ไฮโดรเจน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ไฮโดรเจน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 03 Jun 2026 07:14:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 จากปิโตรเคมีขาลงสู่พลังงานยุคใหม่ ‘กนอ.’ ลุ้น PDP 2026 พลิกโฉมมาบตาพุด รุกลงทุนไฮโดรเจน-SMR https://thestandard.co/ieat-map-ta-phut-energy-hydrogen-smr/ Wed, 03 Jun 2026 07:14:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1214243 ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

หลังวิกฤตตะวันออกกลาง ด้วยเทรนด์โลก ถนนทุกสายต่างมุ่งสู […]

The post จากปิโตรเคมีขาลงสู่พลังงานยุคใหม่ ‘กนอ.’ ลุ้น PDP 2026 พลิกโฉมมาบตาพุด รุกลงทุนไฮโดรเจน-SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

หลังวิกฤตตะวันออกกลาง ด้วยเทรนด์โลก ถนนทุกสายต่างมุ่งสู่พลังงานสะอาด ส่งผลให้ กนอ.ปรับแผนเปลี่ยนเกมจากปิโตรเคมีขาลง สู่พลังงานแห่งอนาคต เดินหน้ามาบตาพุดเฟส 3

 

หากแผน PDP ฉบับใหม่คลอด พร้อมดึงลงทุนพลังงานยุคใหม่ ทั้งไฮโดรเจน SMR ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนให้ความสนใจจำนวนมาก โดย ‘วราวุธ’ ถก 10 บิ๊กคอร์ป ปลดล็อกเงื่อนไข EEC เร่งเครื่องมาบตาพุดสู่ฮับอุตสาหกรรมสีเขียวภูมิภาค

 

THE STANDARD WEALTH ร่วมลงพื้นที่ความคืบหน้าโครงการท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ 3 กับ สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยสุเมธ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งใน 4 เมกะโปรเจ็กต์โครงสร้างพื้นฐานของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าประมาณ 93,625 ล้านบาท

 

ด้วยการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง

 

โดยช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 1

 

“งานก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ยังคงเดินหน้าตามแผน ภาคเอกชนบางส่วนได้เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการถมทะเลแล้ว สำหรับพื้นที่ส่วนอื่นอยู่ระหว่างการปรับสภาพ รอให้ดินและตะกอนมีความมั่นคงก่อนพัฒนาโครงการเพิ่มเติม และคาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบภายใน 2 ปี”

 

ลุ้นคลอดแผน PDP 2026

 

ส่วนช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ (Superstructure) แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C

 

“ยอมรับว่ามีความความล่าช้า หลังจากรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบ ร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) และต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) PDP เพื่อทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ใหม่ ด้วยเหตุที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง น้ำมันมีความผันผวนสูง เราจำเป็นต้องรอความชัดเจนรัฐบาล” สุเมธ กล่าว

 

สุเมธ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ซึ่งเดิมพื้นที่แปลง A และแปลง C ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้น จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า

 

“ตอนนี้เราเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อ ครม. ไปแล้ว เรามีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบ G2G หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งเบื้องต้น เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ จึงต้องรอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร”

 

พลิกโอกาสปิโตรฯขาลง ดึงลงทุนพลังงานยุคใหม่

 

สำหรับพื้นที่ ช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศระยะยาว

 

แม้ว่าเดิมทีโครงการถูกออกแบบให้การพัฒนาระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เดินหน้าไปพร้อมกัน

 

ดังนั้น พื้นที่ตรงส่วนนี้จึงเปลี่ยนแนวทางให้ใช้ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงสะอาด พลังงานไฮโดรเจน โซล่าร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ

 

หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

 

“ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดเข้ามาลงทุน เนื่องจากต้องรอความชัดเจน PDP ก่อน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่วางไว้”

 

โดยตามแผนเดิมกำหนดลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างในปี 2567 ก่อนเปิดดำเนินการในปี 2569

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาใช้พื้นที่อย่างแน่นอน เนื่องจากขณะนี้มีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติแสดงความสนใจจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

 

ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 2

 

ขณะเดียวกัน กนอ. ยังคงเดินหน้าดูแลผลกระทบต่อชุมชนประมงในพื้นที่ โดยได้จ่ายเงินเยียวยารอบแรกให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังมีบางกลุ่มที่เห็นว่ายังได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประมง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ สำหรับโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 มีพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลประมาณ 450 ไร่ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคอีกกว่า 600 ไร่ ในจำนวนนี้ประมาณ 200 ไร่ กำหนดให้รองรับ LNG Terminal ของกลุ่ม ปตท. เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวของประเทศ มีการแบ่งพื้นที่เป็นแปลง A B C

 

โดยแปลง B ให้ Gulf MTP ทำท่าเรือก๊าซ LNG ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2572

 

ในขณะที่แปลง A ตามแผนเดิมคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่างๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้า โรงงานเหล็ก โครงการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปี 2572

 

ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากหารือร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ 10 บริษัทในพื้นที่ EEC ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหา ทั้งปลดล็อกกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน

 

ภาพมุมสูงนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 3

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเข้าถึง Renewable Energy ตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

 

เอกชนชงรัฐเร่งปลดล็อกลงทุน 5 ข้อ

 

  1. เร่งผลักดันระบบการเข้าถึงพลังงานเสรี การใช้สาธารณูปโภคร่วม (Common Utilities)
  2. สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับเป้าหมาย RE100 จากแรงกดดันจากมาตรการลดคาร์บอนและกติกาการค้าสีเขียวโลก โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของยุโรป ที่กำลังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการไทย
  3. ต้องการให้รัฐร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว สนับสนุนพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ไฮโดรเจน และระบบดักจับคาร์บอน (CCUS)
  4. เรียกร้องให้ปฏิรูประบบอนุญาตภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน EIA/EHIA ผ่านระบบดิจิทัลและ One Stop Service รวมถึงเปิดพื้นที่ Regulatory Sandbox เพื่อทดลองนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม
  5. การผลักดันท่าเรืออัจฉริยะ หรือ Smart Port เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์

 

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการลำเลียงวัตถุดิบ

 

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ที่ไทยกำลังเจอความเสี่ยงจากภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ รัฐบาลเตรียมพื้นที่อ่างเก็บน้ำไว้รองรับรวมถึงแผนการผันน้ำพื้นที่แล้ว

 

“เราจะปรับให้มาบตาพุดเป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม สู่ฮับอุตสาหกรรมสีเขียวภูมิภาค

 

หลังวิกฤตการแข่งขันอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกกดดัน แข่งขันรุนแรง และกำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดจากจีน บวกกับเหตุวิกฤตตะวันออกกลาง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลงและการลงทุนใหม่ชะลอตัว” วราวุธ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Shutterstock / Ben Petcharapiracht

The post จากปิโตรเคมีขาลงสู่พลังงานยุคใหม่ ‘กนอ.’ ลุ้น PDP 2026 พลิกโฉมมาบตาพุด รุกลงทุนไฮโดรเจน-SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันเสนอ 3 มิติ รับมือวิกฤตพลังงาน ขอรัฐเร่งดูแลปัจจัย 4-แก้โครงสร้างราคาน้ำมัน ใช้พลังงานสีเขียวทดแทน https://thestandard.co/yoschanan-energy-crisis-oil-price-green/ Wed, 25 Mar 2026 09:28:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1191269 ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 […]

The post ยศชนันเสนอ 3 มิติ รับมือวิกฤตพลังงาน ขอรัฐเร่งดูแลปัจจัย 4-แก้โครงสร้างราคาน้ำมัน ใช้พลังงานสีเขียวทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มีเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า วิกฤตในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับกระทรวงพลังงานอย่างเดียว เป็นความร่วมมือกันของหลายกระทรวง ซึ่งตนขอนำเสนอ 3 มิติ ในการบริหารจัดการสภาวะวิกฤตตะวันออกกลาง

 

มิติแรก คือ ปัจจัย 4 ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นสิ่งสำคัญคิดเป็น 70-80% ของค่าใช้จ่ายของพวกเราที่มี

ด้านอาหารเริ่มจากต้นน้ำคือเรื่องการเกษตร ปุ๋ย อุปกรณ์ทางการเกษตรที่ต้องใช้น้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ปัญหาวัตถุดิบที่เกิดจากโลจิสติกส์ พลาสติก ส่วนเรื่องเครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ต้องดูแลกลไกราคา

 

การขนส่งและโลจิสติกส์ ที่อยู่อาศัย ค่าเช่า ค่าไฟ การเดินทาง ส่วนนี้คนที่เดือดร้อน มีทั้งประชาชน และผู้ประกอบการรวมกัน ทุกกระทรวงมีความจำเป็นที่ต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้

 

ขณะที่เรื่องยารักษาโรคเป็นเรื่องสำคัญ น้ำมันเป็นต้นน้ำ เคมีภัณฑ์เป็นกลางน้ำและปลายน้ำ โดยปกติสารตั้งต้นของการผลิตยานำเข้าจากจีนและอินเดีย แต่ขณะนี้การขนส่งล่าช้า แต่ขอชื่นชม อย. ที่เริ่มมีการดำเนินการเรื่องนี้แล้ว แต่อยากให้รัฐบาลเข้าไปช่วย Action plan ให้ชัด

 

รวมถึงเรื่องการรักษาทางไกล ต้องเตรียมพร้อมเรื่องบรรจุภัณฑ์ ถุงน้ำเกลือ ต้องสต็อกให้เพียงพอ แม้ขณะนี้ยังไม่เกิดปัญหาแต่เราสามารถเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ได้

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวอีกว่า มิติที่สองเป็นเรื่องความเร่งด่วนต้องดูแลตั้งแต่กลุ่มเปราะบาง รถพยาบาล รถฉุกเฉิน ผู้ป่วยต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยต้องบริหารกฎหมายด้านการก่อสร้างต่างๆ ที่อาจจำเป็นหากบางอย่างล่าช้า จะเกิดความเดือดร้อนกับประชาชน

