โรงงานน้ำตาล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรงงานน้ำตาล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 17 Mar 2026 01:33:20 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถอดสูตรบราซิล กู้วิกฤตพลังงาน? 3 สมาคมน้ำตาลชงรัฐดัน “E20” ลดนำเข้าน้ำมันปีละพันล้านลิตร https://thestandard.co/brazil-e20-reduce-oil-imports/ Mon, 16 Mar 2026 10:46:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1188223 ภาพประกอบแนวคิดการขับเคลื่อน E20 ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ โดย 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชี้ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยและสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC เสนอแนะรัฐบาลยกระดับพ […]

The post ถอดสูตรบราซิล กู้วิกฤตพลังงาน? 3 สมาคมน้ำตาลชงรัฐดัน “E20” ลดนำเข้าน้ำมันปีละพันล้านลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการขับเคลื่อน E20 ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ โดย 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชี้ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยและสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC เสนอแนะรัฐบาลยกระดับพลังงานทดแทนจากภาคเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ รับมือความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ชูโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว ผลักดันน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลักประเทศ ชี้ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้เพิ่มขึ้น 2.9 ล้านลิตรต่อวัน 1,058 ล้านลิตรต่อปี

 

ภาพประกอบแนวคิดการขับเคลื่อน E20 ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ โดย 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชี้ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยและสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ 1

 

ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยมีการนำเข้าพลังงานทั้งในรูปแบบน้ำมันดิบที่ต้องนำเข้าเพื่อแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูปในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม

 

รวมถึงก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในระดับที่สูงมากถึง 60-70% ของความต้องการใช้พลังงานทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และอาจเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและพลังงานในระยะยาว

 

“ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพด้านทรัพยากรการเกษตร ที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นพลังงานทดแทนได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญด้านพลังงานของประเทศ”

 

ปัจจุบันในปีการผลิต 2567/2568 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ มีผลผลิตอ้อยประมาณ 92 ล้านตันต่อปี และสามารถผลิตน้ำตาลได้ราว 10 ล้านตันต่อปี สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอลและไฟฟ้าชีวมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ดร.สมชาย ระยุอีกว่า ข้อมูล GDP ภาคเกษตรของไทยซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.62 ล้านล้านบาท พบ GDP จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อยู่ที่ประมาณ 123,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP ภาคเกษตร

 

ถือเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจฐานรากและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในฐานะแหล่งวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทนของไทย

 

“สิ่งสำคัญที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายต้องผลักดันคือ ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตเป็นพลังงานทดแทน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการผลิต “เอทานอล” โดยปัจจุบันกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผสมเอทานอล มียอดการใช้จริงภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 32 ล้านลิตรต่อวัน จากยอดรวมน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิด 124-154 ล้านลิตร”

 

แต่ประเทศไทยมีการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมอยู่ที่เพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผสมอยู่ในรูปแบบ E10 เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91

 

“หากภาครัฐมีนโยบายผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงหลักทั้งหมดอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลของประเทศจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 6.4 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะสร้างส่วนต่างความต้องการเอทานอลที่เพิ่มขึ้นทันทีถึง 2.9 ล้านลิตรต่อวัน” ดร.สมชาย กล่าว

 

ภาพประกอบแนวคิดการขับเคลื่อน E20 ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ โดย 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ชี้ช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยและสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ 2

 

ที่สำคัญ ไทยจะลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าได้ถึงประมาณ 1,058 ล้านลิตรต่อปี เม็ดเงินนับหมื่นล้านบาทที่เคยต้องสูญเสียไปกับการนำเข้าพลังงานจะถูกหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยตรง ทำให้กลไกราคาอ้อยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับเกษตรกรกว่า 420,000 ครัวเรือนให้หลุดพ้นจากวัฏจักรความผันผวนของราคาพืชผลได้อย่างมาก

 

ขณะที่หลายประเทศมหาอำนาจทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนและกำหนดนโยบายพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ประเทศไทยจึงไม่ควรรอให้วิกฤตพลังงานมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 

“ไทยควรเร่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพภายในประเทศ โดยเฉพาะที่สามารถต่อยอดได้จากภาคเกษตรกรรมซึ่งควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ”

 

เนื่องจากผลผลิตอ้อยสามารถนำไปแปรรูปเป็นเอทานอลและไฟฟ้าชีวมวล พลังงานทดแทนที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว

 

ถอดโมเดล ‘บราซิล’

 

โดยมีต้นแบบความสำเร็จที่น่าสนใจ อาทิ บราซิลที่ประกาศใช้เอทานอลในสัดส่วน E27 เป็นเชื้อเพลิงขั้นต่ำมาหลายทศวรรษ จนสามารถลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อินเดียซึ่งมีโครงสร้างภาคเกษตรคล้ายคลึงกับไทย ประกาศเป้าหมาย E20 อย่างเป็นทางการและกำลังเดินหน้าบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

