ไก่-ณฐพล บุญประกอบ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 18 Jun 2025 04:17:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ‘หนีตายทุกวัน’ เบื้องหลังจากผู้สร้าง ‘สงคราม ส่งด่วน’ ที่ไม่ต่างจากสตาร์ทอัพ https://thestandard.co/mad-unicorn-behind-the-scenes/ Wed, 18 Jun 2025 03:55:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1086186

“ตัวเองอยากทำ และรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นคนดู เราก็อยากดู” […]

The post ‘หนีตายทุกวัน’ เบื้องหลังจากผู้สร้าง ‘สงคราม ส่งด่วน’ ที่ไม่ต่างจากสตาร์ทอัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ตัวเองอยากทำ และรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นคนดู เราก็อยากดู”

 

ประโยคเรียบง่ายที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในซีรีส์ที่ ‘บ้าคลั่ง’ ที่สุดแห่งปี ‘Mad Unicorn สงคราม ส่งด่วน’ ไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์ที่เล่าเรื่องขนส่ง แต่คือการบันทึกภาพของโลกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความฝัน การพังทลาย และการยืนขึ้นใหม่ นำโดย วัน-วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ โปรดิวเซอร์ที่ใช้หัวใจกำกับการตัดสินใจ และ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับที่เลือกจะเล่าเรื่องยากในภาษาที่คนดูเข้าใจ 

 

และทั้งหมดนั้น…เริ่มจากแรงบันดาลใจเพียงหนึ่งเดียว 

 

จากชีวิตคนธรรมดา สู่ปรากฏการณ์ Mad Unicorn

 

ทุกอย่างเริ่มต้นจากคลิปสัมภาษณ์บุคคลท่านหนึ่งในรายการ The Secret Sauce ที่สร้างปรากฏการณ์สำคัญให้กับวงการสตาร์ทอัพเมืองไทย ที่วันสัมผัสได้ถึงแรงบันดาลใจอันแรงกล้า และความ ‘บ้าคลั่ง’ ที่ซ่อนอยู่ในชีวิตของบุคคลนั้น

 

เพราะโลกของธุรกิจโลจิสติกส์นั้นมีสเกลที่ยิ่งใหญ่ ท้าทาย เต็มไปด้วยอุปสรรคและความเป็นไปได้นับล้าน ที่ถ้าหากได้ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นซีรีส์คนดูก็จะต้องอยากดูเช่นกัน

 

เกิดเป็นจุดเริ่มต้นของสตาร์ทอัพในรูปแบบภาพยนตร์ ที่ชื่อว่า ‘Mad Unicorn สงคราม ส่งด่วน’ 

 

เขียนบทด้วยความกล้าและความจริงใจ

 

ซีรีส์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ทีมใช้เวลามากกว่า 2 ปีในการพัฒนาบท โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรกที่ต้อง ‘ทำทิ้ง’ เพราะยังไม่สามารถถ่ายทอดความบ้าคลั่งของเรื่องจริงออกมาได้ถึงบาร์ที่ต้องการ

 

ไก่ต้อง “เขียนในสิ่งที่ตัวเองไม่กล้าทำ” เพื่อปลดล็อกความสุดโต่ง และเขาเองก็สัมภาษณ์บุคคลต้นทางของแรงบันดาลใจเป็นเวลานานถึง 4 ชั่วโมง ด้วยคำถามเรียบง่ายว่า “ชีวิตคุณเป็นยังไง”

 

 ผลลัพธ์คือเรื่องเล่าเปลือยใจ ที่กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการเขียนบท

 

‘หนีตายทุกวัน’ คือสภาวะปกติของ CEO และผู้กำกับ

 

ไก่บอกว่า เขารู้สึกเหมือน ‘หนีตายทุกวัน’ เพราะโปรเจกต์นี้เป็นซีรีส์ที่ทุกคนคาดหวังอย่างมาก และเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเขา แต่ภายใต้ความกดดันมหาศาลนี้ เขายังต้องรักษาความสงบนิ่ง เป็นที่พึ่งที่ไว้ใจได้ให้กับทีมงานทุกคน นอกจากนั้นคือต้องส่งมอบ Direction ในฐานะ Director (ผู้กำกับ) ให้ทึมงานทุกคนเข้าใจภาพตรงกัน

 

“ยิ่งเราทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันได้มากเท่าไหร่ มันจะทำให้ทุกคนต่อยอดจากภาพนั้นได้มากขึ้น ถ้าเราตัดสินใจได้ดี ให้พื้นที่ทีมได้ดี งานมันจะดีขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่สมองเดียว”

 

ไก่มองว่าผู้กำกับเปรียบเหมือน CEO ที่ต้องให้วิสัยทัศน์ชัด เพื่อให้ทีมงานตีความและทำหน้าที่ของตนเองได้ดีที่สุด เขาให้อิสระกับทีมในแต่ละหน้าที่ พร้อมกับรักษาความสงบนิ่งในช่วงกดดันไปพร้อมกัน

 

พัฒนานักแสดงด้วยความเข้าใจและเชื่อมั่น

 

“ผู้กำกับเปรียบเสมือน CEO ที่ต้องคัดเลือกนักแสดงและทีมงานที่ใช่ ไม่ใช่แค่หาคนเก่ง แต่ต้องหาคนที่เคมีเข้ากันและพร้อมที่จะอินไปกับเรื่องราว”

 

นักแสดงหลักและสมทบล้วนได้รับโอกาสในการด้นสดบท สนับสนุนความเป็นธรรมชาติของตัวละคร

 

ไก่เปิดโอกาสให้นักแสดงใส่ตัวตนลงไปในบทอย่างเต็มที่ เช่น ไอซ์ซึที่ฝึกภาษาจีนจากศูนย์จนสามารถพูดบทโมโนล็อกยาว 2 หน้าได้โดยไม่คัต และนักแสดงอื่นๆ ที่สามารถ Improvisation ได้อย่างอิสระ

 

เอาใจใส่แม้เรื่องเล็กน้อยก็อิมแพ็กต์ถึงใจคนดู

 

“ถึงผมไม่รู้ แต่มีคนดูสักคนที่ต้องรู้ว่าสิ่งนี้จริงหรือไม่จริง”

 

สงคราม ส่งด่วน ทุ่มเทอย่างมากกับความสมจริงในทุกรายละเอียด ทำให้ทีมงานต้องทำงานอย่างหนักในทุกมิติ ตั้งแต่โลเคชันที่เหมาะสมกับบทกว่า 100 แห่ง พร็อพที่เหมือนจริงทุกชิ้น เช่น กล่องพัสดุที่ออกแบบต่างกันตามฐานะบริษัท หน้าจอโค้ดดิ้งที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญดูแล ไปจนถึงการใช้ภาษาจีนที่เป๊ะ

นี่คือการสร้างยอดภูเขาน้ำแข็งที่แม้คนดูจะเห็นเพียงเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความจริงจังและความใส่ใจ แม้จะมองไม่เห็นทุกองค์ประกอบ แต่ก็สามารถ ‘รู้สึก’ ได้เสมอ

 

ภาพยนตร์ในฐานะสตาร์ทอัพ

 

การสร้างซีรีส์ครั้งนี้ ไม่ต่างจากการเริ่มต้นสตาร์ทอัพ ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ แต่มีทีมที่มีแพสชันร่วมกัน และเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน

 

วันเล่าว่า ทีมรู้สึกผูกพันกับบริษัท Thunder ที่อยู่ในเรื่อง ราวกับเป็นบริษัทจริงของตัวเอง พลังของความเป็น ‘ทีม’ คือพลังที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้

 

ดีที่สุดคือ ลงมือทำ

 

ไก่เชื่อว่าแพสชันในการทำหนังคือสิ่งที่อยู่กับเขามาตลอดชีวิต และการได้เห็นผู้ชมตอบรับคือพลังวิเศษที่หาไม่ได้จากงานอื่น แม้จะยังมีความสงสัยในตัวเองอยู่บ้าง แต่เสียงตอบรับของ Mad Unicorn ทำให้เขากล้าพูดมากขึ้นในฐานะคนทำหนัง

 

“ดีที่สุดคือ ลงมือทำ แล้วคำถามทุกอย่างในชีวิตเราจะทยอยตอบได้เอง”

 

นั่นคือคำพูดทิ้งท้ายที่ทั้งสองฝากให้คนรุ่นใหม่ เพราะการลงมือทำจริงคือวิธีเดียวที่จะค้นหาตัวเอง และรู้ว่าความสามารถของเราสามารถส่งพลังต่อไปให้กับคนอื่นได้เช่นเดียวกับที่บุคคลหนึ่งเคยจุดไฟให้กับพวกเขา

 


 

ชมคลิป:

 

The post ‘หนีตายทุกวัน’ เบื้องหลังจากผู้สร้าง ‘สงคราม ส่งด่วน’ ที่ไม่ต่างจากสตาร์ทอัพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงคราม ส่งด่วน ดุเดือด เลือดเข้าตาในสงครามธุรกิจ https://thestandard.co/netflix-war-delivery-thai-series/ Thu, 29 May 2025 10:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1079854 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน Netflix ตัวละครหลัก สันติ และทีมธันเดอร์เอ็กซ์เพรส

เรียกว่าทั้งดุ เด็ด เดือด สำหรับ สงคราม ส่งด่วน ซีรีส์ไ […]

The post สงคราม ส่งด่วน ดุเดือด เลือดเข้าตาในสงครามธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน Netflix ตัวละครหลัก สันติ และทีมธันเดอร์เอ็กซ์เพรส

เรียกว่าทั้งดุ เด็ด เดือด สำหรับ สงคราม ส่งด่วน ซีรีส์ไทยเรื่องใหม่ทาง Netflix ผลงานกำกับซีรีส์เรื่องแรกของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้เคยผ่านผลงานภาพยนตร์สารคดีอย่าง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว และ เอหิปัสสิโก (Come and See) โดยได้แรงบันดาลใจจากสตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวแรกของไทย ความน่าสนใจก็คือการเอาส่วนหนึ่งของชีวิตจริง มาผสมดราม่าธุรกิจ ชิงไหวชิงพริบ ออกมาได้เร้าอารมณ์และสร้างแรงบันดาลใจแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นในซีรีส์ไทยสักเท่าไร

 

 

สงคราม ส่งด่วน คือเรื่องราวของ สันติ (ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์) เด็กหนุ่มจากดอยวาวี ผู้พกความฝันที่จะหนีความยากจน เขาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ ทั้งการที่คนจนต้องซื้อของราคาสูงกว่าคนรวย การส่งต่อความรักผ่านธุรกรรมแบบเหมาจ่ายที่ดูไม่ค่อยเป็นธรรม นำมาสู่คำตอบคือปัญหาเรื่องการขนส่งที่มีราคาสูงเกินไป 

 

ด้วยความสามารถในการใช้ภาษาจีนที่ได้เรียนรู้จากแม่ทำให้สันติได้เข้าไปคลุกคลีอยู่ในแวดวงนักธุรกิจจีน และพบว่าค่าขนส่งในจีนถูกกว่าไทยครึ่งหนึ่ง จนเกิดเป็นไอเดียธุรกิจที่เจ้าสัวคณิน (เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) แห่งคณินกรุ๊ปสนใจจนชวนมาสานฝันร่วมกัน แต่ในแวดวงธุรกิจไม่มีคำว่าง่ายในที่สุดมิตรก็กลายเป็นศัตรู 

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน Netflix ตัวละครหลัก สันติ และทีมธันเดอร์เอ็กซ์เพรส

 

สันติหันมาก่อตั้งธันเดอร์ เอ็กซ์เพรส ธุรกิจส่งด่วนร่วมกับ เสี่ยวหยู (เจนเย่ จีรนรภัทร) นักการเงินผู้เฉียบคม และ รุ่ยเจี๋ย (ดร.พลัง โลกศิลป์) โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะ เพื่อต้องการเอาชนะ คณินกรุ๊ป ซึ่งตอนนี้ผลักดัน เคน (พีช-พชร จิราธิวัฒน์) ลูกชายเจ้าสัวคณิน CEO บริษัทขนส่งร่วมทุนยักษ์ใหญ่ กลายเป็นการชิงไหวชิงพริบน่าติดตามตลอดทั้ง 7 อีพี 

 

ความน่าสนใจแรกของ สงคราม ส่งด่วน คือการนำเอาส่วนหนึ่งของชีวิตจริงมาใช้จึงสะท้อนภาพปัญหาจริงๆ ที่คนอาจมองข้ามไป เช่นเรื่องคนจนซื้อของแพงกว่าคนรวยอย่างในเรื่องนี้คือต้นทุนด้านการขนส่ง หรือเอาเข้าจริงการซื้อทีละน้อยชิ้นก็คือราคาที่สูงกว่าและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มถี่กว่าคนมีเงินซื้อของทีละมากๆ ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้สร้างแรงผลักดันให้เด็กวัยรุ่นจนๆ อย่างสันติ ต้องดิ้นรนไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า 

 

ต้องยอมรับว่าชีวิตของคนต้นเรื่องน่าสนใจจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ ทำให้ชีวิตของตัวละคร ‘สันติ’ ออกมามีสีสันจนถึงขั้นแฟนตาซีแต่ก็อิงจากประสบการณ์จริงๆ เช่นเปิดโลกธุรกิจโดยเฉพาะการทำมาค้าขายกับคนจีนยุคใหม่ซึ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวผ่านเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ลดเขี้ยวเล็บทางธุรกิจจนมีเรื่องเซอร์ไพรส์แบบเจ็บจี๊ดในหลายๆ ฉาก หลายๆ ตอน 

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน Netflix ตัวละครหลัก สันติ และทีมธันเดอร์เอ็กซ์เพรส

 

อีกส่วนคือการสร้างบุคลิกตัวละครอย่าง ‘สันติ’ ที่มีทั้งความมุทะลุ ดุดัน กล้าได้กล้าเสียแบบไม่สนใจตรรกะใดๆ แต่ดันเหมาะกับธุรกิจที่ต้องอาศัยความว่องไวและการแข่งขันสูง กลายเป็นฉากแอ็กชันมันๆ สอดแทรกเนื้อหาหนักๆ ในแวดวงธุรกิจ โดยจะขาดคู่ปรับที่คู่ควรไปไม่ได้นั่นคือ เจ้าสัวคณิน

 

ในมุมหนึ่งเขาคือนักธุรกิจรุ่นใหญ่ที่มีมุมมองมีวิสัยทัศน์ เก่งเรื่องจิตวิทยาและมีความโหดร้าย สามารถวางหมากให้คู่ต่อสู้ทำลายตัวเองได้แค่รู้จุดอ่อน แต่ทั้งคำพูดและการกระทำกลับสอนทั้งสันติ และคนดู แบบถึงจะเลวในแง่ความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ในมุมธุรกิจก็มีหลายส่วนที่ควรจะเป็น เรียกได้ว่าเขาคือเมนเทอร์เขี้ยวๆ สอนมวยนักธุรกิจรุ่นลูกแบบไม่ยั้งมือ

 

การต่อสู้ครั้งนี้ยิ่งเดือดเพราะหลังชนฝาทั้งคู่อย่างตัวสันติก็มีความคลั่งแค้นเพราะถูกหักหลังจนต้องเทหมดหน้าตัก ส่วนเจ้าสัวคณินก็คือเจ้าของธุรกิจขาลงจึงต้องหาหนทางใหม่ๆ ปูทางให้กับทายาท ที่สำคัญพวกเขาเหมือนเงาของกันและกัน ทั้งที่มาที่ไป บุคลิกบางอย่าง ต่างกันก็แค่เจเนอเรชัน จนคิดได้ว่าโลกของธุรกิจทำให้เรากลายเป็นคนที่เกลียดได้ และมองเห็นตัวเองในอนาคตผ่านศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเรานี่เอง 

 

แม้ สงคราม ส่งด่วน จะเข้มข้นด้วยการต่อสู้ทางธุรกิจ แต่ก็มีเลิฟไลน์บางๆ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างสันติกับเสี่ยวหยู ตัวละครหญิงเด่นเพียงหนึ่งเดียวของเรื่องที่ไม่จม ไม่หาย และดูมีเหตุมีผลที่สุดในกลุ่มธันเดอร์ เอ็กซ์เพรส รวมทั้งตัวละคร รุ่ยเจี๋ยที่มาสร้างสีสันจากบุคลิกการ์ตูนๆ เหมือนคาแรกเตอร์ที่เราได้เห็นบ่อยๆ ในซีรีส์จีนและฮ่องกง

 

 

นอกจากการวางคาแรกเตอร์ที่ลงตัว สิ่งที่น่าชื่นชมคือการวางตัวนักแสดงที่เหมาะสม ทั้งเจนเย่ จีรนรภัทร ที่เป็นลูกครึ่งไทย-ไต้หวันอยู่แล้ว และดร.พลังที่เคยออกรายการ Survival ในจีนมาแล้ว ทำให้ซีรีส์ที่ใช้ภาษาจีนเกินครึ่งเรื่องมีความลื่นไหล และที่เซอร์ไพรส์คือไอซ์ซึที่ใช้ภาษาจีนได้ดีแบบไม่ใช่แค่พูดได้แต่ต้องพูดเก่งเหมือนใช้ในชีวิตประจำวัน จนไม่น่าเชื่อว่านี่คือฝึกจากการท่องจำ ยังไม่นับรวมความทุ่มเททั้งการลดน้ำหนัก การเปลี่ยนสีผิวและฟัน เพื่อให้เป็นสันติได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

 

แม้ภาพรวมจะออกมาดูดี แต่ก็มีบางช่วงของซีรีส์ที่ดูยืดย้วยไปบ้างอย่างเช่นการแวะเข้าเรื่องความสัมพันธ์แบบรักสามเส้า และการมีอยู่ของบางมุกที่ไม่จำเป็น รวมถึงช่วงกลางเรื่องที่ทุกอย่าง Too good to be true ซึ่งก็พอเข้าใจได้ตั้งใจให้ทุกอย่างดูสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะโหมเข้าใส่ในช่วงท้ายของเรื่อง อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสของซีรีส์เสียไป โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ๆ เรื่องแง่มุมธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจได้ดีเท่าๆ กับซีรีส์เกาหลียอดฮิตอย่าง Itaewon class หรือ Start-Up เลยทีเดียว

 

สงคราม ส่งด่วน ชมได้ทาง Netflix ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

The post สงคราม ส่งด่วน ดุเดือด เลือดเข้าตาในสงครามธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ประกาศลาออก แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีล่าสุด https://thestandard.co/ban-thailand-national-film-association-awards/ Thu, 30 Mar 2023 09:54:53 +0000 https://thestandard.co/?p=770854 แบนสุพรรณหงส์

แฮชแท็ก #แบนสุพรรณหงส์ ยังคงติดเทรนด์ต่อเนื่อง หลังเวที […]

The post รองประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ประกาศลาออก แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบนสุพรรณหงส์

แฮชแท็ก #แบนสุพรรณหงส์ ยังคงติดเทรนด์ต่อเนื่อง หลังเวทีประกาศรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ได้กำหนดกติกาใหม่ว่าภาพยนตร์ไทยที่เข้าชิงรางวัลในปีนี้จะต้องเป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายอย่างน้อย 5 ภูมิภาค

 

หลังจากที่เมื่อคืนนี้ (29 มีนาคม) ศราวุธ แก้วน้ำเย็น ผู้กำกับศิลป์ภาพยนตร์ ออกมาเปิดเผยว่า มีภาพยนตร์ทั้งหมด 11 เรื่องที่ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาเข้าชิงรางวัลในปีนี้ หนึ่งในนั้นคือ เวลา (Anatomy of Time) ของผู้กำกับ เก่ง-จักรวาล นิลธำรงค์ ที่เดินทางไปคว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติมาแล้วหลายเวที แต่กลับไม่มีที่ยืนบนเวทีใหญ่ในประเทศ เนื่องจากภาพยนตร์ไม่ได้ออกฉายครบทั้ง 5 ภูมิภาคตามที่คณะกรรมการกำหนด 

 

ล่าสุด อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ที่ปรึกษาพิเศษ Nation Group ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์การคัดเลือกภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ทั้งนี้ ตนไม่เคยทราบและไม่เคยมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว

 

ตามมาด้วยคนในแวดวงภาพยนตร์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่แสดงจุดยืนผ่านแฮชแท็ก #แบนสุพรรณหงส์ อย่างต่อเนื่อง เช่น คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับ Faces of Anne, บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, ไก่-ณฐพล บุญประกอบ และ โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง ทีมเขียนบท / ผู้กำกับ One for the Road ที่ประกาศถอนตัวจากการถูกเสนอชื่อเพื่อคัดเลือกเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2562 เคยมีกรณีดราม่าคล้ายกันเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อเวทีสุพรรณหงส์ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาว่า ภาพยนตร์ที่เข้าชิงจะต้องเข้าฉายอย่างน้อย 5 จังหวัดหลัก คือ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ชลบุรี, นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช รวมถึงต้องมีคนดูไม่น้อยกว่า 50,000 คน จึงจะผ่านการพิจารณา

 

อ้างอิง:

