Advertorial Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/advertorial/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Mar 2026 10:19:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชมคลิป: UOB SustainAble EP.1 | แกะรอยดีลเปลี่ยนโลก ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’ https://thestandard.co/uob-sustainable-ep1/ Fri, 20 Mar 2026 11:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1189627 UOB SustainAble EP.1 | แกะรอยดีลเปลี่ยนโลก ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’

อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาจกลายเป็นของหายากและมี […]

The post ชมคลิป: UOB SustainAble EP.1 | แกะรอยดีลเปลี่ยนโลก ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UOB SustainAble EP.1 | แกะรอยดีลเปลี่ยนโลก ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’

อากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม อาจกลายเป็นของหายากและมีราคาแพงลิ่ว… ถ้าเรายังใช้ชีวิตและทำธุรกิจแบบเดิม!

 

UOB SustainAble ซีรีส์ที่จะพาคุณไปแกะรอยเส้นทาง ‘กรีน’ ที่เป็นไปได้จริง โลกยุคใหม่ที่คำว่า Sustainability ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่มันคือ “ทางรอด” ของทั้งธุรกิจและชีวิตของเราทุกคน

 

สำหรับเอพิโสดแรก เฟิร์น-ศิรัถยา จะพาไปหาคำตอบว่า “เงินทุนสีเขียว” (Green Finance) เข้ามาเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกชีวิตพวกเราได้อย่างไร ผ่าน 2 ดีลเปลี่ยนโลกจากบริษัทขนาดใหญ่ของไทย เซ็นทรัลพัฒนา เปลี่ยนศูนย์การค้าให้เป็น ‘พื้นที่ฟื้นฟูชีวิต’ ด้วยระบบอากาศสะอาดและการลดใช้ทรัพยากร และ มิตรผล ยกระดับอุตสาหกรรมน้ำตาล สู่เป้าหมาย Net Zero อย่างแท้จริง

 

พร้อมพิมพ์เขียว 3 ขั้นตอนง่ายๆ (Assess, Adapt, Act) ที่คุณเองก็เริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน!

The post ชมคลิป: UOB SustainAble EP.1 | แกะรอยดีลเปลี่ยนโลก ‘ความยั่งยืน’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/fda-forum-thai-health-economy/ Fri, 20 Mar 2026 10:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1189548 ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นมากกว่าทางเลือก […]

The post FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย

ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นมากกว่าทางเลือกการเยียวยารักษาของผู้บริโภค เพราะเป็น “The Next Engine” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างภาคภูมิ

 

แต่การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยทลายกำแพง และติดปีกผลิตภัณฑ์ไทยให้ไปไกลสู่สากล ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานระดับสากล

 

งาน FDA Forum 2026 ได้จัดการเสวนา “Thailand’s Next Engine : ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจยั่งยืน” ที่เชิญชวนตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ มาพูดคุยกันถึงกลยุทธ์ที่จะพาเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

 

  • ภญ. สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ตัวแทนจากฝั่งผู้ควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย
  • ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตัวแทนจากหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย
  • นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนภาคส่วนเอกชน

 

เวทีเสวนาดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 1

 

ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ: โอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไทยไม่ควรละเลย

 

งานเสวนาเริ่มต้นด้วยการถามมุมมองภาพรวมตลาดเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพจากตัวแทนแต่ละท่าน ภญ. สุภัทรา บุญเสริม ชี้ว่าเทรนด์สุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนทิศ ไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกและ Longevity บทบาทของ อย. จึงไม่หยุดอยู่แค่การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่อย่างอาหารและยาอีกต่อไป แต่กำลังแปลงร่างสู่การเป็น “Coordinator และ Supporter” ด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ไทยในระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกัน 

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 2

 

ด้าน นาคาญ์ ระบุว่าไทยมีรากฐานตลาดสุขภาพที่แข็งแรง เพราะมีอาหารคุณภาพและวัตถุดิบชั้นดี แต่ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับตลาดโลก ซึ่งจุดอ่อนของไทยคือการขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ขาดความสามารถในการผลิต Active Pharmaceutical Ingredient เองในประเทศ รวมถึงขาดการเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ดังนั้นไทยควรทลายอุปสรรคเหล่านี้เพื่อก้าวเป็นผู้นำการผลิตระดับโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง มองว่าปัจจุบันไทยมีครบถ้วนทั้งโอกาส คนเก่ง และ Ecosystem ที่พร้อม แต่การผลักดันให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็น New Growth Engine ได้ ต้องการงานวิจัยมาขับเคลื่อน สกสว. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงาน ในการสร้างและพัฒนากำลังคน รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ก่อนส่งต่อให้อุตสาหกรรมนำสู่ตลาดโลก

 

กำแพงที่ต้องทลายเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยเติบโต

 

ภญ. สุภัทรา มองว่าความซับซ้อนของมาตรฐานในแต่ละตลาดคือความท้าทายใหญ่ เพราะสินค้าที่ผ่านการรับรองในไทยไม่ได้แปลว่าจะขายได้ทุกที่ในโลกโดยอัตโนมัติ แต่ละประเทศมีกฎ กติกา และมาตรฐานของตัวเอง การจะก้าวข้ามกำแพงเหล่านี้ได้ ผู้ประกอบการต้องผนวกนวัตกรรมจากการวิจัยเข้ากับความตั้งใจจริงในการยกระดับมาตรฐาน

 

ความมีประสิทธิภาพในการรับรองมาตรฐานก็เป็นความท้าทายที่ อย. เผชิญ เพื่อให้รับรองมาตรฐานได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว อย. จึงนำ AI มาช่วยคัดแยกเอกสาร รวมถึงทำ API เชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานวิจัยต่างๆ 

 

ศ.ดร.สมปอง แลกเปลี่ยนว่าจุดอ่อนของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทั้งข้อมูลอุตสาหกรรม ข้อมูลวิจัย และข้อมูลผู้ประกอบการที่ยื่นขอใบอนุญาต การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าหากันจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

 

นาคาญ์ชี้ว่า ความท้าทายคือการขยายสเกลการผลิตให้ใหญ่ขึ้น เพื่อมุ่งสู่ตลาดโลก นาคาญ์ยกตัวอย่างโมเดลจีนที่ขยายผลงานวิจัยหนึ่งชิ้น ไปสู่โรงงานผลิตสารสกัดหลักพันแพง ทำให้สามารถส่งออกได้ในปริมาณมหาศาล ต่างจากไทยที่กระจายงานวิจัยลงทีละบริษัท ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหาคือการคิดหาของที่ทำแล้วกระจายไปทั่วโลกได้ และการสร้างองค์ความรู้ 

 

สภาอุตสาหกรรมฯ จึงลงมือทำ Academy เพื่อเพิ่มศักยภาพตั้งแต่ระดับพนักงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI และ Robot หรือการจดทะเบียนบริษัทในต่างประเทศ ไปจนถึงการทำการตลาดต่างประเทศ

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 3

 

โมเดลความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน

 

สำหรับแนวทางที่จะทำให้ระบบนิเวศนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ภญ. สุภัทรา เผยว่า อย. เดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเป็นสมาชิก PIC/S (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ที่การันตีว่าโรงงานยาไทยได้มาตรฐาน Tier 1 พร้อมขายในตลาดโลกได้ทันที และการเตรียมรับการประเมินจาก WHO ในระดับ Tier 3 และ Tier 4 ที่จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ ขณะเดียวกันยังทำ MOA กับหลายประเทศเพื่อให้มาตรฐาน อย. ไทยได้รับการยอมรับเทียบเท่าสากล

 

ภายในประเทศ อย. ขยายเครือข่ายการทำงานออกไปถึง 70 กว่าจังหวัด ผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่กับการเชื่อม API กับหน่วยงานภาครัฐ แหล่งทุนวิจัย ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ Ecosystem ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ

 

นาคาญ์เชื่อมั่นว่า “องค์ความรู้” คือหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อผู้ประกอบการรายย่อยมีเครื่องมือและความรู้ ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขัน สภาอุตสาหกรรมฯ จึงพยายามกระจายองค์ความรู้ผ่าน FTI Academy รวมถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน 

ศ.ดร.สมปอง เห็นสอดคล้องกับ นาคาญ์ ว่าองค์ความรู้คือสิ่งสำคัญของการเติบโต พร้อมต่อยอดว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเกิดจากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อยอดได้ ไม่ใช่แค่การส่งมอบองค์ความรู้ครั้งเดียวแล้วจบ เพราะฉะนั้นการร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิด Research and Innovation อย่างต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญ

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 4

 

ปิดท้าย ภญ. สุภัทรา ทิ้งท้ายว่าการพัฒนาคนคือรากฐานที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งบุคลากรไปเรียนสาขาใหม่ๆ ตั้งแต่วิศวกรรมชีวการแพทย์ไปจนถึง Stem Cell และ Genetic Engineering เพื่อสร้างฐานความรู้ให้รองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนั้นการคำนึงถึงมิติ SDG และการลด Carbon Emission ในกระบวนการผลิต ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในยุคที่การส่งออกไม่ได้แค่ส่งสินค้า แต่ส่งความเชื่อมั่นของประเทศออกไปด้วย ทุกมิติจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน 

 

ภาพเวทีเสวนา FDA Forum 2026 โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกำลังอภิปรายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย 5

The post FDA Forum 2026: ทลายอุปสรรค ผนึกกำลัง ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เข้าใจเรื่องผิวให้ลึกผ่านมุมมอง AA Signature By Allergan เพราะผิวสวยไม่ใช่แค่สกินแคร์ แต่ต้องดูแลทั้งระบบ https://thestandard.co/life/skin-care-360-allergan-beauty/ Fri, 20 Mar 2026 10:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1188779 ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย

ค่านิยามความเชื่อที่ว่า การดูแลผิวด้วยการใช้สกินแคร์อย่ […]

The post เข้าใจเรื่องผิวให้ลึกผ่านมุมมอง AA Signature By Allergan เพราะผิวสวยไม่ใช่แค่สกินแคร์ แต่ต้องดูแลทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย

ค่านิยามความเชื่อที่ว่า การดูแลผิวด้วยการใช้สกินแคร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อปรนนิบัติและปลอบประโลมผิวด้วยความใส่ใจให้แลดูดีอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการดูแลสุภาพแบบมวลรวม ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ และเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นหลักปฏิบัติที่ถูกต้องแทบจะทุกองค์ประกอบ

 

อย่างไรก็ดี ลำพังแค่การดูแลผิวผ่านการใช้สกินแคร์ การทานอาหาร การใส่ใจสุขภาพ หรือการทำหัตถการ หากทำแค่ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” ผลลัพธ์ที่ปรากฏบนผิวของคุณก็อาจจะไม่ถูกใจและเป็นไปตามที่ต้องการเสมอไป

 

เพราะในความเป็นจริงแล้ว หากคุณใส่ใจที่จะดูแลผิวอย่างแท้จริง และมีจุดมุ่งหมายปลายทางที่ชัดเจน วิธีที่ดีที่สุดคือ “การดูแลอย่างรอบด้าน” ไม่ใช่แค่วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่หมายถึงทั้งหมด

 

เพราะผิวที่สวยจริง ยกกระชับ เห็นผลอยู่ได้ยาวนาน และเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ต้องการ ต้องการการใส่ใจที่มากกว่านั้น

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 1

 

การดูแลผิวแบบ 360° Beauty ต่างจากการดูแลผิวทั่วไปอย่างไร?

 

ที่ผ่านมา คนมักแยกปัญหาเรื่องผิว หรือประเด็นการดูแลผิวออกเป็นส่วน ๆ เป็นเรื่อง ๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีสิวก็จะมุ่งไปที่การรักษาสิวอย่างเดียว

 

หรือเมื่อผิวหน้าหมองคล้ำ มีจุดด่างดำไม่สม่ำเสมอปรากฏบนใบหน้า ก็มักจะมุ่งไปที่โซลูชันการทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสเพียงอย่างเดียว

 

ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ผิวคืออวัยวะที่มีเลเยอร์หลายชั้น ตั้งแต่โครงสร้างคอลลาเจน ชั้นไขมัน จนถึง Skin Barrier (ผิวชั้นนอก) ซึ่งหากเราดูแลผิวได้ไม่ครบวงจร ผลลัพธ์ของการมุ่งรักษาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือด้านใดด้านเดียวก็จะไม่ยั่งยืนนั่นเอง

 

นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ AA Signature By Allergan พัฒนาหลักคิดการดูแลผิวแบบ 360° Beauty ที่ไม่ได้มองผิวแค่บนพื้นผิว แต่มองลึกลงไปถึงโครงสร้างและระบบภายในแบบ 360 องศา ครอบคลุม 3 แกนหลักสำคัญ ประกอบไปด้วย

 

1. Structure : โครงสร้างผิวโดยรวม, ความแน่นกระชับ, คอลลาเจน และโครงสร้างใต้ผิว

 

2. Surface : ผิวในชั้นพื้นผิว ได้แก่ สีผิว, ความเรียบเนียน และรูขุมขน

 

3, System : การดูแลในเชิงระบบปัจจัยภายนอกที่ส่งผลโดยตรงกับเรื่องผิว เช่น การนอนหลับ, โภชนาการ, ฮอร์โมน และการจัดการความเครียด

 

เมื่อทั้งสามแกนทำงานสอดคล้องกัน และเราให้ความสำคัญกับ 360° Beauty อย่างรอบด้านมากเพียงพอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “สวยชั่วคราว” หรือดูดีแบบชั่วครู่ หากแต่คือผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงด้านผิวในทิศทางที่น่าพึงพอใจอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 2

 

Preventive is better than fixing ความเชื่อที่ผิด ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักเริ่มต้นดูแลผิวเมื่อมีปัญหาแทนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

 

คนส่วนใหญ่มักรอให้ผิวปรากฏปัญหา หรือส่งสัญญานความน่ากังวลมากกว่าลงมือป้องกันเพื่อดูแลก่อนจะเกิดปัญหา

 

ทั้ง ๆ ที่ในเชิงหลักคิดของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เราควรให้ความสำคัญกับการดูแลผิวตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงปัญหาไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นได้แบบไม่ทันระวังตั้งตัว

 

และโดยหลักแล้ว อายุที่เหมาะสมที่เราควรจะตื่นตัวดูแลเรื่องผิวของตัวเองอย่างจริงจังคือช่วงอายุ “25 ปีขึ้นไป เนื่องจากช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงเริ่มต้นที่ร่างกายของเราจะเริ่มสูญเสียคอลลาเจนปีละประมาณ 1%* ไปเรื่อย ๆ จนเสื่อมสภาพในที่สุด (หากไม่มีการดูแลอย่างจริงจัง คอลลาเจนก็จะเสื่อมจนทำให้ผิวหน้าไม่ตึงกระชับ จนหย่อนคล้อยและยากจะหวนกลับ)

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 3

 

ดังนั้น หลักคิดการดูแลผิวเชิงป้องกันแบบ Preventive Care จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญแต่เนิ่น ๆ โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดก่อน ซึ่งการใช้สกินบูสเตอร์ (Skin Booster) หรือการทำหัตถการฉีดสารบำรุง ก็เป็นอีกหนึ่งในกรรมวิธีที่สามารถใช้เพื่อดูแลผิวแบบ Preventive ได้

 

หลักคิดนี้ก็ไม่ต่างจากการเริ่มเก็บออมเพื่อการเกษียณ ยิ่งอดออมเร็ว วางแผนเกษียณไว้อย่างรัดกุม ก็ยื่งทำให้ปลายทางในวันที่ตัดสินใจเกษียณของคุณไร้อุปสรรคปัญหาหรือความน่ากังวลใจในการใช้ชีวิต

 

ไม่ต่างกัน ยิ่งเริ่มใส่ใจดูแลผิวตนเองเร็วเท่าไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะทำให้คุณใช้ทรัพยากรน้อยกว่า ผลลัพธ์ดีกว่า และดูธรรมชาติกว่าคนทั่วไปที่เริ่มต้นเมื่อเกิดปัญหาผิวจนยากจะเยียวยา

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 4

 

เทคโนโลยีการดูแลผิวที่น่าสนใจและมาแรงแบบ 360° Beauty

 

สำหรับคนที่มีจุดประสงค์ในการอยากยกกระชับผิว ทำให้โครงสร้างใบหน้าดูฟิต กระชับ และลดวัยอย่างเป็นธรรมชาติ ปัจจุบันมีเทคนิคการทำหัตถการที่น่าสนใจอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ฟิลเลอร์ที่มีส่วนผสมของ Vycross Technology HA ช่วยเติมปริมาตรและปรับรูปหน้า ให้หน้าดูมีมิติและเป็นธรรมชาติ
  • สารกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) & Hyarulonic Acid (HA) กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนจากภายใน ผสานพลังผิว ให้ผิวมีความแน่นกระชับ ลดความหย่อนคล้อย แลดูอ่อนเยาว์ แบบ Harmony Skin
  • การฉีดสารลดเลือนริ้วรอยบริเวณลำคอเพื่อลดเส้นแนวตั้งบริเวณลำคอ ให้รูปหน้าดูยกกระชับขึ้น
  • เทคนิคการรักษาด้วยคลื่นอัลตราซาวน์โฟกัสลึก (HIFU) – ที่ส่งพลังงานเข้าถึงชั้นลึกของผิว กระตุ้นการยกตัวอย่างมีระบบ

 

นอกเหนือจากเทคโนโลยีการดูแลผิวที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ณ ปัจจุบัน ในวงการการแพทย์และความสวยความงามยังได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการดูแลยกกระชับเรือนร่างอีกด้วย โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงนี้คือ Cryolipolysis หรือการสลายไขมันด้วยความเย็นแบบถาวร

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 5

 

เทคโนโลยีสลายไขมันใต้คางด้วยความเย็น (Cryolipolysis) สามารถทำได้เพื่อลดเหนียง เสริมความชัดเจนของกรอบใบหน้า ช่วยให้หน้ากระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น โดยใช้เวลาเพียง 35 นาทีต่อครั้ง และไม่ทิ้งรอยแผลหลังการรักษา**

 

นอกเหนือจากบริเวณกรอบใบหน้า การทำ Cryolipolysis ยังสามารถทำได้ในบริเวณอื่น ๆ ของร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น หน้าท้อง, เอว, ปีกนางฟ้า, เนินอก, กล้ามอกผู้ชาย, ต้นแขน, ต้นขา, ขาใน-ขานอก, รักแร้ และใต้แก้มก้น เป็นต้น ซึ่งถือเป็นเทคนิคการรักษาและการยกกระชับผิวให้เฟิร์มชัดเจน เหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ยังมีไขมันสะสมในบางจุดที่ไม่ตอบสนองต่อการออกกำลังกาย

 

แต่เห็นแบบนี้แล้ว หลายคนอาจจะเกิดคำถามสงสัยว่า การผสานหลายเทคนิคของการดูแลผิวในเคสเดียว จะเป็นวิธีการดูแลผิวที่ปลอดภัยหรือไม่?

 

คำตอบคือ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยหากได้รับการประเมินอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

และในความเป็นจริงแล้ว การดูแลผิวแบบ 360° Beauty ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องทำทุกอย่างพร้อมกันแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่สำคัญและหลักคิดที่ถูกต้องมากกว่าในมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คือ “การจัดลำดับ” ความสำคัญก่อนหลังในการรักษา

 

ตัวอย่างเช่น เริ่มจากปรับคุณภาพผิวด้วย RF ก่อน แล้วเว้นระยะค่อยทำหัตถการในกลุ่ม Biostimulator

 

ดังนั้นการเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน ใช้เครื่องมือที่ผ่านการรับรอง และดูแลโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ คือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งในแง่ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่มั่นใจได้

 

เพราะการดูแลผิวที่ดีที่สุด คือ การดูแลผิวอย่างใส่ใจ ครอบคลุมทุกมิติ 360 องศา ไม่ใช่แค่โฟกัสที่ผิว แต่หมายรวมถึงปัจจัยอื่น ๆ รอบด้าน ที่สำคัญต้องเร่ิมต้นดูแลอย่างจริงจังก่อนจะเกิดปัญหาแบบ Preventive Care

 

ตลอดจนการให้ความสำคัญกับคลินิกที่มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ โดยการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

 

เพียงเท่านี้ ผิวที่ดีก็จะเป็นของคุณทุกคนแล้ว

 

*Reference: Am J Pathol. 2006 Jun;168(6):1861–1868.

** Reference:

– Allergan.CoolSculpting system (CoolSculpting ELITE) user manual. CS-UM-CM3-01-EN-C. May 2021.

– Ref2: Klein KB, et al. Surg Med 2009;41(10):785-90.

The post เข้าใจเรื่องผิวให้ลึกผ่านมุมมอง AA Signature By Allergan เพราะผิวสวยไม่ใช่แค่สกินแคร์ แต่ต้องดูแลทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล https://thestandard.co/happitat-bangna-office-retail-project/ Thu, 19 Mar 2026 03:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1186482 ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด

หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเร […]

The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด

หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเริ่มได้เห็นจังหวะการโหมกระแสข่าวการเตรียมเปิดตัวของอีกหนึ่งโครงการยักษ์ใหญ่ย่านบางนาที่หลายคนรอคอยอย่าง “Happitat (แฮปปี้แทท)” ซึ่งเตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้แล้ว

 

นั่นหมายความว่า ในวันที่คุณได้อ่านบทความชิ้นนี้ของ THE STANDARD WEALTH โครงการ Happitat ก็จ่อจะเปิดให้บริการแล้วนั่นเอง!

