โรงแรมม่านรูด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรงแรมม่านรูด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 13 Feb 2023 08:43:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ม่านรูดที่ต้องรูดม่าน เมื่ออดีตอันรุ่งเรืองกลายเป็นปัจจุบันที่ต้องปรับตัว https://thestandard.co/motel-adaptation/ Mon, 13 Feb 2023 08:41:39 +0000 https://thestandard.co/?p=749689

ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่พูดคุยกับเจ้าของธุ […]

The post ม่านรูดที่ต้องรูดม่าน เมื่ออดีตอันรุ่งเรืองกลายเป็นปัจจุบันที่ต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่พูดคุยกับเจ้าของธุรกิจโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในย่านกรุงเทพมหานคร บทสนทนาของเขากำลังบอกเล่าเรื่องราวอดีตอันรุ่งโรจน์ และปัจจุบันที่เปลี่ยนไปของธุรกิจนี้ภายใต้วันแห่งความรัก รวมถึงการปรับตัวในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ธุรกิจประเภทที่พักชั่วคราว’

 

เจ้าของธุรกิจโรงแรมแห่งนี้เล่าให้ฟังว่า หากย้อนเวลากลับไปประมาณ 20-30 ปี วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่พนักงานและบุคลากรในโรงแรมต้องทำงานหนักมาก การเข้าใช้บริการของแขกเต็มตลอดทั้งวันจนเรียกว่าห้องไม่พอ บางครั้งถึงกับมีการจอดรถรอเพื่อต่อคิวในการเข้าใช้บริการที่พักชั่วคราว ถือว่าเป็นยุคทองของการประกอบธุรกิจประเภทโรงแรมม่านรูด จนสังคมตั้งสมญานามวันวาเลนไทน์ว่า ‘วันเสียตัว’ หรือ ‘วันโรงแรมเต็ม’ ภาพลักษณ์ของโรงแรมม่านรูดจึงถูกมองจากคนในสังคมว่าเป็นที่พักเฉพาะทาง

 

หากเปรียบเทียบวันนี้กับในอดีต สำหรับธุรกิจโรงแรมม่านรูดก็คงเป็นวันธรรมดาอีกวันหนึ่งซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างอะไร แขกที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป

 

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การเข้าพักในสถานที่พักชั่วคราวเปลี่ยนไปจากการขับรถเข้ามาใช้บริการเป็นการใช้แอปพลิเคชันในการจองห้องพัก ความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวมีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ธุรกิจโรงแรมม่านรูดจึงไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้บริการเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งวิกฤตโรคระบาดโควิดที่ผ่านมาส่งผลต่อรายได้อย่างมาก จนทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเลิกกิจการไป

 

ขณะที่โรงแรมม่านรูดในยุคปัจจุบันมีการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้น โดยให้คำนิยามว่า ‘เลิฟโฮเทล’ ที่พักที่ทุกคนกล้าที่จะเข้ามาพักได้ ตอบโจทย์คนที่ต้องการพักผ่อนในเวลาสั้นๆ จากการเดินทาง การทำงาน หรือการเที่ยวกลางคืน ด้วยราคาที่เหมาะสม

 

ยกตัวอย่างสมัยก่อนการเข้าพักชั่วคราวจะไม่มีผ้าห่มให้แขก จะมีให้แค่ผ้าเช็ดตัวกับสบู่ก้อนเล็ก ห้องส่วนใหญ่จะไม่มีหน้าต่าง เราก็ปรับรูปแบบวิธีบริการหรือปรับรูปแบบห้องบางโซนไว้เพื่อให้เหมาะสมกับลูกค้าทุกกลุ่มมากขึ้น ลดความเซ็กซี่ของที่พักให้น้อยลง เอาเก้าอี้นายพรานออก รีโนเวตห้อง เพิ่มหน้าต่าง และสร้างบรรยากาศให้เหมือนโรงแรมทั่วไป เพื่อให้พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้คนในสังคม

 

หากความเปลี่ยนแปลงคือกฎธรรมชาติและเป็นสัจธรรมที่หนีไม่พ้น คงไม่มีใครหลีกหนีความเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นเดียวกัน อดีตที่เคยรุ่งเรืองอาจกลายเป็นปัจจุบันที่เงียบเหงา สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นกับผู้คน และความเปลี่ยนแปลงคือหลายสิ่งที่ตามมา

 

การแสดงออกถึงความรักในค่ำคืนวาเลนไทน์ที่ครั้งหนึ่งธุรกิจโรงแรมประเภทค้างคืนชั่วคราวเคยได้รับความนิยมอาจสะดุดลง แต่ความรักในค่ำคืนวาเลนไทน์อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่เปลี่ยนแปลงบรรยากาศและบริบทไปตามวิวัฒนาการสังคมแค่นั้นเอง

 

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

โรงแรม บานาน่า สาขา 1 2

The post ม่านรูดที่ต้องรูดม่าน เมื่ออดีตอันรุ่งเรืองกลายเป็นปัจจุบันที่ต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซ็กซ์ในสวน เรื่องต้องห้ามหรือเรื่องธรรมดาที่สังคมไทยต้องเลิกหลอกตัวเอง https://thestandard.co/sex-in-the-park/ https://thestandard.co/sex-in-the-park/#respond Tue, 21 Aug 2018 02:52:22 +0000 https://thestandard.co/?p=115075

สิ่งที่น่าขบขันที่สุดในข่าวว่าด้วยคนมีเพศสัมพันธ์กันในส […]

