ไฟฟ้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ไฟฟ้า/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 02 Dec 2025 04:49:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศป.กฉ. เผย 97,466 ครัวเรือน ทยอยรับเงินเยียวยาน้ำท่วมวันนี้ ยันไม่ถูกตัดสิทธิแม้แจ้งช้า พร้อมเคลียร์ขยะสงขลาให้เสร็จใน 14 วัน https://thestandard.co/flood-relief-households-songkhla-trash/ Tue, 02 Dec 2025 04:48:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1150590 ศป.กฉ. เผย 97,466 ครัวเรือน ทยอยรับเงินเยียวยาน้ำท่วมวันนี้ ยันไม่ถูกตัดสิทธิแม้แจ้งช้า พร้อมเคลียร์ขยะ สงขลา ให้เสร็จใน 14 วัน

วันนี้ (2 ธันวาคม) รัชดา ธนาดิเรก ในฐานะกรรมการและรองโฆ […]

The post ศป.กฉ. เผย 97,466 ครัวเรือน ทยอยรับเงินเยียวยาน้ำท่วมวันนี้ ยันไม่ถูกตัดสิทธิแม้แจ้งช้า พร้อมเคลียร์ขยะสงขลาให้เสร็จใน 14 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศป.กฉ. เผย 97,466 ครัวเรือน ทยอยรับเงินเยียวยาน้ำท่วมวันนี้ ยันไม่ถูกตัดสิทธิแม้แจ้งช้า พร้อมเคลียร์ขยะ สงขลา ให้เสร็จใน 14 วัน

วันนี้ (2 ธันวาคม) รัชดา ธนาดิเรก ในฐานะกรรมการและรองโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงถึงเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ําท่วม ที่ได้มีการแจ้งว่าในวันที่ 1 ธันวาคมจะมีการโอนเงินให้ประชาชน 26,571 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 239 ล้านบาท มีการโอนสําเร็จไป 25,908 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 233 ล้านบาท มีเพียง 655 ครัวเรือนที่ไม่สามารถโอนเงินได้สําเร็จ ขออย่ากังวลเนื่องจากกระทรวงมหาดไทยจะดําเนินการโอนในรอบถัดไป โดยขอให้ไปแจ้งไว้กับองค์กรส่วนท้องถิ่น และดําเนินการผูกบัญชีให้เรียบร้อย หรือบางส่วนพบว่าบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหวให้ไปแก้ไข เนื่องจากจะมีการโอนในระบบพร้อมเพย์เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (2 ธันวาคม) มีเป้าหมายในการโอนเงินให้เงินเยียวยาให้กับ 97,466 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงิน 877.194 ล้านบาท โดยกระจายอยู่ในจังหวัด สงขลา สตูล นราธิวาส และปัตตานี สําหรับประชาชนที่มีบัญชีธนาคารออมสินจะมีเงินโอนเข้าในช่วงเช้าวันนี้ ส่วนธนาคารพาณิชย์อื่นๆ จะมีการทยอยโอนเงินภายในช่วงบ่ายวันนี้ และคาดว่าในวันต่อไปจะมีผู้ได้รับเงินเยียวยามากขึ้น ซึ่งธนาคารออมสินสามารถโอนเงินได้ถึงวันละแสนครัวเรือน

 

รัชดายังกล่าวถึงการสะท้อนรูปแบบการดําเนินงานของท้องถิ่นว่าจะดําเนินการแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เงินถึงประชาชนมากขึ้น เนื่องจากท้องถิ่นจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลให้กับ ปภ. และธนาคาร ยืนยันว่าเงินทั้งหมดอยู่ที่ธนาคารพร้อมโอนทันที และย้ำว่าจะไม่มีการตัดสิทธิประชาชน

 

“ไม่ต้องกังวลถ้าวันนี้ยังไม่พร้อมทำเรื่องช้ากว่าเพื่อนจะถูกตัดสิทธิ ไม่นะคะ สถานการณ์นี้ เงินนี้ รัฐบาลต้องการนำเงินให้ถึงมือผู้ประสบภัย ถ้าท่านยังไม่อยู่ในช่วงเวลาไปแจ้งท้องถิ่น รอเมื่อพร้อมเราก็จะดำเนินการโอนให้” รัชดากล่าว

 

ส่วนการบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดสงขลา มีการบูรณาการ 2 ส่วน ในส่วนของทหารที่แบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน เพื่อดูแลพื้นที่สาธารณะ อาทิ ถนนหลักและถนนรอง อบจ. จะดูแลพื้นที่ซอยย่อย คาดว่าการทําความสะอาดจะเห็นผลภายใน 7 วัน และจัดสําเร็จลุล่วงภายใน 14 วัน โดยจะมีการทําความสะอาด 3 รอบ รวมถึงการฆ่าเชื้อเพื่อให้ประชาชนและภาคเอกชนมีความมั่นใจ

 

ส่วนเรื่องของอาหารได้ให้เทศบาลกระจายครัวกลางไปในชุมชน เพื่อสะดวกต่อการเดินทางของคนในชุมชน ต่อเนื่องไปอีก 1 เดือน ซึ่งสิ่งอื่นที่ติดขัดจะพยายามแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะข้อกังวลที่ว่าจะโดนตรวจสอบจะเน้นย้ำให้มีความมั่นใจมากขึ้น

 

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้แจงเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายรถยนต์ว่าดําเนินการไปเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงรถยนต์ที่จอดอยู่บนสะพาน คาดว่าการจราจรจะดีขึ้นในสัปดาห์นี้

 

ส่วนที่ประชาชนสอบถามมาถึงเรื่องป้ายทะเบียน รวมถึงป้ายวงกลมที่สูญหาย สามารถติดต่อขอรับใหม่ได้โดยไม่ต้องใช้เล่มทะเบียนรถตัวจริง หรืออาจใช้สําเนา หรือบัตรประชาชนเพื่อขอรับใหม่ได้ทันที

 

สําหรับการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่อําเภอหาดใหญ่ วันนี้สามารถทําได้ 92% ครอบคลุมพื้นที่ในอําเภอหาดใหญ่ เช่นเดียวกับน้ำประปา 90% คาดว่าในวันนี้ (2 ธันวาคม) ช่วงเย็นถึงวันพรุ่งนี้ (3 ธันวาคม) จะครบสมบูรณ์ 100%

The post ศป.กฉ. เผย 97,466 ครัวเรือน ทยอยรับเงินเยียวยาน้ำท่วมวันนี้ ยันไม่ถูกตัดสิทธิแม้แจ้งช้า พร้อมเคลียร์ขยะสงขลาให้เสร็จใน 14 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอนเจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง https://thestandard.co/hat-yai-flood-aid-distribution/ Sun, 30 Nov 2025 03:58:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1149751 วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง

สถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังประส […]

The post วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอนเจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง

สถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี โดยวานนี้ (29 พฤศจิกายน) ถือเป็นวันที่ 2 ของการเข้าสู่ระยะฟื้นฟูเมืองอย่างเต็มรูปแบบ

 

จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่าภาพรวมการทำความสะอาดยังเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้ระดับน้ำจะลดลงจนแห้งในหลายพื้นที่ แต่ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำคัญอย่าง น้ำประปาและไฟฟ้า ยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มที่และทั่วถึงทุกพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนทำได้เพียงขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ และเฟอร์นิเจอร์ที่จมน้ำนานกว่า 1 สัปดาห์จนเสียหาย ออกมากองทิ้งไว้บริเวณหน้าบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อเปิดทางกวาดโคลนและไล่น้ำขังออกจากตัวบ้านเท่านั้น

 

ทีมข่าวพบว่ากองขยะมหึมาที่เกิดจากข้าวของเสียหาย รวมถึงซากสัตว์ที่ถูกกระแสน้ำพัดพามา เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สร้างผลกระทบต่อสุขภาพจิตและระบบทางเดินหายใจของชาวบ้านที่กลับเข้าไปพักอาศัย

 

ประเด็นปัญหาสำคัญที่มีผู้ร้องเรียนกับทีมข่าว คือความเหลื่อมล้ำในการจัดการพื้นที่ของเทศบาลเมืองหาดใหญ่ จากการสังเกตพบว่า เจ้าหน้าที่มักมุ่งเน้นการเก็บขยะและทำความสะอาดบริเวณถนนสายหลัก ย่านการค้า และชุมชนขนาดใหญ่เป็นลำดับแรก

 

ในขณะที่สภาพความเป็นจริง เมืองหาดใหญ่ประกอบไปด้วยชุมชนย่อยในซอยเล็กและแคบเป็นจำนวนมาก เมื่อชาวบ้านนำขยะออกมาทิ้งหน้าบ้านพร้อมกัน ทำให้กีดขวางทางสัญจรจนแทบปิดตาย

 

ตัวแทนผู้ประสบภัยรายหนึ่ง เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ทางชุมชนพยายามประสานงานไปยังเทศบาลตั้งแต่วันแรกที่น้ำลด เพื่อขอสนับสนุนเครื่องจักรหนักเข้ามาช่วยขนย้ายขยะชิ้นใหญ่ที่แรงคนยกไม่ไหว และเร่งเก็บกู้ซากสัตว์เน่าเปื่อย

 

“เราเข้าใจดีว่ารถขนน้ำมีจำกัดและอาจยังเข้าไม่ถึงทุกบ้าน แต่อยากขอให้ทางเทศบาลส่งเครื่องมือมาจัดการพื้นที่ส่วนกลางก่อน เพื่อเปิดทาง”

 

ท้ายที่สุด ตัวแทนชุมชนได้ฝากคำถามถึงการบริหารจัดการของผู้เกี่ยวข้องว่า “เส้นทางต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ สำคัญกว่าบ้านเรือนประชาชนหรือไม่?” เนื่องจากชาวบ้านสังเกตเห็นว่าถนนสายหลักมักได้รับการทำความสะอาดจนสะอาดสะอ้านอย่างรวดเร็ว ผิดกับสภาพในชุมชนย่อยที่ยังจมอยู่กับกองโคลนและขยะ

 

นี่เป็นเหตุผลที่ชาวบ้านอยากให้ผู้มีอำนาจลงพื้นที่เยี่ยมเยียนตามตรอกซอกซอยเล็กๆ บ้าง ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการกำลังใจเท่านั้น แต่เพราะหวังว่า “หากผู้ใหญ่มาถึง ความสะอาดและการดูแลก็จะตามมาถึงเช่นกัน”

 

วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 1
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 2
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 3
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 4
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 5
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 6
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 7
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 8
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 9
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 10
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 11
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 12
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 13
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 14
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 15
วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอน เจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง 16

The post วิกฤตหลังน้ำลดเมืองหาดใหญ่ ชาวบ้านวอนเจ้าหน้าที่กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชนย่อย เลิกเน้นแค่เส้นทางรับแขกบ้านเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภคมนสะท้อนปัญหาให้ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง https://thestandard.co/pakamon-minister-water-waste/ Sat, 29 Nov 2025 10:16:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1149601 ภคมนสะท้อนปัญหาให้ ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง

วันนี้ (29 พฤศจิกายน) ภคมน หนุนอนันนต์ สส. แบบบัญชีรายช […]

The post ภคมนสะท้อนปัญหาให้ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภคมนสะท้อนปัญหาให้ ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง

วันนี้ (29 พฤศจิกายน) ภคมน หนุนอนันนต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้พบกับ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย กำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ การประปานครหลวง (กปน.) ขณะที่เดินทางเข้ามาเยี่ยมศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา

 

ภคมนได้สะท้อนถึงความเดือดร้อนเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนที่ได้ไปรับและสัมผัสมาตลอดทั้ง 7 วัน ให้ศักดิ์ดารับทราบ และได้เน้นถึงความเดือดร้อนที่สำคัญตอนนี้คือเรื่องน้ำประปา แม้ว่าน้ำท่วมจะเริ่มลดลงบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าพี่น้องประชาชนจะได้ใช้น้ำประปาเมื่อไร แม้โรงผลิตน้ำประปาและท่อจ่ายน้ำมีความเสียหาย แต่ประชาชนยังเดือดร้อนและต้องการใช้น้ำจึงได้ขอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนท่ามกลางความเสียหายอย่างหนักทั้งเมือง เพื่อให้นำน้ำไปใช้ทำความสะอาด ล้างบ้าน และทำให้ประชาชนได้กลับไปยังที่พักอาศัยตนเองได้บ้าง

 

ทางศักดิ์ดาได้รับทราบปัญหาและรับปากว่าจะดำเนินการแก้ไข โดยคาดว่าบริเวณชุมชนโรงพยาบาลหาดใหญ่จะสามารถมีน้ำประปาให้ประชาชนใช้ได้ในช่วงดึก

 

นอกจากนี้ ภคมนยังร้องเรียนถึงปัญหาขยะล้นเมืองว่าต้องเร่งเอารถตักขนาดใหญ่ รวมถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวนมากเข้ามาเร่งเคลียร์ขยะให้เร็วที่สุด ควรวางแผนเส้นทางรถเก็บขยะ พร้อมประกาศให้ประชาชนรับทราบ เพื่อจะได้ฟื้นฟูเมืองได้เป็นระบบ รวดเร็ว ไม่ติดขัด ซึ่งทางศักดิ์ดายืนยันว่าวันนี้จะเดินทางไปดูงานเก็บขยะของหน่วยงานที่กำกับดูแลด้วยตัวเอง

