โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 28 Aug 2026 10:16:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ‘หมอเหรียญทอง’ เตรียมอุทธรณ์คดีหมิ่นเจ้าของร้านบะหมี่ เผยมี 2 คดี คดีแรกตนชนะ คดีนี้แพ้ ย้ำใช้สิทธิตามขั้นตอน https://thestandard.co/dr-riangthong-appeal-defamation-case/ Fri, 28 Aug 2026 10:16:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1247789 ภาพ พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา

‘พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา‘ เตรียมอุทธรณ์คดีหมิ่นเจ้าข […]

The post ‘หมอเหรียญทอง’ เตรียมอุทธรณ์คดีหมิ่นเจ้าของร้านบะหมี่ เผยมี 2 คดี คดีแรกตนชนะ คดีนี้แพ้ ย้ำใช้สิทธิตามขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา

‘พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา‘ เตรียมอุทธรณ์คดีหมิ่นเจ้าของร้านบะหมี่ ชี้คดีแรกศาลชั้นต้นยกฟ้อง ฝ่ายโจทก์ยังใช้สิทธิอุทธรณ์ ส่วนคดีล่าสุดยืนยันเดินหน้าต่อสู้ในศาลสูง มั่นใจมีเหตุให้กลับคำพิพากษา เปรียบกระบวนการยุติธรรมเหมือนการแข่งขันที่ยังตัดสินไม่ได้จากผลในยกแรก

 

วันนี้ (28 สิงหาคม) พล.ต.นพ. เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เผยแพร่ข้อความชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งตั้งค่าการเข้าถึงแบบสาธารณะ ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีที่เจ้าของร้านตั้งฮกกี่ บะหมี่กวางตุ้ง เป็นโจทก์ฟ้องฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

 

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก พล.ต.เหรียญทอง 3 ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ปรับ 300,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 300,000 บาท โดยคดียังไม่ถึงที่สุด และจำเลยสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย

 

พล.ต.นพ. เหรียญทองระบุว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของร้านบะหมี่มี 2 คดี โดยคดีแรกศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ก่อนที่ฝ่ายโจทก์จะยื่นอุทธรณ์ แต่กลับไม่ปรากฏการนำเสนอข่าวอย่างกว้างขวาง ขณะที่คดีที่สองซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายแพ้ กลับได้รับการเผยแพร่ในลักษณะที่อาจทำให้สังคมเข้าใจว่าคดีสิ้นสุดลงแล้ว

 

พล.ต.นพ. เหรียญทองยืนยันว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์ โดยเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีหลายประเด็นที่ไม่ถูกต้องและจำเป็นต้องยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์ พร้อมแสดงความมั่นใจว่าศาลสูงจะกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

นอกจากนี้ พล.ต.เหรียญทองยังยกตัวอย่างคดีที่ถูกอดีต สส. รายหนึ่งยื่นฟ้องรวม 4 คดี โดยในจำนวนนี้ศาลชั้นต้นเคยพิพากษาให้ตนแพ้ 3 คดี รวมโทษจำคุก 10 ปี ปรับ 600,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก 300,000 บาท

 

อย่างไรก็ตาม พล.ต.นพ. เหรียญทองระบุว่า ภายหลังใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกา มี 2 คดีที่ศาลสูงกลับคำพิพากษาและยกฟ้อง ทำให้ไม่ต้องรับโทษจำคุก ได้รับเงินค่าปรับคืน 500,000 บาท และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนอีก 1 คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และหากผลคดีไม่เป็นคุณก็จะใช้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการต่อไป

 

“กระบวนการต่อสู้ในคดีต่างๆ บนศาล มันก็มีแพ้ มีชนะ หากผมหรือคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ก็อุทธรณ์-ฎีกาสู้กันไป มันก็เหมือนกีฬานั่นแหละครับ แพ้ยก 1 จะแพ้หรือชนะยก 2 ก็ต้องสู้กันจนแพ้หรือชนะยก 3 เท่านั้น มันจึงจะถึงที่สุด” พล.ต.นพ. เหรียญทองระบุ

 

พล.ต.นพ. เหรียญทองกล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าผลคดีจะเป็นแพ้หรือชนะ ตนก็ยังคงเป็น “ตาแป๊ะหลักสี่ คนธรรมดาๆ” และยังปฏิบัติตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลเช่นเดิม

The post ‘หมอเหรียญทอง’ เตรียมอุทธรณ์คดีหมิ่นเจ้าของร้านบะหมี่ เผยมี 2 คดี คดีแรกตนชนะ คดีนี้แพ้ ย้ำใช้สิทธิตามขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ https://thestandard.co/hospital-suspends-gold-card-services/ Tue, 28 Oct 2025 12:28:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1136654 สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ

วันนี้ (28 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงาน […]

The post สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ

วันนี้ (28 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ได้รับเงินโอนจาก สปสช. ในรอบเดือนตุลาคม 2568 เป็นเงิน 122.80 บาท ว่า ทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 1-27 ตุลาคม 2568 สปสช. โอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะไปแล้ว 43,765,589.48 บาท โดยเป็นเงินจากกองทุนและบริการหลากหลายประเภท

 

ประกอบด้วย กองทุนผู้ป่วยนอก กองทุนผู้ป่วยใน กองทุนสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุน CENTRAL REIMBURSE หรือกรณีเฉพาะ บริการควบคุมป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง กองทุนเอดส์ กองทุนไตวายเรื้อรัง ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับบริการระดับปฐมภูมิ

 

ทั้งนี้ ในส่วนยอดเงินโอน 122.80 บาทนั้น เป็นหนึ่งในใบแจ้งโอนเงินค่าบริการทางการแพทย์กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Statement) ที่ สปสช. ส่งให้กับทางโรงพยาบาล สาเหตุที่ยอดเงินคงเหลือเป็น 122.80 บาท เนื่องจาก สปสช. ได้หักกลบจากการจ่ายล่วงหน้าให้กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะไปแล้ว 70 ล้านบาท เมื่อมีผลงานให้บริการจึงหักกลบและเหลือเป็นยอดเงินโอนเข้าบัญชีจำนวน 122.80 บาท

 

สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าดูเว็บไซต์ของ สปสช. เพื่อตรวจสอบจำนวนเงินโอนที่ สปสช. โอนให้กับหน่วยบริการเป็นค่าบริการทางการแพทย์ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ที่ https://smt.nhso.go.th/smtf/#/home/budget/summary

 

โดยเลือกรายชื่อโรงพยาบาลที่ต้องการเข้าดูได้ หากต้องการดูรายเงินโอนที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะได้รับ เลือกโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ หรือรหัสหน่วยบริการ 11722

 

ยอดโอนให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้น ทางฝั่งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โดย พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้โพสต์ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ยืนยันว่ายอดเงินโอน 122.80 บาท เป็นตัวเลขที่ถูกต้อง

 

โดยระบุว่าในเดือนตุลาคม 2568 โรงพยาบาลมียอดค่ารักษาที่ สปสช. ต้องจ่ายรวมประมาณ 38 ล้านบาท แต่ถูกหักกลบยอด กรณียืม 15 ล้านบาท และเงินที่ สปสช. เรียกคืนย้อนหลังจากการตรวจสอบเวชระเบียนอีกกว่า 23 ล้านบาท ทำให้เหลือยอดเงินโอนเข้าบัญชีเพียง 122.80 บาท

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยังชี้แจงว่า เงินยืมดังกล่าว สืบเนื่องจากที่ สปสช. ค้างชำระหนี้ 60 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2567 แต่ สปสช. ไม่ชำระหนี้ก้อนนั้น กลับเปลี่ยนเป็นการให้โรงพยาบาลยืมเงิน 60 ล้านบาทแทน แล้วทยอยหักเงินคืนในภายหลัง

 

