โลจิสติกส์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โลจิสติกส์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 Jul 2026 08:49:27 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ เยี่ยม Alibaba ชู AI-คลาวด์-โลจิสติกส์ ต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลไทย https://thestandard.co/pm-alibaba-ai-cloud-logistics/ Mon, 20 Jul 2026 08:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1232924 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะ เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group ที่กรุงปักกิ่ง

วันนี้ (20 กรกฎาคม) เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปั […]

The post นายกฯ เยี่ยม Alibaba ชู AI-คลาวด์-โลจิสติกส์ ต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะ เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group ที่กรุงปักกิ่ง

วันนี้ (20 กรกฎาคม) เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group เพื่อศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน โดยมี Fan Luyuan ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กลุ่มธุรกิจสื่อและความบันเทิงดิจิทัล ให้การต้อนรับ

 

นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของ Alibaba ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่พัฒนาสู่ระบบนิเวศดิจิทัลแบบครบวงจร ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจในประเทศไทยทั้งด้านคลาวด์ อีคอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์กระจายสินค้า

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI คลาวด์ และโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท พร้อมแสดงความต้องการเห็นความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มของ Alibaba เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่อาเซียน

The post นายกฯ เยี่ยม Alibaba ชู AI-คลาวด์-โลจิสติกส์ ต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนข้ามด่านสะเดาแห่งใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน สู่พื้นที่แห่งโอกาส ดันเศรษฐกิจภูมิภาค https://thestandard.co/thai-malaysia-sadau-border-road/ Fri, 10 Jul 2026 05:20:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1229103 นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่

วันนี้ (10 กรกฎาคม) เวลา 11.35 น. ที่ด่านศุลกากรสะเดาแห […]

The post นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนข้ามด่านสะเดาแห่งใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน สู่พื้นที่แห่งโอกาส ดันเศรษฐกิจภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่

วันนี้ (10 กรกฎาคม) เวลา 11.35 น. ที่ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ร่วมกับ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และภริยา เป็นประธานเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม

ดูภาพข่าว 

โดยมี พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน

 

เมื่อนายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางมาถึง ได้เดินข้ามฝั่งไปยังด่านบูกิตกายูฮิตัม โดยมีอันวาร์และภริยามาต้อนรับ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้จับมือและกอดทักทายกัน จากนั้นนายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียได้เดินเข้าไปด้านในของด่านฝั่งมาเลเซีย เพื่อเปิดแผ่นจารึก ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่ฝ่ายมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ

 

ได้ครับ นี่คือฉบับที่ตรวจแก้คำผิดและปรับสำนวนให้ลื่นไหลในรูปแบบข่าว โดยคงสาระเดิมทั้งหมด

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ร่วมกันกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยอนุทิน กล่าวขอบคุณอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุขและการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย–ภาคเหนือของมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ด่านสะเดาแห่งใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค ช่วยอำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ

 

รัฐบาลเชื่อว่า เมื่อถนนเชื่อมต่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ จะช่วยลดความแออัดบริเวณด่าน ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และภาคบริการในจังหวัดชายแดนก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า จากการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อวานนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่สงขลา–เคดาห์ สตูล–เปอร์ลิส และนราธิวาส–กลันตัน ควบคู่กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

 

รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้ทั้งสองประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซียตั้งเป้าร่วมกันขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย–มาเลเซียทั้งหมด สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะหัวใจของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ

 

สำหรับด่านสะเดาแห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่โครงการกว่า 596 ไร่ จัดให้มีช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า (Cargo Terminal) รองรับรถบรรทุกเข้า–ออกขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบ X-ray แบบ Fast Scan จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านในครั้งนี้มีขึ้นภายหลังที่ ครม. เห็นชอบตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอให้เปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9-23/10 และปิดจุดผ่านแดนเดิมบริเวณหลักเขตแดนที่ 22-23 โดยให้มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป กำหนดเวลาทำการตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ระหว่างเวลา 05.00-23.00 น. ของทุกวัน

 

 

นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ 1นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ 2นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ 3นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ 4นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ 5นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ 6นายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ 7

The post นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนข้ามด่านสะเดาแห่งใหม่ เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน สู่พื้นที่แห่งโอกาส ดันเศรษฐกิจภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้าน ยันไม่มีผู้ใหญ่เคลียร์ได้ https://thestandard.co/ananuthin-checks-ranong-warehouse-tax-evasion/ Sun, 10 May 2026 11:09:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1205707 อนุทิน ชาญวีรกูล ตรวจสอบสินค้าภายในโกดังที่จังหวัดระนอง

วันนี้ (10 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้าน ยันไม่มีผู้ใหญ่เคลียร์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ตรวจสอบสินค้าภายในโกดังที่จังหวัดระนอง

วันนี้ (10 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณหาดฟรีด้อม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ในเวลา 14.30 น. เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีภารกิจสำคัญในการเดินทางไปยังจังหวัดระนอง

 

ต่อมาเวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางมายังจังหวัดระนอง ลงพื้นที่โกดังบริษัท 168 ทรานสปอร์ต โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นโกดังไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่บริเวณถนน 4080 ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กองบังคับการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามและความมั่นคงรูปแบบใหม่ และปราบปรามภัยแทรกซ้อน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีการลักลอบจัดเก็บสินค้าหนีภาษีของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวเมียนมา จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดปฏิบัติการภัยแทรกซ้อน ร.25 พัน 2 และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง เข้าควบคุมสินค้าในโกดังดังกล่าว

 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นสินค้าลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร โดยพบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่สำหรับโรงงานและโรงแรม รวมถึงเครื่องปรับอากาศแบบร้อนและแบบเย็น มูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท จึงร่วมกันตรวจยึดสินค้า พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมคัดแยกและตรวจสอบที่มาของสินค้าต่อไป

 

โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินตรวจสอบสินค้าภายในโกดัง พร้อมสอบถามรายละเอียดว่า รู้จักเจ้าของโกดังหรือไม่ และสังเกตว่าสินค้ามีหลายประเภท ทั้งตู้เย็น ตู้แช่ และอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก

 

อนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เดิมทีตนลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะ ก่อนจะได้รับรายงานเรื่องการตรวจจับสินค้าเถื่อนรายใหญ่ที่จังหวัดระนอง จึงตัดสินใจเดินทางมาตรวจสอบด้วยตนเอง เพราะรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

 

“พอมาเห็นโกดังนี้ก็ตกใจ เพราะมีการเก็บกักตุนสินค้าที่เชื่อว่าไม่ได้เสียภาษี น่าจะเป็นการแจ้งว่าเป็นสินค้าผ่านแดนไม่เกิน 30 วัน แต่หากเกิน 30 วัน สินค้าจะตกเป็นของแผ่นดิน และเท่าที่ทราบ สินค้าเหล่านี้น่าจะเกินกำหนดแล้ว” อนุทิน กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ หากสามารถนำหลักฐานการเสียภาษีมาแสดงได้อย่างถูกต้อง ก็ไม่มีปัญหา แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็จะดำเนินคดีและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

อนุทิน ระบุอีกว่า ภายในโกดังมีสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ของใช้ทั่วไป เครื่องปรับอากาศกว่า 2,000 เครื่อง ปั๊มน้ำ และตู้แช่แข็ง โดยจากการสอบถามผู้ร่วมจับกุม พบว่าหลังเข้าตรวจค้น มีโทรศัพท์ลึกลับติดต่อเข้ามา ขอให้ยุติการจับกุมและรีบออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่ารู้จักนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงมีสายโทรศัพท์จากฝั่งเมียนมาติดต่อเข้ามาด้วย

 

“ต้องชื่นชมผู้ปฏิบัติงานที่ไม่หวั่นไหว วันนี้พวกเรามาอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีผู้ใหญ่ที่สูงกว่านี้มาเคลียร์เรื่องนี้ได้ ไม่ต้องกังวล เราจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ และจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยถ้าปราบไม่ได้ ก็จะยึดให้เป็นของแผ่นดิน” อนุทิน กล่าว

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สินค้าที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ ยังไม่พบว่าเป็นสิ่งของที่กระทบต่อความมั่นคง แต่หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าเสียภาษีถูกต้อง ก็ต้องถูกยึดเป็นของแผ่นดิน พร้อมเตือนผู้ที่ยังลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายว่า “ไม่รอดพวกเราแน่นอน”

The post อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้าน ยันไม่มีผู้ใหญ่เคลียร์ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรียนลูกค้าที่น่ารัก ทางร้านขอปรับ ‘ขึ้น’ ราคาอาหาร https://thestandard.co/food-prices-increase-photos/ Mon, 04 May 2026 11:21:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1203669 ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น

วันนี้ (4 พฤษภาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]

The post เรียนลูกค้าที่น่ารัก ทางร้านขอปรับ ‘ขึ้น’ ราคาอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น

วันนี้ (4 พฤษภาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะตามร้านขายอาหารสำเร็จรูปและร้านอาหารตามสั่ง เพื่อติดตามผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน

 

จากการสำรวจพบว่า ราคาอาหารสำเร็จรูปในปัจจุบันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10-20 ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเริ่มต้นตั้งแต่ 5 บาทต่อเมนูเป็นต้นไป

 

สาเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปรับขึ้นราคาอาหาร มาจากปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ ทั้งวิกฤตด้านพลังงานและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัจจัยนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และผลักดันให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

ปัจจัยต่อมาที่ได้รับผลกระทบเป็นโดมิโนคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เมื่อราคาน้ำมันดิบมีความผันผวน จึงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมพลาสติก ส่งผลให้ราคาบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารที่พ่อค้าแม่ค้าต้องใช้งานเป็นประจำ ปรับตัวสูงขึ้นราวร้อยละ 10-15

 

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้าน วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยพบว่าราคาเนื้อสัตว์ในท้องตลาดได้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ผนวกกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นผลกระทบลูกโซ่จากสถานการณ์ความไม่สงบ

 

ปัจจัยต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรอบด้านนี้ จึงกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาจำหน่าย เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

 

ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 1ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 2ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 3ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 4ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 5ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 6ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 7ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 8ร้านอาหารแสดงป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาอาหาร ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น 9

