7 Things We Love About… – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 26 Dec 2025 08:08:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 7 THINGS WE LOVE ABOUT FASHION IN 2025 เหตุการณ์สำคัญในแวดวงแฟชั่นปี 2025 https://thestandard.co/7-things-we-love-about-fashion-2025/ Sun, 28 Dec 2025 12:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1158588 เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025

หากต้องสรุปภาพรวมของแวดวงแฟชั่นในปี 2025 นี่คือปีหัวเลี […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT FASHION IN 2025 เหตุการณ์สำคัญในแวดวงแฟชั่นปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025

หากต้องสรุปภาพรวมของแวดวงแฟชั่นในปี 2025 นี่คือปีหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริงของอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเทรนด์หรือซิลูเอตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นปีของ “การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ” ตั้งแต่ระดับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ สื่อแฟชั่น ไปจนถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เคยถูกยึดถือมายาวนาน แฟชั่นเฮาส์ระดับโลกหลายแห่งเลือกเดินเกมใหม่อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันแบรนด์ที่เคยเงียบหายก็กลับมาทวงพื้นที่บนรันเวย์อีกครั้งอย่างน่าจับตามอง

 

คอลเล็กชั่น Spring/Summer 2026 กลายเป็นเสมือนหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการแฟชั่น เมื่อดีไซเนอร์หลายคนจากหลายแบรนด์พร้อมใจกันเปิดตัวในฤดูกาลเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนคำถามสำคัญว่า เหตุใดระยะเวลาการทำงานของครีเอทีฟไดเรกเตอร์จึงสั้นลงเรื่อยๆ และบทบาทของพวกเขาในระบบแฟชั่นปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แม้คำตอบจะยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือ ในปี 2026 เราจะยังคงได้เห็นชื่อของดีไซเนอร์หน้าใหม่ก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งหัวเรือของแบรนด์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง และเพื่อปิดฉากปี 2025 อย่างเป็นทางการ THE STANDARD POP ขอพาทุกคนย้อนกลับไปสำรวจโมเมนต์สำคัญที่นิยามปีแห่งการเปลี่ยนผ่านของวงการแฟชั่นปีนี้ร่วมกัน

 


 

MATTHIEU BLAZY CHANEL DEBUT

 

การเปิดตัวครั้งแรกของ Matthieu Blazy ในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Chanel กลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดของปี 2025 ไม่ใช่เพียงเพราะเขาคือดีไซเนอร์ที่เคยสร้างภาษาลักชัวรีแบบใหม่ให้กับ Bottega Veneta แต่เพราะ CHANEL คือแบรนด์ระดับสถาบันที่แบกรับทั้งประวัติศาสตร์ อิทธิพล และความคาดหวังมหาศาล อีกทั้งเขายังเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์เพียงคนที่สามของแบรนด์ ต่อจาก Karl Lagerfeld และ Virginie Viard เท่านั้น

 

แทนที่จะเลือก “ปฏิวัติ” ภาพลักษณ์ของ Chanel แบบหักดิบ คอลเล็กชันเดบิวต์ของ Matthieu กลับค่อยๆ รีเฟรมภาษาแฟชั่นของแบรนด์อย่างสุขุม ผ่านงานเทเลอริ่งที่คมขึ้น สัดส่วนที่เฉียบขึ้น และการใช้วัสดุที่สะท้อนความร่วมสมัยโดยไม่ทิ้งจิตวิญญาณเดิม เขาดึงจุดแข็งด้านงานฝีมือและความเข้าใจในร่างกายของผู้หญิงมาใช้ได้อย่างลงตัว จนแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัว แต่คือการตั้งคำถามสำคัญว่า CHANEL ในศตวรรษที่ 21 ควรนิยามความหรูหราอย่างไร โมเมนต์นี้จึงมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนตัวบุคคล หากแต่เป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางอนาคตของหนึ่งในแฟชั่นเฮาส์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

 

เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025 1

 


 

ANNA WINTOUR STEPS DOWN, CHLOE MALLE STEPS UP

 

การก้าวลงจากบทบาทสำคัญในตำแหน่ง Editor-in-Chieft ของ Anna Wintour ที่นิตยสาร Vogue อเมริกาคือการปิดฉากยุคสมัยของหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สื่อแฟชั่น เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อำนาจของ Anna ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การชี้นำเทรนด์ แต่เธอคือผู้มีบทบาทโดยตรงต่อเส้นทางอาชีพของดีไซเนอร์และซูเปอร์โมเดลจำนวนมาก เป็นผู้กำหนดว่า “ใคร” จะกลายเป็นใบหน้าของยุคสมัยนั้นๆ มากไปกว่านั้น Anna ยังเป็นผู้ขยายขอบเขตของแฟชั่นให้เชื่อมโยงกับการเมือง วัฒนธรรม และพลังของป๊อปคัลเจอร์อย่างจริงจัง โดยคนที่จะมาสานต่อก็คือ Chloe Malle ในตำแหน่งใหม่ที่ชื่อ Head of Editorial ซึ่งเธอก็เคยทำงานที่ Vogue มานานกว่า 14 แล้ว พร้อมกับจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตัวนิตยสารมีความ Niche มากขึ้นกับจำนวน 8 เล่มต่อปี

 

แม้การลงจากตำแหน่งของ Anna Wintour จะไม่ได้หมายถึงการหายไปจากวงการแฟชั่นโดยสิ้นเชิง เพราะเธอยังคงตำแหน่ง Global Editorial Director ของ Vogue ทั่วโลกและ Artistic Director ของ Conde Nast แต่โมเมนต์นี้ก็สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของสื่อแฟชั่นอย่างชัดเจน จากยุคที่สื่อหลักเพียงไม่กี่แห่งเป็นผู้กำหนดทิศทาง สู่ยุคที่เสียงจากหลายแพลตฟอร์ม หลายมุมมอง และหลายชุมชน เข้ามามีอิทธิพลต่อแฟชั่นในระดับที่เท่าเทียมกันมากขึ้น

 

เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025 2

 


 

JONATHAN ANDERSON GOES TO DIOR

 

ข่าวการย้ายบ้านของ Jonathan Anderson จาก Loewe สู่ Dior สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการแฟชั่นแทบจะในทันที เพราะนี่คือการนำดีไซเนอร์ที่มีวิธีคิดแบบศิลปินและนักทดลองตัวจริง มาสู่แบรนด์ลักชัวรีที่มีรากฐานความคลาสสิกและประวัติศาสตร์ยาวนาน Jonathan เป็นที่รู้จักจากการตั้งคำถามกับเพศ รูปร่าง และฟังก์ชันของเสื้อผ้าอย่างไม่เกรงใจกรอบเดิมๆ และตลอดระยะเวลาที่ Loewe เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการยกระดับแบรนด์จากผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหนัง สู่แบรนด์ระดับ Power House ที่ถูกจับตามองในทุกฤดูกาล

 

การมาของเขาทำให้ Dior ถูกคาดหวังว่าจะเปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรรค์ที่กล้า ท้าทาย และร่วมสมัยยิ่งขึ้น เขาเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกด้วยเสื้อผ้าผู้ชาย ก่อนจะเผยวิสัยทัศน์ฝั่งผู้หญิงอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม้งานดีไซน์ของเขาจะเป็นที่ถกเถียง มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงตั้งคำถาม แต่นั่นเองคือสิ่งที่ Dior ต้องการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวงการแฟชั่น นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือการสร้างสถานะใหม่ให้แบรนด์ในเชิงวัฒนธรรม Dior ภายใต้ Jonathan ถูกมองว่าจะกลายเป็นเวทีของบทสนทนาระหว่างศิลปะ แฟชั่น และสังคมร่วมสมัย และที่สำคัญ นี่ยังเป็นครั้งแรกที่ Dior มอบหมายให้ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนเดียวดูแลทั้งไลน์ผู้หญิงและผู้ชาย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ให้เดินไปในกรอบเดียวกันอย่างเป็นระบบ

 

เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025 3

 


 

NEW ERA OF CELINE

 

การกลับมาขึ้นรันเวย์อีกครั้งของ Celine พร้อมวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้การนำของ Michael Rider คือหนึ่งในโมเมนต์ที่น่าจดจำที่สุดของปี 2025 หลังจากในยุคของ Hedi Slimane แบรนด์เลือกนำเสนอคอลเล็กชันผ่านฟอร์แมตและแพลตฟอร์มอื่น การกลับมาสู่รันเวย์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นโชว์ แต่คือการประกาศตัวตนของ Celine อีกครั้งในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจทั้งสไตล์และท่าทีของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

 

Michae เลือกตีความเสน่ห์ของ Parisian Chic ในแบบของตัวเองให้ดูร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และไม่พยายามมากเกินไป งานดีไซน์ของเขาแยบยลตรงการผสมผสานกลิ่นอายของอดีต ทั้งในเชิงซิลูเอตและอารมณ์ เข้ากับมุมมองใหม่ที่เบาขึ้น สบายขึ้น และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบัน Celine ในเวอร์ชันของ Rider จึงดูสดใหม่ แต่ไม่แปลกแยก เป็นแฟชั่นที่ไม่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจหรือสวมใส่มากเกินพอดี โมเมนต์นี้สะท้อนชัดว่า Celine กำลังปรับจังหวะของตัวเองให้เข้ากับยุคสมัยที่ผู้คนมองหาเสื้อผ้าที่อยู่กับชีวิตจริงได้ มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์เพียงบนรันเวย์ และนั่นเองที่ทำให้การกลับมาครั้งนี้ถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในแฟชั่นโมเมนต์สำคัญของปี

 

เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025 4

 


 

“PROTECT THE DOLLS” T-SHIRT

 

เสื้อยืดสกรีนข้อความ “Protect the Dolls” ไม่ได้เป็นเพียงไวรัลแฟชั่นของปี 2025 แต่กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดของปีอย่างแท้จริง เสื้อยืดตัวนี้เป็นผลงานของ Conner Ives ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันที่นำเสนอเสื้อยืดดังกล่าวบนรันเวย์ของแบรนด์ตัวเอง ก่อนที่ข้อความสั้นๆ นี้จะถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วผ่านบุคคลมีชื่อเสียง คนในวงการแฟชั่น และโลกโซเชียลมีเดีย

 

คำว่า “Dolls” ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงตุ๊กตา หากแต่เป็นคำที่ถูกใช้ในคอมมูนิตี้ LGBTQ+ โดยเฉพาะกลุ่ม Transgender เพื่อเรียกแทนตัวตนด้วยความรัก ความภาคภูมิใจ และการยอมรับ ข้อความ Protect the Dolls จึงเป็นการส่งเสียงเรียกร้องให้สังคมปกป้องสิทธิ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนข้ามเพศ ท่ามกลางบริบทโลกที่ประเด็นด้านสิทธิและอัตลักษณ์ยังคงถูกตั้งคำถามและท้าทายอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ตอกย้ำว่าแฟชั่นยังคงเป็นพื้นที่ของการแสดงจุดยืนทางสังคมอย่างแท้จริง เสื้อยืดธรรมดาๆ กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง ไม่ต้องอาศัยซิลูเอตซับซ้อนหรือการเล่าเรื่องยืดยาว แต่สามารถสร้างบทสนทนาในระดับโลกได้ทันที และย้ำชัดว่าเสื้อผ้ายังคงเป็น “ภาษา” ที่ส่งเสียงแทนผู้คนได้ในยุคปัจจุบัน

 

เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025 5

 


 

MET GALA 2025

 

Met Gala ปี 2025 กลับมาทำหน้าที่เป็นเวทีที่แฟชั่น ศิลปะ และป๊อปคัลเจอร์มาบรรจบกันอย่างทรงพลังอีกครั้ง ภายใต้ธีม “Superfine: Tailoring Black Style” ซึ่งมุ่งสำรวจประวัติศาสตร์ สุนทรียะ และอิทธิพลของการตัดเย็บในวัฒนธรรม Black Fashion ตั้งแต่ยุคคลาสสิกไปจนถึงการตีความร่วมสมัย ธีมนี้ไม่เพียงเปิดพื้นที่ให้แฟชั่นเล่าเรื่องผ่านซิลูเอตและเทคนิคเทเลอริ่ง แต่ยังยกระดับพรมแดงให้กลายเป็นบทสนทนาทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

 

ลุคบนพรมแดงปีนี้จึงไม่ได้แข่งกันที่ความอลังการเพียงอย่างเดียว หากแต่เต็มไปด้วยการอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์ การเมือง และอัตลักษณ์ส่วนบุคคล การใช้สูท การตัดเย็บแบบ Bespoke และรายละเอียดที่สะท้อนรากเหง้าของ Black Dandyism ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านมุมมองของดีไซเนอร์และผู้สวมใส่แต่ละคนอย่างมีชั้นเชิง ทำให้เสื้อผ้ากลายเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องที่ทั้งเฉียบคมและทรงพลัง Met Gala 2025 จึงทำหน้าที่เสมือนบทสรุปของปีแห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์แบบ มันย้ำว่าแฟชั่นยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดของโลก สามารถเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงทิศทางของแฟชั่นในยุคถัดไป ที่ความหมายและบริบทสำคัญไม่แพ้ความสวยงามบนพรมแดง

 

เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025 6

 


 

THE DEVIL WEARS PRADA 2

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2006 ภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada กลายเป็นหนึ่งในผลงานป๊อปคัลเจอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการแฟชั่นตลอดเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา คาแรกเตอร์อย่าง Miranda Priestly กลายเป็นสัญลักษณ์ของหญิงแกร่งผู้กุมอำนาจในโลกแฟชั่น ขณะที่ ลุค ในภาพยนตร์ก็ยังถูกอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงปัจจุบัน The Devil Wears Prada ไม่ได้เป็นแค่หนังเกี่ยวกับเสื้อผ้าสวยงาม แต่เป็นภาพสะท้อนโครงสร้างอำนาจในอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างแหลมคม ตั้งแต่บทบาทของบรรณาธิการแฟชั่น การเมือง ในออฟฟิศ ไปจนถึงแนวคิดเรื่อง power dressing ที่เสื้อผ้าคืออำนาจ สถานะ และ ตัวตนของผู้สวมใส่

 

ในปี 2025 ที่ผ่านมาได้มีการเปิดเผยถึงโปรเจกต์ภาคต่อของ The Devil Wears Prada ที่ได้นักแสดงเซ็ตเดิมยกทีมกลับมาอีกครั้ง แต่โมเมนต์ที่ทำให้หลายคนอ้าปากค้าง คือ โมเมนต์ที่ Miranda Priestly และ Anna Wintour มาเจอกันตัวเป็นๆ ที่รันเวย์ของ Dolce & Gabbana ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทำภาพยนตร์ภาคต่อนี้นั่นเอง การพบกันของทั้งคู่สร้างไวรัลทันทีเพราะ Miranda นั้นคือตัวละครที่ถอดแบบมาจาก Anna นั่นเอง รวมถึงนิตยสาร Runway ในภาพยนตร์ เปรียบได้กับนิตยสาร Vogue การโคจรมาพบกันครั้งนี้จึงกลายเป็นโมเมนต์สำคัญไม่แพ้การเปิดตัวดีไซเนอร์ใหม่ในซีซั่นนั้นเลย ต้องมารอชมกันว่าในภาพยนตร์ภาคต่อที่มีกำหนดการฉายปีหน้าช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีฉากที่ทั้งสองเจอกันหรือไม่อย่างไร

 

เหตุการณ์สำคัญในแวดวง แฟชั่น ปี 2025 7

 

ภาพ: Getty Images, Dolce & Gabbana

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT FASHION IN 2025 เหตุการณ์สำคัญในแวดวงแฟชั่นปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น https://thestandard.co/7-things-we-love-about-new-influential-fashion-voices/ Sun, 14 Dec 2025 12:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1154146 7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกแฟชั่นได้ต้อนรับ “กลุ่มนักวิจา […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกแฟชั่นได้ต้อนรับ “กลุ่มนักวิจารณ์รุ่นใหม่” ที่เกิดจากพลังของโซเชียลมีเดีย ผู้เล่าเรื่องแฟชั่นด้วยน้ำเสียงโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม หลากหลายกว่าเดิม คนหมู่มากว่าเดิม เสียงใหม่เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องผ่านระบบนิตยสารดั้งเดิม หรือเคยเป็นผู้สื่อข่าวแฟชั่นจากสำนักพิมพ์ใหญ่ พวกเขาเติบโตจาก YouTube, Instagram, TikTok และ Substack พร้อมมุมมองที่ซื่อตรงกว่าที่อุตสาหกรรมเคยชิน ทำให้บทวิจารณ์แฟชั่นกลายเป็นวัฒนธรรมสาธารณะ พื้นที่ที่ใครก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามและตีความแฟชั่นได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่นักวิจารณ์ไม่ได้อยู่หลังบัตรเชิญแถวหน้า แต่คือคนที่สังคมเลือกให้ขึ้นมามีพื้นที่ด้วยความจริงใจและคอนเทนต์ของพวกเขาเอง

 

เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน Fashion Voices เหล่านี้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงรีวิวคอลเล็กชั่น แต่กลายเป็นผู้กำหนดบทสนทนาในวงการแฟชั่น ช่วยชี้เทรนด์, วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของแบรนด์, วิจารณ์อุตสาหกรรม และแม้แต่ทำนายทิศทางครีเอทีฟของยุคหน้า พวกเขากลายเป็น “คนกลาง” ระหว่างแบรนด์และผู้ชม เป็นทั้งผู้ถอดรหัสความหมายของแฟชั่นและผู้สร้างวัฒนธรรมป๊อปแฟชั่นขึ้นใหม่ในอินเทอร์เน็ต การที่พวกเขาเติบโตมาจากแพลตฟอร์มโซเชียลทำให้เสียงของพวกเขามีความจริงใจ ไม่เกรงใจระบบเดิม และเชื่อมโยงกับผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นความน่าเชื่อถือรูปแบบใหม่ที่สื่อดั้งเดิมต้องหันมาศึกษา

 

วันนี้ THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปทำความรู้จักเหล่าคลื่นเสียงลูกใหม่ของวงการแฟชั่น ที่ทรงอิทธิพลต่อคนยุคใหม่ผู้หลงใหลแฟชั่น

 

LUKE MEAGHER OF HAUTELEMODE

 

Luke Meagher เริ่มต้นจาก YouTube ด้วยสไตล์การรีวิวที่ผสมผสานความรู้เกี่ยวกับแฟชั่นแบบแน่นๆ เข้ากับความตลกร้ายและคอมเมนต์เชิงสังคมที่เฉียบคม ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในแฟชั่นยูทูบเบอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดยุคนี้ จุดเด่นของ Luke Meagher คือความสามารถในการอธิบายประวัติศาสตร์แฟชั่นและเทคนิคของเสื้อผ้าในแบบที่ทั้งเข้าใจง่ายและสนุก โดยไม่กลัวที่จะวิจารณ์แบรนด์ใหญ่หรือดีไซเนอร์คนดังอย่างตรงไปตรงมา เขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกคลื่น Digital Fashion Critic และยังคงรักษามาตรฐานสูงในการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นรีวิว Met Gala, Haute Couture หรือคอลเล็กชันตามฤดูกาล เสียงของ Luke Meagher คือเสียงที่ทั้งฐานแฟนและคนในวงการฟังเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมแฟชั่นร่วมสมัย

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 1

 

LYAS

 

Lyas เติบโตจาก Instagram และ TikTok ด้วยสไตล์การติชมแบบทันท่วงทีที่ทั้งเฉียบคม ดิบ และซื่อตรงแบบไร้ฟิลเตอร์ หลายคนรักเขาเพราะน้ำเสียงที่ไม่ประนีประนอมและสายตาที่มองทะลุการตลาดที่แบรนด์พยายามจะขาย จุดเด่นของ Lyas คือความสามารถในการมองเห็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของแฟชั่น ตั้งแต่การบริหารแบรนด์ ไปจนถึงทิศทางสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ยุคใหม่ คอนเทนต์ของเขาสั้น กระชับ แต่เต็มไปด้วยมุมมองที่กึ่งการเมือง กึ่งวัฒนธรรมป๊อป ซึ่งทำให้เขาโดดเด่นในหมู่วิพากษ์แฟชั่นออนไลน์ เขาคือเสียงที่ทั้งโผงผางและทรงพลังในยุคที่อินเทอร์เน็ตต้องการผู้พูดความจริงมากกว่าความสวยงาม แถมช่วงหลังเขาได้สร้างปรากฏการณ์การทำ Watch Party ตามเมืองต่างๆ รวมตัวคนให้มาดูแฟชั่นโชว์สำคัญ เช่น โชว์เดบิวต์ของ Matthieu Blazy ที่ CHANEL ซึ่งมีคนมาชมเป็นหลักพันแต่ละครั้ง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 2

 

KIM RUSSELL – KIMBINO

 

Kim Russell หรือ Kimbino คือแฟชั่นคูเรเตอร์จากออสเตรเลียที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “อ้างอิงทางแฟชั่น (references)” ของทั้งอินเทอร์เน็ต เธอเริ่มจากการโพสต์เทียบภาพต้นทางของดีไซน์และแรงบันดาลใจในประวัติศาสตร์ ทำให้หลายคนตระหนักว่าหลายแบรนด์กำลังหมุนเวียนไอเดียเดิมๆ จุดเด่นของ Kimbino คือสายตาที่แม่นยำราวกับนักประวัติศาสตร์ศิลป์ การเชื่อมโยงภาพชุดหนึ่งกับอีกคอลเล็กชันหนึ่งในยุคต่างๆ อย่างชัดเจนและมีเหตุผล เธอไม่ใช่นักวิจารณ์ที่เน้นความดราม่า แต่เน้นการให้ข้อมูลจริง พร้อมปลูกฝังความเข้าใจเรื่อง “การยืมแรงบันดาลใจ vs การลอกเลียนแบบ” เสียงของ Kim คือความรู้ที่นุ่มนวลแต่ทรงอิทธิพล

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 3

 

LAUREN SHERMAN OF PUCK NEWS

 

แม้จะไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์จาก TikTok หรือ Instagram แต่ Lauren Sherman คือหนึ่งในนักเขียนด้านธุรกิจแฟชั่นที่สำคัญที่สุดยุคนี้ เธอเริ่มต้นจากการเป็นบรรณาธิการและนักข่าวสายอุตสาหกรรมสำหรับเว็บไซต์อย่าง Business of Fashion ก่อนจะกลายเป็นคอลัมนิสต์ของ Puck News ที่มีอิทธิพลมหาศาล พร้อมมีรายการพอดแคสต์ของตัวเองชื่อ Fashion People ซึ่งจุดเด่นของ Lauren Sherman คือการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง ตั้งแต่รายได้ของแบรนด์ การย้ายตำแหน่งผู้บริหาร ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาด และสามารถเล่าเรื่องซับซ้อนให้เป็นบทสนทนาที่ทุกคนอยากอ่าน เธอเป็น “เสียงแห่งเหตุผล” ของยุคนี้ ผู้ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าแฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงรูปลักษณ์ แต่เป็นธุรกิจระดับพันล้านดอลลาร์ที่กำลังกำหนดอนาคตวัฒนธรรมของโลก

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 4

 

DYLAN KELLY – “WALK WITH ME”

 

Dylan Kelly สร้างชื่อจากวิดีโอ “Walk With Me” บน TikTok และ Instagram ที่พาเขาเดินไปตามงานนิทรรศการ ร้านหนังสือ ไปจนถึงรันเวย์แฟชั่น พร้อมบรรยายด้วยเสียงทุ้มผ่อนคลายแบบตัวละคร Miranda Priesley ใน The Devil Wears Prada โดยวิดีโอของ Dylan ผสมผสาน gentle aesthetics กับการเล่าเรื่องแบบวัฒนธรรมป๊อปยุคใหม่ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เดินไปข้างๆ เขาจริงๆ จุดเด่นของ Dylan คือความสามารถในการทำให้แฟชั่นดูเข้าถึงง่าย นุ่มนวล และอบอุ่น แทนที่จะเป็นโลกที่กดดันและเต็มไปด้วยความว้าวุ่น เขานำเสนอมุมมองของแฟชั่นที่ “มนุษย์” มากขึ้น และทำให้ผู้ชมจดจำได้ว่าแฟชั่นคือประสบการณ์ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 5

 

HANAN BESOVIC OF IDESERVECOUTURE

 

Hanan Besovic คอนเทนต์ครีเอเตอร์จากโครเอเชียเริ่มต้นจากการทำมีมคัลเจอร์เกี่ยวกับแฟชั่นรันเวย์ ก่อนจะพัฒนาไปสู่การเป็นหนึ่งในเสียงที่มีอิทธิพลที่สุดในอินเทอร์เน็ตแฟชั่นยุคนี้ จุดเด่นคือความตลกเจ็บๆ ที่สะท้อนความจริงเกี่ยวกับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซเนอร์ที่กำลังล้า ระบบการทำงานที่ไม่ยั่งยืน หรือการรีแบรนด์ที่ไม่เป็นผล เขามีความสามารถพิเศษในการมองเห็นด้านที่ “คนไม่พูดถึง” ของแฟชั่น และเล่ามันด้วยอารมณ์ขันที่ทั้งกัดและวิเคราะห์ไปพร้อมกัน ผู้ชมรักเขาเพราะเขาพูดแทนพวกเราในโลกแฟชั่นที่มักเคร่งเครียดเกินไป เสียงของ Hanan Besovic คือการปลดล็อกวัฒนธรรมแฟชั่นให้กลับมาสนุกและจริงใจ

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 6

 

BEKA GVISHIANI OF STYLE NOT COM

 

Beka คือผู้ก่อตั้งแอ็กเคานต์ Instagram ที่ชื่อว่า Style Not Com ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ขนาดแบรนด์และดีไซเนอร์ระดับโลกยังต้องติดตาม เขาเริ่มต้นจากการโพสต์ข่าวอัปเดตแฟชั่นในลักษณะมินิมอลด้วยพื้นหลังสีน้ำเงินและฟอนต์เรียบๆ จุดเด่นคือความไว ความแม่นยำ และการใช้ “น้ำเสียงกึ่งนิ่ง แต่เฉียบคม” ที่ทำให้ข่าวแฟชั่นดูเป็นทั้งศิลปะและมีมในเวลาเดียวกัน Style Not Com กลายเป็นแหล่งข่าวที่สื่อทั่วโลกใช้เช็กข้อมูล เพราะ Beka เข้าใจดีว่าการเล่าเรื่องแบบยุคใหม่ต้องกระชับ น่าแชร์ และมีเอกลักษณ์ ภาพจำของเขาคือความสามารถในการสรุปอุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งระบบให้เหลือเพียงไม่กี่ประโยค แต่ทุกประโยคคือพลัง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 7

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชูเรื่องงานฝีมือ https://thestandard.co/7-things-we-love-about-chanel-metiers-dart-collection/ Sun, 30 Nov 2025 12:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1149925 7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ

ถึงเวลานับถอยหลังสู่เดือนธันวาคม โมเมนต์แห่งการเฉลิมฉลอ […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชูเรื่องงานฝีมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ

ถึงเวลานับถอยหลังสู่เดือนธันวาคม โมเมนต์แห่งการเฉลิมฉลองที่คนทั่วโลกต่างตั้งตารอ และสำหรับสายแฟชั่น อีเวนต์พิเศษที่พลาดไปไม่ได้ในเดือนนี้เลยคือ แฟชั่นโชว์จาก CHANEL คอลเล็กชัน Métiers d’ART หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าคอลเล็กชันนี้แตกต่างจาก Ready-to-wear และ Haute Couture อย่างไร สำหรับ Métiers d’ART จะโดดเด่นด้วยการผสมผสานความประณีตของงานฝีมือชั้นสูงเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ล้ำสมัย พร้อมการพาเหล่าสาวกออกท่องโลกเปลี่ยนจุดหมายในแต่ละปี ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่แบรนด์ใช้แสดงศักยภาพของเวิร์คช้อปและช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ

 

และก่อนจะเดินทางสู่กรุงนิวยอร์กกับคอลเล็กชัน 2025/26 กับคอลเล็กชัน CHANEL Métiers d’ART แรกของ Matthieu Blazy ทาง THE STANDARD POP เลยอยากพาทุกคนมาเจาะด้านต่างๆ ของคอลเล็กชัน Métiers d’ART ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ความสำคัญของงานคราฟต์แมนชิป รวมไปถึงสิ่งที่ทำให้ผลงานนี้ถูกยกย่องเหนือกาลเวลา

 


 

ORIGINS OF THIS COLLECTION

 

จุดเริ่มต้นของคอลเล็กชัน Métiers d’Art ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2002 จากวิสัยทัศน์ของ Karl Lagerfeld ที่ต้องการรักษาเครือข่ายช่างฝีมืออิสระในปารีสไม่ให้สูญหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมแฟชั่น โดย Karl ตระหนักดีว่างานฝีมือเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็นหัวใจของความงามแบบ CHANEL ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการสืบทอด เขาจึงเลือกบุกเบิกแนวทางใหม่ด้วยการยกระดับคอลเลกชัน Pre-Fall ผ่านการรวบรวมทุกศาสตร์งานหัตถศิลป์จากเวิร์กช็อปต่าง ๆ ให้กลายเป็นผลงานเสื้อผ้าภายใต้ชื่อคอลเลกชัน Métiers d’Art ที่วางตำแหน่งอยู่ระหว่างเสื้อผ้า Haute Couture และ Ready-to-wear หรือเรียกว่า Semi-Couture แสดงให้เห็นถึงฝีมืออันเชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยรายละเอียดสุดประณีตเช่นเดียวกับเสื้อผ้าชั้นสูง ทว่าซิลลูเอตโดยรวมของคอลเลกชันนั้นไม่ได้ดูหวือหวา สามารถสวมใส่ได้สะดวก นับตั้งแต่โชว์ครั้งแรกที่กรุงปารีสในวันนั้น คอลเล็กชัน Métiers d’Art ก็กลายมาเป็นของขวัญปลายปีสำหรับวงการแฟชั่น ที่ป่าวประกาศความยิ่งใหญ่ของงานคราฟส์แมนชิปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้คนยังคงโหยหาความหรูหรา ความพิถีพิถัน และเสน่ห์ของงานศิลป์ที่ไม่ได้วิ่งตามจังหวะของเทรนด์เพียงอย่างเดียว