 

มิติที่สาม อนาคตโครงสร้างราคาน้ำมัน ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน การใช้ระบบดิจิทัลติดตามตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งไม่ใช่แค่ปั๊มน้ำมัน ยังรวมถึงเรื่องพลังงานทดแทน การนำพลังงานชีวภาพ โซลาร์เซลล์ ไฮโดรเจน ต้องเริ่มในเรื่องพลังงานสีเขียว และการกระจายห่วงโซ่อุปทาน ตนเองหวังว่าสิ่งที่นำเสนอจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลและทุกกระทรวงสามารถตอบปัจจัยสามมิติได้อย่างทั่วถึงเพื่อประชาชน

 

“ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด มีความจำเป็นต้องลำดับให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ” ศ.ดร.ยศชนันกล่าวทิ้งท้าย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นการอภิปรายในสภาครั้งแรกของ ศ.ดร.ยศชนันในการเป็น สส. ซึ่งก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนันเคยระบุว่าพร้อมจะทำหน้าที่ในฐานะนิติบัญญัติอย่างเต็มที่

The post ยศชนันเสนอ 3 มิติ รับมือวิกฤตพลังงาน ขอรัฐเร่งดูแลปัจจัย 4-แก้โครงสร้างราคาน้ำมัน ใช้พลังงานสีเขียวทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี https://thestandard.co/2026-china-new-tech-strategy/ Tue, 23 Dec 2025 04:57:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1157160 ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร […]

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร์ ข้อถกเถียงมักอยู่ที่ว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ อยู่กี่ปีกันแน่ บ้างก็บอกว่า 10 ปี บ้างก็บอกว่า 5 ปี บ้างก็ว่าน้อยกว่านั้นอีก และจีนกำลังทุ่มเทเต็มที่ที่จะไล่กวดตามให้ทันสหรัฐฯ ให้ได้

 

แต่ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีจีนที่สำคัญยิ่งกว่าการไล่กวดในอุตสาหกรรมที่จีนตามมาทีหลัง คือการเร่งขึ้นเกียร์ขยับนำหน้าให้ได้ในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ทั้งหลายที่วันนี้ยังไม่มีใครเป็นผู้นำที่ชัดเจน ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเริ่มต้นที่ศูนย์พร้อมกัน และยังเป็นอุตสาหกรรมทารกและรอการปฏิวัติวงการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับโลก

 

ลองนึกดูครับว่า ถ้าจีนเกิดทำสำเร็จเรื่องควอนตัม จีนก็คงไปบอกสหรัฐฯ ว่าจะใช้ควอนตัมไหม หากจะใช้ ก็ช่วยขายชิปให้จีนด้วยแลกกัน นี่จึงเป็นเกมการสร้างอำนาจต่อรองและไพ่ใบใหม่ของจีน

 

ในแผน 5 ปี ฉบับใหม่ของจีนที่จะประกาศใช้ในปี 2026 จึงได้กำหนดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมายใหม่แตกต่างจากเดิม จีนไม่ได้เน้นย้ำเพียงอุตสาหกรรมที่เราคุ้นชินเช่น Generative AI, รถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์เหมือนในแผนฉบับเก่า แต่หันมาเน้นเรื่องใหม่ๆ อย่างควอนตัม การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และ 6G

 

เราลองมาดูความสำคัญของแต่ละเรื่องกันครับ

 

  • อุตสาหกรรมควอนตัม ตัวการคำนวณควอนตัม (Quantum computing) หากสำเร็จอาจทำลายระบบเข้ารหัสดั้งเดิม และเปิดทางให้กับการคำนวณที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์วันนี้ยังทำไม่ได้ หากจีนสามารถคุมโครงสร้างพื้นฐานชุดนี้ได้ก่อน จีนจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีมหาศาล

 

  • การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) คือการใช้เซลล์ เอนไซม์ หรือสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วเป็น ‘วัตถุดิบในการผลิต’ จนสามารถผลิตยา วัคซีน วัสดุชีวภาพ พลาสติกย่อยสลายได้ โปรตีนทางเลือก อาหารใหม่ๆ หากเปรียบเศรษฐกิจแบบเดิมของจีนเป็น ‘โรงงานเหล็กและปูน’ การผลิตชีวภาพก็กำลังกลายเป็น ‘โรงงานเซลล์และดีเอ็นเอ’ ที่เสริมอีกเสาให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจจีนหมุนต่อไปในยุคหลังอุตสาหกรรมหนัก

 

  • ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ จีนกำลังวาง ‘เดิมพันยาว’ กับสองเทคโนโลยีพลังงานที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่ แต่ถ้าเวิร์กจะกลายเป็น Game Changer ของโลกพลังงาน

 

  • การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) คือเทคโนโลยีเชื่อมสัญญาณสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องกล ช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมแขนกล วีลแชร์ หรือแป้นพิมพ์ด้วยความคิด ใช้ในเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประสาทวิทยา สุขภาพจิต และในระยะยาว อาจต่อยอดไปถึงการเรียนรู้ การเสริมความจำ หรือ gaming รูปแบบใหม่ รวมทั้งมีนัยต่อความมั่นคงและการพัฒนาอาวุธยุคใหม่ด้วย

 

  • ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ช่วงหลังเรามักพูดถึง AI ในฐานะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือแชตบอต แต่ที่จีนกำลังเน้น ‘Embodied AI’ – AI ที่มีร่างกาย เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มองเห็น ฟังเสียง และเดินในโรงงาน ทำงานในบ้าน โรงพยาบาล โกดังสินค้า รัฐบาลจีนมองว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะเป็นหัวใจของ ‘กำลังการผลิตคุณภาพใหม่’ (new quality productive forces) ในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

 

  • 6G Mobile Communications ในขณะที่ 5G ยังไม่ทันใช้เต็มศักยภาพ โลกก็พูดถึง 6G แล้ว ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ ‘เน็ตเร็วกว่าเดิม’ แต่คือ การใช้คลื่นความถี่ที่สูงขึ้น ดีเลย์ต่ำมากระดับมิลลิวินาที ซึ่งจะทำให้เกิดการผสาน ‘สื่อสาร + คำนวณ + เซนส์ซิง’ ในเครือข่ายเดียว สำหรับจีน 6G คือ ‘โครงข่ายประสาท’ ที่จะเชื่อมทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ โรงงานอัจฉริยะ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่และเมืองอัจฉริยะทั้งเมือง โดยตั้งเป้าว่า 6G จะเริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในต้นทศวรรษ 2030

 

ถ้ามองรวมกัน เราจะเห็นว่าทั้งหมดข้างต้นมีลักษณะเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน (general-purpose) ที่เป็นรากฐานให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมได้อีกหลากหลาย ควอนตัมและ 6G เปลี่ยนวิธีส่งข้อมูลและคำนวณ การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) เปลี่ยนวิธีผลิตอาหารและยา ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์เปลี่ยนระบบพลังงาน ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์–เครื่องจักร หากจีนสามารถปฏิวัติวงการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ ย่อมจะมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่คุณค่าทั่วโลกมากกว่าเพียงการผลิตสินค้าอย่างเดียว

 

ที่สำคัญ นี่เป็นการรีเซ็ตโครงสร้างเศรษฐกิจจีนจากอุตสาหกรรมเดิมที่เริ่มล้นตลาด แผน 5 ปีฉบับใหม่ (2026–2030) ของจีนจึงเริ่มลดน้ำหนักอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ที่ถูกผลักดันอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า จนเกิดปัญหากำลังการผลิตเกินตัว (oversupply) และนำมาสู่แรงกดดันทางการค้า ดังนั้นในแผนใหม่จีนจึงจะเริ่มขยับน้ำหนักไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ข้างต้นแทน

 

วันนี้ไทยจึงไม่ได้แข่งกับจีนเพียงเรื่องต้นทุนค่าแรงหรือความสามารถด้านการผลิตอีกต่อไป แต่ต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อมตัวเองเข้าไปใน ecosystem เทคโนโลยีใหม่ของจีนได้อย่างไร และจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ของจีนในการช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจขั้นต่อไปของไทยเองด้วย

 

เราพร้อมหรือยังที่จะอัปเกรดระบบวิจัย การศึกษา และกติกากฎหมายของเรา ให้รองรับยุคที่ ‘สมองคน – หุ่นยนต์ – ดวงอาทิตย์เทียม – และควอนตัม’ กำลังถูกเขียนเข้าไปในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใหญ่

 

ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้ ผู้ซื้อ ผู้รับจ้างผลิต หรือไทยจะเริ่มพัฒนาจุดแข็งเฉพาะตัวที่จีน (และสหรัฐฯ) ต้องการมา ‘ต่อจิ๊กซอว์’ กับเรา

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ไฮโดรเจน” พลังงานทางเลือกที่กำลังก้าวสู่การเป็นเสาหลักใหม่ของระบบพลังงานไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/hydrogen-new-pillar-thai-energy/ Fri, 25 Jul 2025 07:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1095978

โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ของพลังงานอย่างรวดเร็ว […]

The post “ไฮโดรเจน” พลังงานทางเลือกที่กำลังก้าวสู่การเป็นเสาหลักใหม่ของระบบพลังงานไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ของพลังงานอย่างรวดเร็ว

 

วิกฤตสภาพภูมิอากาศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ น้ำท่วมรุนแรงในหลายประเทศ ได้กลายเป็นแรงกดดันระดับโลกที่ผลักให้ทุกภาคส่วน “เร่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบพลังงานสะอาด” อย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่เพราะเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความมั่นคงทางพลังงาน และการปรับตัวต่อกฎเกมเศรษฐกิจใหม่ เช่น คาร์บอนเครดิต และภาษีคาร์บอน

 

ในกระแสนี้ พลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมนั้นถูกผลักดันอย่างจริงจังในหลายประเทศแต่เบื้องหลัง “อีกหนึ่งพลังงานสำคัญ” ที่กำลังค่อยๆ เติบโต และได้รับความสนใจมากขึ้นจากทั่วโลก คือ พลังงานไฮโดรเจน

 

ไฮโดรเจนกำลังขยับจากการเป็น “พลังงานสำรอง” ไปสู่การเป็น “รากฐาน” สำคัญของระบบพลังงานใหม่ทั่วโลก แล้วประเทศไทยพร้อมหรือยัง?

