4 ปี คสช. Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/4-ปี-คสช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 22 May 2019 03:34:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สนทนาสดกับโฆษกกระทรวงกลาโหม พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ถึง 4 ปีที่ผ่านมา – THE STANDARD Daily 15 มิถุนายน 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily15062561/ https://thestandard.co/thestandarddaily15062561/#respond Sat, 16 Jun 2018 02:38:57 +0000 https://thestandard.co/?p=98379

      THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 15 […]

The post สนทนาสดกับโฆษกกระทรวงกลาโหม พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ถึง 4 ปีที่ผ่านมา – THE STANDARD Daily 15 มิถุนายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

 

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 15 มิถุนายน 2561 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

 

  • สนทนาสดกับโฆษกกระทรวงกลาโหม พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ถึง 4 ปีที่ผ่านมา วาระปรองดองที่สำคัญของรัฐบาลคืบหน้าไปมากน้อยอย่างไร ประชาชนได้อะไรบ้าง มีเรื่องที่น่าสนใจในอนาคตอย่างไร
  • พร้อมประเด็นข่าวน่าสนใจ สนช. เห็นชอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตั้งคณะกรรมการศึกษาร่างฯ 38 คน / 3 ค่ายโทรศัพท์ประกาศไม่ประมูลคลื่น 1800 กสทช. เตรียมปรับเงื่อนไข

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post สนทนาสดกับโฆษกกระทรวงกลาโหม พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ถึง 4 ปีที่ผ่านมา – THE STANDARD Daily 15 มิถุนายน 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily15062561/feed/ 0
ฟังเรื่องที่คุณอาจไม่เคยได้ยินจากปากของ 2 โฆษกรัฐบาล คสช. https://thestandard.co/thestandarddaily-coup-government-spokesman/ https://thestandard.co/thestandarddaily-coup-government-spokesman/#respond Thu, 31 May 2018 11:05:34 +0000 https://thestandard.co/?p=94352

The post ฟังเรื่องที่คุณอาจไม่เคยได้ยินจากปากของ 2 โฆษกรัฐบาล คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ฟังเรื่องที่คุณอาจไม่เคยได้ยินจากปากของ 2 โฆษกรัฐบาล คสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily-coup-government-spokesman/feed/ 0
แสบสันข้ามพรมแดน ‘เนติวิทย์’ ชวนชูสามนิ้วกลางเวทีโลก https://thestandard.co/netiwit-chotiphatphaisal-in-oslo-freedom-forum/ https://thestandard.co/netiwit-chotiphatphaisal-in-oslo-freedom-forum/#respond Thu, 31 May 2018 10:51:00 +0000 https://thestandard.co/?p=94349

The post แสบสันข้ามพรมแดน ‘เนติวิทย์’ ชวนชูสามนิ้วกลางเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post แสบสันข้ามพรมแดน ‘เนติวิทย์’ ชวนชูสามนิ้วกลางเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/netiwit-chotiphatphaisal-in-oslo-freedom-forum/feed/ 0
สังเกตการณ์รัฐไทยผ่านสายตา บรรยง พงษ์พานิช จะดีที่สุดคือมีผู้นำที่ก้าวขยับไปตามโลก https://thestandard.co/banyong-pongpanich/ https://thestandard.co/banyong-pongpanich/#respond Thu, 31 May 2018 10:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=94330

“ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศไทยตอนนี้มีจุดที่น่ากังวล” […]

The post สังเกตการณ์รัฐไทยผ่านสายตา บรรยง พงษ์พานิช จะดีที่สุดคือมีผู้นำที่ก้าวขยับไปตามโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศไทยตอนนี้มีจุดที่น่ากังวล” นี่คือคำตอบจาก บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ในฐานะนักสังเกตการณ์ที่รอบรู้มิติต่างๆ ของสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ

 

คำตอบข้างต้น เขาบอกกับ THE STANDARD ในห้วงที่บ้านเมืองยามนี้อยู่ในยุครัฐบาล คสช. มาถึง 4 ปีแล้ว

 

ในโอกาสที่รัฐบาล คสช. มีวาระครบเทอมเท่ากับรัฐบาลเลือกตั้งจึงถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องจับเข่าคุยกันว่า ก้าวย่างที่ผ่านมาและที่กำลังจะเดินต่อไปภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินโดยการนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สำเร็จ ล้มเหลว หรือค้างคาอย่างไรบ้าง

 

และแน่นอน หากต้องโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจ นักสังเกตการณ์ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงคงหนีไม่พ้นเจ้าของคำตอบเกริ่นนำข้างต้นที่ชื่อ บรรยง พงษ์พานิช นั่นเอง และเพื่อให้เข้าใจปัจจุบัน ทำนายอนาคต จึงต้องเรียนรู้รากของปัญหาในอดีตไปพร้อมกันด้วย

 

 

ปัญหาเศรษฐกิจของไทยและการจัดการของรัฐเป็นอย่างไรบ้าง

เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจมี 3 อย่าง หนึ่งคือความมั่งคั่ง ซึ่งก็วัดกันด้วยรายได้ประชาชาติต่อหัวต่อคนต่อปี สองคือการกระจาย เมื่อมั่งคั่งแล้วต้องมีการกระจายด้วย หรือจะเรียกเพราะๆ ว่าไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังก็ได้ กล่าวคือทุกคนในสังคมต้องได้ดีไปด้วยกัน และสามคือความยั่งยืน

 

เราต้องยอมรับว่าทั้ง 3 อย่างที่ผ่านมาของไทยมันมีปัญหา เมื่อจะมองไปข้างหน้าก็ยังน่ากังวล ถ้าเรามองย้อนไป 60 ปีตั้งแต่ปี 2500 ต้องบอกว่าช่วง 40 ปีแรก ประเทศไทยมีการพัฒนาดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง อัตราเติบโตต่อปีวัดโดยตัวเงิน

 

เราเริ่มต้นศตวรรษด้วยรายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปีแค่ 101 เหรียญสหรัฐ เมื่อปี 1960 ซึ่งเป็นปีแรกที่ธนาคารโลกวัดเพื่อให้เห็นภาพหากเทียบกับเขมร 125 เหรียญสหรัฐ, พม่า 150-180 เหรียญสหรัฐ, เวียดนาม 220 เหรียญสหรัฐ, ฟิลิปปินส์ 250 เหรียญสหรัฐ, มาเลเซีย 300 เหรียญสหรัฐ และสิงคโปร์ 400 เหรียญสหรัฐ เราเป็นประเทศที่ต้องยอมรับว่าเริ่มศักราชใหม่ด้วยความยากจนที่สุดในภูมิภาคประเทศหนึ่ง

 

อาจจะน่าแปลกใจ แต่สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นชัดเจนว่าเพราะเราไม่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตก การเป็นอาณานิคมไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่อย่างน้อยความเจริญมันถูกกระจายไปทั่วโลกสู่ประเทศที่อ่อนแอกว่า ถึงแม้การครอบงำนั้นจะไม่ได้มีเจตนาดีไปทั้งหมด แต่มันก็นำพารากฐานเทคโนโลยี อุตสาหกรรมต่างๆ กลไก กฎหมายสถาบันต่างๆ ไปให้ประเทศที่เป็นอาณานิคม อย่างน้อยจึงมีจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าประเทศที่เป็นเอกราชอย่างเรา เกาหลีก็คล้ายๆ เรา แต่การพัฒนาของเราตั้งแต่ 2500-2540 เราตามกระแสโลก เราก็ใช้การพัฒนาแบบตะวันตก ซึ่งไปตรงกับช่วงรอยต่อ Post-war Reconstruction

คนอนุมัติโดยไม่ได้อ่านเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเป็นกฎหมายด้วย มันจึงน่ากลัวเพราะเป็นแผนที่ทำตามก็พัง ไม่ทำตามก็ผิด แล้วมันโผล่มาได้อย่างไร

 

ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์หลังสงครามโลก ไทยพัฒนามาแบบไหน

หลังสงครามโลก การฟื้นตัวของประเทศตะวันตกทางเศรษฐศาสตร์ใช้หลักการ keynesian ซึ่งใช้รัฐนำ รัฐมีบทบาทมาก เมื่อทั้งโลกส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ เราก็ออกแบบวิธีการเศรษฐกิจเหมือนเขา คือตั้งกลไกภาครัฐให้ได้มาตรฐานสากลทั้งเศรษฐกิจและกฎหมาย เราวางรากฐานประเทศตามแบบตะวันตก ตามฉันทานุมัติวอชิงตัน เพราะกลุ่นคนที่วางรากฐานเศรษฐกิจจริงๆ คือกลุ่มคนที่เรียกว่าเทคโนแครต ถึงแม้การปกครองจะเป็นแบบเผด็จการก็ตาม เป็นกลุ่มคนที่รับการศึกษาจากตะวันตก เช่น ศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรืออาจารย์บุญมา วงศ์สวรรค์ สหรัฐฯ กับอังกฤษเป็นหลักใหญ่ ซึ่งในปี 2500 ยุคของจอมพล สฤษดิ์, จอมพล ถนอม และจอมพล ประภาส เป็นยุค keynesian นำ อเมริกาเองรัฐก็นำเยอะ เขาจะไม่ลงไปปฏิบัติการ แต่ใช้งบลงไป ใน Marshall Plan ของยุโรปเขาฟื้นตัวด้วยเงินกู้ของสหรัฐฯ ดังนั้นเงินกู้ก็อยู่ที่รัฐบาล จึงฟื้นตัวโดยการให้รัฐนำ

 

โลกเป็นแบบนั้นเราก็ตามแบบเขา อัตราการเติบโตของเราอยู่ราวๆ 7% ถือว่าดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง จนกระทั่งถึงทศวรรษที่ 1970-80 โลกเกิดสิ่งที่เรียกว่า Oil Shock 2 ครั้ง เศรษฐกิจในตะวันตกชะลอตัว จึงเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนจาก keynesian ไปเป็น neo-liberal ทุนนิยมเสรีใหม่ ซึ่งก็คือการลดอำนาจรัฐเพื่อให้ตลาดทำงานได้เต็มที่ ปลดปล่อยทรัพยากรที่รัฐคุมอยู่ให้น้อยลง

 

ต้องให้เครดิตกับมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกฯ อังกฤษ และตามมาด้วยโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเฉพาะแทตเชอร์ที่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ 40 แห่งตลอดการขึ้นตำแหน่ง 12 ปีเป็นเอกชนทั้งหมดที่เราได้ยินกัน เช่น British Airways รัฐไม่ได้ถือหุ้นด้วย เขาแปรรูปอย่างสุดทาง ซึ่งมีการประเมินถึงเรื่องนี้ว่าในปัจจุบันอังกฤษมีรายได้ประชาชาติต่อปีต่อคนอยู่ที่ 48,000 ถ้าไม่มีการแปรรูปครั้งนั้นอาจจะอยู่ที่ราวๆ 30,000 นับเป็น 30% ทีเดียว

 

นอกจากนี้ก็มีการ austerity ทำให้ภาวะงบประมาณสมดุล ไม่อย่างนั้นรัฐจะสร้างหนี้เรื่อยๆ โดยการทำสองด้าน หนึ่งคือลดรายจ่ายของรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องลดภาษีหรือรายได้ด้วยเพื่อให้ตลาดทำงานได้มากขึ้น อันที่สามคือ deregulation ลดหรือปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย ลดกฎที่ไม่จำเป็นออก ซึ่งทั้งสามอย่างก็ทำเพื่อให้ตลาดทำงานได้มากขึ้น รัฐมีบทบาทคือส่งเสริมตลาดให้มีประสิทธิภาพและมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ มีการพัฒนาเครื่องมือหลายๆ ตัวไว้ควบคุมเมื่อตลาดทำงานได้ไม่สมบูรณ์

 

ทั้งโลกก็เป็นทุนนิยมและมุ่งไปสู่ neo-liberalism คือเพิ่มตลาดลดรัฐ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ด้วยอัตราเท่ากัน

 

เมื่อทุกประเทศใช้ระบบเดียวกัน ปรับกฎหมายและข้อมูลข่าวสาร โลจิสติกส์ดีขึ้น โลกาภิวัตน์มีผลมาก เศรษฐกิจโลกช่วง 1985-2005 เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตดีที่สุดตั้งแต่มีโลกมา แล้วจึงมาสะดุดตอน 2008 เป็นธรรมชาติของการเติบโตที่เมืองมากเกินไปก็จะเกิดวิกฤต ซึ่งจะเกิดได้ต้องมีการเจริญเติบโตมากๆ อย่างเราเห็นแป๊กๆ เราก็ไม่มีวิกฤต เกาหลีเหนือไม่มีวิกฤตการเงิน เพราะเขาไม่มีการเงิน

 

 

ไทยใช้ neo-liberalism เข้มข้นในยุคไหน แล้วมันนำพาเศรษฐกิจไทยไปอย่างไร

neo-liberalism ในประเทศไทยเกิดในยุคป๋าเปรม เมื่อป๋าเปรม (พลเอก เปรม ติณสูลานนท์) กับคุณสมหมาย ภาษี ลดค่าเงินในปี 1984 เราก็เริ่มยุคที่ป๋าเรียกเองว่า ‘โชติช่วงชัชวาล’

 

มันโชติช่วงได้จาก 2-3 เรื่องที่เราทำ ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมือง การเป็นนายกฯ 8 ปีของป๋า และเราวางรากฐานเอกชนได้ดีคือ Eastern Seaboard เราโชคดีที่พบก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ดีที่เกิดขึ้น โชคอีกอย่างคือญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศไทย ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมภายใน 2-3 ปี  

 

พอมาถึงยุคน้าชาติ (พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ) ประเทศไทยก็ยังเป็น neo-liberalism ปรับเศรษฐกิจให้การค้านำ ปัญหาภูมิภาคหมดลง พรรคคอมมิวนิสต์ในหลายๆ ประเทศก็ยุติบทบาทลง ประกอบกับในโลกก็เป็นทุนนิยมและมีโลกาภิวัตน์ ในภาคการเงินเกิด Emerging Markets ประเทศไทยก็ได้รับอานิสงส์จากเงินที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จาก 100 ขึ้นไป 1,700 ภายใน 4 ปี เงินกู้จากต่างประเทศทะลักเข้าสู่ประเทศเราแสนล้านเหรียญ คือ 100% ของ GDP ตอนนั้น เวลานั้นเอกชนก็ลงทุน และด้วยนโยบายการเงินที่ผิดพลาดทำให้เกิดวิกฤตในปี 2540 เมื่อเกิดวิกฤต สัจธรรมคือต้องกลับเป็น keynesian เพราะรัฐเท่านั้นที่มีความสามารถรวบรวมทรัพยากรมาแก้วิกฤตได้ แต่วิธีกลับ keynesian ในมาตรฐานที่แท้จริงนั้นรัฐต้องถอยออกมา คือลงทุน แต่ไม่เข้าไปทำ แต่ของไทยไม่ใช่ บ้านเราขยายรัฐมโหฬารโดยยึดกิจการมาทำเองเลย

 

แล้วการที่รัฐเอามาจัดการเองของไทยมันดีหรือด้อยอย่างไรบ้าง

ภาคเอกชนและประชาสังคมของบ้านเราไม่แข็งแรง แล้วบังเอิญคนที่เข้ามากุมอำนาจรัฐเป็นนักจัดการ โดยนิสัยที่เป็นนักจัดการนี้จึงรวบรวมปัญหาต่างๆ เข้ามาพยายามแก้ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร จึงรวบการจัดการมากขึ้น ดูเหมือนดีขึ้นด้วยความเป็นนักจัดการ เขาสามารถขับเคลื่อนระบบราชการซึ่งก็ไม่ดีเท่าไรให้ดีขึ้นได้บ้าง แล้วเขาก็จัดการจริงๆ เพราะขายธุรกิจทิ้งแล้วเข้ามาจัดการ โดยนิสัยนี้และด้วยความไม่ตั้งใจหรือไม่ได้ดูในทฤษฎีที่ผมพูดถึง เขาก็ขยายรัฐ

 

มียุคที่ดูจะเป็น neo-liberalism แต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง เพราะอยู่ในยุค Buffet Cabinet คือยุคคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีวิกฤตการเมืองตลอดเวลา ทำให้พัฒนาอย่างมีทิศทางไม่ได้

 

การขยายอำนาจรัฐ มีงานวิจัยไทยพบว่าช่วงปี 2547-2557 ข้าราชการเพิ่มจาก 1.4 ล้านคนเป็น 2.2 ล้านคน ประเทศไทยมีสัดส่วนข้าราชการต่อสังคมสูงมาก ขณะที่ญี่ปุ่นมี 5 แสนจาก 130 ล้านคนเท่านั้น ของเรา 2.2 ล้านจาก 65 ล้าน ดังนั้นข้าราชการเราเยอะมาก อย่างที่สอง เงินเดือนบวกสวัสดิการข้าราชการไทยคิดเป็น 7.2% ของงบประมาณแผ่นดิน เป็นอันดับ 3 ของเอเชียรองจากมัลดีฟและกาตาร์ แถมสูงที่สุดในอาเซียน ซึ่งตอนนี้อาจจะมากกว่านั้น เพราะเราขึ้นเงินเดือนเกิน GDP มาตลอด เราเก็บภาษีได้ 17% ของ GDP และเกือบทั้งหมดเป็นเงินเดือนของข้าราชการ ยังไม่รวมค่าต่างๆ

ด้วยวิกฤตประเทศไทยด้วยหลายๆ อย่าง รวมถึงความคาดหวังของประชาชน เพราะเราเป็นสังคมอุปถัมป์ ทุกคนคาดหวังให้รัฐทำ รัฐก็ต้องทำด้วยความตั้งใจดี แต่มันลากประเทศไปสู่กับดัก

 

เรามีแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ส่วนหนึ่งข้าราชการต้องดูแลไปอีกถึง 20 ปี เรื่องนี้ส่งผลอย่างไร

ยิ่งถ้าเราทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติทั้งหมด เราอาจมีข้าราชการถึง 4 ล้านคนทีเดียว เพราะมีการตั้งหน่วยงานเยอะมาก แผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้านที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 6 เมษายน นี่เป็นราชกิจจานุเบกษาที่ยาวที่สุด ยาว 4,000 กว่าหน้า ซึ่งผมรับรองว่าจนวันนี้ยังไม่มีใครอ่านจบหรอกครับในโลกนี้

 

ดังนั้นคนอนุมัติโดยไม่ได้อ่านเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเป็นกฎหมายด้วย มันจึงน่ากลัวเพราะเป็นแผนที่ทำตามก็พัง ไม่ทำตามก็ผิด แล้วมันโผล่มาได้อย่างไร

 

ผู้บริหารประเทศเป็นร้อยไม่กล้าขัดวิสัยทัศน์ท่าน แต่ไม่ว่าวิสัยทัศน์นั้นจะมีความตั้งใจขนาดไหนก็ยังน่ากลัว ที่น่ากลัวกว่าคือผมพูดเรื่องขนาดบทบาทและอำนาจรัฐวิสาหกิจเมื่อปี 2547 มีสินทรัพย์รวมกัน 4.7 ล้านล้าน วันนี้ 16 ล้านล้าน ขยายตัว 3 เท่ากว่า ขยายการดำเนินงานทุกจุดมากกว่าเศรษฐกิจ ขยายสินทรัพย์มากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความหมายแปลว่าคุณกวาดต้อนทรัพยากรจากตลาดไปอยู่ในอำนาจรัฐมากขึ้น เราจึงสวนทางกับประเทศอื่นๆ ที่เพิ่มตลาดลดรัฐโดยที่เราไม่ตั้งใจ

 

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจเดิมเคยประกอบธุรกิจอยู่ 1.5 ล้านล้านในปี 2547 กลายเป็น 5 ล้านล้านในปี 2557 แล้วรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง วัดในเชิงประสิทธิภาพแล้วขอใช้คำว่ายากที่จะหาดีได้สักแห่งสองแห่ง

 

ดังนั้นผมจึงบอกว่าทรัพยากรประมาณของประเทศจึงตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ถูกกดดันในแง่ประสิทธิภาพ มักจะได้ไปอยู่ในมือของคนที่มักจะได้ monopoly รัฐวิสาหกิจอันไหนที่ไม่ได้เป็น monopoly เจ๊งหมด ในแง่บทบาท รัฐไทยพยายามเพิ่มบทบาทมาก เช่น การจำนำข้าว เป็นการเอากิจการค้าข้าวมาทำเสียเอง G2G เป็นเรื่องตลกมาก เพราะคุณตัดคู่ค้าไปครึ่งโลก เขาใช้เฉพาะของที่ขายยากจริงๆ เช่น อาวุธ ผมมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่รัฐชอบ barter trade เพราะได้ซื้อสองครั้ง ซึ่งรั่วไหลทั้งนั้น สู้ให้เอกชนเขารับไปทำจะมีประสิทธิภาพกว่า

 

เรียกว่ารัฐไทยขยายอำนาจผ่านทางกฎหมายให้มากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ รัฐไทยขยายอำนาจโดยกฎหมายเพิ่มขึ้น พระราชบัญญัติที่มีพันกว่าฉบับที่อวดอ้างว่าทำได้ 400 ฉบับ ซึ่ง 400 นี่คือแก้ของเดิมนะ

 

ตัวที่น่ากลัวกว่าคือประกาศคำสั่งที่ออกตามอำนาจในพระราชบัญญัติที่เพิ่มทุกสัปดาห์ ครั้งละหลายสิบฉบับ พระราชบัญญัติให้อำนาจไปออกกฎกระทรวง คือกฎหมายข้างล่างนี่มีเป็นแสนฉบับ ซึ่งส่งผลมากๆ เป็นต้นทุนทั้งหมดทั้งประเทศ เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐ

ปัญหาของเราในตอนนี้คือ ขณะที่โลกปัจจุบันในช่วงที่ผ่านมามุ่งสู่ Neo-liberal พยายามลดรัฐ เรากลับพยายามเพิ่มรัฐ

 

