ไบโพลาร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ไบโพลาร์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Jun 2026 07:55:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ถอดบทเรียนความกากและอีโก้ของ ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว https://thestandard.co/youngohm-lessons-ego-success/ Thu, 04 Jun 2026 07:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1214537 ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว

YOUNGOHM หรือ โอม รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ คือศิลปินฮิปฮอปผู้ […]

The post ถอดบทเรียนความกากและอีโก้ของ ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว

YOUNGOHM หรือ โอม รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ คือศิลปินฮิปฮอปผู้สร้างปรากฏการณ์เพลงร้อยล้านวิวตั้งแต่อายุ 19 ปี เบื้องหลังความสำเร็จที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วนี้แฝงไปด้วยบทเรียนชีวิตที่สำคัญสำหรับคนทำงานยุคใหม่ การเติบโตจากความสำเร็จที่มาเร็วเกินไป การจัดการอีโก้ที่กัดกินความสัมพันธ์ และการนิยามความสำเร็จขึ้นมาใหม่ จะช่วยให้เรายืนหยัดในโลกการทำงานที่กดดันได้อย่างแข็งแกร่ง

 

🟡 เบ้าหลอมและการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว

 

โอม รัธพงศ์ เติบโตมากับคุณตาคุณยายในย่านสุขุมวิทร้อยหนึ่ง ท่ามกลางการฟังเพลงลูกทุ่งและเพลงป็อปที่คนในครอบครัวมักจะร้องคลอไปด้วยกันเสมอ

 

ความคุ้นเคยกับดนตรีทำให้เขาเริ่มสนใจเพลงฮิปฮอปผ่านทีวีดาวเทียม และลองแต่งไรม์ในวัยเรียนเพื่อเป็นเครื่องมือระบายความรู้สึก จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาขึ้นเวทีแบทเทิล Rap is Now ครั้งแรกแล้วเกิดความผิดพลาดจนตระหนักว่าทักษะตัวเองยังไม่ดีพอ เขาเลือกใช้ความรู้สึกนั้นเป็นแรงผลักดันในการฝึกซ้อมจนยอมทิ้งเรื่องผลการเรียน ผลลัพธ์จากการโฟกัสคือวันที่ได้เงิน 5,000 บาทแรกจากแพลตฟอร์ม YouTube ขณะนั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมาก

 

การยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองตามความเป็นจริง และเลือกโฟกัสกับสิ่งที่อยากทำ คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในการทำงาน

 

🟡 ความหวังดีเปลี่ยนเป็นแรงกดดันได้อย่างไร

 

เมื่อหาเงินได้ตั้งแต่อายุ 19 เขาเริ่มมีอิสระทางการเงินและแยกตัวออกจากครอบครัว โดยยึดเพื่อนร่วมแก๊งเป็นที่พึ่งทางใจ พอเริ่มมีชื่อเสียง เขาก็คาดหวังให้เพื่อนทุกคนเติบโตและสำเร็จไปด้วยกัน แต่ความหวังดีที่เข้มข้นเกินไปนี้กลับกลายเป็นการสร้างความกดดันให้คนรอบข้าง โอมเล่าถึงความสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ว่า

 

“จุดที่ทำให้เราดิ่งส่วนใหญ่มันมาจากการที่เราเอาความคาดหวังไปวางไว้ที่เพื่อน เพราะเรามองเขาเป็นคนสำคัญและเป็นที่พึ่งทางใจ พอผิดหวังมันเลยเจ็บมาก จนมาสังเกตได้ว่าบางทีเราก็เอาความเป็นเราไปครอบเขาเยอะเกินไป หวังดีนะ แต่วิธีมันอาจจะฮาร์ดคอร์จนกลายเป็นอีโก้ที่ล้นไปหาคนอื่น”

 

เมื่อความคาดหวังไม่เป็นไปตามที่คิด ความผิดหวังก็ย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อตัวเขาเองจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและไบโพลาร์ในช่วงอายุ 18 ปี ปัญหานี้บังคับให้เขาต้องกลับมาทบทวนพฤติกรรมตัวเอง เขาเริ่มถอยออกมาใช้เวลาอยู่คนเดียว ปล่อยให้คนอื่นเติบโตในเส้นทางของตัวเอง และลดการเอาความสุขไปผูกติดกับความสำเร็จของใคร

 

🟡 มุมมองต่อเป้าหมายที่ไม่ได้มีแค่ยอดวิว

 

ภาพลักษณ์ของแรปเปอร์มักถูกเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา แต่ศิลปินหนุ่มคนนี้กลับมองว่าการทำงานศิลปะเหมือนซีรีส์ที่ต้องมีตอนใหม่ให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอ เขาปฏิเสธที่จะทำเพลงตามสูตรสำเร็จเดิมๆ เพียงเพราะมันขายได้

 

“ผมมองเหมือนชีวิตเราเป็นซีรีส์เรื่องนึง อัลบั้มนึงก็เป็นตอนนึง มันไม่สนุกถ้าทำเหมือนเดิม ผมพร้อมให้ขายก๋วยเตี๋ยวได้ตลอดเวลาเลย คือเพลงผมไม่ต้องดังก็ได้”

 

การผูกเป้าหมายชีวิตไว้กับตัวชี้วัดภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หลงทางได้ง่าย การหันมาโฟกัสกับความสุขระหว่างการทำงานและกล้าทดลองสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกดดันตัวเองให้สมบูรณ์แบบในทุกผลงาน คือทางเลือกที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างยั่งยืนขึ้น

 

เรื่องของยังโอมอาจบอกเราว่า ชีวิตและการทำงานคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเจอทั้งความผิดพลาดและการปรับตัว ความกล้าที่จะมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา หมั่นสำรวจอีโก้เพื่อไม่ให้เผลอสร้างความกดดันให้คนรอบข้าง และทบทวนเป้าหมายในการทำงานอยู่เสมอ จะช่วยหาระยะห่างที่พอดีในการทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุล

The post ถอดบทเรียนความกากและอีโก้ของ ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Selena Gomez เผยว่า ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่เธอเปิดใจเรื่องการตั้งครรภ์ไม่ได้ หรือการเป็นไบโพลาร์ https://thestandard.co/selena-gomez-bi-polar-and-cant-carry-kids/ Mon, 14 Oct 2024 04:22:29 +0000 https://thestandard.co/?p=995612 Selena Gomez

เป็นที่รู้กันดีว่า Selena Gomez เป็นหนึ่งในคนดังที่เปิด […]

The post Selena Gomez เผยว่า ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่เธอเปิดใจเรื่องการตั้งครรภ์ไม่ได้ หรือการเป็นไบโพลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Selena Gomez

เป็นที่รู้กันดีว่า Selena Gomez เป็นหนึ่งในคนดังที่เปิดเผยเรื่องราวของตัวเองมาโดยตลอด รวมไปถึงบางเรื่องที่เป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหว อย่างเช่นการเป็นไบโพลาร์ หรือล่าสุดที่เธอออกมาเปิดใจว่า เธอไม่สามารถตั้งครรภ์ด้วยตัวเองได้ ซึ่งถึงแม้ว่าหลายคนจะชื่นชมที่เธอเป็นกระบอกเสียงให้ประเด็นเหล่านี้ แต่ก็มีหลายคนที่วิจารณ์เธอในแง่ลบเหตุเพราะเธอเปิดเผยมากเกินไป

 

