โรส-อรพรรณ มนต์พิชิต บวรวัฒนะ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 09 Nov 2022 09:13:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 สมใจ ร้านเครื่องเขียนที่ปรับตัวตลอด 60 ปี กับพันธมิตรหน้าใหม่ BNK48 https://thestandard.co/somjai-x-bnk48/ https://thestandard.co/somjai-x-bnk48/#respond Tue, 05 Jun 2018 06:59:56 +0000 https://thestandard.co/?p=94973

2-3 ปีที่ผ่านมา ร้านขายเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์ ‘สมใ […]

The post สมใจ ร้านเครื่องเขียนที่ปรับตัวตลอด 60 ปี กับพันธมิตรหน้าใหม่ BNK48 appeared first on THE STANDARD.

]]>

2-3 ปีที่ผ่านมา ร้านขายเครื่องเขียนและอุปกรณ์ศิลป์ ‘สมใจ’ ในเชิงการรับรู้ของผู้บริโภคถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านค้าปลีกรายย่อยในไทยที่โดดเด่นและมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

 

ภายใต้การบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 3 เนม-วิธวินทร์ วิทยานนท์, วิภ-วิภวานี วิทยานนท์ และตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร ได้เนรมิตให้ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนและอุปกรณ์อายุ 60 กว่าปีแห่งนี้ทันสมัย จับต้องได้ง่าย และใกล้ชิดกับผู้ซื้อมากขึ้น

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการลุยทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์อย่างจริงจัง และปล่อยคอนเทนต์เน้นสร้างความรับรู้ (Awareness) ด้วยสไตล์ที่สดใหม่ และดีไซน์การจัดวางสินค้าเพื่อถ่ายภาพโปรโมตสุดสร้างสรรค์ ซึ่งพบเห็นได้น้อยนัก โดยเฉพาะกับวงการเครื่องเขียนในปัจจุบัน

 

หลังผ่านมาเกือบ 1 ปี 7 เดือนของการพาตัวเองเข้าสู่โลกอีคอมเมิร์ซและการเปลี่ยนทิศทางบริหารงาน มีหลายเรื่องที่พวกเขารู้สึกพอใจ เช่นเดียวกับอีกหลายๆ เรื่องที่ทีมผู้บริหารสายเลือดใหม่ยอมรับว่าตัวเองยังทำได้ ‘ไม่ดีพอ’

 

 

แต่กับโปรเจกต์ล่าสุดที่สมใจและ BNK48 ได้ร่วมงานกันผลิตบ็อกซ์เซตเครื่องเขียนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เราพบว่านี่คือโมเดลที่ประสบความสำเร็จพอสมควรทั้งในแง่ผลตอบรับและกระแสความสนใจ แม้จะยังวัดผลไม่ได้มากนัก เพราะตัวสินค้าจริงๆ ยังไม่เผยโฉมออกมา แต่เราก็ใคร่อยากรู้และสงสัยว่าเบื้องหลังการโคจรมาร่วมงานกันในครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

THE STANDARD ชวน ตาล-นพนารี พัวรัตนอรุณกร หนึ่งในทีมผู้บริหารด้านการตลาด มาเปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นโปรเจกต์สมใจ x BNK48 เพื่อบอกเล่าถึงความตั้งใจและความจริงใจที่บรรจุอยู่ในบ็อกซ์เซตทุกใบ พร้อมร่วมอัปเดตแผนการดำเนินงานทางธุรกิจต่างๆ ที่เธอเชื่อว่าร้านขายเครื่องเขียนแห่งนี้ยังดีได้มากกว่าเดิมและไปได้ไกลกว่านี้

 

 

‘สมใจ x BNK48’ การจับคู่ที่แปลกใหม่และเติมช่องว่างในตลาด

ทันทีที่ร้านสมใจอัปโหลดภาพโปรโมตโปรเจกต์สมใจ x BNK48 เป็นครั้งแรก พร้อมคำโปรย ‘เตรียมพบกับ สมใจ x BNK48 เครื่องเขียนที่น่ารักที่สุด เร็วๆ นี้!’ ผ่านหน้าเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา โพสต์ดังกล่าวก็ได้รับความสนใจจากผู้ใช้ทั่วไปและกลุ่มโอตะ-โอชิทั่วประเทศเป็นอย่างมาก

 

การขยับตัวในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่สมใจตัดสินใจทำไลน์สินค้าเครื่องเขียนทั่วไปขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง (ไม่นับรวมอุปกรณ์ศิลป์ที่เป็นทางถนัดของร้านอยู่แล้ว) ที่สำคัญ พาร์ตเนอร์ก็ยังเป็นกลุ่มศิลปินไอดอลหญิงที่มาแรงสุดๆ ใน พ.ศ. นี้อีกด้วย โปรเจกต์นี้จึงมีความยากในแง่ของการดำเนินงานพอสมควร

 

นพนารีบอกกับเราถึงความตั้งใจแรกของสมใจและบริษัท บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด ที่อยากร่วมกันผลิตสินค้าอุปกรณ์เครื่องเขียนเพื่อให้แฟนคลับรุ่นเยาว์ที่อาจจะมีกำลังซื้อน้อยได้มีโอกาสเป็นเจ้าของและได้ใช้งานสินค้าพวกนี้จริงๆ ในชีวิตประจำวัน ประกอบกับผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ของ BNK48 เองก็ยังไม่เคยถูกผลิตมาก่อนด้วย ไม่ว่าจะเป็นปากกา ดินสอ ยางลบ สมุดโน้ต ไม้บรรทัด หรือแม้แต่กล่องดินสอเหล็ก

 

“ออกตัวก่อนว่าเราไม่เคยรู้จัก BNK48 มาก่อน เพราะเป็นคนไม่ค่อยตามข่าว จนเมื่อประมาณ 3 เดือนที่แล้ว พี่โรส-อรพรรณ มนต์พิชิต (รองประธานบริษัท โรส เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทแม่ของ บีเอ็นเค48 ออฟฟิศ จำกัด) ที่เรียนหลักสูตร DEF ด้วยกันกับเราก็เกริ่นว่าสมใจและ BNK48 น่าจะได้ทำอะไรๆ ร่วมกัน โดยมองไปที่ ‘เครื่องเขียน’ เพราะปัจจุบันยังไม่มีสินค้าสำหรับแฟนคลับกลุ่มเด็กๆ ของ BNK48 ที่สามารถเอื้อมถึงและใช้ได้บ่อยๆ เลย

 

 

“หลังจากนั้นก็เริ่มได้พูดคุยและพัฒนาไอเดียร่วมกันอยู่ตลอด เราเองก็ได้ศึกษา BNK48 มากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมีโอกาสได้ไปชมคอนเสิร์ตเขา ได้เห็นความพยายามและศักยภาพของน้องๆ ในการพัฒนาตัวเอง ก็ทำให้พบว่าโมเดลของศิลปินกลุ่มนี้ไม่ได้ขายรูปลักษณ์ความสวยงามแบบพิมพ์นิยม ความสมบูรณ์แบบ และความเพียบพร้อมของศิลปิน แต่กลับนำเสนอเรื่องราวความตั้งใจในการพัฒนาตัวเองและเสน่ห์ความงดงามที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้เราประทับใจมาก”

