โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Feb 2026 01:15:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 สรุปแนวทางสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ พาธุรกิจรอดทุกวิกฤต จากเวที ‘Thailand Aesthetics Business Forum 2026’ โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ [Advertorial] https://thestandard.co/life/merz-aesthetics-business-forum/ Mon, 23 Feb 2026 05:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1179354 ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียจ […]

The post สรุปแนวทางสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ พาธุรกิจรอดทุกวิกฤต จากเวที ‘Thailand Aesthetics Business Forum 2026’ โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียจนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความงามแบบ Fast Beauty เข้าคลินิกแล้วต้องสวยทันที นำไปสู่การละเลยความปลอดภัยและเกิดผลเสียในระยะยาว

 

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงามระดับโลก ต้องการเปลี่ยนมุมมองใหม่ จาก Fast Beauty เป็น Safe Beauty เพราะความปลอดภัยจะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจความงาม จึงจัดงาน ‘Thailand Aesthetics Business Forum (TABF) 2026’ ฟอรัมความงามแห่งปีที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  

 

 

โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Safety First Sustainable Growth’ ในหัวข้อ ‘พลิกตำรา พาธุรกิจคลินิกความงาม อยู่รอดปลอดภัย พร้อมรับมือทุกวิกฤติ ด้วยแนวคิดแบบ Live A Better Look’ ติดอาวุธให้ทุกยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความ ‘SAFE’ ทุกมิติ 

 

มุ่งสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว ผนึกพันธมิตรจากหลายภาคส่วนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ เทรนด์ และโซลูชัน ที่ช่วยให้ธุรกิจปลอดภัยและประสบความสำเร็จ ทั้งในมิติของการบริหารธุรกิจและการดูแลลูกค้า โดยมี เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย พร้อมเป็นคู่คิดทางธุรกิจที่สนับสนุนให้คลินิกไทยเติบโตไปพร้อมกัน

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 2

 

‘เมิร์ซ เอสเธติกส์’ กับความงามนิยามใหม่ Safety First, Confidence Always ดูดีอย่างปลอดภัย มั่นใจทุกการใช้ชีวิต

 

ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ของ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย เภสัชกรหญิง กิตติวรรณ รัตนจันทร์ หัวเรือใหญ่ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย บอกว่า ที่ผ่านมาเมิร์ซ ดูแลทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเทรนนิ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การวางกลยุทธ์การตลาดให้คลินิก ไปจนถึงการติดอาวุธทักษะให้พนักงานหน้าร้านผ่านโครงการ Source of Skills (SOS) เพื่อให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน 

 

หัวใจสำคัญของการจัดงานในปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่ ‘เจ้าของธุรกิจ’ เพราะหลายคนต้องสวมทั้งหมวกของแพทย์และผู้ประกอบการ โดยมีโจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

 

“ในฐานะผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงามระดับโลก เราตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนทัศนคติใหม่จาก Fast Beauty ให้กลายเป็น Safe Beauty เพราะเชื่อมั่นว่าความปลอดภัยคือรากฐานเดียวที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ คำว่า “ปลอดภัย” จึงถูกฝังอยู่ในทุกมิติของการทำงานนับจากนี้”

 

และเพื่อเป็นการตอกย้ำความตั้งใจนี้ แคมเปญ Live a Better Look จึงถูกวางโรดแมปยาวถึง 3 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

 

“ที่ผ่านมาเรามุ่งมั่นขับเคลื่อนพันธกิจ ‘Confidence to be’ ความมั่นใจในแบบฉบับตัวเอง แต่จากนี้ไปพันธกิจเราจะยิ่งใหญ่ขึ้นเป็น Safety First, Confidence Always เพราะความมั่นใจที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยเสมอ”

 

สุดท้ายแล้ว หัวใจของการทำธุรกิจคือการเป็น Business Partner ที่เดินคู่ไปกับทุกคลินิก เพื่อสร้างความเติบโตไปด้วยกัน ถ้าธุรกิจสำเร็จ เราก็สำเร็จไปด้วย Your Success is our Success”

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 3

 

SAFE Lifestyle: ไลฟ์สไตล์ที่ปลอดภัยเริ่มต้นจากการมี ‘พื้นที่’ และ ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่ไว้ใจได้

 

เริ่มต้นเปิดมุมมองความปลอดภัยด้านไลฟ์สไตล์โดย ภัทรศยา เชาว์รัศมีกุล บรรณาธิการ THE STANDARD LIFE ชี้ให้เห็นเทรนด์ไลฟ์สไตล์ในช่วง 1-2 ปี คนทุกวัยหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และเริ่มมองหาสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืนมากกว่าผลลัพธ์สั้นๆ

 

“คนให้ความสำคัญกับสุขภาพในเชิงของ Preventive Healthcare หรือการดูแลเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา เพราะตระหนักดีว่า การลงทุนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในกิจวัตรประจำวัน ทั้งการเลือกกินอาหารที่ดีและการขยับร่างกายนั้น มีต้นทุนที่ต่ำกว่าและง่ายกว่าการต้องไปรักษาหรือเปลี่ยนชีวิตใหม่ทั้งหมดในวันที่ร่างกายล้มป่วย”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การออกกำลังกายกลายเป็น Social Connection หรือพื้นที่ทางสังคมรูปแบบใหม่ที่ทำให้ได้เจอเพื่อน ได้แลกเปลี่ยนพลังงานดีๆ ซึ่งส่งผลบวกทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

 

เทรนด์ความงามเองก็เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างเรื่องของ Preventive Longevity การดูแลแบบองค์รวมที่เน้นการป้องกันความเสื่อม โดยเฉพาะคนเมืองยุคใหม่ที่พยายามมองหาสมดุลของชีวิต อยากดูแลตัวเองให้ดูดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ละทิ้งความสุขหรือสิ่งที่ตัวเองชอบ

 

“ในโลกความงาม วันนี้เราไม่ได้คุยกันแค่เรื่องการศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง แต่เรากำลังพูดถึงการย้อนวัยในระดับเซลล์เพื่อชะลอความเสื่อมและทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก ความน่าสนใจคือคนยุคนี้เริ่มมองว่า Longevity คือเรื่องของพื้นฐานไลฟ์สไตล์อย่างการกินดีและการนอนที่มีคุณภาพ เราเริ่มเห็นบทสนทนาใหม่ๆ คนหันมาอวดความฟิตผ่านค่า VO2 Max หรือการโชว์ผิวที่ดูสุขภาพดีแม้ในวันที่หน้าสด ซึ่งสะท้อนถึงความงามที่เป็นธรรมชาติและไม่บิดเบือนไปจากโครงสร้างจริงของตัวเอง”

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 4

 

ท่ามกลางข้อมูลมหาศาล คำว่า ‘ความปลอดภัย’ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเลือกและต้องการความจริงใจ พวกเขามองหาแหล่งข้อมูลที่มีงานวิจัยรองรับ มีความน่าเชื่อถือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

“การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับแบรนด์หรือคลินิกความงามในปัจจุบัน คือการให้ข้อมูลที่รอบด้านและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะข้อจำกัดหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแบรนด์ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีเพื่อทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล”

 

สุดท้ายแล้วการสร้างคอมมูนิตี้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนที่มีความสนใจเหมือนกันได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้เกิด Brand Love ที่สำคัญคือ จะได้อินไซต์จากลูกค้าจริงๆ

 

“ถ้าเราสามารถทำให้คนในคอมมูนิตี้ มั่นใจได้ว่าสิ่งที่เราให้เขามีความปลอดภัยจริงๆ มีความน่าเชื่อถือจริงๆ เขาก็พร้อมจะเดินมาหาเรา ธุรกิจความงามยุคนี้จึงต้องปรับตัวเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด เพราะคนมองหาความงามที่ยั่งยืนและยาวนาน ดังนั้นคนที่เขาเลือกต้องเป็นคนที่เขาไว้วางใจ เชื่อถือได้ และเดินคู่ไปกับเขา”

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 5

 

SAFE Business: ถอดแนวคิดขับเคลื่อนธุรกิจให้ครองใจตลาดพรีเมียม

 

อะไรทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นหนึ่งในใจลูกค้ากลุ่ม ‘พรีเมียม’ ทั้งไทยและต่างประเทศ จนกลายเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยสู่ ‘Healthcare & Wellness Destination’ ระดับโลก โดยมีการเติบโตของฝั่ง Wellness เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

 

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ฉายภาพการเติบโตของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยนอกสูงถึง 2,000 – 2,800 คนต่อวัน และผู้ป่วยในประมาณ 300 กว่าคนต่อวัน โดยมีฐานลูกค้าหลักอย่างกลุ่มตะวันออกกลาง ทั้งคูเวตและซาอุดีอาระเบีย และกำลังขยายตลาดใหม่ๆ ล่าสุด เพิ่งเปิดตลาดที่ภูเก็ต สร้างโรงพยาบาลและศูนย์ Wellness ใกล้สนามบิน ปักหมุดให้เป็นศูนย์กลาง Medical & Wellness เนื่องจากมีเที่ยวบินจากต่างประเทศกว่า 40 ประเทศ และกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

 

หนึ่งในฟันเฟืองที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ ‘VitalLife’ ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับพรีเมียมในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถือเป็นผู้บุกเบิกคลินิกชะลอวัย (Anti-aging) แห่งแรกของเอเชีย โดยยึดหลัก ‘Evidence-based Medicine’ หรือการรักษาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับชัดเจน

 

“เราเริ่มมองเห็นว่าแท้จริงแล้ว ‘ความงาม’ กับ ‘การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน’ เป็นเรื่องที่แยกกันไม่ขาด เราจึงผนวก Aesthetic เข้ามาอยู่ภายใต้ VitalLife เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นแค่ศัลยกรรมตกแต่ง ให้กลายเป็นการดูแลสุขภาพเชิงลึกที่ครอบคลุมตั้งแต่มิติด้านร่างกายไปจนถึงรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสมบูรณ์”

 

ตัวเลขรายได้ของ VitalLife ที่แตะระดับ 1,100 ล้านบาทในปี 2024 คือหลักฐานยืนยันว่ากลยุทธ์นี้เดินมาถูกทาง ท่ามกลางมูลค่า Global Wellness Economy ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม Personalized & Beauty ที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 20% หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

 

“สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทย เพราะในอุตสาหกรรม Wellness ของไทยเซกเมนต์ของ Aesthetic ก็ครองส่วนแบ่ง 20% เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่เสริมความแกร่งให้ธุรกิจ Wellness ในระดับภูมิภาค”

 

ความท้าทายของธุรกิจ Wellness ในปัจจุบันคือการก้าวข้ามการดูแลแบบพื้นฐาน สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลสุขภาพเชิงลึก หัวใจสำคัญคือการรวบรวมทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขามาทำงานร่วมกัน

 

“ธุรกิจ Wellness เป็นระบบที่มีองค์ประกอบซับซ้อน ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพหัวใจ สมดุลฮอร์โมน โภชนาการ ไมโครไบโอม ระบบขับถ่าย และระบบการทำงานของร่างกายโดยรวม ทุกองค์ประกอบต้องมีแหล่งที่มาที่รับรองได้ทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัย”

 

นี่คือเหตุผลที่ VitalLife รวบรวมตั้งแต่แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Lifestyle Medicine เพื่อออกแบบโปรแกรมที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ

 

ยิ่งไปกว่านั้นในอนาคต เวลาพูดถึงคำว่า Wellness จะเป็นการหลอมรวมหลากหลายธุรกิจเข้าด้วยกันจนกลายเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเป้าหมายเดียวคือการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านโมเดล Wellness Tourism ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ไปจนถึงอาหารเพื่อสุขภาพ

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ RAKxa (รักษ) ที่บางกระเจ้า ที่ต่างชาติเดินทางมาพักฟื้นและดูแลสุขภาพต่อเนื่อง บางรายเข้าพักนานถึง 3 เดือน ขณะที่การเข้าพัก 1 เดือนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 6

 

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการกระโดดเข้ามาในสมรภูมินี้ ดร.อาทิรัตน์ บอกว่าสิ่งสำคัญคือการหา “จุดต่าง” ของตัวเองให้เจอ และต้องนิยามตัวเองให้ชัดเจนว่าจะเป็น Specialist ในด้านใด เพื่อสร้าง Positioning ที่แข็งแกร่ง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.อาทิรัตน์ บอกว่าสงครามที่ควรเลี่ยงคือ ‘สงครามราคา’ แต่ให้เน้นสร้างคุณค่าที่เหนือกว่าผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

 

“การลดราคาไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน ในธุรกิจสุขภาพและความงาม ‘ความปลอดภัย’ สำคัญกว่า หากลูกค้ามั่นใจว่ามาที่นี่แล้วไม่เกิดผลข้างเคียงรุนแรง นั่นคือการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนทั้งเรื่อง People, Knowledge, Skills และ Technology”

 

ดร.อาทิรัตน์ ยังย้ำว่า ศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการบริการ คือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดประเทศไทย ความอดทนและจิตวิญญาณแห่งการดูแล คือสิ่งที่เทคโนโลยีใดๆ ก็ทดแทนไม่ได้

 

สุดท้ายคือ ทำอย่างไรให้สินค้าและบริการของคุณเป็นสิ่งที่ลูกค้า ‘ขาดไม่ได้’ นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ธุรกิจต้องคิดและออกแบบให้ชัดเจน

 

หากต้องการยกระดับสู่พรีเมียม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้น (Do things better) แต่ต้องปรับ Business Model อย่างจริงจัง คิดใหม่ทั้งระบบว่าเทคโนโลยีจะเข้ามา Transform ธุรกิจได้อย่างไร พร้อมกับออกแบบ Product, Service และ Workflowให้สอดรับกัน

 

โดยเฉพาะในธุรกิจ Aesthetic ที่ AI สามารถวิเคราะห์โครงหน้า สภาพผิว และข้อมูลชีวภาพเพื่อออกแบบ Personalized Treatment Design ที่ดีที่สุด

 

“การสร้างความสามารถในการแข่งขัน คือการเข้าใจจุดแข็งของตนเอง และพัฒนาให้ลึกพอจนกลายเป็นคุณค่าที่แท้จริงในสายตาลูกค้า” ดร.อาทิรัตน์ กล่าว

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 7

 

SAFE Customer: กลยุทธ์สร้างตัวตนที่ชัดเจนจนสร้าง ‘Brand Culture’ ที่แข็งแกร่ง

 

POEM คือแบรนด์แฟชั่นของไทยที่มีลายเซ็นชัดเจนและมี ‘Brand Culture’ ที่แข็งแรง ฌอน-ชวนล ไคสิริ ดีไซน์เนอร์และผู้ก่อตั้ง POEM เล่าว่าก่อนวิกฤตการณ์โควิด19 ภาพลักษณ์ของ POEM คือนิยามของความงามที่สมบูรณ์แบบและเหนือกาลเวลา 