 

ทำความรู้จัก “พลังงานไฮโดรเจน”

 

ไฮโดรเจน (Hydrogen – H₂) อาจฟังดูเหมือนคำที่อยู่ในห้องทดลองมากกว่าเวทีนโยบายพลังงาน แต่ในความเป็นจริง พลังงานไฮโดรเจนกำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศชั้นนำทั่วโลก ไม่ใช่แค่เพราะเป็นพลังงานสะอาด แต่เพราะมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบพลังงานที่เสถียรได้

 

 

ไฮโดรเจนไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ปล่อย CO₂ เมื่อเผาไหม้ และมีค่าพลังงานต่อหน่วยมวลสูง

 

สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นคือความสามารถในการประยุกต์ใช้ในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่โรงไฟฟ้า รถบรรทุก ไปจนถึงระบบสำรองไฟในพื้นที่ห่างไกล

 

การผลิตไฮโดรเจนมีหลายวิธี ซึ่งส่งผลต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอน จึงมีการจัดประเภทตาม “สี” ดังนี้

 

  • สีเทา 

ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (Steam Methane Reforming: SMR) โดยไม่มีการจัดการกับ CO₂ ที่เกิดขึ้น

 

  • สีฟ้า

ผลิตจากกระบวนการเดียวกับสีเทา แต่มีเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ CO₂ (Carbon Capture and Storage: CCS)

 

  • สีเขียว

ผลิตโดยการแยกไฮโดรเจนจากน้ำด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม โดยไม่ปล่อย CO₂ — ถือเป็นรูปแบบที่สะอาดที่สุด

 

ทำไมไฮโดรเจนถึงเป็นคำตอบของระบบพลังงานยุคใหม่

 

ไฮโดรเจนถูกนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมมานาน โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี แต่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในยุค Net Zero คือ โลกต้องการพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลมได้ในระยะยาว ประเทศต่าง ๆ จึงเริ่มวางแผนพัฒนาไฮโดรเจนให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น

 

  • เยอรมนี เปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนที่วิ่งได้มากกว่า 1,000 กม. ต่อการเติมหนึ่งถัง
  • ญี่ปุ่น มีการพัฒนารถบรรทุก Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) และทดลองใช้ไฮโดรเจนใน Data Center
  • ฝรั่งเศส มีการใช้เรือและจักรยานพลังงานไฮโดรเจนในเชิงพาณิชย์

 

หลายประเทศมุ่งเป้าไปที่ “ไฮโดรเจนสีเขียว” เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายภาคส่วน

 

  • ภาคอุตสาหกรรม: ใช้แทนเชื้อเพลิงในโรงงานที่ต้องใช้ความร้อนสูง เช่น ซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี
  • ภาคพลังงาน: ใช้ผลิตไฟฟ้าโดยตรง หรือเก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานแสงอาทิตย์/ลมไว้ใช้ช่วงที่ไม่มีแหล่งจ่าย
  • ภาคขนส่ง: โดยเฉพาะรถขนส่งระยะไกล เช่น รถบรรทุก รถโดยสาร หรือเรือขนาดใหญ่
  • ระบบสำรองไฟฟ้า: สำหรับพื้นที่ห่างไกล ระบบ Off-grid หรือโครงข่ายที่ต้องการพลังงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน

 

ไฮโดรเจนกำลังมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างพลังงานไทยในอนาคต แม้ประเทศไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลักทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้าและการขนส่ง แต่ในระดับนโยบาย พลังงานสะอาดเริ่มถูกยกระดับให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065

 

ในพิมพ์เขียวพลังงานฉบับล่าสุด ไฮโดรเจนไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวคิดอนาคตอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดให้เป็น “องค์ประกอบสำคัญ” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ

 

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้กำหนดแนวทางพัฒนาไฮโดรเจนไว้ใน 3 ระยะ ได้แก่

 

  • ระยะสั้น (ค.ศ. 2025-2030)

เป็นการเตรียมความพร้อม เช่น โครงการนำร่อง กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย วางแผนและศึกษาโมเดลธุรกิจใหม่ ทดสอบระบบจัดเก็บและขนส่งไฮโดรเจน

 

  • ระยะกลาง (ค.ศ. 2031–2040) 

ระยะในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของไฮโดรเจนในภาคพลังงาน รวมถึงการผสมไฮโดรเจน 5-10% ในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า การส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวเพื่อรองรับไฮโดรเจนสีเขียวและการขยายสถานีไฮโดรเจน รวมถึงการติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

  • ระยะยาว (ค.ศ. 2041–2050) 

เดินหน้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจน 10-20% ในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า พัฒนากลไกการตรวจสอบ ประเมิน และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แก้ไขภาษีคาร์บอนในโครงสร้างราคา สร้างแพลตฟอร์มและการซื้อขายคาร์บอน กำหนดมาตรฐานสำหรับรถ Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) และสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน

 

 

นั่นหมายความว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ไฮโดรเจนจะไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดในห้องทดลองอีกต่อไป แต่จะเริ่มถูกนำมาใช้งานจริงในระบบพลังงานของประเทศไทย

 

การนำไฮโดรเจนเข้าสู่ระบบพลังงาน ไม่ใช่มีเป้าหมายเพียงเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติอื่น ๆ เช่น

 

  • เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะไฮโดรเจนสามารถผลิตได้ในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

 

  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG สนับสนุนการพัฒนา Supply chain พลังงานสะอาด ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมเคมี

 

  • ส่งเสริมนวัตกรรมไทย เปิดโอกาสให้นักวิจัย สตาร์ทอัป และภาคการศึกษาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในระบบพลังงานแห่งอนาคต

 

เส้นทางของ กลุ่ม ปตท. สู่เศรษฐกิจไฮโดรเจน

 

ไม่เพียงแต่ความพยายามของภาครัฐเพียงเท่านั้น แต่ความพยายามของภาคเอกชนอย่าง กลุ่ม ปตท. ซึ่งมีพันธกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุลก็กำลังขับเคลื่อนเรื่องไฮโดรเจนอย่างจริงจังโดยเริ่มวางรากฐานเพื่อพัฒนาไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

 

ปี 2562 กลุ่ม ปตท. เริ่มต้นจากการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้วยการจัดตั้ง Hydrogen Thailand Club ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความพร้อมด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 80 องค์กรจากทั่วประเทศ

 

 ปี 2565 ความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดสถานีนำร่องแห่งแรกของไทย จากความร่วมมือระหว่าง OR TOYOTA และ BIG ในการ

 

  • ติดตั้งสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนต้นแบบที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
  • ทดลองวิ่งรถยนต์FCEV ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น Mirai เพื่อทดสอบระบบจริง

 

ถัดมาในปี 2566 กลุ่ม ปตท. ก็ได้ก้าวสู่เวทีนานาชาติเต็มตัวจากชัยชนะของ ปตท.สผ. ในการประมูลพัฒนาโครงการ Green Hydrogen ที่ประเทศโอมาน นอกจากนี้ ปตท. ก็ได้ร่วมกับ RINA ศึกษาด้านเทคนิคในการผสมไฮโดรเจนในระบบก๊าซธรรมชาติ  และสถาบันนวัตกรรม ปตท. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อรองรับการวิจัยและการทดสอบเชิงเทคนิคด้านการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงด้วย

 

 ในปีที่แล้ว หรือปี 2567 เครือข่าย Hydrogen Thailand Club ถูกยกระดับให้เป็น สมาคมไฮโดรเจนแห่งประเทศไทย (Hydrogen Thailand Association) เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางและวางกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮโดรเจนในระดับประเทศ

 

 

กลุ่ม ปตท. กับบทบาทผู้นำการสร้าง Ecosystem ไฮโดรเจนไทย

 

และปีนี้ คือปี 2568 กลุ่ม ปตท. ได้เชื่อมกลยุทธ์สู่ธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในกลุ่ม ปตท. เพื่อขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในเชิงพาณิชย์ ภายใต้เป้าหมายสู่ Net Zero

 

สิ่งที่ทำให้การเคลื่อนตัวของ กลุ่ม ปตท. น่าสนใจ คือการ มองเกมระยะยาวและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้ง “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” วางโครงข่ายทั้งหมดนี้ไปพร้อม ๆ กัน จากผู้นำด้านพลังงาน เป็นผู้สร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่

 

  • เสนอให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง
  • ร่วมจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตและจัดเก็บไฮโดรเจน
  • ศึกษาผลกระทบเชิงเทคนิคของการผสมไฮโดรเจนในระบบก๊าซธรรมชาติ
  • เตรียมประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนในหน่วยงานภายในของ กลุ่ม ปตท. เพื่อสร้างต้นแบบเชิงพาณิชย์

 

ไฮโดรเจน = แต้มต่อเศรษฐกิจ + ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

 

แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้ไฮโดรเจนได้รับความสนใจในการต่อยอดสู่การเป็นแต้มต่อเศรษฐกิจ และยกระดับให้เป็นความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ?