The post เรียนลูกค้าที่น่ารัก ทางร้านขอปรับ ‘ขึ้น’ ราคาอาหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฆษกรัฐบาลเผยโพลชี้คนใต้หนุน ‘แลนด์บริดจ์’ 67% นายกฯ สั่งเร่งเครื่องสร้างความเข้าใจ-รับฟังความเห็นทุกมิติ https://thestandard.co/land-bridge-poll-pm-clarification/ Mon, 04 May 2026 05:15:09 +0000 https://thestandard.co/land-bridge-poll-pm-clarification/ ภาพประกอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนายกฯ สั่งเร่งสร้างความเข้าใจและรับฟังความเห็นจากประชาชน

วันนี้ (4 พฤษภาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐ […]

The post โฆษกรัฐบาลเผยโพลชี้คนใต้หนุน ‘แลนด์บริดจ์’ 67% นายกฯ สั่งเร่งเครื่องสร้างความเข้าใจ-รับฟังความเห็นทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนายกฯ สั่งเร่งสร้างความเข้าใจและรับฟังความเห็นจากประชาชน

วันนี้ (4 พฤษภาคม) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล (NIDA Poll) ในหัวข้อ ‘คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว’ ซึ่งสะท้อนมุมมองของประชาชนในพื้นที่ต่อเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล โดยผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการจำนวน 1,333 คน พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 มีความเห็นด้วยกับโครงการ (แบ่งเป็นกลุ่มที่เห็นด้วยมากร้อยละ 34.21 และค่อนข้างเห็นด้วยร้อยละ 33.01)

 

ในขณะที่มีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยประมาณร้อยละ 32.78 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการขับเคลื่อนโครงการ ควบคู่ไปกับความท้าทายที่ภาครัฐต้องเพิ่มบทบาทในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญจากผลสำรวจในมิติของความเข้าใจ ซึ่งพบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 54.53 เคยได้ยินชื่อโครงการแต่ยังมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อย ตัวเลขนี้ถือเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ เพื่อให้ประชาชนทั้งกลุ่มที่ยังไม่เคยได้รับข้อมูลหรือกลุ่มที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงเชิงลึกได้อย่างถูกต้อง

 

ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย รัชดาระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการและกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งลงพื้นที่สร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการตัดสินใจและการผลักดันโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

 

ทั้งนี้ ในมุมมองของนักวิชาการและภาคส่วนต่าง ๆ แม้จะมีความคิดเห็นที่หลากหลายทั้งในเชิงสนับสนุนและตั้งข้อสังเกต แต่ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าโครงการแลนด์บริดจ์คือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย ทั้งในมิติของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงานสร้างอาชีพ และการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับข้อห่วงใยจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ โดยยืนยันว่าทุกประเด็นจะต้องผ่านการศึกษาในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน เพื่อกำหนดมาตรการรองรับที่เหมาะสม และรับประกันว่าโครงการจะสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

 

“นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ทุกข้อสงสัยต้องสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมของโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ แต่ตราบใดที่ยังมีข้อกังวล ภาครัฐก็ต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการดำเนินไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง” รัชดา กล่าวทิ้งท้าย

The post โฆษกรัฐบาลเผยโพลชี้คนใต้หนุน ‘แลนด์บริดจ์’ 67% นายกฯ สั่งเร่งเครื่องสร้างความเข้าใจ-รับฟังความเห็นทุกมิติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย ‘ระบบดี แต่โตช้า’ World Bank ชี้ ภาคธุรกิจไทยติดเพดานการเติบโต ท่ามกลางจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ยังนำภูมิภาค https://thestandard.co/thailand-business-growth-world-bank/ Fri, 24 Apr 2026 09:25:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1200928 ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ท่าเรือไทย แสดงถึงระบบการค้าและโลจิสติกส์ในรายงาน World Bank

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ‘สภาพแวดล้อมทางธุร […]

The post ไทย ‘ระบบดี แต่โตช้า’ World Bank ชี้ ภาคธุรกิจไทยติดเพดานการเติบโต ท่ามกลางจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ยังนำภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ท่าเรือไทย แสดงถึงระบบการค้าและโลจิสติกส์ในรายงาน World Bank

ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ‘สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการดำเนินงาน’ มากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่กำลังกดทับศักยภาพการเติบโตของภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ

 

 
 

นี่คือภาพสะท้อนจากรายงาน Enterprise Surveys Thailand 2025 ของธนาคารโลก ที่สำรวจบริษัทเอกชนไทยกว่า 813 แห่ง ระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘จุดแข็ง’ และ ‘จุดอ่อน’ ของไทยกำลังเคลื่อนตัวไปคนละทิศทาง

 

ระบบพื้นฐานยังแข็ง ไทยได้เปรียบในเวทีภูมิภาค

 

รายงานระบุว่า ไทยยังคงมีต้นทุนการทำธุรกิจเชิงระบบที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติที่เกี่ยวข้องกับรัฐและโครงสร้างพื้นฐาน

 

ธุรกิจไทยเพียง 13.2% ที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ เทียบกับ 43.5% ในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ขณะที่ความถี่เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.1 ครั้งต่อเดือน สะท้อนเสถียรภาพของระบบพลังงานที่เอื้อต่อการผลิต

 

ในด้านกฎระเบียบ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทไทยใช้เวลาเพียง 0.3% ของเวลาทำงานในการจัดการกับข้อกำกับของรัฐ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 7.4% อย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่กระบวนการทางการค้า เช่น การผ่านพิธีศุลกากร ใช้เวลาเพียง 2.6 วันสำหรับการส่งออก และ 3.8 วันสำหรับการนำเข้า เร็วกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่อยู่ที่ 8.7 และ 11 วันตามลำดับ

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีระดับ financial inclusion สูง โดย 96.9% ของธุรกิจมีบัญชีธนาคาร และมีอัตราการเข้าสู่ระบบ (formalization) ตั้งแต่เริ่มต้นสูงถึง 88.2%

 

ในมิติของทุนมนุษย์ ไทยยังโดดเด่นด้านการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในภาคธุรกิจ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทมีผู้บริหารหญิง (48.9%) สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค

 

‘เครื่องยนต์การเติบโต’ เริ่มสะดุด

 

แม้โครงสร้างพื้นฐานจะเอื้อ แต่ข้อมูลกลับชี้ว่า ภาคธุรกิจไทยเติบโตช้ากว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยอัตราการเติบโตของการจ้างงานอยู่ที่เพียง 1.3% ต่อปี เทียบกับ 6.4% ในภูมิภาค ขณะที่ยอดขายจริงเติบโตเพียง 2.6% เทียบกับ 8.7%

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “ปัญหาของไทยไม่ใช่การเริ่มต้นธุรกิจ แต่คือการขยายธุรกิจ”

 

จุดอ่อนเชิงลึก: ทักษะ การจัดการ และโครงสร้างการแข่งขัน

 

รายงานชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ คุณภาพการบริหารจัดการขององค์กร โดยไทยมีคะแนนดัชนีเพียง 35.8 จาก 100 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 55.2

 

ขณะที่มีเพียง 26.6% ของบริษัทที่จัดการฝึกอบรมพนักงานอย่างเป็นทางการ สะท้อนการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่ยังจำกัด

 

ปัญหา ‘ทักษะแรงงาน’ ถูกระบุเป็นอุปสรรคสำคัญ โดย 13.3% ของบริษัทมองว่าเป็นข้อจำกัดหลัก โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและใหญ่

 

 

อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างการแข่งขันยังถูกบิดเบือนจากเศรษฐกิจนอกระบบ (informal sector) โดย 29.8% ของธุรกิจระบุว่าต้องแข่งขันกับกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียน

 

ขณะที่ 17.4% มองว่า informal practices เป็นอุปสรรคหลัก สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค

 

โลจิสติกส์-คอร์รัปชัน-การเงิน: ‘คอขวดใหม่’ ของเศรษฐกิจ

 

แม้การค้าระหว่างประเทศจะมีประสิทธิภาพ แต่ ‘ระบบขนส่งภายในประเทศ’ กลับถูกระบุว่าเป็นอุปสรรคอันดับต้น ๆ โดย 17.1% ของธุรกิจมองว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญ และในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 34.7%

 

ในด้านธรรมาภิบาล 19% ของธุรกิจรายงานว่าเคยเผชิญการเรียกรับสินบน และ 27.1% ระบุว่ามีการเรียกรับเงินในกระบวนการขอใบอนุญาตก่อสร้าง

 

ขณะที่ระบบการเงิน แม้เข้าถึงได้ แต่ยัง ‘ไม่สนับสนุนการลงทุน’ อย่างเต็มที่ โดยมีเพียง 13.2% ของบริษัทที่ใช้สินเชื่อธนาคารในการลงทุน ขณะที่ 86.5% ใช้เงินทุนภายใน

 

ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ท่าเรือไทย แสดงถึงระบบการค้าและโลจิสติกส์ในรายงาน World Bank 2

 

บทสรุป: ไทยกำลังเผชิญ ‘กับดักศักยภาพ’

 

ภาพรวมของรายงานสะท้อนว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

จากประเทศที่เคยได้เปรียบด้าน ‘ต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน’ กำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันขึ้นอยู่กับ ‘คุณภาพของคน องค์กร และนวัตกรรม’

 

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การทำให้ ‘ทำธุรกิจได้ง่าย’ แต่คือการทำให้ ‘ธุรกิจเติบโตได้จริง’

 

และหากไม่สามารถยกระดับทักษะแรงงาน ปรับปรุงการบริหารองค์กร ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และปลดล็อกระบบการเงินได้ ความเสี่ยงในระยะยาวอาจไม่ใช่เพียง ‘การเติบโตที่ชะลอ’ แต่คือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคที่กำลังเร่งเครื่องอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: Quality Stock Arts / Shutterstock

The post ไทย ‘ระบบดี แต่โตช้า’ World Bank ชี้ ภาคธุรกิจไทยติดเพดานการเติบโต ท่ามกลางจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ยังนำภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน https://thestandard.co/middle-east-food-security-exports/ Thu, 23 Apr 2026 06:49:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1200456 ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตจานข้าวโลกจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนอาหารพุ่ง และโอกาสส่งออกอาหารไทย

