หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลา […]
The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่เมื่อเราขับรถไปยังปั๊มน้ำมัน เรากลับพบราคาหน้าปั๊มในไทยกลับไม่ได้ลดลงแบบทันที ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในเมื่อต้นทุนถูกลงแล้วทำไมผู้บริโภคถึงไม่ได้ซื้อของถูกทันที?
ความสงสัยนี้มักถูกตั้งคำถามไปที่โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างราคาพลังงาน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจโครงสร้างและกระบวนการภายในโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราคาน้ำมันอย่างเป็นระบบ
โรงกลั่นน้ำมัน คืออุตสาหกรรมแปรรูปขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการความร้อนเพื่อกลั่นแยกส่วนเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การจัดหาวัตถุดิบต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถกลั่นได้อย่างต่อเนื่อง
กระบวนการนี้เองที่สร้าง Time Lag หรือความเหลื่อมล้ำทางเวลา ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศกว่า 90% โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง กว่าน้ำมันดิบหนึ่งล็อตจะผ่านการเจรจาตกลงราคา จัดหาเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่เดินทางข้ามมหาสมุทรและขนถ่ายเข้าสู่ถังเก็บสำรอง จึงต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน
วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วง มี.ค. – เม.ย. 2569 ทำให้ตลาดน้ำมันดิบตึงตัว โรงกลั่นไทยจึงเร่งจัดหาน้ำมันท่ามกลางอำนาจต่อรองผู้ขายที่สูงขึ้นเพื่อรับมือความเสี่ยงขาดแคลนพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว โดยต้นทุนเพิ่มเติมเหล่านี้มาจาก
1. Crude Premium เป็นส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงกับราคาซื้อขายจริง เป็นราคาจ่ายจริงที่ขึ้นลงไม่คงที่ อาจจะเป็นบวก (Premium) หรือเป็นลบ (Discount) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ
2. ค่าขนส่งและค่าประกันภัย โดยผลกระทบจากสภาวะสงคราม เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก เส้นทางการเดินเรือกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย สิ่งที่ตามมาคือ
นอกจากต้นทุนภายนอกแล้ว ภายในโรงกลั่นเองยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มเติมที่ต้องคำนวณก่อนจะเกิดกำไรสุทธิ เช่น
ในทางปฏิบัติ น้ำมันดิบที่เข้าสู่โรงกลั่นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โรงกลั่นจัดหาและซื้อมาในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคายังคงอยู่ในระดับสูงมากจากวิกฤตที่ผ่านมา หรืออีกนัยหนึ่ง โรงกลั่นได้จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ในราคาที่รวมพรีเมียมสูงสุดจากผลกระทบของวิกฤตก่อนหน้านั่นเอง
น้ำมันดิบราคาแพงที่แบกรับต้นทุนพรีเมียมจากเมื่อ 2 เดือนก่อนเดินทางมาถึงหอกลั่น แต่สถานการณ์ความตึงเครียดของโลกคลี่คลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ณ วันปัจจุบันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
ราคาขายผลิตภัณฑ์หน้าโรงกลั่นจะต้องใช้กลไกบังคับให้ต้องตั้งราคาขายอิงตามสภาวะตลาดโลกในวันที่จำหน่าย (Market-Based Pricing)

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต้องนำวัตถุดิบต้นทุนสูงมาผลิตเพื่อขายในราคาตลาดที่ต่ำลง สถานการณ์ลักษณะนี้เรียกว่าการขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของธุรกิจโรงกลั่น ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ผู้บริโภคมักตั้งคำถามต่อการปรับตัวของราคาขายปลีก
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาน้ำมันอาจไม่สามารถปรับลดลงได้ทันที เพราะต้นทุนและราคาขายไม่ได้เกิดขึ้นในเส้นเวลาเดียวกัน น้ำมันดิบล็อตที่ตลาดโลกชี้ว่าราคาถูกในช่วงเวลาหนึ่งจะเดินทางมาถึงและกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมขาย ก็ต้องใช้เวลาดำเนินการไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า
ในช่วงรอยต่อของความเหลื่อมล้ำด้านเวลานี้ อุตสาหกรรมโรงกลั่นจะเดินเครื่องผลิตในจังหวะที่ส่วนต่างกำไร หรือค่าการกลั่นหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ และในบางช่วงเวลาอาจทำให้ค่าการกลั่นลดลงจนอยู่ในระดับต่ำ หรือในบางกรณีอาจติดลบได้
ราคาน้ำมันในไทยอ้างอิงกับราคากลางตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่สำคัญในเอเชีย และถูกใช้เป็น Benchmark ในหลายประเทศ เนื่องจากสามารถสะท้อนอุปสงค์และอุปทานของภูมิภาคได้