สรุปว่าทั่วโลกพยายามลดรัฐ แต่ยุคนี้ไทยกำลังเพิ่มรัฐ

ใช่ ขณะที่ทั่วโลกเลือกที่จะลด ด้วยวิกฤตประเทศไทยด้วยหลายๆ อย่าง รวมถึงความคาดหวังของประชาชน เพราะเราเป็นสังคมอุปถัมป์ ทุกคนคาดหวังให้รัฐทำ รัฐก็ต้องทำด้วยความตั้งใจดี แต่มันลากประเทศไปสู่กับดัก เวลาที่บอกว่าศักยภาพของไทยไปได้แค่ 4% นี่น่ากลัวมาก เพราะเราเพิ่งไปถึงครึ่งทางของการพัฒนา เรามี 6,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี เป้าหมายคือ 12,500 เหรียญสหรั เรามาได้ครึ่งทางแล้วดันสะดุด มองดูที่ผ่านมา สิบปีแรกได้ 5% สิบปีหลังได้ 3% แล้วเรากำลังมีสังคมผู้สูงอายุตามมา

 

เรื่องการกระจายผล เอารายได้ 10% แรกหารด้วย 10% สุดท้ายห่างกัน 24 เท่า มันสูงขึ้น ความมั่งคั่งยิ่งไปกันใหญ่ เพราะรายได้ส่วนเกินสะสม คนข้างล่างนี่ไม่มีสะสมเลย เราอยู่อันดับ 3 ของโลก และมีแค่ 3 ประเทศในโลกที่คน 1% มีค่าความมั่งคั่งในมือสูงเกิน 50% แล้วอันดับเศรษฐีไทยก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเอียงก็มากขึ้น

 

สวัสดิการที่ดีคือสวัสดิการที่กระจายไปให้คนที่ต้องการจริงๆ และส่งเสริมให้เกิด productive เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี เป็นต้น

 

ภาษี การใช้ภาษีลดความเหลื่อมล้ำก็คือเก็บคนข้างบนไปจ่าย หรือเก็บหมดทุกคนแล้วจ่าย เกือบทุกประเทศในโลกเก็บภาษีบริโภค เพราะมันหนีไม่ได้ VAT นี่แหละที่หลายคนบอกว่าไม่เป็นธรรม เพราะคนจนจ่ายเปอร์เซ็นต์สูงกว่าเปอร์เซ็นต์ของรายได้ ส่วนคนรวยบริโภคมากกว่าและจ่ายมากกว่าอยู่แล้ว แต่ในทฤษฎีใหม่บอกว่าไม่เป็นไร เพราะจะเอากลับไปแจกไง แต่กระบวนการนี้จะกลับยังไง สำคัญมาก

 

ผมสรุปว่าปัญหาของเราในตอนนี้คือ ขณะที่โลกปัจจุบันในช่วงที่ผ่านมามุ่งสู่ Neo-liberal พยายามลดรัฐ เรากลับพยายามเพิ่มรัฐ จริงอยู่ ระดับของรัฐในประเทศไทยยังต่ำกว่าในหลายๆ ประเทศ แล้วแต่มองมุมไหน ยกตัวอย่างเช่น จีน รัฐใหญ่กว่าไทยแน่ๆ แต่ผมจะอุปมาอุปไมยว่าเขาจาก 100 ลงมาถึง 50 สีจิ้นผิงก็จะพูดในทุกๆ ปีถึงการลดรัฐและเป็นเอกชน แต่ของเราเหมือนมี 20 จะไป 50 ดังนั้นจะบอกว่าเหมือนจีน ไม่เหมือนแน่นอน เพราะเป็นคนละจุดในมิตินั้น อันนี้คือภาพใหญ่ที่ผมสังเกตและตั้งสมมติฐานไว้ และไม่ได้บอกว่าตัวเองถูก แต่อยากให้ทุกๆ ฝ่ายหันมาศึกษาเรื่องนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นประเด็นที่เด่นชัดขึ้นมา

ปฏิรูปที่ดีที่สุดคือการพยายามเอาผลประโยชน์ที่มันกระจุกไปกระจายให้ทุกคนได้รับ เราปฏิรูปเพื่อเหตุนี้อยู่แล้ว

 

อย่างนี้ต้องปฏิรูปแบบที่เขากำลังทำกันอยู่ใช่ไหม ไหนๆ ก็เคยไปร่วมอยู่วงในมาก่อน ช่วยขยายสิ่งที่รัฐกำลังทำหน่อย

ผมไม่ชอบการใช้คำว่าปฏิรูปของบ้านเราที่เอะอะก็ใช้กันมา แต่ไม่มีรายละเอียด ถ้าสมมติฐานผมเป็นจริง การปฏิรูปง่ายๆ คือลดรัฐ แต่ว่าของแบบนี้ต้องใช้ความอดทนนะ ต้องใช้เวลา ไม่สามารถปรับแล้วดีเลยได้

 

สิ่งที่ผมพยายามเข้าไปทำมี 3 อย่างที่ชัดเจน และผมเป็นคนที่พูดทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน อย่างแรกคือรัฐวิสาหกิจ การปฏิรูปคือการเปลี่ยนจากที่เป็นอยู่อย่างที่มันเป็นและมีทิศทางชัดเจนว่าจะไปอย่างไร จะกระโดดไปจับอย่างอื่นไม่ได้

 

ที่ผมรำคาญคือคนที่ใช้คำว่าปฏิรูปไม่เคยร้อยเรียงว่าปฏิรูปอะไรเพื่ออะไร กลายเป็นว่าปฏิรูปเท่ากับปรับปรุง

 

ปฏิรูปคือ reform จัดใหม่ เพราะโครงสร้างเก่าไม่เอื้อ ส่วนปรับปรุงคือ add-on ทำให้ดีขึ้น คนละเรื่องกัน

 

แผนปฏิรูปที่ผมอ่านมา ผมเห็นแล้วเศร้าใจ เพราะมีแต่ wishlist เช่น ให้คนไทยมีสุขภาพดี อะไรแบบนี้ผมก็เขียนได้ แผนปฏิรูปความเหลื่อมล้ำให้ตั้งคณะกรรมการ

 

ส่วนตัวที่ผมเคยเป็นกรรมการมาบ้างรู้สึกว่ามันทำอะไรไม่ได้ การจัดใหม่เกิดการแบ่งใหม่ คนที่เคยได้อาจได้น้อยลงหรือไม่ได้

 

ปฏิรูปที่ดีที่สุดคือการพยายามเอาผลประโยชน์ที่มันกระจุกไปกระจายให้ทุกคนได้รับ เราปฏิรูปเพื่อเหตุนี้อยู่แล้ว นอกจากประสิทธิภาพไม่มา การกระจายมันก็ผิด ยกตัวอย่าง โครงสร้างทุกวันนี้มันทำให้คนที่ไม่ควรจะได้ประโยชน์ได้ เราก็ควรจะทำลายโครงสร้าง แต่มันหนีไม่พ้น มันไม่หล่นจากฟ้าทั้งหมด คนเป็นพันเป็นหมื่นอาจเสียประโยชน์ไปบางส่วน พอเฉลี่ย 65 ล้านคนแล้วมันน้อย มันไม่รู้สึก บางทีเห็นว่ามันช้า ไม่ทันใจ เขาไม่ปลื้มกับคุณ แต่หมื่นคนมันเห็นเร็ว รู้เร็ว กระทบเร็ว เขาก็จะต้าน นี่คือเหตุผลที่ปฏิรูปเกิดยาก

 

ข้อสังเกตของผมนะ คุณจำทฤษฎีสามขาของอาจารย์ประเวศได้ไหม ซึ่งจริงๆ สังคมต้องประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม แต่ทุกวันนี้อาจารย์ประเวศเพิ่มสถาบันทหารมาด้วยเป็นสี่ขาแล้ว อาจารย์ทันสมัยจริงๆ

 

แต่ผมพูดภาษาชาวบ้านว่าขาที่ไหนในโลกที่ไม่มีทางแข็งแรงคือขารัฐ แต่เราดันเอาขารัฐเป็นหลัก อีกสองขาเลยเปลี้ยไปด้วย ภาคเอกชนไทยเลยค่อนข้างอ่อนแอ เพราะอิงกับอำนาจของรัฐ อยากรวยก็ต้องค้ากับรัฐ จะค้าขายอะไรก็ต้องพึ่งอำนาจรัฐ อำนาจรัฐที่จะให้อนุญาตค้าขาย ทำให้ได้เปรียบหรือปกป้องการแข่งขันธุรกิจของคุณได้ แบงก์ไทยที่ผมทำอยู่ รัฐไทยปกป้องไว้ให้หมด ผมไม่ต้องแข่งกับคนเก่งๆ ในโลกเลย แต่ผมก็อยากแข่งนะ คนของผมจะได้เก่ง แต่รัฐปกป้องไว้ให้หมด ในนามของความรักชาติ มันควรเป็นของคนไทย มันก็เลยต้องเป็นตระกูลนี้ แบบนี้

พลเมืองเข้มแข็งเป็นเหตุให้ประเทศเข้มแข็ง เป็นพัฒนาการที่เกี่ยวพันกันไป แต่พัฒนาการที่ผ่านมาของเราทำให้ภาคเอกชนอ่อนแอ

 

ชาตินิยมมาเกี่ยวอะไรกับการจัดการเศรษฐกิจด้วย

เรื่องชาตินิยมค่อนข้างเป็นมายาคติ เช่น ธุรกิจสำคัญต้องมีผู้ถือหุ้นเกินครึ่งเป็นคนไทย คำพูดนี้ฟังดูดีนะ ทุกคนเชื่อแบบนี้ แต่ว่าถ้าลองดูในรายละเอียด อย่างธุรกิจ คมนาคม การบิน การเดินเรือ แบงก์ คนไทยกี่ตระกูลเป็นเจ้าของได้ มันก็เลยปกป้องไว้ให้พวกนั้น

 

ผมยกตัวอย่างว่านี่ขนาดเราเปิดเสรีการบินนะ แต่เราบังคับให้ผู้ถือหุ้นเกินครึ่งเป็นคนไทย ไม่อย่างนั้นจะดีกว่านี้ อย่างโทรคมนาคมก็ไม่รู้ว่าไทยจริงหรือไทยปลอม ถ้าไม่จำกัดการประมูล บางทีอาจจะมีมากกว่านี้ สุดท้ายผู้บริโภคก็จะดีขึ้น ที่สุดแล้วการแข่งขันดีเสมอ ต้นทุนก็จะลดลง

 

ธุรกิจสำคัญเป็นของคนไทยก็เป็นมายาคติที่ไม่เลิกสักที ไอ้ที่บอกว่าเป็นของฝรั่งนี่ผมว่ามันไม่น่ากลัว เพราะยังไงสุดท้ายมันก็ยังอยู่ในเมืองไทย แม้แต่ที่ดิน สำหรับผมจะเปิดก็ทำเลย สิงคโปร์จะมาถือเป็นแสนไร่ก็เอาไปไม่ได้ ทั่วโลกเขาถึงเปิด แต่พอเราบอกว่าต้องไทยก็เลยเหลือเจ้าสัวอยู่ 3 คนกวาดกันอยู่ แต่เรื่องนี้ผมก็เถียงยาก ผมเป็นลิเบอรัล บางอย่างเป็นเรื่องของความรู้สึก ผมก็เข้าใจ

 

แล้วแบบนี้พลเมืองหรือประชาชนจะอยู่กันอย่างไรดี

ผมอยากบอกว่าพลเมืองเข้มแข็งเป็นเหตุให้ประเทศเข้มแข็ง เป็นพัฒนาการที่เกี่ยวพันกันไป แต่พัฒนาการที่ผ่านมาของเราทำให้ภาคเอกชนอ่อนแอ

 

ต้องขออภัย ผมอยู่ในภาคธุรกิจ นักธุรกิจที่รวยในบ้านเราส่วนใหญ่คือค้ากับรัฐหรือเข้าถึงอำนาจรัฐ เอกชนที่รวยจากการค้ากับผู้บริโภคก็มีบ้าง แต่เขาก็หนีไม่พ้นต้องยุ่งเกี่ยวกับรัฐ 8-9 ใน 10 มาจากอำนาจรัฐ เช่น ผลิตไฟฟ้า ไม่ควรจะเป็นเศรษฐีได้นะ เพราะเป็นการทำธุรกิจที่ง่ายมาก แบรนด์ไม่ต้องสร้าง ลูกค้าคนเดียว ฉะนั้นเอกชนเลยไม่แข็งแรง

 

ผมพูดเสมอว่าทำไมเอกชนไทยไม่ทำ R&D คืองานวิจัยและพัฒนา เพราะมันทำเพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน เพื่อให้ชนะ แต่เมืองไทยใช้ซื้อการแข่งขันเอา การจ่ายเงินล็อกสเปกมีความแน่นอนกว่า R&D หมื่นเท่า เพราะเขาว่าเป็นสัจจะวาจา ดังนั้นจะทำทำไม ยัดเงินดีกว่า

 

ทรัพยากรมันไหลไปที่ most profitable ทั้งการลงทุน ทั้งคนที่ดี ซึ่งบังเอิญในไทย ตรงกับการค้ากับรัฐ เงินลงทุนมันก็เลยไหลไปขยายในภาคที่ non-tradable คือไม่ต้องแข่งกับใคร เพราะเป็นกิจการภายในเท่านั้น คอร์รัปชันมันถึงช่วยคุณได้ ถ้าผมยัดเงินเพื่อไปแข่งกับแอปเปิ้ล ไม่มีทาง แต่ผมยัดเงินเพื่อไม่ให้แอปเปิ้ลมาแข่งกับผมได้

 

ฉะนั้นทรัพยากรเก่งๆ ไปอยู่ในวงการล็อบบี้ยิสต์กันมากมาย เก่งๆ ฉลาดๆ ทั้งนั้น เพราะมัน most profitable ภาคพลเมืองจึงไม่เข้มแข็งไปด้วย เพราะมันเอียง NGO ไทยนั้นมาตรฐานต่ำมาก ถามว่าทำไม เพราะคุณไม่ได้ทรัพยากร สังคมไม่แคร์ สังคมไม่ให้ความสำคัญคุณ ต้องบอกแบบนี้ เพราะว่าพลเมืองนั้นเป็นปัจเจก แต่พอรวมกันก็เกิดเป็นองค์กรประชาสังคมหลักๆ ก็มี NGO ต่างๆ หลายแบบ สื่อหรือองค์กรศาสนาก็เป็นภาคประชาสังคม

แนวคิดทุนนิยมที่ต่อต้านคอร์รัปชันเขาจะหลอมรวมผลประโยชน์ส่วนรวมกับส่วนตนเข้าด้วยกัน แล้วจึงไม่มีอะไรต้องมาก่อนหลัง เพราะไปด้วยกัน ผมปลุกให้ทุกคนขึ้นมาต่อต้านมัน มันแยกออกจากกันไม่ได้

 

แล้วภาคประชาสังคมควรจะปรับตัวแบบไหน สร้างอะไรเพื่อให้ตัวเองเข้มแข็ง

สถาบันที่เรียกว่า Think Tank อันนี้ก็สำคัญ ซึ่งประเทศเรามีแค่เจ้าสองเจ้า มี TDRI เจ้าเดียวที่เป็นหลักๆ เป็นเรื่องเป็นราว แน่นอน คุณก็ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ และเพื่อความอยู่รอด เขาก็ต้องให้บริการสถาบันรัฐ คนก็ต้องวิจารณ์ แต่ผมก็ถือว่าอย่างน้อยก็อยู่เป็นหลักให้เจ้าหนึ่ง

 

Think Tank นี่สำคัญมาก อเมริกามีเป็นพัน จีนนี่มีเกือบสามร้อย รัฐบาลจีนนี่มี Think Tank คอยวิพากษ์วิจารณ์มากมาย สีจิ้นผิงนี่เชื่อได้เลยว่าโดนวิจารณ์มากกว่าประยุทธ์อีก แต่สีทนได้ เยอรมนีสามร้อย เรามีหนึ่งภาคพลเมืองเลยอ่อนแอ ประชาสังคมอ่อนแอแบบน่ากลัว

 

คิดว่าพลเมืองไทยเป็นแบบไหน

เรื่องสำคัญของภาคพลเมืองไทยจริงๆ คือพลเมืองเพิกเฉย คือดูตัวเรา เราเป็นคนดี จบ มันก็ไม่มองสังคมไง คนส่วนใหญ่เกลียดการทุจริต แต่เราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไร คือเราก็บอกตัวเองว่าไม่โกง แต่ไม่ต่อต้าน และถ้าประโยชน์ไปทางนี้ เราก็พร้อมที่จะเฉย

 

มันต้องปลุกคนขึ้นมา ซึ่งก็กลับมาที่ประเด็นที่เราไม่มี Think Tank คอยสื่อสาร คอยยกประเด็นขึ้นมา มันก็ยากที่คนจะลุกมาทำอะไร

 

ถ้าถามผมในเรื่องพลเมืองกับพลเมืองเพิกเฉย ที่ผมทำเรื่องต่อต้านคอร์รัปชัน เขามีโปรแกรมโตไปไม่โกง แล้วก็ไปอบรมคุณธรรมจริยธรรมทั่วประเทศ งบ 800 ล้าน ซึ่งผมก็รู้ว่าในกระบวนการต่อต้านคอร์รัปชันมีการปลูกฝัง ป้องกัน ปราบปราม คนอยากทำปลูกฝังที่สุด เพราะมันปลอดภัย ของบง่าย เด็กๆ น่ารัก แล้ววัดผลรออีก 20 ปี

 

ผมบอกไปว่าสิ่งที่คุณกำลังทำคือทำให้คนไทยมีคุณธรรม ทำให้ทุกคนเป็นคนดี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ไม่มีศาสดาองค์ใดทำได้ด้วยซ้ำ ต่อให้คุณได้ 90% คุณก็เหลืออีก 6 ล้านคนที่พร้อมจะโกงเลย

 

ผมบอกเขา ซึ่งเขาไม่เชื่อ คุณต้องเปลี่ยนเป็นการปลูกฝังให้เขาโตไปไม่ยอมให้ใครโกง ซึ่งต่างกันเยอะมาก ถ้าคุณโตไปไม่ยอมให้ใครโกง 50% คุณชนะแล้ว แต่ต้องไม่ยอมจริงๆ นะ

 

เหมือนคุณจะเชื่อในพลังของทุนนิยมหนักมาก

ผมเนี่ยเป็น neo-liberal ผมเชื่อในพลังของทุนนิยม คำที่ผมใช้น้อยที่สุดคือคุณธรรมจริยธรรม เพราะเขาไม่ใช้กัน พิสูจน์มาแล้วว่าประเทศที่ต่อต้านการทุจริตสำเร็จเขาไม่ได้ปลุกเรื่องนี้กัน แต่เขาปลุกเรื่อง self-interested ประโยชน์คุณเองนั่นแหละ ไม่ได้ใช้เรื่องคุณธรรม

 

แนวคิดทุนนิยมที่ต่อต้านคอร์รัปชันเขาจะหลอมรวมผลประโยชน์ส่วนรวมกับส่วนตนเข้าด้วยกัน แล้วจึงไม่มีอะไรต้องมาก่อนหลัง เพราะไปด้วยกัน ผมปลุกให้ทุกคนขึ้นมาต่อต้านมัน มันแยกออกจากกันไม่ได้

ประเทศที่ติดล็อกน่ากลัวกว่าประเทศที่เดินผิดๆ ถูกๆ อีก เพราะอย่างน้อยมันยังได้เรียนรู้

 

มีโอกาสเข้าไปร่วมงานกับ คสช. อยู่เกือบ 2 ปี ได้อะไรบ้าง

ผมไม่ได้เป็น proxy ของคนส่วนใหญ่ คือผมเป็นพวกที่พร้อมจะคว้าประโยชน์จากทุกสถานการณ์ เพราะผมเป็นทุนนิยม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมได้ประโยชน์มากมาย

 

ข้อที่หนึ่งคือมีโอกาสเข้าไปทำ ก็ได้ศึกษามีความรู้ที่ตกผลึกมากขึ้น ได้เห็นระบบมากขึ้น ตอนผมเข้าไป เพื่อนๆ หลายคนก็ไม่เห็นด้วย หลายคนค้าน หลายคนเลิกคบกันไปเลย ก็ไม่เป็นไร ก็เข้าใจเขาทั้งหมด ที่เราตัดสินใจก็มีเหตุผลของเรา สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ แต่การปฏิรูปที่ผมเข้าไปทำก็มีการขับเคลื่อนบ้าง แต่น้อยกว่าที่ควร คอร์สต่างๆ ของการต่อต้านคอร์รัปชันก็เกิดขึ้นเพราะผมเข้าไปกระเตื้อง มีหลายมาตรการโผล่ขึ้นมา เราก็ประสานองค์การต่อต้านคอร์รัปชันให้รัฐบาลสุดท้าย ผลมันเป็นอย่างไร อาจไปได้ไม่ไกลหรือไปไม่ได้เลย อย่างน้อยเราก็ได้ไปทิ้งเชื้อ ได้ไปศึกษาให้เข้าใจ ได้ไปพูดให้สังคมตระหนักถึงปัญหา

 

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจผมก็ไปพรีเซนต์ทั่วประเทศ นักวิชาการ พรรคการเมืองทุกพรรคก็โอเคหมด เราก็สนุกนะ เราทำงานเต็มที่

 

ส่วนตัวได้เห็น ได้รู้ เพราะเราชอบเรียนรู้ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ

 

ถ้าถามผม ผมก็พยายามหาประโยชน์จากมัน เราไม่ชอบหรอกตั้งแต่ต้น แต่เราทำอะไรได้เราก็พยายามไป improve situation ไปใส่ awareness อย่างที่บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล ทำผมก็เป็นคนเริ่ม ผมโอเคที่มันเดินไป ถึงจะช้าบ้าง

 

รัฐธรรมนูญ กติกาสูงสุดของประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