 

ภคมนกล่าวต่อไปว่า สำหรับภารกิจวันนี้ ได้สะท้อนความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่ให้เร่งจัดการกับผู้มีอำนาจได้ทราบแล้ว และจะติดตามเร่งให้เรื่องที่ขอความร่วมมือไปเกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

 

สำหรับภารกิจของพรรคประชาชนวันนี้ยังดำเนินต่อไป โดยภคมนจะนำเครื่องปั่นไฟไปให้พี่น้องในพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังใช้ไม่ได้ อย่างน้อยให้ได้ชาร์จโทรศัพท์มือถือเพื่อให้ได้ติดต่อสื่อสารกับญาติพี่น้อง นี่ถือเป็นภารกิจ ‘รีชาร์จประชาชน’

 

ภคมนยืนยันว่า ตนเองและพรรคประชาชน ทำงานทุกรูปแบบ ทั้งลงมือทำหน้างาน ทั้งประสานงาน ทั้งออกแบบระบบให้ง่ายไม่ซ้ำซ้อน ไม่ตกหล่นไปพร้อมๆ กัน เพราะการช่วยเหลือประชาชนไม่จำเป็นต้องเลือกทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าอะไรที่พอทำได้ก็ช่วยกันทำ แต่จะต้องไม่ละทิ้งความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลว่าจะต้องเป็นหัวเรือหลักในการทำงานและต้องรับรับผิดชอบเร่งคืนชีวิตปกติให้พี่น้องทุกคนที่กำลังประสบภัยด้วย

 

ภคมนสะท้อนปัญหาให้ ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง 1ภคมนสะท้อนปัญหาให้ ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง 2ภคมนสะท้อนปัญหาให้ ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง 3ภคมนสะท้อนปัญหาให้ ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง 4ภคมนสะท้อนปัญหาให้ ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง 5

The post ภคมนสะท้อนปัญหาให้ศักดิ์ดา รมช. มหาดไทย ขอช่วยเร่งจ่ายน้ำประปา-แก้ขยะล้นเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก ศป.กฉ. เปิดตัวเลขผู้เสียชีวิต 8 จังหวัดใต้ พุ่ง 162 ราย สั่งให้จ่ายประปาทุกพื้นที่ภายในวันนี้ ส่วนไฟฟ้าใช้ได้แล้ว 80% https://thestandard.co/162-deaths-southern-provinces/ Sat, 29 Nov 2025 08:08:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1149542 โฆษก ศป.กฉ. เปิดตัวเลขผู้เสียชีวิต 8 จังหวัดใต้ พุ่ง 162 ราย สั่งให้จ่ายประปาทุกพื้นที่ภายในวันนี้ ส่วนไฟฟ้าใช้ได้แล้ว 80%

วันนี้ (29 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริ​พงศ์​ อังค​ […]

The post โฆษก ศป.กฉ. เปิดตัวเลขผู้เสียชีวิต 8 จังหวัดใต้ พุ่ง 162 ราย สั่งให้จ่ายประปาทุกพื้นที่ภายในวันนี้ ส่วนไฟฟ้าใช้ได้แล้ว 80% appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษก ศป.กฉ. เปิดตัวเลขผู้เสียชีวิต 8 จังหวัดใต้ พุ่ง 162 ราย สั่งให้จ่ายประปาทุกพื้นที่ภายในวันนี้ ส่วนไฟฟ้าใช้ได้แล้ว 80%

วันนี้ (29 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริ​พงศ์​ อังค​สกุล​เกียรติ​ โฆษก​ประจำ​สำนักนายก​รัฐมนตรี​ พร้อมด้วย พล.ท. วันชนะ​ สวัสดี รองโฆษก​กองทัพไทย และ รัชดา ธนาดิเรก ในฐานะกรรมการและรองโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมประจำวัน โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้

 

สิริ​พงศ์​กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้เชิญภาคประชาชนและมูลนิธิกระจกเงามาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทั้งแนวทางมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ซึ่งรัฐบาลขอขอบคุณข้อมูลเหล่านี้ รวมถึงทุกองค์กรที่มีเจตนารมณ์ช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้

 

ขณะที่ สภาพอากาศปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ปริมาณน้ำฝนลดลง คาดว่าจะสามารถระบายน้ำในพื้นที่ที่ยังท่วมขังให้แห้งได้ภายใน 3-5 วัน ด้านการบริการสาธารณูปโภค ที่ประชุมได้เร่งรัดให้การประปาส่วนภูมิภาคปล่อยน้ำประปาให้ประชาชนได้ใช้ภายในวันนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าไม่ต้องรอพร้อม 100% แต่ให้ประชาชนได้ใช้ก่อน ดังนั้น คาดว่าวันนี้จะมีการปล่อยน้ำประปาในทุกพื้นที่ แต่ต้องขออภัยหากน้ำช่วงแรกอาจจะเบาหรือยังไม่ใส 100%

 

ส่วนกระแสไฟฟ้าสามารถกู้คืนมาได้แล้วกว่า 80% โดยเหลืออีกประมาณ 20,000 หลังคาเรือน จาก 700,000 หลังคาเรือน ที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของอุปกรณ์และการใช้งานของประชาชนด้วย

 

สำหรับการบริหารจัดการในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาล ได้เดินหน้าทำ Big Cleaning โดยกำหนดจุดย่อยในการทิ้งขยะเพื่อลดระยะเวลาในการเดินทาง และให้เกิดความรวดเร็ว นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้มีการกำหนดจุดที่จะขนย้ายรถที่เสียหาย โดยมีการจัดหมวดหมู่และแยกไปจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามได้ว่า รถของตนเองนั้นจอดอยู่ตรงที่ใด

 

สิริ​พงศ์​ยังได้ชี้แจงกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขโพสต์ภาพพร้อมข้อความรายงานการจัดหาถุงใส่ศพ ว่า ได้รับการยืนยันจากกระทรวงสาธารณสุขว่า โดยปกติแล้วโรงพยาบาลต้องมีถุงใส่ศพสำรองไว้อยู่แล้ว และจำนวน 1,500 ถุงนั้น มีผู้บริจาคอยู่แล้ว ไม่ได้ร้องขอ ดังนั้น การรายงานยอดผู้เสียชีวิตเป็นยอดจริง โดยยอดผู้เสียชีวิต ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.00 น. รวม 7 จังหวัดภาคใต้ อยู่ที่ 162 ราย

 

ด้าน พล.ท. วันชนะ​ ระบุว่า การดำเนินการของส่วนหน้าได้มีการปรับเฟสจากน้ำท่วมวิกฤตเข้าสู่เฟสการฟื้นฟู โดยให้น้ำหนักอยู่ที่ 30:70 โดยขณะนี้ น้ำ ไฟ และสัญญาณโทรศัพท์​เข้าถึงแล้ว 85%

 

ส่วนการบริหารจัดการคน ในช่วงวันที่ผ่านมามีเคสขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเข้ามา 753 กรณี ซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ทั้งหมด ส่วนการอพยพคนมีเคสเข้ามา 11,242 เคส ช่วยได้ 95% และมีตกค้าง 1,070 เคส ขณะที่ ศูนย์พักพิงมีความสะดวกสบายขึ้นและโล่งขึ้น เนื่องจากมีประชาชนส่วนหนึ่งทยอย​กลับไปยังบ้านเรือนแล้ว ขณะที่ประชาชนบางส่วนที่กลับไปทำความสะอาดแต่ยังไม่สามารถเข้าบ้านพักอาศัยได้ ทาง ศป.กฉ. ได้มีการจัดโรงแรมให้เข้าพักจำนวน 20 ห้อง

 

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีมิจฉาชีพเข้ามาก่อความไม่สงบ ได้มีการตั้งจุดตรวจจุดสกัด การลาดตระเวนพื้นที่และเส้นทางที่มีความเสี่ยง รวมไปถึงจุดล่อแหลมที่จะเกิดอาชญากรรม โดยได้รับการยืนยันจากตำรวจภูธรภาค 9 และภูธรจังหวัดสงขลา ว่าจะจัดชุดปฏิบัติการที่ประกอบด้วยทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง อาสาสมัครรักษาดินแดน ลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นกรณีเกิดเหตุประชาชนสามารถเข้าไปแจ้งได้ที่ สภ.คลองหงส์

 

สำหรับการฟื้นฟู ได้แบ่งระยะออกเป็น 3 ระยะ คือ

 

  • ระยะเร่งด่วนในปัจจุบัน: การทำความสะอาด การกู้ระบบติดต่อสื่อสาร การเปิดเส้นทาง และการซ่อมบ้านเรือนกรณีฉุกเฉิน
  • ระยะกลาง: การซ่อมแซมบ้านเรือนเต็มกำลัง (โครงสร้าง ผนัง หลังคา) ระบบประปา ไฟฟ้า สาธารณูปโภค การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์/จักรยานยนต์ และการซ่อมถนนสายรอง/สายหลัก
  • ระยะฟื้นฟู (ต่อเนื่อง): การซ่อมบ้านเรือนเต็มกำลังให้เสร็จสมบูรณ์ การซ่อมถนนและระบบสาธารณูปโภค

 

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลสนามที่ใช้การได้ทั้งหมด 8 แห่ง ซึ่งจะมีโรงพยาบาลคู่ขนานในพื้นที่อื่นเป็นพี่เลี้ยง และส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์/บุคลากรสนับสนุนเพื่อให้การปฏิบัติงานไม่มีข้อติดขัด

 

ขณะที่ รัชดากล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลมุ่งมั่นให้เกิดภายในสัปดาห์นี้และสัปดาห์ถัดไป คือ การดูแลผู้ประสบภัยให้เข้าถึงเงินเยียวยาและเงินกู้ เพื่อให้ไปดูแลบ้านเรือนและกิจการ ในส่วนของเงินเยียวยา 9,000 บาท รัฐบาลมีความพร้อมในการจ่ายให้ถึงมือประชาชนใน สัปดาห์หน้าผ่านระบบพร้อมเพย์หรือบัญชีธนาคาร

 

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้อํานวยความสะดวกด้านเอกสารสำคัญที่อาจสูญหาย โดยเปิดให้บริการทำบัตรประชาชน 3 จุดในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ คือ ศูนย์พักพิง ม.สงขลานครินทร์, ศูนย์พักพิง ม.ราชภัฏสงขลา, และศูนย์พักพิงเทศบาล 4 โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม เวลา 09.00-20.00 น. ทั้งนี้ บริการทั้งหมดจะยกเว้น หรือลดค่าธรรมเนียมในการทําบัตรประชาชนให้กับผู้ประสบภัย

 

รัฐบาลยังได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผู้ประสบภัยที่เอกสารหาย โดยสามารถใช้ แอปพลิเคชันทางรัฐ ช่วยในการจัดการเอกสาร หรือขอดูเอกสารสำคัญโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ทะเบียนบ้าน การชําระค่าน้ำค่าไฟ เอกสารขอสินเชื่อกับธนาคาร ประกันรถยนต์ อัคคีภัย หรือประกันชีวิต รวมถึงบัตรบริการของผู้พิการ

The post โฆษก ศป.กฉ. เปิดตัวเลขผู้เสียชีวิต 8 จังหวัดใต้ พุ่ง 162 ราย สั่งให้จ่ายประปาทุกพื้นที่ภายในวันนี้ ส่วนไฟฟ้าใช้ได้แล้ว 80% appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอง จตช. สั่งตำรวจประกบกู้ภัย เพื่อสร้างความมั่นใจลงพื้นที่หาดใหญ่ https://thestandard.co/police-escort-rescuers-hatyai/ Thu, 27 Nov 2025 13:12:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1148747 รอง จตช. สั่งตำรวจประกบกู้ภัย เพื่อสร้างความมั่นใจลงพื้นที่ หาดใหญ่

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรว […]

The post รอง จตช. สั่งตำรวจประกบกู้ภัย เพื่อสร้างความมั่นใจลงพื้นที่หาดใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอง จตช. สั่งตำรวจประกบกู้ภัย เพื่อสร้างความมั่นใจลงพื้นที่ หาดใหญ่

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ ตามนโยบายของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่กำชับให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงลงพื้นที่ดูแลสวัสดิภาพของประชาชนและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานด่านหน้า

 

​จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งระดับน้ำยังคงท่วมสูง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และระบบสาธารณูปโภค พล.ต.ท.ไตรรงค์เปิดเผยว่า ปัญหาเร่งด่วนขณะนี้คือเรื่องสัญญาณโทรศัพท์และไฟฟ้า จึงได้เร่งประสานผู้ให้บริการเครือข่ายเข้าอำนวยความสะดวก เพื่อให้การติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเป็นไปอย่างราบรื่น

 

​นอกจากนี้ ได้กำชับให้จัดกำลังตำรวจประจำการทั้งในพื้นที่น้ำลดและพื้นที่น้ำท่วมสูง เพื่อทำหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์และเป็นโซ่ข้อกลาง ประสานงานให้กับเจ้าหน้าที่กู้ภัยในการเข้าช่วยเหลือจุดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

 

​ด้าน พ.ต.อ. พสิศฐ์ ศานติปรัชญา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า ประชาชนในบางพื้นที่เกิดความเครียดและมีการใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่กู้ภัย จนสร้างความกังวลใจในการปฏิบัติงานว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ ตำรวจทำงานประกบกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการลงพื้นที่ หากหน่วยงานใดต้องการกำลังเสริม สามารถร้องขอได้ทันที