 

สะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมพลังงานชีวภาพจากอ้อยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือโมเดลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับโลก และประเทศไทยซึ่งมีฐานการผลิตอ้อยรายใหญ่ ติดอันดับ 3-4 ของโลกถือว่ามีความพร้อมเดินหน้าในทิศทางเดียวกันได้ทันที

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากการส่งเสริมเอทานอลแล้ว ประโยชน์จากการนำอ้อยมาแปรรูปในภาคพลังงานยังครอบคลุมไปถึง “การผลิตไฟฟ้าชีวมวล” ซึ่งเป็นการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่าง กากอ้อย ใบอ้อย และยอดอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ปัจจุบันกลุ่มโรงงานน้ำตาลมีศักยภาพในการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าชีวมวลเข้าระบบได้ 650 เมกะวัตต์ (MW) สามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนสูง

 

โดยทำให้โรงงานน้ำตาลสามารถรับซื้อใบอ้อยจากชาวไร่เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมาตรการนี้ได้ช่วยเพิ่มช่องทางรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรจากการขายใบอ้อยได้ปีละ 1,200 ล้านบาท และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงบวกเพื่อลดการเผาใบอ้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอของการเกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

 

พลิกวิกฤต เป็นโอกาส BCG Economy

 

ดร.สมชาย กล่าวอีกว่า การส่งเสริมพลังงานทดแทนจากอ้อยยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศในระยะยาว เนื่องจากอ้อยยังสามารถเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่น ๆ อีกมาก

 

ทั้งพลาสติกชีวภาพ สารเคมีชีวภาพ และวัสดุก่อสร้างสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Economy) ที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ที่ประเทศไทยประกาศในเวทีนานาชาติ

 

“สัญญาณเชิงบวกจากภาครัฐเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล (B100) ในน้ำมันดีเซลจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 7 มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และเตรียมขยายส่วนต่างราคาน้ำมัน E20 และ E85 ให้ถูกลงจากเดิม 2 บาทเป็น 3 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานชีวภาพมากขึ้น“

 

ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นก้าวแรกในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังต้องการความชัดเจนของนโยบายในระยะยาวและมาตรการบังคับที่มีผลในทางกฎหมายจึงจะสามารถสร้างแรงจูงใจในการลงทุนและการพัฒนากำลังการผลิตได้อย่างยั่งยืน

 

The post ถอดสูตรบราซิล กู้วิกฤตพลังงาน? 3 สมาคมน้ำตาลชงรัฐดัน “E20” ลดนำเข้าน้ำมันปีละพันล้านลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไร่อ้อย กับ ฝุ่นพิษ PM2.5 ปมปัญหาที่ลึกกว่าตาเห็น! I Exclusive Interview EP.20 https://thestandard.co/wealth-exclusive-interview-ep-20/ Fri, 14 Feb 2025 09:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1041856 wealth-exclusive-interview-ep-20

ฝุ่นพิษ PM2.5 ปัญหาหลักที่คนไทยต้องเผชิญในช่วงหลายปีที่ […]

The post ชมคลิป: ไร่อ้อย กับ ฝุ่นพิษ PM2.5 ปมปัญหาที่ลึกกว่าตาเห็น! I Exclusive Interview EP.20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
wealth-exclusive-interview-ep-20

ฝุ่นพิษ PM2.5 ปัญหาหลักที่คนไทยต้องเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้นตอของปัญหาคงไม่สามารถพูดได้ว่ามาจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่หนึ่งในนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการ ‘เผา’ ของภาคการเกษตร

 

ไร่อ้อย และ โรงงานน้ำตาล คือหนึ่งในผู้ที่ถูกตั้งคำถามจากสังคม แท้จริงแล้วปัญหาคืออะไร? การเผาอ้อยมีส่วนแค่ไหน? ทำไมชาวไร่ต้องเผาอ้อย? แล้วทางออกของปัญหาคืออะไร?

The post ชมคลิป: ไร่อ้อย กับ ฝุ่นพิษ PM2.5 ปมปัญหาที่ลึกกว่าตาเห็น! I Exclusive Interview EP.20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด: วงการเผาและหมอกควัน https://thestandard.co/black-snow-sugarcane-burning/ Tue, 21 Jan 2025 05:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1032564 black-snow-sugarcane-burning

“ใบอ้อยมันคม บาดทีเดียวเลือดซิบๆ ใบเหนียวด้วย ตัดยากและ […]

The post หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด: วงการเผาและหมอกควัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
black-snow-sugarcane-burning

“ใบอ้อยมันคม บาดทีเดียวเลือดซิบๆ ใบเหนียวด้วย ตัดยากและตัดช้า ตัดต้นอ้อยแล้วต้องเสียเวลาเอามีดมาสางใบออกจากต้น เผาก่อนมันตัดง่ายดี”