ล่าสุดเมื่อเธอไปร่วมดินเนอร์ในงาน Women in Film ทาง Selena Gomez เธอได้กล่าวสปีชขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร โดยในคลิปวิดีโอจะเห็นว่า Gracie Elliot Teefey น้องสาววัย 11 ขวบของเธอก็นั่งอยู่ข้างๆ ด้วย ซึ่งเธอพูดถึงเหตุผลของการตัดสินใจเปิดเผยเรื่องการเผชิญหน้ากับปัญหาสุขภาพจิต และการที่ไม่อาจอุ้มท้องลูกของตัวเองได้ พร้อมกับส่งสารถึงเหล่าผู้เกลียดชังว่า “F— Off”

 

Selena Gomez เผยว่า “ฉันเชื่อในพลังของการที่รู้สึกอ่อนแอและเปราะบาง แล้วกล้าที่จะบอกคนอื่นว่าคุณกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ใช่ ฉันเปิดเผยว่าฉันไม่อาจอุ้มท้องลูกได้ และใช่ ฉันเปิดเผยว่าฉันเป็นไบโพลาร์ ใครจะไม่พอใจก็ช่างหัวมัน ก็ชีวิตฉันเป็นแบบนั้นนี่”

 

หลังจากนั้น Selena Gomez ยังเผยด้วยว่า เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เธอตัดสินใจเปิดใจถึงเรื่องราวปัญหาชีวิตของตัวเอง ก็เป็นเพราะเธอต้องการเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงนั่นเอง

 

“ฉันต้องการเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิง นั่นคือเหตุผลที่ฉันเปิดเผยเรื่องราวของตัวเอง และนั่นคือเหตุผลที่ฉันชอบพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะทุกคนกำลังเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างกันอยู่ทั้งนั้น ฉันอยากให้รู้ว่าฉันก็ไม่ได้เก่งหรือเข้มแข็งไปหมดหรอก ฉันคือฉัน และนั่นคือทุกสิ่งที่ฉันจะเป็นได้”

 

Selena Gomez ปิดท้ายว่า “เพราะมันไม่ได้แปลว่าคุณห่วยแตกหรือเป็นเรื่องแย่อะไรเลย แต่พวกคุณน่ะเจ๋งจะตาย และนั่นคือความจริง ดังนั้นช่างหัวทุกคนที่บอกว่าคุณเป็นเหยื่อ เพราะคุณคือผู้รอดชีวิตในความคิดของฉัน”

 

ภาพ: Selena Gomez / Instagram

อ้างอิง: 

The post Selena Gomez เผยว่า ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่เธอเปิดใจเรื่องการตั้งครรภ์ไม่ได้ หรือการเป็นไบโพลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Selena Gomez เผยถึงประสบการณ์การเรียนรู้ถึงโรคไบโพลาร์ของตัวเองในสารคดี My Mind & Me https://thestandard.co/selena-gomez-experience-bipolar/ Wed, 02 Nov 2022 04:31:25 +0000 https://thestandard.co/?p=703244

Selena Gomez (เซเลนา โกเมซ) เปิดใจถึงการรับมือกับโรคไบโ […]

The post Selena Gomez เผยถึงประสบการณ์การเรียนรู้ถึงโรคไบโพลาร์ของตัวเองในสารคดี My Mind & Me appeared first on THE STANDARD.

]]>

Selena Gomez (เซเลนา โกเมซ) เปิดใจถึงการรับมือกับโรคไบโพลาร์ที่เธอต้องเผชิญมาเป็นเวลาหลายปี ในพรีวิวสารคดีของตัวเอง My Mind & Me ที่กำลังจะเปิดตัวผ่าน Apple TV+ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

 

โดยในคลิปพรีวิวนั้น Selena Gomez พูดถึงการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติให้ได้ตั้งแต่วินาทีที่เธอได้รับการวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นโรคไบโพลาร์ “ตอนที่ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ครั้งแรก ฉันไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร เพราะถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้งล่ะ หรือถ้าหากครั้งต่อไปฉันจะไม่สามารถกลับมาได้อีก ตอนนั้นฉันต้องเรียนรู้มันไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน”

 

เธอเล่าต่อถึงการเรียนรู้เรื่องโรคไบโพลาร์ที่คล้ายคลึงกับการเรียนรู้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เธอเคยหวาดกลัวในสมัยเด็กอีกว่า “ตอนที่ยังเด็กฉันกลัวพายุฝนมาก ฉันเติบโตขึ้นมาในเท็กซัส และฉันกลัวว่าฟ้าผ่ากับฟ้าร้องเป็นสัญญาณว่าพายุทอร์นาโดกำลังจะมา แต่แม่ของฉันให้หนังสือสำหรับเด็กที่อธิบายปรากฏการณ์ฟ้าผ่าฟ้าร้องมาหลายเล่ม และเธอพูดกับฉันว่า ‘ยิ่งลูกเรียนรู้เกี่ยวกับมันมากเท่าใด ลูกก็จะหวาดกลัวมันน้อยลงเท่านั้น’ และมันก็ช่วยได้มากเลย”

 

สารคดี My Mind & Me จะพาผู้ชมไปสัมผัสกับ Selena Gomez นักร้องและนักแสดงคนดังวัย 30 ปี ผู้ได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลกในทุกย่างก้าว โดยจะพูดถึงการต่อสู้กับโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้าและวิตกกังวลของ Selena Gomez อีกด้วย

 

ภาพ: Jon Kopaloff / Getty Images

อ้างอิง: 

The post Selena Gomez เผยถึงประสบการณ์การเรียนรู้ถึงโรคไบโพลาร์ของตัวเองในสารคดี My Mind & Me appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่วมส่งกำลังใจ UrboyTJ อัปเดตอาการป่วยโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ พร้อมประกาศพักงานเพื่อเข้ารับการรักษา https://thestandard.co/urboytj-update-on-depression-and-bipolar-disorder/ Fri, 24 Jun 2022 12:54:20 +0000 https://thestandard.co/?p=646204 UrboyTJ

วันนี้ (24 มิถุนายน) เต๋า-จิรายุทธ ผโลประการ หรือ Urboy […]

The post ร่วมส่งกำลังใจ UrboyTJ อัปเดตอาการป่วยโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ พร้อมประกาศพักงานเพื่อเข้ารับการรักษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
UrboyTJ

วันนี้ (24 มิถุนายน) เต๋า-จิรายุทธ ผโลประการ หรือ UrboyTJ ศิลปินหนุ่มได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียของตนเอง เพื่ออัปเดตอาการของตนเองหลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ให้แฟนๆ ทราบว่า อาการตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นวิกฤตจนอาจไม่สามารถทำงานต่อได้ จึงขออนุญาตพักงานเพื่อเข้ารับการรักษาตัวและพบนักจิตบำบัด 

 

สำหรับรายละเอียดอาการป่วยของ UrboyTJ ระบุว่า 

 

“สวัสดีครับ ผมชื่อ เต๋า ทีเจ จิรายุทธ ผโลประการ

ผมมีเรื่องจะมาบอกครับ

เพราะผมคิดว่ามันถึงวิกฤตแล้ว

“ผมเป็น Depression ซึมเศร้า, Bipolar

ผมรู้สึกหมดไฟในการใช้ชีวิตมาหลายเดือนมากแล้วแต่ไม่มีใครฟังผมเลย ในสิ่งที่ผมพูด ในสิ่งที่ผมแสดงออกไป

 

“เมื่อคืนผมตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่โชคดีที่ทำไม่สำเร็จ และผมคิดว่าผมคงไม่สามารถทำงาน Entertain คนดูได้ ถ้าชีวิตผมยังมืดดำอยู่แบบนี้

 

“ผมจึงขออนุญาตเข้ารับการรักษาตัวโดย

  1. โรงพยาบาลตรวจร่างกายทั้งหมด
  2. พบ Psychotherapist และทำการเปลี่ยนยาเคมีในสมองและหาทางแก้ปัญหา