The post รองประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ประกาศลาออก แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 30 4 Kings, เอหิปัสสิโก, ร่างทรง และพญาโศกพิโยคค่ำ เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม https://thestandard.co/bangkok-critics-assembly-awards/ Sat, 09 Jul 2022 05:20:03 +0000 https://thestandard.co/?p=652033 ชมรมวิจารณ์บันเทิง

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชมรมวิจารณ์บันเทิง ได้มี […]

The post สรุปรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 30 4 Kings, เอหิปัสสิโก, ร่างทรง และพญาโศกพิโยคค่ำ เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมรมวิจารณ์บันเทิง

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชมรมวิจารณ์บันเทิง ได้มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 30 ประจำปี 2564 ทุกสาขาให้คอภาพยนตร์ไทยได้จับตารอชม 

 

โดยรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลในสาขาใหญ่ของปีนี้อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ล้วนเป็นภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปี 2564 ไม่ว่าจะเป็น 4 Kings ภาพยนตร์ระดับปรากฏการณ์ที่เล่าถึงนักเรียนอาชีวะยุค 90, พญาโศกพิโยคค่ำ ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมที่ชวนผู้ชมร่วมย้อนเวลาสู่ปี 2516-2549 หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย, ร่างทรง ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ที่ได้ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้อย่าง นาฮงจิน มานั่งแท่นโปรดิวเซอร์ และ เอหิปัสสิโก ภาพยนตร์สารคดีเรื่องเยี่ยมจากฝีมือของผู้กำกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ที่พาผู้ชมไปสำรวจความเชื่อที่มีต่อวัดพระธรรมกาย ผ่านคำบอกเล่าของผู้คนทุกฝ่าย 

 

ขณะที่รายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลในสาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประกอบด้วย พุฒิ-พุฒิพงษ์ นาคทอง จาก 4 Kings, ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ จาก พญาโศกพิโยคค่ำ, โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล จาก ร่างทรง และ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ จาก เอหิปัสสิโก

 

ด้านสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ประกอบด้วย ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์ จาก ส้มป่อย, อนันดา เอเวอริงแฮม จาก ไสหัวไป นายส่วนเกิน, เป้อารักษ์ อมรศุภศิริ จาก 4 Kings, จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี จาก 4 Kings และ โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ จาก ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด ส่วนรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ได้แก่ หนึ่ง-ชลัฏ ณ สงขลา จาก พญาโศกพิโยคค่ำ, นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต จาก 4 Kings, สืบ-บุญส่ง นาคภู่ จาก ร่างทรง, เผือก-พงศธร จงวิลาส จาก บอสฉันขยันเชือด และ ปู-ยะสะกะ ไชยสร จาก ร่างทรง

 

ตัดสลับมาที่สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ก็ล้วนเป็นนักแสดงที่มีผลงานโดดเด่นเช่นกัน ได้แก่ ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร จาก ร่างทรง, น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ จาก ส้มป่อย, มิน-พีชญา วัฒนามนตรี จาก ไสหัวไป นายส่วนเกิน, โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล จาก พญาโศกพิโยคค่ำ และ เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมา จาก ร่างทรง ด้านสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ประกอบด้วย ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล จาก เรื่อง ผี เล่า, ซาบีน-ฐิตานันท์ เทศกาล จาก ส้มป่อย, ศิราณี ญาณกิตติกานต์ จาก ร่างทรง, สุกัญญา มิเกล จาก 4 Kings และ เฟรช-อริศรา วงษ์ชาลี จาก ไสหัวไป นายส่วนเกิน

 

สำหรับการมอบรางวัลสาขาภาพยนตร์สั้น เนื่องจากในรอบปี 2564 มีผลงานจำนวนมากถึง 200-300 เรื่อง ทางชมรมวิจารณ์บันเทิงจึงตัดสินใจจัดงานมอบรางวัลสาขาภาพยนตร์สั้น แยกจากภาพยนตร์ขนาดยาว โดยจะจัดกิจกรรมเสวนาพูดคุย ฉายภาพยนตร์สั้นเข้าชิงรางวัล รวมถึงการประกาศผลและมอบรางวัลในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้

 

โดยคอภาพยนตร์ไทยสามารถติดตามการประกาศผล และมอบรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 30 ประจำปี 2564 ได้ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.00 น. ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี 

 

สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลทุกสาขา ประกอบด้วย

 

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

  • 4 Kings – อำนวยการสร้าง โดย ฐณะวัฒน์ ธรรมปรีชาพงศ์ (เนรมิตรหนัง ฟิล์ม) 
  • พญาโศกพิโยคค่ำ – อำนวยการสร้าง โดย คัทลียา เผ่าศรีเจริญ, โสฬส สุขุม (185 Films) 
  • ร่างทรง – อำนวยการสร้าง โดย นาฮงจิน, บรรจง ปิสัญธนะกูล (Showbox, Northern Cross, GDH)
  • เอหิปัสสิโก – อำนวยการสร้าง โดย ณฐพล บุญประกอบ (underDOC Film) 

 

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 

  • พุฒิพงษ์ นาคทอง – 4 Kings 
  • ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ – พญาโศกพิโยคค่ำ
  • บรรจง ปิสัญธนะกูล – ร่างทรง
  • ณฐพล บุญประกอบ – เอหิปัสสิโก

 

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

  • ธนพล จารุจิตรานนท์ – ส้มป่อย
  • อนันดา เอเวอริงแฮม – ไสหัวไป นายส่วนเกิน 
  • อารักษ์ อมรศุภศิริ – 4 Kings 
  • อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี – 4 Kings 
  • โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ – ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด

 

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

  • นริลญา กุลมงคลเพชร – ร่างทรง
  • พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ – ส้มป่อย
  • พีชญา วัฒนามนตรี – ไสหัวไป นายส่วนเกิน
  • มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล – พญาโศกพิโยคค่ำ 
  • สวนีย์ อุทุมมา – ร่างทรง

 

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม 

  • ชลัฏ ณ สงขลา – พญาโศกพิโยคค่ำ 
  • ณัฏฐ์ กิจจริต – 4 Kings 
  • บุญส่ง นาคภู่ – ร่างทรง 
  • พงศธร จงวิลาส – บอสฉันขยันเชือด 
  • ยะสะกะ ไชยสร – ร่างทรง

 

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

  • กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล – เรื่อง ผี เล่า
  • ฐิตานันท์ เทศกาล – ส้มป่อย
  • ศิราณี ญาณกิตติกานต์ – ร่างทรง 
  • สุกัญญา มิเกล – 4 Kings 
  • อริศรา วงษ์ชาลี – ไสหัวไป นายส่วนเกิน

 

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

  • 4 Kings – พุฒิพงษ์ นาคทอง 
  • พญาโศกพิโยคค่ำ – ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์
  • ร่างทรง – บรรจง ปิสัญธนะกูล, ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, ศิววุฒิ เสวตานนท์
  • ส้มป่อย – อนวรรษ พรมแจ้, อรุณกร พิค

 

กำกับภาพยอดเยี่ยม

  • 4 Kings – พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์
  • พญาโศกพิโยคค่ำ – ชนานันท์ โชติรุ่งโรจน์
  • ร่างทรง – นฤพล โชคคณาพิทักษ์
  • เอหิปัสสิโก – ณฐพล บุญประกอบ, ยศวัศ สิทธิวงค์, ภิไธย สมิตสุต
  • ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด… – นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์

 

ลำดับภาพยอดเยี่ยม

  • 4 Kings – ด็อก แบ็ค ดี 
  • พญาโศกพิโยคค่ำ – หรินทร์ แพทรงไทย, ลี ชาตะเมธีกุล
  • ร่างทรง – ธรรมรัตน์ สุเมธศุภโชค
  • ส้มป่อย – วีรภัทร เต็มบัณฑิต
  • เอหิปัสสิโก – ณฐพล บุญประกอบ

 

ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม

  • Dark World เกม ล่า ฆ่า รอด – ศราวุธ แก้วน้ำเย็น, กฤษดา นาเมือง
  • พญาโศกพิโยคค่ำ – ราสิเกติ์ สุขกาล, มานพ แจ้งสว่าง
  • ร่างทรง – อรรคเดช แก้วโคตร, สองศักดิ์ กมุติรา 
  • ไสหัวไป นายส่วนเกิน – พวัสส์ สวัสดิ์ชัยเมธ, วิทยา ชัยมงคล, เถลิงศักดิ์ ประภัสสร
  • อโยธยา มหาละลวย – ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์, บริษัท เซนต์อาร์ต จำกัด, สุธรรม วิลาวัลย์เดช, มาโนช ทองสุก

 

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

  • พญาโศกพิโยคค่ำ – ยาสึฮิโร่ โมรินากะ
  • ร่างทรง – ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์
  • ส้มป่อย – รังสรรค์ ราศี-ดิบ
  • ไสหัวไป นายส่วนเกิน – เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน
  • เอหิปัสสิโก – วรงค์ ราชปรีชา, ก่อเกียรติ ชาติประเสริฐ

 

เพลงจากภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

  • Fly 2 Da Skyโกงพลิกเกม (ประพันธ์โดย จำรัส ทัศนละวาด)
  • Ten Years Laterเพราะเราคู่กัน The Movie (ประพันธ์โดย อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์, ชลทัศน์ ชาญศิริเจริญกุล)
  • นักเลงเก่า4 Kings (ประพันธ์โดย อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี, อุกฤษ วิลลีย์บรอด ดอน กาเบรียล, Taitosmith)
  • มึงกับกู4 Kings (ประพันธ์โดย อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี, ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย)
  • เวลาสุดท้าย ไสหัวไป นายส่วนเกิน (ประพันธ์โดย ชิษณุพงศ์ คงทอง , ฉัตรฑริกา ยศสงคราม, Yuan Luo)

 

นักทำหนังหน้าใหม่ยอดเยี่ยม – YOUNG FILMAKER AWARD 

  • พุฒิพงษ์ นาคทอง – 4 Kings
  • ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ – พญาโศกพิโยคค่ำ
  • อนวรรษ พรมแจ้, อรุณกร พิค – ส้มป่อย

 

ภาพยนตร์ไทยทำเงินสูงสุดในรอบปี 2564

  • 4 Kings (เนรมิตรหนัง ฟิล์ม)

 

รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ – LIFETIME ACHIVEMENT AWARD

  • แจ๊สสยาม (กฤษณ์ บุญประพฤกษ์)

 

สามารถติดตามรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 30 ทุกสาขาได้ที่นี่

The post สรุปรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 30 4 Kings, เอหิปัสสิโก, ร่างทรง และพญาโศกพิโยคค่ำ เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
One for the Road เผยทีเซอร์โปสเตอร์งามๆ ของ 6 นักแสดงนำ ก่อนออกเดินทางพร้อมกัน 10 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/one-for-the-road-poster-teaser/ Fri, 14 Jan 2022 05:21:25 +0000 https://thestandard.co/?p=582436 One for the Road

เริ่มมีความเคลื่อนไหวออกมาให้ผู้ชมได้ติดตามมากขึ้นแล้ว […]

The post One for the Road เผยทีเซอร์โปสเตอร์งามๆ ของ 6 นักแสดงนำ ก่อนออกเดินทางพร้อมกัน 10 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
One for the Road

เริ่มมีความเคลื่อนไหวออกมาให้ผู้ชมได้ติดตามมากขึ้นแล้ว สำหรับ One for the Road วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ที่การันตีคุณภาพด้วยการคว้ารางวัล World Dramatic Special Jury Award: Creative Vision จากงาน Sundance Film Festival มาได้สำเร็จ โดยล่าสุดทางค่าย GDH ก็ได้ปล่อยทีเซอร์โปสเตอร์ของภาพยนตร์ที่เผยโฉมแรกของนักแสดงนำทั้ง 6 คนออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันเป็นที่เรียบร้อย ก่อนไปร่วมออกเดินทางพร้อมกัน 10 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

One for the Road

 

One for the Road จะพาผู้ชมไปติดตามเรื่องราวของ บอส (ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร) ชายหนุ่มที่ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ในนิวยอร์ก วันหนึ่งเขาได้รับโทรศัพท์จาก อู๊ด (ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์) เพื่อนเก่าของตัวเองว่าเขากำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย จึงขอให้บอสกลับมาประเทศไทยเพื่อนำสิ่งของไปคืนบรรดาแฟนเก่าของอู๊ด และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่จะพาทั้งคู่ไปร่วมย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง ซึ่งอาจทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาไปตลอดกาล

 

One for the Road

 

นอกจากชื่อของผู้กำกับอย่างบาส One for the Road ยังคับคั่งไปด้วยทีมงานเบื้องหลังมากประสบการณ์ โดยภาพยนตร์ได้ผู้กำกับระดับตำนานอย่าง หว่องกาไว จากภาพยนตร์สุดเหงาอย่าง In the Mood for Love (2000) และ Chungking Express (1994) มาดูแลในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ พร้อมด้วยทีมเขียนบทมากฝีมืออย่าง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ จาก 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว (2018), โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง จาก นคร-สวรรค์ (2019), อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และผู้ก่อตั้งเอเจนซี -iSM ร่วมกับบาส และ ณัฏฐ์ษา จิตรชัยธีร์กุล พร้อมด้วย แอ้น-ภาเกล้า จิระอังกูรกุล ผู้กำกับภาพที่เคยร่วมงานกับบาสมาแล้วใน ฉลาดเกมส์โกง (2017)

 

ไม่เพียงเท่านั้น บาสยังได้ชักชวนศิลปุ่นหนุ่มอย่าง แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข และ คริสโตเฟอร์ จู นักร้องนำวง POP ETC จากอเมริกา มาร่วมแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อเพลง Nobody knows  

 

One for the Road

 

เสริมทัพด้วย 6 นักแสดงมากฝีมือที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในครั้งนี้ นำโดย ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร, ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์, วี-วิโอเลต วอเทียร์, นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, พลอย หอวัง และ ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

 

รัดเข็มขัดให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปทบทวนความทรงจำครั้งสุดท้ายร่วมกับต่อและไอซ์ซึใน One for the Road วันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

อ้างอิง:

The post One for the Road เผยทีเซอร์โปสเตอร์งามๆ ของ 6 นักแสดงนำ ก่อนออกเดินทางพร้อมกัน 10 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครั้งแรกของ 6 ผู้กำกับภาพยนตร์กับ 6 พอดแคสต์จากชีวิตจริงใน ‘Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา’ https://thestandard.co/somewhere-i-belong-project/ Fri, 01 Nov 2019 10:59:02 +0000 https://thestandard.co/?p=295250 Somewhere I Belong

ทุกวันนี้แทบจะไม่ต้องอธิบายเลยว่า Podcast (พอดแคสต์) หร […]

The post ครั้งแรกของ 6 ผู้กำกับภาพยนตร์กับ 6 พอดแคสต์จากชีวิตจริงใน ‘Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong

ทุกวันนี้แทบจะไม่ต้องอธิบายเลยว่า Podcast (พอดแคสต์) หรือสื่อเสียงประเภทนี้คืออะไร ทำหน้าที่อย่างไร เนื่องจากพอดแคสต์กำลังเป็นที่นิยมในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ THE STANDARD Podcast เองที่มีพอดแคสต์ในเครือกว่า 20 รายการ ซึ่งแม้ว่ารายการส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของความรู้หรือการพัฒนาตัวเอง แต่ในความเป็นจริงสื่อเสียงมีหน้าที่มากกว่านั้น เพราะนอกจากจะให้ความรู้อย่างเป็นขั้นตอน พอดแคสต์ยังทำหน้าที่ให้ความสุขไม่ต่างกับการดูภาพยนตร์หรือฟังเพลงได้เช่นกัน โดยเฉพาะพอดแคสต์ที่ทำหน้าที่เป็น ‘ผู้เล่าเรื่อง’ บางเรื่อง และเรื่องนั้นเกิดขึ้นจากชีวิตจริง มักเป็นเรื่องที่มีเสน่ห์ น่าสนใจ และให้แง่คิดอยู่เสมอ

 

THE STANDARD Podcast จึงสร้างโจทย์ใหม่ว่าถ้าหากพอดแคสต์ทำหน้าที่เดียวกับภาพยนตร์ เล่าเรื่องชีวิตของคน และมีเพียงเสียงเพื่อเล่าเรื่องจะออกมาเป็นอย่างไร ทำให้นึกถึงผู้กำกับภาพยนตร์หลายคนที่คร่ำหวอดในวงการ น่าจะมีใครที่เคยฟังพอดแคสต์มาบ้างและนึกสนุกกับโปรเจกต์นี้ ใช้เวลาพูดคุยต่อรองกันเป็นเวลานานจนได้ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งหมด 6 คนที่ยอมรับความท้าทายและสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ทุกคนมองเห็นเป็นอย่างเดียวกันว่า ‘เรื่องเล่า’ มีอานุภาพที่ทำให้คนฟังคล้อยตามได้ และยิ่งมีเพียงเสียงให้คอยเกาะความสนใจ จึงเป็นความท้าทายที่ต้องทิ้งภาพ โฟกัสไปที่เสียง และเปิดพื้นที่ให้คนฟังได้นำประสบการณ์ส่วนตัวมาเติมเต็มความรู้สึก

 

เรื่องเล่าทั้งหมดถูกผูกโยงด้วยคำหนึ่ง คือคำว่า ‘บ้าน’

 

บ้านซึ่งไม่ได้หมายถึงโครงสร้างอาคารหรือความพร้อมหน้าพร้อมตาของสมาชิก แต่กินความไปถึงความผูกโยงของมนุษย์กับสถานที่ ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน รวมไปถึงความทรงจำที่เป็นส่วนผลักดันชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า อาจประกอบด้วยบาดแผล ร่องรอยน้ำตา หรือรอยยิ้ม

 

Somewhere I Belong

 

“ผมนึกออกเลยว่าอยากเล่าเป็นละครวิทยุ” โดม-สิทธิศิริ มงคลศิริ (แสงกระสือ) กล่าวขึ้นทันทีที่ได้รับโจทย์ สัมผัสได้ว่าช่วงแรกเขาตื่นเต้นดีใจที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ แต่เมื่อผ่านไปไม่นาน “พอ 5 นาทีผ่านไปเท่านั้นแหละ จะทำได้หรือเปล่าวะ เพราะปกติทำแต่หนังที่มีภาพด้วย คราวนี้เราทำแค่เสียงอย่างเดียว ก็ถามตัวเองว่าต้องเล่ายังไง ตกใจอยู่เหมือนกันว่าเราจะทำได้หรือเปล่า

 

“ผมได้รับมอบหมายให้กำกับชีวิตของ หม่อมหลวงขวัญทิพย์​ เทวกุล ถ้าพูดในแง่ตัวละคร เขาก็เป็นตัวละครผู้หญิงที่มีชีวิตน่าสนใจ มีมุมมองของชีวิตตัวเอง ต่อคนอื่น ต่อโลก ที่โดยรวมน่าสนใจมาก จากนั้นผมก็ไปรีเสิร์ชว่าเขาเคยอยู่ในวัง เคยแต่งงานและไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว จนสุดท้ายเริ่มต้นชีวิตใหม่ วิธีที่เขาเปลี่ยนมุมมองชีวิตยิ่งทำให้ผมสนใจมากว่าอยากจะลองเล่าเรื่องชีวิตดูว่า เวลาเรานึกถึงคนที่มีนามสกุลหรือมีคำนำหน้าว่า ‘หม่อมหลวง’ นำหน้านามสกุลเทวกุล ผมนึกถึงวัง ชีวิตเขาต้องสวยหรูเหมือนนิยายใช่ไหม เราก็มักจะนึกว่าชีวิตของเธอก็คงสวยหรูไม่ต่างจากนั้น แต่จริงๆ เท่าที่ได้คุยก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันจึงเกิดเป็นไอเดียว่าอยากจะลองทำเป็นเหมือนละครวิทยุที่เปรียบเทียบระหว่างชีวิตนางเอกที่อยู่ในนิยายที่คนฟังรับรู้ว่าเรื่องราวประมาณนี้กับชีวิตจริงของคนที่ไม่เหมือนในนิยาย มันจะเหมือนหรือต่างกันยังไง ผมจึงทำเป็นพอดแคสต์ตอน วิมานขวัญทิพย์ นี้ดู”

 

Somewhere I Belong

 

วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ (Wish Us Luck, Great Men Academy สุภาพบุรุษสุดที่เลิฟ) แม้จะเคยเขียนบทซีรีส์จนอยู่มือ กำกับซีรีส์จนได้รับความนิยม แต่พอดแคสต์ก็ถือเป็นเรื่องใหม่ของทั้งสองคน ยิ่งเป็นการเล่าชีวิตของคนจริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยลองมาก่อน “เราเลือกครอบครัวของพี่โลเล ซึ่งได้แก่ พี่โลเล พี่แพร แล้วก็ลูก 2 คนก็คือโรมันกับนินจา คือตอนแรกเราชอบอยู่แล้ว เพราะติดตามในอินสตาแกรม ความคิดว่าการมีเสียงเด็กคงจะน่ารักดี แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเล่ายังไง เสียงพ่อแม่เล่านิทานกับลูกมันน่าจะน่ารัก แต่ตอนเลือกก็หวั่นๆ เพราะว่าเราเข้ากับเด็กยาก แต่ก็เอาวะ เลือกที่ชอบแล้วกัน (หัวเราะ)”