นอกจากนี้ระบุด้วยว่าการเรียกเงินคืน 23 ล้านบาท เป็นการเรียกคืนกรณีพิเศษที่เจ้าเล่ห์ เพราะก่อนหน้านี้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ให้สัมภาษณ์ว่า สปสช. จะไม่มีการ RERUN หรือเรียกเงินคืนจากการหาเรื่องจับผิดแฟ้มประวัติผู้ป่วยหรือเวชระเบียนจำนวน 3% แล้วนำไปเป็นตัวแทนแทนแฟ้มผู้ป่วยทั้งหมด 100% เพื่อนำไปปรับลดย้อนหลังเรียกเงินคืน

 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจะประกาศงดตรวจผู้ป่วยสิทธิบัตรทองต่อไป จนกว่า สปสช. จะชำระหนี้ที่ยังค้างจ่ายของปีงบประมาณ 63 และปีงบประมาณ 67 ให้เรียบร้อย

 

อ้างอิง:

The post สปสช. แจงปมโอนเงินให้ รพ.มงกุฎวัฒนะ 122.80 บาท ชี้เป็นยอดหักกลบ ด้าน รพ.ยืนยันไม่เป็นธรรม เดินหน้างดให้บริการผู้ป่วยบัตรทองต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล https://thestandard.co/nhso-debt-sparks-health-crisis/ Tue, 21 Oct 2025 01:08:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1133179 สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล

ปัญหาการค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก สำนักงานหลักประกันสุข […]

The post สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล

ปัญหาการค้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนระบบสาธารณสุขไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

โดยเฉพาะกรณีของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ที่ออกโรงเรียกร้องให้ สปสช. ชำระหนี้จำนวนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดเหลือ 80 กว่าล้านบาท วิกฤตการเงินนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารจัดการของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเริ่มส่งสัญญาณอันตรายถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชนผู้ใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอีกด้วย

 

ไทม์ไลน์ความเดือดร้อน: จาก รพ. มงกุฎวัฒนะ สู่ปัญหาทั่วประเทศ

 

ปัญหาการค้างจ่ายและวิธีการคำนวณงบประมาณของ สปสช. ได้ถูกจุดประเด็นอย่างรุนแรง เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากผู้บริหารโรงพยาบาล โดยเฉพาะ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ให้ สปสช. ชำระหนี้สินค่ารักษาพยาบาลที่ค้างจ่ายอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเงินที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ

 

ปัญหาดังกล่าวขยายวงกว้างขึ้นเมื่อ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อช่วงเช้า วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ว่า สปสช. คือ ‘คนกลางจ่ายเงิน’ ที่รับงบประมาณมาเพื่อซื้อบริการจากโรงพยาบาล แต่กลับมีปัญหา ไม่จ่ายเงินตรงตามที่ตกลงและจ่ายล่าช้า

 

การปรับวิธีการคำนวณจ่ายเงินแบบย้อนหลัง เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ นพ.วีระพันธ์ ได้ยกตัวอย่าง การจ่ายค่าผู้ป่วยใน (IP) ที่เดิมกำหนดจ่ายที่ 80 บาทต่อหน่วย (AdjRW.) จากต้นทุนจริง 130 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องควักเงินบำรุงมาจ่ายแทน 50 บาท

 

และที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลวิกฤตไปอีก คือ เมื่อถึงปลายปีงบประมาณ สปสช. ได้ออกประกาศลดเงินที่เคยจ่ายไปแล้ว 10 เดือน จาก 80 บาท เหลือ 70 บาท และ เรียกเงินส่วนต่าง 10 บาท/เดือน คืนย้อนหลัง จากยอดที่กำลังจะจ่ายใน 2 เดือนสุดท้าย ทำให้โรงพยาบาลกลายเป็น ‘ลูกหนี้’ ของ สปสช.

 

รวมถึงการสุ่มตรวจเวชระเบียนที่เข้มงวด มีการหักแต้มและเรียกเงินคืน หากแพทย์เขียนเวชระเบียนไม่ครบถ้วนหรือไม่สมบูรณ์ ทำให้โรงพยาบาลที่ควรเป็น ‘เจ้าหนี้’ กลายเป็น ‘ลูกหนี้’ ได้ง่าย ๆ

 

ข้อโต้แย้งจาก สปสช. และเสียงสะท้อนจากโรงพยาบาล

 

ในช่วงบ่ายของวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษก สปสช. ได้ออกมา โต้แย้งข้อมูลของ นพ.วีระพันธ์ ว่า ‘ไม่เป็นความจริง’ โดยชี้แจงดังนี้

 

ทพ.อรรถพร ยืนยันว่า การโอนเงินตามรอบปกติ สปสช. ได้โอนเงินค่าบริการผู้ป่วยใน (IP) ในรอบเดือนสิงหาคม-กันยายน 2568 ไปแล้วรวม 3,108 ล้านบาท และเตรียมโอนเพิ่มเติมอีก 2,753 ล้านบาท ภายในสัปดาห์เดียวกัน โดยยืนยันว่าการจ่ายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

 

ส่วนเหตุผลในการปรับการจ่าย ยอมรับว่ามีการปรับการคำนวณย้อนหลัง เนื่องจาก งบประมาณเป็นแบบปลายปิด (Global budget) และผลงานการให้บริการผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ค่าเฉลี่ยภาพรวมทั้งประเทศลดลงเหลือประมาณ 7,800 บาทต่อ AdjRW. จากอัตราเบื้องต้น 8,350 บาท ซึ่งต้องมีการคำนวณและปรับการจ่ายใหม่ตามหลักการบัญชี

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ได้ออกมาตอกย้ำถึงปัญหา โดย นพ.มาโนช อู่วุฒิพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เปิดเผยว่า โรงพยาบาลถูก สปสช. ค้างชำระรวมกว่า 238 ล้านบาท แต่เพิ่งได้รับคืนเพียง 15 ล้านบาท พร้อมระบุว่า ค่า 1RW ที่ สปสช. จ่ายคืนลดลงเหลือเพียง 6,000-7,000 บาทต่อเคส ขณะที่ต้นทุนจริงสูงถึง 16,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับข้อกังวลเรื่องการขาดทุนและภาระที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ

 

ผลกระทบถึงประชาชน: การถอนตัวของโรงพยาบาลเอกชน

 

ผลกระทบของวิกฤตหนี้ สปสช. ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น ในช่วงค่ำของวันที่ 20 ตุลาคม นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า โรงพยาบาลเอกชนกว่า 400 แห่ง ทยอยถอนตัวจากระบบ สปสช. จนปัจจุบันเหลือเพียง 9-10 แห่งทั่วประเทศ

 

สาเหตุหลักคือ ปัญหาการค้างชำระหนี้ และ ความยุ่งยากในขั้นตอนการตรวจสอบย้อนหลัง ที่ต้องใช้เอกสารและเวชระเบียนที่สมบูรณ์ทุกขั้นตอน

 

การถอนตัวของโรงพยาบาลเอกชน (ล่าสุดคือ รพ.มงกุฎวัฒนะ) ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากว่า 48 ล้านคน ต้องเข้าถึงบริการที่จำกัดลง โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มมีผลกระทบต่อคุณภาพบริการ เช่น

 

  • ต้องเดินทางไปรักษาไกลขึ้น เนื่องจากหน่วยบริการใกล้เคียงทนแบกรับภาระไม่ไหวและหยุดให้บริการ
  • ได้รับยาน้อยลง (เช่น จาก 3 เดือนเหลือ 1 สัปดาห์) หรือ ถูกเปลี่ยนไปใช้ยาที่ประสิทธิภาพต่ำลง เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเงินสั่งซื้อยาดีๆ นอกบัญชี
  • ประสิทธิภาพการรักษาลดลง เช่น ในผู้ป่วยโรคหัวใจ อาจต้องเลือกผ่าตัดรักษาเส้นเลือดที่ตีบเพียงเส้นเดียวที่ถือเป็นปัญหาหลักเพื่อการเบิกจ่ายได้ก่อน แทนที่จะรักษาพร้อมกันทั้ง 3 เส้น

 

จับตาการแถลงข่าววันนี้: ทางออกของวิกฤตสาธารณสุข

 

ล่าสุด ในวันนี้ (21 ตุลาคม) เวลา 10.00 น. กรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เตรียมแถลงข่าวใหญ่ที่รัฐสภา เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่สังคมกำลังจับตาดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถหาแนวทางปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงบประมาณและชำระหนี้ค้างจ่าย เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนและรักษามาตรฐานการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนได้ต่อไปอย่างไร

The post สรุปวิกฤตสาธารณสุข ก่อน กมธ.สธ. แถลงข่าว 10 โมงวันนี้ ปม สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. https://thestandard.co/key-messages-nhso-debt-crisis/ Fri, 17 Oct 2025 00:23:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1131644 รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช.