หลักการที่ใช้คือราคาเสมอภาคการนำเข้าและส่งออก ซึ่งช่วยป้องกันความไม่สมดุลในตลาด ในทางทฤษฎี หากราคาภายในประเทศต่ำกว่าตลาดโลกมาก อาจเกิดแรงจูงใจในการส่งออกหรือทำกำไรจากส่วนต่างราคา ซึ่งในบางกรณีอาจกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศ
การกำหนดราคาอ้างอิงกับ MOPS มุมหนึ่งถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโดยรวม แม้ว่าบางครั้งอาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงไม่รวดเร็ว กรณีที่ปล่อยให้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไป ประเทศไทยจะต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในราคาตลาดโลกที่สูงกว่า นี่จึงเป็นอีกเหตุผลในมุมหนึ่งที่เลือกใช้แนวทางนี้
ข้อสังเกตจากข้อมูลทำให้เห็นได้ว่า โรงกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจแบบวัฏจักร ซึ่งเห็นได้จากโครงสร้างรายได้และพิจารณากลไกตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง
ผลประกอบการโรงกลั่นขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลก ช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้นจากความต้องการสูงหรือวิกฤต โรงกลั่นจะได้กำไรจากสต็อก (Stock Gain) เนื่องจากนำวัตถุดิบราคาถูกเดิมมาขายในราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่เมื่อวัฏจักรกลับกัน ที่ราคาน้ำมันล่วงหน้าปรับตัวลดลงและถูกกว่าราคาปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายต่ออุตสาหกรรม

หากทิศทางของราคาน้ำมันล่วงหน้า (Future Curve) ลดต่ำลง โรงกลั่นย่อมทราบดีว่าการเดินเครื่องผลิตต่อไปอาจนำไปสู่การบันทึกตัวเลขขาดทุนจากสต็อก อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเดินเครื่องต่อหรือหยุดพัก ถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและกลไกการกำกับดูแล
ดังนั้น ในเหตุการณ์ในการลดกำลังการผลิตอย่างกะทันหันไม่เพียงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังเสี่ยงต่อการผิดเงื่อนไขการรักษาระดับน้ำมันสำรองทางกฎหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน
โรงกลั่นยังคงต้องเดินเครื่องอย่างสูง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิค สัญญาทางการค้า และกรอบการกำกับดูแลของภาครัฐ ให้ระบบพลังงานดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดภาวะชะงักงัน
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงกลั่นเพียงส่วนเดียว แต่ยังรวมถึงภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดในส่วนปลายน้ำ ซึ่งล้วนมีผลต่อราคาที่ผู้บริโภคจ่ายหน้าปั๊มเช่นกัน
The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลานี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวเลขที่สะท้อ […]
The post ค่าการกลั่น (GRM) คืออะไร? ทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวลานี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงภาระค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายจ่ายของประชาชนทุกคน นั่นทำให้เรื่องราคาน้ำมันกำลังเป็นหัวข้อหลักในทุกบทสนทนาของทุกวันนี้ และหนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันคือเรื่องค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) ที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในช่วงเวลาวิกฤตด้านพลังงานนี้
THE STANDARD ชวนผู้อ่านมาร่วมเจาะลึกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่อลิตรที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบใดบ้าง เพื่อทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันที่เราเติมอยู่ในปัจจุบัน และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงราคา
ราคาน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายหน้าปั๊มไม่ได้มีแค่ค่าตัวน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วนหลักที่นำมารวมกัน คือ
ด้วยโครงสร้างดังกล่าว แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกหรือราคาหน้าโรงกลั่นจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกในประเทศไม่ได้สะท้อนการปรับลดในอัตราเดียวกัน เนื่องจากยังมีองค์ประกอบอย่างภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดที่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลกโดยตรง
สิ่งที่กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมเวลานี้คือ “ค่าการกลั่น” ของโรงกลั่น เราจะมาทำความเข้าใจตรงนี้กันเพิ่ม
ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) คือ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น เบนซิน ดีเซล) กับราคาน้ำมันดิบ หากให้เปรียบเทียบ ก็เปรียบได้กับการทำน้ำส้มคั้นที่ส่วนต่างคือราคาน้ำส้มที่ขายได้หักลบกับราคาผลส้มที่ซื้อมานั่นเอง

ทั้งนี้ หลายคนมีความเข้าใจว่าค่าการกลั่นนั้นคือกำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่ค่าการกลั่นเป็นเพียง “กำไรขั้นต้น” ที่ยังต้องนำไปหักลบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ จึงจะออกมาเป็นกำไรที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น
นอกจากนี้ ค่าการกลั่นยังผันผวนขึ้นลงตามกลไกความต้องการและกำลังการผลิตของตลาดโลก (โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์) เป็นหลัก ด้วยโครงสร้างดังกล่าว ทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROIC) ก็จะผันผวนตาม
ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ Yuanta ระบุตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปี 2025 และไตรมาสแรกของปี 2026 กำไรของธุรกิจโรงกลั่นต่อลิตร (เมื่อไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมันและการทำ Hedging) อยู่ที่ระดับ 0.3 – 0.7 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกำไรต่อลิตรของธุรกิจอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน
ตัวเลขค่าการกลั่นที่ดูเหมือนจะปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วงเวลา มักจะถูกชดเชยด้วย “ต้นทุนแฝง” หรือต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ซึ่งบางรายการไม่อยู่ในการคำนวณของภาครัฐ ต้นทุนเหล่านี้ประกอบไปด้วย
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขกำไรสุทธิของธุรกิจโรงกลั่นที่ต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร ควบคู่ไปกับแนวทางที่เคยมีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นถึง 2 บาทต่อลิตรในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบันมีการกำหนดอัตราปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงวันที่ 24 เม.ย.- 9 พ.ค. 69 ปรับลด 5.00 บาท/ลิตร ช่วงวันที่ 10 – 19 พ.ค. 69 ปรับลด 3.00 บาท/ลิตร
ทำให้เกิดหนึ่งในคำถามสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ว่า การดึงส่วนต่างราคาจากธุรกิจต้นน้ำในระดับดังกล่าวนี้ มีพื้นฐานอยู่บนสมมติฐานของความสามารถในการรองรับต้นทุนที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจหรือไม่
จุดเริ่มต้นของน้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องรับน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการซับซ้อนในหอกลั่น เพื่อแยกเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นอกเหนือจากเงินลงทุน (CAPEX) ในระดับแสนล้านบาทที่เป็นต้นทุนจมแล้ว โรงกลั่นยังมีภาระการเดินเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมง ผนวกกับ “ความเสี่ยงด้านเวลา” ที่ซับซ้อนมากในห่วงโซ่การผลิต เนื่องจากการจัดหาต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถปรับตัวตามราคาตลาดได้ทันทีเหมือนธุรกิจปลายน้ำ
ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อน้ำมันล่วงหน้าจำนวนมากจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ แล้วขายต่อให้ลูกค้าที่รถขนส่งบริษัทแม่เข้าไม่ถึง เช่น ปั๊มอิสระ โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง และเกษตรกร โดยต้นทุนที่ผู้ค้าส่งจะแบกรับคือความเสี่ยงเครดิตผู้ค้า ต้นทุนการขนส่ง และส่วนต่างกำไรที่ผันผวนตามราคาน้ำมันในลักษณะซื้อมาขายไป
ปลายทางสุดท้ายที่ผู้บริโภคอย่างเราไปใช้บริการ น้ำมันจะถูกเก็บไว้ในถังใต้ดินและสูบขึ้นมาผ่านตู้จ่าย ซึ่งรายได้หลักของสถานีมาจาก “ค่าการตลาด” ซึ่งต้องนำไปหักลบกับค่าเช่าที่ ค่าน้ำไฟ และค่าจ้างพนักงาน และปัจจุบัน ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันก็มีรายได้ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันเพื่อเสริมกำไรของธุรกิจน้ำมันที่บางลงและถูกควบคุมโดยรัฐ เช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร พื้นที่ให้เช่า นั่นทำให้ต้นทุนแบกไว้ของสถานีฯคือ ค่าดำเนินการรายวันในการจัดการภายในสถานีบริการน้ำมันนั่นเอง
เมื่อพิจารณาการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมน้ำมัน จะพบว่าแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ลักษณะและจังหวะของการรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกไม่เหมือนกัน
ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน และผู้ค้าส่ง (Jobber) การดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการซื้อและจำหน่ายในรอบระยะเวลาค่อนข้างสั้น ทำให้สามารถปรับตัวตามราคาตลาดได้ค่อนข้างรวดเร็วในเชิงการบริหารสต็อก และสถานีบริการอาจหารายได้ทดแทนจากกลุ่มธุรกิจ Non-oil อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกลุ่มนี้ยังคงเผชิญความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ
ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้า ซึ่งมีระยะเวลาการขนส่งและผลิต (Lag-time) ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น ความเสี่ยงจากมูลค่าสต็อก (Stock Loss) ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลง นอกจากนี้ ต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าขนส่ง ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ และต้นทุนทางการเงิน อาจปรับเปลี่ยนไปตามภาวะตลาดโลกและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมต้นทุนทั้งหมดแล้วถือเป็นต้นทุนที่สูงเช่นกัน

ในเชิงโครงสร้าง ธุรกิจแต่ละส่วนในห่วงโซ่น้ำมันมีรูปแบบต้นทุนและแหล่งรายได้ที่แตกต่างกัน ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะใช้เงินลงทุนสูง และรายได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจปลายน้ำ เช่น สถานีบริการน้ำมัน มีรายได้จากทั้งการจำหน่ายน้ำมันและธุรกิจเสริม (Non-oil) ซึ่งช่วยกระจายแหล่งรายได้ในอีกมิติหนึ่ง
ภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจในแต่ละส่วนของห่วงโซ่น้ำมันมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโมเดลธุรกิจและโครงสร้างความเสี่ยง ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันมีลักษณะการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นจากรอบการซื้อขายที่สั้น และมีการขยายรายได้ไปยังธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง และผลประกอบการขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นสำคัญ ซึ่งโดยลักษณะธุรกิจอาจส่งผลให้ตัวชี้วัดอย่าง ROA และกำไรสุทธิต่อลิตรอยู่ในระดับที่แตกต่างจากธุรกิจปลายน้ำ
อีกประเด็นหนึ่งที่มีบทบาทต่อราคาน้ำมันในประเทศ คือโครงสร้างราคาขายปลีกซึ่งไม่ได้อิงเฉพาะราคาตลาดโลกหรือราคาหน้าโรงกลั่น แต่รวมถึงนโยบายภาครัฐผ่านภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารเสถียรภาพราคาและดูแลค่าครองชีพของประชาชน ในขณะเดียวกัน กลไกดังกล่าวก็อาจส่งผลต่อภาระต้นทุนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการในบางช่วงเวลา
นอกจากนี้ ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ Yuanta ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลกว่าความผันผวนราคาน้ำมันคือ “ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย” การแทรกแซงราคาที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลไกตลาด เกิดเป็น Policy Risk ที่ทำให้นักลงทุนในระยะยาวตั้งคำถามกับนโยบาย เมื่ออุตสาหกรรมขาดความแน่นอน การพัฒนาโรงกลั่นหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอาจชะงัก และขีดความสามารถประเทศอาจเจอความท้าทายในเชิงการแข่งขันและความมั่นคงทางพลังงาน
ส่วนของราคาขายปลีกที่ลดช้ากว่าตลาดโลก ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้เป็นกลไกดูดซับความผันผวน โดยช่วงราคาสูง กองทุนจะช่วยชะลอผลกระทบ และเมื่อราคาลดลง ก็จะมีการจัดเก็บเงินคืนเพื่อลดหนี้สะสม ทำให้การปรับราคาเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ต้นทุนของผู้ประกอบการก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา
สุดท้าย ความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำมันจึงไม่ได้อยู่ที่ความผันผวนของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับตัวต่อทิศทางนโยบายพลังงานและการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ การทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุน กลไกราคา และบทบาทของแต่ละภาคส่วน อาจช่วยให้การออกแบบนโยบายสามารถสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและผลกระทบต่อผู้บริโภคได้มากขึ้น
The post ค่าการกลั่น (GRM) คืออะไร? ทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พ […]
The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.