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 1

 


 

PARAFFECTION UNIT

 

เบื้องหลังความงดงามของทุกชิ้นงานในคอลเล็กชัน Métiers d’Art คือเวิร์กช็อปช่างฝีมือระดับสูง โดย CHANEL ได้จัดตั้งหน่วยงาน Paraffection ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1997 เพื่อดูแล Atelier ต่าง ๆ ให้อยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน ตั้งแต่ Desrues ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการรังสรรค์เครื่องประดับ (Costume Jewelry) และกระดุม, Maison Michel ผู้ผลิตหมวกและเครื่องประดับศีรษะ และ Lemarié ที่ชำนาญงานขนนกและดอกไม้ประดิษฐ์ ที่ถูกเข้าซื้อกิจการเป็นลำดับต้นๆ ไปจนถึง Atelier Lognon ที่โด่งดังเรื่องการอัดพลีต, Massaro ผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตรองเท้าด้วยความพิถีพิถัน, Goossens ที่มีความสามารถในการผสมผสานโลหะมีค่ากับวัสดุที่หลากหลาย, Lesage และ Montex เมซงระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านงานปักมือ และเมซงอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้ชื่อว่าเป็นการเข้าซื้อกิจการ แต่ทุกเวิร์กช็อปยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างอิสระและร่วมมือกับแฟชั่นเฮ้าส์ อื่นๆ ได้ ซึ่งตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่า CHANEL ไม่ได้มุ่งเป้าที่จะผูกขาดงานฝีมือเหล่านี้ แต่ต้องการส่งเสริมให้พวกเขาเติบโตและดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วยความรักตามความหมายของชื่อหน่วยงาน Paraffection แห่งนี้อย่างแท้จริง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 2

 


 

LE19M BUILDING

 

การเปิดตัวอาคาร Le19M ณ ย่าน Aubervilliers ในวันที่ 20 มกราคม 2022 เป็นอีกหนึ่งบทใหม่ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ Paraffection และ CHANEL จากแต่ก่อนที่กิจการงานคราฟต์แมนชิปเคยกระจายอยู่ทั่วปารีส ในวันนี้ พวกเขาได้ย้ายสู่บ้านแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 25,500 ตารางเมตร ซึ่งอาคารสูง 7 ชั้นนี้ออกแบบโดย Rudy Ricciotti สถาปนิกเจ้าของรางวัลสถาปัตยกรรมระดับสูงสุดของฝรั่งเศสอย่าง Grand Prix d’Architecture ตัวอาคารโดดเด่นด้วยศิลปะคอนกรีตถักทอรอบอาคารที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นด้ายในการทอผ้า ทำให้ Le19M สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างที่แข็งแรงกับความละเอียดอ่อนของงานประณีต ภายในประกอบด้วยสตูดิโอ ห้องเก็บชิ้นงานต้นแบบ และพื้นที่ทดลองที่รองรับการพัฒนานวัตกรรมทางหัตถศิลป์อย่างต่อเนื่อง ตามจุดมุ่งหมายที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทำงานที่สงบ และเต็มไปด้วยพลังการสร้างสรรค์สำหรับเหล่าช่างฝีมือ

 

ปัจจุบัน บทบาทของ Le19M ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นพื้นที่ผลิตผลงานเท่านั้น อาคารแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เปิดรับผู้คนภายนอกให้เข้ามาสัมผัสโลกของ Métiers d’Art ภายในอาคารมีแกลเลอรีสำหรับจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานฝีมือและโปรเจกต์ ต่างๆ รวมถึงพื้นที่สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดให้สาธารณชนได้เห็นกระบวนการสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด Le19M จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ดั้งเดิมกับแนวทางใหม่ในโลกแฟชั่น และยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยขยายภาพลักษณ์ของงาน Métiers d’Art ให้มีความร่วมสมัย เข้าถึงง่าย และมีบทบาทในวงกว้างมากขึ้น

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 3

 


 

THE USE OF RARE TECHNIQUES

 

อย่างที่กล่าวไปว่าคอลเล็กชัน Métiers d’Art คือการนำเสนอเทคนิคงานหัตถศิลป์อันหายากและมีเอกลักษณ์ ที่ไม่ได้พบในเสื้อผ้า Ready-to-wear ทั่วไป ภายในคอลเล็กชันนี้ เราจะได้เห็นการรังสรรค์ด้วยเทคนิกล้ำค่าที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตัวอย่างเช่น กระบวนการอัดพลีตที่ต้องอาศัยศิลปะซึ่งผสมผสานงานฝีมือด้วยมือเข้ากับการตั้งรูปด้วยไอน้ำอย่างประณีต จึงต้องอาศัยช่างฝีมือจาก Lognon ที่เชี่ยวชาญด้านการอัดพลีตโดยเฉพาะ ในการเข้าใจคุณสมบัติของผ้าแต่ละชนิดอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นแรงกด อุณหภูมิ หรือระยะเวลาที่ใช้ เพื่อควบคุมให้ผ้าเกิดมิติและรูปทรงตามต้องการ หรือเทคนิคงานปักชั้นสูงอย่าง Tambour หรือ Lunéville Beading ที่ช่างฝีมือจาก Lesage จะใช้เข็มตะขอพิเศษในการสร้างลวดลายซับซ้อนจากด้านหลังของผ้า จึงต้องอาศัยความแม่นยำสูง และต้องใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

 

ทั้งนี้ ความพิเศษของแต่ละเทคนิคไม่ได้ครอบคลุมเพียงแค่ความซับซ้อน แต่ยังหมายถึงจำนวนช่างที่ยังคงทำสิ่งเหล่านี้ได้จริงซึ่งหาได้ค่อนข้างยากในโลกปัจจุบัน ผลงานหนึ่งชิ้นจึงเป็นทั้งเสื้อผ้าและเป็นหลักฐานแห่งทักษะดั้งเดิม ทำให้ Métiers d’Art ยังคงเป็นหนึ่งในคอลเล็กชันที่สะท้อนความงามอันไร้กาลเวลาและทรงคุณค่าที่สุดของวงการแฟชั่นนั่นเอง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 4

 


 

SHOW LOCATIONS

 

นอกเหนือจากเรื่องงานฝีมือบนเครื่องแต่งกายสุดลักชัวรี อีกหนึ่งจุดยืนที่ถูกประกาศมาตั้งแต่การจัดโชว์ Métiers d’Art ครั้งแรกในปี 2002 ที่กรุงปารีสคือ คอลเล็กชัน Métiers d’Art จะ ‘เดินทางไปพบผู้คนทั่วโลก’ และหยิบเอาอัตลักษณ์ของแต่ละเมืองมาใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเสื้อผ้า ดังนั้น การเลือกสถานที่ในแต่ละปีจึงไม่ใช่เพียงการหาพื้นที่จัดงาน แต่เป็นการเลือกฉากหลังที่ช่วยขยายความหมายของคอลเล็กชัน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ มรดกวัฒนธรรม และภาพจำของความงามแบบท้องถิ่น อาทิ Monaco, Tokyo, Shanghai, Edinburgh, Dallas, Salzburg, Rome, Hamburg ไปจนถึง Manchester และในปีที่ผ่านมากับ Hangzhou ซึ่งสถานที่นั้นๆ ก็จะมีความเชื่อมโยงกับแบรนด์ ตัวครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ หรือเคยปรากฏอยู่ในหน้าชีวิตของ Gabrielle Coco CHANEL ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เช่น คอลเล็กชัน 2007/08 เมือง Monte Carlo ประเทศ Monaco ที่เป็นการยกย่องเมืองพักผ่อนที่ Coco CHANEL ชื่นชอบ และสะท้อนสายสัมพันธ์ส่วนตัวของ Karl Lagerfeld กับราชวงศ์ โมนาโก หรือ คอลเล็กชัน 2014/15 เมือง Salzburg ประเทศ Austria เพื่อย้อนรอยเสื้อแจ็กเก็ตสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของ CHANEL ซึ่ง Coco CHANEL ได้แรงบันดาลใจจากชุดของพนักงานยกกระเป๋าในโรงแรม ตลอดจนคอลเล็กชัน 2022/23 กับการปัดหมุด ณ เมือง Dakar ประเทศ Senegal เพื่อเฉลิมฉลองความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม งานฝีมือ และเชื่อมสัมพันธ์แฟชั่นระดับโลกกับทวีปแอฟริกาที่ยังไม่เคยมีแบรนด์ลักชัวรีระดับสูงจัดโชว์มาก่อน

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 5

 


 

ICONIC CAMPAIGNS

 

แน่นอนว่าแบรนด์แฟชั่นที่โด่งดังเรื่องการให้ความสำคัญกับศิลปะวัฒนธรรม ตัวแคมเปญและภาพยนตร์สั้นที่มาช่วยนำเสนอก็ต้องเป็นไอคอนิกไม่แพ้คอลเล็กชันเครื่องแต่งกาย โดยหนึ่งในแคมเปญที่น่าจดจำและถูกพูดถึงมากที่สุดคือภาพของ Tilda Swinton สำหรับคอลเล็กชัน Paris-Edinburgh ในปี 2013 ที่ปราสาท Linlithgow Palace ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของ Mary Queen of Scots โดยได้รับการเสียงชื่นชมอย่างมากจากสาธารณชน เนื่องจาก Swinton ซึ่งเป็นนักแสดงหญิงชาวสกอตแลนด์ที่มีภาพลักษณ์โดดเด่นเหนือกาลเวลา สามารถถ่ายทอดแก่นของคอลเล็กชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของราชวงศ์สกอตและลายตาร์ตันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

อีกหนึ่งชิ้นงานสื่อที่สร้างชื่อให้กับ Métiers d’Art คือภาพยนตร์สั้น Reincarnation ที่เปิดตัวควบคู่กับโชว์ Paris-Salzburg 2014/15 ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างและกำกับโดย Karl Lagerfeld เป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของแจ็กเก็ตผ้าทวีดในเชิงสัญลักษณ์ โดยมีศิลปินชื่อดัง Pharrell Williams และโมเดล/นักแสดงสาว Cara Delevingne มาเป็นนักแสดงนำร่วมกัน มีการใช้ดนตรี จังหวะ การเต้น และภาพสไตล์ย้อนยุค ซึ่งยังคงถ่ายทอดเรื่องราวของความเป็น CHANEL จากอดีตถึงปัจจุบัน ตลอดจนบ่งบอกถึงแฟชั่นและงานคราฟต์ได้อย่างมีชั้นเชิง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 6

 


 

MÉTIERS D’ART UNDER MATTHIEU BLAZY

 

สำหรับคอลเล็กชัน Métiers d’Art ประจำฤดูกาล 2025/26 ที่กำลังจะเกิดขึ้นคืนวันที่ 2 ธันวาคม 2025 ตามเวลาประเทศอเมริกา ซึ่งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่คอแฟชั่นทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือโชว์ผลงาน Métiers d’Art ครั้งแรกภายใต้การกำกับดูแลของ Matthieu Blazy ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ และเพิ่งเรียกเสียงฮือฮาไปไม่น้อยหลังเผยโฉมคอลเล็กชันเดบิวต์ CHANEL Spring/Summer 2026 ที่แสดงวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นที่รู้จักในความถนัดด้านงานคราฟต์แมนชิปและจิตวิญญาณอันเป็นอิสระ ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นการตีความ Savoir‑faire แบบดั้งเดิมให้ดูร่วมสมัยยิ่งขึ้น หรือเทคนิคการสร้างสรรค์เสื้อผ้าใหม่ๆ ที่เซอร์ไพรส์ผู้ชมก็เป็นได้

 

โดยแฟชั่นโชว์ Métiers d’Art ในปีนี้ ปักหมุดหมาย ณ มหานครนิวยอร์ก ถือเป็นครั้งที่ 3 ของแบรนด์ในการจัดโชว์ที่เมืองที่อัดแน่นด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมแห่งนี้ ซึ่งทาง Bruno Pavlovsky ประธานฝ่ายแฟชั่นของ CHANEL ได้กล่าวถึง Blazy ว่า “เขาจะทำให้พลังแห่งความสร้างสรรค์ของเมืองที่เขาคุ้นเคย ก้องกังวานไปกับความเชี่ยวชาญพิเศษของแบรนด์ได้” เชื่อว่าคอลเล็กชัน Métiers d’Art ในมือของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนนี้จะเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับ CHANEL อย่างแน่นอน

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชู เรื่องงานฝีมือ 7

 

ภาพ: Courtesy of CHANEL, Getty Images, Olivier Saillant, Donata Wenders

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT CHANEL MÉTIERS D’ART COLLECTION คอลเล็กชัน Semi-Couture ที่เชิดชูเรื่องงานฝีมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ https://thestandard.co/7-things-we-love-about-human-made/ Sun, 23 Nov 2025 08:15:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1146466 7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Human Made กลายเป็นหนึ่งในแบรนด […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Human Made กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์สตรีทแฟชั่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ตั้งแต่ดีไซน์ลายกราฟิกสุดเอกลักษณ์ ไปจนถึงโลโก้รูปหัวใจและสัตว์น้อยทั้งหลายที่ทำให้คนจดจำได้ทันที แม้จะเป็นแบรนด์ที่เกิดจากความหลงใหลส่วนตัว แต่กลับเติบโตกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลระดับโลก Human Made ผสมผสานงานดีไซน์สไตล์เรโทร งานคราฟต์ และความขี้เล่นในแบบญี่ปุ่นได้อย่างโดดเด่น

 

การเติบโตของ Human Made ไม่ได้เกิดจากกระแส แต่เกิดจากคาแรกเตอร์เฉพาะตัวที่แข็งแรงจนทำให้แฟนทั่วโลก ตั้งแต่สายสตรีทฮาร์ดคอร์ไปจนถึงเซเลบริตี้ระดับโลกอยากเป็นเจ้าของอย่างน้อยสักหนึ่งชิ้น วันนี้ THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับแบรนด์นี้กันมากขึ้น

 

BRAND ORIGINS

 

Human Made ถูกก่อตั้งโดย NIGO® หรือ Tamoki Nagao ผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการสตรีทแฟชั่นญี่ปุ่นที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ในปี 2010 หลังจากที่เขาออกจาก BAPE และต้องการกลับไปสู่แก่นแท้ของสิ่งที่เขาหลงใหลจริงๆ นั่นคือ งานคราฟต์ และ วัฒนธรรมเรโทรอเมริกัน ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนยุคปัจจุบันอาจหลงลืมไป Nigo ตั้งชื่อแบรนด์ว่า Human Made เพื่อสื่อถึงความตั้งใจว่าทุกชิ้นต้องมีกลิ่นอายของงานที่ผ่านมือมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บ การพิมพ์กราฟิก ไปจนถึงการเลือกซิป กระดุม หรือเนื้อผ้า ทุกอย่างต้องผ่านการ “เลือกด้วยใจ” เพื่อสื่อถึงความรู้สึกที่จับต้องได้เหมือนของเก่าที่มีชีวิตและมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ 1

 

MADE IN JAPAN QUALITY

 

หากต้องเลือกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนตัวตนของ Human Made ได้ดีที่สุด คงเป็นคำว่า Craftsmanship เพราะ Nigo และทีมงานให้ความสำคัญกับการผลิตแบบญี่ปุ่นในทุกขั้นตอน เสื้อผ้าของ Human Made จึงมีความคมแบบที่สัมผัสได้ ทั้งจากผ้า การเย็บ และดีเทลเล็กๆ ที่ไม่ค่อยพบในแบรนด์แฟชั่นเชิงอุตสาหกรรม Human Made เลือกทำงานกับโรงงานญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญการผลิตเสื้อผ้าแนววินเทจ ซึ่งมีเทคนิคการตัดเย็บที่ซับซ้อนกว่าเสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไป เช่น การใช้จักรโบราณ การทำตะเข็บแบบ chain-stitch การเลือกผ้าแบบสมัยก่อนที่ทั้งทนและมีเท็กซ์เจอร์เฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้ทำให้เสื้อสเวตของ Human Made หนาและนุ่มเป็นพิเศษ แจ็กเก็ตแคนวาสมีความแข็งแรงเหมือนงานเวิร์กแวร์ดั้งเดิม และเดนิมของแบรนด์ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งเรื่องโทน สี และความเฟดเมื่อใช้งานนาน Human Made ยังยืนหยัดไม่ขยายการผลิตแบบ Mass แม้จะมีดีมานด์สูงทั่วโลก นี่คือการตัดสินใจเชิงธุรกิจที่ชัดเจนว่าแบรนด์เลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำให้สินค้าแต่ละชิ้นไม่เพียงมีคุณภาพสูง แต่ยังมีความพิเศษที่จับต้องได้ ทั้งในฐานะงานแฟชั่นและในฐานะของสะสม

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ 2

 

THE ICONIC LOGO

 

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ Human Made แตกต่างจากแบรนด์สตรีตอื่นคือ “ระบบโลโก้” ที่ไม่ได้มีเพียงสัญลักษณ์เดียว แต่เป็นชุดภาษาภาพ (Visual Language) ที่แบรนด์สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน โลโก้หัวใจสีแดงพร้อมคำว่า Human Made คือภาพแรกที่ทุกคนนึกถึง เรียบง่ายแต่ชวนจดจำ มันไม่ใช่โลโก้ที่ต้องการบอกว่า “นี่คือแบรนด์แฟชั่น” แต่สื่อความอบอุ่น ความตั้งใจ และความคลาสสิกแบบที่เห็นครั้งเดียวก็อาจตกหลุมรักได้ นอกจากหัวใจแล้ว Human Made ยังมีชุดลายสัตว์ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ เช่น หมี เสือ เป็ด หรือกระต่าย ซึ่งแต่ละตัวสะท้อนความสนุกและจิตวิญญาณของแบรนด์ในแบบที่ไม่ต้องพูดเยอะ ระบบโลโก้แบบ multi-icon นี้คือสิ่งที่ทำให้ Human Made แทบไม่ต้องเขียนชื่อแบรนด์กำกับเลย เพราะแฟนๆ สามารถจำได้ทันทีจากสไตล์ของลาย มันคือวิธีสร้าง Brand Identity ที่ลึกกว่าแค่ใส่โลโก้ลงบนเสื้อแต่เป็นการสร้างภาษาของแบรนด์ที่ผู้ใส่และผู้เห็นสื่อสารถึงกันได้โดยอัตโนมัติ

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ 3

 

PHILOSOPHY & DESIGN

 

ปรัชญาของ Human Made คือการมองแฟชั่นผ่าน “อดีต” แต่ทำให้เป็น “ปัจจุบัน” ใส่ได้ทุกวัน การเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรมป๊อปในยุคที่ทุกอย่างยังทำด้วยมือ ดีไซน์ของแบรนด์จึงสะท้อนความเป็น retro Americana ผสมความขี้เล่นแบบญี่ปุ่นอย่างลงตัว เสื้อยืดสีขาวพร้อมกราฟิกสัตว์ ลายหัวใจสีแดง แจ็กเก็ตแคนวาส และสเวตเชิ้ตฟิตคลาสสิก ไอเท็มเบสิกที่ดีไซน์ทุกชิ้นแฝงอารมณ์สนุกๆ ผสานงานเย็บคุณภาพสูงสไตล์ญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ Human Made มีเอกลักษณ์แตกต่างจากแบรนด์สตรีตอื่น แม้จะดึงแรงบันดาลใจมาจากอดีต แต่ Human Made ไม่ได้ติดอยู่กับความวินเทจจนใส่ไม่ได้จริง จุดแข็งคือการออกแบบให้เสื้อผ้าที่ดูเหมือนของสะสม กลับใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน เหมาะทั้งกับแฟนสายแฟและคนที่ชอบสไตล์เรียบเท่

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ 4

 

LV COLLABORATION

 

คอลลาบอเรชันระหว่างผู้ทรงอิทธิพลแฟชั่นสตรีทระหว่าง Nigo และ Virgil Abloh เกิดขึ้นในช่วงปี 2021 การร่วมงานระหว่าง Human Made และ Louis Vuitton (LV²) คือหนึ่งในงานคอลแลบที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีนั้น โดยเฉพาะเมื่อ Nigo ทำงานเคียงข้าง Virgil Abloh สองดีไซเนอร์ที่มาจากพื้นฐานต่างกันแต่มีจุดร่วมคือความกล้าที่จะทดลอง และการทำลายกำแพงระหว่าง Street กับ Luxury คอลเล็กชันนี้หยิบเอา DNA ของ Human Made มาเลเล่าใหม่ในสไตล์ลักชัวรี เช่น ลายหัวใจและสัตว์ที่ถูกทำให้หรูขึ้นผ่านวัสดุระดับไฮเอนด์ งานแพตเทิร์นผสมโมโนแกรมของ Louis Vuitton และซิลูเอตต์ที่สะท้อนความเป็นอังกฤษแบบเรโทร จุดเด่นคือการยกระดับลายสตรีทให้กลายเป็นงานลักชัวรีเต็มรูปแบบ ครั้งนี้ถือว่า Human Made ไปไกลกว่าแค่วงการสตรีทแวร์ และกลายเป็นโปรเจกต์ที่ทำให้ทั้งโลกจับตาแบรนด์ Human Made

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ 5

 

CORPORATE STRUCTURE

 

Human Made เริ่มต้นจากทีมเล็กๆ ที่เน้นการควบคุมคุณภาพแบบละเอียดสุดขีด ซึ่งเป็นสิ่งที่ Nigo ให้ความสำคัญมาตลอด เขาเลือกทำงานกับโรงงานในญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญงานเย็บแนววินเทจ เพราะต้องการเก็บคาแรกเตอร์ของเสื้อผ้ายุคเก่าไว้ให้มากที่สุด แม้ต้นทุนสูงกว่าการผลิตแบบ Mass แต่ผลลัพธ์คือคุณภาพที่แตะต้องได้จริง ในเชิงธุรกิจ Human Made ใช้กลยุทธ์ “ผลิตน้อยแต่คุณภาพสูง” ทำให้สินค้าเกิดความ Rare มีคุณค่าต่อการสะสม อีกทั้งยังใช้การทำงานคอลแลบอย่างสม่ำเสมอเป็นเครื่องมือขยายฐานผู้ติดตาม โดยร่วมงานกับศิลปินวงการลักชัวรีและแบรนด์ชั้นนำ โมเดลธุรกิจนี้ทำให้ Human Made เติบโตอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องเร่งขยาย หรือสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งทุกวันนี้ Human Made มีพนักงานทั้งหมดกว่า 175 ชีวิตทั่วโลกกับ NIGO รับตำแหน่ง Creative Director, Rei Matsunuma รับตำแหน่งเป็น CEO, Kaws และ Pharrell Williams รับตำแหน่ง Adviser และ Verdy รับตำแหน่ง Creative Partner ส่วนกลุ่มลูกค้าของ NIGO ก็มีอยู่ใน 88 ประเทศ

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ 6

 

J-HOPE COLLABORATION

 

คอลลาบอเรชันล่าสุดระหว่าง Human Made และ J-Hope หนึ่งในสมาชิกบอยแบนด์ระดับโลก BTS กลายเป็นกระแสทันทีที่เปิดตัว โดยศิลปินหนุ่มได้ร่วมออกแบบคอลเล็กชันพิเศษในชื่อ “Human Hope” ซึ่งผสานเอกลักษณ์ของ Human Made เข้ากับลุคสดใสสนุกสนานตามสไตล์ของ J-Hope อย่างลงตัว จุดเด่นของคอลเล็กชันนี้คือ โลโก้กระรอกแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบขึ้นเฉพาะกิจสำหรับโปรเจกต์ครั้งนี้ โดยใช้เป็นสัญลักษณ์หลักในการเล่าเรื่องและสร้างเอกลักษณ์ให้คอลเล็กชันดูโดดเด่นกว่าเดิม Human Hope ประกอบด้วยไอเท็มทั้งหมด 14 ชิ้น ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์ ไอเท็ม ไม่ว่าจะเป็นแจ็กเก็ต เสื้อยืด ฮูดดี้ สเวตเตอร์ ไปจนถึงของใช้สุดน่ารักอย่างหมอนอิง พรมเช็ดเท้า แก้วกาแฟ พวงกุญแจ และแหวน สำหรับการวางจำหน่าย คอลเล็กชันนี้เปิดขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ Human Made Apgujeong ในกรุงโซล และทางออนไลน์เท่านั้น ทำให้กลายเป็นหนึ่งในคอลแลบที่ทั้งแฟนแฟชั่นและแฟนคลับต่างตั้งตารอจับจองกันอย่างคึกคัก

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ 7

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT HUMAN MADE แบรนด์สตรีทสุดฮิตที่ทำขึ้นจากใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN https://thestandard.co/7-things-love-ralph-lauren/ Sun, 09 Nov 2025 02:46:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1141133 7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในงานประกาศรางวัล CFDA ดีไซเนอร์ […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในงานประกาศรางวัล CFDA ดีไซเนอร์ระดับตำนาน Ralph Lauren รับรางวัล American Womenswear Designer of the Year ชี้ให้เห็นว่าแม้จะเข้าวัย 86 ปีแล้วก็ตาม แต่ Ralph ยังคงเก๋าเกมในวงการแฟชั่นและเป็นที่ยอมรับมาตลอดในสายงานอาชีพของเขา และในสัปดาห์นี้ เหล่าคอแฟชั่นชาวไทยคงได้ข่าวคราวการเปิด The World of Ralph Lauren คอนเซ็ปต์สโตร์ครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ที่รวมเอาหลากหลายแบรนด์ภายใต้ Ralph Lauren มาไว้ในแห่งเดียว เพื่อถ่ายทอดโลกทัศน์แห่งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และกลิ่นอายความหรูหราแบบอเมริกันในรูปแบบที่จับต้องได้มากขึ้น

 

และในโอกาสนี้ คงเป็นช่วงเวลาที่ดีไม่น้อยที่ THE STANDARD POP จะชวนทุกคนย้อนกลับไปเจาะลึกเส้นทางของแบรนด์ที่เริ่มต้นจากความฝันของชายคนหนึ่งในนิวยอร์ก สำรวจทุกแง่มุมแนวคิด จนถึงวันที่เขาสามารถสร้างความสำเร็จระดับสากล ด้วยอาณาจักรแฟชั่นที่เข้ามาเปลี่ยนความหมายของคำว่า American Style ไปตลอดกาล

 

EARLY YEARS

 

ย้อนกลับไปในวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1939 ชีวิตของ Ralph Lifshitz (ชื่อเดิมของ Ralph Lauren) ถือกำเนิดขึ้น ณ​ ย่าน Bronx กรุงนิวยอร์ก ในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด อย่างไรก็ตาม แทนที่ Ralph จะออกไปเล่นกีฬาหรือเล่นเกมเหมือนเด็กคนอื่น ๆ เขากลับใช้เวลาศึกษาวิธีที่ผู้คนแต่งตัวและอ่านนิตยสารแฟชั่น รวมถึงมีความชื่นชอบในภาพยนตร์ฮอลลีวูดและชีวิตของคนดัง ซึ่งส่งผลให้ Ralph มีสไตล์ที่แตกต่างจากเพื่อน และพยายามแต่งตัวให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าครอบครัวจะไม่มีเงินมากนัก ด้วยความเชื่ออย่างหนักแน่นว่าการแต่งตัวดีจะสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้คนมองเขา และช่วยให้เขาก้าวข้ามพื้นฐานทางสังคมของตัวเอง ซึ่งความหลงใหลนี้ชัดเจนขึ้นทุกวันจนถึงวัยมัธยมปลายที่เขาเริ่มฝันอยากสร้างเสื้อผ้าที่สื่อถึง ‘ชีวิตในฝันแบบอเมริกัน’ ด้วยตัวเอง

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเขาได้งานเป็นพนักงานขายที่ Brooks Brothers แบรนด์สูทเก่าแก่ของอเมริกา ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งศิลปะของการขายและความสำคัญของการสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ หลังจากนั้นไม่นาน Ralph ได้ย้ายไปทำงานที่แบรนด์เนกไทชื่อดังอย่าง Beau Brummell ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาโชว์ฝีมือการออกแบบเนกไทในสไตล์ที่แตกต่างจากแฟชั่นยุค 1960s ให้กลายเป็นดีไซน์ที่กว้างขึ้น ใส่ลวดลายที่ให้ความหรูหรากว่าเดิมเพื่อตั้งใจให้สื่อถึงความมั่นใจของผู้ชายยุคใหม่ กระทั่งสามารถเปิดแบรนด์เนกไทเล็ก ๆ ภายใต้ชื่อ Polo by Ralph Lauren ในปี 1967 โดยความกล้าหาญในการออกแบบนี้ได้ดึงดูดความสนใจจากร้านค้าชั้นนำอย่าง Bloomingdale’s ซึ่งตัดสินใจนำเนกไทนี้เข้ามาขายในร้านและได้กระแสตอบรับอย่างน่าประทับใจ

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN 1

 

BREAKTHROUGH MOMENT

 