 

ข้อได้เปรียบที่สมใจมีเหนือดีลเลอร์เจ้าอื่นๆ คือการที่พวกเขารู้จักตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นอย่างดี รู้ว่าลูกค้ากลุ่มนักเรียนนักศึกษาจะซื้อเครื่องเขียนชนิดใดเป็นหลัก พวกเขาจึงนำจุดแข็งในส่วนนี้มาช่วยผลักดันให้สินค้าที่ทำร่วมกันกับ BNK48 โดดเด่นและน่าจับจองเป็นเจ้าของ

 

“กว่าจะคลอดออกมาเป็นบ็อกซ์เซตอุปกรณ์เครื่องเขียนสมใจ x BNK48 อย่างที่เห็นก็ยากพอสมควร เพราะอย่างที่ทุกคนทราบกันว่าปกติแล้วเราคือร้านค้าคนกลาง ไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้า การเลือกตัวแทนผู้ผลิตสินค้าให้จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก แล้วเราเองก็ไม่ใช่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ช่วงที่คุยกันแรกๆ ตัวแทนผู้ผลิตบางรายยังไม่สนใจที่จะคุยกันกับเราด้วยซ้ำ โดยให้เหตุผลว่ายอดสั่งผลิตไม่มากพอจำนวนขั้นต่ำ

 

“ขณะเดียวกันก็ต้องคุมงบประมาณด้วย เพราะเราไม่อยากขายสินค้าราคาแพง เนื่องจากมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อสมใจคือสินค้าของเราราคาไม่สูงจนเกินไป ขณะเดียวกันมันก็ต้องมีคุณภาพ แล้วแบรนด์สมใจเองก็ต้องรอดและมีสัดส่วนกำไรให้ได้ในเวลาเดียวกัน”

 

ถึงจะวางจำหน่ายในราคา 990 บาท แต่นพนารีก็เชื่อว่าราคานี้ไม่ได้สูงจนเกินจะจับต้องได้ และเป็นราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า เพราะแค่ตัวกล่องไปรษณีย์ที่ใช้บรรจุและจัดส่งสินค้า สมใจก็ยังผลิตขึ้นมาใหม่และผ่านกระบวนการทดสอบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อให้แน่ใจว่าของที่จะส่งถึงมือผู้บริโภคต้องอยู่ในสภาพที่ดี ไม่บุบหรือยับเด็ดขาด

 

 

เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ

นอกจากจะได้ผลิตสินค้าที่โอตะและโอชิรุ่นเยาว์เข้าถึงได้ง่ายแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากในความร่วมมือครั้งนี้คือการที่สมใจจะได้ถือโอกาสเปิดประตูการร่วมงานกับพาร์ตเนอร์เจ้าอื่นๆ และผลิตสินค้าของตัวเองในอนาคตให้มากกว่านี้

 

“เราอยากให้คนรู้จักแบรนด์สมใจมากขึ้นผ่านศิลปินไอดอลกลุ่ม BNK48 อยากให้คนที่ได้ใช้สินค้าของเราชื่นชอบและรักแบรนด์สมใจรู้สึกคุ้มค่า ที่สำคัญ เราอยากให้เขารู้สึกว่าสมใจเป็นแบรนด์ที่ปรับตัวตลอดเวลา ไม่อยากให้เขามองเราเป็นแค่ร้านโชห่วยธรรมดาๆ”

 

สำหรับกระบวนการเตรียมงาน เธอบอกว่าทีมการตลาดของสมใจไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากโปรเจกต์ครั้งนี้ได้เลย ทำให้บางครั้งเธอก็ใช้วิธีขอคำปรึกษาจากโอตะที่เป็นเจ้าของแฟนเพจต่างๆ อยู่เป็นประจำ ถึงขนาดที่ว่าบางครั้งแคปชันที่ใช้โพสต์ก็ต้องผ่านการตรวจทานซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ต่ำกว่า 5 รอบ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อความเหล่านั้นไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อแสร้งเอาใจโอตะหรือแฟนคลับ

 

“เวลาเราทำแผนการตลาดออกมา เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยนะว่าผลลัพธ์มันจะเป็นอย่างไร เราคาดคะเนกันไม่ได้เลยว่านาทีแรกที่เปิดขาย คนจะเข้ามาหน้าเว็บไซต์กี่คน จึงต้องงัดทุกกลยุทธ์มาใช้ รวมถึงการปรึกษากลุ่มโอตะที่เป็นเจ้าของเพจหลายๆ คนเพื่อไม่ให้เราทำสินค้าออกมาแล้วคนที่ไม่ชอบแบรนด์สมใจ แต่ต้องซื้อสินค้าของเราเพราะอยากเก็บ ความตั้งใจของเราคืออยากให้สมใจเป็นมิตรกับเขา เข้าใจจริงๆ ว่าพวกเขาต้องการหรืออยากได้อะไร”

 

ส่วนในแง่ของผลการตอบรับ นพนารีบอกว่า ‘เหนือความคาดหมาย’ ทั้งในด้านยอดสั่งซื้อและการสั่งจอง ที่สำคัญ ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจำนวนไม่น้อยก็ยังเป็นกลุ่มลูกค้าเด็กๆ โดยคิดเป็นสัดส่วน 40:60 (กลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่)

 

“เราดีใจมากที่ลูกค้าของเราไม่ได้มีแค่กลุ่มผู้บริโภคหรือโอตะที่ทำงานหรือเรียนจบไปแล้ว เพราะความตั้งใจของโปรเจกต์นี้คืออยากให้เด็กๆ ได้ใช้เครื่องเขียนของศิลปินที่พวกเขาชอบ แล้วมันก็ได้ผล เราได้เห็นยอดจองสินค้าของคุณพ่อคุณแม่ที่โอนเงินเข้ามาสั่งซื้อสินค้าให้ลูกๆ เป็นจำนวนมาก รวมถึงช่องทางอื่นๆ เช่น ระบบวอลเล็ต”

 

เมื่อถามว่าเป็นไปได้ไหมที่ในอนาคตข้างหน้าสมใจจะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทดลองผลิตสินค้าใหม่ๆ หรือจับมือกับพาร์ตเนอร์เจ้าอื่นเพื่อสรรสร้างอุปกรณ์เครื่องเขียนออกมา นพนารีไม่ปิดโอกาสดังกล่าว เธอยังบอกอีกด้วยว่าการทำโปรเจกต์นี้ช่วยให้เธอและสมใจได้เรียนรู้หลักสูตรใหม่กับกระบวนการด้านโปรดักชันมากขึ้นเป็นกอง

 

 

1 ปี 7 เดือน ผลลัพธ์คือยังไม่พอใจและควรจะดีได้มากกว่านี้!

หนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ทีมบริหารทายาทรุ่นที่ 3 ของสมใจตัดสินใจโกออนไลน์เต็มตัว เนื่องจากมองว่าโซเชียลคอมเมิร์ซนั้นไม่ยั่งยืนในมุมมองของพวกเขา ทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรมนุษย์จมไปกับช่องทางการขายของผ่านเฟซบุ๊ก ไลน์ หรืออินสตาแกรมเป็นจำนวนมาก และยังถือเป็นโอกาสที่จะช่วยให้ร้านใกล้ชิดกับคนซื้อมากขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีข้อจำกัดในเชิงการเข้าถึง

 

ในทางกลับกัน ทั้งสามก็อยากให้ผู้บริโภคคนไทยคุ้นชินกับการซื้อ-ขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น โดยมีคุณพ่อซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่น 2 ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลหนุนหลัง พร้อมให้คำปรึกษาอยู่ไม่ห่าง

 

จนในที่สุดความตั้งใจทั้งหมดก็หล่อหลอมให้สมใจตัดสินใจเปิดหน้าร้านออนไลน์อย่างเป็นทางการขึ้นมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 และถ้านับจนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน) ก็น่าจะเข้าสู่ช่วง 1 ปี 7 เดือนพอดี โดยปัจจุบันช่องทางรายรับของร้านออนไลน์คิดเป็นสัดส่วน 11% จากช่องทางทั้งหมด

 

“เราไม่ประทับใจเลย” นพนารีบอกกับเราว่าเรื่องที่ทำให้เธอไม่ปลื้มไม่ได้เกี่ยวกับยอดขายแต่อย่างใด เพราะเธอมองว่าวันข้างหน้าออนไลน์ก็จะเติบโตได้มากกว่านี้อีกแน่นอน แต่ปัญหาหลักๆ ที่เธอมองว่าเป็นอุปสรรคกีดขวางการเติบโตของสมใจในโลกออนไลน์คือระบบเว็บไซต์ที่ยังไม่เสถียร

 

“อาจจะเป็นเพราะเราโชคไม่ดีด้วยที่เจอคนทำระบบเว็บไซต์ที่ไม่ถูกใจทั้ง 2 ครั้ง และตอนนี้กำลังคุยกับเจ้าที่ 3 แล้ว ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเราไม่ได้มีความรู้ด้านการเขียนเว็บมากพอหรือเปล่า เลยทำให้หลายๆ ครั้งความต้องการของเราเดินทางไปไม่ถึงจุดหมายของหน้าเว็บไซต์ที่เราอยากให้มันเป็นเสียที เลยรู้สึกว่ายังมีโจทย์ที่สมใจยังต้องปรับปรุงอีกพอสมควรเลย

 

“นอกจากปัญหาเรื่องระบบเว็บไซต์ เรารู้สึกว่าเราพร้อมกันมากนะ เพราะทีมจัดการระบบหลังบ้านก็เต็มที่กันมาก เรามีสต็อกสินค้าที่เพียงพอ รู้จักลูกค้าว่าเขาคือใครและต้องการจะซื้ออะไร เราเก็บข้อมูลมาโดยตลอด อย่างเดือนนี้ (มิถุนายน) ลูกค้าจะซื้อเครื่องเขียนกันเยอะมาก เพราะเป็นช่วงเปิดเทอม ร้านค้าที่สั่งออนไลน์ไปขายต่อก็จะซื้ออุปกรณ์การเรียนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนช่วงปลายปีลูกค้ากลุ่มศิลปินก็จะซื้ออุปกรณ์วาดเขียนกันมาก”

 

 

เธอบอกว่าแม้ออนไลน์จะทำให้เธอและทีมผู้บริหารได้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทจะคาดหวังช่องทางรายรับจากแพลตฟอร์มนี้ได้มากเท่าที่ควร แต่สิ่งสำคัญคือการที่สมใจได้ใบเบิกทางของการรู้จัก ‘ชิงปรับตัว’ ให้เร็วเหนือผู้อื่น ซึ่งจุดนี้เองจะเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ร้านขายเครื่องเขียนแห่งนี้มุ่งไปข้างหน้าได้มากกว่าหยุดนิ่งอยู่กับที่

 

“เราเชื่อว่าถ้าหลังจากนี้หน้าเว็บไซต์และแผนการประชาสัมพันธ์พร้อมมากขึ้น ออนไลน์มันก็น่าจะโตขึ้นได้มากกว่านี้อีกแน่นอน”

 

ในยุคที่อีคอมเมิร์ซเฟื่องฟู หน้าร้าน Physical Store ก็ยังสำคัญ

ถึงสมใจจะเริ่มขยับมาลุยออนไลน์มากขึ้น แต่ร้านเครื่องเขียนแห่งนี้ก็ยังให้ความสำคัญกับการเปิดหน้าร้านและการขยายสาขาใหม่ๆ ไม่ต่างจากแนวทางหรือนโยบายที่ผู้บริหารรุ่นที่ 1 และ 2 จากครอบครัววิทยานนท์ได้วางเอาไว้ ที่สำคัญ ยอดขายกว่า 89% ของสมใจก็ยังมาจากช่องทางสโตร์ออฟไลน์ทั้ง 13 สาขาอยู่

 

“พอยิ่งทำแคมเปญพรีออร์เดอร์สินค้านี่ทำให้เรายิ่งรู้เลยว่าหน้าร้านยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่ ผู้บริโภคในประเทศเรายังติดประสบการณ์การได้จับหรือสัมผัสสินค้าจริงๆ เขายังซื้อของออนไลน์ผ่านระบบที่เต็มรูปแบบกันไม่ค่อยคล่องตัว บางส่วนอาจจะกังวล กลัวข้อผิดพลาดจากการทำธุรกรรม ในความคิดเราเลยรู้สึกว่าร้านค้า Physical Store อีก 20 ปีข้างหน้าก็ยังจำเป็นอยู่ สมใจเองก็จะพยายามเปิดหน้าร้านสาขาใหม่อยู่เรื่อยๆ”

 

ปัจจุบันสมใจมีสาขาในประเทศไทยรวมทั้งหมด 13 แห่ง แบ่งเป็นร้านค้าในโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑล 9 แห่ง ได้แก่ พาหุรัด (รวม 3 ร้าน), ดิโอลด์สยาม, อาคารวรรณสรณ์ พญาไท, จามจุรีสแควร์, สยามสแควร์, เซ็นทรัล พระราม 9 และสีลมคอมเพล็กซ์

 

ส่วนอีก 4 สาขาในต่างจังหวัด ได้แก่ หัวหิน มาร์เก็ตวิลเลจ (ประจวบคีรีขันธ์), ศูนย์การค้าเมญ่า (เชียงใหม่), เทอร์มินอล 21 (นครราชสีมา) และเสริมไทยคอมเพล็กซ์ (มหาสารคาม) นอกจากนี้สมใจก็ยังมีรถ Somjai To-Go ตระเวนจอดขายสินค้าตามงานหรือสถานที่ต่างๆ อีกด้วย