]]>
รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังและโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ‘เสี่ยตือ’ ผู้ต้องสงสัยในกรณีการกักตุนน้ำมัน การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ
ศุภโชติให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกัน ปัจจุบันถือครองโดย 2 นิติบุคคล แต่ในอดีตเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันคือเครือข่ายของเสี่ยตือ ก่อนที่จะมีการแบ่งขายส่วนคลังน้ำมันจำนวน 20 ถัง ให้กับบริษัท บางจาก ด้วยมูลค่า 9,000 ล้านบาท โดยถังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความจุประมาณ 64 ล้านลิตร
ในขณะที่ฝั่งโรงกลั่นและถังน้ำมันอีก 17 ถังยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเสี่ยตือ จากการตรวจสอบประวัติโครงการ พบว่าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 แต่หยุดการดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2564 โดยมีปริมาณน้ำมันคงค้างอยู่ในระบบโรงกลั่นจำนวน 5 ล้านลิตร
ตัวแทนผู้ชี้แจงระบุว่า ไม่มีการนำน้ำมันจำนวนดังกล่าวออกจากพื้นที่ในช่วงปี 2564 ถึง 2569 ศุภโชติได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 ครั้ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค้าปลีกที่สูงขึ้นในขณะนั้นเอื้อต่อการนำน้ำมันออกจำหน่ายเพื่อทำกำไร
ประเด็นจากการตรวจสอบเพิ่มเติมคือสภาพของถังน้ำมันที่ถูกระบุว่าปิดตายและไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากคลังน้ำมันแห่งนี้จดทะเบียนเป็นเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงจึงเป็นกรมศุลกากร ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน ตัวแทนจากกรมศุลกากรชี้แจงว่ามีการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและปิดผนึกถังด้วยซีล ซึ่งหากจะมีการเปิดใช้งาน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพื้นที่จริงพบว่าถังน้ำมันดังกล่าวถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะตรวจสอบในวันนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นซีลของทางราชการจริงหรือไม่
ศุภโชติระบุว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างในระบบการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันสูญหายในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความกระจัดกระจายของอำนาจกำกับดูแล เช่น คลังน้ำมันในเขตปลอดภาษีอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศุลกากร ในขณะที่คลังน้ำมันภายในประเทศอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสรรพสามิต
นอกจากนี้ ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานของรัฐยังเป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียว และการตรวจสอบของภาครัฐอาศัยเพียงวิธีการสุ่มตรวจ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงกฎหมาย ศุภโชติเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดในกรณีกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกแบบและลงทุนในระบบการตรวจสอบรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลของคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว







The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกา […]
The post พลังงานงัดกฎเหล็ก! สั่ง ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ รายงานข้อมูลขาย-ขนส่งน้ำมัน มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมสั่ง ‘โรงกลั่น’ รายงานต้นทุนทุกวันศุกร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงพลังงาน ยกระดับการกำกับดูแลราคาพลังงานครั้งใหญ่ ด้วยการรื้อนิยามโครงสร้างราคาใหม่ สั่งคลังและโรงกลั่นเปิดเผยข้อมูลปริมาณและราคาน้ำมันทุกวัน ขีดเส้นรายงานต้นทุนทุกวันศุกร์ พร้อมบังคับส่งใบกำกับการขนส่งเข้าระบบทันที โดยมีผลย้อนหลังถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งลงนามในประกาศ โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
โดยกระทรวงพลังงานเดินหน้าจัดระเบียบโครงสร้างราคาพลังงานให้โปร่งใสและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น โดยได้มีการปรับปรุงประกาศซึ่งมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งการกำหนดนิยามใหม่ การแสดงราคาจำหน่าย และข้อบังคับด้านการรายงานข้อมูลอย่างเข้มงวด ดังนี้
เพื่อความโปร่งใสต่อผู้บริโภคและภาครัฐ ผู้ค้าน้ำมันต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการจำหน่ายอย่างเคร่งครัด ได้แก่
มาตรการกำกับดูแลยังลงลึกถึงการส่งมอบข้อมูล โดยกำหนดเงื่อนไขด้านเวลาที่ชัดเจน ดังนี้