ด้วยความสำเร็จของเนกไท Ralph Lauren ตัดสินใจเดินหน้าธุรกิจ Polo by Ralph Lauren เข้าวงการแฟชั่นเต็มรูปแบบในปี 1968 ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าผู้ชายเป็นครั้งแรก ซึ่งเสื้อผ้าของเขามีกลิ่นอายของ heritage แบบอังกฤษ แต่สวมใส่ง่ายและมีเสน่ห์แบบอเมริกัน ต่างจากแฟชั่นในยุคนั้นที่นิยมความเรียบง่ายแนวโมเดิร์นของอิตาลีและฝรั่งเศส และต่อยอดมาสู่คอลเลกชันเสื้อผ้าผู้หญิงที่เผยโฉมในปี 1971 เป็นการหยิบยกแรงบันดาลใจจากสไตล์เสื้อผ้าผู้ชาย และมีการปักโลโก้ Polo Pony อันเป็นเอกลักษณ์ไว้ที่แขนเสื้อเป็นครั้งแรก พร้อมกับการเปิดบูติกสแตนด์อะโลนบนถนน Rodeo Drive ใน Beverly Hills

 

ถัดมาเพียง 1 ปี ทางแบรนด์ได้เป็นที่จดจำด้วยการออกแบบเสื้อเชิ้ตปักโลโก้ Polo บนปกเสื้อ ซึ่งวางจำหน่ายพร้อมกันถึง 17 สี จนกลายเป็นไอเท็มซิกเนเจอร์ ที่ถือเป็นไอคอนของสไตล์อเมริกันคลาสสิกอย่างแท้จริง โดยในระหว่างนั้น ความพีคของเส้นทางอาชีพของเขายังสามารถเห็นได้จากคอสทูมในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง The Great Gatsby (1974) และ Annie Hall (1977) อีกทั้งยังก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งใหญ่ในปี 1983 เมื่อ Ralph Lauren เลือกเปิดตัวไลน์สินค้าตกแต่งบ้านภายใต้ชื่อ Ralph Lauren Home เพื่อขยายวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกของ Ralph Lauren ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และตอกย้ำภาพลักษณ์ในฐานะดีไซเนอร์ที่ไม่ได้เพียงออกแบบเสื้อผ้า แต่สร้างวิถีชีวิตที่ผู้คนอยากมีส่วนร่วมด้วย

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN 2

 

DESIGN AESTHETIC

 

จากความเชื่อมั่นของดีไซเนอร์มือทองที่ว่าแฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้า แต่คือวิถีชีวิตที่บ่งบอกตัวตน ทำให้สิ่งที่เด่นชัดตลอดมาเมื่อเอ่ยถึงแบรนด์ Ralph Lauren คือกลิ่นอายของความคลาสสิกเหนือกาลเวลา โดยหนึ่งในคำกล่าวอันเป็นตำนานของเขาที่ว่า “I don’t Design clothes, I Design dreams. ” ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในทุกคอลเล็กชันแบรนด์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์และบรรยากาศ ตั้งแต่เสื้อโปโลผ้าฝ้ายปักโลโก้นักขี่ม้าสุดไอคอนิก ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่ายที่สง่างาม สะท้อนจิตวิญญาณของความมั่นใจและเสรีภาพแบบอเมริกัน, บรรยากาศของผู้ดีอังกฤษที่แฝงความผ่อนคลายแบบนิวยอร์กในสูทผ้าวูลตัดเย็บประณีตและเสื้อเชิ้ต oxford, ภาพของชนบทอเมริกันที่อบอุ่น ซึ่งสื่อผ่านกระโปรงยาวที่เล่นกับลวดลายและแจ็กเก็ตทรงซาฟารี หรือโลกของคาวบอยอเมริกันที่เปี่ยมเสน่ห์แบบวินเทจในงานเดนิม แฟชั่นของแบรนด์จึงกลายเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องของชีวิตในฝัน ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกดี สื่อถึงความสุข ความมั่นใจ และรสนิยมที่แท้จริง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN 3

 

LINES & CATEGORIES

 

Ralph Lauren ได้พัฒนาแบรนด์ของตนอย่างต่อเนื่องให้กลายเป็นจักรวรรดิแฟชั่นที่ครอบคลุมทุกด้านของไลฟ์สไตล์ ด้วยการสร้างสินค้าหลากไลน์ที่ตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน อาทิ Polo by Ralph Lauren ที่ทุกคนน่าจะคุ้นหูกันดี, RLX ที่โฟกัสกลุ่มกีฬากลางแจ้ง, Purple Label และ Ralph Lauren Collection ไลน์สุดลักชัวรีสำหรับลูกค้าสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี, RRL ที่โดดเด่นด้วยเสื้อผ้าสไตล์เวสต์อเมริกัน หรือ Ralph Lauren Home ไลน์สินค้าของตกแต่งบ้าน โดยกลยุทธ์นี้จะทำให้แต่ละแบรนด์ย่อยทำหน้าที่เป็นประตูสู่ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ในแกนเรื่องเล่าเดียวกันคือไลฟ์สไตล์อเมริกันแบบคลาสสิก ซึ่งช่วยให้กลุ่มลูกค้าสามารถเข้าถึงโลกของ Ralph Lauren ตามเวอร์ชันที่เหมาะสมกับตัวเองได้

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN 4

 

RALPH’S COFFEE

 

อีกหนึ่งด้านที่มาเติมเต็มประสบการณ์ของแบรนด์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้นมากกว่าเป็นเพียงสินค้าวางขายคือ Ralph’s Coffee ร้านกาแฟที่ถูกออกแบบให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศของโลก Ralph Lauren ผ่านการตกแต่งภายในด้วยโทนสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ บรรยากาศที่อบอุ่นและสง่างาม ตลอดจนกาแฟคุณภาพสูงที่คั่วพิเศษโดยร่วมมือกับ La Colombe หนึ่งในโรงคั่วกาแฟที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา และการเลือกวางสินค้าในร้าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ นอกจากนี้ในปี 2018 แบรนด์ได้เปิดตัว Ralph’s Coffee Truck ซึ่งเป็นรถขายกาแฟเคลื่อนที่ที่มีการออกแบบสไตล์วินเทจสีเขียวสะดุดตา เดินทางไปขายกาแฟในงานอีเวนต์พิเศษและสถานที่ ต่างๆ ในนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งได้การตอบรับที่ดีเช่นกัน

 

โดยนับตั้งแต่ร้านกาแฟนี้เปิดทำการครั้งแรกในย่าน Madison Avenue กรุงนิวยอร์กเมื่อปี 2014 ก็ประสบความสำเร็จจนสามารถขยายสาขาไปยังหลายเมืองทั่วโลก ซึ่งแต่ละสาขาจะมีการออกแบบที่สอดคล้องกับสถานที่ตั้งและวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ Ralph Lauren ไว้ และสำหรับในประเทศไทยนั้น ร้าน Ralph’s Coffee ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิลด์ และ The World of Ralph Lauren เซ็นทรัล เอ็มบาสซีนั่นเอง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN 5

 

CHARITY WORK

 

ส่วนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ Ralph Lauren เป็นที่ชื่นชมในหมู่คนรักแฟชั่นไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความมุ่งมั่นในการตอบแทนสังคม ด้วยแนวคิดที่มองว่าความหรูหราที่แท้จริง ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบต่อผู้คนและชุมชน ซึ่งพิสูจน์ได้จากการตั้งมูลนิธิและโครงการเฉพาะกิจ เช่น The Ralph Lauren Corporate Foundation และโครงการ Pink Pony ที่มุ่งเน้นด้านการต่อสู้กับมะเร็ง อีกทั้งยังมีบทบาทด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษา เช่น การบริจาคเงินสนับสนุน Smithsonian Institution รวมถึงทุนการศึกษาและโครงการพัฒนาเยาวชนในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ผ่าน Ralph Lauren Corporate Foundation ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถสะท้อนความตั้งใจของ Ralph Lauren ที่ต้องการให้แบรนด์ของตนเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตในระดับสังคม

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN 6

 

AWARDS & RECOGNITION

 

ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ผลงานของ Ralph Lauren ไม่เพียงเปลี่ยนโฉมวงการเสื้อผ้า แต่ยังสร้างวัฒนธรรมแห่งความหรูหราที่ผสานกับความอบอุ่นและความจริงใจแบบอเมริกันสู่สายตาชาวโลก ซึ่งทำให้เขากวาดรางวัลสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น การเป็นดีไซเนอร์เพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดทั้งหมดจาก Council of Fashion Designers of America (CFDA) ซึ่งรวมถึง Lifetime Achievement Award (ค ศ. 1992) และรางวัล Womenswear Designer of the Year (ค. ศ. 1995 และ 2025) ที่มอบให้เพื่อยกย่องความเป็นเลิศในการออกแบบและกำหนดทิศทางแฟชั่นอเมริกัน อีกทั้งในปี 2025 นี้ เขายังได้รับรางวัลพลเรือนสูงสุดของสหรัฐอเมริกา (Presidential Medal of Freedom) ซึ่งถือเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์คนแรกที่ได้รับรางวัลนี้

 

ส่วนในระดับนานาชาติ Ralph Lauren นับเป็นดีไซเนอร์ชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Honorary Knight Commander of the Order of the British Empire (KBE) โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในปี 2019 เพื่อยกย่องบทบาทของเขาในการส่งเสริมแฟชั่นและวัฒนธรรมสากล รวมถึงได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ Chevalier de la Légion d’Honneur จากรัฐบาลฝรั่งเศส ในปี 2010 ที่สะท้อนอิทธิพลทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างน่าทึ่ง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN 7

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT RALPH LAUREN appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT ANOK YAI ซูเปอร์โมเดลยุคใหม่ชาวซูดาน https://thestandard.co/7-things-we-love-about-anok-yai/ Sun, 26 Oct 2025 12:21:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1135792 7 THINGS WE LOVE ABOUT ANOK YAI

หากใครติดตามวงการแฟชั่นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงแฟชั่ […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT ANOK YAI ซูเปอร์โมเดลยุคใหม่ชาวซูดาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT ANOK YAI

หากใครติดตามวงการแฟชั่นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงแฟชั่นวีคประจำฤดูกาล Spring/Summer 2026 รวมถึงแฟชั่นโชว์ประจำปีของแบรนด์ชุดชั้นในอย่าง Victoria’s Secret จะต้องรู้สึกตะลึงในความเฟียร์ซและความสง่างามของนางแบบผิวดำชื่อ Anok Yai เธอไม่เพียงเป็นนางแบบ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงและการยอมรับในอุตสาหกรรมแฟชั่น

 

การปรากฏตัวของเธอซีซั่นแล้วซีซั่นเล่ามีน้ำหนักพอในการบอกถึงสเตตัสของเธอว่าไม่ใช่แค่ Top Model แต่คนในวงการแฟชั่นหลายคนต่างมองว่าเธอมีคุณสมบัติของการเป็นซูเปอร์โมเดลยุคใหม่อย่างแท้จริง เว็บไซต์ชื่อดังเกี่ยวกับนางแบบ Models.com ยังยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งใน The New Super หนึ่งในซูเปอร์โมเดลยุคใหม่ที่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการแฟชั่น โดยการเป็นตัวของตัวเองและกล้าที่แสดงความคิดเห็นจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงคนอื่นๆ

 

เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปสำรวจตัวตนของ Anok Yai ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงช่วงเวลาที่เธอเปล่งประกายในเวทีโลก และเหตุผลที่ทำให้เธอไม่ใช่แค่นางแบบ แต่เป็นแรงบันดาลใจในวงการแฟชั่น

 

HOW SHE STARTED 

 

HOW SHE STARTED

 

Anok Yai เกิดในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ จากครอบครัวผู้ลี้ภัยจากซูดานใต้ ก่อนจะย้ายมาที่แมนเชสเตอร์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา เมื่ออายุเพียง 3 ขวบ ในวัยเรียนเธอเลือกเรียนด้านชีวเคมีที่ Plymouth State University ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นแพทย์ โดยยังไม่มีความคิดในการเป็นนางแบบแต่อย่างใด ช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิตของเธอมาถึงในเดือนตุลาคม 2017 ขณะที่เธอเข้าร่วมงาน Homecoming ของ Howard University เธอถูกช่างภาพจับภาพและโพสต์บนอินสตาแกรมโดยยอดไลก์ทะลุ 20,000 ในเวลาอันสั้นซึ่งนำไปสู่การทาบทามมากมายจากโมเดลลิ่งเอเจนซี แต่ท้ายที่สุดเธอเลือกเซ็นสัญญากับ Next Model Management เนื่องจากพวกเขาเป็นโมเดลลิ่งเดียวที่ทุ่มเทติดต่อเธอทุกวันจนกระทั่งเธอรู้สึกสบายใจ และนั่นคือจุดเริ่มต้นอาชีพอันสุดยอดของเธอ 

 

BREAKTHROUGH MOMENT

 

BREAKTHROUGH MOMENT

 

ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือนหลังจากเซ็นสัญญา Anok Yai สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการแฟชั่น เมื่อเธอคือนางแบบผิวดำคนที่สองต่อจาก Naomi Campbell ตั้งแต่ปี 1997 ที่เดินเปิดโชว์ให้กับแบรนด์ Prada ซึ่งเป็นเวลากว่า 20 ปี แน่นอนว่านอกจากลุคภายนอกของเธอที่ดูน่าหลงใหล เฟียร์ซ และมั่นใจแล้วนั้น ยังรวมถึงท่าทางการเดินรันเวย์ของเธอที่ดูโปรและเป็นซิกเนเจอร์ของตัวเองจากการฝึกฝน ทำให้เธอกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนในวงการแฟชั่นทันที หลังจาก Prada เธอมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นมากมาย อาทิ Versace, Louis Vuitton, Fendi, Max Mara และอีกมากมาย ไม่ใช่แค่นั้น เธอยังปรากฏตัวบนแคมเปญของ Prada คอลเล็กชั่น Spring/Summer 2018 ทันทีหลังจากจบซีซั่น และยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับนิตยสารแฟชั่นระดับโลกมากมาย อาทิ I-D, Vogue, Dazed, V และอีกมากมาย

 

NEW BEAUTY STANDARD

 

NEW BEAUTY STANDARD

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Anok Yai มีโครงหน้าที่โดดเด่น แก้มคม, โหนกแก้มสูง และดวงตาสีเข้มที่สะกดกล้องถ่ายภาพ เธอถูกนิยามว่า Sculptural Beauty ที่สะท้อนทั้งความแข็งแรงและอ่อนไหวในเวลาเดียวกัน นิตยสารแฟชั่นชั้นนำต่างยกย่องเธอเป็น Face of the Future เพราะมันทลายมาตรฐานความงามแบบตะวันตกและขยายคำจำกัดความของคำว่าสวยให้มีพื้นที่สำหรับความหลากหลายมากขึ้น ในปี 2018 อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของอาชีพเธอคือการได้เซ็นสัญญาร่วมงานกับแบรนด์ Estee Lauder ในฐานะ Global Spokesmodels โดยยกย่องว่าเธอเป็นตัวอย่างของความงามยุคใหม่ ดูมั่นใจและกล้าเป็นตัวของตัวเอง แม้ว่าจะย้ายมาอาศัยในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เธอกลับภูมิใจในพื้นเพความเป็นคนซูดานของเธอและไม่เคยอายที่จะกล่าวถึง นอกจาก Estee Lauder เธอยังมีโอกาสร่วมแคมเปญบิวตี้อีกหลายตัว เช่น YSL Beauty, Chanel Beauty. Mugler และ Pat McGrath Labs

 

THE NEW SUPER

 

THE NEW SUPER

 

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น Anok Yai เป็นที่ยอมรับเป็นวงกว้างในวงการแฟชั่นว่าเธอนั้นถือเป็นซูเปอร์โมเดลยุคใหม่ หลังจากเคยเข้าชิง Model of the Years จากเว็บไซต์ของนางแบบชื่อดังอย่าง Models.com กว่า 4 ครั้ง เธอได้ตำแหน่งในปี 2023 จากการโหวตของคนในวงการแฟชั่น และปี 2024 จากผลโหวตของผู้อ่านเว็บไซต์ ซึ่งบ่งบอกได้ว่าชื่อของ Anok ได้รับการยอมรับทั้งจากคนในวงการแฟชั่นและผู้คนที่หลงใหลในแฟชั่น ไม่ใช่แค่นั้น Models.com ยังยกตำแหน่ง The New Super ในฐานะซูเปอร์โมเดลของเจเนอเรชันใหม่ ร่วมกับนางแบบแถวหน้าของโลก อาทิ Kendall Jenner, Adut Akech, Alex Consani, Imaan Hammam, Vittoria Ceretti และ Gigi, Bella Hadid

 

BEYOND MODELING

 

BEYOND MODELING

 

อาชีพของ Anok Yai ก้าวกระโดดอย่างมาก หลายคนต่างพูดถึงการดึงอารมณ์ร่วมของเธอเมื่อต้องอยู่บนรันเวย์ ดูได้จากโชว์ของ Vetements สองซีซั่นต่อกันที่เธอถูกเลือกให้เป็น Vetements Bride ในปีที่แล้วเธอกลายเป็นเจ้าสาวกลัวฝนวิ่งออกมาบนรันเวย์ในชุดแต่งงานสีขาว ก่อนที่ซีซั่นล่าสุดเธอจะกลับมาอีกครั้งในชุดสีดำแสดงอารมณ์โศกเศร้าในขณะที่นำเสนอเสื้อผ้าในคอลเล็กชัน ความสนใจของ Anok ไม่ได้อยู่แค่บนรันเวย์เท่านั้น เธอยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าเธอสนใจงานแสดงเช่นกันหากมีโอกาสที่ดี เธอเคยชิมลางทำงานด้านการแสดงเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้างในเส้นทางอาชีพนางแบบของเธอ เธอเคยอยู่ปรากฏตัวในหนังสั้นของ Chanel ในคอลเล็กชัน The Chanel Pharrell Collection และ Summer of 21 ของ Saint Laurent ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังเคยร่วมถ่ายมิวสิควิดีโอของศิลปินอยู่หลายคน เช่น Say Something ของแร็ปเปอร์ Lil Yachty, I KNOW ? ของ Travis Scott, Swing My Way ของ Offset และล่าสุด Gorgeous ของ Doja Cat

 

SPREADING HER VOICE

 

SPREADING HER VOICE

 

Anok Yai ไม่ได้เดินแบบอย่างเดียว เธอใช้เสียงของเธอพูดถึงเรื่องของความหลากหลาย, ตัวตน, และการยอมรับของความงามที่หลากหลาย ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง เธอพูดถึงการเติบโตในเมืองที่คนส่วนใหญ่เป็นผิวขาวว่า เธอต้องเผชิญ social anxiety ความรู้สึกว่าเป็นคนนอกอยู่ตลอดเวลา และการเดินทางของเธอในสายอาชีพนางแบบช่วยให้เธอเห็นโลกที่กว้างขึ้นและเอาชนะความรู้สึกของการเป็นคนนอกนั้นได้ แม้ว่าคนในวงการแฟชั่นหลายคนจะมองว่าเธอสวย แต่ในวงกว้าง เธอยังต้องต่อสู้ในฐานะคนดำที่อยากให้ผู้หญิงแบบเธอมีความมั่นใจและกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องรู้สึกกลัว ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดของเธอร่วมกับเพื่อนนางแบบ Alex Consani ใน Allure ทั้งสองยังพูดถึงการเป็นเพื่อนและการสนับสนุนกันในวงการที่เต็มไปด้วยแรงกดดันด้านตัวตนและการเป็นตัวแทนของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งทั้งสองเป็นตัวแทนของกลุ่มคนและเสียงสะท้อนให้กับคนที่เป็นแบบพวกเธอ

 

PERSONAL STYLE

 

PERSONAL STYLE

 

เราคงไม่สามารถข้ามหัวข้อสไตล์ของ Anok Yai ไปได้ เพราะสไตล์ของเธอโดดเด่นมากๆ ทั้งบนท้องถนนและงานพรมแดงต่างๆ ที่เธอมักถูกพูดถึงอยู่เสมอ สตรีทสไตล์ของ Anok มีความผสมผสานระหว่าง boyish และ sexy เธอมักนำเสื้อผ้าสไตล์ menswear มาแมตช์เข้ากับไอเท็มเซ็กซี่ เช่น เกาะอก แมตช์ แบกกี้ยีนส์ ไดนามิกการแต่งตัวของเธอจึงดูเฟียร์ซ สนุกและก๋ากั่นอย่างมาก ในขณะบนพรมแดง Anok จะเลือกชูความโดดเด่นสีผิวของเธอ เธอมักเลือกเฉดสีที่ช่วยขับผิวของเธอให้ดูโดดเด่นตั้งแต่สีแดงสด ไปจนถึงสีดำให้ดูกลืนไปกับสีผิวของเธอ ตัวอย่างในปี 2024 ที่งาน Met Gala เธอสวมชุดบอดี้สูทสีมิดไนท์ประดับคริสตัลทั้งตัวจาก Swarovski เปรียบได้กับหมู่ดาวในยามค่ำคืน หรือเดรสสีขาวลูกไม้หลากแบบตัดต่อเข้ากันของ Olivier Theyskens ผ้าชีร์ซีทรูที่เผยผิวของเธอดูหรูและเย้ายวนในคราวเดียว

 

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT ANOK YAI ซูเปอร์โมเดลยุคใหม่ชาวซูดาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ไฮไลต์จากเซสชันพิเศษ 7 Things We Love About… X UNIQLO and JW Anderson Fall/Winter 2025 สัมผัสความอบอุ่นผ่านแฟชั่นอังกฤษสุดคลาสสิก https://thestandard.co/7-sessions-7-things-we-love-about-x-uniqlo-jw-anderson-fall-winter-2025/ Wed, 22 Oct 2025 09:03:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1134015

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับ UNIQLO แบรนด์แฟชั่นระดับโลกจ […]

The post 7 ไฮไลต์จากเซสชันพิเศษ 7 Things We Love About… X UNIQLO and JW Anderson Fall/Winter 2025 สัมผัสความอบอุ่นผ่านแฟชั่นอังกฤษสุดคลาสสิก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับ UNIQLO แบรนด์แฟชั่นระดับโลกจากญี่ปุ่น และ JW Anderson แบรนด์ของดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Jonathan Anderson ซึ่งในฤดูกาลนี้ ทั้งสองแบรนด์ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในคอลเลกชัน Fall/Winter 2025 ที่สายแฟชั่นห้ามพลาด!

 

7 Things We Love About… ได้จัดเซสชันพิเศษเพื่อพูดคุยถึงแรงบันดาลใจและจุดเด่นของคอลเลกชันนี้ ตั้งแต่การร่วมงานกับดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง Jonathan Anderson ไปจนถึงการนำเอา ‘ความเป็นอังกฤษ’ มาตีความใหม่ในสไตล์ที่สนุก สดใส และใส่ง่ายมากขึ้น ผ่านแฟชั่นแนว Outdoor ที่ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกแบบอังกฤษในแบบฉบับของ JW Anderson

 

อีกหนึ่งความพิเศษในเซสชันนี้ คือการปรากฏตัวของ มีน-นิชคุณ ขจรบริรักษ์ นักแสดงหนุ่มผู้โดดเด่นในวงการแฟชั่นประเทศไทย เขาได้มาแชร์ไอเท็มโปรดจากคอลเลกชัน UNIQLO and JW Anderson Fall/Winter 2025 พร้อมโชว์ไอเดียการแมตช์ลุคที่จะทำให้แฟชั่นฤดูหนาวปีนี้สนุกและมีสไตล์ยิ่งขึ้น

 

The post 7 ไฮไลต์จากเซสชันพิเศษ 7 Things We Love About… X UNIQLO and JW Anderson Fall/Winter 2025 สัมผัสความอบอุ่นผ่านแฟชั่นอังกฤษสุดคลาสสิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ https://thestandard.co/7-things-we-love-about-x-uniqlo-jw-anderson-fall-winter-2025/ Mon, 13 Oct 2025 05:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1129767 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ

เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับคอลเล็กชันไล […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ

เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับคอลเล็กชันไลฟ์แวร์ UNIQLO and JW Anderson Fall/Winter 2025 ที่ทาง THE STANDARD POP ก็ได้จัดเซสชันพิเศษ 7 Things We Love About… ที่มีโฮสต์ประจำรายการอย่าง เริ่มต้น เขมะเพ็ชร และ ฝน ภทรฤน มาพูดคุยเกี่ยวกับไอเท็มจากคอลลาบอเรชันสุดพิเศษครั้งนี้ด้วย

 

ทั้งสองคนพาผู้ฟังไปทำความรู้จักกับคอลเล็กชันต่างๆ ของ UNIQLO ที่ร่วมงานกับดีไซเนอร์คนดังมาแล้วมากมาย จนกระทั่งถึงการคอลแลบกับดีไซเนอร์มากฝีมืออย่าง Jonathan Anderson กับแบรนด์ JW Anderson ในคอลเล็กชันใหม่ประจำฤดูกาลนี้ รวมทั้งพาเราไปสำรวจโลกของดีไซเนอร์ที่เขานำไลฟ์สไตล์ Outdoor ของคนอังกฤษมาตีความใหม่ให้เป็นเสื้อผ้าไลฟ์แวร์ที่เข้าถึงง่ายและใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

 

ภายในงานยังมีการจัดแสดงเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีต่างๆ จากคอลเล็กชันนี้ เช่น เสื้อสเวตเตอร์ เสื้อแจ็กเก็ต PUFFTECH กางเกงผ้าลูกฟูก กางเกงยีนส์ทรงตรง เสื้อโค้ตทรง Poncho และถุงเท้า HEATTECH กระเป๋าโท้ต รวมทั้งหมวกแก๊ป ซึ่งไอเท็มเหล่านี้ล้วนมาพร้อมกับพาเลตต์สีเอิร์ธโทนที่เจือกลิ่นอายความคลาสสิกตามแบบฉบับคนอังกฤษ แต่นำมาแต่งเติมให้สนุกและมีสีสันสดใส ไม่ว่าจะเป็นสีแดงมะเขือเทศ สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ สีเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองมัสตาร์ด เพื่อให้ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ดูมีชีวิตชีวาและอบอุ่นมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญคนพิเศษอย่าง มีน-นิชคุณ ขจรบริรักษ์ มาร่วมพูดคุยถึงคอลเล็กชันนี้ในแง่มุมต่างๆ ทั้งความชื่นชอบของเขาที่มีต่อคอลลาบอเรชันครั้งนี้ ไอเท็มที่เขาสวมใส่ ตลอดจนการร่วมเซสชันสไตลิ่งลุคให้โดดเด่นจากคอลเล็กชัน UNIQLO and JW Anderson Fall/Winter 2025 ด้วยเช่นกัน

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 1 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 2 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 3 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 4 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 5 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 6 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 7 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 8 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 9 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 10 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 11 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 12 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 13 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ 14

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT X UNIQLO and JW ANDERSON FALL/WINTER 2025 เติมความอบอุ่นด้วยไลฟ์แวร์สีสันสดใสสไตล์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT CELEBRITIES AS CREATIVE DIRECTORS บทบาทใหม่ในวงการแฟชั่นของเหล่าคนดัง https://thestandard.co/7-things-we-love-about-celebrities-as-creative-directors/ Sun, 12 Oct 2025 11:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1129618

ในโลกแฟชั่นยุคปัจจุบัน เราเห็นเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจเกิดข […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT CELEBRITIES AS CREATIVE DIRECTORS บทบาทใหม่ในวงการแฟชั่นของเหล่าคนดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกแฟชั่นยุคปัจจุบัน เราเห็นเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจเกิดขึ้น นั่นคือการจ้างคนดัง, ศิลปิน, แรปเปอร์ และครีเอเตอร์มีชื่อเสียงให้มาทำหน้าที่เป็น Creative Director ให้กับแบรนด์แฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์แบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่การให้ชื่อเสียงมาประดับตรา (name-dropping) เท่านั้น แต่ยังเป็นการผสานอัตลักษณ์และแง่มุมของครีเอเตอร์เข้ากับแบรนด์ เพื่อสร้างเรื่องราวใหม่ๆ เชื่อมโยงกับผู้บริโภคยุคใหม่

 

การนำคนดังมารับบทบาทครีเอทีฟไดเรกเตอร์มีจุดดีหลายข้อ อย่างแรกคือ การเป็นผู้นำอินฟลูเอนซ์เชิงวัฒนธรรม (cultural influence) เพราะคนดังมีฐานแฟน, ผู้ติดตาม และมีอิทธิพลทางความคิดอยู่แล้ว เมื่อแบรนด์เชื่อมโยงกับชื่อเสียงเหล่านั้นช่วยส่งผลให้แบรนด์ดูสดใหม่และเข้ากับกระแสวัฒนธรรมใหม่ได้เร็วขึ้น เมื่อครีเอทีฟไดเรกเตอร์เป็นคนมีมุมมองเฉพาะตัว ผลงานจะสะท้อนตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงอัตลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปดูลิสต์รายชื่อของคนดังที่ก้าวข้ามบทบาทของตนเองสู่ฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ให้กับแบรนด์ดัง 

 

Pharrell Williams for Louis Vuitton

 

Pharrell Williams for Louis Vuitton

 

Pharrell Williams ถูกแต่งตั้งให้เป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่งผู้ชายของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยมีความสัมพันธ์ร่วมงานกับ LV ในรูปแบบคอลแลบ เช่น การออกแบบแว่นตา,ครื่องประดับ และการเป็นพาร์ตเนอร์ร่วมในแคมเปญต่างๆ จนกระทั่งการเข้ามารับช่วงต่อในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ต่อจาก Virgil Abloh คอลเล็กชั่นเปิดตัวของเขา Spring – Summer 2024 บ่งชี้วิสัยทัศน์ใหม่ในการนำเอาวัฒนธรรมการแต่งตัวแบบสตรีทมาสอดประสานกับสินค้าลักชัวรี และการเลือกใช้โทนสี แรงบันดาลใจจากดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย  การมาของ Pharrell สร้างโอกาสให้ LV ได้ “รีบูตภาพลักษณ์” หลังการจากไปของ Virgil เพราะ Pharrell มีศักยภาพในด้าน cross-discipline ของศิลปะ ดนตรี และแฟชั่น ซึ่งช่วยเสริมความเกี่ยวโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่ และยังเป็นการแสดงว่า LV ยังคงกล้าที่จะทดลองไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