 

1. ไฮโดรเจนเปิดตลาดอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศไทย

 

ประเทศไทยมีรากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และการผลิตอาหาร การนำไฮโดรเจนเข้ามาเชื่อมกับอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเปิดทางให้เกิด Supply chain ใหม่ ยกระดับเป็นผู้ผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต เช่น

 

  • การผลิตแอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) ใช้ในปุ๋ย อุตสาหกรรม หรือเป็นเชื้อเพลิงเรือ
  • การผลิตเมทานอลสะอาด (Green Methanol) ใช้ในพลาสติก เคมีภัณฑ์ และน้ำมันสังเคราะห์
  • การผลิตเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) เปิดโอกาสให้ไทยเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อการส่งออก

 

2. สร้างความมั่นคงทางพลังงานรูปแบบใหม่

 

ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลในปริมาณมหาศาล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน

 

แต่ไฮโดรเจน โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียว สามารถผลิตได้ภายในประเทศ ด้วยพลังงานหมุนเวียนที่เรามีอยู่แล้วในประเทศ เช่น

 

 

  • พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • พลังงานลมในชายฝั่งภาคใต้
  • ระบบไฟฟ้าทดแทนในภาคอุตสาหกรรม

 

พลังงานเหล่านี้สามารถป้อนเข้าสู่ระบบผลิตไฮโดรเจนได้โดยตรง และช่วย “ลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” เพราะยิ่งผลิตเองได้มากเท่าไร ประเทศยิ่งมีอิสระและมีเสถียรภาพทางพลังงานมากขึ้น

 

3. ตอบโจทย์การสำรองพลังงานระยะยาวที่แบตเตอรี่ยังทำไม่ได้

 

ระบบแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เหมาะสำหรับการกักเก็บไฟฟ้าในช่วงเวลาสั้น เช่น ชาร์จไฟในแบตเตอรี่ตอนกลางวันเพื่อใช้ตอนกลางคืน แต่หากต้องการกักเก็บพลังงานไว้ “ข้ามฤดู” หรือใช้ในพื้นที่ห่างไกลจากโครงข่ายไฟฟ้า (off-grid) ไฮโดรเจนคือคำตอบที่เหมาะสมกว่า

 

เนื่องจากไฮโดรเจนไม่มีการคายประจุแม้เก็บไว้เป็นเวลานาน จึงสามารถสำรองไฟได้นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน เหมาะกับการใช้ในโรงพยาบาล Data Center ชุมชนห่างไกล หรือเกาะกลางทะเล

 

 

4. เตรียมพร้อมสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเวทีโลก

 

นอกจากประโยชน์ภายในประเทศ โลกกำลังเดินหน้าวางกฎเกมใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกลไก ภาษีคาร์บอนนำเข้า (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป

 

หากประเทศไทยต้องการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่บังคับใช้ CBAM การมีระบบพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนจะช่วยให้ภาคการผลิตสามารถแข่งขันได้ ทั้งช่วยลดต้นทุนคาร์บอน ได้เครดิต ESG ตอบโจทย์ลูกค้าระดับโลก

 

เส้นทางสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจนของประเทศไทย

 

แม้ความเชื่อในด้านพลังงานอาจสั่นคลอนจากสถานการณ์โลกที่ผ่านมา แต่ความจำเป็นของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนยังคงเป็นเป้าหมายที่ไม่อาจเลี่ยง นั่นคือเหตุผลว่า ไฮโดรเจนจะเป็นเสาหลักพลังงานและเสาหลักเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้

 

เพื่อให้ไฮโดรเจนกลายเป็นเสาหลักใหม่ของพลังงานไทยได้จริง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา 4 สิ่งสำคัญ ได้แก่

 

1. “โครงสร้างรองรับ” ต้องสร้างโครงสร้างที่แข็งแรงพอจะรองรับการเปลี่ยนผ่านในระดับประเทศเริ่มต้นจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ระบบจัดเก็บและขนส่งที่ปลอดภัย และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสีเขียวที่สามารถจ่ายพลังงานให้กระบวนการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การมีโครงการนำร่องที่จับต้องได้ จะช่วยให้สังคมไทยเห็นภาพการใช้งานไฮโดรเจนแบบครบวงจร และสร้างความเชื่อมั่นในระบบพลังงานใหม่นี้

 

 

2. “สร้างกลไกจูงใจ” เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการเปลี่ยนผ่าน เช่น การลดหย่อนภาษีหรือจัดตั้งกองทุนสนับสนุนเพื่อช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการเปิดระบบคาร์บอนเครดิตในประเทศ เพื่อให้การใช้ไฮโดรเจนสามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

 

3. “พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรในห่วงโซ่อุปทาน” ตั้งแต่การวิจัย การออกแบบระบบ ไปจนถึงแรงงานด้านเทคนิค ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันอาชีวศึกษา และภาคเอกชน เพื่อวางรากฐานให้ไทยสามารถก้าวสู่การเป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้ใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างยั่งยืน

 

4. “การทำงานเชิงรุกร่วมกัน” ไฮโดรเจนจะไม่มีวันเป็นระบบพลังงานที่ใช้ได้จริง หากขาดการประสานของทุกภาคส่วน ภาครัฐต้องทำงานเชิงรุกกับภาคเอกชน ด้วยการตั้งกลไกร่วมวางแผน เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ใช้ และเปิดพื้นที่ทดสอบจริงทั้งในนิคมอุตสาหกรรมและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทดลอง เรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน จนเกิดเป็นระบบนิเวศไฮโดรเจนของไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน

 

ไฮโดรเจนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือรากฐานใหม่ของพลังงานไทย

 

ไฮโดรเจนไม่ใช่เพียงความหวัง แต่เป็นระบบพลังงานแห่งอนาคตที่ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังให้ความสนใจ กลุ่ม ปตท. ได้เริ่มวางรากฐานทางด้านเทคโนโลยี, สร้างความร่วมมือ และพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุนในวันนี้จะเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ, เทคโนโลยี และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

 

ความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน  และสถาบันการศึกษา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ให้ไฮโดรเจนกลายเป็นระบบพลังงานใหม่ที่เป็นจริงได้ในประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน จะนำไปสู่การสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืนและมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post “ไฮโดรเจน” พลังงานทางเลือกที่กำลังก้าวสู่การเป็นเสาหลักใหม่ของระบบพลังงานไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม “ไฮโดรเจน” คืออนาคตพลังงานไทยที่จะมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2065? https://thestandard.co/hydrogen-net-zero-2065/ Mon, 07 Jul 2025 01:30:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1092811 ไฮโดรเจน

เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายใ […]

The post ทำไม “ไฮโดรเจน” คืออนาคตพลังงานไทยที่จะมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2065? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฮโดรเจน

เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ Net Zero ภายในปี 2065 คือคำมั่นของประเทศไทยบนเวทีโลก แต่การจะไปให้ถึงจุดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่แค่การลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล แต่ต้องเร่งหาพลังงานสะอาดใหม่ ๆ เข้ามาเติมระบบ และหนึ่งในตัวเลือกที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นคือ “พลังงานไฮโดรเจน”

 

ไฮโดรเจนไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นพลังงานที่กำลังถูกปรับบทบาทใหม่ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการลดคาร์บอนและเสริมเสถียรภาพของระบบพลังงานในอนาคต

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทำไมต้องไฮโดรเจน?

 

ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดในจักรวาล ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติดไฟง่าย และเมื่อถูกนำมาใช้เป็นพลังงาน ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเผาไหม้

 

เมื่อไฮโดรเจนถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าหรือในรูปแบบของเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) จะสามารถผลิตพลังงานได้โดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป นั่นทำให้มันเป็นพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจทั่วโลก

 

ประเทศที่พัฒนาแล้วต่างให้ไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของการลดคาร์บอน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหนัก การขนส่งระยะไกล และระบบไฟฟ้าที่ต้องการพลังงานเสถียร

 

ในกรณีของไทย ไฮโดรเจนถูกบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีฉบับใหม่ โดยกำหนดให้โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติต้องผสมไฮโดรเจนในสัดส่วน 5% เริ่มในปี 2030 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความต้องการเชิงพาณิชย์ในประเทศ

 

ไฮโดรเจนมีกี่แบบ และไทยควรเดินหน้าแบบไหน

 

แม้ไฮโดรเจนจะเป็นพลังงานสะอาดในการใช้งาน แต่กระบวนการผลิตมีความหลากหลาย ซึ่งถูกจัดประเภทด้วย “สี” เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร

 

  • Grey Hydrogen (สีเทา): ผลิตจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน มีการปล่อย CO2 สูง
  • Blue Hydrogen (สีน้ำเงิน): ผลิตจากก๊าซธรรมชาติเช่นเดียวกับสีเทา แต่มีการจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ทำให้ลดการปล่อย CO2 ลงได้
  • Green Hydrogen (สีเขียว): ผลิตด้วยการแยกน้ำโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม แสงอาทิตย์ ไม่ปล่อยคาร์บอนเลย

 

สำหรับประเทศไทย ไฮโดรเจนที่ควรผลักดันคือ “น้ำเงิน” และ “เขียว” เพราะตอบโจทย์การลดคาร์บอน โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียวที่ใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์ในการผลิต หากราคาลดลงในอนาคต ก็จะกลายเป็นพลังงานที่สะอาดจริงในทุกขั้นตอน

 

ข้อมูลจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

กรณีศึกษาประเทศต่าง ๆ ทำอะไรกับไฮโดรเจน?