The post พลังงานงัดกฎเหล็ก! สั่ง ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ รายงานข้อมูลขาย-ขนส่งน้ำมัน มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมสั่ง ‘โรงกลั่น’ รายงานต้นทุนทุกวันศุกร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ […]
The post เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย. ลดค่าการกลั่นรอบ 2 มากกว่า 2 บาท มีผลเช้าวันรุ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (21 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น. จะนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 2 เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2 บาท โดยตั้งใจว่าเมื่อประชุมแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน
เมื่อถามว่าขณะนี้เอกชนยอมหรือยัง เอกนัฏระบุว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่า วันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกกับประเทศสิงคโปร์สูงขึ้นมาก สูงกว่าต้นทุนจริง หรืออยู่ในระดับที่ผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชนมาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้ทราบค่าการกลั่นจริงว่ามีราคาเท่าไร และจะกำหนดอัตราที่ไม่ทำให้ขาดทุน แต่การมีกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็ไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย
เมื่อถามว่าในอนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ เอกนัฏกล่าวว่า มีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เนื่องจากตัวเลขเดิม 2 บาทอ้างอิงจากเดือนมีนาคม ขณะที่ปัจจุบันอยู่ในภาวะไม่ปกติ และมีกฎหมายห้ามส่งออก ทำให้น้ำมันที่กลั่นแล้วต้องใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม อีกทั้งในเดือนเมษายน ราคาปรับขึ้นไปถึง 15 บาท แนวโน้มจึงควรปรับลดลงมากกว่านี้
เอกนัฏยืนยันว่า ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ รวม 4 ครั้ง คิดเป็น 8.84 บาท โดยใช้กลไกทางการตลาดและการปรับราคาหน้าโรงกลั่น
The post เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย. ลดค่าการกลั่นรอบ 2 มากกว่า 2 บาท มีผลเช้าวันรุ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราคาน้ำมันโลกลดลง โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ร่วง 20% แต่ค่ากา […]
The post น้ำมันสิงคโปร์ลงแรง 20% สวนทางค่าการกลั่นไทยพุ่ง 15 บาท ‘เอกนัฏ’ ถก กบง.ด่วน 21 เม.ย. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ราคาน้ำมันโลกลดลง โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ร่วง 20% แต่ค่าการกลั่นไทยพุ่งผิดปกติ ‘เอกนัฏ’ จ่อถก กบง. 21 เม.ย.หั่นค่าการกลั่นรอบ 2
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการเร่งดำเนินการปรับลดค่าการกลั่นระลอกที่ 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่ระลอกแรกในช่วงเดือนมีนาคมสามารถลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร
ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดค่าการกลั่นรอบใหม่ เนื่องจากพบว่าในช่วงวันที่ 1-15 เมษายนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 15 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 7 บาทกว่า ถือเป็นระดับที่ผิดปกติมาก
โดยเตรียมนัดประชุมประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อหารือพิจารณาต้นทุนใหม่อีกครั้ง ภายในวันที่ 21 เม.ย. นี้ (มีผล 23 เม.ย.) ซึ่งจะพิจารณาหักลบต้นทุนส่วนเพิ่มต่างๆ เช่น ค่าความเสี่ยงสงคราม (War Premium) ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ตามความเป็นจริง เพื่อกำหนดค่าการกลั่นใหม่โดยใช้ฐานข้อมูลของวันที่ 1-15 เมษายน คาดการณ์ว่าจะสามารถปรับลดค่าการกลั่นลงมาได้มากกว่า 2 บาทต่อลิตร
สำหรับประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงถึง 20% แต่ราคาหน้าปั๊มในประเทศกลับลดลงเพียงเล็กน้อยนั้น เกี่ยวข้องกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง กองทุนฯ ได้เข้ามาพยุงราคาจนปัจจุบันมีภาระหนี้สะสมเกินกว่า 60,000 ล้านบาท
แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะดีขึ้นโดยมีภาระจ่ายออกลดลงเหลือวันละ 100 ล้านบาท จากเดิมวันละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการราคาหน้าปั๊มยังคงต้องทำแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ
The post น้ำมันสิงคโปร์ลงแรง 20% สวนทางค่าการกลั่นไทยพุ่ง 15 บาท ‘เอกนัฏ’ ถก กบง.ด่วน 21 เม.ย. appeared first on THE STANDARD.