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อแบรนด์ขยายสาขาไปสู่เซี่ยงไฮ้ และเริ่มกลับมาทบทวนตัวเองในปี 2022 ก่อนจะปรับโฉม Brand Communication ใหม่ ชูหัวใจสำคัญเรื่อง ‘Diversity’ และการ ‘Embrace Essence’ เพื่อสื่อสารว่า ความงามที่แท้จริงคือการยอมรับตัวตนที่หลากหลาย ซึ่งได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของผู้คนในยุคปัจจุบัน

 

การขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ POEM Bangkok ในปี 2025 ยังเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น เน้นความร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย และนำกลยุทธ์ CEO Branding มาใช้บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้า

 

ปี 2026 เป็นปีที่ POEM จะฉลองครบรอบ 20 ปี เขากำลังสร้างแนวทางการสื่อสารของแบรนด์ไปที่คำว่า ‘Intentional Living’ หรือการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายและมีความหมาย เพราะเชื่อว่า POEM ไม่ใช่แค่แบรนด์แฟชั่น แต่คือเครื่องมือในการ Empower ผู้คน

 

“เหตุผลที่ลูกค้าเลือก POEM ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์ แต่เขามองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของ ‘การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย’ ของเขา นี่คือความงามที่หยั่งรากลึกกว่าเทรนด์ และเป็นก้าวต่อไปที่มั่นคงของเรา”

 

นั่นเป็นสิ่งที่ณอนเน้นย้ำเสมอว่าการรักษา Brand Identity หรือตัวตนที่ชัดเจนของแบรนด์จะทำให้แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง

 

“Brand Identity ไม่ใช่สิ่งที่เราจะตั้งหน้าตั้งตาค้นหา แต่มันคือสิ่งที่เราจะค่อยๆ ค้นพบระหว่างการทำธุรกิจ หัวใจสำคัญคือการกำหนด Core Identity ให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนจะไปถึงเรื่อง Core Value คุณต้องรู้ก่อนว่า ‘จุดแข็งเฉพาะตัว’ หรือมุมมองที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้ของคุณคืออะไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ คุณสามารถถ่ายทอด ‘ความเชื่อ’ นั้นให้ลูกค้าได้หรือไม่ เมื่อคุณสื่อสารความเชื่อเดิมซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง จะเริ่มมีกลุ่มคนที่มีทัศนคติแบบเดียวกับคุณเดินเข้าหา จนเกิดเป็นรากฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนจากผู้ชมให้กลายเป็นฐานแฟนที่เหนียวแน่น” 

 

ภาพบรรยากาศเวที Thailand Aesthetics Business Forum 2026 จัดโดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ นำเสนอแนวคิดความงามที่ปลอดภัยและการเติบโตธุรกิจอย่างยั่งยืน 8

 

สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ยุคใหม่ต้องระวังที่สุดคือการติดกับดัก ‘กระแสเทรนด์’ จนสูญเสียความเป็นตัวเอง

 

“ในโลกแฟชั่นและความงาม ‘กับดัก’ ที่ใหญ่ที่สุดคือกระแสเทรนด์ โดยเฉพาะยุคที่เราถูกถาโถมด้วยข้อมูลของคู่แข่งจนแยกตัวเองไม่ออก คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณทำเพราะมีแมสเสจอะไรที่อยากสื่อสารจริงๆ และต้องกล้าที่จะสื่อสารในสิ่งที่คุณเห็นต่าง หากคุณพิสูจน์ได้ว่ามุมมองของคุณมีคุณค่า นั่นแหละคือรากฐานของความยั่งยืน”

 

เขายกตัวอย่างใช้แฮชแท็กไวรัลอย่าง #อยากขึ้นยานแม่ต้องแวร์โพเอม ที่หยิบภาษาของแฟนคลับมาใช้ใน Official Account เพื่อสร้างความเป็นกันเองและลดระยะห่าง กลายเป็นรากฐานสำคัญในการสื่อสารแบรนด์ POEM Bangkok ที่ทำได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้แบรนด์ได้คอลแลปกับโปรเจกต์ใหม่ๆ มากขึ้น 

 

“เราไม่ได้มองลูกค้าผ่าน Spending หรือ Loyalty แต่มองผ่านมิติของ ‘Intentional’ ลูกค้าเราคือคนทำงานจริง ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศไปจนถึงผู้บริหาร สิ่งที่จะรักษาเขาไว้ได้คือความชัดเจนและความสม่ำเสมอของแมสเสจ”

 

สำหรับผู้ประกอบการหรือใครที่กำลังสร้างแบรนด์ เขาบอกว่า นอกจากเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ‘การสื่อสารในมิติแห่งศิลปะ’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

“อย่าลืมว่าคุณกำลังสร้างงานศิลปะ คุณต้องเข้าใจว่าความงามในอุดมคติคืออะไร และคุณสามารถพาหรือปั้นลูกค้าให้เข้าใกล้จุดนั้นได้ไหม และจะใช้ความเข้าใจนั้นแนะนำหรือสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร”

 

 

SAFE Finance: เสริมแกร่งการเงิน รับมือทุกวิกฤต พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน

 

พิสิฐ ภาพปัญญาพร (ผู้อำนวยการอาวุโส – การตลาดธุรกิจตลาดเงิน ทีทีบี) ชวนเจาะลึกกลยุทธ์การทำธุรกิจและบริหารเงินในยุคที่อุตสาหกรรมความงามโตแรงแซง GDP ประเทศ

 

ธุรกิจความงามกำลังเป็นดาวรุ่งที่มีแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมลงทุนเพื่อบุคลิกภาพ คาดว่าจะเติบโตได้สูงถึง 5% โดยมีมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงถึง 76,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ประเทศที่โตเพียง  1.6% เติบโตช้าสุดในรอบ 20 ปี

 

“คนไทยใช้จ่ายกับการเข้าคลินิกเสริมความงามสูงถึง 85% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด” แต่การจะอยู่รอดในตลาดนี้ต้อง ‘บริหารเงินให้เป็น’ พิสิฐ เผยพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่าน บัตรเครดิต ทีทีบี พบว่า ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายกว่ามากเมื่อเจอโปรโมชั่น “ผ่อน 0% นาน 6 เดือน หรือ 10 เดือน’ เพราะช่วยให้เขาบริหารกระแสเงินสดได้สบายใจกว่าการลดราคา 5-10% เป็นเงินสด ซึ่งผู้บริโภคจะรู้สึกไม่ต้องจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียว ทำให้ยอดขายของร้านค้าที่มีโปรโมชั่นผ่อน 0% มียอดซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ในฝั่งการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ หากเปลี่ยนมาใช้ Local Currency Solutions ชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นของคู่ค้า จะช่วยลดความผันผวนและอาจได้ส่วนลดพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นทาง

 

ที่น่าสนใจที่สุดคือการลดต้นทุนระบบหลังบ้าน พิสิฐ เน้นย้ำเรื่องการใช้ Digital Platform สำหรับบริหารงานบุคคลผ่าน ttb pay roll ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ ลดต้นทุนระบบหลังบ้านได้ตั้งแต่ 500,000 ถึง 1,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่สามารถนำกลับมาเป็นงบการตลาดเพื่อสู้กับคู่แข่งได้

 

 

นอกจากการวางรากฐานการเงินและสร้างการดูแลสุขภาพการเงินส่วนบุคคลก็สำคัญ รัตตินาถ แจ่มโสภณ (หัวหน้า ผลิตภัณฑ์ธุรกิจตลาดเงินและการตลาดผลิตภัณฑ์การเงิน ทีทีบี) เปรียบการบริหารพอร์ตการลงทุนเหมือนการดูแลสุขภาพกายที่ต้องมองภาพระยะยาวในวันที่เศรษฐกิจผันผวนและโลกการเงินอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง ควรปรับแนวทางการบริหารพอร์ตการลงทุนแบบ ‘Financial Wellness’ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

 

กลยุทธ์สำคัญคือ การลงทุนที่เน้นความปลอดภัยของเงินต้นแต่ยังให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินฝาก โดยเฉพาะการกระจายการลงทุนใน Structure Note (หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง) ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ

 

ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนที่อ้างอิงดอกเบี้ยไทยรวมถึงการใช้บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) เป็นจุดพักเงินเพื่อกระจายความเสี่ยง

 

“ทีทีบี พร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะช่วยบริหารทั้งพอร์ตธุรกิจและพอร์ตส่วนตัวของคุณให้เติบโตไปพร้อมกัน ไฮไลท์สำคัญคือ เอกสิทธิ์ระดับสูงสุดกับบัตร ttb reserve ที่ออกแบบสิทธิประโยชน์จากอินไซต์ของกลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจ ด้วยคอนเซปต์ Earn Fast – Burn Smart – Spend Wise ที่ให้คะแนนสะสมเร็วและแลกไมล์ได้คุ้มค่าที่สุด ฟรีค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศ 2.5% (FX Rate) มาพร้อมสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมหมวดหมู่ยอดฮิตอย่าง Dining และ Wellness  

 

“บัตร ttb reserve ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมสภาพคล่องที่คุ้มค่าสำหรับเจ้าของธุรกิจ ทั้งในแง่ของการสะสมคะแนนจากยอดใช้จ่ายทางธุรกิจ
การลดต้นทุนเมื่อต้องใช้จ่ายต่างประเทศ และการเชื่อมต่อกับพอร์ตการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว”

 

องค์ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำชัดเจนว่า ‘ความงามที่ยั่งยืน’ และ การพา ‘ธุรกิจความงามให้เติบโตอย่างยั่งยืน’ ต้องเริ่มต้นจากรากฐานสำคัญนั่นคือ ‘ความปลอดภัย’

 

โดยเฉพาะในวันที่เศรษฐกิจผันผวน เทรนด์เปลี่ยนเร็ว และผู้บริโภคฉลาดเลือกมากขึ้น ธุรกิจที่จะอยู่รอดและเติบโตอย่างมั่นคงจะเป็นธุรกิจที่ทำให้ลูกค้า ‘มั่นใจและรู้สึกปลอดภัย’ ได้มากที่สุด 

The post สรุปแนวทางสร้าง ‘ความงามที่ปลอดภัย’ พาธุรกิจรอดทุกวิกฤต จากเวที ‘Thailand Aesthetics Business Forum 2026’ โดย เมิร์ซ เอสเธติกส์ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยเบื้องหลังการเปลี่ยน “ยูนิฟอร์ม” ที่มากกว่าเปลี่ยนชุด แต่เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/uniform-bumrungrad-international-hospital/ Mon, 27 Oct 2025 04:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1133439 uniform Bumrungrad International Hospita

“ชุดยูนิฟอร์ม” ในมุมมองทั่วไปก็คือ ชุดที่แสดงว่าทำหน้าท […]

The post เผยเบื้องหลังการเปลี่ยน “ยูนิฟอร์ม” ที่มากกว่าเปลี่ยนชุด แต่เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
uniform Bumrungrad International Hospita

“ชุดยูนิฟอร์ม” ในมุมมองทั่วไปก็คือ ชุดที่แสดงว่าทำหน้าที่อะไรในองค์กรอะไร ดูจะไม่ได้มีความหมายมากกว่า แต่นั่นไม่ใช่ในสายตาขององค์กรแนวหน้าทางการแพทย์ไทยอย่าง “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” เพราะแท้จริงแล้วมันคือ “สัญลักษณ์” ขององค์กร และ “ตัวตน” ของบุคคลที่สวมใส่ และการเปลี่ยนแปลงยังสร้างความหมายและอิมแพ็กต์ให้กับองค์กรและบุคลากรได้มากกว่าที่คิด 

 

THE STANDARD ได้รับโอกาสร่วมเจาะลึกความหมายที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มของบุคลากรของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กับ 2 ผู้บริหารอย่าง นภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer และ ภัทรพงศ์ กาฬภักดี Chief Administrative Officer of Ancillary Services, Cancer Center, HIM & HR ที่มาเผยความหมายและสัญญะที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ 

 

การเปลี่ยนยูนิฟอร์มที่มากกว่าแค่การเปลี่ยนยูนิฟอร์ม 

 

อุตสาหกรรมการแพทย์กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งจากเทคโนโลยีดิจิทัล การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และความคาดหวังของผู้ป่วยที่สูงขึ้นทุกวัน โรงพยาบาลชั้นนำไม่อาจยึดติดอยู่กับวิธีการเดิมได้อีกต่อไป 

 

สำหรับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ การเปลี่ยนผ่านเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นแม้กระทั่งใน “สิ่งเล็กที่สุด” ที่คนภายนอกอาจมองข้าม “ชุดยูนิฟอร์มของบุคลากร” 

 

“ธุรกิจโรงพยาบาลก็เหมือนธุรกิจทั่วไปที่ต้องมีวิวัฒนาการ ต้องปรับตัวอยู่เสมอ” นภัส เปาโรหิตย์ กล่าว 

 

นภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

นภัส เปาโรหิตย์ 

Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

 

นภัสเล่าว่า ในอดีตโรงพยาบาลจะเปลี่ยนยูนิฟอร์มทุก 5 ปีโดยประมาณ แต่ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็วขึ้น การเปลี่ยนแปลงรอบนี้จึงไม่ใช่แค่ “การอัปเดตลุค” แต่เป็นการรีดีไซน์ตัวตนขององค์กรทั้งระบบ “โลกการแพทย์วันนี้ไม่ได้วัดกันที่เครื่องมือหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวิธีคิด วิธีทำงาน และประสบการณ์ที่ผู้ป่วยรู้สึกได้ ผู้ป่วยยุคนี้อยากเข้ามาในพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และร่วมสมัย เพราะฉะนั้นการดูแลผู้ป่วยไม่ใช่แค่เรื่องการรักษา แต่คือภาพรวมของทุกสิ่งที่พวกเขาเห็นและสัมผัส ตั้งแต่ก้าวแรก” 

 

โครงการปรับเปลี่ยนยูนิฟอร์มจึงถือเป็น “หมุดหมาย” สำคัญของบำรุงราษฎร์ในช่วงการปรับตัวครั้งใหม่ขององค์กร เป็นการ “เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน” ผ่านสิ่งที่ทุกคนต้องสวมใส่ในทุกวัน 

 

สร้าง Pride และ Sense of Belonging ในองค์กร 

 

แม้การเปลี่ยนแปลงชุดยูนิฟอร์มจะมีขึ้นในทุก ๆ 5 ปี แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจไม่ได้คำนึงถึงมุมของคนที่สวมใส่ในมุมมองคุณค่าทางจิตใจ ประกอบกับสิ่งที่ผู้ได้รับบริการหรือผู้ป่วย อินไซต์จากสองฝ่ายจึงนำมารวมกัน 

 

เมื่อเจาะลึกไปฝั่งของผู้สวมใส่ ทั้ง 2 ผู้บริหารมองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ เป็นการสร้างความมั่นใจ และความภูมิใจของบุคลากร ในมุมมองของฝ่ายทรัพยากรบุคคล เครื่องแบบใหม่นี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญ  

 

เนื่องจากพนักงานผู้ให้บริการของโรงพยาบาลกว่า 85% เป็น Generation Y และ Generation Z (รวมกัน) จึงต้องมีเครื่องแบบที่ดูล้ำสมัยและทันสมัย ช่วยให้พนักงานมีความภาคภูมิใจและมั่นใจในการทำงาน และอยากที่จะมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับผู้รับบริการ  

 

Function Meets Fashion การออกแบบที่ทำความเข้าใจ “ผู้สวมใส่” 

 

เบื้องหลังยูนิฟอร์มใหม่ไม่ได้เริ่มจากการเลือกแบบ แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่า 

“พนักงานของเราทำงานอย่างไรในแต่ละวัน?” 