 

​สำหรับมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติมผู้ประสบภัย โดยเฉพาะแก๊งมิจฉาชีพที่อาศัยจังหวะเข้าไปขโมยทรัพย์สิน ทางตำรวจได้จัดชุดสายตรวจลาดตระเวนเข้มข้นทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนเหตุการณ์ลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

The post รอง จตช. สั่งตำรวจประกบกู้ภัย เพื่อสร้างความมั่นใจลงพื้นที่หาดใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 แพ็กเกจบีโอไอ เร่งปลดล็อกลงทุนเร็วขึ้น 20-50% พัฒนาทักษะแรงงาน หนุน SME ยกระดับการผลิต https://thestandard.co/cabinet-approves-boi-packages/ Mon, 24 Nov 2025 13:03:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1146968 ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 แพ็กเกจ บีโอไอ เร่งปลดล็อกลงทุนเร็วขึ้น 20-50% พัฒนาทักษะแรงงาน หนุน SME ยกระดับการผลิต

ครม.เศรษฐกิจ เคาะ 3 แพ็กเกจบีโอไอ ปลดล็อกลงทุนผ่าน Thai […]

The post ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 แพ็กเกจบีโอไอ เร่งปลดล็อกลงทุนเร็วขึ้น 20-50% พัฒนาทักษะแรงงาน หนุน SME ยกระดับการผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 แพ็กเกจ บีโอไอ เร่งปลดล็อกลงทุนเร็วขึ้น 20-50% พัฒนาทักษะแรงงาน หนุน SME ยกระดับการผลิต

ครม.เศรษฐกิจ เคาะ 3 แพ็กเกจบีโอไอ ปลดล็อกลงทุนผ่าน Thailand FastPass พัฒนาทักษะแรงงานสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ และแพ็กเกจหนุน SME เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ไม่เพียงเท่านั้น ยังปลดล็อก ร้านค้าคนละครึ่ง ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โฆษกรัฐบาลชี้กำลังจัดสรรงบประมาณ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 ควบคู่จัดสรรงบประมาณช่วยภัยพิบัติน้ำท่วม

 

วันนี้ (24 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ มาตรการเร่งรัดการลงทุน และส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งสิ้น 3 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการ Thailand FastPass 2) มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) จำนวน 1 แสนคน และ 3) มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะรับหน้าที่ขับเคลื่อนและดำเนินการทั้ง 3 มาตรการด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

1. มาตรการ Thailand FastPass ซึ่งมีขึ้นเพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว โดยจะดำเนินการแก้ไขปัญหา/อุปสรรค ทั้ง 3 ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านไฟฟ้า ด้านพื้นที่ลงทุน ด้านการอนุมัติ/อนุญาต ที่ขัดขวางไม่ให้เกิดการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการลงทุนสูง เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การผลิตพลังงานสะอาด และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การจัดทำระบบ Thailand FastPass เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยจะเป็นกลไกใหม่ที่นำมาใช้เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ให้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างถาวร รวมถึงการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน

 

โดยมอบหมายให้บีโอไอพิจารณากำหนดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น และติดตามการจัดทำ SLA ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกต่อไป

 

โดยตั้งเป้าให้การพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตเร็วขึ้นอย่างน้อย 20–50% เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงอย่างรวดเร็ว พร้อมดำเนินการภายในเดือนธันวาคม 2568

 

2. มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) จำนวน 1 แสนคน

 

3. มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

โดยมาตรการที่ 2 และ 3 จะใช้เงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ในวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเร็วและวางรากฐานการเติบโตในระยะต่อไป โดยได้มอบหมายบีโอไอประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ดำเนินการขับเคลื่อน

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นอกจากกลไก Thailand FastPass แล้ว ในส่วนของการแก้ไขปัญหา/อุปสรรคเพื่อเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้น บีโอไอได้คัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อนำร่องแก้ไขปัญหาจำนวน 80 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 4.8 แสนล้านบาท

 

โครงการส่วนใหญ่ประสบปัญหาด้านระบบเครือข่ายสายส่งไฟฟ้ามีข้อจำกัดในบางพื้นที่ ปัญหาการจัดหาที่ดินอุตสาหกรรม ปัญหาด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมถึงปัญหาการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน ดังนี้

 

ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ลงทุนมีพลังงานไฟฟ้าอย่างเพียงพอ จึงมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เร่งรัดการออกประกาศหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้าให้เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง เร่งออกหนังสือยืนยันการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจการ Data Center ที่เตรียมลงทุน

 

นอกจากนี้ เพื่อให้มีกลไกพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อตอบโจทย์ทิศทางการลงทุนสีเขียวในอนาคต จึงให้สำนักงาน กกพ. เร่งออกประกาศหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบที่ 2 (UGT2) และโครงการนำร่องซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นอกจากนี้ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงวางแผนการลงทุนโครงข่ายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการลงทุนสำคัญต่อไป

 

ด้านพื้นที่ลงทุน เพื่อจัดเตรียมพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ประสานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงาน EEC (กรณีในพื้นที่ EEC) เพื่อพิจารณาทบทวนการวางและปรับปรุงผังเมืองรวมและผังชุมชน กำหนดแนวทางการเพิ่มพื้นที่นิคมฯ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต ภายในเดือนมีนาคม 2569 และให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำแนวทางผ่อนผันให้อนุญาตขุดถมดินเพื่อเตรียมพร้อมที่ก่อสร้างไปพลางก่อนระหว่างยื่นความเห็นชอบรายงาน EIA ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ ให้บีโอไอประสานกับคณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัดและติดตามนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านกฎหมายต่อไป

 

ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการบุคลากรต่างชาติทักษะสูงที่จะเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อปริมาณงาน เพื่อลดระยะเวลาการรอคอยวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และให้กรมการจัดหางาน พิจารณายกเว้นการใช้ระบบ e-Work Permit ซึ่งยังพัฒนาไม่เสถียร สำหรับการบริการที่ศูนย์วันสต็อป ภายในเดือนธันวาคม 2568 และให้ปรับปรุงระบบ e-Work Permit สำหรับศูนย์วันสต็อป ให้มีประสิทธิภาพและทดสอบระบบจนเสถียร ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 พร้อมเชื่อมโยงระบบ Single Window ของบีโอไอกับระบบ e-Visa ของกรมการกงสุลให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทั้ง 3 ด้าน รายงานผลการดำเนินการต่อบีโอไอต่อไป

 

ด้านการขอใบอนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ สำหรับการประกอบธุรกิจ บีโอไอจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการออกใบอนุญาตเป็นรายกรณี โดยเฉพาะใบอนุญาตที่มีผลต่อการเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าลงทุนตามแผนโดยเร็ว และจะนำกลไก Thailand FastPass มาใช้เร่งรัดในระยะต่อไป

 

ทั้งนี้ โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของบีโอไอในการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4.8 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566–2567 แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอได้เร่งประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะรายให้กับนักลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการบางส่วนสามารถเริ่มลงทุนจริงหรือมีแผนเริ่มลงทุนที่ชัดเจนแล้ว 40 โครงการ มูลค่า 148,543 ล้านบาท

 

โดยยังเหลือโครงการที่ติดปัญหา/อุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ด้านการจัดหาพื้นที่ และใบอนุมัติ/อนุญาตต่างๆ จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 123,195 ล้านบาท และ 2) โครงการขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2568 ที่ประสบปัญหาคล้ายกันและจะนำมาแก้ไขในคราวเดียวกันอีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท โดยบีโอไอจะติดตามและเร่งรัดให้โครงการทั้งหมดเดินหน้าได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตต่อเนื่องในปี 2569

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบ มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับ อุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) ที่ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรจำนวน 100,000 คน แบ่งออกเป็นนักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน และแรงงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) 70,000 คน

 

โดยการจัดอบรมและยกระดับทักษะแรงงานระดับ ปวส. ขึ้นไป ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมทั้ง Bootcamp, การเรียนแบบ Onsite และ Online รวมถึงการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม และ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่จะให้เงินสนับสนุน 30–50% ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 100 ล้านบาทต่อบริษัท สำหรับการยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยผู้ขอต้องเป็นนิติบุคคลที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนหลังออกบัตรส่งเสริม

 

“มาตรการ Thailand FastPass และแพ็กเกจใหม่ของบีโอไอ ทั้งเรื่องการยกระดับทักษะบุคลากรไทยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวเพื่อแข่งขันได้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเร่งรัดการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มแก้ไขอุปสรรคในเชิงระบบ พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ทันสมัยและตอบโจทย์ทิศทางในอนาคตของภาคอุตสาหกรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง” นฤตม์ กล่าว

 

ปลดล็อก ร้านค้าคนละครึ่ง ขายสินค้าให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังเผยอีกว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจวันนี้ เห็นชอบให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ สามารถขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า ผู้ถือบัตรฯ มีข้อจำกัดด้านจำนวนร้านค้า

 

ดร.เอกนิติย้ำว่า การเปิดทางให้ ร้านค้าในโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตรฯ ถือเป็นการแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้ถือบัตรฯ อย่างยั่งยืน โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเชื่อมระบบข้อมูลร้านค้าระหว่างโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในขั้นตอนต่อไป

 

ยังไม่เคาะ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 เชื่อทันยุบสภา

 

สำหรับความคืบหน้าของ โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 ทางสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาขนาดของโครงการ ตลอดจนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจาก รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณางบประมาณควบคู่ไปกับมาตรการเยียวยาภัยพิบัติอุทกภัยที่เกิดขึ้น

 

ทั้งนี้ สิริพงษ์คาดว่าจะสามารถนำเสนอโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันก่อนยุบสภา

The post ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 แพ็กเกจบีโอไอ เร่งปลดล็อกลงทุนเร็วขึ้น 20-50% พัฒนาทักษะแรงงาน หนุน SME ยกระดับการผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฤดูร้อนมาพร้อมค่าไฟพุ่ง? เปิดปม ‘ใช้ไฟเท่าเดิม ทำไมค่าไฟแพงขึ้น’ ขณะที่ กกพ. ยัน คำนวณค่า Ft ตามต้นทุน https://thestandard.co/summer-skyrocketing-electricity-bill/ Wed, 19 Apr 2023 11:44:23 +0000 https://thestandard.co/?p=778631 ค่าไฟ แพง

เปิดสาเหตุ ‘ใช้ไฟเท่าเดิม แต่ทำไมค่าไฟแพงขึ้น?’ กกพ. ย้ […]

The post ฤดูร้อนมาพร้อมค่าไฟพุ่ง? เปิดปม ‘ใช้ไฟเท่าเดิม ทำไมค่าไฟแพงขึ้น’ ขณะที่ กกพ. ยัน คำนวณค่า Ft ตามต้นทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟ แพง

เปิดสาเหตุ ‘ใช้ไฟเท่าเดิม แต่ทำไมค่าไฟแพงขึ้น?’ กกพ. ย้ำ พิจารณาตามโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าและภาระหนี้ กฟผ. ขณะที่กระทรวงพลังงานยอมรับ ฤดูร้อนปีนี้ค่าไฟกลับมาพีคสุด เนื่องจากวิกฤตโควิดคลี่คลาย เปิดประเทศ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่ล่าช้า ด้าน สอท. ห่วงค่าไฟแพงดันต้นทุนผู้ผลิต กระทบมู้ดจับจ่ายใช้สอย วอนรัฐบาลลดค่าไฟฟ้าลงให้ต่ำกว่า 4.40 บาท 

 

คมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า สาเหตุที่ค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่เคยใช้ผลิตไฟฟ้า ลดลงค่อนข้างมากต่อเนื่องจาก 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือลดลง 20-30% 

 

อีกทั้งต้องซื้อก๊าซธรรมชาติ LNG ในราคาแพง ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงตรงกับช่วงที่ยุโรปเข้าสู่ฤดูหนาวปลายปีที่ผ่านมา เมื่อรวมกับความต้องการก๊าซธรรมชาติ LNG ที่แพง ค่าไฟฟ้าจึงเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ในราคาแพง เพื่อมาทดแทนปริมาณก๊าซต้นทุนต่ำจากอ่าวไทยที่ขาดหายไป 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

“ดังนั้นเมื่อความต้องการเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่างส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงกว่าเดิม” 

 

อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้พยายามอย่างเต็มที่ให้ผ่านวิกฤตพลังงานไปให้ได้ จึงได้ออกมาตรการใช้น้ำมันในช่วงที่ราคาถูกกว่า LNG เข้ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซ LNG แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก จึงไม่สามารถใช้น้ำมันทดแทนได้ทั้งหมด แต่ได้พิจารณาโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้ามาตลอด

 

นอกจากนี้หากกล่าวถึงโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 4.77 บาทต่อหน่วย งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 จะพบว่า โครงสร้างต้นทุนค่าไฟปัจจุบัน ค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย 

 

กกพ. พิจารณาจากต้นทุนแพงที่สุดไปต้นทุนถูกที่สุด ตามลำดับ ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิงทุกประเภทเฉลี่ย 2.74 บาทต่อหน่วย ค่าโรงไฟฟ้าไปจนถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น Adder ค่าไฟฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อยประมาณ 16 สตางค์ต่อหน่วย

