Adobe Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/adobe/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 16 Mar 2026 11:21:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ยกเลิกยากจนเป็นเรื่อง Adobe ยอมจ่ายเกือบห้าพันล้านยุติข้อพิพาท หลังโดนแฉพฤติกรรมวางกับดักสกัดลูกค้าเลิกใช้โปรแกรม https://thestandard.co/adobe-cancellation-fees/ Mon, 16 Mar 2026 11:21:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1188238 ภาพประกอบการฟ้องร้อง Adobe กรณีสร้างเงื่อนไขยากในการยกเลิกบริการ

บริษัทเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ด้านการออกแบบระดับโ […]

The post ยกเลิกยากจนเป็นเรื่อง Adobe ยอมจ่ายเกือบห้าพันล้านยุติข้อพิพาท หลังโดนแฉพฤติกรรมวางกับดักสกัดลูกค้าเลิกใช้โปรแกรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการฟ้องร้อง Adobe กรณีสร้างเงื่อนไขยากในการยกเลิกบริการ

บริษัทเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ด้านการออกแบบระดับโลกอย่าง Adobe ได้ตกลงที่จะจ่ายเงินระงับข้อพิพาทมูลค่าสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยราว 4.87 พันล้านบาท) หลังจากที่ถูกหน่วยงานกำกับดูแลของทางการสหรัฐอเมริกายื่นฟ้องร้องทางกฎหมาย โดยมีข้อกล่าวหาหลักว่าบริษัทผู้สร้างสรรค์โปรแกรม Photoshop และ Acrobat รายนี้จงใจสร้างความยากลำบากและวางอุปสรรคมากมายเพื่อให้ผู้บริโภคไม่สามารถยกเลิกการสมัครใช้บริการได้โดยง่าย

 

จากยอดเงินระงับข้อพิพาทมูลค่ามหาศาลทั้งหมดนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน โดยเงินจำนวน 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.43 พันล้านบาท) จะถูกนำไปใช้เพื่อชดเชยในรูปแบบของการให้บริการฟรีแก่กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว ขณะที่ยอดเงินในส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะถูกนำไปจ่ายเป็นค่าปรับให้กับทางกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา

 

จุดเริ่มต้นของการฟ้องร้องในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2024 เมื่อกระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐได้ร่วมกันกล่าวหาว่า Adobe มีพฤติกรรมผลักดันให้ผู้ใช้งานสมัครสมาชิกในรูปแบบรายปีซึ่งเป็นแผนบริการที่ทำกำไรได้มากที่สุด โดยมีการซ่อนเงื่อนไขค่าธรรมเนียมการยกเลิกล่วงหน้าและสร้างอุปสรรคเอาไว้มากมายเพื่อไม่ให้ลูกค้ายกเลิกบริการได้สะดวก

 

หน่วยงานของรัฐระบุในรายละเอียดว่าบริษัทมีเจตนาแอบซ่อนค่าธรรมเนียมการยกเลิกบริการซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึงหลายร้อยดอลลาร์เอาไว้ในตัวอักษรขนาดเล็กที่อ่านได้ยากสำหรับแผนการสมัครสมาชิกแบบจ่ายรายเดือนเพื่อใช้งานรายปี นอกจากนี้ยังมีการนำเงื่อนไขสำคัญเหล่านั้นไปซ่อนไว้เบื้องหลังกล่องข้อความและไฮเปอร์ลิงก์ต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างชัดเจน

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการบังคับให้ผู้ใช้งานที่ต้องการยกเลิกบริการผ่านช่องทางออนไลน์ต้องคลิกผ่านหน้าเว็บไซต์จำนวนมากที่สร้างความสับสน ส่วนผู้ที่ต้องการยกเลิกบริการผ่านทางโทรศัพท์ก็ต้องคอยอธิบายและพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับพนักงานรับสายหลายคน ทั้งยังต้องเผชิญกับการถูกโอนสายไปมาอย่างไร้จุดหมาย การถูกดึงเวลาให้ล่าช้า หรือแม้กระทั่งการจงใจตัดสายทิ้งระหว่างที่กำลังดำเนินการ

 

แม้ว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากศาล และบริษัทได้ตกลงที่จะจ่ายเงินเพื่อระงับข้อพิพาทแล้วก็ตาม แต่ทาง Adobe ก็ยังคงออกมาปฏิเสธการกระทำผิด โดยระบุในแถลงการณ์ต่อสาธารณะว่า “แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาของรัฐบาลและขอปฏิเสธการกระทำผิดใดๆ แต่เราก็ยินดีที่ได้ยุติเรื่องนี้”

 

ทางบริษัทเทคโนโลยีแห่งเมืองซานโฮเซรัฐแคลิฟอร์เนียยังคงยืนยันว่าแผนการสมัครสมาชิกของบริษัทนั้นมีขั้นตอนการยกเลิกที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่าย ซึ่งระบบดังกล่าวได้ถูกปรับปรุงให้ ‘มีความคล่องตัวและโปร่งใส’ มากยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทปฏิเสธที่จะตอบคำถามเจาะลึกเกี่ยวกับขั้นตอนการจ่ายเงินชดเชย แต่ระบุเพียงว่าจะติดต่อไปหาลูกค้าในเชิงรุกเมื่อกระบวนการทางกฎหมายเสร็จสิ้นลง

 

ทางด้าน เบรตต์ ชูเมต ผู้ช่วยอัยการสูงสุดได้ออกมาระบุในแถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมเพื่อตอกย้ำจุดยืนของภาครัฐเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “กระทรวงยุติธรรมจะต่อต้านความพยายามใดๆ ก็ตามที่มุ่งทำร้ายชาวอเมริกันด้วยการดำเนินธุรกิจที่หลอกลวงและไม่เป็นธรรม”

 

ข่าวใหญ่เกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ ชานทานู นาราเยน ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอที่เขาครอบครองมาอย่างยาวนานถึง 18 ปี โดยเขาจะลงจากตำแหน่งทันทีที่มีการแต่งตั้งผู้สืบทอดคนใหม่เข้ามารับช่วงต่ออย่างเป็นทางการ แต่เขาจะยังคงรั้งตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัทต่อไปเช่นเดิม

 

หลังจากการประกาศข่าวการก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำสูงสุด หุ้นของ Adobe ก็ปรับตัวร่วงลงในช่วงเวลาสั้นๆ แม้ว่าก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงบริษัทเพิ่งจะรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกที่ทำผลงานออกมาได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ตาม ท่ามกลางความกังขาอย่างหนักจากนักลงทุนในวอลล์สตรีทที่ยังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางของบริษัทในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเฟื่องฟู

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Adobe ได้เดินหน้าบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เข้ากับโปรแกรมเรือธงอย่าง Photoshop และ Lightroom รวมถึงโปรแกรมตัดต่ออื่นๆ อย่างหนักหน่วง โดยความพยายามในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ภายในองค์กรได้ก่อให้เกิดเครื่องมือสร้างภาพ วิดีโอ และเสียงภายใต้ชุดโมเดลที่เรียกว่า Adobe Firefly

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะก้าวล้ำเพียงใด ศิลปิน นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบจำนวนมากก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมาย จริยธรรม และความสามารถในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่แท้จริงของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ : aileenchik / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ยกเลิกยากจนเป็นเรื่อง Adobe ยอมจ่ายเกือบห้าพันล้านยุติข้อพิพาท หลังโดนแฉพฤติกรรมวางกับดักสกัดลูกค้าเลิกใช้โปรแกรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing https://thestandard.co/adobe-semrush-dea-geol/ Sat, 22 Nov 2025 05:46:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1146107 Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing

Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกและเครื่องมือสร้างสรรค์ร […]

The post Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing

Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกและเครื่องมือสร้างสรรค์ระดับโลก ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Semrush อย่างเป็นทางการ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท)

 

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จะผนวก Semrush แพลตฟอร์ม SaaS ชั้นนำด้านการบริหารจัดการ Online Visibility Management (การมองเห็นทางออนไลน์) และ Content Marketing เข้ามาอยู่ในเครือ Adobe เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครื่องมือสร้างสรรค์และมอบโซลูชันแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการวัดผลและ Digital Marketing (การตลาดดิจิทัล)

 

การเข้าซื้อกิจการ ครั้งนี้มีรูปแบบเป็นการชำระด้วยเงินสดทั้งหมด (All-cash transaction) โดย Adobe เสนอซื้อหุ้นสามัญ Class A และ Class B ของ Semrush ในราคาสูงถึง 12.00 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งราคานี้สูงกว่าราคาปิดตลาดล่าสุดประมาณ 77.5% ตัวเลขนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของ Adobe ในการรุกตลาด Digital Marketing

 

ดีลนี้มีแก่นหลักสำคัญคือ การนำข้อมูลเชิงลึกการตลาด และ SEO (Search Engine Optimization) ของ Semrush เข้ากับ Adobe Experience Cloud เพื่อยกระดับขีดความสามารถ Generative AI ให้กับนักการตลาด

 

Anil Chakravarthy ประธานธุรกิจ Digital Experience ของ Adobe ระบุว่า Generative AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลง Brand Visibility (การมองเห็นของแบรนด์) และด้วยความร่วมมือกับ Semrush จะช่วยให้ Adobe สามารถปลดล็อก GEO (Generative Engine Optimization) ให้เป็นช่องทางการเติบโตใหม่ ควบคู่ไปกับ SEO แบบดั้งเดิม

 