 

ทีมงานจึงเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่สำรวจจริง ทั้งในห้องฉุกเฉิน ห้องตรวจผู้ป่วย ห้องปฏิบัติการ และจุดบริการหน้าฟรอนต์ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของบุคลากรทุกตำแหน่ง ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน 

 

“เราอยากให้พนักงานรู้สึกภูมิใจเวลาสวมยูนิฟอร์ม เพราะมันสะท้อนความเป็นมืออาชีพและความมั่นใจของเขาเอง” ภัทรพงศ์ กาฬภักดี กล่าว 

 

ภัทรพงศ์ กาฬภักดี Chief Administrative Officer of Ancillary Services, Cancer Center, HIM & HR โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภัทรพงศ์ กาฬภักดี 

Chief Administrative Officer of Ancillary Services, 

Cancer Center, HIM & HR โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

 

จากความเข้าใจนี้จึงเกิดแนวคิดหลักของโครงการ “Where Function Meets Fashion” หรือการออกแบบที่ผสมผสาน ฟังก์ชันการทำงานจริง เข้ากับ แฟชั่นร่วมสมัย เพื่อให้บุคลากรทุกคนสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว และในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีที่ได้สวมใส่ 

 

แก่นแท้ของคอนเซปต์ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ Simplicity, Function และ Fashion เน้นความ Simplicity เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนทั้งต่อผู้สวมใส่และผู้รับบริการที่มองเข้ามา นอกจากนี้ ชุดต้องมีความร่วมสมัยเพื่อให้สามารถใช้งานได้ยาวนาน 

 

ความร่วมมือกับดีไซเนอร์ไทยระดับโลก 

 

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ร่วมมือกับบริษัทออกแบบมืออาชีพอย่าง FN หรือ “Flynow” ที่มีประสบการณ์ในระดับแฟชั่นแบรนด์อย่างการมีผลงานบน London Fashion Week เพื่อทำให้ยูนิฟอร์มใหม่กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “องค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง” 

 

“เราเลือกผู้ที่ตอบโจทย์เราได้ดีที่สุด มีการทำการบ้านมาอย่างดี และนำเสนอผลงานที่สวยงาม ทันสมัย สามารถใช้งานได้ในระยะยาว FN คือผู้ที่ตอบโจทย์เราได้ดีที่สุด” 

 

FN ถูกเลือกเนื่องจากเป็นเจ้าเดียวที่กล้าคิดนอกกรอบ โดยการนำแนวคิดของชุด สปอร์ต และชุดออกกำลังกายมาผนวกเข้ากับชุดบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการสร้าง New Concept ของชุด Healthcare Uniform 

 

Function Meets Fashion การร่วมงานกันของ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ Flynow

Function Meets Fashion

การร่วมงานกันของ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ Flynow

 

“สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ FN คือการคิดนอกกรอบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกของแฟชั่นไร้ขอบเขตและรูปแบบ การนำผ้าพลีทมาใช้ไม่เพียงแต่เข้ากับฟังก์ชันการทำงาน แต่ยังตอบโจทย์ด้านการใช้งานและการบำรุงรักษา สุดท้ายคือเรื่องของวัตถุดิบที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้บริษัทที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกับบำรุงราษฎร์ ซึ่งปรารถนาจะเป็นที่หนึ่งและต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ” 

 

“เรามองว่ายูนิฟอร์มของ Health Care ของบำรุงราษฎร์จะเป็นผู้บุกเบิกในการนำแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ อีกทั้งเราไม่ต้องการให้ยูนิฟอร์มของเราเป็นเพียง “ยูนิฟอร์มอีกแบบหนึ่ง” นภัส กล่าว 

 

หนึ่งในดีไซน์ที่โดดเด่นที่สุด คือการนำ ผ้าพลีท (Pleats) มาใช้ในบางชุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการเครื่องแบบทางการแพทย์ของไทย “ตอนแรกไม่มีใครคิดว่าพลีทจะใช้ได้ในโรงพยาบาล แต่เราลองแล้วพบว่ามันตอบโจทย์ทั้งความคล่องตัวและความมั่นใจในการทำงาน มันทั้งสวยและมีเหตุผลในเวลาเดียวกัน” ภัทรพงศ์ กล่าว 

 

เปลี่ยนยูนิฟอร์มเพื่อทำลายลำดับชั้นและสร้างความเท่าเทียม 

  

ภาพลักษณ์ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนไปหลังการเปลี่ยนยูนิฟอร์มของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ แต่ยังรวมไปถึง “การจัดระเบียบ” วัฒนธรรมองค์กรใหม่ในเรื่องลำดับขั้นและการสร้างความเท่าเทียม โดยเฉพาะในกลุ่มพยาบาล ซึ่งเดิมเคยมีชุดหลากหลายรูปแบบตามตำแหน่งและระดับอาวุโส 

 

“ต้นทุนของยูนิฟอร์มไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง แต่ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันของงาน 

เราอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองคือส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าคุณจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สนับสนุน” นภัส กล่าว 

 

“I’m helping send a man to the moon” หนึ่งในความตั้งใจของการรียูนิฟอร์มครั้ง

“I’m helping send a man to the moon”

หนึ่งในความตั้งใจของการรียูนิฟอร์มครั้ง

 

แนวคิดนี้สอดคล้องกับค่านิยมหลักขององค์กรเรื่อง Inclusion & Equality ที่บำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด 

 

“เราอยากให้พนักงานทุกคนรู้สึกเหมือนภารโรงของ NASA ที่ตอบว่า “I’m helping send a man to the moon” ทุกคนมีส่วนร่วมในภารกิจเดียวกันคือ การส่งมอบการดูแลที่ดีที่สุดให้ผู้ป่วย” นภัส กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะลดความหลากหลายของแบบ แต่บำรุงราษฎร์ยังคงรักษา “ภาษาสี” เพื่อแสดงฟังก์ชันงานแต่ละกลุ่มไว้ได้อย่างมีระบบ ไม่ใช่เพียงเพื่อแยกบทบาท แต่เพื่อสร้างการจดจำและความเป็นหนึ่งเดียวของแบรนด์ 

 

  • สีขาว: พยาบาลวิชาชีพ สื่อถึงความเชื่อมั่นและมาตรฐานระดับสากล 
  • สีฟ้า: Critical Care สื่อถึงความมั่นคงและสมาธิ 
  • สีน้ำตาล: ผู้ช่วยพยาบาล สื่อถึงความอบอุ่นและความไว้วางใจ 
  • สีเขียว: Front Service สื่อถึงพลังบวกและความสดชื่นของ Wellness 

 

การใช้สีอย่างมีระบบช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจบทบาทของบุคลากรได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างความรู้สึกถึงทีมที่แข็งแกร่งและสอดคล้องในทุกจุดสัมผัส (Touchpoint) นับตั้งแต่การต้อนรับที่ล็อบบี้ ไปจนถึงห้องพักผู้ป่วย 

 

มากกว่าความงาม คือ มาตรฐานใหม่ของวงการโรงพยาบาล 

 

นอกจาก Fashion ความงามที่ทำให้ผู้สวมใส่ภาคภูมิใจและได้แสดงออกตัวตนผ่านชุดยูนิฟอร์มแล้ว รายละเอียดในด้าน Function ก็ยังเป็นอีกปัจจัยหลักของชุดยูนิฟอร์มใหม่นี้ 

 

ทุกชุดผ่านการออกแบบและทดสอบด้วยมาตรฐานเดียวกับชุดปฏิบัติงานทางการแพทย์สากล เช่น 

 

  • Anti-bacteria / Anti-fungal ป้องกันเชื้อโรคและลดการสะสมของแบคทีเรีย 
  • Hygiene Barrier ป้องกันการสัมผัสระหว่างผิวผ้ากับผู้ป่วย 
  • Quick Dry / No Iron แห้งเร็ว ไม่ต้องรีด ลดการใช้พลังงาน 
  • Long-lasting Fiber ยืดอายุการใช้งาน ลดจำนวนชุดที่ต้องผลิต 

 

โดยทั้งหมดเกิดขึ้นจาก 3 เส้นใยที่ถูกนำไปบรรจุในชุดยูนิฟอร์มใหม่ 

 

  1. Syntrel® (Moisture Management Fiber) เส้นใยนี้ระบายความชื้นได้ดี ทำให้รู้สึกแห้งสบาย เหมาะสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ระบายอากาศดี ไม่อับชื้น แห้งเร็ว ไม่ต้องรีด ช่วยรักษาความสะอาดและสุขอนามัย 
  2. Endurance™ (Stretch & Shape Retention Fiber) เส้นใยยืดหยุ่นสูง คืนรูปได้เอง ไม่ยับ ไม่เสียทรง เหมาะกับบุคลากรที่ต้องเคลื่อนไหวบ่อย เช่น พยาบาล ช่วยให้คล่องตัวและชุดเรียบร้อยตลอดวัน 
  3. Hygitex™ (Anti-Bacterial Protection Fiber) เส้นใยนาโนเคลือบสารป้องกันแบคทีเรีย ช่วยลดเชื้อโรค กลิ่นไม่พึงประสงค์ เหมาะสำหรับโรงพยาบาลที่เน้นสุขอนามัย เสริมภาพลักษณ์ความปลอดภัย 

 

“เราออกแบบโดยคิดถึงความปลอดภัยและความสะดวกของผู้ปฏิบัติงานไปพร้อมกัน พยาบาลต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ต้องก้มตัว ต้องสัมผัสผู้ป่วย เพราะฉะนั้นทุกตะเข็บ ทุกส่วนของผ้า ต้องไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยและตัวผู้สวมใส่เอง” ภัทรพงศ์ กล่าว 

 

การออกแบบที่คำนึงถึงอินไซต์ของผู้ป่วยและผู้ให้บริการ

การออกแบบที่คำนึงถึงอินไซต์ของผู้ป่วยและผู้ให้บริการ

 

นอกจากนี้ แนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) ยังขยายไปสู่ “ระบบนิเวศของการใช้งาน” ทั้งการใช้ผ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบกระบวนการซักรีด การลดขั้นตอนการรีด และการยืดอายุการใช้งานของชุด เพื่อให้พนักงานทำงานได้ง่ายขึ้น และองค์กรใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าที่สุด 

 

วิสัยทัศน์ใหม่ขององค์กร From Healthcare to Health Span 

 

หากกล่าวโดยภาพรวม การเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของวิสัยทัศน์องค์กรเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จาก “โรงพยาบาล” ที่เน้นการรักษาโรค ไปสู่ “องค์กรสุขภาพ” ที่เน้นการดูแลชีวิตระยะยาว หรือที่รู้จักในชื่อว่า Longevity

 

“เรากำลัง Reinvent ตัวเองจากองค์กรที่รักษาโรค ไปสู่องค์กรที่ดูแลชีวิต เป้าหมายของเราคือ Longevity และ Healthspan หรือการช่วยให้คนมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ภัทรพงศ์ กล่าว

 

ในมิติของการบริหารจัดการ บำรุงราษฎร์ลงทุนในระบบ AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงทำนาย (Predictive Analytics) ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น พร้อมทั้งเริ่มนำแนวคิด AI-assisted Screening มาใช้ในงานวินิจฉัยภาพทางการแพทย์

 

“เราศึกษาและใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้แพทย์และทีมดูแลทำงานได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และมีเวลาอยู่กับผู้ป่วยมากขึ้น นี่คือการ Reinvent ที่เริ่มจากภายใน และขยายสู่ระบบทั้งหมด” นภัส กล่าว

 

ยูนิฟอร์มจึงกลายเป็นหนึ่งใน “สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน” ที่โรงพยาบาลต้องการสื่อให้โลกเห็นว่า องค์กรนี้กำลังเดินหน้าสู่อนาคตที่ผสมผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และมนุษยธรรมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

 

“อยากให้มองว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยูนิฟอร์มธรรมดา ๆ แต่เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์บางอย่าง การแสดงถึงวิธีคิดของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ว่าในที่สุดแล้วเรายึดมั่นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา การก้าวให้ทันโลกตลอดเวลา หรือบางทีเราอาจก้าวนำทางที่คนอื่นเดินตาม” นภัส กล่าว

 

“เราไม่อยากให้ยูนิฟอร์มของเราเป็นเพียงอีกหนึ่งชุดธรรมดา ๆ ยูนิฟอร์มที่นำเสนอมานั้น มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่จะอธิบายตัวตนของเราได้ เราไม่อยากให้พนักงานแต่งกายแบบโรงพยาบาล 30 ปีที่แล้ว เรามองว่ามันสามารถผ่อนคลายขึ้นได้ มีความล้ำสมัยกว่าภาพที่เราคุ้นเคย แรงขับเคลื่อนภายในนี่แหละคือแบรนด์ มันต้องสร้างและระเบิดออกมาจากตัวตนภายใน แล้วขยายไปสู่ภายนอก ในขณะเดียวกันก็มี Interaction โต้ตอบกันระหว่างภายในและภายนอก” 

 

คำกล่าวนี้เป็นการตอกย้ำในการเปลี่ยนผ่านสิ่งเล็ก ๆ แต่สร้างสารที่ยิ่งใหญ่ในการสื่อสารออกไปให้คนภายนอกได้เห็นและยอมรับในสิ่งที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กำลังทำออกมา และเพราะ “คน” คือหัวใจของการให้บริการทุกขั้นตอน ทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ การออกแบบใด ๆ จึงต้องเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าของผู้ให้บริการก่อนเสมอ

 

“พนักงานของเราจะทำงานได้อย่างไร จะส่งมอบความปลอดภัยในการรักษาได้อย่างไร ให้เขามีความภาคภูมิใจและรู้สึกมั่นใจ ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงเป็นหนึ่งมุมมองที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญ” ภัทรพงศ์ กล่าว

 

“หัวใจหนึ่งในการให้บริการก็คือผู้ให้บริการนั่นเอง เราอยากจะมีความจริงใจให้กับเขาด้วยว่าเราอยากส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เขา เพื่อเขาจะมีความมั่นใจที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้รับบริการ และเราไม่ได้อยากให้คนชอบเพราะว่ามันถูกออกแบบโดยแบรนด์ดัง แต่ให้คนชอบเพราะว่านี่คือตำนานใหม่ของยูนิฟอร์มของ Healthcare เราไม่ได้เลือกเจ้าที่ถูกที่สุด เราเลือกเจ้าที่ใช่ที่สุด” 