 

 

“แผนการขยายสาขาของเราจะดูจากดีล ค่าเช่า และวิสัยทัศน์ความจริงจังของผู้บริหารแต่ละโครงการ เพราะเวลาเราเปิดหน้าร้านขึ้นมาใหม่ เราจะได้กำไรต่อการขายสินค้าแต่ละชิ้นน้อยมาก เนื่องจากคติพจน์ของคุณยายที่มีมาตั้งแต่เปิดร้านสมใจสาขาแรกคือเราจะไม่ขายของแพง ฉะนั้นค่าเช่าสถานที่จะเป็นตัวชี้วัดเดียวว่าเราจะได้กำไรหรือเปล่า”

 

สตอรีและการเอ็นเกจกับคน เครื่องมือเด็ดที่แบรนด์ไม่ควรละเลย

ถ้าเปิดไปที่ช่องทางโซเชียลมีเดียของสมใจ นอกจากจะเห็นว่าพวกเขาจัดวางคอมโพสภาพถ่ายสินค้าเพื่อการขายได้อย่างมีสไตล์และแตกต่างแล้ว สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วงระยะหลังๆ คือการทำคอนเทนต์ที่เน้นให้ข้อมูลหรือเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องเขียน

 

“โจทย์ในปีนี้ของสมใจคืออยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ศิลป์และเครื่องเขียน เราอยากเป็นศูนย์รวมของอาร์ตคอมมูนิตี้ที่แชร์ความรู้ให้ด้านนี้ให้คนได้ซึมซับ ประกอบกับเห็นว่าคอนเทนต์หน้าเพจส่วนใหญ่ของเราดูจะนำเสนอในด้านการขายเป็นหลัก ซึ่งถ้าเราเป็นผู้บริโภคเองก็คงไม่อ่าน เลยเปลี่ยนแนวมาให้ข้อมูลที่เป็นความรู้เกี่ยวกับเครื่องเขียนมากขึ้น รวบรวมทิปส์ต่างๆ จากซัพพลายเออร์ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ที่พวกเรารวบรวมกันแล้วถ่ายทอดเป็นคอนเทนต์เล่าเรื่องในแบบสมใจ

 

 

“เราอาจจะไม่เคยเซอร์เวย์ว่าคนอ่านรู้สึกกับคอนเทนต์รูปแบบนี้ในช่วงระยะหลังๆ ของเราอย่างไร แต่ทุกคอนเทนต์ที่เราทำแล้วได้อ่านด้วยตัวเองก็ทำให้รู้สึกว่า เออ มันดีนะ แม้บางโพสต์จะมีคนดูแค่ไม่กี่คน แต่เรามองว่ามันคือคลังที่เราสามารถเก็บเป็นสินทรัพย์ของแบรนด์ได้”

 

นอกจากจะทำคอนเทนต์เชิงให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคนอ่านหรือผู้บริโภค อีกสิ่งหน่ึงที่สมใจให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการเดินหน้าจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปทางศิลปะต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม

 

“เราอยากให้วงการเครื่องเขียนมันคล้ายกับวงการเครื่องสำอางที่เวลามีลิปสติกหรือพาเลตต์สีใหม่ปล่อยออกมาไม่นานก็มีคนทำรีวิวแล้ว อย่างกิจกรรมเวิร์กช็อป ตอนนี้เราก็พยายามจะจัดให้ได้ทุกๆ 3 เดือน เพราะช่วงแรกเราทำเดือนละครั้ง แต่ก็พบว่าความถี่มีผลต่อคุณภาพของกิจกรรมที่จัดพอสมควร แล้วแต่ละครั้งเราจะเลือกแขกรับเชิญที่มีความถนัดเฉพาะด้านนั้นๆ ไปเลย อย่างล่าสุดเราก็เพิ่งชวน จูลี่ เบเกอร์ ที่เชี่ยวชาญด้านสีน้ำและสีน้ำมันมาเป็นวิทยากร

 

 

“สิ่งที่เราอยากให้ลูกค้าและคนที่เข้าเวิร์กช็อปได้รับคือข้อมูลความรู้ที่มีความเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเซตผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ศิลป์และบัตรสมาชิกสมใจที่เรามอบให้เขา เราอยากเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยผลักดันให้อาร์ตคอมมูนิตี้ในไทยเติบโตได้มากกว่านี้ เพราะในขณะที่ชุมชนศิลปะประเทศเพื่อนบ้านเราเขาเติบโตได้รวดเร็วมาก แต่สมาคมเครื่องเขียนไทยให้ข้อมูลว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดนี้ไม่ได้โตไปมากกว่าเดิมเลย”

 

เมื่อเราเอ่ยปากถามนพนารีว่าเธอคาดหวังให้สมใจเติบโตไปในทิศทางใดในอนาคตข้างหน้า เธอตอบกลับเราแบบไม่ลังเลเลยว่าสิ่งเธออยากเปลี่ยนเป็นลำดับต่อไปคือ ‘mindset’ ของพนักงานและ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ เพราะเธอมองว่าบุคลากรบางส่วนยังมีค่าความเชื่อที่ผิดๆ อยู่ ตัวอย่างเช่น เชื่อว่าคนอยู่มานานต้องได้เงินเดือนสูงกว่าคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้ทำผลงานได้ดีกว่า

 

“ในมุมมองของเรา เราเชื่อว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรได้คือการเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ๆ เข้ามาเพื่อสร้างการรับรู้ให้กับบุคลากรคนเก่าๆ ให้เขาได้เข้าใจว่าวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างมันไม่ถูกนะ ซึ่งเรื่องพวกนี้เราไม่สามารถเดินเข้าไปบอกเขาได้โดยตรง แต่ต้องให้เขาได้เห็นด้วยตาของตัวเอง”

 

ถามถึงการขยายสาขาไปบุกตลาดต่างประเทศ นพนารีบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะแม้แต่ตัวเธอเองหรือผู้บริหารอีกสองคนก็เคยจินตนาการถึงแนวคิดนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อมองในเชิงปฏิบัติและโลกแห่งความเป็นจริงกลับพบว่าความคิดและความต้องการดังกล่าวไม่ง่ายเอาเสียเลย

 

“เราเคยกดดันกันมากตอนที่เพิ่งกลับประเทศไทยมาใหม่ๆ ตอนนี้ก็เลยปรับปรุงให้อะไรๆ ที่มีอยู่มันดีขึ้นกว่าเดิมไปก่อน พยายามทำให้มีสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้ แค่เอาวันนี้ให้ไปถึงปีหน้าเราก็มีงานที่ต้องทำเยอะมากๆ แล้ว ก็เลยไม่ไปกดดันกันเองดีกว่า”

 

 

สิ่งที่สมใจพิสูจน์ให้เราเห็นจากโมเดลธุรกิจของพวกเขาคือการไม่เคยหยุดอยู่กับที่ การปรับตัวเองให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างแนบเนียน รู้จักหยิบจับเทรนด์และกระแสที่เกิดขึ้นมาสวมใส่ให้กลมกลืนเข้ากับแบรนด์ได้อย่างไม่เคอะเขิน  