 

ในแง่ความเป็นภาพยนตร์พอดแคสต์กึ่งสารคดีที่มีเรื่องราวจากชีวิตจริง วรรณแววและแวววรรณใช้เวลาสัมภาษณ์ครอบครัวนี้อยู่หลายครั้ง ใช้เวลาเก็บรายละเอียดเสียงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความสมจริง และเพื่อให้คนฟังได้เห็นภาพอย่างที่เธอสองคนไปเห็นและสัมผัสมา ซึ่งต่างจากการกำกับซีรีส์ที่คุ้นเคย “เราว่ามันต่างกันมากอยู่เหมือนกัน เพราะบางทีเชิงภาพ เราก็จะมีสไตล์ภาพที่ชอบแบบนี้ เฟรมแบบนี้ แต่พอมันมีแค่เสียง เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสไตล์ของเราจะออกมาแค่ไหน แต่คิดว่าเราจะทุ่มเทโฟกัสไปที่ตัวซับเจกต์ทั้งหมด คือมู้ดแอนด์โทนที่ออกมาก็จะเป็นในแบบที่เขาเป็น มันเลยน่าจะไม่ค่อยประดิษฐ์ มีชีวิตชีวา และเพลินๆ ในแบบที่เขาเป็น เพราะมันเป็นการนำเสนอชีวิตจริง แล้วก็อยากให้มันเป็นเหมือนความจริงที่สุด อยากให้คนฟังได้สัมผัสในสิ่งที่เราไปสัมผัสมาให้มันตรงความจริงที่สุด”

 

Somewhere I Belong

 

ความคิดของแวววรรณและวรรณแววไม่ต่างจาก ไก่-ณฐพล บุญประกอบ (2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว) ผู้กำกับคนที่ 3 ของโปรเจกต์นี้เท่าไรนัก “ทีแรกก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกันมากหรอก คนก็มักจะบอกว่าเสียงมักซัพพอร์ตภาพ แต่พอมันมาเป็นมีเดียที่มีแต่เสียงในการนำเรื่อง วิธีการต่างๆ ที่เราเคยใช้กับการทำภาพยนตร์มันใช้ไม่ได้อีก ในพอดแคสต์มันมีความต่างกันออกไป แต่ว่าก็มีเทคนิคที่เราสามารถนำมาใช้ได้ เช่น การใช้ภาพที่ขัดแย้งกับเสียง หรือว่าการกระโดดข้ามเวลาในหนัง คือผมว่าการเล่าเรื่องด้วยเสียงเพียงอย่างเดียวมันต้องมีการชักจูงคนฟังบางอย่าง มันต้องบอกคนฟังนิดหนึ่งว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน ก้อนไอเดียที่เราพยายามจะถ่ายทอดคืออะไร วิธีการถ่ายทอดความรู้สึกบางอย่างที่ผมคิดว่ามันไม่ใช่คำว่าง่ายกว่านะครับ คือเป็นคนละวิธี ในขณะเดียวกันมันก็ท้าทายกับผมมากพอสมควร กับคนที่พึ่งพาภาพมาตลอดชีวิตอย่างผม”

 

ไก่เลือกเล่าชีวิตของคนที่ ‘กลับบ้าน’ อันหมายถึงถิ่นฐานบ้านเกิด หลังจากโลดแล่นในต่างถิ่นจนรู้สึกอิ่มกับชีวิต เขาเลือกเล่าชีวิตของ อุรุดา โควินท์​ นักเขียนหญิงผู้เคยมีผลงานเข้าชิงรางวัลซีไรต์ หลังจากที่อดีตสามีของเธอเสียชีวิตที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เธอจึงเริ่มความสัมพันธ์บทใหม่ในชีวิตที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเปิดโฮมสเตย์เล็กๆ ในชื่อสมิงพระราหู จะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อนใกล้ตัวของไก่อย่าง เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์ ศิลปินนักแต่งเพลงผู้มีหลายองค์ประกอบในชีวิตใกล้เคียงกับอุรุดาอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งการอยู่ร่วมชายคาเดียวกับศิลปินคนรัก หรือการเป็นคนจังหวัดเชียงรายเหมือนกัน ในฐานะผู้กำกับ ไก่จึงเลือกเอ็มมาเป็นผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนฟัง 

 

“ผมอยากจะชวนคนมาฟังและนั่งคิด และสุดท้ายมันก็กลับมาที่คำนี้แหละ Somewhere I Belong คือที่ไหนที่เราเรียกว่าเป็นบ้านของเรา ส่วนประกอบไหนที่มันสร้างแบบนี้ในชีวิตเรา ผมคิดว่าแต่ละคนมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป แล้วอย่างน้อยที่สุด ถ้าเรื่องเล่าที่ออกมาแล้วทุกคนได้ฟัง มันจะช่วยให้ทุกคนกลับไปคิดส่วนประกอบเล็กๆ ในชีวิตเหล่านี้ได้”

 

Somewhere I Belong

 

“งง โคตรยาก!” คือคำพูดแรกของ เบ๊น-ธนชาติ ศิริภัทราชัย ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาและนักเขียนหนังสือขายดีอย่าง New York 1st Time “เอาจริงๆ ถ้าโปรเจกต์นี้อยู่ปลายปีก็จะบอกว่ามันยากที่สุดในปีนี้เลย เพราะว่าเราถนัดกับการเล่าเรื่องด้วยภาพ มีคัตติ้ง มีเพลงบิลด์ มีแสง มีแอ็กติ้งนักแสดง ซึ่งทุกปัจจัยตรงนี้มันหายไปหมดเลยตอนทำพอดแคสต์ เราต้องเลือกวีธีเล่าเรื่องใหม่ว่าถ้าเหลือแค่เสียงอย่างเดียว มันจะดิ้นไปทางไหนได้บ้าง โอเค ยากมันก็ยากแหละ ในขณะเดียวกันมันก็ท้าทาย เหมือนชอบอยู่บนบก อยู่ดีๆ โดนหย่อนลงมาในน้ำ ดูว่าจะกระเสือกกระสนว่ายน้ำมายังไง จะรอดไหม แต่โชคดีที่เคยเห็นคนว่ายน้ำมาก่อนบ้าง ชอบฟังพอดแคสต์อยู่แล้วทุกเช้า มันก็เลยพอจะรู้แนวบ้าง แต่พอลงมาทำจริงแล้วยากว่ะ กระทั่งแค่ตอนเขียนบทยังนึกภาพไม่ออกเลยนะ เวลาเขียนบทจะนึกภาพตลอดเลย ถ้าเป็นหนังจะทำอย่างนี้ จะตัดเข้าแค่ตัวละคร ตัดมาอีกทีเป็นภาพกว้างที่เห็นพ่อแม่ครบอะไรแบบนี้ พอมาพอดแคสต์ปุ๊บ ไม่มีเลย โคตรยาก โคตรไม่ถนัด โคตรไม่คุ้นเคย แต่ดีไหม ดี”

 

เบ๊นเลือกถ่ายทอดชีวิตจริงของชายหนุ่มที่ใกล้เคียงกับตัวเอง 3 คน ลึกๆ คือเพื่อเป็นแรงบันดาลใจส่วนตัวในการขับตัวเองให้มีบ้านเป็นของตัวเองเสียที และสิ่งที่เขาพบก็ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ “เอาจริงๆ แต่ละคนมีมุมที่เซอร์ไพรส์อยู่แล้วล่ะ แค่ฟังจากป๊อปปี้ยังแบบ เฮ้ย เด็กอายุเท่านี้เขาคิดถึงการมีบ้านแล้วเหรอวะ ตอนอายุ 26 ผมก็ยังคิดอยู่เลยว่าจะต่อใต้ดิน ต่อรถไฟฟ้ายังไง ต้องบอกว่าก่อนสัมภาษณ์ทุกคน เราก็ประเมินไว้ว่าก่อนแล้วว่ามันจะประมาณนี้ การมีบ้านของตัวเอง มีพื้นที่ของตัวเอง ยังไงมันก็มีความสุข แต่มันดีตรงที่พอไปฟังเขาเล่าเรื่องจริงแล้วมันมีรายละเอียดเชิงลึกที่เป็นเหตุผลว่าทำไมมุมต่างๆ ที่บ้านเขาเป็นอย่างนี้ กระทั่งชักโครกเขาเลื่อนไปด้านซ้ายก็ต้องมีอะไรที่จะทำให้เขามีความสุข”

 

Somewhere I Belong

 

จีน-คำขวัญ ดวงมณี คือผู้กำกับคนที่ 5 ที่ร่วมในโปรเจกต์นี้ แต่เพราะทำภาพยนตร์โฆษณาคอมเมอร์เชียลและมิวสิกวิดีโอเป็นส่วนใหญ่ บวกกับความท้าทายที่เลือกเล่าเรื่องชีวิตคู่ของ LGBT “จีนอยากทำเป็นพอดแคสต์รูปแบบใหม่” เธอกล่าว

 

“จริงๆ คิดอยู่หลายไอเดียเหมือนกัน แต่เราอยากทำพอดแคสต์ที่คนฟังสามารถมีส่วนร่วมได้ จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์การเอาเกมโชว์มาทำเป็นพอดแคสต์ มีแขกรับเชิญมานั่งคุยกัน แล้วมันจะมีช่วงหยุดที่ทำให้คนฟังสามารถคิดตามได้ว่าตัวละครจะตัดสินใจเป็น A หรือ B แล้วผู้ดำเนินรายการค่อยมาเฉลยว่าเรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร จีนทำเรื่อง LGBT ค่ะ จริงๆ แล้วรวมไปถึงคอมมูนิตี้และการรวมเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์และความสนใจเหมือนกันด้วย แต่ในเรื่องชีวิตคู่ จีนมองว่าจริงๆ แล้วการใช้ชีวิตคู่ของ LGBT ก็เหมือนคนทั่วไป แต่ยังไม่ได้เป็นที่รับรู้เท่าไร ถามว่ามีคู่รักที่ออกมาอยู่ด้วยกันเยอะไหม จีนว่ามีเยอะมาก แต่ชีวิตเขาไม่ได้ถูกพูดถึง จีนจึงอยากให้ชีวิตของพี่โจ้ แทรชเชอร์ และพี่คิลิน เป็นแรงบันดาลใจให้กับคู่อื่นๆ ถ้ามีความพร้อมก้าวออกมามีพื้นที่เป็นของตัวเอง มันก็สามารถซัพพอร์ตความรู้สึกทางใจให้เราได้”

 

Somewhere I Belong

 

“ชื่อมันใกล้กับหนังเรื่องล่าสุดของผมมาก” คงเดช จาตุรันต์รัศมี (เฉิ่ม, กอด, ตั้งวง) พูดถึงชื่อโปรเจกต์ที่มีความใกล้เคียงกับชื่อหนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง Where We Belong “มันเหมือนหนังของผมเลยตรงที่เราชอบเอาชีวิตของคนธรรมดาๆ มาทำเป็นหนัง ตัวละครมักจะไม่ได้เป็นคนที่มีความพิเศษ แต่มักจะเป็นคนเล็กๆ ในสังคม ตอนอื่นเขาทำเป็นสัมภาษณ์ เราก็แทงสวนไปนิดหนึ่งว่าเราจะเอาชีวิตของคนธรรมดาที่สุดมาทำให้เป็นหนังไปเลย แต่เป็นหนังทางเสียง ใช้ฟังเอา ผมรู้สึกว่าเป็นวิธีที่เรียบง่ายดี ฟังไปก็รู้สึกเหมือนได้ดูหนังสั้นเรื่องหนึ่งไป โดยมี ใบเฟิร์น-อัญชสา มงคลสมัย มาถ่ายทอด เอาจริงๆ ก่อนหน้านี้เราก็ไม่รู้จักเขา เพราะเราขาดการดูละครมานานมากแล้ว แต่พอเจอใบเฟิร์นแล้วไปรีเสิร์ชเสียง เราพบว่าเขามีเสียงที่น่าฟัง ฟังแล้วมีความรู้สึกดี ตอนที่อัดก็เลยมีความเซอร์ไพรส์ที่มันมีอารมณ์ค่อนข้างสูงมาก สำคัญมากที่จะพาคนฟังไปได้ตลอดทั้งเรื่อง”

 

คงเดชเลือกเล่าเรื่องชีวิตจริงของคนใกล้ตัวอย่างน้องสะใภ้ที่ทำงานทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ ท้าทายชีวิตด้วยงาน แต่ลึกๆ แล้วกลับรู้สึกไม่ได้เป็นคนของที่ไหนสักที่ ซึ่งน่าจะเป็นมวลรวมความรู้สึกของคนสมัยนี้บ้างไม่มากก็น้อย “เราว่าเพราะตัวละครเป็นคนธรรมดา ไม่อะไรก็อะไรสักอย่าง เราคิดว่าน่าจะทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อมโยงได้ไม่ยาก อย่างที่สอง เราพยายามจะนิยามคำว่าบ้าน คำว่าที่ที่เป็นของเราผ่านความรู้สึกของตัวละคร เพราะตัวผมอายุขนาดนี้ก็รู้สึกว่าเรื่องบ้านมันอาจไม่ได้เป็นรูปธรรมเท่าไร แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกและช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งที่คนได้ปฏิสัมพันธ์กัน แล้วในที่สุดเมื่อได้นั่งคุยกับเหมี่ยวที่เป็นเจ้าของเรื่อง ซึ่งเขาเป็นคนธรรมดา แต่ตอนนี้เขาก็ผ่านช่วงเวลาการกลับไปกลับมาจนมันคลี่คลายไปแล้ว แล้วรู้ว่าอะไรบ้างที่แท้จริง เรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันน่าจะเป็นสารที่ส่งต่อไปให้คนฟังได้ดี อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันอยู่ต่อไปได้

 

“เราก็พูดถึงเรื่องนี้ในหนัง Where We Belong ที่เราทำ ซึ่งอันนั้นมันจะเป็นเรื่องของตัวละครที่ไม่เจอที่ทางของตัวเอง ซึ่งเราว่ามันค่อนข้างจะเป็นชีวิตที่เจ็บปวดหน่อย แต่เราว่าการได้เจอที่ไหนสักที่ที่มัน Belong มันอาจจะเป็นคน สัตว์ หรือช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ เรารู้สึกว่าความ Belong กับบางสิ่งมันทำให้เรามีชีวิตต่อไปได้”

 

พบกับภาพยนตร์พอดแคสต์ Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา ได้ทางเว็บไซต์ THE STANDARD, SoundCloud, YouTube, Spotify และทุก Podcast Player เริ่มตอนแรก วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ครั้งแรกของ 6 ผู้กำกับภาพยนตร์กับ 6 พอดแคสต์จากชีวิตจริงใน ‘Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.3 กลับบ้าน https://thestandard.co/somewhere-i-belong-backhome/ Fri, 01 Nov 2019 10:58:57 +0000 https://thestandard.co/?p=295268 backhome

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.3 กลับบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
backhome

The post Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.3 กลับบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SOMEWHERE I BELONG ที่นี่ที่ของเรา Trailer https://thestandard.co/somewhere-i-belong-trailer/ Wed, 30 Oct 2019 13:01:54 +0000 https://thestandard.co/?p=299551 SOMEWHERE I BELONG

อาจมีสักที่ที่เป็นของเรา ที่เราวางตัวและหัวใจไว้ที่นั่น […]

The post SOMEWHERE I BELONG ที่นี่ที่ของเรา Trailer appeared first on THE STANDARD.

]]>
SOMEWHERE I BELONG

อาจมีสักที่ที่เป็นของเรา

ที่เราวางตัวและหัวใจไว้ที่นั่น

 

ครั้งแรกของไทยที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน #TheStandardPodcast ชวนผู้กำกับภาพยนตร์มาเล่าเรื่องในรูปแบบของพอดแคสต์ ในโปรเจกต์ #SomewhereIBelongที่นี่ที่ของเรา ที่เล่าเรื่อง 6 รูปแบบชีวิต เพื่อให้เข้าใจความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนพื้นที่ที่เป็นของตัวเอง

 

ผลงานกำกับเสียงครั้งแรกของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี,​ สิทธิศิริ มงคลศิริ, ณฐพล บุญประกอบ, วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์, ธนชาติ ศิริภัทราชัย และคำขวัญ ดวงมณี

 

ออนแอร์เอพิโสดใหม่ทุกวันศุกร์ เริ่มเอพิโสดแรกวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ทาง thestandard.co/somewhereibelong และทุกแอปพลิเคชันพอดแคสต์

The post SOMEWHERE I BELONG ที่นี่ที่ของเรา Trailer appeared first on THE STANDARD.

]]>
COMME des GARÇONS x ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับการทำแฟชั่นฟิล์ม มิติใหม่ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ https://thestandard.co/comme-des-garcons-the-inspiration/ Fri, 13 Sep 2019 07:16:53 +0000 https://thestandard.co/?p=286972 COMME des GARÇONS: The Inspiration

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นแฮชแท็ก #10yearschal […]

The post COMME des GARÇONS x ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับการทำแฟชั่นฟิล์ม มิติใหม่ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COMME des GARÇONS: The Inspiration

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลายคนคงเคยเห็นแฮชแท็ก #10yearschallenge ที่กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลฯ แคปเปญที่เป็นเหมือน ‘ไทม์แมชชีน’ พาเราย้อนกลับไปดูตัวเอง (และคนอื่นๆ) เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 

 

เช่นเดียวกันกับตัวเลข 10 ปีของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ที่หลายคนคุ้นชื่อเขาในฐานะผู้กำกับ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว เจ้าของรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากเวทีภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ปี 2561 

.

ล่าสุด ไก่ ณฐพล ได้ร่วมกับ COMME des GARÇONS ประเทศไทย ในโอกาสที่ในปี 2563 แบรนด์จะครบรอบ 10 ปีของการเปิดสาขาแรกในไทย ในแคมเปญ COMME des GARÇONS: The Inspiration พร้อมภาพยนตร์สั้นที่มีชื่อว่า ‘Decade’ ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราว ตีความ บอกเล่ามุมมองของแบรนด์ในสายตาของผู้กำกับชาวไทย

 

นอกจากนี้ยังมีอีกสองผู้กำกับชาวไทยที่ร่วมสร้างสรรค์งานของตัวเองในแคปเปญเดียวกันนี้ด้วยคือ มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับหญิงจากซีรีส์ซิตคอมระดับตำนานอย่าง เนื้อคู่ประตูถัดไป, เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร และ เนื้อคู่ The Final Answer ส่วนอีกคนคือ ป่าน-โชติธัช เจนเกียรติฟู ช่างภาพ ผู้กำกับสารคดีและโฆษณา 

 

THE STANDARD POP มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ ไก่ ณฐพล เกี่ยวกับวิธีการทำงาน มุมมองต่อวงการแฟชั่นของ เรอิ คาวาคูโบะ ผู้ก่อตั้ง COMME des GARÇONS ที่สำคัญคือไอเดียการทำงานที่เขาเลือกถ่ายทอดโดยนำเรื่องราวของคนใน 5 ช่วงวัยที่ห่างกัน 10 ปี มาเป็นบริบทดำเนินเรื่อง โดยเล่ามันออกมาผ่านรูปแบบ Performance Art ได้อย่างน่าสนใจ    

 

COMME des GARÇONS: The Inspiration

 

รู้สึกอย่างไรที่ Club 21 ติดต่อให้มาทำโปรเจกต์นี้

รู้สึกว่าเขาโทรผิดหรือเปล่า คือเรารู้จัก Club 21 เพราะมีเพื่อนทำงานที่นั่น แต่ในขณะเดียวกันมองเข้าไปในกระจกเห็นตัวเองก็นึกในใจ กูแฟชั่นตรงไหน แล้วยิ่งเป็นงานของ COMME des GARÇONS อีก เรามีความรู้ด้านแฟชั่นและข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ต่ำมาก เลยไม่แน่ใจว่าเขาอยากได้หนังแบบไหนจากเรา ตอนแรกก็แปลกใจก่อน แต่ก็ลองเข้าไปคุยดู แล้วมาปรับจูนกัน เลยคิดว่ามันน่าสนใจและท้าทายดี

 

แล้วแบบนี้คุณทำการบ้านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์อย่างไร

ด้วยความที่เราเข้ามาแบบว่างเปล่ามาก ความรู้เรื่องแฟชั่นเราน้อยมาก เลยต้องทำการบ้านเยอะ ตั้งแต่วันแรกและทุกๆ วันที่เข้าไปคุย เพราะเราอยากทำให้งานมันออกมาดี 

 

อีกใจหนึ่งเราก็อยากเข้าใจด้วยว่า ทำไมแบรนด์นี้มันถูกพูดถึง และได้รับความเคารพจากโลกแฟชั่น เลยไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ เรอิ คาวาคูโบะ (ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง) ไปไล่ดูงานเขา ไปอ่านนิทรรศการที่เขาจัดที่ The MET มันน่าสนใจมาก ทำให้เรามองคำว่าแฟชั่นเปลี่ยนไป จากก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่แคร์เรื่องแฟชั่น แต่ตอนนี้เราเข้าใจแก่นของคำว่าแฟชั่นมากขึ้น ทั้งวิธีคิด วิธีการออกแบบ แล้วคนทั่วไปมองเห็นแบรนด์อยู่ที่ตรงไหนกันแน่ เราคิดว่าเรามีความเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา 