 

“ผมไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลานานแค่ไหน ผมอาจจะหายหรือไม่หายก็ได้ แต่ตอนนี้ผมขอหายไปก่อนเพื่อรักษาตัวครับ

 

“ขอโทษทุกคนครับ

ถ้าผมยังรักตัวเองไม่ได้ ผมก็รักคนอื่นไม่ได้หรอกครับ”

 

THE STANDARD POP ขอร่วมส่งพลังใจ และไม่ว่าจะเร็วหรือช้าเพียงใด เราจะรอคอยวันเวลาที่ร่างกายและจิตใจของ UrboyTJ กลับมาแข็งแกร่ง เพื่อมอบบทเพลงคุณภาพให้แฟนเพลงได้ฟังอักครั้ง 

 

UrboyTJ

 

อ้างอิง:

The post ร่วมส่งกำลังใจ UrboyTJ อัปเดตอาการป่วยโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ พร้อมประกาศพักงานเพื่อเข้ารับการรักษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินวอนคนไทยเข้าใจผู้ป่วยไบโพลาร์ ยกเลิกตีตรา เปิดโอกาสให้ได้รับการรักษาพยาบาล https://thestandard.co/bipolar-patients-medical-treatment-opportunity/ Tue, 30 Mar 2021 11:38:52 +0000 https://thestandard.co/?p=470867 อนุทินวอนคนไทยเข้าใจผู้ป่วยไบโพลาร์ ยกเลิกตีตรา เปิดโอกาสให้ได้รับการรักษาพยาบาล

วันนี้ (30 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ […]

The post อนุทินวอนคนไทยเข้าใจผู้ป่วยไบโพลาร์ ยกเลิกตีตรา เปิดโอกาสให้ได้รับการรักษาพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินวอนคนไทยเข้าใจผู้ป่วยไบโพลาร์ ยกเลิกตีตรา เปิดโอกาสให้ได้รับการรักษาพยาบาล

วันนี้ (30 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานในการจัดกิจกรรมเนื่องในวัน World Bipolar Day 2021 ผลักดันแนวคิด ‘เปิดใจให้ไบโพลาร์’ พร้อมเปิดเสวนาเชิงวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และส่งเสริมให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้ป่วยไบโพลาร์จากคนในชุมชนและภาคประชาชน เพื่อการพัฒนาการดูแลและเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยในระยะยาวให้สามารถอยู่ร่วมในชุมชนได้อย่างปกติสุข ภายใต้ความเข้าใจของภาคประชาชน

 

อนุทินกล่าวว่า โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้วที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วใกล้ตัวมาก อัตราพบผู้ป่วยสูงถึงร้อยละ 1.5-5 หากคิดตามสัดส่วนประชากรไทยราว 30,000 คน และเป็นการเจ็บป่วยในอันดับต้นๆ ของโรคทางจิตเวช แต่อาจจะยังเป็นที่ไม่รู้จักมากนัก ทำให้มุมมองและทัศนคติของคนทั่วไปไม่ตรงกับตัวโรค โดยผู้ป่วยจะมีภาวะอารมณ์แปรปรวน อารมณ์สองขั้ว คือ อาการแมเนีย (Mania หรือ Hypomania) สลับกับภาวะอารมณ์ซึมเศร้า (Major Depressive Episode) สลับไปมา ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คนรอบข้างไม่เข้าใจ พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไปจนถึงภาวะการฆ่าตัวตายได้

 

“สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของโรคทางจิตเวชคือ ไม่มีอาการ ไม่มีบาดแผลทางกายให้เห็นเหมือนโรคอื่น แต่เป็นบาดแผลในใจที่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะฝังลึกกว่าที่แพทย์หรือจิตแพทย์จะรู้ โรคอารมณ์สองขั้ว จริงๆ แล้วผู้ป่วยมีความบอบช้ำเกิดขึ้นแล้ว ที่น่ากังวลคือการทำร้ายตัวเอง และด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะทำร้ายตัวเองมากกว่าบุคคลทั่วไปอยู่แล้ว”

 

อนุทินกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการมากที่สุดคือ ลดการตีตรา ซึ่งจะเป็นภารกิจหลักของกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ผู้ป่วยกล้าที่จะเข้ามาพบแพทย์ เข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม และกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขเช่นเดิม ขณะเดียวกัน ตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของกระทรวงที่ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะช่วยให้ผู้ป่วยในระบบรักษาสามารถเข้าถึงการใช้ยาได้ต่อเนื่อง และเร่งส่งเสริมให้เกิดกองทุนยาจิตเวช ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับยาในโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กอย่างเป็นระบบมากขึ้น

 

ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ผู้ป่วยทางจิตเวชสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติ โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์แปรปรวนหรือโรคอารมณ์สองขั้วนั้นเป็นโรคที่พบได้ประมาณร้อยละ 1.5-5 โดยสาเหตุหลักของโรคไบโพลาร์เกิดมาจากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ และอาจเกิดในผู้ที่มีความเครียดสะสม ทำให้มีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากนิสัยหรือบุคลิกเดิมของคนคนนั้น ลักษณะอาการเด่นของโรคนี้คืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่วงที่อารมณ์ดีมากกว่าปกติ (Mania หรือ Hypomania) สลับกับอารมณ์ซึมเศร้า (Major Depressive Episode) หรืออาจมีอาการแมเนียเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดยอาการในแต่ละช่วงอาจเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ หรือหลายๆ เดือนก็ได้ ซึ่งการรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจของการควบคุมอาการ และการลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ

 

พญ.พรรณพิมลกล่าวอีกว่า ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์ให้ใช้ชีวิตปกติในสังคมได้ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษา รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ ดังนั้น ญาติผู้ป่วยและบุคคลรอบข้างจึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องได้รับสนับสนุนให้มีความเข้าใจและความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งจะช่วยผู้ป่วยให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนและสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพและมีความสุขต่อไป

The post อนุทินวอนคนไทยเข้าใจผู้ป่วยไบโพลาร์ ยกเลิกตีตรา เปิดโอกาสให้ได้รับการรักษาพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสั่งมา! เสก โลโซ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 18 เดือน เรือนจำพิเศษมีนบุรี จากคดียาเสพติด, ขัดขวางการจับกุม เมื่อปี 2560 https://thestandard.co/sek-loso-prison-drug-cases-obstructing-arrests/ Thu, 25 Mar 2021 05:13:07 +0000 https://thestandard.co/?p=468806 ศาลสั่งมา! เสก โลโซ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 18 เดือน เรือนจำพิเศษมีนบุรี จากคดียาเสพติด, ขัดขวางการจับกุม เมื่อปี 2560

เกิดข่าวที่สร้างความใจหายให้กับแฟนคลับชาวร็อก เมื่อมีคำ […]

The post ศาลสั่งมา! เสก โลโซ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 18 เดือน เรือนจำพิเศษมีนบุรี จากคดียาเสพติด, ขัดขวางการจับกุม เมื่อปี 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสั่งมา! เสก โลโซ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 18 เดือน เรือนจำพิเศษมีนบุรี จากคดียาเสพติด, ขัดขวางการจับกุม เมื่อปี 2560

เกิดข่าวที่สร้างความใจหายให้กับแฟนคลับชาวร็อก เมื่อมีคำสั่งจากศาลฎีกา พิจารณาพิพากษาจำคุก เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ เป็นเวลา 2 ปี 18 เดือน ในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่เสพยาเสพติดและมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จนเป็นข่าวใหญ่เมื่อปลายปี 2560

 