‘จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก’ นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต […]

The post จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงวิกฤตจานข้าวโลกจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ต้นทุนอาหารพุ่ง และโอกาสส่งออกอาหารไทย

‘จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก’ นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก
และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในมิติด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและมิติด้านการบริโภคที่ชะลอลง รวมทั้งความเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply disruption)

  • ต้นทุนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิต
    ที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้นมากและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
    ผู้เล่นในระดับต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหารในวงกว้างทั้งเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และประมง
  • ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูงขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง (High energy intensity) หรือมีตลาดส่งออกปลายทางที่ค่อนข้างไกล
  • นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อีกด้วย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก สะท้อนได้จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำและมีแนวโน้มขาดแคลนในระยะข้างหน้า ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลายซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
  • สำหรับด้านอุปสงค์ แม้ในภาพรวมไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าอาหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง
    ในระดับต่ำ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและไทย รวมทั้งแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอาจกดดันให้การบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มฟุ่มเฟือยบางประเภทชะลอลงหรือหดตัวได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สินค้าที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการต้นทุนและซัพพลายเชนได้ดีกว่าจะมีความได้เปรียบมากกว่า

 

ภาวะสงครามที่ยืดเยื้อยังมีส่วนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security) อยู่ในภาวะที่เปราะบางมากขึ้นอีกด้วย

  • ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อเร่งสร้างความมั่นคง
    ด้านอาหาร (Food security) ในประเทศและสำรองไว้บริโภคยามฉุกเฉิน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้อุปทานอาหารบางอย่างออกสู่ตลาดโลกน้อยลง
  • การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ ซ้ำเติมให้อุปทานอาหารโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนมากยิ่งขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งผู้บริโภคในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ

 

อย่างไรก็ดี ไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการผลิตภัณฑ์อาหาร
บางประเภทที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน และโปรตีนพื้นฐานที่มีราคาไม่แพง
ที่มีแนวโน้มได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมทั้งคู่ค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเร่งสะสมสต็อกสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
และสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉินหากสงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการสินค้าอาหารบางประเภทในการขยายตลาดส่งออกและสร้างรายได้เพิ่มเติม

 

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสจากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการจองพื้นที่ระวางและสายเรือล่วงหน้าและทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หรือแม้แต่อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกโดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกและหันมาใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนที่เกิดจากความผันผวนภายนอกแล้ว ยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

The post จาก ‘สงครามอิหร่าน’ สู่ ‘จานข้าวโลก’ ส่องวิกฤตความมั่นคงอาหารปี 2026 เมื่อต้นทุนปุ๋ย-ค่าขนส่งพุ่งฉุดกำลังซื้อฟุ่มเฟือย แต่เปิดโอกาสทอง ‘อาหารพร้อมทาน-โปรตีนราคาถูก’ เสียบตลาดส่งออกรับเทรนด์กักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ผลกระทบอาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน https://thestandard.co/hormuz-strait-impact-logistics/ Wed, 01 Apr 2026 10:00:42 +0000 https://thestandard.co/hormuz-strait-impact-logistics/ เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการข […]

The post ทำไมกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ผลกระทบอาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขนส่งพลังงานที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แม้ว่าเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้อาจจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติในเร็วๆ นี้ก็ตาม

 

แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและการค้าต่างประเมินตรงกันว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ‘จะไม่ยุติลงในทันที’ แต่ผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์จะยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน หรืออาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในวิถีการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมเดินเรือ

 

โดยมีเหตุผลสนับสนุนหลักอยู่ 3 ข้อ ได้แก่

 

1. ปัญหาการกระจุกตัวของเรือ และสินค้าตกค้างมหาศาล (Backlog and Congestion)

 

นิลส์ เฮาพท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมัน Hapag-Lloyd ระบุว่า เมื่อการทิ้งระเบิดสิ้นสุดลง ไม่ได้แปลว่าสงครามทางโลจิสติกส์จะจบลงด้วย เพราะนั่นคือ ‘จุดเริ่มต้น’ ของการทำงานที่แท้จริง จะมีเรือหลายร้อยลำต้องการเข้าเทียบท่าหลักในอ่าวเปอร์เซียพร้อมๆ กัน ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทานทั้งขาเข้าและขาออก

 

ขณะที่ สเวน ริงบัคเคน กรรมการผู้จัดการ สมาคมประกันภัย Norwegian Shipowners’ Mutual War Risks Association ระบุว่า การเคลียร์สินค้า น้ำมัน และก๊าซที่ตกค้างจะต้องใช้เวลาหลายเดือน นอกจากนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและท่าเรือ รวมถึงการที่สายพานการผลิตหลายแห่งต้องหยุดชะงัก เพราะขาดพื้นที่จัดเก็บสินค้า ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบบขาดประสิทธิภาพ แม้ช่องแคบจะกลับมาเปิดแล้วก็ตาม

 

2. สภาพแวดล้อมความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป และต้นทุนประกันภัยที่พุ่งสูง

 

เอส.วี. อันจัน ประธานกรรมการ ของกลุ่มบริษัทเดินเรือและโลจิสติกส์ระดับโลกในสหรัฐฯ Safesea มองว่า ปัญหาลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องการเปิดเส้นทางเดินเรือ เพราะ ‘ภัยคุกคามรูปแบบใหม่’ เช่น โดรนไร้คนขับ ได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมด้านความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง การจะกลับมาดำเนินการเต็มรูปแบบได้ ผู้ประกอบการและบริษัทประกันภัยต้องการเห็นความมั่นคงที่ยั่งยืน โครงสร้างความเสี่ยงที่เป็นระบบ และมาตรการรับประกันความปลอดภัยที่เชื่อถือได้

 

ขณะที่ มาร์โก ฟอร์โจเน ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์กรวิชาชีพในสหราชอาณาจักร Chartered Institute of Export & International Trade เน้นย้ำว่า การฟื้นฟูความมั่นใจให้ผู้ประกอบการกลับมาเชื่อมั่นในความปลอดภัยของช่องแคบอาจต้องใช้เวลานานนับปี

 

นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยตัวเรือและสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นถึง 300% ยังเป็น ‘แรงกดดันสำคัญ’ ที่บริษัทเดินเรือไม่สามารถแบกรับได้นาน

 

ทางด้าน ออสการ์ เซกาลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NSI Insurance Group กล่าวเสริมในด้านประกันภัยว่า อัตราค่าประกันความเสี่ยงจากสงครามจะลดลงสู่ระดับปกติได้ ก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลงอย่างถาวรและมีความปลอดภัย ‘การันตี 100%’ ไม่ใช่แค่รับประกันเพียงบางส่วน

 

3. ความหวาดระแวงต่อสถานการณ์ และการเปลี่ยนเส้นทางการค้าในระยะยาว

 

นิก มาร์โร หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านการค้าโลกของ Economist Intelligence Unit ระบุว่า ผู้ประกอบการยังคงหวาดระแวงว่า ‘การหยุดยิงจะยั่งยืนหรือไม่’ โดยอ้างอิงบทเรียนจากกรณีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง เขาคาดว่า ‘ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์’ นี้จะทำให้การบริหารความเสี่ยงเปลี่ยนไปเป็นการจัดการแบบถาวร และผลักดันให้บริษัทต่างๆ ต้องกระจายความเสี่ยง เพื่อหาเส้นทางการค้าใหม่ๆ คล้ายกับตอนที่โควิด-19 ทำให้เกิดการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน

 

โดย เซกาลี จาก NSI Insurance Group ยังคาดการณ์เพิ่มเติมว่า ในระยะยาว ปริมาณการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ‘มีแนวโน้มจะลดลง’ เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกและบริษัทต่างๆ ตระหนักถึงความจำเป็นในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการค้าน้ำมันในพื้นที่ที่เปราะบาง และหันไปใช้เส้นทางเลือกอื่นแทนด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการเมือง

 

การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จึงอาจเป็นเพียง ‘การสิ้นสุดของการปิดล้อมทางทหาร’ แต่สำหรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ระดับโลก นี่คือ ‘จุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่’ วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้สร้างแค่ปัญหาสินค้าและเรือที่ตกค้างจำนวนมหาศาลในระยะสั้น แต่ยังทิ้งรอยแผลลึกด้านความเชื่อมั่นและต้นทุนความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้น

 

ท้ายที่สุดแล้ว เราอาจได้เห็นปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกและบริษัทต่างๆ ได้ตระหนักแล้วว่า การพึ่งพาเส้นทางการค้าพลังงานในพื้นที่ที่เปราะบางเพียงแห่งเดียวนั้น ‘มีความเสี่ยงมากเกินไป’ และการหันไปหาเส้นทางเลือกอื่นคือ หนึ่งในทางออกที่ยั่งยืนกว่าสำหรับอนาคต

 

แฟ้มภาพ: Samuel Boivin / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

 

The post ทำไมกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ผลกระทบอาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เตรียมเปิดใช้ ‘สะพานเขียว’ เชื่อมลุมพินี-เบญจกิติ 1 พ.ค. นี้ รับก่อสร้างล่าช้าจากวิกฤตพลังงาน https://thestandard.co/green-bridge-lumpini-benjakitti-bangkok/ Sat, 28 Mar 2026 02:19:12 +0000 https://thestandard.co/green-bridge-lumpini-benjakitti-bangkok/ ภาพสะพานเขียวเชื่อมสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติในกรุงเทพฯ

วานนี้ (27 มีนาคม) จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุ […]

The post กทม. เตรียมเปิดใช้ ‘สะพานเขียว’ เชื่อมลุมพินี-เบญจกิติ 1 พ.ค. นี้ รับก่อสร้างล่าช้าจากวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะพานเขียวเชื่อมสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติในกรุงเทพฯ

วานนี้ (27 มีนาคม) จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างปรับปรุงสวนลุมพินี (สะพานเขียว) เขตปทุมวัน อย่างต่อเนื่องจากการลงพื้นที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินงานและเร่งรัดการก่อสร้างจากบริษัท ศิริเลิศ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้รับจ้างโครงการ

 