The post เซ็กซ์ในสวน เรื่องต้องห้ามหรือเรื่องธรรมดาที่สังคมไทยต้องเลิกหลอกตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ่งที่น่าขบขันที่สุดในข่าวว่าด้วยคนมีเพศสัมพันธ์กันในสวนสาธารณะคือ ความพยายามจะอธิบายว่ามนุษย์ที่เที่ยวไปซั่มกันในสวนนั้นไม่ใช่คนไทย เพราะเมื่อมีคนไปพบเจอแล้วบอกให้หยุดก็ไม่หยุด สงสัยเป็นเพราะฟังภาษาไทยไม่ออกแน่ๆ ต้องไม่ใช่คนไทยแน่ๆ คนไทยไม่มีวันทำอะไรอย่างนั้น เพราะคนไทยเราขี้อาย รู้จักยับยั้งชั่งใจ เรื่องมีเซ็กซ์กันเรี่ยราดเราคนไทยไม่ทำ เรามีเพศสัมพันธ์กันอย่างสุภาพ เรียบร้อย นั่งพับเพียบด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ แต่นิสัยคนไทย สุภาพ สำรวม จบนะ

 

ไอ้ที่เจอเศษซากถุงยางเป็นร้อยเป็นพันอันน่ะ ต้องเจ๊ก แขก ฝรั่ง ไทใหญ่ พม่า ทั้งหมดแน่ค่ะคุณเจ้าขา เราต้องติดป้ายห้ามมีเซ็กซ์ในสวนสัก 5 ภาษานะเจ้าคะ ให้ไอ้อีต่างชาติที่ซั่มกันไม่รู้ไม่เลือกสถานที่ทำเป็นหมาติดสัดเดือนสิบสองต้องสำเหนียกเสียบ้างว่าจะมาทำบัดสีบัดเถลิงแบบนี้ในเมืองไทยมิได้

 

ดังนั้นเมื่อมีแต่ต่างชาติทั้งนั้นแหละที่ไปมีเซ็กซ์กันในสวน สิ่งที่เราอยากรู้คือ โอ๊ย พวกคุณมึงจะดั้นด้นไปเอากันในสวนให้ยุงกัดกันทำไมคะ ทำไมไม่พลอดรักกันเย็นๆ ในห้องแอร์ บนที่นอนนุ่มๆ หมอนดีๆ ที่บ้าน โรคจิตหรือเปล่า?

 

สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง อ่านวรรณกรรมไทยเก่าๆ คงเคยอ่านเคยฟังว่าการเข้าพระเข้านาง หรือเพลงเกี้ยวพาราสีในหลายกรณี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกบ้านทั้งสิ้น และหลายครั้งชวนให้เข้าใจได้ทันทีว่าบทอัศจรรย์พระนางเข้าด้ายเข้าเข็มกันนั้นมักเกิดที่กลางทุ่ง ในสวน ในเถียงนา ลอมฟาง ฯลฯ โอ้ เพลง เสียสาวที่สวนหอม ก็ลอยเข้าหัวมาเลย

 

อึ๋ย แล้วทำไมคนไทยในเพลง ในวรรณกรรม เขาเที่ยวไปอะจึ๊กอะจั๊กโอ้โลมปฏิโลมกันนอกบ้านล่ะ? (อ้าว แล้วที่บอกว่าคนไทยไม่มีวันจะไปสอดใส่กันในสวน ในที่แจ้ง มันก็ชักจะไม่จริงแล้วสิ?)

 

ก็คงต้องเริ่มอธิบายกันยาวๆ แบบนี้เลยว่า คอนเซ็ปต์บ้านสมัยใหม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่ส่วนตัว’ และ ‘ห้องส่วนตัว’ มันเพิ่งจะปรากฏตัวให้เห็นบนโลกนี้แค่ร้อยกว่าปีเท่านั้น แม้แต่อพาร์ตเมนต์ในญี่ปุ่นทุกวันนี้เรายังสามารถพูดได้เลยว่าเป็นห้องที่ไม่มี ‘ห้องนอน’ เพราะในห้อง 1 ห้องเป็นทั้งห้องครัว กินข้าว พักผ่อน รับแขก และเมื่อจะนอนจึงคลี่เอาฟุตง หรือที่นอนมาปู ตอนเช้าก็เก็บที่นอนเข้าตู้ technically คือไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ห้องนอน’

 

บ้านคนไทยสมัยก่อนก็เช่นกัน (แม้แต่ในยุโรปตั้งแต่ยุคกลาง) ไม่มีธรรมเนียมใดๆ ว่าด้วยการมีห้องนอน หรือห้องส่วนตัวที่เป็นสัดเป็นส่วน โดยมากมีห้องโถงกลาง อเนกประสงค์ มีชานบ้านไว้นั่งเล่น เวลานอนก็ปูเสื่อ ปูที่นอน หามุมนอนของใครของมัน ลูกหลาน พ่อแม่ ตายาย ก็นอนรวมๆ เรียงๆ กันเป็นตับ

 

ว่ากันว่าถ้าเป็นลูกสาวก็นอนใกล้พ่อใกล้แม่หน่อย ลูกชายอาจต้องระเห็จไปนอนชานบ้าน เพราะมักออกไปเตร็ดเตร่กลางคืน จะได้ไม่รบกวนใครเวลากลับมาดึกๆ ความเป็นสัดเป็นส่วนอันเดียวที่มีอยู่สำหรับการนอนน่าจะเป็นมุ้ง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวไทยสมัยก่อน พี่ๆ น้องๆ ก็นอนบนที่นอนเดียวกัน ในมุ้งหลังเดียวกัน เป็นเรื่องปกติ

 

