนใจ และกำไรมีแนวโน้มเติบโตดี แต่ปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 203 บาทต่อหุ้น (P/BV 2 เท่า หรือ P/E ปี FY2566 ที่ 11 เท่า) 

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ 1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเงินเฟ้อสูง 2. ความเสี่ยงด้าน NIM จากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และ 3. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากการที่ ธปท. วางแผนขอให้ทั้งธนาคารและผู้ประกอบการนอนแบงก์ลดการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันโดยไม่มีความจำเป็นในต้นปีหน้า เพื่อลดหนี้ครัวเรือน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post AEONTS – 2QFY65 รายงานกำไรสุทธิ 904 ล้านบาท ลดลง 19%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 33%YoY ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย เพราะตั้งสำรองสูงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – คาดกำไร 2QFY65 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง YoY ขณะที่ Valuation น่าสนใจและฟื้นตัวดี https://thestandard.co/market-focus-aeonts-3/ Thu, 15 Sep 2022 12:21:14 +0000 https://thestandard.co/?p=682114 AEONTS

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรี […]

The post AEONTS – คาดกำไร 2QFY65 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง YoY ขณะที่ Valuation น่าสนใจและฟื้นตัวดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 2QFY65 (มิถุนายน-สิงหาคม 2565) ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS)

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับเพิ่มขึ้น 0.85%MoM สู่ระดับ 177.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้น 1.62%MoM สู่ระดับ 1,651.53 จุด

 

มุมมองระยะสั้น:

InnovestX Research คาดการณ์กำไร 2QFY65 (มิถุนายน-สิงหาคม 2565) จะลดลง 12%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 51%YoY สู่ 1.02 พันล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเทียบ QoQ กำไร 2QFY65 ที่คาดว่าจะลดลง 12% เป็นเพราะไม่มีกำไรจากการขาย NPL จำนวน 105 ล้านบาท เหมือนในไตรมาสก่อน ขณะที่จะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการตัดจำหน่ายหนี้สูญมากขึ้น และค่าใช้จ่ายทางการตลาดสูงขึ้น แม้ว่ารายได้จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากสินเชื่อที่เติบโตเร่งตัวขึ้น

 

ขณะที่เมื่อเทียบ YoY กำไร 2QFY65 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 51% เกิดจากรายได้ที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของสินเชื่อและการตั้งสำรองลดลง 

 

ใน 5MFY65 AEONTS พบว่าสินเชื่อเติบโต ~4%YTD และ ~10%YoY (เทียบกับ 7%YoY ใน 1QFY65) ซึ่งบ่งชี้ว่าการเติบโตของสินเชื่อ QoQ จะเร่งตัวขึ้นจาก 1.9% ใน 1QFY65 สู่ ~3% ใน 2QFY65 สินเชื่อที่เติบโตดีเกิดจากสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

 

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ของ AEONTS น่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ บริษัทพบว่าการติดตามหนี้ในภาคใต้ทำได้ดีขึ้น ทั้งนี้ InnovestX Research ได้ปรับประมาณการ Credit Cost ปี FY2565 ลดลง 5 bps สู่ 7.25% ซึ่งหมายความว่า Credit Cost จะลดลง 18 bps โดยมีสาเหตุมาจากการ Management Overlay ECL ที่ลดลง

 

โดย AEONTS มีการตั้งสำรอง Management Overlay จำนวนมากถึง 1.2 พันล้านบาท สำหรับ 2QFY65 ซึ่งคาดว่า Credit Cost จะลดลงมากถึง 193 bps YoY (เพราะ Management Overlay ECL ลดลง) แต่จะเพิ่มขึ้น 49 bps QoQ สู่ 7.3% เพื่อรองรับการตัดจำหน่ายหนี้สูญมากขึ้น

 

นอกจากนี้ธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นเพิ่งอนุมัติให้ AEONTS ขยายธุรกิจสู่สินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งจะเพิ่ม Upside ให้กับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อในระยะยาว AEONTS อยู่ระหว่างการจัดตั้ง AMC เพื่อดำเนินธุรกิจบริหาร NPL โดยจะซื้อ NPL ที่ไม่มีหลักประกันจากสถาบันการเงินอื่นๆ

 

มุมมองระยะยาว:

ในปี FY2565 InnovestX Research คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 22% หลักๆ ได้แรงหนุนจาก Credit Cost ที่ลดลง และการเติบโตของสินเชื่อที่ดีขึ้น และคาดว่าการขยายธุรกิจสู่สินเชื่อดิจิทัลจะช่วยกระตุ้นให้การเติบโตของสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 4% ในปี FY2564 สู่ 10% ในปี FY2565 ขณะที่คาดว่า NIM จะเพิ่มขึ้น 40 bps โดยเกิดจากผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้น