Oleg Shchegolev ผู้ก่อตั้งและ Chief Technology Officer ของ Semrush เชื่อมั่นว่า การร่วมมือกับ Adobe จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการเติบโตและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่นักการตลาดดิจิทัลทั่วโลก

 

ทั้งนี้ คาดว่าการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2026 โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและเงื่อนไขการปิดดีลตามปกติ

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนโดยตรงไปยังคู่แข่งในตลาด MarTech อย่าง HubSpot และ Salesforce เนื่องจาก Adobe กำลังก้าวขึ้นมาเป็น One-Stop Service อย่างแท้จริง ซึ่งอาจบีบให้คู่แข่งรายอื่นๆ ต้องพิจารณาการควบรวมกิจการในลักษณะเดียวกันนี้เพื่อความอยู่รอด

 

อ้างอิง:

The post Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adobe เปิดตัว Firefly Video Model โมเดล AI สุดล้ำ สร้างวิดีโอจากข้อความ พร้อมฟีเจอร์ใหม่มากมายใน Photoshop และ Premiere Pro https://thestandard.co/adobe-firefly-video-model/ Wed, 16 Oct 2024 12:46:13 +0000 https://thestandard.co/?p=996796 Adobe Firefly Video Model

Adobe ประกาศเปิดตัว Firefly Video Model โมเดล AI ที่สาม […]

The post Adobe เปิดตัว Firefly Video Model โมเดล AI สุดล้ำ สร้างวิดีโอจากข้อความ พร้อมฟีเจอร์ใหม่มากมายใน Photoshop และ Premiere Pro appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adobe Firefly Video Model

Adobe ประกาศเปิดตัว Firefly Video Model โมเดล AI ที่สามารถสร้างวิดีโอจากข้อความ พร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน Photoshop และ Premiere Pro เพื่อยกระดับการทำงานของครีเอเตอร์ และตอบโจทย์การใช้งานในเชิงพาณิชย์

 

Firefly Video Model จะแข่งขันกับ Sora ของ OpenAI ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ รวมถึงเครื่องมือสร้างวิดีโอของ ByteDance และ Meta Platforms โดย Adobe จะเริ่มเปิดให้ผู้ที่ลงทะเบียนใน Waiting List เข้าใช้งาน แต่ยังไม่กำหนดวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

 

รายงานระบุว่า Adobe มุ่งเน้นการสร้างโมเดลที่ฝึกฝนจากข้อมูลที่บริษัทมีสิทธิ์ใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ Adobe เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายใหญ่ 

 

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงสำหรับผู้สร้างและตัดต่อวิดีโอ โดยเน้นที่การผสมผสานฟุตเทจที่สร้างขึ้นเข้ากับฟุตเทจแบบเดิมๆ

Firefly Video Model จะถูกนำมาใช้ในแอปพลิเคชันต่างๆ ของ Adobe 

 

โดยในงาน Adobe MAX บริษัทประกาศฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่พร้อมใช้งานแล้วใน Premiere Pro และ Photoshop ดังนี้

  • Generative Extend ใน Premiere Pro: ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มวิดีโอและเสียงที่สร้างจาก AI ไปยังจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของคลิป เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนฉากหรือการตัดต่อ หากไม่มีภาพที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังสามารถแก้ไข Eyeline และการกระทำที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในคลิปได้
  • Text-to-Video และ Image-to-Video ใน Firefly Web App: ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างวิดีโอจากข้อความ หรือแปลงรูปภาพเป็นวิดีโอได้
  • Generative Fill และ Generative Expand ใน Photoshop: ทำงานบน Firefly Image Model รุ่นล่าสุด ที่สามารถสร้างภาพได้เร็วขึ้น 4 เท่า พร้อมเครื่องมือ Generate Similar ที่ช่วยสร้างวัตถุที่มีลักษณะคล้ายกันในภาพ
  • Distraction Removal ใน Photoshop: ช่วยลบองค์ประกอบที่ไม่ต้องการออกจากภาพได้ง่ายๆ เช่น สายไฟ สายเคเบิล หรือนักท่องเที่ยว

 

แม้ว่า Generative AI จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความกังวลว่าเทคโนโลยีนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ เช่น การลดความจำเป็นในการถ่ายทำซ้ำ ซึ่งอาจทำให้ทีมงานและนักแสดงสูญเสียรายได้

 

Adobe ยืนยันว่า Firefly Video Model และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลนี้ ได้รับการออกแบบมาให้ปลอดภัยสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยจะมีลายน้ำ Content Credentials ติดอยู่กับผลลัพธ์ที่ได้จากโมเดลวิดีโอ

 

อ้างอิง:

 

The post Adobe เปิดตัว Firefly Video Model โมเดล AI สุดล้ำ สร้างวิดีโอจากข้อความ พร้อมฟีเจอร์ใหม่มากมายใน Photoshop และ Premiere Pro appeared first on THE STANDARD.

]]>
Canva ลุยซื้อสตาร์ทอัพด้าน AI เป็นดีลที่สองของปี หวังชิงตลาดจาก Adobe https://thestandard.co/canva-to-buy-ai-startup-in-second-deal-this-year-to-catch-adobe/ Thu, 01 Aug 2024 03:36:41 +0000 https://thestandard.co/?p=965834 Canva

Canva สตาร์ทอัพด้านการออกแบบลุยซื้อสตาร์ทอัพด้าน AI (Ar […]

The post Canva ลุยซื้อสตาร์ทอัพด้าน AI เป็นดีลที่สองของปี หวังชิงตลาดจาก Adobe appeared first on THE STANDARD.

]]>
Canva

Canva สตาร์ทอัพด้านการออกแบบลุยซื้อสตาร์ทอัพด้าน AI (Artificial Intelligence) อย่าง Leonardo AI บริษัทด้านการสร้างรูปภาพเป็นดีลที่ 2 ของปี หลังจากพึ่งปิดดีลแรกไปเมื่อช่วงต้นปี หวังชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Adobe

 

Leonardo AI ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2022 มีบริษัทร่วมทุนอย่าง Blackbird Ventures และสามารถระดมทุนไปได้ราว 31 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 พันล้านบาท ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา และแพลตฟอร์มดังกล่าวยังถูกใช้ในการสร้างรูปภาพไปแล้วมากกว่า 1 พันล้านรูป ในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมา

 

Adams Cameron ผู้ร่วมก่อตั้ง และ Chief Product Officer ของ Canva กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า ดีลการเข้าซื้อกิจการเป็นไปเพื่อเสริมโมเดลการสร้างวิดีโอและภาพเข้าไปในผลิตภัณฑ์ของ Canva ทั้งยังเป็นดีลที่ปิดในระยะเวลาแค่ประมาณ 1 เดือน ซึ่งเป็นดีลที่เร็วที่สุดของ Canva อีกด้วยเช่นกัน

 

โดยดีลแรกที่ Canva เข้าซื้อในช่วงก่อนคือบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อ Affinity เป็นมูลค่าหลายร้อยล้านปอนด์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าของ Apple ที่ใช้ระบบปฏิบัติการของ iOS

 

นอกจากนี้ Canva ได้มีการซื้อกิจการไปแล้วทั้งหมด 8 บริษัท นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา เช่น Affinity, Kaleido AI, Pexels และ Pixabay เป็นต้น

 

สำหรับปีนี้ Canva ได้ระดมทุนเพิ่มเติม และช่วยให้มูลค่ากิจการเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.1 แสนล้านบาท และกลายเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ด้านครีเอทีฟที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่ง เช่นเดียวกับ CapCut แอปพลิเคชันตัดต่อคลิปวิดีโอสั้นของ TikTok

 

ทั้งนี้ บริษัทรายใหญ่อย่าง Adobe ก็พยายามพัฒนาไปพร้อมกับการเติบโตของกระแส AI เช่นเดียวกัน โดยล่าสุดมีการเข้าซื้อกิจการ Figma มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2023 แต่ราคาหุ้นของ Adobe กลับลดลงมากกว่า 10% นับตั้งแต่ดีลดังกล่าว

 

นักลงทุนต่างมองว่า Canva จะเป็นคู่แข่งที่กำลังแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด และมีโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต

 

Adams กล่าวว่า AI คงจะไม่ใช่สูตรสำเร็จของทุกอย่าง แต่เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่สามารถใช้ AI ในการปรับเปลี่ยนและแก้ไขผลลัพธ์ให้ดีขึ้นได้

 

อ้างอิง:

 

The post Canva ลุยซื้อสตาร์ทอัพด้าน AI เป็นดีลที่สองของปี หวังชิงตลาดจาก Adobe appeared first on THE STANDARD.