 

ในบทความนี้ THE STANDARD WEALTH จึงอยากชวนมาวิเคราะห์ 4 เหตุผลสะท้อนมุมมองว่า เพราะเหตุใด? โครงการ Happitat แห่งนี้ ถึงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจ ทั้งในมุมผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังมองหาสถานที่จัดตั้งออฟฟิศสำนักงาน เรื่อยไปจนถึงพื้นที่เช่าสำหรับการทำหน้าร้าน

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 1

 

1. ผู้บุกเบิกการสร้าง Destination ที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสบการณ์ความสุข” สำหรับคนทุกช่วงวัย

 

ตรงตามชื่อโครงการแบบเป๊ะๆ Happitat คือโครงการในเครือบริษัท แอ็กซตร้า แฮปปี้แทท จำกัด (Axtra Happitat Co.,Ltd) ที่ตั้งอยู่ริมถนนบางนา-ตราด กม.7 ซึ่งตั้งชื่อให้พ้องและเล่นคำกับคำว่า Happiness หรือความสุข กับ Habitat หรือถิ่นที่อยู่อาศัย เมื่อรวมกัน Happitat จึงหมายถึง “อาณาจักรแห่งความสุข” 

 

ไม่เพียงแต่ชื่อโครงการเท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของ Axtra Happitat ยังรวมถึงความตั้งใจในการพัฒนาโครงการแห่งนี้ให้เป็นเสมือน Destination 

 

เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวโมเมนท์แห่งความสุขไปด้วยกันได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาผ่านนิยาม The Magical Destination of Happiness หรือจุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ

 

ดังนั้นกระบวนการคิดของพวกเขาในการพัฒนาพื้นที่จึงไม่เหมือนกับ Landlord รายอื่นๆ เพราะแม้จะยังเน้น footfall และทราฟฟิกคนเข้าพื้นที่อยู่ แต่สิ่งที่เป็น Northstar ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการออกแบบทุกประสบการณ์ ทุก Journey และทุก ๆ Touchpoints ที่เกิดขึ้นภายในโครงการแห่งนี้ให้ตอบโจทย์การเติมเต็มความสุขให้กับผู้เข้ามาใช้บริการให้ได้จริง

 

เพราะถึงแม้ ความน่าดึงดูดของร้านค้า แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดอีเวนต์ที่น่าสนใจ จะถือเป็นปัจจัยสำคัญประการต้นๆ ที่ส่งผลต่อการดึงดูดผู้คนให้มายังพื้นที่ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Happitat มองว่า “ความสุข” ต่างหากที่เป็น Engine สำคัญในการขับเคลื่อน Positive Impacts ในโครงการ

 

ยิ่งคนมีความสุข พวกเขาก็จะยิ่งใช้เวลาที่โครงการมากและนานขึ้น 

 

และยิ่งคนใช้เวลาที่โครงการนานจนเกิดความผูกพันธ์กับสถานที่ ผลที่ตามมาก็จะทำให้ Return Rate หรืออัตราการกลับมาใช้บริการที่โครงการ Happitat ซ้ำเพิ่มสูงตามอย่างมีนัยยะ

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวที่ “ยั่งยืน” แทบทั้งสิ้น ทั้งยังให้ผลได้ดีเยี่ยมมากกว่าการทุ่มอัดโปรโมชันหวือหวาเพียงครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสถานที่นั้นๆ สามารถสร้าง Bonding ในเชิงความรู้สึก อารมณ์ความสุขมวลรวมให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เดินทางมาใช้บริการได้สำเร็จจริง

 

เหนือสิ่งอื่นใด Happitat ยังมีการนำ “ดัชนีความสุข” หรือ Happiness Index เข้ามาใช้เป็นหนึ่งใน KPI ชี้วัดประสิทธิภาพตัวโครงการในเชิงการส่งต่อประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้โครงการสามารถปรับปรุงทุกส่วนสัด ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้ตอบโจทย์ความประทับใจของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ผู้เช่า และทุก Stakeholders ที่เกี่ยวข้องได้อย่างรอบด้าน 

 

ตลอดจนสร้างความสดใหม่ให้กับ Destination แห่งนี้อยู่เสมอ แถมยังสะท้อนความจริงจังว่า Happitat จริงจังกับประเด็นด้านความสุขที่จะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 2ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 3

 

2. บางนา = Landmark ศักยภาพที่อัดแน่นไปด้วยประชากรที่มี Real Demand ซื้อเพื่ออยู่และอนาคตที่สดใสในทุกอณู

 

ในเชิงพื้นที่ทำเลที่ตั้ง ย่านบางนาถือเป็นทำเลสำคัญที่เหล่า Developer ผู้พัฒนาโครงการแทบทุกเจ้าต่างก็มุ่งหน้ามาปักหมุดหมายพัฒนาโครงการของตัวเองอย่างคึกคัก

 

ไม่เพียงแต่อยู่ใกล้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเป็นพื้นที่สำคัญในฐานะ Gateway เพื่อมุ่งหน้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC แต่ย่านบางนายังได้ชื่อว่าเป็น ทำเลศักยภาพที่กลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากมองหาโครงการบ้านต่างๆ เพื่ออยู่อาศัยจริงอีกด้วย

 

ข้อมูลจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า บางนาเป็นทำเลอันดับ 1 ที่มี Real Demand จากผู้บริโภคที่เล็งซื้อเพื่ออยู่อาศัยสูงสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่สำคัญ และคาดว่าในช่วงต่อจากนี้จำนวนประชากรเข้ามาทำงาน-อยู่อาศัยในโซนนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 60,000 – 120,000 คน

 

ขณะที่จากการเปิดเผยของ Axtra Happitat เองพบว่า กลุ่มลูกค้าของ Happitat ที่วางเอาไว้คือกลุ่มผู้อยู่อาศัยในย่านบางนาในรัศมีไม่เกิน 7 กม. ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ใช้บริการสำนักงานและนักท่องเที่ยว ทำให้โครงการแห่งนี้จึงสามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มลูกค้าคุณภาพและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน

 

จะเห็นได้ว่าย่านบางนา ไม่เพียงแต่เป็นทำเลที่ผู้คนคาดหวังจะมาใช้ชีวิตอยู่อาศัยมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำเลแห่งนี้ยังถือเป็นหนึ่งในย่านร้อนแรงที่กำลังเติบโตในมุมมองของการเป็น “ที่ตั้งสำนักงาน” เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการขยายฐานธุรกิจมายังโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

 

ประจวบเหมาะกับโครงการ Happitat เองก็มี The Hilltop Offices อาคารสำนักงานระดับ Grade A ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทและองค์กรที่ต้องการพื้นที่ทำงานคุณภาพ ใกล้ชิดธรรมชาติ ในทำเลศักยภาพนี้ นั่นจึงทำให้ Happitat มีความพร้อมในการรองรับดีมานด์ความต้องการจากฝั่งออฟฟิศสำนักงานแบบติ๊กถูกทุกประการ

 

ยิ่งไปกว่านี้ ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า นอกเหนือจาก Happitat ย่านบางนายังมีโครงการสเกลใหญ่ๆ อีกมาก ทั้งที่เปิดให้บริการไปแล้วอย่าง Cloud 11 หรือแม้กระทั่ง Bangkok Mall ที่เตรียมเปิดให้บริการในอนาคตก็ล้วนแต่ส่งผลดีต่อการพัฒนาทำเลย่านบางนาให้คึกคักและดึงดูดกำลังซื้อมารวมกันอยู่ยังพื้นที่โซนนี้ได้อย่างหวือหวา น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยใช้ชีวิตแบบ 24/7, กลุ่มพนักงานออฟฟิศ องค์กรธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง ยังไม่นับรวม Expat หรือบุคลากรจากต่างชาติที่ต้องแวะเวียนเข้ามายังละแวกใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากฝั่งสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้บางนาเกิดพลวัตรและเต็มไปด้วยโอกาสขนาดมหาศาล

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 4

 

3. ยกระดับ Values การใช้เวลาในโครงการให้เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างมีคุณค่า

 

ย้อนกลับไปในข้อที่ (1.) อีกสักครั้ง เพราะ Purpose หลักของโครงการ คือ การทำให้แขกคนสำคัญที่เข้ามาเยือนทุกคนมีความสุขที่สุด และใช้เวลาที่พวกเขามีไปกับโครงการให้ได้มากที่สุด ไม่ว่ากลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในเจเนอเรชันใดหรือมีไลฟ์สไตล์แบบใดก็ตาม

 

ทุกกระเบียดนิ้วของพื้นที่กว่า 200,000 ตร.ม. ภายในโครงการ Happitat จึงถูกออกแบบภายใต้ Logic ที่เชื่อในเรื่อง “กลไกขับเคลื่อนพฤติกรรม” ซึ่งจะวางโครงสร้างทุกอย่างให้เกิดการไหลเวียนของประสบการณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อาคารหลังแรกไปจรดอาคารสุดท้ายแบบไร้รอยต่อ 

 

ไม่ว่าจะอาคาร Bloominas, Wonderwild หรือ Festie Town ทุกโซนล้วนออกแบบให้เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่โซนกิน-เดิน-พักผ่อน ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้เวลาในตัวโครงการได้อย่างไร้รอยต่อ ตลอดทั้งวัน

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 5

 

ที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้เป็นอันขาดคือพื้นที่ธรรมชาติและ “ป่า” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายใต้ Happitat ซึ่งจะช่วยให้ทุกชีวิตที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ JOMO (Joy of Missing Out) หลีกหนีทุกความวุ่นวายและความเร่งรีบของจังหวะเมืองมาพักผ่อน ฮีลใจที่โซนธรรมชาติแบบสะดวกสบาย

 

Happitat จึงถูกออกแบบมาสำหรับการเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้อย่างแท้จริง เป็นทั้งพื้นที่กิจกรรมครอบครัว สถานที่จัดกิจกรรมหรือ Event รองรับกลุ่ม Fandom ที่หลากหลาย

 

โดยทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีส่วนในการสรรค์สร้างความทรงจำและประสบการณ์แปลกใหม่ ทำให้การใช้เวลาที่ Happitat มีคุณค่ากับผู้ที่มาเยือนมากที่สุด ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ทุกโมเมนท์ ทุกจังหวะชีวิตใน Happitat กลายเป็น Values Moment หรือช่วงเวลาและประสบการณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่าที่ผู้มาใช้บริการทุกคนได้รับกลับไปอย่างแท้จริง 

 

ยิ่งลูกค้ามาใช้บริการที่ตัวโครงการ Happitat ต่อครั้ง ใช้ระยะเวลานานจนเกิดกลายเป็นช่วงเวลาล้ำค่า มีโมเมนท์ Values น่าจดจำ นั่นก็ยิ่งหมายถึงโอกาสในการสร้าง Conversion ของร้านค้าต่างๆ จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยอย่างสอดรับกัน

 

ไม่ว่าจะ กิน-ดื่ม ที่ร้านอาหารต่าง ๆ, การเสพประสบการณ์ความบันเทิงหรือการผ่อนคลายในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การรับชมภาพยนตร์ ชมโชว์หรือการแสดง ทำเวิร์คช้อปต่างๆ  ฯลฯ, การใช้จ่ายซื้อสินค้า ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่พวกเขามีความสุข พร้อมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการ

 

ยิ่งไปกว่านั้น การสร้าง Conversion หรือการปิดการขายยังเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” ของกระบวนการสร้าง Loop ที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น เพราะหากร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ สามารถต่อยอดโอกาสในการขายไปสู่โอกาสการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าของตนเอง ทั้งหมดก็จะนำไปสู่การที่ผู้บริโภคและลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ที่พวกเขาซื้อสินค้าได้ในระดับความรู้สึก จนเกิดกลายเป็นความผูกพันที่หยั่งรากลึกในระยะยาว

 

และนำไปสู่การซื้อซ้ำหรือกลับมาใช้บริการซ้ำในที่สุด

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 6

 

4. โฟกัสคนทุก Gen รองรับทุกไลฟ์สไตล์ผ่านพื้นที่แห่งความสุขร่วมกัน

 

ความท้าทายสำคัญของ Developers (ผู้พัฒนาโครงการ) หรือ Community Space ทุกเจ้าในปัจจุบันคือเลนส์การพัฒนาพื้นที่แบบ Inclusive ที่ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงวัยให้ได้ 

 

ไม่ใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึง “ทุกคน”

 

เหตุผลก็เพราะ ครอบครัวในปัจจุบันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลายบ้านแพลนการมีบุตรหลาน ขณะที่อีกหลายๆ ครอบครัวแม้มีธงในใจชัดเจนว่าอาจจะไม่อยากมีบุตร แต่พวกเขาก็รับน้องหมาน้องแมวมาเลี้ยง สอดรับกับเทรนด์การเติบโตของ Pet Parents

 

เช่นเดียวกับในวันนี้ที่ประเทศไทยเริ่มมุ่งหน้าเข้าสู่ “Aging Society” หรือสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว คนเริ่มตระหนักในประเด็น Longevity มากขึ้น ทำให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริโภคก็จะยิ่งมี Lifespan หรืออายุที่ยืนตามไปด้วย

 

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาและโจทย์สำคัญมากๆ ที่เหล่า Developers โครงการ Space ต่างๆ ล้วนต้องตระหนักรู้และให้ความใส่ใจ

 

ซึ่งสำหรับ Happitat พวกเขาเน้นย้ำการให้ความสำคัญในประเด็น Multi-Gen Destination แทบจะเทียบเท่าหรือพอๆ กับความตั้งใจในการเป็นพื้นที่แห่งความสุขด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการออกแบบทุกอาณาบริเวณภายในโครงการจึงเกิดขึ้นผ่านแนวคิด Universal Design for All ที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้คน 

 

โดยที่ทุกองค์ประกอบของโครงการ ตั้งแต่การวางผัง, แปลนสถาปัตยกรรม, งานดีไซน์, พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นสาธารณะ ทั้งหมดล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ส่งเสริมการพบปะ การมีปฏิสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างไม่ทิ้งใครให้เดียวดายหรือนั่งเหงา และไม่รู้สึก Belong กับสถานที่แห่งนี้

 

ครอบครัวขนาดกลางและใหญ่มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกคน, เหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมวมี Pet Park สำหรับใช้เวลาร่วมกับลูกๆ สัตว์เลี้ยง, วัยทำงานมีพื้นที่พักผ่อนและจุดพบปะแฮงก์เอาต์ ขณะที่ผู้สูงอายุสามารถเดินเล่นหรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้อย่างสะดวกและสบาย 

 

และนอกเหนือจากการใส่ใจผู้คนในทุกช่วงวัยแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งใน Festie Town ยังถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Pet destination เพื่อตอบสนองเหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมว Pet Parents ผ่าน Pet Park เพื่อให้พาเหล่าลูกๆ ขนปุยที่พวกเขารักมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 

เมื่อไลฟ์สไตล์หลากหลาย ก็หมายถึงการมี Space ที่หลายหลากไว้รองรับกลุ่มผู้เช่าที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่มีอยู่อย่างหลายเฉดด้วยเช่นกัน ผลที่ตามมาจึงยิ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่ม Spending per visits ของผู้คนที่เดินทางมาใช้ชีวิตในโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้ง 4 มิติที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองที่น่าสนใจที่ส่งผลให้ Happitat เป็นโครงการร้อนแรงที่น่าดึงดูดทั้งในมิติเพื่อการทำสำนักงาน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์นั่นเอง 

 

และในปี 2569 นี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า Happitat จะสามารถพัฒนาออกมาได้ตรงตามเป้าหมายและความตั้งใจที่พวกเขามีในการมุ่งสร้างสรรค์พื้นที่ปลายทางแห่งการสร้างความสุขสำหรับผู้คนทุกช่วงวัยได้มากน้อยเพียงไร

The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/tman-q3-profit-revenue-vita-c/ Thu, 19 Mar 2026 01:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1157701 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท

บมจ.ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล (TMAN) เจ้าของแบรนด์นวัตกรรมสุ […]

The post TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท

บมจ.ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล (TMAN) เจ้าของแบรนด์นวัตกรรมสุขภาพอย่าง Propoliz, Iyara และ Vita-C รายงานผลประกอบการปี 2568 ทำ New High สูงสุดในประวัติการณ์ สะท้อนความสำเร็จของยุทธศาสตร์ Diversification

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 1

 

ผลประกอบการปี 2568: ทุบสถิติ New High รายได้–กำไรเติบโตสูงสุดในประวัติการณ์

 

ประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMAN เปิดเผยว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่บริษัทประสบความสำเร็จสูงสุด ด้วยการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการขยายพอร์ตไปสู่ผลิตภัณฑ์และช่องทางใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 2

 

ตัวเลขสำคัญปี 2568 และ Q4/68

 

  • รายได้รวมปี 2568: 2,506.1 ล้านบาท (+13.3% YoY) | Q4/68: 726.1 ล้านบาท (+26.5% YoY)
  • กำไรสุทธิปี 2568: 523.1 ล้านบาท (+16.1% YoY) | Q4/68: 181.8 ล้านบาท (+68.2% YoY)

 

ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้มีแรงส่งสำคัญมาจาก

 

  • DBU ซึ่งมีรายได้พุ่งแรง หลังรับงานกระจายสินค้าของ เบอร์แทรม (1958) เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์เซียงเพียวและเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ เข้าสู่ร้านขายยาและร้านโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ
  • OEM เติบโตต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามของลูกค้ารายใหญ่

 

ช่องทางโรงพยาบาลเติบโตโดดเด่น

 

ในปี 2568 รายได้จากการขายและการให้บริการโดยเฉพาะในช่องทางโรงพยาบาลทำรายได้ไป 373.2 ล้านบาท เติบโต 23.0% YoY จากความต้องการยาแผนปัจจุบันสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการขยายผลิตภัณฑ์เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 3

 

กำไรขั้นต้นพุ่ง 23.7% โดยอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 50.3%

 

ผลจากการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิต รวมถึงการเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ทำให้กำไรขั้นต้นทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1,352.4 ล้านบาท

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 4

 

  • เพิ่มขึ้น 259.1 ล้านบาท จากปีก่อน
  • เติบโต 23.7% YoY
  • อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจหลัก (ไม่รวมสินค้าภายใต้แบรนด์บุคคลภายนอกรายใหม่) อยู่ที่ 50.0% เพิ่มขึ้นจาก 49.1% ในปีที่แล้ว

 

แนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ยังเติบโต หนุนดีมานด์สินค้าเพื่อสุขภาพ

 

ในปี 2569 นี้ คาดว่าตลาดสุขภาพจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนเป็นดีมานด์จากเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและกระแสการสุขภาพเชิงป้องกันที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนหันมาใช้สินค้าเฮลธ์แคร์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพมากยิ่งขึ้น

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 5

 

ด้านแนวโน้มปี 2570 คาดว่าตลาดเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจะมีมูลค่า 272.0 พันล้านบาท เติบโต CAGR 6.5% ตามข้อมูลจาก Krungsri Research และ Statista ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจาก

 

  • การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs)
  • การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
  • กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

 

รุกตลาดด้วย 5 แบรนด์หลัก พร้อมเปิดตัว Vita-C Series เจาะกลุ่มแม่และเด็ก

 

TMAN เตรียมเร่งทำตลาดด้วยพอร์ตหลัก 5 แบรนด์ ได้แก่

 

  • Propoliz Series ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและลำคอ
  • Vita-C Series วิตามินซีเสริมภูมิคุ้มกัน
  • Iyara Series บรรเทาอาการไอและระคายคอ
  • Myda-B Series ฆ่าเชื้อรา กลากเกลื้อน และโรคผิวหนังจากเชื้อรา
  • Polar Spray Series สเปรย์ปรับอากาศและโฟมล้างมือ

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 6

 

และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม “Vita-C Series” ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ตลาดแม่และเด็ก ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูง

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 7

 

นอกจากนี้ การพิจารณานโยบาย “ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล (Copayment)” สำหรับยาบางรายการในกลุ่มข้าราชการอาจเปิดโอกาสให้ TMAN ขยายฐานลูกค้าในช่องทางโรงพยาบาลได้มากขึ้นอีกด้วย

 

ปักหมุด 6 ยุทธศาสตร์ปี 2569 ขับเคลื่อนนวัตกรรม วางเป้าหมายเติบโต 10-15%

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 8

 

TMAN ตั้งเป้าเติบโต 10-15% ในปี 2569 โดยปักหมุด 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

 

(1) เร่งการเติบโตในช่องทางร้านขายยา (OTC)

 

(2) ยกระดับพันธมิตร OEM/ODM

 

(3) ขับเคลื่อนตลาดต่างประเทศ

 

(4) ขยายตลาดโรงพยาบาล

 

(5) รุกช่องทาง E-commerce

 

(6) ยกระดับธุรกิจ DBU

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 9

 

TMAN เจ้าของนวัตกรรมสุขภาพที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน

 

TMAN เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเวชภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจรในไทย กว่า 50 ปี ด้วยแบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคย ครอบคลุมทั้งยาแผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้มาตรฐานระดับสากล GMP/PIC-S โดย TMAN มุ่งมั่นส่งมอบสุขภาพที่ดีให้ถึงมือผู้บริโภคในทุกช่องทาง ทั้งโรงพยาบาล ร้านยา โมเดิร์นเทรด และตลาดนานาชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและคนทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลประกอบการ TMAN ปี 2568 แสดงกำไรสุทธิ รายได้รวม และการเติบโตของบริษัท 10

The post TMAN Q3/68 กำไรโต 8.1% รายได้พุ่ง 23% เดินหน้าเปิดตัว Vita-C รุกตลาดสุขภาพแม่และเด็ก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ระฟ้า ดำรงชัยธรรม’ ยกระดับแอป ‘oneD’ อัดฉีดคอนเทนต์ ‘จริตไทย’ ปักธง Soft Power ไทยในใจคนทั้งโลก [Advertorial] https://thestandard.co/oned-soft-power/ Fri, 13 Mar 2026 03:45:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1186593

‘สมรภูมิสตรีมมิง’ ตอนนี้ กำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันที่เน […]

The post ‘ระฟ้า ดำรงชัยธรรม’ ยกระดับแอป ‘oneD’ อัดฉีดคอนเทนต์ ‘จริตไทย’ ปักธง Soft Power ไทยในใจคนทั้งโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘สมรภูมิสตรีมมิง’ ตอนนี้ กำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันที่เน้นคุณภาพและการสร้างความผูกพันกับผู้ชมมากกว่าการห่ำหั่นกันที่ราคา แพลตฟอร์มสตรีมมิงจากต่างชาติแทบทุกรายจึงลงทุนสร้าง ‘Local Content’ เพื่อตอบโจทย์ ‘จริต’ ของผู้บริโภค เกมนี้จึงวัดกันที่ ‘ใครจะเข้าใจผู้บริโภคได้มากกว่ากัน’

 

ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 1

 

แต่ดูเหมือนว่าศึกครั้งนี้จะเข้าทางแอปพลิเคชัน ‘oneD’ ศูนย์รวมคอนเทนต์ไทยมากที่สุดในประเทศ ภายใต้ ‘The One Enterprise’ หนึ่งในผู้ผลิตและบริหารคอนเทนต์ไทยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยความแข็งแกร่งจากบริษัทในเครือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น one31, GMMTV, CHANGE2561, ATIME, GingerX และอื่นๆ รวมถึงความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สตูดิโอมากฝีมืออีกจำนวนมาก และยังมาพร้อมจุดแข็งอย่าง ‘ความเข้าใจในจริตคนไทย’ ซึ่งเป็น Core Value หลักในการยกระดับแพลตฟอร์มครั้งใหญ่เพื่อและแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของสตรีมมิงในประเทศไทย

 

ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 2

 

ระฟ้า ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดกลุ่มบริษัท เดอะวันเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารแพลตฟอร์มสตรีมมิง oneD (Head of oneD Streaming Platform) มองว่ากลุ่ม The One Enterprise มีความบันเทิงในแบบฉบับเฉพาะตัว ทั้งบทบาท การเล่าเรื่อง การสร้างอารมณ์ร่วม และโปรดักชัน จึงเข้าไปนั่งในใจผู้ชมได้ไม่ยาก

 

แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจใน ‘จริตไทย’ จนสามารถสร้างสรรค์ ‘คอนเทนต์จริตไทย’ ที่มาจากความเข้าใจ DNA ของคนไทยและปรุงด้วยรสมือคนไทยที่หลากหลายไปด้วยมวลอารมณ์ที่มีเอกลักษณ์ ทั้งความสนุก ความเศร้า และความสะใจในแบบที่คนไทยชอบ จึงเสิร์ฟละคร-ซีรีส์ไทยได้ ‘ถูกปาก’ คนไทย

 

“เราเชื่อว่าคนไทยยังชอบและนิยมดูละครและซีรีส์ไทยอยู่ ดังนั้นคอนเทนต์ทั้งหมดที่เราผลิต สามารถเชื่อมโยงกับคนไทยได้ลึกซึ้ง เพราะเราเข้าใจรากเหง้าความเป็นไทย เข้าใจทุกตัวละคร ทุกเรื่องราวที่ถ่ายทอดได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของคนไทยที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของความเป็นไทย ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครและสถานการณ์ได้อย่างลึกซึ้ง”

 

ปัจจุบัน oneD มีคอนเทนต์ตั้งแต่ผลงานคลาสสิกเมื่อ 30-40 ปีก่อน จนถึงคอนเทนต์ใหม่ล่าสุดที่อัปเดตทุกวัน พร้อมละครและซีรีส์เรื่องใหม่ทุกสัปดาห์ ทำให้แอป oneD แตกต่างจากสตริมมิงอื่นๆ ที่มุ่งเน้นคอนเทนต์ต่างประเทศเป็นหลัก

 

ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 3

 

ยกระดับคอนเทนต์ อัดฉีดละคร-ซีรีส์ Exclusive เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า  