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้คำแนะนำสำหรับ AEONTS ขึ้นจาก NEUTRAL สู่ OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมายที่ 213 บาทต่อหุ้น (PBV 2 เท่า หรือ PE ปี FY2566 ที่ 11.1 เท่า) เพราะ Valuation น่าสนใจ (PE 10 เท่า เทียบกับ EPS Growth 22% และ PBV 1.9 เท่า เทียบกับ ROE 20%)

 

หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแล้ว 17% จากจุดสูงสุด YTD ในช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้ดีที่ 22% ในปี FY2565 และ 10% ในปี FY2566 โดยได้รับการสนับสนุนจากสินเชื่อที่เติบโตเพิ่มขึ้นและ ECL ที่ลดลง

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

  1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากราคาน้ำมันสูง และ
  2. ความเสี่ยงด้าน NIM จากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาด

The post AEONTS – คาดกำไร 2QFY65 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง YoY ขณะที่ Valuation น่าสนใจและฟื้นตัวดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – คาดกำไร 1QFY22 จะฟื้นตัว QoQ ด้วยกำไรจากการขาย NPL แต่จะลดลง YoY เพราะตั้งสำรองมากขึ้น https://thestandard.co/market-focus-aeonts-2/ Thu, 30 Jun 2022 01:04:32 +0000 https://thestandard.co/?p=648206 AEONTS

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post AEONTS – คาดกำไร 1QFY22 จะฟื้นตัว QoQ ด้วยกำไรจากการขาย NPL แต่จะลดลง YoY เพราะตั้งสำรองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1QFY22 (มีนาคม-พฤษภาคม 2022) ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS)

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น AEONTS ปรับลดลง 8.22%MoM อยู่ที่ระดับ 173.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวลดลง 3.31%MoM อยู่ที่ระดับ 1,584.58 จุด 

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดการณ์กำไร 1QFY22 (มีนาคม-พฤษภาคม 2022) จะเพิ่มขึ้น 8% QoQ แต่ลดลง 15% YoY สู่ 980 ล้านบาท โดยกำไรที่จะเพิ่มขึ้น QoQ ได้รับการสนับสนุนจากการคาดการณ์ถึง Non-NII ที่เพิ่มขึ้น สืบเนื่องมาจากการรับรู้กำไรจากการขาย NPL ราว 100 ล้านบาท การเติบโตของสินเชื่อ 2% QoQ ขณะที่ NIM อยู่ในระดับทรงตัว Credit Cost เพิ่มขึ้น 19 bps และ opex ทรงตัว (ค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้นถูกลดทอนบางส่วนด้วยค่าใช้จ่ายพนักงานที่ลดลง เพราะจำนวนพนักงานลดลงหลังจากปิดศูนย์ติดตามหนี้ในชลบุรี) และกำไรที่จะลดลง YoY หลักๆ เกิดจากการคาดการณ์ว่า Credit Cost จะเพิ่มขึ้นถึง 178 bps 

 

สำหรับ Credit Cost ที่จะลดลงด้วยการตั้งสำรอง Management Overlay จำนวนมากถึง 1.2 พันล้านบาท (ราว 900 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทย และ 300 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานในเมียนมา) และ LLR Coverage ที่สูงถึง 247% SCBS จึงคาดว่า Credit Cost จะลดลง 13 bps สู่ 7.3% ในปี FY2022 

 

ขณะที่ AEONTS คาดว่าจะโอนกลับสำรอง Management Overlay ราว 400 ล้านบาท เพื่อลดสำรอง Management Overlay ลงสู่ราว 800 ล้านบาท ใน 1HFY22 เมื่อพิจารณาแรงกดดันจากเงินเฟ้อสูง SCBS จึงคงประมาณการ Credit Cost ว่าจะลดลงเล็กน้อย 13 bps สู่ 7.3% 

 

ส่วนการเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้น โดย AEONTS พบว่าสินเชื่อเติบโตราว 2% QoQ ซึ่งยอดปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นถึง 20%YoY ใน 1QFY22 สอดคล้องกับเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่บริษัทวางไว้ที่ 7-10% และประมาณการของ SCBS ที่ 8% ในปี FY2022 ผ่านทางการเน้นปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลมากขึ้น และการเปิดตัวบริการสินเชื่อดิจิทัล บริษัทแม่ในญี่ปุ่นเพิ่งอนุมติให้ AEONTS ขยายธุรกิจสู่สินเชื่อจำนำทะเบียน ซึ่งจะสร้าง Upside ต่อประมาณการการเติบโตของสินเชื่อ 