 

ตอบปม ทำไมค่าไฟฟ้าภาคประชาชนจึงแพงกว่าค่าไฟฟ้าอุตสาหกรรม

 

ส่วนประเด็นค่าไฟฟ้าภาคประชาชนที่แพงกว่าค่าไฟฟ้าอุตสาหกรรม เกิดจากค่าไฟฟ้างวดปัจจุบันมีราคาแพงจากปลายปี 2565 ที่เป็นช่วงที่ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติ LNG นำเข้าสูงมากและต้องนำเข้าทดแทน ในขณะที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย เชื้อเพลิงต้นทุนต่ำลดลงมาก จึงส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่แท้จริงในงวดปัจจุบัน (เดือนมกราคม-เมษายน 2566) สูงขึ้น 

 

ทั้งนี้ หากเป็นอัตราเดียวจะเท่ากับ 5.24 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลต้องการบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน จึงได้สั่งการให้ กกพ. คำนวณค่าไฟฟ้าจากการจัดสรรก๊าซในอ่าวไทยที่มีราคาถูกให้ประชาชนก่อนเป็นกรณีพิเศษ ทำให้ประชาชนได้อัตราเดิม 4.72 บาทต่อหน่วย 

 

จะเห็นได้ว่า แม้ราคาต้นทุนพลังงานมีการปรับตัวลดลง แต่การคำนวณค่าไฟของทางสำนักงาน กกพ. ยังไม่สามารถปรับลดตามต้นทุนลงได้ โดย กกพ. ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่า Ft ที่ใช้สมมติฐานตัวเลขต้นทุนในปีก่อนหน้า (ปี 2565) ซึ่งเป็นการประมาณการต้นทุนในงวดถัดไป 

 

“กกพ. ต้องพิจารณาสภาพคล่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วย หากสภาพคล่องกระทบกับเครดิตของ กฟผ. ก็จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ” คมกฤชกล่าวย้ำ

 

ทั้งนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อเนื่อง ทั้งความต้องการ LNG ในช่วงฤดูหนาว และสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน อาจมีผลกระทบต่อค่าเชื้อเพลิง แม้หลายฝ่ายมองว่าแนวโน้มของปริมาณก๊าซธรรมชาติต้นทุนต่ำจากอ่าวไทยจะมีเพิ่มขึ้น และมีผลในงวดถัดไป 

 

กกพ. ก็มีการนำมาคำนวณในค่าไฟแล้ว ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำลงคาดว่าจะเป็นช่วงปลายงวดของค่าไฟในงวดเดือนพฤษภคาม-สิงหาคม 2566 และจากสมมติฐานและค่าใช้จ่ายจริงจะถูกจ่ายคืนผ่านกลไก Ft ต่อไป 

 

หนุนครัวเรือน-ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์

 

อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนหรือผู้ประกอบการเองก็เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟใช้เอง กกพ. สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ติดตั้ง และย้ำว่า ยังไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาสูง 

 

กกพ. ยังยึดหลักการที่อัตราราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินต้องไม่ให้ตกเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม ดังนั้นอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนจะต้องไม่ไปกระทบกับประชาชน ประชาชนต้องร่วมมือกันประหยัดการใช้ไฟฟ้า ส่วนทาง กกพ. ยังคงพยายามบริหารจัดการค่าไฟฟ้าอย่างเต็มที่เช่นกัน 

 

ความต้องการใช้ไฟ Peak ปี 2566 กลับมาสูงสุดในรอบ 3 ปี

 

ทางด้าน วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟสูงสุด หรือ Peak (พีค) สำหรับปี 2566 ในช่วงฤดูร้อนจะมีค่าสูงสุดในรอบ 3 ปี หรือสูงกว่า 30,936 เมกะวัตต์ เนื่องจากอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูง ประกอบกับไทยมีการเปิดประเทศ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามาในปริมาณที่มากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐ ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น แต่ปริมาณไฟฟ้าจะมีเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทยที่สูงประมาณ 30%

 

นอกจากนี้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือที่เรียกว่า แผน PDP (PDP 2023) ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2566 ต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากต้องพิจารณาสัดส่วนปริมาณการผลิตไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้าที่มากกว่า PDP ฉบับเดิม (PDP 2018) ที่มีอยู่ 77,211 เมกะวัตต์ 

 

ดังนั้นเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น บวกกับแผนที่คาดว่าจะมีการใช้รถ EV มากขึ้น จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 

 

“เนื่องจากเดิมทีเราหวังว่าจะทำ PDP ให้แล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี แต่พอมีสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงต้องขยายเวลา และขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำให้เป็นไปตามขั้นตอน และเมื่อมีรัฐบาลใหม่มาก็เชื่อว่าจะกระทบต่อแผนบ้าง แต่ไม่มาก เพราะหลักการที่วางไว้เป็นการทำอย่างรอบคอบแล้ว จึงคิดว่าหลักการไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง แต่ในส่วนของระดับนโยบายบางเรื่องอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่หากรัฐบาลใหม่ต้องการปรับแก้ไขแผนก็เป็นไปได้เช่นกัน” พีรพัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

 

สอท. ห่วงค่าไฟดันต้นทุนผู้ผลิตและกระทบกำลังซื้อ

 

สรกิจ มั่นบุปผชาติ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการภาคการผลิตยังมีความกังวลต่อปัญหาต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าที่สูง และอาจกระทบกำลังซื้อคนไทยด้วย

 

ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในทิศทางขาขึ้นก็ยังเป็นอีกปัจจัยกดดันต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs 

 

นอกจากนี้อุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ตลอดจนความผันผวนของค่าเงินบาท ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการส่งออกของไทย 

 

ทั้งนี้ ต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดพิจารณาทบทวนมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ในงวดที่ 2 (เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566) ให้ต่ำกว่า 4.40 บาทต่อหน่วย

 

รวมทั้งส่งเสริมการเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ เช่น ในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC), กลุ่มประเทศ MERCOSUR และกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) โดยเฉพาะสินค้าประเภทยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการเผาป่าตามแผนเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2566

 

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 97.8% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 96.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม และสูงสุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจนี้มาจากผู้ประกอบการจำนวน 1,322 คน ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท.

 

และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของค่าดัชนีฯ พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกองค์ประกอบ ทั้งดัชนีฯ คำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ‘ยกเว้นต้นทุนประกอบการ’

 

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายของอุปสงค์ในประเทศ และกำลังซื้อในส่วนภูมิภาคจากรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 

 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 

 

นอกจากนี้ยังมีภาคการก่อสร้างที่ขยายตัว ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

“คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 106.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 103.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ 

 

“ขณะที่การเปิดประเทศของจีนเป็นแรงสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น”

 

สรกิจกล่าวอีกว่า ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส.อ.ท. ได้เชิญ 9 พรรคการเมืองมาพูดถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจให้สมาชิกได้รับฟัง แต่สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังจากรัฐบาลชุดใหม่ หลักๆ เป็นเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างแท้จริงและนวัตกรรม การวิจัย และพัฒนา ที่ควรมีการเพิ่มงบประมาณ

 

“เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น แต่อยากให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ส่วนนโยบายที่มีการออกมาหาเสียง ก็ไม่อยากให้สุดโต่งมากเกินไป อยากให้คำนึงถึงผลระยะกลางและระยะยาวด้วย” สรกิจกล่าวย้ำ

 

อ้างอิง: 

  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) Isara, กระทรวงพลังงาน, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

The post ฤดูร้อนมาพร้อมค่าไฟพุ่ง? เปิดปม ‘ใช้ไฟเท่าเดิม ทำไมค่าไฟแพงขึ้น’ ขณะที่ กกพ. ยัน คำนวณค่า Ft ตามต้นทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘BCPG’ ปิดดีลเซ็นเงินกู้ 700 ล้านดอลลาร์ ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนขนาด 600 เมกะวัตต์ในลาว ใหญ่สุดในเอเชีย https://thestandard.co/bcpg-700m-dollar-syndicated-loan/ Mon, 10 Apr 2023 06:05:59 +0000 https://thestandard.co/?p=774884

บมจ.บีซีพีจี เซ็นสัญญาเงินกู้ Syndicated Loan วงเงินรวม […]

The post ‘BCPG’ ปิดดีลเซ็นเงินกู้ 700 ล้านดอลลาร์ ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนขนาด 600 เมกะวัตต์ในลาว ใหญ่สุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.บีซีพีจี เซ็นสัญญาเงินกู้ Syndicated Loan วงเงินรวม 700 ล้านดอลลาร์ พร้อมเดินหน้าลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลม ‘มอนซูน’ มูลค่าลงทุนรวม 900-1,000 ล้านดอลลาร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในเอเชีย คาดสร้างเสร็จในปี 2568 สัญญาขายไฟฟ้า 25 ปี

 

นิวัติ อดิเรก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บีซีพีจี หรือ BCPG เปิดเผยในฐานะที่บีซีพีจีเป็นผู้ถือหุ้นทางอ้อมของบริษัท มอนซูน วินด์ พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ‘มอนซูน’ มูลค่าลงทุนรวม 900-1,000 ล้านดอลลาร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่แขวงเซกอง และแขวงอัตตะปือ ใน สปป.ลาว ว่าขณะนี้โครงการฯ ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) หรือ ADB และกลุ่มธนาคารที่ให้การสนับสนุนผ่าน ADB เรียบร้อยแล้ว ในรูปแบบการให้กู้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ (Syndicated Loan) ทั้งธนาคารในประเทศและต่างประเทศ วงเงินกู้รวม 690-700 ล้านดอลลาร์ 

 

พร้อมทั้งได้รับสัญญาสัมปทาน (Concession Agreement) ในการใช้พื้นที่ดำเนินโครงการที่ได้ลงนามกับรัฐบาล สปป.ลาว และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) ของโครงการที่ได้ลงนามกับการไฟฟ้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (EVN) ได้มีผลบังคับใช้สมบูรณ์แล้ว 

 

โดยโครงการพร้อมรับเงินกู้งวดแรกตามสัญญาเงินกู้ และกำลังดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนงานที่กำหนด ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถเปิดดำเนินการขายไฟฟ้าให้กับ EVN ได้ในปี 2568 ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 25 ปี กับการไฟฟ้าเวียดนามอย่างแน่นอน

 

“โครงการ ‘มอนซูน’ ถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 750,000 ตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี จึงเป็นโครงการที่สร้างความยั่งยืนและสนับสนุนภารกิจสำคัญในระดับโลกที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ในปี 2593 ขณะเดียวกันโครงการฯ ยังสร้างความเจริญให้กับ สปป.ลาว ในพื้นที่โดยรอบ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนพร้อมๆ กับเพิ่มศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับ สปป.ลาว เวียดนาม และประเทศเพื่อนบ้าน” นิวัติกล่าว

 

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ‘มอนซูน’ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียในขณะนี้ และเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกที่มีการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ระหว่าง สปป.ลาว และเวียดนาม ผ่านสายส่งขนาด 500 กิโลโวลต์ ทั้งนี้ BCPG ถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูน สัดส่วน 38.25%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘BCPG’ ปิดดีลเซ็นเงินกู้ 700 ล้านดอลลาร์ ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนขนาด 600 เมกะวัตต์ในลาว ใหญ่สุดในเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูเครนส่งออกไฟฟ้าได้ครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังรัสเซียโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานอย่างหนัก https://thestandard.co/ukraine-start-exporting-electricity-again/ Mon, 10 Apr 2023 02:36:53 +0000 https://thestandard.co/?p=774768 ยูเครน ส่งออก ไฟฟ้า

ทางการยูเครนส่งออกไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลั […]

The post ยูเครนส่งออกไฟฟ้าได้ครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังรัสเซียโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานอย่างหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูเครน ส่งออก ไฟฟ้า

ทางการยูเครนส่งออกไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังจากที่ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2022 เป็นเหตุให้ชาวยูเครนต่างต้องเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงานครั้งใหญ่ในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา

 

โดยเฮอร์มัน ฮาลุชเชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครนเผยว่า ระบบกำลังการผลิตไฟฟ้าได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติมาเกือบ 2 เดือนแล้ว ซึ่งขณะนี้ชาวยูเครนไม่ได้เผชิญกับข้อจำกัดใดๆ ด้านพลังงานอีกต่อไป โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า 

 

ฮาลุชเชนโกระบุว่า “ฤดูหนาวที่ยากลำบากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเริ่มส่งออกไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถดึงดูดทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติม สำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่จำเป็นและซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากการถูกโจมตี” ในโอกาสนี้เขายังได้กล่าวชื่นชมบรรดาวิศวกรและพันธมิตรระหว่างประเทศ รวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูระบบการผลิตพลังงานภายในยูเครนขึ้นมาอีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม Ukrenergo ผู้ผลิตและให้บริการด้านพลังงานรายใหญ่ของยูเครน ประกาศเตือนว่ายูเครนไม่สามารถไว้วางใจในประเด็นนี้ได้ เนื่องจากกองทัพรัสเซียอาจโจมตีโครงสร้างขั้นพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอีกในอนาคต ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียของยูเครนเองก็ยังคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพรัสเซียในขณะนี้

 