 

เพื่อตอกย้ำการเป็นศูนย์รวมคอนเทนต์ไทยที่ใหญ่ที่สุดแอป oneD จึงยกระดับแพลตฟอร์ม สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งด้วยการดึงเอาสตูดิโอแถวหน้าในเครือและพันธมิตรมาร่วมอัดฉีดคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มสัดส่วนคอนเทนต์แบบ exclusive มากขึ้นกว่า 10 เท่า พร้อมบุกตลาด Rising Market เสิร์ฟซีรีส์ Boy Love และ Girl Love ทุกเดือน ย้ำภาพสตริมมิงแพลตฟอร์มที่มีคอนเทนต์ Boy Love และ Girl Love มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

 

“ปัจจุบัน แอปฯ oneD ผลิต ORIGINALs ที่เน้นความเป็น Cinematic TV Series เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตของละครไทย โดยปี 2569 เราจะเพิ่มกำลังการผลิตคอนเทนต์และรวบรวมลิขสิทธิ์ Exclusive ทั้งละคร ซีรีส์ และซิตคอมของสตูดิโอในเครือ The One Enterprise ไม่ว่าจะเป็น  one31, GMMTV, CHANGE2561, ATIME, GingerX ที่มีมูลค่าการผลิตมากกว่า 2,000 ล้านบาท กลับมาที่แอปพลิเคชัน oneD เพียงที่เดียว นั่นหมายความว่าเราจะมีละคร-ซีรีส์เรื่องใหม่ทุกอาทิตย์ พร้อมทั้งเปิดตัวฟีเจอร์ ‘oneD SHORTS’ ละครแนวตั้งให้ดูทั้งไทยและจีน ตอบโจทย์พฤติกรรมการรับชมของผู้ชมยุคใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพโปรดักชันระดับสูง”

 

ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 4ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 5

 

การมีคอนเทนต์ที่หาดูจากที่ไหนไม่ได้นอกจากแอป oneD ไม่เพียงรักษาฐานผู้ใช้เดิมให้อยู่กับแพลตฟอร์มได้อย่างเหนียวแน่นแต่จะดึงผู้ชมใหม่ๆ ให้เข้ามามากขึ้น 

 

ตัวอย่าง Exclusive Contents ที่ดูได้ทางแอป oneD ที่เดียว

  • oneD ORIGINAL:  หงสาวดี, สกุณาซ่อนรัก, แดง ไบเล่ย์, คลึง, โกโบริ
  • one31 Exclusive: แรงเงา, วิมานอากาศ, สอดสร้อยมาลา
  • GingerX: เด็กใหม่ The Reset
  • Boy Love และ Girl Love: ม่อนเมิงมาง, อรุณรุ่ง, Flower Boy, Juliet & Juliet, Only Friends Dream On, รักครูเท่าโลกเลย, คุณแฟนบ้านนอก
  • oneD SHORTS (ละครแนวตั้ง): กุหลาบซ่อนพิษ, รักผิดล็อค, เล่ห์ร้ายสายโลหิต 

Hybrid Business Model 

 

ปัจจุบันแอป oneD มียอดดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 27 ล้านครั้ง คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรไทยทั้งหมด โดยในกรุงเทพมหานคร มีผู้ใช้งานแอป oneD เกินครึ่งของประชากรทั้งจังหวัด

 

ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ Hybrid (Freemium & PREMIUM) ซึ่งเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาด โดยโมเดล Freemium ทำหน้าที่เป็น ‘Wide Funnel’ ในการเข้าถึงฐานผู้ชมมหาศาลและเก็บข้อมูล ผู้ใช้งานสามารถรับชมคอนเทนต์ได้ฟรี แต่จะดูได้ แบบจำนวนจำกัด ระหว่างการรับชมจะมีโฆษณาคั่น

 

ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 6ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 7

 

ในขณะที่ สมาชิก oneD PREMIUM ดูได้ครบทุกตอน ไม่มีโฆษณาคั่น และดูได้ครบทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น มือถือ, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ และ SMART TV โดยเสียค่าสมาชิกเพียงเดือนละ 149 บาท

 

“ปีนี้ oneD ผนึกกำลังกับเอไอเอส มอบสิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า AIS ทั้งลูกค้ามือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน สมัคร oneD PREMIUM รับชมฟรีเดือนแรก เดือนถัดไปราคาเพียง 49 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พ.ค. 2569 เท่านั้น”

 

ระฟ้าเผยว่าปีนี้ oneD ตั้งเป้าการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมุ่งขยายฐานผู้ชมภายในประเทศเป็นหลัก เชื่อมั่นว่าการเพิ่มจำนวน Exclusive Contents ที่มากขึ้น 10 เท่า และการผสานพลังกับโครงข่ายที่แข็งแกร่ง จะส่งผลให้การเติบโตของ MAU (Monthly Active Users) และจำนวนสมาชิก oneD PREMIUM เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 8ระฟ้า ดำรงชัยธรรม แถลงข่าวแอป oneD ยกระดับคอนเทนต์จริตไทยสู่ Soft Power. 9

 

ผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ระดับโลก


มากไปกว่าจำนวนสมาชิกที่เติบโตขึ้น ระฟ้าบอกว่า เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือการได้เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันคอนเทนต์ไทยไปสู่ระดับโลก แต่การจะพาคอนเทนต์ไทยไปเฉิดฉายบนเวทีโลกได้ “เราจำเป็นต้องสร้างรากฐานในประเทศให้แข็งแรงก่อน”

 

“จุดขายของแอป oneD คือการยกระดับคอนเทนต์ไทยให้มีคุณภาพระดับสากล โดยยังคงรักษาจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างชัดเจน เมื่อชาวต่างชาติเริ่มนิยมคอนเทนต์ไทย ความสนใจในสินค้า วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ของไทยก็จะตามมาโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ของซีรีส์เกาหลี หรือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์จาก Hollywood ที่ไม่ได้เพียงส่งออกความบันเทิง แต่ยังส่งออกวัฒนธรรม สินค้า และภาพลักษณ์ของประเทศ จนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม”

 

แอป oneD จึงไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่สร้างความบันเทิง แต่ต้องสวมบทบาทคอนเทนต์ไทยที่สร้างความผูกผัน ทำให้ผู้ชมต่างชาติรักคนไทย นิยมผลิตภัณฑ์และวัฒนธรรมไทย และอยากมีส่วนร่วมกับทุกสิ่งที่เป็นไทย เมื่อนั้นจะส่งผลให้สินค้าของไทยสามารถขายไปยังต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น เม็ดเงินก็จะไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

 

“ความท้าทายที่สำคัญในปัจจุบัน คือ Disruption ของสื่อในอุตสาหกรรมบันเทิงไทย หากเราสามารถปรับตัวและก้าวข้าม Disruption นี้ได้ เราก็จะมีเงินทุนและศักยภาพที่สามารถนำมาพัฒนาคอนเทนต์ไทยให้มีคุณภาพสูงขึ้น และแข่งขันกับผู้เล่นระดับนานาชาติได้อย่างเต็มรูปแบบ”

 

ซึ่งแอป oneD จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ความเข้าใจในจริตคนไทย’ จะเป็นอาวุธสำคัญในสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ถูกจริตคนไทย ให้คนไทยได้ดู ในแบบที่ใครก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ และด้วยรสชาติที่ครบรส มีเอกลักษณ์นี้เองจะเป็นพลังขับเคลื่อนคอนเทนต์ไปสู่สายตาของคนทั่วโลก และเติบโตไปไกลในระดับสากล เทียบเท่าแพลตฟอร์มต่างประเทศ 

The post ‘ระฟ้า ดำรงชัยธรรม’ ยกระดับแอป ‘oneD’ อัดฉีดคอนเทนต์ ‘จริตไทย’ ปักธง Soft Power ไทยในใจคนทั้งโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนจาก ‘SET Zooom in ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ส่องเทคนิคบริหารพอร์ตให้รอดทุกวิกฤต [Advertorial] https://thestandard.co/set-zooom-in-market-strategy-portfolio/ Thu, 12 Mar 2026 02:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1186384 ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in

‘SET Zooom in’ ช่องรวมทุกสาระการลงทุนและความเคลื่อนไหวต […]

The post สรุปกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนจาก ‘SET Zooom in ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ส่องเทคนิคบริหารพอร์ตให้รอดทุกวิกฤต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in

‘SET Zooom in’ ช่องรวมทุกสาระการลงทุนและความเคลื่อนไหวตลาดทุน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโต๊ะชวนกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาร่วมเจาะกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนใน ‘SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ครั้งแรก เจาะลึกทุกกลยุทธ์ ตอบทุกข้อสงสัยแบบสดๆ

 

เปิดโต๊ะล้อมวงเล่าช่วงเช้าในหัวข้อ ‘พอร์ตแบบนี้…พี่ว่าไง’ เปิดพอร์ตคุยตรงกับ VI ตัวจริง แชร์มุมคิด ประสบการณ์ และวิธีเลือกหุ้นยาวๆ แบบมีเหตุผล ไม่ตามกระแส

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 1

 

วิกฤตตลาดหุ้น โอกาส และกลยุทธ์การลงทุน

 

วิบูลย์ พึงประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย ชวนย้อนดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิรักหรืออัฟกานิสถาน ตลาดมักจะตกแรงในระยะแรก แต่หากสงครามไม่บานปลายสุดท้ายตลาดจะดีดกลับขึ้นมาเสมอ เลยมองเป็นโอกาสช้อนหุ้นไทย

 

“กลยุทธ์ที่แนะนำคือ หากราคาหุ้นลงแต่เงินสดหมด ใช้ Margin (เงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์) แค่ 10-20% ห้ามใช้ 100% และต้องใช้เมื่อตลาดแย่จริงๆ ไม่ใช่ใช้ตอนตลาดขาขึ้น”

 

ทั้งนี้ การใช้มาร์จิ้นต้องมีความรู้และใช้ความระมัดระวัง เพราะเป็นการกู้ยืมในการซื้อหลักทรัพย์

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 2

 

วราพรรณ วงศ์สารคาม กรรมการและเลขานุการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) บอกว่า หลักในการลงทุนของเธอคือ ‘มองความผันผวนเป็นเพื่อน’

 

“การลงทุนในหุ้นคือการบริหารเงินเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายของการดำเนินชีวิต ดังนั้นถ้าเราจะใช้กลยุทธ์นี้ในการบริหารเงิน เราก็ต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ การไปเสียดายหรืออิจฉากับสิ่งที่ผ่านไปแล้วเป็นอารมณ์ที่ไร้ประโยชน์ที่สุด” พร้อมทั้งบอกว่า หุ้นปันผลคือ Safe Zone ที่ดีที่สุด เพราะให้กระแสเงินสดต่อเนื่อง และราคาจะถูกพยุงด้วยอัตราผลตอบแทน

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 3

 

ด้าน อมร โควานิชเจริญ กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เน้นมองหาหุ้นดีที่ราคาลงแรง โดยให้วิเคราะห์ก่อนว่า สถานการณ์ต่างๆ ส่งผลต่อพอร์ตของเรามากแค่ไหน จากนั้นมองหาหุ้นที่พื้นฐานดี แต่ราคาปรับลงแรงจากปัจจัยชั่วคราวและใช้วิธีทยอยซื้อหลายไม้ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ชี้หุ้นไทยยังน่าสนใจ อาจจะมีกำไร

 

สำหรับกลยุทธ์การบริหารเงินสดและซื้อหุ้น อมรลงทุนเต็มพอร์ต (หุ้น 100%) ไม่มีเงินสดสำรองรอซื้อ และใช้วิธี Switch ตัว ขายตัวที่กำไรหรือลงน้อย ไปซื้อตัวที่ลงหนักกว่าแต่มีอัปไซต์ หรือไม่ก็โยกเงินจาก RMF ที่พักไว้ใน Money Market หรือ Bond สับเปลี่ยนเข้ากองทุนหุ้น (SET50) เพื่อจับจังหวะตลาดรีบาวนด์

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 4

 

สุธน สิงหสิทธางกูร นักลงทุนเน้นคุณค่า – กก. และ ผอ. ฝ่ายการลงทุน ตปท. สมาคมนักลงทุนประเทศไทย มองว่าความกลัวจากปรากฏการณ์ ‘Black Swan’ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นั่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มออกเดินทางค้นหาคำตอบว่า นักลงทุนทวนกระแสทำกำไรในทุกสภาวะด้วยการออกแบบระบบ ‘Hedging’ หรือการป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

 

หนึ่งในวิธีที่ใช้คือ Short Call หรือการขายสิทธิซื้อเพื่อสร้างกระแสเงินสด สำหรับนักลงทุนกังวลการลงทุนต่างประเทศ เขาแนะ ‘หุ้นปันผลไทย’ เพราะประเมินมูลค่าง่ายกว่า ได้เครดิตภาษี และถ้าหุ้นลง Yield ปันผลจะสูงขึ้น เป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 5

 

ด้าน ชัชวนันท์ สันธิเดช นายกสมาคมนักลงทุนหุ้นไทย บอกว่า อย่าตกใจกับราคาหุ้น แม้ดัชนีจะปรับตัวลง แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดอาจกำลังตอบสนองต่อ ‘อารมณ์’ มากกว่าพื้นฐาน พร้อมแนะใช้ ‘ตะแกรงร่อนหุ้น’ คัดหุ้นที่ธุรกิจมีคุณภาพ มีการเติบโต และให้เงินปันผลมากกว่า 6.5% เพื่อหาโอกาสลงทุน 

 

จะถือหุ้นได้นานต้องทำอย่างไร?

 

วิบูลย์ บอกว่าหัวใจสำคัญ 3 ข้อที่จะทำให้ถือหุ้นได้นานคือ 1. ‘เข้าใจธุรกิจ’ ว่าทิศทางบริษัทเป็นอย่างไรหรือผู้บริหารทำตามสัญญาหรือไม่ 2. ‘มองไปข้างหน้า’ หมั่นสังเกตว่าธุรกิจยังเดินตามเกมที่คิดไว้ไหม และมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาดิสรัปต์หรือไม่ และ 3. ‘บริหารจิตใจ’ ในตลาดหุ้นมีความรู้สึกแค่ 2 อย่าง คือ ความโลภเมื่อเห็นราคาหุ้นสูงและความกลัวเมื่อเห็นราคาหุ้นต่ำ ถ้าเราจัดการกับความโลภและความกลัวของตัวเองได้ ตลาดหุ้นทำอะไรเราไม่ได้  

 

วราพรรณ เสริมว่า การลงทุนไม่ใช่เพียงเรื่องของการมองหาตัวเลขหรือกราฟ แต่คือการทำความเข้าใจความจริงของตลาดและศักยภาพของตนเอง เธอสะท้อนบทเรียนสำคัญจากหุ้นโภคภัณฑ์ว่าช่วงเวลาที่สร้างโอกาสได้ดีที่สุดคือตอนที่ตลาดกำลัง ‘นองเลือด’ หากอ่านใจคนส่วนใหญ่ออกและคุมใจตัวเองได้ เราจะพบที่ยืนที่มั่นคงในโลกที่ผันผวนนี้

 

“ถ้าจะเลือกหุ้นปันผลตอนนี้อาจต้องพิจารณาโมเดลธุรกิจเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์วิสัยทัศน์ของผู้บริหารและภาระหนี้สิน หากเราเป็นนักลงทุนที่รักษาวินัยทางการเงิน มีหนี้น้อย เราย่อมมีความคล่องตัวสูงในชีวิต บริษัทที่มีหนี้น้อยก็ย่อมมีเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งเช่นกัน”

 

Red Flag สัญญาณอันตรายที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

 

สุธน เตือนให้มองบริษัทที่มีการเพิ่มทุนแบบ PP (Private Placement) ในราคาต่ำกว่าตลาด เพราะอาจกระทบผู้ถือหุ้นเดิม รวมถึงบริษัทที่ผู้บริหารเคยมีประเด็นด้านธรรมาภิบาล

 

“การเพิ่มทุน PP ในราคาต่ำกว่าตลาดคือการเอาเปรียบนักลงทุนรายย่อย เพราะสิทธิ์ซื้อหุ้นราคาถูกตกเป็นของคนกลุ่มเล็ก ไม่ใช่ทุกคน ต่างจากการเพิ่มทุน RO ที่ผู้ถือหุ้นทุกคนได้สิทธิ์เท่ากัน”

 

Red Flag ต่อมาที่เขาเตือนคือ ‘หนี้ส่วนตัว’ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้กิจการ หรือ หนี้มาร์จิน เวลาระเบิดขึ้นมา มันพุ่งเข้าหาตัวคุณโดยตรง ไม่มีกันชน ดังนั้น ก่อนที่จะวิ่งหาหุ้นปันผล 7–10% ให้ถามตัวเองก่อนว่าหนี้ส่วนตัวหมดหรือยัง  

 

อมร เสริมให้ระวังบริษัทที่กำไรทางบัญชีโต แต่กระแสเงินสดไม่มี เพราะบางบริษัทยอดขายโต กำไรโต แต่พอดูกระแสเงินสด กลับพบว่าเงินไม่เข้า กลายเป็นลูกหนี้ที่ค้างอยู่ บางเคสเป็นลูกหนี้ปลอม สัญญาณที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับหุ้นปันผล คือบริษัทที่กู้เงินมาจ่ายปันผล แทนที่จะจ่ายจากกำไรจริง สิ่งนี้อ่านออกได้จากงบกระแสเงินสด ไม่ใช่จากตัวเลขกำไรสุทธิเพียงอย่างเดียว

 

สุธนกล่าวปิดท้ายว่า สุดท้ายแล้ว ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสเตจของประเทศที่ลงทุนในประเทศที่ GDP โต 7–8% บริษัทที่มีหนี้แต่มี Pricing Power อาจเป็นโอกาสทอง แต่ในประเทศที่ GDP โตแค่ 1–2% อย่างไทยในตอนนี้ บริษัทหนี้เยอะอาจเป็นกับดักมากกว่าโอกาส

 

“อยากได้ผลตอบแทนสูง ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่า แต่ต้องกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ All-in แล้วหวังโชค”

 

บริหารจัดการพอร์ตอย่างไรในโลกที่คาดเดาไม่ได้

 

สำหรับเวทีช่วงบ่าย เปิดโต๊ะตั้งวงกับหัวข้อ ‘ถามมาตอบไว เจาะใจสายเทรด’ รวมนักกลยุทธ์ลงทุน นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน ตอบทุกคำถามลงทุน แนะนำเทรดแบบเข้าใจจริง พร้อมลุยทุกสภาพตลาด เปิดวงเล่าด้วยคำถามที่ว่า ‘บริหารจัดการพอร์ตอย่างไรในโลกที่คาดเดาไม่ได้’

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 6

 

“ทายไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ เตรียมพอร์ตให้พร้อม” นี่คือสิ่งที่ วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอก “สถานการณ์แบบนี้เป็นการพิสูจน์ว่าการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลก (Asset Allocation) ถูกต้องแล้ว”

 

เพราะหุ้นลง ทองคำอาจขึ้น หุ้นลง ตราสารหนี้อาจช่วยพยุงพอร์ต หรือต่อให้บางช่วง สินทรัพย์อาจลงพร้อมกัน แต่ในระยะยาว การกระจายพอร์ตช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้จริง

 

“แนะนำให้เพิ่มเงินสดเพื่อรอซื้อ พอร์ตที่แนะนำให้ปรับคือลดตราสารหนี้ไทยไปเพิ่มตราสารหนี้ต่างประเทศ เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย (Big Cap, ปันผลสูง) และลดหุ้นต่างประเทศ”

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 7

 

พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ CFP® กรรมการผู้จัดการสายธุรกิจหลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เห็นด้วยว่า Asset Allocation สำคัญ แต่ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง ต้องใช้ Tactical Asset Allocation (TAA) หรือการปรับพอร์ตแบบเชิงรุกตามสถานการณ์ ห้าม All-in ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเด็ดขาด ควรกระจายตัวในหลายสินทรัพย์ จะช่วยลดแรงกระแทกได้ดีที่สุดในยามที่ตลาดโลกยังลงไม่สุด

 

“ควรเตรียมเงินสดไว้รอช้อนตอนที่เห็น 3 แรงขายพร้อมกัน คือ Redemption แรงขายคืนจากนักลงทุนสถาบันหรือกองทุนต่างชาติ, Panic ความตื่นตระหนกจากนักลงทุนรายย่อยเริ่มแห่ขายตามเพราะความกลัว และ Forced Sell เมื่อราคาลงมาถึงจุดหนึ่ง บัญชีที่ใช้ Margin จะถูกบังคับขายอัตโนมัติ เมื่อ 3 แรงขายมาเมื่อไร เป็นเวลาที่เหมาะจะซื้อ”

 

ในช่วงตลาด Panic มักจะมีแรงขายจากหลายด้าน และทำให้สินทรัพย์ดีๆ ปรับลงแรง การมีเงินสด คือ ‘กระสุนสำรอง’ จะช่วยให้สามารถรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ราคาปรับลงได้ นฤมล บุญสนอง CFP® นักวางแผนการเงิน สมาคมนักวางแผนการเงินไทย แนะให้แบ่งเงินฉุกเฉินสำรอง 6-12 เดือน และควรเก็บใน Money Market หรือที่ที่มีสภาพคล่อง

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 8

 

‘ทองคำ’ ยังครองตำแหน่งสินทรัพย์ปลอดภัย

 

วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เชื่อว่า ทองยังทำหน้าที่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ระยะสั้นอาจขึ้นไม่มาก เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าและตลาดคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังไม่ลดลงอย่างชัดเจน

 

“เชื่อว่าทองคำจะกลับมาขึ้นในระยะกลาง-ยาว ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเพิ่มทองคำเป็นทุนสำรอง  เช่น ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน เริ่มลดการถือพอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ และหันมาสะสมทองคำเป็นทุนสำรองต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์และป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ โลหะเงิน (Silver) ถูกมองว่าเป็นม้ามืดที่อาจกลายเป็นสินทรัพย์สำรองที่สำคัญในอนาคต”

 

วรุตแนะกลยุทธ์หากต้องการลงทุนทอง ระยะยาว (5-10 ปี) แนะนำให้มีทองคำติดพอร์ต 5-10% โดยเน้นทองคำแท่งเพื่อความมั่นคงที่สูงกว่ากองทุน เป้าหมายทองคำอาจถึง 90,000 บาท/บาททองคำ (เทียบเท่า 6,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ที่อัตราแลกเปลี่ยน 31 บาท) แต่ถ้าเก็งกำไรต้องมีความรู้ ดูกราฟเป็น และต้อง Stop Loss ให้เป็น

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 9

 

ด้าน จรณเวท ศักดิ์ศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.พาย จำกัด (มหาชน) เลือกอ่านใจตลาดผ่าน Put-Call Ratio (PCR) เมื่อราคาทองทำ All-time High แต่ค่า PCR พุ่งสูงขึ้น แสดงว่ารายย่อยแห่กันถือฝั่ง Put (มองว่าราคาจะลง) ซึ่งมักเป็นจุดที่ต้องระวังจังหวะพลิกผัน

 

เขาบอกว่าหากดูค่า PCR ตอนนี้เริ่มนิ่งและลดลง เป็นสัญญาณที่น่ากังวลว่าแนวโน้มเดิมอาจเริ่มเปลี่ยนทิศทาง คล้ายกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดใน SET50 แนะย่อย Time Frame ให้เล็กลง เพื่อลดความผันผวนโดยรวม และสามารถหาจุด Stop Loss ที่ใกล้และสมเหตุสมผลมากขึ้น

 

นอกเหนือจากทองคำและหุ้น สินทรัพย์ที่กำลังถูกจับตาอย่างมากคือน้ำมัน ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงการเก็งกำไรจากสถานการณ์สงคราม แต่ในเชิงเทคนิคมีสัญญาณเตือนมาก่อนหน้านั้นแล้ว

 

จรณเวทมองว่าน้ำมันเป็นสินทรัพย์ที่มักได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ยกตัวอย่างในอดีต สงครามอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นกว่า 100% ภายในประมาณ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในน้ำมัน โดยเฉพาะผ่านการลงทุนใน Futures ต้องระวังเรื่อง Leverage คำแนะนำคือ นักลงทุนมือใหม่ไม่ควรใช้ Leverage สูง และควรบริหารความเสี่ยงและกำหนดจุด Stop Loss ให้เหมาะสมกับความผันผวนของตลาด เพราะน้ำมันเป็นสินทรัพย์สำหรับการเทรด ไม่ใช่การถือยาว”

 

พิชัยเสริมว่า สัปดาห์ที่แล้ว WTI (West Texas Intermediate น้ำมันดิบเกรดคุณภาพสูงจากสหรัฐฯ) ขึ้น 35% หุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในไทยยังปรับตัวน้อย เนื่องจากนักลงทุนต้องการสภาพคล่อง เชื่อว่าหากตลาดหุ้นไทยกลับมา หุ้นน้ำมันกลุ่ม Big Cap ปันผลสูงน่าจะเป็นตัวนำ

 

ภาพกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุนในตลาดผันผวน โดย SET Zooom in 10

 

เก็บหุ้นดีในช่วงตลาดเลวร้าย

 

นฤมล แชร์กลยุทธ์จัดพอร์ต Core + Satellite Portfolio รับความผันผวน

 

Core Port พอร์ตหลักที่เน้นการลงทุนระยะยาว เช่น หุ้น กองทุน ตราสารหนี้ และ Satellite Port คือพอร์ตสำหรับการเก็งกำไรหรือการเทรดระยะสั้น เช่น Futures หรือการเล่นตามธีมตลาด การแบ่งพอร์ตแบบนี้ช่วยให้พอร์ตหลักมีเสถียรภาพ ขณะที่ยังสามารถสร้างโอกาสทำกำไรจากการเทรดได้

 

“ซื้อหุ้นดีในช่วงชั่วโมงเลวร้าย” ฟังดูง่าย แต่ต้องมีเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าถูก เกณฑ์ที่ใช้คัดกรองมี 3 ข้อ คือ 1. Market Cap ใหญ่ เน้นหุ้นใน SET50 และถือไม่เกิน 10 ตัว เพื่อให้ติดตามได้จริง 2. จ่ายปันผลมากกว่า 5% ทำให้รอได้แม้ราคายังไม่ขึ้น และ 3 ลงมาจาก 52 สัปดาห์สูงสุดมากกว่า 10% เป็นสัญญาณว่า Downside ถูก Price In ไปมากแล้ว หุ้นที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสามข้อพร้อมกัน คือโอกาสที่ควรเริ่มสะสม”

 

ระหว่าง ‘กองทุนรวม’ กับ ‘ลงทุนเอง’ เริ่มต้นแบบไหนดีกว่ากัน?