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS ปรับประมาณการกำไรของ AEONTS ลดลง 3% สำหรับปี FY2022 และ 7% สำหรับปี FY2023 เนื่องจากทำการปรับประมาณการต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 9 bps สำหรับปี FY2022 และ 17 bps สำหรับปี FY2023 เพื่อสะท้อนการปรับสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น 

 

ดังนั้นจึงคาดว่า NIM จะลดลง 25 bps ในปี FY2022 และ 26 bps ในปี FY2023 หลักๆ เกิดจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยได้ปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2022 จาก 0.5% เป็น 1% (ปรับขึ้น 50 bps ใน 2H22) และ ณ สิ้นปี 2023 จาก 1% เป็น 2% (ปรับขึ้น 100 bps ในปี 2023) เพื่อสะท้อนโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและสูงกว่าคาดหลังได้รับสัญญาณจากการประชุม กนง. ครั้งล่าสุด 

 

ทั้งนี้ SCBS ยังคงเรตติ้ง NEUTRAL สำหรับ AEONTS แต่ปรับราคาเป้าหมาย ลดลงจาก 218 บาท สู่ 213 บาท (PBV 2.35 เท่า หรือ PE 13.25 เท่า สำหรับปี 2022) เพื่อสะท้อนโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและสูงกว่าคาด

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ 1. ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากราคาน้ำมันสูง และ 2. ความเสี่ยงด้าน NIM จากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาด

The post AEONTS – คาดกำไร 1QFY22 จะฟื้นตัว QoQ ด้วยกำไรจากการขาย NPL แต่จะลดลง YoY เพราะตั้งสำรองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเสี่ยงสูงขึ้นจากเงินเฟ้อสูง https://thestandard.co/aeonts-slowly-rising/ Mon, 28 Mar 2022 10:09:49 +0000 https://thestandard.co/?p=611351 AEONTS - ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเสี่ยงสูงขึ้นจากเงินเฟ้อสูง

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post AEONTS – ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเสี่ยงสูงขึ้นจากเงินเฟ้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS - ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเสี่ยงสูงขึ้นจากเงินเฟ้อสูง

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 4QFY64 ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) (AEONTS) 

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับตัวลดลง 1.27%MoM อยู่ที่ระดับ 135.50 บาท แย่กว่า SET Index ที่ปรับตัวลดลง 0.20%MoM อยู่ที่ระดับ 1,681.85 จุด 

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่ากำไร 4QFY64 (ธันวาคม 2564 – กุมภาพันธ์ 2565) จะฟื้นตัว 23%QoQ (ตั้งสำรองลดลง และเป็นช่วงที่มีการปล่อยสินเชื่อและการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูง) แต่จะลดลง 15%YoY (ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นและรายได้ค่าธรรมเนียมทวงถามหนี้ลดลง) สู่ 1 พันล้านบาท 

 

ซึ่งจะส่งผลทำให้กำไรปี FY2564 อยู่ในระดับทรงตัว เนื่องจาก ธปท. ได้ผ่อนปรนมาตรการช่วยเหลือที่มีการขยายเพดานวงเงินสินเชื่อจาก 1.5 เท่า เป็น 2 เท่า สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน AEONTS จึงออกแคมเปญการตลาดและเพิ่มวงเงินสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายใหม่ในช่วงไฮซีซันใน 4QFY64

 

ในขณะที่ SCBS ได้ปรับประมาณการ Credit Cost ปี FY2565 เพิ่มขึ้น 15 bps เพื่อสะท้อนความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด (5.28% ในเดือนกุมภาพันธ์) อย่างไรก็ดี SCBS ยังคงคาดว่า Credit Cost จะลดลงใน 4QFY64 และปี FY2565 หลังจากอยู่ในระดับสูงมากเป็นพิเศษที่ 9.23% ใน 2QFY64 และ 8.06% ใน 3QFY64 ซึ่งหนุนให้ LLR Coverage เพิ่มขึ้นสู่ 255% 

 

โดยคาดว่า Credit Cost จะลดลง 133 bps QoQ สู่ 6.73% ใน 4QFY64 ซึ่งจะส่งผลทำให้ Credit Cost ในปี FY2564 อยู่ที่ 7.3% สำหรับปี FY2565 คาดว่า Credit Cost จะลดลง 30 bps สู่ 7% ทั้งนี้ ณ 3QFY64 AEONTS มีการตั้งสำรองผ่าน Management Overlay จำนวน 1.38 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.5% ของสินเชื่อรวม