 

COMME des GARÇONS: The Inspiration

 

หลังจากที่หาข้อมูลมาเรื่อยๆ สุดท้ายคุณได้แรงบันดาลใจอะไรกลับมาทำงานชิ้นนี้

ตอนแรกเหมือนเราอยู่กลางทะเล เราว่ายไปมั่วทุกทิศ ด้วยความที่แฟชั่นมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ใหญ่กว่าเรื่องการแต่งตัว มันก็น่าจะเป็นเรื่องวิธีคิดของยุคสมัย เลยย้อนกลับมาถึงเรื่องจุดประสงค์ในการทำหนังเรื่องนี้ที่ COMME des GARÇONS เข้ามาในไทยครบ 10 ปี หรือจะเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ก็ตาม ก็คิดได้ว่าช่วงอายุ 10 ปีนี่มันเกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะนะ

 

เราไม่ได้รีเสิร์ชแค่เรื่องแบรนด์อย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของช่วงเวลาที่มาช่วยเล่าเรื่อง เลยไปเจองานวิจัยของ ดาเนียล กิลเบิร์ต ชื่อว่า ‘End of History Illusion’ ที่ค้นพบว่า ‘มนุษย์จะมองว่าตัวเองเป็นรูปปั้นที่สำเร็จแล้วตลอดเวลา’ ทำให้เข้าใจว่าปัจจุบันคือภาพสุดท้ายที่เราจะเป็นแล้วในชีวิต 

 

เช่น เราคิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเราก็จะแต่งตัวแบบนี้ ไม่เปลี่ยนไปจากนี้เยอะหรอก อาจจะรวยขึ้น แต่ความชอบเราน่าจะเหมือนเดิม ทั้งที่จริงแล้วเรามองกลับไปเราเปลี่ยนเยอะมาก เปลี่ยนตลอดเวลา เลยรู้สึกว่าทฤษฎีนี้มันเข้ากับแฟชั่นและความเปลี่ยนผ่าน เราเลยเอามาเขย่ารวมกับงานนี้ กลายมาเป็น Big Idea โดยการซอยออกมาเป็น 5 ช่วงวัย ที่กินช่วงอายุของคนทั่วไป อายุ 10 ถึง 50 ปี ซึ่งมันบอกอะไรเราได้เยอะเหมือนกัน 

 

COMME des GARÇONS: The Inspiration

 

มีวีธีการเลือกเสียง Voice Over ที่เราได้ยินในคลิปอย่างไร

เราสัมภาษณ์จริงทั้งหมด เพราะด้วยความที่เราจะพูดในนามของยุคสมัยซึ่งมันกว้างมาก ในแต่ละช่วงอายุสามารถจะเป็นใคร ฐานะ ความชอบ หรือมาจากที่ไหนก็ได้ เราเลยต้องการคนที่เขามีอินไซต์เกี่ยวกับแบรนด์ เพราะการที่คนคนหนึ่งจะชอบแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เขาจะต้องชอบวิธีคิด วิถีชีวิต รสนิยมบางอย่างที่มันตรงกับตัวตนของเขา 

 

COMME des GARÇONS มีความขบถ ท้าทายค่านิยมสังคม ไม่หยุดนิ่ง สนุก แต่ก็เคร่งขรึมในบางที เลยให้ทางแบรนด์คัดเลือกคน 5 ช่วงวัยมา ทั้งลูกค้าและคนที่รู้จักแบรนด์ ถึงเราคาดเดาคำตอบไม่ได้ แต่เราเชื่อว่าแต่ละวัยจะมีมุมมองที่เป็นสากลของวัยนั้นๆ เช่น ถ้าเราไปถามวัย 20 ปี ก็จะบอกว่าโลกมันกว้างและดูน่ากลัว พอ 30 ปี ก็จะรู้สึกว่าอยากทำอะไรให้มันเต็มที่เป็นชิ้นเป็นอัน เราคิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะมีความรู้สึกไปในทิศทางที่ใกล้กัน มันเลยสะท้อนออกมาในงานที่มีคนหนึ่งคนออกมาพูดแทนคนส่วนใหญ่ และจะเข้าถึงทุกคนได้

 

ในแง่ของวีธีการเล่าเรื่องและคอนเซปต์ การทำแฟชั่นฟิล์มมันต่างจากงานที่เคยทำหรือเปล่า 

เราไม่เคยทำแฟชั่นฟิล์มมาก่อนเลย มากสุดก็แค่เป็นช่างภาพช่วยถ่ายประมาณ 3-4 งาน แต่ไม่เคยกำกับเอง และไม่เคยคิดว่าจะทำได้ วิธีคิดแฟชั่นฟิล์มจะตรงข้ามกับการทำหนังทั่วไปในแบบที่เราคุ้นเคยที่เป็นงานเชิงตรรกะมากๆ ทั้งตัวละคร เป้าหมาย ทุกอย่างต้องมีเหตุผลรองรับให้คนดูเชื่อ 

 

แต่ตอนที่เราไปเป็นช่างภาพแฟชั่นฟิล์ม เราเห็นผู้กำกับเขาไม่คิดเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลเลย มีแต่เรื่อง Aesthetic อย่างเดียว นอกบทเยอะ และคิดตามตรรกะไม่ได้ เราไม่รู้ว่าทำไมนางแบบถึงทำท่านี้ ทำไมคนนี้ใส่ชุดนี้ มันอธิบายไม่ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นเสน่ห์ของงานแฟชั่น มันเหนือเหตุผล มันเป็นเรื่องของความรู้สึก

 

แต่ในเรื่องนี้ก็ยังเป็นตัวเรา เราทำในแบบที่เราถนัด เราไม่สามารถถอดวิธีคิดแบบมีเหตุผลออกไปได้ เรื่องนี้ก็เลยจะเป็นแฟชั่นฟิล์มที่คนสามารถถอดรหัสได้ อาจจะง่ายกว่าแฟชั่นฟิล์มทั่วไป มีสัญลักษณ์บางอย่าง เช่น การถ่ายภาพ การตัดต่อที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อให้คนเข้าใจ

 

COMME des GARÇONS: The Inspiration

COMME des GARÇONS: The Inspiration

 

ในงานชิ้นนี้เราจะเห็นการนำท่าทาง การเคลื่อนไหวของผู้คนมาใช้เล่าเรื่อง ทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้

เราโตมาจากการทำมิวสิกวิดีโอที่มีเพลงที่เป็นทั้งบทและตัวเล่าเรื่อง แล้วค่อยเอาภาพมาประกอบเพลง เรื่องนี้ก็เช่นกัน เราเอาสิ่งที่ได้จากการสัมภาษณ์มาเป็นบทของเรื่อง แล้วค่อยตีความออกมาเป็นภาพ ไม่ว่ามันจะสัมพันธ์หรือขัดแย้งกับสิ่งที่เขาพูดก็ตาม เราได้พี่ปูเป้ (ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์) ที่เป็น Performance Artist มาช่วยออกแบบท่า ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะว่ามันเป็นอีกวิธีที่ไม่ใช่การพูดออกมาโดยตรงเหมือนบทหนังที่เราเขียน วีธีการคิดเลยเป็นเชิงคอนเซปต์ แล้วค่อยสื่อสารออกมาผ่านท่าทางที่จะอยู่ก้ำกึ่งระหว่างตรรกะและความสวยงาม ตอนทำงานพี่เขาก็จะถามเราว่าซีนนี้คีย์เวิร์ดคืออะไร สิ่งที่เราอยากถ่ายทอดออกมาคืออะไร เช่น ความทะเยอทะยาน เราเลือกฉากเป็นบันได ท่าทางมันก็จะถูกพัฒนาตามเซตอัปนี้ การยกมือ การเดินโดยพร้อมเพรียงกัน 

 

COMME des GARÇONS: The Inspiration

COMME des GARÇONS: The Inspiration

 

ในเมื่อจุดเริ่มต้นคือการทำความเข้าใจแฟชั่น แล้วถึงเวลาถ่ายทำ คุณเลือกชุดให้นางแบบแต่ละช่วงวัยใส่อย่างไร

จริงๆ ในหนังอาจจะไม่มีบอกไว้ แต่เราให้คนที่มาสัมภาษณ์อธิบายความชอบของเขาว่ามีวิธีการแต่งตัวอย่างไร ชอบสิ่งนี้เพราะอะไร ตอนนี้เขาใส่ชุดอะไรอยู่ แล้วอีก 10 ปีข้างหน้าเขาจะใส่อะไร และเช่นกัน 10 ปีที่แล้วเขาใส่อะไร แล้วเราเอาคำตอบนี้มาแมตช์กับชุดที่แบรนด์มี 

 

ระหว่างที่ทำงานนี้ ได้เจอสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์ไหม

ทางแบรนด์เล่าให้เราฟังว่า แนวคิดของแบรนด์จริงๆ คือการนิยามธรรมเนียมของสังคมใหม่ แล้วท้าทายกฎระเบียบ กรอบคิด แนวความเชื่อเดิมที่เรามีต่ออะไรบางอย่าง เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เราสามารถเชื่อมโยง เราไม่เคยมองว่าแฟชั่นจะต้องทำหน้าที่นี้ อย่างเรอิเองก็มีวีธีการวางตัวของเขาต่อแบรนด์ หรือสื่อต่างๆ ที่แปลกไป เขาเคยพูดว่าไม่อยากทิ้งอะไรไว้ให้คนข้างหลัง ไม่อยากสืบทอดแบรนด์ ทุกอย่างจะจบเมื่อเขาจากไป ซึ่งพีกเหมือนกัน และเราเชื่อว่านั่นคือหน้าที่ของศิลปิน 

 

หลังจากโปรเจกต์นี้ ยังมีความสนใจที่อยากทำแฟชั่นฟิล์มอีกไหม

จริงๆ มันก็สนุกนะ แต่เราว่าอยู่ที่แต่ละโจทย์ เราชอบงานนี้เพราะว่ามันเปิดกว้างมาก ทำอะไรก็ได้ เราเจอสิ่งที่เราอยากทำ แต่ถ้าจะถามว่าเราอยากทำหนังแฟชั่นไหม โดยแบรนด์โยนโจทย์มาให้ แล้วทำให้มันดูสวย คงจะเลือกผิดคน เพราะเราไม่ใช่คนที่ทำแบบนั้นได้ แต่ครั้งนี้เราได้ตีความ เราได้อิสระกับวิธีคิด เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ 

 

COMME des GARÇONS: The Inspiration

COMME des GARÇONS: The Inspiration

 

ภาพ: ชัชวาล จันทโชติบุตร 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post COMME des GARÇONS x ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับการทำแฟชั่นฟิล์ม มิติใหม่ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หนังสั้น One Shot ที่ให้ความรู้สึกตื่น’ โปรเจกต์ปลุกความตระหนกให้ตกใจ! ด้วย ‘ช็อตเดียวตื่น’ โดย 5 ผู้กำกับดัง! [Advertorial] https://thestandard.co/ener-g-one-shot/ Wed, 21 Aug 2019 10:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=280298

ขออภัยล่วงหน้าที่บทความนี้จะเกลื่อนไปด้วยคำอุทานและรกไป […]

The post ‘หนังสั้น One Shot ที่ให้ความรู้สึกตื่น’ โปรเจกต์ปลุกความตระหนกให้ตกใจ! ด้วย ‘ช็อตเดียวตื่น’ โดย 5 ผู้กำกับดัง! [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขออภัยล่วงหน้าที่บทความนี้จะเกลื่อนไปด้วยคำอุทานและรกไปด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์!!!!!

 

เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อแบรนด์ Ener-G วางโปรดักต์ใหม่ในรูปแบบช็อตลงบนโต๊ะในห้องประชุมของ Agency อย่าง -iSM พร้อมอธิบายฟังก์ชันของโปรดักต์ว่า “เป็นช็อตที่ดื่มแล้วตื่น!” ปิดท้ายด้วยประโยคคำถามเรียบๆ

 

“โจทย์แบบนี้สามารถทำให้เป็นงานในรูปแบบ Branded Entertainment เหมือนที่ทำให้กับแบรนด์อื่นได้ไหม?” 

 

หนังสั้น One Shot

อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์ Co-Founder & Chief Creator of -iSM


ประโยคเดียวตื่นเลย!

“จบประโยคนั้นรู้เลยว่าโจทย์ท้าทายมาก” อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์ Co-Founder & Chief Creator ของ -iSM เล่า “ซึ่งลูกค้าเปิดกว้างกับไอเดียมาก ยิ่งทำให้เราอยากทำให้มันสนุกและน่าสนใจ ข้อดีคือ Benefit ของโปรดักต์ชัดเจน กินแล้วตื่น มันจึงไม่ใช่เรื่องของ Emotional อย่างเดียว คงต้องเล่นความเป็น Functional ให้เป็น Emotional กลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือวัยรุ่น อ่านหนังสือสอบ ต้องการเครื่องดื่มที่ดื่มแล้วเฟรช ที่ไม่ใช่เครื่องดื่มชูกำลัง คำว่า ‘ช็อตเดียวตื่น’ มันเลยออกมา

 

แชร์สิรออะไร!

“จุดหนึ่งคือลูกค้าจะทำตลาดออนไลน์เป็นหลัก เลยมาย่อยว่าจะทำชิ้นงานแบบไหนให้ถูกจริตคนออนไลน์ พอมาเบลนด์กับความเป็น -iSM และที่เราเคยทำงานโปรโมตหนังให้กับ GDH เลยพอจะเดาทางได้ว่าคนออนไลน์ชอบคอนเทนต์แบบไหน มันจะมีชิ้นงานบางอย่างที่เวลาดูแล้วเราอยากฟอร์เวิร์ดหรืออยากแชร์ต่อให้เพื่อน มันเลยประกอบร่างมาเป็น ‘หนัง One Shot ที่ให้ความรู้สึกตื่น’

 

5 หนังสั้น 5 ผู้กำกับ ไม่ตื่นก็ต้องตื่น!

“พอนึกถึงโปรเจกต์หนังสั้น ก็ต่อยอดไปว่า หรือเอาผู้กำกับมาทำหนังสั้นในทางของตัวเอง พอลิสต์มาได้ 5 คน ก็เลือกจากผู้กำกับที่มีสไตล์ต่างกันใน 5 คาแรกเตอร์ที่ไม่ซ้ำกัน ทุกคนที่เลือกมาเขาก็มีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว และวิธีการปล่อยโปรเจกต์นี้เรามีปล่อยแบบแยก 5 ตอน ให้เหมือนเป็นโปรเจกต์หนังสั้นของแต่ละคน และปล่อยเป็นคลิปรวม 5 ตอน ซึ่งคลิปรวม 5 ตอนพอมาร้อยเรื่อง เราคิดว่าเรื่องแรกมันต้องดึงคนดูอยู่ที่สุด จากนั้นก็เรียงไดนามิกให้อารมณ์หนังมันต่างกัน” 

 

 

 

ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับช็อตที่ 1

 

Shot #01: ม้าๆ ไปโรงเรียนเร็ว (ไก่ ณฐพล) 

“เ-ี้ย อะไรวะ?” ผมว่านี่คือปฏิกิริยาคนดู ไก่ ณฐพล เล่าว่า ตอนได้โจทย์มา ช็อตแรกที่แวบขึ้นมาในหัวคือ ‘คิดไม่ออก’

 

“แต่โจทย์มันสนุก เราทำอะไรก็ได้ให้เซอร์ไพรส์ในช็อตเดียว พล็อต ‘ม้า’ มันมาจากโปรดิวเซอร์ผมคนหนึ่งทำงานอยู่ในกองหนังที่มีฉากสู้รบบนหลังม้า วันนั้นเราก็คุยกันเรื่องทั่วๆ ไป เขาก็เล่าความทุกข์ยากของการทำงานกองนั้นให้ฟังว่า ม้าเยอะมาก วิ่งไปวิ่งมา เหนื่อยมาก ผมกับทีมก็ไม่ได้ฟังประเด็นที่เขาเหนื่อยยังไง น้องในทีมก็บอกว่า “หรือเอาอย่างนี้ไหม ก็เนี่ย เรียกม้าแล้วม้าก็โผล่มา” ก็เลยตกลงเอาไอเดียนี้ โปรดิวเซอร์ก็คิดขึ้นมาได้ว่ามีน้องคนหนึ่งวนเวียนอยู่ใกล้ๆ กองถ่ายที่เขาทำงานขี่ม้าได้ เลยติดต่อไป เขาก็ยินดี โจทย์ต่อมาคือผมอยากได้บ้านเล็กๆ เป็นทาวน์เฮาส์ และปัญหาคือไม่มีที่ไหนให้เอาม้าเข้า ก็ไม่มีบ้านไหนยอม หรือบ้านไม่เหมาะกับการเอาม้าเข้าไป สุดท้ายก็มาจบที่บ้านน้องชามา (นักแสดง) ที่บ้านเขาเลี้ยงม้าอยู่แล้ว เขาก็มีห้องว่างพอดี ก็เอาทีมอาร์ตไปเซต แล้วก็เอาพ่อน้องเขาเล่นด้วย ก็มีความดิบกว่างานทั่วๆ ไปมาก

 

“จริงๆ ไอเดียนี้ก็ไม่ได้คิดว่าจะโดน ก็ตลกกันเอง (หัวเราะ) แต่หนังทุกชิ้นที่ทำก็เริ่มจากความรู้สึกนี้ คือสนุกจากสิ่งที่คุยกันและก็น่าจะเวิร์ก เดาได้ว่าคนดูน่าจะชอบ” 

 

พงศ์-ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี ผู้กำกับช็อตที่ 2 

 

Shot #02: ปล่อยเขาไปๆ (พงศ์ ฐิติพงศ์)

“ไม่ได้ตั้งใจนะ โดรนมันดันตก!” พงศ์ ฐิติพงศ์ เล่าว่าจริงๆ ช็อตที่เห็นไม่ได้ตั้งใจ!

 

“ผมอยากเล่นกับกล้องหน้ารถ ไอเดียแรกคืออยากได้ช็อตรถจอดอยู่กลางสี่แยกแล้วเหมือนรถลอยขึ้นฟ้าไปเลย แต่การถ่ายทำจริงกลางสี่แยกก็อาจจะลำบาก เลยลองหาเหตุการณ์อื่นๆ สุดท้ายไปลงตัวที่เขื่อน มันเริ่มจากกล้องหน้ารถ แต่ไปจบที่โดรน ในแง่เทคนิคมากกว่า เราอยากให้คนดูเชื่อว่าเป็นกล้องหน้ารถ ตอนถ่ายคือผมให้แฟนขับรถและคุยกัน คนขับโดรนนั่งเบาะหลัง และต้องบินโดรนให้นิ่งที่สุด ให้เหมือนตามรถคันหน้า แล้วก็ไปหาฝากระโปรงมาแปะให้ดูเหมือนว่าเป็นภาพจากกล้อง ตอนจบที่เหมือนรถคว่ำได้มาด้วยความไม่ตั้งใจ คือโดรนร่วงจริง ถ้าอย่างนั้นก็เอาช็อตนี้เลย

 

“ดูจบมันต้องมีหลุด “เ-ี้ย อะไรวะ?” ออกมา (หัวเราะ) มันต้องมีเหวอๆ อีหยังวะ! ให้กูดูอะไรเนี่ย! น้ำมันหมดคืออะไร? ฟีดแบ็กที่กลับมาส่วนใหญ่จะมาถามว่าคิดอะไรอยู่ตอนทำ คืออะไร ยังไง ฟีดแบ็กบางอันก็บอกว่ามันตลกบ้านๆ ดี” 

 

หนังสั้น One Shot

โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับช็อตที่ 3

 

Shot #03: โทษที…ทำแรงไปหน่อย (โต้ง บรรจง)

มีคนคอมเมนต์ทำนองว่า “นี่กูต้องมาดูอะไรแบบนี้ตอนดึกด้วยหรือนี่” โต้ง บรรจง เล่าให้ฟังถึงฟีดแบ็กหลังปล่อยคลิป

 

“มานั่งคิดว่าคนสมัยนี้ชอบเล่นกับมือถือและมีฟิลเตอร์มากมายที่ชอบเล่นกัน พวกฟิลเตอร์ของ Instagram Story ที่ผงกหัวแล้วเปลี่ยนรูปแว่นได้ เออก็มันดีนะ ถ้าผงกหัวแล้วครั้งที่ 4 ปุ๊บหัวหลุด! แต่หัวจะหลุดยังไง ถ่ายยังไง เริ่มดูยูทูบจนมาเจอคนเล่นมายากลอันนี้ เฮ้ย อันนี้มันกว่าอีกเหมือนเซอร์ไพรส์สองต่อ ช็อตแรกคนดูก็น่าจะตื่นเต้นอยู่แล้วว่าทำได้ไงวะ! และก็เล่นกับความคาดหวังคนดูไปอีกสเตป สุดท้ายหัวมันหลุดคาตา

 

“ผมว่าความรู้สึกคนดูมันน่าจะเกินคาด… การที่หัวหลุดออกมามันเป็นอารมณ์ขันกึ่งๆ โหด ตอนเทสต์คนที่ดูส่วนมากจะ เฮ้ย!!! ก็ถือว่าเราก็ได้ความเหวอ ความตื่น กลัวก็มี ซึ่งผมก็งงว่า กลัวอะไรวะ มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเกรียนดีด้วย ชอบ!” 