ซึ่งในช่วงเวลานั้น เสก โลโซ อยู่ในภาวะป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ มีสภาพจิตใจไม่คงที่ อย่างที่หลายคนเห็นผ่านการไลฟ์เฟซบุ๊กอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน จนมีแฟนคลับเข้ามาติดตามและแสดงความเป็นห่วงจำนวนมาก

 

โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ 1 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือ 6 เดือน, ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และฐานเสพยาเสพติด จำคุกอีก 6 เดือน รวมจำคุกคดีนี้ทั้งสิ้นเป็นเวลา 1 ปี 18 เดือน 

 

และบวกโทษของศาลอาญาคดีทำร้ายร่างกายสาวคนสนิทของอดีตภรรยาอีก 1 ปี 3 เดือน เป็นระยะเวลาทั้ง 2 ปี 21 เดือนโดยไม่รอลงอาญา เเม้ว่าจำเลยอ้างว่าป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ขณะกระทำผิด

 

ต่อมาในชั้นศาลอุทรณ์ พิพากษาลดโทษความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ เหลือจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 3 คดีทำร้ายร่างกาย เป็นจำคุก 2 ปี 18 เดือน

 

เสก โลโซ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ตีราคาประกัน 600,000 บาท ซึ่งศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยคดีนี้มีโทษไม่เกิน 2 ปี ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ยื่นพิจารณาประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ยื่นฎีกา 

 

เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์สั่งไม่อนุญาตให้ยื่นฎีกา คดีจึงถึงที่สุดให้จำคุกจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลอุทรณ์ ก่อนที่ เสก โลโซ ถูกคุมตัวเข้าไปยังเรือนจำใต้ถุนศาล เพื่อส่งตัวไปยังเรือนจำพิเศษมีนบุรีต่อไป 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ศาลสั่งมา! เสก โลโซ ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 18 เดือน เรือนจำพิเศษมีนบุรี จากคดียาเสพติด, ขัดขวางการจับกุม เมื่อปี 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Selena Gomez เผยว่า เป็นไบโพลาร์ในไลฟ์ทาง Instagram กับ Miley Cyrus หลังทั้งคู่ไม่ได้คุยกันมาหลายปี https://thestandard.co/selena-gomez-admit-about-bipolar-on-instagram-live-with-miley-cyrus/ Sun, 05 Apr 2020 04:14:56 +0000 https://thestandard.co/?p=350570

หากใครได้ตามนักร้องสาว ไมลีย์ ไซรัส บนอินสตาแกรมก็จะรู้ […]

The post Selena Gomez เผยว่า เป็นไบโพลาร์ในไลฟ์ทาง Instagram กับ Miley Cyrus หลังทั้งคู่ไม่ได้คุยกันมาหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากใครได้ตามนักร้องสาว ไมลีย์ ไซรัส บนอินสตาแกรมก็จะรู้ว่า ตั้งแต่เธอเริ่มกักตัวอยู่ที่บ้านเหมือนกับคนอีกพันล้านคนทั่วโลก ไมลีย์ก็ได้เริ่มรายการบนอินสตาแกรมชื่อ Bright Minded: Live with Miley ด้วยตัวเอง โดยจะมีการพูดคุยสัมภาษณ์กับคนดังผ่านการไลฟ์ อย่างเช่น รีส วิเธอร์สปูน, เอลตัน จอห์น และ ดัว ลิปา ฯลฯ

 

โดยสำหรับตอนสุดท้ายเมื่อคืนวันศุกร์ (3 เมษายน) ที่ผ่านมา ไมลีย์ก็ได้สัมภาษณ์ เซเลนา โกเมซ หลังทั้งคู่ไม่ได้คุยกันมานานนับปี แต่พอเซเลนาได้คอมเมนต์รูปอีโมจิผีเสื้อบนโพสต์หนึ่งของไมลีย์เมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งคู่ก็ได้กลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง แม้จะมีกระแสข่าวว่า ทั้งคู่ไม่ถูกกันตั้งแต่เคยคบ นิก โจนาส เหมือนกันตอนช่วงวัยรุ่น ซึ่งทั้งคู่ก็ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีปัญหากัน

 

สำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ที่ยาวประมาณ 20 นาที ไมลีย์และเซเลนาได้แลกเปลี่ยนเรื่องราว เช่น การต้องปรับตัวสำหรับการกักตัวอยู่บ้านช่วงนี้, เรื่องราวบทบาทการเป็นพี่สาวแก่น้องสาวของทั้งคู่ รวมไปถึงเรื่องราวการช่วยเหลือสังคมช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเซเลนาเผยว่า เธอได้มอบเงินส่วนหนึ่งให้กับโรงพยาบาล Cedars-Sinai ในลอสแอนเจลิส ที่ช่วยเหลือเธอตอนปลูกถ่ายไต และบริจาคเงินให้องค์กร MusiCares ที่เน้นช่วยเหลือศิลปินอินดี้ที่โดนผลกระทบจากการไม่มีงานช่วงนี้

 

แต่หนึ่งในประเด็นที่กลายเป็นจุดโฟกัสใหญ่คือ เรื่องสุขภาพจิต ซึ่งในช่วงหลังเซเลนาเป็นหนึ่งในศิลปินที่กล้าออกมาพูดคุยประเด็นนี้อยู่เสมอ โดยเธอเผยเป็นครั้งแรกว่า ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเพิ่งไปโรงพยาบาลด้านสุขภาพจิตที่ดีสุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง McLean Hospital และหลังพูดคุยกับคุณหมอก็ได้ทราบว่า เธอเป็นไบโพลาร์ ซึ่งทุกวันนี้เซเลนาก็ไม่ได้เป็นกังวลมาก เพราะหลังจากที่รู้ ก็พยายามศึกษาถึงโรคนี้และเริ่มเข้าใจอารมณ์ตัวเองมากขึ้นตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา โดยเธอพูดเพิ่มเติมว่า “ฉันมาจากเท็กซัส และที่นั่นคนจะไม่ค่อยคุยกันเรื่องสุขภาพจิต คุณต้องดูคูลตลอดเวลา แต่ฉันก็เห็นอารมณ์และความโกรธของวัยรุ่นหรือเยาวชนนั้นถูกสร้างในใจขึ้นเรื่อยๆ พอฉันรู้ว่าเป็นโรคนี้ ฉันอยากศึกษาทุกอย่าง ซึ่งก็ช่วยทำให้ความวิตกกังวลหายไป”

 

สามารถดูสัมภาษณ์เต็มได้ที่นี่:

 

 

ภาพ: @MileyCyrus / Instagram

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

อ้างอิง:

The post Selena Gomez เผยว่า เป็นไบโพลาร์ในไลฟ์ทาง Instagram กับ Miley Cyrus หลังทั้งคู่ไม่ได้คุยกันมาหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบโพลาร์ 5 ข้อควรรู้ https://thestandard.co/bipolar-disorder-info/ https://thestandard.co/bipolar-disorder-info/#respond Wed, 22 Aug 2018 11:08:33 +0000 https://thestandard.co/?p=115559

ปัจจุบันมีคนทั่วโลกเป็นโรคไบโพลาร์ถึง 60 ล้านคน โรคไบโพ […]

The post ไบโพลาร์ 5 ข้อควรรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปัจจุบันมีคนทั่วโลกเป็นโรคไบโพลาร์ถึง 60 ล้านคน โรคไบโพลาร์คืออะไร หาคำตอบได้ในอินโฟกราฟิกชิ้นนี้

 

 

ภาพประกอบ: Chatchai C. / Tanya S.