นั่นแหละ เมื่อไม่มีห้องนอน ไม่มีห้องส่วนตัว หนุ่มสาวหรือมนุษย์คนไหนอยากจะอะจึ๊กอะจั๊กกัน จะมาอะจึ๊กอะจั๊กในบ้าน ก็แหม มุมนั้นก็มีคนขูดมะพร้าว มุมนี้ลูกหลานก็เล่นหมากเก็บ อีกมุมก็อาจกำลังเล่าเรื่องผีเอ็นเตอร์เทนกันอยู่ ก็คงต้องขยิบหูขยิบตา ชวนกันออกไปหามุมลี้ลับ มุมปลอดคน มุมลับตา แล้วได้บรรยากาศแบบมีแสงเดือนแสงดาวได้ก็ยิ่งโรแมนติก เซ็กซ์ที่เกิดขึ้นนอกบ้านก็คงมาด้วยเหตุนี้

 

ยิ่งเซ็กซ์ระหว่างหนุ่มสาวที่เพิ่งจีบกัน พ่อแม่ยังไม่รู้ หรือประเภทโรมิโอและจูเลียตที่ลักลอบรักกันโดยที่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย การพบกัน การพลอดรักก็ยิ่งต้องหลบซ่อน สุดท้ายก็จะจบลงด้วยการท้อง ท้องแล้วก็ไปขอขมา ขอขมาแล้วก็แต่งงาน

 

ว่ากันว่าการแต่งงานของคนไทยสมัยก่อนล้วนแต่เป็นการแต่งงานแบบรักกันหนาพากันหนีทั้งนั้น ทำกันจนเป็นธรรมเนียม อยากแต่งกับใครก็อะจึ๊กอะจั๊กกันจนท้อง จะได้มีข้ออ้างที่จะเป็นผัวเป็นเมียกันแบบไม่มากเรื่องมากความ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ต้องทำเป็นโกรธๆ เพื่อเรียกค่าเสียหายสักหน่อย ให้ดูสวยๆ ดูว่าเป็นฝ่ายถูกปู้ยี่ปู้ยำ

 

เพราะฉะนั้นการมีเซ็กซ์เอาต์ดอร์จึงมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมมากกว่าที่จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรมหรือความวิปริตวิตถาร อย่างน้อยที่สุดก็เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของการออกแบบบ้าน การจัดพื้นที่ใช้สอยของบ้าน และพัฒนาการของมัน และเราก็ได้เห็นแล้วว่าในยุคหนึ่ง เซ็กซ์เอาต์ดอร์เป็นเรื่องจำเป็น เพราะไม่มีพื้นที่ในบ้านให้มีเซ็กซ์โดยสงบและปราศจากการรบกวน

 

เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องกลับตาลปัตรกับที่เราเข้าใจกันในสมัยนี้ (เนื่องจากเราเกิดมาในยุคที่มีคอนเซปต์เรื่องพื้นที่ส่วนตัว มีการสอนกันใหม่ว่าเด็กต้องถูกแยกห้องนอน แยกเตียงกับพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็กมากๆ เพราะสำหรับมนุษย์สมัยใหม่ ไม่มีอะไรจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเท่ากับเรื่อง ‘พื้นที่ส่วนตัว’ อีกต่อไปแล้ว)

 

ที่คิดว่าเซ็กซ์ในบ้านคือความลับตา คือความสำรวมกิริยา คือความไม่กระทำอนาจารให้ผู้อื่นเห็น ตรงกันข้าม ในยุคที่คนอยู่ในบ้านที่เน้นการเปิดโล่งและพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน เซ็กซ์ที่เกิดขึ้นในบ้านต่างหากคือเซ็กซ์ที่เสี่ยงจะกลายเป็นการกระทำอนาจารให้ผู้อื่นเห็นโดยไม่จำเป็น ดังนั้นเซ็กซ์ที่ไพรเวตที่สุดคือเซ็กซ์ที่ไปทำนอกบ้านที่สถานที่อันลับตาคน

 

จนเมื่อการเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ของเรามาพร้อมกับการจัดระเบียบเซ็กซ์ ตั้งแต่เซ็กซ์ที่ถูกต้องคือเซ็กซ์ระหว่างหญิง-ชาย, ผัว-เมีย ไปจนถึงการบอกว่าเซ็กซ์ที่มีคุณค่ามีศีลธรรมคือเซ็กซ์เพื่อการมีลูก บางสังคมยังลงไปในรายละเอียดว่า เซ็กซ์ที่ดีต้องไม่มีการทำออรัล ต้องไม่ใช่เซ็กซ์ทางทวารหนัก ต้องไม่โลดโผนโจนทะยาน ต้องไม่ทำบนพื้น ต้องทำในเวลากลางคืนเท่านั้น เรื่อยไปจนถึงการบอกว่าเซ็กซ์ที่ดี เซ็กซ์ที่ปกติ คือเซ็กซ์ที่ทำในห้องหับที่มิดชิด เป็นส่วนตัว และในทุกกิจกรรมบนโลกใบนี้ หากจะมีกิจกรรมไหนที่เราพึงทำโดยระวังที่สุด ไม่ให้คนเห็น ก็คือกิจกรรมตอนเรามีเซ็กซ์กันนั่นเอง (ด้วยเหตุดังนั้นพวกคลิปหลุดมันจึงดูเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เรื่องหมดอนาคตเอามากๆ)

 

เมื่อเซ็กซ์ถูกทำให้เป็นเรื่องลี้ลับ เรื่องส่วนตัว เรื่องไม่ควรพูด เรื่องไม่พึงเปิดเผย เป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องน่าอาย เป็นเรื่องที่เราต้องแสร้งทำราวกับว่าไม่มีการจ้ำจี้อยู่บนโลกใบนี้ และตัวเราก็ไม่เคยทำ ไอ้ที่เกิดๆ ลูกออกมาเป็นแค่ Birds and Bees จุ๊กๆจิ๊กๆ ทำนิดๆ หน่อยๆ แค่พอมีลูกไม่เกี่ยวกับความอยากความเสี้ยนใดๆ ในอีกทางหนึ่ง เซ็กซ์จึงเหมือนการแอบกินขนมหลังห้อง และแอบไม่ให้ครูเห็น ยิ่งลักลอบ ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งสนุก