โดยเมื่อช่วงกลางปี 2022 ทางการยูเครนเคยตั้งเป้าจะกวาดรายได้ 1.5 พันล้านยูโร (ราว 5.6 หมื่นล้านบาท) จากการส่งออกไฟฟ้าภายในสิ้นปีไปยังสหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักด้านพลังงาน นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเปิดฉาก แต่ก็ไม่บรรลุเป้า เนื่องจากโครงสร้างด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ 

 

ภาพ: Sergei Supinsky / AFP

 

อ้างอิง:

The post ยูเครนส่งออกไฟฟ้าได้ครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังรัสเซียโจมตีโครงสร้างด้านพลังงานอย่างหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็กโก กรุ๊ป ลุยตลาดพลังงานสหรัฐฯ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า ‘ไรเซ็ก’ ขนาด 609 เมกะวัตต์ https://thestandard.co/egco-purchases-power-plant-in-us/ Mon, 27 Mar 2023 09:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=769243

เอ็กโก กรุ๊ป ลุยตลาดสหรัฐฯ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า ‘ไรเซ็ก’ […]

The post เอ็กโก กรุ๊ป ลุยตลาดพลังงานสหรัฐฯ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า ‘ไรเซ็ก’ ขนาด 609 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เอ็กโก กรุ๊ป ลุยตลาดสหรัฐฯ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า ‘ไรเซ็ก’ 609 เมกะวัตต์ โดยเข้าซื้อหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้าไรเซ็ก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ในรัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐฯ ดันกำลังผลิตเพิ่มอีก 298 เมกะวัตต์ตามสัดส่วนการถือหุ้น ตอกย้ำความมั่นคงด้าน ‘Shell Energy’ 

 

แม้ในช่วงนี้ตลาดสหรัฐฯ จะร้อนแรง ทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย และวิกฤตความเชื่อมั่นกลุ่มแบงก์ในช่วงที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนจะไม่ทำให้นักลงทุนไทยเปลี่ยนใจหรือชะลอแผนบุกสหรัฐฯ ในทางตรงข้าม กลับอาศัยช่วงชุลมุนเป็นโอกาสและจังหวะที่เหมาะสมเข้าลงทุน สะท้อนจากบริษัทพลังงานของไทยหลายรายที่ทยอยเข้าไปลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง 

 

รายงานจาก บริษัท เอ็กโก ไรเซ็ก ทู แอลแอลซี ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า หรือ เอ็กโก (EGCO) ถือหุ้นทั้งหมด ได้เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า ‘Rhode Island State Energy Center, LP’ หรือ ‘ไรเซ็ก’ กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเมืองจอห์นสตัน รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566

 

โดยเอ็กโก กรุ๊ป ปิดดีลซื้อหุ้นเสร็จสมบูรณ์ 49% ในไรเซ็ก ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ ส่งผลให้เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 298 เมกะวัตต์

 

เทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า การลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ส่งผลให้เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 298 เมกะวัตต์ ในขณะเดียวกันยังสามารถรับรู้รายได้ตามสัดส่วนการถือหุ้นทันที ภายหลังจากวันปิดดีล

 

เขากล่าวว่า โรงไฟฟ้าไรเซ็กจำหน่ายไฟฟ้าในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้านิวอิงแลนด์ (ISO-NE) และเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงในระบบ โดยทำสัญญาขายกำลังผลิตพร้อมจ่ายทั้งหมด และให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า Blackstart กับ ISO-NE และทำสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด     

 

พร้อมทั้งให้บริการเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าอื่นๆ กับบริษัท เชลล์ เอ็นเนอร์ยี่ นอร์ธ อเมริกา (Shell Energy North America) ซึ่งเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนในระดับ A/A2 ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบรับจ้างแปลงพลังงาน (Energy Tolling Agreement) นอกจากนี้ ยังเป็นโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงมากของเมืองบอสตันและเมืองพรอวิเดนซ์ รวมทั้งยังเป็นโรงไฟฟ้าที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีการเตรียมการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System-BESS) และการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมในการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

 

“การเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าไรเซ็กเป็นการต่อยอดความสำเร็จของเอ็กโก กรุ๊ป ในตลาดไฟฟ้าระดับโลก และปูทางสู่ความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในการลงทุนเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติควบคู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีคุณภาพสูงในตลาดไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาในอนาคต” เทพรัตน์กล่าว

 

ครองพอร์ตพลังงานหมุนเวียน 1,248 เมกะวัตต์

เทพรัตน์กล่าวอีกว่า เมื่อรวมกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าไรเซ็กแล้ว ปัจจุบันเอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 6,202 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวมสูงถึง 1,248 เมกะวัตต์ ทั้งจากชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และเซลล์เชื้อเพลิง

 

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและโครงการต่างๆ ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สปป.ลาว, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ โครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ทีพีเอ็น), โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง ตลอดจนยังได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย บริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน (เพียร์ พาวเวอร์) และบริษัทด้านการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรม (อินโนพาวเวอร์)

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post เอ็กโก กรุ๊ป ลุยตลาดพลังงานสหรัฐฯ ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า ‘ไรเซ็ก’ ขนาด 609 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮ! กกพ. เคาะค่าไฟเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมปีนี้ ‘ธุรกิจ-ครัวเรือน’ เหลือเท่ากันอัตราเดียว 4.77 บาทต่อหน่วย https://thestandard.co/erc-may-august-electricity-bill/ Wed, 22 Mar 2023 12:52:57 +0000 https://thestandard.co/?p=766998 ค่าไฟ

กกพ. เคาะค่า Ft 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ประชาชนและภาคธุรกิ […]

The post เฮ! กกพ. เคาะค่าไฟเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมปีนี้ ‘ธุรกิจ-ครัวเรือน’ เหลือเท่ากันอัตราเดียว 4.77 บาทต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟ

กกพ. เคาะค่า Ft 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ประชาชนและภาคธุรกิจใช้ค่าไฟฟ้าอัตราเดียว 4.77 บาทต่อหน่วย มีผลรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566

 

วันนี้ (22 มีนาคม) คมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากการประชุมได้มีมติให้สำนักงาน กกพ. นำค่า Ft ประมาณการงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 และแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 3 กรณี ได้แก่

 

  • กรณีที่ 1 ค่า Ft เรียกเก็บ 293.60 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวม 6.72 บาทต่อหน่วย

 

  • กรณีที่ 2 ค่า Ft เรียกเก็บ 105.25 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวม 4.84 บาทต่อหน่วย

 

  • กรณีที่ 3 ค่า Ft เรียกเก็บ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวม 4.77 บาทต่อหน่วย

 

จากผลการรับฟังความคิดเห็นค่า Ft จากทั้ง 3 กรณีดังกล่าว ได้พิจารณากรณีศึกษาการปรับค่า Ft ขายปลีกสำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 เป็นอัตราเดียวกันสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยและผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เท่ากับ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย 

 

ทั้งนี้ กกพ. ได้พิจารณาหนังสือยืนยันจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถึงความเหมาะสมของอัตราค่าไฟฟ้า 4.77 บาทต่อหน่วยแล้วด้วย

 

“การพิจารณาค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 เป็นการประมาณการค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นโดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงเฉลี่ยในเดือนมกราคม 2566 หากการดำเนินการจริงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากค่าประมาณการดังกล่าว กกพ. จะนำส่วนต่างค่าใช้จ่ายมาปรับปรุงการคิดค่า Ft ในรอบต่อๆ ไปตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่า Ft” คมกฤชกล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post เฮ! กกพ. เคาะค่าไฟเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมปีนี้ ‘ธุรกิจ-ครัวเรือน’ เหลือเท่ากันอัตราเดียว 4.77 บาทต่อหน่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘GULF’ แจ้งโรงไฟฟ้าร่วมทุนพลังน้ำ Pak Lay ในลาว เซ็นสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 29 ปีให้ กฟผ. ดันราคาหุ้นบวก 1% สวนตลาดหุ้น https://thestandard.co/gulf-hydroelectric-power-plant-laos/ Mon, 20 Mar 2023 04:22:57 +0000 https://thestandard.co/?p=765496 กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ

‘กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ’ ประกาศเซ็นสัญญาขายไฟฟ้าโครงการร่วม […]

The post ‘GULF’ แจ้งโรงไฟฟ้าร่วมทุนพลังน้ำ Pak Lay ในลาว เซ็นสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 29 ปีให้ กฟผ. ดันราคาหุ้นบวก 1% สวนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ

‘กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีฯ’ ประกาศเซ็นสัญญาขายไฟฟ้าโครงการร่วมทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Lay กำลังผลิต 770 เมกะวัตต์ กับ กฟผ. ได้สัญญาระยะยาว 29 ปี คาดโครงการเสร็จสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ปี 2575 หนุนราคาหุ้น GULF บวก 1% สวน SET

 

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 บริษัทและ Sinohydro (Hong Kong) Holding Ltd. (SHK) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Power Construction Corporation of China Ltd. (POWERCHINA) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้า (Tariff MOU) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 

 

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Pak Lay มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ (MW) ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง เมืองปากลาย แขวงไซยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และจะขายไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ให้แก่ กฟผ. ในอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 2.6989 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง

 

ทั้งนี้ บริษัทขอแจ้งให้ทราบว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 Pak Lay Power Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่บริษัทฯ และ SHK จัดตั้งขึ้น เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 40% และ SHK ถือหุ้น 60% ได้เข้าลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) กับ กฟผ. โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้ามีระยะเวลา 29 ปีนับจากวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ซึ่งโครงการมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มกราคม 2575

 

โดยโครงการโรงไฟฟ้า Pak Lay เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-the-River) ที่ไม่มีการกักเก็บน้ำในรูปแบบของเขื่อนประเภทอ่างเก็บน้ำ (Reservoir) และไม่มีการเบี่ยงน้ำออกจากแม่น้ำโขง แต่ใช้การไหลของน้ำตามธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าโดยที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเท่ากับปริมาณน้ำไหลออก ดังนั้น จึงไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง

 

การเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทฯ ในการเข้าสู่ตลาดพลังน้ำใน สปป.ลาว และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

 

ขณะการเคลื่อนของราคาหุ้น GULF วันนี้ (20 มีนาคม) เปิดการซื้อขายที่ 50.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ (17 มีนาคม) โดยช่วงระหว่างการซื้อขายวันนี้บวกขึ้นสวนกับทิศทาง SET Index โดยไปทำจุดสูงสุดที่ 51.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘GULF’ แจ้งโรงไฟฟ้าร่วมทุนพลังน้ำ Pak Lay ในลาว เซ็นสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาว 29 ปีให้ กฟผ. ดันราคาหุ้นบวก 1% สวนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมเฮ! ค่าไฟงวดหน้าอาจต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย ครัวเรือน-ธุรกิจเก็บอัตราเดียว https://thestandard.co/electricity-bill-may-be-lower/ Wed, 08 Mar 2023 10:36:39 +0000 https://thestandard.co/?p=760113 ค่าไฟ

ลุ้นค่าไฟงวดหน้าเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ต่ำกว่า 5 บาท […]

The post เตรียมเฮ! ค่าไฟงวดหน้าอาจต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย ครัวเรือน-ธุรกิจเก็บอัตราเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าไฟ

ลุ้นค่าไฟงวดหน้าเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย ทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านและภาคธุรกิจ กกพ. จ่อเคาะจัดเก็บในอัตราเดียว หลังปัจจัยบวกแนวโน้มราคาเชื้อเพลิงลดลง ค่าเงินบาทแข็ง ขณะที่ กบง. ตรึงราคา LPG-NGV ต่ออีก 3 เดือน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน

 

คมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. เตรียมพิจารณาค่าไฟฟ้าจาก 2 อัตรา เป็นอัตราเดียวทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจ จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 อยู่ที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ธุรกิจ อุตสาหกรรม และบริการ) ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งการปรับให้อยู่ในอัตราเดียวเพื่อให้ประเทศไทยมีระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคง สามารถให้บริการด้านพลังงานอย่างเพียงพอ ทั่วถึง และเป็นธรรม

 

โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่ถูกลงส่งผลให้ค่าไฟฟ้าถูกลงตาม บวกกับปัจจัยในการคำนวณค่า Ft ได้แก่ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยงวดที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ขณะนี้อัตราค่าเงินบาทแตะระดับราว 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลดีต่อค่า Ft

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอีกปัจจัยหลักที่สำคัญคือปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำ ที่ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมแต่ปริมาณยังคงต่ำกว่าเป้าหมาย อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาค่าไฟ ทั้งนี้ สัปดาห์นี้ กกพ. จะมีการชี้แจงภายหลังจากได้ข้อสรุปจากการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ในวันนี้ (8 มีนาคม)

 

“เบื้องต้นค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดถัดไปเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 จะลดลงโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย และอาจกลับมาเป็นอัตราเดียวกันเช่นที่ผ่านมา ส่วนจะเท่ากับค่าไฟบ้านหรือลดต่ำลงอีกหรือไม่ ต้องรอผลการประชุม” คมกฤชกล่าว

 

ตรึงราคา LPG-NGV ต่ออีก 3 เดือน บรรเทาค่าครองชีพประชาชน

ด้าน สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาขายปลีกก๊าซ NGV ตั้งแต่ปลายปี 2564 ต่อเนื่องปี 2565 ที่อยู่ในระดับสูง ภาครัฐจึงได้มีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