 

วิน ชี้ให้เห็นว่า หน้าที่หลักของกองทุนรวมคือ “กระจายความเสี่ยง” ด้วยเงินหลักหมื่นบาท คุณสามารถลงทุนในหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ และทองคำได้พร้อมกัน โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลแทน “เราซื้อความสะดวก เราซื้อความเป็นมืออาชีพ ให้เขาช่วยทำงานแทนเรา” ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนรวมไทยยังไม่เสียภาษี และบางประเภทยังช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ถือว่าได้ประโยชน์สองเด้งในคราวเดียว

 

นฤมล เสริมว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนเอง “กว่าจะเลือกหุ้นเสร็จ หุ้นมันไปเรียบร้อยแล้ว” เพราะต้องวิเคราะห์ถึง 5 ด้าน ตั้งแต่ภาพลักษณ์ธุรกิจ งบการเงิน ประวัติปันผล ไปจนถึงแนวโน้มอนาคต นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “ค่าเทอม” ที่ต้องจ่ายผ่านความผิดพลาด ซึ่งอาจแพงกว่าที่คิด

 

“การลงทุนที่ดีไม่ใช่การเลือกทางที่ถูกที่สุด แต่คือการเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ลองแบ่งพอร์ตออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งลงทุนผ่านกองทุน อีกส่วนลองลงทุนเองแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ วิธีนี้ช่วยให้เรียนรู้ได้โดยไม่เสี่ยงทั้งหมด สิ่งสำคัญคืออย่าลืมดู Valuation ควบคู่กับทุกการตัดสินใจ โดยสามารถเช็กข้อมูล Consensus ของนักวิเคราะห์ได้ที่ https://www.settrade.com/ เพื่อเปรียบเทียบมูลค่าที่แท้จริงกับราคาตลาดปัจจุบัน” วิน กล่าว

 

ธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ

 

ทั้งนี้ นักกลยุทธ์ลงทุน นักวิเคราะห์ นักวางแผนการเงิน ยังช่วยกันวิเคราะห์ธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจตอนนี้ ได้แก่

 

ธีมความมั่นคง (Defensive) ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้นจากสงคราม แต่เป็นธีมระยะยาวที่ได้รับแรงหนุนจากการที่หลายประเทศต้องตั้งรับกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ยุโรปที่ถูกบีบให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ภายในปี 2035 และสหรัฐฯ ที่ประกาศเพิ่มงบกลาโหมขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 1.5 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งธีมนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในด้านความมั่นคงด้วย

 

ธีมเทคโนโลยีในเอเชีย ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อาจเริ่มอิ่มตัว เม็ดเงินกำลังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีในฝั่งเอเชีย (เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีต่างๆ โดยมีจุดเด่นที่ผลประกอบการดีและราคาประเมิน (Valuation) ยังไม่แพง

 

ธีมโลหะมีค่า (Precious Metals) สินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างโลหะมีค่ากำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะแร่เงิน (Silver), ทองแดง (Copper), แพลตตินัม (Platinum) และแร่หายาก (Rare Earth) ที่มีความต้องการสูงมาก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง AI, เซมิคอนดักเตอร์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

 

ธีมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความยั่งยืน (ESG) เป็นเมกะเทรนด์ระยะยาวที่โลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้สงครามจะสงบลง แต่โลกก็ยังคงร้อนขึ้นทุกวัน ปัจจุบันมีตัวเลือกในการลงทุนบนธีมนี้มากมาย ทั้งในรูปแบบกองทุนรวมและ ETF

 

ธีมอาหาร (Food) และการแพทย์/สุขภาพ (Healthcare & Wellness) เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นมากสำหรับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็น “ครัวของโลก” และมีมาตรฐานการรักษาพยาบาลในระดับสากล สินค้าเกษตรและอาหารอาจเป็นที่ต้องการสูงจากปัญหาการขาดแคลนที่เกิดจากสงครามหรือภัยแล้ง ในขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลก็เป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่ง เติบโตได้ในระยะยาว และหลายแห่งยังมีอัตราการจ่ายปันผลที่น่าสนใจและสม่ำเสมอ

 

ธีมตราสารหนี้โลก สำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนระยะยาวจากดอกเบี้ย ตราสารหนี้โลกมีความน่าสนใจมากในจังหวะนี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yield) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงเกิน 4%

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยเฉพาะบุคคล วิน แนะเพิ่มน้ำหนักในหุ้นไทย โดยเฉพาะ Big Cap ที่มีปันผลสูง เนื่องจากราคาเริ่มน่าสนใจ เนื่องจากไทยมีจุดแข็ง 2 เรื่องที่ไม่มีใครเหมือนคือ อาหาร และ Wellness & Healthcare ที่ได้มาตรฐานโลก

 

ด้านพิชัย มองหุ้นพลังงานและธนาคารที่ Big Cap และปันผลสูงน่าสนใจ ด้านนฤมล แนะนำหุ้น SET50 ที่มี Market Cap ใหญ่, จ่ายปันผลสูงกว่า 5% และราคาลงมาแล้วมากกว่า 10% จากจุดสูงสุดใน 52 สัปดาห์ ขณะที่ จรณเวท มองว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนต่ำ เหมาะกับการขาย Options เพื่อสร้าง Passive Income

 

วิน ทิ้งท้ายว่า “อย่าปิดโอกาส ประตูไหนมีให้เปิดก็พยายามเปิดทุกประตู เพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ประตูไหน ถ้ามีแค่ประตูเดียวโอกาสก็น้อยลง แต่ถ้าเปิดหลายประตูโอกาสก็มากขึ้น อย่าแค่เชียร์หุ้นไทยหรือหุ้นนอกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเราลงทุนได้ทั้งหมด”

 

สำหรับวรุฒ ทิ้งท้ายกับนักลงทุนว่า “อยากให้เน้นไปที่ความสุขในการลงทุนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนก็ขอให้มีความสุขและแฮปปี้ไปกับมัน กำไรหรือขาดทุนก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าแผนดี ความเสี่ยงน้อย โอกาสกำไรก็มีมาก แล้วถ้ากำไรด้วยมีความสุขด้วย ก็ได้ทั้งเงินและทางจิตใจ และถ้าเมื่อไรลงทุนแล้วเหนื่อยมากจนรับไม่ไหว ก็หยุดพักก่อน เมื่อหายเหนื่อยและมีกำลังแล้วค่อยกลับมาลุย”

 

สำหรับใครที่อยากฟังเทคนิคการคัดเลือกหุ้นแบบเจาะลึก และฟังมุมมองเต็มๆ จากเหล่านักลงทุน VI สามารถรับชมคลิปย้อนหลังฉบับเต็มได้ที่ YouTube ช่อง SET Zooom In

 

 

The post สรุปกลยุทธ์สู้ตลาดผันผวนจาก ‘SET Zooom in ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน’ ส่องเทคนิคบริหารพอร์ตให้รอดทุกวิกฤต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความสำเร็จไม่ใช่จุดสูงสุดแต่คือจุดเริ่มต้น ค้นหา ‘Your New WISDOM Journey’ ผ่านการเดินทางครั้งใหม่ของสองผู้บริหารบนเส้นชัยที่ต่างมุม[Advertorial] https://thestandard.co/life/the-wisdom-journey-success-growth/ Wed, 11 Mar 2026 11:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1186370

เรื่องราวการเดินทางครั้งใหม่ ‘Your New WISDOM Journey’ […]

The post เมื่อความสำเร็จไม่ใช่จุดสูงสุดแต่คือจุดเริ่มต้น ค้นหา ‘Your New WISDOM Journey’ ผ่านการเดินทางครั้งใหม่ของสองผู้บริหารบนเส้นชัยที่ต่างมุม[Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรื่องราวการเดินทางครั้งใหม่ ‘Your New WISDOM Journey’ ที่เชื่อว่าการเดินทางสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่คือ ‘เครื่องมือ’ ในการเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์ครบทุกมิติ เดอะวิสดอมกสิกรไทย ในฐานะพาร์ตเนอร์ พร้อมเดินเคียงข้างในทุกเส้นทาง เพื่อให้ความสำเร็จของลูกค้างอกงามครบ 4 มิติ ทั้งความมั่งคั่ง สุขภาพ การเติมเต็มความสุข และการเดินทางเพื่อแสวงหาประสบการณ์ใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม

 

The Standard มีโอกาสพูดคุยกับสองนักธุรกิจ ผู้เลือกเดินบนเส้นทางสายใหม่ ที่แม้จะมี ‘เส้นชัย’ และ ‘จังหวะความสำเร็จ’ ที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็มีจุดร่วมเดียวกัน คือ การไม่มองความสำเร็จเป็นจุดสิ้นสุด

 

ภาพผู้บริหารหรือลูกค้าเดอะวิสดอม กสิกรไทย สะท้อนการเดินทางสู่ความสำเร็จและการเติบโตในทุกมิติชีวิต 1

 

Your New WISDOM Journey: เมื่อความสำเร็จคือ ‘เส้นชัย’ และ ‘สมดุล’ คือจุดเริ่มต้นใหม่

 

ในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการแข่งขัน หมอหมู-นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค เคยเป็นหนึ่งในคนที่เร่งฝีเท้าเพื่อเข้าเส้นชัยโดยมีตัวเลขทางธุรกิจเป็นตัวตั้ง แต่ในวันที่เขาก้าวข้ามเส้นชัยนั้นมาได้ เขากลับพบว่านิยามของความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเงิน แต่อยู่ในแววตาของคนไข้และรอยยิ้มของคนในครอบครัว

 

ศัลยแพทย์ผู้เยียวยา ‘หัวใจ’

 

“สมัยเรียน ผมเชื่อว่าความสำเร็จคือการทำให้คนไข้หายดี แต่พอมาเป็นศัลยแพทย์ ผมพบว่างานของผมคือการเยียวยาจิตใจของคนไข้และทำให้เค้ามีรอยยิ้ม”

 

สำหรับคนไข้ การทำศัลยกรรมไม่ใช่แค่ความสวยงามภายนอก แต่คือรางวัลชีวิตเพื่อมอบ ‘จุดเริ่มต้นใหม่’ ให้กับตัวเอง

 

“ความสำเร็จ ไม่เคยดูแลเรา ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง” บทเรียนจากวันที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือน  

 

ในอดีต คุณหมอเคยผ่าตัดต่อเนื่องทั้งวันโดยไม่ได้พัก จนถึงเคสสุดท้ายที่ร่างกายส่งสัญญาณประท้วงด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรงจนทำต่อไม่ไหว วินาทีนั้นเองที่เขาตกผลึกว่า “ความสำเร็จที่มาจากการทำงานหนักจะไม่ดูแลเรา ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง”

 

นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คุณหมอเริ่มสร้าง Work-Life Balance ขึ้นมาใหม่ ลดจำนวนเคสต่อวันลง และขยับเวลาไปให้สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอย่าง ‘ครอบครัว’

 

ในทุกสัปดาห์ กิจกรรม ‘ออกรอบ’ ตีกอล์ฟกับคุณพ่อ คุณแม่ และน้องชาย จึงกลายเป็นช่วงเวลาพักกายพักใจที่ขาดไม่ได้ เพราะสำหรับคุณหมอแล้ว “ความสุขที่แท้จริงคือการเห็นคนในครอบครัวยิ้มได้”

 

นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่า “ที่ไหนมีดนตรี ที่นั่นมีความสุข” จนกลายเป็นที่มาของมุมเปียโนในโรงพยาบาล ในวันที่ไม่มีเคสผ่าตัด คุณหมอจะมานั่งเล่นเปียโนและร้องเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เสียงดนตรีไม่เพียงแต่เยียวยาคนไข้ให้ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้คุณหมอได้พักใจและมีสมาธิกับการทำงานที่รักมากขึ้นด้วย

 

ก้าวต่อไปของคุณหมอหมูในวันนี้ คือโครงการ ‘สวยด้วยใจ’ ที่ช่วยเหลือเด็กภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ไปแล้วกว่า 100 เคส โดยมีคนไข้ที่มาทำศัลยกรรมที่โรงพยาบาลร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันนี้

 

ภาพผู้บริหารหรือลูกค้าเดอะวิสดอม กสิกรไทย สะท้อนการเดินทางสู่ความสำเร็จและการเติบโตในทุกมิติชีวิต 2

 

เมื่อ New WISDOM Journey คือมิติความสมดุล ของ Wealth & Wellness

 

เพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจเดินไปด้วยกันได้อย่างสมดุล คุณหมอจึงใส่ใจกับการออกแบบจังหวะชีวิตให้ช้าลงและมีความสุขมากขึ้น

 

ในวันที่คุณหมออยากรีชาร์จพลัง การได้ใช้เอกสิทธิ์ด้านสุขภาพจากเดอะวิสดอมกสิกรไทย เช่น การไปออกกำลังกายในฟิตเนส หรือแวะไปพักผ่อนตาม Wellness Retreat เงียบๆ กลายเป็นรางวัลที่ช่วยเติมพลังได้ดีที่สุด ทำให้วันว่างกลายเป็นช่วงเวลาคุณภาพที่เติมเต็ม ‘ต้นทุนทางสุขภาพ’ ให้พร้อมกลับไปดูแลครอบครัวและคนไข้

 

ส่วนการบริหารจัดการเงิน คุณหมอใช้หลักการ ‘ความไว้วางใจ’ เหมือนที่คนไข้มอบชีวิตให้หมอดูแล โดยให้ที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพช่วยดูแลและบริหารสินทรัพย์ เพิ่มโอกาสต่อยอด และทำให้มีเวลาไปบริหารจัดการเป้าหมายอื่นๆ 

 

“การทำเพื่อตัวเองคือความสำเร็จขั้นพื้นฐาน แต่การทำเพื่อผู้อื่นมอบความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าเสมอ” สำหรับคุณหมอ ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่’ ที่สุดเกิดขึ้น ณ ‘จุดสมดุล’ ที่ซึ่ง Wellness ไม่ใช่แค่การดูแลตัวเอง แต่คือ ‘การสร้างพลัง’ เพื่อส่งต่อความสุขให้ผู้อื่น โดยมีเดอะวิสดอมกสิกรไทย ร่วมเดินทางเคียงข้าง

 

ภาพผู้บริหารหรือลูกค้าเดอะวิสดอม กสิกรไทย สะท้อนการเดินทางสู่ความสำเร็จและการเติบโตในทุกมิติชีวิต 3

 

Your New WISDOM Journey: เมื่อความสำเร็จคือการเริ่มต้นบทใหม่ที่ ‘ท้าทาย’ กว่าเดิม

 

“ถ้าเรานิยามความสำเร็จด้วยตัวเงิน เป้าหมายจะขยับหนีเราออกไปเรื่อยๆ จนไม่มีวันสิ้นสุด”

 

อ้อ-ปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) คือผู้ที่พาแบรนด์เครื่องดื่มไทยไปปักธงสร้างความสนุกในการดื่มให้กับผู้บริโภคกว่า 100 ประเทศทั่วโลก แต่สำหรับเธอ ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขในงบกำไรขาดทุนเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ ‘ความตื่นเต้น’ ทุกครั้งที่ได้เริ่มก้าวเดินบนเส้นทางใหม่

 

จาก ‘บันไดความสำเร็จ’ สู่การปักธงแบรนด์ไทยในเวทีโลก

 

เธอเล่าด้วยรอยยิ้มว่า ในวัยเด็กความสำเร็จดูจะเป็นเรื่องง่ายและมีสูตรสำเร็จเหมือนบันไดที่ทุกคนเดินตามกัน คือเรียนหนังสือ เข้ามหาวิทยาลัยที่ดี และเติบโตในหน้าที่การงาน แต่เมื่อถึงวันที่ต้องรับไม้ต่อดูแลธุรกิจครอบครัว เพดานความสำเร็จของเธอก็ขยายกว้างขึ้น โจทย์ใหญ่ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงคือ การพาแบรนด์ไทยไปเป็น Global Brand ที่ไม่ได้สร้างแค่ชื่อเสียง แต่ต้องสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับทีมงานทุกคนไปพร้อมกัน

 

แต่บนเส้นทางระดับโลกนี้ไม่มีคำว่าง่าย เพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายและความจงรักภักดีต่อแบรนด์ก็ลดน้อยลง โจทย์ยากจึงไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือการทำอย่างไรให้แบรนด์ยังคง ‘มีความสดใหม่อยู่เสมอ’ และเข้าไปอยู่ในจังหวะชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง

 

เธอเล่าว่าเวลาไปต่างประเทศ เธอชอบไปในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อสังเกตพฤติกรรมผู้คนจริงๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ากว่าในห้องประชุม

 

ยิ่งท้าทายยิ่งทำให้ ‘ใจเต้นแรง’

 

“เวลาจะตั้งเป้าหมายอะไร ต้องตั้งให้ใจเต้นแรง” นี่คือเคล็ดลับที่เป็นเหมือนเชื้อเพลิงในการใช้ชีวิต เพราะสำหรับเธอ ความรู้สึกใจเต้นแรงคือสัญญาณที่บอกว่านั่นคือสิ่งที่ท้าทายและหัวใจต้องการมันจริงๆ และความปรารถนาที่แรงกล้านี้เองที่คอยบอกเราว่า “เราสามารถทำได้ และเราแข็งแกร่งพอ”

 

ภาพผู้บริหารหรือลูกค้าเดอะวิสดอม กสิกรไทย สะท้อนการเดินทางสู่ความสำเร็จและการเติบโตในทุกมิติชีวิต 4

 

ความเปราะบางคือเรื่องธรรมดาของชีวิต

 

แม้ภาพลักษณ์ภายนอกเธอจะดูเป็นหญิงเก่งและแกร่ง แต่เธอบอกว่า “ต่อให้แกร่งแค่ไหน เราต่างก็มีความเปราะบางในตัวเสมอ”

 

ในวันที่เรื่องราวรอบตัวถาโถม เธอเลือกที่จะตัดขาดจากความวุ่นวายชั่วคราว เพื่อกลับมาอยู่กับตัวเอง และความสุขที่เติมเต็มหัวใจได้มากที่สุด คือการได้ใช้เวลากับลูกทั้ง 3 คนในวันที่พวกเขากลับจากต่างประเทศ การได้ใช้เวลาด้วยกันและทำกิจกรรมตามประสาแม่ลูก คือช่วงเวลาที่เธอได้ถอดหัวโขนของ CEO

 

และในวันที่จังหวะชีวิตเริ่มตกผลึก เธออยากใช้เวลาไปกับสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข อย่างการออกไปสำรวจโลกเพื่อพักผ่อนและค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้มากขึ้น

 

Wanderlust คือ มิติการเดินทางที่พาไปพบความหมายใหม่ใน New WISDOM Journey

 

‘จุดหมาย’ ใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือการเติมเต็มชีวิตและแรงบันดาลใจ เอกสิทธิ์ด้านการเดินทางจากเดอะวิสดอม กสิกรไทย คือ บริการระดับ VIP ที่ทำการเดินทางเพื่อเติมแรงบันดาลใจของเธอเป็นไปอย่างราบรื่นและเหนือระดับ

 

การออกเดินทางเพื่อ ‘ค้นพบ’ ชีวิตที่อิสระและไร้กังวล หัวใจสำคัญคือการมี ‘พาร์ตเนอร์’ ที่มั่นคงและดูแลอย่างดีที่สุด

 

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางโลกการเงินที่ซับซ้อน เธอมองหามุมมองที่กว้างไกลกว่าเดิม การบริการด้านความมั่งคั่งของเดอะวิสดอมกสิกรไทย ทำให้ได้ข้อมูลตลาดเชิงลึกและโอกาสการลงทุนจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น Mutual Fund หรือ Property Fund ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยต่อยอดความมั่งคั่งให้กลายเป็นความมั่นคงที่ยั่งยืน ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตในระยะยาวที่เธอวางไว้

 

“แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่มีแบบแผนตายตัวและคาดเดายาก แต่เป็นการเดินทางที่เราจะสนุกไปกับมัน”

 

เพราะเธอเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าเป้าหมายข้างหน้าจะท้าทายแค่ไหน เธอจะออกเดินทางไปถึงเส้นชัยใหม่ๆ ได้อย่างมั่นใจ เมื่อมีพาร์ตเนอร์ที่รู้ใจอย่าง เดอะวิสดอมกสิกรไทย ร่วมเดินทางเคียงข้าง ทั้งเรื่อง Wealth และ Wanderlust ในแบบ “Your New WISDOM Journey ให้ทุกความสำเร็จไปต่อในทุกมิติของชีวิต”

 

ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_4l7THIY 

The post เมื่อความสำเร็จไม่ใช่จุดสูงสุดแต่คือจุดเริ่มต้น ค้นหา ‘Your New WISDOM Journey’ ผ่านการเดินทางครั้งใหม่ของสองผู้บริหารบนเส้นชัยที่ต่างมุม[Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปทุกแนวคิดสำคัญและอินไซต์ระดับโลก จากงาน K WEALTH Forum 2026 [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/k-wealth-forum-2026/ Tue, 10 Mar 2026 10:55:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1186010 ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026

การลงทุนแห่งปี 2026 สิ่งที่สำคัญกว่าข้อมูลตลาด คือ กรอบ […]

The post สรุปทุกแนวคิดสำคัญและอินไซต์ระดับโลก จากงาน K WEALTH Forum 2026 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026

การลงทุนแห่งปี 2026 สิ่งที่สำคัญกว่าข้อมูลตลาด คือ กรอบการคิดและวิธีตัดสินใจเรื่องการลงทุน

 

นี่คือนิยามใหม่ของการลงทุนในยุคใหม่ เหตุผลก็เพราะหากเรามองไปยังภูมิทัศน์โลกนั้น นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางข้อมูลมหาศาล แต่กลับตัดสินใจได้ยากกว่าที่เคย ทั้งหมดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และโครงสร้างประชากร

 

ภายใต้บริบทนี้ K WEALTH ภายใต้ธนาคารกสิกรไทยได้จัดงาน K WEALTH Future Ready Wealth Forum 2026 เวทีสัมมนาด้านการลงทุนโดยธนาคารกสิกรไทย ดังนั้นแทนที่จะคาดเดาตลาดระยะสั้น งานสัมมนาครั้งนี้ได้มุ่งเน้นการสร้าง “กรอบคิด” และ “วิธีตัดสินใจ” ที่เหมาะสมให้นักลงทุนพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวนไม่แน่นอน ซึ่งเป็นไปตามชื่อของการเตรียมพร้อมสู่อนาคต

 

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ทำให้เราคิดเรื่องการลงทุนแบบเดิมไม่ได้แล้ว

 

หนึ่งในประเด็นหลักที่ถูกย้ำอย่างชัดเจนคือ โลกการลงทุนไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวัฏจักรเศรษฐกิจเดิมอีกแล้ว แต่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายมิติ ซึ่งส่งผลต่อการตั้งราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหมดมาจากมุมมองของ ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 2

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย

 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ซ้อนทับและเสริมแรงกัน ทำให้การวิเคราะห์การลงทุนด้วยสมมติฐานเดิม ๆ เช่น การกระจายตามประเทศหรือสินทรัพย์แบบผิวเผินไม่เพียงพออีกต่อไป

 

ดร. พิพัฒน์พงศ์ ได้เน้นย้ำว่า ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง นักลงทุนจำเป็นต้องปรับกรอบคิด โดยให้ความสำคัญกับสามฟันเฟืองหลัก ได้แก่

 

  • Diversification ไม่ใช่แค่ถือหลายสินทรัพย์ แต่ต้องเข้าใจความเชื่อมโยงและความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
  • Awareness การมองความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงทุกความเสี่ยง
  • Long-term Discipline ไม่ให้ข่าวสารรายวันมาครอบงำการตัดสินใจ

 

เศรษฐกิจไทยปี 2026 โตได้ แต่ต้องไม่ประมาทในโลกที่ความเสี่ยงอยู่ตลอดทั้งปี

 

ภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ถูกฉายให้เห็นอย่างชัดเจนบนเวที K WEALTH Forum 2026 โดย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณฟื้นตัวที่ดีกว่าคาด แต่ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะประมาทได้ในบริบทโลกที่ผันผวนสูง

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 3

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปี 2568 เติบโตเกินคาดที่ 2.5% ทำให้ทั้งปีโต 2.4% ถือเป็น Happy Problem แต่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยเน้นที่แหล่งที่มาการเติบโต ซึ่งมาจากแรงหนุนสำคัญ ได้แก่ การลงทุนและการบริโภคภาครัฐที่โดดเด่น การส่งออกที่ฟื้นตัวแรง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมถึงความเชื่อมั่นของเอกชนที่สะท้อนผ่านภาคการก่อสร้างและการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม

 

แม้เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ดนุชาย้ำว่านักลงทุนไม่ควรมองความเสี่ยง (เช่น ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ กีดกันทางการค้า ค่าเงินผันผวน) เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว เพราะความเสี่ยงจะอยู่ตลอดปี 2026 และส่งผลต่อการลงทุนและภาคธุรกิจ โดยสศช. คาดว่าเศรษฐกิจโลกโต 3% ส่วนไทยโต 1.5-2.5% โดยมีปัจจัยภายนอกเป็นตัวกำหนด นักลงทุนจึงควรคัดกรองข่าวสารและประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ แทนการตอบสนองต่อกระแสข่าวระยะสั้น

 

กลยุทธ์ลงทุนในโลกใหม่ปี 2026 เลือกให้ถูกที่ ในโลกที่ตั้งราคาสินทรัพย์ใหม่

 

John Woods, Chief Investment Office and Head of Investment Solutions, Asia จาก Lombard Ordier Group มองว่าภาพเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย โดยประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มเติบโตแบบมีเสถียรภาพ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงิน ขณะที่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจโลกจะหยุดชะงักโดยรวม

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 4

John Woods

Chief Investment Office and Head of Investment Solutions, Asia

จาก Lombard Odier

 

อย่างไรก็ตาม John เน้นว่า การเติบโตในรอบนี้จะไม่กระจายตัวอย่างเท่าเทียม โดยตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ในเอเชีย ละตินอเมริกา และยุโรปตะวันออก ถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก จากทั้งปัจจัยด้านมูลค่าที่น่าสนใจ ศักยภาพการเติบโตของกำไร และแรงหนุนจากแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดเหล่านี้มากขึ้น

 

ในมุมมองของ Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia จาก J.P. Morgan Asset Management กล่าวว่า การลงทุนใน AI ที่ยั่งยืนในระยะยาว ไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มจากบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ควรมองลึกไปถึง ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของ AI ตั้งแต่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เพราะในหลายกรณี บริษัทที่อยู่ “หลังบ้าน” กลับสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าบริษัทปลายน้ำที่เป็นแบรนด์ระดับโลก

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 5

Alexander Treves

Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia

จาก J.P. Morgan Asset Management

 

Alexander ชี้ว่า เอเชียคือศูนย์กลางการผลิตที่แท้จริงของอุตสาหกรรม AI โลก โดยครองสัดส่วนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ราว 70% ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กว่า 40% ไหลเข้าสู่บริษัทฮาร์ดแวร์ในภูมิภาคนี้ ที่สำคัญคือ มูลค่าหุ้นของตลาดเอเชียยังต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ AI Supply Chain ในเอเชียกลายเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างในยุคที่โลกกำลังประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่

 

ในมุมของ ศิริพร สุวรรณการ CFA, CPF® K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย มองว่าปี 2026 ไม่ใช่ปีของการไล่ซื้อสินทรัพย์ที่เคยให้ผลตอบแทนโดดเด่นในอดีต แต่เป็นปีของ Rotation และการเลือกลงทุนอย่างมีวินัย โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าสูงแล้ว อาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป ขณะที่ตลาดยุโรปและหุ้นเทคโนโลยีในเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน AI กลับมีอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่น่าสนใจกว่า

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 6

ศิริพร สุวรรณการ

CFA, CPF® K WEALTH CIO

 

ศิริพร ยังชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานยุคดิจิทัล ตั้งแต่พลังงาน ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล จะเป็นผู้ชนะเงียบในโลกที่ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน ยังคงแนะนำการจัดพอร์ตด้วยกลยุทธ์ Core & Satellite ซึ่ง Core Port แนะนำกลุ่มกองทุน K-WealthPLUS Series ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ขณะที่ Satellite Port แนะนำกองทุนที่มีโอกาสทำกำไรในเทรนด์ปัจจุบัน เช่น กองทุน K-ATECH, K-GINFRA, ES-EG รวมถึงการพิจารณาสินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) สำหรับนักลงทุนที่รับสภาพคล่องได้ จะช่วยให้พอร์ตสามารถรับมือกับโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติได้ดียิ่งขึ้น

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 7

กลยุทธ์จัดพอร์ตที่ทำให้นักลงทุน “นอนหลับได้” รับมือความผันผวนของตลาด

 

แม้มีความเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจและกลยุทธ์ดี แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนพลาดเป้าหมายระยะยาวไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์ผิด ทว่าเป็นการตัดสินใจคลาดเคลื่อนเมื่อตลาดผันผวนรุนแรง

 

ประเด็นนี้ได้รับการตอกย้ำอย่างชัดเจนจาก วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ได้ระบุว่า ความสำเร็จของการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแสวงหาคำแนะนำที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการมี “ระบบ” ที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถทำสิ่งที่ควรทำได้อย่างสม่ำเสมอ

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 8

วีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH

 

วีระพลสรุปแนวคิดสำคัญออกมาเป็น 3 กฎเหล็กของการจัดพอร์ตให้นอนหลับได้

 

1) รวบรวมพอร์ตให้เห็นภาพรวมที่แท้จริง (Consolidate Portfolio)

 

นักลงทุนหลายคนมักเข้าใจผิดว่าตนเองกระจายความเสี่ยงดีแล้ว แต่เมื่อนำสินทรัพย์ทั้งหมดมารวมกัน อาจพบว่าความเสี่ยงยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศหรือธีมใดธีมหนึ่งโดยไม่รู้ตัว การรวมพอร์ตจึงเป็นก้าวแรกที่จำเป็น

 

2) กำหนด 1 เป้าหมาย ต่อ 1 พอร์ต

 

การแยกพอร์ตตามวัตถุประสงค์ เช่น พอร์ตระยะสั้น พอร์ตหลัก หรือพอร์ตเกษียณ อาจไม่ได้เพิ่มผลตอบแทนในทันที แต่มีบทบาทสำคัญในการแยก “อารมณ์” ออกจากการตัดสินใจลงทุน และช่วยป้องกันไม่ให้นักลงทุนนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

 

3) มีระบบติดตามพอร์ตอย่างต่อเนื่อง (Smart Monitoring)

 

วีระพลชี้ว่านี่คือจุดอ่อนสำคัญของนักลงทุนส่วนใหญ่ ที่มักปล่อยให้พอร์ตเคลื่อนไหวไปเองหลังจากลงทุนโดยไม่มีการติดตามอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขจุดนี้ K WEALTH ได้พัฒนา AI Agent “Kevin” บนแอปพลิเคชัน K PLUS ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยติดตามพอร์ต ไม่ใช่การซื้อขายแทนนักลงทุน แต่จะช่วยกลั่นกรองข่าวสาร ส่งสัญญาณเตือนเมื่อพอร์ตเริ่มเบี่ยงเบนจากเป้าหมาย และเสริมบริบทด้วยมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้นักลงทุนลดการตัดสินใจที่มาจากอารมณ์ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 9

เป็นการตอกย้ำว่า การลงทุนระยะยาวในปี 2026 ต้องอาศัยทั้งกรอบคิดที่ถูกต้อง กลยุทธ์ที่เหมาะสม และระบบที่ช่วยดูแลพฤติกรรมของนักลงทุน เพื่อให้สามารถอยู่กับความผันผวนของโลกได้อย่างมั่นใจ และไม่หลุดออกจากเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้น

 

ความได้เปรียบของนักลงทุนปี 2026 คือ “กรอบการคิด” ไม่ใช่การคาดเดา

 

บทเรียนจาก K WEALTH Forum 2026 ที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ โลกการลงทุนปีนี้ไม่ได้ต้องการคนที่เดาตลาดเก่งที่สุด แต่ต้องการคนที่เข้าใจแก่นแท้ของการเปลี่ยนแปลง แล้วออกแบบพอร์ตให้พร้อมรับมือได้หลายสถานการณ์พร้อม ๆ กัน ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังปรับฐานราคาสินทรัพย์ใหม่ ความผันผวนเลยไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมการลงทุนไปแล้ว

 

 

ภาพผู้บริหารและนักลงทุนจากงาน K WEALTH Forum 2026 ร่วมแบ่งปันแนวคิดการลงทุนรับมือเศรษฐกิจปี 2026 10

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4aRh9VU

 

*ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน (เนื้อหานี้สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย)

 

 

The post สรุปทุกแนวคิดสำคัญและอินไซต์ระดับโลก จากงาน K WEALTH Forum 2026 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Frasers Property Thailand มุ่งเป้าเติบโตปี 2026 ด้วยจุดแข็ง Multi-Asset Class Portfolio [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/frasers-property-2026-multi-asset/ Tue, 10 Mar 2026 08:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1184554

หลังจากปี 2025 Frasers Property Thailand (FPT) ผู้นำด้า […]

The post Frasers Property Thailand มุ่งเป้าเติบโตปี 2026 ด้วยจุดแข็ง Multi-Asset Class Portfolio [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากปี 2025 Frasers Property Thailand (FPT) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยได้สร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายได้รวม 14,686 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,455 ล้านบาท

 

ในปี 2026 FPT วางกลยุทธ์การเติบโตอย่างชัดเจนผ่าน Multi-Asset Class Portfolio ที่ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย (Resdential) อุตสาหกรรม (Industrial) และพาณิชยกรรม (Commercial Mixed-use)

 

หัวใจสำคัญคือการกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลของรายได้ ผ่านพอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์หลากหลาย โดยโครงสร้างพอร์ตในปัจจุบันประกอบด้วย

 

  • Industrial สัดส่วน 50%
  • Residential สัดส่วน 40%
  • Commercial Mixed-use สัดส่วน 10%

 

Industrial & Logistics เครื่องยนต์หลักของการเติบโต

 

FPT มุ่งขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าให้เช่าในทำเลยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับดีมานด์จากการปรับโครงสร้างของซัพพลายเชนและการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในอาเซียน

 

  • Pipeline จำนวน 6 โครงการ (พื้นที่ประมาณ 188,000 ตารางเมตร)
  • AUM รวม 4 ล้านตารางเมตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.8 ล้านตารางเมตร

 

Industrial Estate การปูฐานการเติบโตแห่งอนาคต

 

นอกจากสินทรัพย์ให้เช่า FPT ยังขยายการเติบโตระยะยาวด้วยธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร รองรับการลงทุนใน EEC

 

  • ARAYA The Eastern Gateway มี Land Bank รวม 4,600 ไร่ ปี 2025 ขายได้ 600 ไร่ ปีนี้ตั้งเป้าปิดดีล 400 ไร่
  • เตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรี พื้นที่กว่า 2,200 ไร่

 

Residential เดินหน้าเติบโตอย่างมั่นคง

 

FPT ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ ออกแบบสินค้าและบริการโดยยึดความต้องการลูกค้าเป็นสำคัญ เลือกสรรทำเลที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์การอยู่อาศัย

 

  • โครงการเปิดใหม่ 4 โครงการ
  • มูลค่าโครงการรวม 7,300 ล้านบาท

 

Commercial Mixed-use เสริมเสถียรภาพรายได้ระยะยาว

 

ธุรกิจ Commercial Mixed-use มาจากพอร์ตอาคารสำนักงานคุณภาพสูงและรีเทลในย่าน CBD โดยปีนี้ได้ Synergy การทำงานร่วมกับโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok)

 

  • AUM รวม 1.84 ล้านตารางเมตร ใหญ่ที่สุดในไทย
  • มี 7 โครงการมิกซ์ยูส และ 10 อาคารสำนักงานใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT

 

เป้าหมายเติบโต 15,045 ล้านบาทด้วย Multi-Asset Class Portfolio

 

จากแผนงานทั้งหมด FPT ตั้งเป้ารายได้ปี 2026 ไว้ที่ 15,045 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนการเติบโตที่มาจากการขยายสินทรัพย์ มีสินทรัพย์ที่หลากหลาย บริหารพอร์ตอย่างสมดุล เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการเร่งขยายเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือไล่ตามวัฏจักรตลาดระยะสั้น 

 

FPT ไม่ได้มองการเติบโตเป็นเพียงตัวเลขในงบการเงิน แต่เป็นกระบวนการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว พร้อมรับมือกับความผันผวน และต่อยอดโอกาสใหม่ในอนาคตอย่างมีระบบ

 

 

The post Frasers Property Thailand มุ่งเป้าเติบโตปี 2026 ด้วยจุดแข็ง Multi-Asset Class Portfolio [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SuperShield : นวัตกรรมสีสะท้อนร้อน 99.2% บทพิสูจน์ความทนทานกว่า 4 ทศวรรษ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/toa-supershield-3/ Tue, 10 Mar 2026 08:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1186021 ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุน […]

The post SuperShield : นวัตกรรมสีสะท้อนร้อน 99.2% บทพิสูจน์ความทนทานกว่า 4 ทศวรรษ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) และอุณหภูมิเฉลี่ยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นความท้าทายหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้พลังงานในภาคที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะภาระค่าไฟฟ้าจากการใช้ระบบปรับอากาศที่อาจสูงถึง 50–60% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงฤดูร้อน

 

ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสีอันดับ 1 ของไทย บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA จึงประกาศยกระดับมาตรฐานการปกป้องบ้านผ่านแคมเปญ “SuperShield ที่สุดแห่งการปกป้องบ้าน” เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของสีซุปเปอร์ชิลด์ นวัตกรรมที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

 

“วันนี้ SuperShield ถูกพัฒนาไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่สีทาบ้านที่ทนทานเพียงอย่างเดียว แต่คือผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อน และช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดภาระค่าไฟฟ้าของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม” จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ 1

 

บทพิสูจน์แห่งความเชื่อมั่น: จากมาตรฐานสากลสู่การใช้งานจริงโดย ‘ตูน บอดี้สแลม’

 

การกลับมาของ SuperShield ในครั้งนี้ มาพร้อมกับการถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ โดยได้ “ตูน – อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน – บอดี้สแลม” พร้อมด้วยครอบครัว มาร่วมบอกเล่าความไว้วางใจในการเลือกใช้สีซุปเปอร์ชิลด์เพื่อปกป้องบ้านหลังใหม่ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ติดชายทะเลที่มีความท้าทายทั้งด้านความร้อนและความชื้นสูง

 

ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ 2

 

นี่คือบทสะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพที่ผ่านการพิสูจน์กาลเวลากว่า 45 ปี และการทดสอบ QUV นานถึง 7,000 ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน มอก. ถึง 7 เท่า เพื่อให้มั่นใจว่าบ้านและครอบครัวที่รักจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุดในทุกสภาวะอากาศ

 

ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ 3

 

‘Triple Technology’ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อการปกป้องอย่างสมบูรณ์แบบ

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้ SuperShield ก้าวข้ามขีดจำกัดของสีทาอาคารทั่วไป คือการผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อการบริหารจัดการความร้อนอย่างเป็นระบบ:

 

  • นาโน ไทเทเนียม (Nano Titanium): อนุภาคนาโนที่มีความหนาแน่นสูง จัดเรียงตัวเป็นฟิล์มสีที่แข็งแกร่ง ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันพื้นผิวจากการกัดกร่อนและทุกสภาวะอากาศ

 

  • แบเรียม (Barium): อนุภาคเม็ดสีพิเศษที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในการสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงแดด (Solar Reflectance) ได้สูงถึง 99.2% พร้อมช่วยคายความร้อนออกจากผนัง (Thermal Emittance) ได้สูงถึง 90%

 

  • Silica Aerogel: นวัตกรรมหนึ่งเดียวในไทยที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนระดับนาโน ป้องกันไม่ให้ความร้อนไหลผ่านผนังเข้าสู่ภายในตัวบ้าน ช่วยลดอุณหภูมิสะสมในช่วงกลางวัน ส่งผลให้บ้านเย็นเร็วขึ้นเมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ

 

ยืนยันด้วยผลวิจัย: ลดอุณหภูมิสูงสุด 8.1 องศาเซลเซียส และช่วยประหยัดพลังงาน

 

ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ 4

 

ความสำเร็จของ SuperShield ได้รับการยืนยันผ่านงานวิจัยร่วมกับ ผศ.ดร.พัฒนะ รักความสุข จากคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยใช้แบบจำลอง EnergyPlus ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการคำนวณการใช้พลังงานภายในอาคาร

 

ผลการทดสอบพิสูจน์ให้เห็นว่า สีซุปเปอร์ชิลด์สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม:

 

  • ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้สูงสุดถึง 8.1 องศาเซลเซียส
  • ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศอย่างมีนัยสำคัญ
  • สามารถประหยัดค่าไฟได้สูงสุดถึง 38.3% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 13,700 บาทต่อปี (อ้างอิงจากแบบจำลองพื้นที่ใช้สอย 220 ตร.ม.)