 

หนังสั้น One Shot

อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร ผู้กำกับช็อตที่ 4 

 

Shot #04: ยื้อมาตั้งนาน…จบแบบนี้จริงสิ” (อั๋น วุฒิศักดิ์)

“เ-ี่ย!!!” เขาคงตกใจและคงจะด่าคนทำด้วยว่า ไอ้หน้าด้าน อั๋น วุฒิศักดิ์ บอกว่า นี่คือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นกับคนดู ‘ที่ยื้อมาตั้งนานเอาแบบนี้เลยเหรอ’

 

“ด้วยความที่เป็นผู้กำกับโฆษณาก็จะคิดแบบโฆษณามากตอนที่ได้โจทย์ เขาบอกว่าเป็นสินค้าสำหรับเด็กวัยรุ่นที่อ่านหนังสือสอบ พอเขาดื่มแล้วมันตื่น เลยคิดว่า การที่ดื่มแล้วตื่นมันไม่มีใครช่วยได้ นอกจากเราจะหยิบแล้วดื่มเอง เท่ากับเป็นการทำตัวเองให้ตื่น และเอาจริงๆ พอมารู้ว่าหนังของเราจะอยู่อันดับที่ 2-5 ก็จะฉิบหาย (หัวเราะ) พอมันเป็น ‘ช็อตเดียวตื่น’ โครงสร้างเบสิกคือ การตกใจหรือการทวิสต์ ถ้าคนดูเรื่องที่ 1 แล้วถูกทวิสต์ เรื่องต่อไปเดาทางได้แล้วว่าจะมาเกมไหน งั้นเราเปลี่ยนมาเป็นอาร์ตฟอร์มเลยดีกว่า

 

“เลยเป็นที่มาของไอเดียนี้ ถ้าคนจะทำตัวเองให้ตื่น เขาก็ต้องทำอะไรสักอย่างที่เมื่อเขาทำแล้ว สิ่งที่มาอิมแพ็กเขาคือผลจากการกระทำของเขาเอง เลยเป็นลูปนี้ขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้เพิ่งกินเสร็จ เขากำลังจะทำอะไรบางอย่าง และเดี๋ยวจะนอน และสิ่งที่เขากำลังจะแขวนคือสัญลักษณ์ของการนอนฝัน คือรูปแกะ กำลังจะเข้าสู่กระบวนการของการนอนแล้วก็ถูกรบกวนด้วยตะปูที่ตอก! ใครวะที่เป็นคนตอกตัวใหญ่! ดูแล้วคงต้องตั้งคำถามก่อนว่า มันเกิดอะไรขึ้น แล้วมันมาจากไหน อ๋อ มันก็มีห้องหนึ่งใหญ่ๆ ที่ผู้หญิงคนนี้เป็นคนตอกเข้ามา และก็ต้องมีตะปูอันใหญ่ๆ เข้ามา เลยกลายเป็นอินฟินิตี้ที่ทำตัวเองต่อเรื่อยๆ

 

“ถึงตอนนี้คนดูน่าจะคาดเดาไม่ได้แล้วว่าจะตกใจจากอะไร จะตกจากเก้าอี้ไหม? บะหมี่จะระเบิดไหม?” ว่าแต่…จบแบบนี้จริงดิ!  

 

หนังสั้น One Shot

บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับช็อตที่ 5 

 

Shot #05: What The F… (บาส นัฐวุฒิ)

พวกที่เก็ตคงตะโกนว่า “เกมจ้า” “จบจ้า” คนที่ไม่เก็ตคงจะ…อะไรของมันวะ! บาส นัฐวุฒิ เชื่อว่าแฟนพันธุ์แท้ The Sims ต้องเก็ตเถอะ!

 

“พล็อตนี้มันมาจากอดีตผมเป็นคนเล่น The Sims เราก็รู้จักคัลเจอร์นี้อยู่แล้ว ถ้าเราสามารถรวมทุกอย่าง เอาไอเดียนี้มาใช้ในการเล่าหนังแล้วให้มันได้ Black Mirror เบาๆ ตอนทำก็คิดนะว่าถ้าคนไม่เคยเล่นจะเก็ตไหม? ผมก็พยายามเทสต์ด้วยการเล่าพล็อตนี้ให้กับคนรอบตัวฟัง แล้วฟีดแบ็กจะมีสองอย่าง อันแรกคือนิ่งไปเลย ฟีดแบ็กที่สองจะต่างเลย เฮ้ย The Sims เหรอ! (ตบมือฉาดใหญ่) คือคนเก็ตก็จะเก็ตเลย คนไม่เก็ตก็จะงงๆ ซึ่งคนที่เก็ตจะชอบมาก แปลว่ามันทำงานกับคนพวกนี้ พอเราเห็นฟีดแบ็กแบบนี้ และทาง -iSM ให้อิสระเรา และเชื่อใจเรา ก็มาทางนี้เลย

 

“ทาง -iSM ก็คงคิดมาแล้วว่าเอาเรื่องเราไว้ลำดับสุดท้ายมันคือใช่ ก็อยากให้ฟีดแบ็กคนดูเป็นแบบนี้แหละ คนที่เก็ตก็เก็ตเลย ไม่เก็ตก็ What The F…!!!”

 

เป็นวัยรุ่นอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ของแบบนี้ต้องไปลอง…เดินเข้า 7-Eleven หยิบ Ener-G มาดื่มสักช็อต รับรอง… #ช็อตเดียวตื่น จริง!!!

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘หนังสั้น One Shot ที่ให้ความรู้สึกตื่น’ โปรเจกต์ปลุกความตระหนกให้ตกใจ! ด้วย ‘ช็อตเดียวตื่น’ โดย 5 ผู้กำกับดัง! [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
We Will Doc You! คลาสสำรวจขอบเขตโลกภาพยนตร์สารคดีกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ https://thestandard.co/we-will-doc-you/ Sat, 08 Jun 2019 10:27:56 +0000 https://thestandard.co/?p=260411

  (บน) The Act of Killing (2012) ผลงานกำกับของ Jos […]

The post We Will Doc You! คลาสสำรวจขอบเขตโลกภาพยนตร์สารคดีกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

(บน) The Act of Killing (2012) ผลงานกำกับของ Joshua Oppenheimer

(ล่าง) Casting JonBenet (2017) ผลงานกำกับของ Kitty Green  

 

พอได้ยินคำว่าหนังสารคดี เป็นไปได้ว่าคนส่วนมากอาจจะนึกถึงสารคดีสัตว์โลกอย่าง BBC, National Geographic, Animal Planet หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช้สลิง ไม่มีการมาใช้นักแสดง ไม่มีการเซตฉาก ฯลฯ

 

แต่ถ้าจะบอกว่ามีเพียงชีวิตสัตว์โลก หรือต้องเป็นหนังที่ไม่มีการเซตหรือปรุงแต่งเท่านั้นที่เรียกว่าสารคดี ก็คงจะห่างไกลความจริงไปอย่างมาก

 

โดยเฉพาะเมื่อเราได้มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคลาส We Will Doc You! ที่ Camp G The X Gen 2019 และ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับหนังสารคดี เจ้าของรางวัลสารคดียอดเยี่ยม สุพรรณหงส์ ปี 2561 จาก 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว เป็นคนนำพาทุกคนร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงในการทำสารคดี พร้อมสำรวจโลกสารคดีในมุมมองของคนทำหนัง ก็ยิ่งทำให้เรารู้ว่าขอบเขตและพื้นที่ของสารคดีนั้นกว้างไกลกว่าที่คิด

 

เริ่มต้นคลาสด้วยการเล่าประสบการณ์ในชีวิตว่า ตอนที่เขาขอไปเรียนต่อด้านการทำสารคดีที่ School of Visual Arts, NYC แม่เขาอึ้งเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “สัตว์โลกก็น่ารักดี”

 

เช่นเดียวกับคนทั่วไป นอกจากจะติดภาพสารคดีว่าต้องเป็นเรื่องราวของสัตว์โลกแสนน่ารักแล้ว หนังสารคดียังมีเครื่องหมายคำถามมากมายติดมาด้วย เช่น ความจริงของสารคดีนี่มันจริงแค่ไหน แค่ไหนถึงเรียกว่าไม่เซตฉาก ในเมื่อตั้งแต่คนทำสารคดีเอากล้องไปตั้งต่อหน้า Subject ความเรียลก็ย่อมหายไปแล้ว ฯลฯ  

 

ตลอดคลาสเราจึงได้ทดลองทำสิ่งที่เป็นหัวใจของสารคดี นั่นก็คือการเล่าเรื่องในหลากรูปแบบ หลายวิธีการ ตั้งแต่เล่าเรื่องตัวเอง เล่าเรื่องของคนอื่น เล่าเรื่องตัวเองที่เล่าเรื่องคนอื่น เล่าเรื่องคนอื่นที่กำลังเล่าเรื่องของเขาเอง ให้คนหลายๆ คนเล่าเรื่องของใครคนหนึ่ง ไปจนถึงเลือกเพลงให้เข้ากับใครคนหนึ่งที่กำลังเล่าเรื่องของเขาเอง ก่อนจะพบว่าความจริงในสารคดีนั้นเป็นเรื่องสัมพัทธ์ของความสัมพันธ์ระหว่าง Filmmaker, Subject และ Audience ที่เกี่ยวเนื่องกันจนแยกขาดจากกันไม่ได้

 

หนึ่งในแง่คิดสำคัญที่ผู้เขียนได้จากคลาส We Will Doc You! คือ หนังสารคดีคือเครื่องมือของผู้กำกับที่กำลังทำหน้าที่เปรียบเสมือนทนาย ซึ่งกำลังว่าความให้ความจริงในมุมมองของเขาปรากฏขึ้นเป็นภาพ และรอดูว่าผู้ชมจะว่าอย่างไรกับความจริงนั้น

 

The Act of Killing (2012)

 

อีกคำถามที่น่าคิดคือ แล้วหนังสารคดีต้องดูเรียลแค่ไหน?

แน่นอน เราทุกคนคาดหวังให้สารคดีมีความ Realistic แต่ ไก่ ณฐพล พาเราไปทำความรู้จักกับหนังสารคดีหลายเรื่องที่ข้ามขอบเขตแห่ง ‘สารคดี’ ที่เราเคยรู้สึกนึกคิดตามกรอบเดิมๆ ไปไกล เช่น The Act of Killing ที่ผู้กำกับชาวอเมริกันอย่าง Joshua Oppenheimer สร้างหนังเรื่องนี้ โดยขอให้ Subject ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เคยฆ่ากวาดล้าง ‘คอมมิวนิสต์’ ในอินโดนีเซีย ทำหนังขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เพื่อเชิดชูวีรกรรมในอดีต โดยการแสดงวิธีการฆ่าคอมมิวนิสต์ที่พวกเขาภาคภูมิใจออกมา แล้ว The Act of Killing ก็ตามเก็บเบื้องหลังการถ่ายทำเรื่องนี้อีกที

 

 

หรืออีกตัวอย่างใน Casting JonBenet ผลงานกำกับของ Kitty Green ซึ่งต้องการเล่าถึงคดีฆาตกรรมนางงามเด็ก Jon Benet ที่ยังหาตัวคนร้ายไม่ได้ ก็ใช้แคสติ้งคนในหมู่บ้านที่เกิดเหตุมาเล่นบทบาทสมมติเป็นครอบครัวของ Jon Benet แล้วก็ไถ่ถามความรู้สึกและความเห็นว่าพวกเขาคิดว่า “ใครคือคนร้ายตัวจริงกันแน่” ไปด้วย

 

Casting JonBenet (2017)

 

ภาพยนตร์สารคดีทั้งสองเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ความเรียลแบบข่าวของหนังสารคดีนั้นถูกข้ามเส้นไปไกลมากๆ และยังทำให้รู้ว่าวิธีการที่จะเล่าความจริงของหนังสารคดีนั้นแทบไม่มีขีดจำกัดอีกต่อไป

 

2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว (2561) ผลงานกำกับของ ณฐพล บุญประกอบ  

 

พาร์ตที่มีค่ามากที่สุดในคลาสนี้คือ ประสบการณ์การทำสารคดีของ ไก่ ณฐพล เอง ที่ฉายภาพให้ผู้ร่วมคลาสได้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นติดตามชีวิตการออกวิ่งของนักร้อง นักดนตรีระดับชาติใน 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว นั้น พวกเขาต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ตั้งแต่ไอเดียตั้งต้น ความสนุกสนานของแต่ละฉาก จำนวนทีมงาน การใช้ชีวิตระหว่างถ่ายทำ หรือแม้กระทั่งการดีลกับ Subject คนดังอย่าง ตูน บอดี้สแลม ไปจนถึงการรับมือกับดิน ฟ้า อากาศ ที่อาจจะไม่เป็นใจ เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เรารู้ได้ในทันทีว่า การทำหนังสารคดีให้ได้ดีนั้นไม่มีทางลัด การลงมือทำและเจ็บตัวคือเรื่องจำเป็น

 

เนื่องจากการถ่ายทำสารคดีนั้นมีความล่อแหลมทางจริยธรรมตลอดเวลา ช่วงท้ายของคลาส ไก่ ณฐพล จึงมีคำถามมาให้เราลองตอบตัวเองดูว่า ถ้าเราเป็นคนทำสารคดี เราจะทำอย่างไรถ้าต้องเจอกับสถานการณ์เหล่านี้

 

  • ถ้าเราตามถ่ายครอบครัวหนึ่งมา 4 ปี วันหนึ่งถ่ายอยู่แล้วพ่อทำร้ายลูกสาว เราจะถ่ายต่อหรือจะเข้าไปช่วยก่อน
  • ถ้าเราตามถ่ายครอบครัวที่ยากจนครอบครัวหนึ่งมา 4 ปี วันหนึ่งบ้านครอบครัวนี้ถูกตัดไฟ เราจะจ่ายค่าไฟให้ก่อนหรือไม่
  • เราจะยอมโกหกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการจาก Subject หรือไม่

 

คำตอบในห้องนั้นแตกต่างกันออกไป และแทบไม่มีผิดถูก แต่ที่สำคัญกว่าคำตอบคือ มันเปิดโอกาสให้ทุกคนในคลาสได้ใช้ความคิดตาม และปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสารคดีที่คุ้นเคยกันไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งไม่แน่ว่าคำถามเหล่านี้อาจตกตะกอนในใจของใครบางคน และผลักดันให้เขาลุกขึ้นมาเป็นคนทำหนังสารคดีที่มีอยู่น้อยมากในแวดวงหนังไทยในสักวันหนึ่ง

 

คลาส We Will Doc You! ซึ่งจัดขึ้น Camp G Academy The X Gen ของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ เจ้าของรางวัลสารคดียอดเยี่ยม รางวัลสุพรรณหงส์ ปี 2561 จาก 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ยังมีอีกรอบในวันนี้ (8 มิ.ย.) ขณะเดียวกัน นี่เป็นเพียงคลาสแรกของปีนี้ ก่อนจะตามมาด้วยคลาสเรียนที่น่าสนใจอีกหลายคลาสในปีนี้ อาทิ

 

  • คลาส The Film Master Craft โดย นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ (ผู้กำกับมือรางวัล เจ้าของผลงาน มะลิลา The Farewell Flower)
  • คลาส The Sound Creator โดย ต้าร์-สักกพิช มากคุณ (ผู้ร่วมก่อตั้ง RAP IS NOW) / เดียร์ T-Biggest ศุภณัฐ ปรีย์วัฒนานันท์ (ผู้ก่อตั้ง BEATSWAY)
  • คลาส Experience Design โดย เบสท์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย และ นัท-นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล (ผู้ก่อตั้ง EYEDROPPER FILL)
  • คลาส The Acting Effect โดย ครูร่ม-ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์ (Acting Coach ผู้ก่อตั้ง SPARK DRAMA), ครูบิว-อรพรรณ อาจสมรรถ (Acting Coach ผู้ก่อตั้ง BEW’S ACT-THINGS) และ ครูกุ๊กไก่-รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ (Acting Coach ผู้ก่อตั้ง ACTIONPLAY)

 

และปลายปีกับคลาสนิเวศวิทยาการสร้างสรรค์งาน โดย เต๋อ-นวพล ธํารงรัตนฤทธิ์

(ผู้กำกับ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ)

 

ใครสนใจเข้าไปทำความรู้จักกับทุกคลาสของ Camp G Academy ตลอดปีนี้ได้ที่

www.facebook.com/watch/?v=279411256274558

 

และเช็กตารางเรียนพร้อม Booking คลาสที่ชอบได้ทาง

www.ticketmelon.com/campg/campgthexgen

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post We Will Doc You! คลาสสำรวจขอบเขตโลกภาพยนตร์สารคดีกับ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Camp G The X Gen คลาสเรียนสำหรับ Content Creator ทุกสาย https://thestandard.co/camp-g-the-x-gen/ Sat, 18 May 2019 08:11:59 +0000 https://thestandard.co/?p=250227 Camp G The X Gen

THE STANDARD POP ชวนทำความรู้จักกับ Camp G The X Gen คล […]

The post Camp G The X Gen คลาสเรียนสำหรับ Content Creator ทุกสาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Camp G The X Gen

THE STANDARD POP ชวนทำความรู้จักกับ Camp G The X Gen คลาสเรียนสำหรับ Content Creator ทุกสาย มาร่วมแชร์ประสบการณ์สร้างสรรค์ ปล่อยเคล็ดลับ งัดทุกสารพัดเทคนิคกับ Instructors ชั้นแนวหน้าของวงการกับ 6 คลาส 6 ศาสตร์ น่าสนใจ 

 

  • ไก่-ณฐพล บุญประกอบ (ผู้กำกับ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว) กับคลาส We Will Doc You!
  • นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ (ผู้กำกับ มะลิลา) กับคลาส The Film Master Craft
  • วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย และ นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล (ผู้ก่อตั้ง EYEDROPPER FILL) กับคลาส Experience Design
  • ต้าร์-สักกพิช มากคุณ (ผู้ร่วมก่อตั้ง RAP IS NOW) และ เดียร์-ศุภณัฐ ปรีย์วัฒนานันท์ (ผู้ก่อตั้ง Beatsway) กับคลาส The Sound Creator
  • ครูร่ม-ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์ (Acting Coach ผู้ก่อตั้ง SPARK Drama), ครูบิว-อรพรรณ อาจสมรรถ (Acting Coach ผู้ก่อตั้ง Bew’s Act-Things) และ ครูกุ๊กไก่-รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ (Acting Coach ผู้ก่อตั้ง ActionPlay) กับคลาส The Acting Effect
  • เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ (ผู้กำกับ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ) กับคลาสนิเวศวิทยาการสร้างสรรค์งาน 

 

เช็กตารางเรียน รอบ Booking แล้วรีบลงทะเบียนเรียนที่ www.ticketmelon.com/campg/campgthexgen

The post Camp G The X Gen คลาสเรียนสำหรับ Content Creator ทุกสาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เต๋อ นวพล x ไก่ ณฐพล จัดรอบพิเศษหนัง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว และ Girls Don’t Cry เสาร์นี้! https://thestandard.co/girls-dont-cry-x-2215/ https://thestandard.co/girls-dont-cry-x-2215/#respond Thu, 20 Sep 2018 06:26:37 +0000 https://thestandard.co/?p=122442

สองภาพยนตร์สารคดีที่มาแรงที่สุดตอนนี้อย่าง 2,215 เชื่อ […]

The post เต๋อ นวพล x ไก่ ณฐพล จัดรอบพิเศษหนัง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว และ Girls Don’t Cry เสาร์นี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>

สองภาพยนตร์สารคดีที่มาแรงที่สุดตอนนี้อย่าง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว สารคดีเบื้องหลังการวิ่งมาราธอนของ ตูน บอดี้สแลม ผลงานของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ และ Girls Don’t Cry สารคดีถ่ายทอดชีวิตสมาชิกวง BNK48 ผลงานของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ กำลังจะเข้าฉายรอบพิเศษที่โรงภาพยนตร์ House RCA


โดยในรอบพิเศษนี้ผู้กำกับทั้งสองก็จะมาร่วมจอยในโรงภาพยนตร์ผ่านกิจกรรม Q&A ที่ทั้งเต๋อ นวพล และไก่ ณฐพล จะผลัดกันถามตอบถึงที่มาที่ไปและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์สารคดีทั้งสองเรื่อง

รอบฉายพิเศษนี้จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 กันยายนนี้ ที่โรงภาพยนตร์ House RCA โดย Girls Don’t Cry เข้าฉายเวลา 18.30 น. และ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว เข้าฉายเวลา 21.00 น. จำหน่ายบัตรในราคาปกติ

 