 

Kendall Jenner for FWRD

 

Kendall Jenner for FWRD

 

นอกจากการเป็นนางแบบระดับโลกและแบรนด์เตกีล่าของตนเอง อีกหนึ่งบทบาทของ Kendall Jenner คือบทบาทของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ e-tailer หรูอย่าง FWRD ตั้งแต่ปี 2021 หน้าที่ของเธอคือดูแล “look and feel” ของเว็บไซต์, คัดสรรแบรนด์ที่จำหน่าย, คัดสรร monthly edits, งานแคมเปญ และการสื่อสารทางการตลาดร่วมกับแบรนด์พันธมิตร อีกหนึ่งความพิเศษคือคอลัมน์ Kendall’s Edit คอลเล็กชันเฉพาะที่เธอเลือกเองให้วางขายอยู่บนแพลตฟอร์มของ FWRD เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อได้ทันที รวมถึงการทำแคมเปญที่เธอจะเลือกทีมมาทำงานเพื่อคอลเล็กชันนี้โดยเฉพาะ เธอไม่ได้แค่เป็นหน้าตาแบรนด์ แต่มีส่วนในการคัดเลือกเรื่องภาพ การจัดวางสินค้า และการกำหนดโทนภาพรวมให้กับแบรนด์  ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ในเชิงความรู้สึกและแนวคิด

 

Jaden Smith for Christian Louboutin

 

Jaden Smith for Christian Louboutin

 

ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมามีข่าวว่า Jaden Smith ขึ้นรับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ให้กับแบรนด์ Christian Louboutin ซึ่งบทบาทของเขาจะเข้ามาดูแลไลน์ของผู้ชาย โดยดูแลสี่คอลเล็กชันต่อปี ครอบคลุมรองเท้า, เครื่องหนัง และแอคเซสเซอรี พร้อมกับการกำหนดทิศทางภาพลักษณ์ของแบรนด์ในแคมเปญการตลาด การร่วมงานกันครั้งนี้ของทั้งคู่เกิดจากความสัมพันธ์อันดีระหว่าง Jaden และ Christian หลังจากที่เคยพบปะพูดคุยกันตามงานต่างๆ มาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งการเติบโตทางบทบาทของ Jaden ในครั้งนี้ถือว่าใหม่ทั้งสำหรับตัวเขาและแบรนด์ Louboutin อย่างมาก อย่างไรก็ตามหลายคนมองว่าบทบาทของเขาหมายถึงการเติมไอเดียใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะในฝั่ง Menswear ที่มักถูกมองว่าอนุรักษ์นิยม และยังช่วยดึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ติดตาม Jaden ในฐานะศิลปินและแฟชั่นไอคอน

 

SZA for Vans

 

SZA for Vans

 

ข่าวการที่ SZA จะเข้ามามีบทบาทกับ Vans ในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์สร้างข้อถกเถียงในวงการแฟชั่นว่าทำไมเราต้องการเซเลบริตี้มาดูแลเรื่องภาพลักษณ์และมีส่วนออกแบบสินค้า ในแง่ของแบรนด์เอง การได้คนทรงอิทธิพลอย่าง SZA เข้ามาช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ โดยเฉพาะเธอนั้นมีเพลงฮิตติดชาร์ตมากมายและยังมีฐานแฟนเพลงขนาดใหญ่ การมาของ SZA จะช่วยแบรนด์ในแง่การออกแบบลวดลาย, การเลือกวัสดุ หรือการออกแบบคอลเล็กชันพิเศษ (collab) ที่สะท้อนรสนิยมส่วนตัวของเธอ และการสื่อสารแบรนด์ผ่านภาพลักษณ์ร่วมสมัย เช่น การดีไซน์ลายกราฟิกที่มีอารมณ์เพลง หรือโทนสีที่สื่ออารมณ์เพลง R&B และ Soul ของเธอ ดังนั้นเมื่อนำมาเชื่อมกับรองเท้า Vans ซึ่งเป็นที่นิยมในวงสตรีท ยิ่งเป็นการเพิ่มมิติใหม่ให้แบรนด์ และเปิดประตูให้กลุ่มที่อาจไม่เคยเข้าถึง Vans แบบเดิมมาเป็นผู้บริโภคใหม่

 

Cardi B for Playboy

 

Cardi B for Playboy

 

Cardi B ได้รับบทบาทครีเอทีฟไดเรกเตอร์ร่วมงานกับ Playboy ช่วยดูในแง่ของงานดีไซน์และคอลาบอเรชั่นพิเศษ ซึ่งเธอมีส่วนในการรังสรรค์ดีไซน์ลวดลาย, ไลน์แคปซูล และการออกแบบสินค้า โดยใช้บุคลิกทรงพลังของเธอเป็นแรงขับเคลื่อนเรื่องภาพลักษณ์ สิ่งที่โดดเด่นคือ เธอกล้าคอนทราสต์ จากศิลปินฮิปฮอป สู่แบรนด์ Playboy ที่มีประวัติศาสตร์ด้านความเซ็กซี่, วัฒนธรรมดิสโก้ และไลฟ์สไตล์กลางคืน การมีชื่อ Cardi B เข้ามาเป็นเสมือนสะพานระหว่างแบรนด์ดั้งเดิมกับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจกับศิลปวัฒนธรรมของเพลงและสตรีทแฟชั่น ผลงานของเธอมักเป็นลิมิเต็ดคอลเล็กชันที่สร้างความสนใจในสื่อ และช่วยให้ Playboy ดูสดใหม่ขึ้นในสายตาคนรุ่นใหม่

 

Central Cee for BAPE x SYNA World Cup

 

Central Cee for BAPE x SYNA World Cup

 

ล่าสุด Central Cee ถูกแต่งตั้งเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์สำหรับคอลเลกชัน BAPE × SYNA World (ซึ่ง BAPE ร่วมมือกับ SYNA, Spotify) ข้อตกลงนี้เปิดเผยว่าเขาจะดูแลตั้งแต่ดีไซน์คอลเล็กชัน ไปจนถึงการกำกับและผลิตภาพยนตร์โปรโมชันของแคมเปญเปิดตัว ในคอลเล็กชันเปิดตัวจะมีเสื้อยืดพิเศษสำหรับแฟน Spotify ที่จะวางขายก่อน และจากนั้นจะปล่อยทั้งคอลเล็กชันในเดือนพฤศจิกายน 2025 นี้ บทบาทของ Central Cee ไม่ใช่แค่ชื่อบนเสื้อ แต่มีอำนาจควบคุมเรื่องภาพ (visual) คอนเซปต์ และกระบวนการผลิต ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้กำหนดทิศทางศิลปะของแบรนด์ในโปรเจกต์นี้ ความน่าสนใจคือ การนำแบรนด์ streetwear ระดับตำนานอย่าง BAPE มาผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมของดนตรีนำโดย Central Cee ทำให้เกิดการผสมผสานของ legacy และนวัตกรรม ซึ่งสามารถดึงฐานแฟนเพลงและแฟนสตรีทแฟชั่นเข้ามาหาแบรนด์ได้

 

A$AP Rocky for Ray-Ban

 

A$AP Rocky for Ray-Ban

 

เมื่อไม่นานมานี้ Ray-Ban ได้ประกาศให้ ASAP Rocky ขึ้นรับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ หลังจากข่าวนี้ออกไป วงการแฟชั่นต่างตื่นเต้นกับบทบาทใหม่ของเขาเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากการเป็นศิลปินฮิปฮอปแล้วนั้น เขายังเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านวัฒนธรรมการแต่งตัวแนวสตรีท การจับมือกันครั้งนี้ หลายคนจึงคาดการณ์ว่าเขาจะสามารถพา Ray-Ban ไปในทิศทางใหม่ที่น่าสนใจขึ้นได้ แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงวิธีการตีความของเขา โดยนำเอาความคลาสสิกของ Ray-Ban มาผนวกเข้ากับดนตรี, ฮิปฮอป และสตรีทแฟชั่น ซึ่งน่าจะสะท้อนผ่านกรอบแว่น ลายแว่น รวมถึงภาพแคมเปญในอนาคตที่น่าจะสามารถดึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ มาที่แบรนด์ได้อีกครั้ง

 

ภาพ: Getty Images

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT CELEBRITIES AS CREATIVE DIRECTORS บทบาทใหม่ในวงการแฟชั่นของเหล่าคนดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT GABRIELLE CHANEL ดีไซเนอร์หญิงผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น https://thestandard.co/7-things-we-love-about-gabrielle-chanel/ Sun, 05 Oct 2025 12:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1126728 7 THINGS WE LOVE ABOUT GABRIELLE CHANEL ดีไซเนอร์หญิงผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น

หากจะกล่าวถึงแฟชั่นเฮาส์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสง่า […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT GABRIELLE CHANEL ดีไซเนอร์หญิงผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT GABRIELLE CHANEL ดีไซเนอร์หญิงผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น

หากจะกล่าวถึงแฟชั่นเฮาส์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามเหนือกาลเวลา ชื่อของ Gabrielle Chanel คือปรากฏการณ์ที่ยังทรงอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นจวบจนปัจจุบัน จากหญิงสาวที่เติบโตท่ามกลางข้อจำกัดทางสังคมในปลายศตวรรษที่ 19 เธอกลับใช้ความกล้าและความคิดอิสระ สร้างโลกใหม่ให้ผู้หญิงก้าวออกจากกรอบเดิมที่ถูกตีตราไว้ทั้งในเรื่องการแต่งกายและบทบาททางสังคม CHANEL ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์แฟชั่น แต่เป็น “การปฏิวัติวิถีชีวิต” ที่ยกเลิกความอึดอัดคับแคบของเสื้อผ้า และปลดแอกการแต่งตัวของผู้หญิงไปตลอดกาล

 

ปรากฏการณ์ของ CHANEL ไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นจักรวาลแห่งสไตล์ที่ครอบคลุม ตั้งแต่แฟชั่น น้ำหอม เครื่องสำอาง กระเป๋า ไปจนถึงวัฒนธรรม เธอสร้างนิยามใหม่ของความหรูหราที่ไม่ได้ผูกติดกับความฟุ่มเฟือย แต่คือความสง่างามที่ใช้งานได้จริงและคงทนต่อกาลเวลา เรื่องราวของเธอคือการผสมผสานระหว่างแรงบันดาลใจและความกล้าหาญ จนทำให้ชื่อ “Chanel” กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันเลือนหาย

 

และเพื่อเป็นการต้อนรับครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนใหม่ของแบรนด์ CHANEL อย่าง Matthieu Blazy ที่กำลังจะมีโชว์ครั้งแรก ทาง THE STANDARD POP จึงขอย้อนความถึงความเป็นมาของ Gabrielle Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์อีกครั้ง

 


 

BORN IN 1883

 

Gabrielle Chanel เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 1883 ที่เมือง Saumur ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวของเธอเป็นชนชั้นแรงงาน หลังจากแม่ของเธอเสียชีวิตจากอาการป่วยตอนเธออายุเพียงแค่ 12 ปี พ่อของเธอก็ทอดทิ้งเธอและพี่น้อง ทำให้เธอต้องถูกส่งไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า Aubazine ที่ดำเนินการโดยแม่ชีคาทอลิก ในความมืดมนของวัยเด็กนี้เอง Chanel ได้เรียนรู้การเย็บปักถักร้อยและการตัดเย็บจากแม่ชี ซึ่งต่อมากลายเป็นรากฐานที่เธอนำมาปฏิวัติวงการแฟชั่น การเติบโตในคอนแวนต์ยังหล่อหลอม “รสนิยมแห่งความเรียบง่าย” ให้กับเธอ ผนังหินสีเทา เส้นสายเรขาคณิต และความเคร่งขรึมของสถานที่ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ปรากฏชัดในเสื้อผ้าโทนโมโนโครมและดีไซน์มินิมัลของ Chanel ในเวลาต่อมา

 

 


 

CHANEL MODES

 

เส้นทางแฟชั่นของ Chanel เริ่มจากการทำหมวก ในปี 1910 เธอเปิดร้านชื่อ Chanel Modes บนถนน Cambon ที่ปารีส หมวกของเธอโดดเด่นและแตกต่างจากตลาดในยุคนั้น เมื่อดีไซน์ส่วนใหญ่ของหมวกมักเป็นหมวกที่ประดับตกแต่งเกินจริง แต่หมวกของ Chanel กลับมีดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่าย โปร่ง เบา และเข้ากับชีวิตประจำวันมากกว่า ด้วยความช่วยเหลือจาก Étienne Balsan และ Arthur “Boy” Capel ชายผู้เป็นคนรักคนสำคัญในชีวิตของเธอ หมวกของ Chanel ได้รับความนิยมในกลุ่มนักแสดงและหญิงสาวในแวดวงสังคม การเปลี่ยนหมวกจากเครื่องประดับโอ่อ่า ให้กลายเป็นของใช้ที่สง่างามแต่เรียบง่าย คือก้าวแรกที่ทำให้ Chanel กลายเป็นผู้หญิงที่กล้าฉีกกรอบความหรูหราแบบเดิม ๆ

 

 


 

FIRST BOUTIQUES

 

ปี 1912 เธอเปิดบูติกแรกของ CHANEL ที่เมือง Deauville เมืองตากอากาศริมทะเลซึ่งเป็นจุดนัดพบของชนชั้นสูงและศิลปิน เธอนำเสนอเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าเจอร์ซีย์ซึ่งในเวลานั้นถือว่าแปลกใหม่ เพราะปกติผ้าเจอร์ซีย์เป็นเนื้อผ้าที่ถูกใช้ทำชุดชั้นในเท่านั้น แต่ Gabrielle Chanel นำมาออกแบบเป็นเสื้อผ้าที่เบาสบาย เคลื่อนไหวได้สะดวก และดูสง่างาม นี่คือการปฏิวัติครั้งสำคัญที่สอดคล้องกับผู้หญิงยุคใหม่ซึ่งเริ่มแสวงหาเสรีภาพมากขึ้น ในปี 1918 เธอเปิดแฟล็กชิปสโตร์ที่ 31 Rue Cambon กรุงปารีส ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นสำนักงานใหญ่ของ CHANEL ความสำคัญของสาขานี้นั้นไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่เป็นจักรวาลของ CHANEL ที่รวมตัวตนทุกอย่างของเธอเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสตูดิโอทำงาน ห้องฟิตติง และอพาร์ตเมนต์ส่วนตัวของเธอเอง บันไดกระจกในร้านที่เธอมักใช้มองแฟชั่นโชว์จากชั้นบน โดยไม่ปรากฏตัวตรงๆ กลายเป็นซิกเนเจอร์ของเธอทุกครั้งเวลาทำแฟชั่นโชว์

 

 


 

CHANEL NO.5

 

Gabrielle Chanel เปิดตัวน้ำหอม CHANEL No. 5 ในปี 1921 ร่วมกับนักปรุงน้ำหอม Ernest Beaux กลิ่นนี้ปฏิวัติน้ำหอมในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง เพราะไม่ใช่การเลียนแบบกลิ่นดอกไม้ตามปกติ แต่เป็น “กลิ่นนามธรรม” ที่ซับซ้อนโดยใช้ aldehyde ทำให้มีกลิ่นสะอาดสดชื่นราวกับอากาศยามเช้า แตกต่างจากความหวานเลี่ยนของน้ำหอมดั้งเดิม Chanel ตั้งใจให้น้ำหอมเป็นเสื้อผ้าที่มองไม่เห็นและเลือกชื่อ “No. 5” เพราะเป็นเลขนำโชคของเธอ ขวดน้ำหอมที่ออกแบบเรียบง่ายเหมือนขวดเคมีในห้องแล็บก็สะท้อนทัศนคติใหม่ของเธอเช่นกัน น้ำหอมนี้ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าหรูแต่เป็นสิ่งสากลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และแน่นอนว่าโมเมนต์ที่ช่วยให้น้ำหอมนี้กลายเป็นไอเท็มไอคอนิกมาจากวลีดังจาก Marilyn Monroe ที่เคยกล่าวไว้ว่าเธอพรมน้ำหอมของ CHANEL No. 5 ตอนเข้านอนเท่านั้น

 

 


 

REOPENING HER COUTURE HOUSE

 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Gabrielle Chanel หยุดกิจการไปชั่วระยะหนึ่ง จนหลายคนคิดว่าเส้นทางของเธอได้จบลงแล้ว แต่ในปี 1954 เมื่ออายุ 71 ปี เธอกลับมาอีกครั้งกับการเปิด Couture House ของแบรนด์ CHANEL เธอปฏิเสธแฟชั่นหลังสงครามที่เต็มไปด้วยโครงสร้างแข็งและความหรูหราที่ซับซ้อน แต่เลือกนำเสนอ Chanel Suit ชุดสูทผ้าทวีดของผู้หญิงที่เน้นดีไซน์เรียบง่าย ใช้งานได้จริง และสง่างาม สิ่งนี้คือการปฏิวัติครั้งใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้หญิงสมัยใหม่ที่ต้องการทั้งความสง่างามและเสรีภาพในการเคลื่อนไหว คงไว้ด้วยสไตล์ เป็นเครื่องยืนยันแนวคิดของแบรนด์ CHANEL ที่ไม่เคยตกยุค คิดนอกกรอบ นำเสนอมุมมองที่แตกต่างและมักนำหน้าแบรนด์อื่นอยู่เสมอ

 

 


 

THE 2.55 BAG

 

นอกจากเสื้อผ้าแล้วนั้น Gabrielle Chanel เปิดตัวกระเป๋า 2.55 ในปี 1955 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกระเป๋าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์แฟชั่น การออกแบบมีแรงบันดาลใจจากความต้องการของผู้หญิงโดยคำนึงถึงความสะดวกและสง่างาม เธอออกแบบสายโซ่ที่สามารถสะพายไหล่ได้เพื่อให้ผู้หญิงไม่ต้องถือกระเป๋าไว้ในมือเสมอ วัสดุหนังพร้อมลาย quilted อันเป็นเอกลักษณ์ที่กลายเป็นภาพจำของแบรนด์และกระเป๋าใบนี้ ตัวล็อก Mademoiselle Lock ทำให้กระเป๋าใบนี้มีดีไซน์ที่โดดเด่นเหนือเวลา กระเป๋า 2.55 จึงไม่ใช่แค่แอ็กเซสซอรี แต่เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและความสง่างามที่ยังคงสืบทอดมาจนปัจจุบัน

 

 


 

DEATH AT THE RITZ

 

หลังจากสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์ของตนเองมาอย่างยาวนาน ในวันที่ 10 มกราคม ปี 1971 ดีไซเนอร์คนดัง Gabrielle Chanel เสียชีวิตลงในห้องพักของเธอที่โรงแรม The Ritz ปารีส สถานที่ที่เธออาศัยอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต การเสียชีวิตของเธอในวัย 87 ปี ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของตำนาน แต่กลับเป็นการตอกย้ำว่ามรดกของเธอจะคงอยู่ตลอดไป ผลงานของ Chanel ไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าหรือกระเป๋า แต่มันคือ “ทัศนคติ” ที่ทำให้ผู้หญิงเชื่อมั่นในความงามที่เรียบง่ายและไร้กาลเวลา หลังจากเธอเสียชีวิตแบรนด์ CHANEL ยังคงเติบโตและพัฒนาภายใต้การนำของดีไซเนอร์รุ่นต่อมาทั้ง Karl Lagerfeld, Virginie Viard และล่าสุด Matthieu Blazy โดยยังคงสะท้อนจิตวิญญาณของ Gabrielle ที่ว่า “Fashion fades, only style remains the same.”

 

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT GABRIELLE CHANEL ดีไซเนอร์หญิงผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT PETER MARINO สถาปนิกสายแฟชั่นผู้ทรงอิทธิพล https://thestandard.co/7-things-we-love-about-peter-marino/ Sun, 28 Sep 2025 11:43:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1124014 PETER MARINO

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ใครกันคือผู้ออกแบบร้านแฟลกชิปสโตร […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT PETER MARINO สถาปนิกสายแฟชั่นผู้ทรงอิทธิพล appeared first on THE STANDARD.

]]>
PETER MARINO

เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ใครกันคือผู้ออกแบบร้านแฟลกชิปสโตร์สวยๆ ของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำกัน โดยหนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำของโลกจะต้องมีชื่อของ Peter Marino สถาปนิกและนักออกแบบชาวอเมริกันวัย 76 ปี ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงจากการออกแบบอาคารและบูติกลักชัวรีให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลก ตั้งแต่ Chanel, Dior, Louis Vuitton ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังและแกลเลอรีศิลปะ โดยผลงานของเขามักมีลักษณะที่รวมเอางานศิลปะ วัสดุชั้นดี และการจัดวางแสงเงาเข้าด้วยกันอย่างประณีต เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหนือกว่าการ ‘ซื้อขาย’ ธรรมดา

 

ในวงการแฟชั่นและการออกแบบรีเทล ชื่อของ Peter Marino มักถูกกล่าวถึงว่าเป็น ‘ผู้สร้างมิติใหม่ให้ร้านค้าเป็นมากกว่าร้านค้า’ เพราะเขาสามารถเปลี่ยนพื้นที่ขายสินค้าให้กลายเป็น ‘ประสบการณ์แบบศิลปะ-สถาปัตยกรรม’ ได้ ผลงานของเขามีอิทธิพลต่อแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกในการตั้งมาตรฐานเรื่องดีไซน์ของแฟลกชิป สถาปัตยกรรม และการบูรณาการศิลปะเข้าไปในพื้นที่เชิงค้าปลีกให้เป็นส่วนหนึ่งของ Storytelling แบรนด์

 

วันนี้ THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปรู้จักผลงานอันโดดเด่นของเขากันว่า ทำไมเขาคนนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดสถาปนิก

 

CHANEL EMQUARTIER BANGKOK

 

บูติกดูเพล็กซ์สองชั้นของ CHANEL ที่ EmQuartier กรุงเทพฯ เป็นผลงานล่าสุดของ Peter Marino ในการถ่ายทอดโค้ดความเป็น CHANEL สู่สภาพแวดล้อมเมืองไทย การออกแบบมุ่งสื่อถึงความเป็น ‘อพาร์ตเมนต์’ ของ Gabrielle Chanel ที่ 31 Rue Cambon ผ่านการจัดสเปซภายในที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เส้นสายชัดเจน และวัสดุที่สื่อถึงโค้ดของแบรนด์ เช่น ใช้พื้นผิวที่อ้างอิงถึงผ้าทวีด การตกแต่งด้วยสีขาว ครีม และวัสดุที่สะท้อนถึงมุกและทอง บูติกนี้ถือเป็นการ Reopen พร้อมด้วยงานออกแบบเน้นให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์เหมือนอยู่ในบ้านมากกว่าร้านค้า การไหลของทางเดิน ห้องนั่งคุย ห้องโชว์ ถูกจัดอย่างมีความสัมพันธ์ และมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายแม้อยู่ในย่านใจกลางเมือง บูติกของ CHANEL โดย Marino จึงถือเป็นบูติกที่สมบูรณ์แบบในการเล่าความเป็นมาของแบรนด์ได้อย่างยอดเยี่ยม 

*Photo Credit: CHANEL

 

 

LOUIS VUITTON PLACE VENDÔME PARIS

 

Maison Louis Vuitton บนจัตุรัส Place Vendôme ที่ปารีส คือหนึ่งในโปรเจกต์ที่โดดเด่นที่สุดของ Peter Marino ที่เปิดตัวในปี 2017 อาคารนี้ตั้งอยู่ในสอง Hôtel Particulier ประวัติศาสตร์ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1714 โดยสถาปนิก Versailles, Jules-Hardouin Mansart ซึ่ง Marino ดำเนินการบูรณะภายนอกให้คงอัตลักษณ์ดั้งเดิม ในขณะเดียวกันเขา ‘เจาะ’ พื้นที่ภายในใหม่ทั้งหมด สร้างสเปซแบบ Double-Height เพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามาจากด้านบนและสร้างความโปร่งในอาคาร

 

ภายในอาคาร Marino ใช้การจัดแสงและวัสดุร่วมสมัย เช่น กระจกและเหล็กกล้า เพื่อสร้างสัมผัสที่ทันสมัยให้กับมวลอาคารหินเก่า งานศิลปะร่วมสมัยถูกจัดแสดงในหลายจุด เช่น ประติมากรรมลูกกลมสีของ Annie Morris บนบันได และภาพวาด Louis Vuitton โดย Yan Pei-Ming รวมถึงสิ่งติดตั้งแสงแบบพิเศษที่ช่วยเสริมให้กับสถาปัตยกรรมโดยไม่ทำให้รู้สึกย้อนแย้งกับตัวอาคารเก่า ถือเป็นการผสมผสานอดีตและปัจจุบันอย่างกลมกลืน และทำให้ผู้มาเยือนรับรู้ว่าแบรนด์ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นประสบการณ์เชิงศิลปะอีกด้วย

*Photo Credit: Stéphane Muratet / Louis Vuitton

 

 

BOONTHESHOP SEOUL

 

แฟลกชิปรายใหญ่ของ Boontheshop ร้านแฟชั่นมัลติแบรนด์ในย่าน Cheongdam ออกแบบโดย Peter Marino เสร็จสมบูรณ์ราวปี 2014–2015 โดยประกอบด้วยสองปริมาตรหินอ่อนสีขาวที่เชื่อมต่อด้วยสะพานกระจก โดดเด่นด้วยดีไซน์ของอาคารเรียบสร้างคอนทราสต์ความสงบและมินิมัลตัดกับสภาพแวดล้อมของเมืองอันวุ่นวาย Marino ให้ความสำคัญกับการจัดสัดส่วนที่ไม่มากเกินไป เขาพยายามหลีกเลี่ยงการโอ้อวดโชว์วัสดุมากเกินไป เน้นความเรียบง่าย โปร่ง แต่มีมิติ ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงให้คำจำกัดความว่า Boontheshop ไม่ใช่แค่ร้านค้า แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมที่ยอดเยี่ยมในวงการแฟชั่นเกาหลี ซึ่งหลายแบรนด์ในเอเชียหลังจากนั้นมักอ้างอิงแนวคิดนี้เมื่อต้องการแฟลกชิประดับหรู

*Photo Credit: Yunsuk Shim

 

 

CHEVAL BLANC PARIS

 

โรงแรม Cheval Blanc Paris เป็นส่วนหนึ่งของการรีโนเวตศูนย์การค้า La Samaritaine อันเก่าแก่ โดย Marino รับผิดชอบภายในหลายชั้นของทั้งตัวโรงแรม ร้านอาหาร สปา ฯลฯ ซึ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 2021 งานนี้โดดเด่นด้วยการผสานโครงสร้างประวัติศาสตร์ของอาคารเบลล์-เอโปคกับดีไซน์ร่วมสมัย เช่น การเลือกวัสดุหรู การใช้กระจก เวิ้งตรงกลาง และการจัดวางศิลปะบางจุดเพื่อสร้างจังหวะสายตา งานออกแบบของเขาไม่ได้แข่งขันกับตัวอาคารดั้งเดิม แต่ทำงานร่วมกับมัน บรรยากาศภายในต้องสะท้อนความสงบและความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์ ผลคือ Cheval Blanc กลายเป็นโรงแรมในเมืองที่มีนิยามของงานศิลปะอยู่ในตัว ผู้มาเยือนไม่ได้แค่นอนพัก แต่เดินชมสถาปัตยกรรม ศิลปะ และประวัติศาสตร์ในตัว

*Photo Credit: Alexandre Tabaste

 

 

 

 

BEIGE ALAIN DUCASSE TOKYO

 

Beige Alain Ducasse ที่โตเกียวเป็นร้านอาหารที่ผสมผสานโลกอาหารและโลกแฟชั่น ซึ่ง Marino ทำงานร่วมกับเชฟชื่อดัง Alain Ducasse และแบรนด์ CHANEL โดยร้านอาหารนี้ตั้งอยู่บนชั้น 10 ของตึก CHANEL Ginza งานออกแบบของ Marino ครั้งนี้เขาสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตรในเขตที่พลุกพล่าน การออกแบบเลือกใช้ไม้ หิน และเล่นแสงแทนการใช้โคมไฟ ทำให้ตกแต่งแบบไม่อวดวัสดุแต่สัมผัสได้ถึงรสนิยมที่ลึกซึ้ง พื้นที่ภายในไม่ใช่แค่ห้องอาหารแต่เป็น ‘ห้องนั่งเล่นหรู’ ที่จงใจให้ผู้มาเยือนรู้สึกสงบและใกล้ชิด การตกแต่งมีจุดที่ละเอียด เช่น ความโค้งมนของขอบโต๊ะ ช่องแสงตามเพดาน และการเลือกใช้พื้นผิวที่ให้ความนุ่มนวลต่อสายตา Beige กลายเป็นตัวอย่างการออกแบบร้านอาหารมิชลินที่ไม่ ‘โอ้อวด’ แต่ ‘มีตัวตน’ ทำให้หลายร้านในเอเชียเริ่มให้ความสนใจกับการสร้างประสบการณ์ดีไซน์ควบคู่ไปกับอาหาร

*Photo Credit: CHANEL

 

 

 

LEHMANN MAUPIN GALLERY NEW YORK

 