 

มุ่งสู่ความยั่งยืนด้วยมาตรฐาน EPD รายแรกในประเทศไทย

 

ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ 5

 

ไม่เพียงแต่ความโดดเด่นด้านประสิทธิภาพ แต่ TOA ยังขับเคลื่อนองค์กรภายใต้พันธกิจ TOA 7-GREEN MISSION เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 โดย SuperShield เป็นผลิตภัณฑ์สีรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับฉลาก EPD (Environmental Product Declaration) ตามมาตรฐาน ISO 14025

 

ภาพประกอบสี SuperShield นวัตกรรมสีสะท้อนความร้อนจาก TOA พร้อมคุณสมบัติทนทานยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ 6

 

ฉลากนี้เป็นการแสดงข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบจนถึงการกำจัดซากอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบตามหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance)

 

เพราะการสร้างบ้านคือการส่งมอบความสุขและความมั่นคงในระยะยาว การเลือกใช้สีทาอาคารที่มีนวัตกรรมรองรับจึงเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า ทั้งในแง่ของการดูแลรักษาและการประหยัดพลังงาน

 

ร่วมสัมผัสที่สุดแห่งการปกป้องบ้านที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลกับ สี SuperShield จาก TOA ได้แล้ววันนี้ ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายและศูนย์ผสมสี TOA Color World ทั่วประเทศ

The post SuperShield : นวัตกรรมสีสะท้อนร้อน 99.2% บทพิสูจน์ความทนทานกว่า 4 ทศวรรษ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกะ ‘Secret Recipe’ สูตรลับพิชิต 1,226 สาขา ครบ 77 จังหวัด ของ KFC ประเทศไทย [Advertorial] https://thestandard.co/kfc-thailand-77-provinces-growth/ Mon, 09 Mar 2026 09:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1185445

ในสมรภูมิ Quick Service Restaurant ของไทยมีการแข่งขันสู […]

The post แกะ ‘Secret Recipe’ สูตรลับพิชิต 1,226 สาขา ครบ 77 จังหวัด ของ KFC ประเทศไทย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในสมรภูมิ Quick Service Restaurant ของไทยมีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา KFC ไม่เพียงรักษาตำแหน่งผู้นำที่ครองใจคนไทยมากว่า 41 ปี ไว้อย่างเหนียวแน่น แต่ล่าสุดยังทุบสถิติขยายสาขาไปถึง 1,226 แห่ง ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วไทย ครองแชมป์ QSR แบรนด์แรกที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในไทยได้สำเร็จ

 

ความสำเร็จนี้ยังทำให้ KFC ประเทศไทยถูกยกขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ KFC South Asia ทั้งในแง่จำนวนสาขาและการเติบโต รวมถึงติดอันดับ 1 ใน 10 ตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกในเครือข่าย KFC ทั่วโลก และครองตำแหน่งเบอร์ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ทั้งในแง่จำนวนสาขาและการเติบโต ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของทีมไทยที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และความเชื่อมั่นของพาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมแกร่งการเติบโตที่ยั่งยืนของแบรนด์

 

 

‘People Power’ พลังขับเคลื่อน KFC สู่เบอร์ 1 ในใจคนไทยมากว่า 40 ปี

 

เศกไชย ชูหมื่นไวย General Manager KFC South Asia ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยสามารถขยายสาขาครอบคลุม 77 จังหวัดได้ คือพลังของ ‘บุคลากร’ ในทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานหน้าร้าน พนักงานออฟฟิศ ผู้จัดการร้าน ซัพพลายเออร์ และพาร์ทเนอร์ทุกภาคส่วน รวมถึงแฟรนไชส์ซี 3 ราย ได้แก่ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG), เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ (RD) และ เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) ที่เดินร่วมทางกับ Yum! มาตลอด 41 ปี

 

เศกไชย ชูหมื่นไวย General Manager KFC South Asia

เศกไชย ชูหมื่นไวย General Manager KFC South Asia

 

“เราทำงานร่วมกันในทุกด้าน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ บริหารจัดการ แก้ไขปัญหา ไปจนถึงการรับฟังและนำเสียงสะท้อนของลูกค้ามาพัฒนาประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น”

 

เศกไชยกล่าวเสริมว่า “หัวใจสำคัญของเราคือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพราะหมุดหมายแรกของ KFC คือการส่งมอบประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้ทุกคนที่เข้ามากิน KFC ได้รับความสุขกลับไปทุกครั้ง การที่ทุกคนในองค์กรมีเป้าหมายร่วมกัน เปรียบเสมือน ‘Secret Recipe’ ที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดและเติบโตเคียงคู่คนไทยมาได้ยาวนานกว่า 41 ปี”

 

Synced for Success: แฟรนไซส์ซี พันธมิตรที่จับมือเดินไปด้วยกัน

 

เศกไชย บอกว่า แฟรนไชส์ซี มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อน KFC ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค South Asia เพราะสำหรับ KFC แฟรนไชส์ซีคือ ‘พันธมิตรที่จับมือและเดินไปด้วยกัน’ ในทุกมิติ ตั้งแต่การร่วมวางกลยุทธ์ บริหารจัดการ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

 

หัวใจสำคัญของการบริหารความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง KFC และแฟรนไชส์ซี ยังอยู่ที่การมีวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและจริงใจ

 

“เมื่อมีความโปร่งใสและความจริงใจเป็นพื้นฐาน ความร่วมมือจึงแข็งแรง เราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนได้อย่างตรงไปตรงมา เราเดินไปพร้อมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และเติบโตไปด้วยกัน ทั้งในระดับแบรนด์ บุคลากร และการปฏิบัติงานในร้าน นี่คือหลักการสำคัญในการบริหารจัดการของ KFC ที่ทำให้เครือข่าย KFC ในภูมิภาคเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

 

ภาพ KFC สาขาในประเทศไทย แสดงถึงความสำเร็จในการขยายครบ 77 จังหวัด 3

 

อรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด แฟรนไชส์ซีผู้บริหารร้าน KFC ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้ง 3 สาขา กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในแฟรนไชส์ซีหลักของแบรนด์ KFC ในประเทศไทย เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ของประเทศ ด้วยศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจเครือข่ายสาขาขนาดใหญ่กว่า 550 สาขา ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า การเปิดสาขาล่าสุดในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ ของความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง QSA และ KFC ประเทศไทย ในการผลักดันการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน QSA มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ให้กับ KFC ประเทศไทย สู่การก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ ของการมีจำนวนสาขา 1,226 สาขาทั่วประเทศ ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาด QSR ของประเทศไทยอย่างแท้จริง”

 

ภาพ KFC สาขาในประเทศไทย แสดงถึงความสำเร็จในการขยายครบ 77 จังหวัด 4

 

บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในสมรภูมิ QSR ระดับภูมิภาค

 

ในระดับภูมิภาค ตลาด QSR ถือเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญที่มีบทบาทต่อ GDP ของแต่ละประเทศ เศกไชยมองว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือลูกค้า และนั่นคือแรงผลักดันให้ KFC ไม่หยุดที่จะพัฒนา ทั้งการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

ภาพความสำเร็จของ KFC ประเทศไทยในการขยายสาขาครบ 1,226 แห่งใน 77 จังหวัด ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่คือบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำตัวจริงในระดับภูมิภาค ส่งให้ไทยมีบทบาทที่โดดเด่นในเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยขนาดเครือข่ายสาขาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สั่งสมมากว่า 41 ปี และความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับประเทศ

 

ความสำเร็จของประเทศไทยยังเป็นต้นแบบการเรียนรู้ ให้กับตลาดอื่นๆ ทั้งในเอเชียใต้และอาเซียน “เราตั้งใจนำประสบการณ์ด้านการขยายสาขา การบริหารเครือข่าย และการสร้างความผูกพันกับลูกค้า ไปแบ่งปันให้กับประเทศอื่นๆ เราโดดเด่นด้านการบริหารแบรนด์และสร้างการรับรู้ในตลาด จึงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ KFC ทั้งภูมิภาค” 

 

เศกไชยบอกว่า KFC มีกลไกและเวทีให้แฟรนไชส์และทีมงานจากแต่ละประเทศแลกเปลี่ยน Best Practices และ Local Insights อย่างสม่ำเสมอ การแชร์และการเรียนรู้ร่วมกัน จึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทั้งภูมิภาค

 

“ด้วยความที่ KFC South Asia และอาเซียนต้องบริหารตลาดที่มีความหลากหลายสูง ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค แม้แต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกตลาดมีร่วมกันคือ ‘ความคาดหวังต่อคุณภาพและประสบการณ์ที่ดี’ ไม่ว่าลูกค้าจะเดินเข้าร้าน KFC ที่ประเทศไหน สาขาใด หรือช่วงเวลาใด สิ่งที่พวกเขาควรได้รับคือไก่ที่กรอบ อร่อย ได้มาตรฐาน และความสุขที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

 

หนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายที่สุด คือการรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความเป็นหนึ่งเดียวของแบรนด์’ และ ‘ความหลากหลายของแต่ละตลาด’ เศกไชยบอกว่าทุกอย่างต้องเริ่มจาก ‘Customer First’ ซึ่งเป็นหัวใจของ DNA แบรนด์

 

“ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรภายในหรือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เรามอง ‘ลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด’ และอีกเสาหลักที่ขาดไม่ได้คือ ‘พนักงาน’ เมื่อเรายึดสองสิ่งนี้เป็นศูนย์กลาง เราจะสามารถปรับตัวรับมือกับความแตกต่างด้านรสนิยมและวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม โดยไม่สูญเสียภาพลักษณ์และมาตรฐานของ KFC

 

ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย

ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย

 

สมรภูมิ QSR ไทยแข่งกันที่ ‘อินไซต์’ ไม่ใช่แค่ราคา

 

เมื่อโฟกัสมาที่สมรภูมิ QSR ในประเทศ ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย บอกว่าดุเดือดไม่แพ้กัน “ความท้าทายของ QSR ในไทย ชี้วัดกันที่ว่าใครเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคมากกว่ากัน ในวันที่ทางเลือกมีมากขึ้น ความยากอยู่ที่การรักษา Market Share ต้องพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้คุณภาพและราคาของ KFC เป็นจุดที่ลูกค้ายังเลือกเราไปเรื่อยๆ”

 

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ KFC มุ่งพัฒนาทั้งรูปแบบสาขาและการเข้าถึงลูกค้าในทุกพื้นที่ นอกจากการเปิดในห้างสรรพสินค้าและ Freestanding Drive-thru แล้ว ยังขยายไปสู่รูปแบบปั๊มน้ำมันและ Stand-alone ที่เข้าถึงได้หลากหลายยิ่งขึ้น

 

ภาพ KFC สาขาในประเทศไทย แสดงถึงความสำเร็จในการขยายครบ 77 จังหวัด 6

 

เบื้องหลังการขยายสาขาไปครบครอบคลุมทั่วประเทศ

 

ศศิพินทุ์ บอกว่าตลอด 41 ปีที่ผ่านมา KFC ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และการเปิดสาขาในจังหวัดสุดท้ายในปีนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ KFC ประเทศไทย ที่เกิดจากความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง การทำงานของทีมไทย และความเชื่อว่าแบรนด์ต้องเติบโตไปพร้อมกับชาวไทยทุกคน

 

“แน่นอนว่า มาตรฐานและคุณภาพของแบรนด์คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าทั่วประเทศรักไก่ทอดของ KFC ความสามารถในการคิดค้นเมนูและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงการทำแคมเปญต่างๆ ที่ทำให้ลูกค้าชื่นชม แต่ความสำเร็จยังถูกปูทางผ่านแผนการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายสาขา” 

 

ศศิพินทุ์อธิบาย ความสำเร็จของ KFC ในการขยายครบทุกจังหวัด เพราะไม่ยึดติดกับโมเดลสาขาแบบเดียวทั่วประเทศ แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างมาตรฐานแบรนด์ระดับโลก ความเข้าใจลูกค้าในระดับท้องถิ่น ความยืดหยุ่นในการเลือกทำเลและรูปแบบร้าน ทำให้ KFC สามารถเป็นแบรนด์ระดับประเทศที่ยังคงความใกล้ชิดกับชุมชนในแต่ละพื้นที่ และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

 

“เราจะปรับรูปแบบให้เหมาะกับศักยภาพและบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น สาขาขนาดใหญ่ในเมืองหลักและศูนย์การค้า สาขาในปั๊มน้ำมันสำหรับจังหวัดที่มีการเดินทางสูง ไปจนถึงสาขาชุมชนที่ออกแบบให้เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับชุมชน และทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นในเชิงวัฒนธรรม” 

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘Local Insight’ ของ KFC ไม่ได้สะท้อนออกมาในรูปของเมนูที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เพราะมาตรฐานเมนูต้องเป็นหนึ่งเดียวทั่วประเทศ แต่จะแฝงอยู่ในองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เฉียบขาดกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบโปรโมชันที่เหมาะกับกำลังซื้อในพื้นที่ ช่วงเวลาการขายที่สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้า และการสื่อสารที่ใช้ภาษาหรือโทนที่เข้าถึงคนท้องถิ่น

 

“เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทำเลเพื่อเปิดสาขา พัฒนาเมนู ไปจนถึงการออกแบบร้านในแต่ละจังหวัด ต้องเข้าใจ Local Insight ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ กำลังซื้อ รูปแบบการใช้ชีวิต หรือโอกาสในการบริโภคอาหารนอกบ้าน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ KFC สามารถออกแบบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละจังหวัดได้อย่างแม่นยำ”

 

เศกไชยเสริมว่า เป้าหมายของ KFC ประเทศไทย คือการเป็นแบรนด์ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่เท่านั้น หัวใจของความสำเร็จคือ ‘ความเข้าใจลูกค้าในทุกพื้นที่’ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาสินค้า บริการ และการสื่อสารให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น แนวทางดังกล่าวจะยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว ทั้งในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค

 

ภาพ KFC สาขาในประเทศไทย แสดงถึงความสำเร็จในการขยายครบ 77 จังหวัด 7

 

‘ฝ่าโค้งมาฟินไก่’ แคมเปญฉลองเคเอฟซีครบ 77 จังหวัด ที่แม่ฮ่องสอน บทพิสูจน์การใช้ Hyper-localization เข้าถึงอินไซต์และใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง

 

แคมเปญ ‘ฝ่าโค้งมาฟินไก่ ฉลองเคเอฟซีครบ 77 จังหวัด ที่แม่ฮ่องสอน’ ระหว่างวันที่ 5 – 11 มีนาคม 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำ Hyper-Localization ที่สะท้อนแนวคิดสำคัญของ KFC คือการเข้าใจทั้งภาพรวมของลูกค้าและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ 

 

ศศิพินทุ์เล่าว่า จุดตั้งต้นของแคมเปญมาจากการลงลึกเพื่อหาเอกลักษณ์ความเป็น ‘แม่ฮ่องสอน’

 

“แม่ฮ่องสอนมีลักษณะพิเศษมากๆ คือต้องผ่านโค้งกว่า 1,864 โค้งจึงจะไปถึง ไม่ใช่จังหวัดที่ไปถึงง่ายๆ และยังเป็นจังหวัดสุดท้ายที่เราเปิดสาขาด้วย ด้วยความที่ไปยากนี่แหละ ทำให้เราคิดว่าจะทำยังไงให้เป็นแคมเปญที่มีความสนุกตาม DNA ของแบรนด์ ในขณะเดียวกันก็เข้าใจอินไซต์คนในพื้นที่ด้วย”

 

ภาพ KFC สาขาในประเทศไทย แสดงถึงความสำเร็จในการขยายครบ 77 จังหวัด 8

 

ความสนุกของแคมเปญนี้มาจากการหยิบมุกที่คนแม่ฮ่องสอนรู้กันดีเรื่องการเมารถมาสร้างเป็นกิมมิคด้วยการ แจก ‘ถุงฮาก’ บนรถสมบัติทัวร์ จากสถานีขนส่งหมอชิต 2 (จตุจักร) สายกรุงเทพฯ – แม่ฮ่องสอน และรถเหลืองที่ตลาดสายหยุด ส่งถึงหน้าร้าน KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน รวมถึง The Farm Cafe อ.ปางมะผ้า, Khwamsukh Cafe อ.สะเมิง และ Cha Lamon Cafe อ.ปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมรับสิทธิ์ ที่สาขา KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน และผู้ที่พิชิต 1,864 โค้งได้โดยที่ถุงฮากยังสะอาดอยู่ เตรียมโปรโมชันพิเศษพร้อมรับบักเก็ตลายเอ็กซ์คลูซีฟในราคาเพียง 77 บาท ประกอบด้วย ไก่ทอด 7 ชิ้น และวิงซ์แซ่บ 7 ชิ้น ที่ KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน

 

จุดเด่นเรื่องเส้นทาง 1,864 โค้งและความลำบากกว่าจะผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวมากมาย ไม่เพียงสื่อสารว่า แม้การเดินทางจะยากลำบากแค่ไหน แต่ปลายทางนั้นคุ้มค่าที่จะได้สัมผัสความสุขจากการทาน KFC ยังผูกโยงความสำเร็จของ KFC ที่ขยายสาขาได้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดสุดท้าย ตอกย้ำความพยายามของแบรนด์ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

 

ภาพ KFC สาขาในประเทศไทย แสดงถึงความสำเร็จในการขยายครบ 77 จังหวัด 9

 

ก้าวต่อไปของ KFC ประเทศไทย

 

แม้จะปักธงครบ 77 จังหวัดได้ตามเป้า แต่ KFC ไม่หยุดอยู่แค่นี้ ศศิพินทุ์บอกว่าจะยังคงมีการขยายสาขาต่อเนื่อง ทั้งในเมืองรองและระดับต่ำกว่าอำเภอ พร้อมปรับปรุงสาขาเดิมให้ทันสมัย รวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน

 

ปัจจุบัน KFC ประเทศไทยครองส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในระดับสูง ซึ่งความท้าทายคือการต่อยอดความสำเร็จนี้ ผ่านการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเจเนอเรชัน

 

“เราต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกๆ ปี มีการพัฒนาโมเดลร้านให้เข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้น นอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพสินค้าและอาหารของเรา”

 

เศกไชยกล่าวเสริมว่า KFC ประเทศไทย ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่ต้องการสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ในระยะยาว “เป้าหมายคือการรักษาความเชื่อมั่นและความรักจากลูกค้าให้คงอยู่ต่อไปอีกหลายทศวรรษเช่นเดียวกับที่ผ่านมา 41 ปี”

 

หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ KFC ไม่ใช่เพียงร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน และเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยและภูมิภาคในระยะยาว

 

ในมิติของความยั่งยืนอื่นๆ  KFC ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ทั้งพนักงานหน้าร้านและทีมออฟฟิศ รวมถึงการสร้างโอกาสให้สังคมผ่านโครงการ KFC Foundation ในแต่ละประเทศ

 

ภาพ KFC สาขาในประเทศไทย แสดงถึงความสำเร็จในการขยายครบ 77 จังหวัด 10

 

สำหรับประเทศไทย หนึ่งในพันธกิจที่ภาคภูมิใจที่สุดคือการเปิดประตูให้ผู้ด้อยโอกาสได้กลับเข้าสู่สังคม ได้พัฒนาทักษะ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเอง ซึ่งช่วยยกระดับบทบาทของ KFC จากแบรนด์ QSR สู่การเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง

 

การเดินทางตลอด 41 ปีของ KFC ประเทศไทย สู่หมุดหมาย 1,226 สาขาครบ 77 จังหวัด ไม่ใช่เพียงความสำเร็จในเชิงตัวเลข แต่คือบทพิสูจน์ของแบรนด์ที่รู้จัก ปรับตัวให้เท่าทันโลกดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ไม่เคยเปลี่ยนใจจากมาตรฐานความใส่ใจในคุณภาพและผู้คน

 

และในอีก 41 ปีข้างหน้า เมื่อสมรภูมิ QSR ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น KFC ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาวุธที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีหรือจำนวนสาขา แต่คือ ‘ความจริงใจ’ และ ‘ความเข้าใจในหัวใจของคนไทย’ อย่างถ่องแท้ ตราบใดที่รักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ KFC ก็จะยังคงอยู่ในใจของลูกค้า อยู่เคียงข้างสังคม และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในระยะยาว

 

“สิ่งที่เราภูมิใจคือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างสังคมไทย และสามารถส่งมอบความสุขให้กับผู้คนในชีวิตประจำวัน เพราะสำหรับ KFC ไก่ทุกชิ้นที่เสิร์ฟในร้านคือผลผลิตที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจและความใส่ใจของพนักงานทุกคน เพราะนั่นคือเส้นทางเดียวที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง ขอบคุณพนักงานทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในทุกวัน ขอบคุณพาร์ทเนอร์ที่ร่วมจับมือและเติบโตไปด้วยกัน และขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนแบรนด์เสมอมา” เศกไชย กล่าวทิ้งท้าย

The post แกะ ‘Secret Recipe’ สูตรลับพิชิต 1,226 สาขา ครบ 77 จังหวัด ของ KFC ประเทศไทย [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kantima-lertlertyuttitham-ais-digital/ Sun, 08 Mar 2026 02:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1185143 ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS

แม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างมากขึ้นต่อประเด็นความเท่าเทียม แ […]

The post คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS

แม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างมากขึ้นต่อประเด็นความเท่าเทียม แต่เมื่อพูดถึงการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำขององค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล เส้นทางของผู้หญิงก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

 

หนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ก้าวผ่านเส้นทางนั้นมาได้ คือ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรโทรคมนาคมไทยให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้และทักษะได้อย่างเท่าเทียม

 

เนื่องในโอกาส 8 มีนาคม วันสตรีสากล (International Women’s Day) วันที่ทั่วโลกระลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและสิทธิของผู้หญิง THE STANDARD WEALTH ชวนพาไปสำรวจเส้นทางการทำงาน แนวคิด และบทบาทของกานติมา ในฐานะผู้นำหญิงแกร่งที่ใช้ตำแหน่งและพลังขององค์กรขนาดใหญ่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 1

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

 

เมื่อผู้นำไม่ได้อยู่แค่ ‘ทัพหน้า’ แต่ต้องสร้าง ‘ทัพหลัง’ ที่แข็งแรง

 

จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในโลกธุรกิจ ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ กานติมาได้เห็นการเติบโตขององค์กรจากหลายมุมมอง สิ่งที่เธอได้เรียนรู้เป็นอย่างแรก คือ การทำให้ทุกคนในองค์กรเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ทุกตำแหน่งอย่างเท่าเทียม

 

“การดูแลคน คือ การลงทุนเพื่อความสำเร็จของธุรกิจที่ดีที่สุด”

 

เธอมองว่าความสำเร็จที่ลูกค้าสัมผัสไม่ได้เกิดขึ้นจากหน้างานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมี ‘ทัพหลัง’ ช่วยสร้างรากฐานองค์กรให้มั่นคง ไม่ว่าจะเป็น HR, Business Process, Risk, Legal, Sustainability, AIS Academy ไปจนถึง Communication & Branding ซึ่งต้องทำงานประสานกันภายใต้แนวคิด “ศักยภาพของคน + ดิจิทัล + ระบบการทำงาน” เมื่อคนพร้อม และระบบแข็งแรง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพในการทำงาน แต่คือความเร็ว คุณภาพ และความเชื่อมั่นที่ลูกค้าสามารถรับรู้ได้จริง

 

ความแตกต่าง คือ พลังขององค์กร

 

แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ของกานติมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างระบบการทำงานที่แข็งแรง แต่ยังสะท้อนออกมาผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายสามารถเติบโตได้อย่างแท้จริง 

ในฐานะผู้นำหญิง เธอให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘Inclusive Culture’ ภายใน AIS เพื่อให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร โดยเชื่อว่า “ความแตกต่าง ทำให้เราเติบโตอย่างสวยงาม” แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า FIT FUN FAIR ซึ่งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับทั้งศักยภาพของคน สุขภาวะในการทำงาน และความเท่าเทียมของโอกาส โดยเฉพาะคำว่า FAIR ที่สะท้อนความเชื่อว่า ทุกคนควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ อายุ ความเชื่อ หรือวิถีชีวิต

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 2

 

ในเชิงนโยบาย AIS ยังเป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่ประกาศสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม พร้อมออกสวัสดิการที่เปิดกว้าง เช่น การสนับสนุนค่าใช้จ่ายงานแต่งงานสำหรับพนักงานทุกเพศ รวมถึงสิทธิการลาสำหรับการเปลี่ยนเพศสภาพ ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถเข้ามาทำงานในองค์กร โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ขยายโอกาสการเรียนรู้ สู่คนไทยทั้งประเทศ

 

อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นของกานติมา คือ การก่อตั้ง AIS Academy ซึ่งพลิกโฉมระบบการฝึกอบรมแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้เปิดกว้างสำหรับทุกคน เธอเชื่อว่าเทคโนโลยีต้องถูกใช้เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา ไม่ใช่สร้างกำแพงให้สูงขึ้น

 

AIS Academy จึงร่วมพัฒนาหลักสูตรกับสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกอย่าง MIT, Harvard Business School, Manchester University และ Stanford University เพื่อให้พนักงาน AIS กว่า 13,000 คน สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 3ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 4

 

นอกจากนั้นยังขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง ผ่านโครงการ Academy for Thais ที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงเนื้อหาการเรียนรู้คุณภาพระดับโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ อันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง พร้อมต่อยอดสู่โครงการอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น โครงการ AIS ReadDi ห้องสมุดดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงหนังสือและสื่อการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง โครงการอุ่นใจอาสาพัฒนาชีพ ที่ส่งพนักงาน AIS ลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านดิจิทัลให้กับชุมชน รวมถึง JUMP THAILAND HACKATHON เวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่พัฒนานวัตกรรมต้นแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 5ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 6

 

People & Culture Prime Award บทพิสูจน์ความสำเร็จ

 

ความพยายามในการสร้างความเท่าเทียมทั้งภายในองค์กรและสังคม ทำให้ AIS คว้ารางวัล Corporate of the Year 2026 สาขา People & Culture Prime Award จาก The People Awards 2026 รางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่ยืนเคียงข้างผู้คน สร้างคุณค่า และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 7

 

กานติมา ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความภาคภูมิใจครั้งนี้ ได้กล่าวไว้อย่างทรงพลังว่า

“สำหรับเอไอเอส ‘คน’ ไม่ใช่แค่ทรัพยากรขององค์กร แต่คือพลังตั้งต้นของทุกความเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริง ทั้งในองค์กรและประเทศ เกิดขึ้นได้ เมื่อคนได้รับโอกาส ได้รับการพัฒนา และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า”