อ้างอิง:

  • thestandard.co/found-thai-have-bipolar-disorder-more-30000
  • thestandard.co/podcast/ruok07
  • www.honestdocs.co/understanding-bipolar

The post ไบโพลาร์ 5 ข้อควรรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bipolar-disorder-info/feed/ 0
ทำไม ‘เสก โลโซ’ ครองเรตติ้งถล่มทลาย วิเคราะห์คอนเทนต์ที่เลือกใช้ และอุปนิสัยการใช้งานโซเชียลมีเดียไทย https://thestandard.co/sek-loso-facebook-live-thai-social-media-behaviors/ https://thestandard.co/sek-loso-facebook-live-thai-social-media-behaviors/#respond Sun, 19 Aug 2018 13:18:17 +0000 https://thestandard.co/?p=114806

ในวันที่เราเสพสื่อกันด้วยวิธีที่ต่างไปจากเดิม ศิลปินดาร […]

The post ทำไม ‘เสก โลโซ’ ครองเรตติ้งถล่มทลาย วิเคราะห์คอนเทนต์ที่เลือกใช้ และอุปนิสัยการใช้งานโซเชียลมีเดียไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่เราเสพสื่อกันด้วยวิธีที่ต่างไปจากเดิม ศิลปินดาราเองก็ต้องปรับตัว เพื่อให้เข้ากับสังคมในยุคนั้นๆ เพื่อความอยู่รอด และยังคงสภาพให้ตัวเองอยู่ในกระแสได้นานขึ้น เช่นเดียวกับนักร้อง-นักแต่งเพลงในตำนานอย่าง เสก โลโซ หรือเสกสรรค์ ศุขพิมาย ที่เดินทางเข้ามาอยู่ในวงการดนตรีตั้งแต่ปี 2539 และแม้เวลาผ่านไปถึง 21 ปี ถ้าพูดถึงชื่อ เสก โลโซ ตอนนี้ทุกคนต้องรู้จัก เพราะเขาได้ผันตัวจากศิลปินที่เดินสายออกทัวร์ทั้งในประเทศและนอกประเทศ กลายมาเป็นเจ้าแห่งการไลฟ์บนเฟซบุ๊ก เป็นเจ้าของเพจที่มียอดคนกดไลก์ที่ 5.4 ล้านคน ติดอันดับที่ 5 ของเพจคนดังที่มีคนไลก์สูงที่สุดในประเทศไทย!

 

อะไรทำให้เพจของศิลปินยุคปลาย 90 โด่งดังได้ขนาดนี้ในยุค 2018? เราอาจต้องวิเคราะห์อุปนิสัยการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทย และคอนเทนต์ที่เสกเลือกใช้แต่ละครั้ง ประเภทของคอนเทนต์ ตั้งแต่การเขียนสเตตัส ไปจนถึงวิดีโอยอดฮิตที่มาจากการไลฟ์บนเฟซบุ๊ก ซึ่งมียอดวิวแตะล้าน จนแทบจะมียอดวิวรวมหลังไลฟ์เสร็จเฉลี่ยอยู่ที่ 280,000 วิว ในแต่ละวิดีโอ!

 

คนไทยใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์สูงที่สุดต่อวันเป็นอันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ประมาณคนละ 9 ชั่วโมง 38 นาที

เพราะคนไทยเล่นเฟซบุ๊กเยอะ ใช้เวลาออนไลน์สูงสุดต่อวันอันดับหนึ่งของโลก

จากผลการรายงานของมีเดียเอเจนซีสัญชาติอังกฤษ We Are Social และ Hootsuite ประจำปี 2018 พบว่า ปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกสูงถึง 4 พันล้านคน และมีคนจำนวนกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก ที่หันมาใช้โซเชียลมีเดีย และเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว มีมากกว่า 1 ล้านคนต่อวัน ที่เริ่มใช้โซเชียลมีเดียเป็นครั้งแรก นั่นหมายถึงทุกๆ 1 วินาที บนโลกเรามีคนสร้างแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดียเพิ่มถึง 11 คน โดยอัตราการเติบโตนี้เห็นได้ชัดมากในประเทศแถบบ้านเราเสียด้วย เพราะฝั่งเอเชียตอนกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการเติบโตของผู้ใช้โซเชียลมีเดียสูงที่สุด โดยประเทศไทยของเราก็ยังติดโผประเทศที่ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์สูงที่สุดต่อวันเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วย (อยู่ที่ประมาณ 9 ชั่วโมง 38 นาที)

 

นอกจากนี้ประเทศไทยที่มีประชากร 69.1 ล้านคน ก็มีจำนวนคนที่เข้าใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำถึง 51 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างการใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มอย่าง Facebook ที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องมีเฟซบุ๊กเป็นของตัวเอง โดยกรุงเทพมหานครได้กลายเป็นเมืองที่มีสถิติผู้ใช้เฟซบุ๊กสูงที่สุดในโลก และสถิติระดับประเทศ เมืองไทยของเราก็ติดอันดับที่ 8 ของโลกเช่นเดียวกัน

 

นั่นแปลว่า พฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยผูกพันอยู่กับโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฟซบุ๊ก ทำให้การติดตามศิลปินผ่านเพจเฟซบุ๊กเป็นเรื่องปกติ ศิลปินที่มีเพจและมีความเคลื่อนไหวบนเพจบ่อยครั้ง ย่อมได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นธรรมดา นอกจากคนที่กดไลก์เพจศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบอยู่แล้ว ผู้ใช้งานคนอื่นๆ ที่แม้ไม่ได้กดติดตาม ก็มีโอกาสที่จะเลื่อนไปเห็นโพสต์ วิดีโอ หรือไลฟ์ที่ถูกแชร์จากเพจศิลปินนั้นๆ ได้ง่ายๆ ด้วยเช่นกัน

 

เสกเฟซบุ๊กไลฟ์เป็นประจำ เกือบจะทุก 2 ชั่วโมงในช่วงระหว่างวัน สลับกับโพสต์อื่นๆ บนเพจ เช่น การแชร์ข่าว ภาพนิ่ง หรือการโพสต์สเตตัสที่มีมากกว่าชั่วโมงละครั้ง ยิ่งเป็นการเพิ่มความเป็นไปได้ที่คลิปวิดีโอเหล่านั้นจะได้รับความสนใจจากแฟนเพจ และมีโอกาสที่จะได้รับการแชร์มากขึ้น

 

เสก โลโซ หยิบหลายประเด็นมาพูด โดยมักมีหัวข้อที่เกี่ยวกับการเมือง ความรักชาติ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวข้อที่จุดประเด็นได้ดีในโลกออนไลน์

เพราะคอนเทนต์ เสก โลโซ ถูกใจคนดู

เมื่อมาศึกษาคอนเทนต์บนเพจ SEK LOSO แล้ว พบว่า การไลฟ์ส่วนใหญ่เป็นการตั้งกล้องธรรมดา ไม่มีการตัดต่อ ไม่ใช้โปรดักชันอะไรยิ่งใหญ่ แต่เน้นที่ตัวผู้พูดเป็นหลัก เสกหยิบประเด็นหลายเรื่องมาพูด จากเรื่องหนึ่งโยงไปอีกเรื่องหนึ่ง โดยมักมีหัวข้อที่เกี่ยวกับการเมือง ความรักชาติ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวข้อที่จุดประเด็นได้ดีในโลกออนไลน์ ยิ่งการนำเสนอของเขาที่ใช้ถ้อยคำรุนแรง เสียดสี แบบไม่ต้องกลัวโดนเซนเซอร์ หรือไม่ต้องเกรงใจ Content Provider เพราะเป็นคนนำเสนอคอนเทนต์เองทั้งหมด คอมเมนต์บางส่วนจากคนดูจึงเป็นการแสดงความเห็นทางการเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมของตัว เสก โลโซ