 

กลุ่มคนที่เที่ยวออกไปมีเซ็กซ์เอาต์ดอร์จึงมีทั้งคนที่ชอบความตื่นเต้น รู้สึกฟินกับความเสี่ยงที่อาจมีคนมาเห็น รู้สึกฟินกับความท้าทายที่ได้ทำอะไรแหกกฎ มีทั้งกลุ่มที่เรียกว่า exhibitionist คือพวกชอบโชว์ ทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองเจ๋ง อยากเป็นที่สนใจของผู้คน ในโลกโซเชียลมีเดียที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมันอยู่ทุกวันนี้ เราก็จะเห็นว่ามันกลายเป็นพื้นที่ให้คนที่เป็น exhibitionist ได้มาโชว์กันเยอะแยะหลากหลาย ทั้งโชว์ตรงๆ โชว์อ้อมๆ ซึ่งอาจจะทำให้การเที่ยวออกไปโชว์ ‘ของสด’ กลางแจ้งค่อยๆ ลดความจำเป็นลงก็เป็นได้

 

กลุ่มคนที่เป็น exhibitionists นั้นถือว่าเป็นรสนิยม และยังถกเถียงกันได้อีกว่าจะถือเป็นโรคจิตหรือไม่เป็น เพราะฉะนั้นการออกกฎหมาย การห้าม การปรับ การจับ จึงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก อย่างมากก็แค่ทำให้การโชว์ของพวกเขาทำได้ยากขึ้นอีกเล็กน้อย

 

แต่เราคงใช้กฎหมายไปสั่งให้คนเลิกเป็น exhibitionists ไม่ได้ กฎหมายช่วยได้แค่ ไม่ให้ exhibitionists เหล่านั้นไปรบกวนชีวิตประจำวันของผู้อื่นมากเกินไปเท่านั้น

 

ส่วนกลุ่มที่ชอบไปเซ็กซ์เอาต์ดอร์เพื่อความตื่นเต้น เร้าใจ และยิ่งเสี่ยงต่อการถูกจับได้ ถูกพบเห็นก็ยิ่งฟินมากขึ้นเท่านั้น สำหรับคนกลุ่มนี้ กฎหมาย ข้อห้ามต่างๆ คือปัจจัยของความตื่นเต้น ยิ่งออกกฎหมายมาก พวกเขายิ่งอยากทำ ดังนั้น ‘กฎ’ ที่ออกมาจึงไม่ช่วยอะไร นอกจากช่วยให้พวกเขา ‘ฟิน’ มากขึ้น

 

ทีนี้ยังเหลืออีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่กลุ่มคนที่ฟินเพราะความเสี่ยงต่อการถูกเห็น หรือกลุ่มที่ฟินเพราะชอบให้คนมาเห็น คือกลุ่มที่คล้ายๆ กับคนในยุคที่บ้านไม่มี ‘ห้องส่วนตัว’  นั่นคือการมีเซ็กซ์เอาต์ดอร์เป็น ‘ความจำเป็น’

 

ความจำเป็นนี้มีตั้งแต่กลุ่มผู้ค้าบริการทางเพศ ‘ตลาดล่าง’ การผ่อนคลายกำหนัดของผู้มีรายได้น้อยกับผู้ให้บริการราคามิตรภาพนั้น การไปใช้บริการห้องของโรงแรมม่านรูดจึงเป็นสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ทั้งยังเสียเวลาโดยใช่เหตุ เพราะเวลาที่ใช้ประกอบกิจกรรมอาจจะไม่เกิน 20 นาที จะคุ้มอะไรกับการนั่งรถไปโรงแรมครึ่งชั่วโมง กว่าจะอาบน้ำ กว่าจะแต่งตัว

 

อุตสาหกรรมคลายกำหนัดแบบด่วน กระชับ กะทัดรัด ย่อมเยานี้จึงต้องอาศัยซอกหลืบต่างๆ ในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่นั่นเอง สิ่งที่เราเรียกว่า ‘มุมมืด’ ของเมืองนั้นสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในเมืองเดียวกับเราอาจจะไม่ใช่ ‘มุมมืด’ แต่เป็น ‘สวนสวรรค์อันลี้ลับ’ ไปจนกระทั่งเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ของพวกเขาก็เป็นได้

 

ความจำเป็นของคนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มคนที่มีเซ็กซ์ ‘ต้องห้าม’ เช่น

  • เซ็กซ์ของเด็กนักเรียนหรือของหนุ่มสาวที่ไม่มีที่อยู่อาศัยอันพอจะมีพื้นที่ส่วนตัวให้ประกอบกิจกรรมทางเพศได้อย่างเหมาะสมที่บ้านของตนเอง
  • เซ็กซ์ของเกย์ชายที่ต้องแอ๊บแมนไม่ให้โลกรู้
  • เซ็กซ์ซ่อนชู้ในทุกลักษณะ
  • casual sex ของกลุ่มคนที่นิยมการ cruising แบบลาดตระเวนเตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ ถ้าเจอก็เจอ ถ้าได้ก็ได้ ถ้าใช่ก็สบตา ส่งสัญญาณที่รู้กัน ‘ทำ’ เสร็จก็แยกทาง ไม่ต้องรู้ชื่อ ไม่ต้องจำหน้า ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

 

ถ้าเราพินิจความจำเป็นเหล่านี้ เราจะเข้าใจว่าการห้ามไม่ให้คนมามีเซ็กซ์กันในสวน ก็เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ และคงไม่มีสังคมไหนในโลกนี้ที่ไม่มีกิจกรรมทางเพศกันในสวน