 

สหรัฐอเมริกา ตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 จะมีการผลิตไฮโดรเจนสะอาด 10 ล้านตันต่อปี และเพิ่มเป็น 50 ล้านตันภายในปี 2050 โดยได้จัดสรรงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Hydrogen Hub ทั่วประเทศ ทั้งนี้จะเน้นการใช้ในอุตสาหกรรมหนัก การบิน การเดินเรือ และการเก็บพลังงานระยะยาว

 

เยอรมนีนั้น มีเป้าหมายในการผลิตไฮโดรเจน 10 GW ภายในปี 2030 โดยคาดว่า 50-70% ของปริมาณไฮโดรเจนจะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี และภาคการขนส่ง

 

สหราชอาณาจักรก็ตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ 10 GW ภายในปี 2030 โดยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นไฮโดรเจนสีเขียว โดยลงทุนกว่า 2 พันล้านปอนด์ในโครงการไฮโดรเจน 11 โครงการ โดยจะใช้ในอุตสาหกรรม การให้ความร้อน และการผลิตไฟฟ้า

 

ส่วนญี่ปุ่น ก็ตั้งเป้าผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ 12 ล้านตันในปี 2040 ซึ่งมีบทบาทนำในเอเชีย พร้อมความร่วมมือข้ามประเทศ มีการใช้ไฮโดรเจนในหลากหลายภาคส่วน รวมถึงรถยนต์และการผลิตไฟฟ้า

 

บทเรียนจากประเทศเหล่านี้คือ รัฐบาลต้องจริงจังกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฮโดรเจน (สถานีเติมเชื้อเพลิง ท่อส่ง โรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียว) พร้อมนโยบายจูงใจ (เงินอุดหนุน ลดหย่อนภาษี สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) เพื่อกระตุ้นเอกชนให้ลงทุนและใช้ไฮโดรเจนมากขึ้น การกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับสากลจะสร้างความเชื่อมั่นและรับประกันคุณภาพความปลอดภัย ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานหลักในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

 

ประเทศไทยกับไฮโดรเจน เดินทางมาถึงไหนแล้ว?

 

ในร่างแผน PDP 2024 ของไทย ได้กำหนดเป้าหมายให้โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติผสมไฮโดรเจน 5% ในปี 2030 และเพิ่มเป็น 20% ระหว่างปี 2035–2037

 

ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า หากทำได้ตามแผนจะมีการใช้ไฮโดรเจนประมาณ 141–151 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2050 คิดเป็นมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท

 

ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช 

รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ข้อมูลว่า กฟผ. เตรียมพร้อมด้วยโครงการนำร่องผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานลม (ที่ลำตะคอง) และจากแสงอาทิตย์ (ที่พระนครเหนือ)

 

โครงการนำร่องการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานลม ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ลำตะคอง

 

กฟผ. ยังเตรียมโรงไฟฟ้า 2 แห่ง ได้แก่ วังน้อย และน้ำพอง เพื่อรองรับการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติ โดยโรงวังน้อยจะใช้รถบรรทุกส่งไฮโดรเจนมาเติมก่อนเข้าสู่ระบบ ส่วนโรงน้ำพองจะฉีดไฮโดรเจนเข้าระบบท่อส่งโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นรินทร์ เตือนว่า ราคาของไฮโดรเจนยังสูงกว่าก๊าซธรรมชาติมาก หากเร่งใช้ทันทีอาจกระทบต่อต้นทุนค่าไฟ จึงควรรอให้ราคาไฮโดรเจนปรับลดลง ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นหลังปี 2030

 

ไฮโดรเจนคือพลังงานแห่งอนาคตของไทย

 

ไฮโดรเจน คือส่วนหนึ่งของอนาคตพลังงานไทยที่เริ่มต้นแล้ว ทั้งในเชิงนโยบาย เทคโนโลยี และโครงการนำร่องที่จับต้องได้จริง

 

การเดินหน้าสู่ Net Zero ต้องมีพลังงานสะอาดหลายรูปแบบ ไฮโดรเจนจะเป็นพลังงานที่เข้ามาเสริมระบบให้มั่นคง ยืดหยุ่น และลดคาร์บอนได้จริง

 

แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการกำกับดูแลที่สมดุล ไม่เร่งจนกระทบประชาชน และไม่ช้าเกินไปจนเสียโอกาส โดยเฉพาะบทบาทของหน่วยงานกำกับอย่างสำนักงาน กกพ. ที่ต้องเตรียมกรอบกติกาและมาตรฐานด้านความปลอดภัย การผสมผสานกับระบบพลังงานเดิม และการส่งเสริมผู้เล่นใหม่ในตลาดไฮโดรเจน

 

ในที่สุด ไฮโดรเจนคือหนึ่งในคำตอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และเป็นทางเลือกที่ไทยต้องพร้อมรองรับอย่างจริงจัง

 

ไฮโดรเจน

The post ทำไม “ไฮโดรเจน” คืออนาคตพลังงานไทยที่จะมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2065? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่ บ้านพักอาศัยแรกบนโลกที่หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยไฮโดรเจนและโซลาร์ 100% https://thestandard.co/wealth-in-depth-butterfly-house-chiangmai/ Wed, 22 Jan 2025 03:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1032971 butterfly-house-chiangmai

‘ก๊าซไฮโดรเจน’ คำที่บางคนได้ยินแล้วอาจจะทำให้เกิดความคิ […]

The post รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่ บ้านพักอาศัยแรกบนโลกที่หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยไฮโดรเจนและโซลาร์ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
butterfly-house-chiangmai

‘ก๊าซไฮโดรเจน’ คำที่บางคนได้ยินแล้วอาจจะทำให้เกิดความคิดทั้งบวกและลบ โดยในเชิงบวกมันกำลังถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนเพื่อลดการใช้พลังงานจากแหล่งฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในเชิงลบไฮโดรเจนก็เคยเป็นฉนวนเหตุร้ายในอดีต เช่น กรณีการรั่วและระเบิดของถังไฮโดรเจนของบริษัท Nel ที่นอร์เวย์ เมื่อปี 2019 ทำให้เกิดข้อกังวลในด้านความปลอดภัยของไฮโดรเจน

 

อีกทั้งราคาที่สูงและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังจำกัดก็ล้วนแต่เป็นประเด็นที่ยังทำให้การใช้ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานทางเลือกไม่แพร่หลาย

 

แต่ท่ามกลางอุปสรรคหลายอย่างมีสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่บุกเบิกการใช้ไฮโดรเจนมากว่า 10 ปีแล้ว

 

สถานที่แห่งนั้นคือ ‘บ้านผีเสื้อ’ บ้านพักอาศัยที่พลิกโฉมการใช้พลังงานและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า Green Hydrogen หรือไฮโดรเจนสีเขียวที่ถูกผลิตขึ้นจากแสงอาทิตย์ สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือได้

 

รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่

 

 

‘บ้านผีเสื้อ’ ทำได้อย่างไร และไฮโดรเจนสีเขียวจะเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกแห่งอนาคตให้กับไทยได้มากแค่ไหน?

 

‘บ้านผีเสื้อ’ ที่พักอาศัยแรกของโลกที่ขับเคลื่อนบน Green Hydrogen

 

ก่อนจะพูดถึงบ้านผีเสื้อ ขอพามารู้จัก Green Hydrogen ซึ่งเป็นไฮโดรเจนชนิดหนึ่งใน 3 ชนิดหลัก โดยอีก 2 ชนิดคือ Grey Hydrogen (ไฮโดรเจนสีเทา) และ Blue Hydrogen (ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน) ซึ่งทั้งสองมีกระบวนการผลิตโดยใช้พลังงานฟอสซิล แต่ไฮโดรเจนสีน้ำเงินจะมีกระบวนการดักเก็บคาร์บอนและฝังไว้ใต้ดินแทน

 

ข้อมูลล่าสุดที่มีการรายงานจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยว่า ในปี 2023 มี Green Hydrogen ไม่ถึง 0.1% ที่ถูกผลิตจากไฮโดรเจนทั้งหมดที่มี แสดงให้เห็นความท้าทายที่ยังมีอยู่กับการสร้างแหล่งพลังงานสะอาดชนิดนี้

 

สำหรับบ้านผีเสื้อนี่คือโปรเจกต์บ้านพักอาศัยที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2015 ที่สร้างพลังงานด้วยตนเอง 100% จากการผสมผสานระหว่างไฮโดรเจนและพลังงานแสงอาทิตย์

 

เทคโนโลยีไฮไลต์ที่ทำให้ไฮโดรเจนสีเขียวเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการให้พลังงานกับตัวบ้านได้นั้นคือ อิเล็กโทรไลเซอร์ (Electrolyzers) ที่จะนำพลังงานโซลาร์ส่วนเกินมาใช้สำหรับแปลงน้ำ (H2O) เป็นไฮโดรเจน เพื่อผลิต จัดเก็บ และใช้เป็นพลังงานในช่วงเวลาที่แสงแดดไม่เพียงพอ ซึ่งช่วยให้บ้านผลิตพลังงานได้เอง และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนที่กระทบสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไฮโดรเจนสีเขียวมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ 

 

เครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์สำหรับแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ

เครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์สำหรับแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ

 

ระบบภายในบ้านผีเสื้อมีแบตเตอรี่ขนาด 384 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งเมื่อทั้งไฮโดรเจนและแบตเตอรี่ใช้ร่วมกันจะสามารถกักเก็บพลังงานเพื่อใช้งานอย่างน้อย 7 วัน ในฤดูที่มีแดดน้อยและมีเมฆมากเป็นเวลานาน

 

“บ้านผีเสื้อคือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่สร้างคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างแท้จริง ด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเก็บไฮโดรเจน” เซบาสเตียน-ยุสตุส ชมิดท์ เจ้าของบ้านผีเสื้อและผู้ก่อตั้ง Enapter บริษัทผู้ผลิตเครื่อง Electrolyzers กล่าว

 

เซบาสเตียน-ยุสตุส ชมิดท์ เจ้าของบ้านผีเสื้อและผู้ก่อตั้ง Enapter

เซบาสเตียน-ยุสตุส ชมิดท์ เจ้าของบ้านผีเสื้อและผู้ก่อตั้ง Enapter

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการบ้านผีเสื้อจะสอดคล้องกับเป้าของประเทศไทยที่ต้องการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 แต่การนำไฮโดรเจนสีเขียวมาใช้เป็นวงกว้างในฐานะแหล่งพลังงานทดแทนแหล่งหนึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย

 

เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง และโครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนก็ยังมีอยู่ในวงจำกัด ณ ปัจจุบัน

 

ความเป็นไปได้ของประเทศไทยกับการใช้ Green Hydrogen

 