 

ทั้ง 2 คนได้กล่าวปิดท้ายอย่างมุ่งมั่นถึงอีกหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่สำคัญต่อภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่พร้อมจะขึ้นสู่เป็นโรงพยาบาลที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด และพร้อมดูแลผู้ที่มารับการรักษาอย่างเต็มศักยภาพ

 

“พนักงานรับรู้ได้ว่าจริง ๆ เราก็หาสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาโดยผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเราจะส่งมอบความเป็นแฟชั่นกับยูนิฟอร์มมันก็ต้องไปให้สุด เรามองความเรียบง่ายมาก ๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกของความซับซ้อนจะทำให้เกิดความสับสน ไม่ว่าจะเป็นผู้สวมใส่หรือผู้รับบริการที่มองเข้ามา นอกจากนี้ ต้นทุนของยูนิฟอร์มไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันที่เขาทำมากกว่า ด้วยเหตุนี้ทุกคนจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการ เราเองก็อยากเป็นส่วนช่วยให้พนักงานมีความมั่นใจมากขึ้น และอยากที่จะบริการที่ดีที่สุดให้กับผู้รับบริการ” ภัทรพงศ์ กล่าว

 

“เราคือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เราไม่เคยพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ เราไม่เคยพอใจในสิ่งที่เราทำสำเร็จหรือสิ่งที่เราบรรลุไปแล้ว แต่เราเป็นโรงพยาบาลที่รู้ว่าเราต้อง Reinvent ตัวเองตลอดเวลา ต้องก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา ยูนิฟอร์มก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่สะท้อนถึงความต้องการก้าวไปข้างหน้านี้ เราหวังว่าคนอื่นจะตีความได้ว่านี่คือความเป็นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คือความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา คือความพยายามเสนอสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา เป็นแบบอย่างของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง Simple และใช้งานได้จริง” นภัส กล่าวปิดท้าย

 

หนึ่งในภารกิจการยกระดับของ “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์”

หนึ่งในภารกิจการยกระดับของ “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์”

 

นี่คือภาพลักษณ์ใหม่ที่ “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์” ต้องการสื่อสารและนำเสนอให้ประเทศไทย หรืออาจจะรวมถึงทั้งโลกให้รับรู้ ว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลที่เปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มใหม่ แต่คือ “การที่องค์กรที่ Reinvent ตัวเองจากภายใน” เพื่อมอบความมั่นใจให้กับผู้ให้บริการ และมอบคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้รับบริการ ทั้งในวันนี้และในอนาคต

The post เผยเบื้องหลังการเปลี่ยน “ยูนิฟอร์ม” ที่มากกว่าเปลี่ยนชุด แต่เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘บำรุงราษฎร์’ ใช้ AI + Cloud ปั้น รพ. อัจฉริยะ ยกระดับสู่การรักษาแบบป้องกัน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/bumrungrad-ai-and-cloud-aws/ Wed, 10 Sep 2025 10:05:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1117885

ซีรีส์ CLOUDSCAPE เอพิโสดนี้ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน พาไปเย […]

The post ชมคลิป: ‘บำรุงราษฎร์’ ใช้ AI + Cloud ปั้น รพ. อัจฉริยะ ยกระดับสู่การรักษาแบบป้องกัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีรีส์ CLOUDSCAPE เอพิโสดนี้ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน พาไปเยือนโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่กำลังยกระดับตัวเองอย่างต่อเนื่องไปสู่โรงพยาบาลอัจฉริยะ พร้อมพูดคุยกับแขกรับเชิญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่มาแบ่งปันแนวทางของการนำเทคโนโลยี AI และ Cloud มายกระดับการรักษา และช่วยให้อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ไทยก้าวไปสู่ระดับโลก

 

ซีรีส์ CLOUDSCAPE สนับสนุนโดย Amazon Web Services ภายหลังการเปิดตัว AWS Region เอเชียแปซิฟิก (Thailand) ด้วยแผนลงทุนกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรในประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://go.aws/thailand

 

[ADVERTORIAL]

The post ชมคลิป: ‘บำรุงราษฎร์’ ใช้ AI + Cloud ปั้น รพ. อัจฉริยะ ยกระดับสู่การรักษาแบบป้องกัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาหุ้น BH ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 2 แสนล้านบาท แรงหนุนจากลูกค้าชาวอาหรับแห่เข้ารับบริการ https://thestandard.co/bh-stock-price-hits-new-record-high/ Thu, 17 Aug 2023 08:17:43 +0000 https://thestandard.co/?p=830395 หุ้น BH

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) พุ […]

The post ราคาหุ้น BH ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 2 แสนล้านบาท แรงหนุนจากลูกค้าชาวอาหรับแห่เข้ารับบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น BH

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) พุ่งแตะระดับ 266 บาท ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท และเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปี ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.1 แสนล้านบาท โดยสถิติราคาสูงสุดเดิมเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ที่ระดับ 260 บาท 

 

ราคาหุ้นของ BH พลิกกลับมาเป็นขาขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 ก่อนที่กำไรของโรงพยาบาลจะเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังโควิดเมื่อปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 4.9 พันล้านบาท ขณะที่กำไรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ทำได้ 3.3 พันล้านบาท สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 

 

บล.กรุงศรี พัฒนสิน ระบุว่า กำไรของ BH มีแนวโน้มแข็งแกร่งหนุนจากอุปสงค์คงค้างจำนวนมากของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง และการปรับขึ้นราคา 6.6% ขณะเดียวกัน BH ได้รับการตอบรับที่ดีจากการเปิดให้บริการใหม่ และการจัดโปรโมชันของศูนย์โรคเฉพาะทาง 3 แห่ง 

 

ด้วยกำไรไตรมาส 2 ที่ทำได้สูงกว่าคาด ทำให้ บล.กรุงศรี พัฒนสิน ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 14% เป็น 6.7 พันล้านบาท ส่วนปีหน้าปรับขึ้น 15% เป็น 7.2 พันล้านบาท และปี 2568 ปรับขึ้น 16% เป็น 7.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า Consensus 15%

 

ล่าสุด BH จะขยายฐานลูกค้าใน 10 ประเทศใหม่ และเพิ่มสำนักงานส่งต่อผู้ป่วยเป็น 83 แห่ง จาก 55-60 แห่ง ก่อนโควิดระบาด ครอบคลุม 47 ประเทศ นอกจากนี้ เรายังคาดว่าบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากลูกค้าจีน หลังจากรัฐบาลจีนผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกประเทศ และคาดว่าผู้ป่วยเมียนมาจะเพิ่มขึ้นหลังจากมีการผ่อนคลายข้อจำกัดในการออกวีซ่าและหนังสือเดินทาง

 

นอกจากนี้ BH จะเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยเป็น 497 เตียง ในไตรมาส 3 ปีนี้ และ 506 เตียงในไตรมาส 4 จากเดิม 471 เตียงในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยมีอัตราการครองเตียง 80% เพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และจะเพิ่มจำนวนเตียงที่สุขุมวิทซอย 1 อีก 59 เตียง ภายในปลายปี 2567 หรือกลางปี 2568

 

ผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่องของ BH หลังผ่านวิกฤตโควิด ทำให้ราคาหุ้น BH เป็นหุ้นในกลุ่มการแพทย์ที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในปีนี้ราว 20% รองจากหุ้น บมจ.โรงพยาบาลมหาชัย (M-CHAI) ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่มกว่า 130% 

 

ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ จากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตเป็นเลขสองหลักอยู่ระหว่าง 23-47% ปัจจัยหนุนการเติบโตคือ คนไข้ต่างชาติเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง และขยายตลาดใหม่ เช่น รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง รวมถึงอินเดีย รวมทั้งรายได้จากโรคซับซ้อนมากขึ้น และการปรับขึ้นค่าบริการ รวมทั้งการขยายจำนวนเตียง

 

นอกจากนี้ การเปิดโรงพยาบาลใหม่ที่ภูเก็ตหนุนการเติบโตในระยะยาว เป็นโรงพยาบาลขนาด 150 เตียง ใช้เงินลงทุน 4.3 พันล้านบาท ปัจจุบันได้ซื้อที่ดินแล้ว กำลังรอการอนุมัติ EIA คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ปี 2568

The post ราคาหุ้น BH ทำสถิติสูงสุดใหม่ ดันมูลค่าบริษัททะลุ 2 แสนล้านบาท แรงหนุนจากลูกค้าชาวอาหรับแห่เข้ารับบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเวทีเสวนาเทรนด์เวชศาสตร์จีโนม คืนชีพแมมมอธ อ่าน DNA ทารก และวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ https://thestandard.co/bumrungrad-seminar-on-genome-medicine/ Thu, 10 Aug 2023 09:11:06 +0000 https://thestandard.co/?p=827855 บำรุงราษฎร์ จีโนม

การแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics Medicine) หรือ เวชศาสตร์จีโ […]

The post รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเวทีเสวนาเทรนด์เวชศาสตร์จีโนม คืนชีพแมมมอธ อ่าน DNA ทารก และวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บำรุงราษฎร์ จีโนม

การแพทย์จีโนมิกส์ (Genomics Medicine) หรือ เวชศาสตร์จีโนม คือโฉมหน้าใหม่ของเทคโนโลยีทางการแพทย์ทั่วโลก โดยเป็นการบูรณาการวิทยาศาสตร์หลากแขนงทั้งจากพันธุศาสตร์ ชีววิทยา และการแพทย์เข้าด้วยกัน มุ่งเน้นการศึกษาและวิเคราะห์ DNA ที่ปรากฏในเซลล์และโครโมโซมของสิ่งมีชีวิต กลายเป็นคลื่นเมกะเทรนด์ใหญ่ระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ เนื่องจากศักยภาพในการสร้างมูลค่าและคุณค่าในหลายมิติ

 

วานนี้ (9 สิงหาคม) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เปิดเวทีระดมผู้นำเทรนด์ด้าน Genomics ระดับโลกไว้ที่งานสัมมนาวิชาการเวชศาสตร์จีโนม ภายใต้หัวข้อ ‘หนทางสู่ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี’ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในไทยที่มีการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์จีโนมใหม่ๆ โดยศาสตราจารย์ชั้นนำระดับโลก 4 ท่าน จากสถาบันที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา

 

ดร.จอร์จ เชิร์ช ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ขึ้นบรรยายในหัวข้อ ความพยายามและเทคโนโลยีด้านการฟื้นพันธุ์หรือการลบล้างการสูญพันธุ์ (De-Extinction Efforts and Technologies) ด้วยเทคโนโลยีพันธุศาสตร์ Genomics ถอดรหัสพันธุกรรมของช้างแมมมอธขนยาว แล้วนำไปใส่ในพันธุกรรมของช้างเอเชีย เพื่อสร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะทางชีวภาพคล้ายคลึงช้างแมมมอธ มีขนหนาขึ้น มีใบหูที่เล็กลง และทนความหนาวเย็นได้ดีขึ้น แถมยังสามารถทำให้งาช้างสั้นลงเพื่อป้องกันปัญหาการล่างาช้างได้อีกด้วย โดยลูกผสมระหว่างช้างและแมมมอธอาจมีชื่อว่า ‘Elemoth’ หรือ ‘Mammophant’

 

ความพยายามฟื้นคืนและปล่อยช้างแมมมอธที่ทนความหนาวเย็นได้ให้กลับเข้าไปในพื้นที่เขตทุนดรา อาร์กติก บริเวณขั้วโลกเหนืออีกครั้งของโครงการ Colossal นั้น เป็นไปด้วยเหตุผลหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการพยายามฟื้นคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศ และช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกรวน (Climate Change)

 

ในหัวข้อที่สอง ดร.โรเบิร์ต ซี. กรีน ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ (พันธุศาสตร์) Birgham and Woman’s Hospital and Harvard Medical School ขึ้นบรรยายต่อเรื่อง Newborn Whole Genome Sequencing หรือการอ่านลำดับ DNA ของทารกแรกเกิด เทคโนโลยีสุดล้ำที่ใช้อ่านรหัสพันธุกรรมและโครโมโซมทั้งหมดที่อยู่ในเซลล์ของทารก

 

ดร.โรเบิร์ต พยายามศึกษาและวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมทั้งหมดในเด็กแรกเกิดอย่างละเอียด เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่อาจก่อให้เกิดโรคในอนาคตตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของชีวิต 

 

ดร.โรเบิร์ต เปิดเผยข้อมูลจากโครงการ The BabySeq Project ว่า ในสหรัฐอเมริกามีเด็กราว 10.8 ล้านคนที่เป็นโรคทางพันธุกรรม แต่กลับกลายเป็นว่าเด็ก 98% ไม่ได้รับการระบุวินิจฉัยโรคตั้งแต่แรกเกิด

 

เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing) นี้ จึงปูทางให้เกิดการวางแผนการดูแลสุขภาพของทารกตั้งแต่แรกเริ่ม และใช้ข้อมูลพันธุกรรมจำเพาะบุคคลเพื่อป้องกันโรค ถือเป็นก้าวสำคัญของความก้าวหน้าทางการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine)

 

ดร.คริสโตเฟอร์ อี. เมสัน ศาสตราจารย์ด้านจีโนมิกส์ สรีรวิทยา และชีวฟิสิกส์ ที่ Weill Cornell Medicine ให้การบรรยายต่อในหัวข้อ การบำบัดไมโครไบโอมที่อาศัย Metagenomics เป็นหลัก เพื่อสุขภาพทางเดินอาหาร (Metagenomics-Guided Microbiome Therapies for GI Health) กล่าวคือ การวิเคราะห์และตรวจสอบเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในลำไส้ของผู้ป่วย ด้วยเทคนิคเมตาจีโนมิกส์ (Metagenomics) เพื่อช่วยในการพัฒนาและการรักษาที่เกี่ยวกับระบบลำไส้ (GI Health) หรือระบบทางเดินอาหารในร่างกาย ทำให้รู้แนวทางในการรักษาและปรับสภาพของระบบลำไส้ ช่วยลดอาการของโรคทางเดินอาหาร ป้องกันโรคต่างๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพทางเดินอาหารในระยะยาว 

 

ดร.จีวุน ปาร์ค นักวิจัยปริญญาเอกสาขาสรีรวิทยา ชีวฟิสิกส์ และชีววิทยาระบบ ที่ Weill Cornell Graduate School ขึ้นเวทีพูดต่อในประเด็นเรื่อง การบูรณาการ Spatial Omics กับ Multi-Omics (Spatial Omics และ Multi-Omics Integration) เป็นสองกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรม (Omics Data) ของเซลล์และเนื้อเยื่อในมิติที่แตกต่างกัน มุ่งเน้นการทำความเข้าใจความซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตในมิติของพันธุกรรมและโปรตีนอย่างละเอียด เป็นศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาการแพทย์และการรักษาโรคเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ให้มีความเป็นไปได้สูงขึ้น