รัฐธรรมนูญคือรัฐธรรมนูญซึ่งตามใจและลงดีเทลมากไป คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นอัจฉริยะและมีความตั้งใจที่ดี แต่แกคิดแบบนักกฎหมาย ไม่ได้มองถึงบริบทสังคม บริบทรัฐศาสตร์อะไรที่มันจะเดินไป การไปล็อกอย่างนั้นมันเดินไม่ได้ แล้วมันจะติดล็อก

 

ประเทศที่ติดล็อกน่ากลัวกว่าประเทศที่เดินผิดๆ ถูกๆ อีก เพราะอย่างน้อยมันยังได้เรียนรู้ แต่โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ก่อให้เกิดแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูป มันเสี่ยงมากที่จะทำให้ประเทศเราเป็นประเทศติดล็อก ทำอะไรไม่ได้

 

คุณลองนึกถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปที่เป็นกฎหมายนะ แล้วนึกถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่ลุงตู่ ทำอะไรก็ติดไปหมด แก้ก็ไม่ได้ เพราะอำนาจไปอยู่กับกรรมการที่อยู่ไปอีก 5-6 ปี

ดีที่สุดคือเกิดผู้นำที่เข้าใจและสามารถปฏิรูปประเทศได้จริงๆ ให้กลับมาอยู่ในรูปแบบสถาบันที่เดินได้ดี ขยับไปตามโลกได้มากขึ้น

 

สังคมไทยในอนาคตจะไปรอดกันอย่างไร

สังคมยังไงมันก็ไปได้ ประเทศไทยยังไงก็รอดครับสมัยนี้ แต่มันจะมีปัญหาปั่นป่วน ความหวังที่ดีที่สุดของวันนี้คือ ถ้าปลดล็อกอันนี้ได้แล้วสังคมก็เรียนรู้และพัฒนา ผมจะไล่ scenario แล้วกัน

 

ดีที่สุดคือเกิดผู้นำที่เข้าใจและสามารถปฏิรูปประเทศได้จริงๆ ให้กลับมาอยู่ในรูปแบบสถาบันที่เดินได้ดี ขยับไปตามโลกได้มากขึ้น แต่ผมเห็นว่ามันริบหรี่ อย่างคุณอภิสิทธิ์ ผมเห็นว่าพูดแล้วเข้าใจเรื่องนี้มากที่สุด แต่จะทำได้หรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง อย่างธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนรุ่นใหม่ ผมก็คุยกับเขา ผมว่าเขายังไม่มีธีม ซึ่งมันยังไม่ชัด การจับเป็นจุดๆ มันไม่ได้ มันควรจะสอดประสานกัน ผมก็พยายามบอกเขาว่าคุณเอาให้ชัด คุณจะ socialist หรือ neo-liberal ในดีกรีไหน

 

เรื่องแบบนี้สำคัญมาก แต่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญกัน คิดเองให้เหมาะกับเมืองไทย คำนี้ไม่ได้ พม่าที่เขาปิดแล้วพยายามสร้างระบบมันเลยไปไม่ได้ไง ทุกวันนี้โลกเขาแชร์ภูมิปัญญากัน อันนี้หลักง่ายๆ

 

ถัดมาคือมีคนมาปลดล็อกพวกนี้ได้ แล้วเราก็พัฒนากันต้วมเตี้ยมๆ กันต่อไป

 

ที่แย่หน่อยก็คือติดล็อก แล้วมันก็แป๊กของเราไป อัตราเติบโตก็ 3 บ้าง 2 บ้าง TDRI คาดการณ์ว่าถ้าไม่ปรับตัวเลยเราอาจลงไป 2.5 แต่ขนาด 2.5 เวียดนามกว่าจะแซงเราก็อีก 15 ปี

 

พูดเรื่องนี้คือเผื่อถึงแบบสุดท้ายคือ fail state แบบหัวทิ่ม เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โอกาสเกิดน้อย แต่มันจะมาจากวิกฤตสังคม เช่น เกิดสงครามการเมืองที่ถึงแม้เล็กน้อยแต่ก็มีความเสี่ยง ซึ่งมันจะทำให้การพัฒนาหายไป 2 เจเนอเรชันได้ง่ายๆ นี่คือสิ่งที่คนส่วนหนึ่ง รวมถึงส่วนหนึ่งในใจผมที่พอจะยกโทษให้รัฐประหารในวันนั้น เพราะวันนั้นเสี่ยงกว่าวันนี้ ผมไม่ได้บอกว่ามันจะเกิดนะ ผมไม่ได้ว่าใคร แต่คนที่ควรถูกด่ามากที่สุดคือเหล่าวีรบุรุษของพวกรักชาตินี่แหละ

 

สรุปคือผมไม่ใช่นักคิดที่ลึกซึ้ง แต่เป็นนักสังเกตและเรียบเรียงที่ไม่มั่นใจว่าถูกทั้งหมด แต่ก็โยนไปเพื่อให้เกิดความคิดต่อเนื่องและการถกเถียงต่อไปในสังคมในอนาคต

The post สังเกตการณ์รัฐไทยผ่านสายตา บรรยง พงษ์พานิช จะดีที่สุดคือมีผู้นำที่ก้าวขยับไปตามโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/banyong-pongpanich/feed/ 0
โดนเทเลือกตั้ง ความหวังยังเหลืออยู่ไหม? สำรวจมุมมองคนรุ่นใหม่ต่อการเมืองไทยหลัง 4 ปีรัฐประหาร https://thestandard.co/4-years-coup-government-in-new-gen-opinion/ https://thestandard.co/4-years-coup-government-in-new-gen-opinion/#respond Wed, 30 May 2018 11:47:11 +0000 https://thestandard.co/?p=94117

  “ก็ได้ไปหมดแล้วยังจะมาทำเป็นเหวี่ยงทำเป็นเรื่องย […]

The post โดนเทเลือกตั้ง ความหวังยังเหลืออยู่ไหม? สำรวจมุมมองคนรุ่นใหม่ต่อการเมืองไทยหลัง 4 ปีรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

“ก็ได้ไปหมดแล้วยังจะมาทำเป็นเหวี่ยงทำเป็นเรื่องยาก

..ถ้าบอกว่าเธอไม่เอาแต่ใจคงจะเชื่อมาก

สัญญาเอาไว้อะ เธอก็ยังเลื่อนนัด

อายุ 18 ปีมานานแล้วตอนไหนจะได้เลือกมั่ง..”

 

 

ข้อความข้างต้นคือส่วนหนึ่งจากท่อนแรปของ NIL LHOHITZ แรปเปอร์หนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ที่ถูกเผยแพร่ผ่านรายการ Show Me The Money Thailand อาจหมายถึงภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่กับบทบาท และความอึดอัดของพวกเขา ที่ต้องโตมาในห้วงทศวรรษหนึ่งที่สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ซ้ำยังเป็นกลุ่มคนที่หลายครั้งถูกสบประมาทว่าอยู่ในวัยที่สนใจแต่ตัวเองไม่สนใจบ้านเมือง แต่ความจริงแล้วจะเป็นแบบนั้นหรือไม่

 

จริงอยู่ที่เวลานี้เรายังพอจะมองเห็นคนรุ่นใหม่ออกมาทำกิจกรรมทางการเมืองบ้าง เช่น กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่มีจ่านิว และรังสิมันต์ โรม เป็นแกนนำ กลุ่มของเนติวิทย์ซึ่งทำกิจกรรมการเมืองโดยอิสระ อย่างการเผยแพร่หนังสือหรือขายเสื้อเชิงสัญลักษณ์ ไปจนถึงแรปเปอร์หนุ่มขบถอย่าง Liberate P ที่ยังมีบทบาทในการเป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาแสดงความไม่พอใจถึงความไม่ถูกต้องที่สังคมเป็นอยู่ และพยายามเป็นสื่อกลางสร้างความตื่นตัวทางการเมืองให้กับวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก

 

เฉกเช่นเดียวกับโลกโซเชียลมีเดีย และศิลปินรุ่นใหม่อีกมากที่แสดงออกถึง Political Movement ทั้งทางตรงและเชิงสัญลักษณ์ มิใช่ด้วยความรุนแรง แต่เป็นการแสดงออกผ่านวัฒนธรรมต่างๆ

 

ถึงกระนั้นเสียงของพวกเขาก็อาจจะยังเบาบาง และแน่นอนว่าเสียงนั้นไม่ใช่เสียงทั้งหมดที่คนเจเนอเรชันใหม่ต้องการบอก แต่ที่เราพอบอกได้คือ มันเป็นเสียงหนึ่งที่เหมือนกับประชาชนทั่วไป เพราะคนรุ่นใหม่เองก็มีสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร และสังคมก็ควรมีโอกาสได้รับฟังด้วย

 

 

ความสำคัญของคนรุ่นใหม่ต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

จะบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองคงไม่ได้ เพราะการเติบโตมาในยุคที่ข่าวสารไหลบ่า มีโซเชียลมีเดียเชื่อมโยงความคิดของคนในวัยเดียวกัน ได้แชร์ ถกเถียง แบ่งปันความสนใจที่มีร่วมกัน ท่ามกลางสถานการณ์ การมีม็อบหลากสี  ม็อบนกหวีด การเข้ายึดอำนาจ และแน่นอนการถูกจำกัดสิทธิในการเลือกตั้ง ทำให้คนรุ่นใหม่กับการเมืองแยกกันไม่ขาด ผลลัพธ์คือบางคนอาจเพิ่มความสนใจในเรื่องการเมือง ขณะที่บางคนพยายามตีตัวออกห่าง

 

จากผลการสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองจากนักศึกษามหาวิทยาลัย ของเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2,715 คน 19 มหาวิทยาลัย โดยตั้งคำถามว่าอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 70.6 ไม่ระบุเจาะจงว่าเป็นใคร ส่วนอีกร้อยละ 35 ระบุว่าเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ พลเอก ประยุทธ์

 

ขณะที่นักศึกษาร้อยละ 72.6 คิดว่ารัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ และกว่าร้อยละ 75.4 ชี้ว่าหมดหวังกับอนาคตประชาธิปไตย ส่วนในอนาคตหากมีการเลือกตั้ง ร้อยละ 72.9 บอกว่าจะไป ร้อยละ 21.6 บอกว่ายังไม่ตัดสินใจ และร้อยละ 4.2 บอกว่าไม่ไป

 

 

ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะเมื่อนับเวลาจากการรัฐประหาร 4 ปีของ คสช. มีการประเมินกันว่าหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นจริงในปี 2562 จะมีกลุ่ม New Voter หรือกลุ่มที่มีอายุครบ 18 ปีแต่ยังไม่เคยเลือกตั้งสูงถึง 7 ล้านคน

 

ซึ่งหลายพรรคการเมืองให้ความสนใจเหล่า New Voter เป็นอย่างมาก และเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญต่อผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างแน่นอน คล้ายกับการเลือกตั้งมาเลเซียที่หลายฝ่ายบอกว่าการโหวตของคนรุ่นใหม่คือส่วนสำคัญที่ทำให้มหาเธร์ได้รับชัยชนะ

 

หลายพรรคทั้งเก่าใหม่ที่มีโอกาสเข้าร่วมการบรรยายหรืออภิปรายที่จัดขึ้นต่างก็ส่งนักการเมืองรุ่นใหม่ออกมาเป็นหน้าตาหรือเป็น ‘ตัวเชื่อม’ ที่จะสื่อสารกับเหล่า New Voter ทั้งหลาย โดยผลลัพธ์คือ ‘ตัวแทน’ ของหลายพรรคก็ได้รับความนิยมไม่น้อย

 

 

หรือแม้แต่ทางฝ่ายรัฐบาลเองที่มีการทำประชานิยมต่อฝั่งคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน เช่นการจัดทำรายการ เดินหน้าประเทศไทยวัยทีน หรือการเชิญสมาชิกศิลปินกลุ่มยอดนิยมอย่าง BNK48 เข้าพบนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงถึงความเป็นมิตรต่อคนรุ่น New Voter เช่นกัน

 

เสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่ต่อการเลือกตั้ง

เพราะต้องการรับรู้ถึงความสนใจทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ THE STANDARD จึงลงพื้นที่ไปสำรวจทัศนคติทางการเมืองของคนหนุ่มสาว 5 คน เพื่อรับรู้ถึงแง่มุมตะกอนความคิดต่างๆ ที่เราอาจเคยได้ยิน ไม่เคยได้ยิน หรือบางเรื่องก็เผลอพยักหน้าตามไปโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว โดยคำถามที่เราถามได้แก่ คิดอย่างไรกับการเมือง คิดอย่างไรกับ 4 ปีที่ผ่านมา และคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งที่อาจจะมาถึง

เราอินกับการมีส่วนร่วม คืออย่ารังเกียจความคิดเห็นของเราเลย เราแค่พยายามจะเรียนรู้พยายามจะช่วยแก้ปัญหาเท่านั้นเอง แต่เราขออยู่ในจุดที่เราแพ้ดีกว่าต้องโดนบังคับ

 

เอ้ อายุ 23 ปี: สถาปนิก ยังไม่เคยเลือกตั้ง

คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวมาตลอด เพิ่งมาสนใจตอนเข้ามหาวิทยาลัย เพราะสังคมในมหาวิทยาลัยมีการพูดถึงการเมืองมากขึ้น พูดแบบนี้ ในแง่หนึ่งเรารู้สึกว่าถ้าเราเลือกตั้งตั้งแต่อายุ 18 เราอาจจะไม่พร้อมนะเพราะไม่มีความรู้ด้านนี้เลย

 

คิดว่ารัฐบาลในปัจจุบันนั้นไม่ใช่นักบริหาร เราคิดว่านักการเมืองกับการทหารเป็นคนละศาสตร์กัน เราไม่มั่นใจในรัฐบาลว่าจะสามารถบริหารได้ไหม เรารู้สึกว่ายิ่งอยู่ไปนานๆ เขายิ่งไม่ค่อยรู้ศาสตร์พวกนี้เลย

 

คิดว่าการเลือกตั้งนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในทันที แต่เราก็รู้สึกยอมรับได้ถ้าแพ้ คือเรามีส่วนร่วมกับการบริหารไง เรารู้สึกว่าเจเนอเรชันเราอินกับการมีส่วนร่วม คืออย่ารังเกียจความคิดเห็นของเราเลย เราแค่พยายามจะเรียนรู้พยายามจะช่วยแก้ปัญหาเท่านั้นเอง แต่เราขออยู่ในจุดที่เราแพ้ดีกว่าต้องโดนบังคับ

คราวนี้เรารู้สึกเหมือนโดนตัดแขนตัดขาในการเข้าถึงอำนาจทางการเมืองเหมือนกัน พอเป็นแบบนี้เรายิ่งห่างจากการติดตามการเมืองเลย จริงๆ เราเพิ่งรู้ว่าจะครบสี่ปีแล้วตอนที่มีอีเวนต์คอนเสิร์ตจะ 4 ปีแล้วนะ…

 

บูม-ดลยกฤติ วงศ์ก้อม อายุ 23 ปี: นักศึกษาปริญญาโท ยังไม่เคยเลือกตั้ง

มองการเมืองเป็นบริบทของสังคมที่ส่งผลถึงสังคมนั้นๆ ตอนเด็กๆ เราชอบอ่านหนังสือ จนได้เจอคอนเทนต์การเมืองเช่นหนังสือของจิตร ภูมิศักดิ์ เรารับรู้ถึงอุดมการณ์ต่างๆ แต่เราก็ไม่ได้สนใจมากนัก เราเคยพยายามทำความเข้าใจมันตอน 17-18 แล้ว

 

คราวนี้พอมาถึงวัยที่ต้องเลือก เรารู้สึกว่ามันเป็นเช็กพอยต์หนึ่งในการเป็นผู้ใหญ่นะ แต่เราโดนเทไง คราวนี้เรารู้สึกเหมือนโดนตัดแขนตัดขาในการเข้าถึงอำนาจทางการเมืองเหมือนกัน พอเป็นแบบนี้เรายิ่งห่างจากการติดตามการเมืองเลย จริงๆ เราเพิ่งรู้ว่าจะครบสี่ปีแล้วตอนที่มีอีเวนต์คอนเสิร์ตจะ 4 ปีแล้วนะ…

 

เราแทบไม่ได้สนใจในรัฐบาลชุดนี้เลย เพราะเราพอนึกภาพออกตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็เป็นห่วงนะ ประเทศเรากำลังจะเข้า AEC เราอยู่ในยุคที่ต้องมีการสร้างรถไฟความเร็วสูงหรือปานกลางก็เถอะ เราไม่ได้บอกว่าในโลกนี้ไม่เคยมีพรรคการเมืองจากทหารที่ทำงานได้ดี แต่สำหรับเรารัฐบาลชุดนี้แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขนาดเราว่าเราพอเข้าใจถึงเหตุผลในการซื้อเรือดำน้ำ เข้าใจนโยบายต่างประเทศที่เขาทำ แต่ก็คิดว่าเขาแก้ปัญหาไม่ตรงจุดอยู่ดี

 

แน่นอนว่าเราอยากเลือกตั้ง เราโตขึ้นก็มีวุฒิภาวะมากขึ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นก้าวของความเป็นผู้ใหญ่ รู้สึกว่าคนรุ่นเรามีความรู้สึกร่วมกันเรื่องความอยากที่จะเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เราก็เลยอยากได้แขนขาเราคืนมาบ้าง พูดตรงๆ ส่วนตัวผมเองอ่านมามากอยู่ พอเข้าใจและไม่ได้ต้องการเสรีภาพ 100% หรอกครับ เราแค่อยากมีส่วนในการหาตรงกลางเท่านั้นเอง

เราหมดความสนใจในการเมือง เพราะช่วงหนึ่งสังคมเหมือนบังคับให้เราต้องเลือกข้าง แล้วพอมีการเลือกมันก็กลับไปเป็นสถานการณ์เดิมๆ อีก เราก็เลยรู้สึกหมดหวัง หลายๆ คนน่าจะเป็นแบบเราคือรู้สึกว่าเรียกร้องไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า

 

น้ำฝน อายุ 24 ปี: ทนายความ เคยเลือกตั้งหนึ่งครั้งแต่เป็นโมฆะ

เห็นว่าการเมืองเป็นสิ่งควรมีนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นใครจะบริหารประเทศล่ะ เมื่อก่อนไม่รู้สึกว่าไกลตัวเท่าตอนนี้ เพราะเราเลือกจะถอยไปเอง เรารู้สึกว่ารับรู้มากๆ แล้วมันเหนื่อย มันไม่เป็นตามทฤษฎีที่ควรจะเป็น บางทีเราก็อยากให้เขาบอกไปเลยว่าจะนิยามการปกครองของเราเป็นระบอบไหน เราจะโอเคถ้าเขาพูดตรงๆ

 

เรารู้สึกว่ารัฐบาลไม่มีศักยภาพมากพอ อันนี้เราพูดแบบคนที่เกือบไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะขึ้นมาได้ยังไง แต่เรารู้แค่ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐในตอนนี้ รู้สึกว่าเขาเห็นว่าประชาชนไม่รู้เรื่องมากเกินไป ซึ่งเราไม่ชอบ

 

เราย้ำอีกทีว่าเราเป็นคนที่ไม่สนใจ แต่เราเชื่อในการเลือกตั้ง เหมือนเป็นการเริ่มต้นในสิ่งที่ถูกต้อง เราเชื่อในระบบใครจะเข้ามาคุณก็ทำให้มันถูกต้อง ให้ระบบของมันทำงานของมันไป เราหมดความสนใจในการเมือง เพราะช่วงหนึ่งสังคมเหมือนบังคับให้เราต้องเลือกข้าง แล้วพอมีการเลือกมันก็กลับไปเป็นสถานการณ์เดิมๆ อีก เราก็เลยรู้สึกหมดหวัง หลายๆ คนน่าจะเป็นแบบเราคือรู้สึกว่าเรียกร้องไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า

เอาเข้าจริงๆ มันเป็นการวางแผนที่นานมากนะครับ ถ้าคุณคิดจะทำจริงๆ คุณก็ควรจะดึงคนที่เขาต้องมีส่วนร่วม และต้องใช้แผนนี้จริงๆ มีโอกาสได้กำหนดอนาคตตัวเองบ้าง วันนี้เขาอายุ 20 อีก 20 ปีเขาอายุ 40 เป็นวัยกลางคนเขาก็ควรจะได้กำหนดว่าเขาอยากได้อะไร

 

ณัฐ-ณัฐภัทร เนียวกุล อายุ 25 ปี: นักวิเคราะห์นโยบาย เคยเลือกตั้งหนึ่งครั้ง

ส่วนตัวผมคิดว่าเอาจริงๆ แล้วคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมค่อนข้างน้อยนะครับ ทั้งเรื่องแสดงความคิดเห็น และยิ่งทำกิจกรรมยิ่งทำไม่ได้เลยด้วยนโยบายของ คสช. แต่ว่าเรามีความกระตือรือร้นมากขึ้นแน่นอน ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้วปี 54 เพราะโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กทำให้เรามีอิสระในการแสดงความเห็นมากขึ้นมาทดแทน ถึงแม้จะออกมาไม่ได้แต่ก็ยังมีทิศทางที่ดีมากขึ้น

 

ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสทำงานกับคนรุ่นใหม่ด้วยกัน หลายๆ ครั้งเวลาที่ถามหรือพูดคุยด้วย ผมว่าการที่เขาจะกลับมาสนใจ เราต้องมีพื้นที่ให้เขาแสดงออก หรือง่ายๆ คือทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดไปมีคนรับฟังเท่านั้นเองครับ คือถ้าพูดไปแล้วไม่มีใครฟัง เขาก็เลือกไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อเขามากกว่าครับ

 

ผมรู้สึกว่าการเลือกตั้งเป็นจุดเริ่มต้นบางอย่างครับ คือเราไม่สามารถบอกได้หรอกว่าการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาทุกอย่างของประเทศ มันไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นบางอย่างให้กับสังคม อย่างน้อยก็ให้เราสามารถกำหนดอนาคตบางอย่างเองได้ เป็นการแสดงออกช่องทางหนึ่งที่เราทำได้ เป็นการทำให้ต่างประเทศเชื่อมั่นด้วย ขณะเดียวกันก็อยากให้รัฐบาลในตอนนี้สร้างความเชื่อมั่นด้วยการกำหนดทิศทางหรือระบุให้ชัดเจนว่าประเทศจะเข้าสู่การเลือกตั้งเมื่อไร จากนั้นเราก็เข้ามาดูกันว่าเราได้รัฐบาลที่ออกมาหน้าตาเป็นยังไง มีช่องทางที่ให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นมากแค่ไหน เพราะที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่ไม่อยู่ในสภาวะปกติมีสิทธิ์ที่จะทำให้เราได้รัฐบาลที่ยอมให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเท่าที่ควรครับ