2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว เป็นภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งประเทศ เมื่อศิลปินระดับแนวหน้าแห่งวงการดนตรีอย่าง ตูน บอดี้สแลม หรืออาทิวราห์ คงมาลัย คิดโปรเจกต์วิ่งจากใต้สุดไปเหนือสุดของประเทศไทยเพื่อระดมเงินบริจาคกว่า 1,400 ล้านบาทให้กับโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ โดย ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับเบื้องหลังภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ถ่ายทอดความสำเร็จดังกล่าวให้ออกมาซึ้ง ตลก สนุก และเกินความคาดหมาย โดย 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ได้เริ่มเข้าฉายให้ชมฟรีไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 กันยายนในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์และเอสเอฟทั่วประเทศ

 

Girls Don’t Cry เป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของผู้กำกับคนโปรดของแฟนหนังอินดี้ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ซึ่งได้หยิบเอาชีวิตไอดอลสาวจากวง BNK48 มาตีแผ่เบื้องหลังความสำเร็จ ความเจ็บปวด ความพยายาม และความคาดหวังที่เกิดขึ้นในชีวิตของเด็กสาววัยรุ่นแห่งยุค ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ฝีมือเต๋อ นวพล ไปเรียบร้อย

ด้วยความสมจริงของสมาชิกในวงที่ทำให้คนดูได้เห็นมุมมองใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในแสงไฟตลอดเวลาของไอดอลเหล่านี้ Girls Don’t Cry ได้ทำให้ใครหลายๆ คนเสียน้ำตาแบบไม่รู้ตัว โดย Girls Don’t Cry จะเข้าฉายถึงวันที่ 26 กันยายนนี้ที่ House RCA

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เต๋อ นวพล x ไก่ ณฐพล จัดรอบพิเศษหนัง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว และ Girls Don’t Cry เสาร์นี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/girls-dont-cry-x-2215/feed/ 0
ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับ 6 หนังสารคดีที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนตัวเราเอง https://thestandard.co/nottapon-boonprakob-6-favourite-documentaries/ https://thestandard.co/nottapon-boonprakob-6-favourite-documentaries/#respond Fri, 14 Sep 2018 12:56:42 +0000 https://thestandard.co/?p=121388

สำหรับหลายคนที่ยังรู้สึก ‘ขยาด’ เวลาได้ยินคำว่า ‘ภาพยนต […]

The post ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับ 6 หนังสารคดีที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนตัวเราเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับหลายคนที่ยังรู้สึก ‘ขยาด’ เวลาได้ยินคำว่า ‘ภาพยนตร์สารคดี’ วันนี้ THE STANDARD POP ได้ชวน ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ที่เปลี่ยนคำว่าสารคดีให้กลายเป็นภาพยนตร์คลุกวงในตลอด 55 วัน ระหว่างโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศของ ตูน บอดี้สแลม ที่สนุก ดูเพลิน และเรียกน้ำตาให้กับหลายคน มาแนะนำภาพยนตร์สารคดีในดวงใจที่ไม่ใช่แค่ดูสนุก แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘กระจก’ สะท้อนให้เห็นตัวตนของคนดูในหลายๆ แง่มุม ไม่ว่าจะในฐานะคนทำหนังหรือคนธรรมดาทั่วไปก็ตาม

 

1. The Act of Killing (โจชัว ออพเพนไฮเมอร์, 2012)

 

 

ผู้กำกับเป็นคนอเมริกัน ทำหนังเรื่องนี้ด้วยการให้คนที่เคยเป็นนักฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่อินโดนีเซียทำหนังขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เพื่อเชิดชูวีรกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของตัวเอง และ The Act of Killing เป็นหนังสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำเรื่องนี้อีกที

 

อย่างแรกคือเขาใช้ศาสตร์ของภาพยนตร์ในการดึงเบื้องลึกของคนออกมา ไม่ใช่แค่การตัดต่อนะ แต่เป็นกระบวนการทำหนัง เขาให้ซับเจกต์เผยตัวตนออกมาผ่านการทำหนังเรื่องหนึ่ง ส่วนผู้กำกับมีหน้าที่แค่บันทึกเรื่องราวเอาไว้ การทำงานแบบนี้เป็นวิธีคิดที่ไม่ใช่แค่นั่งสัมภาษณ์อย่างเดียว ซึ่งจริงๆ ก็แอบมีอิทธิพลต่อวิธีคิดของผมในการทำหนังเรื่อง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว พาร์ตหนังซ้อนหนังที่สะท้อนด้านลึกของพี่ตูนออกมาด้วยเหมือนกัน  

 

 

ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความคล้ายบ้านเราในแง่ความรุนแรงเชิงความคิดอยู่มากๆ แล้วอินโดนีเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านเรา ก็ยิ่งรีเลตกับมันได้ง่าย แม้ว่าหนังจะไม่มีฉากรุนแรง ไม่เห็นเลือดแม้แต่หยดเดียว

 

ผมคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการดูหนังอะไรก็ตามคือการเห็นตัวเองในนั้น มันเหมือนการดูกระจก แล้วเราได้รู้จักตัวเอง ได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของคนที่อยู่อีกซีกโลกหรืออะไรก็ตาม แล้ว The Act of Killing เป็นกระจกที่บานใหญ่มาก

 

2. Hooligan Sparrow (เย่ไห่เหยียน, 2016)

 

เย่ไห่เหยียน

 

หนานฟูหวัง

 

เป็นหนังจีนที่ทำโดย หนานฟูหวัง นักศึกษาปริญาโทที่นิวยอร์ก ตอนแรกเธอจะทำหนังเกี่ยวกับ NGO คนหนึ่งในจีนชื่อ เย่ไห่เหยียน ที่รณรงค์เรื่องสิทธิสตรี สิทธิแรงงานต่างๆ ซึ่งการเป็น NGO ในจีนนี่เสี่ยงตีนมาก คนที่ลุกมาต่อต้าน ประท้วงรัฐบาลต้องโดนหมายหัวแบบรุนแรงมาก แล้วเกิดเคสข่มขืนเด็กประถมเมืองหนึ่ง เย่ไห่เหยียนกลับไปเพื่อถือป้ายประท้วง แล้วผู้กำกับก็ไปถ่าย สุดท้ายเลยกลายเป็นโดนคุกคามจากทางการจีนไปด้วย แทนที่หนังจะเป็นเรื่องเย่ไห่เหยียนอย่างเดียว ก็กลายเป็นว่าผู้กำกับก็เอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครหนึ่งในหนังด้วยเหมือนกัน

 

แต่หนังเรื่องนี้ต้องดูเองนะ เวลาเล่ามันจะเฉยๆ แต่ถ้าดูแล้วจะพีกมาก เพราะหนานฟูหวังเป็นคนบ้าดีเดือดเลย ถือกล้อง ถ่ายตอนวิ่งหนีตำรวจ ผมเคยเจอเขาตอนเรียนที่อเมริกานะ เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เรียนปริญญาโทเหมือนกัน แต่หนังที่เขาทำกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขากลับประเทศไม่ได้ มันท้าทายมากนะ ทุกวันนี้เธอก็โดนแบล็กลิสต์จนกลับประเทศไม่ได้

 

สุดท้าย Hooligan Sparrow ก็เป็นกระจกสะท้อน อย่างแรกคือในฐานะคนทำหนังว่า ฟังชันก์ของกล้องที่เรามีในมือมันทำอะไรได้บ้าง อีกอย่างก็สะท้อนสังคมใกล้ตัวเรา เพราะเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะทางการพยายามปกปิดข่าวนี้ ไม่เปิดโอกาสให้คนลุกมาตั้งคำถามกับความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในการไต่สวนคดี ที่เหลือก็คงไม่ต้องอธิบายต่อแล้วมั้ง (หัวเราะ)

 

3. Searching for Sugar Man (มาลิก เบนด์เจลลูล, 2012)

 

 

หนังเกี่ยวกับนักดนตรีในอเมริกาชื่อ Rodriguez ที่มีผลงานออกมา 2-3 อัลบั้มแต่ไม่มีคนสนใจ แล้วก็หายไป แต่ปรากฏว่าเพลงของเขาไปดังมากในแอฟริกาใต้ ในฐานะเพลงที่ใช้ในการต่อสู้เรื่องการแบ่งแยกผิวสี โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยนะ เขาดังขนาดเหมือนเป็น จอห์น เลนนอน ของที่นั่นเลยนะ ทีนี้ก็มีข่าวลือว่าเขาเผาตัวตาย ยิงตัวตาย ไม่ก็โอเวอร์โดสตายไปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็ไปตามหาว่าศิลปินคนนี้อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่

 

พอไปเจอจริงๆ ปรากฏว่า Rodriguez เป็นคนจนมาก ติดดิน เป็นที่รักของชุมชน แบบลงสมัครเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านแบบนั้นเลย ยังทำงานหนักโดยไม่ได้สนใจเรื่องชื่อเสียง แล้วเราเห็นว่าไอ้ความเป็นศิลปินจริงๆ มันใหญ่กว่าวงการบันเทิง มันลึกกว่าการเป็นดาราเยอะนะ เพราะถึงเขาจะได้ไปเล่นที่แอฟริกาใต้หลายครั้ง แต่ก็ยังใช้ชีวิตแบบใส่รองเท้ายางห่วยๆ แม้ว่าจะเป็น จอห์น เลนนอน ของที่นั่นแล้ว จะย้ายไปแล้วใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หรูๆ ก็ได้ แต่เขาไม่เอา คอนเสิร์ตที่ไปก็ไม่เอาเงิน เพราะเขารู้สึกว่านั่นไม่ใช่ของเขา เป็นแค่โบนัสในชีวิต

 

4. Salaam Cinema (โมห์เซน มัคฮ์มัลบัฟ, 1995)

 

 

โมห์เซน มัคฮ์มัลบัฟ เป็นผู้กำกับที่ดังมากในอิหร่าน อารมณ์แบบท่านมุ้ยเมืองไทย แล้วเขาประกาศว่าจะทำหนังเรื่องหนึ่งเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของศาสตร์ภาพยนตร์ ลงโฆษณาเปิดแคสติ้งนักแสดงในหนังสือพิมพ์ แล้วมีคนมาสมัครประมาณ 5,000 คนจนเหมือนเกิดจลาจล ในหนังก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องแคสติ้ง

 

แต่หนังไปไกลกว่านั้นเยอะมาก มีการคุยไปถึงขั้นตั้งคำถามว่า ภาพยนตร์คืออะไรกันแน่ เพราะบางคนที่มาแคสติ้งก็อ้อนว้อนโมห์เซนว่า ขอให้เขาแคสต์ผ่านและได้อยู่ในหนังเถอะ เขายอมทำได้ทุกอย่างเพราะเขารักหนังมากจริงๆ หนังมันมีอำนาจมากแค่ไหนที่สั่งให้คนทำอะไรก็ได้ต่อหน้ากล้อง ผมชอบเรื่องนี้มาก เพราะมันเบลอเส้นแบ่งของภาพยนตร์ไปหมดเลยว่าอะไรคือภาพยนตร์ อะไรคือสารคดี

 

5. 5 Broken Cameras (เอหมัด เบอร์นาด และกาย ดาวีดี, 2011)

 

 

เป็นหนังเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ชายแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์ โดยมีคนที่ชื่อ เอหมัด ที่อยู่ฝั่งปาเลสไตน์ เขาเป็นคนชอบถ่ายวิดีโอมาก คือถ่ายเมีย ถ่ายลูก ถ่ายเพื่อนตัวเองตลอดเวลา พอมีคนประท้วงว่าอิสราเอลมารุกล้ำพื้นที่สร้างคอนโดมิเนียมในดินแดนปาเลสไตน์ก็ไปถ่าย แล้วชื่อหนัง 5 Broken Cameras ก็มาจากการที่เขาถ่ายจนกล้องพังคามือไป 5 ตัว บางตัวก็พังเพราะกระสุนปืน เพราะระเบิด เพราะโดนทุบ เป็นหนังที่บันทึกความเปลี่ยนแปลง 7-8 ปีในแบบที่องค์กรระหว่างประเทศทำไม่ได้ เพราะคือมุมมองจากคนที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ

 

ความน่าสนใจอีกอย่างคือ เอหมัดที่เป็นคนถ่ายคือคนปาเลสไตน์ แต่ผู้กำกับที่เป็นคนบรรยายเรื่องราวในสารคดีเป็นคนทำหนังชาวอิสราเอลที่ข้ามฝั่งมาเพราะอยากเข้าใจปัญหา และอยากทำงานเกี่ยวกับความขัดแย้งตรงนี้ เลยร่วมมือกับเอหมัดที่อยู่คนละฝั่งเพื่อสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา

 

 

หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นพลังของคนทำงานสื่อ แม้เอหมัดจะเป็นแค่คนชอบถ่ายวิดีโอเฉยๆ แต่ฟุตเทจที่ผลิตออกมา ต่อให้เป็นมืออาชีพก็ทำไม่ได้ เพราะทุกคนมีมุมมองและเรื่องเล่าของตัวเอง แล้วมันแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในระดับสเกลของมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่แค่ข้อมูลที่เห็นตามข่าว มันเป็นความรู้สึกของชีวิตที่เกิดขึ้น และถูกเรียบเรียงและถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้ทรงพลังมาก

 

6. Casting JonBenet (คิตตี้ กรีน, 2017)

 

 

เรื่องนี้มีฉายใน Netflix ด้วย เป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมลูกสาวคนเล็กของครอบครัวหนึ่งในอเมริกา เป็นคดีที่เกิดขึ้นมา 30 ปี แล้วจับฆาตกรไม่ได้ ทั้งๆ ที่เด็กตายในบ้านตัวเอง แล้วก็มีหลักฐาน จดหมายขู่เอาเงินที่ดูปลอมมากๆ อยู่ แต่ปิดคดีไม่ลง

 

หนังใช้วิธีเหมือน Salaam Cinema คือประกาศให้คนมาแคสติ้งเป็นคนในครอบครัว รวมทั้งคนที่ตายด้วย แล้วตัดสลับกระบวนการแคสต์ของแต่ละคนออกมา ที่มีทั้งตอนที่แต่ละคนพยายามสวมบทบาทและแสดงความคิดเห็นที่มีต่อคดีนี้ แล้วตัดสลับกับหนังที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยอีกทีหนึ่ง

 

ความพีกของเรื่องนี้คือ ผมรู้สึกว่าถ้าคดีเป็นเหมือนหลุมดำที่ถมไม่เป็น หนังไม่ได้เล่าถึงเรื่องในหลุมดำนะ แต่หนังโชว์ให้เห็นว่าคนรอบๆ หลุมดำนั้นคิดเห็นกับมันอย่างไร ความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวเราคืออะไร เราจะได้เห็นความคิดของคนที่มาแคสต์เป็นบทแม่หลายๆ คนว่าอิจฉาลูกหรือเปล่าวะ หรือพี่ชายต้องเป็นคนฆ่าแน่ๆ เพราะว่ารำคาญน้อง ฯลฯ ทุกคนจะวิเคราะห์คาดเดากันไปต่างๆ นานา สะท้อนให้เห็นความคิดรอบๆ หลุมดำที่ผมคิดว่าเจ๋งมาก

 

เรื่องนี้มีฉายใน Netflix ด้วยนะ แต่โดนด่าฉิบหายเลย เพราะพออยู่ใน Netflix แล้วคนคาดหวังว่าจะต้องมีการไขคดี แต่ในเรื่องนี้มันเซอร์มาก ไม่มีอะไรแบบนั้นเลยโดนด่า (หัวเราะ) แต่เป็นหนังที่ดีมากนะ แค่อยู่ผิดที่เท่านั้นเอง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับ 6 หนังสารคดีที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ยังเป็นกระจกสะท้อนตัวเราเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/nottapon-boonprakob-6-favourite-documentaries/feed/ 0
ไก่ ณฐพล กับ ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์สารคดีแห่งประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องจดจำ https://thestandard.co/nottapon-boonprakob-2215-kaokonlakao/ https://thestandard.co/nottapon-boonprakob-2215-kaokonlakao/#respond Thu, 13 Sep 2018 05:08:40 +0000 https://thestandard.co/?p=120832

The post ไก่ ณฐพล กับ ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์สารคดีแห่งประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องจดจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ไก่ ณฐพล กับ ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์สารคดีแห่งประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องจดจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/nottapon-boonprakob-2215-kaokonlakao/feed/ 0
เรื่องเล่าหลังกล้อง ของ ตูน บอดี้สแลม และ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-story/ https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-story/#respond Sat, 08 Sep 2018 07:21:53 +0000 https://thestandard.co/?p=119907

ก่อนที่ ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์คลุกวงใน ตล […]

The post เรื่องเล่าหลังกล้อง ของ ตูน บอดี้สแลม และ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนที่ ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์คลุกวงใน ตลอด 55 วันของโครงการก้าวคนละก้าว จะเข้าฉายแบบให้รับฟรีทั่วประเทศในวันที่ 6-16 กันยายน THE STANDARD ได้ชวนเจ้าของโปรเจกต์อย่าง ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย และผู้กำกับอย่าง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ มาบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังถึงความเชื่อ ความบ้า เป้าหมายโดยรวมที่ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา รวมทั้ง ‘คำขอโทษ’ และ ‘คำขอบคุณ’ จากปากของตูนถึงทีมงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการทุกคน

The post เรื่องเล่าหลังกล้อง ของ ตูน บอดี้สแลม และ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-story/feed/ 0
2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์ที่ทำให้รู้ว่าถ้าตูนทำได้ ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-project-film/ https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-project-film/#respond Fri, 07 Sep 2018 11:34:11 +0000 https://thestandard.co/?p=117488

ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย นั่งนิ่งไม่พูดกับใครอยู่ 5 นาที ห […]

The post 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์ที่ทำให้รู้ว่าถ้าตูนทำได้ ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย นั่งนิ่งไม่พูดกับใครอยู่ 5 นาที หลังจากดู 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว จบเป็นครั้งแรก เพราะภาพในหัวเขาอยากให้หนังเรื่องนี้โฟกัสที่เรื่องราวและบรรยากาศรายทางที่เกิดขึ้นในโครงการ ‘ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ’ แต่ภาพที่เห็นตลอด 1 ชั่วโมงครึ่ง กลายเป็นว่าเขาถูก ‘เปลือย’ ทั้งเสื้อผ้า ร่างกายและจิตใจออกมาให้ได้เห็นกันแบบเต็มๆ

 

สุดท้ายตูนก็ยอมปล่อยให้หนังเป็นไปตามที่ผู้กำกับอย่าง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ คิดเอาไว้ว่าดีที่สุด โดยไม่บอกให้แก้แม้แต่จุดเดียว ทั้งที่ในฐานะเจ้าของโปรเจกต์ เขามีสิทธิขาดที่จะทำแบบนั้น

 

ไม่แน่ใจว่าจนถึงตอนนี้ ในหัวของเขามั่นใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมากแค่ไหน แต่หลังจากดูหนังจบ เราเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยยืนยันได้ว่าทั้งตูนและไก่ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้วจริงๆ

 

ในฐานะสื่อฯ ที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของตูนและทีมงานผ่านการถ่ายทอดสดตลอดเวลา 55 วัน ทำให้หลายเหตุการณ์ในหนังไม่ได้เซอร์ไพรส์เราเท่าไรนัก เรารู้อยู่แล้วว่าเขาทำโครงการนี้เพื่ออะไร เราเริ่มต้นวิ่งเมื่อไร ระหว่างทางเขาเจ็บกี่ครั้ง ลงไปนั่งกับพื้นกี่หน มีคนรักและคอยให้กำลังใจเขามากแค่ไหน ไปจนถึงความรู้สึกเป็นห่วงปนหงุดหงิดในบางครั้ง ที่เห็นเขาฝืนร่างกายตัวเองทำในสิ่งที่ทีมแพทย์ห้าม ทั้งการกระโดด เต้นสายย่อ การวิ่งไปหยุดไปเพื่อรับของ การก้มลงเซลฟีกับเด็กตัวเล็ก ก้มลงไปรับเงินและไหว้ขอบคุณผู้สูงอายุแทบทุกคนที่มารอเขาอยู่ข้างทาง

 

หลายครั้งที่เราแอบภาวนาให้เขาละทิ้งความ ‘ดื้อ’ และยุติโปรเจกต์นี้ลง เราเชื่อว่าต่อให้โครงการนี้ไม่สำเร็จ ก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าเขา กระทั่งวันที่นัดสัมภาษณ์กันอีกครั้งช่วงที่วิ่งมาถึงกรุงเทพฯ เราได้บอกความในใจนี้ให้เขาฟัง และตูนก็ยังคงเป็นตูน เขาเพียงยิ้มรับ หัวเราะในลำคอ และไม่ได้พูดกล่าวคำพูดใดๆ ออกมา

 

ปล่อยให้ทุกๆ การกระทำ ทุกๆ การตัดสินใจที่ทีมงานภาพยนตร์เก็บเอาไว้ เป็นคำตอบให้รู้ว่า ตูนพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ถึงที่สุด แต่เป็นตัวเราเองต่างหากที่ไม่พร้อมสนับสนุนเขาให้สุดทาง

 