 

ไม่นานมานี้ผู้เขียนเคยมีโอกาสพูดคุยกับคนงานเผาไร่อ้อยหลายคน หลังจากพวกเขาพาเดินเข้าไปสำรวจในไร่อ้อยแห่งหนึ่ง ต้นใหญ่ท่วมหัว ลำอ้อยอวบใหญ่ และใบอ้อยคมจนต้องระวัง

 

ช่วงต้นปีของทุกปี ปัญหาหมอกควันพิษและ PM2.5 ได้กลับมาคุกคามสุขภาพของคนไทยอย่างไม่จบสิ้น

 

สาเหตุของหมอกควันพิษในกรุงเทพมหานครและภาคกลางในขณะนี้ นอกจากปัญหาควันจากท่อไอเสียของรถยนต์แล้ว สาเหตุสำคัญคือการเผาจากพื้นที่ภาคการเกษตร

 

โดยเฉพาะไร่อ้อยที่อยู่ในช่วงฤดูกาลหีบอ้อย หรือช่วงเวลาที่โรงงานน้ำตาลกำลังรับซื้อผลผลิตอ้อย เพื่อทำการหีบน้ำอ้อยจากลำอ้อยไปแปรรูปผลิตน้ำตาล เพราะอ้อยไม่สามารถเก็บไว้ในลักษณะของอ้อยสดได้นาน

 

โรงงานน้ำตาลจะเปิดฤดูหีบอ้อยตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายน อากาศแห้งและเย็น อ้อยกำลังหวานได้ที่พอดี หากเลยช่วงนี้ไป ฝนเริ่มตก อ้อยจะไม่ค่อยหวาน ตัดยาก พื้นดินเฉอะแฉะ รถบรรทุกทำงานลำบากในไร่อ้อย เผาก็ยาก

 

เราจึงเห็นรถบรรทุกอ้อยขนาดใหญ่หลายหมื่นคันแล่นกันเต็มถนนช่วงเวลานี้ ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน เพื่อบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล

 

เจ้าของไร่อ้อยหลายรายทราบดีว่าในสถานการณ์ที่แรงงานขาดแคลน คนงานรับจ้างตัดไร่อ้อยทุกวันนี้ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขว่าต้องเผาไร่อ้อยก่อนถึงจะรับจ้างตัด

 

มีข้อมูลว่าหากเผาไร่อ้อยจนใบไหม้หมดเหลือแต่ลำต้นอ้อยก่อนจะตัด สามารถตัดได้ปริมาณอ้อยมากถึง 4-5 ตันต่อวัน ตัดได้ง่าย ไม่เจ็บ เสร็จเร็ว ได้เงินเร็ว

 

แต่หากตัดอ้อยโดยไม่เผา อาจบาดเจ็บเลือดไหล และทำงานช้า ตัดได้แค่ 1.5 ตันต่อวัน

 

แม้ว่าโรงงานน้ำตาลบางรายชอบรับอ้อยสด ให้ราคาดีกว่า เพราะคุณภาพของน้ำตาลดีกว่าอ้อยที่โดนไฟไหม้

 

แต่ชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่ก็นิยมเผาก่อนตัดเพราะทำงานได้เร็วกว่า

 

หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด

 

การตัดอ้อยสดจึงตัดยากและช้ากว่าตัดอ้อยไฟไหม้เพราะต้องเสียเวลาสางใบ เมื่อเทียบราคาตัดอ้อยสดอยู่ที่ตันละ 240 บาท แต่หากเป็นอ้อยไฟไหม้ค่าจ้างตกตันละ 130 บาท หลายพื้นที่จึงลักลอบเผาอ้อย เนื่องจากเกษตรกรต้องการลดค่าใช้จ่ายต้นทุนการผลิต แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้เกษตรกรตัดอ้อยสดตันละ 120 บาท แต่บางคนไม่ได้มีโควตากับโรงงานน้ำตาลโดยตรง เมื่อไม่ได้รับเงินสนับสนุนบางส่วนจึงเผาอ้อยและขายให้กับนายทุนที่เปิดลานรับซื้อ

 

และทุกวันนี้แรงงานที่ทำงานกลางแดดจัดๆ แบบนี้หาไม่ง่าย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างด้าวไหลทะลักเข้ามา

 

แต่แม้เป็นแรงงานต่างด้าวก็เล่นตัวเหมือนกัน อยากให้เผาไร่อ้อยก่อน เพราะรายได้ต่างกันมาก

 

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายพบว่าประเทศไทยจะมีผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2566/2567 อยู่ที่ 82 ล้านตัน และคาดการณ์ว่าปีการผลิต 2567/2568 จะเพิ่มเป็น 92 ล้านตัน

 