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แถลงยุติให้บริการสิทธิบัตรทอง 16 ต.ค. […]

The post รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช.

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 1
พล.ต.นพ.เหรียญทอง แถลงยุติให้บริการสิทธิบัตรทอง 16 ต.ค. 68 เป็นต้นไป

 

“สปสช. กำลังใช้ผู้ป่วยเป็นตัวประกัน” คือคำประกาศกร้าวจาก พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ที่บุกไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อทวงหนี้ค่ารักษาพยาบาลกว่า 110 ล้านบาท

 

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องตัวเลข แต่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ‘บัตรทอง’ และเผยให้เห็นรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลทั่วประเทศและผู้ป่วยอีกหลายสิบล้านคน

 


 

จุดเริ่มต้นของวิกฤต: หนี้ 110 ล้านบาท และตัวเลขที่ไม่ตรงกัน

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 2

พล.ต.นพ.เหรียญทอง บุกงานแถลงข่าว ชี้แจงหนี้ค่ารักษาพยาบาล สปสช.

 

ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะประกาศจะยุติการให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทองชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่กว่า 47,000 คน

 

ชนวนเหตุสำคัญคือ ‘หนี้’ ที่โรงพยาบาลระบุว่า สปสช. ค้างชำระสะสมมานานหลายปี รวมเป็นเงินกว่า 110 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหนี้เก่าตั้งแต่ปี 2563, หนี้ของปี 2567 และหนี้ของปีงบประมาณ 2568

 

ทว่า เรื่องราวกลับซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อ สปสช. ออกมาชี้แจงว่าตัวเลขไม่ตรงกัน โดยยอมรับว่ามีหนี้ค้างชำระจริง แต่เป็นยอดที่น้อยกว่านั้นมาก และอธิบายว่าบางส่วนเป็นหนี้เก่า จากกรณีคลินิกอบอุ่นทุจริตในปี 2563 และเรื่องอยู่ในชั้นศาลปกครองที่ยังไม่มีความคืบหน้า

 

เมื่อ สปสช. จ่ายเงินให้คลินิก แต่คลินิกถูกยกเลิก โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเข้าไปรับดูแลคนไข้ต่อให้ แต่กลับต้องฟ้องเพื่อเรียกเงินค่ารักษาพยาบาล

 

และที่สำคัญคือ การ ‘ปรับเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่’ ในช่วงปลายปี 2567 ทำให้ สปสช. มาเรียกเก็บเงินส่วนเกินคืนจากโรงพยาบาลกว่า 31 ล้านบาท กลายเป็นว่าโรงพยาบาลที่เป็นเจ้าหนี้ กลับกลายเป็นลูกหนี้ในมุมของ สปสช. ไปโดยปริยาย

 

ประเด็นนี้เองที่กลายเป็นจุดแตกหัก พล.ต.นพ.เหรียญทอง สวนกลับอย่างดุเดือดกลางวงแถลงข่าวว่า ไม่เคยรับรู้ เรื่องการเปลี่ยนเกณฑ์มาก่อน และมองว่านี่คือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม เพราะปรับกติกาในปี 2567 แต่มาทราบในปี 2568

 

“ถ้าวันดีคืนดี สปสช. นึกกติกา มาตั้งระบบ point system (จากเดิมใช้ระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามที่กำหนดไว้-Fee Schedule) กลายเป็นถูกเรียกเงินอีก 38 ล้านบาท ในเดือนมีนาคมถึงกันยายน ไม่มีการพูดถึงเลย เป็นที่มาที่ผมยกเลิก 35 คลินิก ประชากร 2 แสนกว่าคนเดือดร้อน เพราะกติกาไม่แน่นอน ไม่พอ แล้วยังย้อนไปในอดีตอีก” พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

 


 

“ผมจะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน”: ปัญหาที่ใหญ่กว่าโรงพยาบาลเดียว

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 3

พล.ต.นพ.เหรียญทอง บุก สปสช. เพื่อทวงหนี้ค่ารักษาพยาบาล

 

สิ่งที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง กำลังต่อสู้อยู่ อาจไม่ใช่แค่เรื่องหนี้สินของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพียงแห่งเดียวที่เจ้าตัวเปิดเผยว่ามีข่าวลือ อาจไม่ได้คืน และถูกบังคับให้ออกจากระบบสิทธิบัตรทอง แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาระดับโครงสร้างที่โรงพยาบาลทั่วประเทศกำลังเผชิญ ที่หลายโรงพยาบาลแอบกระซิบบอก พล.ต.นพ.เหรียญทอง ให้ช่วยเปิดหน้าทวงหนี้

 

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ยอมรับเองว่า ปัจจุบัน สปสช. มียอดหนี้ค้างชำระสถานพยาบาลทั่วประเทศรวม ‘หลายพันล้านบาท’ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

 

สาเหตุหลักมาจากระบบงบประมาณของ สปสช. ที่เป็น ‘งบปลายปิด’ คือได้รับงบประมาณจากรัฐบาลมาเป็นก้อน ทำให้การบริหารจัดการทำได้ยาก ต้องคำนวณเบิกล่วงหน้า 2 ปี

 

เมื่อมีค่าใช้จ่ายที่คาดเดาไม่ได้เพิ่มขึ้น เช่น การระบาดของโรค หรือนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่ประกาศใช้กลางปีอย่าง ‘ฟอกไตฟรี’ ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 16,000 ล้านบาท ทำให้เงินในระบบไม่เพียงพอ การจ่ายเงินให้โรงพยาบาลจึงล่าช้าออกไป และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สปสช. ปรับรูปแบบการจ่ายเงิน

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ประกาศว่าเขาพร้อมจะเป็น “หัวหมู่ทะลวงฟันให้กับโรงพยาบาลที่ยังไม่ออกมาเรียกร้อง” เพราะเชื่อว่าหากปล่อยไว้ ระบบทั้งหมดอาจพังทลายลงได้

 

“ระบบบัตรทองไม่ได้ล่มสลาย แต่มีรอยร้าว ไม่ได้หมายความว่าจะถล่มลงมา แต่หากปล่อยทิ้งไว้จะถล่ม” พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าว

 


 

เสียงสะท้อนจากคนไข้: เมื่อสิทธิการรักษาแขวนบนเส้นด้าย

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 4

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แจ้งผู้ป่วย งดให้บริการสิทธิบัตรทอง

 

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง สปสช. และโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ราว 47,000 คน ที่มีชื่อสังกัดโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน บางคนยอมจ่ายเงินเองเพื่อรักษาต่อที่เดิมเพราะความผูกพันและสะดวกในการเดินทาง แต่หลายคนก็ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้

 

สปสช. ได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยจัดตั้ง ‘จุดบริการเฉพาะกิจ’ ที่โรงแรมจัมโบเทล ใกล้โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เพื่อให้คำแนะนำ ประสานการย้ายสิทธิ และจัดรถรับ-ส่งไปยังโรงพยาบาลแห่งใหม่ พร้อมทั้งเปิดช่องทางให้เข้ารับบริการที่หน่วยบริการนวัตกรรม เช่น ร้านยา หรือคลินิกใกล้บ้าน ภายใต้โครงการ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเข้าถึงประวัติการรักษายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะยังไม่ได้เชื่อมต่อข้อมูลกับระบบ Health Link ทำให้การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องทำได้ไม่ราบรื่นนัก

 


 

บทสรุปที่ยังไม่จบ: ทางออกของระบบสุขภาพไทย

 

รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. 5

ประชาชนสอบถามสิทธิรักษาพยาบาล

 