จากจุดนี้เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ชายขี้เกรงใจอย่างเขา ถึงได้รักษาความ ‘ดื้อ’ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น พร้อมกับอารมณ์ขัน คำสบถ อาการเอาแต่ใจ ความเจ็บปวด และอีกหลายมุมที่ไม่ค่อยน่ารัก ซึ่งเราไม่มีโอกาสได้เห็นผ่านกล้องถ่ายทอดสด ค่อยๆ เปิดเผยออกมา

 

 

2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว เริ่มต้นด้วยการพาทุกคนย้อนถึงเหตุผลสำคัญนอกเหนือจากการระดมเงินบริจาคเพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ นั่นคือความโดดเดี่ยวของร็อกสตาร์ที่ต้องขึ้นไปยืนสร้างความสุขให้กับผู้คนนับหมื่นบนเวที

 

สำหรับหลายคนนั่นคือจุดหมายสูงสุดที่อยากขึ้นไปให้ได้สักครั้ง แต่กับคนที่ถูกกระหน่ำด้วยเสียงกรี๊ดๆ ซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ ความสำเร็จได้ก่อให้เกิดช่องว่างข้างในหัวใจที่ค่อยๆ ขยายตัวขึ้น และสำหรับตูน ‘การวิ่ง’ คือสิ่งที่จะมาช่วยถมพื้นที่ตรงนี้ให้เต็มได้

 

แน่นอนว่าเมื่อออกมาวิ่ง ตูนยังคงได้ยินเสียงกรี๊ดจากผู้คนเหมือนเดิม แต่เราเข้าใจเองว่า เสียงกรี๊ดครั้งนี้ได้ให้พลังงานบริสุทธิ์บางอย่าง ที่ตูนสามารถนำมาใช้ขับเคลื่อนทั้งโครงการนี้ และขับเคลื่อนอีกหลายๆ โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

เราได้เห็นเด็กๆ ตะโกนร้องเพลงจนเสียงแหบให้กำลังใจเมื่อตูนวิ่งผ่านเพียงแค่ไม่กี่วินาที บางคนร้องไห้เพราะศิลปินในดวงใจมาร่วมร้องเพลงกับพวกเขา บางครั้งเขาก็เปลี่ยนเส้นทางวิ่งกะทันหันเพื่อเข้าไปหาผู้สูงอายุที่ทำได้เพียงนั่งให้กำลังใจเขาอยู่ไกลๆ จากหน้าบ้าน ทำให้คุณยายบางคนที่อาจจะไม่เคยฟังเพลงของบอดี้สแลม ยังต้องเสียน้ำตาและสารภาพออกมาว่ารักผู้ชายคนนี้สุดหัวใจ

 

ทุกๆ อย่างที่ตูนได้รับจากระยะทาง 2,215 กิโลเมตร เปรียบเสมือน ‘พันธสัญญา’ ที่ตูนรับรู้ได้จากกำลังใจและแรงสนับสนุนมหาศาลจากคนทั้งประเทศที่เอาใจช่วยเขาอยู่ ถึงจะไม่มีใครมากดดัน แต่เขารับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเขาห้ามหยุด และต้อง ‘ก้าว’ ต่อไปจนกว่าโครงการนี้จะสำเร็จ

 

และนำเขาเข้าสู่ลูป ‘นรก’ ที่ตูนต้องตื่นเช้า ออกไปวิ่ง คลายกล้ามเนื้อ ออกไปวิ่ง ให้น้ำเกลือ ออกไปวิ่ง กลับมานอน และตื่นออกไปวิ่งในเช้าวันใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาตลอดระยะเวลา 55 วัน (ไม่นับวันพัก) ราวกับชีวิตของเขาไม่มีอะไรอีกแล้ว นอกจากการวิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่งเพียงอย่างเดียว

 

 

เหมือนว่าในหัวของเขามีเพียงแค่เรื่องวิ่ง จนหลายครั้งก็ลืมว่ากล้ามเนื้อของเขากำลังส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด หลายครั้งก็เผลอสร้างความลำบากใจ ไปจนถึงขึ้นเสียงกับทีมงานรอบข้างที่ดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ซึ่งน่าจะเป็นความเจ็บปวดทางใจที่หนักหนากว่าถูกเข็มแทงหลายเท่า ถ้าเทียบกับนิสัยขี้เกรงใจที่ยังทำให้เขารู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้

 

อีกหนึ่งสิ่งที่เราชอบมากคือ ‘ฟุตเทจลับ’ ที่ไม่เคยได้เห็นที่ไหน เป็นอีกมุมหนึ่งที่เผยให้เห็นตัวตนอีกด้านของ ‘น้องการ์ตูน’ ที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นร็อกสตาร์ผู้พิชิตระยะทาง 2,215 กิโลเมตร จากจุดใต้สุดถึงเหนือสุดของประเทศไทยในอนาคต

 

 

หลายครั้งเวลาเราเขียนบทความเกี่ยวกับอะไรสักอย่างที่ให้แรงบันดาลใจ แล้วมักจะลงท้ายตอนจบว่าจะกลับมาเขียนหนังสือ เล่นดนตรี เก็บเงิน และอีกหลายๆ อย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่สุดท้ายเราก็ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงคำพูดสวยๆ ที่ไม่ได้เอามาใช้จริงๆ

 

ครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งที่เราขอลงท้ายบทความว่า เราจะกลับไปปัดฝุ่นรองเท้าและออกวิ่งอีกครั้ง และจะทำให้ได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดลอยๆ อย่างเดียวอีกต่อไป

 

เพราะเมื่อโครงการวิ่งครั้งนี้สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าตูน ‘ทำได้’ เพียงคนเดียว แต่หมายความว่า ถ้าหากเขาทำได้ ทุกคนในประเทศก็สามารถ ‘ทำได้’ เหมือนกัน

 

Photo: GDH 559

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์ที่ทำให้รู้ว่าถ้าตูนทำได้ ทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-project-film/feed/ 0
ตูน บอดี้สแลม และ ไก่ ณฐพล กับเรื่องเล่าระหว่างการก้าวที่เจ็บแค่ไหนก็หยุดไม่ได้ https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-movie-2/ https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-movie-2/#respond Thu, 06 Sep 2018 10:29:06 +0000 https://thestandard.co/?p=119362

ก่อนที่ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์คลุกวงในตลอด […]

The post ตูน บอดี้สแลม และ ไก่ ณฐพล กับเรื่องเล่าระหว่างการก้าวที่เจ็บแค่ไหนก็หยุดไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนที่ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์คลุกวงในตลอด 55 วันของโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ จะเข้าฉายให้ชมฟรีพร้อมกันทั่วประเทศ THE STANDARD POP มีโอกาสนั่งคุยกับเจ้าของโปรเจกต์อย่าง ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย และ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ที่ยอมทิ้งโอกาสการทำงานที่นิวยอร์ก บินตรงกลับประเทศไทยเพื่อมารับหน้าที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ

 

เรื่องเล่าระหว่างทางวิ่ง การยอมรับในตัวซึ่งกันและกัน ความเจ็บปวด ความเอาแต่ใจ ฯลฯ ที่แม้แต่กล้องถ่ายทอดสดตลอดระยะทางการวิ่งไปจนถึงกล้องของทีมงานภาพยนตร์ก็ไม่สามารถบันทึกไว้ได้หมด แต่ขณะเดียวกัน อีกหลายโมเมนต์ หลายอารมณ์ความรู้สึก กลับถูกบันทึกเอาไว้ในเมโมรีของหัวใจ ตลอดเส้นทางการวิ่ง 55 วันที่ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตครั้งสำคัญที่ทั้งคู่จะไม่มีวันลืม

 

 

ตัวอย่างภาพยนตร์ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว

 

รู้สึกอย่างไรบ้างตอนที่ไก่และตูนเจอกันครั้งแรก

ตูน: ประมาณ 2-3 ปีที่แล้วผมไปทัวร์ที่นิวยอร์ก แล้วมีเพื่อนบอกว่ามีรุ่นน้องอยากขอมาถ่ายรูปบรรยากาศเบื้องหลังเวที

 

ไก่: อยากจะมาดูฟรี

 

ตูน: ความหมายของเราก็คือประมาณนั้นแหละ (หัวเราะ) เราก็บอกว่ามาเลย สบายๆ แล้วก็ได้เจอไก่ครั้งแรก วันนั้นไก่ก็อยู่ไปเรื่อยๆ เนอะ ตอนนั้นก็ไม่มีคนรู้นะว่าไก่เป็นทีมงานของวง

 

ไก่: พี่ตูนให้บัตรห้อยคอ All Area มา แล้วก็ไปปีนจอ LED แล้วโดนเขาดุมาด้วย

 

ตูน: แต่วันนั้นก็ผ่านไป ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมาก แล้วไก่ก็ส่งรูปมาในเมล เป็นรูปที่ผมชอบ แล้วผมก็เอาลงอินสตาแกรม คนที่เจอกันครั้งแรกหรือมาถ่ายรูปเบื้องหลังคอนเสิร์ตครั้งแรกๆ ส่วนใหญ่จะไม่เลือกสื่อสาร เลือกถ่ายในความเป็นเบื้องหลังที่อิโมชันนัลมากๆ รูปนั้นมีผมอยู่คนเดียวในห้อง มันมีอารมณ์อยู่ในนั้น แล้วผมรู้สึกพิเศษกับรูปนี้

 

พอได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในโปรเจกต์ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว พวกคุณได้เห็นมุมอื่นๆ ของกันและกันเพิ่มขึ้นอีกบ้างไหม

ตูน: ตั้งแต่คุยกันตอนประชุม นัดแนะงาน ไปถ่ายตอนซ้อมวิ่งบ้าง ก็ได้รู้จักในมุมของการทำงานมากขึ้น ได้สังเกตว่าเขามีวิธีการคิดแบบไหน เลือกตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำอย่างไร บางครั้งก็สามารถมีข้อคิดเห็นอะไรที่ชวนเราคิดงานให้เกิดภาพมิติที่กว้างขึ้น รู้สึกว่าเขามีมุมคิดที่มีตรรกะที่คล้ายๆ กัน ทำให้ผมคลิกกับเขาได้ง่าย

 

ไก่: คำตอบของผมวัดยากว่ารู้จักมากขึ้นไหม เพราะเราโตมากับเพลงพี่ตูน รู้จักพี่ตูนมาก่อนในฐานะศิลปิน เล่นเพลงของบอดี้สแลม ติดตามเขามาตลอดตั้งแต่มัธยม พอได้มารู้จักพี่ตูนจริงๆ เขาไม่ต่างจากสิ่งที่เราสัมผัสได้จากเนื้อเพลง ผ่านสิ่งที่เขาทำ ผ่านสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์หรืออะไรก็ตาม ไม่ได้รู้สึกว่างานคอนเสิร์ตต้องเก๊กๆ ให้ดูเท่ๆ นะ หรืองานวิ่งต้องเป็นอีกคนที่ต้องเปิดรับคนนู้นคนนี้ เขาเป็นของเขาแบบนี้ในทุกๆ สภาพอยู่แล้ว

 

ถ้าพูดถึงเรื่องความเชื่อ ตูนมองเห็นสิ่งนี้จากไก่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์อย่างไรบ้าง

ตูน: เขาจบนิเทศศาสตร์ แล้วเลือกเรียนต่อในสายสารคดีที่เขาชอบที่นิวยอร์ก มันจะมีสักกี่คนที่จบนิเทศฯ แล้วมาทำแบบนี้ บางคนคงอยากทำหนังปกติที่บันเทิง ทำเงิน ที่ต่อยอดให้เกิดอาชีพ เกิดอะไรที่ยั่งยืน ผมไม่รู้หรอกว่าสารคดีจะยั่งยืนหรือเปล่า แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังแบบฮอลลีวูด หรือกระทั่งกระแสหนังในเมืองไทยก็ตาม ไม่ใช่หนังที่ทำรายได้ให้กับตัวค่ายหรือตัวผู้กำกับได้มาก ก็รู้สึกว่า เออ น่าสนใจเนอะ คนที่เลือกไปต่อในสายที่มันไม่…

 

ไก่: ไม่ทำเงิน

 

ตูน: ไม่ธรรมดา (หัวเราะ) คนคนนี้คงมีเชื้ออะไรบางอย่างที่น่าสนใจ ถ้าได้รู้จักมักคุ้นกัน มันเตะตาเตะใจมาตั้งแต่ตอนนั้นนะ คนแบบนี้มันดีเว้ย จนสุดท้ายได้มาขลุกกันจริงๆ เรารู้สึกว่า เออ เขาเหมาะสม เหมาะสมที่ไปเรียนทางด้านนี้แล้วได้มาทำในเรื่องที่เราออกไปวิ่ง

 

ไม่มากก็น้อยคือเขาอยู่ถูกที่ถูกเวลา รวมทั้งทีมของเขาอีก 3 คนด้วยนะ อยู่ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ บางทีตื่นมาผมเจอกล้องแล้วยังไม่ได้แปรงฟันเลย เปิดม่านมาก็สแตนด์บายแล้ว โอเค ได้ เดี๋ยวกูไปขี้ก่อนนะ (หัวเราะ)

 

เรื่องความเชื่อของตูนคงไม่ต้องพูดถึงกันอยู่แล้ว แต่ในเรื่องความบ้า ไก่มองเห็นความบ้าซ่อนอยู่ในตัวผู้ชายคนนี้มากขนาดไหน

ไก่: ไม่ใช่แค่พี่ตูน ทุกคนในโปรเจกต์นี้มีคำว่าบ้าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาในตำแหน่งใดๆ ก็ตาม ยกตัวอย่างพี่เอก ที่ถ่ายกล้องไลฟ์ขบวนวิ่ง ถ้าพี่ตูนคือคนที่วิ่งจากเบตงไปถึงแม่สายคนแรกๆ พี่เอกก็คือคนที่นั่งหันหลังจากเบตงถึงแม่สายคนแรกเหมือนกัน ทุกตำแหน่งบ้าหมดครับ เป็นโครงการที่เอื้อให้ทุกคนได้ทำอะไรที่เป็นที่สุดของชีวิต ทุกหน้าที่ที่เคยทำในชีวิตปกติ พอมาอยู่ตรงนี้ทุกอย่างมันทวีคูณหมดเลย

 

ตูน: อีกคนหนึ่งที่ผมอยากพูดถึงคือพี่โอ๊ต (ธีรทัต สังขทัต ณ อยุธยา) ที่เป็นเมเนเจอร์คอยจัดการเรื่องต่างๆ ในโครงการ กับทีมงานของเขาประมาณ 20-30 คน ที่ต้องคอยตื่นก่อนเลิกทีหลังตลอดเวลา ไปตั้งจุดสตาร์ทจุดนี้ ไปดักจุดนั้น ต้องทำแบบนี้ซ้ำๆ ตลอด 55 วัน ผมรู้ว่ามันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนหลายคนก็ป่วย หลายคนต้องออกจากขบวนไปกลางคัน

 

พี่โอ๊ตเองก็เจอกับหลายๆ เรื่อง หลายๆ คนที่เข้ามาหลายๆ รูปแบบ ซึ่งเขารับมือกับมันได้ โอเค มันไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่าเขาสอบผ่านและทำได้ดี จนโครงการนี้สำเร็จลงได้ ต้องขอบคุณพี่โอ๊ตและทีมงานทั้งหมดที่ทำงานปิดทองหลังพระ ผมแค่วิ่งอย่างเดียว ผมโอเคแล้ว แต่ยังมีอีกเป็นร้อยคนที่เหนื่อยกว่าผมอยู่เบื้องหลัง สังเกตจากหน้าตาของแต่ละคนที่เปลี่ยนไปในแต่ละครั้งที่ตื่นมาเจอกัน รู้สึกว่าเขาทุ่มเทมาก ในขณะที่พลังชีวิตเริ่มน้อยลงทุกที

 

 

นอกจากอยากขอบคุณแล้วมีอยากขอโทษใครบ้างไหม เพราะเท่าที่ติดตามโครงการนี้มา ตูนถือว่าเป็นคนที่ดื้อและเอาแต่ใจตัวเองพอสมควรเหมือนกันนะ

ตูน: ถ้าขอโทษได้ผมขอโทษทุกคนเลยนะ ผมเกรงใจทุกคนมากจริงๆ นะ ผมเป็นอย่างที่ทุกคนรู้ ถ้าอยากทำอะไรชิ้นหนึ่ง ผมก็อยากทำให้ปลายทางมันสำเร็จ แต่ระหว่างทางก็ต้องรบกวน ขอความช่วยเหลือคนเยอะมากเลย พอโครงการจบ เรารู้สึกว่าในระหว่างทางเราร้อนเกินไป บางครั้งเราเห็นแก่ตัวมากเกินไป เพราะเราเป็นคนแถวๆ ที่เรียกว่าเล็งผลเลิศ เลือกตัดสินใจโดยยึดเป้าหมายเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยเอาใจคนเป็นหลักเท่าไร

 

ถ้าเป็นเวลาปกติผมจะใช้ชีวิตแบบผ่อนหนักผ่อนเบา แต่เมื่อไรก็ตามที่กระโจนเข้าไปทำงานร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมกัน บางทีเส้นของผมมันจะตึง แล้วรู้เลยว่าไอ้เส้นที่ตึงมาก มันอาจไปดึงเส้นของใครให้ตึงจนขาดได้ ผมรู้ตัวนะครับ แต่มันไม่สามารถประนีประนอมได้ จริงๆ แล้วผมรู้สึกขอโทษทุกคนจริงๆ

 

ความขัดแย้งที่คนขี้เกรงใจอย่างตูน ต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตึงและเอาแต่ใจอยู่ตลอดเวลา น่าจะเป็นคอนเทนต์ชั้นดีสำหรับการเอามาเล่าเรื่องในหนังเลยหรือเปล่า

ไก่: คือตึงของพี่ตูนกับตึงของเราไม่เหมือนกัน หย่อนของพี่ตูนกับหย่อนของเราก็ไม่เหมือนกัน ในฐานะที่ผมสังเกตเหตุการณ์นี้มาตลอด ถ้าเทียบตัวเองมาอยู่ในสถานะพี่ตูน ผมคงขาดไปตั้งแต่หนึ่งหรือสองวันแรกแล้ว สภาวะแรงกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะความลำบากในร่างกาย ระยะทางที่ค่อนข้างหนัก แล้วพี่ตูนเป็นเหมือนตาของพายุที่ทุกอย่างต้องหมุนรอบเขา ไม่รู้พูดเกินไปหรือเปล่า แต่สำหรับผมพี่ตูนเหมือนนักบวช

 

ภาษาอังกฤษจะมีคำว่า devil advocate ที่จะมีตัวร้ายในหัวบอกเราว่า เฮ้ย ความฉิบหายต้องเกิดสิ เราจะได้คอนเทนต์หรืออะไรบางอย่าง ไม่ได้หมายถึงว่าเชียร์ให้เกิดอุบัติเหตุนะ แต่สถานการณ์วิ่ง 55 วันที่มีคนมากมายมาเกี่ยวข้อง มันเอื้อให้เกิดคอนฟลิกซ์ได้เยอะมาก แต่พี่ตูนควบคุมจิตใจและร่างกายของตัวเองได้ดีมาก จนบางทีเสียงปีศาจในหัวจะบอกว่า เฮ้ย ทำไมพี่ถึงควบคุมตัวเองได้ดีขนาดนี้วะ (หัวเราะ) แต่จิตปกติของเราก็จะรู้สึกว่า มันต้องสำเร็จอยู่แล้ว เพราะมันคือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ในโลกใบนี้

 

ถ้าคนที่วิ่งไม่ใช่ตูน หรือเป็นตูนที่ควบคุมตัวเองได้ไม่ดีขนาดนี้ หนังเรื่องนี้จะสนุกกว่านี้ไหม

ไก่: เป็นไปได้ มันคงมีความหวือหวาในแง่ความขัดแย้งหรืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายสิ่งนั้นไม่ใช่ประเด็นสำหรับผมนะ เพราะเราไม่ได้มองงานนี้แบบหนังทั่วๆ ไป เราร่วมงานเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดราม่าบางอย่างที่คาดหวังเลยไม่ใช่ปัจจัยที่เราจะเอามาเป็นน้ำหนัก

 

เคยรู้สึกไม่อยากยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพอีกต่อไปแล้วบ้างไหม เวลาเห็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากๆ หรือเห็นตูนต้องเจ็บอยู่บ่อยๆ

ไก่: อย่างซีนฉีดยาที่เห็นในตัวอย่างหนัง อยู่ๆ น้องเอ็มตากล้องถ่ายภาพก็น้ำตาไหลออกมา แต่พอเรารู้จักพี่ตูน รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน เราจะรู้เลยว่ามันหยุดไม่ได้จริงๆ เมื่อสร้างเป้าหมายแบบนี้มาแล้วเขาต้องไปให้สุด เราก็ต้องไปให้สุดเหมือนกัน

 

 

ตูนได้ยินคนบอกให้หยุดโครงการนี้บ่อยขนาดไหน

ตูน: จริงๆ ระหว่างวิ่งผมไม่ค่อยได้อ่านคอมเมนต์อยู่แล้ว เราใช้ชีวิตแบบมีสติ มีเป้าหมาย มีวิธีการของเรา คิดแค่ว่าถ้าเราออกไปทำแล้วไม่ทำให้เดือดร้อน และมันจะสร้างอะไรขึ้นมาได้สักนิดหน่อย ช่วยชีวิตคนได้บ้าง เราเลือกที่จะทำ