 

ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จึงมีมติเห็นชอบให้กระทรวงพลังงานขอความอนุเคราะห์จาก ปตท. กำหนดราคาขายปลีกก๊าซ NGV ดังนี้

 

  1. รถยนต์ทั่วไป ให้คงราคาขายปลีกก๊าซ NGV ที่ 17.59 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2566

 

  1. รถแท็กซี่ในโครงการเอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกัน ของ ปตท. ให้คงราคาขายปลีกก๊าซ NGV ไว้ที่ 13.62 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2566

 

นอกจากนี้ที่ประชุม กบง. ได้มีมติเห็นชอบทบทวนการกำหนดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) คงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น LPG ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีกรอบเป้าหมายเพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ กบง. ประสานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อพิจารณาบริหารจัดการเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับแนวทางการทบทวนการกำหนดราคาก๊าซ LPG ต่อไป และมอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานกำกับดูแลสถานีบริการก๊าซ LPG ไม่ให้มีการลักลอบเติมก๊าซ LPG สำหรับรถยนต์ลงในถังก๊าซหุงต้ม

 

นอกจากนี้ที่ประชุม กบง. ได้มีมติเห็นชอบการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็วให้เป็นไปตามสัดส่วนการผสมดังนี้

 

น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B7 ไม่ต่ำกว่า 6.6% และไม่สูงกว่า 7% โดยปริมาตร น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ไม่ต่ำกว่า 6.6% และไม่สูงกว่า 10% โดยปริมาตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ไม่ต่ำกว่า 6.6% และไม่สูงกว่า 20% โดยปริมาตร

 

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2566 เพื่อไม่ให้ต้นทุนน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น และลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานออกประกาศ เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. 2566 ให้สอดคล้องกับการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล และมอบหมายให้กระทรวงพลังงานประสานฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) นำเสนอการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล และ กบง. อาจมีการทบทวนสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็วตามความเห็น กนป. ต่อไป

 

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า วันพรุ่งนี้ (9 มีนาคม) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน คาดว่าจะมีข้อหารือมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนด้านพลังงาน การประเมินสถานการณ์เชื้อเพลิง และแนวโน้มราคาค่าไฟฟ้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post เตรียมเฮ! ค่าไฟงวดหน้าอาจต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย ครัวเรือน-ธุรกิจเก็บอัตราเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมไทยถึงมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อการผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต https://thestandard.co/cost-of-producing-electricity-thai/ Tue, 07 Mar 2023 13:25:29 +0000 https://thestandard.co/?p=759750 ต้นทุนผลิตไฟฟ้า

ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 8 มีนาคมเป็นต้นไป ประเทศไทยจะ […]

The post ทำไมไทยถึงมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อการผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้นทุนผลิตไฟฟ้า

ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 8 มีนาคมเป็นต้นไป ประเทศไทยจะมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อถึงจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์พลังงานปิโตรเลียมไทย ‘จากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC)’ ที่คณะรัฐมนตรีไฟเขียว ปตท.สผ.-เชฟรอน ได้สิทธิ์ประมูลอ่าวไทย (แหล่งบงกช)

 

วันนี้ (7 มีนาคม) สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (ปตท.สผ. อีดี) และบริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลในการยื่นขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย ครั้งที่ 24 

 

โดยบริษัท ปตท.สผ. อีดี เป็นผู้ได้รับสิทธิ์เป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/65 และ G3/65 ขนาดพื้นที่รวม 19,515.42 ตารางกิโลเมตร และอนุมัติให้บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิ์เป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65 ขนาดพื้นที่ 15,030.14 ตารางกิโลเมตร 

  

ทั้งนี้ การดำเนินงานช่วงเปลี่ยนผ่านของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานสู่ระบบแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract: PSC) ซึ่งจะดำเนินงานโดย ปตท.สผ. อีดี

 

โดยมั่นใจว่าสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ราบรื่นทุกขั้นตอนแบบไร้รอยต่อและไร้ปัญหา เนื่องจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เตรียมความพร้อมรองรับ โดยได้ตั้งวอร์รูมเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านในลักษณะบูรณาการร่วมกับผู้รับสัมปทานรายเดิม ผู้รับสัญญารายใหม่ และผู้รับซื้อปิโตรเลียม ผู้บริหารของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติบัญชาการที่ห้องวอร์รูมในกระทรวงพลังงาน และมีทีมเฉพาะกิจภาคสนาม จำนวน 3 ทีม คอยติดตาม ควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดบนแท่นผลิตในทะเลอ่าวไทย จะประจำที่แท่นผลิตกลางบงกช เพื่อตรวจสอบปริมาณการผลิตปิโตรเลียมรอบสุดท้ายในช่วงเวลาก่อนหมดอายุสัมปทาน (ก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 8 มีนาคม) รวมทั้งวัดปริมาณปิโตรเลียมที่คงค้างในเรือกักเก็บ ก่อนที่จะมีการส่งมอบให้กับผู้รับสัญญารายใหม่อย่างเป็นทางการวันนี้

 

“เที่ยงคืนวันที่ 8 มีนาคม 2566 และวันพรุ่งนี้ ถือเป็นอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์พลังงานของประเทศไทยที่จะใช้ระบบใหม่ในกิจการปิโตรเลียม จากเดิมที่ใช้ระบบสัมปทาน แต่ระบบใหม่จะเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC)” สราวุธกล่าว

 

ระบบแบ่งปันผลผลิตกดราคาก๊าซลงกว่า 2 หมื่นล้านบาท

โดยความต่างจากระบบสัมปทานคือ เมื่อเปลี่ยนเป็น ‘ระบบแบ่งปันผลผลิต’ แล้วจะมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติที่ได้จากแปลง G2/61 ปรับลดลงจากเดิม 279-324 บาทต่อล้านบีทียู เหลือ 172 บาทต่อล้านบีทียู หรือลดลงประมาณ 107-152 บาทต่อล้านบีทียู คิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท (เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2566) 

 

นอกจากนี้ระบบแบ่งปันผลผลิตจะช่วยสร้างเสถียรภาพของราคาก๊าซธรรมชาติที่จะนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ลดต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ลดพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และมีส่วนช่วยลดผลกระทบเกี่ยวกับราคาค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ อีกทั้งราคาก๊าซธรรมชาติโลกในปัจจุบันก็เริ่มปรับตัวลดลง ทั้งนี้จะช่วยลดได้มาก-น้อยแค่ไหน อย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 

 

ปัจจุบันแหล่งบงกชสามารถผลิตก๊าซธรรมธรรมชาติอยู่ที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่ในข้อตกลงใหม่คือ ‘ระบบแบ่งปันผลผลิต’ จะกำหนดไว้ให้มีการผลิตก๊าซธรรมธรรมชาติที่ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

 

ดังนั้นกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงขอความร่วมมือผู้รับสัญญารายใหม่คงอัตราการผลิตก๊าซธรรมธรรมชาติที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อให้สามารถชดเชยปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ลดลงของแปลง G1/61 (แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณเดิม) 

 

สำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย สร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แก่รัฐในรูปแบบ ‘ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม’ และรายได้อื่นๆ (ค่าตอบแทนการต่อระยะเวลาผลิต) เป็นมูลค่ากว่า 2.3 แสนล้านบาท 

 

เชฟรอนพร้อมรับช่วงต่อระบบแบ่งปันผลผลิต

รณรงค์ ชาญเลขา กรรมการ บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า เชฟรอน ออฟชอร์ จะมีการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตระหว่างกระทรวงพลังงานและผู้ได้รับคัดเลือกต่อไป และยินดีที่ได้รับความไว้วางใจจากภาครัฐให้เป็นผู้รับสัญญาของแหล่ง G2/65 

 

ซึ่งการร่วมขอเป็นผู้รับสิทธิ์ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเดินหน้าภารกิจส่งมอบพลังงานที่สะอาดขึ้นอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาวต่อไป ดังที่ได้ดำเนินงานมากว่า 60 ปี

 

“ด้วยการผสานความรู้ความเชี่ยวชาญในธรณีวิทยาของอ่าวไทยเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย และแนวทางปฏิบัติงานที่เป็นเลิศจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เชฟรอนเชื่อมั่นว่าเราสามารถพัฒนาปิโตรเลียมจากแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งขับเคลื่อนสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593” รณรงค์กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ทำไมไทยถึงมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อการผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘บี.กริม เพาเวอร์’ ทุ่มงบ 4.07 ล้านดอลลาร์ ซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเกาหลีใต้ 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,030.6 เมกะวัตต์ คาดทยอยขายไฟฟ้า 3Q68 https://thestandard.co/bgrim-wind-power-plant/ Tue, 20 Dec 2022 11:35:23 +0000 https://thestandard.co/?p=726386 บี.กริม เพาเวอร์

บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งป […]

The post ‘บี.กริม เพาเวอร์’ ทุ่มงบ 4.07 ล้านดอลลาร์ ซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเกาหลีใต้ 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,030.6 เมกะวัตต์ คาดทยอยขายไฟฟ้า 3Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บี.กริม เพาเวอร์

บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 B.Grimm Power Korea Limited บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ได้เข้าพัฒนาและทำข้อตกลงเพื่อเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในสาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้น จำนวนทั้งสิ้น 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,030.6 เมกะวัตต์ มูลค่ารวม 4.07 ล้านดอลลาร์

 

ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ เปิดเผยว่า การเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในสาธารณรัฐเกาหลีจำนวนทั้งสิ้น 4 โครงการของบริษัท มีรายละเอียดังต่อไปนี้

 

  1. เข้าทำซื้อทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Goni Jodo Co., Ltd. เพื่อเข้าถือหุ้น 70% ใน Jodo Wind Power Generation Co., Ltd. มูลค่าเงินลงทุนรวม 700 ล้านวอน หรือเทียบเท่า 536,000 ดอลลาร์ ทุนจดทะเบียน 1 พันล้านวอน แบ่งออกเป็น 2 แสนหุ้น มูลค่าหุ้นละ 5,000 วอน โดยวัตถุประสงค์ในการลงทุน เพื่อขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งกำลังการผลิตติดตั้ง 517 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้าง 

 

  1. เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ขาย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่บุคคลเกี่ยวโยง เพื่อเข้าถือหุ้น 15% ใน Shinan – Eoui Wind Power Co., Ltd. ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,950 ล้านวอน หรือเทียบเท่า 1.5 ล้านดอลลาร์ โดยทุนจดทะเบียน 20 ล้านวอน แบ่งออกเป็น 2,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 วอน มูลค่าการซื้อขาย 1,950 ล้านวอน หรือเทียบเท่า 1.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมค่าหุ้นและ Pre-Development Costs สำหรับการเชื่อมต่อสายส่ง 

 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง กำลังการผลิตติดตั้ง 99 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการผลิตไฟฟ้า (Power Plant License) และยื่นคำขอเข้าทำสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่ง Grid Connection กับ Korea Electric Power Corporation เรียบร้อยแล้ว โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติที่เกี่ยวข้องเพื่อเริ่มการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ไตรมาส 1/66 และกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในไตรมาส 3/68

 

  1. เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ขายซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่บุคคลเกี่ยวโยง เพื่อเข้าถือหุ้น 15% ใน Cheonsa-Eoui Wind Power Co., Ltd. ด้วยมูลค่าเงินลงทุนลงทุนรวม 1,950 ล้านวอน หรือเทียบเท่า 1.5 ล้านดอลลาร์ โดยทุนจดทะเบียน 20 ล้านวอน แบ่งออกเป็น 2,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10,000 วอน 

 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง กำลังการผลิตติดตั้ง 99 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการผลิตไฟฟ้า (Power Plant License) และยื่นคำขอเข้าทำสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่ง Grid Connection กับ KEPCO เรียบร้อยแล้ว โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อเริ่มการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ไตรมาส 1/66 และกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในไตรมาส 3/68

 

  1. เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Goni Gunghung Co., Ltd. เพื่อเข้าถือหุ้น 70% ใน Gunghung Offshore Wind Power Co., Ltd. มูลค่า 700 ล้านวอน หรือเทียบเท่า 5.36 แสนดอลลาร์ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง กำลังการผลิตติดตั้ง 240 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการผลิตไฟฟ้า (Power Plant License) และทำสัญญาเชื่อมต่อสายส่งกับ KEPCO เรียบร้อยแล้ว โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อเริ่มการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ไตรมาส 3/66 และกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในไตรมาส 1/69

 

สำหรับการเข้าลงทุนสัดส่วน 70% ของ B.Grimm Power Korea ใน Jodo Wind Power Generation Co., Ltd. และ Gunghung Offshore Wind Power Co., Ltd. อยู่ระหว่างการพิจารณาและอนุมัติของ MOTIE และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสาธารณรัฐเกาหลี หากได้รับการอนุมัติจาก MOTIE และทำการโอนหุ้นสัดส่วน 70% แล้ว Jodo Wind Power Generation Co., Ltd. และ Gunghung Offshore Wind Power Co., Ltd. จะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ บี.กริม เพาเวอร์

 