ข้อพิพาทครั้งนี้จบด้วยการเจรจาเบื้องต้น โดย พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยื่นเงื่อนไขให้ สปสช. ชำระหนี้ปี 2563 และ 2567 ก่อน แล้วโรงพยาบาลจะกลับมาให้บริการตามเดิม ซึ่งทาง สปสช. ก็รับเรื่องไปพิจารณา

 

แม้บรรยากาศจะตึงเครียด แต่ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็จับมือกัน พร้อมกับคำพูดจาก พล.ต.นพ.เหรียญทอง ที่ว่า “คนเราโกรธกันได้ เกลียดกันได้ แต่ถ้ามีเหตุผลวันหนึ่งเราก็สามารถคืนดีกันได้”

 

เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญถึงความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การสื่อสารที่โปร่งใสระหว่างภาครัฐและสถานพยาบาล ตลอดจนการวางแผนงบประมาณที่ยืดหยุ่นและเพียงพอต่อความเป็นจริง คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องกลายเป็น ‘ตัวประกัน’ ในสมรภูมิระหว่างหน่วยงานรัฐกับผู้ให้บริการอีกต่อไป

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพของคนไทยทุกคนคือเดิมพันที่สูงที่สุดในเรื่องนี้

The post รอยร้าวบัตรทอง: เมื่อโรงพยาบาลทวงหนี้ สปสช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ.มงกุฎวัฒนะ เริ่มวันนี้ ยุติบริการผู้ป่วยนอกบัตรทอง หลัง สปสช. ค้างหนี้ กว่า 80 ล้านบาท https://thestandard.co/mongkutwattana-goldcard-service-halt/ Thu, 16 Oct 2025 03:54:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1131255 มงกุฎวัฒนะ

วันนี้ (16 ตุลาคม) บรรยากาศในช่วงเช้าที่โรงพยาบาลมงกุฎว […]

The post รพ.มงกุฎวัฒนะ เริ่มวันนี้ ยุติบริการผู้ป่วยนอกบัตรทอง หลัง สปสช. ค้างหนี้ กว่า 80 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
มงกุฎวัฒนะ

วันนี้ (16 ตุลาคม) บรรยากาศในช่วงเช้าที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เริ่มยุติการให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) เป็นการชั่วคราว ตามที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

 

ประชาชนบางส่วนที่มีสิทธิบัตรทองของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เดินทางมารับการรักษา โดยเปิดเผยว่า ไม่อยากย้ายหน่วยบริการอื่น เพราะอยากรักษาต่อเนื่องกับคุณหมอคนเดิมที่คุ้นเคย ซึ่งส่วนตัวมีหลายโรคที่ต้องรักษาจึงไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่ และยอมที่จะจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง

 

ขณะเดียวกัน บริเวณเวชระเบียน ผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง ของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ พบเจ้าหน้าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรุงเทพมหานคร มาให้บริการประชาชนที่ประสงค์จะย้ายสิทธิ โดยได้ตั้งจุดบริการเฉพาะกิจ และระบบการแพทย์ทางไกลให้บริการผู้ป่วยที่ไม่สะดวกเดินทาง ที่โรงแรมจัมโบเทล ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. วันที่ 16-24 ตุลาคม 2568

 

นอกจากนี้ ยังมีมูลนิธิเส้นด้าย ที่ช่วยบริการจัดรถรับ-ส่งผู้ป่วย ไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง สำหรับผู้ป่วยที่มีใบนัดและต้องการย้ายสิทธิไปโรงพยาบาลอื่น พร้อมย้ำให้ผู้ป่วยขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลเดิมเพื่อความต่อเนื่องในการรักษา

 

สำหรับสาเหตุหลักการยุติให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองชั่วคราว มาจากข้อพิพาทเรื่องหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สปสช. ค้างชำระสะสมเป็นเงินกว่า 80 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาล ซึ่ง พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่าจะยุติการให้บริการไปจนกว่าจะมีความชัดเจนในการชำระหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะหนี้ของปี 2563 และปี 2567

 

ทั้งนี้ ข้อพิพาทดังกล่าวมีความซับซ้อน เนื่องจากตัวเลขหนี้สินไม่ตรงกัน โดยฝั่ง สปสช. ชี้แจงว่ายอดหนี้ที่ค้างชำระจริงมีจำนวนน้อยกว่า และมีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินย้อนหลัง ทำให้ต้องเรียกเก็บเงินคืนจากโรงพยาบาลบางส่วน

 

ขณะที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่าไม่เคยได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าวและมองว่าเป็นการเบี้ยวหนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ป่วยกว่า 47,000 ราย โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะได้จัดทำโครงการ ‘บัตรทองแพลตทินัม’ มอบส่วนลดค่ารักษา 5% สำหรับผู้ป่วยที่ประสงค์จะรับการรักษาต่อโดยชำระเงินเอง และโรงพยาบาลยังคงให้การดูแลผู้ป่วยใน (แอดมิต) ตามปกติ

 

1 2 3 มงกุฎวัฒนะ 9 มงกุฎวัฒนะ 11 12

The post รพ.มงกุฎวัฒนะ เริ่มวันนี้ ยุติบริการผู้ป่วยนอกบัตรทอง หลัง สปสช. ค้างหนี้ กว่า 80 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล https://thestandard.co/rienthong-to-sue-atthaporn-nhso/ Fri, 10 Oct 2025 09:01:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1129087 หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล

วันนี้ (10 ตุลาคม) จากกรณีพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างโรงพ […]

The post หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล

วันนี้ (10 ตุลาคม) จากกรณีพิพาทเรื่องหนี้สินระหว่างโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งทำให้ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ เดินทางมาร่วมฟังแถลงข่าวของ สปสช. วานนี้ (9 ตุลาคม) เพื่อติดตามทวงหนี้ สปสช. ค้างจ่ายโรงพยาบาลกว่า 110 ล้านบาท ทำให้ต้องประกาศอาจยุติบริการผู้ป่วยนอกตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม หากไม่ได้รับชำระหนี้ก้อนแรก 50 ล้านบาท ขณะที่ สปสช. ยืนยันว่ายอดหนี้มีเพียง 36.75 ล้านบาทและได้โอนจ่ายแล้ว

 

ล่าสุด พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช.​​ ในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ โดยระบุว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จและเตรียมดำเนินคดี พร้อมได้ชี้แจง 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

ประเด็นที่ 1: คดีฟ้องศาลปกครอง เมื่อ ส.ค.-ก.ย.65

 

โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของ ทพ.อรรถพร ที่ว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นฝ่ายขอเลิกสัญญาบัตรทองแต่กลับคำในภายหลัง จึงไปฟ้องศาลปกครอง และขอไกล่เกลี่ยกับ สปสช.เพื่อทำสัญญาต่อ ซึ่งความเป็นจริงโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพียงขอลด จำนวนประชากรสิทธิบัตรทอง แต่ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กลับทำหนังสือเลิกสัญญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องฟ้องศาลปกครอง และสุดท้าย สปสช. เป็นฝ่ายขอไกล่เกลี่ยและนำสัญญามาให้ลงนามถึงที่โรงพยาบาลฯ

 

“แต่ ทพ.อรรถพร คนเดียวกันนี้กลับให้สัมภาษณ์กับคุณดนัย-คุณอมรรัตน์ คนละเรื่อง คนละฟากโลก บิดเบือนสาธารณชนให้เข้าใจ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและเข้าใจผมในทางเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก”

 

ประเด็นที่ 2: คดีฟ้องศาลปกครอง พ.ค. 64

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะโดยตนฟ้องศาลปกครองมีคำสั่งให้ สปสช.ชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลกรณีส่งตัวผู้ป่วยจากคลินิก ซึ่งเป็นคู่สัญญาของ สปสช. แต่ถูก สปสช. บอกเลิกสัญญาจากการทุจริตในระหว่าง กรกฎาคม-กันยายน 63 จำนวนเงินรวม 13.2 ล้านบาทเศษ

 