Lehmann Maupin เป็นแกลเลอรีศิลปะในย่าน Chelsea ที่ Marino ได้รับมอบหมายให้ออกแบบใหม่ซึ่งกลับมาเปิดอีกครั้งในปี 2018 เขาสร้างพื้นที่แกลเลอรีที่เน้นความยืดหยุ่น ไม่มีเสากลาง และมีฉากผนังสีขาวสะอาดเป็นพื้นฐานสำหรับการจัดแสดงงานศิลปะ การจัดแสงธรรมชาติและไฟเย็นถูกผสานให้ผลงานศิลปะปรากฏโดยไม่ถูกบดบัง ภายในแกลเลอรียังมีห้องสำหรับโปรเจกต์พิเศษ ห้องเก็บงาน และพื้นที่ส่วนตัวสำหรับศิลปิน ทำให้แกลเลอรีนี้ไม่ใช่แค่ที่แสดงงาน แต่เป็นเวทีสร้างสรรค์ที่ศิลปินและผู้ชมสามารถโต้ตอบ Lehmann Maupin เป็นการแสดงให้เห็นว่า Marino ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในโลกแฟชั่น แต่ยังสามารถออกแบบสภาพแวดล้อมศิลปะให้มีประสิทธิภาพและสุนทรียะได้ เขาจึงถือเป็นอีกหนึ่งสถาปนิกชั้นนำของโลกที่ไม่ว่าใคร แบรนด์ หรือโปรดักต์อะไรก็ตาม ต่างอยากร่วมงานด้วย

 

*Photo Credit: Manolo Yllera

 

 

 

DIOR AVENUE MONTAIGNE PARIS

 

แฟลกชิปของ Dior ที่ 30 Avenue Montaigne ได้รับการปรับโฉมโดย Peter Marino โดยเน้นธีมแบบบ้านของ Dior มากกว่าร้านค้าเชิงพาณิชย์ งานออกแบบควบรวมสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกเข้ากับองค์ประกอบทันสมัยอย่างเรียบหรู ห้องโชว์หลายจุดถูกออกแบบให้เหมือนห้องชุดส่วนตัว การไหลของทางเดินภายในถูกคิดมาอย่างละเอียดเพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเรื่องราวของแบรนด์ Marino เพิ่มจังหวะสายตาผ่านการจัดแสง รวมถึงการคัดสรรชิ้นงานศิลปะและวัสดุพิเศษที่มีเรื่องเล่า เพื่อสื่อว่า Dior ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นบ้านศิลปะแห่งความงาม แฟลกชิปของ Dior ไม่ใช่แค่ศูนย์กลางช้อปปิ้งเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ Storytelling บ่งบอก DNA และความเป็นมาของแบรนด์ได้อย่างครบถ้วน

 

*Photo Credit: Kristen Pelou / Dior

 

 

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT PETER MARINO สถาปนิกสายแฟชั่นผู้ทรงอิทธิพล appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT KENDALL & GIGI FRIENDSHIP โมเมนต์เพื่อนรักซูเปอร์โมเดล https://thestandard.co/7-things-we-love-about-kendall-gigi-friendship/ Sun, 14 Sep 2025 10:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1119158 7 THINGS WE LOVE ABOUT KENDALL & GIGI FRIENDSHIP

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา วงการแฟชั่นได้เห็นการถือกำเนิดของ […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT KENDALL & GIGI FRIENDSHIP โมเมนต์เพื่อนรักซูเปอร์โมเดล appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT KENDALL & GIGI FRIENDSHIP

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา วงการแฟชั่นได้เห็นการถือกำเนิดของซูเปอร์โมเดลเจเนอเรชั่นใหม่ที่ไม่ได้เพียงแค่เดินบนรันเวย์ หรือปรากฏบนภาพถ่ายแคมเปญ แต่ยังกลายเป็นกระแสวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนโลกออนไลน์และนิยามคำว่า “It Girl” ขึ้นมาใหม่ บางคนนิยามพวกเธอว่า “InstaModel” และในแถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่มีใครจะโดดเด่นไปกว่า Kendall Jenner และ Gigi Hadid

 

ทั้งคู่เริ่มต้นเส้นทางในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนจะค่อยๆ ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏตัวบนรันเวย์ของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก การถ่ายแคมเปญที่กลายเป็นภาพจำ หรือแม้แต่ลุคสตรีทสไตล์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้แฟนๆ ทั่วโลก ความสำเร็จของพวกเธอไม่ได้อยู่เพียงในผลงานเดี่ยว แต่ยังสะท้อนให้เห็นพลังของมิตรภาพที่ทั้งจริงใจและเป็นแรงผลักดันซึ่งกันและกัน

 

ในทุกๆ โมเมนต์ของ Kendall และ Gigi ได้แสดงให้เห็นว่าการเป็นแฟชั่นไอคอนไม่ได้หมายถึงเพียงการใส่ชุดสวย แต่คือการสร้างเรื่องราว สร้างความทรงจำ และทิ้งอิทธิพลไว้ในทุกก้าวที่พวกเธอเดินผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นปกนิตยสารที่กลายเป็นตำนาน การเดินคู่บนรันเวย์ที่สะกดสายตาทุกคู่ ภาพเบื้องหลังที่เผยให้เห็นความสนิทสนมอย่างเป็นธรรมชาติ แม้แต่การเป็นกระบอกเสียงเพื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทุกช็อตล้วนมีเสน่ห์ที่ทำให้ “KenGi” กลายเป็นคู่หูที่โลกแฟชั่นต้องพูดถึง

 

และนี่คือ 7 โมเมนต์ที่เราหลงรักที่สุดของ Kendall Jenner และ Gigi Hadid สองซูเปอร์โมเดลยุคปัจจุบัน

 


 

AMERICAN VOGUE COVER

 

AMERICAN VOGUE COVER

 

ปก Vogue ฉบับอเมริกัน เดือนตุลาคม 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งวงการแฟชั่นและเส้นทางของ Kendall Jenner และ Gigi Hadid หลังจากที่ทั้งสองเริ่มต้นอาชีพนางแบบในเวลาไล่เลี่ยกัน และสามารถขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพได้ นี่ถือเป็นครั้งแรกของทั้งสองที่ได้ขึ้นปกร่วมกันหลังจากเคยขึ้นปกมาแล้วหลายครั้ง ไม่ใช่แค่นั้น นี่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของบรรณาธิการ Vogue อเมริกัน เมื่อ Chole Malle ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็น Head of Editorial Content โดยรับหน้าที่ดูแลภาพรวมทั้งหมดแทน Anna Wintour ที่ลงจากตำแหน่งบรรณาธิการผู้บริหารไปเมื่อไม่นาน เธอเลือกเปิดตัวผลงานด้วย “KenGi” เพื่อสะท้อนพลังของแฟชั่นในเชิงมิตรภาพที่สวยงามและความร่วมสมัยของผู้หญิง ทั้งคู่ถ่ายแบบกันในบรรยากาศธรรมชาติของ Grand Teton และ Diamond Cross Ranch รัฐไวโอมิง ภายใต้คอนเซปต์ Equestrian Elegance นำเสนอมุมมองที่โตขึ้นของสองนางแบบที่ไม่ได้สนใจแค่การมีชื่อเสียงแต่เป็นการใช้ชีวิตจริงๆ ของพวกเธอ

 


 

VOGUE WORLD PARIS

 

VOGUE WORLD PARIS

 

เดือนมิถุนายน 2024 กลายเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนอันน่าจดจำของวงการแฟชั่น เมื่อนิตยสาร Vogue ได้จัดงาน Vogue World ณ Place Vendôme ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองแฟชั่นควบคู่ไปกับศิลปะและกีฬาเพื่อต้อนรับเทศกาลการแข่งขันกีฬาสุดยิ่งใหญ่ Paris Olympic 2024 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซูเปอร์โมเดลทั้งสอง Kendall และ Gigi เปิดโชว์ร่วมกันโดยการขี่ม้าประกบคู่กันในชุดจาก Hermès ซึ่งกีฬาขี่ม้านี้เป็นรากเหง้าของแบรนด์ Hermès รวมถึงการขี่ม้ายังเป็นกีฬาโปรดของทั้งสองตั้งแต่สมัยยังเด็ก แน่นอนว่าโมเมนต์ยังเป็นการสื่อถึงแฟชั่นและกีฬาที่สามารถผสานกันได้อย่างไร้รอยต่อผ่านการเล่าเรื่องราวด้วยสองนางแบบดัง ไม่ใช่แค่นั้นในช่วงท้ายของโชว์ Gigi และ Kendall ได้ปรากฏตัวอีกครั้งบนชุดโอต์กูตูร์จากแบรนด์ดังเพื่อปิดค่ำคืนไปอย่างงดงามและน่าจดจำ

 


 

VICTORIA’S SECRET FASHION SHOW

 

VICTORIA’S SECRET FASHION SHOW

 

ในยุค 2010s หมุดหมายสำคัญของนางแบบคือการถูกเลือกให้ปรากฏบนแฟชั่นโชว์ชุดชั้นในประจำปีอย่าง Victoria’s Secret ซึ่งทั้ง Gigi และ Kendall เดบิวต์บนรันเวย์นี้พร้อมกันในปี 2015 โดย Gigi เดินสองพาร์ตได้แก่ Pink USA ซึ่งเป็นพาร์ตของ Victoria’s Secret Pink ไลน์วัยรุ่นเน้นความสดใสขี้เล่น และ Exotic Butterflies ที่กระชากลุคน่ารักมาสู่สาวเซ็กซี่ เช่นเดียวกับ Kendall เธอร่วมเดินในสองพาร์ต ได้แก่ Portrait of an Angel ในชุดชั้นในประดับคริสตัล Swarovski และ Boho Psychedelic ทั้งสองกลับมาเดินรันเวย์ให้กับ Victoria’s Secret อีกครั้งในปี 2016 และ 2018 แม้ทั้งคู่จะไม่ใช่ Angels ของแบรนด์แต่การปรากฏตัวที่โชว์กลับได้รับการพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียล

 


 

HAIR COLOR SWAP AT BALMAIN

 

HAIR COLOR SWAP AT BALMAIN

 

หนึ่งในโมเมนต์ที่หลายคนพูดถึงของทั้งสองเกิดขึ้นบนรันเวย์ของ Balmain ในช่วงปารีสแฟชั่นวีกปี 2016 เมื่อทั้งคู่ต่างเดินบนรันเวย์ของโชว์ในคอลเลกชัน Fall/Winter 2016 และได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมด้วยการสลับสีผมกัน Kendall ที่ปกติสาวผมเข้มกลายเป็นบลอนด์แพลทินัม ขณะที่ Gigi ผู้ขึ้นชื่อเรื่องผมบลอนด์ทองสว่าง กลับปรากฏในลุคผมสีน้ำตาลเข้มลึกลับ แน่นอนว่าการสลับสีผมครั้งนี้สร้างไวรัลให้กับโลกแฟชั่นทันที ภาพของพวกเธอบนรันเวย์ Balmain ถูกแชร์ไปทั่วสื่อออนไลน์ ไม่ใช่สร้างอิมแพ็กบนเสื้อผ้าเท่านั้นแต่การสลับสีผมครั้งนี้ยังสร้างการพูดถึงในแวดวงบิวตี้อีกด้วย สื่อหลายแห่งยกตัวอย่างทั้งสองถึงพลังของการเปลี่ยนสีผมที่สามารถเปลี่ยนบุคลิกและลุคของตัวเองได้

 


 

STREET STYLE VIBES

 

STREET STYLE VIBES

 

Kendall และ Gigi มักได้รับความสนใจในทุกย่างก้าวของพวกเธอ ไม่ว่าพวกเธอจะไปไหนมักมีการรวมตัวของช่างภาพปาปารัซซีเสมอ จนทำให้กระแสสตรีทสไตล์ของทั้งสองถูกพูดถึงและเป็นที่สนใจของผู้หญิงทั่วโลก ภาพ off-duty ของทั้งสองถูกแพร่สะพัดบนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงที่ทั้งสองชอบแฮงเอาต์ด้วยกันเสมอ หรือแม้แต่ตอนที่ทั้งคู่เดินออกจากโชว์พร้อมกันหลังเดินแบบเสร็จ สไตล์ของทั้งสองกลายเป็นแรงบันดาลใจของวัยรุ่นทั่วโลก ลุคของพวกเธอแต่ละลุคเหมือนผ่านการคิดมาแล้วว่าจะต้องแต่งอย่างไร ในช่วงแรกของอาชีพนางแบบทั้งคู่มักแต่งตัวสนุกเน้นการมิกซ์แอนด์แมตช์สร้างลุคไม่ซ้ำในแต่ละวัน ปัจจุบันทั้งคู่ยังคงเป็นแฟชั่นไอคอนด้านการแต่งตัวอยู่เช่นเดิม แต่ด้วยวัยที่โตขึ้นทั้งสองเริ่มชัดเจนในสไตล์ของตัวเองมากขึ้น เช่น Gigi ที่ชอบมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าผู้ชายเป็นสไตล์แบบทอมบอยที่ยังดูสนุกในขณะที่ Kendall ปรับสไตล์ให้ดูหรูแต่เรียบมากขึ้น เน้นการสวมใส่ชิ้นคลาสสิกและแน่นอนว่าแบรนด์โปรดของเธอคือ The Row

 


 

MET GALA MOMENT

 

MET GALA MOMENT

 

Met Gala ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “Oscars of Fashion” และเป็นเวทีที่รวมทุกสายตาจากทั้งวงการแฟชั่น ฮอลลีวูด และป๊อปคัลเจอร์ทั่วโลก หนึ่งในภาพที่กลายเป็นที่รักของแฟนๆ และถูกแชร์มากที่สุด ไม่ใช่แค่ลุคพรมแดงอันสมบูรณ์แบบของทั้งสอง แต่ยังเป็นโมเมนต์ธรรมชาติน่ารักๆ เมื่อเพื่อนได้เจอกันบนพรมแดง ภาพถ่ายที่ถูกบันทึกไว้ขณะทั้งคู่สบตาและโผเข้าหากันด้วยท่าทางคล้ายเพื่อนสนิทที่เพิ่งได้เจอกันอีกครั้ง สื่อถึงความสัมพันธ์อันจริงใจและอบอุ่นท่ามกลางค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความอลังการ โมเมนต์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า Kendall และ Gigi ไม่ได้เป็นเพียงแค่ซูเปอร์โมเดลที่อยู่บนรันเวย์หรือขึ้นปกนิตยสารเท่านั้น แต่พวกเธอยังเป็นเพื่อนแท้ที่เดินทางและเติบโตในโลกแฟชั่นมาด้วยกันตั้งแต่วันแรกๆ ภาพแคนดิดจาก Met Gala ของทั้งสองหลายๆ ครั้งจึงไม่ได้เพียงสื่อสารถึงสไตล์ แต่ยังเป็น “ภาพแห่งมิตรภาพ” ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับพวกเธอมากขึ้น

 


 

FENDI CAMPAIGN

 

FENDI CAMPAIGN

 

เดินแบบ แฮงเอาต์ และปาร์ตี้ด้วยกันแล้ว แน่นอนว่าทั้งคู่ต้องเคยขึ้นแคมเปญด้วยกัน และแบรนด์ที่เลือกนางแบบตัวท็อปทั้งสองมาเจอกันบนแคมเปญก็คือ Fendi โดย Karl Lagerfeld ทั้งคู่ปรากฏบนแคมเปญประจำคอลเลกชัน Fall/Winter 2017 ซึ่งความพิเศษของแคมเปญนี้ยังเป็นการแนะนำโลโก้ใหม่ของ Fendi ในชื่อ F en Folie ภาพแคมเปญนี้ถูกถ่ายโดย Karl ซึ่งทั้งสองยังเป็นนางแบบประจำให้กับ Karl ทั้งแบรนด์ Fendi และ Chanel โดยทั้งสองต่างชื่นชมและเคารพในตัวดีไซเนอร์อย่างมากเพราะเขาเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังคนแรกๆ ที่ให้โอกาสทั้งคู่ได้ประสบการณ์การทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากยุโรป เพราะหลังจากทั้งคู่ได้ร่วมงานกับ Karl แบรนด์แฟชั่นอื่นๆ ก็พร้อมใจตามกันมาแย่งชิงทั้งสองให้มาร่วมงาน

 

ภาพ: Getty Images, Courtesy of Brands

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT KENDALL & GIGI FRIENDSHIP โมเมนต์เพื่อนรักซูเปอร์โมเดล appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT TAYLOR SWIFT FASHION MOMENTS บทบาทในโลกแฟชั่นของศิลปินเบอร์หนึ่ง https://thestandard.co/7-things-we-love-about-taylor-swift-fashion-moments/ Sun, 07 Sep 2025 12:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1116272

วินาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Taylor Swift ถือเป็นหนึ่งในศ […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT TAYLOR SWIFT FASHION MOMENTS บทบาทในโลกแฟชั่นของศิลปินเบอร์หนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วินาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Taylor Swift ถือเป็นหนึ่งในศิลปินที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะด้วยเพลงฮิตที่ติดท็อปชาร์ตมาอย่างยาวนาน กระแสคอนเสิร์ต The Eras Tour ที่เต็มไปด้วยโชว์อันน่าทึ่ง หรือจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสายสัมพันธ์รักระหว่าง Travis Kelce นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ที่เพิ่งประกาศหมั้นหมายเตรียมเข้าพิธีวิวาห์จนครองพื้นที่สื่อแทบทุกตารางนิ้ว

 

ด้วยการขยับตัวแต่ละครั้งที่เรียกเสียงฮือฮาได้เช่นนี้ คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหันมาสนใจอีกครั้งว่า อะไรคือแรงดึงดูดและเสน่ห์เฉพาะตัวของ Taylor Swift ที่ทำให้เธอเป็นมากกว่าศิลปินที่มีเพลงติดหูทั่วไป ซึ่งนอกจากพาร์ตของดนตรีที่เด่นชัดแล้ว THE STANDARD POP จึงอยากพาทุกคนมาย้อนรอยก้าวสำคัญของศิลปินสาวผ่านมิติทางแฟชั่น ตั้งแต่การสร้างสรรค์คอลเล็กชันร่วมกับแบรนด์ระดับโลก การร่วมงานกับนิตยสารชั้นนำ บทบาทครั้งใหญ่ในอีเวนต์แฟชั่น ไปจนถึงสไตล์ในชีวิตประจำวัน และลุคที่กลายเป็นไวรัล ว่าเหตุใดทุกการปรากฏตัวของเธอจึงกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนและสื่อทั่วโลกต่างต้องจับตามอง

 


 

KEDS COLLABORATION

 

ความร่วมมือระหว่าง Taylor Swift และ Keds แบรนด์รองเท้าสนีกเกอร์สัญชาติอเมริกา เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 โดย Keds ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ ‘Keds Champion Red’ ที่นำสนีกเกอร์รุ่นคลาสสิกอย่าง Champion มาตีความใหม่ผ่านตัวตนของเธอโดยเน้นการใช้สีแดงสด คอลเล็กชันแรกนี้วางขายในวันเดียวกับอัลบั้ม Red และกลายเป็นไอเท็มที่ได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ไม่น้อยหน้าผลงานดนตรี จึงเกิดกลายเป็นการต่อยอดคอลเล็กชันอีกหลายซีซันระหว่างปี 2013–2015 ซึ่งเป็นที่จดจำจากทั้งสีสันและลวดลายอย่างโพลกาดอต กีตาร์ แว่นกันแดด โบว์ ดอกไม้แบบวินเทจ ที่สะท้อนความร่าเริงและสไตล์อันเป็นอิสระ อีกทั้ง Keds ยังเป็นสปอนเซอร์หลักของ The 1989 World Tour ที่จัดขึ้นในปี 2015 และสร้างความตื่นเต้นด้วยคอลเล็กชันสนีกเกอร์พิเศษที่ทำขึ้นเพื่อทัวร์โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้การคอลแลบอเรชันระหว่าง Keds และ Taylor Swift ยังคงถูกยกเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางการตลาดที่เชื่อมโลกแฟชั่นเข้ากับดนตรีได้อย่างแนบแน่นจวบจนปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ Taylor Swift ยังปรากฏตัวเป็นพรีเซนเตอร์หลักบนแคมเปญ ‘Ladies First’ ของแบรนด์ที่ปล่อยออกมาในปี 2015 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนและเฉลิมฉลองผู้หญิงที่มีความมั่นใจและเป็นผู้นำในสังคม โดยมาพร้อมข้อความสร้างแรงบันดาลใจ เช่น “All dressed up with everywhere to go” และ “There’s no such thing as an average girl” นั่นเอง

 

 


 

STELLA McCARTNEY COLLABORATION

 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ผสานโลกแฟชั่นและงานดนตรี ของ Taylor Swift ไว้ได้อย่างน่าสนใจ เกิดขึ้นในปี 2019 ภายใต้ชื่อคอลเล็กชัน ‘Stella x Taylor Swift’ โดยได้แรงบันดาลใจจากมิตรภาพระหว่างนักร้องสาวกับ Stella McCartney ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษชื่อดัง หลังจากทั้งสองมาพบกันที่คอนเสิร์ตของ Taylor ในกรุงลอนดอนและใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตจนเกิดเป็นไอเดียด้านแฟชั่นร่วมกัน



คอลเล็กชัน ‘Stella x Taylor Swift’ นี้ เผยโฉมออกสู่สาธารณชนพร้อมกับการเปิดตัวอัลบั้ม Lover ประกอบด้วยเสื้อยืด เสื้อฮู้ด แจ็กเกตผ้าเดนิม กระเป๋า แอ็กเซสซอรี และขวดน้ำ การออกแบบไอเท็มทุกชิ้นนั้นอิงจากรายละเอียดของอัลบั้มโดยตรง เช่น ข้อความจากเนื้อเพลงอย่าง “There’s a dazzling haze” สีพาสเทลแสนหวานที่สอดคล้องกับอาร์ตเวิร์กอัลบั้ม และลายพิมพ์ที่สะท้อนความโรแมนติก อีกทั้งยังผลิตจากวัสดุที่ยั่งยืนและปราศจากสารเคมี ตามปรัชญาของ Stella McCartney ที่มุ่งเน้นการผลิตงานแฟชั่นให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคอลเล็กชันนี้ได้รับความนิยมจนขายหมดอย่างรวดเร็ว และยังถูกกล่าวถึงในด้านตัวอย่างของการยกระดับ Merchandise ศิลปินให้กลายเป็น Ready-to-Wear ที่ทั้งแฟนเพลงและผู้รักแฟชั่นสามารถสวมใส่ได้จริง

 

 


 

MET GALA CO-CHAIR

 

สำหรับอีเวนต์ที่ชูความสำเร็จของ Taylor Swift ในวงการแฟชั่นให้เด่นชัดยิ่งขึ้นคือ การได้รับเกียรติให้เป็น Co-Chair ของงาน Met Gala ในปี 2016 ร่วมกับ Anna Wintour, Idris Elba และ Jonathan Ive ภายใต้ธีม ‘Manus × Machina: Fashion in an Age of Technology’ ซึ่งลุคในคืนนั้นของเทย์เลอร์ก็เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในลุคที่โดดเด่นที่สุดของ Met Gala 2016 โดยเธอเลือกสวมชุดคัสตอมจาก Louis Vuitton สีเงินเมทัลลิก ออกแบบโดย Nicolas Ghesquière มีดีเทลคัตเอาต์ที่เพิ่มความฟิวเจอริสติก แมตช์กับรองเท้า Gladiator sandals ที่มีสายพันขึ้นมาถึงบริเวณเข่า ประกอบกับลิปสติกสีแดงเข้มและทรงผมบ๊อบสีแพลทินัมบลอนด์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภาพลักษณ์เดิมของเธอ โดยการปรากฏตัวในฐานะ Co-Chair ไม่เพียงตอกย้ำว่าเธอเป็นศิลปินที่วงการแฟชั่นยอมรับ แต่ยังเป็นจุดที่ทำให้ Taylor Swift ถูกจดจำด้วยคำจำกัดความที่ว่า เธอคือศิลปินหญิงผู้กล้าที่จะทดลองและกำหนดนิยามใหม่ให้กับตัวเอง 

 

 


 

VOGUE SEPTEMBER ISSUE

 

ในปี 2019 Taylor Swift ได้รับเกียรติให้ขึ้นปกนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นฉบับที่สำคัญที่สุดในแต่ละปีของสื่อแฟชั่นชั้นนำเล่มนี้ โดยเทย์เลอร์สวมชุดจั๊มสูทสีฟ้า จาก Louis Vuitton พร้อมเครื่องประดับจาก Cartier และ Bvlgari มาในท่าโพสชี้นิ้วมาหากล้อง คล้ายภาพโปสเตอร์ Uncle Sam ที่ใช้ในช่วงสงครามโลก ซึ่งเป็นท่าทางที่สะดุดตาผู้คนเป็นอย่างมาก และสื่อถึงการเรียกร้องให้ผู้ชมมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในบทสัมภาษณ์ภายในนิตยสารฉบับนี้ เธอได้เปิดเผยถึงประสบการณ์ของเธอเกี่ยวกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ การเผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางเพศในวงการดนตรี และการตัดสินใจที่จะเป็นผู้สนับสนุนสิทธิของชุมชน LGBTQ+ อย่างเปิดเผย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมมองทางการเมืองของเธอหลังจากเหตุการณ์ในปี 2016 และการตัดสินใจที่จะใช้แพลตฟอร์มของเธอในการลุกขึ้นมาเป็นกระบอกเสียงเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและความยุติธรรมในสังคม 

 

การขึ้นปกนิตยสาร Vogue ของเทย์เลอร์ในฉบับเดือนกันยายนครั้งนี้ ถือเป็นหลักฐานการถูกยอมรับในความสำเร็จและอิทธิพลของเธอในวงการแฟชั่นและสังคมเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงในตัวตนของเธอ จากศิลปินที่เน้นเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมในสังคม

 

 


 

STREET STYLE ICON

 

นอกเหนือจากการปรากฏตัวบนพรมแดงหรืองานแฟชั่นระดับโลก Taylor Swift ยังเป็นหนึ่งในไอคอนสไตล์ด้านการแต่งกายในชีวิตประจำวัน เพราะถึงแม้เธอจะไม่ได้สร้างเทรนด์ใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก แต่ลุค street style ที่เธอสวมใส่กลับถูกพูดถึงบนหน้าสื่ออยู่เรื่อย ๆ จากการแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกภายในของเธอได้ส่งผลออกมาสู่สไตล์การแต่งตัวภายนอกอย่างไร



โดยผู้คนเริ่มจับตามองแฟชั่นของเทย์เลอร์มากขึ้นในช่วงปล่อยอัลบั้ม Red ปี 2012 ที่เธอมักปรากฏตัวด้วยเสื้อผ้าแนววินเทจโทนสีสดใส ไอเท็มลายโพกาดอต กระโปรงยาวระดับเข่าทรง A-line และเสื้อคาร์ดิแกนตัวบางที่ให้บรรยากาศของฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งชวนให้เธอดูให้ความสำคัญกับความจริงใจและซื่อตรงกับตัวเองมากกว่าการตามกระแส ส่วนช่วงถัดมาในยุคอัลบั้ม 1989 Taylor เริ่มมีสไตล์ที่เรียบหรูมากขึ้น และเข้าสู่ความเป็นสาวป๊อปอย่างเต็มตัว เห็นได้ชัดจากการเลือกหยิบไอเท็มลายตารางหมากรุก มินิสเกิร์ต ขยับมาเล่นสีสันที่แอ็กเซสซอรีให้เป็นกิมมิกเล็ก ๆ แทน หรือในยุค Reputation หลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สไตล์ของ Taylor Swift ในช่วงนั้นจะเน้นการใช้ลายพิมพ์ที่ฉูดฉาดจนบางคนอาจมองว่าไม่เข้าที่เข้าทาง ขณะเดียวกันก็ยังสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดูดุดันและเป็นอิสระจากกรอบเดิม ๆ และเมื่อถึงยุค Midnights สไตล์ของเทย์เลอร์ก็ผ่อนคลายลงอีกครั้งในโทน Comfy สบาย ๆ ใช้ซิลูเอตต์หลวมและสีโทนกลางที่สะท้อนความมั่นใจและความนิ่งในตัวเองมากกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสไตล์เช่นนี้ ไม่เพียงสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างให้กับเทย์เลอร์ สวิฟต์เท่านั้น แต่ยังทำให้เธอกลายเป็นผู้มีอิทธิพลที่ผลักดันให้แฟน ๆ และผู้หญิงทั่วโลกเฝ้าติดตามรอดูลุคใหม่ ๆ ในทุกโอกาส พร้อมทั้งอยากครอบครองไอเท็มที่เธอสวมใส่เสมอ

 

 


 

THE ERAS TOUR LOOKS

 

หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้ The Eras Tour ของ Taylor Swift กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ไม่ได้มีเพียงแค่การทัวร์คอนเสิร์ตในรอบ 5 ปีและนำเพลงฮิตตลอดเกือบสองทศวรรษกลับมาร้อยเรียง แต่ยังรวมถึงมิติด้านแฟชั่นที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยเธอทำงานร่วมกับสไตลิสต์คู่ใจอย่าง Joseph Cassell Falconer พร้อมด้วยคอสตูมจากบรรดาแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่กลายเป็นภาพไวรัลบนโลกออนไลน์ อาทิ ชุดบอดี้สูทคอร์เซ็ตประดับคริสตัลจาก Versace สำหรับยุค Lover, เดรสราตรียาวสีชมพูจาก Zuhair Murad เข้ารูปช่วงอกและเอว มีโครงวอลลุ่มบานออกฟูฟ่องสไตล์เจ้าหญิงในเพลง Enchanted, เดรสตกแต่งฟรินจ์ประดับเลื่อมสีทองของ Roberto Cavalli สำหรับแสดงเพลงในอัลบั้ม Fearless, เดรสชีฟองสุดพลิ้วไหวจาก Alberta Ferretti ในเซสชัน Folklore ที่ช่วยตอกย้ำบรรยากาศดั่งเทพนิยาย ไปจนถึง Christian Louboutin ที่รับหน้าที่ออกแบบรองเท้าหลากหลายสไตล์สำหรับทัวร์ครั้งนี้มากกว่า 250 คู่ ซึ่งการเลือกใช้แฟชั่นที่มีทั้งความงามและความหมายอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ นอกจากจะทำให้แฟนคลับในสเตเดียมและบนโซเชียลมีเดียได้ตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ ยังเป็นเครื่องสะท้อนพลังของแฟชั่น ที่สามารถเล่าเรื่องราวทางดนตรีได้อย่างลึกซึ้ง