 

งานเสวนาครั้งนี้นับเป็นอีกเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนวงการแพทย์ไทย จากการต่อยอดองค์ความรู้ด้านจีโนมิกส์ สู่การพัฒนาด้านเวชศาสตร์การป้องกัน รวมถึงการวินิจฉัยและการรักษาที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

 

อ้างอิง:

The post รพ.บำรุงราษฎร์ เปิดเวทีเสวนาเทรนด์เวชศาสตร์จีโนม คืนชีพแมมมอธ อ่าน DNA ทารก และวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขบวนพาเหรด ปาร์ตี้ และ Pride Clinics กลยุทธ์ใหม่ของไทยในการดึงดูดตลาดการท่องเที่ยว LGBTQIA+ มูลค่า 6.9 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/pride-clinics-thailand-strategy-attract-lgbtqia-travel-market/ Mon, 12 Jun 2023 04:27:26 +0000 https://thestandard.co/?p=801966 LGBTQIA+

ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว L […]

The post ขบวนพาเหรด ปาร์ตี้ และ Pride Clinics กลยุทธ์ใหม่ของไทยในการดึงดูดตลาดการท่องเที่ยว LGBTQIA+ มูลค่า 6.9 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
LGBTQIA+

ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว LGBTQIA+ มาโดยตลอด ซึ่งตอนนี้ภาครัฐกำลังหวังที่จะใช้ศักยภาพในการช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ได้รับความเสียหายจากการระบาดของโรคโควิด

 

ก่อนเกิดโรคระบาด การท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP ในขณะที่โลกค่อยๆ ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด เศรษฐกิจไทยก็มีสัญญาณการเติบโต โดยเพิ่มขึ้น 2.7% ในไตรมาสแรกของปี 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการเติบโตนี้ โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัว 3.6% ตลอดทั้งปี พร้อมเชื่อว่าการท่องเที่ยวจะมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

 

เหตุผลที่ภาครัฐของไทยกำลังสนใจนักท่องเที่ยว LGBTQIA+ มากขึ้น เพราะพลังในการจับจ่ายของพวกเขา จากการวิจัยที่จัดทำโดย Out Now Consulting เอเจนซีการตลาดที่เชี่ยวชาญในตลาดเกย์เผยว่า กลุ่ม LGBTQIA+ ใช้จ่ายประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6.9 ล้านล้านบาทไปกับการท่องเที่ยว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ไม่แปลกหากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล็งเห็นถึงศักยภาพการใช้จ่ายที่มหาศาลนี้ จึงตัดสินใจที่จะให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยว LGBTQIA+ มากขึ้น ผ่านการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่กำหนดเป้าหมายกลุ่มประชากรนี้โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ททท. ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อกลุ่ม LGBTQIA+ ในยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา

 

ที่น่าสังเกตคือแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางที่รู้จักกันดีสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIA+ มาระยะหนึ่งแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้เองที่หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเพิ่งคิดจะจับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อย่างจริงจัง

 

ในปีนี้ ททท. กำลังขยายการสนับสนุนงานไพรด์ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากในกรุงเทพฯ แล้ว พวกเขายังเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมในพื้นที่อื่นๆ เช่น ภูเก็ตและพัทยา เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจในเดือนมิถุนายน

 

สิ่งที่น่าสังเกตคือผู้เข้าชมจำนวนมากเหล่านี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อเข้าชมขบวนพาเหรดแบบไปเช้าเย็นกลับเท่านั้น จากการวิจัยของ ททท. พบว่าหลายคนเป็นนักเดินทางระยะไกลที่ขยายเวลาการพำนักเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่พวกเขาสนใจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นมากขึ้น

 

ภาคการแพทย์ของไทยก็มีส่วนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIA+ มากขึ้น ด้วยไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เนื่องจากมาตรฐานทางการแพทย์ประกอบกับราคาที่แข่งขันได้ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทางการแพทย์กลุ่ม LGBTQIA+ จากเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะ

 

ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเปิด Pride Clinic ที่ให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพที่ครบวงจรซึ่งออกแบบมาสำหรับชุมชน LGBTQIA+ โดยเฉพาะ แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของคลินิกจะเป็นคนไทย แต่ก็มีลูกค้าต่างชาติจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บังกลาเทศ ออสเตรเลีย จีน เวียดนาม และสิงคโปร์

 

นอกจากบริการทางการแพทย์แล้ว ไทยยังได้ประโยชน์จากความสำเร็จของ ‘ซีรีส์วาย’ ซึ่งปีที่แล้วเพียงปีเดียวการส่งออกคอนเทนต์ประเภทนี้ทำรายได้กว่า 1.5 พันล้านบาท

 

จุดนี้เองทำให้เมื่อต้นปีที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานธุรกิจที่กรุงเทพฯ เพื่อนำผู้ผลิตซีรีส์วายมาพบปะกับลูกค้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน งานนี้ประสบความสำเร็จด้วยการสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 158 รายที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าการส่งออกเนื้อหาเกี่ยวกับ LGBTQIA+ ได้มากกว่า 3,600 ล้านบาท

 

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าไทยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ในประเทศเพื่อนำเสนอตัวเองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและเป็นมิตรกับกลุ่ม LGBTQIA+ ท่ามกลางคำถามของกลุ่ม LGBTQIA+ ในประเทศว่า ในขณะที่ภาครัฐกำลังใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เหตุใดกฎหมายที่เอื้อเช่น ‘สมรสเท่าเทียม’ กลับไม่ได้รับการผลักดันให้ถูกต้องเสียที?

 

ภาพ: Lauren DeCicca / Getty Images

อ้างอิง:

The post ขบวนพาเหรด ปาร์ตี้ และ Pride Clinics กลยุทธ์ใหม่ของไทยในการดึงดูดตลาดการท่องเที่ยว LGBTQIA+ มูลค่า 6.9 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก ‘Pride Clinic’ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริการสุขภาพที่ออกแบบมาสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bumrungrad-pride-clinic/ Sat, 26 Nov 2022 11:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=715561 Pride Clinic

บาร์บารา กิตติงส์ นักกิจกรรม LGBTQ+ เคยกล่าวไว้ว่า ความ […]

The post ทำความรู้จัก ‘Pride Clinic’ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริการสุขภาพที่ออกแบบมาสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pride Clinic

บาร์บารา กิตติงส์ นักกิจกรรม LGBTQ+ เคยกล่าวไว้ว่า ความเสมอภาคมีความหมายมากกว่าการออกกฎหมาย และเราจะรู้ว่าการต่อสู้ได้รับชัยชนะแล้วเมื่อเรารู้สึกว่าได้รับความเคารพ ยอมรับ และเห็นคุณค่าจากเพื่อนร่วมงาน ที่ทำงาน และครอบครัวของเรา

 

“ชาว LGBTQ+ ทุกคนเฝ้ารอวันที่รู้สึกว่าสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องปิดบังว่าพวกเขารักใคร หรือระบุตัวตนของพวกเขาได้อย่างไร” ซึ่งสิ่งที่น่าเศร้าคือ 83% ของชาว LGBTQ+ ทั่วโลกยังคงปิดบังรสนิยมทางเพศของตน

 

ทว่าเป็นที่น่ายินดีเมื่อทั่วโลกยอมรับ LGBTQ+ เพิ่มมากขึ้น เราได้เห็นการเป็นตัวแทนของ LGBTQ+ ในสื่อสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2565 ความแตกแยกทั่วโลกเกี่ยวกับสิทธิของ LGBTQ+ กำลังแคบลง นอกจากนี้ชาวอเมริกัน 72% ยอมรับว่า การรักเพศเดียวกันควรได้รับการยอมรับจากสังคม เทียบกับ 42% ที่เห็นด้วยในปี 2550

 

แต่ผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่า บุคลากรทางการแพทย์บางคนมีอคติเชิงลบต่อ LGBTQ+ นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ และทำให้เกิดความไม่เสมอภาคด้านการดูแลสุขภาพของชุมชน LGBTQ+ 

 

นี่เป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากชาว LGBTQ+ มักจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อปัญหาสุขภาพร่างกายและจิตใจ หากปราศจากการยอมรับแล้ว ชาว LGBTQ+ จะไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่มีคุณภาพตามที่พวกเขาต้องการ

 

การดูแลสุขภาพคือสิ่งที่ทุกคนควรเข้าถึงได้ องค์การอนามัยโลกจึงให้นิยามคำว่าสุขภาพเพศว่าความอยู่ดีมีสุขในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางเพศ ไม่ว่าจะทางกายหรือใจ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางสังคม

 

“ทุกคนควรจะรู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกคุกคาม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะมีความหลากหลายทางเพศแบบไหน มีความชื่นชอบทางเพศแบบไหน รวมถึงการรักษาความลับ ควรจะเป็นสิทธิที่จะได้รับการปกป้อง ยังมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่กลุ่ม LGBTQ+ ควรจะได้รับสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือการสร้างครอบครัว และที่สำคัญคือการได้รับบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐานโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ” นพ.เบญทวิช สุรศาสตร์พิศาล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ครอบครัว Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าว

 

Pride Clinic

 

จุดเริ่มต้นของ Pride Clinic มาจากการที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นองค์กรที่เคารพและสนับสนุนในความแตกต่างหลากหลายในทุกมิติของความเป็นมนุษย์ ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม รวมถึงเรื่องเพศ และพร้อมดูแลทุกคนอย่างเสมอภาค ตระหนักถึงสุขภาพของ LGBTQ+

 

โดยได้ก่อตั้ง Pride Clinic เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพในระยะยาว (Life-Time Value) ด้วยบริการครบเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One Stop Service) แก่กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘คนทุกคนสามารถบรรลุศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ หากได้เป็นตัวของตัวเองในแบบฉบับที่ดีที่สุด’ (Be the Best Version of Yourself)

 

บริการสุขภาพทางเพศสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังขาดแหล่งข้อมูลหรือสถาบันที่สามารถเป็นที่พึ่งพิงในการให้คำปรึกษา ให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามข้อมูลทางการแพทย์ในเรื่องสุขภาพเพศของ LGBTQ+ ได้อย่างครบวงจร

 

Pride Clinic จึงได้ขยายเซอร์วิสด้าน ‘บริการสุขภาพทางเพศสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ’ หรือ LGBTQ+ Sexual Health Services เพื่อเติมเต็มบริการของ Pride Clinic ที่มีอยู่เดิมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากบริการด้านสุขภาพ (LGBTQ+ Health services)

                

โดยบริการสุขภาพทางเพศแบ่งเป็น 5 บริการหลักๆ เพื่อให้ครอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ ประกอบด้วย

 

  1. การป้องกันการติดเชื้อ HIV (HIV Prevention) ไม่ว่าจะเป็นการให้ยา PrEP, ให้คำปรึกษาการมีเพศสัมพันธ์ปลอดภัย รวมไปถึงการดูแลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  2. การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STIs: Sexual Transmitted Infections)
  3. การให้คำปรึกษาเรื่องเพศวิถี (Sexual Orientation Counseling) เช่น การปรึกษาว่าจะเปิดเผยให้กับครอบครัวหรือคนที่รักอย่างไร
  4. การให้คำปรึกษาเรื่องรสนิยมทางเพศที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานทางสังคม (Sexual Preference)
  5. ปัญหาสุขภาพเพศในบุคคลหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+ Sexual Health Problems)

 

Pride Clinic ให้บริการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพระดับสากล JCI (Joint Commission International) โดยคำนึงถึงเรื่องการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

 

Pride Clinic

 

ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการสำหรับดูแล LGBTQ+ โดยเฉพาะ

จุดเด่นของ Pride Clinic ประกอบด้วย ทีมแพทย์ชำนาญการที่มีความละเอียดอ่อนและสมรรถนะในการดูแล LGBTQ+ โดยเฉพาะ มีความรู้ทางการแพทย์เชิงลึก สามารถให้บริการดูแลครอบคลุมในทุกมิติอย่างครบวงจร รวมถึงในเคสที่มีความซับซ้อน

 

โดย Pride Clinic มีองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่อัปเดตตามเทรนด์ตลอดเวลา และอิงตามไกด์ไลน์ของต่างประเทศตามมาตรฐานสากล พร้อมด้วยมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Laboratory) ที่ได้รับการรับรองระดับสากล CAP LAB Certified ให้ผลการทดสอบที่แม่นยำ รวดเร็ว และเชื่อถือได้

 

จุดแข็งอีกประการของ Pride Clinic คือ ใช้ระบบการดูแลแพทย์ประจำตัว หรือเรียกว่า Primary Care Physician ซึ่งแพทย์จะทำหน้าที่ดูแลผู้มารับบริการในทุกปัญหา แพทย์จะมีความเข้าใจในกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำทั้งเรื่องสุขภาพทางเพศและสุขภาพโดยทั่วไป เนื่องจากลักษณะของปัญหาจะมีความละเอียดอ่อนและต้องการผู้ที่เข้าใจอย่างแท้จริง

 

แพทย์ได้รับการฝึกอบรมด้านเวชศาสตร์ทางเพศและเพศวิทยาคลินิก มีความชำนาญในการดูแลรักษาด้านสุขภาพทางเพศของบุคคลหลากหลายทางเพศโดยตรง และมีประสบการณ์ในการดูแลกลุ่ม LGBTQ+ มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ทำให้สามารถให้คำแนะนำและรักษาได้อย่างตรงจุดในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร ให้พื้นที่ปลอดภัย โดยรับฟังอย่างเข้าใจและไม่ตัดสิน มีทักษะในการสื่อสารและมีความละเอียดอ่อนในการใช้ภาษา

 

Pride Clinic

 

สำหรับแพทย์ประจำตัว (Primary Care Physician) ของ Pride Clinic มีทีมแพทย์ทั้งหมด 4 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านจะมีความชำนาญการเฉพาะทางที่แตกต่างกันไป ถือเป็นจุดเด่นที่ Pride Clinic ได้นำจุดเด่นของแต่ละท่านมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทั้งในส่วนของแพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ผู้ชำนาญการด้าน Hormone Therapy เช่น กลุ่ม LGBTQ+ ที่ต้องการใช้ฮอร์โมน แต่มีภาวะอ้วนหรือป่วยเป็นมะเร็งร่วมด้วย

 

แพทย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัวที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพองค์รวมที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ ทั้งตัวของผู้เข้ารับบริการ คู่ชีวิต ครอบครัว และสังคม โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+, แพทย์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ เช่น การเก็บไข่ เก็บสเปิร์ม ในกลุ่มข้ามเพศ, แพทย์ด้านเวชศาสตร์อุ้งเชิงกรานหญิงและศัลยกรรมตกแต่ง เช่น ผ่าตัดส่องกล้องมดลูกในหญิงข้ามเพศ รวมถึงทำหัตถการเพื่อตกแต่งให้สวยงาม เป็นต้น

 

“จะเห็นได้ว่า Pride Clinic ไม่ได้เน้นแค่เรื่องของการรักษา แต่เรายังทำหน้าที่ในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพองค์รวมควบคู่ไปด้วย ทั้งด้านสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจ”