นอกจากนี้ตามที่ บี.กริม เพาเวอร์ ได้เคยทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 เรื่องการเข้าลงทุนในหุ้น KOPOS Co., Ltd. ในสาธารณรัฐเกาหลี (KOPOS) นั้น บี.กริม เพาเวอร์ ขอเรียนให้ทราบว่า ปัจจุบัน KOPOS (ถือหุ้นร้อยละ 49.9 โดย B.Grimm Power Korea) ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการผลิตไฟฟ้า (Power Plant License) และสัญญาเชื่อมต่อสายส่งกับ KEPCO แล้ว สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมบนพื้นดิน (Onshore) 75.6 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 20 เมกะวัตต์

 

โดยการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนที่สาธารณรัฐเกาหลี ถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่ตลาดธุรกิจพลังงานของเกาหลี ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชีย และเป็นการเพิ่มฐานลูกค้าและพันธมิตรในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เพื่อมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘บี.กริม เพาเวอร์’ ทุ่มงบ 4.07 ล้านดอลลาร์ ซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเกาหลีใต้ 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,030.6 เมกะวัตต์ คาดทยอยขายไฟฟ้า 3Q68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
CKPower ประกาศความสำเร็จ ทะยานสู่ผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เร่งเดินตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 https://thestandard.co/ckpower-net-zero/ Tue, 22 Nov 2022 04:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=712862

ประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน สิ่งแวดล้อม และการลดอัตรา […]

The post CKPower ประกาศความสำเร็จ ทะยานสู่ผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เร่งเดินตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน สิ่งแวดล้อม และการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเป็นศูนย์ให้สำเร็จ ถือเป็นหัวข้อที่องค์กรเอกชนจำนวนมาก ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกันมากเป็นพิเศษในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยต่างก็เห็นแล้วว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลย ไม่สนใจสภาพแวดล้อม ทำให้ระบบนิเวศในธรรมชาตินั้นย่ำแย่แค่ไหน

 

ทางด้านองค์กรที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานหลายแห่งเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของพวกเขายังคงไปต่อได้แบบไม่มีสะดุด สอดคล้องกันกับทุกๆ การ Take Action หรือนโยบายใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นของพวกเขาที่จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและโลกใบนี้อย่างใส่ใจและจริงจัง

 

ล่าสุดหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานที่เชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกใบนี้อย่างบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (CKP) ก็เพิ่งผ่านหลักไมล์ความสำเร็จที่สำคัญของพวกเขาไปสดๆ ร้อนๆ เพื่อสามารถพาตัวเองทะยานกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้สำเร็จ

 

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

 

‘Climate Action Leading Organization’ ความสำเร็จขององค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการยึดมั่นในความเชื่ออย่างมั่นคง สม่ำเสมอ

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา CKPower ได้ผ่านการรับรองให้เป็น ‘องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Leading Organization)’ จากคณะกรรมการเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

 

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นได้ดีถึงความเชื่อมั่นที่ CKPower มีต่อพลังงานหมุนเวียน และการดำเนินธุรกิจโดยเห็นถึงประโยชน์ของสิ่งแวดล้อม มวลมนุษยชาติเป็นสำคัญ ทั้งยังเป็นเครื่องชี้วัดอีกด้วยว่าความสำเร็จที่จับต้องได้ด้วยตำแหน่งองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หากแต่มาจากการปรับนโยบายในการดำเนินงาน การบริหารที่ใส่ใจในธรรมชาติและพลังงานสะอาดมาอย่างยาวนาน ต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดพัก

 

นอกเหนือจากนี้ ‘โรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น’ อีกหนึ่งในบริษัทในเครือของ CKPower ก็ยังผ่านเกณฑ์สำคัญได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Product) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อีกด้วย

 

 

โดยที่เครื่องหมายดังกล่าวเปรียบได้ดั่งการการันตีความสามารถของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกภาคส่วนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน และการกำจัดซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน

 

สำหรับโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น ปัจจุบันตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มุ่งเน้นการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนที่เหลือและไอน้ำให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม

 

 

สู่เป้าหมายใหญ่ CKP NET ZERO EMISSION 2050 Vision ‘ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์’

ปัจจุบัน CKPower ยังได้ขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน CKP NET ZERO EMISSION 2050 ด้วยการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทางการสร้างความยั่งยืนและสมดุลให้กับโลก เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศไทยที่ตั้งไว้ในปี 2065

 

โดยที่พวกเขายังได้เริ่มต้นจากการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Management) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการผลิต ซึ่งวิสัยทัศน์นี้จะถูกนำไปปรับใช้และให้ความสำคัญกับทุกๆ โรงไฟฟ้าที่บริษัทเข้าไปลงทุนด้วย

 

นอกจากนี้ CKPower ยังได้เลือกใช้เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อให้ระบบการจ่ายไฟฟ้าเกิดเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพให้กับบุคลากรทุกระดับ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาระบบการปฏิบัติงานเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยต่อยอดระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เตรียมความพร้อมนำกลไกการกำหนดราคาคาร์บอนสร้างโอกาสในการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก (Green Finance) ให้กับองค์กรอย่างมั่นคง

 

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) รวมถึงแผนนโยบายของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) CKPower ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่งของภูมิภาค พร้อมเดินตามเป้าหมายการเติบโตในด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและวางรากฐานด้านความมั่นคงทางพลังงาน

 

“ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ที่สามารถหวังผลในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2050

 

“เราให้ความสำคัญในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มุ่งสู่เทรนด์พลังงานสะอาด รักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนมีความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการหยุดยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมการดำเนินงานทุกขั้นตอน และร่วมยกระดับมาตรฐานทางด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศสู่การเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” แม่ทัพ CKPower กล่าว

 

นอกเหนือจากความสำเร็จของการเป็นองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และการเดินหน้าตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 CKPower ยังบรรลุความสำเร็จตามแผนงานการเข้าร่วมเป็น ‘Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) Supporter’ หรือเป็นผู้สนับสนุนมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในหมวด Electric Utilities อีกด้วย

 

การเข้าร่วม TCFD จะมีความสำคัญในแง่ที่ช่วยให้ CKPower สามารถวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่วมแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นวาระเร่งด่วนในระดับชาติและระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่เป้าหมายสำคัญของการลดคาร์บอนอย่างแท้จริง

 

สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานในปัจจุบัน CKPower มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ประมาณ 89% จากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของทั้งบริษัท โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีต่อจากนี้จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 95% ให้สำเร็จ

 

รวมไปถึงภายในองค์กร จะดำเนินการปรับใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบเต็มสูบ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าภายในอาคาร ที่อยู่อาศัย และโรงไฟฟ้าในเครือเป็นหลอด LED ประหยัดพลังงาน รวมถึงลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

 

 

ถึงแม้ระยะเวลา 28 ปีอาจจะดูเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร แต่อย่างน้อยที่สุด กว่าจะถึงเวลานั้น การที่ CKPower ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียน และมีนโยบายการปรับตัวทั้งในเชิงภายในองค์กร ตลอดจนการดำเนินธุรกิจหลักของตัวเองอย่างมั่นคงต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลานั้นเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ก็อาจจะไม่ใช่เป้าหมายที่เกินจริง ยากจะจับต้องได้แต่อย่างใด ไม่เพียงเท่านั้น ผลลัพธ์จาก CKPower ก็น่าจะช่วยให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นไม่มากก็น้อย

The post CKPower ประกาศความสำเร็จ ทะยานสู่ผู้นำผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เร่งเดินตามโรดแมป NET ZERO EMISSION 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บจ. ผู้ผลิตไฟฟ้าของไทย ปรับตัวใช้พลังงานทดแทน หวังช่วยลดก๊าซเรือนกระจก https://thestandard.co/renewable-energy-climate-change/ Tue, 30 Aug 2022 02:30:56 +0000 https://thestandard.co/?p=673739 พลังงานทดแทน

งานวิจัยจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยบริษัทจดทะเบียนไทยปรับตัว […]

The post บจ. ผู้ผลิตไฟฟ้าของไทย ปรับตัวใช้พลังงานทดแทน หวังช่วยลดก๊าซเรือนกระจก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังงานทดแทน

งานวิจัยจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยบริษัทจดทะเบียนไทยปรับตัวให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ด้าน Climate Change และ Energy Transition ของโลกและไทย โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน โดยส่วนใหญ่ก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนมากขึ้น

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยแพร่ SET Note เรื่อง Global Energy Transition และธุรกิจผลิตไฟฟ้าในตลาดทุนไทย โดยระบุว่า การให้ใบอนุญาตเพิ่มขึ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดกลางและเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียนทำให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนไป จากที่มีผู้เล่นขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานจากก๊าซและถ่านหินเป็นหลัก เป็นการมีผู้เล่นจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีหลายบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งแต่ละ บจ. นั้นอาจเน้นการผลิตไฟฟ้าด้วยชนิดพลังงานหมุนเวียนที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังได้มีการขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านความยั่งยืนใน Sustainability Report และข้อมูลอื่นๆ พบว่า หลาย บจ. ได้ปรับตัวให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ด้าน Climate Change และ Energy Transition ของโลกและไทย โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ได้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้น แต่อาจแตกต่างกันไปตามกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัท โอกาสทางธุรกิจ และแหล่งทรัพยากรที่บริษัทเข้าถึงได้ และมีแนวโน้มการเติบโตแบบ Inorganic Growth 

 

โดยเฉพาะใน บจ. ที่มีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง เช่น สภาพคล่องดี เงินลงทุนสูง มีหนี้ต่ำ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เข้าไปลงทุนในโครงการใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้น ซึ่งอาจสังเกตได้จากสัดส่วนมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต่อรายได้ และมูลค่าการควบรวม/ลงทุนในกิจการของทั้งโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมและแบบพลังงานหมุนเวียน 

 

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว แต่ก็อาจส่งผลต่อการทยอยบันทึกค่าเสื่อมราคาของการลงทุนและกำไรสุทธิในระยะหนึ่ง

 

การลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลอาจมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมตามทิศทาง Global Energy Transition ไปสู่พลังงานหมุนเวียน เนื่องจากอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย รวมถึงกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้น และตลาดก็อาจให้การตอบรับที่ดีในแง่การเติบโตและราคาหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีแผนการเปลี่ยนถ่ายไปยัง Renewable Energy อย่างชัดเจน 

 

อย่างไรก็ดี บจ. ที่เน้นธุรกิจโรงไฟฟ้าจากฟอสซิล ซึ่งมักเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ดำเนินกิจการมานาน ก็มีความน่าสนใจจากการจ่ายปันผลในอัตราที่สูงเช่นกัน

 

ขณะที่การประชุม COP26 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แต่ละประเทศเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุ Net Zero ทั่วโลกภายในปี 2050 ส่งผลให้ผู้ลงทุนบางส่วนเริ่มส่งสัญญาณความกังวลต่อการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการทบทวนการลงทุนในการผลิตปิโตรเลียมของบริษัทน้ำมันทั่วโลก และมีบริษัทผู้ผลิตน้ำมันและถ่านหินเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ปรับรูปแบบธุรกิจในแนวทาง Energy Transition รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไฟฟ้าไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ต้นทุนปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

The post บจ. ผู้ผลิตไฟฟ้าของไทย ปรับตัวใช้พลังงานทดแทน หวังช่วยลดก๊าซเรือนกระจก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเศรษฐศาสตร์คาดวิกฤตไฟฟ้า ขาดแคลนของจีนในปีนี้เบากว่าปีที่แล้ว เชื่อท้ายสุดสภาวะอากาศจะกลับสู่ปกติ https://thestandard.co/china-electricity-shortage-crisis/ Tue, 23 Aug 2022 12:03:48 +0000 https://thestandard.co/?p=670925 ไฟฟ้า

จีนกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตด้านพลังงาน ไฟฟ้า ครั้งใหญ่ในป […]

The post นักเศรษฐศาสตร์คาดวิกฤตไฟฟ้า ขาดแคลนของจีนในปีนี้เบากว่าปีที่แล้ว เชื่อท้ายสุดสภาวะอากาศจะกลับสู่ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟฟ้า

จีนกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตด้านพลังงาน ไฟฟ้า ครั้งใหญ่ในปีนี้ แม้จะมีความกังวลว่าอาจจะเลวร้ายเหมือนปีที่แล้ว แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าวิกฤตรอบนี้จะไม่รุนแรงเท่า เพราะสาเหตุที่เกิดวิกฤตมาจากสภาวะอากาศแปรปรวน ซึ่งเชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วก็จะกลับสู่ภาวะปกติ 

 

แลร์รี ฮู (Larry Hu) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ Macquarie วิเคราะห์ว่า การตัดกระแสไฟของจีนในปีนี้ไม่น่าจะยืดเยื้อเกินช่วงฤดูร้อน เนื่องจากภาวะวิกฤตไฟฟ้าในปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้ว

 

การจัดสรรพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ต่างๆ ของจีน รวมถึงบางส่วนของภูมิภาคแยงซี ได้สร้างความกังวลว่าจะเกิดวิกฤตขาดแคลนไฟฟ้าซ้ำรอยปีที่แล้ว ซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่หลายพื้นที่ภาคการผลิตหลักของจีน

 

โดยในปีนี้เหตุการณ์ล่าสุดคือการสั่งปิดไฟส่องสว่างยามค่ำคืนในย่าน The Bund ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของนครเซี่ยงไฮ้ ในวันที่ 22-23 สิงหาคม โดยทางการจีนอ้างว่าเพื่อประหยัดพลังงาน 