]]>
FTC สหรัฐฯ ฟ้อง Adobe! ข้อหาหลอกล่อผู้บริโภคด้วยค่าธรรมเนียมยกเลิก Photoshop และผองเพื่อนสุดแสบ ที่จงใจทำให้ ‘ยาก’ https://thestandard.co/ftc-sued-adobe-photoshop-fees/ Tue, 18 Jun 2024 04:29:08 +0000 https://thestandard.co/?p=946437 FTC

คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) ของสหรัฐฯ ได้ยื่ […]

The post FTC สหรัฐฯ ฟ้อง Adobe! ข้อหาหลอกล่อผู้บริโภคด้วยค่าธรรมเนียมยกเลิก Photoshop และผองเพื่อนสุดแสบ ที่จงใจทำให้ ‘ยาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FTC

คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) ของสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้อง Adobe ในข้อหาละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยทำให้การยกเลิกการสมัครสมาชิกซอฟต์แวร์ เช่น Photoshop และอื่นๆ เป็นเรื่องยากเกินไป 

 

FTC ระบุว่า Adobe ผลักดันให้ผู้ใช้สมัครสมาชิกรายปีสำหรับซอฟต์แวร์ เช่น Photoshop โดยไม่ได้ ‘เปิดเผยอย่างเพียงพอ’ ว่าการยกเลิกในปีแรกอาจมีค่าใช้จ่ายหลายร้อยดอลลาร์ (หลายพันบาท) นอกจากนี้ บริษัทยังออกแบบขั้นตอนการยกเลิกให้ยุ่งยาก ต้องนำทางผ่านหลายหน้าเว็บ หรือโอนสายระหว่างตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้า

 

Samuel Levine ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองผู้บริโภคของ FTC กล่าวว่า “Adobe ดักลูกค้าให้ติดอยู่ในสัญญารายปีผ่านค่าธรรมเนียมการยกเลิกก่อนกำหนดที่ซ่อนอยู่ และอุปสรรคในการยกเลิกจำนวนมาก” กระทรวงยุติธรรมได้ยื่นฟ้องในศาลรัฐบาลกลางแคลิฟอร์เนียในนามของ FTC ซึ่งบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของสหรัฐฯ

 

Adobe กล่าวว่า จะโต้แย้งข้อกล่าวหาของ FTC ในศาล Dana Rao ที่ปรึกษาทั่วไปของบริษัท กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเสมอ เราโปร่งใสเกี่ยวกับข้อกำหนดและเงื่อนไขของข้อตกลงการสมัครสมาชิกของเรา และมีขั้นตอนการยกเลิกที่ง่ายดาย เราจะหักล้างข้อกล่าวหาของ FTC ในศาล”

 

ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Adobe วิจารณ์มานานแล้วเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการยกเลิกการสมัครสมาชิก การเข้าถึงชุดแอปของ Adobe อาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 700 ดอลลาร์ (ประมาณ 25,760 บาท) ต่อปีสำหรับบุคคลทั่วไป ผู้สมัครสมาชิกต้องยกเลิกภายใน 2 สัปดาห์หลังจากซื้อการสมัครสมาชิกเพื่อรับเงินคืนเต็มจำนวน มิฉะนั้นจะถูกปรับตามสัดส่วน บริการดิจิทัลอื่นๆ เช่น Spotify และ Netflix ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการยกเลิก

 

หน่วยงานกำกับดูแลเขียนไว้ในคำร้องเรียนว่า ฝ่ายบริหารของบริษัททราบดีว่าผู้บริโภคมักจะสับสนเกี่ยวกับข้อกำหนดของข้อตกลง รูปแบบการกำหนดราคาการสมัครสมาชิกของ Adobe เป็นแรงจูงใจในการล็อกลูกค้าให้อยู่ในสัญญาระยะยาวและกีดกันการยกเลิก

 

คดีดังกล่าวกล่าวหาว่ากลยุทธ์ของ Adobe ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคปี 2010 ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องนักช้อปออนไลน์ เมื่อปีที่แล้ว FTC ได้ฟ้อง Amazon.com Inc. ภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยกล่าวหาว่าหลอกลวงผู้บริโภคให้สมัครใช้บริการสมาชิก Prime และจงใจทำให้ยกเลิกได้ยาก

 

Adobe เปิดเผยในเดือนธันวาคมว่า FTC กำลังตรวจสอบการปฏิบัติเกี่ยวกับการสมัครสมาชิก FTC ขอข้อมูลจากบริษัทเกี่ยวกับหัวข้อนี้ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2022 หน่วยงานกำกับดูแลเขียนไว้ในคดี

 

คดีนี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางในการควบคุมอำนาจของ Big Tech โดยกระทรวงยุติธรรมและ FTC ได้ยื่นฟ้องต่อต้านการผูกขาดกับ Google, Amazon, Apple, Microsoft และ Meta เจ้าของ Instagram และ WhatsApp โดยกล่าวหาว่าพฤติกรรมหรือข้อตกลงของพวกเขาขัดขวางการแข่งขัน 

 

Adobe ต้องยกเลิกแผนการซื้อ Figma สตาร์ทอัพด้านการออกแบบมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.36 แสนล้านบาท) เมื่อเผชิญกับการต่อต้านจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว

 

ในคดีฟ้องร้อง Adobe กระทรวงยุติธรรมระบุชื่อ David Wadhwani ประธานธุรกิจสื่อดิจิทัล และ Maninder Sawhney รองประธานบริษัท เป็นจำเลย คดีนี้เป็นไปตามการตรวจสอบการปฏิบัติของ Adobe โดย FTC ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่า Wadhwani และ Sawhney ไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นในทันที

 

คดีความมุ่งเป้าไปที่ชุดซอฟต์แวร์ออกแบบยอดนิยมของ Adobe รวมถึง Photoshop, Illustrator และ Acrobat ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Adobe ได้เปลี่ยนไปเสนอการสมัครสมาชิกสำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น โดยยกเลิกโมเดลเดิมในการขายใบอนุญาตครั้งเดียวเพื่อใช้เครื่องมือ

 

บริษัทมีรายได้ 1.42 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.24 แสนล้านบาท) จากการสมัครสมาชิกในปี 2023 เพิ่มขึ้นจาก 7.71 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.84 แสนล้านบาท) ในปี 2019

 

ภาพ: Wachiwit / Shutterstock

อ้างอิง:

The post FTC สหรัฐฯ ฟ้อง Adobe! ข้อหาหลอกล่อผู้บริโภคด้วยค่าธรรมเนียมยกเลิก Photoshop และผองเพื่อนสุดแสบ ที่จงใจทำให้ ‘ยาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใช้ AI เป็นเหตุ! ปรับแต่งหน้าอก สส. ออสเตรเลีย ใหญ่เกินจริง จนต้องแถลงขอโทษ https://thestandard.co/using-ai-to-edit-photos-australian-mp/ Wed, 31 Jan 2024 04:01:39 +0000 https://thestandard.co/?p=894149

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนในออสเตรเลีย หลังสำนักข่าว 9 […]

The post ใช้ AI เป็นเหตุ! ปรับแต่งหน้าอก สส. ออสเตรเลีย ใหญ่เกินจริง จนต้องแถลงขอโทษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนในออสเตรเลีย หลังสำนักข่าว 9News Melbourne ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ช่วยปรับแต่งภาพ จนทำให้ภาพของ จอร์จี เพอร์เซลล์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขตนอร์เทิร์นวิกตอเรีย มีขนาดหน้าอกที่ใหญ่เกินจริง และปรับภาพให้ชุดเดรสของเธอกลายเป็นเสื้อครอปที่โชว์ทรวดทรงบริเวณเอวมากยิ่งขึ้น

 

ภาพข่าวดังกล่าวทำให้เพอร์เซลล์ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอได้โพสต์ภาพต้นฉบับและภาพที่มีการดัดแปลงโดย AI บนโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าภาพต้นฉบับของเธอถูกปรับแต่งไปอย่างไร 

 

เพอร์เซลล์เป็นสมาชิกสภาหญิงที่อายุน้อยที่สุดของสภารัฐวิกตอเรียขณะนี้ เธอต่อสู้เรื่องสิทธิสตรีและต่อต้านการที่ผู้หญิงตกเป็นวัตถุทางเพศ โดยเฉพาะผู้หญิงในแวดวงการเมืองออสเตรเลีย 

 

เพอร์เซลล์ระบุว่า “มันเป็นเรื่องที่ต้องรู้สึกต่อต้านอย่างแน่นอน เมื่อคุณเห็นร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงไปบนหน้าจอทีวีในบ้านของคุณ

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันเมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้ว เป็นเพียงสิ่งที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับนักการเมืองชาย”

 

คำชี้แจงจากสำนักข่าว 9News Melbourne และ Adobe

 

ฮิวจ์ ไนลอน หัวหน้าสำนักข่าว 9News Melbourne กล่าวขอโทษเพอร์เซลล์และยอมรับผิดอย่างไม่มีเงื่อนไขสำหรับข้อผิดพลาดด้านงานกราฟิกที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งอธิบายว่า “ตามหลักปฏิบัติทั่วไป รูปภาพต้นฉบับจะได้รับการปรับขนาดให้พอดีกับขนาดที่เราจะใช้งาน แต่ในระหว่างกระบวนการนั้น ระบบ AI ในโปรแกรมปรับแต่งรูปอย่าง Photoshop ได้สร้างรูปภาพที่ไม่สอดคล้องกับภาพต้นฉบับขึ้น” และยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ตรงตามมาตรฐานบรรณาธิการระดับสูงที่สำนักข่าวนี้มีมาโดยตลอด

 

ขณะที่โฆษกของ Adobe ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและดูแล Photoshop พยายามแก้ต่างให้กับ AI ที่ดูจะตกเป็นจำเลยของเรื่องนี้ โดยชี้ว่า “การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับภาพดังกล่าวจะต้องอาศัยการแทรกแซงของมนุษย์และการอนุมัติ”

 

เพอร์เซลล์รับคำขอโทษของสำนักข่าว 9News Melbourne แต่เธอไม่เชื่อในคำอธิบายของพวกเขา แต่ถ้าทั้งหมดเป็นอุบัติเหตุจริง สิ่งนี้ทำให้เธอกังวลว่า AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะ และเหตุใดเจ้าหน้าที่ทั้งหมดของสำนักข่าวถึงไม่สังเกตเห็นว่าภาพต้นฉบับของเธอมีการปรับเปลี่ยนไป จนดูเป็นเหตุล่วงละเมิดสิทธิของเธอ