 

สำหรับ 4 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าไม่มีใครอยากเห็นการรัฐประหารหรอก แต่ในเมื่อเกิดไปแล้วโดยรัฐอ้างถึงการปฏิรูป สิ่งที่เห็นในปัจจุบันเราก็ได้กระดาษที่เป็นแผนมาหลายฉบับ แต่เราก็ยังไม่เห็นในแง่การกระทำที่มีทิศทางชัดเจนนะครับ อย่างเรื่องคอร์รัปชันก็ยังมีให้เห็นอยู่ เราไม่ได้บอกว่ามันจะแก้ได้ภายในรัฐบาลเดียวหรอก แต่ก็เห็นว่ามันไม่ได้เกิดจากที่คนบอกว่าเป็นเพราะการเมืองในอดีตอย่างเดียว ภายใต้ข้าราชการของรัฐบาลชุดนี้มันก็ยังมีการทุจริตไงครับ ความหวังในการปฏิรูปที่คนคาดหวังหลายๆ เรื่องที่ท่านอยู่ในบริบทที่จะเข้าใจและแก้ได้ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้

 

ขณะเดียวกันเมื่อมองถึงแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เราควรจะให้ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการออกแบบหรือวางแผนมาก เพราะเอาเข้าจริงๆ มันเป็นการวางแผนที่นานมากนะครับ ถ้าคุณคิดจะทำจริงๆ คุณก็ควรจะดึงคนที่เขาต้องมีส่วนร่วม และต้องใช้แผนนี้จริงๆ มีโอกาสได้กำหนดอนาคตตัวเองบ้าง วันนี้เขาอายุ 20 อีก 20 ปีเขาอายุ 40 เป็นวัยกลางคนเขาก็ควรจะได้กำหนดว่าเขาอยากได้อะไร เขาต้องการความมั่นคงในเรื่องใดบ้างครับ

คนรุ่นใหม่กำลังจะกลายเป็นคนรุ่นเก่าในเร็วๆ นี้ ก่อนที่จะมีคนที่ใหม่กว่าคุณโตขึ้นมา แล้วเขาอาจจะด่าคุณก็ได้ว่าคุณไม่เห็นสนใจประเทศเลย หรือคุณนี่หัวโบราณมากๆ เราเองก็ต้องตัดสินใจกันเองว่าอยากให้เขาด่าเราแบบนั้นหรือเปล่า

 

แฟรงค์-เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อายุ 21 ปี: นักศึกษา ยังไม่เคยเลือกตั้ง

ผมมองการเมืองไทยเป็นเรื่องน้ำเน่าอย่างหนึ่ง อย่างที่หลายคนคงเชื่อแบบนั้น และเป็นจริงๆ ด้วย คือเราสามารถมองย้อนกันไปตั้งแต่ปี 49 ถึง 57 บทก็คือมีความขัดแย้ง แล้วก็จบด้วยการรัฐประหาร ก่อนหน้านี้เราอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมายาวนานพอๆ กับรัฐบาลประชาธิปไตยหรือมากกว่า สิ่งที่น่าเสียดายคือ ตอนนี้เราอาจจะมีโซเชียลมีเดีย มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น มีความตื่นตัวกันมากขึ้น แต่พอมีการรัฐประหาร มีการควบคุมจากรัฐ เราก็ไม่ได้เห็นการรวมกลุ่มหรือแสดงความเห็นทางการเมืองมากนัก เราก็ไม่เห็นการเมืองใหม่สักที เหมือนเราพายเรือวนในอ่างในวังวนเดิมๆ

 

ผมว่า 4 ปีที่ผ่านมาเราเห็นกันแต่ความฉลาดของรัฐบาลนะครับ คือท่านนายกสามารถให้คีย์เวิร์ดใหม่ๆ กับเราตลอด แล้วเราก็ต้องวิ่งไปตีความกันว่ามันคืออะไรเช่นคำว่า คืนความสุข ไทยนิยม 4.0 พลังดูด เราก็ต้องมาแสดงความคิดเห็นมาเถียงกันถึงเวิร์ดดิ้งของท่านว่ามันผิดนะ เถียงกันว่ามันล้มเหลวหรือได้ผลต่างๆ นานา โดยที่เราอาจจะลืมไปว่าตามหลักการจริงๆ แล้วหัวข้อที่เราต้องคุยกันจริงๆ คือที่ท่านเข้ามามันผิดจากระบบปกติไปแล้ว เราควรโฟกัสตรงนั้นแต่เราก็ไปมองกันผิดจุดซะส่วนมาก ท่านก็ยิ่งรักษาตำแหน่งสบายๆ ใครที่บอกว่าท่านไม่รู้ผมว่าท่านรู้ว่าท่านกำลังทำอะไร ผมก็เลยบอกว่า 4 ปีที่ผ่านมาผมเห็นแต่ความฉลาดของพลเอก ประยุทธ์ ครับ

 

ผมคิดว่าการเลือกตั้งก็แก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง เราจะได้เห็นตัวละครใหม่ๆ เห็นบทใหม่ๆ เราไม่รู้ว่าจะมีพระเอกนางเอกใหม่ๆ หรือเปล่า จริงๆ เป็นเรื่องน่าสนุกเลยล่ะ เราเห็นการทำประชานิยมที่เข้าถึงและเข้าใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ที่หวังไว้มากกว่านั้นคือเราจะทำยังไงกับรัฐธรรมนูญปี 60 แล้วคนรุ่นใหม่น่าจะสามารถมองไปถึงการก้าวข้ามความนิยมตัวบุคคลได้ ไม่ใช่มองว่าตัวละครนี้ดี-เลวยังไง ผมคิดว่าไม่ว่าผลออกมาเป็นยังไงจะมีปัญหาอีกหรือไม่คนรุ่นใหม่น่าจะสามารถไปถึงการคุยกันเรื่องกติกาได้แล้ว คือสามารถมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างได้แล้วครับ

 

ความหวังของผมตอนนี้คือการทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วย shape สังคมได้ครับ เราอยู่ในยุคที่รับรู้ข้อมูล และสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้มากมาย ทำให้มีความคิดที่หลากหลายซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ตอนนี้ส่วนตัวผมก็ขายหนังสือทั้งแปลและเขียนเองเพื่อให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงขายเสื้อด้วย ที่เราทำเพราะเราไม่ต้องการให้ใครมาหาว่าเราไม่เข้าใจการทำงานกับคน ไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจหรือง่ายๆ ว่าไม่เข้าใจโลกนั่นแหละ ที่สำคัญเราต้องการให้ทุกคนที่ทำมีความภูมิใจในน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ผมต้องการให้ทีมของเราทุกคนเริ่มจากความภูมิใจครับ แล้วทุกอย่างจะมีคุณค่า

 

สิ่งที่เราทำก็ต้องใช้เวลา เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ว่าคุณออกมาประท้วงแล้วจะเปลี่ยนแปลงเลย ไม่ใช่ว่าการประท้วงไม่ดีนะ ทุกสังคมที่มีคนสนใจบ้านเมืองคือสังคมที่ดีทั้งนั้นแหละครับ แต่ผมต้องการอิสระในการสร้างสังคมที่ดีในระยะยาวในแบบของผมเอง ผมไม่อยากให้คนรุ่นใหม่หรือคนอื่นๆ อยู่ในภาวะที่มองอยู่แค่อนาคตหรืออุดมคติ คือคิดว่าสังคมไม่ว่ายังไงก็จะดีขึ้นเอง หรือยังไงก็ไม่ดีอยู่แบบนั้น โดยที่สักวันจะมีใครสักคนไปเปลี่ยนแปลงมัน ผมไม่อยากให้เราต้องคิดว่ารอคนออกมาเปลี่ยนแปลงเหมือน 14 ตุลาฯ ผมอยากให้มีสักคนที่มองปัญหาแบบที่มันเป็นจริงๆ ณ ปัจจุบัน และให้เราพยายามแก้ปัญหาบนพื้นฐานความจริงกันในตอนนี้ครับ

 

คำว่าคนรุ่นใหม่เนี่ย จริงๆ มีอายุสั้นมากนะครับ เรามีเวลาไม่กี่ปีหรอกที่จะเคลมว่าตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่

 

คนรุ่นใหม่กำลังจะกลายเป็นคนรุ่นเก่าในเร็วๆ นี้ ก่อนที่จะมีคนที่ใหม่กว่าคุณโตขึ้นมา แล้วเขาอาจจะด่าคุณก็ได้ว่าคุณไม่เห็นสนใจประเทศเลย หรือคุณนี่หัวโบราณมากๆ เราเองก็ต้องตัดสินใจกันเองว่าอยากให้เขาด่าเราแบบนั้นหรือเปล่าครับ

 

 

ก้าวต่อไปของคนรุ่นใหม่ ก้าวต่อไปของประเทศไทย

จากการพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งที่มีมิติความสนใจทางการเมืองต่างกัน คงไม่สามารถสรุปได้ว่านี่คือเสียงสะท้อนทั้งหมด แต่ที่พอจะบอกได้คือ ความตื่นตัวและความเข้าใจในภาคสังคมที่มากขึ้นจากทศวรรษแห่งความขัดแย้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

 

คำถามคือ เมื่อคนหนุ่มสาวหันมาสนใจบ้านเมืองมากขึ้น ด้วยประสบการณ์และวัยวุฒิ บวกกับความพร้อมที่จะขึ้นมาเป็นกำลังและทรัพยากรของประเทศ สังคมจะมอบสิทธิในการเข้าถึงอำนาจทางการเมืองที่สง่างามให้พวกเขาเมื่อไร แล้วถ้ายัง บทบาททางการเมืองของคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์ที่ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร จะอยู่ตรงไหน?

 

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและอินเทอร์เน็ตเบิกทางปัญญา รวมทั้งความลวงให้คนเข้าถึงโดยง่าย ทุกการแสดงออกที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องก้าวร้าวหรือรุนแรงจนไปถึงหมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่มีพื้นที่ในสังคมให้เสียงของคนหนุ่มสาวเหล่านั้นได้แสดงออก

 

สังคมไทยยังต้องค้นหาคำตอบต่อไป เพราะเมื่อมีคนรับฟัง พวกเขาก็ไม่ต้องตะโกนเสียงดังมากกว่าปกติ เมื่อมีคนรับฟัง พวกเขาก็ยังพบว่ามีความหวัง และอย่าลืมว่าสุดท้ายความหวังของคนหนุ่มสาวนั้น เท่ากับความหวังของประเทศชาติเอง หรือเราจะทำแค่ ‘ก่นด่า’ ความรุนแรงของเด็กสมัยนี้กันต่อไป

 

สิ่งที่ประเทศกูไม่มี คนต้องจ่ายค่าอิสรภาพไม่ฟรี

แค่มึงยืนงั่งๆ แค่มึงนั่งก็โดนจับ

ถ้ามึงพูดไม่เข้าหูมึงก็เสี่ยงโดนปรับทัศนคติ”

 

ส่วนหนึ่งจากเพลง สิ่งที่ประเทศกูไม่มี จากศิลปิน Liberate P สะท้อนความอึดอัดต่อสังคมส่วนหนึ่งของคนรุ่นใหม่

 

อ้างอิง:

The post โดนเทเลือกตั้ง ความหวังยังเหลืออยู่ไหม? สำรวจมุมมองคนรุ่นใหม่ต่อการเมืองไทยหลัง 4 ปีรัฐประหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/4-years-coup-government-in-new-gen-opinion/feed/ 0
เนติวิทย์ ชวนผู้เข้าร่วมประชุมเสรีภาพระดับโลกที่ออสโลชูสามนิ้ว หลังกล่าวปาฐกถา https://thestandard.co/netiwit-chotiphatphaisal-three-fingers-symbolic-in-human-rights-foundation-conference/ https://thestandard.co/netiwit-chotiphatphaisal-three-fingers-symbolic-in-human-rights-foundation-conference/#respond Wed, 30 May 2018 11:42:27 +0000 https://thestandard.co/?p=94124

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ ‘เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล’ นิสิตคณะ […]

The post เนติวิทย์ ชวนผู้เข้าร่วมประชุมเสรีภาพระดับโลกที่ออสโลชูสามนิ้ว หลังกล่าวปาฐกถา appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ ‘เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล’ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาในงาน Oslo Freedom Forum 2018 เวทีระดับโลกในด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม ณ ออสโล ประเทศนอร์เวย์

 

โดยเนติวิทย์ได้รับคำเชิญผ่านอีเมลจาก Human Rights Foundation ให้เป็นหนึ่งในปาฐกถาของงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

เนติวิทย์ขึ้นปาฐกถาภายใต้หัวข้อ The Student VS The Military โดยเนติวิทย์ กล่าวว่าตนคงไม่ได้มาร่วมงานนี้ หากเข้าร่วมขบวนกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งและถูกจับกุมเสียก่อน ขณะเดียวกัน ได้กล่าวชื่นชมต่อกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่พยายามจะสร้างจิตวิญญาณประชาธิปไตยให้กับสังคม

 

จากนั้นได้บรรยายถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่พบเจอ ตั้งแต่การตั้งคำถามต่อระบบการศึกษา จนกระทั่งทหารได้เข้ามายึดอำนาจทางการเมือง ตนก็ได้เป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหว ซึ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนนักศึกษามักถูกควบคุมตัวเสมอ

 

นอกจากนี้เนติวิทย์ยังได้บรรยายถึงช่วงที่ตนเองได้เชิญ โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ชาวฮ่องกงให้มาบรรยายในประเทศไทย และพบว่า โจชัว หว่อง นั้นถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และยังกล่าวถึงเหตุการณ์การล็อกคอนักศึกษาเมื่อครั้งที่เป็นประธานสภานิสิตจุฬาฯ อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อรายละเอียดของประเพณีรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

 

เนติวิทย์ กล่าวอีกว่า ภายหลังเหตุการณ์นั้นทำให้ตนถูกปลดจากตำแหน่ง และได้รับการลงโทษ แม้ว่าทางฝั่งผู้บริหารจะถูกตำหนิและขอให้ทบทวนจากบุคคลมากมาย

 

ที่ผ่านมาตนได้ถูกตั้งข้อหามากมายเป็นผลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวเองก็เพิ่งทราบเมื่อเช้าว่ามีเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคดีจากการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้ง

 

ทั้งนี้เนติวิทย์ ได้ยืนยันจุดยืนว่า ยังจะยังพยายามเคลื่อนไหวในระยะยาวด้วยการแปลหนังสือ รวมทั้งเขียนหนังสือออกวางจำหน่าย พร้อมยังมีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในประเทศ และคนส่วนใหญ่มิได้เห็นชอบกับรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมเปิดโพสต์จากเฟซบุ๊กเพจสนับสนุนนายกรัฐมนตรีว่า มีคนไม่เห็นด้วยกับการรับตำแหน่งต่อไปของพลเอก ประยุทธ์ ถึง 90% มาประกอบคำกล่าวอ้างด้วย

 

ในช่วงท้ายของการบรรยายเนติวิทย์ได้เชิญชวนให้ทุกคนในห้องได้ลุกขึ้นและชูสามนิ้ว โดยกล่าวว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่รัฐบาลหวาดกลัว และเตือนว่าถ้าทำที่เมืองไทยมีสิทธิ์ที่จะโดนจับ แต่คาดว่าคงไม่ถูกจับกุมที่นี่ จากนั้นผู้ร่วมงานหลายคนก็ได้ลุกขึ้นยืนชูสามนิ้วกับเนติวิทย์ด้วยเช่นกัน

The post เนติวิทย์ ชวนผู้เข้าร่วมประชุมเสรีภาพระดับโลกที่ออสโลชูสามนิ้ว หลังกล่าวปาฐกถา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/netiwit-chotiphatphaisal-three-fingers-symbolic-in-human-rights-foundation-conference/feed/ 0
4 ปี คสช. กับภารกิจของ 2 โฆษก ‘ไก่อู-ปิยพงศ์’ แม้เหนื่อย ก็ต้องทำ https://thestandard.co/thestandarddaily-sansern-kaewkamnerd-piyapong-klinpan/ https://thestandard.co/thestandarddaily-sansern-kaewkamnerd-piyapong-klinpan/#respond Mon, 28 May 2018 12:48:39 +0000 https://thestandard.co/?p=93853

ส่งท้าย 4 ปี คสช. ผ่านรายการ THE STANDARD Daily ที่ต้อง […]

The post 4 ปี คสช. กับภารกิจของ 2 โฆษก ‘ไก่อู-ปิยพงศ์’ แม้เหนื่อย ก็ต้องทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ส่งท้าย 4 ปี คสช. ผ่านรายการ THE STANDARD Daily ที่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้รับฟังทุกฝ่าย กับบทสัมภาษณ์ 2 โฆษกจากรัฐบาล และ คสช.

 

สนทนาผ่านเส้นเรื่อง ภายใต้ธีม ‘4 ปีประเทศไทยใต้เงา คสช.’ กับ เสธ. ไก่อู พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ประกบคู่มากับ เสธ. เล็ก พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 และทีมโฆษก คสช.

 

ลองไปฟังดูว่าความสำเร็จของ คสช. ผ่านสายตา 2 โฆษก มีอะไรบ้างในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา แล้วที่ยังไม่สำเร็จ มีอุปสรรคอะไรกันแน่ ตลอดจนคำถามถึงความรู้สึกต่อสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้และวันข้างหน้า พร้อมกับคำถามตรงๆ ว่าถ้าต้องเลือกตั้ง อยากให้ ‘พลเอก ประยุทธ์’ เป็นนายกฯ ต่อไหม

 

 

ก่อนอื่น อยากให้ทั้งสองท่านนิยามตัวเอง และแนะนำตัวก่อน

พลโท สรรเสริญ – กระผมพลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่เป็นทางการก็เรียกว่า ไก่อู หรือแล้วแต่คนจะเรียกเช่น อู ไอ้อู สุดแล้วแต่อารมณ์ เป็นผู้ชายชอบออกกำลังกาย รักครอบครัว ชอบอยู่กับหมา ชอบเพลงลูกทุ่ง

 

พลตรี ปิยพงศ์ – ผมพลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธ์ุ เป็นทีมโฆษกของ คสช. ชื่อเล่น เล็ก ชีวิตส่วนใหญ่ก็อยู่ต่างจังหวัด 2 ปีมานี้เพิ่งมาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เป็นทหารบ้านนอกที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ

 

เป็นเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน

 

พลตรี ปิยพงศ์ – รุ่นเดียวกัน เป็น นตท.รุ่นที่ 23 นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 34 เป็นรุ่นเดียวกัน แต่พี่ไก่อูเรียนเก่งกว่า เลือกที่ลงก่อน ผมก็เลือกทีหลังก็ไปอยู่แถวๆ ชายแดน การทำงานพี่ไก่อูก็จะมีประสบการณ์การทำงานการเมืองที่เกี่ยวข้องกับระดับนโยบายมาเป็นสิบๆ ปี มีประสบการณ์มากกว่า มียศพลโทก็มีความอาวุโสกว่า อยู่ในสถาบันด้วยกัน 7 ปี

 

ถามพลโท สรรเสริญ เป็นโฆษกมาตั้งแต่ยุค คมช. มาเป็นโฆษกกองทัพบก จนถึงยุคของ ศอฉ. แล้วก็ คสช. แล้วก็มาเป็นโฆษกรัฐบาล เป็นอันไหนยากที่สุด

พลโท สรรเสริญ – รัฐบาลสมัยนี้นี่แหละครับ สาเหตุเพราะว่าสมัยก่อนเป็นงานเกี่ยวกับด้านความมั่นคง เรื่องตั้งแต่ปี 49 มันเป็นเรื่องของทหารและความมั่นคงล้วนๆ ซึ่งอยู่ในสายเลือด แต่คราวนี้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ต้องไปอ่านเพิ่ม ท่อง ต้องเข้าใจ ต้องท่องจำ และเล่าเรื่องต่อได้ รู้สึกอลหม่านอยู่ตลอดเวลา

 

ล่าสุดต้องทำการบ้านเพื่อมาเล่าเรื่องอะไรครับ

 

พลโท สรรเสริญ – สองสามวันนี้ก็ทอล์กออฟเดอะทาวน์เรื่องน้ำมัน เรื่องภาษีที่จะเพิ่มขึ้น เรื่องที่ปล่อยข่าวว่าท่านนายกฯ ได้บอก น้ำมันแพงก็ไปเติมน้ำเปล่าสิ อะไรประมาณนี้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ถ้าเราใช้ดุลพินิจเราก็จะรู้ว่ามันไม่จริง แต่โลกโซเชียลมันไปได้เร็ว และมีคนปั่นกระแสด้วย ว่ามันดูน่าเชื่อถือ

 

ของพลตรี ปิยพงศ์ ก็ดูแลด้านความมั่นคง

พลตรี ปิยพงศ์ – มันก็ต้องดูนโยบายของผู้บังคับบัญชาว่าได้ให้ไว้อย่างไรบ้าง ไปอธิบายสังคมก็ควรสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใหญ่ได้พูด เราก็คงต้องติดตามฟังทั้งนโยบายข่าวสารข้อมูลประกอบ อะไรที่เราต้องอธิบายเราก็ต้องแนบไปด้วยความแม่นยำถูกต้อง บางทีก็ต้องอ่านหนังสือด้วยแต่ไม่หนักเท่าพี่ไก่อู แต่แกนหลักคือเรื่องความมั่นคง การดำเนินการขอ งคสช. ในการสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดิน ดูแลประชาชนได้อย่างราบรื่น ฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคง การบริหารจัดการในระหว่างนั้น เราก็ต้องอธิบายไปว่าตอนนั้นเขาทำอะไรไป