คดียังอยู่กับศาลปกครอง ยังไม่มีการไต่สวนใดๆ แต่ ทพ.อรรถพร ให้สัมภาษณ์ว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะต้องไปทวงหนี้จากคลินิกทั้งหลายเอง ซึ่ง สปสช. ได้ช่วยทวงหนี้มาให้ได้ประมาณ​ 4 ล้านบาท ยังคงเหลือหนี้อยู่ 8 ล้านบาทเศษ

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุอีกว่า โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะไปทวงหนี้จากคลินิก สปสช. ในฐานะเคลียริงเฮาส์ (Clearing house) และเป็นคู่สัญญากับทั้งโรงพยาบาลและคลินิก ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ การให้สัมภาษณ์ฝ่ายเดียวโดย ทพ.อรรถพร ที่ปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ อาศัยความสัมพันธ์ที่มีกับสื่อตามตำแหน่งหน้าที่ของตนเองบิดเบือนสาธารณชนให้เข้าใจ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะและเข้าใจตนในทางเสื่อมเสีย

 

ประเด็นที่ 3: สปสช ไม่ได้เป็นหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะเกิน 100 ล้านบาท เป็นหนี้แค่ 37 ล้านบาท

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่า ยอดหนี้รวมเกิน 100 ล้านบาทแน่นอน โดยแจกแจงรายละเอียดหนี้ 3 ส่วน ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับตัวเลข 37 ล้านบาทที่ สปสช. กล่าวอ้าง ได้แก่

 

  • หนี้จากกรณีคลินิกทุจริต 13.2 ล้านบาท

 

  • หนี้ปีงบประมาณ 2567 อีกกว่า 41.7 ล้านบาท ที่ทาง ทพ.อรรถพร ให้สัมภาษณ์ว่า บอร์ด สปสช.มีการปรับระบบการจ่ายตาม Fee Schedule เป็นระบบแต้ม หรือ Point system ทำให้หนี้ 41.7 ล้านบาทที่ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะยังไม่ได้รับเงินแล้ว ยังต้องถูกเรียกเงินคืนอีก 38 ล้านบาทเศษอีกด้วย

 

  • หนี้ปีงบประมาณ 2568 ระหว่าง กรกฎาคม-สิงหาคม อีกกว่า 69 ล้านบาท (ยังไม่รวมเดือนกันยายน 50 ล้านบาท)

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า “รวมยอดหนี้ตามข้อ 1 ถึง 3 ณ สิ้นเดือน กันยายน 68 ก็มากกว่า 100 ล้านบาทแล้ว แต่ ทพ.อรรถพร ก็ยังบิดเบือนสาธารณะผ่านรายการคุณดนัย-คุณอมรรัตน์ หน้าด้านๆ อีกว่า เป็นหนี้แค่ 37 ล้านบาท ใครโกหกกันแน่ครับ”

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้ประกาศว่าจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับ ทพ.อรรถพร และ/หรือ สปสช. จากการให้ข้อมูลเท็จที่ทำให้โรงพยาบาลฯ และตนเองได้รับความเสื่อมเสีย พร้อมทั้งเล่าว่า ได้เข้าไปเผชิญหน้ากับ ทพ.อรรถพร ในวงแถลงข่าว แต่เสียดายที่ยังไม่ทราบเรื่องการให้สัมภาษณ์ที่เป็นประเด็นผ่านรายการฯ มิเช่นนั้นจะชี้แจงความจริงต่อนักข่าวและจะไม่มีไมตรีกับ ทพ.อรรถพร ในการแถลงอย่างเด็ดขาด

 

ด้าน ทพ.อรรถพร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง จะดำเนินการฟ้องร้องว่า ไม่มีความกังวลใจ เนื่องจากตนได้ทำตามหน้าที่และสื่อสารในนามขององค์กร หากมีการฟ้องร้องก็พร้อมให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

The post หมอเหรียญทอง จ่อฟ้อง ‘อรรถพร-สปสช.’ หลังให้ข่าวปมหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ บิดเบือนข้อมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวงแถลง ถกเดือด สปสช. หลังตัวเลข 2 ฝั่งไม่ตรงกัน เผยพร้อมกลับมารับคนไข้ หากชำระหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ https://thestandard.co/rienthong-nhso-debt-payment-demand/ Thu, 09 Oct 2025 09:59:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1128651 COVER - Rientong NHSO Debt Payment Demand

วันนี้ (9 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการส […]

The post นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวงแถลง ถกเดือด สปสช. หลังตัวเลข 2 ฝั่งไม่ตรงกัน เผยพร้อมกลับมารับคนไข้ หากชำระหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Rientong NHSO Debt Payment Demand

วันนี้ (9 ตุลาคม) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีปัญหาค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ กรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า สปสช. เป็นหนี้ทุกโรงพยาบาลเป็นเรื่องจริงโดยระบบของ สปสช. จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐเป็นงบปลายปิด

 

เพื่อนำมาจ่ายใน 2 รูปแบบ คือแบบเหมาจ่ายต่อหัว ที่จะจ่ายทันทีให้กับโรงพยาบาล และกรณีการจ่ายตามเกณฑ์ค่าใช้จ่ายการรักษาของคนไข้แอดมิต โดยจะจ่ายเป็นรายเดือน คือสถานพยาบาลต้องให้บริการไปก่อน แล้วทำเรื่องเบิกมายัง สปสช.

 

ทั้งนี้ ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายงบประมาณไม่เพียงพอก็จะมีการขอเบิกงบประมาณเพิ่มเติม โดยรอบล่าสุดมีการเบิกงบการไปประมาณ 8,000 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ระหว่างรองบกลาง

 

สปสช. ชี้ ปรับเกณฑ์จ่ายเงิน ต้องเรียกคืน รพ.มงกุฎวัฒนะ 31 ล้านบาท

 

ส่วนกรณี สปสช. มียอดค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ จำนวน 110 ล้านบาทนั้น ทพ.อรรถพร ให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้เริ่มตั้งแต่ปี 63 จากกรณี สปสช. ยกเลิกคลินิกชุมชนอบอุ่นประมาณ 200 กว่าแห่งที่พบการทุจริต จึงมีการโอนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอื่นๆ รวมทั้งโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ

 

ในตอนนั้นงบประมาณที่ได้รับมีการจัดสรรให้คลินิกปฐมภูมิไปแล้ว เมื่อทางโรงพยาบาลรับคนไข้ต่อทางคลินิกจะต้องตามจ่ายเงินคืนให้กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งมียอดค้างรวมประมาณ 13.2 ล้านบาท จึงมีการตั้งคณะกรรมการติดตามทวงหนี้ขึ้นมา โดยมีการดำเนินการแจ้งความและเรื่องอยู่ในชั้นศาลปกครอง โดยขณะนี้มีการติดตามทวงหนี้ได้คืนบางส่วน จึงมียอดคงเหลือ 8.3 ล้าน

 

ส่วนยอดคงค้างปี 67 มีการจ่ายเงินงบประมาณให้ไปแล้ว 651 ล้านบาท โดยช่วงปลายปีมีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่ จึงมีเงินส่วนเกินที่จะต้องเรียกเก็บคืนจากโรงพยาบาลประมาณ 16 ล้านบาท

 

ส่วนยอดหนี้ในปี 68 ทาง สปสช. จ่ายไปแล้ว 618 ล้านบาท เป็นงบเหมาจ่ายต่อประชากร ซึ่งมีการโอนเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (9 ตุลาคม) 36 ล้านบาท โดยต้องมียอดเรียกคืนเงินประมาณ 31 ล้านบาท ทำให้มีเงินคงค้างกับทางโรงพยาบาลอยู่ที่ประมาณ 67 ล้านบาท ไม่ใช่ยอด 110 ล้านบาท ตามที่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะโพสต์

 

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกับนายแพทย์เหรียญทองมาตลอด และยอมรับว่าทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะดูแลคนไข้ดีเพียง แต่อาจมีข้อติดขัด ซึ่งทาง สปสช. ยินดีที่จะปรับ

 