 

ฮูกล่าวว่า วิกฤตขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของจีนในปีนี้แตกต่างไปจากวิกฤตเมื่อปีที่แล้ว โดยวิกฤตปีนี้เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนเป็นหลัก ซึ่งน่าจะทุเลาลงเมื่อคลื่นความร้อนเริ่มสงบ เทียบกับวิกฤตปีที่แล้วที่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวในด้านการจัดหาไฟฟ้า 

 

เขากล่าวว่า นับตั้งแต่จีนประสบปัญหาวิกฤตพลังงานทั่วประเทศเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ความกังวลก็เพิ่มขึ้นว่าอาจเกิดขึ้นอีกครั้งในปีนี้ แต่ในมุมมองของเรา โอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีน้อย เพราะสาเหตุและขนาดของการจัดสรรพลังงานของทั้งสองเหตุการณ์นั้นแตกต่างกันมาก

 

ปัจจุบันพื้นที่ของแม่น้ำแยงซีและจังหวัดเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกำลังต่อสู้กับคลื่นความร้อนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์และภัยแล้งที่รุนแรง โดยอุณหภูมิได้แผดเผาและขวางการเติบโตของพืชผล และคุกคามการทำปศุสัตว์

 

ด้วยปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่แม่น้ำแยงซีที่ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขื่อน Three Gorges ส่งผลให้ระดับน้ำในแหล่งกักเก็บไฟฟ้าพลังน้ำลดลง และทำให้การผลิตพลังงานลดลงไปด้วย 

 

ในมณฑลเสฉวน การจ่ายไฟฟ้าให้กับโรงงานต่างๆ ถูกลดสัดส่วนลง เพื่อจ่ายไฟฟ้าไปสู่ภาคครัวเรือนแทน ซึ่งต่างจากวิกฤตพลังงานในเดือนกันยายนและตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งในเวลานั้นทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจถูกบังคับให้ลดการใช้ไฟฟ้าและลดการสำรองไฟฟ้าลง ในขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เช่น สัญญาณไฟจราจร ถูกปิดเพื่อประหยัดพลังงาน

 

สาเหตุของวิกฤตในปีที่แล้วส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานผลิตไฟฟ้าได้ลดการผลิตลง เนื่องจากต้นทุนถ่านหินที่สูง ซึ่งไม่สามารถชดเชยกับการขายไฟฟ้าแบบคงที่ได้ แต่ผู้ผลิตไฟฟ้าก็ไม่สามารถปรับขึ้นราคาค่าไฟฟ้าได้ เนื่องจากทางการจีนกำหนดอัตราคงที่ไว้ อีกทั้งรัฐบาลท้องถิ่นได้ขับเคลื่อนโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างแข็งขัน รวมถึงลดอัตราการใช้ไฟฟ้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายประจำปี

 

ส่วนวิกฤตปีนี้นั้นสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย คือ อากาศที่ร้อนผิดปกติ และภัยแล้ง โดยข้อมูลจากสำนักอุตุนิยมวิทยาจีนระบุว่า คลื่นความร้อนในปีนี้ยังคงยาวนานกว่า 64 วัน และยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1961 

 

ไดอานา เซีย (Diana Xia) รองผู้อำนวยการของ Fitch Ratings กล่าวว่า การใช้พลังงานของภาคครัวเรือนของจีนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 26.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม Fitch เชื่อว่าการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าอย่างจำกัดจะไม่ลากยาวไปเกินกว่าช่วงฤดูร้อน เพราะท้ายที่สุดแล้วอุณหภูมิก็จะปรับลดลง 

 

“ในระดับประเทศ เรายังคงสมมติฐานเดิมสำหรับการใช้ไฟฟ้าของงจีนในปีนี้ คือคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไม่มาก และอยู่ในกรอบตัวเลขหลักเดียว ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ GDP จีนล่าสุด ที่ 3.7%” เซียกล่าว 

 

ฮูกล่าวเพิ่มว่า ในด้านของผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในปีนี้ก็ต่างจากปีที่แล้วเช่นกัน โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนที่ระบุว่า การตัดหรืองดจ่ายไฟฟ้าในปีที่แล้วกดดันการเติบโตของ GDP จีนในไตรมาส 3 และกระทบต่อกำลังการผลิตและผลผลิตตามปกติ ทั้งนี้ จีนมีพื้นที่ภาคการผลิตหลักหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือกวางตุ้งซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดไฟ

 

ส่วนปีนี้มณฑลเสฉวนที่ได้รับผลกระทบจากการตัดไฟฟ้านั้นมีสัดส่วนด้านภาคการผลิตเพียง 4% ของการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีน 

 

นอกจากนี้อาจเกิดการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานของวัตถุดิบ เช่น ลิเธียม เนื่องจากมณฑลเสฉวนผลิตลิเธียมประมาณ 20% อะลูมิเนียม 5% และโพลีซิลิคอน 13% ในประเทศจีน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะเป็นผลกระทบชั่วคราว

 

“แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็เป็นผลกระทบชั่วคราวเท่านั้น” ฮูกล่าว

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post นักเศรษฐศาสตร์คาดวิกฤตไฟฟ้า ขาดแคลนของจีนในปีนี้เบากว่าปีที่แล้ว เชื่อท้ายสุดสภาวะอากาศจะกลับสู่ปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปป.ลาว เตรียมขาย ‘ไฟฟ้า’ ขนาด 100 เมกะวัตต์ ให้สิงคโปร์ https://thestandard.co/laos-to-sell-electricity-to-singapore/ Mon, 20 Jun 2022 12:29:15 +0000 https://thestandard.co/?p=644166 ขายไฟฟ้า

วันนี้ (20 มิถุนายน) หนังสือพิมพ์ Vientiane Times รายงา […]

The post สปป.ลาว เตรียมขาย ‘ไฟฟ้า’ ขนาด 100 เมกะวัตต์ ให้สิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขายไฟฟ้า

วันนี้ (20 มิถุนายน) หนังสือพิมพ์ Vientiane Times รายงานว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เตรียมเริ่มขายไฟฟ้าขนาด 100 เมกะวัตต์ ให้กับสิงคโปร์ ภายใต้โครงการบูรณาการพลังงาน สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (LTMS-PIP)

 

ข้อตกลงจัดซื้อพลังงานดังกล่าวลงนามโดย จันทบูน สุกาลุน กรรมการผู้จัดการของการไฟฟ้าลาว (Électricité du Laos) และ จานิซ บอง กรรมการบริหารของ Keppel Infrastructure Holdings ระหว่างพิธีลงนามที่จัดขึ้นในนครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

พิธีลงนามดังกล่าวมี ดาววง พอนแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ สปป.ลาว พูทะนูเพ็ช ไสสมบัด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สปป.ลาว และ เลี่ยวซิ่วหลิน เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำ สปป.ลาว ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้แทนของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม

 

จันทบูนระบุว่า เมื่อเดือนกันยายน 2014 สปป.ลาว, ไทย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้สำรวจแนวคิดการซื้อขายไฟฟ้านอกเหนือจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และโครงการอาเซียน พาวเวอร์ กริด (APG) โดยในช่วงแรกเรื่องดังกล่าวยังเป็นแค่เพียงแนวคิด วิสัยทัศน์ และเป้าหมาย เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายบูรณาการพลังงานในภูมิภาค

 

ต่อมาในปี 2017 การไฟฟ้าลาวเริ่มดำเนินงานเพื่อขายพลังงานไฟฟ้าให้กับมาเลเซีย ภายใต้โครงการ สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย (LTM) โดยโครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมืออันดีระหว่างการไฟฟ้าลาว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB)

 

จันทบูนระบุว่า ปัจจุบันเราได้บรรลุเป้าหมายเพิ่มเติมโดยการขยายความร่วมมือไปยังสิงคโปร์ผ่านโครงการ สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ (LTMS) พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญในการบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นของโครงการอาเซียน พาวเวอร์ กริด ในอนาคตอันใกล้

 

จันทบูนทิ้งท้ายว่า หลังจากดำเนินงานร่วมกันมาหลายปี สปป.ลาว, ไทย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ตั้งเป้าหมายเป็น 4 ประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนด้านการซื้อและขายพลังงานนอกพรมแดน

 

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

The post สปป.ลาว เตรียมขาย ‘ไฟฟ้า’ ขนาด 100 เมกะวัตต์ ให้สิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเค พาวเวอร์ ตั้งเป้าโตเท่าตัวใน 3 ปี เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีก 2,800 เมกะวัตต์ https://thestandard.co/ckpower-3-years-growth-plan/ Tue, 25 Jan 2022 04:15:35 +0000 https://thestandard.co/?p=586087 ซีเค พาวเวอร์

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่ […]

The post ซีเค พาวเวอร์ ตั้งเป้าโตเท่าตัวใน 3 ปี เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีก 2,800 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีเค พาวเวอร์

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ประกาศว่า บริษัทมีแผนขยายขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าเท่าตัว ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าขึ้นอีกประมาณ 2,800 เมกะวัตต์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ทั่วโลกหันไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เดินหน้าเชิงกลยุทธ์สอดคล้องเมกะเทรนด์พลังงานโลก เตรียมพร้อมลงทุนในต่างประเทศผ่าน 3 การลงทุนใหม่ในประเทศที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เสริมความแข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

 

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

 

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซีเค พาวเวอร์ มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งให้เป็น 4,800 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2567 โดยโครงการใหม่ทั้ง 6 นี้ จะเป็นการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยกำลังการผลิตติดตั้งใหม่ทั้งหมดของเราจะมาจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม

 

 

“ตามแผนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเรา เราตั้งเป้าที่จะเข้าไปขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ในต่างประเทศผ่าน 3 การลงทุนใหม่ ซึ่งทุกโครงการจะใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด” ธนวัฒน์กล่าว

 

ธนวัฒน์เปิดเผยว่า ภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า ซีเค พาวเวอร์ จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นอีกกว่าสิบเท่าตัว หรือที่ 330 เมกะวัตต์ นอกจากนั้นภายในระยะเวลาเดียวกันก็จะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมขึ้นอีกสองเท่า กลายเป็น 700 เมกะวัตต์ ซึ่งในที่สุดจะส่งผลให้ 95% ของไฟฟ้าที่บริษัทผลิตทั้งหมดมาจากการใช้พลังงานหมุนเวียน 

 

 

ธนวัฒน์กล่าวว่า “มีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมหาศาลจากการที่ทั่วโลกหันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้ การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีมติเห็นชอบในข้อตกลง Glasgow Climate Pact ด้วยการที่ประเทศต่างๆ ตัดสินใจร่วมมือกัน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และกำหนดให้ปี พ.ศ. 2563 เป็นปีเริ่มต้นของการเดินหน้าภารกิจสำคัญในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก และส่งผลในเชิงบวกต่อกลยุทธ์ธุรกิจระยะยาวของซีเค พาวเวอร์ ที่เราได้วางไว้ ทั้งนี้ ประสบการณ์ที่ยาวนานของเราในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน จะส่งผลให้เราได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทรนด์การผลิตไฟฟ้าแห่งอนาคต และในขณะเดียวกัน การที่เราเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีระดับคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำที่สุดรายหนึ่ง จะทำให้เรามีส่วนช่วยสนับสนุนเรื่องการลดคาร์บอนของประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยเช่นกัน”

 

 

มีการคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะอยู่ที่ประมาณ 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และสำหรับประเทศไทยมีการตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานน้ำ จาก 9% เป็น 18% ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่ภายในปี พ.ศ. 2573 ประเทศไทยตั้งเป้าให้ 30% ของรถยนต์ใหม่เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และภาคการขนส่งจะกลายเป็นผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน นำหน้าภาคอุตสาหกรรม

 

แนวโน้มอื่นๆ ที่ธนวัฒน์ระบุว่าจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ได้แก่ การที่รัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างเห็นพ้องต้องกันมากยิ่งขึ้นถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ในฐานะเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ นอกเหนือไปจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ซีเค พาวเวอร์ มีรายได้รวมในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 อยู่ที่ 2,509 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.7% และมีรายได้รวมงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2564 อยู่ที่ 6,905 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.6% กำไรสุทธิงวด 9 เดือน ปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 2,056 ล้านบาท จากกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือน ปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 397 ล้านบาท

 

ธนวัฒน์กล่าวเสริมว่า ซีเค พาวเวอร์ มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงสำหรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต โดยมีอัตราส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ต่ำเพียง 0.67 เท่า ขณะเดียวกันก็มีงบดุลที่แข็งแกร่ง พร้อมกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอจากสัญญาจำหน่ายกระแสไฟฟ้าระยะยาวที่ทำกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอยู่ในดัชนี SET 100 ตลอดจนได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงอยู่ในดัชนี SETCLMV ซึ่งเป็นดัชนีที่รวบรวมบริษัทจดทะเบียนของไทยที่มีการทำธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV และได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรที่อันดับ ‘A’ แนวโน้ม ‘คงที่’ จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด

The post ซีเค พาวเวอร์ ตั้งเป้าโตเท่าตัวใน 3 ปี เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอีก 2,800 เมกะวัตต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>