 

อย่างกรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เราก็อธิบายก่อนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ใช้กฎหมายปกติ มีขั้นตอนปฏิบัติอย่างนี้ เราก็ต้องอธิบายข้อเท็จจริงไปในระยะเวลานั้นๆ ซึ่งมีความสำคัญ

ท่านเป็นคนคาดหวังว่ามันจะดี มันจะต้องไปได้ มันจะต้องแก้ไขได้ ดังนั้นเราในฐานะที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย เป็นน้องด้วย ก็ตั้งใจทำเต็มที่ ส่วนมันจะดีไม่ดีเจ๋งไม่เจ๋งก็ไม่ว่ากัน

 

ทุกวันนี้รับคำสั่งจากนายกฯ ในฐานะหัวหน้าของ ครม. โดยตรงหรือเปล่าครับ

พลโท สรรเสริญ – ใช่ครับ นอกจากที่เราต้องเก็บรวบรวมคิดเองแล้ว นายกฯ ก็กรุณาสั่งการเพิ่มเติมด้วย เพราะว่าท่านเหนือมนุษย์ มีความรู้สึกว่าท่านสนใจทุกเรื่องทุกอย่าง ท่านแบกไว้หลายเรื่อง

 

ท่านเป็นคนคาดหวังว่ามันจะดี มันจะต้องไปได้ มันจะต้องแก้ไขได้ ดังนั้นเราในฐานะที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย เป็นน้องด้วย ก็ตั้งใจทำเต็มที่ ส่วนมันจะดีไม่ดีเจ๋งไม่เจ๋งก็ไม่ว่ากัน

 

ลองพูดแบบอารมณ์น้องพูดถึงพี่ ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นทหารนะ นายกฯ เป็นคนอย่างไร

พลโท สรรเสริญ – ตัวพี่อาจจะโชคดี ท่านไม่ค่อยโมโห แต่ท่านนายกฯ เป็นคนที่อยู่ที่ไหนก็เป็นคนอ่านง่าย เพียงแต่ว่าโชคดี อาจจะไม่โดนท่านดุ เพราะว่าท่านคงไม่อยากให้เรารู้สึกเกร็ง เสียขวัญ แล้วก็อึดอัด

 

นายกฯ ไม่ชอบให้มาถามอยู่ตลอดเวลา ว่าเรื่องนี้เอาไง เพราะทุกคนมีสมองก็ต้องช่วยกันคิด ถ้าทำตามสั่งอย่างเดียวก็ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม ท่านเป็นคนรับฟัง เราบอกท่านได้ ทักท้วงได้

 

เพียงแต่ว่าทหารก็จะมีลักษณะอยู่แบบหนึ่ง เราเป็นน้อง เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา จะเล่าเรื่องอะไรให้ผู้บังคับบัญชาฟังจะไปด้นประมาณสัก 5 นาที 10 นาที มันคงจะไม่ไหว มันก็ต้องหาวลีสั้นๆ หรืออธิบายความสั้นๆ ให้ท่านสามารถเข้าใจและก็รู้เรื่องได้ มันเป็นเรื่องที่เป็นทุกคน ถ้าพูดกับทหารก็ต้องอย่างนี้ เวลาพูดกับผู้บังคับบัญชาต้องสั้นๆ ชัด ได้ใจความ

 

พลตรี ปิยพงศ์ – ท่านเป็นคนชอบอ่านหนังสือและใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท่านระมัดระวังในเรื่องของการแสดงออกในหลายๆ เรื่อง การดูแลตัวเอง หรือการรักษาภาพลักษณ์ ภาพพจน์ ก็ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชา เป็นพี่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีในยุคปัจจุบัน

ไม่กล้าอธิบายว่าท่านจะลงการเมืองหรือไม่ลง แต่ถ้าท่านจะลงก็สุดแท้แต่ท่าน เป็นสิทธิของท่าน

 

ถามตรงไปตรงมา ถ้าต้องเลือกตั้ง อยากให้ท่านนายกฯ เป็นนายกฯ ต่อไหม

พลตรี ปิยพงศ์ – ให้ผมตอบใช่ไหม คือผมอาจไม่ค่อยสันทัดในเรื่องของงานการเมืองนะครับ เพียงแต่ว่าเรามองว่าปัญหาบ้านเมืองน่าจะยังมีอยู่พอสมควร ที่ต้องการการแก้ไข แล้วก็ต้องดูว่าใครที่จะสานต่องานที่กำลังดำเนินงานมาได้ แล้วก็ไปได้ เพื่อนำพาชาติบ้านเมืองผ่านช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้ เราก็ต้องนิยม คือเราอาจจะใกล้ชิดกับท่านมาพอสมควร รู้ความรู้สึกของท่าน คือความจริงใจที่จะทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมืองหรือคนในประเทศ แล้วก็มองอนาคต ส่วนความรู้สึกส่วนตัว ก็… มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ที่เราสนับสนุนผู้นำประเทศที่จะนำพาประเทศไปในทางที่ดี ส่วนความคิดเห็นของคนอื่นๆ หรือตัวท่านเอง ผมก็ขออนุญาตไม่ไปก้าวล่วง อันนี้อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผม

 

พลโท สรรเสริญ – ถามว่าอยากให้ท่านเป็นนายกฯ ต่อไหม อยาก แต่ไม่รู้ว่าครรลองวันข้างหน้าเป็นอย่างไร แต่ถ้าถามส่วนตัวนะ อยาก อยากเพราะว่าผู้บังคับบัญชาเรา พี่เรา ทุ่มเทตั้งใจที่จะทำ ไม่ค่อยเห็นเยอะนักนะที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงรู้เกือบทุกเรื่อง รู้แบบเข้าใจ ไม่มั่ว ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก แล้วก็ไม่ใช่เจ๋งแต่ลีลาหรือคำพูด แต่พยายามทำตามที่พูดจริงๆ มีความเด็ดขาดถ้าจำเป็นต้องเด็ดขาด ถ้าในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงามก็สามารถทำได้ ดังนั้นถ้าถามส่วนตัวอยากให้เป็นไหม ถ้าชาติบ้านเมืองมันดีขึ้นก็อยากให้เป็นนะ

 

ไม่เป็นห่วงท่านเหรอว่าท่านเหนื่อย

พลโท สรรเสริญ – นอนแล้วก็หาย อาบน้ำแล้วก็หาย คิดว่าแบบนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องผลักดันให้เป็นนะ ถามส่วนตัวก็ตอบส่วนตัว ไม่กล้าอธิบายว่าท่านจะลงการเมืองหรือไม่ลง แต่ถ้าท่านจะลงก็สุดแท้แต่ท่าน เป็นสิทธิของท่าน  

 

แต่แน่นอนว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้ามายึดอำนาจของ คสช. ก็บอกว่าอาสาเข้ามาเองนี่ ในเมื่อต้องเข้ามาอย่างนี้ก็ต้องเหนื่อยหรือเปล่า

พลโท สรรเสริญ – ก็ไม่ได้ปฏิเสธไง ไม่ได้ปฏิเสธว่าเหนื่อยแล้วไม่สู้ เหนื่อยแล้วสู้

ถามว่า ไม่เข้ามาได้ไหม ถ้ามันมีวิถีทางอื่นที่จะทำได้ ก็ไม่ได้อยากเข้ามา มันมีวิธีอื่นไหมล่ะ วันที่บ้านเมืองมันเกิดปัญหาวุ่นวายเมื่อปี 57 เข้ามาปุ๊บปั๊บเลยหรือเปล่า หรือว่าทิ้งเวลาเนิ่นนาน มาจนทุกคนเกิดความรู้สึกว่าอ่อนล้า มันจะไปอย่างนี้อีกนานเท่าไร จึงเข้ามามิใช่หรือ

 

พลตรี ปิยพงศ์ – ในสถานการณ์แบบนั้น ผมว่าถ้าเป็นใครก็ต้องคิดเหมือนกัน ต้องนำพาชาติบ้านเมืองให้พ้นจากวิกฤต พ้นจากการต้องมาทะเลาะเบาะแว้ง ลอบทำร้ายกันด้วยอาวุธ ละเมิดกฎหมาย มันทำหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นจนรู้สึกว่าบ้านเมืองเราบอบช้ำกันขนาดนี้หรือ เราก็รู้สึกถึงหลายๆ ส่วน

 

แล้วการที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือผู้บัญชาการกองทัพได้ตกลงใจไปครั้งหนึ่ง ผมเห็นว่าท่านก็ได้วิเคราะห์ประมวล คิดอย่างรอบคอบแล้ว ต่อการที่เอาตนเองเข้าไปตัดสินปัญหาต่างๆ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ มันก็เป็นจุดวิกฤตหนึ่งที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ แล้วก็ทำให้กองทัพต้องเข้ามามีส่วนร่วมเข้าแก้ปัญหาบ้านเมืองจนมาถึงเวลานี้

 

แต่ว่าโอเคล่ะ ความเป็นประชาธิปไตยของคนอาจมีความรู้สึกว่าเข้ามาไม่ถูกต้องก็ได้ ต้องถามคำถามกลับว่าแล้วเวลานั้น เราจะแก้ปัญหาอย่างไร หรือปล่อยให้ประเทศเดินไปอย่างไร ยัง ยังไม่มีใครตอบตรงนี้ว่า ก็ปล่อยให้เสียหายไป บ้านเมืองพัง ทะเลาะเบาะแว้งเข่นฆ่ากัน หรือว่าปิดกั้นถนนอยากทำอะไรก็ทำ เอายางรถยนต์มากั้น อยากจะก่อไฟตรงนู้น จุดไฟตรงนี้ นึกทำอะไรไม่เคารพกฎหมาย ไม่ฟังใคร ความเป็นคนไทยที่อาจมีบรรพบุรุษรากเหง้าเดียวกันด้วยซ้ำก็มาทะเลาะเบาะแว้งกันในรุ่นเรา มาฆ่าแกงกันโดยไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดชังอะไรเลย จากคิดเห็นต่างกันเท่านั้นเอง เราจะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นเชียวหรือ แล้วใครจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้

 

มองย้อนไปก็เข้าใจ ว่าตอนนั้นมีคนสนับสนุนเชียร์ให้มีใครสักคนออกมาดูแลเรื่องนี้ แน่นอนว่าเป็นใครไม่ได้ถ้าไม่ใช่ทหาร แต่ ณ วันนี้ มัน 4  ปีแล้วครับ ถ้าเป็นการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยก็ครบเทอมแล้ว ถ้าจะไปเลือกกุมภาพันธ์ปีหน้า มันก็จะ 4 ปีกว่า ในมุมของทั้ง 2 ท่าน ในฐานะตัวแทน คสช. คิดว่าพอหรือยัง หรือมีปัญหาอีกเยอะที่คิดว่ามันยังไม่พอ

พลตรี ปิยพงศ์​ – ผมอาจจะตอบว่าพอ หรือ ไม่พอ ไม่ได้ แต่เรากำลังเดินไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ทำประชามติมาแล้ว และเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ แล้วบรรยากาศของความปรองดองมันก็ค่อยๆ เดินหน้าไปดีขึ้น เราไม่ต้องมาคว้ามีดไล่ฟันกันกลางถนน มาทำร้ายทำลายกัน

ถามว่าทำอย่างไร เราแยกหน่วยที่ดูแลเรื่องนี้ออกจากกัน ระหว่างหน่วยปฏิบัติกับหน่วยกำกับดูแล ถ้าเราเป็นคนปฏิบัติแล้วเรากำกับดูแลตัวเองมันจะได้มาตรฐานไหม ไม่ได้มาตรฐานแน่

 

มีคนยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านมามันสงบ ไม่มีสีเสื้อ ไม่มีคนออกมาทะเลาะกัน แต่นอกจากเรื่องนี้ มีอะไรอีกที่เป็นผลงานที่รัฐบาล คสช. ทำสำเร็จ

พลโท สรรเสริญ – ถ้าพูดเรื่องผลงานต้องคุยกันถึงเช้ามืด อย่าง ICAO มาตรฐานความปลอดภัยในการบิน สมัยก่อนรัฐบาลนี้เข้ามาปัญหามันมีอยู่แล้ว เพียงแต่มันปะทุเพราะก่อนหน้านี้มันไม่มีการแก้ไขปัญหา วันนี้เราแก้ไขแล้ว ทำให้ ICAO รู้สึกสบายใจกับเรา ผ่อนคลายกติกาลงแล้ว

 

ถามว่าทำอย่างไร เราแยกหน่วยที่ดูแลเรื่องนี้ออกจากกัน ระหว่างหน่วยปฏิบัติกับหน่วยกำกับดูแล ถ้าเราเป็นคนปฏิบัติแล้วเรากำกับดูแลตัวเองมันจะได้มาตรฐานไหม ไม่ได้มาตรฐานแน่

คนปฏิบัติต้องคนหนึ่ง คนกำกับดูแลให้ตามกฎต้องอีกคนหนึ่ง วันนี้เราทำแล้ว

 

เรื่องประมง สมัยก่อนเรามีความรู้สึกว่าเราอยากออกทะเล อยากจับอะไรก็จับได้ไม่ว่ากัน

 

แต่สหภาพยุโรปกำหนดว่าถ้าประเทศไทยยังไม่ทำตามกติกาที่โลกเขายอมรับวันหน้าคุณจับปลาได้เท่าไรคุณต้องกินให้หมดภายในประเทศ

 

แล้วถามว่ามันยากไหมในการทำให้พี่น้องประมงในทะเลที่รู้สึกว่า ฉันทำผิดอะไร อยู่ดีๆ ฉันต้องทำประมงน้อยลง เลิกทำประมง มันเป็นสิ่งที่ยากแต่ทำสำเร็จ ถ้าไม่ใช่รัฐบาลนี้ทำยาก

 

แรงงานต่างด้าว สมัยก่อนมีลูกจ้างในบ้านเรา นายจ้างอาจวิตกกังวลว่าจะเอามีดมาปาดคอเราแล้วก็หนีหาย ขณะเดียวกันลูกจ้างต่างด้าวก็กังวลว่ามาทำงานในไทยเขาจะกดขี่เราไหม เขาจะเห็นว่าเราเป็นมนุษย์ที่หายใจมีชีวิตเหมือนกันไหม วันนี้ความรู้สึกเหล่านั้นหมดไป เพราะทุกคนอยู่ในระบบ ง่ายหรือยาก แรงงานต่างด้าว 3 ล้านคน วันนี้ขั้นตอนต่างๆ กำลังเดินไป นี่ใช้เวลาอธิบายแค่ 3 เรื่องนะ

จริงๆ ก็ไม่อยากพูดจะหาว่าไปซ้ำเติมเขา แต่ว่ามันเป็นโครงการที่ทำลายกลไกการผลิตสินค้าหลักของประเทศคือ ข้าว จะปลูกอะไรมาก็ได้ ข้าวดีไม่ดี ข้าวเจ๋งไม่เจ๋งได้ 15,000 หมด แล้วก็ได้สตางค์ในกระเป๋า ทุกคนรู้สึกมีความสุข แต่วันนี้ไม่ใช่ เราปลูกพืชโดยเอาการตลาดเป็นตัวนำ

 

อันไหนที่ภูมิใจที่สุด

พลโท สรรเสริญ – ภูมิใจทุกเรื่อง

 

พลตรี ปิยพงศ์ – การจัดระเบียบสังคม การทวงคืนคลองโอ่งอ่างเป็นคลองแรก เราเห็นสะพานเหล็ก การทวงคืนผืนป่า ทรัพยากรสาธารณะมากกว่า 4-5 แสนไร่ การขุดลอกคูคลอง มีการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชนคนยากจน ที่อยู่อาศัยสำหรับคนในชุมชนเมืองแฟลตดินแดงที่กำลังจะเข้าอยู่อาศัยในเร็วๆ นี้ การจัดระเบียบคลองลาดพร้าว การจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ รถรับจ้างสาธารณะ รถตู้ รวมทั้งเรื่องหวยที่ลงมาควบคุมให้ได้ 80 บาท

 

แต่ก็เอาล่ะ ยังมีบ้างที่ทำไม่สำเร็จ เร็วๆ นี้จะมีการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะเป็นรอบที่ 3 ที่จะเอาแอปพลิเคชันมาใช้ ทำให้ถูกกฎหมาย ยาเสพติดที่จับได้มากขึ้นก็แปลว่ามีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น การกวาดล้างอาวุธสงคราม ผู้มีอิทธิพล หลายเรื่องเราก็เห็นได้

 

พลโท สรรเสริญ – อีกเรื่องคือการจัดระบบขนส่งคมนาคม ในอดีตคนไม่อยากจะขึ้นรถไฟ แต่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าคนจะใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะรถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟทางคู่

 

การช่วยเหลือคนจนผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่หว่านแห สมัยก่อนรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ฝรั่งขึ้นฟรี คนมีเงินขึ้นฟรี คนไม่มีเงินก็ขึ้นฟรี ปัจจุบันคนได้รับความช่วยเหลือคือคนมีรายได้น้อยเท่านั้น เพราะขึ้นไปแล้วเอาบัตรรูด เราไม่ได้ช่วยแบบหว่านแห แต่เราช่วยแบบตรงตัวตรงคน

 

บัตรรัฐสวัสดิการซื้อของ อาจจะเงินไม่เยอะนัก เพราะว่าไม่มีอะไรหรอกที่เราสามารถจะดูแลชีวิตคนคนหนึ่งในประเทศไทยให้มันสบายไปตลอดชาติ

 

มันก็ต้องบรรเทาเบาแรงเบาความทุกข์ลงไปได้บ้าง เพราะฉะนั้นก็ใส่เงินลงไปในระบบ ก็เอาไปรูดสิ่งของที่จำเป็น

 

ทำไมไม่ให้เงินสด เพราะว่าเอาให้ไป บางคนอาจไปซื้อบุหรี่ ซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งมันไม่จำเป็น แต่ใช้บัตร คุณซื้อได้เฉพาะสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ชีวิต

 

กลับกันบ้าง ทีนี้มีอะไรที่ทำไม่สำเร็จ คือพยายามอยู่แต่มันไม่สำเร็จ

พลโท สรรเสริญ – มีครับ เรื่องสร้างเขื่อน ยังสร้างเขื่อนไม่สำเร็จเพราะยังมีเสียงต่อต้าน ซึ่งเราก็ไม่ได้ตำหนิ เพียงแต่ว่ามันต้องคำนึงถึงความเป็นจริง เราเปิดใจยอมรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน

 

เรื่องโรงงานไฟฟ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เราต้องแยกว่าโรงงานไฟฟ้าที่เกิดจากพลังงานหลัก กับพลังงานทดแทน

 

พลังงานหลักมีอะไรบ้าง มีน้ำมัน แก๊ส ถ่านหิน นิวเคลียร์ โดยน้ำมัน แก๊ส เรามีหลายโรงแล้ว และเราฝากชีวิตไว้กับ 2 อย่างนี้ไม่ได้ แต่นิวเคลียร์เราพร้อมแล้วหรือยัง ถ่านหินพอจะทำก็มีปัญหากัน เราก็ต้องฝากชีวิตไว้กับน้ำ ลม แสงแดด ซึ่งปัจจุบันเราก็รู้ว่าสภาพอากาศมันไม่แน่นอน

‘พี่ตู่’ บอกเสมอว่า เหนื่อยเดี๋ยวก็หาย ทำเพื่อชาติ คนเก่งมีเยอะแต่คนได้รับโอกาสมีไม่เยอะ เมื่อมีโอกาสมาถึงแล้วจงทำให้เต็มกำลัง

ภาพแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

4 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่เราได้ยินมากที่สุดคือคำว่าปฏิรูป อะไรบ้าง ที่เราปฏิรูปสำเร็จ หรือเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว

พลโท สรรเสริญ – ปฏิรูปแปลว่าอะไร แปลว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ใช่ จากหน้ามือค่อยๆ ตะแคงมือก็ใช่ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หรือค่อยๆ เปลี่ยนแปลงก็สุดแล้วแต่ สมัยก่อนเราพูดถึงเรื่องเกษตรเราก็ต้องได้ยินว่าใครอยากปลูกข้าวก็ปลูกข้าวกันใหญ่แล้วก็มีโครงการ

 

จริงๆ ก็ไม่อยากพูดจะหาว่าไปซ้ำเติมเขา แต่ว่ามันเป็นโครงการที่ทำลายกลไกการผลิตสินค้าหลักของประเทศคือ ข้าว จะปลูกอะไรมาก็ได้ ข้าวดีไม่ดี ข้าวเจ๋งไม่เจ๋งได้ 15,000 หมด แล้วก็ได้สตางค์ในกระเป๋า ทุกคนรู้สึกมีความสุข แต่วันนี้ไม่ใช่ เราปลูกพืชโดยเอาการตลาดเป็นตัวนำ

 

ปลูกอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องข้าวอย่างเดียว แต่ขอให้ขายได้ราคาดี โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำน้อย หรือเลี้ยงสัตว์ อันนี้คือการปฏิรูปด้านเกษตร แล้วมีหลายอย่างที่เราเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น เช่น พืชปลอดสารพิษ เพราะมีคนชอบอาหารชีวจิต ซื้อแล้วไห้ราคาสูงขึ้น อย่างนี้เรียกว่าปฏิรูปได้ไหม

 

เรื่องการคมนาคมวันนี้ รถไฟทางคู่กำลังเริ่มดำเนินการก่อสร้าง อย่างนี้เรียกว่าปฏิรูปไหม สรุปโดยรวมมันไม่มีอะไรหรอกที่บอกว่า 4 ปี เสร็จไม่เสร็จ มันบอกไม่ได้ การปฏิรูปมันมีการปฏิรูปไปเรื่อยๆ เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การปฏิรูปที่ผ่านมาบางอย่างเสร็จไปแล้ว บางอย่างเราทำในอดีต แต่ยังไม่เสร็จเราต้องทำต่อ บางอย่างเรากำลังจะเริ่มทำ บางอย่างเราวางแผนจะทำในอนาคต