ทพ.อรรถพร ยอมรับว่า ขณะนี้ สปสช. มียอดหนี้ค้างสถานพยาบาลทั่วประเทศรวมหลายพันล้านบาท ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นยอดไตรมาสสุดท้ายของปี ทำให้ต้องมีการคำนวณอัตราการจ่ายใหม่จึงต้องใช้ระยะเวลา ส่วนใหญ่เป็นค่าบริการกลุ่มผู้ป่วยใน ขอยืนยันว่าไม่เกินวันศุกร์ 17 ตุลาคมนี้ ทุกโรงพยาบาลจะได้รับเงิน

 

ที่ผ่านมา สปสช. มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญา จึงทำให้เกิดข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในการเบิกจ่ายของโรงพยาบาล ทำให้ในปี 69 จะมีการพูดคุยกับสถานพยาบาลว่า จากนี้จะต้องหารือร่วมกับผู้ประกอบการก่อนการเปลี่ยนเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงสาเหตุที่ สปสช. จ่ายเงินล่าช้า ทพ.อรรถพร ระบุว่า ไม่ใช่เพราะเงินไม่มี แต่ต้องทำคำขอเบิกงบประมาณ 2 ปี ล่วงหน้า และปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายส่วนผู้ป่วยแอดมิตที่เพิ่มขึ้นจากโรคต่างๆ รวมถึงนโยบายจากภาครัฐที่เกิดขึ้นกลางปี เช่น ฟอกไตฟรี ที่ใช้งบประมาณถึง 16,000 ล้านบาท 

 

นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวง บอกไม่เคยรับรู้ สปสช. เปลี่ยนเกณฑ์คำนวณ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการแถลงข่าว พล.ต. นพ.เหรียญทอง ได้เดินทางมาร่วมฟังด้วยตนเอง พร้อมขอชี้แจงข้อมูลกรณียอดหนี้ที่ สปสช. คงค้างโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โดยยังยืนยันว่าเป็นเงิน 110 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดหนี้คงค้างในปี 2563 ประมาณ 8.9 ล้านบาท ยอดหนี้ของปี 2567 ประมาณ 40 ล้านบาท และยอดหนี้ปี 2568 รวมประมาณ 70 ล้านบาท

 

พล.ต. นพ.เหรียญทอง ระบุว่า ในวันนี้ที่ฟัง ทพ.อรรถพร แถลงข้อมูลรู้สึกเป็นการบิดเบือนไม่ตรงความจริง และการเปลี่ยนเกณฑ์จ่ายเงินในปี 67 นั้น ตนไม่เคยรับรู้มาก่อน การทำแบบนี้เป็นสิ่งที่แย่ เป็นการเบี้ยวหนี้และยังคดโกง ทำให้ตนกลายเป็นหนี้โดยไม่รู้

 

“ถ้า สปสช. นึกกติกาวันดีคืนดีมาตั้งระบบ point system กลายเป็นถูกเรียกเงินอีก 38 ล้านบาท ในเดือนกันยายนถึงมีนาคมไม่มีการพูดถึงเลย เป็นที่มาที่ผมยกเลิก 35 คลินิก ประชากร 2 แสนกว่าคนเดือดร้อนเพราะกติกาไม่แน่นอน ไม่พอ แล้วยังย้อนไปในอดีตอีก”

 

พร้อมคืนดีหากใช้หนี้ปี 63 และปี 67

 

พล.ต. นพ.เหรียญทองระบุว่า ในวันนี้ที่มาเพื่อขอทวงหนี้ ซึ่งมีเงื่อนไข 2 ข้อคือ ขอให้ สปสช. ดำเนินการจ่ายหนี้คงค้างของปี 2563 ยอดรวม 8.9 ล้านบาท และจ่ายยอดหนี้คงค้างของปี 2567 ที่ยอดรวมประมาณ 40 ล้านบาทก่อน หากดำเนินการได้รับ ทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะก็ยังคงให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองต่อ ส่วนงบประมาณของปี 2568 ตนเข้าใจและรอได้ เพราะขั้นตอนการเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามระบบ

 

ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า จะรับข้อเสนอของ พล.ต. นพ.เหรียญทอง ไปดำเนินการโดยกรณีหนี้ปี 2563 มติยังค้างที่บอร์ด สปสช. และขั้นตอนยังอยู่ในระหว่างยื่นฟ้องของศาลปกครอง ซึ่ง พล.ต. นพ.เหรียญทอง กล่าวว่า หากมีการนัดไกล่เกลี่ยและคืนเงินตนก็จะถอนการฟ้องทันที

 

ส่วนยอดหนี้คงค้างของปี 2567 ทพ.อรรถพร ระบุว่า ตนรับจะนำเข้าสู่ที่ประชุม คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) พิจารณา ซึ่งอาจไม่ทันในช่วง 16 ตุลาคม ตามเส้นตายที่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง กำหนด แต่จะดำเนินการให้

 

ด้าน พล.ต. นพ.เหรียญทอง กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณี สปสช. มีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลคู่สัญญา ว่า เชื่อได้ว่าหลายโรงพยาบาลอาจยังไม่ทราบเกณฑ์ใหม่ เพราะตนก็เพิ่งทราบในวันนี้ หากเป็นเช่นนี้หลายโรงพยาบาลอาจขอยกเลิกการเป็นคู่สัญญากับทาง สปสช.

 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะมีรายได้จากการให้บริการผู้ป่วยซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงิน หากต้องยกเลิกการรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองก็ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาล แต่ในปัจจุบันที่ยังรับรักษาผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง เพราะยังเห็นใจคนไข้ มีจิตใจที่อยากช่วยเหลือผู้ป่วย

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่เกิดขึ้นสามารถทำการเบิกและจ่ายหนี้คงค้างให้กับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะก่อนได้หรือไม่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง ระบุว่า การเลือกปฏิบัติไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเรื่องนี้เป็นกรณีเร่งด่วน สปสช. ไม่ควรนำไปรวมกับกรณีอื่น ซึ่งอาจทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น

 

ขณะที่ ทพ.อรรถพร ระบุว่า เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนหากผลดำเนินการเป็นอย่างไรจะมีการแจ้งให้ทราบในภายหลัง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ทั้งสองฝ่ายได้ลุกขึ้นไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวพร้อมจับมือ โดยที่ พล.ต. นพ.เหรียญทอง ได้กล่าวกับ ทพ.อรรถพร ว่า “คนเราโกรธกันได้ เกลียดกันได้ แต่ถ้ามีเหตุผลวันหนึ่งเราก็สามารถคืนดีกันได้”

 

WEB_1 WEB_2 WEB_3 WEB_4 WEB_5 WEB_6

The post นพ.เหรียญทอง โผล่กลางวงแถลง ถกเดือด สปสช. หลังตัวเลข 2 ฝั่งไม่ตรงกัน เผยพร้อมกลับมารับคนไข้ หากชำระหนี้ รพ.มงกุฎวัฒนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.เหรียญทอง บุกสปสช. ประกาศยุติให้บริการคนไข้บัตรทองชั่วคราว ชี้ไร้ความจริงใจ-ใช้คนไข้เป็นตัวประกัน หลังค้างหนี้ 110 ล้านบาท https://thestandard.co/rianthong-patient-service-debt/ Wed, 08 Oct 2025 09:43:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1128145 COVER - Rienthong Halts Patient Service Debt

วันนี้ (8 ตุลาคม) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการ […]

The post นพ.เหรียญทอง บุกสปสช. ประกาศยุติให้บริการคนไข้บัตรทองชั่วคราว ชี้ไร้ความจริงใจ-ใช้คนไข้เป็นตัวประกัน หลังค้างหนี้ 110 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Rienthong Halts Patient Service Debt

วันนี้ (8 ตุลาคม) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เดินทางมายัง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หลังจากโพสต์ข้อความแจ้งจะหยุดให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เนื่องจากทาง สปสช. ค้างชำระค่าบริการรวมเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท

 