สำหรับโครงการปรับปรุงสะพานเขียวแห่งนี้ มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 360 วัน (สิ้นสุดสัญญา 11 พฤษภาคม 2569) ครอบคลุมตั้งแต่งานรื้อถอนอาคารสถานีวิทยุเดิม งานก่อสร้างทางเชื่อมสะพานเขียวระยะทาง 250 เมตร งานปรับปรุงอาคารสาธารณูปโภค ตลอดจนงานปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ

 

ซึ่งจากการติดตามประเมินผลล่าสุดพบว่า ภาพรวมโครงการมีความคืบหน้าด้านงานก่อสร้างอยู่ที่ร้อยละ 73.94 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงล่าช้ากว่าแผนงานเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 83.91 หรือคิดเป็นความล่าช้าสะสมที่ร้อยละ 9.97

 

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบัน โดยปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในบางช่วงเวลา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ ทำให้การขนส่งวัสดุก่อสร้างสะดุด และเครื่องจักรกลหนักหน้างานไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลัง

 

นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนเคมีภัณฑ์ปิโตรเลียมและสีในตลาดยังส่งผลให้ระยะเวลาในการสั่งซื้อวัตถุดิบยาวนานกว่าปกติ จนกระทบต่อห่วงโซ่การก่อสร้างทั้งระบบ

 

เพื่อบรรเทาผลกระทบและผลักดันให้งานเดินหน้าต่อ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กำชับให้สำนักสิ่งแวดล้อมและบริษัทผู้รับจ้างร่วมกันบริหารจัดการความเสี่ยง โดยให้เร่งดำเนินการก่อสร้างในส่วนพื้นที่ที่สามารถทำได้ก่อน ควบคู่ไปกับการเบิกจ่ายและจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ใส่ใจรายละเอียดการปรับปรุงภูมิทัศน์ใต้สะพานให้ร่มรื่น และดูแลระบบหมุนเวียนน้ำในสวนให้ถ่ายเทได้ดีอยู่เสมอ

 

ทั้งนี้ ทางผู้รับจ้างได้ประเมินสถานการณ์ล่าสุดและคาดการณ์ว่า จะสามารถเร่งรัดงานจนเปิดใช้งานทางเชื่อมได้อย่างไม่เป็นทางการ ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นี้

 

เมื่อโครงการก่อสร้างปรับปรุงสะพานเขียวแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามมาตรฐานความปลอดภัย จะถือเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร โดยจะทำหน้าที่เป็นเส้นทางยกระดับที่เชื่อมต่อระหว่าง สวนลุมพินี และ สวนเบญจกิติ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางสัญจร และวิ่งออกกำลังกายข้ามพื้นที่ปอดขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งของเมืองหลวงได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และไร้รอยต่อ

The post กทม. เตรียมเปิดใช้ ‘สะพานเขียว’ เชื่อมลุมพินี-เบญจกิติ 1 พ.ค. นี้ รับก่อสร้างล่าช้าจากวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้าปลีกจับมือพาณิชย์ ขายสินค้า House Brand ราคาถูก หวังช่วยค่าครองชีพผู้บริโภค เริ่ม เม.ย. นี้ https://thestandard.co/retailers-commerce-house-brand-cost-living/ Thu, 26 Mar 2026 03:51:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1191445 ภาพแสดงข้อความโปรโมทสินค้า House Brand ราคาถูกเพื่อช่วยค่าครองชีพผู้บริโภค เริ่มเมษายนนี้

วันนี้ (26 มีนาคม) สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประกาศความร่วมมือก […]

The post ค้าปลีกจับมือพาณิชย์ ขายสินค้า House Brand ราคาถูก หวังช่วยค่าครองชีพผู้บริโภค เริ่ม เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความโปรโมทสินค้า House Brand ราคาถูกเพื่อช่วยค่าครองชีพผู้บริโภค เริ่มเมษายนนี้

วันนี้ (26 มีนาคม) สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประกาศความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ เพื่อเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยระดมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 5,000 รายการ โดยเฉพาะกลุ่ม House Brand และ สินค้าแบรนด์ทางเลือกจากเครือข่ายสมาชิก มาจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ

 

โครงการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เป็นระยะเวลา 2 เดือน มุ่งดูแลราคาสินค้าให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่ามีการบริหารสต็อกอย่างเพียงพอ และ สามารถรับมือความเสี่ยงจากการปรับขึ้นราคาในระยะสั้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน

 

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงกดดันต้นทุนพลังงานและราคาสินค้า สมาคมฯ จึงเร่งผลักดันมาตรการดูแลค่าครองชีพทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ควบคู่กับการสนับสนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ อย่างเต็มที่ ผ่านการเพิ่มทางเลือกสินค้าราคาประหยัด และเสนอขยายช่องทางร้านค้าที่รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปยังโมเดิร์นเทรด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น

 

ทั้งนี้ สมาคมฯ เสนอแนวทางขับเคลื่อน 3 ระยะ ได้แก่

 

  • ระยะสั้น (60 วัน): ประคองราคา

 

จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อติดตามสถานการณ์ต้นทุนพลังงาน ขนส่ง และอุปทานสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมกำหนดตะกร้าสินค้าจำเป็นราคาประหยัด มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม

 

  • ระยะกลาง (60 วัน-12 เดือน): ลดต้นทุน

 

จัดกลุ่มสินค้าเป้าหมายให้ชัดเจน แยกสินค้าจำเป็นออกจากสินค้าทั่วไป เพื่อกำหนดมาตรการดูแลราคาและปริมาณให้สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภูมิภาค เพื่อกระจายสินค้าได้ทั่วถึง

 

  • ระยะยาว (1-3 ปี): ปรับโครงสร้าง

 

ยกระดับระบบค้าปลีกและโลจิสติกส์ พัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าในภูมิภาค และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในระบบขนส่ง เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน

 

“สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพระบบการค้า และเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” ณัฐ กล่าวย้ำ

 

ภาพ: ขายสินค้า House Brand

The post ค้าปลีกจับมือพาณิชย์ ขายสินค้า House Brand ราคาถูก หวังช่วยค่าครองชีพผู้บริโภค เริ่ม เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันเสนอ 3 มิติ รับมือวิกฤตพลังงาน ขอรัฐเร่งดูแลปัจจัย 4-แก้โครงสร้างราคาน้ำมัน ใช้พลังงานสีเขียวทดแทน https://thestandard.co/yoschanan-energy-crisis-oil-price-green/ Wed, 25 Mar 2026 09:28:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1191269 ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 […]

The post ยศชนันเสนอ 3 มิติ รับมือวิกฤตพลังงาน ขอรัฐเร่งดูแลปัจจัย 4-แก้โครงสร้างราคาน้ำมัน ใช้พลังงานสีเขียวทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร

วันนี้ (25 มีนาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มีเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า วิกฤตในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับกระทรวงพลังงานอย่างเดียว เป็นความร่วมมือกันของหลายกระทรวง ซึ่งตนขอนำเสนอ 3 มิติ ในการบริหารจัดการสภาวะวิกฤตตะวันออกกลาง

 

มิติแรก คือ ปัจจัย 4 ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นสิ่งสำคัญคิดเป็น 70-80% ของค่าใช้จ่ายของพวกเราที่มี

ด้านอาหารเริ่มจากต้นน้ำคือเรื่องการเกษตร ปุ๋ย อุปกรณ์ทางการเกษตรที่ต้องใช้น้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ปัญหาวัตถุดิบที่เกิดจากโลจิสติกส์ พลาสติก ส่วนเรื่องเครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ต้องดูแลกลไกราคา

 

การขนส่งและโลจิสติกส์ ที่อยู่อาศัย ค่าเช่า ค่าไฟ การเดินทาง ส่วนนี้คนที่เดือดร้อน มีทั้งประชาชน และผู้ประกอบการรวมกัน ทุกกระทรวงมีความจำเป็นที่ต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้

 

ขณะที่เรื่องยารักษาโรคเป็นเรื่องสำคัญ น้ำมันเป็นต้นน้ำ เคมีภัณฑ์เป็นกลางน้ำและปลายน้ำ โดยปกติสารตั้งต้นของการผลิตยานำเข้าจากจีนและอินเดีย แต่ขณะนี้การขนส่งล่าช้า แต่ขอชื่นชม อย. ที่เริ่มมีการดำเนินการเรื่องนี้แล้ว แต่อยากให้รัฐบาลเข้าไปช่วย Action plan ให้ชัด

 

รวมถึงเรื่องการรักษาทางไกล ต้องเตรียมพร้อมเรื่องบรรจุภัณฑ์ ถุงน้ำเกลือ ต้องสต็อกให้เพียงพอ แม้ขณะนี้ยังไม่เกิดปัญหาแต่เราสามารถเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ได้

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวอีกว่า มิติที่สองเป็นเรื่องความเร่งด่วนต้องดูแลตั้งแต่กลุ่มเปราะบาง รถพยาบาล รถฉุกเฉิน ผู้ป่วยต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยต้องบริหารกฎหมายด้านการก่อสร้างต่างๆ ที่อาจจำเป็นหากบางอย่างล่าช้า จะเกิดความเดือดร้อนกับประชาชน

 

มิติที่สาม อนาคตโครงสร้างราคาน้ำมัน ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน การใช้ระบบดิจิทัลติดตามตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งไม่ใช่แค่ปั๊มน้ำมัน ยังรวมถึงเรื่องพลังงานทดแทน การนำพลังงานชีวภาพ โซลาร์เซลล์ ไฮโดรเจน ต้องเริ่มในเรื่องพลังงานสีเขียว และการกระจายห่วงโซ่อุปทาน ตนเองหวังว่าสิ่งที่นำเสนอจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลและทุกกระทรวงสามารถตอบปัจจัยสามมิติได้อย่างทั่วถึงเพื่อประชาชน

 

“ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด มีความจำเป็นต้องลำดับให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ” ศ.ดร.ยศชนันกล่าวทิ้งท้าย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นการอภิปรายในสภาครั้งแรกของ ศ.ดร.ยศชนันในการเป็น สส. ซึ่งก่อนหน้านี้ ศ.ดร.ยศชนันเคยระบุว่าพร้อมจะทำหน้าที่ในฐานะนิติบัญญัติอย่างเต็มที่