 

พลตรี ปิยพงศ์ – ปฏิรูปกองทัพนี่ปฏิรูปไปเยอะเลย เอาที่ตัวบุคคล กำลังพลในกองทัพถูกเข้มงวดกวดขันเรื่องวินัย การทำงานร่วมกับส่วนราชการอื่น ภาคประชาชน การแสดงออกถึงความเป็นข้าราชการที่ดี การทำงานตามกรอบระยะเวลาตามอำนาจหน้าที่ การเคารพกฎหมาย แล้วกองทัพก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่โต ลดขนาด ลดอะไรหลายๆ ส่วน การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะมาใช้ในการป้องกันประเทศก็พิจารณาจากภัยคุกคามที่ต้องการดูแล เกิดการปฏิรูปไปด้วย

 

เพียงแต่ถามว่าวันนี้เสร็จหรือยัง ยังไม่เสร็จหรอก พอถึงเวลาเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์มันก็ต้องปฏิรูปไปอีก มันก็ต้องพัฒนาไปอีก เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการมีอาวุธไว้ใช้มันอาจมีราคาแพงขึ้น จำนวนน้อยลง ขนาดกองทัพเล็กลง จำนวนทหารประจำการอาจลดขนาดลง ในการที่จะเอากองหนุนรักษาดินแดนมาใช้มันก็มีพัฒนาการตามระยะเวลา  

 

พลโท สรรเสริญ – อย่างเรื่อง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ไปติดต่อราชการวันนี้เร็วขึ้น ปฏิรูปการศึกษา มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียน 12 ปี วันนี้ คสช. ออกคำสั่ง เรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม. 6 นอกจากนั้นวัยเด็กลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เลิก 2 โมงครึ่ง 3 โมง ไม่ได้ปล่อยกลับบ้าน แต่ให้ทำกิจกรรมกับพี่กับน้องกับครูกับเพื่อน จะได้ไม่มีความรู้ท่วมหัวแล้วเอาตัวไม่รอด เรียนชั้นมัธยมต้น เขาเริ่มสอนวิชาชีพ จะได้ฉุกคิดว่าจะเรียนสายสามัญต่อหรือไปเรียนหลักสูตรอาชีวะ ช่างกล ในสายวิชาชีพ เพราะปัจจุบันเป็นสาขาที่ทำรายได้ดี และเป็นตลาดแรงงานที่ประเทศไทยยังขาด มีการเรียนการสอนแบบทวิภาคี คือเอาโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้โรงเรียนช่างกลมาออกแบบการเรียนการสอนให้ เรียนจบรับเข้าทำงานเลย ปัจจุบันพ่อแม่ที่ลูกหลานเรียนอาชีวะไม่ต้องเอามือก่ายหน้าผากเหมือนสมัยก่อน

 

 

อาจมีคนไม่เชื่อสิ่งที่ คสช. ทำ มันไม่มีการปฏิรูปขนาดนั้น มันไม่ได้เห็นผลขนาดนั้น เรามีวิธีการจัดการกับข้อมูลอย่างไรในฐานะโฆษก

พลโท สรรเสริญ – ของจริงหรือไม่จริง มันดูกันได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้จะบอกเป็นอย่างอื่นมันเป็นไปไม่ได้ แรงงานต่างด้าวที่เราจัดระเบียบ 3 ล้านกว่าคนในไทย บอกปฏิรูปแรงงานไม่สำเร็จ ตรงไหนไม่สำเร็จ ดังนั้นข้อมูลที่ปล่อยมาในสังคมมันจริงไม่จริง อยากให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณ อย่าอ่านแต่ข้อมูล ดูสิ่งที่เกิดขึ้น ฟังทั้งสองด้าน สิ่งที่เขาบอกไม่จริง ไม่จริงเพราะอะไร เห็นอะไรถึงบอกว่าไม่จริง แล้วที่รัฐบาลกับ คสช. บอกว่าจริง เขาชี้อะไรให้ดู ถ้าเปิดใจกว้างๆ เชื่อในสิ่งที่เห็น รับรองว่าท่านได้พบกับความจริง

 

เจอเรื่องเครียดๆ ใส่เข้ามาในสมอง คนที่ด่าเรา วิพากษ์วิจารณ์เราแรงๆ มีวิธีรับมือกับความเครียดความหนักหน่วงแบบไหน

พลโท สรรเสริญ – มันก็เครียดนะ ของมันเครียดจะทำให้มันไม่เครียดก็เป็นไปไม่ได้ แต่ว่าก็อย่าไปเครียดนาน เดี๋ยวตายเร็ว ไม่อยากเครียดนาน แต่ก็ต้องเครียด ถามว่าทำไมต้องทำ หน้าที่ ภาระหน้าที่ ผู้บังคับบัญชา นายกฯ

 

‘พี่ตู่’ บอกเสมอว่า เหนื่อยเดี๋ยวก็หาย ทำเพื่อชาติ คนเก่งมีเยอะแต่คนได้รับโอกาสมีไม่เยอะ เมื่อมีโอกาสมาถึงแล้วจงทำให้เต็มกำลัง

 

เหนื่อยนอนเดี๋ยวก็หาย อาบน้ำเดี๋ยวก็หาย ตอบสั้นๆ หนึ่งทำเพื่อชาติ สองพี่ หรือผู้บังคับบัญชาสั่ง พวกเราศรัทธาก็ทำตามนั้น ทำเต็มกำลัง

 

ทุกวันนี้ทำอย่างไรให้หายเครียดครับ

พลตรี ปิยพงศ์ – ใหม่ๆ ก็เครียด ตอนหลังๆ ก็มีเวลาให้กับตัวเองบ้าง ก็ต้องคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผลของตัวเองเช่นกันว่าต้องอดทน ต้องมีสติ ตอนหลังๆ ก็เข้าใจมากขึ้น และยอมรับที่จะถูกคนอื่นต่อว่าในความที่เขาไม่เห็นด้วย การด่าทอ เราก็รับฟังแล้วก็อะไรที่ใช่ ตามหลักพุทธศาสนาก็เอาไปแก้ไข อะไรที่ไม่ใช่ก็อย่าไปรับ

 

พลโท สรรเสริญ – มีอีกเรื่องหนึ่งนะ เคยฟังพี่ที่เคารพนับถือ ชื่อพี่สมชัย เพียรสถาพร อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ โทรมาให้กำลังใจเสมอ บอกว่า

 

อู ต้องท่องไว้ 3 คำ ในบางโอกาส ช่างมัน ช่างมึง ช่างกู นินทากับสรรเสริญเป็นของคู่กัน เป็นของลวงโลก เป็นความเพลิน อย่าเสียใจเมื่อไม่ได้ยิน อย่าช้ำใจเมื่อได้ยิน อย่าเสียใจเมื่อได้ฟัง อย่าช้ำใจเมื่อไม่ได้ฟัง

 

 

5 ปีเกษียณแล้ว วางแผนตัวเองหลังจากนั้นอยากทำอะไร

พลโท สรรเสริญ – พัก เที่ยว ทำในสิ่งที่อยากทำ ชดเชยสิ่งที่ขาดไป สงสารภรรยา ก็อยากพาไปเที่ยวบ้าง

 

พลตรี ปิยพงศ์ – ก็คงท่องเที่ยว เพราะว่าไม่ค่อยได้ไปไหน ไม่ค่อยมีโอกาสเดินทางไปไหน ตั้งแต่เป็นชั้นผู้น้อยจนมาถึงปัจจุบัน ส่วนมากมีเทศกาลก็ต้องอยู่ ก็อยากพาครอบครัวไปพักผ่อน อยากจะเป็นอย่างนั้น

 

เกษียณแล้ว ไม่อยากทำการเมือง

พลโท สรรเสริญ – ใจ ไม่รัก แต่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไร ภารกิจหน้าที่ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งก็ฟัง แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่เอา

 

เกษียณแล้ว ไม่ต้องฟังผู้บังคับบัญชาแล้วสิครับ

 

พลโท สรรเสริญความเป็นพี่เป็นน้องมันไม่มีหมด มันจะอยู่กันตราบชั่วชีวิต

ถูกด่าเสียใจเป็นธรรมดา แต่ไม่เป็นไร ด่าได้ เพราะว่าเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ก็ช่างมัน ช่างกู ช่างมึง

 

อยากฝากอะไรถึงประชาชน

พลโท สรรเสริญ ผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่ได้รักการเมืองเลย แต่มาเพราะพี่ให้มา ผู้บังคับบัญชาให้มา แล้วก็เป็นหน้าที่ที่พวกเราต้องทำ ตั้งใจทำเต็มที่ ทุ่มเททุกอย่าง ดีไม่ดีไม่กล้าประเมินตนเอง ให้ชาวบ้านประเมิน แล้วก็ตั้งใจทำหน้าที่ต่อไปจนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่หมดภารกิจ แล้วก็จะจากไป

 

อยากทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำบ้างวันข้างหน้า จัดรายการเพลงลูกทุ่ง ไปเที่ยวบ้าง อุ้มหมาบ้าง กอดเมียบ้าง พาไปเที่ยวที่อยากไปบ้าง ก็เท่านี้ล่ะครับ ชีวิตคน ถีบก็รู้สึกเจ็บ เตะก็รู้สึกเจ็บ ถูกด่าเสียใจเป็นธรรมดา แต่ไม่เป็นไร ด่าได้ เพราะว่าเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ก็ช่างมัน ช่างกู ช่างมึง

 

พลตรี ปิยพงศ์ – ความสุขส่วนหนึ่งที่ได้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ก็ในบางโอกาสที่เราได้พูดคุยชี้แจงกับสังคม กับพี่น้องประชาชนแล้วเป็นไปตามที่เราชี้แจงเราก็ดีใจ มีความสุข

 

ถ้าทั้งคู่มีพรวิเศษ หรือมีอำนาจสักอย่างหนึ่ง อยากเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศไทยมากที่สุดครับ

พลโท สรรเสริญ – อยากให้ประเทศไทยเป็นไทยนิยม จริงๆ ไทยนิยมใครจะอธิบายอย่างไรไม่รู้ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นความฝันของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าอยากให้ประเทศไทยเป็นไทยนิยม เจริญก้าวหน้า มีความสุขตามอัตภาพ ไม่ทะเลาะกัน เคารพกฎหมาย ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไปด้วยกันด้วยวิถีพอเพียง

 

พลตรี ปิยพงศ์​ – อยากให้ทุกเช้าตื่นขึ้นมาเปิดเพลงบ้านเกิดเมืองนอน

 

Photo: The Standard Daily

The post 4 ปี คสช. กับภารกิจของ 2 โฆษก ‘ไก่อู-ปิยพงศ์’ แม้เหนื่อย ก็ต้องทำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily-sansern-kaewkamnerd-piyapong-klinpan/feed/ 0
เปิดใจสองโฆษก พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด กับ พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ – THE STANDARD Daily 25 พฤษภาคม 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily25052561/ https://thestandard.co/thestandarddaily25052561/#respond Sat, 26 May 2018 04:34:41 +0000 https://thestandard.co/?p=93540

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 เวลา 20. […]

The post เปิดใจสองโฆษก พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด กับ พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ – THE STANDARD Daily 25 พฤษภาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

 

  • เปิดใจสองโฆษกใหญ่ คุยเรื่อง ‘4 ปีประเทศไทยใต้เงา คสช.’ กับพลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ประกบคู่มากับพลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 และทีมโฆษก คสช.
  • พร้อมประเด็นน่าสนใจ ทนายสุเทพตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย
  • คิมจองอึนลั่น ยังพร้อมพบทรัมป์ทุกเมื่อ หลังทรัมป์ประกาศยกเลิกประชุมเมื่อวานนี้

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post เปิดใจสองโฆษก พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด กับ พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ – THE STANDARD Daily 25 พฤษภาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily25052561/feed/ 0
ศาลให้ประกัน 15 แกนนำคนอยากเลือกตั้ง ยืนยันเดินหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป https://thestandard.co/court-admits-startuppeopleth-to-bail/ https://thestandard.co/court-admits-startuppeopleth-to-bail/#respond Thu, 24 May 2018 11:38:27 +0000 https://thestandard.co/?p=93112

วันนี้ (24 พ.ค.) เมื่อเวลา 17.25 น. ศาลอาญาอนุญาตให้ประ […]

The post ศาลให้ประกัน 15 แกนนำคนอยากเลือกตั้ง ยืนยันเดินหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 พ.ค.) เมื่อเวลา 17.25 น. ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งทั้ง 15 คน โดยตีราคาประกันคนละ 1 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาชุมนุมทำการชุมนุมทางการเมืองอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายแก่สังคม ขณะที่ทนายความเผยว่า ศาลกำหนดให้มารายงานตัวอีกครั้งภายใน 12 วัน เนื่องจากศาลอนุญาตให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจฝากขัง และได้ยกคำร้องคัดค้านการฝากขังของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

 

รังสิมันต์ โรม แกนนำฯ กล่าวยืนยันว่า การชุมนุมเมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นการชุมนุมอย่างสงบสันติที่สุดแล้วเท่าที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งจะกระทำได้ อีกทั้งตลอดการชุมนุมก็พยายามเจรจาต่อรองเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะและความรุนแรง รวมถึงพยายามเดินขบวนโดยใช้ช่องทางเพียง 1 ช่องจราจรเพื่อให้กระทบกับประชาชนคนอื่นให้น้อยที่สุด

 

 

ขณะที่แนวทางเคลื่อนไหวต่อไปจะต้องกลับไปเตรียมการหารือกันอีกครั้ง แต่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่วันสุดท้าย กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะเดินหน้าต่อไปจนกว่าประเทศไทยจะมีประชาธิปไตย พร้อมยืนยันว่าการชุมนุมต่อไปจะไม่ขัดเงื่อนไขศาล เนื่องจากศาลไม่ได้ห้ามชุมนุมทางการเมือง เพียงแต่ห้ามการชุมนุมที่ละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายแก่สังคม  

 

 

ส่วนกรณีการขัดคำสั่ง คสช. นั้น ทางกลุ่มไม่เคยมองว่าคำสั่ง คสช. เป็นกฎหมาย พร้อมอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า การชุมนุมทุกครั้งไม่ใช่ถือว่าเป็นการขัดคำสั่ง คสช. โดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีการไปแจ้งความร้องทุกข์และเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ซึ่งที่ผ่านมาแกนนำฯ ทุกคนยังไม่เคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช.

 

สำหรับบรรยากาศที่ศาลอาญารัชดาเป็นไปอย่างคึกคัก มีมวลชนมารอให้กำลังใจพร้อมตะโกน “เลือกตั้ง” ดังเป็นระยะๆ ขณะที่ อีวานา แฟนสาวของรังสิมันต์ โรม ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน บินมาจากสุราบายาเมื่อวาน หลังทราบข่าวว่าโรมถูกจับ เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ

 

The post ศาลให้ประกัน 15 แกนนำคนอยากเลือกตั้ง ยืนยันเดินหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/court-admits-startuppeopleth-to-bail/feed/ 0
ยุคข้าวยากหมากแพง คนไทยต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มบ้าง https://thestandard.co/cost-of-living-may-2561/ https://thestandard.co/cost-of-living-may-2561/#respond Wed, 23 May 2018 15:16:09 +0000 https://thestandard.co/?p=92895

    ภาพประกอบ: Thiencharas.w 

The post ยุคข้าวยากหมากแพง คนไทยต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

ภาพประกอบ: Thiencharas.w 

The post ยุคข้าวยากหมากแพง คนไทยต้องจ่ายค่าอะไรเพิ่มบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/cost-of-living-may-2561/feed/ 0
พร้อมรับมือ!! สน.ดินแดง นำแผงเหล็กกั้น หลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศว่าจะเดินทางมาจัดกิจกรรม https://thestandard.co/dindaengpolices-prepare-for-startuppeopleth-protest/ Wed, 23 May 2018 12:41:39 +0000 https://thestandard.co/?p=92866

  ตำรวจ สน.ดินแดง นำแผงเหล็กมากั้นบริเวณรอบพื้นที่ […]

The post พร้อมรับมือ!! สน.ดินแดง นำแผงเหล็กกั้น หลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศว่าจะเดินทางมาจัดกิจกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ตำรวจ สน.ดินแดง นำแผงเหล็กมากั้นบริเวณรอบพื้นที่ สน. เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ หลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศผ่านทางโซเชียลว่าจะเดินทางมาจัดกิจกรรมบริเวณพื้นที่ สน.ดินแดง ซึ่งเป็นสถานที่คุมขัง 5 แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

 

การรวมตัวกันในครั้งนี้ที่บริเวณ สน.ดินแดง เพื่อเป็นการให้กำลังใจ 5 แกนนำ รวมถึงอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล คสช. ให้คืนประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็ว

 

The post พร้อมรับมือ!! สน.ดินแดง นำแผงเหล็กกั้น หลังกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศว่าจะเดินทางมาจัดกิจกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสรีพิศุทธ์ ยื่นหลักทรัพย์ 1.5 ล้าน ขอประกันตัว 15 แกนนำคนอยากเลือกตั้ง https://thestandard.co/seripisut-temiyavet-bail-march-on-coup-anniversary-15-leaders/ https://thestandard.co/seripisut-temiyavet-bail-march-on-coup-anniversary-15-leaders/#respond Wed, 23 May 2018 08:17:25 +0000 https://thestandard.co/?p=92720

ความคืบหน้าการจับกุมตัวแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 15 คน […]

The post เสรีพิศุทธ์ ยื่นหลักทรัพย์ 1.5 ล้าน ขอประกันตัว 15 แกนนำคนอยากเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความคืบหน้าการจับกุมตัวแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 15 คน จากกรณีชุมนุมเนื่องในวันครบ 4 ปี คสช.

วันนี้ (23 พ.ค.) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาที่ สน.ชนะสงคราม เพื่อยื่นประกันตัวแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งทั้ง 15 คน โดยได้ยื่นเอกสารและหลักทรัพย์รวม 1.5 ล้านบาท ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างการรอพิจารณาว่าจะได้รับการประกันตัวหรือไม่

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า หากวันนี้ตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันตัว ตนจะเดินทางไปที่ศาลอาญารัชดา เพื่อขอยื่นประกันตัวในชั้นศาลอีกครั้ง

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา แกนนำทั้ง 15 คนจำนวน 5 ข้อหา คือ 5 ข้อหา ประกอบด้วย ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, ฐานยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215, ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานตามมาตรา 216 และผิด พ.ร.บ.จราจร โดยหากไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนในวันนี้ จะมีการนำตัวแกนนำทั้ง 15 คนไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดา ในวันที่ 24 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.

The post เสรีพิศุทธ์ ยื่นหลักทรัพย์ 1.5 ล้าน ขอประกันตัว 15 แกนนำคนอยากเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/seripisut-temiyavet-bail-march-on-coup-anniversary-15-leaders/feed/ 0
เปิดผังเครือข่ายค้ำยันฐานอำนาจระบอบประยุทธ์ ตอนที่ 2 (ตอนจบ) https://thestandard.co/prayuth-government-network-02/ https://thestandard.co/prayuth-government-network-02/#respond Wed, 23 May 2018 07:15:32 +0000 https://thestandard.co/?p=92677

  คลิกอ่านตอนที่ 1   4. ดึง ‘ข้าราชการ’ มาเป็ […]

The post เปิดผังเครือข่ายค้ำยันฐานอำนาจระบอบประยุทธ์ ตอนที่ 2 (ตอนจบ) appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

คลิกอ่านตอนที่ 1

 

4. ดึง ‘ข้าราชการ’ มาเป็นคณะรัฐมนตรีท้องถิ่น – นัยยะของ ‘โครงการไทยนิยม ยั่งยืน’ มีอยู่ 3 เรื่อง หนึ่งคือ ตีฆ้องร้องป่าวสิ่งที่รัฐบาลเผด็จการทำมาตลอดหลายปี  โดยเฉพาะรื้อฟื้นความทรงจำว่ารัฐบาลนี้ได้ดูแลคนจนผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ซึ่งได้อัดฉีดงบลงพื้นที่อย่างน้อยสองรอบคือ ในปี 2560 ราว 41,940 ล้านบาท และรอบที่สองในปี 2561 ราว 35,679.09 ล้านบาท

 

จะเรียกโครงการทำนองนี้ด้วยภาษาแบบไหนก็ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็คือ ‘ประชานิยม’ เพื่อ ‘คะแนนนิยม’​

 

 

สองคือ หว่านงบลงพื้นที่ครั้งสุดท้าย ก่อนเปิดเกมเลือกตั้ง อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยกระจายงบผ่านโครงการไทยนิยม อ้างว่า ‘กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก’ ใน 82,474 หมู่บ้าน รับไปชุมชนละไม่เกิน 2 แสนบาท รวมหว่านเงินราว 16,474 ล้านบาท  

 

สามคือ ปรับทัศนคติ-เปลี่ยนผลการเลือกตั้ง เมื่อตรวจสอบในคู่มือการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมฯ ซึ่งมีลักษณะคล้าย ‘บทละคร’ ที่ข้าราชการต้องอ่านและทำความเข้าใจก่อนจะลงพื้นที่ คู่มือนี้กำหนดให้วิทยากรต้องไปเทศนา บรรยายและถามตอบกับชาวบ้านถึงประเด็นเหล่านี้ เช่น ประชาธิปไตยคืออะไร ความเป็นไทยคืออะไร ประชาธิปไตยแบบไหนที่เหมาะสมกับสังคมไทย คนดีในหมู่บ้านเราเป็นอย่างไร นักการเมืองที่ให้เงินชาวบ้านถือเป็นคนดีหรือไม่ หรือนัยหนึ่งคือชี้ชวนให้ชาวบ้านเห็นว่า อย่าเลือกนักการเมืองเลวแบบเดิม ประเทศนี้ต้องการคนดีมาปกครองบ้านเมือง

 