ทั่วประเทศปลูกไร่อ้อยประมาณ 12 ล้านไร่ โดยช่วงระยะเวลาปี 2557-2562 พบว่ามีการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยจาก 8,456,000 ไร่ เป็น 11,469,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 3,013,000 ไร่ และคาดกันว่ามีการเผาไร่อ้อยทั่วประเทศประมาณร้อยละ 30 หรือประมาณ 4 ล้านไร่

 

โดยมี 4 จังหวัดที่ปลูกอ้อยมากที่สุด กินพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ขึ้นไป คือนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุดรธานี และกาญจนบุรี ขณะที่อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนการรับอ้อยเผาเข้าหีบสูงสุดของประเทศ

 

ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงานน้ำตาลของบริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด และโรงไฟฟ้าของบริษัท ไทยอุดรธานี เพาเวอร์ จำกัด ในจังหวัดอุดรธานี หลังตรวจสอบพบว่ามีการรับอ้อยเผาเข้าหีบสะสมสูงสุดจากโรงงานน้ำตาลทั้งหมด 58 โรงงาน คิดเป็น 43.11% ของปริมาณอ้อยทั้งหมด หรือกว่า 410,000 ตัน เทียบเท่าการเผาป่ากว่า 40,000 ไร่ ทำให้รถอ้อยตกค้างกว่า 2,000 คัน หลังมาจอดรอขายอ้อยโดยไม่รู้ว่าจะได้ขายเมื่อไรและอ้อยเสี่ยงเน่าเสีย

 

ฝุ่นที่เกิดจากการเผาใบและยอดอ้อยนี้มีทั้งฝุ่นขนาดเล็กแบบ PM2.5 และฝุ่นขี้เถ้าขนาดใหญ่สีดำปลิวลอยเป็นหมอกควัน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านมานานหลายสิบปี ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘หิมะดำ’

 

ช่วงต้นปีผู้เขียนเคยขับรถออกไปแต่เช้า มุ่งหน้าไปจังหวัดกาญจนบุรี จะพบว่าตลอดเส้นทางปกคลุมไปด้วยหมอกเช่นกัน ต้องเปิดไฟหน้ารถตลอดทางแม้จะเป็นเวลาแปดโมงเช้าเนื่องจากทัศนียภาพที่มองไม่เห็น

 

เมืองกาญจน์มีพื้นที่ปลูกอ้อย 7 แสนกว่าไร่ ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ ชาวบ้านเดือดร้อนจากการเผาจนหิมะดำปลิวฟุ้ง หลังคาบ้านเรือนหลายพื้นที่มีเขม่าสีดำจากฝุ่นขี้เถ้าเกาะเต็มไปหมด

 

แต่ที่บ้านท่ามะนาว อำเภอเมือง เจ้าของไร่อ้อยหลายแห่งไม่เผาอ้อยมานานหลายสิบปีแล้ว เพราะทราบดีว่าชาวบ้านเดือดร้อนจากควันดำ จึงใช้แรงงานตัดอ้อยสด

 

“เถ้าแก่เจ้าของพื้นที่ 200 ไร่ ไม่เคยเผาไร่อ้อยเลยตั้งแต่ทำไร่มายี่สิบกว่าปี แกไม่ชอบเผา ชอบตัดอ้อยสด คงรู้ว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน” ชาวบ้านรับจ้างตัดอ้อยคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

 

อ้อยสดจะมีราคาดีกว่าอ้อยที่ถูกไฟไหม้ แถมคุณภาพน้ำตาลสูงกว่า และซากต้นอ้อยในไร่ยังนำมาทำปุ๋ยได้ แม้ต้นทุนแรงงานจะสูงขึ้นเพราะแต่ละวันตัดได้ช้ากว่าการเผา

 

หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด

 

ผู้เขียนถามคนงานเหล่านี้ว่าไม่กลัวโดนใบอ้อยบาดเหรอ

 

“เวลาตัดก็ต้องระวัง ค่อยๆ ตัด ใส่ถุงมือป้องกัน หากตัดเก่งแล้วก็ไม่ค่อยบาดเจ็บ”

 

การตัดอ้อยจึงเป็นการทำงานแบบประณีตและละเอียด แม้จะตัดได้ช้าแต่ดูเหมือนคนงานเหล่านี้ก็พอใจ ตัดกันจนชำนาญ เช่นเดียวกับเจ้าของไร่อ้อย แม้จะเสียเวลา ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่พวกเขาก็ยอมรับ

 

เพียงแต่คนแบบนี้ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ในวงการอ้อย การเผาจึงดำรงอยู่ และหมอกควันพิษที่นับวันจะเพิ่มขึ้น

 

ทุกวันนี้ไทยผลิตน้ำตาลส่งออกมากเป็นอันดับ 3 รองจากบราซิลและอินเดีย แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เพราะความต้องการน้ำตาลของประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้นมาก 2-3 เท่าตัว