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS คาดว่ากำไรจะฟื้นตัว 14% ในปี FY2565 หลักๆ ได้แรงหนุนจาก Credit Cost ที่ลดลงและการเติบโตของสินเชื่อที่ดีขึ้น ซึ่งการขยายธุรกิจสู่สินเชื่อดิจิทัลจะช่วยกระตุ้นให้การเติบโตของสินเชื่อเพิ่มขึ้นจาก 5% ในปี FY2564 สู่ 8% ในปี FY2565 ส่วน NIM คาดว่าจะลดลง 10 bps จากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และคาดว่ารายได้ค่านายหน้าประกันภัยจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมากเกินพอชดเชยค่าธรรมเนียมทวงถามหนี้ที่ลดลง (เป็นผลมาจากหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น)

 

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น คาดจะกระทบให้ NIM ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในปี FY2565-FY2566 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์สูงขึ้นและกระทบ Credit Cost ให้เพิ่มขึ้น 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post AEONTS – ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความเสี่ยงสูงขึ้นจากเงินเฟ้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS รายงานกำไร 3QFY64 ฟื้นตัว QoQ จากการตั้งสำรองลดลง และสินเชื่อโตระดับต่ำ https://thestandard.co/aeonts-3qfy64-profit/ Mon, 10 Jan 2022 10:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=580905 AEONTS

เกิดอะไรขึ้น: วันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2564 บมจ.อิออน ธนสิน […]

The post AEONTS รายงานกำไร 3QFY64 ฟื้นตัว QoQ จากการตั้งสำรองลดลง และสินเชื่อโตระดับต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS

เกิดอะไรขึ้น:

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2564 บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) หรือ AEONTS ได้รายงานผลประกอบการ 3QFY64 (เดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2564) มีกำไรสุทธิที่ 836 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23%QoQ แต่ลดลง 17%YoY ใกล้เคียงกับคาดการณ์ของ SCBS โดยกำไร 3QFY64 ที่เพิ่มขึ้น QoQ เกิดจากการตั้งสำรองที่ลดลง QoQ โดย Credit Cost ลดลง 117 bps QoQ แต่เพิ่มขึ้น 197 bps YoY สู่ระดับ 8.06% ขณะที่อัตราส่วน NPL ลดลง 33 bps QoQ สู่ระดับ 4.83%

 

ด้านสินเชื่อ 3QFY64 เติบโตระดับต่ำที่ 2.7%QoQ และ 1.2%YoY ขณะที่ Net Interest Margin (NIM) 3QFY64 เพิ่มขึ้น 30 bps QoQ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 16 bps QoQ และต้นทุนทางการเงินลดลง 23 bps QoQ ด้านรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) 3QFY64 ลดลง 27%QoQ และ 23%YoY หลักๆ เกิดจากการไม่มีกำไรจากการขาย NPL เกิดขึ้นอีก

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (10 มกราคม 2565) ราคาหุ้น AEONTS ปรับตัวขึ้น 1.06%DoD สู่ระดับ 191.00 บาท 

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดว่ากำไร 4QFY64 ของ AEONTS จะฟื้นตัว QoQ เนื่องจากการตั้งสำรองที่ลดลง และเป็นช่วงที่การเติบโตของสินเชื่อและการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูงตามฤดูกาล แต่กำไรจะปรับตัวลดลง YoY เพราะการตั้งสำรองยังคงสูงเมื่อเทียบ YoY หากอิงตามประมาณการของ SCBS กำไรปกติปี FY2564 ของ AEONTS จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY

 

นอกจากนี้ยังเล็งเห็นความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการกำไร 4QFY64 และปี FY2565 โดยมีสาเหตุมาจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน

 

มุมมองระยะยาว:

สำหรับปี FY2565 SCBS คาดว่ากำไรของ AEONTS จะฟื้นตัว 15% โดยได้แรงหนุนส่วนใหญ่จาก Credit Cost ที่ลดลง และการเติบโตของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายธุรกิจสู่สินเชื่อดิจิทัลจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นให้สินเชื่อเติบโตในปี FY2565

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post AEONTS รายงานกำไร 3QFY64 ฟื้นตัว QoQ จากการตั้งสำรองลดลง และสินเชื่อโตระดับต่ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS – แนวโน้มกำไร 1QFY64 จะฟื้นตัว YoY จากการตั้งสำรองที่ลดลง https://thestandard.co/market-focus-aeonts-1qfy64/ Fri, 04 Jun 2021 12:10:01 +0000 https://thestandard.co/?p=496568 AEONTS

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ […]

The post AEONTS – แนวโน้มกำไร 1QFY64 จะฟื้นตัว YoY จากการตั้งสำรองที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AEONTS

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1QFY64 (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2564) ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ ไทยแลนด์ (AEONTS)