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงในแวดวงการเมืองออสเตรเลียต้องต่อสู้อย่างหนักในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยรายงานเมื่อปี 2021 พบว่า 1 ใน 3 ของพนักงานรัฐที่ทำงานในรัฐสภากลางออสเตรเลียเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ

 

ภาพ: @georgievpurcell / X (Twitter)

อ้างอิง:

The post ใช้ AI เป็นเหตุ! ปรับแต่งหน้าอก สส. ออสเตรเลีย ใหญ่เกินจริง จนต้องแถลงขอโทษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Creative Trend 2024: ผู้ใหญ่หัวใจเด็ก และ Gen Z ที่เมินมือถือ หันไปหาของสะสมและงานอดิเรกในอดีต https://thestandard.co/adobe-creative-trends-report-2024/ Sun, 21 Jan 2024 06:42:35 +0000 https://thestandard.co/?p=890273

รายงาน Adobe Creative Trends Report ประจำปี 2024 จาก Ad […]

The post Creative Trend 2024: ผู้ใหญ่หัวใจเด็ก และ Gen Z ที่เมินมือถือ หันไปหาของสะสมและงานอดิเรกในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงาน Adobe Creative Trends Report ประจำปี 2024 จาก Adobe เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทรนด์ครีเอทีฟวิชวลและธีมที่จะสร้างผลกระทบในปีนี้ จากการศึกษาสไตล์การออกแบบ ธีมด้านวัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยีล้ำสมัย และข้อมูลอุตสาหกรรมสต๊อกทั่วโลก

 

Adobe ย้ำว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่ถูกดิสรัปต์ และต้องการคอนเทนต์และความคิดสร้างสรรค์อย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคต่างหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อปลุกพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และไอเดียในรูปแบบใหม่ๆ และด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Generative AI ทุกคนไม่ว่าจะมีทักษะมากน้อยเพียงใดก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ตรงกับสไตล์และรสนิยมของตัวเองได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ไอเดียกลายเป็นจริงได้เพียงปลายนิ้ว

 

ความปรารถนาของผู้บริโภคในการทดลอง เล่นสนุก และจินตนาการการปลุกพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์แบบใหม่ ในรายงานครีเอทีฟเทรนด์ประจำปี 2024 ได้มีการผสมผสานโลก 2D และ 3D รวมถึงความนิยมภาพแฟนตาซีที่สร้างสรรค์ด้วย AI และภาพถ่ายสวยงามที่เรียบง่ายแต่ทรงเสน่ห์ที่ชวนให้เกิดความอัศจรรย์ใจไว้ด้วยกัน

 

การเปิดเผยเทรนด์สำคัญประจำปี 2024 เช่น Calming Rhythms, Wonder and Joy, Dynamic Dimensions และ The New Nostalgia ไม่เพียงแต่เป็นการบ่งบอกถึงทิศทางของอุตสาหกรรมครีเอทีฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงอินไซต์และความต้องการภายในของผู้บริโภคในยุคนี้

 

เริ่มที่ ‘Calming Rhythms’ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในการค้นหาความสงบและการผ่อนคลาย ในยุคที่ความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง การนำเสนอภาพเคลื่อนไหวที่ช่วยผ่อนคลายและเสียงหรือเพลงที่เป็นการรักษาทางอ้อมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกทางศิลปะ แต่ยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการด้านอารมณ์และจิตใจของผู้บริโภค สะท้อนได้จากคอนเทนต์ ASMR ซึ่งมียอดวิวบน TikTok ถึง 9.1 แสนล้านวิว

 

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคกำลังหันไปหาภาพหรือวิชวลที่สร้างความรู้สึกประหลาดใจ ความสุข และความมหัศจรรย์ เพื่อเป็นกลไกในการรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบัน เทรนด์ ‘Wonder and Joy’ ขยายไปสู่การสื่อสารและประสบการณ์ของแบรนด์ทุกประเภท ตั้งแต่ความสุขง่ายๆ ของการเป็น ‘ผู้ใหญ่ที่ยังคงหัวใจเด็ก’ ไปจนถึงประสบการณ์ท่องเที่ยวหรูหรา และการสร้างสภาพแวดล้อมด้วย AI รายงาน Happiness Report ประจำปี 2022 เผยว่า 80% ของผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพเพื่อทำให้ตนเองมีความสุข ขณะที่ 79% เน้นความสัมพันธ์ส่วนตัว และ 53% สนใจประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างความสุข

 

ส่วนเทรนด์ ‘Dynamic Dimensions’ สะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในเทคโนโลยีและโลกดิจิทัล การนำเสนอประสบการณ์วิชวลที่ทรงพลัง และการผสานรูปแบบ 2D และ 3D เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในโลกที่เป็นมัลติเวิร์ส

 

สุดท้าย The New Nostalgia เป็นเทรนด์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังมองหาความเชื่อมโยงกับอดีตและความทรงจำที่ดี การย้อนยุคไม่เพียงแต่เป็นการค้นหาความสุขจากอดีต แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์และตีความเทรนด์เหล่านั้นให้เข้ากับโลกปัจจุบัน

 

รายงานได้ระบุว่า 50% ของ Gen Z ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ต้องการตัดขาดจากโทรศัพท์ พวกเขากำลังหันไปหาของเก่าๆ และงานอดิเรกในอดีต เช่น การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัล ที่ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับโลกความจริงมากขึ้น

 

รายงานของ Adobe ชิ้นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอทิศทางของอุตสาหกรรมครีเอทีฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้ความสำคัญกับอินไซต์ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เพียงแต่สวยงามทางศิลปะ แต่ยังตอบสนองต่อความต้องการทางอารมณ์และจิตใจของผู้คนในยุคสมัยนี้อีกด้วย

The post Creative Trend 2024: ผู้ใหญ่หัวใจเด็ก และ Gen Z ที่เมินมือถือ หันไปหาของสะสมและงานอดิเรกในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจพบ 75% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ระบุว่า Generative AI ทำให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น https://thestandard.co/gen-z-generative-ai-75-percents-more-creative/ Thu, 02 Nov 2023 08:47:12 +0000 https://thestandard.co/?p=861794 Gen Z Generative AI

ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ความก้าวหน้าของ Generative AI กลายเป็ […]

The post ผลสำรวจพบ 75% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ระบุว่า Generative AI ทำให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gen Z Generative AI

ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ความก้าวหน้าของ Generative AI กลายเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในการทำงานและการสร้างสรรค์ ทั้งยังสร้างนิยามใหม่ให้กับวิธีที่ผู้บริโภค องค์กรธุรกิจ และสถานศึกษาใช้ในการคิดทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การสร้างรูปภาพไปจนถึงคอนเทนต์ ขณะที่องค์กรต้องจัดการกับข้อกังวลต่างๆ ของสาธารณชน รวมถึงความโปร่งใสเกี่ยวกับการใช้ Generative AI ในการสร้างคอนเทนต์ 

 

อานิล คามาธ ผู้เชี่ยวชาญและรองประธานฝ่ายเทคโนโลยีของ Adobe ระบุว่า ด้วยการป้อนคำสั่งที่เรียบง่าย Generative AI ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญทำงานได้เร็วขึ้น และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์น้อยสามารถเรียนรู้งานได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถคิดค้นไอเดีย สร้างสรรค์ผลงาน เรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งมักจะเป็นไปในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึง  

 

Generative AI มีศักยภาพมหาศาลในการช่วยให้บุคลากรด้านครีเอทีฟและนักการตลาดสร้างสรรค์เนื้อหาคอนเทนต์ได้รวดเร็วขึ้น แต่คุณค่าไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสามารถนำมาใช้เพื่อจัดทำแผนการตลาด กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ออกแบบ Customer Journey และกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึก เช่น นักการตลาดเพียงพิมพ์ข้อความ ‘สร้าง Audience Segment สำหรับคนทำงานอายุ 25-34 ปีที่เป็นแฟนฟุตบอล’ Generative AI ก็จะสร้างแคมเปญการตลาดสำหรับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวภายในเวลาไม่กี่วินาที

 

เพื่อทำความเข้าใจว่า Generative AI ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างต่อความคาดหวังของลูกค้า และวิธีการที่แบรนด์ต่างๆ มอบประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า Adobe ได้ทำการศึกษาหลายชุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2023 โดยสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคมากกว่า 13,000 คน รวมถึงบุคลากรฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ลูกค้า 4,000 คนใน 14 ประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และประเด็นหลักจากผลการศึกษามีดังนี้

 

ผู้คนจำนวนมากมีความมั่นใจในการใช้ Generative AI ในชีวิตประจำวัน ทั้งในส่วนของครีเอเตอร์และผู้บริโภค โดยผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (57%) เชื่อว่า Generative AI จะช่วยปรับปรุงความคิดสร้างสรรค์ส่วนบุคคล และตัวเลขดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อย กล่าวคือ 75% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ระบุว่า Generative AI ทำให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น 

 

และเมื่อพูดถึงประสบการณ์ที่มีต่อแบรนด์ 72% ของผู้บริโภคทั่วโลกกล่าวว่า Generative AI ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า โดยผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล 8 ใน 10 คน (80%) และกลุ่ม Gen Z (83%) แสดงความคิดเห็นในแง่บวกเช่นเดียวกัน

 