 

รายได้มหาศาลจากการส่งออกที่ตกอยู่ในมือของกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ไม่กี่ราย ต้องแลกกับสุขภาพของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องมารับเคราะห์กับการเผาไร่อ้อย การก่อมลพิษที่ไม่มีทางจบสิ้น

The post หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด: วงการเผาและหมอกควัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัครเดชหนุนแนวทางเอกณัฏลดฝุ่น PM2.5 โดยให้โรงงานรับซื้อเฉพาะอ้อยสด หวังเกษตรกรเข้าใจ https://thestandard.co/reduce-pm25-fresh-sugarcane/ Mon, 20 Jan 2025 01:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1031963 reduce-pm25-fresh-sugarcane

วานนี้ (19 มกราคม) อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี […]

The post อัครเดชหนุนแนวทางเอกณัฏลดฝุ่น PM2.5 โดยให้โรงงานรับซื้อเฉพาะอ้อยสด หวังเกษตรกรเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
reduce-pm25-fresh-sugarcane

วานนี้ (19 มกราคม) อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวแสดงความเห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายอย่างเข้มงวดของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการคุมเข้มโรงงานผลิตน้ำตาล เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่น PM2.5

 

อัครเดชมองว่ามาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดำเนินนโยบายให้โรงงานรับซื้อเฉพาะอ้อยสด ลดอ้อยไฟไหม้ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมขอความร่วมมือไปยังโรงงานผลิตน้ำตาลทุกโรงงานและชาวไร่อ้อยทุกคนให้ช่วยกันลดปริมาณการเผาอ้อยลงให้ได้ตามเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด เนื่องจากการเผาอ้อยเป็นสาเหตุสำคัญของการก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน

 

ทั้งนี้ จึงขอย้ำให้โรงงานช่วยประชาสัมพันธ์แก่ชาวไร่อ้อยให้ทราบถึงผลเสียของการเผาอ้อยด้วย เพราะนอกจากจะทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 แล้ว ยังทำให้ความหวานของอ้อยลดลง น้ำหนักอ้อยก็ลดลง ที่สำคัญขายไม่ได้ราคาอีก ทั้งไม่ได้เงินอุดหนุนจากภาครัฐที่สนับสนุนเงินค่าตัดอ้อยสด และส่งผลเสียต่อหน้าดินในการเพาะปลูกในฤดูกาลผลิตถัดไปด้วย

 

อัครเดชเสริมว่า ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรจัดส่งอ้อยสดกับโรงงานผ่านการให้เงินสนับสนุนกับชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสด ซึ่งจะประกาศตัวเลขให้ชาวไร่อ้อยได้ทราบในเร็ววันนี้ ขณะเดียวกันก็จะเร่งให้หน่วยงานรัฐดำเนินมาตรการเชิงรุก เข้าพื้นที่ให้ความรู้อย่างจริงจัง และส่วนตัวเชื่อว่าสมาคมชาวไร่อ้อยจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะการลดฝุ่น PM2.5 จัดเป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาล อีกทั้งที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมก็เคยเชิญตัวแทนสมาคมชาวไร่อ้อยมาหารือกันในชั้นคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการลดการเผาอ้อยแล้ว ซึ่งสมาคมชาวไร่อ้อยก็เห็นด้วยกับมาตรการนี้ และพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมและกระทรวงอุตสาหกรรม

 

“การเผาอ้อย นอกจากก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน ยังทำให้อ้อยหวานน้อยลง น้ำหนักลดลง และส่งผลเสียต่อหน้าดินในการเพาะปลูกครั้งถัดไป ผมจึงเห็นด้วยกับนโยบายของเอกนัฏ พร้อมขอความร่วมมือชาวไร่อ้อยส่งอ้อยสดให้โรงงาน อย่าเผาอ้อย เพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพที่ดีของพี่น้องประชาชนและตัวเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเองด้วย” อัครเดชกล่าว

The post อัครเดชหนุนแนวทางเอกณัฏลดฝุ่น PM2.5 โดยให้โรงงานรับซื้อเฉพาะอ้อยสด หวังเกษตรกรเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏสั่งโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศหยุดรับอ้อย 7 วัน เพื่อลดฝุ่น-ควัน มอบอากาศบริสุทธิ์ช่วงปีใหม่ https://thestandard.co/akanat-sugar-factory-new-year-pause/ Sat, 28 Dec 2024 05:34:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1025001 โรงงานน้ำตาล

วันนี้ (28 ธันวาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกร […]

The post เอกนัฏสั่งโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศหยุดรับอ้อย 7 วัน เพื่อลดฝุ่น-ควัน มอบอากาศบริสุทธิ์ช่วงปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานน้ำตาล