 

เธอยังเสริมอีกว่า ภารกิจของ AIS จะไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม แต่ต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น Intelligent Infrastructure ที่ไม่เพียงเชื่อมต่อเทคโนโลยี แต่เชื่อมต่อ ‘โอกาส’ ให้ผู้คนได้พัฒนาตนเองและสร้างอนาคตของตัวเอง เพราะเมื่อคนแข็งแรง สังคมก็แข็งแรง 

 

บทเรียนจากผู้นำที่เชื่อในพลังของ ‘ความเท่าเทียม’

 

ท้ายที่สุด เส้นทางการทำงานของกานติมา แสดงให้เห็นว่า การบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเท่าเทียม ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรม หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับโอกาสในการพัฒนา และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กร พลังของบุคลากรก็จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญจากผู้นำหญิงคนนี้ ว่าในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล เทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หัวใจของการเติบโตที่แท้จริงยังคงเริ่มต้นจาก ‘คน’

The post คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: น่าน สร้างมิติใหม่ของงานส่งท้ายปี ผ่านฝีมือคนท้องถิ่น https://thestandard.co/nan-old-city-future-vision-countdown/ Fri, 06 Mar 2026 09:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1185058 น่าน สร้างมิติใหม่ของงานส่งท้ายปี ผ่านฝีมือคนท้องถิ่น

เส้นทางแห่งความท้าทาย ความภาคภูมิใจ และการร่วมแรงร่วมใจ […]

The post ชมคลิป: น่าน สร้างมิติใหม่ของงานส่งท้ายปี ผ่านฝีมือคนท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
น่าน สร้างมิติใหม่ของงานส่งท้ายปี ผ่านฝีมือคนท้องถิ่น

เส้นทางแห่งความท้าทาย ความภาคภูมิใจ และการร่วมแรงร่วมใจกันของภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมไปถึงช่างฝีมือท้องถิ่นและนาฎยศิลปินอีกมากมาย เพื่อสร้างประวัติศาสตร์เคาท์ดาวน์ครั้งใหม่ของเมืองน่าน ทั้งยังเป็นหมุดหมายในการยืนยันวิสัยทัศน์ว่าเมืองเก่าแห่งนี้ได้เลือกแล้วที่จะก้าวสู่มิติแห่งอนาคต

 

 

The post ชมคลิป: น่าน สร้างมิติใหม่ของงานส่งท้ายปี ผ่านฝีมือคนท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮอร์ชีย์ ฉลองวันสตรีสากลด้วยไอเดียใจฟูชูแคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ [Advertorial] https://thestandard.co/life/hersheys-love-every-bar/ Fri, 06 Mar 2026 07:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1184891 ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR

‘ช็อกโกแลต’ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์มานับพัน […]

The post เฮอร์ชีย์ ฉลองวันสตรีสากลด้วยไอเดียใจฟูชูแคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR

‘ช็อกโกแลต’ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์มานับพันปี ตั้งแต่อารยธรรมโบราณ จากของขวัญแต่งงานของราชวงษ์ในฐานะสัญลักษณ์ของความหรูหรา ความมั่งคั่ง และอำนาจ สู่สัญลักษณ์ของความรัก ความเคารพ ความใกล้ชิด และคำขอบคุณของผู้คนทั่วโลก

 

ที่ญี่ปุ่น การให้ช็อกโกแลตเพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณถือเป็นที่ปฎิบัติกันเป็นวัฒนธรรม ที่เริ่มทำกันมาตั้งแต่ยุค 1980 เรียกว่า กิริช็อกโก (Giri-choco) หรือช็อกโกแลตแห่งพันธะหน้าที่ ซึ่งผู้หญิงจะมอบให้ผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หัวหน้า เพื่อนที่โรงเรียน แม้แต่ลูกค้า ในทางกลับกันถ้าผู้ชายเป็นฝ่ายมอบให้ผู้หญิงจะเรียกว่า เกียะคุช็อกโก (Gyaku-choco) เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการดูแลและให้ความเคารพในความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

 

และยังมีธรรมเนียมการให้ช็อกโกแลตแทนการบอกรักในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น โทะโมช็อกโก (Tomo -choco) ช็อกโกแลตที่มอบให้กันระหว่างเพื่อนกับเพื่อน หรือ จิบุนช็อกโก (Jibun choco) ช็อกโกแลตให้เพื่อขอบคุณตัวเอง

 

ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR 1

 

ส่งความรักที่จริงใจให้ทุกคน ได้ทุกวัน

 

ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนั้น แต่มีแบรนด์หนึ่งที่สามารถผูกโยงการเฉลิมฉลองและการยกย่องผู้หญิงกับการมอบ ‘ช็อกโกแลต’ ได้อย่างน่าทึ่ง นั่นก็คือ Hershey’s (เฮอร์ชีส์)

 

นับตั้งแต่ปี 2566 ที่เฮอร์ชีย์คิกออฟแคมเปญ ‘HerShe’ ในประเทศไทย และอีก 3 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อยกย่องและชื่นชมผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจจากทุกสาขาอาชีพ ผ่านการเปิดตัวช็อกโกแลตบาร์อันเป็นอัตลักษณ์ของเฮอร์ชีส์ในแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน เพื่อเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของการให้เกียรติและแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อสตรีทั้งหลายที่สร้างแรงบันดาลใจ และมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน

 

จนถึงวันนี้ เฮอร์ชีย์ ยังคงทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจที่ทรงพลังและเติมพลังบวกให้กับสังคมและชุมชนได้เป็นอย่างดีเสมอมา ตามความตั้งใจของแบรนด์ที่ต้องการเดินหน้าสนับสนุนแคมเปญ HerShe เนื่องใน ‘วันสตรีสากล’ (International Women’s Day) ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี

 

เริ่มจากการสร้างแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวของเหล่าชีโร่ ผู้หญิงธรรมดาที่ทำสิ่งไม่ธรรมดาให้สังคมและเป็นพลังใจให้คนอีกมากมาย ด้วยการเชิดชูชีโร่ 4 ท่าน จาก 4 ประเทศ ตีแผ่เรื่องราวของชีโร่ผ่านแพ็คเกจลิมิเต็ดเอดิชันในแคมเปญปี 2566

 

ตอกย้ำพลังความดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนของเหล่าชีโร่ พร้อมปลุกพลังการเฉลิมฉลองให้กับชีโร่ทั้งในตัวเรา และชีโร่ที่อยู่รอบตัวเราอีกครั้งในแคมเปญปี 2567 สนับสนุนและชื่นชมเหล่าชีโร่จาก 4 ประเทศในอาเซียน ด้วยแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชันอีกครั้ง

 

ก่อนที่จะขยายพลังใจไปยังผู้หญิงทุกคนภายใต้ธีม ‘Celebrate HerShe’ ชื่นชมเธอผู้เป็นแรงบันดาลใจ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุคคลมีชื่อเสียง เซเลบ หรือคนดัง แต่พวกเธอคือคนรอบตัวเรา ซึ่งความรัก ความเมตตา และการสนับสนุนที่เธอมอบให้นั้น ควรค่าแก่การได้รับคำชื่นชม ในแคมเปญปี 2568

 

ปี 2569 เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จ ‘Celebrate #HerSHE’ และ ‘She Inspires’ แคมเปญเนื่องใน ‘วันสตรีสากล’ ที่เคยได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ ผ่านแคมเปญล่าสุด ‘Love for Every Bar’ ชวนทุกคนส่งต่อความรัก แรงบันดาลใจ และพลังบวกให้กับผู้หญิงและคนสำคัญรอบตัวในวันสตรีสากล และในทุกๆวัน

 

แต่บางครั้งการพูดความรู้สึกที่อยู่ในใจอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เฮอร์ชีส์ จึงยกระดับ Hershey’s Limited Edition พลิกโฉมช็อกโกแลตแท่งคลาสสิคให้กลายเป็นผืนผ้าแคนวาสดิจิทัล นำเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟที่ช่วยเปลี่ยนถ้อยคำแห่งกำลังใจให้กลายเป็นข้อความเฉพาะบุคคลที่มีความหมาย เพื่อส่งต่อให้คนที่คุณรัก และเก็บไว้เป็นความทรงจำตลอดไป

 

ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR 2

 

‘Say It Your Way with Hershey’s’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ

 

แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ สะท้อนแนวคิดการให้ของขวัญในยุคใหม่ ที่ผสานความสุขจากช็อกโกแลตเข้ากับพลังของเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้บอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่มีความหมายในชีวิต ผ่านถ้อยคำที่จริงใจและเป็นตัวของตัวเอง เฮอร์ชีส์ขอชวนทุกคนถ่ายทอด ‘ความหวานจากใจ’ ในแบบของตัวเอง เพราะพลังของคำพูดที่จริงใจ สามารถอยู่ในความทรงจำได้นานกว่าความหวานของช็อกโกแลต

 

เพียงสแกน QR Code บนแพ็กเกจรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน เพื่อเข้าไปที่แพลตฟอร์ม https://celebratehershe.com/th แล้วไปสนุกกับ 2 ฟีเจอร์สุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อส่งต่อความรู้สึกดีๆ ได้แก่

 

  • เปลี่ยนรูปถ่ายเป็นการ์ดการ์ตูนสุดคิวท์ด้วย AI: อัปโหลดรูปตัวเองแล้วให้ AI แปลงโฉมเป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนน่ารักๆ พร้อมใส่ข้อความส่วนตัวให้ตัวการ์ตูนพูดแทนใจ แล้วสามารถมอบเฮอร์ชีส์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น เพื่อสแกน QR code เปิดดูการ์ดสุดจริงใจ จะดาวน์โหลดเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้
  • เซอร์ไพรส์ด้วยข้อความ AR สุดว้าว: เติมความหวานด้วยเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) แค่เลือกข้อความโดนใจ แล้วให้ผู้รับสแกน Hershey’s Limited Edition ความพิเศษก็จะปรากฏขึ้นมาแบบเสมือนจริง บอกเลยว่าโมเมนต์นี้ประทับใจจนต้องกดแชร์

 

ความรู้สึกดีๆ ส่งต่อได้ไม่สิ้นสุด

 

สำหรับแฟนๆ เฮอร์ชีย์ เตรียมปักหมุดฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคมนี้ ชวนทุกคนมาสร้างโมเมนต์สุดพิเศษที่ Siam Square One รับ Hershey Limited Edition และของรางวัลอีกมากมายในงาน! พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำกับการสร้าง AI Cartoon Character ในแบบของคุณเอง

 

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาด เพราะคาแรกเตอร์และข้อความที่คุณสร้าง จะไปปรากฏบนจอยักษ์ใจกลางสยามสแควร์ เป็นการเชื่อมต่อโลกจริงและโลกดิจิทัลที่น่าจดจำ

 

นอกจากกิจกรรมออฟไลน์ Hershey Thailand ยังชวนร่วมสนุกผ่านกิจกรรม Lucky Draw บน Facebook และ Instagram ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพียงซื้อช็อกโกแลตเฮอร์ชีส์ หรือแชร์ E-Card ที่คุณสร้าง ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเฮอร์ชีส์

 

ติดตามรายละเอียดการร่วมกิจกรรมและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทาง ผ่าน https://www.facebook.com/HersheysThailand และ https://www.instagram.com/hersheysth/

 

อ้างอิง:

The post เฮอร์ชีย์ ฉลองวันสตรีสากลด้วยไอเดียใจฟูชูแคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bangkok-luxury-homes-demand/ Thu, 05 Mar 2026 04:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1184363 ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง

ตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร กำลังเข […]

The post บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง

ตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่น่าจับตา เพราะถึงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังเต็มไปด้วยความผันผวน แต่กำลังซื้อระดับบนกลับไม่ได้ชะลอตัวตาม

 

ตัวเลขจากแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ชี้ชัดว่ากลุ่มผู้ซื้อระดับบนยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มนักธุรกิจที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย, นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสในการปล่อยเช่า และชาวต่างชาติระดับผู้บริหารที่ต้องการที่พักอาศัยคุณภาพสูงในทำเลใจกลางเมือง

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีบ้านหรูเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 9,810 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 482,690 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้มีขนาดใหญ่และมีพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง สำหรับปีพ.ศ. 2568 มีอุปทานเปิดขายใหม่ 1,191 ยูนิต มูลค่ารวม 43,520 ล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากปีก่อนหน้าราวร้อยละ 20.49

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้พัฒนาเริ่มบริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยเปิดขาย มากกว่าการทุ่มเปิดตัวพร้อมกันหลายโครงการ

 

ทว่าเมื่อมองในฝั่งของความต้องการ ตัวเลขกลับสวนทาง ณ สิ้นปีพ.ศ. 2568 มีบ้านหรูที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 6,331 ยูนิต ขายไปแล้ว 3,895 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61.52 ด้วยมูลค่าที่โอนกรรมสิทธิ์ถึง 46,734 ล้านบาท สูงกว่าทุกช่วงราคาในตลาดบ้านจัดสรรกรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ตัวเลขนี้ยืนยันว่ากำลังซื้อระดับบนยังคงแข็งแกร่ง และตลาดบ้านหรูเป็นเซกเมนต์ที่ขับเคลื่อนมูลค่าของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 2

 

ใครคือผู้นำตลาดบ้านหรู

 

ข้อมูลจากคอลลิเออร์ส ประเทศไทย ณ สิ้นปีพ.ศ. 2568 ระบุว่า เอสซี แอสเสท ครองส่วนแบ่งตลาดบ้านหรูระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปมากที่สุด ด้วยสัดส่วนร้อยละ 15.70 ของอุปทานทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการขาย ตามมาด้วย เอพี ไทยแลนด์ ที่ร้อยละ 10.64, แสนสิริ ร้อยละ 8.34, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ร้อยละ 6.50 และ สิงห์ เอสเตท ร้อยละ 4.72 

 

ยิ่งไปกว่านั้น เอสซี แอสเสท ยังสร้างมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านจัดสรรในระดับราคาดังกล่าวได้สูงเกือบ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 21 ของมูลค่าการโอนรวมทั้งตลาด

 

ปัจจัยที่ทำให้ เอสซี แอสเสท ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ มาจากหลายมิติที่ทำงานร่วมกัน ทั้งยอดขายที่แข็งแกร่ง การออกแบบบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับบนได้อย่างตรงจุด และคุณภาพงานก่อสร้างที่สร้างความเชื่อมั่น รวมถึงการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายที่ต่อเนื่อง จนเกิดการบอกต่อในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอย่างเป็นธรรมชาติ

 

เป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มผู้ซื้อบ้านหรูในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสุทธิสูง (HNWIs) รุ่นอาวุโส แต่ยังรวมถึง ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’ อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปที่ประสบความสำเร็จเร็ว บางส่วนซื้อบ้านเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการทำคอนเทนต์ จัดงานปาร์ตี้ หรือเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว 

 

ขณะที่ตลาดเช่ายังให้ผลตอบแทนน่าสนใจ โดยค่าเช่าบ้านหรูในระดับนี้อยู่ระหว่าง 200,000-1,000,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีผลตอบแทนสูงและได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าดังกล่าวยังคงมีความต้องการที่ซ่อนตัวอยู่ในตลาด และยังมีการกระจายตัวในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดนี้ในอนาคต เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยในระดับหรูยังคงสูงและมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปในอนาคต

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 3

 

ทำเลและต้นทุนที่กำหนดเกมการแข่งขัน

 

‘ทำเล’ ยังคงเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจซื้อบ้านหรู คอลลิเออร์สพบว่าพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ราชพฤกษ์, ปิ่นเกล้า, บรมราชชนนี, เพชรเกษม-กาญจนาภิเษก, บางนา, พระราม 9, รามอินทรา และกรุงเทพกรีฑา ซึ่งล้วนเป็นทำเลที่เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก มีโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างก้าวหน้า และอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการพัฒนาก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกด้าน ราคาที่ดินในทำเลเด่นของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5-10 ต่อปี ค่าแรงในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 8-12 จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ 

ส่วนค่าก่อสร้างบ้านหรูขนาด 300 ตารางเมตร อยู่ที่ประมาณ 35,000-40,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าบ้านระดับราคาปกติที่อยู่ราว 20,000-25,000 บาทต่อตารางเมตร

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 4

 

ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องยังส่งผลให้บ้านในเซกเมนต์นี้มีแนวโน้มตั้งอยู่บนที่ดินขนาดเล็กลง แต่ถูกออกแบบเป็นทรงสูงขึ้นเพื่อรักษาพื้นที่ใช้สอยให้ครบครัน 

 

โดยบ้านเดี่ยวระดับนี้ส่วนใหญ่พัฒนาบนที่ดินขนาด 60-300 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอย 300-1,365 ตารางเมตร ในบางทำเลราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 30 ล้านบาท และอาจสูงถึง 80 ล้านบาทหรือมากกว่า

 

สนามแข่งขันปี 2569 วัดกันที่คุณค่า

 

คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่าตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในปีพ.ศ. 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่น (Wealth Transfer) รวมถึงนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพของตลาดเช่าที่ยังให้ผลตอบแทนดี

 

ด้านผู้พัฒนารายใหญ่ก็ยังคงเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่จะเน้นบริหารจังหวะการเปิดขายและเลือกทำเลอย่างรอบคอบมากขึ้น

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 5

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือเกณฑ์ในการตัดสินใจของผู้ซื้อ ปีพ.ศ. 2569 จะเป็นปีที่ ‘คุณภาพ’ การออกแบบ ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ การแข่งขันในตลาดนี้จึงเปลี่ยนทิศจากการวัดกันที่ปริมาณ ไปสู่การวัดกันที่คุณค่าและความแตกต่างของแต่ละโครงการ

 

ท่ามกลางสนามแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้พัฒนาที่จะยืนอยู่แถวหน้าได้ คือผู้ที่เข้าใจว่าลูกค้าระดับบนต้องการอะไร และส่งมอบสิ่งนั้นได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การออกแบบที่มีเอกลักษณ์, งานก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองได้ลงทุนกับสิ่งที่คุ้มค่า ซึ่งนี่คือเกมที่ เอสซี แอสเสท กำลังเดินอยู่

The post บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
FUJIFILM Business Innovation ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบ ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดของธุรกิจ (Ep.2) [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/fujifilm-business-innovation-ep2/ Mon, 02 Mar 2026 08:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1183049

ในตอนที่ 1 ก่อนหน้านี้ THE STANDARD ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ก […]

The post FUJIFILM Business Innovation ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบ ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดของธุรกิจ (Ep.2) [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในตอนที่ 1 ก่อนหน้านี้ THE STANDARD ได้กล่าวถึงกลยุทธ์การสนับสนุน DX ของ FUJIFILM Business Innovation โดยมุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนพื้นฐานของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “กระดูกสันหลังทางดิจิทัล” ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การสร้างจุดรับข้อมูลที่ปลอดภัยผ่านเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน ไปจนถึงการทำให้การดำเนินงานด้าน IT มีความเสถียรด้วยบริการแบบบริหารจัดการ

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อสะสมข้อมูลได้และระบบมีความเสถียรแล้ว องค์กรจำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการขับเคลื่อนสู่ DX เชิงรุก ในบทความตอนที่ 2 นี้ เราจะเจาะลึกถึงการนำโซลูชันเชิงกลยุทธ์ที่ก้าวหน้าและซับซ้อนยิ่งขึ้นมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม

 

THE STANDARD ยังคงสนทนาต่อเนื่องกับ ชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (FUJIFILM Business Innovation) และโมโตรุ ทากิซาวะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจของ FUJIFILM Business Innovation ซึ่งจะพาเราไปสำรวจแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ตั้งแต่การทบทวนและออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ทำงานแบบไฮบริดที่ผสานโลกแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

 

FUJIFILM Business Innovation

 

โซลูชัน DX ที่ปลดปล่อยศักยภาพขององค์กร

 

เมื่อทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พร้อมแล้ว องค์กรก็สามารถเริ่มยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงสร้างนวัตกรรมด้วย AI (ซึ่งสอดคล้องกับระยะที่ 3 และระยะที่ 4 จากโมเดล 4 ระยะที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้)

 

ทากิซาวะอธิบายว่า “นี่คือช่วงที่มาตรการ DX ขั้นสูงเข้ามามีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นโซลูชันอย่าง RPA, AI อเนกประสงค์ ไปจนถึง AI ที่พัฒนาเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร”

 

เขายังยกตัวอย่างโซลูชันสำคัญในระยะนี้ว่า “เช่น การปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคน การผสานพื้นที่ทำงานทางกายภาพเข้ากับระบบบนคลาวด์ และการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่ทั้งระบบ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่สามารถดำเนินการได้” ซึ่งต่อไปเราจะพาไปสำรวจรายละเอียดของแต่ละแนวทางอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

 

ยกระดับรูปแบบการทำงานของพนักงานในแต่ละวัน

 

พนักงานต้องรับผิดชอบงานหลากหลายรูปแบบในแต่ละวัน เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้โดยเริ่มต้นจากการจัดสภาพแวดล้อมด้านซอฟต์แวร์ให้เป็นระบบ แพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Microsoft 365™1 และ Kintone™ ของบริษัท Cybozu3 สามารถช่วยให้การทำงานในแต่ละวันเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งโซลูชันที่โดดเด่นคือ DocuWorks แอปพลิเคชันด้านการจัดการเอกสารที่พัฒนาโดย FUJIFILM Business Innovation ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กระบวนการทำงานยังคงพึ่งพาเอกสารกระดาษและแฟกซ์เป็นหลัก เช่น ประเทศไทยและญี่ปุ่น ความสามารถในการจำลองรูปแบบการทำงานแบบแอนะล็อกให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลของแอปพลิเคชันนี้ ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างราบรื่นและไม่สะดุด

 

ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลโดยไม่ต้องพึ่งพาทักษะด้าน IT

 

DocuWorks ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากงานแบบแอนะล็อกสู่ดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการจำลองงานที่พนักงานทำในแต่ละวัน จึงไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้าน IT ขั้นสูง

 

ทากิซาวะอธิบายว่า “จุดแข็งประการหนึ่งของ DocuWorks คือการที่ทุกคนสามารถใช้กระบวนการทำงานแบบดิจิทัลได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าระดับความรู้ด้าน IT จะเป็นอย่างไร”

 

ตัวอย่างเช่น การประทับตราอนุมัติเอกสาร การจดบันทึกโน้ตเสมือนจริง หรือการส่งต่อเอกสารให้กับแผนกอื่นๆ ล้วนสามารถดำเนินการได้ผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายนี้ “ประสบการณ์การใช้งานที่เป็นมิตรเช่นนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากพนักงานในหลายองค์กร” เขากล่าวเสริม “และเมื่อผู้คนคุ้นเคยกับกระบวนการทำงานแบบดิจิทัลแล้ว การนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับงานประจำก็จะทำได้ง่ายยิ่งขึ้น”

 

ประโยชน์ของแนวทางนี้มีอยู่สองประการ ประการแรกคือช่วยพนักงานลดอุปสรรคในการใช้ระบบดิจิทัลทำงาน และประการที่สองคือช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรโดยรวม

คิกูจิกล่าวว่า “เมื่อเราปรับปรุงงานเล็กๆ ในแต่ละวันของพนักงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะช่วยยกระดับทั้งความรวดเร็วในการทำงานและคุณภาพของการจัดการข้อมูลทั่วทั้งองค์กร” เอกสารที่ได้รับการจัดระเบียบอย่างเหมาะสมและการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็วยังช่วยเสริมให้แต่ละแผนกร่วมมือกันได้ดียิ่งขึ้น

 