 

 


 

BEAUTY EVOLUTION

 

หากกล่าวถึงการเติบโตด้านแฟชั่นของ Taylor Swift ที่สะท้อนผ่านแต่ละยุคของเสียงเพลง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดไม่แพ้กันคือสไตล์ผมและเมคอัพของเธอ ซึ่งเหมือนเป็นอีกหนึ่งภาษาที่เธอใช้เล่าเรื่องราวของตัวเอง ในยุคคันทรีช่วงแรก Taylor ปรากฏตัวด้วยลุคสดใสและไร้เดียงสา ผมยาวดัดลอนธรรมชาติและลิปพีชอ่อน ๆ ถ่ายทอดความเป็นเด็กสาวที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ต่อมาในยุค Red เธอกล้าออกจากกรอบเดิม ด้วยลิปแดงสดและผมดัดลอนเรียบขึ้น สะท้อนถึงการทดลองและค้นหาตัวตนใหม่อย่างกล้าหาญ ยุค 1989 เผยให้เห็นความเฉียบคมผ่านผมบ๊อบสีแพลทินัมบลอนด์ และเมคอัพโกลว์สุดโมเดิร์นที่ใครหลายคนน่าจะทึ่งกับการเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งนี้ ขณะที่ยุค Reputation เธอนำเสนอภาพลักษณ์ดุดันด้วย smoky eye และลิปแดงเข้ม สื่อถึงพลังและความมั่นใจหลังผ่านการเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เรื่อยมาจนยุค Lover และ Folklore/Evermore ที่เมคอัพของเธอกลับมาในลุคนุ่มนวลและโรแมนติก ผสมผสานความเป็นธรรมชาติและแฟนตาซี เสมือนชวนแฟน ๆ เข้าไปเดินในโลกดนตรีและจินตนาการของเธอ ก่อนจะมาถึงยุค Midnights และ The Eras Tour ที่ Taylor เล่นสนุกกับทรงผมและเมคอัพอย่างหลากหลายตามชุดบนเวทีให้ดูอย่างจุใจ 

 

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสไตล์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมทั้งหมดทั้งมวลนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่าง Taylor Swift และสวิฟตี้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาคงรู้สึกเหมือนได้ร่วมเดินทางค้นหาตัวตนไปพร้อม ๆ กับเธอ และเมื่อได้เห็นศิลปินที่รักกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่ทดลองสิ่งใหม่ ๆ ผู้คนมากมายก็ได้รับพลังให้มีแรงบันดาลใจ เผื่อว่าวันหนึ่งจะได้ค้นพบสไตล์ของตัวเองเช่นกัน 

 

 

ภาพ: Getty Images, Courtesy of Brands

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT TAYLOR SWIFT FASHION MOMENTS บทบาทในโลกแฟชั่นของศิลปินเบอร์หนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT LINDA EVANGELISTA หนึ่งในซูเปอร์โมเดลที่สำคัญที่สุดตลอดกาล https://thestandard.co/7-things-we-love-about-linda-evangelista/ Sun, 17 Aug 2025 10:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1108210 7 THINGS WE LOVE ABOUT LINDA EVANGELISTA

หากกล่าวถึงชื่อนางแบบตัวท็อปของวงการแฟชั่น ลิสต์รายชื่อ […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT LINDA EVANGELISTA หนึ่งในซูเปอร์โมเดลที่สำคัญที่สุดตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT LINDA EVANGELISTA

หากกล่าวถึงชื่อนางแบบตัวท็อปของวงการแฟชั่น ลิสต์รายชื่อคงยาวไม่รู้จบ แต่ถ้าเป็นชื่อของซูเปอร์โมเดลผู้ยืนหยัดเหนือกาลเวลาและยังเป็นที่จดจำของคนในวงการแฟชั่นเสมอมาแล้วล่ะก็ ชื่อของ Linda Evangelista จะต้องเป็นหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน สำหรับ Linda เธอไม่ใช่แค่นางแบบ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่หลอมรวมศิลปะ แฟชั่น และป๊อปคัลเจอร์เข้าไว้ด้วยกัน เส้นทางอาชีพของเธอเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่กลายเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์แฟชั่น

 

ความโดดเด่นของ Linda ไม่ใช่แค่การกลายร่างให้เข้ากับเสื้อผ้า เรื่องราว และยุคสมัยเท่านั้น เธอยังเป็นตัวอย่างของผู้หญิงแกร่งตั้งแต่จุดเริ่มต้น การค้นพบตัวเอง รวมถึงการกลับมาทวงบัลลังก์นางแบบอีกครั้งในวัย 60 ปี วันนี้ THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับซูเปอร์โมเดลคนนี้กันมากขึ้น

 

HOW SHE STARTED

 

HOW SHE STARTED

 

Linda Evangelista เกิดและเติบโตในเมือง St. Catharines รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ด้วยความหลงใหลในแฟชั่นตั้งแต่เด็ก เธอเข้าร่วมการประกวดนางงามท้องถิ่นจนความสวยของเธอไปเตะตาแมวมองจาก Elite Model Management ในโทรอนโต แม้จะได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานนางแบบตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่ Linda เลือกที่จะเรียนให้จบก่อน เพื่อให้ตนเองพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เส้นทางของเธอเริ่มต้นที่นิวยอร์ก ต่อด้วยปารีสในยุคที่วงการแฟชั่นกำลังเฟื่องฟูอย่างมาก เธอมีโอกาสได้ร่วมกับแบรนด์มากมาย แต่โมเมนต์ที่สร้างชื่อให้กับเธอจริงๆ เกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้มีโอกาสร่วมงานกับช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง Steven Meisel ผู้ซึ่งกลายเป็นช่างภาพคู่บุญของเธอและช่วยสร้างภาพลักษณ์ระดับซูเปอร์โมเดลให้กับเธอด้วยเช่นกัน

 


 

SHORT HAIR SENSATION

 

SHORT HAIR SENSATION

 

ปี 1988 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์พลิกชะตาในชีวิตการทำงานของ Linda Evangelista แม้ว่าเธอจะมีผลงานต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับการยกย่องเป็นตัวท็อปของวงการ จนกระทั่งเธอมีโอกาสได้ร่วมงานกับช่างผมชื่อดัง Sam McKnight ในการถ่ายแฟชั่นสำหรับ British Vogue เมื่อ Sam ยื่นข้อเสนอให้เธอตัดผมบ๊อบสั้นมาก ซึ่งลุคดังกล่าวถือว่าท้าทายมากสำหรับนางแบบเพราะส่วนใหญ่เลือกจะไว้ผมยาวเพื่อความหลากหลายของลุคและงานโฆษณา แต่ Linda เลือกที่จะเสี่ยง ผลลัพธ์ที่ได้คือผมบ๊อบสั้นสไตล์เด็กทอมบอยที่เผยให้เห็นโครงหน้าและดวงตาคมชัด ลุคใหม่ของเธอกลายเป็นภาพจำของเธอทันที ทุกคนตั้งแต่ช่างภาพ ดีไซเนอร์ ไปจนถึงบรรณาธิการแฟชั่นต่างตกหลุมรักลุคนี้ของเธอ ส่งผลให้งานของเธอพุ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แบรนด์ใหญ่ระดับโลกต่างแย่งตัวเธอให้เดินรันเวย์และขึ้นแคมเปญ ภาพลักษณ์ใหม่นี้สร้างความสดใหม่ให้กับเสื้อผ้า ที่สำคัญทรงผมนี้ยังสร้างเทรนด์การตัดผมสั้นให้กับผู้หญิงทั่วโลกจนกลายเป็นคำติดปาก ‘ตัดทรง The Linda’

 


 

THE CHANEL GIRL

 

THE CHANEL GIRL

 

ในช่วงปลายยุค 80 และต้น 90 แฟชั่นโชว์ของแบรนด์ CHANEL คือเวทีที่ทุกสายตาในวงการแฟชั่นจับตามอง และหนึ่งในดาวเด่นของรันเวย์นี้ก็คือ Linda Evangelista สำหรับ Karl Lagerfeld ไม่ได้มองเธอเป็นแค่นางแบบเท่านั้น แต่ในฐานะ ‘Muse’ ที่สะท้อนภาพของผู้หญิง CHANEL ได้อย่างสมบูรณ์ สง่างาม มีความหรูหราไร้กาลเวลา แต่เต็มไปด้วยความซนและความมั่นใจ โมเมนต์อันน่าจดจำมาจากคอลเล็กชันโอต์กูตูร์ Fall/Winter 2003 เมื่อ Linda เดินฟินาเล่ให้กับแบรนด์ในฐานะ CHANEL Bride ซึ่งมีนางแบบเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับโอกาสให้สวมชุดแต่งงานเดินปิดโชว์ตามธรรมเนียมของโชว์โอต์กูตูร์ ลุคของ Linda ครั้งนั้นดูโมเดิร์นด้วยเดรสที่ซ้อนด้วยกางเกงด้านในอีกที รับกับผมสั้นของเธอได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่เพียงแค่นั้น Linda ยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับ CHANEL ทั้งในภาพถ่ายแคมเปญ ซึ่ง Karl เคยกล่าวไว้ว่า Linda นั้นเปรียบได้กับผู้หญิงในฝันของดีไซเนอร์เพราะเธอสามารถเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังเสื้อผ้าและสื่อสารออกมาผ่านการเดิน ท่วงท่า และสายตาได้อย่างแม่นยำ

 


 

FREEDOM! 90

 

FREEDOM! 90

 

ในปี 1990 เมื่อโลกแฟชั่นและดนตรีมาบรรจบกัน มิวสิกวิดีโอเพลง Freedom! 90 ของ George Michael กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์วัฒนธรรมป๊อปแห่งยุค George เลือกใช้นางแบบแถวหน้าของโลกมารับบทนำในมิวสิกวิดีโอแทนตัวเขา ได้แก่ Linda Evangelista, Naomi Campbell, Christy Turlington, Cindy Crawford และ Tatjana Patitz ซึ่งต่อมาทั้งหมดถูกขนานนามว่า ‘The Big Five’ การตัดสินใจร่วมงานกันครั้งนี้เปลี่ยนโฉมหน้าของนางแบบจากแค่ไม้แขวนเสื้อสู่การเป็น Superstars ที่โด่งดังไม่แพ้ศิลปินและดาราภาพยนตร์ ผลกระทบของวิดีโอตัวนี้มหาศาลอย่างมาก ไม่เพียงแค่ทำให้ชื่อของ Linda เป็นที่รู้จักวงกว้างมากขึ้น ยังตอกย้ำสถานะของเธอในฐานะป๊อปคัลเจอร์อย่างแท้จริง และยังเสริมภาพลักษณ์ให้กับยุคทองของซูเปอร์โมเดล จนถึงปัจจุบัน Freedom! 90 ยังถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในมิวสิกวิดีโอที่ทรงอิทธิพลของประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ของแฟชั่น สไตล์ และความรุ่งเรืองของซูเปอร์โมเดล

 


 

TRUE INFLUENCE

 

TRUE INFLUENCE

 

ประโยคเด็ดระดับไอคอนิกของ Linda Evangelista ที่เคยถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร American Vogue กับประโยคที่ว่า “I don’t get out of bed for less than $10,000 a day” แม้เธอจะกล่าวเสียใจที่เคยพูดประโยคดังกล่าวเพราะถูกล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามประโยคนี้กลับเป็นการเซตมาตรฐานสะท้อนความมั่นใจในการประเมินคุณค่าและอิทธิพลของตัวเอง ก่อนยุค 90 นางแบบแทบไม่มีปากมีเสียง พวกเธอต้องทำงานตามที่เอเจนซีและดีไซเนอร์ต้องการเท่านั้น ด้วยค่าแรงที่น้อยและมีข้อจำกัดในการเลือกงาน เช่น ถ้านางแบบคนไหนทำงานคอมเมอร์เชียลจะไม่มีโอกาสเฉิดฉายในวงการไฮแฟชั่น แต่ Linda กลับสร้างมาตรฐานใหม่เมื่อเธอจะเลือกรับงานที่ตรงกับภาพลักษณ์และคุณค่าของเธอ สิ่งนี้ยังส่งผลต่อนางแบบรุ่นหลังๆ ที่กล้าตั้งเงื่อนไขให้กับตัวเอง เช่น ไม่ถ่ายภาพนู้ด ดังนั้นประโยคของเธอจึงไม่ใช่แค่การสร้างความมั่นคงทางการเงินแต่สร้างอิทธิพลเชิงโครงสร้างของวงการนางแบบอีกด้วย

 


 

HARPER’S BAZAAR COVER

 

HARPER’S BAZAAR COVER

 

หนึ่งในโมเมนต์สำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์แฟชั่นในยุค 90 คือหน้าปกนิตยสาร Harper’s Bazaar เดือนกันยายน ปี 1992 ที่ถ่ายโดย Patrick Demarchelier และแน่นอนว่า Linda Evangelista เป็นนางแบบบนปกฉบับนั้น ภาพถ่ายครั้งนั้นโดยเฉพาะปกสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการแฟชั่น เมื่อปกนี้ถือเป็นการประกาศการเข้าสู่ยุคมินิมัลอย่างเต็มตัว รูปถ่ายของ Linda แบบซูมเห็นหน้าชัดและการจัดวางท่าทางด้วยชุดโอต์กูตูร์ดูเรียบง่ายและลงตัว ในขณะที่สามารถสร้างความสนใจให้กับผู้อ่านได้อย่างมาก ภาพถ่ายของทั้งสองกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับช่างภาพรุ่นหลังถูกนำมาปรับใช้และอ้างอิงในหลายๆ ปีต่อมา ปกนี้ยังพิสูจน์ถึงสถานะซูเปอร์โมเดลของ Linda ได้อย่างแท้จริง ที่ไม่ว่าจะผ่านไปแล้วกี่ปีคนยังพูดถึงจวบจนปัจจุบัน

 


 

HER RETURN

 

HER RETURN

 

ช่วงปี 2020s ซูเปอร์โมเดลยุค 80 และ 90 ต่างกลับมาเดินรันเวย์กันอีกครั้ง เว้นแต่ Linda Evangelista เท่านั้นที่กลับหายเงียบไป เธอได้ออกมายอมรับว่าเธอนั้นได้ผ่านการทำศัลยกรรมความงามและเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ซึ่งการออกมายอมรับครั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องให้ผู้หญิงทุกคนกล้าพูดถึงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่แล้วในเดือนกันยายนปี 2022 ช่วงนิวยอร์กแฟชั่นวีค Linda ได้ปรากฏตัวเซอร์ไพรส์ให้กับโชว์พิเศษของแบรนด์ Fendi x Tiffany and Co. ในชุดคลุมสีฟ้า Tiffany สร้างเสียงฮือฮาและแขกต่างลุกขึ้นยืนปรบมือกันอย่างคับคั่ง ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังได้ขึ้นแคมเปญของ Fendi และมีโอกาสได้ขึ้นปกนิตยสาร Vogue อีกครั้งโดยเฉพาะร่วมกับเพื่อนนางแบบซูเปอร์โมเดล Naomi Campbell, Cindy Crawford และ Christy Turlington ฉบับเดือนกันยายน เดือนที่สำคัญที่สุดของสิ่งพิมพ์แฟชั่น

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT LINDA EVANGELISTA หนึ่งในซูเปอร์โมเดลที่สำคัญที่สุดตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT ERL แบรนด์อเมริกันร่วมสมัยผู้ขยันสร้างไวรัล https://thestandard.co/7-things-we-love-about-erl/ Sun, 10 Aug 2025 12:00:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1105906

หนึ่งในลุคน่าจดจำจากงาน Met Gala จะต้องมีลุคของ ASAP Ro […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT ERL แบรนด์อเมริกันร่วมสมัยผู้ขยันสร้างไวรัล appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในลุคน่าจดจำจากงาน Met Gala จะต้องมีลุคของ ASAP Rocky เมื่อปี 2021 กับเสื้อคลุมคล้ายผ้าห่ม ซึ่งมาจากแบรนด์ ERL แบรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรงจากประเทศอเมริกา ซึ่งก่อตั้งโดย Eli Russell Linnetz และชื่อ ERL ก็มาจากการย่อชื่อของเขานั่นเอง แบรนด์ ERL ประสบความสำเร็จจากการถ่ายทอดความเป็นอเมริกัน โดยเฉพาะในย่าน Venice Beach ของนครลอสแอนเจลิส ดึงเอาความเป็นอเมริกันออกมาใช้ได้อย่างหลากหลายจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง 

 

แบรนด์ ERL ยังเคยเข้าชิงสาขาดีไซเนอร์หน้าใหม่บนเวที CFDA มาแล้ว รวมถึงติดหนึ่งใน 20 ของผู้เข้ารอบสุดท้ายเวที LVMH Prize และสามารถเก็บรางวัลสำคัญอย่าง Karl Lagerfeld Prize ได้สำเร็จ และเขายังถูกเชิญให้มาร่วมออกแบบคอลเล็กชั่นกับแบรนด์ Dior Men อีกด้วย วันนี้ The Standard Pop จึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักแบรนด์ ERL นี้กันมากขึ้นกัน

 


 

HOW THE BRAND STARTED

 

เส้นทางของ Eli Russell Linnetz ก่อนจะเริ่มทำแบรนด์ของเขาน่าสนใจไม่เบาเลย เขาเคยทำงานสายครีเอทีฟมาก่อนโดยมีลูกค้าเอลิสต์อย่าง Kanye West และ Lady Gaga เขาเคยกำกับมิวสิกวิดีโอ Famous และ Fade รวมถึงถ่ายแคมเปญให้กับแบรนด์ Yeezy ร่วมกับ Kanye West และเคยออกแบบเวทีคอนเสิร์ต Enigma ของ Lady Gaga ที่ลาสเวกัสมาด้วยเช่นกัน เขายังเคยร่วมงานกับแบรนด์ Comme des Garçons และ Dover Street Market ในฐานะผู้กำกับศิลป์มาแล้ว จากประสบการณ์ทั้งหมด Eli ได้ตัดสินใจทำแบรนด์ของตนเองขึ้นในปี 2018 โดยใช้ชื่อ ERL ซึ่งมาจากชื่อย่อของตัวเขา ซึ่งเขาใช้จุดเด่นของบ้านเกิดตัวเขาเองในย่าน Venice Beach นครลอสแอนเจลิส มาเป็นแรงบันดาลใจหลักผสมเข้ากับไวบ์ชายฝั่งอเมริกันยุค 90 จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนจดจำได้

 

 


 

ERL AESTHETIC

 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น วิสัยทัศน์ของ ERL มีความเฉพาะตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สีพาสเทลเจ็บๆ สไตล์วินเทจของยุค 80 และ 90 รวมถึงงานแฮนด์เมด ที่ไม่ได้ดูเนี้ยบมาใช้บนงานดีไซน์ของเขา กลิ่นอายวัยรุ่นอเมริกันฝั่งตะวันตกจากแคลิฟอร์เนีย ความหลากหลายของกิจกรรมอาทิ เซิร์ฟ สกี และการเดินเขาตามอุทยาน ถูกนำมาถ่ายทอดบนเสื้อผ้าสไตล์ยูนิเซ็กซ์ที่ดูสนุกและมีความเป็นอเมริกันสูง หลายคนต่างหลงใหลแบรนด์ ERL จากความขี้เล่นของงานดีไซน์ ให้ความรู้สึกเหมือนเล่นกับความทรงจำในวัยเด็ก ในขณะที่นำเอาวัฒนธรรมของอเมริกันมาใช้ได้อย่างหลากหลาย ไม่น่าเบื่อหรือจำเจ ด้วยความชัดในตัวตนของแบรนด์เปิดโอกาสให้ ERL ได้ก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นในฐานะแบรนด์แฟชั่นร่วมสมัยที่น่าจับตามอง และยังได้ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกที่ต่างหลงรักตัวตนของ ERL

 

 


 

A$AP ROCKY MET GALA

 

โมเมนต์สำคัญของแบรนด์ ERL เกิดขึ้นในปี 2021 ที่งาน Met Gala เมื่อ ASAP Rocky ปรากฏตัวบนพรมแดงด้วยผ้าคลุมที่มีลักษณะคล้ายผ้าห่ม ทำเอาสื่อหลายสำนักคิดว่าเป็นมีมหรือเรื่องตลกขำขัน แต่กลับกลายเป็นว่าลุคนี้ของเขาสร้าง Statement เพราะมันแมตช์เข้ากับคาแร็กเตอร์หนุ่มแฟชั่นของ ASAP Rocky ได้อย่างลงตัว ซึ่งเสื้อคลุมผืนนั้นเป็นผลงานการดีไซน์จาก ERL จากลุคงงๆ สู่ไวรัลชั่วข้ามคืน ชื่อของ ERL ปรากฏบนสื่อแฟชั่นเกือบทุกสำนัก นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้คนเริ่มรู้จักแบรนด์ ERL เป็นวงกว้าง และต่อยอดโปรเจกต์งานใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ในเวลาต่อมา

 

 


 

VIRAL FLIP FLOP

 

ใครจะไปคิดว่ารองเท้าแตะก็สามารถเป็นไวรัลได้ เมื่อ ERL เปิดตัวรองเท้าแตะสไตล์ยุค 2000 แต่ที่สร้างไวรัลจนคนพูดถึงกันมากเป็นรุ่นแพลตฟอร์มความสูง 8 นิ้ว นอกจากภาพถ่ายแคมเปญจะใช้นายแบบนู้ดแล้วนั้น ตัวรองเท้าเองยังสร้างไวรัลด้วยตัวของมันเองจากดีไซน์ขี้เล่นและเป็นที่จดจำ รองเท้าคู่นี้ไม่ใช่แค่ไอเท็มแฟชั่นแต่ยังแสดงถึงวิสัยทัศน์ของ ERL ที่กล้าฉีกกรอบ กล้าท้าทายความธรรมดา จน Kylie Jenner ยังต้องนำมาสวมใส่ถ่ายลงโซเชียล แน่นอนว่าเมื่อ Kylie ใส่อะไรก็ตาม ไอเท็มชิ้นนั้นก็พร้อมจะเป็นไวรัลระดับป๊อปคัลเจอร์ทันที

 

 


 

DIOR x ERL

 

ปี 2022 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ ERL เมื่อ Kim Jones ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Dior Men ในตอนนั้นชวน Eli มาร่วมออกแบบคอลเล็กชั่น Dior x ERL ที่รวมเอาความหรูหราจากปารีสมาผสมผสานเข้ากับความทะเล้นและเยาว์วัยแบบ American Teen ของ ERL ได้อย่างเซอร์ไพรส์ ซึ่งคอลเล็กชั่นนี้ ERL หยิบเอาแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดและไลฟ์สไตล์ชายหาดจาก Venice Beach มาใช้ แต่ยังสามารถเก็บรายละเอียดและรักษาความเนี๊ยบของช่างฝีมือจากปารีสจากห้องเสื้อ Dior ได้อย่างยอดเยี่ยม การร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์ความเจ๋งของ ERL ว่าไม่ใช่แค่แบรนด์สตรีททั่วไปเท่านั้น และคอลเล็กชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งลูกค้าของ Dior และ ERL

 

 


 

PHOTOGRAPHY WORK

 

Eli ไม่ใช่แค่ดีไซเนอร์เท่านั้น เขายังมีโปรไฟล์ในฐานะช่างภาพและยังรักงานถ่ายภาพจวบจนปัจจุบัน แน่นอนว่ามุมมองและผลงานของเขาเต็มไปด้วยการใช้สีสันฉูดฉาด ขี้เล่น และมีกลิ่นอายความโรแมนติกแบบ 90s ภาพถ่ายของเขาเคยถูกตีพิมพ์ในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ อาทิ Vogue, i-D และ Dazed โดยมีผลงานไฮไลต์จากปกนิตยสาร Vogue Italia ในปี 2020 ที่เขาถ่าย Justin และ Hailey Bieber ขึ้นปก ผลงานของเขายังโด่งดังในหมู่ศิลปินอีกด้วย นอกจาก Kanye West แล้วนั้น Eli เคยถ่ายปกอัลบั้มของศิลปินอีกหลายคน อาทิ Shawn Mendes และ Normani เขายังเป็นช่างภาพประจำให้กับแบรนด์ของเขาเองอีกด้วย ซึ่งช่วยต่อยอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้แข็งแรงเป็นที่จดจำ

 

 


 

LEVI’S x ERL

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ ERL คืองานคอลลาบอเรชันร่วมกับแบรนด์ Levi’s ในปี 2023 คอลเล็กชั่นนี้กลายเป็นที่พูดถึงทันทีด้วยความขี้เล่นผสมผสานเข้ากับเดนิมแบบอเมริกัน ความพิเศษของคอลเล็กชั่นนี้คือการไฮบริดของซิลูเอตของยีนส์เข้ากับเสื้อผ้าแบบอื่นๆ เช่น กางเกงวอร์ม แจ็กเก็ตบุนวม ไปจนถึงลาย patchwork เพื่อสื่อสารถึงความคูลและความสบายในเวลาเดียวกัน ในแง่ของภาพลักษณ์ ERL นำเสนอภาพลักษณ์แบบรีเฟรชความคลาสสิก สร้างภาพจำแบบใหม่สู่สายตาฐานลูกค้าใหม่ๆ ในขณะที่เคารพตัวตนของ Levi’s ได้อย่างไม่ตกหล่น เป็นอีกครั้งที่ ERL สามารถถ่ายทอดตัวตนของตัวเองได้อย่างครบถ้วนในขณะที่นำเอางานดีไซน์จากแบรนด์อื่นมาต่อยอด

 

 

ภาพ: Getty Images, ERL

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT ERL แบรนด์อเมริกันร่วมสมัยผู้ขยันสร้างไวรัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัฒน์ศรี ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา Managing Director ของ Louis Vuitton เตรียมขึ้นเวที 7 Things We Love About x The Secret Sauce Summit 2025 https://thestandard.co/louis-vuitton-the-secret-sauce/ Fri, 01 Aug 2025 13:11:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1102764 louis-vuitton-the-secret-sauce

รายการ 7 Things We Love About… กำลังจะขึ้นเวทีสดครั้งแร […]

The post วัฒน์ศรี ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา Managing Director ของ Louis Vuitton เตรียมขึ้นเวที 7 Things We Love About x The Secret Sauce Summit 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
louis-vuitton-the-secret-sauce

รายการ 7 Things We Love About… กำลังจะขึ้นเวทีสดครั้งแรกที่งาน The Secret Sauce Summit 2025 ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ โดยได้ อู๋ วัฒน์ศรี ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา Managing Director แห่ง Louis Vuitton ประเทศไทยและเวียดนาม มาเป็นแขกพิเศษร่วมพูดคุย

 

สำหรับอู๋ วัฒน์ศรี คือผู้บริหารหญิงที่ได้รับการยอมรับในแวดวงแฟชั่นลักซ์ชัวรี จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโลกทั้งแฟชั่นและบิวตี้ ไม่ว่าจะเป็น Dolce & Gabbana, Sephora และ CHANEL ก่อนจะก้าวเข้าสู่ครอบครัว Louis Vuitton ในตำแหน่ง General Manager ดูแลตลาดไทยและเวียดนามเมื่อปี 2021 และในปี 2023 ได้รับการแต่งตั้งเป็น Managing Director อย่างเต็มตัว และนับเป็นคนไทยคนแรกของแบรนด์ที่ได้รับบทบาทนี้ในภูมิภาค

 

ภายใต้การนำของเธอ Louis Vuitton สามารถฝ่าฟันช่วงโควิด-19 ได้อย่างประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ด้วยการจัดแฟชั่นโชว์ Spin-Off คอลเล็กชัน Fall/Winter 2022 ของ Virgil Abloh ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกที่ได้จัดหลังช่วงล็อกดาวน์ 

นอกจากนั้น เธอยังขับเคลื่อนการขยายร้านสาขาใหม่ ทั้งร้านสุภาพบุรุษแห่งแรกในภูมิภาคที่ Siam Paragon และเปิดร้านแบบ Exclusive Store ร้านแรกในโซนเอเชียใต้ที่ ICONSIAM เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เน้นประสบการณ์เฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น

 

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือร้าน LV The Place Bangkok โปรเจกต์ Experiential Store แห่งแรกของโลกและของแบรนด์ที่รวมทุกมิติไว้ในที่เดียว ทั้งร้านค้า คาเฟ่ ร้านอาหาร และนิทรรศการ สะท้อนวิสัยทัศน์ของเธอในการนำพาแบรนด์ลักชัวรีอันดับหนึ่งในเครือ LVMH เข้าใกล้ผู้คนผ่านวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์มากขึ้น 

 

ภาพ: Louis Vuitton

The post วัฒน์ศรี ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา Managing Director ของ Louis Vuitton เตรียมขึ้นเวที 7 Things We Love About x The Secret Sauce Summit 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT BODE การเติบโตอันงดงามของแบรนด์ที่เน้นงานคราฟต์ https://thestandard.co/bode-craft-story/ Sun, 20 Jul 2025 00:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1097997 bode-craft-story

ในทศวรรษที่อุตสาหกรรมแฟชั่นเร่งวิ่งสู่อนาคตอย่างรวดเร็ว […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT BODE การเติบโตอันงดงามของแบรนด์ที่เน้นงานคราฟต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
bode-craft-story