 

ทั้งนี้แต่ละสังคมก็จัดการกับเรื่องนี้ต่างๆ กันออกไป เช่น

  • มีก็ไม่เป็นไร แค่ดูแลเรื่องความสะอาดปลอดภัยให้กับทุกคนที่เข้าไปแชร์พื้นที่สาธารณะเหล่านั้นร่วมกัน และระวังที่จะไม่ไปละเมิดกิจกรรมของกันและกัน ไม่ล้ำเส้น เช่น ถ้ามีคู่รักไปจ้ำจี้กันในจุดที่มีลูกเล็กเด็กแดงวิ่งเล่นอยู่เต็มไปหมด อันนั้นก็ถือว่าเป็นการไม่เคารพการใช้พื้นที่ของผู้อื่น มีความผิดเท่าๆ กับคนที่ไปเปิดเพลงออกลำโพงดังๆ ในสวน ในขณะที่คนอื่นเขานั่งชมธรรมชาติกันเงียบๆ นั่นแหละ
  • อนุญาตให้มีเซ็กซ์และอื่นๆ ได้ในบางสวน บางเวลา กำหนดไปเลยว่าทำได้ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้างจึงไม่ผิดกฎหมาย อันนี้เชื่อว่าเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของคนที่มีความจำเป็นต้องมีเซ็กซ์นอกบ้านอย่างที่ได้แจกแจงไปข้างต้น หรืออย่างน้อยก็มองว่าการพลอดรักในสวนท่ามกลางธรรมชาตินั้นก็เป็นความรื่นรมย์ เป็นสุนทรียะอย่างหนึ่งที่มนุษย์พึงมีได้ตามความเหมาะสม

 

เซ็กซ์ในสวนนั้น สิ่งที่ต้องทำง่ายมากคือมองเซ็กซ์เหมือนกิจกรรมอื่นๆ ที่คนออกมาทำกันในที่สาธารณะ นั่นคือไม่ทำให้พื้นที่นั้นสกปรก ไม่ทิ้งขยะ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น และในซอกหลืบมุมมืด ‘รัฐ’ ไม่ได้มีหน้าที่ไปจับคนซั่มกัน แต่มีหน้าที่ทำให้พื้นที่ต่างๆ เหล่านั้นปลอดภัย และมีบริการโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม เช่น ห้องน้ำ ก๊อกน้ำ ถังขยะ แสงสว่างที่เหมาะสม

 

น่าสนใจว่าสังคมไทยไม่ได้มองกิจกรรมเซ็กซ์ในสวนในมิติของเมือง สถาปัตยกรรม ความหลากหลายของกลุ่มประชากรในเมืองกับความจำเป็นและฟังก์ชันของพื้นที่สาธารณะของเมือง เพื่อจัดการพื้นสาธารณะอย่างมีหัวจิตหัวใจ คิดเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับประชากรในเมืองที่มีทั้งคน ‘มี’ และคน ‘ขาด’

 

หนักว่านั้นเรายังมีวิธีการแก้ปัญหาแบบไม่ยอมรับความจริง ชอบทำตัวเป็นพวก in denial คือละล่ำละลักออกมาก่อนว่าไม่มี ไม่จริง หากจำนนด้วยหลักฐานว่ามันมีจริงๆ สิ่งเดียวที่คิดได้คือต้องกวาดล้าง ต้องห้าม ต้องหยุด ใช้กฎหมายจัดการ ใช้อำนาจของราชการไปจัดระเบียบ ซึ่งก็รู้กันอีกว่าแสดงท่าขึงขังกันไปอย่างนั้นเองในช่วงที่เป็นข่าว ลึกๆ ก็รู้ว่าทำไม่ได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำ

 

แต่ดันไม่รู้ว่ามันไม่จำเป็นต้องทำ

 

สังคมไทยหยุดหลอกตัวเองได้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละที่สมองถึงจะเริ่มทำงาน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เซ็กซ์ในสวน เรื่องต้องห้ามหรือเรื่องธรรมดาที่สังคมไทยต้องเลิกหลอกตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/sex-in-the-park/feed/ 0
คุยกับเจ้าของ PEEP INN ในวันที่ธุรกิจม่านรูดไทยเงียบเหงา https://thestandard.co/peepinn/ https://thestandard.co/peepinn/#respond Fri, 23 Feb 2018 06:55:32 +0000 https://thestandard.co/?p=72536

The post คุยกับเจ้าของ PEEP INN ในวันที่ธุรกิจม่านรูดไทยเงียบเหงา appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post คุยกับเจ้าของ PEEP INN ในวันที่ธุรกิจม่านรูดไทยเงียบเหงา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/peepinn/feed/ 0
ม่านรูดซบเซา! เปิดใจเจ้าของ PEEP INN ในวันที่คนไม่เข้าม่านรูดอีกต่อไป https://thestandard.co/peep-inn-motel/ https://thestandard.co/peep-inn-motel/#respond Wed, 14 Feb 2018 14:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=70412

  “ผมยังแปลกใจเลยครับ พวกคุณดูเป็นคนรุ่นใหม่กันมาก […]

The post ม่านรูดซบเซา! เปิดใจเจ้าของ PEEP INN ในวันที่คนไม่เข้าม่านรูดอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

“ผมยังแปลกใจเลยครับ พวกคุณดูเป็นคนรุ่นใหม่กันมาก ไม่น่าจะรู้จักธุรกิจของผม” สรัญ​ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ ผู้บริหารวัย 44 ปี และเจ้าของกิจการโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวเครือ S Hotel และโรงแรมม่านรูดปีป อินน์ (PEEP INN) เอ่ยคำทักทายกับเรา

 

 