The post ยศชนันเสนอ 3 มิติ รับมือวิกฤตพลังงาน ขอรัฐเร่งดูแลปัจจัย 4-แก้โครงสร้างราคาน้ำมัน ใช้พลังงานสีเขียวทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตค่าครองชีพ วัดกึ๋น ‘ครม.อนุทิน 2’ เตรียมรับศึกหนัก น้ำมันพุ่ง-ของแพง เอกชนชี้อยากเห็นฝีมือรัฐมนตรี ‘ตรงปก’ https://thestandard.co/cost-of-living-crisis-anutin-cabinet/ Wed, 25 Mar 2026 08:31:05 +0000 https://thestandard.co/cost-of-living-crisis-anutin-cabinet/ ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นทีมเศรษฐกิจหลักของ ครม.อนุทิน 2 พร้อมข้อความเกี่ยวกับวิกฤตค่าครองชีพและน้ำมันแพง

ความคืบหน้า ‘โผครม.อนุทิน 2’ ที่ขณะนี้ว่าที่รัฐมนตรีที่ […]

The post วิกฤตค่าครองชีพ วัดกึ๋น ‘ครม.อนุทิน 2’ เตรียมรับศึกหนัก น้ำมันพุ่ง-ของแพง เอกชนชี้อยากเห็นฝีมือรัฐมนตรี ‘ตรงปก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นทีมเศรษฐกิจหลักของ ครม.อนุทิน 2 พร้อมข้อความเกี่ยวกับวิกฤตค่าครองชีพและน้ำมันแพง

ความคืบหน้า ‘โผครม.อนุทิน 2’ ที่ขณะนี้ว่าที่รัฐมนตรีที่มีชื่อได้รับการพิจารณาเสนอแต่งตั้ง พร้อมตรวจสอบคุณสมบัติ โดยไทม์ไลน์หลังจากนี้ เตรียมนำรายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าฯ

 

เอกชนโดย ส.อ.ท.มองว่า ครม.อนุทิน 2 ได้หัวหน้าทีมเดิมคือจุดแข็ง พร้อมเตือนโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจรอเพียบ ทั้งสงครามดันน้ำมันพุ่ง โลจิสติกส์ป่วน ของแพง ฉุดค่าครองชีพ แนะเร่งประสานทั้งองคาพยพด้านเศรษฐกิจก่อน GDP สะดุด

 

วันที่ 25 มี.ค. เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 มีข้อดีก็คือทีมเศรษฐกิจหลัก ยังเป็นชุดเดิม โดยเฉพาะหัวหน้าทีมอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ก็ยังได้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ กลับมารับตำแหน่งเหมือนเดิม

 

ส่วนกระทรวงที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากเดิมที่เป็นโควตาบุคคลภายนอก มาสู่โควตาตามพรรคการเมือง รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ยังเป็นไปตามโควตาพรรคการเมืองตามเดิม

 

“สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมาตลอดก็คือทีม ครม.เศรษฐกิจ ที่เป็นมืออาชีพ ทั้งหมดหรือ Full Team แต่ในความเป็นจริงมีข้อจำกัดจากการจัดสรร โควตาของพรรคการเมืองหลายพรรคที่มารวมตัวกัน”

 

ดังนั้น จากนี้ก็คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการทำงาน โดยทุกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเศรษฐกิจจะต้องทำงานแบบเต็มที่ เพื่อให้ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคที่เผชิญอยู่ไปให้ได้ ทั้งด้านวิกฤตพลังงาน และการแก้ปัญหาของที่ขาด ของแพง

 

ทั้งนี้ ค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ ‘หนักหน่วง’ กว่าไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลอนุทินเข้ามาครั้งแรก ซึ่งมาทำงานช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดหล่มในไตรมาสดังกล่าวได้สำเร็จ

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เวลานี้ถือว่าวิกฤต และมีความท้าทาย เพิ่มมากขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน ทำให้ขาดทั้งน้ำมันที่ไม่เพียงพอในสถานีบริการน้ำมัน

 

อีกทั้งราคาน้ำมันก็แพงขึ้น สร้างภาระให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการที่มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลส่งสัญญาณให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดโลก

 

นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามยังส่งผลต่อราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และปัญหาด้านโลจิสติกส์ การขาดแคลนเรือ ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการพุ่งสูงขึ้น

 

“เอกชนเคยให้ความเห็นไปตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมาแล้วเกี่ยวกับ ครม. ว่าต้องการผู้ที่ ‘ตรงปก’ เข้ามาทำงาน แต่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เข้าใจได้ว่า มีข้อจำกัดจากการรวมพรรคการเมืองเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล และต้องมีการจัดสรรโควตาให้ลงตัว แต่ข้อดีก็คือยังได้หัวหน้าทีมเดิม ซึ่งเคยมีประสบการณ์ และเข้าใจปัญหาได้ทำงานต่อเนื่อง”

 

อย่างไรก็ดี ข้อสำคัญก็คือ ต้องให้ทุกกระทรวงที่อยู่ในทีมเศรษฐกิจทำงานร่วมกันแบบสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน เพราะมีนโยบายที่เป็นลักษณะต่างพรรคกัน ซึ่งจะทำให้การฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้เป็นไปได้ลำบากมากขึ้น

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต /THE STANDARD , hxdbzxy / Shutterstock

The post วิกฤตค่าครองชีพ วัดกึ๋น ‘ครม.อนุทิน 2’ เตรียมรับศึกหนัก น้ำมันพุ่ง-ของแพง เอกชนชี้อยากเห็นฝีมือรัฐมนตรี ‘ตรงปก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย. อนุมัติผู้ผลิตยา-เวชภัณฑ์ เปลี่ยนสเปกบรรจุภัณฑ์-วัตถุดิบได้ รับมือโลจิสติกส์สะดุดจากสงครามตะวันออกกลาง ย้ำต้องปลอดภัยเท่าเดิม https://thestandard.co/fda-drug-spec-change-middle-east/ Tue, 24 Mar 2026 02:16:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1190469 ภาพประกอบ: อย. อนุมัติผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ เปลี่ยนสเปกรับมือโลจิสติกส์สะดุด

วันนี้ (24 มีนาคม) เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิกา […]

The post อย. อนุมัติผู้ผลิตยา-เวชภัณฑ์ เปลี่ยนสเปกบรรจุภัณฑ์-วัตถุดิบได้ รับมือโลจิสติกส์สะดุดจากสงครามตะวันออกกลาง ย้ำต้องปลอดภัยเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: อย. อนุมัติผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ เปลี่ยนสเปกรับมือโลจิสติกส์สะดุด

วันนี้ (24 มีนาคม) เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคในการนำเข้าวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่อาจก่อให้เกิดความล่าช้า ภาวะขาดแคลน และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น

 

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้เร่งประกาศมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งหวังให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการป้องกันภาวะสินค้าขาดแคลนภายในประเทศ

 

สำหรับ 3 มาตรการสำคัญที่ อย. ประกาศบังคับใช้ ประกอบด้วย:

 

  • อนุมัติการปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ: อนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ตัวทำละลาย หรือรูปแบบของวัตถุดิบได้เป็นการชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเคมี และไม่ลดทอนคุณภาพ ความปลอดภัย ตลอดจนประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ที่เคยได้รับการอนุญาตไว้เดิม
  • ผ่อนปรนการปรับเปลี่ยนภาชนะบรรจุ: ในกรณีที่เผชิญกับภาวะขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการสามารถขอเปลี่ยนรูปแบบ ชนิด หรือขนาดของภาชนะบรรจุได้ โดยวัสดุทดแทนจะต้องมีมาตรฐานและความปลอดภัยเทียบเท่าหรือดีกว่าบรรจุภัณฑ์เดิม
  • เปิดช่องทางพิจารณาแบบเร่งด่วน (Fast Track): จัดตั้งระบบอนุมัติแบบฟาสต์แทร็ก เพื่อให้การพิจารณาคำขอปรับเปลี่ยนต่างๆ (ตาม 2 ข้อข้างต้น) ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว สอดรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และลดผลกระทบต่อสายพานการผลิตรวมถึงการกระจายสินค้าเข้าสู่ระบบ

 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการยื่นคำขอรับการประเมินได้ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ อย. ที่ https://www.fda.moph.go.th

 

ในตอนท้าย เลขาธิการฯ อย. ได้กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ของนโยบายนี้ว่า เป้าหมายสูงสุดคือการ คงความต่อเนื่องของการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ยารักษาโรค อาหาร เครื่องมือแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ที่จำเป็น โดยทาง อย. จะเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมที่จะประเมินและปรับมาตรการเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ผลิตภัณฑ์สุขภาพในประเทศจะยังมีเพียงพอ ปลอดภัย และได้มาตรฐานสูงสุด

 

ภาพ: (แฟ้มภาพ)

The post อย. อนุมัติผู้ผลิตยา-เวชภัณฑ์ เปลี่ยนสเปกบรรจุภัณฑ์-วัตถุดิบได้ รับมือโลจิสติกส์สะดุดจากสงครามตะวันออกกลาง ย้ำต้องปลอดภัยเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 คำเตือน ‘ชนะ ภูมี’ ชิงประธาน ส.อ.ท. วางเกมใหญ่รื้ออุตสาหกรรม แนะธุรกิจ ‘กอดเงินสด’ รับสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน https://thestandard.co/chana-phoomee-scg-fti-cash-warning/ Mon, 23 Mar 2026 10:34:26 +0000 https://thestandard.co/chana-phoomee-scg-fti-cash-warning/ ภาพ ‘ชนะ ภูมี’ ผู้บริหาร SCG ผู้สมัครประธาน ส.อ.ท. พร้อมข้อความ 5 คำเตือน แนะธุรกิจ ‘กอดเงินสด’ รับมือสงครามยืดเยื้อ

จับตาศึกชิงประธาน ส.อ.ท. ‘ชนะ ภูมี’ วางเกมใหญ่ ปรับโครง […]

The post 5 คำเตือน ‘ชนะ ภูมี’ ชิงประธาน ส.อ.ท. วางเกมใหญ่รื้ออุตสาหกรรม แนะธุรกิจ ‘กอดเงินสด’ รับสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ‘ชนะ ภูมี’ ผู้บริหาร SCG ผู้สมัครประธาน ส.อ.ท. พร้อมข้อความ 5 คำเตือน แนะธุรกิจ ‘กอดเงินสด’ รับมือสงครามยืดเยื้อ