ในทศวรรษที่อุตสาหกรรมแฟชั่นเร่งวิ่งสู่อนาคตอย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันคอลเล็กชันใหม่ออกสู่ตลาดทุกฤดูกาล BODE แบรนด์เสื้อผ้าจากนิวยอร์กของดีไซเนอร์หญิง Emily Adams Bode Aujla กลับเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เลือกจะเดินอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่ถักทอเข้ากับเสื้อผ้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้ ณ เวลานี้ ผลงานของ BODE ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่กำลังเป็นที่นิยมเท่านั้น แต่เป็นดั่งงานศิลปะที่ร้อยเรียงจิตวิญญาณของผู้คน ผ่านเทคนิคโบราณ งานคราฟต์วินเทจ และมรดกทางวัฒนธรรมจากยุคก่อนๆ ที่กำลังจะเลือนหาย 

 

จากปรัชญาเบื้องหลังที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจของดีไซเนอร์สาวคนนี้ ก่อให้เกิดเป็นแบรนด์ Menswear ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อกรอบแฟชั่นเสื้อผ้าผู้ชาย และได้พลิกนิยามของงานคราฟต์และความยั่งยืนในวงการแฟชั่นสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง THE STANDARD POP จึงอยากชวนทุกคนไปเจาะลึกถึงทุกแง่มุม ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ภาพลักษณ์อันน่าจดจำ และแก่นแท้ของ BODE ที่ทำให้แบรนด์เล็กๆ เติบโตมาอย่างงดงามและเป็นที่จดจำได้ถึงทุกวันนี้

 


 

HOW THE BRAND STARTED

 

HOW THE BRAND STARTED

 

รากฐานของ BODE ต้องย้อนไปถึงครอบครัวของ Emily Adams Bode Aujla หญิงผู้เติบโตในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยเธอมักใช้เวลาช่วงฤดูร้อนกับคุณลุง ผู้ที่ทำให้ Emily ได้ซึมซับและหลงใหลในวัตถุโบราณและของเก่าเก็บ รวมถึงการได้แรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดอย่างผ้าควิลต์ (Quilt) หรือผ้าห่มนวมที่ทำจากเศษผ้าต่อกัน ซึ่งเป็นงานฝีมือของผู้หญิงในครอบครัวของเธอ

 

หลังจากจบการศึกษาจาก Parsons School of Design ควบคู่กับการเรียนด้านประวัติศาสตร์และปรัชญาที่ Eugene Lang College ในปี 2016 Emily Adams Bode Aujla ก็ได้ต่อยอดความรู้ด้วยการก่อตั้งแบรนด์ BODE ขึ้นจากแนวคิดที่ชัดเจน อย่างการสร้างสรรค์เสื้อผ้าแบบ One-of-a-Kind  หรือชิ้นเดียวในโลกที่บันทึกความทรงจำไว้โดยใช้ผ้าโบราณที่มีอยู่จริงเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะเป็นผ้าควิลท์จากยุควิกตอเรียน ผ้าปูโต๊ะปักลาย ผ้ากระสอบเก่า หรือแม้แต่ม่านลูกไม้ และเปิดตัวคอลเล็กชันแฮนด์เมดเล็กๆ วางขายในกรุงนิวยอร์ก

 


 

BREAKTHROUGH MOMENT

 

BREAKTHROUGH MOMENT

 

กาลเวลาผ่านมาจากจุดเริ่มต้นไม่นานนัก BODE ได้โอกาสสำคัญให้โชว์คอลเล็กชันเต็มครั้งแรกในงาน Men’s New York Fashion Week 2017 ด้วยการสนับสนุนจาก CFDA (Council of Fashion Designers of America) ซึ่งนับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับโลกแฟชั่นในฐานะดีไซเนอร์หญิงคนแรกที่ได้จัดแสดงผลงานอย่างเป็นทางการบนเวทีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าบุรุษส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง สไตล์สตรีทแวร์ หรือความเนี้ยบแบบงานเทเลอร์ BODE กลับนำเสนอสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงตามสิ่งที่แบรนด์ยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าควิลต์ งานปักผ้า และเรื่องราวที่ผูกพันด้านอารมณ์ ซึ่งต่างถูกมองว่าเป็นองค์ประกอบของผู้หญิง จนความโดดเด่นและแตกต่างนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนให้ชื่อของ BODE กลายเป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับสากล

 


 

COLLABORATIONS

 

COLLABORATIONS

 

นอกจากคอลเล็กชันหลักของแบรนด์แล้ว BODE เองก็มีงานคอลลาบอเรชันกับแบรนด์หรือองค์กรอื่นที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน อย่างการร่วมงานกับ Barbour ในการนำเสื้อแจ็กเก็ต Waxed มาปรับโฉมใหม่ หรือทำงานร่วมกับ Woolmark เพื่อส่งเสริมการใช้ขนสัตว์อย่างยั่งยืน และหนึ่งในโปรเจกต์ที่โดดเด่นที่สุดคือการร่วมมือกับ Nike ในปี 2024 ผ่านไลน์ BODE Rec. ที่โฟกัสในฝั่งแอคทีฟแวร์ เพื่อปลุกชีพรองเท้าวิ่งรุ่นคลาสสิกอย่าง Astro Grabber ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1974 โดยแทนที่จะเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด BODE เลือกที่จะคงจิตวิญญาณดั้งเดิมของรองเท้าไว้ แต่เพิ่มรายละเอียดที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ อย่างเทคนิคบุผ้าและหนังที่ทำให้นึกถึงบรรยากาศในช่วงที่ตัวดีไซเนอร์ได้เห็นพ่อและญาติๆ ใส่รองเท้ารุ่นนี้กันตอนยังหนุ่ม พร้อมนำเสนอคอลเล็กชันเสื้อผ้า เช่น เสื้อแจ็กเก็ตวอร์ม เสื้อ Jerseys เสื้อเอี๊ยมกีฬา กางเกง และชาร์มที่ได้แรงบันดาลใจจากดีไซน์ยุค 1970s ผนวกกับการเสริมองค์ประกอบงานฝีมือ ซึ่งเป็นการผสมผสานประวัติศาสตร์ของวงการกีฬา ความทรงจำวัยเด็กและงานคราฟต์ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจได้อย่างลงตัวและชาญฉลาด

 


 

STORE CONCEPT

 

STORE CONCEPT

 

หากใครได้มีโอกาสเดินเข้าไปในร้าน BODE คุณจะสัมผัสได้ว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านขายเสื้อผ้า แต่เป็นพื้นที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อาทิ สาขาในนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส ถูกออกแบบให้เหมือนบ้านหรือสตูดิโอของช่างฝีมือ บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และเต็มไปด้วยของตกแต่งโบราณที่ Emily และทีมงานคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เช่น หมอนแพตช์เวิร์กโบราณ ตู้โชว์รูปถ่าย หรือสาขาในกรุงปารีสที่เพิ่งเปิดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากกิจกรรมฟลายฟิชชิง ที่ถ่ายทอดบรรยากาศจากทั้งวัฒนธรรมอเมริกันและฝรั่งเศสไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้ร้านค้าของ BODE เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่สะท้อนถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องและความเชื่อมโยงกับอดีตได้อย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนลูกค้าไม่เพียงแต่ได้ซื้อเสื้อผ้า แต่ยังได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความหมายและเรื่องราวที่แฝงไว้

 


 

COMMITMENT TO SUSTAINABILITY

 

COMMITMENT TO SUSTAINABILITY

 

ขณะที่ ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นศัพท์ทางการตลาดที่หลายแบรนด์หยิบจับมาใช้ในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับ BODE สิ่งนี้คือ DNA และหัวใจหลักของแบรนด์มาตั้งแต่ต้น ด้วยวิธีการผลิตเครื่องแต่งกายจากการเลือกใช้ผ้าโบราณ ผ้าเดดสต็อก และวัสดุที่มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้ทำซ้ำในรูปแบบแมสโปรดักชัน นอกจากจะทำให้แฟชั่นของ BODE มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง กระบวนการนี้ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการ Upcycling ที่ทรงพลังที่สุด เนื่องจากเป็นการลดปริมาณขยะในอุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างมหาศาล รวมไปถึงยังมีการร่วมงานกับช่างฝีมือจากอินเดีย เปรู และแอฟริกาใต้ ในการสนับสนุนเทคนิคดั้งเดิม เช่น งานปักมือ งานทอแบบพื้นบ้าน และการย้อมสีธรรมชาติ พร้อมจ่ายค่าแรงอย่างเป็นธรรม ทำให้ความมุ่งมั่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผลงานจากมุมมองของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกเช่นกัน

 


 

GENDERFLUID MENSWEAR

 

GENDERFLUID MENSWEAR

 

หนึ่งในแก่นสำคัญที่ทำให้ BODE เป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้คนมากมายคือเสื้อผ้าของแบรนด์ที่มีความลื่นไหลทางเพศ โดย Emily เคยให้สัมภาษณ์อยู่หลายครั้งผ่านสื่ออย่างชัดเจนว่า เสื้อผ้าของเธอถูกออกแบบมาให้ไร้เพศ BODE จึงได้ทลายกำแพงทางเพศในโลกของแฟชั่นบุรุษ ไม่ใช่แค่ในแง่ของซิลูเอตที่ทุกเพศสามารถสวมใส่ได้ แต่เป็นการนำเสนอคุณค่าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผูกติดกับเพศหญิงมาไว้ในเมนส์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนโยน (Softness) ความรู้สึกหวนรำลึกถึงอดีต (Nostalgia) และคุณค่าของงานฝีมือในบ้าน (Domestic Craft) ให้ถ่ายทอดออกมาอย่างสมดุลและน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น เสื้อเชิ้ตที่ทำจากผ้าปูโต๊ะปักลาย กางเกงที่ทำจากผ้าห่มนวม หรือแจ็กเก็ตที่ประดับด้วยลูกปัด ซึ่งล้วนเป็นการท้าทายและขยายนิยามของความเป็นชายในปัจจุบัน ทำให้ผู้สวมใส่สามารถแสดงออกถึงตัวตนในมิติที่ซับซ้อนมากขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้คนทุกเพศสวมใส่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด และทำให้ BODE ถูกจดจำในฐานะแบรนด์ที่ก้าวหน้าและสอดคล้องกับยุคสมัย

 


 

AWARDS

 

AWARDS

 

ความสำเร็จของ BODE ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแส แต่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมจากสถาบันแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก Emily Adams Bode Aujla ได้รับรางวัลมากมายที่การันตีถึงวิสัยทัศน์และความสามารถอันโดดเด่นของเธอ ตั้งแต่รางวัลรองชนะเลิศจาก CFDA/Vogue Fashion Fund ในปี 2018 และในปีต่อมายังคว้ารางวัล Emerging Designer of the Year ที่มีไว้เพื่อยกย่องเหล่านักออกแบบแฟชั่นหน้าใหม่ที่มีผลงานโดดเด่น เติบโตเร็ว และมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงหรือหล่อหลอมวงการแฟชั่นในอนาคต อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 30 Under 30 ด้าน Art & Style ที่จัดทำโดย Forbes และถูกบันทึกชื่อใน BoF 500 ของ Business of Fashion ในปีเดียวกัน ตลอดจนเป็นผู้ชนะรางวัลพิเศษ Karl Lagerfeld Award for Innovation จากเวที International Woolmark Prize ในปี 2020 และได้รางวัล CFDA Fashion Awards สาขา American Menswear Designer of the Year ติดต่อกันสองปีซ้อน (2021 และ 2022) ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดในอุตสาหกรรมแฟชั่นอเมริกัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงได้รับความสนใจทั้งจากผู้คนที่รักการแต่งกาย สื่อแฟชั่น เหล่าเทรนด์เซ็ตเตอร์ และนักวิจารณ์แฟชั่นทั่วโลกอย่างล้นหลามเช่นนี้ 

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT BODE การเติบโตอันงดงามของแบรนด์ที่เน้นงานคราฟต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT SCANDINAVIAN BRANDS เสน่ห์แบบนอร์ดิกที่ครองใจคอแฟชั่นทั่วโลก https://thestandard.co/7-things-we-love-about-scandinavian-brands/ Sun, 13 Jul 2025 12:30:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1095914

ในโลกของแฟชั่นที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตล […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT SCANDINAVIAN BRANDS เสน่ห์แบบนอร์ดิกที่ครองใจคอแฟชั่นทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกของแฟชั่นที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ‘แฟชั่นสแกนดิเนเวียน’ เป็นหนึ่งในไม่กี่ภูมิภาคที่สามารถรักษาตัวตนของตัวเองไว้ได้อย่างชัดเจนและมั่นคง จากจุดเริ่มต้นที่โด่งดังเรื่องความเรียบง่าย มินิมอล มีฟังก์ชัน ปัจจุบันนี้พวกเขายังเป็นผู้นำด้านแนวคิดการสร้างสรรค์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแฟชั่นร่วมสมัย และได้ทำให้เสื้อผ้ากลายเป็นเครื่องมือบ่งบอกไลฟ์สไตล์ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จนไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเราถึงเห็นแบรนด์สแกนดิเนเวียนปรากฏตัวใน wish list ของเหล่าคอแฟชั่นทั่วโลก 

 

ในสัปดาห์นี้ THE STANDARD POP จึงอยากพาคุณไปเจาะลึก 7 แบรนด์แฟชั่นสแกนดิเนเวียจากเดนมาร์กและสวีเดน ที่ต่างมีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นในแบบของตัวเอง ตั้งแต่แบรนด์เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ไปจนถึงแบรนด์ยุคใหม่ที่เข้ามาพลิกโฉมวงการให้มีสีสันและมิติที่หลากหลายขึ้น

 


 

TOTEME

 

สำหรับ Toteme เจ้าของไอเท็มซิกเนเจอร์สุดฮิตในหมู่เซเลบริตี้ต่างชาติอย่าง scarf-coat โค้ตที่มีผ้าพันคอเย็บติดมาในตัวและกระเป๋าหนัง T-Lock bag เป็นแฟชั่นเฮาส์สัญชาติสวีเดนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 โดย Elin Kling และ Karl Lindman คู่รักที่มาพบกันในกรุงนิวยอร์ก และตัดสินใจสร้างธุรกิจร่วมกันด้วยแนวคิด Uniform Dressing โดยในช่วงแรก แบรนด์จะเน้นคอลเลกชันที่เหล่าสุภาพสตรีสามารถใส่ได้ในทุกโอกาส ก่อนทั้งคู่จะย้ายฐานกลับไปที่สต็อกโฮล์มในปี 2016 เพื่อวางรากฐานใหม่ให้ Toteme ในบริบทสแกนดิเนเวียนอย่างแท้จริง รวมถึงการเปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกของแบรนด์ ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้แบรนด์เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ภายใต้หลักการออกแบบตามสุนทรียศาสตร์ของบ้านเกิด ไม่ว่าจะเป็นด้านความเรียบง่ายในโทนสี งานฝีมือที่พิถีพิถัน และการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงในหลากหลายโอกาส ทำให้ได้ผลงานที่โดดเด่นด้วยซิลูเอตต์ที่คมชัด ใช้งานได้แบบ Timeless มีการตัดเย็บที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงใช้วัสดุคุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

 

และหากถามว่า Toteme เป็นที่นิยมมากแค่ไหน ในปีที่ผ่านมา ทางแบรนด์สามารถทำยอดขายได้ทะลุ 180 ล้านยูโร โดยมีฐานลูกค้าเหนียวแน่นทั้งในยุโรป อเมริกา เอเชีย และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในอุตสาหกรรมแฟชั่น จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ Luxury Minimalist ที่น่าจับตาที่สุดจาก Business of Fashion เลยทีเดียว

 

 


 

GANNI

 

ขยับมาที่แบรนด์แฟชั่นจากฝั่งประเทศเดนมาร์ก ผู้สร้างแฮชแท็ก #GANNIGIRLS ให้กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก กับการนำเสนอไอเท็มเสื้อผ้าสุดชิคสไตล์โคเปนเฮเกนที่เติมสีสันและความสนุกลงไปในหลากหลายมิติ ซึ่งเป็นผลจากฝีมือของ Nicolaj และ Ditte Reffstrup สองสามีภรรยาที่เข้ามาดูแลแบรนด์ Ganni ในปี 2009 และตั้งใจทลายกรอบความเรียบง่ายตามแบบฉบับสแกนดิเนเวียของแบรนด์ในรูปแบบเดิมให้มีความสดใหม่ มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Scandi Style 2.0 โดยตั้งเป้าหมายเป็นการสร้างสรรค์เสื้อผ้าคุณภาพดีที่ผู้หญิงสามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาสตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เน้นเรื่องการสวมใส่สบาย ไม่ซับซ้อน จึงมีดีไซน์ที่นำเสนอความเฟมินีนอย่างหลากหลาย เช่นการใช้แขนเสื้อพอง, คอปกปีเตอร์แพน, ทรงโอเวอร์ไซส์ และที่สำคัญคือลายพิมพ์สะดุดตา นอกจากนี้ยังมีรองเท้าบูตในลวดลายเดียวกันออกวางขายเพื่อให้แมตช์โททัลลุคได้โดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ Ganni ไม่ได้เป็นเพียงแค่แบรนด์แฟชั่น แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่เหล่าเซเลบริตี้สาวแถวหน้าอย่าง Gigi Hadid, Kendall Jenner และ Priyanka Chopra ยังเลือกหยิบมาแมตช์ลุคในชีวิตประจำวัน 

 

ยิ่งไปกว่านั้น Ganni ยังครองใจคนรุ่นใหม่ด้วยวิสัยทัศน์แบรนด์ที่ตั้งใจรับผิดชอบต่อสังคมและสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการหันมาใช้ Fabrics of the Future อย่าง Mylo™ (หนังเห็ด), Vegea™ (หนังจากเปลือกองุ่น), สารรีไซเคิลจากเซลลูโลส หรือการเริ่มใช้โมเดลธุรกิจแบบปิดวงจร (circular business models) เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและสร้างมลภาวะให้น้อยที่สุด ทำให้แม้ว่าตัวแบรนด์เองจะไม่ได้สื่อสารกันโต้งๆ ว่าฉันชูเรื่องแฟชั่นที่ยั่งยืน แต่ผู้เสพสินค้าก็รับรู้ได้ว่า Ganni สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังไปถึงระดับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง 

 

 


 

TIGER OF SWEDEN

 

สุดท้ายกับ Tiger of Sweden แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่สุดในบรรดาแบรนด์ที่เรากล่าวมา ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1903 โดย Markus Schwarmann และ Hjalmar Nordström สองช่างตัดเย็บมืออาชีพที่เริ่มต้นจากการเปิดโรงงานผลิตสูทแบบ Ready-to-Wear สำหรับผู้ชาย ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ผู้บุกเบิกในยุโรปเหนือที่ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปคุณภาพสูงให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วจนมียอดผลิตสูทมากกว่า 140,000 ตัวต่อปีในช่วงปี 1930 กระทั่งหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990s ที่ทำให้สูทของแบรนด์มีดีไซน์ที่คมชัด และเป็นที่นิยมในกลุ่มศิลปินสายสร้างสรรค์มากขึ้น คือการที่แบรนด์ได้มีการปรับตำแหน่งทางการตลาดครั้งสำคัญภายใต้ปรัชญา ‘A Different Cut’ หรือการเปลี่ยนทั้งรูปแบบและบทบาทของเสื้อผ้า ซึ่งในที่นี้คือการนำเสื้อสูทออกจากบริบทของธนาคารหรือสถานที่ราชการมาสู่ชีวิตประจำวัน ปรับซิลูเอตให้เป็นแบบ Slim-Fit มีความโมเดิร์น ซึ่งสะท้อนว่าชุดสูท Tiger of Sweden ทุกตัวสามารถใส่ได้โดยไม่ต้องผูกเนกไท และเบลเซอร์ทุกตัวก็สามารถใส่กับกางเกงยีนส์ได้ พร้อมทั้งเปิดไลน์ Womenswear และเดนิมที่ยึดมั่นในแนวคิดนี้เรื่อยมา 

 

ในปัจจุบันนี้ Tiger of Sweden ยังคงเดินทางตามปรัชญาดั้งเดิมและสร้างผลงานจนถูกจดจำในฐานะแบรนด์ที่ผสมการออกแบบโมเดิร์นกับจิตวิญญาณ heritage ร่วมกับการขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดเสน่ห์ด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศสวีเดน หรือดีไซน์ที่สะท้อนสภาพอากาศและงานสถาปัตยกรรมแบบนอร์ดิก เช่นไลน์ Linen Suit, Linen Trousers, และ Tiger Belt ที่เป็นซิกเนเจอร์ซึ่งกลับมาเป็นเทรนด์อีกครั้งในหมู่คนรุ่นใหม่นั่นเอง

 

 


 

CECILIE BAHNSEN

 

หากกล่าวถึงสไตล์สแกนดิเนีเวียนยุคปัจจุบัน จะมองข้ามความโรแมนติกและเฟมินีนไปก็คงไม่ได้ ซึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นเรื่องนี้มากที่สุดก็คือ Cecilie Bahnsen ฝีมือดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์กที่เคยผ่านงานเสื้อผ้าระดับ Haute  Couture ภายใต้แบรนด์ลักชัวรีระดับท็อป โดยหลังจากเธอเปิดตัวคอลเลคชั่นแรกในช่วง Copenhagen Fashion Week 2016 ชื่อของ Cecilie Banhsen ก็ถูกให้ความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเสื้อผ้าของเธอนั้นมีเอกลักษณ์ที่ซิลูเอตแบบมีวอลลุ่มฟูฟ่อง มีการหยิบเอาโครงสร้างสถาปัตยกรรมมาปรับใช้ ทำให้ไอเท็มแต่ละชิ้นมักมีความโอเวอร์ไซส์ ดูมีไดนามิกเคลื่อนไหวตามร่างกาย ผลิตขึ้นจากวัสดุผ้าคุณภาพสูงที่มีผิวสัมผัสแบบเฟมินีน เช่น ออร์แกนซา ผ้าฝ้าย ผ้าปัก หรือผ้าไหม ร่วมกับการใช้โทนสีชวนฝัน เช่น สีขาว สีครีม สีพาสเทล หรือสีที่มีเฉดอมเทาเล็กน้อย และดีเทลงานแฮนด์เมด อย่างเดรสรุ่น Lia dress ตัวเสื้อด้านบนมักทำจากผ้ายืดจับสม็อก ส่วนบริเวณกระโปรงดีไซน์แบบทรงพอง ความยาวกำลังพอดี ทำให้ดูเหมือนชุดกำลังลอยขณะเดิน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสื่อสารความบริสุทธิ์ เบาสบาย อ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้ดูเด็กจนเกินไป อีกทั้งยังสามารถคงความหรูหราไว้กลายเป็นเสื้อผ้าสไตล์ Everyday Couture ที่สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกพิเศษในทุกๆ โอกาส

 

 


 

OUR LEGACY

 

Our Legacy เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นจากสวีเดนที่น่าจับตามอง แม้จะยังไม่ได้เป็นชื่อที่คุ้นหูในไทยมากนัก แต่ในระดับสากล Our Legacy ถือเป็นแบรนด์สาย Niche Menswear ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจนและมีอิทธิพลเมื่อเทียบกับกลุ่มแบรนด์ผู้ชายจากสแกนดิเนเวีย จน LVMH เข้ามาลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนการขยายธุรกิจของแบรนด์

 

เสน่ห์ของ Our Legacy อยู่ที่การหยิบเอากลิ่นอายแฟชั่นวินเทจยุค 1990s มาตีความผ่านมุมมองที่ร่วมสมัยและทดลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น ดังที่ผู้ก่อตั้งอย่าง Jockum Hallin และ Cristopher Nying เริ่มต้นแบรนด์ด้วยการสร้างเสื้อยืดลายกราฟิกโดยใช้เครื่องพิมพ์ไวนิลในปี 2005 ตลอดจนการใช้คอนเซ็ปต์ที่ชวนให้ตีความ ผสมผสานซับคัลเจอร์ที่ดึงดูดคนเฉพาะกลุ่มไว้ผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น การย้อมทับผ้า (Over-dye), Trompe L’oeil หรือเลือกวัสดุที่มีเท็กซ์เจอร์แปลกตา ทำให้ไอเท็มแต่ละชิ้นมีรูปลักษณ์โดยรวมดูเหมือนจะมินิมัล แต่จริงๆ แล้วเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ อาทิ กางเกงยีนส์ Third Cut ที่ทำจากผ้าเดนิมพิมพ์ลายแบบดิจิทัล (Digital Denim) ให้ดูเหมือนยีนส์วินเทจที่ผ่านการใช้งานจริง หรือ Camion boots บู๊ตหนังทรงปลายเหลี่ยมที่เปิดตัวในช่วงปี 2010 ที่ให้ความ Edgy ซึ่งกลายเป็นไอเท็มหลักในหมู่แฟชั่นนิสต้าสาย Quiet Luxury ทั่วโลก 

 

 


 

STINE GOYA

 

Stine Goya ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้สีสัน ลวดลาย และความมีชีวิตชีวาไม่แพ้ใคร โดยผลงานของดีไซเนอร์หญิงชาวโคเปนเฮเกนคนนี้เต็มไปด้วยลายพิมพ์แบบแม็กซิมัลลิสต์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษด้วยมือ ทำให้แต่ละลายมีเอกลักษณ์และมีเรื่องราว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะ ทั้งในเชิงภาพวาด รูปทรงเรขาคณิต ไปจนถึงลายดอกไม้ abstract และเทคนิคการวางผ้าที่มีมิติ มีการใช้โทนสีค่อนข้างสดใสเพื่อสื่อสารถึงการเป็นผู้หญิงที่มีความสุข เต็มไปด้วยพลังบวก และซิลูเอตของแบรนด์มักเน้นความอิสระ เบาสบาย ไม่ว่าจะเป็นเดรสโอเวอร์ไซส์ เสื้อเบลาส์ หรือเซ็ตเสื้อผ้าเข้าชุดที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่าย ถือเป็นแบรนด์ที่สามารถผสมผสานองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งความโรแมนติก ความสนุกสนาน และความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยยังคงรักษาคุณภาพของวัสดุไว้เป็นอย่างดี

 

นอกจากงานออกแบบที่ฉูดฉาดอย่างมีรสนิยมแล้ว ความสำเร็จของ Stine Goya ยังมาจากการเดินเกมเรื่องแฟชั่นที่ยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าใช้วัสดุรีไซเคิลและยั่งยืนให้ได้ 90% ภายในปี 2025 การเปิดโครงการเช่าเสื้อผ้า การปรับซัพพลายเชนให้ใกล้บ้านเพื่อประหยัดพลังงานขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ โดยเฉพาะในตลาดสแกนดิเนเวียที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก

 

 


 

ACNE STUDIOS 

 

ใครที่ติดตามวงการแฟชั่นมาสักพัก คงเคยได้ยินเรื่องราวของบริษัทครีเอทีฟที่แจกกางเกงยีนส์ตะเข็บสีแดง 100 ตัวจนได้รับความนิยมเกินคาดถึงขนาดที่นิตยสาร Vogue Paris และ Wallpaper นำไปถ่ายแบบ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Acne Studios แบรนด์แฟชั่นสัญชาติสวีเดนนำโดย Jonny Johansson ครีเอทีฟฝั่งแฟชั่นจากกลุ่ม collective นามว่า ACNE (Ambition to Create Novel Expression) ที่ในตอนนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลายเป็นที่จับตามองในช่วงแฟชั่นวีคแทบทุกซีซัน

 

ผลงานของ Acne Studios จะเน้นไปที่การผสมผสานระหว่างงานดีไซน์แบบสแกนดิเนเวียเข้ากับความกบฏแบบร่วมสมัย ทำให้ไลน์สินค้าต่าง ๆ ของแบรนด์ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับ เต็มไปด้วยกลิ่นอายงานอาร์ต มีการพิมพ์ลายหรือสีสันที่แปลกตาไปจากแบรนด์แถบนอร์ดิกส่วนใหญ่ ให้ความรู้สึกถึงความเท่ ความดิบ แต่ก็ยังดูประณีตและมีคุณภาพสูง ซึ่งทำให้ไอเท็มฮิตของแบรนด์มีมากมายตามไปด้วยเช่นกัน อาทิ กางเกงยีนส์เทคนิค Trompe L’oeil, แจ็กเกตหนัง, นิตแวร์, ผ้าพันคอแคชเมียร์ลายตาราง หรือกระเป๋ารุ่น Musubi ที่มีกิมมิกจากเทคนิคการผูกเข็มขัดโอบิจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังโด่งดังด้วยการสร้างภาพจำจากถุงช้อปปิ้งสี Millennial Pink พิมพ์ฟอนต์โลโก้สีขาว และแฟล็กชิพสโตร์ในเมืองต่าง ๆ ที่มีเอกลักษณ์ตามแต่ละสาขาที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้เป็นอย่างดี 

 

 

ภาพ: Getty Images, Courtesy of Brands

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT SCANDINAVIAN BRANDS เสน่ห์แบบนอร์ดิกที่ครองใจคอแฟชั่นทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT RICK OWENS ดีไซเนอร์ระดับไอคอนและเจ้าพ่อสายดาร์ก https://thestandard.co/7-things-we-love-about-rick-owens/ Sun, 06 Jul 2025 11:43:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1093472 RICK OWENS

จาก Men’s Fashion Week ฤดูกาล Spring/Summer 2026 เพิ่งป […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT RICK OWENS ดีไซเนอร์ระดับไอคอนและเจ้าพ่อสายดาร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
RICK OWENS

จาก Men’s Fashion Week ฤดูกาล Spring/Summer 2026 เพิ่งปิดม่านลงไปไม่นานนัก หนึ่งในโชว์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจและถูกจับตามองอย่างมากคงต้องยกให้ Rick Owens ผลงานจากดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้มีสไตล์เฉพาะตัวที่โดดเด่นทั้งในแง่ดีไซน์และคอนเซ็ปต์ ที่พาแขกผู้เข้าร่วมไปชมคอลเล็กชันแห่งความดิบ ผ่านโชว์แบบ Immersive บนรันเวย์ที่ถูกแปลงโฉมให้เป็นพิธีกรรมกลางสายน้ำ 