 

ระหว่างทางก็ได้ยินตลอดจริงๆ ครับ จากคนใกล้ตัว แต่ไม่ถึงกับให้หยุดเลย แต่อยากให้พักเพิ่มสักหน่อยไหม อย่างหมอเมย์ (พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่คอยดูแลตูนตลอดการวิ่ง) บอกว่า ถ้าเจ็บขนาดนี้แล้วมาหาหมอ หมอให้พักเป็นเดือนเลยนะ แต่เราคิดว่าไม่ได้ เพราะเราตั้งโจทย์มาแบบนี้แล้ว ถ้าไม่ทำจะตั้งขึ้นมาทำไม เราพูดแค่ว่าจะวิ่ง 2,000 กิโลเมตรในเวลาเท่าไรก็ได้สิ แต่มันเป็นความท้าทายส่วนตัวว่า ครั้งที่แล้วตอนบางสะพานเราทำได้วันละ 40 กิโลเมตร ติดกัน 10 วัน ครั้งนี้เพิ่มอีกสักหน่อยเป็น 50 กิโลเมตร ก็เอาไปหาร 2,000 กว่าๆ ได้ 40 วันนิดๆ รวมวันพักเป็น 55 วัน ผมคำนวณแบบเถรตรงมาก คณิตศาสตร์ซื่อๆ ไม่ต้องถอดรูท ถอดอะไร (หัวเราะ) ทำได้ไม่ได้ไม่รู้หรอก แต่เราขอทำให้เต็มที่กับโจทย์ที่ตั้งเอาไว้ก่อนแค่นั้นเอง

 

เคยคิดเอาไว้หรือเปล่าว่าร่างกายต้องทนไปถึงจุดไหนแล้วถึงจะยอมหยุดจริงๆ

ตูน: มีวันวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ที่รู้ตอนตรวจเลือดว่าไอ้ค่าเลือดที่บ่งชี้ถึงอาการไตวายเฉียบพลันมันขึ้นไปสูงขนาดว่าเกือบไปแล้ว ใช้คำว่ากลัวได้ไหมไม่แน่ใจ แต่มันขนลุกวูบขึ้นมาเหมือนกันนะว่า เออ เกือบไปแล้วเนอะ มิน่าล่ะ ทำไมถึงหน้ามืดตรงนี้ กลับมาคิดคนเดียว เพราะบางทีผมไม่ค่อยบอกหมอ  

 

มีโกหกอะไรคุณหมออีกบ้าง

ตูน: พวกอาการหน้ามืดนี่แหละครับ ผมชอบก้มลงไปเวลาเจอเด็กหรือคนแก่ พอลุกขึ้นมาบางทีก็จะวูบๆ ไป แต่หยุดไม่ได้ ต้องทำเวลาแล้วเรารู้สึกว่ายังไปต่อได้ คิดในใจว่ามันคงเป็นอาการปกติของคนที่พักผ่อนน้อยแล้วมาออกกำลังมั้ง ฝากขอโทษคุณหมออีกคนหนึ่งด้วยแล้วกันครับ (หัวเราะ)

 

 

ได้ยินมาว่าหลังจากดูหนังจบแล้วตูนนั่งเงียบๆ คนเดียวอยู่ 5 นาที ตอนนั้นคิดอะไรอยู่

ตูน: เราไม่อยากให้คนมาโฟกัสที่เราเยอะ ตั้งแต่โครงการกรุงเทพฯ-บางสะพานแล้ว อยากให้โฟกัสที่ข้อความที่เราสื่อสารมากกว่า แต่ก็เป็นเพราะคำแนะนำของพี่ปิงปอง (นิติพัฒน์ สุขสวย Managing Director สำนักข่าว THE STANDARD) ที่บอกว่า ถ้าจะทำแล้วทำไมไม่ทำให้คนรู้เยอะที่สุด ผมก็เลยเลือกไปทีวี ไปสัมภาษณ์ให้คนได้รับรู้ข้อความที่เราจะสื่อสารมากที่สุด เพื่อให้ผลตอบรับคุ้มค่ากับสิ่งที่เราลงมือทำ

 

แต่ธรรมดาผมจะเป็นคนขี้กลัวไปหมดเลย กลัวคนมาหาว่าเราทำสิ่งนี้เพื่อผลอันนี้ และผมรู้ว่าถ้าเจอแบบนั้นแล้วใจผมจะรู้สึกแบบไหน แต่สุดท้ายถ้ามีหนังสักเรื่องแล้วมาโฟกัสที่เราอีกก็จะแบบ โอ๊ย กูบอกแล้วไงว่าอย่าทำเรื่องกู ให้ไปโฟกัสที่อื่น รูปโปสเตอร์ที่ผมเลือกยังเป็นรูปที่ปิดหน้าครึ่งหนึ่งเลย (หัวเราะ) กลัวคนเบื่อ และเดี๋ยวเขาหาว่าทำหนังโปรโมตตัวเองอะไรแบบนี้ ในใจเราอยากเห็นมวลความสวยงามข้างทางที่เกิดขึ้นมากกว่า

 

 

ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงไม่บอกให้แก้ เพราะในฐานะเจ้าของโปรเจกต์ตูนน่าจะมีสิทธิ์ขาดตรงนี้อยู่

ตูน: เพราะมันไม่ใช่หนังของผม เป็นหนังที่ทำด้วยกัน จริงๆ ทำแบบนั้นก็คงได้มั้ง แต่ผมจะเป็นคนอีกแบบเลย แล้วผมไม่อยากทำแบบนั้นในงานชิ้นนี้ที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน และคิดว่ามันน่าจะเกิดประโยชน์กับใครได้จากเรื่องราวของเรา จากสิ่งที่เราเป็น หรือจากอะไรก็ตามที่เราทำ ผมขอบคุณทุกคนนะครับที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สมอง มาช่วยในโปรเจกต์นี้ ทั้งๆ ที่ทุกคนไม่ได้อะไร เป็นงานการกุศลแต่ทุกคนก็ทำออกมาอย่างเต็มที่

 

ถ้าเอาภาพของตัวเองออกไป แล้วดูเหมือนหนังปกติทั่วไปเรื่องหนึ่ง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว คือหนังแบบไหน

ตูน: ผมนั่งอึนอยู่แป๊บหนึ่ง แต่บอกได้เลยว่าผมเอ็นจอยกับมันมาก ผมได้รับพลังงานดีๆ นะครับ เป็นหนังที่ดีมาก เป็นแค่พาร์ตความกลัวส่วนตัวอย่างเดียวเลยที่ตีกันระหว่างพลังงานดีๆ ที่ได้รับกับการต้องเห็นภาพโฟกัสมาที่ตัวเองทำให้อึน เป็นพาร์ตที่คนอื่นไม่มีหรอกครับ สุดท้ายก็ให้หนังออกมาในแบบที่ทุกคนคิดว่ามันควรจะเป็น

 

เพราะหนังเรื่องนี้ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวผม แต่อยากให้หนังเป็นตัวแทนคำขอบคุณของพวกเราตลอดโปรเจกต์ก้าวคนละก้าวตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่สอง ที่ทุกคนออกมาร่วมด้วยช่วยกันด้วยใจ ออกมาฟรีๆ ให้ข้าว ให้น้ำ ให้ใจ ให้เงินบริจาคต่างๆ เลยคิดว่าถ้าจะมีหนังสักเรื่องหนึ่งจากพวกเรา ก็อยากให้ทุกคนได้ดูกันแบบฟรีๆ เช่นเดียวกัน สุดท้ายเราก็มีผู้ใหญ่ใจดีเป็นสปอนเซอร์ จนสามารถทำให้ทุกคนได้รับชมกันแบบฟรีๆ ได้ทั่วประเทศ

 

 

ทำไมถึงระดมทุนจากเงินบริจาคของหนังเรื่องนี้ให้กับโรงพยาบาลศิริราช

ตูน: ตอนนี้โรงพยาบาลศิริราชกำลังสร้างตึกใหม่ชื่อว่า นวมินทรบพิตร 84 พรรษา ความสำคัญของตึกนี้คือ หนึ่งเป็นตึกที่ดูแลผู้ป่วยยากไร้ สองคือเป็นตึกที่สร้างบุคลากรทางการแพทย์หรือนักเรียนแพทย์เพื่อกลายมาเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพต่อไป เพราะนอกจากเครื่องไม้เครื่องมือที่ขาดแคลน แพทย์ที่ชำนาญการเก่งๆ ก็สำคัญ และตึกนี้ก็จะเป็นส่วนกลางที่ผลิตบุคลากรเหล่านั้นออกมาเติมเต็มส่วนที่ขาดของโรงพยาบาลต่างจังหวัดต่อไป

 

รวมถึงความหมายอีกนัยสำคัญที่ผมรู้สึกกับมันมากคือ ตึกนี้จะเป็นตึกสุดท้ายที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราพระราชทานชื่อไว้ให้ เพราะเราเกิดมาในยุคของพระองค์ ส่วนตัวของผมก็อยากทำให้ตึกนี้เป็นของขวัญจากพวกเราคนไทยที่ช่วยกันทำให้เสร็จสมบูรณ์ใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

 

อีกเหตุผลคือ เมื่อปีสองปีที่แล้ว หลังจากวิ่งกรุงเทพฯ-บางสะพานเสร็จ ก็มีคุณหมอกีรติ (ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช กรรมการประจำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) อยากพานักเรียนแพทย์ที่ทำโครงการวิ่งผลัดจากเชียงรายลงมากรุงเทพฯ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวและระดมทุนจากประชาชนเพื่อสร้างตึกนวมินทรบพิตร 84 พรรษา มาเจอเรา เผื่อว่าเราให้กำลังใจหรือคำแนะนำอะไรได้บ้าง

 

พอได้เจอกันก็ได้รู้ว่าคุณหมอและทีมแพทย์สมัยก่อนเมื่อ 30 ปีที่แล้วเคยทำโครงการในลักษณะนี้ ออกวิ่ง ชวนมาออกกำลังกาย ในขณะเดียวกันก็รับเงินบริจาคเพื่อสร้างอาคารสยามินทร์ พอรู้เรื่องนี้ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคุณหมอก็เหนื่อยกับการรักษาคนอยู่แล้ว นักเรียนแพทย์ก็ต้องเหนื่อยกับการเรียน แล้วยังต้องมาคิดกิจกรรม คิดงานเพื่อระดมทุนสร้างตึกใหม่เพื่อให้มีเครื่องไม้เครื่องมือดีๆ เพื่อมารักษาพวกเราอีก สุดท้ายแล้วเขาต้องทำทุกมิติเลยเหรอ

 

เราอยากกระจายข้อความเหล่านี้ไปให้ทุกคนได้รู้ว่า เขาต้องทำทุกอย่างเลยนะ แล้วทำไมเราจะไม่ช่วยกัน ในฐานะผู้กำกับคนหนึ่ง ในฐานะสื่อ พ่อค้า นักศึกษา คนขับแท็กซี่ ฯลฯ ใครทำอะไรได้ช่วยเขาไหม นิดหน่อยก็ได้ เราไม่ได้ถามหาเงินล้านจากคนที่มีร้อย เราถามหาแค่ความช่วยเหลืออะไรก็ได้ ช่วยให้กำลังใจก็ได้

 

หรืออย่างน้อยช่วยเข้าใจเรื่องนี้ แล้วช่วยบริจาคตัวเองออกมาจากระบบก็ได้ ออกกำลังกาย ดูแลตัวเองให้ดี ป้องกันโรคบางโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ต้องเข้าไปค้างอยู่ในระบบการรักษา แล้วให้ตรงนั้นเป็นที่ของคนป่วยที่จำเป็นจริงๆ แค่นี้ก็ช่วยได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงเงินก็ได้ แต่สำหรับคนที่มีความสุขกับการได้เห็นตึกนี้สร้างสำเร็จ ภูมิใจที่ได้บริจาคเราก็ยินดี นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกทุกคนว่า อย่าให้คุณหมอ นักเรียนแพทย์ หรือพยาบาลต้องทำทุกมิติด้วยตัวเองขนาดนั้นเลย เรามาช่วยกันเติมเต็มในสิ่งที่เราทำได้กันเถอะ

 

ภาพ: ศศิพิมพ์ อนันตกรณีวัฒน์ และ GDH 559

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ตูน บอดี้สแลม และ ไก่ ณฐพล กับเรื่องเล่าระหว่างการก้าวที่เจ็บแค่ไหนก็หยุดไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-movie-2/feed/ 0
เปิดใจ ‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’ ผู้กำกับสารคดีชีวิต ตูน บอดี้สแลม กว่าจะมาเป็น ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ – THE STANDARD Daily 20 สิงหาคม 2561 https://thestandard.co/thestandarddaily20082561/ https://thestandard.co/thestandarddaily20082561/#respond Tue, 21 Aug 2018 02:45:01 +0000 https://thestandard.co/?p=115070

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 20 สิงหาคม&nbs […]

The post เปิดใจ ‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’ ผู้กำกับสารคดีชีวิต ตูน บอดี้สแลม กว่าจะมาเป็น ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ – THE STANDARD Daily 20 สิงหาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2561 เวลา 20.00 

 

  • เปิดใจ ‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’ ผู้กำกับสารคดีชีวิต ตูน บอดี้สแลม กว่าจะมาเป็น ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์แห่งประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวการวิ่งจากเบตงถึงแม่สาย รวมระยะทางกว่า 2,215 กิโลเมตร
  • พร้อมประเด็นข่าวน่าจับตา อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วม ‘เซินติญ-เบบินคา’
  • รวม 12 ข้อที่ควรรู้ของ ‘Panya’ แอปฯ เกมโชว์ยอดฮิต

 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 20.00 เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post เปิดใจ ‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’ ผู้กำกับสารคดีชีวิต ตูน บอดี้สแลม กว่าจะมาเป็น ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ – THE STANDARD Daily 20 สิงหาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thestandarddaily20082561/feed/ 0
‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์แห่งแรงบันดาลใจตลอด 55 วันของโครงการก้าวคนละก้าว พร้อมฉายให้ดูฟรีทั่วประเทศ https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-movie/ https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-movie/#respond Fri, 10 Aug 2018 11:02:15 +0000 https://thestandard.co/?p=113066

จากความตั้งใจของ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งที่ต้องการใช้การวิ่งจา […]

The post ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์แห่งแรงบันดาลใจตลอด 55 วันของโครงการก้าวคนละก้าว พร้อมฉายให้ดูฟรีทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากความตั้งใจของ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งที่ต้องการใช้การวิ่งจากใต้สุดไปเหนือสุดของประเทศไทยเป็นระยะทาง 2,215 กิโลเมตร จนสามารถระดมเงินจากหัวใจของคนทั้งประเทศเป็นจำนวนมากกว่า 1,400 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

 

ตลอดระยะเวลา 55 วันที่ อาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูน บอดี้สแลม สร้างความสุข รอยยิ้ม และแรงบันดาลใจ ได้ถูกสกัดออกมาเป็นภาพยนตร์ความยาว 90 นาทีโดย ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ได้รับโอกาสจากค่าย GDH และยอมสละโอกาสการทำงานต่อที่นิวยอร์กเพื่อกลับมารับหน้าที่ผู้กำกับในโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ

 

สิ่งที่เราจะได้เห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้คือภาพที่ทุกคนไม่เคยเห็น นอกจากการไลฟ์ผ่านเพจ ‘ก้าว’ และการรายงานข่าวจากสื่อมวลชน โดยเป็นภาพจากทีมงาน 4 คนและกล้องเพียง 2 ตัวในการบันทึกทุกช่วงเวลาและความประทับใจที่เกิดขึ้นตลอดสองข้างทาง เหตุการณ์ก่อนและหลังการวิ่งในแต่ละวัน รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นบน ‘รถบ้าน’ ที่เป็นเสมือนพื้นที่หวงห้ามที่ตูนเก็บไว้เพื่อพักผ่อนเป็นการส่วนตัวเท่านั้น

 

จากภาพยนตร์ตัวอย่างที่เปิดตัวออกมาในงานแถลงข่าว เราจะได้เห็นยอดมนุษย์อย่างตูนเล่นมุกเรียกกระดาษทิชชูว่า ‘ทิชชี’ เผลอสบถคำว่า ‘เหี้ย’ ออกมาโดยไม่ตั้งใจ รวมทั้งเสียงครวญจากการฝืนฉีดยาเพื่อฟื้นฟูร่างกายด้วยความเจ็บปวดที่ไม่เคยมีใครเคยได้ยิน

 

โดยจุดเริ่มต้นทั้งหมดเป็นความต้องการของตูนที่อยากให้มีผลงานต่อเนื่องมาตั้งแต่โครงการวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปอำเภอบางสะพานในปี 2559 และได้มาปรึกษากับค่าย GDH ถึงความเป็นไปได้ในการบันทึกเรื่องราวในโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ และถ่ายทำออกมาในรูปแบบภาพยนตร์

 

แน่นอนว่าไม่มีใครคิดปฏิเสธโอกาสนั้น แต่ปัญหาคือนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนถ่อมตัวและขี้อาย ทำให้ตูนย้ำกับผู้กำกับตลอดเวลาว่าไม่อยากให้หนังเรื่องนี้โฟกัสที่เขา แต่สำหรับไก่คิดว่าตูนคือแรงบันดาลใจของเขา และหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นเรื่องตูนเท่านั้น

 

กระทั่งวันแรกที่ตูนได้รับชมภาพยนตร์ ฟีดแบ็กของเขาคือความเงียบอยู่ในหนังเป็นเวลา 5 นาที และยังย้ำประโยคเดิมว่า “ไม่ได้อยากให้หนังเรื่องนี้โฟกัสที่ผม” แต่หลังจากการพูดคุยกับทีมงาน ไก่รู้สึกว่ากระทั่งซูเปอร์สตาร์ก็ยอมเปิดใจเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของคนทั้งประเทศ

 

“ผมคิดเอาเองว่าพี่ตูนคงคิดว่าสุดท้ายเขาไม่จำเป็นต้องชอบหนังเรื่องนี้ก็ได้ แต่ถ้าหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นและส่งแรงบันดาลใจให้คนดูแล้วรู้สึกอยากออกไปวิ่ง ออกไปทำความดี ออกไปช่วยเหลือโรงพยาบาลอีกสักแห่ง เพราะฉะนั้นเขายอมให้หนังออกมาเป็นอย่างไรก็ได้ เล่าเรื่องมุมไหนของเขาก็ได้ หากสิ่งนั้นจะทำได้คนดูได้รับแรงบันดาลใจกลับไปจริงๆ”

 

ภาพยนตร์เรื่อง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว จะเข้าฉายให้ชมฟรี! ในโรงภาพยนตร์ทั้งเครือเมเจอร์และเอสเอฟทั่วประเทศจำนวน 720,000 ที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ 6-16 กันยายนนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ บริษัทของคนไทยที่เชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย มุ่งดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย

 

โดยความหวังของตูนคือเชิญชวนทุกคนที่ได้รับชมภาพยนตร์ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อหารายได้ซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลศิริราช อาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาสและผลิตบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ต่อไป ส่วนเหตุว่าทำไมต้องเป็นโรงพยาบาลศิริราชนั้นเป็นเพราะการวิ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคลากรแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งนี้

 

“หลังจบการวิ่งที่บางสะพาน มีคุณหมอและนักเรียนแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชเข้ามาขอแรงบันดาลใจกับผม เพราะเขากำลังจะทำโครงการวิ่งจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ เพื่อบอกต่อข้อความว่าศิริราชกำลังจะสร้างตึกใหม่และต้องใช้งบประมาณในการสร้างพอสมควร แต่แทนที่จะให้แรงบันดาลใจพวกเขา กลายเป็นว่าผมได้แรงบันดาลใจกลับมาแทน  

 

“มันบันดาลใจผมว่านี่นักเรียนแพทย์นะ เขาต้องเรียนหนักขนาดไหน นี่หมอนะ เขาต้องทำงานหนักขนาดไหนท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ ทั้งๆ ที่เขาเหนื่อยมากอยู่แล้ว แทนที่จะเอาเวลาไปพักผ่อน แต่เขายังต้องมาทำโครงการวิ่งเพื่อหาสตางค์ไปเสริมสร้างศักยภาพให้โรงพยาบาลรักษาพวกเราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่คนนอกอย่างเราต้องออกมาช่วยกันในมิตินี้ และต่อไปถ้าเราเหนื่อยในสายอาชีพตัวเองขนาดไหนเราก็ห้ามท้อเด็ดขาด”

สำหรับผู้ที่สนใจรับชมภาพยนตร์เรื่อง 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว สามารถติดตามรอบฉายและเงื่อนไขการชมภาพยนตร์ รวมทั้งรายละเอียดในการร่วมบริจาคเงินได้ที่เฟซบุ๊กเพจก้าว @kaokonlakao และเฟซบุ๊กเพจ GDH @gdh559

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ภาพยนตร์แห่งแรงบันดาลใจตลอด 55 วันของโครงการก้าวคนละก้าว พร้อมฉายให้ดูฟรีทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/2215-kaokonlakao-movie/feed/ 0