เมื่อพูดถึงสิ่งสำคัญที่สุดที่บริษัทควรทำในการใช้เทคโนโลยี Generative AI ผู้บริโภคระบุว่า ‘ความรับผิดชอบ’ คือสิ่งสำคัญอันดับ 1 โดย 34% ให้ความสำคัญกับการดำเนินการต่างๆ เช่น การกำหนดขอบเขตเพื่อรองรับการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ ผู้บริโภค 30% กล่าวว่า การใช้ Generative AI เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 

 

และ 15% ให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่จะปรับปรุงประสบการณ์ของพนักงาน เช่น เพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ตอบแบบสอบถาม 9% กล่าวว่า ข้อควรพิจารณาที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทต่างๆ ที่นำ Generative AI มาใช้ก็คือ การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จทางการเงินมากขึ้น และมีเพียง 10% เท่านั้นที่กล่าวว่าบริษัทไม่ควรใช้ Generative AI เลย

 

ขณะที่เกือบ 9 ใน 10 (89%) เคยใช้เครื่องมือ Generative AI บางประเภท โดย 67% ได้ลองใช้บอตสนทนา และ 45% เคยใช้เครื่องมือสร้างภาพ บุคลากรเหล่านี้เกือบทั้งหมด (94%) เชื่อว่าบริษัทของตนจะใช้ Generative AI สำหรับการทำงานในอนาคต

 

Generative AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นแบบส่วนตัวมากขึ้น ผู้บริหารฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ลูกค้าเชื่อว่า Generative AI จะเป็นประโยชน์ในหลากหลายแง่มุม กล่าวคือ 9 ใน 10 คน (90%) กล่าวว่า จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น และในสัดส่วนที่เกือบจะเท่ากัน (88-89%) ระบุว่า จะช่วยให้พวกเขาทำงานได้มากขึ้น สร้างคอนเทนต์ได้มากขึ้นและดีขึ้น และปรับปรุงความสามารถในการใช้เครื่องมือด้านครีเอทีฟในแง่ของประสบการณ์ 

 

กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามเปอร์เซ็นต์เดียวกันนี้คาดว่า Generative AI จะช่วยให้พวกเขาเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสม ปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น กำหนดขั้นตอนการดำเนินการใหม่ๆ สำหรับลูกค้า และระบุกลุ่มเป้าหมายใหม่

 

เมื่อสอบถามว่าบริษัทควรใช้ Generative AI ในลักษณะใดมากที่สุด ผู้บริหารฝ่ายการตลาดและ CX ระบุสิ่งสำคัญที่สุดอันดับ 1 เท่ากันทั้ง 3 อย่าง ได้แก่ การเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการทำงาน การปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ และการนำเสนอประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า

 

Generative AI จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ ขณะที่บุคลากรฝ่ายการตลาดและ CX มองว่าเครื่องมือ Generative AI ที่เกิดขึ้นใหม่นั้นมีศักยภาพสูง แต่ความคาดหวัง 3 อันดับแรกของพวกเขาล้วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาคอนเทนต์ โดยการสร้างคอนเทนต์ได้เร็วขึ้นครองอันดับ 1 ส่วนการปรับแต่งคอนเทนต์และการสร้างคอนเทนต์เพิ่มมากขึ้นจัดอยู่ในอันดับ 2 ด้วยคะแนนที่เท่ากัน  

 

ในแต่ละกรณี Generative AI จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพลิกโฉมและการเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ซัพพลายเชนด้านคอนเทนต์ และช่วยให้แบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกสามารถตอบสนองความต้องการด้านคอนเทนต์ของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นทวีคูณ เช่น 2 เท่า, 5 เท่า และ 10 เท่า

 

แม้ว่านักการตลาดส่วนใหญ่มีความเห็นด้านบวกเกี่ยวกับประโยชน์ของ Generative AI แต่ก็ยังคงมีความกังวลใจในบางเรื่อง โดยมีการจัดอันดับข้อกังวลใจที่สำคัญที่สุด ได้แก่ คุณภาพของข้อมูล ข้อความก๊อปปี้ หรือรูปภาพ (อันดับ 1), ความเสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ (อันดับ 2) และการขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการฝึกโมเดล AI (อันดับ 3)

 

โดยรวมแล้วผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า Generative AI มีอนาคตที่สดใสทั้งสำหรับผู้บริโภคและแบรนด์ โดยลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์ส่วนใหญ่มีความพร้อมและตื่นเต้นที่จะได้เห็นการใช้งาน Generative AI เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ และตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ต่างๆ แล้วที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อขยายขอบเขตความเป็นไปได้และนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังอย่างมีความรับผิดชอบได้อย่างไร

The post ผลสำรวจพบ 75% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ระบุว่า Generative AI ทำให้พวกเขามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
John Warnock ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Adobe เสียชีวิตแล้วในวัย 82 ปี https://thestandard.co/john-warnock-passed-away-at-82-years-old/ Tue, 22 Aug 2023 02:46:31 +0000 https://thestandard.co/?p=832134 John Warnock

วันเสาร์ที่ผ่านมา (19 สิงหาคม) John Warnock ผู้ร่วมก่อต […]

The post John Warnock ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Adobe เสียชีวิตแล้วในวัย 82 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
John Warnock

วันเสาร์ที่ผ่านมา (19 สิงหาคม) John Warnock ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Adobe ได้เสียชีวิตลงด้วยวัย 82 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตออกมาต่อสาธารณะ 

 

สำหรับประวัติส่วนตัว John Warnock ใช้ชีวิตแต่งงานกับ Marva Warnock ซึ่งเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ และมีลูกด้วยกัน 3 คน

 

John Warnock ได้ก่อตั้งบริษัทที่มีอิทธิพลต่อวงการเทคโนโลยีอย่าง Adobe กับคู่หูของเขา Charles Geschke ในปี 1982 โดยมี Marva Warnock เป็นผู้ออกแบบโลโก้ของบริษัทให้ ก่อนที่จะปล่อยโปรแกรมแรกของบริษัท ‘Adobe PostScript’ ใน 2 ปีถัดมา

 

John Warnock ทำงานในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Adobe จนถึงปี 2000 พร้อมกับดำรงตำแหน่งประธานกรรมการร่วมกับ Charles Geschke จนถึงปี 2017 และยังดำรงตำแหน่งในฐานะกรรมการบริหารมาจนถึงปัจจุบัน

 

Shantanu Narayen ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันของ Adobe เขียนอีเมลถึงพนักงานในบริษัทเกี่ยวกับการจากไปของ John Warnock ว่า เขาเป็นหนึ่งในนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคคนหนึ่ง ด้วยผลงานที่เขาสร้างนั้นเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารผ่านคำบรรยาย ภาพ และวิดีโอของคนในยุค 

 

Shantanu Narayen ปิดท้ายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ John Warnock ตลอด 25 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นจุดสำคัญในช่วงชีวิตการทำงานของเขาเลยก็ว่าได้

 

Adobe เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและถูกใช้มาโดยตลอด โดยเฉพาะโปรแกรม Adobe Acrobat และ Adobe Photoshop แต่ทั้งนี้บริษัทก็กระจายแต่ละหน่วยธุรกิจในเครือได้อย่างเหมาะสมในแต่ละอุตสาหกรรม และในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ John Warnock เขาก็ได้สร้างมาตรฐานของวงการซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจงานออกแบบ, ถ่ายภาพ, ตัดต่อ และอีกมากมาย

 

อ้างอิง: 

The post John Warnock ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Adobe เสียชีวิตแล้วในวัย 82 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีดีตรงไหน? เปิดนัยสำคัญเรื่องเชื้อชาติผู้บริหาร จาก Microsoft ถึง Starbucks ที่เลือก ‘ซีอีโอใหม่’ เป็น ‘คนอินเดีย’ อย่าง สัตยา นาเดลลา และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน https://thestandard.co/microsoft-starbucks-ceo/ Wed, 21 Sep 2022 14:24:12 +0000 https://thestandard.co/?p=684835 Microsoft Starbucks

หากลองนับให้ดี โลกจะพบว่ากว่า 60 บริษัทในกลุ่มยักษ์ใหญ่ […]

The post มีดีตรงไหน? เปิดนัยสำคัญเรื่องเชื้อชาติผู้บริหาร จาก Microsoft ถึง Starbucks ที่เลือก ‘ซีอีโอใหม่’ เป็น ‘คนอินเดีย’ อย่าง สัตยา นาเดลลา และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Microsoft Starbucks

หากลองนับให้ดี โลกจะพบว่ากว่า 60 บริษัทในกลุ่มยักษ์ใหญ่ที่ติดอันดับ Fortune 500 นั้นมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นคนอินเดีย ล่าสุดเช่น สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน (Laxman Narasimhan) โดยเฉพาะบริษัทที่มีอิทธิพลสูงอย่าง Alphabet, Microsoft, Mastercard, IBM, Twitter, Adobe, Chanel, PepsiCo รวมถึง OnlyFans 

 

ล่าสุดคือ Starbucks เชนร้านกาแฟรายใหญ่ของโลกที่ดึงตัว Laxman Narasimhan ผู้มีถิ่นกำเนิดในเมืองปูเน ประเทศอินเดีย มานั่งเก้าอี้ ‘ซีอีโอ’ เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจ ในวันที่ Starbucks พบวิกฤตยอดขายลดลงและราคาเมล็ดกาแฟโลกพุ่งสูงขึ้น

 

Microsoft Starbucks

ภาพ: Starbucks

 

คำถามที่ตามมาคือ คุณสมบัติอะไรที่ทำให้คนอินเดียถูกยกเป็นผู้นำบริษัทระดับโลกได้มากกว่าคนชาติอื่น ปรากฏการณ์นี้มาจากสิ่งพื้นฐานอย่างทักษะด้านการศึกษา-ด้านการจัดการ? หรือว่ามีปัจจัยอื่นที่เป็นนามธรรมมากกว่า? เช่น ระบบการศึกษา ค่านิยม การปรับตัวรับสิ่งใหม่ วัฒนธรรมการใช้ชีวิต รวมถึงข้อได้เปรียบเรื่องความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียเพื่อเข้าสู่ดินแดนโรตี ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญมากของโลก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


วันนี้จำนวนคนพลัดถิ่นสัญชาติอินเดียทั่วโลกมีมากกว่า 32 ล้านคน หลายคนแทรกตัวในวงการแพทย์ พยาบาล เทคโนโลยี การศึกษา ภาคบริการ และอีกมากมาย 

 

ยังมีผู้นำทางการเมืองกว่า 200 คนซึ่งมีเชื้อสายอินเดียที่ได้รับการยกย่องในประเทศต่างๆ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าคนอินเดีย ‘มีของ’ ที่ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

มีดีหรือการเมือง?