 

อีกส่วนหนึ่งของคอนเทนต์ที่ เสก โลโซ เลือกนำเสนอคือ การเล่นดนตรีสดๆ พร้อมกีตาร์ 1 ตัว ด้วยฝีมือการเล่นดนตรีและดีกรีการเป็น King of Rock and Roll ของประเทศไทย ก็ต้องยอมรับว่า พาร์ตการเล่นดนตรีของเขาในไลฟ์หลายๆ ครั้ง น่าประทับใจมาก ทั้งการเล่นประกอบเพลงดังของศิลปินเมืองนอก หรือการด้นสดแบบที่ไม่ได้เขียนเนื้อหรือแต่งทำนองมาก่อน ซึ่งทำให้คอมเมนต์บางส่วนเป็นการขอเพลงจากศิลปินโดยตรง

 

นอกจากนี้ต้องยอมรับว่า ไลฟ์ของเขามีความตลกอยู่ด้วย ซึ่งเกิดจากทั้งความตั้งใจและไม่ตั้งใจปะปนกันไป ด้วยความที่เป็นการไลฟ์ จึงมีเสน่ห์ของความสมจริง ไม่มีการเตรียมการ อีกทั้งบุคลิกของเขาที่ไม่ห่วงภาพลักษณ์หรือความคิดเห็นคนดู ทำให้เราได้เห็นการแสดงแบบคาดไม่ถึงหลายครั้ง ทั้งเนื้อเพลงหรือการพูดถึงบุคคลที่สามด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่สร้างสรรค์ แต่อาจจะฟังดูตลกสำหรับคนบางกลุ่ม

 

อย่างไรก็ตามภาพรวมของคอนเทนต์ในเพจ SEK LOSO ทั้งหมด น่าจะอยู่ในเกณฑ์สีเทา วิดีโอไลฟ์ที่มียอดวิวสูงมักเกี่ยวข้องกับการประพฤติตัวไม่เหมาะสม หรือเกินขอบเขตของเขา ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการเพิ่มความนิยมให้กับเพจ คล้ายกับทฤษฎี Negativity Bias หรือมีอีกชื่อว่า Negativity Effect ที่หมายถึงสารหรือข้อมูลใดๆ ที่นำเสนอด้านลบ เช่น คำวิจารณ์ ข่าวร้าย การทะเลาะเบาะแว้ง มักส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจของผู้รับสารได้มากกว่าสารที่เป็นเรื่องบวก ซึ่งนั่นยิ่งเป็นการเร่งเร้าให้ผู้ชมไลฟ์เหล่านั้นอยากแสดงความเห็น อยากแชร์ และอยากนำไปพูดต่อมากยิ่งขึ้น

 

จิตวิทยาเบื้องหลังการแชร์คอนเทนต์ต่างๆ บนเฟซบุ๊กพบว่า คนเรามักจะนำเสนอในสิ่งที่ต้องการ และสิ่งที่นำเสนอนั้นก็จะสะท้อนภาพลักษณ์ของเรากลับมา

เพราะกระแสปากต่อปาก หรือ Viral Marketing

ต่อจากข้อที่ 2 ที่ว่าด้วยเรื่องคอนเทนต์สีเทาที่สามารถดึงแฟนเพจได้ตั้งแต่แฟนเพลงของเสก ผู้ที่ชื่นชมผลงาน ไปจนถึงคนที่ ‘ไม่ชอบ’ แต่ ‘อยากรู้จัก’ ให้มากดไลก์เพจ และเพิ่มความนิยมของเพจ SEK LOSO ได้

 

จะเห็นว่า เมื่อคอนเทนต์เหล่านั้นถูกหยิบมาเป็นประเด็นโดยคนกลุ่มเล็กๆ ก็จะกระจายไปยังคนกลุ่มที่มากขึ้น คนแชร์มากขึ้น คนพูดถึงมากขึ้น และในที่สุดคอนเทนต์ดังกล่าวก็จะถูกหยิบไปขยายต่อโดยสื่อต่างๆ คล้ายกับการที่แบรนด์หรือบริษัทใหญ่ๆ พยายามทำโฆษณาไวรัลประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อให้เกิดการถูกพูดถึงปากต่อปาก แต่ในกรณีนี้ ตัวศิลปินเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ไวรัลนั้นเอง เป็นไปได้ว่า จุดประสงค์อีกอย่างในที่นี้ อาจจะเป็นการฟูมฟักคาแรกเตอร์ของตัวเองให้คงอยู่ในกระแสนานๆ

 

จากบทความเรื่อง Psychology of Sharing: Why Do People Share On Social Media?  มีระบุถึงเหตุผลและจิตวิทยาเบื้องหลังการ ‘แชร์’ คอนเทนต์ต่างๆ บนเฟซบุ๊กพบว่า คนเรามักจะนำเสนอในสิ่งที่ต้องการ และสิ่งที่นำเสนอนั้นก็จะสะท้อนภาพลักษณ์ของเรากลับมา เช่นเดียวกับการเลือกแชร์โพสต์ต่างๆ บนเฟซบุ๊ก ที่เรามักจะแชร์สิ่งที่สร้างความบันเทิง คลิปวิดีโอตลกๆ เพื่อให้เราถูกมองว่าเป็นคนน่าคบหา หรือเรามักจะแชร์ข่าวการค้นพบทฤษฎีใหม่ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ถูกมองว่าเป็นคนมีความรู้ เพราะสุดท้ายแล้วเราต่างอยากนำเสนอสิ่งที่จะทำให้คนมองว่าเราน่าสนใจ

 

การที่หลายคนหันมาแชร์วิดีโอไลฟ์ของ เสก โลโซ แม้ไม่ได้ติดตามตัวศิลปินตั้งแต่แรก นั่นอาจหมายถึงการที่คนเหล่านั้นต้องการแสดงตัวว่า รับรู้ข่าว ทันเหตุการณ์ เช่นเดียวกับที่สังคมรู้ และกำลังอยู่ในกระแสเดียวกับที่สังคมรอบตัวกำลังอยู่ก็เป็นได้ ดังนั้นการที่ไลฟ์บนเพจ SEK LOSO กลายเป็นประเด็น ยิ่งทำให้ความนิยม (หรืออาจจะเป็นแค่ความสนใจที่ไม่ได้นิยม) ในตัวเขาสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กมีข่าวที่จะให้ผู้ติดตามจ่ายเงินให้กับผู้สร้างคอนเทนต์ เพื่อสนับสนุนการสร้างวิดีโอบนเฟซบุ๊กแข่งกับยูทูบ แต่สุดท้ายก็มีการประกาศใช้แค่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเท่านั้น

 

นั่นทำให้เฟซบุ๊กในประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย ยังไม่มีระบบการจ่ายเงินให้กับผู้ใช้งาน หรือเจ้าของเพจที่มียอดไลก์สูงอย่างชัดเจน แตกต่างจากยูทูบที่ผู้ใช้งานเปิดให้มีโฆษณาในวิดีโอ และแบ่งเงินกับยูทูเบอร์ ทำให้เจ้าของเพจดังๆ หลายแห่งในไทย รวมทั้งเพจ SEK LOSO ไม่น่าจะได้รับส่วนแบ่งจากยอดวิวบนเฟซบุ๊ก (นอกจากกรณีที่มีบริษัทหรือแบรนด์ว่าจ้าง) แต่เพจ SEK LOSO นับเป็นตัวอย่างชัดเจนที่ทำให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดีย และการเอาตัวรอดของศิลปินรุ่นเดอะในยุคที่สื่อออนไลน์เป็นใหญ่