 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อได้เปรียบของร้านค้าเครื่องเขียนอายุ 60 กว่าๆ แห่งนี้คือการที่พวกเขารู้จักตัวเองว่าเป็นใคร อะไรคือจุดแข็งที่แบรนด์มี สร้างความสัมพันธ์กับพาร์ตเนอร์เจ้าต่างๆ มาโดยตลอด สำคัญที่สุดยังรู้จักว่ากลุ่มลูกค้าหลักคือใครและยังสามารถรักษาพวกเขาให้อยู่กับแบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย

The post สมใจ ร้านเครื่องเขียนที่ปรับตัวตลอด 60 ปี กับพันธมิตรหน้าใหม่ BNK48 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/somjai-x-bnk48/feed/ 0
ล้วงความลับผู้วางกลยุทธ์ BNK48 ตั้งเป้าร้อยล้าน ดังแบบไม่ใช้คุกกี้เสี่ยงทาย https://thestandard.co/bnk48-strategy-business/ https://thestandard.co/bnk48-strategy-business/#respond Wed, 24 Jan 2018 00:30:13 +0000 https://thestandard.co/?p=64507

หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจวงการบันเทิง-วงการดนตรีบ้านเราดูจ […]

The post ล้วงความลับผู้วางกลยุทธ์ BNK48 ตั้งเป้าร้อยล้าน ดังแบบไม่ใช้คุกกี้เสี่ยงทาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจวงการบันเทิง-วงการดนตรีบ้านเราดูจะเหงียบเหงาพอสมควร โดยเฉพาะในวันที่คนฮิตฟังเพลงจากสตรีมมิงมิวสิกมากกว่าแผ่นซีดีหรือตลับเทปคาสเซตต์แบบเดิมๆ

 

ค่ายเพลงหลายแห่งจำต้องปรับตัวผันไปทำธุรกิจผลิตสื่อชนิดอื่นๆ หรือไม่ก็จับธุรกิจเสริมความงามแทน…

 

ท่ามกลางสภาวะซบเซาที่กำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เช่นนี้ วงดนตรีเกิร์ลกรุ๊ปลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นอย่าง BNK48 ก็ทวนกระแสถือกำเนิดขึ้นมา (เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 12 ก.พ. 2560) พร้อมสร้างปรากฏการณ์ฟีเวอร์ชนิดที่แฟนคลับทั้งหญิงชายหลงใหล ‘ตกหลุมรัก’ กันทั่วบ้านทั่วเมือง

 

 

ความสำเร็จที่จับต้องได้ลำดับแรกคือยอดขายแผ่นซีดีเพลง 2 ซิงเกิลที่สูงลิบลิ่วทั้ง ‘อยากจะได้พบเธอ’ และ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ ซึ่งจำหน่ายได้ถึง 13,500 และ 30,000 แผ่นตามลำดับ คิดเป็นรายรับคร่าวๆ ก็อยู่ที่ประมาณ 15,225,000 บาท (แผ่นละ 350 บาท) ส่วนปีนี้ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องทำรายได้รวมตลอดทั้งปีแตะหลักร้อยล้านบาทให้ได้!

 

เกือบ 1 ปีแล้วที่สาวๆ ทั้ง 28 คนกำลังเดินหน้าสั่งสมประสบการณ์ พัฒนาตนเองจนมีความสามารถรอบด้านและก้าวเข้าไปนั่งในหัวใจโอตะ (โอตะคุ ชื่อเรียกแฟนวง BNK48) THE STANDARD ชวน จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด พี่ชายแท้ๆ ของ ‘จ๊อบซัง’ ณัฐพล บวรวัฒนะ ผู้จัดการวงมาพูดคุยเพื่อสำรวจแนวคิดการปั้นวงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48 ให้เป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จในวงกว้างเหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนี้

 

 

ลิขสิทธิ์การ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่น การพลาดสิทธิ์ช่องทีวีดิจิทัล และ BNK48

 

หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า 3 สิ่งนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

 

ต้องท้าวความย้อนเล่าก่อนว่าบริษัท บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ จำกัด เกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการโดย โรส อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ อีกที โรสในที่นี้ก็คือโรสเดียวกับ ‘โรส เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอร์ปอเรชั่น’ บริษัทสื่อผู้ถือลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นหลากหลายเรื่อง เช่น ซูเปอร์เซนไท ขบวนการ 5 สี, นารูโตะ, ผ่าพิภพไททัน เป็นต้น

 

แต่ถ้าจะพูดถึงจุดกำเนิดของ BNK48 จริงๆ คงต้องย้อนไปราวช่วงปลายปี 2556 สมัยที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพิ่งเริ่มโครงการประมูลใบอนุญาตทำช่องทีวีดิจิทัลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

 

โรส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ นำโดย โรส-อรพรรณ มนต์พิชิต บวรวัฒนะ รองประธานบริษัทในขณะนั้น (ภรรยาของจิรัฐ) คือหนึ่งในบริษัทที่เข้าไปประมูลสัมปทานช่องโทรทัศน์ประเภทรายการเด็ก เยาวชน และครอบครัวกับเขาด้วย

 

“ตอนนั้นแฟนผมจะเข้าประมูลทีวีดิจิทัล ซึ่งเขาก็มีช่องและการ์ตูนที่คิดว่าประสบความสำเร็จอยู่แล้วและก็อยากจะทำอีกช่องหนึ่ง ทีนี้ถ้าจะทำช่องโทรทัศน์มันก็ต้องมีศิลปิน ผมเลยบอกเขาว่าถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมไปเอาฟอร์แมตศิลปิน AKB เข้ามา ตอนนั้นผมคิดไว้แล้วเสร็จสรรพ เตรียมพรีเซนต์และพิตช์ข้อมูลเต็มที่” จิรัฐย้อนความ

 

ไม่รู้จะเรียกเป็นโชคดีหรือร้ายของโรส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ดี เพราะสุดท้าย พวกเขาก็พลาดสิทธิ์ทำทีวีดิจิทัลและเป็นทีวีสีช่อง 3 (บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด), โมเดิร์นไนน์ทีวี (บริษัท อสมท จำกัด) และทีวีพูล (บริษัท ไทยทีวี จำกัด) ที่คว้าใบอนุญาตไปแทน

 

“ตอนนั้นเราเลือกเดินหน้าทำโปรเจกต์ทำศิลปินต่อ เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้มันเป็นเรื่องของ celebrity marketing ผ่านโซเชียลมีเดียไปแล้ว คนสนใจตัวบุคคลมากกว่าความเป็นดราม่าของละคร คนดูอินสตาแกรม ฟอลโลว์เฟซบุ๊กก็เห็นเรื่องราวของคนจริงที่มีเรื่องราวมากกว่า ตอนนั้นเลยคิดว่าถ้าลองเอาโมเดล AKB เข้ามาทำน่าจะตอบโจทย์ได้