Piyush Gupta ซีอีโอของ DBS Group ผู้มีเชื้อสายอินเดียที่กลายเป็นนายแบงก์ใหญ่ที่สิงคโปร์ ให้ความเห็นในรายการ Global Dialogues ของ Shereen Bhan ทางสถานี CNBC-TV18 ว่าปัจจัยที่ทำให้ผู้บริหารสัญชาติอินเดียเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้นำบริษัทมี 3 ส่วนหลัก โดยทุกส่วนเกี่ยวข้องกับตัวตนล้วนๆ ขณะที่ส่วนรองนั้นโยงได้กับการเติบโตและความสำคัญของประเทศอินเดียในเวทีโลก

 

ปัจจัยหลักแรกคือเรื่อง ‘ประชากรศาสตร์’ สถิติระบุว่า 1 ใน 5 ของประชากรโลกเป็นชาวอินเดีย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยที่จะมีชาวอินเดียแฝงตัวในภูมิประเทศทั่วโลกจำนวนมาก 

 

ประเด็นนี้แม้จะมีคำโต้แย้งว่าประชากรจีนแผ่นดินใหญ่นั้นก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน แต่ความต่างคือเรื่องภาษา เนื่องจากชาวอินเดียเติบโตขึ้นมาโดยพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้นในโลกที่ทั้งธุรกิจและการเมืองต่างใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ชาวอินเดียจึงได้เปรียบมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

Gupta ยังเล่าประสบการณ์ว่าชาวอินเดียพลัดถิ่นมักมีความรู้สึก ‘หิวโหย’ ในการสร้างคุณค่าให้ตัวเอง โดยที่ผ่านมาชาวอินเดียที่ประสบความสำเร็จมักมาจากพื้นเพชนชั้นกลาง และหากพิจารณาซีอีโอ 60 คนนี้ ก็จะพบว่ามีหลายคนที่มาจากครอบครัวครูอาจารย์และข้าราชการ 

 

ขณะเดียวกัน เยาวชนที่เติบโตขึ้นมาในอินเดียช่วงยุค 60, 70 และ 80 หลายคนรู้สึกว่าต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จ กลายเป็นความรู้สึกว่าไม่มีทางเลือก และต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อแสวงหาที่ยืน

 

ปัจจัยหลักข้อ 2 เชื่อมโยงกับข้อแรก เพราะ Gupta มองว่าความรู้สึกนี้นำไปสู่ความสามารถใน ‘การปรับตัว’ ความน่าสนใจคือแม้คนประเทศอื่นจะคิดว่าชาวอินเดียทุกคนมีความคล้ายคลึงกัน เป็นคนผิวสีเดียวกัน และมาจากเอเชียใต้เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วคนอินเดียมองคนอินเดียด้วยกันว่ามีหลากหลายประเภท หลายภาษา มีภูมิลำเนาในหลายภูมิภาค และหลายเชื้อชาติ 

 

Microsoft Starbucks

 

ตัว Gupta เองนั้นเติบโตมากับการเล่นฟุตบอลในทีมที่มีผู้คนจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมทุกประเภท ตั้งแต่คนขับรถ เด็ก ไปจนถึงคนร่ำรวย ทั้งที่เป็นคนหนุ่มสาวไปจนถึงคนชรา เหล่านี้สร้างความรู้สึกของการปรับตัว ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสะสมความสามารถให้คนอินเดียรับได้ในทุกสถานการณ์ รวมถึงผู้คนทุกเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ หรือเอเชียอย่างประเทศจีน 

 

ดังนั้นการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการขึ้นเป็นผู้บริหารของบริษัทใหญ่

 

ปัจจัยหลักข้อ 3 คือแนวคิดเรื่อง ‘ความทรหดอดทน’ Gupta อธิบายว่าการมาจากระบบที่โครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำให้คนอินเดียรู้ว่ามีทางเดียวเท่านั้นในการสร้างความสำเร็จให้ชีวิต นั่นคือจะต้องมีความอดทนเป็นพิเศษ เพื่อที่จะมองเห็นโอกาสและทำให้สำเร็จ

 

ในมุมปัจจัยแวดล้อม Gupta ยอมรับว่าการขึ้นเป็นผู้นำบริษัทระดับโลกของคนอินเดีย มีความเกี่ยวข้องกับการเติบโตของประเทศอินเดียในเวทีโลก เนื่องจากเวลานี้คือศตวรรษทองของเอเชีย เห็นได้จากความมั่งคั่งที่กำลังก่อตัวขึ้นในเอเชีย ซึ่งเป็นดินแดนที่มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทย ไม่ใช่แค่อินเดียเท่านั้น 

 

ส่วนนี้ Gupta มองว่าประเด็น ‘ภูมิศาสตร์การเมือง’ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ดุเดือดที่สุดในรอบ 30 ปีนั้น สร้างความไม่ต่อเนื่องเรื่องการลงทุนด้านสายการประกอบและการผลิต ส่วนตัว Gupta เชื่อว่าการลงทุนสายการผลิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลายบริษัทกำลังมองหาฐานการผลิตนอกประเทศจีนเพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งพื้นที่ลักษณะนี้มีเพียง 2 หรือ 3 ประเทศเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจนักลงทุน เช่น เวียดนาม หรือมาเลเซีย รวมถึงอินเดียที่มีความโดดเด่นมาก เพราะเป็นประเทศที่ประชากรมีทักษะด้านวิศวกรรมมากกว่า 2 ล้านคน 

 

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของซีอีโอชาวอินเดีย เพราะในเวลาเดียวกัน ความเป็นชาตินิยมก็มีความเข้มข้นขึ้น เห็นได้จากท่าทีของรัฐบาลและนโยบายที่หลายประเทศประกาศออกมา จึงถือว่าเป็นเรื่องยากที่ซีอีโอจะนำพาบริษัทไปท่ามกลางโลกที่มีทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของลัทธิชาตินิยมไปพร้อมๆ กัน

 

Gupta ยอมรับว่าตัวเขาที่เป็นซีอีโอเชื้อชาติอินเดีย มีส่วนทำให้บริษัทได้อยู่ในพื้นที่ที่อาจร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อปฏิบัติการในด้านต่างๆ ก็จริง อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์หลักในการทำงานของซีอีโอนั้นคือการตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะนำไปสู่บทบาทของความร่วมมือที่แท้จริง 

 

ขณะเดียวกัน ซีอีโอจะต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม ภาคประชาคมโดยรวม และผู้คน จุดนี้หากมองในระยะยาวเกิน 10 ปี จะพบว่าผลดีต่อธุรกิจในระยะยาวมักไม่เกิดขึ้นเมื่อมีการมอบบริการที่โดดเด่นให้กับลูกค้าจนทำกำไรได้เท่านั้น แต่จะต้องควบคู่ไปกับการบริจาคกำไรนั้นให้กับชุมชนที่ทำธุรกิจอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้ซีอีโอตอบคำถามได้ว่า จะสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในช่วง 20, 30 หรือ 40 ปีข้างหน้าได้อย่างไร

 

ไม่เปิดบริษัทเอง

แม้จะมีชาวอินเดียที่เลือกเป็นเจ้านายตัวเองด้วยการทำธุรกิจส่วนตัว แต่ Gupta มองว่าคนอินเดียในยุคของเขามีความสามารถในการรับความเสี่ยงที่จำกัด ดังนั้นชาวอินเดียส่วนใหญ่ในยุคนั้นจึงเลือกที่จะเข้าสู่บริษัทมืออาชีพ และไม่เข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการเอง ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มี ‘ซีอีโอมืออาชีพ’ ซึ่งสร้างชื่อเสียงระดับโลกด้วยการเข้าร่วมกับบริษัทข้ามชาติและเติบโตในพื้นที่โปรเฟสชันแนลแทน

 

คุณสมบัติที่มือโปรด้านซีอีโอต้องมีคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง ประเด็นนี้ Prem Watsa ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ Fairfax Financial Holdings ซึ่งย้ายถิ่นจากอินเดียไปเป็นมหาเศรษฐีที่แคนาดาด้วยเงินติดกระเป๋าไม่กี่ดอลลาร์ กล่าวในรายการเดียวกันว่า ชาวอินเดียมีความได้เปรียบอย่างมากเรื่องการมาจากระบอบประชาธิปไตยที่มีค่านิยมที่ดี ทั้งค่านิยมเชิงประชาธิปไตย ค่านิยมครอบครัวอบอุ่น และความสามารถในการดูแลใส่ใจผู้คน ทุกสิ่งถือเป็นหัวใจของการตัดสินใจที่ดี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสูงสำหรับคนอินเดียที่หาโอกาสในชีวิตด้วยการย้ายประเทศ เพื่อจะได้พัฒนาคุณสมบัติที่ไม่เคยคิดว่าจะมี หรือไม่เคยมีอยู่เลย