 

สุดท้าย เฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานสูงที่สุดของโลกก็ยังไม่สามารถจัดการคัดกรองข้อมูลทั้งหมดให้ถูกต้อง เชื่อถือได้ ปลอดจากข่าวปลอม กลุ่มผิดกฎหมายต่างๆ รวมถึงไลฟ์ที่ไม่เหมาะสมและไม่สร้างสรรค์ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก แต่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้าน Cybersecurity ของเฟซบุ๊กอยู่เพียง 10,000 คน (ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 20,000 คน ในปี 2018) ซึ่งก็นับว่าเป็นตัวเลขที่ห่างไกลการควบคุมได้อย่างเห็นผล

 

จากกรณีนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องย้อนกลับมาทบทวน และรับเป็นหน้าที่ของคนติดโซเชียลมีเดียอย่างเรา ในการแยกแยะและเลือกสนับสนุนผู้สร้างคอนเทนต์กันเอง ว่าจะคัดกรองการรับสารอย่างไรให้เป็นประโยชน์กับเวลาที่ต้องเสียไปในแต่ละวันบนโลกออนไลน์

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ทำไม ‘เสก โลโซ’ ครองเรตติ้งถล่มทลาย วิเคราะห์คอนเทนต์ที่เลือกใช้ และอุปนิสัยการใช้งานโซเชียลมีเดียไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/sek-loso-facebook-live-thai-social-media-behaviors/feed/ 0
พบคนไทยเป็นไบโพลาร์กว่า 30,000 คน ทั่วโลกพบผู้ป่วยราว 60 ล้านคน https://thestandard.co/found-thai-have-bipolar-disorder-more-30000/ https://thestandard.co/found-thai-have-bipolar-disorder-more-30000/#respond Sat, 31 Mar 2018 06:00:35 +0000 https://thestandard.co/?p=81202

วันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันไบโพลาร์โลก หรือ Wo […]

The post พบคนไทยเป็นไบโพลาร์กว่า 30,000 คน ทั่วโลกพบผู้ป่วยราว 60 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันไบโพลาร์โลก หรือ World Bipolar Disorder Day เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยคิดเป็น 1-5% ของประชากร

 

มีการประมาณการว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ราว 60 ล้านคน ถือเป็นโรคที่สร้างความสูญเสียเนื่องจากการเจ็บป่วยอยู่ในอันดับ 6 ของโลก สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศในปี 2560 จำนวน 31,521 คน ตามข้อมูลของกรมสุขภาพจิต

 

ด้าน นายแพทย์ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวว่า โรคไบโพลาร์เกิดได้จากหลายปัจจัย และถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยมีความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18, 21, 22 เด็กที่เกิดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคนี้ จะมีโอกาสเป็นโรคได้สูงกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่าตัว

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าสามารถเกิดได้จากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ความเครียดต่าง ๆ รวมถึงการใช้สารเสพติด โดยผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางอารมณ์อย่างชัดเจน 2 แบบ คือ แบบอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะเศร้าซึม หดหู่ ร้องไห้ง่าย เบื่ออาหาร เชื่องช้า ลังเล คิดช้า ไม่มีสมาธิ รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่มีคุณค่า และมีความคิดฆ่าตัวตาย

 

และอีกแบบ คือ แบบอารมณ์คลุ้มคลั่งหรืออารมณ์รื่นเริงสนุกสนาน ผู้ป่วยจะรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี คึกคัก มีกำลังวังชา ขยันกว่าปกติแต่ทำได้ไม่ดี นอนน้อยลง พูดคุยมาก พูดเร็ว มีกิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้น ใช้จ่ายเปลือง เชื่อมั่นตนเองมาก ขาดความยับยั้งชั่งใจ หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ต้องการจะหงุดหงิดฉุนเฉียว อาการเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนรอบข้างสังเกตเห็นได้ และช่วยกันให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการบำบัดรักษา

 

ทั้งนี้ โรคไบโพลาร์ มักเริ่มมีอาการในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น มักพบร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตทั้งการใช้สารเสพติด ภาวะเครียด หรือโรควิตกกังวล ที่สำคัญพบว่าโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าประชาชนทั่วไปอย่างชัดเจน จึงขอให้ประชาชนทุกคนตระหนัก และให้ความสำคัญกับโรคนี้ โดยหมั่นสังเกตลักษณะการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเองและคนใกล้ชิด หากพบมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ คือ มีอารมณ์ดี ตื่นตัวมากจนผิดปกติ สลับกับมีภาวะซึมเศร้า ขอให้รีบพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

 

Photo: shutterstock

The post พบคนไทยเป็นไบโพลาร์กว่า 30,000 คน ทั่วโลกพบผู้ป่วยราว 60 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/found-thai-have-bipolar-disorder-more-30000/feed/ 0
เพื่อนร่วมโรค: เมื่อหลายโรคร้ายเป็นญาติกัน https://thestandard.co/psychiatric-disorder/ https://thestandard.co/psychiatric-disorder/#respond Sat, 17 Feb 2018 04:15:20 +0000 https://thestandard.co/?p=71199

ออทิซึม โรคจิตเภท และไบโพลาร์ มีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือเป […]

The post เพื่อนร่วมโรค: เมื่อหลายโรคร้ายเป็นญาติกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ออทิซึม โรคจิตเภท และไบโพลาร์ มีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า – นี่เป็นคำถามที่นักประสาทวิทยาค้างคาใจมานานหลายสิบปี

 

โรคเหล่านี้ดูเหมือนมีบางอย่างร่วมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิธีเกิด การดำเนินโรค และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย แต่คำถามก็คือ สิ่งที่เราเห็นว่ามันมีอะไรร่วมๆ กันอยู่นี้ มันเหมือนกันไปถึงระดับไหนกันแน่

 

นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบว่า – โรคต่างๆ เหล่านี้มีบางสิ่งสำคัญร่วมกันลึกลงไปถึงระดับโมเลกุล!

 

แน่นอน การเข้าใจอะไรแบบนี้ ย่อมจะนำทางไปสู่การรักษาโรคที่ดีขึ้นในอนาคตได้ แต่คำถามก็คือ แล้วที่บอกว่ามันมีอะไรบางอย่าง ‘ร่วมโรค’ กันนั้น – มันคืออะไรกันแน่

 

ต้องบอกกันก่อนนะครับ ว่าโรคเหล่านี้ถือว่าเป็นโรคที่เรียกว่า Psychiatric Disorder หรือโรคที่มีอาการผิดปกติทางจิต ทำให้พฤติกรรมหรือรูปแบบในการคิดเปลี่ยนแปลงไป และผลลัพธ์ทำให้ผู้ป่วยมีบุคลิกหรือการทำงานของร่างกายที่เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งโรคหรืออาการที่ว่านี้มีหลากหลายมาก สามารถแบ่งออกได้อย่างซับซ้อน โดยจะมีเกณฑ์ในการแบ่ง (Classified) อาการต่างๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งก็มีทั้งข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก หรือของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) ซึ่งในที่นี้คงไม่ได้ลงไปในรายละเอียดนะครับ

 

อย่างไรก็ตาม ต้องขอทำความเข้าใจกันก่อน ว่าโรคสามโรคที่ว่ามานี้ แตกต่างไปจากโรคอย่างอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันนะครับ เพราะสองโรคที่ว่านี้เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ที่ทำให้สมองเกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (Physical Change) คือไม่เหมือนเดิม ถ้าเป็นสองโรคนี้ แพทย์สามารถดูสมอง (ผ่านการสแกน) แล้วบอกได้เลยว่าผู้ป่วยป่วยเพราะอะไร สมองตรงไหนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพราะมันจะเห็นได้ชัดเจน