วันนี้ (28 ธันวาคม) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกคำสั่งให้โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศหยุดรับอ้อย 7 วันในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อลดฝุ่นควันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ให้เป็นของขวัญกับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่

 

โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 จนถึงวันที่ 2 มกราคม 2568 เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้เที่ยวพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่แบบไร้ฝุ่นควันที่เกิดจากการลักลอบเผาอ้อย และงดการบรรทุกขนส่งอ้อยบนท้องถนนเพื่อการสัญจรอย่างปลอดภัย

 

“ผมขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยส่งคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ทุกท่านเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่ครับ” เอกนัฏระบุ

 

อ้างอิง:

The post เอกนัฏสั่งโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศหยุดรับอ้อย 7 วัน เพื่อลดฝุ่น-ควัน มอบอากาศบริสุทธิ์ช่วงปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักปกป้องสิทธิฯ เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา บุกไล่โรงงานน้ำตาล-โรงงานไฟฟ้า เผยรอดู ‘เศรษฐา’ จะซ้ำรอยรัฐบาลประยุทธ์หรือไม่ ขอรัฐแก้ปัญหาราคาข้าว https://thestandard.co/we-love-thung-kula-18122566/ Mon, 18 Dec 2023 11:39:52 +0000 https://thestandard.co/?p=878201

วันนี้ (18 ธันวาคม) ที่ลานข้างเทศบาลตำบลโนนสวรรค์ อำเภอ […]

The post นักปกป้องสิทธิฯ เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา บุกไล่โรงงานน้ำตาล-โรงงานไฟฟ้า เผยรอดู ‘เศรษฐา’ จะซ้ำรอยรัฐบาลประยุทธ์หรือไม่ ขอรัฐแก้ปัญหาราคาข้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (18 ธันวาคม) ที่ลานข้างเทศบาลตำบลโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเครือข่ายคนฮักทุ่งกุลารวมตัวกันเพื่อขับไล่อุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลทรายและโรงไฟฟ้าชีวมวลออกไปจากพื้นที่ และเรียกร้องให้ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดให้คำตอบว่าจะปกป้องผืนแผ่นดินทุ่งกุลาสำหรับเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิโลก หรือจะเปลี่ยนเป็นไร่อ้อยเพื่อตอบสนองนายทุน

 

จากนั้นเวลา 11.00 น. เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา ได้เคลื่อนขบวนเดินเท้าไปยังบริเวณหน้าสำนักงานของบริษัทดังกล่าว พร้อมถือป้ายผ้าระบุข้อความ เช่น “คัดค้านการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล, เราไม่เอาโรงงานน้ำตาล/โรงไฟฟ้าชีวมวล, ออกไปจากบ้านกู” 

 

โดยระหว่างการเดินทางแกนนำได้มีการปราศรัยช่วงหนึ่งระบุว่า หาก EIA ผ่าน หรือโรงงานยังไม่ปิดปีหน้า ทางเครือข่ายคนฮักทุ่งกุลาจะมาชุมนุมปิดโรงงานแน่นอน และเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณหน้าสำนักงานของบริษัท ได้มีการตั้งเต็นท์และเตรียมกิจกรรมต่อไป

 

โรงงานน้ำตาล แปลงร่างหาพื้นที่ก่อสร้างใหม่หลังพื้นที่เดิมตั้งไม่สำเร็จ

 

ต่อมา เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า บริษัทน้ำตาลดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อนั้น เพราะเงื่อนไขตามกฎหมายระบุว่าเมื่อบริษัทชื่อเดิมไม่สามารถตั้งโรงงานตามอายุใบอนุญาตที่ได้รับไปจะไม่เปิดโอกาสให้บริษัทชื่อเดิมตั้งโรงงานในพื้นที่เดิมได้ ตอนนี้มีใบอนุญาตตั้งโรงงานได้แล้ว โดยขออนุญาตใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จะหมดอายุลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม เพราะครั้งที่แล้วล้มเหลว เขาต้องพยายามให้ EIA ผ่านในปีนี้ หรือต้นปีหน้าเพื่อให้ก่อสร้างโรงงานได้ทัน และใช้วิธีจัดทำเวทีรับฟังความคิดเห็น EIA ภายในโรงงานซึ่งเป็นพื้นที่ปิด เพื่อให้ยกมือเป็นเสียงเดียว ไม่จัดเวทีที่ อบต. เทศบาล หรืออำเภอเหมือนกรณีอื่นๆ แต่จัดในพื้นที่ส่วนบุคคล 

 