 

นพ.เบญทวิช ยอมรับว่าความท้าทายของ Pride Clinic คือการทำให้ทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะสภาพแวดล้อมหรือบุคลากรเข้าใจในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุกด้าน

 

“วันนี้ Pride Clinic สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว สะท้อนจากที่มีคนไข้เข้ามาปรึกษาในทุกๆ วัน และไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกัน ยุโรป รัสเซีย หรือออสเตรเลียด้วย”

 

เหตุใดจึงเลือกมาปรึกษาที่ Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ดร.ณัชร สยามวาลา อาจารย์พิเศษและวิทยากรด้านสติระดับนานาชาติ คือหนึ่งในผู้ที่เลือกมาปรึกษา Pride Clinic ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยเริ่มจากการหาข้อมูลที่มากเพียงพอทั้งในไทยและต่างประเทศ พอมีความรู้แน่นในระดับหนึ่งก็พูดคุยกับครอบครัว เพื่อนฝูง และคนที่เรารัก จากนั้นก็เริ่มหาทีมแพทย์มืออาชีพที่มั่นใจได้มาคอยดูแลตลอดกระบวนการข้ามเพศ

 

Pride Clinic

 

“ผมรู้สึกว่า Pride Clinic ถูกออกแบบมาจากความเข้าใจพื้นฐานของกลุ่ม LGBTQ+ อย่างแท้จริง ซึ่งที่นี่ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ ทำศัลยกรรมปรับเปลี่ยนรูปร่าง ฝึกเปลี่ยนเสียง ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อการข้ามเพศ มีการฟื้นฟูหลังการผ่าตัดและติดตามผล เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามความต้องการของแต่ละบุคคล (Personalized Care) ได้อีกด้วย”

 

ดร.ณัชร กล่าวว่า รู้สึกประทับใจการให้บริการของ Pride Clinic มาก ตั้งแต่ทีมแพทย์ แพทย์ด้านฮอร์โมนบำบัด, ศัลยแพทย์, วิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ดมยา ที่ช่วยให้ไม่เจ็บปวดมากในกระบวนการผ่าตัด, Nurse Navigator ที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และนำทางไปสู่กระบวนการดูแลรักษาทุกขั้นตอนอย่างราบรื่น

 

ยังมีนักกายภาพบำบัดที่ดูแลการออกกำลังกายการฟื้นฟูร่างกายหลังการผ่าตัด, นักโภชนาการที่ดูแลแนะนำสารอาหารที่เหมาะกับเรา จากประสบการณ์บอกได้ว่า Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นที่แรกของประเทศไทยที่ให้บริการแบบ One Stop Service ครอบคุลมเกี่ยวกับสุขภาพทุกด้าน ตอบโจทย์ LGBTQ+ จริงๆ ซึ่งหลายประเทศยังไม่ครอบคลุมเท่านี้เลย

 

“คนอื่นอาจมองว่าการผ่าตัดในขั้นตอนสุดท้ายคือจบแล้ว แต่จริงๆ แล้วสำหรับผม มันคือขั้นตอนสุดท้ายเพื่อนำไปสู่จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ ผมรอคอยมาตลอดชีวิต และผมมีความสุขมาก เพราะมันคือตัวผมจริงๆ” ดร.ณัชร กล่าว

 

ทุกมิติคือความใส่ใจ

นภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ย้ำว่า ในมิติของผู้ที่มาใช้บริการ สิ่งที่สัมผัสได้คือความใส่ใจในทุกกระบวนการของ Pride Clinic รวมถึงการยึดตามหลักปฏิบัติโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่มีการเก็บรักษาความลับของผู้เข้ารับบริการและมีความเป็นส่วนตัว เพราะ LGBTQ+ บางรายอาจยังไม่ได้เปิดเผยหรือแสดงตัว และเป็นสิทธิของผู้รับบริการโดยชอบธรรม ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ใส่ใจในทุกรายละเอียดทั้งความเป็นส่วนตัวและการเก็บรักษาความลับ

 

Pride Clinic

 

“ขอรับรองได้ว่าที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัย เราสามารถพูดคุยกับแพทย์ Pride Clinic ได้ในทุกๆ เรื่องอย่างสบายใจทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องสุขภาพด้วยความเป็นตัวตนของเรา และยังได้รับคำตอบและคำแนะนำที่ดีจนคาดไม่ถึง ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้บำรุงราษฎร์แตกต่างจากที่อื่น”

 

และอีกข้อโดดเด่นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์คือ การให้การบริบาลที่มีคุณภาพตลอดช่วงเวลาของผู้มารับบริการ เช่น Pride Clinic ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผล ไม่ใช่เพียงแค่ผ่าตัดเสร็จแล้วกลับบ้าน แต่ผู้รับบริการจะพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีทีมสหสาขาวิชาชีพดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

 

Pride Clinic Pride Clinic

 

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pride Clinic โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เคาน์เตอร์ A ชั้น 16 อาคาร A (คลินิก) หรือโทร. 06 3221 0957, 0 2066 8888 หรือโทร. 1378

 

อ้างอิง: 

The post ทำความรู้จัก ‘Pride Clinic’ จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริการสุขภาพที่ออกแบบมาสำหรับบุคคลหลากหลายทางเพศ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต https://thestandard.co/satit-viddayakorn-bh-sold/ Tue, 23 Aug 2022 04:50:04 +0000 https://thestandard.co/?p=670655 สาธิต วิทยากร

รายงานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจ […]

The post สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร

รายงานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC ได้รายงานการขายหุ้น BH จำนวน 66.79 ล้านหุ้น คิดเป็น 8.3935% หรือทั้งหมดของจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ 

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2565 สาธิต วิทยากร จำหน่ายหุ้นของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH จำนวน 66.79 ล้านหุ้น หรือ 8.3935% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่ายคิดเป็น 0% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


โดยราคาหุ้น BH เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมนั้น ปิดการซื้อขายที่ 186.50 บาท ลดลง 7 บาท หรือ 3.62% ขณะที่ราคาหุ้นล่าสุดวันนี้ (23 สิงหาคม) ซื้อขายที่ 205 บาท เพิ่มขึ้น 10.50 บาท หรือ 5.40%

 

ทั้งนี้ ณ วันปิดสมุดทะเบียน 14 มีนาคม 2565 สาธิต วิทยากร เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของ BH โดยถือครองหุ้นจำนวน 140.19 ล้านหุ้น หรือ 17.64% 

 

ปัจจุบัน สาธิต วิทยากร ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล หรือ PRINC 

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ปัจจุบัน สาธิต วิทยากร มีการถือหุ้นในบริษัท ดังนี้

 

  1. PRINC ถือหุ้น 828.78 ล้านหุ้น หรือ 21.76% 
  2. BDMS ถือหุ้น 122.68 ล้านหุ้น หรือ 7.94%
  3. BCH ถือหุ้น17.60 ล้านหุ้น หรือ 0.71%
  4. RS ถือหุ้น 6.90 ล้านหุ้น หรือ 0.67%
  5. GFPT ถือหุ้น 6.82 ล้านหุ้น หรือ 0.54%
  6. SEAFCO ถือหุ้น 5.60 ล้านหุ้น หรือ 1.83%
  7. PM ถือหุ้น 4 ล้านหุ้น หรือ 0.67%
  8. SAT ถือหุ้น 3 ล้านหุ้น หรือ 0.71%
  9. NTV ถือหุ้น 1.84 ล้านหุ้น หรือ 1.16%
  10. AH ถือหุ้น ​​1.65 ล้านหุ้น หรือ 0.51%
  11. TASCO ถือหุ้น 850,000 หุ้น หรือ 0.55%
  12. SORKON ถือหุ้น 801,030 หุ้น หรือ 2.48%
  13. RAM ถือหุ้น 550,000 หุ้น หรือ 4.58%

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post สาธิต วิทยากร ขายหุ้น BH เกลี้ยงพอร์ต จำนวน 8.39% ผ่านรายการบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11% https://thestandard.co/acquires-second-lot-bh-shares-from-bdms-11-percents-more/ Tue, 22 Dec 2020 03:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=434326 ‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11%

จากแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) โ […]

The post ‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11%

จากแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) โดย ก.ล.ต. พบว่า บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ได้ทำรายการจำหน่ายหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จำนวน 90.21 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.3369% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้การขายหุ้น BH ของ BDMS ในครั้งนี้เป็นการขายให้กับ สาธิต วิทยากร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าซื้อหุ้น BH ส่วนแรกไปแล้วจำนวน 90.5 ล้านหุ้น

 

ซึ่งภายหลังการเข้าทำรายการในครั้งนี้ ทำให้ BDMS ไม่เหลือสัดส่วนการถือหุ้นใน BH อีกเลย ขณะที่ สาธิต วิทยากร จะเข้ามาถือหุ้นรวม 180.79 ล้านหุ้น คิดเป็น 22.72% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘สาธิต วิทยากร’ เข้าซื้อหุ้น BH ล็อตสองจาก BDMS อีก 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11% https://thestandard.co/chanida-spent-108-million-baht-to-buy-bh-shares/ Sat, 19 Dec 2020 03:28:16 +0000 https://thestandard.co/?p=433315 ‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11%

จากรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล […]

The post ‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11%

จากรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ ก.ล.ต. เมื่อ 18 ธันวาคม 2563 พบว่า ชนิดา โสภณพนิช ในฐานะคู่สมรสของ ชอง โท กรรมการ ของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ได้เข้าซื้อหุ้น BH จำนวน 1 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 108 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 108 ล้านบาท ทำให้จำนวนการถือครองหุ้นรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,745,000 ล้านหุ้น 

 

ทั้งนี้ การเข้าซื้อดังกล่าวเป็นการทำรายการนอกตลาดหลักทรัพย์ ผ่าน บล.บัวหลวง ซึ่งราคาเฉลี่ยที่เข้าซื้อต่ำกว่าราคากระดานของ BH ราว 11% โดยล่าสุด ราคาหุ้น BH ปิดที่ 120 บาท ลดลงจากวันก่อนหน้า 5.1% 

 

สำกรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของ BH เกิดขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เทขายหุ้น BH ที่ถืออยู่ 22.97% ออกมาทั้งหมด 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘ชนิดา โสภณพนิช’ ทุ่ม 108 ล้านบาท ซื้อหุ้น BH นอกตลาด ต่ำกว่าราคากระดาน 11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม https://thestandard.co/satit-wittayakorn-invests-9-3-billion-baht-to-buy-bh-shares/ Wed, 25 Nov 2020 11:19:36 +0000 https://thestandard.co/?p=425124 สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม

สาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล […]

The post สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม

สาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) (PRINC) เปิดเผยถึงกรณีข่าวพริ้นซิเพิล แคปิตอล เข้าลงทุนซื้อหุ้น บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) จำนวน 90.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 103 บาท รวมมูลค่า 9,321.50 ล้านบาท จาก บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และยังสนใจส่วนที่เหลืออีก 11.34 % ของทาง BDMS ที่ถืออยู่ใน BH ด้วยนั้น

 

“ในข้อเท็จจริง ตนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่พริ้นซิเพิล แคปิตอล ได้เป็นผู้เข้าทำสัญญาซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จากกลุ่ม หมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เป็นการซื้อในนามส่วนตัวในรูปแบบ ‘Friendly Deal’ เป็นการซื้อเพื่อลงทุน และเชื่อมั่นในศักยภาพของ BH” ดร.สาธิต กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับสถาบันการเงิน กลุ่มปราสาททองโอสถ และกลุ่มโสภณพนิช ในเรื่องขั้นตอนการจัดหาแหล่งเงินทุนมาซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าว โดยจะมีการชำระเงินค่าซื้อหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 9,300 ล้านบาทเศษ

 

ส่วนแผนความร่วมมือทางธุรกิจของ PRINC กับทาง Bumrungrad ยังคงเป็นไปตามแผนก่อนหน้านี้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อหุ้นในนามส่วนตัว ที่ผ่านมาร่วมมือกับ Bumrungrad Health Network ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศรักษาโรคเฉพาะทางในด้านต่างๆ เช่น โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ที่เปิดศูนย์กระดูกสันหลัง Absolute Spine Care และศูนย์ข้อเข่าและข้อสะโพก Joint Surgery Center รองรับการขยายตัวกลุ่มผู้ใช้บริการในพื้นที่สมุทรปราการ (บางนา) และกรุงเทพฝั่งตะวันออก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี

 

ในส่วน PRINC ยังคงเป้าหมายขยายธุรกิจโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง และเปิดคลินิกทั่วประเทศ 100 แห่ง ภายในระยะ 2 ปีข้างหน้า (ปี 2565) เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมระหว่างภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงพยาบาลในเครือข่ายที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 11 แห่ง ใน 10 จังหวัด ได้แก่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1 และโรงพยาบาล พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์, โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี, โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก, โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์, โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร จังหวัดพิจิตร, โรงพยาบาลศิริเวชลำพูน จังหวัดลำพูน, โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ จังหวัดศรีษะเกษ และ โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post สาธิต วิทยากร ทุ่ม 9.3 พันล้าน ซื้อหุ้น BH จากหมอเสริฐ จ่อเก็บส่วนที่เหลือเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ https://thestandard.co/bdms-sell-bh-share-may-not-effect-the-operations/ Wed, 25 Nov 2020 10:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=425042 BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) แจ […]

The post BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นที่บริษัทถืออยู่ออกทั้งหมด 22.71% ใน บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่ราคา 103 บาท โดย BDMS จะรับรู้กำไรสุทธิหลังจากภาษีจำนวน 1.1 พันล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2563 จากการขายเงินลงทุนในครั้งนี้ 

 

โดยธุรกรรมนี้จะทำรายการผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) เป็น 2 รายการ คือ รายการแรกทำเสร็จไปแล้วในช่วงเช้าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 จำนวน 90.5 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 103 บาท มูลค่า 9.3 พันล้านบาท โดยเป็นรายการที่ BDMS ขาย BH ล็อตแรกให้กับ ดร.สาธิต วิทยากร ซีอีโอของ PRINC ส่วนที่เหลืออีก 90.2 ล้านหุ้น หรือ 11.34% คาดจะซื้อขายแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2563 

 

กระทบอย่างไร:

วานนี้ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวลง 2.2%DoD สู่ระดับ 22.50 บาท เช่นเดียวกับราคาหุ้น BH ที่ปรับตัวลง 6.9%DoD สู่ระดับ 115.00 บาท สำหรับวันนี้ (25 พฤศจิกายน) ราคาหุ้น BDMS ลดลงเล็กน้อย 0.44% สู่ระดับ 22.40 บาท ขณะที่ราคาหุ้น BH เพิ่มขึ้น 5.22%DoD สู่ระดับ 116.00 บาท (ข้อมูลราคา ณ เวลา 12.30 น.)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มองว่า การขายหุ้น BH ของ BDMS ครั้งนี้จะไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานในระยะสั้นของทั้งสองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้ BDMS เข้าลงทุนใน BH ในฐานะที่เป็นการลงทุนทางการเงินตั้งแต่ปี 2555 และไม่ได้มีคณะกรรมการบริษัทของ BH ที่มาจากการ BDMS 