 

Watsa ชี้ว่าคนอินเดียยังมีวัฒนธรรมเรื่องการปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านให้เหมือนกับท่าทีที่ต้องการได้รับจากผู้อื่น หลักคิดนี้ทำให้คนอินเดียปฏิบัติเชิงบวกต่อลูกค้า ชุมชน พนักงาน รวมถึงความร่วมมือกับภาครัฐ ซึ่งตัวอย่างของซีอีโอเชื้อชาติอินเดียที่มีครบทั้งวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือ วัฒนธรรมแห่งการค้นคิดนวัตกรรม และวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศในความคิดของ Watsa คือซีอีโอของ Microsoft อย่าง Satya Nadella รวมถึงแม่ทัพใหญ่ Mastercard อย่าง Ajay Banga และ Shantanu Narayen แห่งบริษัท Adobe รวมถึงตัวเขาเองที่มีความเหมือนกันอยู่ 1 เรื่อง คือซีอีโอกลุ่มนี้ได้เข้าศึกษาโรงเรียนเดียวกัน นั่นคือ The Hyderabad Public School ซึ่งคุณพ่อของ Watsa ที่เสียชีวิตไปนานแล้วก็เคยเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ด้วย

 

Microsoft Starbucks

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft (ภาพ: Drew Angerer / Getty Images)

 

หลังโควิด เวิร์กฟรอมอินเดีย?

Shobana Kamineni รองประธานองค์กรด้านสาธารณสุข Apollo Hospitals ซึ่งเป็นสมาชิกของครอบครัวผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลและบริษัทยารายใหญ่ของอินเดีย กล่าวถึงโลกยุคใหม่ที่รูปแบบการย้ายถิ่นฐานของคนอินเดียอาจเปลี่ยนไป จนมีโอกาสเกิดการผกผันในวงการซีอีโออินเดีย ทั้งเรื่องโลกาภิวัตน์ และกระแสการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลขององค์กรโลกที่ข้อมูลจะไหลไปทั่ว โดยมองว่าการปฏิวัติครั้งต่อไปที่มาจากอินเดียจะไม่ใช่การส่งออกบริการ แต่จะเป็นการขับเคลื่อนอย่างหมดจดในด้านการดูแลสุขภาพ ข้อมูล และ IoT

 

Kamineni เชื่อว่า หลังโควิดเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสยิ่งใหญ่ที่แพทย์อินเดียจะให้บริการจากอินเดีย เพราะเวลานี้อินเดียต้องการบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก แต่ประเทศที่ขาดแคลนก็ยินดีจ่ายเพิ่มให้กับคุณหมออินเดียที่พูดภาษาอังกฤษ นำไปสู่โอกาสที่ชาวอินเดียจะเติมเต็มงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ทั่วโลกได้เช่นกัน

 

ไม่แน่เรื่องราวเส้นทางของผู้บริหารชาวอินเดียอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยมีการศึกษาไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยสถิติปัจจุบันพบว่า เกินครึ่ง (59%) ของกลุ่มซีอีโอเชื้อชาติอินเดียในบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 นั้นเดินทางมาสหรัฐฯ ด้วยการขอวีซ่าทำงานแบบมืออาชีพ 

 

ประเด็นนี้อาจมาจากสังคมโดยรวมซึ่งมีการมองว่าไม่มีประเทศอื่นใดในโลกที่ ‘ฝึกฝน’ พลเมืองจำนวนมากในแบบนักสู้เหมือนที่อินเดียทำ เห็นได้จากรถโดยสารสาธารณะในอินเดียที่ไม่เคยหยุดที่ป้ายรถเมล์ รถจะเต็มเสมอ 

 

ดังนั้นคนขับจึงต้องหยุดก่อนหรือหลังจุดจอดหลายหลา เพื่อขับไล่ผู้โดยสารที่ล้นอยู่แล้ว ดังนั้นในการขึ้นรถบัส คนอินเดียจะต้องรีบวิ่งไม่ต่ำกว่า 50 เมตรจากด้านใดด้านหนึ่ง ผิดกับที่สหรัฐฯ ซึ่งรถบัสมาตรงเวลา รถว่างกว่า และอีกหลายสิ่งที่ดีงามกว่า

 

นอกจากการขอวีซ่า การสำรวจพบว่า 20% ในกลุ่มซีอีโอเชื้อชาติอินเดียของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 เท่านั้นที่เดินทางมาสหรัฐฯ ในฐานะนักเรียน ส่วนนี้น่าสนใจเมื่อเทียบกับสถิติที่ชี้ว่า หากไม่นับจีนแล้ว อินเดียถือเป็นประเทศที่ส่งนักเรียนจำนวนมากที่สุดไปศึกษาที่ประเทศซีกโลกตะวันตก (โดยเฉพาะสหรัฐฯ รองลงมาคือแคนาดา) 

 

แปลว่าซีอีโอหัวกะทิส่วนใหญ่ผ่านระบบการศึกษาอินเดียที่มีการแข่งขันสูงที่สุดติดอันดับโลก เช่น สถาบัน Indian Institute of Technology หรือ IIT ซึ่งมีอัตราการรับนักศึกษาน้อยกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ซีอีโอหลายคน ทั้ง Sundar Pichai ของ Google, Arvind Krishna ของ IBM, Raj Subramaniam ของ FedEx และ Vivek Sankaran ของ Albertsons ต่างก็เป็นศิษย์เก่า IIT

 

นอกจากความรู้ภาษาอังกฤษที่โดดเด่น และภาวะที่ต้องทำให้ตัวเองผ่านฉลุยในกระบวนการสรรหาสุดโหด คนอินเดียยังมีค่านิยมโดดเด่นเรื่องการเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ หนังสือหลายเล่มชี้ว่าคนอินเดียส่วนใหญ่ไม่ใช้ชีวิตเกินรายได้ จบหลักสูตรอย่างรวดเร็ว ใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพร้อมที่จะกระโจนเข้าสู่การทำงาน 

 

Microsoft Starbucks

 

ขณะเดียวกัน คนอินเดียยังขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน ความจงรักภักดี และการสร้างฉันทามติ เนื่องจากชีวิตส่วนใหญ่เต็มไปด้วยสถานการณ์ขัดแย้งและความยากลำบาก ผู้บริหารชาวอินเดียจึงมักจะแสดงความยินยอม ใจดี และไม่ค่อยเผชิญหน้า ตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับที่สุดคือ Satya Nadella ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เปลี่ยนวัฒนธรรม Hard-Charging Culture สุดรุนแรงของ Microsoft ไปอย่างสิ้นเชิง

 

จาก Microsoft ถึง Starbucks

เมื่อได้รับตำแหน่งจาก Bill Gates และ Steve Ballmer อีเมลฉบับแรกของ Satya Nadella ในฐานะซีอีโอที่ส่งให้พนักงานของ Microsoft นั้นขึ้นต้นว่า “วันนี้เป็นวันแห่งการถ่อมตัวสุดๆ ของผม” (Today is a very humbling day for me.) 

 

มีการรายงานว่า Nadella นำความสงบแบบเซนมาให้ห้องประชุมโดยไม่มีการขึ้นเสียง ไม่ทุบโต๊ะ ผลลัพธ์ของความเป็นผู้นำของ Nadella คือการพา Microsoft เติบโตจากบริษัทที่มีมูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์เมื่อเข้ารับตำแหน่งในปี 2014 มาเป็นมูลค่ามากกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

 

มีการมองด้วยว่าชาวอินเดียจงรักภักดีต่องานที่ทำอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น Arvind Krishna ที่ร่วมงานกับ IBM ตั้งแต่ปี 1990 และ Satya Nadella ที่เข้าร่วม Microsoft ตั้งแต่ปี 1992 ทั้งคู่เป็นพนักงานแบบยิงยาวสามทศวรรษในบริษัทเดียว เช่นเดียวกับ Raj Subramaniam ซึ่งไม่เคยทำงานที่อื่นเลยหลังจากที่เข้าร่วมกับ FedEx ในปี 1992 ในช่วงเพิ่งออกจากมหาวิทยาลัย

 

Nadella ยังเป็นซีอีโอตัวอย่างที่มีครอบครัวเข้มแข็ง พ่อของ Nadella เป็นเจ้าหน้าที่ Indian Administrative Service: IAS ขณะที่แม่เป็นแม่บ้านที่มีเวลาดูแล ปลูกฝังค่านิยมและวินัยให้ลูกชาย ขณะที่พ่อของ Arvind Krishna เกษียณอายุในฐานะพลตรี ยังมีพ่อของ Sundar Pichai ที่เป็นวิศวกรของบริษัท GEC ในเครืออังกฤษ ทุกคนไม่ได้ยากจนหรือไม่ได้ร่ำรวยและมีสิทธิพิเศษ เพียงแต่มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นสูงในสังคมอินเดียที่รู้เส้นทางแห่งความสำเร็จแล้วเดินทางไปสู่ฝัน

 