คิกูจิกล่าวต่อว่า “การนำซอฟต์แวร์ที่มี UI/UX ใช้งานง่ายมาใช้ จะช่วยยกระดับการตระหนักรู้เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในทุกระดับขององค์กร และเป็นหนึ่งในวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการเพิ่มผลิตภาพขององค์กรโดยรวม”

 

* UI: User Interface (หน้าตาการใช้งาน) , UX: User Experience (ประสบการณ์การใช้งาน)

 

บริหารจัดการสินทรัพย์ข้อมูลทั้งหมดด้วยแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ

 

นอกเหนือจากการสร้างสภาพแวดล้อมซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่ายแล้ว การสร้างพื้นที่ทำงานแบบบูรณาการและระบบคลาวด์ที่เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้ว่าเครื่องมือสำหรับทำงานร่วมกันอย่าง Teams™1, SharePoint™1 และ Slack™2 จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่ FUJIFILM Business Innovation ยังมีแพลตฟอร์มของตนเองในชื่อ FUJIFILM Iwpro

 

ทากิซาวะอธิบายว่า “FUJIFILM IWpro ออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันและฮาร์ดแวร์อื่นๆ ที่เราได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการการไหลของเอกสารและเวิร์กโฟลว์ต่างๆ”

“แพลตฟอร์มนี้เป็นแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ข้อมูลทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ด้วยแพลตฟอร์มนี้ องค์กรสามารถนำรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมาใช้ได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่หรือเวลา

 

ทากิซาวะกล่าวว่า “แม้เครื่องมืออย่าง Teams™1, SharePoint™1 และ Slack™2 จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้การสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างคล่องตัว แต่ FUJIFILM IWpro มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

 

“ตัวอย่างเช่น เอกสารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสัญญากระดาษ ใบสั่งซื้อที่ส่งมาทางแฟกซ์ หรือไฟล์แนบจากอีเมล สามารถถูกแปลงเป็นดิจิทัล จัดโครงสร้าง และเปิดให้ทุกคนในองค์กรเข้าถึงได้ จากนั้นเราสามารถส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ผ่านเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ หรือนำไปใช้ทำงานร่วมกันในทีมแบบเรียลไทม์”

 

องค์กรที่นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้รายงานผลลัพธ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ระยะเวลาในกระบวนการอนุมัติสั้นลงอย่างมาก และการสามารถป้อนข้อมูลแบบอัตโนมัติได้อย่างสมบูรณ์ ทากิซาวะกล่าวเสริมว่า “ในอนาคต เราคาดว่าจะได้เห็นองค์กรจำนวนมากขึ้นนำข้อมูลภายในที่ได้รับการจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ มาผสานเข้ากับ AI เพื่อพัฒนาโมเดล AI เฉพาะของตนเอง”

 

พลังแห่งการผสานที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน

 

การนำแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาใช้งานมักมาพร้อมกับความท้าทาย เนื่องจากพนักงานไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง และนี่คือจุดที่องค์ความรู้เชิงลึกและการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดของ FUJIFILM Business Innovation เข้ามามีบทบาทสำคัญ

 

คิกูจิกล่าวว่า “ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการนำระบบไปใช้งานให้ประสบความสำเร็จ คือการทำความเข้าใจโฟลว์การดำเนินธุรกิจเฉพาะของแต่ละองค์กร และประเมินว่าขณะนั้นองค์กรอยู่ในระยะใดของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” เขากล่าวเสริมว่า “เนื่องจากเราได้ร่วมเดินผ่านแต่ละระยะไปพร้อมกับลูกค้า เราจึงสามารถคาดการณ์จุดที่อาจเป็นอุปสรรคล่วงหน้า และร่วมกันวางกลยุทธ์เพื่อนำระบบไปใช้งานให้มีประสิทธิภาพและราบรื่นที่สุดได้”

 

ด้วยการที่ FUJIFILM Business Innovation ได้ให้การสนับสนุนการนำเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันมาใช้งานในระยะที่ 1 และดูแลบริการด้าน IT แบบบริหารจัดการในระยะที่ 2 มาแล้ว บริษัทจึงมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับผิดชอบด้านการดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในช่วงเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม คุณทากิซาวะกล่าวเสริมว่า “นี่คือพลังของการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง เราให้การสนับสนุนในระยะยาว และเมื่อแต่ละระยะดำเนินไป ลูกค้าก็จะยิ่งมองเห็นคุณค่าและผลลัพธ์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

เป้าหมายสูงสุด: เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กร

 

การสร้างสภาพแวดล้อมในลักษณะนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานประจำวัน และการสื่อสารระหว่างทีมที่ราบรื่นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คิกูจิชี้ให้เห็นว่ายังมีเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาอธิบายว่า “คุณค่าที่แท้จริงที่เรามุ่งจะส่งมอบ คือความสามารถในการทบทวนและออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจขององค์กรใหม่อย่างมีเหตุผล”

 

“กิจกรรมขององค์กรครอบคลุมตั้งแต่การเรียกเก็บเงิน การรับและประมวลผลคำสั่งซื้อ การให้บริการลูกค้า การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการบริหารจัดการการจัดส่ง เราทำให้เวิร์กโฟลว์เหล่านี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ระบุจุดที่เกิดความสูญเปล่าเชิงโครงสร้าง และขจัดความไม่มีประสิทธิภาพออกไป การปรับกระบวนการทางธุรกิจให้กระชับ รวดเร็ว และยืดหยุ่นมากขึ้น จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรได้โดยตรง”

 

ชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ซ้าย) โมโตรุ ทากิซาวะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจ (ขวา)

ชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ซ้าย)

โมโตรุ ทากิซาวะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจ (ขวา)

 

FUJIFILM Business Innovation มีโซลูชันทั้งภายในและภายนอกองค์กรให้เลือกใช้นับร้อยรายการ และสามารถนำมาผสานกันได้อย่างแทบไร้ขีดจำกัดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละองค์กร

 

คิกูจิกล่าวเสริมว่า “ต่อจากนี้ เราจะยังคงขยายไลน์อัปโซลูชันของเราอย่างต่อเนื่อง และผสาน AI เข้ากับการดำเนินธุรกิจให้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเสริมสร้างขีดความสามารถให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม”

 

“หวังว่าทุกท่านจะตั้งตารอสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้”

 

FUJIFILM Business Innovation ก้าวข้ามบทบาทดั้งเดิมของการเป็นผู้จำหน่าย ผู้รวมระบบ หรือผู้ผลิต ไปสู่การเป็นพันธมิตร DX แบบครบวงจรอย่างแท้จริงที่สามารถระบุโจทย์ทางธุรกิจ วางรากฐานการดำเนินงาน และร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ในอนาคตให้กับองค์กรได้ จากจุดเริ่มต้นด้วยเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน 

 

วันนี้ขอบเขตทางธุรกิจได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งโซลูชันด้านเอกสาร การให้บริการเอาต์ซอร์ซกระบวนการทางธุรกิจ บริการคลาวด์ และ AI ปัจจุบัน FUJIFILM Business Innovation ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ข้อมูลได้อย่างเต็มที่ และขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจให้เกิดผลลัพธ์อย่างแท้จริง ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผสานกับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเทรนด์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ

 

คิกูจิกล่าวว่า “ไม่ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด เราจะยังคงยืนเคียงข้างลูกค้าเสมอ พร้อมพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับก้าวถัดไป” และกล่าวเสริมว่า “เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าพร้อมจะก้าวไปอีกขั้น เราต้องการเป็นผู้ช่วยในการร่วมกำหนดเส้นทางนั้นไปด้วยกัน”

 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.fujifilm.com/fbth/th/sp/business-dx/article04?utm_source=the%20standard%20&utm_medium=digital&utm_campaign=thai_the%20standard%20_article1  

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.fujifilm.com/fbth/th/sp/business-dx?utm_source=the%20standard%20&utm_medium=digital&utm_campaign=thai_the%20standard%20_dx2 

The post FUJIFILM Business Innovation ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบ ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดของธุรกิจ (Ep.2) [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน ‘แดรี่โฮม’ กับการมีธนาคารออมสินเป็นพันธมิตรที่เข้าใจ ส่งต่อโอกาสคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/dairy-home-gsb-partnership/ Fri, 27 Feb 2026 11:26:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1182495 ภาพผู้บริหารแดรี่โฮมและธนาคารออมสินพูดคุยกัน สื่อถึงความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมและเกษตรกรโคนม

คุณค่าที่ธนาคารออมสินยึดมั่น คือการเป็นธนาคารเพื่อสังคม […]

The post ถอดบทเรียน ‘แดรี่โฮม’ กับการมีธนาคารออมสินเป็นพันธมิตรที่เข้าใจ ส่งต่อโอกาสคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารแดรี่โฮมและธนาคารออมสินพูดคุยกัน สื่อถึงความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมและเกษตรกรโคนม

คุณค่าที่ธนาคารออมสินยึดมั่น คือการเป็นธนาคารเพื่อสังคมที่มุ่งช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมส่งต่อคุณค่ากลับคืนชุมชนและสังคม การร่วมเดินทางสร้างธุรกิจกับธนาคารออมสิน จึงไม่ใช่แค่การเสริมกำลังให้ธุรกิจแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นโอกาส “เปลี่ยนชีวิตใหม่ให้ใครบางคน”

 

แดรี่โฮม (Dairy Home) คือต้นแบบธุรกิจที่พฤฒิ เกิดชูชื่น ก่อตั้งเพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรโคนมยืดหยัดได้อย่างมั่นคง ด้วยวิสัยทัศน์ว่าธุรกิจจะเติบโตเพียงลำพังไม่ได้ แต่เกษตรกรและชุมชนต้องเติบโตเคียงข้างกันไป คุณพฤฒิเลือกธนาคารออมสินเป็นเพื่อนร่วมทาง เพราะการมีพันธมิตรที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปพร้อมสังคมได้แท้จริง

 

 

ภาพผู้บริหารแดรี่โฮมและธนาคารออมสินพูดคุยกัน สื่อถึงความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมและเกษตรกรโคนม 1

 

ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ‘Impact’ มากกว่า ‘ผลกำไร’

 

“การแก้ปัญหารายได้ของเกษตรกรโคนม การเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคนม และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม คือ 3 ประเด็นหลักที่เราทำ Dairy Home” พฤฒิเกริ่นถึงที่มาของธุรกิจ Dairy Home

 

บริษัท แดรี่โฮม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2547 จากความมุ่งมั่นที่อยากทำฟาร์มโคนมแบบออร์แกนิกโดยไม่ใช้สารเร่งโตหรือยาปฏิชีวนะ และเลือกหญ้ากับอาหารสัตว์ที่ปราศจากสารเคมีปนเปื้อน วัวยังได้รับการเลี้ยงดูอย่างอิสระ ไม่ถูกขังคอกตลอดเวลา เพื่อลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพนม

 

แม้แนวทางออร์แกนิกจะไม่ได้สร้างปริมาณน้ำนมมหาศาลเท่าระบบอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือน้ำนมคุณภาพเยี่ยม รสชาติดี และระบบนิเวศที่ไม่ถูกทำลาย นอกจากผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรซ์และโยเกิร์ตแล้ว แดรี่โฮม ยังขยายไปสู่ธุรกิจอาหารเพื่อสร้างอาชีพให้คนในชุมชน และเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรรายย่อยนำผลิตผลออร์แกนิก มาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมด้วย

 

“เราไม่ได้เริ่มคิดว่าจะผลิตนมเท่าไหร่ถึงมีกำไร เป้าหมายเราคือทำอย่างไรจะเปลี่ยนฟาร์มโคนมสักฟาร์มให้เป็นฟาร์มออร์แกนิกได้ เพราะสิ่งที่ตามมาคือความยั่งยืน คุณภาพนมที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดี เป้าหมายทางธุรกิจของเรา คือเอา ‘Impact’ เป็นตัวตั้ง” พฤฒิกล่าว

 

ภาพผู้บริหารแดรี่โฮมและธนาคารออมสินพูดคุยกัน สื่อถึงความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมและเกษตรกรโคนม 2

 

ธนาคารออมสิน: พันธมิตรร่วมอุดมการณ์ที่ช่วยขับเคลื่อนความฝันให้เป็นจริง

 

ในช่วงบุกเบิกธุรกิจ ความท้าทายใหญ่ของธุรกิจคือการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ให้เติบโต แต่ปัญหาเหล่านี้คลี่คลายลงเมื่อคุณพฤฒิได้พบพันธมิตรที่เชื่อมั่นในแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมอย่างธนาคารออมสิน ที่เข้ามาสนับสนุนให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

 

“ธนาคารออมสินถือเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของเรา สนับสนุนทั้งเงินกู้และวงเงิน OD ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เวลาต้องติดตั้งเครื่องจักรใหม่ หรือเวลาเครื่องจักรเสีย จะรอกำไรจากการขายนมอย่างเดียวมันไม่ทัน ต้องใช้เงินตรงนี้เข้ามาจัดการ” พฤฒิเล่า

 

“นอกจากอัตราดอกเบี้ยที่เป็นมิตรแล้ว ออมสินยังมีโครงการสำหรับ SMEs และ Social Enterprise อย่างต่อเนื่อง ดอกเบี้ยที่เราจ่ายยังกลายเป็นกำไรที่ธนาคารเอาไปช่วยลูกค้า SMEs รายอื่นที่กำลังก่อร่างสร้างตัวด้วย สอดคล้องกับแนวทางการทำงานของผม ที่อยากช่วยเกษตรกรโคนมรายย่อยอื่นๆ ให้พึ่งพาตัวเองได้”

 

“สำหรับผู้ประกอบการ การได้สร้างประโยชน์ให้ใครระหว่างทางเป็นสิ่งที่ทำให้เราอิ่มเอมใจ การได้เห็นเกษตรกรเติบโตไปพร้อมกับเรา ลืมตาอ้าปากได้ มีรายได้สม่ำเสมอ พึ่งพาตัวเองได้ ทำให้เรารู้สึกดีใจ”

 

เมื่อมีความมุ่งมั่นชัดเจนและมีพันธมิตรที่เข้าใจในอุดมการณ์อย่างธนาคารออมสิน แดรี่โฮมจึงสามารถเติบโตตามแนวทางที่ตั้งใจ นั่นคือการสร้างโอกาสให้เกษตรกรและชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และนี่คือความหมายที่แท้จริงของแคมเปญ “ทุกธุรกรรมของคุณ เปลี่ยนชีวิตใหม่ให้ใครบางคน” ของธนาคารออมสิน ที่มุ่งขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างมั่นคง

 

ติดตามเรื่องราวการสร้างธุรกิจด้วยหัวใจของแดรี่โฮมเพิ่มเติมได้ที่ https://to.gsb.or.th/5ZGCojYd

 

#ทุกธุรกรรมของคุณเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้ใครบางคน #เป็นลูกค้าเราเท่ากับช่วยสังคม

The post ถอดบทเรียน ‘แดรี่โฮม’ กับการมีธนาคารออมสินเป็นพันธมิตรที่เข้าใจ ส่งต่อโอกาสคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รวงข้าว’ ก้าวใหม่กับ ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ ผลิตภัณฑ์รูปแบบกระป๋อง ที่ตอบไลฟ์สไตล์คนไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/life/ruang-khao-pokktail-launch/ Thu, 26 Feb 2026 10:52:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1182099 ผลิตภัณฑ์ ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ ในรูปแบบกระป๋อง Ready-to-Drink

หากพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มของคนไทย ภาพของความเรียบง่ายและ […]

The post ‘รวงข้าว’ ก้าวใหม่กับ ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ ผลิตภัณฑ์รูปแบบกระป๋อง ที่ตอบไลฟ์สไตล์คนไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลิตภัณฑ์ ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ ในรูปแบบกระป๋อง Ready-to-Drink

หากพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มของคนไทย ภาพของความเรียบง่ายและบรรยากาศที่เป็นกันเองมักจะลอยชัดขึ้นมา ทว่าในวันที่จังหวะชีวิตถูกเร่งให้เร็วขึ้น ความต้องการของผู้คนจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติที่คุ้นเคย แต่ยังมองหาความคล่องตัวที่สอดรับกับวิถีชีวิตร่วมสมัย

 

นี่คือที่มาการเติบโตของเครื่องดื่มกลุ่ม Ready-to-Drink (RTD) ที่ไม่ได้เป็นเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นเทรนด์ที่กำลังเบ่งบานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นมาตรฐานใหม่ของการดื่ม สะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มองหาความสะดวกสบายและรสชาติคุณภาพ

 

เมื่อบริบทเปลี่ยนไป แบรนด์ระดับตำนานอย่าง ‘รวงข้าว’ จึงขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อเชื่อมต่อกับคนยุคใหม่ผ่าน ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ (Ruang Khao Pokktail) เครื่องดื่มรูปแบบกระป๋องที่ดึงเอาคาแรกเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดื่มขวดต้นตำรับ มาตีความใหม่ให้สอดรับชีวิตร่วมสมัย

 

การแปลงโฉมจาก ‘ขวด’ สู่ ‘กระป๋อง’ ครั้งนี้ ไม่ใช่การทิ้งตัวตนเดิม แต่เป็นการนำเสน่ห์ของรวงข้าวมาอยู่ในบริบทใหม่ที่พกพาไปไหนได้สะดวก และแทรกซึมเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างกลมกลืน ในเวลาเดียวกัน ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ (Ruang Khao Pokktail) ก็ยังรักษามาตรฐานของ Spirit-based RTD ไว้อย่างครบถ้วน

 

เพราะตลาดเครื่องดื่มยุคนี้ที่ไม่ได้วัดกันที่ความซ่าหรือรสชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอบโจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค Ruang Khao Pokktail จึงเป็นการขยับบทบาทแบรนด์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ พร้อมพิสูจน์ว่าแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่จำเป็นต้องยึดติดรูปแบบเดิมเสมอไป แต่สามารถปรับตัวให้ร่วมสมัยได้โดยไม่เสียตัวตน

The post ‘รวงข้าว’ ก้าวใหม่กับ ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ ผลิตภัณฑ์รูปแบบกระป๋อง ที่ตอบไลฟ์สไตล์คนไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดไอเท็มลับ ทางเลือกความมั่นคงในยุคพิษเศรษฐกิจ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/secret-item-financial-security/ Thu, 26 Feb 2026 07:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1176877 ภาพประกอบแสดงการวางแผนการเงินด้วยประกันชีวิต SCB 'เซฟวิ่งทูไนน์ตี้' เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคเศรษฐกิจผันผวนและคุ้มครองสุขภาพ

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่เปิดโอกาสให้เราใช้เงินแบบเดิมอีกต […]

The post เปิดไอเท็มลับ ทางเลือกความมั่นคงในยุคพิษเศรษฐกิจ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการวางแผนการเงินด้วยประกันชีวิต SCB 'เซฟวิ่งทูไนน์ตี้' เพื่อสร้างความมั่นคงในยุคเศรษฐกิจผันผวนและคุ้มครองสุขภาพ

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่เปิดโอกาสให้เราใช้เงินแบบเดิมอีกต่อไป ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) *เปิดเผยช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ว่า ในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อไทย (CPI) อยู่ที่ -0.14% ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี 

 

และถือเป็นอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในอาเซียนในปี 2568 สะท้อนว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่รายได้ของหลายครัวเรือนยังเผชิญความไม่แน่นอน ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ล้วนเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อค่าเงิน การลงทุน และเสถียรภาพทางการเงินได้ตลอดเวลา

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยความเสี่ยงด้านสุขภาพที่คาดเดาไม่ได้ แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน โรคร้ายอย่างมะเร็งก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด การเก็บเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ

 

เมื่อความไม่แน่นอนทางการเงินในวันนี้กำลังกลายเป็นเงื่อนไขของการใช้เงินในอนาคต เราจึงจำเป็นต้องมองหาเครื่องมือที่สร้าง ‘โครงสร้างที่มั่นคง’ ให้ชีวิตพร้อมรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และด้านสุขภาพ

 

และหนึ่งในเครื่องมือการเงินที่ช่วยสร้าง ‘ความมั่นคง’ ในช่วงเศรษฐกิจผันผวนยุคนี้ ควบคู่ไปกับความอุ่นใจด้านสุขภาพ คือ ประกันสำหรับช่วยวางแผนการเงินและมีผลประโยชน์คุ้มครองด้านสุขภาพเพิ่มเติม

 

ประกันเซฟวิ่งทูไนน์ตี้ คุ้มครองมะเร็ง NOW คืนเงินยาวถึงอายุ 90 ปี

 

ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำประกันชีวิตมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยออกแบบให้เป็นการเก็บเงินในรูปแบบประกันชีวิต มีกลไกรองรับความเสี่ยงด้านสุขภาพเสริม ด้วยสิทธิพิเศษรับเงินคืนรายปีเพิ่มเป็น 2 เท่า นานสูงสุด 10 ปี ในกรณีตรวจพบมะเร็งระยะลุกลาม ตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 4 เป็นต้นไป พร้อมทำหน้าที่เป็น Back up ให้ครอบครัว เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

 

จุดเด่นของประกันเซฟวิ่งทูไนน์ตี้

 

  • ล็อกภาระการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยในช่วงรายได้มั่นคง จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 9 ปี แต่ได้รับความคุ้มครองยาวถึงอายุ 90 ปี ช่วยลดความเสี่ยงด้านภาระการเงินในวันที่รายได้ไม่แน่นอน
  • มีเงินคืนต่อเนื่อง ช่วยเสริมสภาพคล่องระยะยาว รับเงินคืนทุกปี สูงสุด 14% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย (ตามช่วงสัญญา)
  • เพิ่มความคุ้มครองเมื่อเจอความเสี่ยงด้านสุขภาพรุนแรง หากตรวจพบมะเร็งระยะลุกลามตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 4 เป็นต้นไป รับ เงินคืนรายปีจะเพิ่มเป็น 2 เท่า นานสูงสุด 10 ปี เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายและการดำรงชีวิต 
  • เริ่มต้นง่าย ลดอุปสรรคในการเข้าถึงความคุ้มครอง สมัครได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ เพียงตอบคำถามสุขภาพแบบสั้นเพียง 1 ข้อ เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาวตั้งแต่วันนี้

 

ไอเท็ม ยุคพิษเศรษฐกิจ

 

ในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และคาดเดาสุขภาพไม่ได้ ประกันเซฟวิ่งทูไนน์ตี้ คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ชีวิตมีหลักประกันอย่างมั่นคง ด้วยความคุ้มค่าด้านการเก็บเงินในรูปแบบประกันชีวิต รับเงินคืนทุกปีไปจนถึงอายุ 90 ปี พร้อมเงินคืนเพิ่มเป็น 2 เท่า นานสูงสุด 10 ปี ในกรณีตรวจพบมะเร็งระยะลุกลามตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 4 เป็นต้นไป ช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาว และบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างสมเหตุสมผล

 

สนใจสมัครได้ที่ SCB ทุกสาขา

 

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ SCB:

 

https://www.scb.co.th/th/personal-banking/insurance/savings-insurance/Saving-to-Ninety

 

หมายเหตุ:

  • รับประกันภัยโดย บมจ. เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต
  • ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าผู้ชี้ช่องให้ทำประกันภัยเท่านั้น
  • ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียด ความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
  • ผลประโยชน์ ความคุ้มครองและเงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมธรรม์ และ บมจ. เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต กำหนด
  • การแถลงสุขภาพเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารับประกันภัย หรือการจ่ายเงินตามสัญญา

 

อ้างอิง:

The post เปิดไอเท็มลับ ทางเลือกความมั่นคงในยุคพิษเศรษฐกิจ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>