 

ในเบื้องต้น BDMS ได้วางแผนว่าจะนำเงินที่ได้จากการขายเงินลงทุนครั้งนี้ไปเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เช่น การลงทุนในโรงพยาบาลเพิ่ม เป็นต้น แต่หากอิงสมมติฐานว่า BDMS จะนำเงินไปชำระคืนหนี้ทั้งหมด จะช่วยให้ BDMS สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ 612 ล้านบาท 

 

มุมมองระยะยาว:

สำหรับประเด็นที่น่าติดตามต่อไปคือ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ BH หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ที่มีสัดส่วนการถือหุ้น 22.71% ซึ่งแม้ล่าสุด ดร.สาธิต วิทยากร เผยว่า การเข้าซื้อ BH ครั้งนี้เป็น Friendly deal และไม่มีจุดประสงค์ในการเข้าไปบริหารหรือเป็นคณะกรรมการแต่อย่างใด แต่คาดหวังจะใช้ศักยภาพทางการแพทย์ในระดับตติยภูมิของทาง BH ที่มีในการช่วย PRINC ซึ่งมีโรงพยาบาลเครือข่ายส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด (ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเครือข่ายรวม 11 แห่ง ใน 10 จังหวัด) ให้ได้รับการบริการอย่างทั่วถึง เช่น ส่งต่อเคสรักษามายังส่วนกลางของบำรุงราษฎร์ แต่อย่างไรก็ตาม จากนี้เราคงต้องติดตามว่าจะมี Synergy ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายดังที่คาดหวังกันมากน้อยแค่ไหน  

 

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของทั้ง BDMS และ BH ในไตรมาส 4 ปี 2563 SCBS คาดว่า จะยังหดตัวลง YoY เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศยังคงอ่อนแอ แต่จะปรับตัวดีขึ้น QoQ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยในประเทศที่เริ่มกลับมาเข้ารับการรักษาตามปกติ 

 

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 BDMS มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 30% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ BH มีสัดส่วนดังกล่าว 66% จึงทำให้ SCBS คาดว่า ผลประกอบการของทั้งสองบริษัทจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นตามการผ่อนปรนข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

%YoY คือ % การเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

%QoQ คือ % การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post BDMS ขายหุ้น BH อาจไม่กระทบการดำเนินงาน แต่ต้องติดตามแผนธุรกิจของ BH หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BH พลิกบวก 5% – BDMS โยนหุ้นก้อนแรก 9.32 พันล้านบาท https://thestandard.co/bh-shares-turn-up-5-percent/ Wed, 25 Nov 2020 07:06:24 +0000 https://thestandard.co/?p=424887 หุ้น BH

ช่วงเช้าวันนี้ (25 พฤศจิกายน 2563) มีการซื้อขายผ่านกระด […]

The post BH พลิกบวก 5% – BDMS โยนหุ้นก้อนแรก 9.32 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น BH

ช่วงเช้าวันนี้ (25 พฤศจิกายน 2563) มีการซื้อขายผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Trade Report-Big Lot) จำนวน 90.5 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 103 บาท คิดเป็นมูลค่า 9,321.50 ล้านบาท

 

โดยรายละเอียดดังกล่าวเป็นไปตามที่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จะขายหุ้นโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่บริษัทถืออยู่ 180,715,806 หุ้น หรือ 22.71% ให้กับผู้ซื้อ ในราคาหุ้นละ 103 บาท คิดเป็นเงินรวม 18,613.7 ล้านบาท 

 

ซึ่งการขายรอบแรกจะดำเนินการภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ส่วนที่เหลืออีก 90.21 ล้านหุ้น หรือ 11.34% คาดว่าจะซื้อขายแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2563 

 

สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้น BH ล่าสุด ปิดการซื้อขายช่วงเช้าที่ 121 บาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากวันก่อนหน้า ซึ่งราคาหุ้นลดลงไปกว่า 6% 

 

The post BH พลิกบวก 5% – BDMS โยนหุ้นก้อนแรก 9.32 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
PRINC ปัดข่าวซื้อหุ้น รพ.บำรุงราษฎร์ จาก BDMS https://thestandard.co/princ-rejected-bdms-news/ Wed, 25 Nov 2020 01:02:02 +0000 https://thestandard.co/?p=424710 PRINC ปัดข่าวซื้อหุ้น รพ.บำรุงราษฎร์ จาก BDMS

ภายหลังจาก บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) รายงานตลาดหลัก […]

The post PRINC ปัดข่าวซื้อหุ้น รพ.บำรุงราษฎร์ จาก BDMS appeared first on THE STANDARD.

]]>
PRINC ปัดข่าวซื้อหุ้น รพ.บำรุงราษฎร์ จาก BDMS

ภายหลังจาก บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงแผนการขายหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่ถืออยู่ทั้งหมด 22.71% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.86 หมื่นล้านบาท ก็มีกระแสข่าวลือในวงการว่าผู้เข้ามารับซื้อคือ นพ.พงษ์ศักดิ์ วิทยากร กรรมการและกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บริหารและผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลกรุงเทพในเครือ BDMS

 

กระแสข่าวลือดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้น PRINC ปรับตัวขึ้นร้อนแรงจนมาปิดตลาดที่ระดับ 3.32 บาท เพิ่มขึ้น 0.46 บาท หรือ 16.06% ทำให้ผู้บริหารของ PRINC ต้องรายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงกระแสข่าวลือดังกล่าว 

 

โดย ฤติมา จิระสุรเดช เลขานุการ บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล (PRINC) รายงานว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขอความร่วมมือให้บริษัทชี้แจงข่าวลือว่าจะเข้าซื้อหุ้น BH ต่อจาก BDMS ซึ่งบริษัทขอปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว เนื่องจากบริษัทไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องการเข้าซื้อหุ้นของ BH จาก BDMS ตามที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด มีเพียงความร่วมมือระหว่างบริษัทกับ BH ในการขยายธุรกิจด้านการแพทย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทร่วมกันตามแผนธุรกิจปกติเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ PRINC จะออกมาปฏิเสธข่าวการซื้อหุ้นดังกล่าว แต่คนในแวดวงการลงทุนยังคงติดตามดูว่า นพ.พงษ์ศักดิ์ จะเป็นผู้เข้าซื้อหุ้นของ BH ในนามส่วนตัวตามที่มีกระแสข่าวลือหรือไม่

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post PRINC ปัดข่าวซื้อหุ้น รพ.บำรุงราษฎร์ จาก BDMS appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS เทขายหุ้นบำรุงราษฎร์ ยกพอร์ต 22.7% มูลค่า 18,613.7 ล้านบาท https://thestandard.co/bdms-sell-bumrungrad-stocks/ Tue, 24 Nov 2020 03:29:29 +0000 https://thestandard.co/?p=424328 BDMS เทขายหุ้นบำรุงราษฎร์ ยกพอร์ต 22.7% มูลค่า 18,613.7 ล้านบาท

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แจ้งว […]

The post BDMS เทขายหุ้นบำรุงราษฎร์ ยกพอร์ต 22.7% มูลค่า 18,613.7 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS เทขายหุ้นบำรุงราษฎร์ ยกพอร์ต 22.7% มูลค่า 18,613.7 ล้านบาท

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แจ้งว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 บริษัทฯ ทำสัญญาซื้อขายหุ้นสามัญ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ที่บริษัทถืออยู่ทั้งหมดจำนวน 180,715,806 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22.71% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของ BH ให้กับผู้ซื้อในราคาหุ้นละ 103 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 18,613.7 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ เป็นการขายโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนบางประการ ซึ่งรวมถึงความแน่นอนของแหล่งเงินทุนของผู้ซื้อ และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 บริษัทได้รับการยืนยันจากผู้ซื้อเกี่ยวกับความแน่นอนของแหล่งเงินทุนบริษัท จึงคาดว่าจะสามารถดำเนินการขายเงินลงทุนในหุ้นสามัญ BH บางส่วนผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Trade Report – Big Lot) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเบื้องต้นจำนวน 90,500,000 หุ้น ที่ราคา 103 บาทต่อหุ้น มูลค่าประมาณ 9,321.5 ล้านบาท ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563

 

อย่างไรก็ตาม BDMS มีสัดส่วนการถือหุ้นก่อนทำรายการ 22.71% ของหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของ BH และหลังทำรายการ BDMS จะมีสัดส่วนการถือหุ้น 11.34% ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของ BH

 

ขณะที่เงินลงทุนในหุ้นสามัญของ BH ส่วนที่เหลืออีก 90,215,806 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11.30% ของหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วของ BH บริษัทคาดว่าการซื้อขายดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2563 โดยรายการนี้ยังมีความไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมของผู้ซื้อ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post BDMS เทขายหุ้นบำรุงราษฎร์ ยกพอร์ต 22.7% มูลค่า 18,613.7 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อสังหาฯ แตกไลน์ ‘มั่นคงเคหะฯ’ จับมือบำรุงราษฎร์-Minor ตั้งศูนย์สุขภาพ ชู 5-7 ปีถึงจุดคุ้มทุน https://thestandard.co/m-k-real-estate-bumrungrad-minor/ Fri, 11 Sep 2020 06:41:09 +0000 https://thestandard.co/?p=396029

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เจอผลกระทบทั้งจากตลาดเริ่มอิ่มต […]

The post อสังหาฯ แตกไลน์ ‘มั่นคงเคหะฯ’ จับมือบำรุงราษฎร์-Minor ตั้งศูนย์สุขภาพ ชู 5-7 ปีถึงจุดคุ้มทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เจอผลกระทบทั้งจากตลาดเริ่มอิ่มตัว ลูกค้าต่างชาติลดลงไป จนถึงการปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อของธนาคารฯ ส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจ ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมาบริษัทอสังหาริมทรัพย์นอกจากการหารายได้จากการ ‘ขาย’ ยังขยับมาที่รายได้ทางพาณิชย์อย่างการเช่าและการบริการมากขึ้น 

 

วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK กล่าวว่า ทางบริษัทมองช่องทางการหารายได้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยในปี 2564 ตั้งเป้าหมายว่าจะมีกำไรจากธุรกิจเพื่อขาย 50% และอีก 50% จะมาจากธุรกิจเพื่อเช่าและเพื่อการบริการ 

 

ทั้งนี้ในเดือนธันวาคม 2563 จะเปิดตัวโครงการใหม่ที่เพิ่มรายได้ส่วนธุรกิจเพื่อเช่าและเพื่อการบริการ ได้แก่ โครงการรักษ (รัก-ษะ) เป็นศูนย์บูรณาการสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ กว่า 200 ไร่ โดยมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ผ่านศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ และไมเนอร์ โฮเทลส์ บริษัทในเครือของ บมจ.ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) 

 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าโครงการในระยะแรกอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างวิลลา 60 หลัง เบื้องต้นจะเปิดให้บริการ 27 หลัง และทยอยเปิดเพิ่มเติม ขณะที่เป้าหมายในช่วง 12 เดือนแรกหลังเปิดบริการ คาดว่าอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) จะอยู่ที่ 30% และปีถัดไปจะอยู่ที่ 50% โดยกลุ่มลูกค้าหลักของโครงการจะเป็นลูกค้าต่างชาติ แต่ในระยะแรกจะเป็นลูกค้าชาวไทย และบางส่วนจะส่งต่อมาจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 

 

ขณะที่รายได้ของโครงการรักษประมาณ 50% จะเข้าเป็นรายได้ของมั่นคงเคหะฯ โดยตรง และทางมั่นคงเคหะฯ จะมีรายได้อีก 15% ของกำไรจากการให้บริการทางการแพทย์ของไวทัลไลฟ์​ (ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์) ส่วนไมเนอร์ โฮเทลส์จะเป็นผู้บริหารจัดการวิลลาพักอาศัย โดยมีสัญญาบริหาร 10 ปี 

 

ทั้งนี้เบื้องต้นคาดว่าโครงการรักษจะใช้ระยะเวลาคืนทุนทั้งโครงการราว 5-7 ปี และประเมินว่าจะเปิดพัฒนาโครงการระยะที่ 2 ในอีก 5 ปี ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ ผลตอบรับและข้อมูลจากการเปิดให้บริการร่วมกับพันธมิตรในระยะแรกก่อน 

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาทางมั่นคงเคหะฯ ขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายด้าน เช่น สนามกอล์ฟโครงการฟลอร่า วิลล์ กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ (ชวนชื่น) ปทุมธานี โครงการ Bangkok Free Trade Zone (โรงงานให้เช่าและพื้นที่คลังสินค้า) ซึ่งจะขายทรัพย์เข้าในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ชื่อ Prospect Logistic Industrial คาดว่าจะบันทึกกำไรในช่วงปลายปี 2563 นี้

ปี 2563 นี้มั่นคงเคหะฯ ตั้งเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากรายได้ธุรกิจเพื่อขาย ในแนวราบยอดขายยังเพิ่มขึ้น ในไตรมาส 1/63 อยู่ที่ 500 ล้านบาท ไตรมาส 2/63 อยู่ที่ 800 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 3/63 คาดว่ายอดขายจะอยู่ระหว่าง 500-800 ล้านบาท และในไตรมาส 4/63 จะเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการมูลค่ารวม 1,700 ล้านบาท

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post อสังหาฯ แตกไลน์ ‘มั่นคงเคหะฯ’ จับมือบำรุงราษฎร์-Minor ตั้งศูนย์สุขภาพ ชู 5-7 ปีถึงจุดคุ้มทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด BDMS เห็นชอบ ยกเลิกทำเทนเดอร์หุ้น BH เหตุโควิด-19 กระทบเงื่อนไขของบริษัท https://thestandard.co/market-focus-bh/ Thu, 27 Aug 2020 11:25:28 +0000 https://thestandard.co/?p=392218 บอร์ด BDMS ยกเลิกทำเทนเดอร์หุ้น BH โควิด-19

เกิดอะไรขึ้น: วันนี้ (27 สิงหาคม) บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชกา […]

The post บอร์ด BDMS เห็นชอบ ยกเลิกทำเทนเดอร์หุ้น BH เหตุโควิด-19 กระทบเงื่อนไขของบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด BDMS ยกเลิกทำเทนเดอร์หุ้น BH โควิด-19

เกิดอะไรขึ้น:

วันนี้ (27 สิงหาคม) บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติยกเลิกการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนดไว้ไม่บรรลุผล

 

ทั้งนี้วันที่ 25 มีนาคม 2563 BDMS ได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่าจะทบทวนพิจารณาผลกระทบต่างๆ ว่ายังสมควรทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ BH ต่อไปหรือไม่