การจะนำไฮโดรเจนสีเขียวมาใช้เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานนั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าจำนวนมาก ซึ่งก็อาจจะไม่คุ้มค่าหากมองในมุมของผู้ประกอบการบางรายที่ยังสามารถเข้าถึงพลังงานฟอสซิลหรือถ่านหินที่มีราคาถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญได้

 

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่าไฮโดรเจนสีเขียวสามารถถูกผลิตได้โดยอิเล็กโทรไลเซอร์ แต่อุปกรณ์ตัวนี้ที่บริษัท Enapter เป็นผู้ผลิตก็มีราคาอยู่ที่เครื่องละ 400,000 บาท ซึ่งผลิตไฮโดรเจนได้ 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือคิดง่ายๆ เป็นปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการใช้งานได้บ้านทั่วไปครึ่งวัน (หรือตลอดทั้งคืน)

 

ธนัย โพธิสัตย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย บริษัท Enapter ระบุการประเมินค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่า บ้านหลังหนึ่งอาจจำเป็นต้องใช้อิเล็กโทรไลเซอร์จำนวน 2 เครื่อง และรวมการติดตั้งระบบอื่นๆ ที่จะทำให้ต้นทุนขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ถือว่าเป็นต้นทุนที่ไม่น้อยเลย

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านกฎหมายที่การรองรับพลังงานดังกล่าวก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งรายงานจากกระทรวงพลังงานระบุว่าในระยะสั้น (ค.ศ. 2020-2030) คือการเตรียมพร้อม โดยจะมีการดำเนินโครงการนำร่อง สนับสนุนเงินลงทุน ศึกษารูปแบบธุรกิจใหม่ จัดทำแผนรองรับการนำเข้า/ส่งออก ทดสอบระบบกักเก็บและขนส่ง และจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตและการใช้

 

แต่ในสถานที่ห่างไกล เช่น พื้นที่เกาะ การลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวโดยใช้คู่กับโซลาร์เพื่อมาใช้งานก็เป็นตัวเลือกที่ให้ความคุ้มค่า เนื่องจากพื้นที่เกาะบางแห่งไม่ได้ถูกเชื่อมต่อจากโรงงานผลิตไฟฟ้า ทำให้เกาะจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันสำหรับปั่นไฟ ซึ่งมีต้นทุนมากกว่า 3 เท่าของการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว

 

สำหรับประเด็น ‘ราคา’ แม้ว่าปัจจุบันจะยังแพง ธนัยเผยว่านั่นจะไม่ใช่สิ่งที่คงอยู่ตลอดไปเนื่องจากแนวโน้มของการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะทำให้ต้นทุนการใช้งานถูกลงในที่สุด

 

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนับสนุนพลังงานสะอาดที่เดินทางไปร่วมชมบ้านผีเสื้อชี้ว่า การที่หลายฝ่ายมองพลังงานฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานราคาถูกกำลังมองข้ามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยรวม ซึ่งหากไม่เร่งการเปลี่ยนผ่านและละเลย ราคาที่จ่ายที่ต้องเสียจากการฟื้นฟูปัญหาอาจจะมากกว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานไปสู่แหล่งที่มีความยั่งยืน

 

ตัวเลขการประเมินจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดระบุว่า การเปลี่ยนระบบไปสู่พลังงานที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เข้ามาแทนที่พลังงานฟอสซิลมีแนวโน้มที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายทั่วโลกไปได้ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (411 ล้านล้านบาท) โดยเป็นตัวเลขที่มีมูลค่าพอกันกับมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 4 อันดับของโลกอย่าง Apple, NVIDIA, Microsoft, และ Google รวมกัน

 

“ไฮโดรเจนสีเขียวในมุมมองของผมคือหนึ่งในแหล่งพลังงานสำหรับอนาคต แม้ว่าต้นทุนในช่วงแรกจะสูง แต่ประโยชน์ระยะยาวก็มีสูงเช่นกัน สูงกว่าค่าใช้จ่ายในการเยียวยาสิ่งแวดล้อมที่พวกเราต้องจ่ายหากไม่ปรับตัว” เซบาสเตียนกล่าวเสริม

 

สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านไฮโดรเจนมองว่าไฮโดรเจนสีเขียวคือสิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งให้ความสำคัญ และผลักดันให้เกิดการใช้งานที่มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

The post รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่ บ้านพักอาศัยแรกบนโลกที่หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยไฮโดรเจนและโซลาร์ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ราช กรุ๊ป’ รุกศึกษากรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าแผน PDP 2024 https://thestandard.co/ratch-group-green-hydrogen-research/ Mon, 26 Aug 2024 12:23:39 +0000 https://thestandard.co/?p=975667 ราช กรุ๊ป

โลกเปลี่ยน! ราช กรุ๊ป ปรับแผนกลยุทธ์เน้นลงทุนโครงการเปล […]

The post ‘ราช กรุ๊ป’ รุกศึกษากรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าแผน PDP 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราช กรุ๊ป

โลกเปลี่ยน! ราช กรุ๊ป ปรับแผนกลยุทธ์เน้นลงทุนโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เน้นลงทุน 4 ประเทศ ไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย พร้อมจับมือพันธมิตรนำร่องโครงการพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ แบตเตอรี่ (BESS) กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR  พร้อมอัดเม็ดเงินลงทุนหมื่นล้านลุยเพิ่มพอร์ตพลังงานทดแทน 30% ในปี 2573

 

นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายการเติบโตนับจากนี้บริษัทจะมุ่งเน้นใน 3 เรื่องสำคัญ กล่าวคือ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่เป็นแหล่งรายได้หลักและกระจายอยู่ในหลายประเทศ โดยจะนำดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการติดตามการดำเนินงานและการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

  1. บริหารโครงการในมือที่มีอยู่แล้วให้เสร็จตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันมี 15 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น รวม 1,773 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างในจำนวนนี้มี 4 โครงการ ได้แก่ 

 

    • โรงไฟฟ้าอาร์ อี เอ็น โคราช, โรงไฟฟ้านวนครส่วนขยาย 
    • โรงไฟฟ้าพลังน้ำซองเกียง 1 เวียดนาม 
    • โครงการกักเก็บพลังงานระบบแบตเตอรี่ LG2 ออสเตรเลีย กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น รวม 40 เมกะวัตต์ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในครึ่งหลังของปีนี้
    • นอกเหนือจาก 3 โครงการที่ดำเนินการสำเร็จในครึ่งแรกของปีนี้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าหินกอง ชุดที่ 1 กำลังผลิตตามสัดส่วนถือหุ้น 392.7 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าไพตัน อินโดนีเซีย กำลังการผลิต 742 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ากาลาบังก้า ฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 36.36 เมกะวัตต์

 

  1. มุ่งเน้นลงทุนโครงการที่อยู่ในแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละประเทศได้กำหนดกรอบการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไว้ชัดเจนแล้ว และครอบคลุมกำลังการผลิตพลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ 

 

นิทัศน์กล่าวอีกว่า บริษัทเริ่มศึกษาโมเดลการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) การผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนสีเขียว การซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) และการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Reactor Modular: SMR)  

 

“ปีนี้บริษัทได้ทบทวนธุรกิจโดยจะมุ่งเน้นธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงาน วางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลกและประเทศ ส่วนรูปแบบจะเน้นประเภทกรีนฟิลด์และบราวน์ฟิลด์ โดยจะเข้าร่วมพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศเป้าหมาย“

 

โดยนิทัศน์มองว่า ขณะนี้ประเทศไทยและอินโดนีเซียมีโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาติ สปป. ลาว มีศักยภาพที่จะลงทุนด้านพลังงานน้ำเพื่อส่งจำหน่ายให้กับประเทศไทย ส่วนออสเตรเลียมีศักยภาพพัฒนาโครงการพลังงานลม แสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน ที่ต่อยอดจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

 

บริษัทได้เริ่มศึกษาโมเดลการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ และเทคโนโลยีพลังงานอนาคตที่สามารถต่อยอดจากสินทรัพย์และศักยภาพความสามารถของบริษัทที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ โครงการกรีนไฮโดรเจน ได้ร่วมกับ BIG พัฒนาการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานทดแทนจากโครงการของบริษัทที่มีอยู่ในประเทศไทย สปป.ลาว ออสเตรเลีย เพื่อจำหน่ายภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และการผลิตไฟฟ้าในอนาคต 

 

รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบแบตเตอรี่ ซึ่งบริษัทย่อยในออสเตรเลียกำลังศึกษาโครงการขนาด 100 MW/200 MWh ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ โครงการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงในประเทศไทย ซึ่งกำลังร่วมกับพันธมิตรศึกษาโครงการนำร่องในนิคมอุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ได้ร่วมกับพันธมิตรทำการศึกษาเทคโนโลยี กฎระเบียบ และประเมินผลกระทบด้านต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีความปลอดภัยสูงหากมีการนำมาใช้  

 

ปี 2567 ทุ่มหมื่นล้านบาทขยายธุรกิจ ลุยเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้ถึง 30% ในปี 2573 

 

ทั้งนี้ บริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือนแรก 1,740 ล้านบาท (0.80 บาทต่อหุ้น) ซึ่งสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

โดยปัจจุบันราชกรุ๊ปมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุนรวม 10,817.28 MW โดยเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรวม 7,842.61 เมกะวัตต์ (  72.5%) และกำลังผลิตจากพลังงานทดแทนรวม 2,974.67 ( 27.5%) 

 

ในปี 2567 บริษัทวางงบลงทุนจำนวน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนให้ถึง 30% ในปี 2573 และ 40% ในปี 2578  

 

นิทัศน์มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังว่ามีแนวโน้มดีกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา เมื่อดูจากกระแสของนักลงทุนหลังได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ หากเศรษฐกิจดีขึ้น การใช้ไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP 2024) โดยเฉพาะเทรนด์ความต้องการใช้พลังงานสะอาดเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต นิทัศน์กล่าวทิ้งท้าย