จับตาศึกชิงประธาน ส.อ.ท. ‘ชนะ ภูมี’ วางเกมใหญ่ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย เตือนวิกฤตตะวันออกกลางกระทบ SME ชี้อาจยืดเยื้อ ควรเก็บเงินสด 3-6 เดือน ห่วงซัพพลายบางสินค้าเริ่มขาด มองเดินระบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้เวลานาน กว่าจะกลับมาเป็นปกติ ธุรกิจไม่ควรประมาท และต้องเร่งปรับตัว

 

ท่ามกลางศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งจะคัดเลือกกรรมการชุดใหม่ในวันที่ 30 มี.ค. ‘ชนะ ภูมี’ เป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 แคนดิเดต กับ อภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 

 

ชนะ เปิดใจว่า จุดเริ่มต้น และความตั้งใจแรกหากได้รับตำแหน่ง คือต้องการเข้ามาช่วยเหลือภาคธุรกิจ พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต ซึ่งได้วางเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับ SME จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 35% ของ GDP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6.3 ล้านล้านบาท จาก GDP ไทยที่อยู่ระดับ 18 ล้านล้านบาท ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือราว 9 ล้านล้านบาท ภายใน 4-5 ปี เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

 

ห่วงอุตสาหกรรมไทย เผชิญแรงกดดัน ระเบียบโลกใหม่

 

ชนะ กล่าวว่า การตัดสินใจลงสมัครครั้งนี้ไม่ได้มาจากตัวเองเพียงลำพัง แต่เกิดจากแรงผลักของผู้ใหญ่และบอร์ดบริษัทหลายแห่ง ที่มองเห็นความท้าทายเศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรม กำลังเผชิญแรงกดดัน ทั้งระเบียบโลกใหม่ เร็ว และไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งไทยควรใช้โอกาสเข้าไปเป็น ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โลกให้ได้

 

ทั้งนี้ ชนะประเมินสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดเหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ว่าจะเริ่มส่งผลกระทบภาคพลังงาน ตลอดจนการหยุดชะงักของโลจิสติกส์ หลายสินค้า ซัพพลายเริ่มมีปัญหา ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มขาดแคลนและแพงขึ้น ที่เห็นชัดสุด คือ เม็ดพลาสติก โซลาร์เซลล์ ข้าวของในชีวิตประจำวัน แม้แต่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เริ่มขาดตลาด

 

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงกลั่นน้ำมันหรือโรงงานผลิตพลังงาน ปิโตรเคมี เมื่อเกิดการหยุดชะงัก ซึ่งไม่ว่าจะจากเหตุความไม่สงบ การโจมตี หรือปัจจัยใดก็ตาม ‘การกลับมาเดินระบบใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเซตระบบกลับมาดังเดิม’

 

เนื่องจากโรงงานต้องตรวจสอบความปลอดภัย ระบบท่อ และกระบวนการผลิตทั้งหมดอย่างละเอียด การปิดแหล่งผลิต เช่น หลุมขุดเจาะน้ำมัน ส่งผลให้แรงดันตามธรรมชาติในระบบเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องเปิดใช้งานใหม่ คุณภาพและปริมาณการผลิตอาจไม่เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน

 

อีกทั้งยังไม่รวมถึงระบบขนส่งที่ต้องพึ่งพาเรือเฉพาะทาง และเส้นทางสำคัญของโลก ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอน

 

สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานที่เคยมีเสถียรภาพ อาจกลายเป็นจุด ‘เปราะบาง’ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ในสัดส่วนสูง ผลกระทบจึงอาจยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 6 เดือนหรือมากกว่า”

 

ชนะ แนะว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งคือ ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้เตรียมความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ขาดแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (continuity plan) ทั้งที่ผลกระทบกำลังใกล้เข้ามา หากภาคอุตสาหกรรมอ่อนแอ ผลกระทบย่อมขยายวงกว้างต่อเศรษฐกิจในที่สุด

 

ดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การบริหารเงินสด (cash flow) ให้เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะเมื่อห่วงโซ่อุปทานมีปัญหา ต้นทุนต่างๆ จะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าขนส่ง วัตถุดิบ และผลกระทบจากเงินเฟ้อ

 

เตือน 5 เรื่องที่ภาคธุรกิจควรระมัดระวัง SMEs รับมือวิกฤตพลังงาน

 

  • การบริหารสภาพคล่องเรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่เป็นเรื่องกระแสเงินสดในมือที่เตรียมไว้ให้พอใช้หมุนเวียนในช่วงวิกฤต หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ธุรกิจจะสามารถประคองตัวได้ และควรมองให้ครอบคลุม 6 เดือนข้างหน้า และมองอนาคตแบบเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด
  • ทบทวนค่าใช้จ่ายทุกรายการ ชะลอโครงการลงทุนที่ชะลอได้ออกไปก่อน เก็บเงินสดไว้สำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นจริงๆ
  • บริหารการผลิต ปรับให้สอดคล้องกับตลาดที่หดตัว ปรับลดสต็อกวัตถุดิบหรือสินค้าให้เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะจะทำให้เงินจม ทั้งตลาดยังหดตัวจากเหตุเงินเฟ้อ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนไป การวางแผนผลิตต้องรัดกุมผลิตตามที่ขายได้จริง เน้น SKU ที่หมุนเร็ว เพราะวัตถุดิบจะตึงตัว อาจขาดแคลน หายาก จึงต้องทำให้มีความคล่องตัวที่สุด
  • สื่อสารพูดคุยกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งฝ่าย supplier และลูกค้า ต้องมีข้อมูลที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง ช่วยกันคิดและหารือกำหนดทิศทางประคองให้ทุกฝ่ายรอดไปด้วยกัน ลดการแย่งซื้อกักตุน และทำให้ตลาดปั่นป่วนโดยไม่จำเป็น
  • ความร่วมมือในกลุ่มของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน จัดตั้งเวทีหารือร่วมกัน หรือ War Room เพื่อช่วยกันจัดเรียงปัญหาที่ประสบอยู่

 

ขณะเดียวกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาของความท้าทาย แต่ก็แฝงไปด้วยโอกาส หากองค์กรสามารถปรับตัวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะสามารถใช้จังหวะนี้สร้างความได้เปรียบ ทั้งคัดเลือกบุคลากร การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการพัฒนาโมเดลใหม่

 

นอกจากนี้ ไทยสามารถใช้จุดเด่นที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ หากสามารถต่อยอดจุดแข็ง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว และการแพทย์ รวมถึงเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเทคโนโลยี ก็จะสามารถดึงดูดการลงทุน คนเก่ง และสร้างการเติบโตในระยะยาวได้

 

“เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง การพึ่งพาตนเอง การสร้างความยืดหยุ่น และการวางกลยุทธ์เชิงรุก คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทั้งองค์กรและประเทศสามารถ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”

 

โดยโลกอนาคต ความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ บางอุตสาหกรรมจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลายอาชีพที่เราเคยคุ้น อาจหายไป เพราะไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ดังนั้น ทุกคนต้องปรับตัว

 

แก้กฎหมายล้าสมัย ต้นทุนพลังงาน น้ำ-ไฟ

 

ชนะ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่ล้าสมัย ต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ ไฟ และระบบขนส่งที่สูงกว่าหลายประเทศ รวมถึงการขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข

 

โดยก่อนที่ไทยหรือสภาฯ เองจะผลักดันการเปลี่ยนแปลงหรือแข่งขันกับใคร เช่นเพื่อนบ้าน เวียดนาม ต้องเป็น ‘ต้นแบบ’ ของการปรับตัว มีความสามัคคีภายในองค์กร แม้เส้นทางจะเต็มไปด้วยความท้าทายและความเห็นต่าง

 

ทั้งนี้ การพัฒนาในระยะยาวต้องมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ดึงดูด ‘คนเก่ง’ และ ‘ทุนคุณภาพ’ ให้เข้ามา พร้อมกับยกระดับศักยภาพของคนในประเทศ เพราะอนาคตจะไม่ใช่ของผู้ที่รอคอย แต่เป็นของผู้ที่ ‘ปรับตัวและลงมือทำ’

 

ชนะ ทิ้งท้ายว่า หากได้เข้ามาทำหน้าที่จะเดินหน้าตั้งกองทุนเพื่อธุรกิจ SME ใช้จุดแข็งที่ผ่านประสบการณ์ ใช้กลยุทธ์องค์กรให้เป็นประโยชน์ ในวันที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งวิกฤตพลังงาน เงินเฟ้อ สังคมสูงวัย และคอร์รัปชัน จากนี้จะยกระดับอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ จากเทคโนโลยี-ตลาด-เงินทุน-รัฐ พร้อมเสริม 3 ทุนภายใน เพื่อให้แข่งขันโลก

 

เปิดนโยบาย 5 Smart + 1

 

  • Smart Industry: อัปเกรดโรงงานสู่ดิจิทัล ใช้หุ่นยนต์-อัตโนมัติ เพิ่มผลิตภาพ
  • Smart Market: ปกป้องตลาดในประเทศ ดัน SME เข้าห่วงโซ่โลก ลดนำเข้า-เพิ่มส่งออก
  • Smart Funding: ปลดล็อกสินเชื่อ ใช้ ‘ข้อมูลธุรกิจ’ แทนหลักทรัพย์ค้ำ
  • Smart & Green Infrastructure: พลังงานสะอาด + โลจิสติกส์อัจฉริยะ ลดต้นทุนแข่งขัน
  • Smart Government: รัฐคล่องตัว ลดกฎล้าสมัย เป็น ‘พาร์ตเนอร์ธุรกิจ’
  • +1 PPPP Model: รัฐ-เอกชน-ประชาชน ร่วมขับเคลื่อน

 

นโยบาย 3 Capital (3 ทุน)

 

  • ทุนมนุษย์: พัฒนาทักษะแรงงาน ตรงกับอุตสาหกรรม
  • ทุนข้อมูล: เชื่อมข้อมูลรัฐ-เอกชน ลดคอร์รัปชัน สร้างโอกาส
  • ทุนองค์กร: บูรณาการหน่วยงาน ทำงานจริง วัดผลได้