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 20.50 บาท ก่อนที่จะกลับมาปิดที่ระดับ 20.20 บาท เท่ากับราคาปิดเมื่อวานนี้

 

มุมมองระยะสั้น:

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการยืนยันว่าบริษัทจะไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของหุ้น BH ซึ่ง SCBS มองว่าเป็นประเด็นบวกเล็กน้อยต่อ BDMS เนื่องจาก BDMS จะไม่ต้องมีการลงทุนในช่วงที่การดำเนินงานได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างรุนแรง

 

ด้านแนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง 2563 SCBS มองว่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก 2563 หลังจากที่รัฐบาลได้ผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยเริ่มกลับมา รวมถึงบริษัทมีแผนลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนผลประกอบการให้ปรับตัวดีขึ้น

 

มุมมองระยะยาว:

ในระยะยาวต้องติดตาม Upside จากผู้ป่วยชาวจีน หลังจากที่ BDMS ได้ประกาศความร่วมมือกับ Ping An Health โดยเบื้องต้น BDMS ตั้งเป้าให้บริการลูกค้าของ Ping An Health จำนวน 1,000-4,000 รายต่อปี ด้วยรายได้ 1-2 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยหนุนให้สัดส่วนผู้ป่วยชาวจีนเพิ่มขึ้นสู่ 2-5% จาก 1% ในปัจจุบัน

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post บอร์ด BDMS เห็นชอบ ยกเลิกทำเทนเดอร์หุ้น BH เหตุโควิด-19 กระทบเงื่อนไขของบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูแลตัวเองดีแค่ไหน ก็อาจหนีไม่พ้น ‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบของวัยทำงาน [Advertorial] https://thestandard.co/bumrungrad-international-hospital/ Fri, 24 Jul 2020 09:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=382942

ถ้าให้บอกว่าอวัยวะใดในร่างกายทำงานหนักที่สุด ก็คงต้องยก […]

The post ดูแลตัวเองดีแค่ไหน ก็อาจหนีไม่พ้น ‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบของวัยทำงาน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าให้บอกว่าอวัยวะใดในร่างกายทำงานหนักที่สุด ก็คงต้องยกตำแหน่งนั้นให้ ‘หัวใจ’ อวัยวะที่ไม่เคยหยุดพัก จนกระทั่งวันที่เราหมดลมหายใจ 

 

เราทุกคนสัมผัสหัวใจอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อแตะหน้าอกข้างซ้าย จังหวะที่เต้นของมันบอกเราถึงการมีชีวิต แต่อันที่จริงหัวใจต้องการการดูแลมากกว่านั้น

 

จากสถิติการครองแชมป์มัจจุราชพรากชีวิตคนทั่วโลกเป็นอันดับ 1 (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก) แม้แต่ในเมืองไทย สถิติของโรคหัวใจก็ไม่ได้ยิ่งหย่อน รายงานจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า พ.ศ. 2561 มีจำนวนคนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 432,943 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 20,855 คน หรือพูดให้เห็นภาพชัดๆ คือ ในทุกๆ 1 ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 2 คน และดูท่าว่าสถิตินี้จะมีแต่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งสาเหตุหลักมักมาจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

 

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบอกเราว่า ทั้งที่ผู้คนยุคใหม่ตื่นตัวกับการดูแลสุขภาพ ดังจะเห็นได้จากเทรนด์การออกกำลังกาย เทรนด์การกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ค่อนข้างคึกคักมาแรง แต่ก็ยังไม่อาจลดทอนจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจลงได้ ซึ่งเมื่อมองเจาะลึกลงไปจึงได้พบว่า ต่อให้เราดูแลตัวเองดีแค่ไหน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมของคนในยุคนี้ ที่อาจเป็นชนวนก่อให้เกิดโรคหัวใจโดยไม่ทันตั้งตัว 

 

ลองมาเช็กไปพร้อมๆ กันว่าคุณและคนใกล้ชิดเข้าข่ายมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคหัวใจหรือไม่ 

 

 

 

  • พักผ่อนน้อย นอนหลับไม่ถึง 6 ชั่วโมงต่อคืนเป็นประจำ ทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนอาจทำให้โรคหัวใจถามหา

 

  • กินไม่เลือกจนน้ำหนักเกินมาตรฐาน เรื่องนี้อย่ามองว่าเป็นการบูลลี่ แต่ให้มองลึกถึงสุขภาพ หากเป็นคนที่มีความสุขกับการกิน เราจะไม่บอกให้คุณเลิกทำ แต่จะให้หมั่นสังเกตตัวเอง ถ้าเป็นผู้หญิงก็ระวังอย่าให้รอบเอวเกิน 32 นิ้ว ส่วนผู้ชายก็อย่าให้รอบเอวเกิน 36 นิ้ว เพราะนั่นอาจส่งผลถึงการทำงานของหัวใจด้วย

 

  • ดื่มแอลกอฮอล์จนเป็นนิสัย สัญญาณแรกที่เจอคือความดันโลหิตและไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งสูง แล้วก่อให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมา อีกทั้งฤทธิ์ของแอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจได้ด้วย

 

  • สูบบุหรี่จัด นั่นคือคันเร่งที่จะนำพาคุณไปสู่โรคหัวใจได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า

 

  • เครียดสะสมเป็นเวลานาน เพราะ ‘โรคหัวใจเป็นโรคยอดฮิตของคนวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้บริหารที่มักจะมีความเครียดสูง’ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิด ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’ 

 

หากสำรวจพบว่า ตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคหัวใจ อย่าเพิ่งวิตกกังวลไป ศูนย์หัวใจบำรุงราษฎร์ ช่วยคุณได้

 

 

ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เชี่ยวชาญให้บริการดูแลด้านหัวใจอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัยขั้นต้น การรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพของหัวใจ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านหัวใจสาขาต่างๆ ทั้งอายุรแพทย์ด้านหัวใจ, ศัลยแพทย์หัวใจ, แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ ผู้ผ่านการศึกษาอบรมจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก ผนึกกำลังกับบุคลากรทางการแพทย์สหสาขาวิชาชีพเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ ทั้งพยาบาล, เภสัชกร, นักโภชนาการ และนักกายภาพบำบัด พร้อมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมการรักษาได้แทบทุกกลุ่มโรคหัวใจ เช่น กลุ่มหลอดเลือดหัวใจ, หัวใจพิการแต่กำเนิด, ระบบลิ้นหัวใจ, มีระบบกระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หรือในกรณีที่หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีการถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจภายใน 90 นาทีตามมาตรฐานสากล ทำให้นอกเหนือจากศูนย์หัวใจหลักแล้ว จึงมีศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ศูนย์ลิ้นหัวใจบำรุงราษฎร์ และศูนย์รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแบบซับซ้อน รวมอยู่ในที่เดียวกันด้วย 

 

 

ที่สำคัญคือ ศูนย์หัวใจฯ แห่งนี้เป็นดั่ง One Stop Service เรื่องโรคหัวใจ ที่พร้อมปฏิบัติการรักษาตลอด 24 ชั่วโมง พูดง่ายๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจอะไรมาตอนไหน ศูนย์หัวใจบำรุงราษฎร์ จะเยียวยาคุณเอง

 

 

 

อ้างอิง:

The post ดูแลตัวเองดีแค่ไหน ก็อาจหนีไม่พ้น ‘โรคหัวใจ’ ภัยเงียบของวัยทำงาน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้แจง ไม่ทราบเรื่อง BDMS ทำคำเสนอซื้อฯ หุ้นทั้งหมด https://thestandard.co/bumrungrad-explain-bdms/ Fri, 28 Feb 2020 01:46:58 +0000 https://thestandard.co/?p=336191

ช่วงเช้าวานนี้ (27 กุมภาพันธ์) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชกา […]

The post โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้แจง ไม่ทราบเรื่อง BDMS ทำคำเสนอซื้อฯ หุ้นทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงเช้าวานนี้ (27 กุมภาพันธ์) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ว่าจะเข้าทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดโดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไข (Conditional Voluntary Tender Offer) ในหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ในราคาหุ้นละ 125 บาท ทั้งนี้ราคาเสนอซื้อหลักทรัพย์อาจถูกปรับขึ้นได้ในอัตราไม่เกิน 20% ของราคาเสนอซื้อ

 

แต่ช่วงเย็นวันเดียวกันนั้น ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ออกคำขอชี้แจงว่า ผู้บริหารของ BH ไม่คาดคิดและไม่เคยทราบเรื่องการทำคำเสนอซื้อโดยสมัครใจมาก่อน เนื่องจากในอดีต BH และ BDMS ต่างดำเนินธุรกิจอย่างอิสระต่อกัน และปราศจากการประสานความร่วมมือทางธุรกิจใดๆ นอกจากนี้บริษัทเห็นว่า ทั้งสองกลุ่มโรงพยาบาลดำเนินธุรกิจที่แข่งขันกัน และต่างก็เป็นผู้นำในธุรกิจด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการบริการทางการแพทย์ตติยภูมิให้กับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงระดับสูง

 

ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญที่ผู้บริโภคพึงได้รับการบริการทางการแพทย์ตติยภูมิภายใต้การแข่งขันอย่างเป็นธรรม ดังนั้น บริษัทจะขอเข้าเรียนปรึกษาและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อชี้แจงถึงสภาพการแข่งขันในธุรกิจด้านการแพทย์ในปัจจุบัน และขอความชัดเจนในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทโดย BDMS ดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม BH แนะนำให้ผู้ถือหุ้นติดตามข้อมูลการเข้าทำรายการทั้ง BH และ BDMS อย่างใกล้ชิดและระมัดระวัง โดยจะมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อและนำเสนอต่อผู้ถือหุ้นในช่องทางที่เหมาะสมต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง

The post โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชี้แจง ไม่ทราบเรื่อง BDMS ทำคำเสนอซื้อฯ หุ้นทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
BDMS ประกาศเทนเดอร์หุ้น BH ทั้งหมดที่ 125 บาทต่อหุ้น ดันราคาหุ้น BH พุ่ง https://thestandard.co/bdms-announce-tender-all-bh-shares/ Thu, 27 Feb 2020 09:58:23 +0000 https://thestandard.co/?p=335976

เกิดอะไรขึ้น: วานนี้ (26 กุมภาพันธ์) บมจ. กรุงเทพดุสิตเ […]

The post BDMS ประกาศเทนเดอร์หุ้น BH ทั้งหมดที่ 125 บาทต่อหุ้น ดันราคาหุ้น BH พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

วานนี้ (26 กุมภาพันธ์) บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ว่าบริษัทจะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer) ของ บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) โดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไขที่ราคา 125 บาทต่อหุ้น (สูงกว่าราคาปิดเมื่อวานนี้ 12%DoD)

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน BDMS ถือหุ้นใน BH จำนวน 182.5 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือครอง 24.99% โดยจำนวนหุ้นที่เหลือของ BH ซึ่ง BDMS ต้องการทำคำเสนอซื้อทั้งหมดมีจำนวน 684.90 ล้านหุ้น ซึ่งประกอบด้วย:

 

1.หุ้นสามัญจำนวน 543.328 ล้านหุ้น (สัดส่วน 74.83% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด)  

2.หุ้นบุริมสิทธิจำนวน 1.2 ล้านหุ้น (สัดส่วน 0.17% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด) 

3.หุ้นกู้แปลงสภาพทั้งหมด ซึ่งแปลงสิทธิ์เป็นหุ้นสามัญของ BH ได้จำนวน 137.362 ล้านหุ้น

 

ทั้งนี้ ราคาเสนอซื้ออาจถูกปรับขึ้นได้ไม่เกิน 20% ของราคาเสนอซื้อที่ระบุ โดยในกรณีที่มีการปรับราคาเสนอซื้อ มูลค่ารวมของการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์จะอยู่ระหว่าง 8.56 หมื่นล้านบาท – 1.02 แสนล้านบาท

 

ในการซื้อหุ้น BH ของ BDMS ครั้งนี้ จะใช้แหล่งทุนเงินจากสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งในปัจจุบัน BDMS มีภาระหนี้สินในระดับต่ำด้วยอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.23 เท่า หากอิงตามอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.75 เท่า ตามข้อกำหนดการก่อหนี้ BDMS จะสามารถกู้เงินเพิ่มได้อีก 1.30 ล้านบาท

 

โดยขั้นตอนต่อไป BDMS จะต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น ซึ่งจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 10 เมษายน 2563

 

สำหรับธุรกรรมนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของทั้ง BDMS และ BH เนื่องจาก BDMS ต้องการลงทุนใน BH ระยะยาว และไม่ต้องการมีอำนาจควบคุมในกิจการของ BH

 

กระทบอย่างไร:

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์) ราคาหุ้น BH ปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 133.00 บาท เพิ่มขึ้น 18.75%DoD จากราคาปิดวันก่อนหน้าที่ 112.00 บาท พร้อมด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น และในช่วงบ่ายราคาหุ้นลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 127-129.00 บาท ขณะที่ราคาหุ้น BDMS ปรับตัวขึ้นราว 4%DoD ตามทิศทาง SET Index ที่ฟื้นตัวทางเทคนิคหลังจากปรับตัวลงแรงเมื่อวานนี้

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS มองว่า ประเด็นนี้เป็นเพียง Sentiment เชิงบวกระยะสั้นต่อราคาหุ้น BH เนื่องจากราคาเสนอซื้อสูงกว่าราคาตลาดวานนี้ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังเหมือนเดิม 

 

อย่างไรก็ดี ทิศทางผลประกอบการของ BH ในช่วงครึ่งแรกของปี 63 ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากปัจจุบัน BH มีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางมารักษาในไทยคิดเป็น 65% ของรายได้

 

สำหรับ BDMS ทาง SCBS มองว่า ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ทิศทางผลประกอบการในครึ่งปีแรกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นกัน เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ 30%

 

ในระยะสั้นต้องติดตามการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายเร็วกว่าที่คาดจะ Sentiment บวกต่อทิศทางตลาดหุ้นโดยรวม

 

มุมมองระยะยาว:

SCBS คาดว่า ผลประกอบการของ BDMS, BH จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี 63 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่น่าจะเริ่มคลี่คลายลง ขณะที่ระยะยาวต้องติดตามการลงทุนในโครงการใหม่ของทาง BDMS รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอุปทานของโรงพยาบาลเอกชน (จำนวนเตียง) หลังผู้บริหาร BDMS เผยว่า กำลังจับตากับสิ่งนี้

 

ข้อมูลเพิ่มเติม:

หมายเหตุ %DoD คือ % การเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับวันทำการก่อนหน้า

 

ข้อมูลเพิ่มเติมด้านการวิเคราะห์สถานการณ์โรคโควิด-19 สามารถอ่านได้ที่บทวิเคราะห์ ‘โรคโควิด-19…แรงกว่าที่คาด เร็วกว่าที่คิด’ จาก SCBS

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post BDMS ประกาศเทนเดอร์หุ้น BH ทั้งหมดที่ 125 บาทต่อหุ้น ดันราคาหุ้น BH พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>