‘ธุรกิจ’ ที่สรัญว่าคงไม่ได้หมายถึง S Hotel แน่ๆ เพราะกิจการโรงแรมหรูของเขาเพิ่งจะดำเนินมาได้เกือบ 10 ปีเท่านั้น แต่ ‘ธุรกิจ’ ในบริบทนี้หมายถึง ปีป อินน์ กิจการโรงแรมม่านรูด (Motel) ที่คุณพ่อของเขา วิชัย ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมา

 

หากใครเกิดทันช่วง พ.ศ. 2530-2535 คงจะพอทราบว่ากิจการม่านรูดในประเทศไทยช่วงนั้นเฟื่องฟูและได้รับความนิยมมากๆ ชนิดที่ว่าคิวจองใช้บริการช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ แน่นเอี้ยดเต็มตลอดทั้งวัน ถึงขนาดที่เคยเกิดปรากฏการณ์บรรดาแม่บ้าน เมียหลวง และนักข่าวมานั่งเฝ้าสังเกตการณ์หน้าโรงแรมแต่ละแห่งมาแล้ว!

 

กาลเวลาผ่านไปเกือบ 3 ทศวรรษ ธุรกิจโรงแรมม่านรูดที่เคยมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาใช้บริการไม่ขาดสายในวันนั้น วันนี้กลับทำได้เต็มที่ก็แค่ ‘ประคองตัว’ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยได้รับบาดแผลเหวอะหวะจากพิษเศรษฐกิจจนต้องปิดตัวไปในที่สุด เราจึงชวนสรัญมาแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดเห็นของเขาผ่านประสบการณ์บริหารกิจการปีป อินน์ ที่ผ่านมาหมดแล้วทั้งยุคเฟื่องฟู ถดถอย ไปจนถึงช่วงเวลาของการปรับตัวและแตกไลน์ไปทำธุรกิจอื่นๆ เฉกเช่นที่กำลังเป็นไปในปัจจุบัน

 

 

อดีตหอมหวานของโรงแรมม่านรูดกับบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

สรัญรำลึกความหลัง ย้อนความเล่าให้เราฟังว่า เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว (ช่วง พ.ศ.​ 2520) พ่อของเขาได้เปิดกิจการโรงแรมม่านรูดในชื่อ ปีป อินน์ ขึ้นมา เนื่องจากที่บ้านของเขาประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมาก่อน ส่งผลให้ต้องต้อนรับขับสู้แขกผู้ใหญ่อยู่เป็นประจำ

 

“ช่วงนั้นคุณพ่อเลยคิดอยากจะทำธุรกิจโรงแรม แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นโรงแรมม่านรูดเลยนะ แค่อยากจะยกเกรดและระดับของโรงแรมแบบนั้นให้มันดีขึ้น จำได้เลยว่าสมัยก่อนค่าพักห้องชั่วคราว 3 ชั่วโมงไม่ถึง 100 บาทด้วยซ้ำ

 

สิ่งที่ทำให้ ปีป อินน์ แตกต่างจากโรงแรมม่านรูดแบรนด์อื่นๆ ในเวลานั้นคือดีไซน์การออกแบบตัวห้องที่แปลกใหม่ โดยทุกครั้งที่จะสร้างม่านรูด คุณวิชัยจะลงทุนพาดีไซเนอร์เดินทางไปดูสไตล์การออกแบบห้องพักไกลถึงประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัย ระบบทำน้ำร้อน ตลอดจนระบบทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ

 

ราวๆ ปี พ.ศ. 2530-2535 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่พีกสุดๆ ของกิจการม่านรูดในประเทศไทย เจ้าของธุรกิจประเภทนี้สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจนนำไปสู่การจัดตั้งสมาคมเป็นผู้ประกอบการจริงจัง มีการนัดพบปะสังสรรค์กันเป็นเรื่องเป็นราว เช่นเดียวกับ ปีป อินน์ ที่สามารถขยายกิจการได้มากถึง 4 สาขา ทั้งรัตนาธิเบศร์ รัชดา หัวหมาก และสุขุมวิท 33 มีจำนวนห้องพักรวม 800 ห้อง ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าอยู่ดี

 

 

เมื่ออสังหาริมทรัพย์จำพวกคอนโดมิเนียม​ อพาร์ตเมนต์ โฮสเทล และหอพักเริ่มผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ความนิยมของโรงแรมม่านรูดจึงค่อยๆ ‘รูด’ ถอยลงสวนทางกัน โมเทลหลายแห่งในตัวเมืองจำต้องปิดตัวลง บ้างก็ไปฝังตัวอยู่ตามชานเมือง ไม่ต่างจากผู้ประกอบการหลายเจ้าที่หันไปประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ แทน

 

“ผมว่ามันถดถอยมาเรื่อยๆ จนถึงจังหวะที่เรารู้ว่ามันคงที่แล้ว อย่างตอนนี้ ปีป อินน์ ก็เปิดให้บริการแค่ 3 สาขา รัชดา หัวหมาก รัตนาธิเบศร์ มีห้องเหลือให้บริการประมาณ 200-300 ห้อง จำนวนลูกค้ารวม 3 แห่งเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 200 ห้องขึ้นไป ซึ่งถือว่าน้อยลงจากเมื่อก่อนมาก จาก 100% สัดส่วนก็อาจจะลดลงมาเหลือ 35% เท่านั้น” สรัญบอก

 

ปัจจุบันค่าบริการเข้าพักโรงแรมปีป อินน์ 3 ชั่วโมงอยู่ที่ 1,000 บาท โดยในแต่ละปี ธุรกิจนี้จะทำเงินให้เขาได้กว่า 100 ล้านบาท (ยังไม่หักลบต้นทุน กำไร ขาดทุน) ขณะที่เงินสะพัดโดยรวมของธุรกิจม่านรูดในไทยจะอยู่ที่ประมาณปีละ 900 ล้านบาท