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น AEONTS ปรับตัวลง 8.1%MoM สู่ระดับ 204.00 บาท เทียบกับ SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 1.8%MoM สู่ระดับ 1,611.63 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2564)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดการณ์กำไรสุทธิ 1QFY64 ของ AEONTS ที่ 1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 88%YoY แต่ลดลง 16%QoQ ทั้งนี้เมื่อเทียบ YoY กำไรจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองลดลง 

 

ในขณะที่เมื่อเทียบ QoQ กำไรจะลดลงเนื่องจากสินเชื่อจะอยู่ในระดับทรงตัว อันเป็นผลมาจากกิจกรรมทางธุรกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงที่เกิดการระบาดระลอก 3 ของโควิด-19 ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะอยู่ในระดับทรงตัว และ Credit Cost จะเพิ่มขึ้น (หลังจาก Credit Cost ต่ำกว่าปกติที่ 4% ใน 4QFY63) สู่ระดับปกติที่ 6% เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการระบาดระลอก 3 ของโควิด-19

 

นอกจากนี้ AEONTS ยังมีความสนใจในธุรกิจบัตรเครดิตของ Citibank Thailand เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ทับซ้อนกับกลุ่มลูกค้าของ AEONTS 

 

มุมมองระยะยาว:

ในปี FY2564 SCBS คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตปานกลางที่ 10% เนื่องจาก Credit Cost จะลดลง 75 bps และอัตราการขยายตัวของสินเชื่อจะฟื้นตัวดีขึ้นจากลดลง 3% ในปี FY2563 สู่เติบโต 7% (จากการผ่อนคลายนโยบายปล่อยสินเชื่อและกิจกรรมทางธุรกิจกิจที่เพิ่มขึ้น) แต่จะถูกลดทอนโดย NIM ที่คาดว่าจะลดลง 91 bps อันเป็นผลมาจากผลกระทบเต็มปีของการปรับเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตลดลง 2% และสินเชื่อส่วนบุคคลลดลง 3-4% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563

 

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามคือการดำเนินธุรกิจใหม่ของ AEONTS ซึ่งได้แก่ ธุรกิจบริการสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ด้วยวงเงินสินเชื่อ 20,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ย 25% และธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งจะเป็นอัปไซด์ต่อประมาณการกำไร ขณะที่ความเสี่ยงของ AEONTS คือต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์โดยเฉพาะสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน หลังจากอัตราว่างเงินเริ่มปรับตัวสูงขึ้น


พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post AEONTS – แนวโน้มกำไร 1QFY64 จะฟื้นตัว YoY จากการตั้งสำรองที่ลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องแนวโน้มหุ้น Non-Bank หลังราคาวิ่งทำ All Time High กันถ้วนหน้า https://thestandard.co/trend-of-non-bank-stocks-all-time-high/ Wed, 24 Mar 2021 11:31:47 +0000 https://thestandard.co/?p=468516 ส่องแนวโน้มหุ้น Non-Bank หลังราคาวิ่งทำ All Time High กันถ้วนหน้า

หนึ่งในธุรกิจดาวรุ่งของไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คงจะหนีไ […]

The post ส่องแนวโน้มหุ้น Non-Bank หลังราคาวิ่งทำ All Time High กันถ้วนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องแนวโน้มหุ้น Non-Bank หลังราคาวิ่งทำ All Time High กันถ้วนหน้า

หนึ่งในธุรกิจดาวรุ่งของไทยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คงจะหนีไม่พ้นธุรกิจ Non-Bank ซึ่งสะท้อนจากผลประกอบการของหลายบริษัทใหญ่ๆ ในอุตสาหกรรม เช่น MTC มีกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 27.7% SAWAD เติบโตเฉลี่ย 19.1% AEONTS เติบโตเฉลี่ย 18.2% และ KTC เติบโตเฉลี่ย 17.3% หรือแม้แต่หุ้นอย่าง MICRO ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนเมื่อปลายปี 2563 กำไรสุทธิของปีที่ผ่านมาก็สามารถเติบโตได้ 21.9%

 

ด้วยการเติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง ทำให้ราคาหุ้นของบรรดาธุรกิจ Non-Bank เหล่านี้ พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดภายในเวลาไม่กี่เดือน แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงไปอย่างหนักเช่นกัน ในช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาด

 

 

 

หุ้นกลุ่ม Non-Bank ของ 4 บริษัทใหญ่ อย่าง MTC – SAWAD – AEONTS – KTC ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ย 17-28% ต่อปี หนุนให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ฟื้นตัวจากช่วงวิกฤตโควิด-19 จนขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ทั้งหมด

 