The post 5 คำเตือน ‘ชนะ ภูมี’ ชิงประธาน ส.อ.ท. วางเกมใหญ่รื้ออุตสาหกรรม แนะธุรกิจ ‘กอดเงินสด’ รับสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกษตรกรพิษณุโลกนอนรอดีเซล 18 ชั่วโมง หิ้วแกลลอนตุนน้ำมันเร่งเกี่ยวข้าวหนีฝน https://thestandard.co/phitsanulok-farmers-diesel-crisis-harvest/ Mon, 23 Mar 2026 08:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1190310 เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน

วันนี้ (23 มีนาคม) บรรยากาศบริเวณสถานีบริการน้ำมันในพื้ […]

The post เกษตรกรพิษณุโลกนอนรอดีเซล 18 ชั่วโมง หิ้วแกลลอนตุนน้ำมันเร่งเกี่ยวข้าวหนีฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน

วันนี้ (23 มีนาคม) บรรยากาศบริเวณสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้สถานการณ์วิกฤตพลังงานและกระแสข่าวการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุด สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของประชาชนในส่วนภูมิภาค ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนและเกษตรกรจำนวนมาก นำรถยนต์และภาชนะมาจอดต่อคิวรอเติมน้ำมันดีเซล บริเวณสถานีบริการน้ำมันหน้ามหาวิทยาลัยนเรศวรอย่างเนืองแน่น

 

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ประชาชนที่ได้รับคิวแรกสุด เดินทางมาจอดรถปักหลักรอคิวตั้งแต่เวลา 15.00 น. ของวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา โดยผู้มารอรับบริการส่วนใหญ่ต้องตัดสินใจนอนค้างคืนภายในลานจอดรถของสถานีบริการน้ำมัน เพื่อรักษาสิทธิในการคิว ก่อนที่สถานีบริการน้ำมันจะเริ่มเปิดหัวจ่ายให้บริการได้ในเวลา 09.00 น. ของเช้าวันนี้

 

สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการมารอคิวเติมน้ำมันข้ามคืนในครั้งนี้ พบว่ากลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องนำน้ำมันดีเซลกลับไปหล่อเลี้ยงเครื่องจักรกลทางการเกษตร โดยเฉพาะรถเกี่ยวข้าว เนื่องจากเกษตรกรมีกรอบเวลาจำกัดในการเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ทันก่อนที่พายุฝนจะตกลงมาสร้างความเสียหายต่อนาข้าว

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนบางส่วนได้นำแกลลอนและภาชนะสำรองมาบรรจุน้ำมัน เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงเครื่องจักรหนักในสายงานก่อสร้างและโลจิสติกส์ เช่น รถขุดดิน (รถแบคโฮ) และรถบรรทุกสินค้า ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นภาพสะท้อนของวิกฤตพลังงานที่กำลังลุกลามและสร้างรอยแผลลึกให้กับห่วงโซ่การผลิตภาคการเกษตรและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างชัดเจน

 

เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 1เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 2เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 3เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 4เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 5เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 6เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 7เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 8เกษตรกรใน จังหวัดพิษณุโลก นั่งรอคิวเติม น้ำมันดีเซล พร้อม แกลลอนสำรอง เพื่อเร่งนำไปใช้เกี่ยวข้าวหนีฝน 9

 

ภาพ: พอ อังคุระษี

The post เกษตรกรพิษณุโลกนอนรอดีเซล 18 ชั่วโมง หิ้วแกลลอนตุนน้ำมันเร่งเกี่ยวข้าวหนีฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MR.DIY ชี้สงครามตะวันออกกลางไม่กระทบต้นทุนขนส่ง มั่นใจคุมราคาสินค้าได้ แต่ความท้าทายอยู่ที่ ‘กำไร’ https://thestandard.co/mrdiy-war-shipping-cost-profit/ Mon, 16 Mar 2026 06:35:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1188083 ภาพประกอบ ผู้บริหาร MR.DIY นายแอนดี้ ชิน พร้อมข้อความ สงครามตะวันออกกลางไม่กระทบต้นทุนขนส่ง

“สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่ป […]

The post MR.DIY ชี้สงครามตะวันออกกลางไม่กระทบต้นทุนขนส่ง มั่นใจคุมราคาสินค้าได้ แต่ความท้าทายอยู่ที่ ‘กำไร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ ผู้บริหาร MR.DIY นายแอนดี้ ชิน พร้อมข้อความ สงครามตะวันออกกลางไม่กระทบต้นทุนขนส่ง

“สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นสูง ทำให้บริษัทต้องติดตามราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นสินค้านำเข้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าขนส่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 1.5% ของต้นทุนรวม จึงทำให้ผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้” แอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

ปัจจุบัน โครงสร้างสินค้าของบริษัทกว่า 75% เป็นสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ เช่น จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และมาเลเซีย ขณะที่อีกประมาณ 25% เป็นสินค้าที่จัดหาจากผู้ผลิตในประเทศไทย โดยมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากกว่า 300 ราย

 

ทั้งนี้ บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก MR.DIY ดำเนินธุรกิจในมากกว่า 14 ประเทศ และมีเครือข่ายร้านค้ารวมกว่า 6,000 สาขาทั่วโลก ทำให้มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ในระดับที่ต่ำกว่าการสั่งซื้อเฉพาะตลาดไทย

 

แต่ถ้าหากต้นทุนมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย บริษัทจะเน้นการบริหารต้นทุนภายในเพื่อรักษาจุดยืนด้านความเป็นสินค้าราคาประหยัด ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ โดยจากผลการสำรวจในตลาดพบว่า ราคาสินค้าของ MR.DIY ในประเทศไทยต่ำกว่าคู่แข่งเฉลี่ยราว 27% แต่ความท้าทายสำคัญคือการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิให้ได้ แม้ต้นทุนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ผลประกอบการของ MR.DIY ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% ปัจจัยหลักมาจากการขยายสาขาเพิ่ม 200 แห่งภายในปีเดียว และถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทสามารถขยายสาขาครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทยได้สำเร็จ

 

การขยายตัวดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้มากกว่า 120 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 99.5 ล้านครั้งในปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าจำนวนประชากรไทยเกือบ 2 เท่า นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยถือเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ใหญ่ที่สุดของไทยในรอบ 3 ปี ด้วยมูลค่าตามราคาตลาดกว่า 5.6 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเปิดตัว

 

สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนราว 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 210 สาขา ส่งผลให้จำนวนสาขารวมเพิ่มเป็นมากกว่า 1,300 สาขา โดยประมาณ 90% ของสาขาใหม่จะเป็นรูปแบบสแตนด์อะโลน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่บนถนนบางนา–ตราด บนพื้นที่ประมาณ 160 ไร่ ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถรองรับการขยายสาขาในไทยได้สูงสุดถึง 3,000 สาขา

 

แอนดี้ ชิน กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทย เนื่องจากอัตราการเข้าถึงร้านค้าต่อจำนวนประชากรยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบันร้าน MR.DIY หนึ่งสาขาให้บริการประชากรเฉลี่ยประมาณ 6.2 หมื่นคนต่อสาขา ซึ่งยังถือว่าสูงกว่าตลาดเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และคาดว่าการดำเนินธุรกิจในปีนี้จะยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าระดับสองหลักอย่างแน่นอน

The post MR.DIY ชี้สงครามตะวันออกกลางไม่กระทบต้นทุนขนส่ง มั่นใจคุมราคาสินค้าได้ แต่ความท้าทายอยู่ที่ ‘กำไร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตขนส่งปุ๋ย ปิดฮอร์มุซ ทำเรือกว่า 20 ลำ ติดอ่าวเปอร์เซีย ปุ๋ยเกือบ 1 ล้านตัน ส่งเอเชียไม่ได้ เสี่ยงขาดแคลน-ราคาพุ่ง https://thestandard.co/hormuz-closure-fertilizer-shortage-asia/ Sat, 14 Mar 2026 03:04:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1187301 เรือบรรทุกปุ๋ยติดค้างในอ่าวเปอร์เซีย หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยในเอเชีย

หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในกา […]

The post วิกฤตขนส่งปุ๋ย ปิดฮอร์มุซ ทำเรือกว่า 20 ลำ ติดอ่าวเปอร์เซีย ปุ๋ยเกือบ 1 ล้านตัน ส่งเอเชียไม่ได้ เสี่ยงขาดแคลน-ราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือบรรทุกปุ๋ยติดค้างในอ่าวเปอร์เซีย หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยในเอเชีย

หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบ และ ก๊าซธรรมชาติจากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เรือบรรทุกปุ๋ยมากกว่า 20 ลำ ที่บรรทุกสินค้ารวมเกือบ 1 ล้านเมตริกตัน หรือประมาณ 1,000 ล้านกิโลกรัม ต้องติดค้างอยู่ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงการขาดแคลนปุ๋ยในตลาดโลก และ อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศในเอเชีย

 

ข้อมูลจาก Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการขนส่งสินค้า รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีเรือบรรทุกสินค้าอย่างน้อย 21 ลำ ที่บรรทุกปุ๋ยยูเรีย กำมะถัน ฟอสเฟต และ ปุ๋ยประเภทอื่นๆ รวมประมาณ 9.8 แสนเมตริกตัน ติดค้างอยู่ในพื้นที่ โดยมีเรืออย่าง African Lorikeet ที่จดทะเบียนในปานามา และ Kiran China ที่จดทะเบียนในมอลตา รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของเรือทั้งหมด ไม่นับ 4 ลำที่ยังไม่ทราบปลายทาง มีจุดหมายปลายทางอยู่ในประเทศแถบเอเชีย

 

สำหรับสินค้าที่บรรทุกอยู่ในเรือ ประกอบด้วย ยูเรียประมาณ 4.6 แสนตันจากเรือ 9 ลำ, กำมะถันราว 3.3 แสนตันจากเรือ 8 ลำ, และ ฟอสเฟตประมาณ 1 แสนตันจากเรือ 2 ลำ ขณะที่อีก 1 ลำบรรทุกทั้งยูเรียและฟอสเฟต และอีก 1 ลำเป็นปุ๋ยที่ไม่ระบุประเภท แม้ว่ากำมะถันจะไม่ได้ถูกใช้ในภาคเกษตรทั้งหมด แต่กำมะถันจากตะวันออกกลางส่วนใหญ่ถูกนำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย

 

ทั้งนี้ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลก โดยใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต มีกำลังการผลิตกำมะถันประมาณ 22–30 ล้านตันต่อปี และยูเรียราว 30–38 ล้านตันต่อปี มากกว่าครึ่งหนึ่งของกำมะถันโลกและกว่า 30% ของยูเรียโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีรายงานว่าเรือบรรทุกปุ๋ยหนึ่งลำที่เชื่อมโยงกับบริษัทจีน สามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้หลังการปิดเส้นทาง แต่ Kpler ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อ ปริมาณวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยในตลาดโลกอาจหายไปถึง 30–50% ต่อปี

 

“ผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว โดยการส่งออกกำมะถันไปยังอินโดนีเซีย, จีน และ โมร็อกโก ได้รับผลกระทบ ขณะที่การส่งออกยูเรียไปยังอินเดีย และ ออสเตรเลีย ก็เริ่มสะดุดเช่นกัน”

 

นอกจากนี้ เอเชียยังถือเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาปุ๋ยจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยนำเข้ายูเรียประมาณ 40%, กำมะถัน 54%, และแอมโมเนีย 71% จากภูมิภาคดังกล่าว ขณะที่ทางเลือกด้านการขนส่งมีจำกัด เนื่องจากเส้นทางทางบกมีข้อจำกัด และแทบไม่มีเส้นทางเดินเรืออื่นที่สามารถทดแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ ทำให้สถานการณ์นี้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาปุ๋ยในตลาดโลก และเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร

 

ด้าน Akiyoshi Kawashima จาก Shippio ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการค้าระหว่างประเทศแบบคลาวด์ กล่าวว่า ตราบใดที่การประเมินด้านความปลอดภัยยังไม่ดีขึ้น บริษัทเดินเรือจะยังคงใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่ระบบโลจิสติกส์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

 

ภาพ:GreenOak/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post วิกฤตขนส่งปุ๋ย ปิดฮอร์มุซ ทำเรือกว่า 20 ลำ ติดอ่าวเปอร์เซีย ปุ๋ยเกือบ 1 ล้านตัน ส่งเอเชียไม่ได้ เสี่ยงขาดแคลน-ราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? https://thestandard.co/hormuz-strait-attack-thai-exports/ Wed, 11 Mar 2026 11:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1186603 ภาพเรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นในทะเล สรท. เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สรท. ประเมิน เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ยังกระทบส่ […]

The post สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นในทะเล สรท. เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สรท. ประเมิน เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ยังกระทบส่งออกไทยจำกัด เหตุสัดส่วนตลาดตะวันออกกลางเพียง 5% แต่ห่วงโลจิสติกส์ป่วน กระทบสินค้าอาหารสด แนะผู้ส่งออก 3 ทางออกจัดการตู้สินค้าค้างทะเล

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่าในส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกในแถบตะวันออกกลาง ระยะสั้น

 

เชื่อว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 5% ของการส่งออกของไทยไปทั่วโลก และส่วนใหญ่ยังเป็นความต้องการเรื่องอาหาร เช่น ข้าว พืช

 

“สรท.ต้องมีการประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และ ประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด”

 

ธนกร กล่าวว่า สำหรับการส่งออกในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมเริ่มเห็นแล้วถึงความวุ่นวายต่อการส่งออกและขนย้ายสินค้าจากนี้ โดยเฉพาะของสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากสินค้าเหล่านี้

 

เนื่องจากมีอายุสั้นและจะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และสูญเสียรายได้ โดยเป็นประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอรมุซ โดยแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

 

1. นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น

 

2. นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา

 

โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี

 

ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา ตัวอย่างเช่นต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน

 

3. นำตู้สินค้ากลับไทย โดย สรท. แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว

 

ทั้งนี้ สรท.ได้มีการประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับ

The post สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ https://thestandard.co/thailand-post-suspend-middle-east-parcels/ Tue, 03 Mar 2026 11:01:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1183912 ภาพกราฟิกจากไปรษณีย์ไทย แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับ และเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศแจ้งการขนส่งสิ่งของระหว่ […]

The post สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกจากไปรษณีย์ไทย แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับ และเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศแจ้งการขนส่งสิ่งของระหว่างประเทศไปยังบางประเทศปลายทางในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงบางประเทศในทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือ รวม 25 ประเทศ อาจมีความล่าช้า และในบางประเทศปลายทางยังไม่สามารถส่งได้ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการให้บริการขนส่งทางอากาศและเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

 

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อน่านฟ้าและการให้บริการของสายการบินระหว่างประเทศซึ่งได้ยกเลิกเที่ยวบินไปยังภูมิภาคนี้ ทำให้บริการเกิดความล่าช้าใน 25 ปลายทาง

 

รวมถึงประเทศในทวีปยุโรป, แอฟริกา, เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือ เนื่องจากท่าอากาศยานบางแห่งในตะวันออกกลางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งต่อ (Transit Hub) ของสายการบิน โดยผลกระทบดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

 

สำหรับประเทศปลายทางที่ได้รับผลกระทบด้านความล่าช้าคือ กลุ่มประเทศยุโรป ได้แก่ อาร์เมเนีย, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, ไซปรัส, สหราชอาณาจักร, กรีซ, จอร์เจีย ,ไอร์แลนด์, มอลตา, โรมาเนีย, สเปน และสวิตเซอร์แลนด์

 

กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี กลุ่มประเทศในแอฟริกา ได้แก่ แอลจีเรีย อียิปต์ โมร็อกโก ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ กลุ่มประเทศในเอเชียใต้ ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา และในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถส่งสิ่งของ ด้วยบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศทุกประเภทบริการ ไปปลายทางประเทศบาห์เรน, อิหร่าน, อิสราเอล, คูเวต, เลบานอน, กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นการชั่วคราว รวมทั้งยังไม่สามารถส่งสิ่งของด้วยบริการ Courier Post ไปปลายทางประเทศดังกล่าวข้างต้น และปลายทางประเทศซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และโอมาน เป็นการชั่วคราว

 

อย่างไรก็ดี ไปรษณีย์ไทยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอัปเดตการให้บริการในปลายทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

The post สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXIM BANK ขยายชำระหนี้ 365 วัน ลดดอกเบี้ย 20% ช่วยผู้ส่งออกตะวันออกกลาง https://thestandard.co/exim-bank-debt-relief-exporters-middle-east/ Tue, 03 Mar 2026 03:05:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1183736 มาตรการ EXIM BANK ขยายเวลาชำระหนี้ 365 วัน และลดดอกเบี้ย 20% เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

EXIM BANK ออกมาตรการเร่งด่วน ขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูง […]

The post EXIM BANK ขยายชำระหนี้ 365 วัน ลดดอกเบี้ย 20% ช่วยผู้ส่งออกตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรการ EXIM BANK ขยายเวลาชำระหนี้ 365 วัน และลดดอกเบี้ย 20% เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

EXIM BANK ออกมาตรการเร่งด่วน ขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา ให้กับลูกค้าที่เบิกกู้และมีภาระคงค้างจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ชี้ตะวันออกกลางกระทบการค้าไทย 6% มูลค่าส่งออกกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เผยว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น และยังมีความไม่แน่นอนส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยในฐานะคู่ค้าสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 6% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย

 

โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าส่งออกไปตะวันออกกลางกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าราว 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางผ่านทะเลแดงสู่ยุโรปที่อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น

 

ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือ ทั้งด้านการบริหารการจัดส่ง การผลิต การกำหนดเงื่อนไขการค้า (Incoterm) และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ขานรับนโยบายกระทรวงการคลัง ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้าที่เบิกกู้และมีภาระคงค้างจากการส่งออกไปยังตะวันออกกลาง ด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุด 365 วัน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงที่ได้รับการขยายเวลา

 

นอกจากนี้ EXIM BANK ยังพร้อมพิจารณาสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่ส่งออกไปตะวันออกกลางตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละกิจการ ติดต่อขอรับบริการทางการเงินและปรึกษาปัญหาธุรกิจได้ที่ EXIM Contact Center โทร. 0 2169 9999 และ ‘EXIM Bank of Thailand’ Facebook

 

แนะปรับตัวเชิงกลยุทธ์ 3 ด้าน

 

ขณะเดียวกัน กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยควรต้องปรับตัวเชิงกลยุทธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดังนี้

 

1. บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และขนส่ง ติดตามสถานะการขนส่งสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ตลอดจนติดต่อผู้นำเข้า เพื่อแจ้งผลกระทบด้านระยะเวลาขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น เช่น อาจล่าช้า 10-15 วัน กรณีต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป พร้อมตรวจสอบเงื่อนไขเอกสารและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กรณีส่งมอบสินค้าล่าช้า รวมถึงทำประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Surcharge) ให้ครอบคลุมประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 50% โดยผู้จองเรือเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย

 

2. บริหารจัดการการผลิต เผื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้น (Buffer Time) ในกระบวนการผลิตและส่งมอบสินค้า เพื่อรองรับการขนส่งที่ยาวนานขึ้น สำหรับผู้นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ต้องเตรียมแผนสำรองด้านแหล่งวัตถุดิบ หรือพิจารณาปรับไปใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อลดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิต

 

3. บริหารการเงินและความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน พิจารณาปรับ Incoterm เป็น FOB (Free on Board) เพื่อให้ผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า และกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินแบบ T/T ก่อนส่งมอบสินค้า รวมทั้งใช้เครื่องมือ Foreign Exchange Forward Contract เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน

 

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เตรียมผู้ให้บริการขนส่งสำรอง หรือกระจายเส้นทางขนส่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าระวางเรือที่อาจปรับสูงขึ้น ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งวัตถุดิบ (Diversification) ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งวัตถุดิบเพียงแหล่งเดียว พร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่ เพื่อขยายโอกาสทางการค้า

The post EXIM BANK ขยายชำระหนี้ 365 วัน ลดดอกเบี้ย 20% ช่วยผู้ส่งออกตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>