 

“ด้วยสองส่วนที่เราทำธุรกิจเกี่ยวกับญี่ปุ่นมานานกว่า 15-18 ปี เลยเห็นวัฒนธรรมของเขาซึ่งคนไทยก็ชื่นชอบกันเยอะ ขนม รถยนต์ แบรนด์รอบตัวเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นกันทั้งนั้นเลย กระทั่งญี่ปุ่นพยายามดึงนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ผมเลยสงสัยว่าทำไมไทยถึงไม่มีสื่อบันเทิงสไตล์ญี่ปุ่น หรือไอดอลญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยบ้างเลย มันจึงเป็นช่องว่างที่ทำให้เราเข้ามาทำในส่วนนี้”

 

คิดได้เช่นนั้น จิรัฐก็เลือกเดินหน้าฟอร์มทีมศิลปินที่ใช้โมเดลเดียวกับ AKB เริ่มต้นจากการเข้าไปติดต่อพูดคุยกับบริษัทต้นสังกัด AKS ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องบังเอิญไม่น้อยที่ค่ายธุรกิจบันเทิงยักษ์ใหญ่จากไทยหลายเจ้าติดต่อเข้าไปพร้อมๆ กันกับจิรัฐ

 

 

“สุดท้ายเราเอาจุดแข็งสองอย่างคือความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการศึกษา AKB มาอย่างดี และการทุ่มเทให้ความสำคัญกับสื่อโซเชียลมีเดียเข้าไปนำเสนอ ทำแผนธุรกิจ จนในที่สุดเราก็ได้สิทธิ์ในการทำ BNK มา เราไม่ได้ขายคอนเซปต์การทำธุรกิจเพลงอยู่แล้ว แต่ขายการเป็นผู้ดูแลจัดการศิลปิน (artist management) สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจลงไปสู่โซเชียลมีเดียด้วย ที่สำคัญเรามีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับญี่ปุ่นมายาวนาน ผมบินไปเจอเขาแทบทุกเดือน หลายๆ สิ่งมันเป็นองค์ประกอบกับความสำเร็จในครั้งนั้น”

 

เมื่อได้สิทธิ์ฟอร์มวง BNK48 มา กระบวนการเฟ้นหาศิลปินหญิงเกิร์ลกรุ๊ปหน้าใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น จากเด็กสาวช่วงวัยอายุ 12-22 ปี จำนวนกว่า 1,375 คน ถูกคัดให้เหลือ 30 คนและเปิดตัวครั้งแรกที่งานเจแปนเอ็กซ์โป อิน ไทยแลนด์ 2017 เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2560 ก่อนกลับมาซักซ้อมและฝึกฝนอย่างหนัก และเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 2 มิ.ย. ณ ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์

 

“เราพยายามหาคนที่มีเสน่ห์ ไม่ใช่คนที่อยากดังหรือสวยอย่างเดียว บางคนไม่ต้องร้องดีเต้นดีก็ได้ แต่ขอให้มีอะไรดีๆ ที่จะนำเสนอออกมา เราสนใจเรื่องของการนำเสนอ และคนที่พร้อมจะทำตัวเป็นแก้วเปล่าเพื่อฝึกฝนเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกัน”

 

 

วัฒนธรรมความเป็น BNK48 การสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าทางอ้อม

จะด้วยโชคชะตาอะไรก็ตาม จากเด็กสาว 30 คนในวันนั้นจึงเหลือเพียง 28 คนในวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรากล้าพูดได้เต็มปากคือสมาชิก BNK48 ทุกๆ คนล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ พรสวรรค์ และความสามารถในแบบฉบับของตัวเองกันหมด ซึ่งอาจจะหาได้น้อยจากศิลปินไอดอลยุคนี้

 

เหนือสิ่งอื่นใด ทราบหรือไม่ว่าวัฒนธรรมการเป็นศิลปินไอดอลโมเดลญี่ปุ่นมีข้อห้ามอยู่หลายประการเหมือนกัน ทั้งห้ามมีแฟน (ในไทยอาจจะไม่ได้เป็นกฎที่คอขาดบาดตาย แต่ก็ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อรักษาภาพลักษณ์และความนิยม), ห้ามทำศัลยกรรม, ห้ามถ่ายแฟชั่นแนวเซ็กซี่หรือกราเวียร์ (ต่างจากญี่ปุ่น) และห้ามถ่ายภาพเซลฟีกับแฟนๆ เด็ดขาด !?

 

ทำไมถึงต้องห้ามอะไรมากมายขนาดนั้น? นี่คือคำถามที่เราและคนที่ไม่ได้เป็นโอตะสงสัย

 

ทุกข้อห้ามล้วนมีเหตุผล และทุกธรรมเนียมปฏิบัติก็มีที่มาที่ไปในตัวของมันเอง

 

สำหรับกฎเรื่องการห้ามมีแฟน จิรัฐอธิบายมุมมองความรู้สึกของแฟนคลับ ว่าหากศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบมีแฟน (คนรู้ใจ) กองเชียร์หรือแฟนคลับเหล่านั้นก็จะรู้สึกว่าตัวศิลปินไม่ได้ใส่ใจความรักที่พวกเขาหรือเธอมอบให้ แต่กลับเลือกทุ่มเทความรู้สึกห่วงใยไปให้กับผู้ชายคนเดียว ผลที่ตามมาก็จะทำให้น้องๆ ศิลปินคนนั้นไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

 

ส่วนเรื่องการทำศัลยกรรม จิรัฐบอกว่าเป็นผลพวงมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นซึ่งไม่ได้กำหนดตายตัวแต่แรกว่าศิลปินจะต้องเพียบพร้อม 100% ในทุกๆ ด้านตั้งแต่ความสามารถและเรือนร่างหน้าตาภายนอก แต่จะเน้นขายเรื่องราวความพยายามและการฝึกฝนตัวเองทุกวี่วันออกมาให้แฟนๆ ได้รู้สึกซึมซับตามไปด้วยมากกว่า

 

“กระทั่งวันที่เขาเก่งขึ้นมาได้ มันก็คือการทำงานร่วมกันระหว่างเมมเบอร์ในวง แฟนคลับ และทีมจัดการซึ่งจะช่วยพัฒนาน้องๆ ให้โตขึ้นไปเรื่อยๆ มันถึงสนุกไงครับ สนุกกว่าการที่ศิลปินจะเก่งและสมบูรณ์อยู่แล้วตั้งแต่ต้น เราเชื่อในแนวทางที่ต่างออกไป เช่นเดียวกับเพลงที่เป็นแค่องค์ประกอบ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของวง”

 

 

กรณีการถ่ายแบบเซ็กซี่หรือกราเวียร์ที่ศิลปินวงแม่ AKB48 ทำได้ แต่ BNK48 ไม่สามารถทำได้นั้น จิรัฐบอกว่าเขาอยากให้ไอดอลลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไทยวงนี้เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ไม่ต้องการให้ขายเนื้อหนังมังสาและร่องอก ที่สำคัญสังคมไทยก็ค่อนข้างอ่อนไหวกับประเด็นเหล่านี้

 

สำหรับการห้ามศิลปินและน้องๆ ในวงถ่ายภาพเซลฟีกับแฟนคลับก็นับเป็นเหตุผลและที่มาในเชิงการตลาดล้วนๆ เพราะแม้แต่งานจับมือที่ต้องเสียเงินซื้อซีดีเพลงเข้าไปร่วมงาน คุณก็ไม่สามารถขอถ่ายรูปกับศิลปินได้ หรือต่อให้บังเอิญเดินเจอศิลปินตามท้องถนนหรือร้านสะดวกซื้อ กฎของบริษัทก็ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามถ่ายภาพร่วมกันเด็ดขาด!