กรกช เสวตร์ครุตมัต นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย มองว่า แม้ราคาหุ้นของบรรดาธุรกิจ Non-Bank จะพุ่งขึ้นมาอย่างร้อนแรง แต่ส่วนตัวยังไม่คิดว่าจะ Overvalue มากเกินไปนัก เพราะหากมองไปในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า กำไรของกลุ่ม Non-Bank จะยังสามารถเติบโตได้ในระดับเกิน 10% ต่อปี 

 

“กลุ่ม Non-Bank ปัจจุบันเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วในไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง เพราะการเข้าถึงสินเชื่อของคนไทยผ่านระบบธนาคารยังทำได้น้อย โดยอาจจะอยู่ที่เพียง 15-20% ของผู้ที่ต้องการสินเชื่อเท่านั้น และแนวโน้มในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้ การจะหาธุรกิจที่โตได้ในระดับ 15-17% ต่อปี ทำได้ค่อนข้างยาก” 

 

อย่างไรก็ดี ด้วยราคาหุ้นที่ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หุ้นในกลุ่มบางตัวเต็มมูลค่าแล้วอย่าง SAWAD และ KTC ในขณะที่หุ้นอย่าง MTC และ AEONTS ประเมินว่ายังมีอัปไซด์เหลืออยู่ 

 

“หนึ่งในตลาดที่เข้ามาหนุนการเติบโตของหุ้นกลุ่มนี้คือ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ แม้จะมีผู้เล่นอย่างธนาคารออมสินเข้ามา แต่โดยภาพรวมก็ยังคงมีช่องว่างให้ขยายได้อยู่สำหรับแต่ละบริษัท” 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ นักลงทุนที่ถือหุ้นอย่าง SAWAD อาจจะถือต่อได้ แม้ราคาอาจจะเต็มมูลค่า แต่สำหรับ KTC แนะนำขาย เนื่องจากราคาแพงเกินไปแล้ว ขณะที่ MTC และ AEONTS ยังสามารถเข้าซื้อได้ ด้วยอัปไซด์ที่ยังมีอยู่ โดย AEONTS น่าจะเป็นบริษัทแรกในกลุ่มที่เริ่มเห็นตัวเลข NPL ลดลง และยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ค่อนข้างดี 

 

ด้าน ปรเมศร์ ทองบัว นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า แรงหนุนต่อหุ้น SAWAD ให้ปรับขึ้น 3-5% ล่าสุด ส่วนหนึ่งมาจากการปิดดีลร่วมทุน (JV) กับธนาคารออมสิน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นประเด็นที่รับรู้มาระยะหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม กำไรจากการร่วมทุนครั้งนี้จะยังไม่ได้เข้ามาหนุนได้ทันที ส่วนหนึ่งต้องรอกระบวนการโอนสินเชื่อของ SAWAD เข้าไปอยู่ภายใต้บริษัทร่วมทุน

 

“ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าธุรกิจจำนำทะเบียนรถเป็นส่วนที่หนุนให้ราคาหุ้นไฟแนนซ์เหล่านี้วิ่งขึ้นมา ซึ่งหลายบริษัทอยากจะเข้ามาเจาะธุรกิจนี้ ทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมรุนแรงพอสมควร และทำให้ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมาอาจจะเกินพื้นฐานไปบ้าง โดยเฉพาะหากมองเทียบกับการเติบโตในระดับปกติราว 15-20% ต่อปี” 

 

อย่างกรณีของ SAWAD หากอิงจากพื้นฐานที่กำไรเติบโต 15-20% ราคาระดับนี้ (83-87 บาท) เริ่มเกินพื้นฐานไปบ้างแล้ว แต่หากใช้สมมติของบริษัทที่คาดว่าปีนี้จะโตถึง 50% ราคาก็ยังพอมีอัปไซด์ อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้ประเมินว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้ในระดับสูงขนาดนั้น 

 

“ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนสำหรับหุ้นกลุ่มนี้ควรจะโฟกัสไปที่หุ้น ซึ่งสามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถเติบโตในระดับ 15-20% มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ควรให้ความสำคัญกับราคา โดยอาจพิจารณาจากค่า P/E ซึ่งไม่ควรแพงจนเกินไป โดยระดับที่เหมาะสมกับการเติบโตราว 20% P/E ก็ควรจะอยู่ประมาณ 20 เท่า หากใช้สมมติฐานนี้ ราคาหุ้นของ SAWAD และ MTC ก็ไม่ควรจะวิ่งไปไกลจากระดับนี้ได้มากแล้ว” 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ส่องแนวโน้มหุ้น Non-Bank หลังราคาวิ่งทำ All Time High กันถ้วนหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มผลประกอบการ AEONTS ไตรมาส 3 ปีงบฯ 63 ยังอ่อนแอจาก NIM ที่หดตัวตามการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อ https://thestandard.co/market-focus-aeonts-q363/ Wed, 06 Jan 2021 10:48:17 +0000 https://thestandard.co/?p=439971 แนวโน้มผลประกอบการ AEONTS ไตรมาส 3 ปีงบฯ 63 ยังอ่อนแอจาก NIM ที่หดตัวตามการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อ