เลิศศักดิ์กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของประเทศอย่างมาก ก่อนรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี จะมาบริหารประเทศ โรงงานน้ำตาล 2 โรงงาน ต้องตั้งห่างกัน 100 กิโลเมตร แต่มีการแก้กฎหมายให้ขยับมาเป็น 50 กิโลเมตร ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ต้องถูกควบคุม ไม่ใช่แค่การตั้งโรงงานอย่างเดียว เพราะหนึ่งโรงงานต้องใช้พื้นที่ปลูกอ้อยไม่ต่ำกว่า 3-5 แสนไร่ และทั่วประเทศต้องใช้พื้นที่ปลูกอ้อยไม่ต่ำกว่า 10.5 ล้านไร่  ถ้าใกล้กันจะแย่งโควตาอ้อยกัน  

 

อัดรัฐบาล ‘ประยุทธ์’ ปล่อยนายทุนอ้อยกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศ

 

เลิศศักดิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ทำคือให้นายทุนอ้อยเบอร์หนึ่งของประเทศมากำหนดยุทธศาสตร์การปลูกอ้อย อ้างว่าพื้นที่ทุ่งกุลาเป็นนาน้ำฝน ผลผลิตข้าวที่ได้ต่ำ ไม่ควรเป็นนาข้าว ให้เปลี่ยนเป็นไร่อ้อยเสีย ซึ่งเป็นการเหยียบย่ำชาวบ้าน เหมือนสมัย สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะให้ทุ่งกุลาเป็นที่ทิ้งขยะของประเทศไทย หรือแม้กระทั่งในยุคของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ก็จะให้เป็นพื้นที่คาสิโน 

 

รอดูน้ำยา ‘รัฐบาลเศรษฐา’ จะเดินตามรอย คสช. หรือไม่

 

“ตอนนี้เราต้องมาดูน้ำยาของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าจะดำรงนโยบายของ พล.อ. ประยุทธ์เอาไว้อย่างเดิม ด้วยการเปลี่ยนท้องนาทุ่งกุลาเป็นไร่อ้อย หรือจะเปลี่ยนนโยบายนี้หรือไม่” เลิศศักดิ์กล่าว 

 

เลิศศักดิ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การดำเนินการทั้งหลายจะผ่านระบบเกษตรพันธสัญญา แต่ 5-6 ปีที่โรงงานน้ำตาลเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เขาต้องการที่ดินปลูกอ้อย 300,500 ไร่ แต่ปัจจุบันได้เพียง 14,000 ไร่ เพียงพอต่อการหีบอ้อยได้แค่ 3 วัน ตัวเลขนี้ชี้ว่าพี่น้องทุ่งกุลาไม่ใช่หมู แสดงว่าชาวบ้านไม่อยากเปลี่ยน และผูกพันกับวิถีชีวิตเดิมคือการปลูกข้าวหอมมะลิ อยากเก็บผืนแผ่นดินทุ่งกุลาไว้ให้ลูกหลาน รัฐบาลนี้กำลังส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ ข้าวหอมมะลิเป็นซอฟต์พาวเวอร์มาก่อนรัฐบาลไทยรักไทยจะจัดตั้งรัฐบาลอีก บริษัทน้ำตาลบ้านโป่งที่ถูกเปลี่ยนชื่อรายใหญ่อยู่มา 5-6 ปี ไม่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้านได้ แสดงถึงความล้มเหลวของโรงงานน้ำตาล จนต้องไปหาอ้อยจากนอกพื้นที่ทุ่งกุลา ในเมื่อพื้นที่ปลูกอ้อยอยู่ห่างไกลจากทุ่งกุลาและไม่สามารถหาพื้นที่ปลูกอ้อยในทุ่งกุลาได้ ดังนั้นจึงต้องย้ายโรงงานไป

 

“ข้อเรียกร้องเดียวคือ โรงงานแห่งนี้ต้องย้ายตามไร่อ้อยออกไป เราจะไม่ประนีประนอมอีกต่อไป ขอฝากบริษัทแห่งนี้ถ้ายังมีสำนึกดีอยู่ก็ให้ย้ายโรงงานออกไป อย่ามาตั้งที่นี่ ปีหน้าเราจะให้โอกาสเป็นเวลา 1 เดือน คือในเดือนมกราคม และผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด ต้องแสดงให้เห็นว่าคุณใหญ่กว่าบริษัทนี้ และต้องมีคำตอบให้กับเราว่าจะเลือกให้ทุ่งกุลาเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิหรือเป็นไร่อ้อย ถ้าไม่ได้คำตอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เราจะยกระดับการชุมนุมด้วยการปิดบริษัทแห่งนี้ และเราจะตั้งหมู่บ้านคนฮักทุ่งกุลาขึ้นที่ผืนแผ่นดินที่นี่” เลิศศักดิ์กล่าว

 

ห่วงโรงงานแย่งน้ำบาดาล-ทำลายอาชีพคนในชุมชน

 