 

เบื้องหลังโชว์สุดล้ำนี้คือชายผู้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้กลายเป็นประติมากรรมที่มีชีวิต จากจุดเริ่มต้นอาชีพในช่วงปี 1994 จนกระทั่งกลายเป็นไอคอนแห่งแฟชั่นในปัจจุบัน Rick Owens ได้สร้างวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และสร้างปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนใคร จนอาจเรียกได้ว่าเป็น Subculture ที่มีผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นไปทั่วโลก

 

สัปดาห์นี้ THE STANDARD POP จึงขออาสาพาทุกคนไปสำรวจทุกแง่มุมของดีไซเนอร์เจ้าของอาณาจักรความดาร์ก ที่เต็มไปด้วยตัวตนที่กล้าจะท้าทายทุกขีดจำกัดของวงการแฟชั่น ตั้งแต่ที่มาของแรงบันดาลใจ ซิกเนเจอร์ที่น่าจดจำ เรื่องราวชีวิตรัก ไปจนถึงผลงานชิ้นไอคอนิกที่คนทั่วโลกอยากครอบครอง 

 

SIGNATURE AESTHETIC 

 

หากถามว่าความงามคืออะไร หลายคนคงนึกภาพความเบ่งบาน ความสว่างไสว แต่สำหรับ Rick Owens แล้ว เขาเป็นที่จดจำในฐานะผู้สร้างนิยามใหม่ให้กับความงาม ด้วยเบื้องหลังในวัยเด็กที่เติบโตมากับการเผชิญกฎระเบียบ ความเคร่งครัดจากครอบครัวคาทอลิก กลายเป็นชนวนสุมความโกรธแค้นชั้นดีให้เจ้าตัวได้ยกมันมาถ่ายทอดผ่านงานแฟชั่น อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญให้เขาหลงใหลในความมืด ความบิดเบี้ยว และพิธีกรรม ทำให้เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยความดาร์ก ความดิบ มีจุดเด่นเรื่องการใช้โทนสีดำอันเป็นสัญลักษณ์แทนทั้งความลึกลับและความแข็งแกร่ง การใส่ดีเทลเรื่องความไม่สมบูรณ์แบบ เน้นที่รอยยับย่นของผ้า เนื้อสัมผัสที่ดูขรุขระ หรือการตัดเย็บที่ดูเหมือนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ การสอดแทรกแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณด้านมืดของมนุษย์ไว้ให้เห็น ตลอดจนแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ที่ถูกกล่าวขานถึงความแปลกประหลาดและล้ำสมัย ด้วย Performance Art ที่มักพาผู้คนไปดำดิ่งสู่ความมืดหม่นอันเต็มไปด้วยองค์ประกอบสุดดรามาติก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่กลายเป็นความงามในแบบฉบับของเขาที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ จนทำให้เกิดสมญานาม The Lord of Darkness ที่มาเสริมภาพลักษณ์ของ Rick Owens ให้ทรงพลังขึ้นไปอีกขั้น

 

 

 

LOVE STORY WITH MICHÈLE LAMY

 

เรื่องราวความรักระหว่าง Rick Owens และ Michèle Lamy เป็นหนึ่งในเรื่องราวความรักที่น่าสนใจที่สุดในวงการแฟชั่นยุคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากการพบกันของพวกเขาที่ลอสแองเจลิสในปี 1990 ด้วยเหตุผลทางการจ้างงานจากทางฝั่ง Michèle ที่มีแบรนด์เสื้อผ้าของตนเอง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เติบโตทั้งในด้านหุ้นส่วนทางธุรกิจอย่างการย้ายมาอยู่ที่กรุงปารีสในปี 2003 และร่วมกันก่อตั้ง Owenscorp บริษัทแม่ของแบรนด์ Rick Owens ในปีถัดมา พร้อมกับการเป็นคู่รักและคู่ชีวิตที่ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบันกว่า 30 ปี นอกจากวิสัยทัศน์ส่วนตัวของ Rick Owens แล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวตนของ Michèle หญิงเจ้าของเสน่ห์แบบดิบ ๆ คนนี้นี่แหละที่เป็นทั้ง Muse และ คนรัก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่แหวกแนวและท้าทายให้เราได้ชมกันในหลากหลายคอลเล็กชั่น อีกทั้งเธอยังรับบทบาทผู้ดูแลสายงานศิลปะ การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และมีส่วนร่วมในงาน  Performance Art ของแบรนด์ จนกลายเป็นที่มาของการเป็นคู่รักที่สร้างอาณาจักรแห่งความมืดที่ทำให้โลกแฟชั่นได้ตื่นตะลึง 

 

 

 

 

CULT FOLLOWING

 

จากเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางแฟชั่นสายดาร์ก ทำให้แม้ตัวแบรนด์จะไม่ได้ใช้กลยุทธ์ Influencer Marketing แบบแบรนด์หรูอื่น ๆ ในทุกวันนี้ แต่ริคกลับเป็นหนึ่งในนักออกแบบที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลกแฟชั่น โดยจะเห็นได้ชัดช่วงแฟชั่นวีคที่กลุ่มคนเหล่านี้จะมาปรากฏอยู่หน้าโชว์ที่มักจัด ณ Palais de Tokyo ของกรุงปารีส ส่วนหมู่เซเลบริตี้ที่เลือกสวมใส่เสื้อผ้าของเขาในโอกาสสำคัญต่าง ๆ ก็มี อาทิ A$AP Rocky หนึ่งในไอคอนแฟชั่นของวงการฮิปฮอปที่มักปรากฏตัวในลุคของแบรนด์ตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2010 , Rihanna สวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าของ Rick Owens อยู่บ่อยครั้งทั้งลุคสตรีทสไตล์และเวลาเข้าร่วมงานอีเวนต์ หรือ Kim Kardashian หนึ่งในผู้ที่ทำให้ Prong Dress (เดรสที่โดดเด่นด้วยโครงบริเวณหน้าอกจากเทคนิค Geometric Cutouts) ของแบรนด์กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตลอดจนเซเลบริตี้ชื่อดัง อาทิ Billie Eilish, Bad Bunny, Zendaya และ Anya Taylor-Joy ผู้เป็นขวัญใจคนยุคนี้อีกมากมาย 

 

 

 

ARCHITECTURE SILHOUETTE

 

เอกลักษณ์สำคัญที่เห็นเด่นชัดผ่านงานดีไซน์ของ Rick Owens คืองานดีไซน์แบบ Wearable Architecture หรือเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างเหมือนงานสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นซิลูเอตแบบอาวองการ์ด มีรูปทรงเรขาคณิตชัดเจนแข็งแรง ซึ่งส่วนมากเป็นไอเท็มแบบโอเวอร์ไซส์ที่ค่อนข้างเกินจริง การใช้เทคนิคการเดรปผ้าที่ซับซ้อนเพื่อให้เกิดวอลลุ่มที่น่าสนใจ อย่างบางคอลเล็กชั่นใช้เทคนิคการผสมผสานกันจนเกิดกลายเป็นงานดีไซน์ที่ทำให้เรานึกถึงเสาในโบสถ์กอธิก โครงเหล็กหอไอเฟล แท่นบูชา นอกจากนี้ยังมีการเล่นกับเส้นสายและสัดส่วนที่ไม่สมมาตรเพื่อสร้างมิติเสมือนงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ พร้อมทั้งยังนำแนวคิดแบบ Brutalism หรือสถาปัตยกรรมแบบปูนเปลือยที่เน้นการเผยความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวต่าง ๆ มาใช้ในการออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างบุคลิกที่โดดเด่นให้กับผู้สวมใส่ได้ทั้งบนรันเวย์และในชีวิตประจำวัน 

 

 

 

 

BEING HIS OWN MUSE

 

หนึ่งในแง่มุมที่โดดเด่นของ Rick Owens คือวิธีที่เขาใช้ตัวเองเป็นมิวส์สำหรับแบรนด์ของตัวเอง แทนที่จะดึงคนดัง หรือบุคคลในประวัติศาสตร์มาใช้เหมือนดีไซเนอร์คนอื่น ๆ ซึ่งนั่นทำให้แก่นหลักของแบรนด์ถูกนำเสนออย่างชัดเจนตลอดมา โดย Rick Owens มักย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตส่วนตัวกับผลงานของเขาในการสัมภาษณ์อยู่เสมอว่า เขาใช้ตัวตนของตัวเองเป็นรากฐานสำคัญ และเรายังได้เห็นตัวเขาเองมาเป็นโมเดลหลักของแบรนด์ ตั้งแต่การถ่ายแบบ เดินโชว์ และนำเสนอไลฟ์สไตล์ของตัวเองผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย จนใครที่ติดตามแฟชั่นน่าจะคุ้นตากับภาพของชายร่างสูง ผิวขาว ผมยาวสีดำตรง ใส่เสื้อแขนกุดหรือแจ็กเกตตัวยาว กางเกงทรงกว้าง และบู๊ตส้นสูงขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากคอลเล็กชั่นของเขาเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าสำหรับโอกาสพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการสื่อสารที่ทรงพลัง และตอกย้ำในความเชื่อมั่นในผลงานของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

 

 

 

RICK OWENS DECOR LINE

 

ขณะที่หลายแบรนด์แฟชั่นเลือกต่อยอดสู่สินค้าประเภทไลฟ์สไตล์เพื่อการขยายตลาด Rick Owens กลับสร้างไลน์เฟอร์นิเจอร์ขึ้นในปี 2007 โดยมี Michèle Lamy ภรรยาและหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาเป็นผู้ดูแลการผลิตโดยผลงานเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นนั้นมีความโดดเด่นที่การผสมผสานระหว่างความ Functional และ Artistic สะท้อนสุนทรียะและปรัชญาการออกแบบเดียวกันกับผลงานเสื้อผ้าที่ทุกคนชื่นชอบ มีการออกแบบที่เล่นกับวัสดุธรรมชาติที่ให้ความหนัก หนา แข็งแรง เช่น ไม้ Raw Oak, หินอ่อนสีดำ, คอนกรีตดิบ, หนังวัว ซึ่งสื่อสารถึงความถาวร (Permanence) และความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างในพื้นที่อยู่อาศัย โดยนำมาผ่านกระบวนการทางงานฝีมือเพื่อสร้างผลงานที่สอดแทรกทั้งความโบราณและฟิวเจอริสติกไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์ของเขาอย่างโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา โคมไฟ หรือประติมากรรมของตกแต่ง เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง มีราคาสูงในระดับนักสะสมจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมระดับสูง ตลอดจนถูกนำไปจัดแสดงในแกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วโลก

 

 

 

 

ICONIC ITEMS

 

Rick Owens มีสินค้าหลายชิ้นที่กลายเป็นไอคอนิก และเป็นที่ต้องการของสาวกแฟชั่นทั่วโลก เริ่มตั้งแต่สนีกเกอร์ทรง High-Top พร้อมลิ้นรองเท้าขนาดใหญ่อย่างรุ่น Geobasket ที่เปิดตัวมาในคอลเล็กชั่น Men Fall/Winter 2006 ที่แม้จะมีข้อพิพาทระหว่าง Nike อยู่ช่วงหนึ่งจนต้องปรับดีไซน์ แต่มันก็กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่ทำให้ชื่อของ Rick Owens เข้าสู่วงการสตรีทแฟชั่นและแฟชั่นเมนสตรีมได้อย่างเต็มตัว หรือรองเท้าส้นสูงสำหรับผู้ชายอย่าง Wedge Boots และ Hybrid Sandals ที่ตะโกนนิยาม Gendered Fashion อย่างชัดเจน ส่วนทางฝั่งของเสื้อผ้านั้นมีกางเกงขาสั้นทรงหลวมรุ่น Pods Shorts หรือที่รู้จักกันในชื่อ Rick’s Pod , Bauhaus Jacket แจ็กเกตหนังเข้ารูปที่โดดเด่นด้วยซิปแนวเฉียง หรือ Prong Dress ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ขึ้นชื่อของแบรนด์ นอกจากนี้ ทาง Rick Owens ยังมีงานคอลาบอเรชั่นกับแบรนด์อื่น ๆ อาทิ Converse, Adidas, Birkenstock และ Dr. Martens ที่ผสมผสานความงามแบบดิบๆ ความหรูหรา และความ Avant-Garde เข้าไว้ได้อย่างลงตัวซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นกัน

 

 

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT RICK OWENS ดีไซเนอร์ระดับไอคอนและเจ้าพ่อสายดาร์ก appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT KOREAN MODELS TURNED ACTOR จากแฟชั่นสู่นักแสดงมืออาชีพ https://thestandard.co/korean-models-turned-actor/ Sun, 22 Jun 2025 08:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1087579 model-actors-kdrama-stars

7 THINGS WE LOVE ABOUT KOREAN MODELS TURNED ACTOR จากแฟ […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT KOREAN MODELS TURNED ACTOR จากแฟชั่นสู่นักแสดงมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
model-actors-kdrama-stars

7 THINGS WE LOVE ABOUT KOREAN MODELS TURNED ACTOR จากแฟชั่นสู่นักแสดงมืออาชีพ 

 

ในยุคที่วงการบันเทิงเกาหลีใต้กำลังครองใจผู้ชมทั่วโลกด้วยความหลากหลายและคุณภาพที่โดดเด่น เรื่องราวเบื้องหลังของเหล่านักแสดงที่เปล่งประกายบนจอนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าค้นหาไม่แพ้ตัวละครของพวกเขาแม้แต่น้อย และหนึ่งในเส้นทางที่น่าสนใจซึ่งกลายเป็นแพตเทิร์นที่เห็นได้ชัดคือ การที่เหล่าโมเดลวัยรุ่นผันตัวจากรันเวย์มาสร้างปรากฏการณ์บนหน้าจอ จนประสบความสำเร็จได้อย่างน่าประทับใจ

 

ในครั้งนี้ THE STANDARD POP จะขอพาแฟนซีรีส์เกาหลีใต้ทุกคนไปย้อนรอยจุดเริ่มต้นของ 7 นักแสดงชื่อดังที่เริ่มต้นจากการเป็นนางแบบและนายแบบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการการแสดงและโชว์ศักยภาพได้อย่างน่าทึ่ง เพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่เพียงเป็นตัวอย่างของความสำเร็จในสองเส้นทางอาชีพ แต่ยังสะท้อนถึงพลังของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ที่สามารถสร้างคนดังที่มีความสามารถรอบด้านและได้รับการยอมรับในระดับสากล

 


 

HOYEON

 

HOYEON

 

เริ่มต้นที่ โฮยอน หรือ จองโฮยอน หญิงสาวที่เหล่าคอซีรีส์เกาหลีคงคุ้นตาเธอกันดีจากบท คังแซบยอก ผู้เล่นหมายเลข 067 ที่แจ้งเกิดใน Squid Game ซึ่งถึงแม้ว่าเธอจะเป็นดาวรุ่งหน้าใหม่ในฝั่งงานแสดง แต่สำหรับวงการแฟชั่นแล้ว โฮยอนถือเป็นโมเดลสาวจากประเทศเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยเส้นทางการเป็นนางแบบของเธอนั้นเริ่มต้นขึ้นที่ Seoul Fashion Week ในวัยเพียง 16 ปี ก่อนจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากรายการ Korea’s Next Top Model 2013 จนคว้าอันดับรองชนะเลิศมาครองในอีก 3 ปีต่อมา และได้กลายเป็นใบเบิกทางสำคัญให้เธอเข้าสู่โลกแฟชั่นระดับโลกอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการได้เซ็นสัญญากับเอเจนซีระดับแถวหน้าในนิวยอร์ก การเดินแบบให้ Opening Ceremony ใน New York Fashion Week การได้เฉิดฉายบนรันเวย์ร่วมกับแบรนด์ใหญ่ๆ มากมายในช่วงแฟชั่นวีคทั้ง 4 เมืองหลัก ตลอดจนได้เป็น Exclusive Model ให้กับ Louis Vuitton ใน Paris Fashion Week Spring/Summer 2017 ซึ่งนำไปสู่การทำงานระยะยาวกับแบรนด์จนขึ้นแท่น Global Brand Ambassador ในปี 2021 

 

นอกจากความสัมพันธ์ที่น่าประทับใจกับ Louis Vuitton แล้ว ปัจจุบันโฮยอนยังเป็น Global Brand Ambassador ให้กับ Lancôme และ adidas Originals อีกเช่นกัน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าตัวตนที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์อันทรงพลังของเธอนั้น เป็นความภาคภูมิใจของเกาหลีในวงการแฟชั่นระดับโลกอย่างแท้จริง

 


 

BYEON WOO SEOK

 

BYEON WOO SEOK

 

สำหรับทางฝั่งของนักแสดงชายผู้เติบโตในวงการบันเทิงจากบทบาทนายแบบที่ดังที่สุดในวินาทีนี้คือ บยอนอูซอก เจ้าของฉายาแฟนหนุ่มแห่งชาติ โดยเขาถือเป็นตัวอย่างของโมเดลเกาหลีรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จทั้งในสายแฟชั่นและวงการแสดง เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกของการเป็นนายแบบในปี 2010 และได้เซ็นสัญญากับเอเจนซีชั้นนำอย่าง YG KPLUS หลังจากนั้นซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดโอกาสให้เขาได้ร่วมงานกับโปรเจกต์ใหญ่ๆ มากขึ้น ทั้ง Seoul Fashion Week รวมถึงเดบิวต์บนรันเวย์ระดับนานาชาติตั้งแต่ปี 2015 ในช่วง Menswear Fashion Week ที่เมืองมิลาน จนกลายเป็นที่จับตามองด้วยลุคแบบผู้ชาย classic ที่มาพร้อมกับรูปร่างสูงโปร่งสุดเพอร์เฟ็กต์ ก่อนที่จะเริ่มเบนเข็มสู่เส้นทางสายนักแสดงในปี 2016 ที่พัฒนาฝีมือเรื่อยมา กระทั่งได้โอกาสสำคัญในการเป็นพระเอกเรื่อง Lovely Runner ในปี 2024 ที่เขาสามารถนำพาชื่อบยอนอูซอกไปอยู่ในใจของแฟนคลับทั่วโลกได้ 

 

และแน่นอนว่าถึงจะหันมาเอาดีด้านการแสดง แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ทำให้เส้นทางแฟชั่นของเขายังคงโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างไม่น่าประหลาดใจ โดยในปี 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Brand Ambassador ของ Prada และในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เขากลายเป็น Brand Ambassador ของ Cartier อย่างเป็นทางการ ซึ่งการได้รับเลือกโดยแบรนด์ระดับโลกทั้งสองนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของหนุ่มบยอนอูซอกที่เรียบหรู แต่ทรงพลังอีก ทั้งยังถ่ายทอดความทันสมัยและความหลากหลายของแฟชั่นเกาหลีในระดับโลกอย่างชัดเจน

 


 

NAM JOO HYUK

 

NAM JOO HYUK

 

อีกหนึ่งนายแบบที่เริ่มต้นในสังกัดเดียวกันและมีเส้นทางการเติบโตที่น่าประทับใจคือ นัมจูฮยอก ที่ก่อนจะมาเป็นนักแสดงระดับท็อป เขาเดบิวต์สู่สปอตไลต์ด้วยการเป็นผู้ชนะการแข่งขันรายการ Top Model ที่จัดขึ้นโดย YG KPLUS ซึ่งทำให้เขาได้เซ็นสัญญาและโลดแล่นในวงการแฟชั่นเกาหลีบนรันเวย์ของแบรนด์ต่างๆ ไปจนถึงถ่ายแบบกับนิตยสารชื่อดังมากมาย ความสำเร็จในสายนายแบบของนัมจูฮยอกได้เปิดประตูสู่โลกการแสดงในปี 2014 เขาได้ปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอเพลง 200% ของ AKMU ซึ่งรูปร่างและหน้าตาที่ตะโกนคำนิยามของคำว่านายแบบออกมานั้นก็เป็นที่สนใจไม่น้อย จนมาถึงการได้บทนำใน Who Are You: School 2015 ต่อเนื่องด้วยบทบาทนำในผลงานดังต่างๆ เช่น Weightlifting Fairy Kim Bok Joo, Start-Up, และ Twenty Five Twenty One ซึ่งทำให้ความสามารถอีกด้านนั้นถูกจดจำไปพร้อมๆ กับการเปล่งประกายด้านแฟชั่นอยู่อย่างมั่นคง เพราะในระหว่างที่สวมบทบาทเป็นตัวละครขวัญใจผู้ชมนั้น นัมจูฮยอกยังได้รับตำแหน่ง Asia Brand Ambassador ของ Dior Men ในฐานะนักแสดงเกาหลีคนแรกในปี 2019 อีกสองปีถัดมาเขายังได้รับเลือกให้เป็น Brand Ambassador ของ Dior Beauty Korea ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงและโมเดลหนุ่มสุดฮอตของเกาหลีใต้ จนถูกยกย่องใน Forbes 30 Under 30 ในปี 2021 ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลและความสำเร็จที่หลากหลายของเขา 

 

และถึงจะห่างหายจากหน้าจอไปเกือบ 2 ปีด้วยภารกิจรับใช้ชาติ นัมจูฮยอกยังคงถูกเชิญให้ร่วมชมแฟชั่นโชว์ของ Dior Spring/Summer 2025 ในฐานะ House Friends หลังปลดประจำการเพียง 5 วันเท่านั้น รวมถึงปรากฏตัวที่ฟรอนต์โรว์ในโชว์ซีซันล่าสุดเมื่อช่วงต้นปีและกวาดมูลค่าสื่อไปกว่า 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนุ่มคนนี้จึงยังเป็นแฟชั่นไอคอนที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างรอชมก้าวต่อไปของเขาทั้งด้านแฟชั่นและงานแสดงอย่างใกล้ชิด

 


 

KIM WOO BIN

 

KIM WOO BIN

 

หากกล่าวถึงนัมจูฮยอกแล้ว อีกหนึ่งนักแสดง-โมเดลชายที่มีชื่อเสียงในระยะเวลาไม่ห่างกันมากนักคือ คิมอูบิน ที่ก้าวเข้าสู่รันเวย์ Seoul Fashion Week ในปี 2009 เมื่ออายุ 20 ปีเต็ม และเริ่มแสดงบทสมทบในเรื่อง School 2013 ต่อด้วยบทนำเรื่อง The Heirs ในปี 2014 ที่ได้เรียกว่าเป็นผลงานระดับตำนานในเอเชียเลยก็ว่าได้ ซึ่งในระหว่างนั้นด้วยการโชว์เสน่ห์ความมัสคูลีนที่ให้ทั้งความเท่และภาพลักษณ์ดูหรูหราจากทุกบทบาท จึงทำให้เขาได้รับโอกาสเป็นนายแบบเอเชียคนแรกที่ร่วมถ่ายโฆษณาแบรนด์ระดับโลกอย่าง Calvin Klein Watches และ Jewelry ในปี 2015 อย่างไรก็ดี แม้เขาจะต้องเผชิญกับรักษาโรคมะเร็งโพรงจมูกอยู่ราวๆ 2 ปี คิมอูบินก็สามารถต่อสู้และกลับมาสานต่องานของเขาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ ทั้งยังประกาศความสำเร็จในวงการแฟชั่นด้วยการขึ้นแท่น Global Ambassador ของ Jaeger-LeCoultre แบรนด์เรือนเวลาสุดหรูสัญชาติสวิสในปี 2021 และได้ปรากฏตัวเข้าร่วมในแฟชั่นอีเวนต์สำคัญ เช่น Watches and Wonders Geneva 2025 ที่แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นในตัวตนของเขาที่ยากจะหาใครเทียบได้

 


 

LEE SUNG KYUNG

 

LEE SUNG KYUNG

 

กลับมาที่ฝั่งของโมเดลสาว อีซองคยอง เป็นอีกชื่อที่เหมาะแก่การกล่าวถึงในหัวข้อนี้ เพราะเธอถือเป็นนางแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ที่เปิดตัวมาในช่วงเดียวกัน โดยการเดินทางของเธอในวงการแฟชั่นเริ่มต้นขึ้นในปี 2008 เมื่อเธออายุเพียง 19 ปี หลังจากเข้าร่วมการแข่งขัน Super Model Contest และ Asia-Pacific Super Model Contest ในปีต่อมา ด้วยใบหน้าอ่อนเยาว์ ที่มาพร้อมบุคลิกสดใส และดวงตาสีน้ำตาลเฮเซลนัท กลายเป็นทั้งความสามารถและอิมเมจที่ตอบโจทย์สิ่งที่วงการแฟชั่นเกาหลีกำลังมองหา ทำให้เธอได้ร่วมงานกับนิตยสารแฟชั่นชั้นนำมากมายจนได้รับฉายาจาก W Magazine ว่าเป็น Gigi Hadid แห่งเกาหลีใต้ รวมถึงได้รับรางวัล Best Female Fashion Model of the Year จาก Council of Fashion Designers of Korea (CFDK)  ในปี 2014 และนำไปสู่โอกาสในวงการบันเทิงที่หลากหลายมากขึ้น จนทำให้เธอเป็นนางแบบ-นักแสดงคนแรกของ YG KPLUS โดยผลงานการแสดงของอีซองคยองนั้นได้แก่ Flower of Queen, It’s Okay, That’s Love, Cheese in the Trap, Weightlifting Fairy Kim Bok Joo และซีรีส์ชุด Dr. Romantic ซึ่งกล่าวได้ว่าโปรไฟล์ของเธอนั้นมีแต่ผลงานระดับท็อปทั้งสิ้น และเป็นที่แน่นอนว่าเธอยังคงรักษาสถานะเป็นไอคอนแฟชั่นได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ สายสัมพันธ์กับลักชัวรีแบรนด์อย่าง CHANEL, Valentino หรือ FENDI ที่เต็มไปด้วยแคมเปญและการเข้าร่วมอีเวนต์ที่ได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จที่สมดุลของเธอในทั้งสองสาขาอาชีพได้เป็นอย่างดี

 


 

GO YOUN JUNG

 

GO YOUN JUNG

 

สำหรับนักแสดงสาวที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ต้องยกให้ โกยุนจอง เจ้าของรางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมที่โชว์ผลงานจับใจผู้ชมได้อย่างโดดเด่น อาทิ Law School, Moving และ Resident Playbook ซึ่งก่อนจะมาเฉิดฉายในวงการการแสดง อันที่จริงแล้วเธอเป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนางแบบมาก่อน โดยเธอเคยเป็นโมเดลให้กับแบรนด์ดังอย่าง Nike, Dior, Giorgio Armani และ Ritz Crackers และถึงแม้ว่าชื่อเสียงการเป็นนางแบบของเธอในอดีตอาจจะไม่ได้โดดเด่นเท่ากับผลงานการแสดงสักเท่าไรนัก แต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน โกยุนจองเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่กำลังมีบทบาทด้านแฟชั่นระดับโลก จากทั้งการถูกแต่งตั้งให้เป็น House Ambassador ของ CHANEL ในปี 2024 และยังได้รับตำแหน่งเดียวกันจากทางฝั่ง CHANEL beauty เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา รวมถึงยังปรากฏตัวเป็นแขกคนสำคัญ ณ แฟชั่นโชว์ของแบรนด์ ตลอดจนการขึ้นปกนิตยสารชั้นนำของเกาหลีใต้หลากหลายฉบับ นับเป็นหนึ่งในคนดังที่เป็น

 


 

CLAUDIA KIM

 

CLAUDIA KIM

 

ปิดท้ายกับ คลอเดีย คิม ที่เริ่มเส้นทางอาชีพนางแบบในเวทีแข่งขัน Korea-China Supermodel Contest ที่สร้างดาวเด่นในวงการแฟชั่นมานับไม่ถ้วน โดยนอกจากการคว้าชัยชนะเวทีนี้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของคลอเดีย คิมคือการได้ใช้ชีวิตวัยเด็กในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหล่อหลอมให้เธอมีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง และกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการทำงานทั้งในตลาดเอเชียและตะวันตก ทำให้นอกจากงานถ่ายแบบและโฆษณาในเกาหลีใต้แล้ว จุดแข็งนี้ยังพาให้เธอก้าวสู่แฟชั่นระดับโลก อาทิ การได้รับเชิญร่วมฟรอนต์โรว์ของ Dior ในปี 2014 ซึ่งน้อยคนนักจากเกาหลีใต้ที่จะไปอยู่จุดนั้นได้ ส่วนทางฝั่งงานแสดง เธอเดบิวต์ในผลงานซีรีส์ Brain เมื่อปี 2011 และมีเส้นทางที่ต่างออกไปจากนักแสดงคนอื่นๆ ด้วยการก้าวข้ามพรมแดนไปเติบโตในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่าง Avengers: Age of Ultron และ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะกลับมาสร้างชื่อเสียงในตลาดเกาหลีทั้งการร่วมอีเวนต์แฟชั่นและปล่อยผลงานแสดงผ่านสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มในระหว่างทางเช่นกัน

 

จากโอกาสที่หลากหลายนี้ ทำให้เธอได้ร่วมโปรโมตผลงานไปทั่วโลกในลุคจากแบรนด์หรู เช่น Dior, Louis Vuitton, Oscar de la Renta และเป็นที่มาของการได้รับคำนิยามว่าเป็น Asian elegance meets Hollywood glam ซึ่งเรียกได้ว่าเธอกลายเป็นตัวแทนสำคัญของความสำเร็จของผู้หญิงเกาหลีในเวทีโลกเลยทีเดียว 

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT KOREAN MODELS TURNED ACTOR จากแฟชั่นสู่นักแสดงมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>