และทราบว่าทางกลุ่มประชาสัมพันธ์ของ สปสช. แจ้งสื่อมวลชนจะเปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าวโดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสปสช. จะเป็นผู้แถลงข่าว แต่ต่อมาประมาณช่วงเที่ยงได้รับข้อมูลว่า พล.ต.นพ.เหรียญทอง จะเดินทางมาร่วมฟังการแถลงพร้อมกับทวงถามมาตรการจาก สปสช. ทำให้ในช่วง 13.00 น. ทางทีมประชาสัมพันธ์ สปสช. มีการแจ้งยกเลิกการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน

 

แต่ทั้งนี้ในเวลา 15.00 น. พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้เดินทางมายัง สปสช. พร้อมให้สัมภาษณ์ระบุว่า รู้สึกโกรธ วันนี้ตามความตั้งใจต้องการมาเพื่อรับฟังการแถลงข่าวแต่เมื่อมาพบว่ามีการยกเลิกกะทันหัน มองว่าผู้บริหารของ สปสช. ไม่มีความจริงใจเหมือนเช่นที่ผ่านมาหลายครั้งที่ตนเคยทวงถามการชำระเงินค่ารักษาผู้ป่วยก็ไม่ได้รับคำตอบเช่นกัน

 

สำหรับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเปิดรับให้บริการสิทธิบัตรทอง ในปี 2563 ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่ สปสช. มีการยกเลิกหน่วยบริการคลินิกหลายแห่ง จึงได้รับการประสานจาก สปสช. ให้โรงพยาบาลช่วยรับผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทองเข้ารับบริการ และต่อมาพบปัญหาการเบิกจ่ายจากคลินิกปฐมภูมิ ซึ่งในครั้งนั้นมียอดค้างจ่ายของ สปสช. กับทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ประมาณ 13 ล้านบาท ยืนยันว่า ทางโรงพยาบาลดำเนินการตามขั้นตอน และขณะนี้เรื่องยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาไต่สวนของศาลปกครอง

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยังกล่าวอีกว่า ในปี 2567 เป็นต้นมา พบปัญหาเดิมคือ สปสช. ชำระค่าบริการให้หน่วยบริการล่าช้า รวมถึงปรับเกณฑ์ค่าใช้จ่าย ทำให้มียอดค้างชำระอีก ซึ่งทางโรงพยาบาลพยายามทวงเรื่อยมา แต่ไม่ได้รับคำชี้แจงหรือความจริงใจจาก สปสช. จนถึงปัจจุบันทำให้มียอดหนี้คงค้างรวมประมาณ 40 ล้านบาท และจนถึงปีงบประมาณ 2568 ที่มีการค้างชำระเพิ่มเติมอีก จึงทำให้ขณะนี้มียอดรวม 110 ล้านบาท

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวอีกว่า หากตอนนี้ทางโรงพยาบาลยังให้การรักษาผู้ป่วยต่อไปอาจส่งผลให้เกิดปัญหาและกระทบสภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลที่ในขณะนี้เองก็อยู่ในระดับวิกฤต จึงมีความจำเป็นต้องหยุดการให้บริการผู้ป่วยนอก สิทธิบัตรทองก่อน จนกว่าจะได้รับเงินที่ค้างอยู่ ซึ่งการหยุดให้บริการนี้อาจส่งผลกระทบกับผู้ป่วยประมาณ 40,000-50,000 ราย ที่มีสิทธิบัตรทองในสังกัดของโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โดยจะยังคงให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มวิกฤตผู้ป่วยในที่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่

 

พล.ต.นพ.เหรียญทอง กล่าวย้ำถึงสัญญาในการรักษาผู้ป่วยสิทธิบัตรทองว่า ไม่กลัวหากจะมีการฟ้องร้องกรณีหยุดการรักษาผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง เนื่องจากมีสัญญาที่มีปัญหา คือ สัญญาคนไข้ปฐมภูมิที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา และยังไม่มีการเซ็นสัญญาใหม่ เนื่องจากส่วนตัวไม่ยอมให้มีการเซ็นสัญญาจนกว่าจะเคลียร์หนี้เก่าที่ค้างคา

 

อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์นี้มองว่า สปสช. กำลังใช้ผู้ป่วยเป็นตัวประกันและไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา ยืนยันที่ผ่านมาโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะดำเนินการทุกอย่างอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา

 

หากรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะไม่ขอรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองตั้งแต่เริ่ม ทุกครั้งที่ติดต่อเพื่อทวงถามเรื่องเงินผู้บริหาร อย่าง นพ.จเด็จ ธรรมทัศน์อารี เลขาธิการ สปสช. ก็พูดจาแบบสุนัข หรือหายหัวติดต่อไม่ได้ วันนี้ที่มาก็ต้องการจะมาเจอพูดคุยกลับไม่ได้เจออีก ยืนยันว่าโรงพยาบาลไม่เคยส่งเบิกจ่ายล่าช้า แต่กลับต้องรองบประมาณข้ามปี

 

“คนอย่างผมปากร้าย แต่ซื่อสัตย์สุจริต ทั้งชีวิตไม่เคยคอร์รัปชัน ตรงไปตรงมา ชีวิตเรียบง่าย ไม่เคยโกงไม่เคยเบียดเบียนใคร แต่ไม่ให้ใครเบียดเบียน แต่การเบียดเบียนครั้งนี้ กระทบต่อลูกน้องผมเป็นพันกว่าชีวิต เลือดตกยางออก ก็ต้องเอา” พล.ต.นพ.เหรียญทอง

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก สปสช. กลับมาง้อจะกลับไปคืนดีหรือไม่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ยืนยันว่า “แน่นอนคืนดี แต่ที่แน่ๆ พูดจาเชื่อถือได้ เป็นหน่วยงานรัฐที่เป็นเงินของแผ่นดิน”

 

1 2 3 4 5 6 7

The post นพ.เหรียญทอง บุกสปสช. ประกาศยุติให้บริการคนไข้บัตรทองชั่วคราว ชี้ไร้ความจริงใจ-ใช้คนไข้เป็นตัวประกัน หลังค้างหนี้ 110 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลฎีกาสั่งจำคุก ‘สิระ’ 6 เดือน 20 วัน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท-บุกรุก รพ.มงกุฎวัฒนะ ‘หมอเหรียญทอง’ พอใจคำตัดสิน https://thestandard.co/supreme-court-sentences-sira-jenjaka-to-jail/ Wed, 18 Jun 2025 05:32:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1086264 สิระ เจนจาคะ

วันนี้ (18 มิถุนายน) ที่ศาลแขวงดอนเมือง ศูนย์ราชการเฉลิ […]

The post ศาลฎีกาสั่งจำคุก ‘สิระ’ 6 เดือน 20 วัน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท-บุกรุก รพ.มงกุฎวัฒนะ ‘หมอเหรียญทอง’ พอใจคำตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิระ เจนจาคะ

วันนี้ (18 มิถุนายน) ที่ศาลแขวงดอนเมือง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีหมายเลขดำอ.594/2564 ที่บริษัท โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ จำกัดโดยพล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการ รพ.มงกุฎวัฒนะ เป็นโจทก์ที่ 1-2  ยื่นฟ้อง สิระ เจนจาคะ อดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ,บุกรุก

 

กรณีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 สิระ จำเลยกับพวกอีก 4-5 คน พากันบุกรุกล่วงล้ำเข้าไปในเขตก่อสร้างรพ.มงกุฎวัฒนะ ของโจทก์ และกล่าวใส่ความโจทก์ต่อหน้าผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณทางเข้าเขตรพ.สนามที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19  ซึ่งติดกับรพ.มงกุฎวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม. รวมทั้งหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ผ่านทางโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

 

จำเลยให้การปฏิเสธ 

 

คดีนี้ศาลชั้นต้น พิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นฯ จำคุกรวม 5 กระทง กระทงละ  2 เดือนเป็น 10 เดือนและฐานบุกรุกฯจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน ไม่รอลงอาญา

 

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ลดโทษเหลือจำคุก 10 เดือน ไม่รอลงอาญา จำเลยยื่นฎีกา และได้รับการประกันตัว

 

โดยในวันนี้สิระ เดินทางมาฟังการพิจารณา แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวบันทึกภาพและสัมภาษณ์แต่อย่างใด