ไทยนิยมฯ ถูกมั่นหมายจาก คสช. ให้เป็นการตีฆ้องร้องป่าวผลงานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสนามเลือกตั้งจะถูกเปิดเป็นทางการ ตั้งใจให้เป็น ‘ครม. ท้องถิ่น’ ไปเยี่ยมชาวบ้านถึงศาลากลางชุมชน เพราะเวลาลงพื้นที่ ทีมวิทยากรไทยนิยมฯ จะไปครบทุกส่วนราชการในอำเภอ แต่บรรดาข้าราชการรู้ดีว่าโครงการนี้ ‘ล้มเหลว’ เพราะสายตาชาวบ้านไม่ได้ฟังอย่างเอาจริงเอาจัง หมดยุคสมัยของการเทศนาสั่งสอน ที่ใครจะมาล้างสมองได้ ขณะที่ประชาชนก็รู้ดี ใครเอางบมาให้ก็รับไว้ ไปโครงการไทยนิยมก็ไปร่วมพอเป็นพิธี…ได้ทานข้าวเย็นฟรีก็พอ

 

 

5. การโฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นระบบ ทั้งโดยรัฐและเอกชนมืออาชีพ – ถ้าระบอบประยุทธ์ได้กลับมามีอำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้งในปีหน้า ต้องปักหมุดไว้ว่าเดือนเมษายน 2561 เป็นเดือนที่สำคัญของปฏิทินการเมือง เพราะรัฐบาลประยุทธ์ โดย ‘PR Man’ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนที่นายกไว้ใจ พูดอะไรแล้วนายกเชื่อมากที่สุดขณะนี้ เดินเครื่องโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เมษายนเป็นต้นมา โดยยึดหลัก 4 ยุทธศาสตร์การ PR

 

 

ดึงคนดังเป็นกองหนุน ดึงนักแสดง นักร้องชื่อดัง ตั้งแต่ทีม บุพเพสันนิวาส ฟีเวอร์ ทีม BNK48 ไปพบที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็น ‘กองหนุน’ ใหม่ๆ สำหรับลุงตู่ กองหนุนกลุ่มนี้กำลังเป็นกระแสในสังคม ได้รับความนิยม มีฐานแฟนคลับมาก และช่วยลดทอนภาพลักษณ์การเป็น ‘ผู้นำเผด็จการ’ ของลุงตู่ให้ดูอ่อนโยนลงมา และชวนให้สังคมสนทนาถึงการพบปะแต่ละครั้ง ซึ่งสามารถกลบข่าวเสียหายของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

 

 

เปิดเพจ เปิดตัวเพลง เปิดแฟนเพจ ‘สายตรงไทยนิยม’ (สายตรงลุงตู่) สื่อถึงความเข้าถึงง่ายของผู้นำประเทศ เป็นการลดลำดับชั้นการติดต่อทางราชการ การเกิดขึ้นของเพจโดยเฉพาะในเวลาที่ระบบข้าราชการกำลังเสื่อมด้วยข้อหาการทุจริต ยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลมีความพยายามในการแก้ปัญหาการทุจริต ขณะที่การเปิดตัวเพลงใหม่ สู้เพื่อแผ่นดิน เป็นความพยายามในการสื่อสารถึงเหตุผลในการอยู่ต่อ-ขอเวลา เพลงดังกล่าวยังเป็นครั้งแรกที่นายกฯ เขียนถึงคนร้าย คนหลงทาง หรือนัยหนึ่งคือการวิจารณ์ขั้วตรงข้ามทางการเมืองผ่านเพลงแบบตรงๆ เป็นครั้งแรก

 

 

สร้างกระแสการันตี ผู้มีบารมี นักการเมือง ศิลปิน ดารา ออกมาการันตีนายกฯ ประยุทธ์แล้วหลายคน ทั้งรองนายกฯ สมคิด ที่มีข่าวว่าจะเป็นผู้นำพรรคนอมินีทหารในอนาคต ทั้ง ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศล่วงหน้าถึงการเดินเกมในสภา เพื่อให้นายกฯ คนต่อไปเป็น พล.อ. ​ประยุทธ์ แต่ไม่มีเสียงการันตีใดจะดังและทรงพลังไปกว่า พล.อ. เปรม ที่กลับมาเป็นกองหนุน เพื่อน และผู้สนับสนุนให้กับ พล.อ.​ ประยุทธ์

 

 

สงครามข่าว IO ขอเชิญไปส่องเพจเหล่านี้ แล้วจะรู้ว่าระบอบประยุทธ์รุกโลกออนไลน์อย่างหนักหน่วง เพจเดินตามลุงตู่หมาไม่กัด, จับผีการเมืองถ่วงหม้อ, ปรองดองเป็นของประชาชน, ซูฮกลุงตู่, มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคน สนับสนุนลุงตู่เป็นนายก, ไทยนิยม, ใต้โต๊ะ ครม., สายลับจับแหล, ลูงตู่มาแว้วๆๆๆ, กองอำนวยการรักษาความสงบแห่งชาติ, Gen.Prayut Chan-o-cha ทีมงาน, ทีมลุงตู่, ขอล้าน like สนับสนุนให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายก, ไทยคู่ฟ้า, มั่นใจคนไทยทั้งแผ่นดินเชียร์ลุงตู่, สายตรงข่าวกรอง และอื่นๆ เพจเหล่านี้มีเป้าหมายอยู่ที่การโฆษณาชวนเชื่อและเร้าวาทกรรม ‘นักการเมืองเลว’ ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง

 

 

6. ทีมวางแผนสืบทอดอำนาจ – ชัดแล้วว่า สูตรทางการที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกครั้งหน้าคือสูตรนายกฯ คนใน นายกฯ คนกลาง สูตรนี้ต้องอาศัยการสร้างกองหนุนแห่งชาติ กองหนุนลุงตู่ให้ใหญ่โตที่สุด จะสำเร็จได้ก็ด้วย ‘พลังดูดชั้นดี’ สำหรับนักการเมืองเก๋าเกม เมื่อดีลลับ-ผลประโยชน์ลงตัว ก็ยินดีเป็นกองหนุน หลายรายถูกมัดใจด้วยเงิน เก้าอี้สำคัญ บางรายถูกบีบด้วยข้อกฎหมาย และหลายรายได้รับ ‘เค้ก’ เป็นก้อนที่พอดีคำ ทั้งคำรับปากว่าถ้าอยู่ยาวไปด้วยกัน ผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะมีความสม่ำเสมอ

 

 

รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รับหน้าที่เป็นศูนย์กลางของกองหนุนลุงตู่ ทั้งสร้างพรรค เป็นกระเป๋าสตางค์ของพรรค ชื่อชั้นของสมคิด คือชื่อชั้นของผู้ใหญ่ที่มีลูกน้องมาก จึงแตกเป็นชื่อลูกน้องได้อีก 3 ชื่อคือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์, อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว. คุม 4.0 ชื่อของทีมสมคิดยังมีเทคโนแครตชั้นนำพร้อมมาช่วยงานอีกหลายชื่อ ‘ทีมสมคิด’ ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ทีมดูแลเศรษฐกิจ แต่คือทีมสืบทอดอำนาจ

 

เวลานี้เครือข่ายในทีมสืบทอดอำนาจแตกแขนงออกเป็นหลายรูปแบบ ใหญ่ๆ คือ จะเข้ามาช่วยตั้งพรรคทหารผ่านพรรคพลังประชารัฐ และจะเข้ามาเป็นกองหนุนเมื่อถึงเวลา มีความเป็นไปได้ว่าพรรคและกลุ่มการเมืองต่อไปนี้จะเข้ามาเป็นกองหนุนลุงตู่ ตั้งแต่ พรรคภูมิใจไทย​ (ประเมินเก้าอี้ 25 ที่นั่ง) พรรคชาติไทยพัฒนา (19 ที่นั่ง) พรรคชาติพัฒนา (7 ที่นั่ง) พรรคพลังชล (7 ที่นั่ง) ยังมีซุ้มทางการเมืองอีกหลายซุ้ม เช่น กลุ่มมัชฌิมา แห่งตระกูลเทพสุทิน (9 ที่นั่ง) กลุ่มบ้านริมน้ำ แห่งตระกูลตันเจริญ (3-5 ที่นั่ง) กลุ่มบ้านใหญ่นครปฐม แห่งตระกูลสะสมทรัพย์ (5 ที่นั่ง) และพรรคลุงกำนัน (6 ที่นั่ง) รวมถึงพรรคตั้งขึ้นใหม่อย่าง พรรคประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศชัดว่า “ให้เป็นพรรคของคนที่อยากหนุนลุงตู่อยู่ต่อ”

 

สูตรจับตาการดูดคือ ถือเอาว่า ถ้าคณะรัฐมนตรีไปสัญจรที่ไหน ก็จะไม่ยอมกลับมามือเปล่า ประชาชาติธุรกิจเคาะตัวเลขมาว่า ตลอด 4 ปีมี ครม. สัญจรไปแล้ว 9 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีพลังดูดหมุนเวียน วางมัดจำแล้ว เป็นกรอบวงเงินงบประมาณกว่า 1,847,000 ล้านบาท

 

 

ยิ่งเมื่อระบอบประยุทธ์มีกลไก ‘อำนาจยุบพรรค-ห้ามวิจารณ์’ อยู่ในมือ เกมสังหาร พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่เกมเลือกตั้งยังไม่เปิดก็อาจเป็นไปได้ เพราะโพลนายใหญ่ตราดูไบดันไปสอดคล้องกับโพลทหารที่บอกว่า เลือกตั้งครั้งนี้อาจได้ไปถึง 220 ที่นั่ง อันเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์สะสมความโกรธของประชาชน ที่จะสะท้อนผ่านผลเลือกตั้ง ตัวเลข 220 เมื่อรวมกับพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเล็กพรรคน้อยที่พอมีอุดมการณ์ จึงอาจได้นายกฯ เป็นชื่อ สุดารัตน์​ ชัชชาติ หรือธนาธร (บวรศักดิ์เนมชื่อเหล่านี้ด้วยตัวเอง) สูตรทางการเมืองแบบนี้เป็นไปได้หมด อย่ารีบปิดความเป็นไปได้ไวเกินไป สำคัญคือ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องทำงานหนักในทางยุทธศาสตร์

 

4 ปีมานี้เครือข่ายที่ค้ำยันฐานอำนาจของระบอบนี้ไม่ได้ลดลงเลย อีก 2 คำถามที่ทิ้งไว้อย่างกว้างๆ และอาจต้องใช้เวลาเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมกันอีกสักระยะคือ หนึ่ง เครือข่ายทั้งหมดนี้ดำเนินไปได้ด้วยการแบ่งสรรปันผลประโยชน์แบบใด สอง เครือข่ายทั้งหมดนี้จะมีจุดจบแบบใด จะอยู่ได้มั่นคงแข็งแรงแบบ ‘เปรมาธิปไตย’ หรือ จะนำไปสู่ฉันทามติร่วมกันของสังคมนี้ว่า ‘ถึงเวลาต้องนำทหารออกจากการเมืองไทยเสียที’

The post เปิดผังเครือข่ายค้ำยันฐานอำนาจระบอบประยุทธ์ ตอนที่ 2 (ตอนจบ) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/prayuth-government-network-02/feed/ 0
ชุมนุม 4 ปี คสช. เลือกตั้งเป้าหมาย ปลายทางทำเนียบ แต่สุดทางที่มัฆวานฯ https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-call-for-election/ https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-call-for-election/#respond Tue, 22 May 2018 14:03:46 +0000 https://thestandard.co/?p=92596

The post ชุมนุม 4 ปี คสช. เลือกตั้งเป้าหมาย ปลายทางทำเนียบ แต่สุดทางที่มัฆวานฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ชุมนุม 4 ปี คสช. เลือกตั้งเป้าหมาย ปลายทางทำเนียบ แต่สุดทางที่มัฆวานฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-call-for-election/feed/ 0
4 ปี คสช. นายกฯ อารมณ์ดี ขอทำงานสานต่อถึงรัฐบาลหน้า พอใจปฏิรูปที่เริ่มไว้ ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน https://thestandard.co/ncpo-four-year-anniversary-prayuth-satisfaction-at-work/ https://thestandard.co/ncpo-four-year-anniversary-prayuth-satisfaction-at-work/#respond Tue, 22 May 2018 09:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=92476

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. […]

The post 4 ปี คสช. นายกฯ อารมณ์ดี ขอทำงานสานต่อถึงรัฐบาลหน้า พอใจปฏิรูปที่เริ่มไว้ ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวว่า วันนี้ส่วนตัวอารมณ์ดี จะไปซีเรียสอะไร ซึ่งวันนี้เป็นวันครบรอบ 22 พฤษภาคม เป็นสิ่งดีที่จะได้ทบทวนว่าดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้ดำเนินการอะไรไปเป็นจำนวนมาก จึงเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นกำลังใจให้พวกเรากันเองดีกว่า เพื่อทำงานต่อไปไปสู่รัฐบาลหน้า

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการประเมินผลงานครบรอบ 4 ปี คสช. ว่าส่วนตัวพอใจในส่วนของตนเอง ใครจะไม่พอใจก็ไม่ทราบ แต่ตนเองพอใจที่ได้เริ่มต้นไว้ให้ในเรื่องของการปฏิรูป ซึ่งได้ทำไปหลายอย่างด้วยกัน ทั้งเรื่องของกฎหมายเพื่อจะทำให้เกิดการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ. ฉบับต่างๆ ก็ออกมาแล้ว หลังที่ได้ทำปฏิรูปขั้นต้นไปแล้ว​ โครงสร้างต่างๆ กฎหมาย วิธีการ งบประมาณ แผนงานต่างๆ ถือเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมต่างๆ ให้เกิดการปฏิรูป หลายอย่างเสร็จไปแล้ว แต่หลายอย่างก็ยังไม่เสร็จ จึงต้องมาดูว่าวันข้างหน้าจะทำอย่างไรกันต่อไป เพราะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งส่วนตัวไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองคณะกรรมการ แต่ยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องเหล่านี้ แต่จำเป็นจะต้องมีกรอบ ไม่เช่นนั้นการใช้จ่ายงบประมาณก็จะไม่คุ้มค่า ไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยง

 

ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีพอใจในสิ่งที่ได้ดำเนินการตรงนี้มา ถือว่ารัฐบาลได้เริ่มต้นให้แล้ว จึงขอให้ฟังกันต่อไปก็จะเข้าใจว่าการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินคืออะไร หากพูดถึงการปฏิรูปหรือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติก็ต้องพูดถึงการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดการปฏิรูป ทุกอย่างจึงต้องเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป อย่ามาบอกว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานในระบบต้องทำอยู่แล้ว

The post 4 ปี คสช. นายกฯ อารมณ์ดี ขอทำงานสานต่อถึงรัฐบาลหน้า พอใจปฏิรูปที่เริ่มไว้ ขอทุกฝ่ายร่วมมือกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ncpo-four-year-anniversary-prayuth-satisfaction-at-work/feed/ 0
สุดทางที่มัฆวานฯ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเผย ต่อสู้ถึงที่สุดแล้วก่อนโดนรวบตัว https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-makkhawan-rangsan-bridge-update/ https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-makkhawan-rangsan-bridge-update/#respond Tue, 22 May 2018 08:56:53 +0000 https://thestandard.co/?p=92438

  14.30 น. ผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบางส่วน นำ […]

The post สุดทางที่มัฆวานฯ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเผย ต่อสู้ถึงที่สุดแล้วก่อนโดนรวบตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

14.30 น. ผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบางส่วน นำโดย ทนายอานนท์ นำภา เดินทางมาถึงถนนราชดำเนิน บริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ

14.55 น. ผู้กำกับการ สน.ดุสิต ประกาศขีดเส้นให้ยุติการชุมนุมภายใน 15 นาที พร้อมอ่านคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

15.00 น. ตำรวจพยายามจับกุมผู้ชุมนุม มีเหตุชุลมุนวุ่นวาย ผู้ชุมนุมพยายามขัดขืนการจับกุม

15.15 น. แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบางส่วน เช่น โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา, ทนายอานนท์ นำภา และเอกชัย หงส์กังวาน ถูกควบคุมตัว โดยมีพลตำรวจเอก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินำทีมเข้าจับกุม

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศขณะเข้าจับกุมเป็นไปอย่างชุลมุนวุ่นวาย มีการปะทะกันระหว่างตำรวจกับมวลชน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง

 

ขณะที่แกนนำ โบว์ ณัฏฐา ยืนอ่านแถลงการณ์ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชี้ถึงความล้มเหลวในการบริหารงานของ คสช. และเรียกร้องให้การกำหนดวันเลือกตั้งเกิดขึ้นชัดเจนภายในปีนี้ โดยหลังอ่านแถลงการณ์ ตำรวจได้ควบคุมตัวแกนนำขึ้นรถควบคุมตัว

 

“ขอให้ประชาชนชาวไทยโปรดจงจำไว้ว่าเราได้พยายามต่อสู้อย่างถึงที่สุดแล้ว” ชลธิชา แจ้งเร็ว หนึ่งในแกนนำกล่าวก่อนถูกควบคุมตัว

 

 

ด้าน 3 แกนนำผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณหน้าประตูธรรมศาสตร์ ได้แก่ รังสิมันต์ โรม, จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และปิยรัฐ จงเทพ ประกาศยุติการชุมนุม ก่อนจะเข้ามอบตัวกับตำรวจ

 

 

The post สุดทางที่มัฆวานฯ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเผย ต่อสู้ถึงที่สุดแล้วก่อนโดนรวบตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-makkhawan-rangsan-bridge-update/feed/ 0
กลุ่มคนอยากเลือกตั้งดาวกระจายไปทำเนียบ แกนนำเผยอาจปักหลักค้างคืนธรรมศาสตร์ https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-plan-small-group-walking-to-thaigov-house/ https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-plan-small-group-walking-to-thaigov-house/#respond Tue, 22 May 2018 07:29:19 +0000 https://thestandard.co/?p=92430

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งช่วงบ่าย หลังสา […]

The post กลุ่มคนอยากเลือกตั้งดาวกระจายไปทำเนียบ แกนนำเผยอาจปักหลักค้างคืนธรรมศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งช่วงบ่าย หลังสายฝนหยุดโปรยปรายลงมา

 

รังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง แถลงข่าวหลังเจรจากับผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม ว่าในขณะนี้ทั้งตำรวจและผู้ชุมนุมเริ่มอ่อนล้าแล้ว จึงได้เสนอแนวทางตำรวจขอเปิดทางให้ผู้ชุมนุม หลังทราบว่ามีผู้ชุมนุมจับกลุ่มอยู่ตามเส้นไปทำเนียบรัฐบาลในลักษณะดาวกระจาย จึงกังวลว่าหากผู้ชุมนุมมีการรวมกลุ่มกันเองโดยไร้แกนนำอาจทำให้ยากต่อการควบคุม

 

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม รายงานสถานการณ์ต่อผู้บังคับบัญชา จึงจะทราบว่าตำรวจจะอนุญาตหรือไม่

 

แกนนำเผยด้วยว่าหากตำรวจไม่อนุญาตให้เคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาลก็มีแนวโน้มจะปักหลักค้างคืนอยู่ที่นี่ นอกจากนี้แกนนำไม่เชื่อกระแสข่าวที่ว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะแจ้งความกับแกนนำและผู้ชุมนุม โดยเชื่อว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังเป็นที่พึ่งของประชาชน และยังคงรักษาจุดยืนของมหาวิทยาลัยที่ร่วมต่อสู้ทางการเมืองเสมอมา

 

แกนนำยังอ้างว่า ทนายอานนท์ นำภา หนึ่งในแกนนำ ได้นำมวลชนไปถึงบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยมีเป้าหมายมุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาล

The post กลุ่มคนอยากเลือกตั้งดาวกระจายไปทำเนียบ แกนนำเผยอาจปักหลักค้างคืนธรรมศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/march-on-coup-anniversary-plan-small-group-walking-to-thaigov-house/feed/ 0
คสช. รู้ว่าคนอยากเลือกตั้ง อยากแสดงออก แต่ขอให้รอโรดแมป ด้านตำรวจ แจงมา 3 พันนาย ไม่ได้ข่มขู่ https://thestandard.co/ncpo-annouce-march-on-coup-anniversary-waiting-for-roadmap/ https://thestandard.co/ncpo-annouce-march-on-coup-anniversary-waiting-for-roadmap/#respond Tue, 22 May 2018 07:16:40 +0000 https://thestandard.co/?p=92411

พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ใ […]

The post คสช. รู้ว่าคนอยากเลือกตั้ง อยากแสดงออก แต่ขอให้รอโรดแมป ด้านตำรวจ แจงมา 3 พันนาย ไม่ได้ข่มขู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

พลตรี ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ในฐานะทีมโฆษก คสช. แถลงถึงแนวทางการจัดการเกี่ยวกับการชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โดยทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยังทำเนียบรัฐบาล จึงต้องสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเป็นไปตามโรดแมปเดือนกุมภาพันธ์ปี 2562 อย่างแน่นอน และทราบดีว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอยากจัดกิจกรรมแสดงออกทางการเมือง ซึ่งการชุมนุมจะต้องไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป ไม่มีการปลุกเร้า

 

ส่วนฝ่ายความมั่นคงก็ต้องทำหน้าที่ป้องกันผู้ไม่หวังดี และอำนวยความสะดวกการชุมนุมให้ปลอดภัย แต่การเคลื่อนขบวนอาจมีผลกระทบต่อการจราจรช่วงเปิดเทอม จึงมอบหมายให้ตำรวจดำเนินการ โดยยึดหลักความสะดวกปลอดภัย เหมาะสมตามอำนาจหน้าที่

 

ด้าน พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงถึงการขออนุญาตจากกลุ่มผู้ชุมนุมว่า นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ได้ทำหนังสือขออนุญาตกับผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลชนะสงครามตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม และมีการประสานงานระหว่างกันมาโดยตลอด แต่ภายหลัง คสช. ได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นางสาวปิยรัตน์ จงเทพ, นางสาวณัฏฐา มหัทธนา เนื่องจากจัดชุมนุมผิดเงื่อนไข ในข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