 

 

ภาพความคึกคักที่เปลี่ยนไปของเทศกาลสำคัญและบริการโรงแรมม่านรูด

ทุกๆ ช่วงเทศกาลสำคัญของปีจะมีลูกค้าเข้ามาจับจองใช้บริการโรงแรมม่านรูดแบบไม่ว่างเว้น เรียกว่า วาเลนไทน์ ลอยกระทง หรือวันปีใหม่เมื่อไร เจ้าของกิจการม่านรูดจะต้องวางระบบจัดการและคอยตระเตรียมงานกันแบบทุ่มสุดตัวทุกครั้ง เพราะถือเป็นช่วงไฮซีซันและกอบโกยรายได้ขนาดมหาศาล แต่ภาพเหล่านี้คงไม่มีให้เห็นอีกแล้วในปัจจุบัน

 

สรัญบอกว่า “เปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันนี่ถือว่าแตกต่างกันมากนะครับ สมัยก่อนช่วงวาเลนไทน์ผมต้องอยู่เฝ้าโรงแรม คอยเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ของห้องพักเป็นจำนวนมาก เมื่อก่อนวันที่ 13 กุมภาพันธ์เราต้องเตรียมความพร้อมเหมือนจะมีงานใหญ่กันเลย ต้องเตรียมผ้าขนหนู ปลอกหมอนประมาณ 400-500 ผืน แต่ปัจจุบันมันก็เป็นแค่อีกวันหนึ่งเท่านั้น อาจจะเพิ่มตัวเลขลูกค้าจากวันธรรมดาขึ้นมาแค่ 20% แต่ก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างกันมาก ก็ปกติๆ ทั่วไป”

 

 

ผลสำรวจการใช้จ่ายของคนไทยในช่วงวันวาเลนไทน์ 2561 ที่จัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ปีนี้คนไทยจะใช้เงินซื้อสินค้าและบริการให้กับคนรักเฉลี่ยประมาณ 1,490 บาท/คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 156 บาท พร้อมคาดการณ์ว่ามูลค่าเงินสะพัดในปีนี้อาจจะสูงเกือบ 3,822 ล้านบาท

 

ที่น่าสนใจคือตัวอย่างจากผลสำรวจส่วนใหญ่มองว่าโรงแรมม่านรูดน่าจะเป็นสถานที่ที่คู่รักวัยรุ่นจะเลือกไปฉลองวาเลนไทน์ด้วยการมีเพศสัมพันธ์กันมากที่สุดถึง 31.3% รองลงมาคือห้องพักรายวัน (16.4%) หอพัก (15.9%) อพาร์ตเมนต์ (15.2%) บ้านที่ไม่มีคนอยู่ (13.8%) และสวนสาธารณะ (7.2%)

 

อย่างไรก็ดี สรัญมองว่าตัวเลขจากผลสำรวจดังกล่าวอาจจะดูสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อนำมาวัดกับคะแนนความนิยมของการใช้บริการโรงแรมม่านรูดในปัจจุบัน “กลุ่มลูกค้าสมัยนี้ที่ยังรู้จักและใช้บริการโรงแรมประเภทนี้น่าจะอายุ 40 ปีขึ้นไปกันแล้ว รุ่นอายุ 20-30 ปีนี่เห็นน้อยมากๆ ไม่น่าจะถึง 30% เพราะว่าเทรนด์มันเปลี่ยนไป ทั้งการใช้งานหรือเรื่องความสะดวกสบาย คนรุ่นใหม่เขามีทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงแรมแบบนี้แล้ว”

 

 

จากม่านรูดสู่โรงแรม 5 ดาว เปลี่ยนแปลงเพื่ออยู่รอดและลมหายใจเฮือกสำคัญ

ช่วงแรกๆ ที่ความนิยมของโรงแรมม่านรูดเริ่มถอยหลังลงเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ม่านรูดหลายแห่งต่างก็ต้องปรับตัวกันขนานใหญ่โดยใช้วิธีที่เหมือนๆ กัน เช่น การเปลี่ยนสไตล์ ดีไซน์การออกแบบห้องในธีมบรรยากาศที่แปลกใหม่ อย่างสนามมวย ห้องอวกาศ ห้องรถถัง ห้องรถตู้ ฯลฯ

 

“มันก็เป็นธีมครับ คนเริ่มหาความแตกต่าง อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ ผู้ประกอบการเลยต้องขายบรรยากาศที่ต่างออกไป เลยมีธีมประจำของแต่ละห้อง ตอนนั้นต้องแข่งกันที่ธีม แต่พอมาถึงวันนี้เทรนด์มันก็ไม่ใช่เรื่องของ ‘ธีม’ แล้ว ผมมองว่าคนส่วนใหญ่เขามองหาความสะดวก ความสะอาด และความปลอดภัย ไม่ต้องมีสีสันหรืออะไรมากนัก”

 

ประมาณปี 2550 สรัญและครอบครัวเริ่มมองหาความท้าทายครั้งสำคัญ โดยหันมาจับธุรกิจโรงแรม 5 ดาวในตระกูล ‘S’ (ตามมาด้วยเลขซอยในพิกัดที่ตั้ง) และเปิดให้บริการที่โรงแรม S15 (สุขุมวิท 15) เป็นที่แรก ก่อนที่ต่อมาจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของปีป อินน์ รัชดาให้กลายเป็น ‘โรงแรม S รัชดา’ เพื่อรีโนเวตพื้นที่ที่ไม่ใช้งานมารองรับนักท่องเที่ยวชาวจีนแทน

 

 