 

ภายหลังฟังคำพิพากษาไพศาล ชาลีแก้ว ทนายความส่วนตัวของ พล.ต.น.พ. เหรียญทอง ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวว่า ศาลพิจารณาประเด็นที่สิระยื่นฎีกาขอให้ศาลรอลงอาญา แล้ว ศาลไม่เห็นด้วย โดยศาลเห็นว่า ในการสู้คดีของสิระบางช่วง เป็นประโยชน์และให้ความรู้แก่ศาลฎีกา ศาลจึงพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3  สรุปเป็นโทษจำคุกสิระ 6 เดือน 20 วัน ไม่รอลงอาญา โดยสิระโดนโทษจำคุกจากข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และบุกรุกโรงพยาบาลสนามด้วย

 

ทั้งนี้ ตนได้รายงานผลคำพิพากษาให้ลูกความของตน พล.ต.นพ. เหรียญทอง ทราบผลคำพิพากษาแล้ว ซึ่งเจ้าตัวพอใจกับคำพิพากษาของศาล ขณะที่ระหว่างการอ่านคำพิพากษา ทั้งนี้สิระมีสีหน้าเรียบเฉย และมีญาติของสิระเดินทางมาส่งด้วย โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมสิระไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที

 

The post ศาลฎีกาสั่งจำคุก ‘สิระ’ 6 เดือน 20 วัน ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท-บุกรุก รพ.มงกุฎวัฒนะ ‘หมอเหรียญทอง’ พอใจคำตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์หญิงเผย ขอโทษที่ครั้งนี้ปล่อยวางไม่ได้ หลังถูกไล่ออกเพราะลงชื่อในแถลงการณ์กรณีสลายการชุมนุม 16 ต.ค. https://thestandard.co/female-doctors-were-fired-for-signing-the-case-dissolves-the-rally-on-16-oct/ Sun, 18 Oct 2020 04:25:07 +0000 https://thestandard.co/?p=409120

วานนี้ (17 ตุลาคม) พญ.จรสดาว ริมพณิชยกิจ อดีตแพทย์โรงพย […]

The post แพทย์หญิงเผย ขอโทษที่ครั้งนี้ปล่อยวางไม่ได้ หลังถูกไล่ออกเพราะลงชื่อในแถลงการณ์กรณีสลายการชุมนุม 16 ต.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (17 ตุลาคม) พญ.จรสดาว ริมพณิชยกิจ อดีตแพทย์โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากที่ พล.ต. เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้ออกมาเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาระบุว่า ได้ไล่ พญ.จรสดาว ออกเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เนื่องจากได้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ของแพทย์ 386 คน เพื่อเสนอมุมมองต่อการสลายการชุมนุมในวันที่ 16 ตุลาคม

 

พญ.จรสดาว ระบุว่า ขอโทษคนไข้ทุกคนที่เคยดูแล ต่อไปนี้คงจะไม่ได้เจอกันที่ห้องตรวจเบอร์ 9 อาคาร B ชั้น 3 อีกแล้วนะคะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหมอคนนี้รักษา คุณคืออาจารย์ที่ดีที่สุดของหมอ และญาติๆ ที่น่ารักคือกำลังใจของหมอในทุกวันที่ทำงาน

 

ขอบคุณ อ.เหรียญทอง แน่นหนา ที่ให้โอกาสศัลยแพทย์ทรวงอกคนนี้ทำงานที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นประสบการณ์ 1 ปีกว่าๆ อันทรงคุณค่าที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

 

ขอบคุณแพทย์ผู้ร่วมงานทุกท่าน ขอบคุณทีมพยาบาล RN PN Nurse Aid ทุกคนที่เคยร่วมงานด้วย ขอบคุณที่ให้โอกาสเราได้ทำงานร่วมกัน

 

ขอโทษจริงๆ ที่ครั้งนี้เราปล่อยวางไม่ได้

 

ต่อจากนี้ก็ยังไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร คิดว่าคงต้องหาทางเดินของตัวเองต่อไปล่ะนะ

 

ขณะที่ พล.ต. เหรียญทอง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กมีเนื้อหาระบุว่า ประกาศโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เรื่อง ไล่ออก พญ.จรสดาว ริมพณิชยกิจ เนื่องจากโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะมีนโยบายชัดเจน ไม่รับผู้ร่วมงานที่เป็นแนวร่วมขบวนการอริราชศัตรู และด้วยปรากฏว่า พญ.จรสดาว ริมพณิชยกิจ ได้ร่วมลงชื่อคัดค้าน โดยเป็น 1 ใน 386 แพทย์ที่เห็นว่าการสลายการชุมนุมอริราชศัตรูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2563 เป็นการใช้ความรุนแรง ทั้งๆ ที่การสลายการชุมนุมนี้เป็นการสลายการชุมนุมที่มีขั้นตอนเป็นลำดับขั้นอย่างละมุนละม่อม ไม่ใช้ความรุนแรง ดังนั้นผมจึงไล่ออก พญ.จรสดาว ริมพณิชยกิจ ในทันที นับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม เวลา 23.19 น. เป็นต้นไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

 

The post แพทย์หญิงเผย ขอโทษที่ครั้งนี้ปล่อยวางไม่ได้ หลังถูกไล่ออกเพราะลงชื่อในแถลงการณ์กรณีสลายการชุมนุม 16 ต.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นางสาวโรบอต ผู้ช่วยพยาบาลคนใหม่ในยุค 4.0 https://thestandard.co/automated-guided-vehicles/ https://thestandard.co/automated-guided-vehicles/#respond Thu, 11 Jan 2018 08:37:28 +0000 https://thestandard.co/?p=61635

เข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ เข […]

The post นางสาวโรบอต ผู้ช่วยพยาบาลคนใหม่ในยุค 4.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นำนางสาวโรบอต รหัส R1, R2 และ R3 มาเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบในการเตรียมนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ลำเลียงอาหารไปยังห้องผู้ป่วย, ลำเลียงขยะไปทิ้ง, ช่วยในห้องจัดยาและคลังสินค้า ฯลฯ ในช่วงกลางปีนี้



นายแพทย์เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาใช้ภายในโรงพยาบาลว่าเป็นการแบ่งเบาภาระงานที่ไม่จำเป็นของบุคลากร เช่น งานเดินเอกสาร การยกของหนัก และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในด้านต่างๆ ลดความผิดพลาด และเพิ่มความรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมองว่าการนำหุ่นยนต์มาใช้จะสามารถควบคุมต้นทุน ทำให้ค่าบริการทางการแพทย์ถูกลง



โดยนางสาวโรบอตต้นแบบทั้ง 3 ตัวนำเข้าจากประเทศจีน เป็นหุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicles) ชาร์จแบตเตอรี่ 4 ชั่วโมง สามารถใช้งานได้ 12 ชั่วโมง ใส่วิกผมผู้หญิง และชุดพยาบาลสีเหลืองหรือเขียว ซึ่งเป็นสีประจำโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ สามารถเคลื่อนที่ได้เองโดยไม่ต้องมีคนบังคับ มีระบบควบคุมเส้นทางและขับเคลื่อนด้วยการเหนี่ยวนำของแถบแม่เหล็กที่ติดตั้งเป็นทางภายในอาคาร มีเซนเซอร์หยุดเมื่อมีคนเดินผ่าน



งานของนางสาวโรบอตทั้งสามตอนนี้คืองานเดินเอกสารให้บริการผู้ป่วยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 ช่วยเดินเอกสารภายในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่อลดค่าแรงการจ้างพนักงาน เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว แม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น



แต่สิ่งที่ยังคงเห็นได้ชัดเจนคือในเรื่องของความรู้สึก ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์จะสามารถทำงานแทนคนได้ แต่ไม่มีความรู้สึกในการปลอบโยนหรือเข้าใจผู้ป่วยได้ดีเท่ากับบุคลากรที่เป็นคน

 

The post นางสาวโรบอต ผู้ช่วยพยาบาลคนใหม่ในยุค 4.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/automated-guided-vehicles/feed/ 0