 

ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้พลตำรวจเอก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูแลการชุมนุมในภาพรวม โดยมีแนวทางไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยภาพรวม ซึ่งหลังศาลยกคำร้องของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และยืนยันจะยังมีการเคลื่อนขบวนนั้น ตำรวจคงไม่สามารถห้ามเดินหรือไม่เดิน แต่จะดำเนินการเพื่อไม่ให้กระทบการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน ทั้งนี้ มีการประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มผู้ชุมนุมทราบ หากพบความผิดซึ่งหน้า ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมถึงดำเนินคดีภายหลังด้วย

 

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกด้วยว่าหลังจากนั้นนางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว และนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ยื่นคำร้องคุ้มครองการชุมนุมต่อศาลปกครองเมื่อคืนนี้ จนในที่สุดเมื่อเช้าวันนี้ศาลปกครองมีผลออกมาว่าไม่รับคำร้อง พลตำรวจเอก ศรีวราห์ จึงแจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบถึงเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าผู้ชุมนุมได้กระทำการขัดต่อกฎหมายแล้ว โดยหลังจากนี้จะมีการดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป พร้อมย้ำว่า แม้จะครบรอบ 4 ปีการรัฐประหาร แต่ทางตำรวจทำหน้าที่ตามกฎหมายไม่มีการเลือกปฏิบัติ

 

พันตำรวจเอก กฤษณะ ยืนยันว่าการนำกำลังตำรวจมากว่า 3,000 นาย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมมีเพียงหลักร้อยคนนั้น ไม่ใช่การนำกำลังมาข่มขู่หรือรังแก แต่เป็นยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชนในการชุมนุมเท่านั้น และการปฏิบัติเป็นไปตามหลักสากลที่ใช้กันทั่วโลก

The post คสช. รู้ว่าคนอยากเลือกตั้ง อยากแสดงออก แต่ขอให้รอโรดแมป ด้านตำรวจ แจงมา 3 พันนาย ไม่ได้ข่มขู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ncpo-annouce-march-on-coup-anniversary-waiting-for-roadmap/feed/ 0
เปิดผังเครือข่ายค้ำยันฐานอำนาจระบอบประยุทธ์ ตอนที่ 1 https://thestandard.co/prayuth-government-network-01/ https://thestandard.co/prayuth-government-network-01/#respond Tue, 22 May 2018 07:09:24 +0000 https://thestandard.co/?p=92405

จะอ่านน้ำเสียงไม่พอใจของ ‘เนติบริกรชั้นครู’ บวรศักดิ์ อ […]

The post เปิดผังเครือข่ายค้ำยันฐานอำนาจระบอบประยุทธ์ ตอนที่ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จะอ่านน้ำเสียงไม่พอใจของ ‘เนติบริกรชั้นครู’ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าอย่างไรก็ได้ ทั้งเป็นเสียงเตือนจากพันธมิตรคนกันเอง และสัญญาณเตือนถึงขาลง-ลางร้ายของ ‘ระบอบประยุทธ์’ ก็ได้ เหมือนที่ตัวเขาเองร่อนจดหมายลาออกถึงนายกฯ ทักษิณ มาแล้วในเดือนมิถุนายน 2549 ทิ้งตำแหน่งระดับซี 11 และอายุราชการอีก 9 ปีโดยไม่หันหลังกลับไปซบ ‘ระบอบทักษิณ’ อีกเลย

 

ถัดจากบวรศักดิ์ลาออกไม่นานนัก ก็ตามด้วยการลาออกของ วิษณุ เครืองาม ในเดือนเดียวกันปีเดียวกัน ทั้งสองเนติบริกรตีจากระบอบทักษิณ เพราะเลยจุดที่จะรับบท ‘ศรีธนญชัย’ ได้อีกต่อไป

 

ครบรอบ 5 ปีการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เท่ากับว่าคนไทยอยู่กับ ‘ระบอบประยุทธ์’ มาแล้ว 5 ปี และไม่มีทีท่าจะยุติแค่นี้ จนถึงวันนี้ระบอบประยุทธ์เผชิญกับวิกฤตความชอบธรรมหลัก 4 เรื่องในระดับที่เป็นขาลง ลางร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังหยัดยืนบนผืนดิน ‘ไทยคู่ฟ้า’ ได้อย่างมั่นคง

 

ตั้งแต่ 1. การทุจริตอย่างกว้างขวางทำให้เสื่อม เริ่มที่ไมโครโฟนไฮเทคติดตั้งในห้องประชุม ครม. ซึ่งมีราคาสูง, การใช้งบประมาณก่อสร้างโครงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่ไม่โปร่งใส, ความไม่ชอบมาพากลในการซื้อเรือดำน้ำ, การทุจริตในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ และโครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV เฉพาะ 5 โปรเจกต์นี้มีตัวเลขความเสียหายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมมหากาพย์การเปิดโปง ‘แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน’ ที่การตรวจสอบโดย ป.ป.ช. ดูเหมือนจะเป็นการประวิงเวลาออกไปเรื่อยๆ และคงสรุปจบสวยงามตามคาดว่า ‘ไม่ผิดอะไร’

 

ขณะที่ระบบราชการก็ถูกตั้งคำถามผ่านกรณีโกงเงินคนจนเกือบครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โกงเงินนักเรียนกองทุนเสมา และกรณีเสือดำเปรมชัย ไปจนถึงระบบตุลาการที่หนุนคณะรัฐประหารอยู่ไกลๆ ยังถูกตั้งคำถามผ่านกรณีหมู่บ้านป่าแหว่ง ภาพกว้างคือสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของผู้มีอำนาจ และ คสช. ในฐานะองค์กรกลางที่โอบอุ้มคุ้มกันทุกองค์กรอยู่

 

2. การปฏิรูปประเทศที่เดินทางมาถึงจุดล้มเหลว เห็นได้จากน้ำเสียงของบวรศักดิ์ที่แสดงความเห็นว่า การให้ระบบราชการ ‘ปฏิรูปตัวเอง’ เป็นสิ่งที่ “ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน” “ออกทะเล” “เหนื่อย เพราะมองไม่เห็นว่าจะไปจบลงอย่างไร” เสียงของบวรศักดิ์ กลายเป็นหลักฐานถึงความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเปิดช่องให้หลายฝ่ายเอาไปเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลได้ว่า ‘รัฐประหารครั้งนี้เสียของ’

 

3. การเลื่อนเลือกตั้ง และ 4. ความพยายามในการสืบทอดอำนาจทางการเมือง ทั้งสองภารกิจนี้ดำเนินไปพร้อมกัน เป็นการขยับการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมั่นใจได้ว่า ‘ดูดได้มาก วางมัดจำได้หมด’ จนปักหมุดได้ว่าสูตรนายกคนใน-นายกคนกลาง สามารถเกิดขึ้นจริง เหล่านี้คือความพยายามในการสืบทอดอำนาจทางการเมืองที่จะดำเนินผ่านการเข้าไปถืออำนาจรัฐให้ได้ แต่หากไม่เป็นไปตามนัด แผนการควบคุมพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งก็ปรากฏชัดผ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นการบีบ-ล็อกคอ พรรคการเมืองให้ทำตามแนวทางทหาร

 

หนึ่งในคำถามสำคัญในวาระครบรอบ 5 ปีของการรัฐประหารคือ เพราะเหตุใด รัฐบาลที่เผชิญกับวิกฤตความชอบธรรมถึงเพียงนี้จึงสามารถดำรงอยู่ในอำนาจได้ และยังอาจสืบทอดอำนาจไปได้อีกยาวไกล บทความชิ้นนี้เสนอว่า มีเครือข่ายที่ค้ำยันฐานอำนาจระบอบประยุทธ์ให้มั่นคงแข็งแรงอย่างน้อย 6 กลุ่ม

 

1. กลุ่มทุนที่เชื่อมต่อผ่าน พล.อ. ประวิตร – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พูดไว้ในเวทีสื่อต่างชาติว่า “ผมมาจากคนที่ร่ำรวยที่สุด 1% แรกของสังคม แต่ผมยืนหยัดเพื่อคนอีก 99% ในสังคม” ประโยคนี้ปะทะกับการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารอย่างจัง เพราะในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา 1% ของประเทศนี้มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นสูงมาก ทุนใหญ่ขยายกิจการโดยได้รับการสนับสนุน ลดหย่อน เอื้ออำนวยความสะดวก จากรัฐทั้งในเชิงข้อกฎหมาย และการแลกเปลี่ยนแบบต่างๆ หรือนัยหนึ่ง ทุนใหญ่พอใจกับเสถียรภาพและสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลทหารมอบให้ สอดคล้องกับ เดอะแจ็ค-วัชระ เพชรทอง ที่เสนอว่ามีความตั้งใจจะระดมทุนถึง 4 หมื่นล้านบาทเพื่อสนับสนุน ‘พรรคทหาร’

 

ตัวอย่างการระดมทุนพรรคทหารไม่นานมานี้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นอกจากเป็น รองนายกรัฐมนตรีและผู้มีบารมีในรัฐบาลทหารแล้ว ยังสวมหมวกประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ทำให้สามารถโชว์ซูเปอร์คอนเน็กชันมาสร้าง ‘บิ๊กดีล’ โดยดูดกลุ่มทุนต่างๆ มาเป็นกองหนุนได้สำเร็จ จนสามารถคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียมาฉายได้สำเร็จ  

 

ดึงเอกชน 9 รายมาร่วมเป็นกองหนุน ประกอบด้วย เครือเจริญโภคภัณฑ์, ไทยเบฟเวอเรจ, คิง เพาเวอร์, กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี, บีทีเอส กรุ๊ป, ธนาคารกสิกรไทย, พีทีที โกลบอล เคมิคอล, บางจาก และคาราบาวแดง มาร่วมลงขัน โดยระดมทุนกันราว 1.4 พันล้านบาท 6 บริษัทแรกลงกันคนละ 200 ล้านบาท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ลง 100 ล้านบาท ส่วนบางจากและคาราบาวแดง คนละ 50 ล้านบาท

 

อันนี้แค่ซ้อมๆ เมื่อฤดูเลือกตั้งมาถึงคงสะพัดมากกว่านี้ นอกจากกลุ่มทุนที่มีชื่อข้างต้นแล้ว ยังมีทุนใหญ่สนใจจะลงขันกับบิ๊กป้อมอีกหลายราย แต่อย่างว่าทุนใหญ่ใกล้ทหารเขามีลำดับชั้น ไม่ใช่ใครจะเข้าไปลงขันได้หมด นาทีนี้ตัวเลขที่เดอะแจ็คบอกจึง ‘เล็กน้อย’ และคงได้มากกว่านั้นหลายเท่าตัว

 

5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลดึง ‘เจ้าสัว-ทุนใหญ่’ มาร่วมช่วยงานและลงขันกับภาครัฐได้แนบแน่น ดังปรากฏผ่านการบริหารแนวใหม่ สูตรสานพลังประชารัฐ ดึงทุนใหญ่มาร่วมทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาคน

 

ทุนใหญ่ที่มาก็เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ, บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด, บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป, บมจ. ปตท., บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์, บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, บมจ. ซีพี ออลล์, บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

 

ขณะเดียวกันโปรเจกต์ EEC ก็ดูเหมือนผลประโยชน์จะตกกับ 1% ทั้งนั้น ในขณะที่ 99% ที่เหลือในประเทศนี้มีเงินในกระเป๋าน้อยลงทุกวัน จะ ‘ทหาร’ หรือ ‘นักการเมือง’ มาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวก็จากไป แต่ ‘ทุนใหญ่’ นั้นอยู่นาน การจ่ายค่าผ่านทางและค่าเช่าทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่พวกเขายินดี

 

2. กองทัพที่เป็นปึกแผ่น – นาทีนี้การจัดรายชื่ออวยยศกำลังพลในกองทัพ แม้จะมีผู้บารมีหลายคนร่วมกันจัดโผและเคาะ แต่ผู้ทำบัญชีหลักๆ ยังคงเป็น ‘ประยุทธ์-ประวิตร’ ทำให้พวกเขาสามารถกระจายโอกาส ผลประโยชน์ การเติบโต และคุมกองทัพให้อยู่ในโอวาทต่อไป หนึ่งในสูตรการจัดโผคือยินดีให้แม่น้ำสายใหม่ๆ ได้ไหลมาบรรจบลงบ่อเดียวเพื่อเอกภาพทางการเมือง

 

แม่น้ำสองสาย ‘บูรพาพยัคฆ์’ และ ‘วงศ์เทวัญ’ ไหลรวมสู่บ่อเดียวเพื่อเป็นเอกภาพหนุนลุงตู่อยู่ยาว โดยเฉพาะการปรากฏชื่อของ ‘บิ๊กแดง’ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ สายวงศ์เทวัญ ตท.20 ในฐานะแคนดิเดต ผบ.ทบ. ที่มีอายุราชการยาวถึงปี 63 ถือเป็นชื่อที่ได้รับแรงหนุนจากบิ๊กเนม

 

ชื่อชั้นของบิ๊กแดง บรรดาบิ๊กการเมืองรู้จักดี เพราะตลอด 5 ปี บิ๊กแดงเดินสายพบปะกับนักการเมืองเพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยให้กับ คสช. เขายังเป็นหลักในการดูแลความสงบ ดูแลม็อบต่างๆ ไม่ให้แผ้วพาน นายกฯ ได้ ผบ.ทบ. คนใหม่ จะเป็นปัจจัยค้ำยันให้ ระบอบประยุทธ์อยู่ได้อีกยาว อย่างไรก็ตามไม่พึงประเมินบิ๊กแดงต่ำเกินไป ทายาท ‘คงสมพงษ์’ คนนี้อาจสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคตก็ได้

 

รัฐประหารที่อยู่นานทำให้กองทัพผลักดันตัวเองให้ได้มีบทบาทในทางการเมืองและสังคมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการขยายอำนาจทหารที่ได้รับคำวิจารณ์อยู่ไม่น้อย คือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 51/2560 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือที่รู้จักกันดีในนาม พ.ร.บ. ความมั่นคง ให้อำนาจ กอ.รมน. แก้ไขภัยความมั่นคงในประเทศ แก้ไขกฎหมายครั้งนี้ รื้อใหญ่ ใช้ยาแรง แผ่อำนาจกองทัพลงไปถึงทุกจังหวัด ดึงผู้แทนจากส่วนราชการทุกกระทรวงในจังหวัดมาร่วมในโครงสร้าง กอ.รมน. จังหวัด นาทีนี้ กองทัพเป็นปึกแผ่นยังไม่พอ แต่ยังดึงข้าราชการพลเรือนเข้ามาอยู่ใต้การนำของกองทัพอีกด้วย

 

3. เนติบริกรชั้นครู อุตสาหกรรมการปฏิรูปประเทศ สภาตรายางและองค์กรอิสระสีเขียว – ระบอบประยุทธ์จะอยู่ได้ยาวนานขนาดนี้ไม่ได้ถ้าไม่มี ‘อภินิหารทางกฎหมาย’ คอยอุ้มชูโดย ‘เนติบริกรชั้นครู’ 3 รายคือ มีชัย วิษณุ บวรศักดิ์

 

ชื่อแรก มีชัย เป็นพลเรือนเพียงรายเดียวที่ได้เป็นสมาชิกในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตัวเขาคุมการร่างรัฐธรรมนูญ คุมการคลอดกฎหมายลูกทุกฉบับ จะเลื่อนหรือขยับการเลือกตั้ง มีชัยทำได้ ผลงานสุดท้ายที่จะฝากไว้คือปฏิรูปตำรวจ กฎหมายซึ่งนายกฯ ตั้งใจใช้เป็นบทพิสูจน์การปฏิรูปประเทศว่า ‘กล้าปฏิรูปพวกเดียวกันเอง’

 

ชื่อที่สอง วิษณุ เป็นหนึ่งในพลเรือนที่นั่งในคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คุมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลแทบทั้งหมด รวมถึงนั่งหัวโต๊ะการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศอยู่ตลอด

 

ชื่อที่สาม บวรศักดิ์ กำลังจะนั่งเป็นหัวโต๊ะคณะกรรมการออกกฎหมายเร่งด่วน บวรศักดิ์ทิ้งคำคมล่าสุด “ถ้านายกรัฐมนตรีคนต่อไปเป็น พล.อ. ประยุทธ์จะไหลลื่น แต่ถ้าเป็นธนาธร อภิสิทธิ์ สุดารัตน์ จะดูไม่จืด”

 

เครือข่ายวงวารที่ค้ำยัน คสช. ยังรวมถึง ‘คณะกรรมการปฏิรูป 11 คณะ’ ตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ 2560 ซึ่งจะอยู่ยาว 5 ปี เพื่อทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ เช่น อเนก คุมปฏิรูปด้านการเมือง, กฤษฎา รัฐมนตรีนกหวีด คุมปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน, บวรศักดิ์ คุมด้านกฎหมาย, ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ คุมด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ, ประสาร ไตรรัตน์วรกุล คุมด้านเศรษฐกิจ และอื่นๆ ทั้งหมดนี้ต้องเรียกว่าเป็น ‘อุตสาหกรรมการปฏิรูปประเทศ’ เมื่อทำเสร็จจะได้แผนกล่องใหญ่ ส่วนจะนำไปปฏิบัติจริงและได้ผลหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ที่ซ้ำรอยเดิมกับการปฏิรูปครั้งก่อนๆ ก็คือ ในอุตสาหกรรมนี้ผู้รับจ้างแสดงมีหน้าเดิมๆ ทั้งนั้น

 

นอกจาก ‘สภาตรายาง’ ที่นำทีมโดย ‘พรเพชร’ แล้ว ที่น่าจับตาต่อไปยาวๆ คือ ความพยายามในการล้วงลูกองค์กรอิสระ ยุบชุดเก่า แต่งตั้งชุดใหม่ให้เป็นองค์กรอิสระสีเขียว เช่น ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นจากตำแหน่ง กกต. หนักไปกว่านั้น ล่าสุด วิษณุ เดินหน้าร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือนเผยบ้างแล้ว ทำนอง “ใครเป็นพลตรีก็เทียบเท่าระดับอธิบดีแล้วกัน”

 

ถ้าใช้มาตรฐานแบบนี้ ต่อไปเราจะได้เห็นทหารตบเท้าในองค์กรอิสระกันพรึ่บ เพราะอธิบดีมีไม่มาก แต่นายพลยศพลตรีมีหลักหลายร้อย มาแนวนี้คือวางแนวทางเพื่อการอยู่ยาวแบบราบรื่น และวางยารัฐบาลอื่นๆ ที่ นายกฯ ไม่ได้ชื่อประยุทธ์

 

อ่านต่อตอนที่ 2

 

The post เปิดผังเครือข่ายค้ำยันฐานอำนาจระบอบประยุทธ์ ตอนที่ 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/prayuth-government-network-01/feed/ 0
คนอยากเลือกตั้ง ดันรั้วหวังฝ่าแนวกั้น จ่านิววูบล้ม ตำรวจประกาศไม่สลายชุมนุม ไม่มีแก๊สน้ำตา คสช. แจ้งจับ 5 แกนนำ https://thestandard.co/report-arrested-5-leaders-people-want-election/ https://thestandard.co/report-arrested-5-leaders-people-want-election/#respond Tue, 22 May 2018 05:25:17 +0000 https://thestandard.co/?p=92368

สถานการณ์บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฝ […]

The post คนอยากเลือกตั้ง ดันรั้วหวังฝ่าแนวกั้น จ่านิววูบล้ม ตำรวจประกาศไม่สลายชุมนุม ไม่มีแก๊สน้ำตา คสช. แจ้งจับ 5 แกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฝั่งประตูสนามหลวง เมื่อเวลา 10.45 น. เกิดเหตุชุลมุนขึ้น เมื่อกลุ่มคนอยากเลือกตั้งพยายามฝ่าแนวรั้วเหล็กกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการปะทะผลักดันกันชุลมุน จนมีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเป็นลม ทั้งนี้แกนนำอ้างว่ามีผู้ร่วมชุมนุมที่เดินทางมาสมทบอยู่หลังแนวกั้นของตำรวจ จึงอยากเปิดทางให้เข้ามาร่วมชุมนุมที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมจึงทำการสกัดกั้น

 

 

ขณะที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง มีอาการวูบล้มลงระหว่างการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ก่อนจะลุกขึ้นมาทำการปฐมพยาบาลพร้อมบอกกับผู้ชุมนุมว่าให้ยุติการผลักดัน

 

ทั้งนี้จ่านิวอ้างว่า เจ้าหน้าที่มีการเตรียมอุปกรณ์บางอย่าง ขณะที่เจ้าหน้าที่ประกาศผ่านเครื่องเสียงยืนยันว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุม และไม่มีการเตรียมแก๊สน้ำตา

 

 

ด้าน รังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบอกกับ THE STANDARD ว่า ขณะนี้กำลังประเมินสถานการณ์ แต่จะไม่ใช้กำลังปะทะให้เกิดความรุนแรง ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่ไม่เปิดทางให้ทางกลุ่มเคลื่อนขบวนก็จะปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม หลังการปะทะผลักดันกับเจ้าหน้าที่คลี่คลายได้ไม่นาน มีฝนตกลงมาอย่างหนักที่บริเวณพื้นที่ชุมนุม ผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนต่างแยกย้ายกันหลบฝน ทำให้สถานการณ์สงบไปได้ระยะหนึ่ง

 

 

ขณะที่ฝ่ายความมั่นคง พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า คสช. ได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นางสาวปิยรัตน์ จงเทพ, นางสาวณัฏฐา มหัทธนา ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูแลการชุมนุมในภาพรวม โดยมีแนวทางไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยภาพรวม

 

The post คนอยากเลือกตั้ง ดันรั้วหวังฝ่าแนวกั้น จ่านิววูบล้ม ตำรวจประกาศไม่สลายชุมนุม ไม่มีแก๊สน้ำตา คสช. แจ้งจับ 5 แกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/report-arrested-5-leaders-people-want-election/feed/ 0