เกิดอะไรขึ้น: SCBS ได้ทำพรีวิวผลประกอบการ 3QFY63 (1 กัน […]

The post แนวโน้มผลประกอบการ AEONTS ไตรมาส 3 ปีงบฯ 63 ยังอ่อนแอจาก NIM ที่หดตัวตามการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวโน้มผลประกอบการ AEONTS ไตรมาส 3 ปีงบฯ 63 ยังอ่อนแอจาก NIM ที่หดตัวตามการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อ

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้ทำพรีวิวผลประกอบการ 3QFY63 (1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2563) ของ บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการในเดือนมกราคม 2564

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AEONTS ปรับตัวขึ้น 16.1% จากเดือนก่อนหน้าสู่ระดับ 195.00 บาท เทียบกับ SET Index ที่ปรับตัวขึ้นเพียง 2.9% จากเดือนก่อนสู่ระดับ 1,492.36 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มกราคม 2564)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดการณ์กำไรสุทธิประจำไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2563 ของ AEONTS ที่ 855 ล้านบาท ลดลง 14% จากปีที่แล้ว และลดลง 11% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยถูกกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่หดตัวลงแรง อันเนื่องมาจากการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลลง 3-4% และสินเชื่อบัตรเครดิตลง 2% ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 

 

โดย SCBS คาดว่า NIM จะหดตัวลงราว 140 bps เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ในช่วงไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2563 ขณะที่ Credit Cost จะอยู่ในระดับทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า จากการติดตามหนี้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ (10% ของสินเชื่อรวม) ได้ดีขึ้นจาก 80% ในไตรมาส 2 ปีงบการเงิน 2563 สู่ราว 85% ในไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2563 

 

นอกจากนี้ AEONTS จะมีการบันทึกกำไรจากการขาย NPL สำหรับแนวโน้ม Credit Cost มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2563 (1 ธันวาคม 63 – 28 กุมภาพันธ์ 2564) จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่ยังอยู่ในระดับที่ AEONTS สามารถจัดการได้

 

มุมมองระยะยาว:

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปีงบการเงิน 2564 ของ AEONTS (1 มีนาคม 2564 – 28 กุมภาพันธ์ 2565) SCBS คาดว่า ทิศทาง NIM จะปรับตัวลง 91 bps ซึ่งเป็นผลกระทบจากการลดเพดานอัตราดอกเบี้ยทั้งสิ้นเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต 

 

รวมถึงอัตราการขยายตัวของสินเชื่อจะอ่อนแอลง โดยมีสาเหตุมาจากนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post แนวโน้มผลประกอบการ AEONTS ไตรมาส 3 ปีงบฯ 63 ยังอ่อนแอจาก NIM ที่หดตัวตามการปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ ดิ่งท้ายตลาด 33 จุด กังวลยอดติดเชื้อโควิด-19 กระจายหลายจังหวัด เผย ‘เดลต้า-อิออน’ ฉุดดัชนีร่วงหนัก https://thestandard.co/thai-stocks-plummet-due-to-covid-19-delta-aeonts/ Mon, 28 Dec 2020 11:34:55 +0000 https://thestandard.co/?p=436859 ‘หุ้นไทย’ ดิ่งท้ายตลาด 33 จุด กังวลยอดติดเชื้อโควิด-19 กระจายหลายจังหวัด เผย ‘เดลต้า-อิออน’ ฉุดดัชนีร่วงหนัก

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (28 ธันวาคม)​ ดัชนีผันผวนรุนแรง โดยกา […]

The post ‘หุ้นไทย’ ดิ่งท้ายตลาด 33 จุด กังวลยอดติดเชื้อโควิด-19 กระจายหลายจังหวัด เผย ‘เดลต้า-อิออน’ ฉุดดัชนีร่วงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ ดิ่งท้ายตลาด 33 จุด กังวลยอดติดเชื้อโควิด-19 กระจายหลายจังหวัด เผย ‘เดลต้า-อิออน’ ฉุดดัชนีร่วงหนัก

ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (28 ธันวาคม)​ ดัชนีผันผวนรุนแรง โดยการซื้อขายในภาคเช้า ดัชนีสามารถขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,500 จุดได้สำเร็จ และทำจุดสูงสุดของวันที่ 1,512.99 จุด เพิ่มขึ้น 26.68 จุด ก่อนจะมีแรงเทขายออกมาอย่างหนักในช่วงการซื้อขายภาคบ่าย โดยเฉพาะช่วงก่อนปิดตลาดไม่นานนัก ทำให้ดัชนีปรับลดลงมาปิดตลาดในระดับต่ำสุดของวันที่ 1,452 จุด ลดลงราว 33 จุด หรือ 2.26% ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 103,634 ล้านบาท 

 

สำหรับนักลงทุนต่างชาติในวันนี้ มียอดขายสุทธิรวม 3,029 ล้านบาท เช่นเดียวกับ นักลงทุนสถาบันในประเทศที่มียอดขายสุทธิ 2,427 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายบุคคลในประเทศมียอดซื้อสุทธิ 4,559 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 897 ล้านบาท 

 

ส่วนหุ้นที่อยู่ในกระแสข่าวอย่าง บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ปิดการซื้อขายที่ 560 บาท ลดลง 124 บาท หรือ 18.13% มูลค่าการซื้อขาย 12,363 ล้านบาท และหุ้น บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) หรือ AEONTS ปิดการซื้อขายที่ 200 บาท ลดลง 50 บาท หรือ 20% มูลค่าการซื้อขาย 4,298 ล้านบาท โดยการปรับลดลงของหุ้นทั้ง 2 บริษัทนี้มีผลต่อดัชนีหุ้นไทยที่ลดลงมาราว 25 จุด

 

อย่างไรก็ตาม มีหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นสวนตลาด คือ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC ปิดที่ 78.50 บาท เพิ่มขึ้น 10.75 บาท หรือ 15.87% มูลค่าการซื้อขาย 8,797 ล้านบาท และ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA ปิดที่ 48.25 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท หรือ 7.22% มูลค่าการซื้อขาย 2,283 ล้านบาท

 

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงครั้งนี้เกิดจากความกังวลเรื่องการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเริ่มแพร่กระจายในหลายจังหวัด ซึ่งแม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไม่ได้เพิ่มมากเท่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลได้ เพราะการแพร่ระบาดไปในหลายจังหวัดสะท้อนถึงความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดที่ยังไม่ดีนัก ต่างจากสัปดาห์ที่แล้วที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากมีการตรวจเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เข้าข่ายสงสัย 

 

นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ก็ทำให้ภาพรวมดัชนีปรับลดลงมาด้วยเช่นเดียวกัน 

 

ส่วนหุ้นที่สามารถบวกสวนตลาดได้คือกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งปรับขึ้นมาสอดรับความคาดหวังการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนในปี 2564 ส่งผลให้บริษัทที่ประกาศโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนโดยเป็นโครงการที่จับต้องได้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

 

โดย GPSC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ตามที่บริษัทได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Unit) ด้วยเทคโนโลยี Semi-Solid ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 มูลค่าโครงการประมาณ 1,100 ล้านบาท มีกำลังการผลิตในระยะแรกอยู่ที่ 30 เมกะวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทนั้น ปัจจุบันโรงงานดังกล่าวสามารถผลิตแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยี Semi-Solid เซลล์แรกของประเทศไทย หรือ ‘G-Cell’ ได้แล้ว และคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการผลิต (Start of Regular Production) ภายในไตรมาส 2/64 โดยในช่วงแรกโรงงานจะผลิตแบตเตอรี่ ทั้งในส่วน Mobility และ Stationary ป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรม สถานีอัดประจุธุรกิจขนส่ง เช่น รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า และการประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆ 

 

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า สาเหตุที่กดดันหุ้นไทยวันนี้มาจาก 4 ปัจจัย ประกอบด้วย 

  1. ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แพร่กระจายในหลายพื้นที่
  2. การปรับพอร์ตลงทุนให้สอดรับกับน้ำหนักดัชนี SET50/SET100 รอบใหม่ ซึ่งมีผลต้นปีหน้าทันที ซึ่งการเข้าคำนวณของหุ้นใหม่อย่าง DELTA ทำให้กองทุนที่อ้างอิงดัชนีต้องปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นขนาดใหญ่รายอื่น จึงฉุดภาพรวมดัชนีลงมา
  3. หุ้น DELTA และ AEONTS ที่ปรับลดลงอย่างหนัก ฉุดดัชนีลงมาราว 25 จุด 
  4. นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการลงทุนในหุ้นไทย เพราะเข้าสู่ช่วงหยุดยาว

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ‘หุ้นไทย’ ดิ่งท้ายตลาด 33 จุด กังวลยอดติดเชื้อโควิด-19 กระจายหลายจังหวัด เผย ‘เดลต้า-อิออน’ ฉุดดัชนีร่วงหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>