]]>
สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ […]
The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา
จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท
โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีก หน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น รมว.กระทรวงพลังงาน ได้เชิญซีอีโอของบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นในประเทศไทยจำนวน 6 แห่งเพื่อเข้ามาหารือ ทีละราย
ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนผู้บริหารของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเข้าไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญ
โดยคาดว่า บางจากฯ เข้าใจว่าการเรียกหารือนี้ จะเป็นการขอความร่วมมือให้มอบเงินกำไร ส่วนเกินของบริษัทเพื่อช่วยเหลือรัฐตามที่ถูกร้องขอ จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าหารือและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) หรือผู้ถือหุ้นเสียก่อน ไม่สามารถรับปากโดยพลการได้
อีกทั้งมีกระแสข่าวว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ได้ส่งซีอีโอเข้าร่วมการเจรจาด้วย มีรายงานว่า SPRC กำลังเตรียมพิจารณาเพื่อดำเนินการคัดค้านและอาจถึงขั้นฟ้องร้องรัฐ เนื่องจากไม่สามารถยอมรับการถูกบังคับหักเงินกำไรส่วนเกินได้

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ (9 เมษายน) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ออกแถลงการณ์ชีแจง ระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทฯ ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด
บริษัทฯ ยืนยันว่า ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน
บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง


วันนี้ (9 เมษายน) ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการที่เป็นผู้บริหาร และ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการระบุว่าไม่มีตัวแทนผู้บริหารบางจากของบางจากเข้าไปพบ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญเพื่อหารือเรื่องค่าการกลั่น ว่า ตนติดภารกิจจึงไม่ได้ไปตามคำเชิญ
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ของบางจากที่ไปสแตนด์บายอยู่ ซึ่งหลังจากนี้ก็มีการจะเข้าไปชี้แจงกับ รมว.พลังงาน ว่า ตนมีภารกิจ จึงไม่ได้เข้าไปร่วมหารือในวันเวลาดังกล่าว
หากถามว่าบางจากรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่กับการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่า
“ประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น จึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก”
โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ
“หลายประเทศเริ่มมีกระบวนการปันส่วนน้ำมันแล้ว แต่ไทยยังมีน้ำมันให้ใช้ อีกทั้งราคายังเกือบถูกที่สุดในภูมิภาค จึงคิดว่าไทยมีระบบกลไกอาจจะซับซ้อน แต่ตอบโจทย์การที่ให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่เหมาะสม”
กระแสข่าวว่า บริษัทได้มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านเพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย
ฝ่ายบริหารของบริษัทชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการประสานงานผ่านช่องทางทางการทูต โดย กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ส่งหนังสือไปยังสถานทูต อิหร่านเพื่อขอความอนุเคราะห์ และได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่าเรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลมาจากค่า War Premium หรือค่าประกันภัยความเสี่ยงจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นตามภาวะสงคราม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในลักษณะของการจ่ายให้กับรัฐบาลใด
“บริษัทไม่ได้เป็นเด็กดื้อ ตามที่มีการนำเสนอในบางสื่อ แต่เป็นเด็กน่ารักที่พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ 9 เมษายน 2569 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากเข้าพบและแสดงความยินดีกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมหารือประเด็นสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ที่สัปปายะสภาสถาน