“เมื่อก่อนปีป อินน์ รัชดามี 400 ห้อง แต่ทุกวันนี้เราเปิดให้บริการไม่ถึงจำนวนนั้น ใช้แค่ประมาณ 90-100 ห้องต่อวัน มันก็เลยเหลือที่ว่างส่วนอื่นๆ เราเลยเปลี่ยนมันมาเป็นโรงแรมที่พักที่ไม่ใช่ม่านรูด ตอนทำนี่สนุกกว่าการสร้างตึกใหม่ขึ้นมาอีก เพราะการสร้างตึกใหม่เราสามารถออกแบบอะไรๆ ได้เลย แต่การรีโนเวตมันต้องเอาโครงเดิมที่เป็นม่านรูดมาก่อนมาประยุกต์ให้กลายเป็นห้องพัก

 

“พอเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ มันก็ทำเงินให้เรามากขึ้น เพราะเราศึกษามาแล้วว่ารัชดามีนักท่องเที่ยวจีนเป็นจำนวนมาก ส่วนโรงแรมม่านรูดปีป อินน์ ก็ยังเปิดให้บริการควบคู่ไปด้วยกันอยู่”

 

สรัญยังบอกเราอีกด้วยว่าตอนนี้โรงแรมในเครือ S Hotel มีแพลนจะขยายต่อในสาขาที่ 6 และจะทำให้จำนวนห้องพักที่มีอยู่ในปัจจุบันจาก 500 ห้องเพิ่มขึ้นเป็น 900 ห้อง ด้านตัวเลขผลประกอบการในพอร์ต ณ ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท/ปี

 

และเมื่อนำรายได้แบบกลมๆ ของทั้งปีป อินน์ และ S Hotel มาเปรียบเทียบกันแบบคร่าวๆ จะพบว่าต่างกันมากถึง 6 เท่าตัว! แต่เมื่อคำนวณด้วยการหักลบต้นทุนค่าดำเนินการจริงๆ แล้วกลับพบว่าโรงแรมม่านรูดมีค่าประกอบการถูกกว่าโรงแรม 5 ดาวด้วยซ้ำ

 

“โรงแรมพวกนั้น (ม่านรูด) คนมาใช้บริการในระยะเวลาที่สั้น กลับกันพนักงานที่ต้องให้บริการในโรงแรม 5 ดาวต้องใช้จำนวนมากกว่า อย่างแขก 2 ท่านก็ต้องมีบริกร 1 คนโดยเฉลี่ยคอยให้บริการ แต่ม่านรูดเนี่ย ห้องพัก 10 ห้อง แขก 20 คน พนักงานคนเดียวก็สบายแล้ว”

 

 

“ตราบใดที่ยังมีลูกค้า ผมก็คิดว่าจะทำต่อไป”

เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของบริการม่านรูดปีป อินน์ ในปัจจุบันจะอยู่ในช่วงวัย 40 ปีเป็นหลัก นานวันเข้ากลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้อาจจะมีกำลังซื้อน้อยลงเรื่อยๆ และเริ่มหายไปตามกาลเวลา ถึงอย่างนั้นสรัญก็บอกกับเราว่า เขาตั้งใจจะประกอบกิจการม่านรูดนี้ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นสิ่งที่พ่อเขารัก และก่อร่างสร้างฐานขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง

 

“ตราบใดที่ยังมีกลุ่มลูกค้า ผมก็ยังคิดว่าจะทำต่อไป ด้วยความรักในสิ่งที่พ่อเราทำมาด้วยมั้ง แต่จำนวนพอร์ตก็จะกลายเป็นส่วนที่เล็กลงไปเรื่อยๆ (ผลประกอบการ) มันก็ยังไปได้อยู่แหละ แต่ไม่มั่นใจว่าอีกสัก 20 ปีจะเป็นอย่างไร เพราะกลุ่มลูกค้าที่อายุ 40 ปีของเรา เขาก็จะอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ไม่มีลูกค้ากลุ่มใหม่มาเสริม

 

 

“ถ้าเปรียบเทียบในระยะยาวผมว่ายังไงโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวก็ทำเงินได้มากกว่าอยู่แล้ว แต่ถามว่าทำไมผมถึงยังทำธุรกิจม่านรูดปีป อินน์ อยู่ ผมมองว่า ในเมื่อเราทำให้คนรู้จักเราจากธุรกิจนี้ เราก็ควรจะเก็บมันไว้ เพราะมันก็ยังทำเงินให้เราได้”

 

ปัจจัยสำคัญที่สรัญเชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการกิจการม่านรูดในปัจจุบันยังอยู่รอดได้คือ ‘ความพร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลง’ เมื่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนไป ม่านรูดอาจจะไม่ใช่แค่สถานที่ประกอบกิจกรรมรักอีกแล้ว โดยอาจจะตีโจทย์ใหม่ให้เป็นที่พักชั่วคราว เซฟเฮาส์ ฯลฯ

 

“เราต้องเปลี่ยนคีย์ว่าตัวเองไม่ใช่โรงแรมม่านรูดอีกต่อไป ต้องวางโพสิชันนิ่งตัวเองใหม่ หรือมองเทรนด์ใหม่ๆ ของการให้บริการ มันอาจจะกลายเป็นจุดแวะพักหรือสถานที่เพื่อให้คนได้มารีเฟรชตัวเอง รองรับคนที่กลับบ้านไม่ทันหรือดื่มแอลกอฮอล์มาแล้วกลับบ้านไม่ไหว มันยังมีเซกเมนต์อื่นๆ ที่เราสามารถเข้าไปทำธุรกิจได้อีกมาก”

The post ม่านรูดซบเซา! เปิดใจเจ้าของ PEEP INN ในวันที่คนไม่เข้าม่านรูดอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/peep-inn-motel/feed/ 0