สำหรับกรณีของ Starbucks การแจ้งอย่างเป็นทางการว่าบริษัทได้แต่งตั้ง Laxman Narasimhan เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ เพื่อเริ่มเข้ามาศึกษางานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2022 และทำงานจริงในเดือนเมษายน 2023 ต่อจาก Howard Schultz ที่เป็นรักษาการอยู่นั้น ถือเป็นการตอกย้ำอีกครั้งถึงการเปิดกว้าง และมุมมองต่อโลกอย่างยอมรับความจริงขององค์กรสัญชาติอเมริกัน 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงเรื่องธุรกิจ เพราะองค์กรสหรัฐฯ นั้นไม่เพียงแต่อนุญาตให้การแต่งตั้งเกิดขึ้น แต่ยังช่วยให้คนที่มีความสามารถดี สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ สัญชาติ หรือสำเนียงที่ไม่คุ้นเคย

 

เคสของ Starbucks และ Laxman Narasimhan จึงเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีถึงโอกาสที่สหรัฐฯ มอบให้กับผู้อพยพย้ายถิ่น และความจริงที่ว่ามีไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ชาวอินเดียจะมีเวทีแสดงความเก่งได้มากเท่ากับในสหรัฐฯ แปลว่าไม่เพียงการศึกษา ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอุตสาหะ รวมถึงสิ่งที่ดีงามทั้งหมด แต่ยังต้องมีระบบองค์กรที่เปิดกว้างมากสุดๆ ด้วย

 

อ้างอิง: 

The post มีดีตรงไหน? เปิดนัยสำคัญเรื่องเชื้อชาติผู้บริหาร จาก Microsoft ถึง Starbucks ที่เลือก ‘ซีอีโอใหม่’ เป็น ‘คนอินเดีย’ อย่าง สัตยา นาเดลลา และ ลักซ์แมน นาราซิมฮัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adobe ได้ประกาศซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบ UX/UI อย่าง Figma ด้วยเงิน 7.36 แสนล้านบาท แต่หุ้นกลับดิ่ง 17% มากสุดตั้งแต่ปี 2010 https://thestandard.co/adobe-to-acquire-figma/ Sat, 17 Sep 2022 05:11:04 +0000 https://thestandard.co/?p=682941

บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกอย่าง Adobe ได้ประกาศซื้อบริษัทซ […]

The post Adobe ได้ประกาศซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบ UX/UI อย่าง Figma ด้วยเงิน 7.36 แสนล้านบาท แต่หุ้นกลับดิ่ง 17% มากสุดตั้งแต่ปี 2010 appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกอย่าง Adobe ได้ประกาศซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบ UX/UI อย่าง Figma ด้วยมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 7.36 แสนล้านบาท เป็นเงินสดและหุ้น แต่ทำให้หุ้นของ Adobe ทรุดลง 17% ซึ่งเป็นการดิ่งลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010

 

Figma ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2012 เป็นซอฟต์แวร์ออกแบบบนคลาวด์ที่ช่วยให้ทีมงานทั้งหลายทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ คู่แข่งหลักของบริษัทคือโปรแกรมออกแบบ XD ของ Adobe บริษัทมีมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในการระดมทุนครั้งสุดท้าย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


Figma มีผู้สนับสนุนอย่าง Index Ventures, Greylock Partners และ Kleiner Perkins โดยคาดว่ารายได้ในปีนี้ของบริษัทจะมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการเงินของบริษัทได้ยืนยันว่า รายได้ประจำปีของ Figma จะเกิน 400 ล้านดอลลาร์ ในปี 2022 นั่นหมายความว่า Adobe จะจ่ายเงินเป็น 50 เท่าของรายได้ประจำปีของบริษัท

 

ทั้งนี้ Adobe กล่าวว่าจะรวมฟีเจอร์บางอย่างจากโปรแกรมอื่นๆ ไปไว้บนแพลตฟอร์มของ Figma อีกด้วย เช่น เทคโนโลยีภาพประกอบ การถ่ายภาพ และวิดีโอ

 

ซีอีโอของ Adobe อย่าง Shantanu Narayen บอกวา “การผสมผสานระหว่าง Adobe และ Figma จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและจะช่วยให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางในวิสัยทัศน์ของเราสำหรับความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานร่วมกันได้เร็วขึ้น” และ “ความยิ่งใหญ่ของ Adobe มีรากฐานมาจากความสามารถของเราในการนำเสนอสิ่งใหม่และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย”

 

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Figma จะยังคงดำรงตำแหน่งเหมือนเดิม โดยจะรายงานสิ่งต่างๆ ต่อประธานธุรกิจสื่อดิจิทัลของ Adobe อย่าง David Wadhwani

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post Adobe ได้ประกาศซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ออกแบบ UX/UI อย่าง Figma ด้วยเงิน 7.36 แสนล้านบาท แต่หุ้นกลับดิ่ง 17% มากสุดตั้งแต่ปี 2010 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชาร์ลส์ เกสช์เคอ’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Adobe และหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนโลก ‘ไฟล์ PDF’ เสียชีวิตแล้วในวัย 81 ปี https://thestandard.co/charles-geschke-cofounder-adobe-inventor-pdf-obituary/ Mon, 19 Apr 2021 07:49:23 +0000 https://thestandard.co/?p=477202 Charles Geschke

นับเป็นข่าวเศร้าและการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการเทคโนโลย […]

The post ‘ชาร์ลส์ เกสช์เคอ’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Adobe และหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนโลก ‘ไฟล์ PDF’ เสียชีวิตแล้วในวัย 81 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Charles Geschke

นับเป็นข่าวเศร้าและการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการเทคโนโลยีซอฟต์แวร์โลก เมื่อ ชาร์ลส์ เกสช์เคอ นักธุรกิจและนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ชาวอเมริกันผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Adobe ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับผลิตงานกราฟิกได้เสียชีวิตแล้วในวัย 81 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา จากการเปิดเผยอย่างเป็นทางการของบริษัท Adobe 

 

ชานทานู นาราเยน ประธานกรรมการบริหาร Adobe คนปัจจุบันกล่าวผ่านแถลงการณ์บริษัทว่า “นี่คือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพวกเราชาว Adobe และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เมื่อชายผู้ที่คอยชี้แนะแนวทางและเป็นฮีโร่ให้กับพวกเรามายาวนานกว่าหลายทศวรรษได้จากเราไป

 

“ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Adobe ชัค (ชื่อเล่นของ ชาร์ลส์ เกสช์เคอ) และจอห์น วอร์นอค ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปฏิวัติวิธีการสื่อสารและการสร้างสรรค์ของมนุษย์เสียใหม่ โดยผลิตภัณฑ์แรกที่พวกเขาร่วมกันพัฒนาก็คือ ภาษา PostScript โดย Adobe ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้เกิดการพิมพ์ตัวอักษรและภาพบนกระดาษรูปแบบใหม่ๆ และยังนำไปสู่การปฏิวัติการเผยแพร่ ตีพิมพ์ชิ้นงานต่างๆ จากหน้าเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โดยที่ชัคยังได้ปลูกฝังแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งให้กับบริษัท โดยผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสิ่งประดิษฐ์อย่างซอฟต์แวร์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมโลกอย่างมหาศาล เช่น PDF, Acrobat, Illustrator, Premiere Pro และ Photoshop

 

“ผมชื่นชมในความอัจฉริยะ ความใจดี และคุณค่าความเป็นตัวตนของเขา และผมยังรู้สึกปลื้มเป็นอย่างมากที่ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้รับเกียรติในการเรียนรู้และทำงานร่วมกับเขา การจากไปของเกสช์เคอจะฝากไว้ซึ่งรอยแผลรอยใหญ่ในใจของผมอย่างแน่นอน

 

“อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผมรู้สึกเสียใจต่อการสูญเสียต้นแบบ ครู และเพื่อนของผมอยู่นี้ ผมก็รู้สึกอุ่นใจที่ได้รู้ว่า Adobe ยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า เฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่ชัคคาดหวังให้มันเป็นไป” 

 

ทั้งนี้ ชาร์ลส์ เกสช์เคอ ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท Adobe ร่วมกับเพื่อนร่วมงานของเขาจาก Xerox อย่าง จอห์น วอร์นอค ในปี 1982 หรือราว 39 ปีที่แล้ว โดยได้ร่วมพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ PostScript ขึ้นมา ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพิมพ์เอกสารต่างๆ จากหน้าคอมพิวเตอร์ และยังมีส่วนสำคัญในการร่วมพัฒนานวัตกรรมไฟล์แบบพกพา PDF ที่กลายมาเป็นที่นิยมจวบจนถึงปัจจุบัน

 

ก่อนที่เกสช์เคอจะดำรงตำแหน่ง COO ของ Adobe นานถึง 8 ปีเต็มในระหว่างช่วงปี 1986-1994 และก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทในช่วงปี 1989-2000 ก่อนจะเกษียณตัวเอง แต่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารจนกระทั่งปี 2017 และอยู่ในตำแหน่งบอร์ดบริหารกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

 

โดยก่อนหน้านี้ในปี 1992 เขาเคยถูกลักพาตัวจากออฟฟิศของ Adobe ไปซ่อนในสถานที่แห่งหนึ่งในเมืองฮอลลิสเตอร์ แคลิฟอร์เนีย นานถึง 4 วันเต็ม ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถแกะรอยสถานที่ซ่อนตัวของคนร้ายได้ในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมกับเงินเรียกค่าไถ่ราว 6.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ‘ชาร์ลส์ เกสช์เคอ’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Adobe และหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนโลก ‘ไฟล์ PDF’ เสียชีวิตแล้วในวัย 81 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>