นิวาส โคตรจันทึก นักปกป้องสิทธิมนุษยชน เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา กล่าวว่า พี่น้องที่มามีส่วนร่วมในวันนี้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการต่อสู้เพื่อถิ่นเกิดของตัวเอง ถ้าสมมติว่าโรงงานมาตั้งได้ ไม่มีที่จะถอนออกไป มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหมื่นตันเป็นแสนตัน โรงงานน้ำตาลไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ตนไปดูมาหมดแล้ว มีแต่สร้างเพิ่ม ไม่มีเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้น 

 

จึงขอขอบคุณพี่น้องที่ออกมาต่อสู้ร่วมกันในวันนี้ และขอให้เรารู้ว่าเราเป็นตัวแทนที่จะต่อสู้เพื่อลูกหลานไม่ให้เกิดโรงงานที่จะสร้างผลกระทบต่อไป ทั้งนี้ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือเรื่องน้ำ โดยเฉพาะน้ำบาดาลของคนในพื้นที่ เพราะโรงงานนี้ไม่มีแหล่งน้ำผิวดิน นอกจากน้ำใต้ดินเท่านั้น โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านี้จะต้องใช้น้ำเท่าไร นอกจากนั้นคือปัญหาการจราจรในฤดูหีบอ้อย ตราบใดที่เราสกัดโรงงานไม่ให้สร้างได้ปัญหาจะไม่เกิด เจ้าของโรงงานไม่ได้อยู่กับเรา แต่เอามลพิษมาฝากไว้ที่เรา

 

ขณะที่ เกียรติศักดิ์ แก้วพิลา จากเครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา กล่าวว่า หากมีโรงงานน้ำตาลปัญหาที่จะเกิดขึ้นคืออุบัติเหตุจากรถขนอ้อย ชาวบ้านจะสูญเสียพื้นที่เลี้ยงวัว เกิดสารเคมีจากไร่อ้อย กระทบต่อไส้เดือนที่เป็นรายได้หลักของชาวบ้านเกือบ 1,000 บาทต่อวันก็จะหายไป นอกจากนั้นยังเกิดการสูญเสียป่าชุมชนจากการสร้างโรงงานไฟฟ้าชีวมวล สุดท้ายภัยแล้งจะมาเยือน เพราะหากปลูกอ้อยคันนาจะถูกทำลายส่งผลต่อการเก็บกักน้ำ และปัญหาน้ำเสียจากโรงงานที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5  

 

อรัฐแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำแทนผุดโรงงานน้ำตาล

 

หมุน ลุนศร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา กล่าวว่า หากโรงงานไม่ย้ายออกไป เราจะย้ายมาตั้งหมู่บ้านที่บริเวณโรงงานนี้ และทำอุตสาหกรรมต้มเหล้าจากข้าวหอมมะลิในพื้นที่นี้ เราต้องปกป้องผืนดินทุ่งกุลาที่เป็นทุ่งสีทองเหมือนทองคำ เราต้องพาลูกหลานลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าให้เขามาสร้างโรงงานน้ำตาลได้ ถ้าเราจะสร้างคือสร้างโรงต้มเหล้าจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา เราจะใส่แบรนด์ของเราลงไปให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

 

ด้าน หนูปา แก้วพิลา ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มคนฮักทุ่งกุลา กล่าวว่า ที่พวกเราต้องออกมาคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลในครั้งนี้เพราะเราเล็งเห็นผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไม่อยากให้เข้ามาทำลายทุ่งกุลาแหล่งอาหารธรรมชาติและแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิขนาดใหญ่ของพวกเรา เราอยากให้ลูกหลานของเราได้อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศที่ดี 

 

“รัฐควรให้ความสำคัญ ไม่ใช่การเร่งขยายแหล่งผลิตโรงงานน้ำตาลหรือโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่ควรแก้ปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำลงทุกวัน ข้าวหอมมะลิเราเป็นข้าวหอมมะลิที่ส่งออกทั่วโลก แต่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำเลย” หนูปากล่าว

 

แถลงการณ์หากไม่ยุติโรงงานจะปิดสำนักงานโรงงาน

 

พร้อมแถลงการณ์ระบุตอนหนึ่งว่า “เราให้เวลาหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและบริษัทดังกล่าวภายในเดือนมกราคม 2567 เมื่อล่วงเข้าเดือนกุมภาพันธ์ 2567 หากไม่ประกาศยุติโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลทรายและโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นที่ตำบลโนนสวรรค์ หรือบริเวณอื่นใดบนผืนแผ่นดินทุ่งกุลา เราจะทำการปิดสำนักงานของบริษัทด้วยสองมือสองเท้าของเราเอง”

The post นักปกป้องสิทธิฯ เครือข่ายคนฮักทุ่งกุลา บุกไล่โรงงานน้ำตาล-โรงงานไฟฟ้า เผยรอดู ‘เศรษฐา’ จะซ้ำรอยรัฐบาลประยุทธ์หรือไม่ ขอรัฐแก้ปัญหาราคาข้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>