 

แต่โรคหรืออาการอย่างออทิซึม ไบโพลาร์ หรือจิตเภทนั้น เป็นโรคหรืออาการอีกแบบหนึ่ง มันเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ ‘ลึก’ กว่า ซึ่งก็เลยทำให้นักประสาทวิทยาพันธุกรรม (Neurogenetics) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแอนเจลิส อย่างคุณ แดน เกชวินด์ (Dan Geschwind) ต้องลงมือศึกษาค้นคว้า

 

โชคดีที่ความก้าวหน้าทางพันธุศาสตร์ของเราพุ่งทะยานมาไกลมากแล้ว ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงสามารถชี้เฉพาะไปได้ถึงระดับยีนเลยว่า รูปแบบการแสดงออกของยีน (Gene Expression Patterns) แบบไหนในสมองเชื่อมโยงกลับมาถึงความผิดปกติเหล่านี้บ้าง

 

วิธีการของคุณเกชวินด์ก็คือการตรวจดู RNA จากตัวอย่างเนื้อเยื่อ 700 ตัวอย่าง

 

RNA เป็นสารพันธุกรรมที่คล้ายๆ กับ DNA นั่นแหละครับ เพียงแต่ว่า DNA จะเป็นเกลียวคู่ ในขณะที่ RNA เป็นเกลียวเดี่ยว คือ ‘ถอดร่าง’ ออกมาจาก DNA นั่นแหละครับ ถ้าพูดภาษาวิชาการ (แต่แบบหยาบๆ นะครับ) ก็ต้องบอกว่า DNA มีน้ำตาลแบบ Deoxyribose ส่วน RNA มีน้ำตาลแบบ Ribose โดย DNA ทำหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลทางพันธุกรรม แต่ RNA นี่ เมื่อ ‘ถอดร่าง’ ออกมาแล้ว ก็จะนำมาแปลงรหัสข้อมูลพวกนั้นออกมาเพื่อสร้างเป็นโปรตีนต่างๆ ในร่างกายของเรา

 

ทีนี้เมื่อนำเอาตัวอย่างเนื้อเยื่อ 700 ตัวอย่าง มาตรวจดู RNA แล้ว คุณเกชวินด์บอกว่า RNA จะสามารถบอกเราได้ว่าในเนื้อเยื่อเหล่านั้น ยีนไหนใน RNA ที่กำลัง ‘เปิด’ หรือ ‘ปิด’ อยู่บ้าง

 

ยีนที่เปิดก็คือยีนที่ทำให้เกิดการทำงานบางอย่าง ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าบางทีการทำงานที่ว่า ก็คือการ ‘ยับยั้ง’ กลไกบางอย่างได้ด้วย เพราะฉะนั้นที่บอกว่า ‘ทำงาน’ จึงอาจเป็นการทำงานเพื่อทำให้บางอย่างไม่ทำงานได้เหมือนกัน (โอย เขียนเองงงเอง!)

 

แต่โดยสรุปก็คือ คุณเกชวินด์เขาเอา RNA ของคนที่เป็นโรคหลายโรค เช่น ออทิซึม โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคไบโพลาร์ เอามาเปรียบเทียบกันโดยใช้วิธีทางพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ จึงทำให้เข้าใจได้ว่า RNA ในยีนไหนของคนที่ป่วยเป็นโรคอะไรvทำงานอย่างไร

 

สิ่งที่พบก็คือ ในผู้ป่วยออทิซึม โรคจิตเภท และไบโพลาร์นั้น มีการทำงานของยีนที่เหมือนกันมากทีเดียวครับ สิ่งที่เหมือนกันก็คือ ยีนที่ทำงานเกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทระหว่างเซลล์ประสาทในผู้ป่วยทั้งสามนี้ จะทำงานน้อยลงเหมือนๆ กัน แต่จะมียีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของเนื้อเยื่อประสาท (Neuroinflammation) มากขึ้นเหมือนๆ กัน

 

แต่กระนั้นก็มีที่แตกต่างกันด้วยนะครับ คือไม่ใช่เหมือนกันไปหมดทุกสิ่งอัน คือในผู้ป่วยที่เป็นออทิซึมจะมีการทำงานของยีนบางส่วนแตกต่างไปจากผู้ป่วยโรคจิตเภทและไบโพลาร์ เพราะสมองของผู้ป่วยออทิสซึมจะมีการแสดงออกของยีนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเซลล์สมองชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Microglia มากกว่าอีกสองโรค

 

หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว! แล้วโรคซึมเศร้าที่คนเริ่มเป็นกันเยอะขึ้นในปัจจุบันนี้ล่ะ มีการทดสอบแล้วเกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยไหม เพราะโรคซึมเศร้ากับไบโพลาร์นี่ บางคนคิดว่ามันเป็นโรคที่เชื่อมโยงกันอยู่ไม่น้อย

 

เกชวินด์บอกว่า เนื้อเยื่อของผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ากับโรคพิษสุราเรื้อรังนั้น ไม่ได้มีอะไร ‘เกี่ยวเนื่อง’ (Overlap) กับโรคอื่นๆ สิ่งที่เขาเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือสามโรคที่ว่านี้เท่านั้น ซึ่งเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการหาวิธีรักษา โดยดูว่ายาชนิดไหนทำงานกับอาการแบบไหนในผู้ป่วยได้บ้าง

 

เขาบอกว่ามีการทดสอบโดยใช้ยาต้านอาการทางจิต (Antipsychotic Medication) ในลิงทดลอง และยาบางชนิดก็สามารถเปลี่ยนแปลงลึกลงไปในระดับพันธุกรรม ทำให้อาการที่เชื่อมโยงกับออทิสซึมและโรคจิตเภทดีขึ้นได้

 

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าโรคเหล่านี้มีสาเหตุที่ซับซ้อนมาก มันเกี่ยวกับยีนก็จริง แต่ก็มีตัวกระตุ้นอื่นๆ ด้วย เช่น ประสบการณ์ในชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นการที่เกชวินด์พบว่ามันมีความเหมือนกันในระดับยีนมากขนาดนี้จึงน่าตื่นเต้น เพราะถึงจะมีสาเหตุได้หลากหลาย แต่กลับมีการ ‘แสดงออก’ (Display) ถึงรูปแบบในระดับโมเลกุลในสมองที่เหมือนกันมาก

 

การค้นพบนี้จึงเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อโรคทั้งสาม แต่ก็ต้องบอกด้วยนะครับ ว่าการค้นพบนี้ยังไม่ได้เกิดประโยชน์ขึ้นมาฉับพลันทันที เพราะว่าจะต้องมีการศึกษาต่อเนื่องต่อไปอีก โดยเฉพาะต้องใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อจากสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้วมาทดสอบอีกมาก เพราะการตรวจสอบซ้ำในปี 2016 นั้น ใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อของผู้ป่วยแต่ละโรคราว 30 ตัวอย่างเท่านั้น จึงอาจยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง

 

โลกยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกมาก โดยเฉพาะโรคร้ายต่างๆ ที่ฝังตัวอยู่ในร่างกายของเรา การค้นคว้าในเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลายาวนาน ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และมีต้นทุนที่สูง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และน่าจับตามองกันต่อไปในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะกับใครที่มีญาติหรือคนที่คุณรักป่วยด้วยโรคที่ว่ามานี้

 

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan

The post เพื่อนร่วมโรค: เมื่อหลายโรคร้ายเป็นญาติกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/psychiatric-disorder/feed/ 0