 

เร็วๆ นี้ได้มีการประกาศขายบัตร Founder Member BNK48 ออกมา ราคาจำหน่ายอยู่ที่ใบละ 20,000 บาท พร้อมสินค้าที่ระลึกน่าสะสมมากมายเช่น สายคล้องคอบัตร, เสื้อโปโลลาย, บุ๊กเลต, บัตรถ่ายรูป 2 ช็อตกับเมมเบอร์ BNK48 ด้วยกล้องโพลารอยด์ 1 ใบ, บัตรเข้าชมเธียเตอร์ 50 ใบ (มูลค่าใบละ 400 บาท) ฯลฯ

 

ที่น่าสนใจคือบัตรถ่ายรูปร่วมกับสมาชิกในวง ซึ่งแน่นอนว่าคุณต้องจ่ายเงินซื้อเพื่อให้ได้มาเท่านั้น และถึงโรงละครของ BNK ที่ตั้งอยู่บนเดอะมอลล์บางกะปิจะยังสร้างไม่เสร็จ แต่ข่าวลือก็ระบุว่าตอนนี้บัตร Founder Member BNK48 สามารถจำหน่ายออกไปได้มากกว่า 400 ใบแล้ว! คิดเป็นมูลค่ารวมก็ประมาณ 8 ล้านบาทถ้วนเท่านั้นเอง

 

 

กลยุทธ์ทางธุรกิจที่คิดมาอย่างดีเพื่อช่วยให้ซีดีเพลงและสินค้าที่ระลึกขายดิบขายดีราวแจกฟรี!

  • ซีดีเพลง 2 ซิงเกิลจำหน่ายได้รวมกัน 43,500 แผ่น มูลค่า 15,225,000 บาท (แผ่นละ 350 บาท)
  • บัตร Founder Member BNK48 ที่ลือว่าขายไปแล้วกว่า 400 ใบ มูลค่า 8,000,000 บาท
  • สินค้าที่ระลึกอื่นๆ ไม่ว่าจะโฟโต้เซตหรืออะไรอีกหลายๆ อย่างก็ถูกขายออกไปแล้วมากมาย รวมถึงข่าวลือที่ว่าภาพของเฌอปราง กัปตันวงพร้อมลายเซ็นเจ้าตัว เตรียมถูกนำไปประมูลในราคาเหยียบหลักแสนมาแล้ว!

 

ความสงสัยของเราเกิดขึ้นทันทีที่ค้นพบชุดข้อมูลนี้ ทำไมในยุคดิจิทัล 4.0 ที่ค่ายเพลงส่วนใหญ่ขายแผ่นซีดีเพลงไม่ออก ส่วนภาพศิลปินต่างๆ ก็ดาวน์โหลดและพิมพ์ได้ด้วยตัวเองที่ปรินเตอร์ที่บ้าน แต่สินค้าที่ระลึกของ BNK48 กลับขายดีไม่แคร์ใคร?

 

ที่ Physical Products ของ BNK48 สามารถทำเช่นนั้นได้ นอกจากเหตุผลความสุขทางใจกับการได้หยิบจับและสะสมสินค้า การสอดแทรกการได้มีส่วนร่วมเล็กๆ น้อยๆ ลงไปควบคู่กับสินค้าแต่ละตัวก็มีผลทำให้โปรดักส์ของบริษัทถูกกว้านซื้อไปถล่มทลาย

 

ตัวอย่างเช่นซีดีเพลงที่ขายคู่กับบัตรจับมือศิลปินคนโปรดเป็นเวลา 7-8 วินาที ซึ่งมีผลต่อการคัดเลือกเซมบัตสึ (สมาชิกหลัก 16 คนที่จะได้ออกผลงานเพลงแต่ละซิงเกิล) จากคะแนนความนิยมการจับมือโดยคณะกรรมการ ส่วนในอนาคต นอกจากบัตรจับมือก็จะมีการแถมบัตรเลือกตั้งให้แฟนๆ ได้โหวตเซมบัตสึด้วยตัวเองอีกด้วย

 

จิรัฐบอกว่า “ผมมองว่ามันคือคุณค่าทางจิตใจนะ มันมากกว่าการนำไปใช้ ถ้าจะฟังเพลงจริงๆ ไปโหลดเพลงฟังเอาก็ได้ แต่นี่แสดงให้เห็นว่าเขาอยากสนับสนุนน้อง (ศิลปิน) ด้วยความรักและความชอบจริงๆ

 

“ความต้องการสนับสนุนน้องๆ เป็นสิ่งสำคัญ จะเกิดสิ่งนั้นขึ้นได้ก็เป็นเพราะว่าทั้งแฟนคลับ น้อง และทีมจัดการเข้าใจตรงกันว่าน้องยังต้องพัฒนาต่อไป แต่จะพัฒนาได้เขาก็ต้องมีโอกาสและมีงานที่จะทำเสียก่อน

 

“ผมเองมีหน้าที่ในการสร้างงานและโอกาส น้องๆ ในวงก็มีหน้าที่ทำงานให้ดีที่สุด แฟนคลับมีหน้าที่สนับสนุนน้องให้ไปถึงเป้าหมาย ทุกคนมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่แฟนคลับ ‘ซื้อ’ ก็เพราะเขาต้องการสนับสนุนให้ทั้งวงและบริษัทที่จัดการอยู่ได้อย่างยั่งยืน ความมีส่วนร่วมคือหัวใจหลักที่ทำให้สินค้าเรายังขายได้”

 

 

ยุคที่แฟนคลับเป็นมากกว่าแค่เสียงตะโกนเชียร์ เพราะโอตะคือ ‘User Generated Content’

ร้อยทั้งร้อยแฟนคลับศิลปินทุกวง ใครๆ ก็อยากจะเห็นนักร้องที่ตนรัก วงที่ตัวเองเชียร์ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เติบใหญ่ในวงการบันเทิงและเป็นที่รักของผู้คนทั่วไปเป็นธรรมดา

 

ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มโอตะ ที่จิรัฐบอกว่าแฟนคลับวง BNK48 ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเป็นโปรโมเตอร์และ User Generated Content ในตัว พร้อมช่วยโปรโมตวงและศิลปินได้อย่างแพร่หลายและทั่วถึง ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นและแต้มต่อที่ช่วยให้ BNK เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว

 

“ถ้าเรียกในภาษาเทคนิคเราเรียกว่าพวกเขามีเอ็นเกจเมนต์สูง ไม่ใช่แค่คลิกดูหรือกดไลก์เท่านั้น แต่ช่วยแชร์ ช่วยนำคอนเทนต์มาโปรเซสซิ่งแล้วส่งต่อ พวกเขาเป็นหนึ่งใน Ecosystem ที่ช่วยผลักดันให้น้องๆ ในวงประสบความสำเร็จ มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะทำให้น้องๆ สำเร็จ อยากผลักดันให้คนรอบข้างหันมาสนใจและรู้จัก BNK

 

“แม้กระทั่งบัตรจับมือที่ถูกแจกจ่ายออกไปในจำนวนจำกัด 30,000 ใบ แฟนคลับของสมาชิกบางคนยังใช้วิธีทำของที่ระลึกด้วยตัวเองเพื่อแจกให้กับผู้ที่เข้าไปจับมือศิลปินคนที่เขาเชียร์ มันคือการทำให้น้องที่ตัวเองรักเป็นที่สนใจ ได้รับความนิยม เติบโตไปเรื่อยๆ การเติบโตในที่นี้วัดจากการที่เขายืนระยะเป็นเซมบัตสึได้ตลอด ได้เป็นเซนเตอร์ของวง มันมีเครื่องมือและกลไกของมันอยู่”

 

ยิ่งไปกว่านั้นการที่คนในวงการบันเทิงอย่าง แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข, เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ หรือ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ฯลฯ กลายเป็นโอตะโดยทั่วกันก็มีส่วนช่วยนำพา BNK48 ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีกระดับ

 

 

เลือกหยิบจับพาร์ตเนอร์สื่อให้หลากหลาย รู้จักใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้รอบด้าน

ตั้งแต่เริ่มฟอร์มวง BNK48 ขึ้นมาเมื่อปี 2560 จนเป็นรูปเป็นร่างและเห็นเค้าลางความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน จิรัฐบอกว่า บีเอ็นเค โฟร์ตี้เอท ออฟฟิศ ภายใต้การจัดการของโรส อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จะรับหน้าที่เป็นผู้ผลิตสื่อทุกช่องทางของวงด้วยตัวเองมาโดยตลอด

 

แต่มาปีนี้จิรัฐเผยว่าบริษัทจะเริ่มเปลี่ยนแผนการผลิตสื่อให้ต่างออกไป ด้วยการกระจายความร่วมมือไปยังพาร์ตเนอร์สื่อต่างๆ มากขึ้นเพื่อให้เกิดความหลากหลายและปรับบทบาทขอบเขตในการทำงานของบริษัทให้ชัดเจน

 

“ตอนที่ทำเองคนเดียวก็พบว่าเหนื่อยมากครับ และเราก็คงไม่สามารถทำได้เองทุกอย่างหรอก ซึ่งการจะทำให้ยั่งยืนได้คือการให้คนเก่งๆ มาทำร่วมกับเรา บทบาทของโรส อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จะชัดขึ้นในปีนี้ เพราะปีที่ผ่านมาเราดูเป็นค่ายเพลง
เราจะพูดอยู่เสมอว่าเราไม่ใช่ค่ายเพลง ปีนี้เราจึงจะให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่าย บริหารคอนเน็กชัน-พาร์ตเนอร์ชิป และบริหารดูแลศิลปินเป็นหลัก”

 

โดยในปีนี้นอกจากรายการ The Journey และ อยากจะได้พบเธอ! ญี่ปุ่น ที่ออนแอร์ทางช่อง MCOT HD และ Amarin TV เราจะได้เห็นรายการ BNK48 Senpai เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรายการ (ออนแอร์ทางสถานีโทรทัศน์) รวมถึงความร่วมมือกับค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ และการจับมือกับค่ายสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อผลิตผลงานร่วมกัน

 

หัวข้อสำคัญที่เราจะลืมพูดถึงไม่ได้เป็นอันขาด คือการเกิดขึ้นมาของ BNK ในวันที่สื่อโซเชียลมีเดียกำลังเรืองอำนาจ โดยข้อมูลจากคำบอกเล่าของจิรัฐเผยว่าทุกๆ ครั้งที่น้องสมาชิกไลฟ์สดลงเพจ ยอดรีชและเอ็นเกจเมนต์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 400,000

 

นอกจากนี้ในแต่ละวันก็จะมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้สมาชิกแต่ละคนขึ้นมาไลฟ์สดผ่านแอปพลิเคชัน VOOV เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับแฟนคลับในวงไม่ให้ขาดตอน

 

 

เราถามความเห็นของจิรัฐว่าเป็นไปได้ไหม หาก BNK เกิดขึ้นมาในวันที่เรายังไม่มีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือไลน์ใช้ น้องๆ ก็อาจจะไม่ได้รับความนิยมขนาดนี้?

 

“อาจจะยังไม่บูมขนาดนี้ก็ได้นะครับ เราอาจจะต้องไปใช้สถานีโทรทัศน์ ซึ่งอาจจะไม่เวิร์กเลยก็ได้ เพราะการเข้าหาคนมันวัดผลอะไรไม่ได้ เป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียว แต่ทุกวันนี้เราก็ทำอะไรหลายๆ อย่างควบคู่กันไปตลอด มีทั้งตู้ปลาไลฟ์ (เอ็มควอเทียร์), ไลฟ์สดผ่านแอปพลิเคชัน

 

“กลยุทธ์เราคือการสร้างคอนเทนต์แล้วใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียขยายความนิยมบวกรวมกับรายการทีวีไปพร้อมๆ กับการทำโรดโชว์ มีกิจกรรมออฟไลน์ มันก็เหมือนการที่เรากำลังสร้างแบรนด์ขึ้นมา แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือโปรดักส์หรือตัวศิลปินจะต้องมีความน่าสนใจไม่แพ้กันด้วย”

 

มาถึงวันนี้ เราไม่อาจจะปฏิเสธกระแสความนิยมของ BNK48 ได้เลยว่าพวกเธอคือศิลปินกลุ่มที่กำลังมาแรงจริงๆ นับวันก็ยิ่งจะเก็บแต้มคะแนนความนิยมเพิ่มพูนไปได้เรื่อยๆ ส่วนจะยืนระยะอยู่ในวงการบันเทิงได้ยาวนานแค่ไหน ประสบความสำเร็จในด้านโมเดลธุรกิจระยะยาวเพียงใด ก็คงต้องให้คุกกี้ช่วยทำนายกัน…

 

 

อ้างอิง:

The post ล้วงความลับผู้วางกลยุทธ์ BNK48 ตั้งเป้าร้อยล้าน ดังแบบไม่ใช้คุกกี้เสี่ยงทาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bnk48-strategy-business/feed/ 0