The post ‘ราช กรุ๊ป’ รุกศึกษากรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าแผน PDP 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกไฟฟ้าจากไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ แหล่งพลังงานใหม่ของแผนพลังงานปี 2024 https://thestandard.co/low-carbon-hydrogen-electricity-thailand/ Thu, 04 Jul 2024 04:17:29 +0000 https://thestandard.co/?p=953809

แผน PDP ฉบับใหม่ (2024) และแผนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. จะหน […]

The post เจาะลึกไฟฟ้าจากไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ แหล่งพลังงานใหม่ของแผนพลังงานปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

แผน PDP ฉบับใหม่ (2024) และแผนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. จะหนุนให้มูลค่าไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 8 หมื่นล้านบาทในปี 2050

 

กระทรวงพลังงานมีแผนนำไฮโดรเจนมาใช้ผลิตไฟฟ้า จากเดิมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลัก โดย PDP 2024 มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะนำไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยเบื้องต้น SCB EIC ประเมินว่า ในช่วงปี 2030-2037 จะมีการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้า IPP, SPP และ กฟผ. เริ่มตั้งแต่ 5% หรือราว 141-151 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นมูลค่ารวมราว 1-1.2 หมื่นล้านบาท ณ ระดับราคาไฮโดรเจนสีเขียวราว 2.5-2.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม 

 

นอกจากนี้ จากการประเมินตามเป้าหมายของ กฟผ. ที่จะทยอยเพิ่มไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติไปจนถึง 75% หรือราว 2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2050 พบว่า มูลค่าไฮโดรเจนจะอยู่ที่ราว 8 หมื่นล้านบาท ณ ระดับราคาไฮโดรเจนสีเขียวที่จะลดลงเหลือราว 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม

 

คุณสมบัติเด่นของไฮโดรเจนที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ จะช่วยให้การผลิตไฟฟ้าเข้าสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี 2050

 

ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำถูกระบุให้เป็นแหล่งพลังงานใหม่ในการผลิตไฟฟ้าของไทย เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงสะอาดที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในไทย (Pool Gas) ราว 3 เท่า ซึ่งหากมีการใช้ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นเชื้อเพลิงสูงสุด 75% ของปริมาณก๊าซที่ต้องใช้ในโรงไฟฟ้าในปี 2050 จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ไม่น้อยกว่า 42% จากปี 2023 ซึ่งจะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี 2050 ได้

 

SCB EIC ประเมินว่า ในกรณีที่แย่ที่สุด การใช้ไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในการผลิตไฟฟ้าจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าต่อหน่วยในปี 2040 สูงขึ้น 28% และ 5% ตามลำดับ

 

โรงไฟฟ้าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการผสมและราคาในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น SCB EIC พบว่า การผสมไฮโดรเจนสีเขียว 5% ในปี 2030-2037 จะส่งผลต่อต้นทุนของโรงไฟฟ้าสูงขึ้นราว 9% และค่าไฟฟ้าต่อหน่วยสูงขึ้น 1.6-1.7% ในขณะที่การผสมไฮโดรเจนสีเขียว 20% ในปี 2040 จะทำให้ต้นทุนของโรงไฟฟ้าสูงขึ้นราว 28% และค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 5.4%

 

ส่วนการผสมไฮโดรเจนสีเขียว 25% ในปี 2050 จะทำให้ต้นทุนของโรงไฟฟ้าสูงขึ้นราว 7% และค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 1.6% โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากราคาไฮโดรเจนที่สูงกว่าก๊าซธรรมชาติ และการสมมติให้โรงไฟฟ้าไม่มีนโยบายเรื่องการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

 

การผลักดันไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำให้เป็นเชื้อเพลิงหลักได้อย่างยั่งยืนจะต้องมีการ 

 

  1. ลดต้นทุนการผลิต 

 

  1. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ ที่ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้เอง โดยอาศัยโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า

 

  1. ผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตและระบบซื้อ-ขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ต้นทุนไฮโดรเจนมีผลต่อการพิจารณาใช้สูงที่สุด โดยจากการประเมินต้นทุนที่จะทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว ไฮโดรเจนสีเขียวในไทยควรจะมีราคาเฉลี่ยราว 8-9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (MMBTU) (0.9-1 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม) โดยภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนสามารถช่วยกันพัฒนาทั้งการลดต้นทุนผ่านโมเดลการผลิตรูปแบบใหม่ที่ทำให้ต้นทุนและค่าไฟฟ้าลดลง 

 

และภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนกลไกการใช้คาร์บอนเครดิตและระบบการซื้อ-ขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ (Emission Trading Scheme: ETS)

 

อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่: https://www.scbeic.com/th/detail/product/pdp-2024-280624

The post เจาะลึกไฟฟ้าจากไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ แหล่งพลังงานใหม่ของแผนพลังงานปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: GC จับมือ BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-10052024-2/ Fri, 10 May 2024 08:02:23 +0000 https://thestandard.co/?p=931993

‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ คืออะไร กำลังจะเกิดขึ้นครั้งแรกในประ […]

The post ชมคลิป: GC จับมือ BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ คืออะไร กำลังจะเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ในขณะที่เทรนด์พลังงานสีเขียวจะเป็นสิ่งดึงดูด Big Tech ให้มาลงทุนด้าน Data Center และ AI ไทยพร้อมรองรับแค่ไหน?

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: GC จับมือ BIG ดัน ‘เศรษฐกิจไฮโดรเจน’ ครั้งแรกในไทย | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล้ำกว่า EV! 3 บริษัทใหญ่ร่วมทุนพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ‘พลังงานไฮโดรเจน’ รายแรกของไทย ตั้งเป้าผลิตต้นแบบปีภายในปี 2567 https://thestandard.co/3-firms-invest-hydrogen-vehicles/ Fri, 12 Apr 2024 11:19:50 +0000 https://thestandard.co/?p=922389

โตโยต้า ทูโช คอร์ปอเรชั่น (Toyota Tsusho Corporation), […]

The post ล้ำกว่า EV! 3 บริษัทใหญ่ร่วมทุนพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ‘พลังงานไฮโดรเจน’ รายแรกของไทย ตั้งเป้าผลิตต้นแบบปีภายในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

โตโยต้า ทูโช คอร์ปอเรชั่น (Toyota Tsusho Corporation), เด็นโซ่ คอร์ปอเรชั่น (Denso Corporation) และบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ประกาศลงนามความร่วมมือในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน สำหรับภาคพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย  

 

มีการวางแผนมุ่งเน้นพัฒนารถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่สามารถทำงานได้เทียบเท่าหรือสูงกว่ารถสันดาป พร้อมวิ่งได้ไกลในระยะทางมากขึ้นต่อการเติมเชื้อเพลิง 1 ครั้ง และปล่อยมลภาวะน้อยลง ซึ่งตั้งเป้าจะผลิตต้นแบบให้สำเร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2567 และนำไปสู่การขยายใช้งานในเชิงพาณิชย์ในอนาคต

 

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากจุดแข็งของทั้ง 3 ฝ่าย โดย Toyota Tsusho จะรับผิดชอบในการประสานงานพัฒนาโครงการ จัดหาอุปกรณ์ระบบไฮโดรเจน และประเมินประสิทธิภาพยานยนต์ ด้าน Denso จะพัฒนาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบเซลล์เชื้อเพลิง รวมถึงให้การสนับสนุนด้านเทคนิคและทดสอบรถ ส่วน NEX จะทำหน้าที่พัฒนา ผลิต และดัดแปลงตัวรถ ติดตั้ง และทดสอบผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามมาตรฐาน

 

สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน หรือ Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) กำลังได้รับความสนใจจากผู้ผลิตรถยนต์มากขึ้น เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด ไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์เผาไหม้ เติมเต็มเชื้อเพลิงได้รวดเร็วใกล้เคียงน้ำมัน วิ่งได้ระยะทางไกลกว่ารถไฟฟ้าแบตเตอรี่ถึง 600-800 กิโลเมตรต่อการเติมไฮโดรเจน 1 ครั้ง ขณะเดียวกันก็ให้แรงบิดสูงและอัตราเร่งที่ดี เหมาะสำหรับทุกสภาพถนน

 

อย่างไรก็ตาม ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนยังมีข้อจำกัดบางประการ ไม่ว่าจะเป็นราคาสูงกว่ารถไฟฟ้าแบตเตอรี่ สถานีเติมไฮโดรเจนยังมีน้อยและกระจายไม่ทั่วถึง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องพัฒนา ดังนั้น การผลักดัน FCEV ในเชิงพาณิชย์จึงขึ้นอยู่กับการพัฒนาให้เทคโนโลยีมีราคาถูกลง การขยายจุดให้บริการเติมไฮโดรเจน และการลงทุนสร้างระบบรองรับที่ครอบคลุม

 

คณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEX มองว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการก้าวสู่มิติใหม่ในการพัฒนายานยนต์เชิงพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการตอบสนองเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันใช้รถบัสและรถบรรทุกไฟฟ้าในหน่วยงานราชการ พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ซื้อรถ EV ที่ผลิตในประเทศอีกด้วย

 

ปัจจุบัน NEX มีกำลังการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าได้ประมาณ 9,000 คันต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการในตลาด โดยมีออร์เดอร์ค้างส่งกว่า 2,700 คัน ทั้งรถบัสโดยสารไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า และรถกระบะไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะทยอยส่งมอบได้หมดภายในปี 2567

 

นอกจากนี้ คณิสสร์ยังมั่นใจว่า ความร่วมมือกับทั้งโตโยต้า ทูโช และเด็นโซ่ ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ทั้งตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญมาตรการปรับคาร์บอน (CBAM) ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาคขนส่ง รวมถึงเป็นแรงผลักดันให้ผลประกอบการของบริษัทแตะเป้า 2 หมื่นล้านบาทในปี 2567 ตามแผนที่วางไว้

 

การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนในครั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่จะเป็นการเปิดศักราชใหม่สู่ยุคขนส่งที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ในการผลักดันให้ FCEV เป็นที่แพร่หลายยังขึ้นอยู่กับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือจากภาคเอกชนในการขับเคลื่อน

The post ล้ำกว่า EV! 3 บริษัทใหญ่ร่วมทุนพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ‘พลังงานไฮโดรเจน’ รายแรกของไทย ตั้งเป้าผลิตต้นแบบปีภายในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Toyota Motor ไปต่อไม่รอแล้ว! เริ่มทดสอบรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนในออสเตรเลีย โดยถือเป็นครั้งแรกที่ทดสอบบนถนนสาธารณะก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต https://thestandard.co/toyota-trials-hydrogen-australia/ Mon, 13 Nov 2023 08:24:58 +0000 https://thestandard.co/?p=865167

Toyota Motor ไปต่อไม่รอแล้ว! เริ่มทดสอบรถยนต์พลังงานไฮโ […]

The post Toyota Motor ไปต่อไม่รอแล้ว! เริ่มทดสอบรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนในออสเตรเลีย โดยถือเป็นครั้งแรกที่ทดสอบบนถนนสาธารณะก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>

Toyota Motor ไปต่อไม่รอแล้ว! เริ่มทดสอบรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนในออสเตรเลีย โดยถือเป็นครั้งแรกที่ทดสอบบนถนนสาธารณะก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลียที่ผลักดันให้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกหลัก และบรรจุในแผนระดับชาติ ล่าสุดทุ่มเงินลงทุนมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เปลี่ยนผ่านพลังงานเดิมเป็นประเทศผู้ผลิตและจัดหาอุตสาหกรรมไฮโดรเจนส่งออกไปทั่วโลก

 

สำนักข่าว The Japan Times รายงานว่า Toyota Motor ออกมาระบุว่าบริษัทเริ่มดำเนินการทดสอบรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮโดรเจนในออสเตรเลียแล้ว โดยการทดลองครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งแรกของผู้ผลิตรถยนต์บนถนนสาธารณะอย่างเป็นทางการ

 

ทั้งนี้ การทดลองจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมกราคม โดยการนำเอารถตู้ดัดแปลงพิเศษจากรุ่น Hiace ของ Toyota ทดสอบโดยบริษัทก่อสร้างและการรักษาความปลอดภัยของท้องถิ่นในเมลเบิร์น เพื่อประเมินการทำงานของเครื่องยนต์และทดสอบความทนทานของรถยนต์ไฮโดรเจนบนท้องถนน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ Toyota มีนโยบายผลักดันการใช้ก๊าซไฮโดรเจนเป็นทางเลือกที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้นำรถยนต์เครื่องยนต์ไฮโดรเจนเหลวเข้าร่วมการแข่งขันทดสอบความอึดของระบบที่มีถึง 24 ชั่วโมงในการแข่งขันที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ Toyota เป็นรถยนต์คันแรกที่สามารถผ่านการทดสอบ

 

นอกจากนี้ Toyota Motor ยังระบุในแถลงการณ์อีกว่า ขณะที่การทดสอบรถยนต์ Hiace (Toyota Hiace) ในออสเตรเลียนั้นถือเป็นรถตู้เกรดพรีเมียมยอดนิยมซึ่งได้ทำการตลาดมายาวนานหลายปี และ Toyota มองว่าอนาคตจะทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮโดรเจนที่ได้รับการพัฒนาจากมอเตอร์สปอร์ตให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเร่งปรับสู่ตลาดเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ

 

โดยรถยนต์ไฮโดรเจนที่ใช้ในเชิงพาณิชย์อยู่แล้วนั้นใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า และรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไฮโดรเจนนั้นมีข้อได้เปรียบ โดยได้พัฒนาชิ้นส่วนที่ไม่แตกต่างไปจากการใช้งานด้วยเครื่องยนต์เบนซิน

 

ออสเตรเลียมุ่งพัฒนาประเทศผู้ผลิตและจัดหาอุตสาหกรรมไฮโดรเจนของโลก

 

สำหรับออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีไฮโดรเจนอุดมสมบูรณ์ และรัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกหลัก โดยรัฐบาลทุ่มเงินทุนโดยตรงมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อการพัฒนาทั้งเป็นผู้ผลิตและจัดหาอุตสาหกรรมไฮโดรเจน

 

นอกจากนั้นออสเตรเลียยังถือเป็นประเทศแรกที่จัดทำยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนระดับชาติขึ้นในปี 2019 ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนชั้นนำของโลกในปี 2030

 

ซึ่งล่าสุดจะเห็นการลงทุนที่มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตอนใต้ของซิดนีย์ที่บรรดาโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจของออสเตรเลีย เปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามาเป็นการใช้ทรัพยากรใหม่อย่างไฮโดรเจนเพิ่มมากขึ้น

 

หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยบางแห่งที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งได้ดัดแปลงอาคารขนาด 8,000 ตารางเมตร เพื่อผลิตเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ ที่มีทั้งการผลิตเพื่อส่งออกและเพื่อพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรมในประเทศ

 

อ้างอิง:

The post Toyota Motor ไปต่อไม่รอแล้ว! เริ่มทดสอบรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนในออสเตรเลีย โดยถือเป็นครั้งแรกที่ทดสอบบนถนนสาธารณะก่อนนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไบเดนประกาศผู้ได้รับเงินสนับสนุนสร้างศูนย์กลางการผลิตและพัฒนา ‘ไฮโดรเจน’ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-16102023-3/ Mon, 16 Oct 2023 04:40:30 +0000 https://thestandard.co/?p=855061

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเง […]

The post ชมคลิป: ไบเดนประกาศผู้ได้รับเงินสนับสนุนสร้างศูนย์กลางการผลิตและพัฒนา ‘ไฮโดรเจน’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางจำนวน 7 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ใน 16 รัฐ สำหรับการพัฒนาศูนย์กลางไฮโดรเจนระดับภูมิภาค 7 แห่ง ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของแผนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในสหรัฐฯ

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ไบเดนประกาศผู้ได้รับเงินสนับสนุนสร้างศูนย์กลางการผลิตและพัฒนา ‘ไฮโดรเจน’ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีไบเดน ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเงินสนับสนุนมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์กลางการผลิตและพัฒนา ‘ไฮโดรเจน’ มาใช้เป็น ‘พลังงานสะอาด’ https://thestandard.co/biden-7-hydrogen-hubs-16-states/ Sat, 14 Oct 2023 03:06:08 +0000 https://thestandard.co/?p=854522 โจ ไบเดน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเง […]

The post ประธานาธิบดีไบเดน ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเงินสนับสนุนมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์กลางการผลิตและพัฒนา ‘ไฮโดรเจน’ มาใช้เป็น ‘พลังงานสะอาด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจ ไบเดน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางจำนวน 7 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ใน 16 รัฐ สำหรับการพัฒนาศูนย์กลางไฮโดรเจนระดับภูมิภาค 7 แห่ง ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าส่วนสำคัญของแผนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในสหรัฐฯ

 

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมีตั้งแต่ ExxonMobil ไปจนถึง Amazon โดยมีโครงการครอบคลุม 16 รัฐ ตั้งแต่เพนซิลเวเนียไปจนถึงแคลิฟอร์เนีย ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเริ่มต้นการผลิต ‘ไฮโดรเจนสะอาด’ พร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเป็นแหล่งพลังงานสำหรับยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และการผลิตไฟฟ้า

 

“ผมมาที่นี่เพื่อประกาศการลงทุนด้านการผลิตขั้นสูงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้” ไบเดนกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การลงทุนทั้งหมดจะสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อพิจารณาถึงการลงทุนเพิ่มเติมจากบริษัทเอกชน โดยจะสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง

 

ฝ่ายบริหารของไบเดนได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตไฮโดรเจนที่สะอาดเป็น 10 ล้านเมตริกตันภายในปี 2030 และ 50 ล้านเมตริกตันภายในปี 2050 เพิ่มขึ้น 5 เท่านับจากวันนี้ และถือว่าเชื้อเพลิงนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

กระนั้น ตัวแทนอุตสาหกรรมได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยอ้างถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูง อัตราเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการอนุญาตและการเข้าถึงเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางเพิ่มเติม

 

“ไม่มีการรับประกันว่าคนที่ได้รับเลือกจะผ่านการเจรจาและได้รับเงินอุดหนุน” เจสัน มันส์เตอร์ ผู้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์โครงการของกระทรวงพลังงาน และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านไฮโดรเจนของ CleanEpic กล่าว

 

กระทรวงพลังงานกล่าวว่า ศูนย์กลางต่างๆ จะผลิตไฮโดรเจนที่ ‘สะอาด’ แม้ว่าคำจำกัดความจะรวมถึงไฮโดรเจนที่ผลิตด้วยก๊าซธรรมชาติก็ตาม บริษัทก๊าซธรรมชาติพูดคุยกันถึงการผสมไฮโดรเจนที่มีความเข้มข้นต่ำกับมีเทน เพื่อจัดส่งให้กับบ้านและธุรกิจ

 

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถือว่าไฮโดรเจน ‘สะอาด’ เฉพาะในกรณีที่ทำผ่านวิธีอิเล็กโทรไลซิสเท่านั้น แต่บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบางแห่งกล่าวว่า พวกเขาสามารถใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นวัตถุดิบตั้งต้นได้ หากพวกเขาดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้

 

กลุ่มสิ่งแวดล้อมต่างไม่เชื่อ โดยโต้แย้งว่า ถึงแม้ไฮโดรเจนจะเป็นแหล่งพลังงานที่เผาไหม้สะอาด แต่ก็ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการผลิต เมื่อผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

 

อ้างอิง:

The post ประธานาธิบดีไบเดน ประกาศรายชื่อผู้ได้รับเงินสนับสนุนมูลค่า 2.5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์กลางการผลิตและพัฒนา ‘ไฮโดรเจน’ มาใช้เป็น ‘พลังงานสะอาด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>