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายด้านพลังงานระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น เมื่อพิจารณาในข้อกฎหมายแล้ว การนำ พ.ร.ก. น้ำมันเชื้อเพลิงฯ มาใช้เพื่อสั่งการในลักษณะนี้ยังมีช่องโหว่ และข้อโต้แย้งให้เอกชนต่อสู้ทางกฎหมายได้ แม้วัตถุประสงค์ของกฎหมายจะทำไปเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่ประชาชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถใช้อำนาจสั่งกำหนดราคาขายของเอกชนได้ตามอำเภอใจ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซง อย่างรุนแรงโดยอำนาจรัฐ
หากย้อนกลับไปพิจารณาบริบทในอดีตช่วงปี 2565 ในยุคที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลเคยมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน (Windfall Tax) และพยายามแทรกแซงโรงกลั่นมาแล้ว แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่กล้าบังคับใช้ เนื่องจากโรงกลั่นต่างชาติ ทั้ง SPRC และ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO ในขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมีแนวคิดที่ฟ้องร้องรัฐบาลด้วยในขณะนั้น
ดังนั้น รัฐบาลยุคนั้นจึงต้องเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการขอความร่วมมือ หรือขอบริจาค เงินจากโรงกลั่นแทน ซึ่งโรงกลั่นของกลุ่มทุนต่างชาติก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการบริจาค โดยมีเพียง ปตท. ที่ยอมช่วยเหลือเนื่องจากมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเมินว่า หากรัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการบังคับสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นในครั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่รัฐบาลถูกฟ้องร้อง แม้ล่าสุด SPRC จะออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ฟ้องร้องรัฐบาลไทยจากกรณีดังกล่าวนี้
อย่างไรก็ดี มองว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการฟ้องตามมาในอนาคตจากกลุ่มผู้ถือหุ้นของ SPRC คือ กลุ่ม เชฟรอน (CHEVRON) พร้อมทั้งประเมินว่า หากเกิดกรณีฟ้องร้องเกิดขึ้น รัฐบาลไทยโอกาสแพ้คดีสูงมาก และที่น่ากังวลที่สุดคือ ข้อพิพาทนี้อาจไม่จบแค่การแทรกแซงราคาธรรมดาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่จะยกระดับสร้างอีกปัญหาใหม่กลายเป็นกรณีศึกษาระดับชาติที่คล้ายคลึงกับปัญหา ‘เหมืองทองอัครา’
ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากลัวที่แท้จริงคือความเสี่ยงที่จะจุดชนวนสงครามการค้า (Trade War) หรือสงครามกำแพงภาษี (Tariff War) ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ให้กลับมามีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น เนื่องจากบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SPRC คือกลุ่ม CHEVRON เป็นกลุ่มทุนขนาดยักษ์สัญชาติสหรัฐฯ
การที่รัฐบาลไทยไปงัดข้อหรือบังคับหักเงินเอกชนต่างชาติที่มีการศึกษาข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้งและดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลกนั้นมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก หาก SPRC ดำเนินการฟ้องร้องแล้วเกิดพ่ายแพ้คดีในศาลไทย เรื่องนี้จะยิ่งลุกลามใหญ่โตเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจในประเด็นนี้ จนมีผลทำให้กลับมาเล่นงานประเทศไทยด้วยการงัดมาตรการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี (Trade Tariff) ในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้กลับมายังประเทศไทย
ในมุมมองของการแก้ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการแทรกแซงราคาแบบบังคับโรงกลั่น แต่ควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ที่มีความเปิดเผยและโปร่งใสกว่า
เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลปริมาณน้ำมันเข้า-ออก จากโรงกลั่นสู่สถานีบริการน้ำมัน เป็นข้อมูลที่มีการบันทึกแบบเรียลไทม์ (Real-time) และสามารถตรวจสอบได้ทันทีอยู่แล้ว หรือหากรัฐบาลต้องการจัดการกับกลุ่มทุนที่มีกำไรส่วนเกินระดับมหาศาลจริงๆ รัฐบาลควรใช้วิธีการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้กลับไปเก็บในอัตราเดิม สำหรับส่วนกำไรที่ทะลุขีดจำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามหลักการมากกว่าการไปบังคับยึดกำไรส่วนเกินเอาดื้อๆ
ภาพ: Andrii Sedykh, QQMinh88 / Shutterstock
The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (7 เมษายน) เวลา 11.30 น. ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกู […]
The post นายกฯ ปิดวาจาเมินตอบคำถาม เมินตอบปมโรงกลั่นไม่ลดค่ากลั่น พยักหน้ารับสัญญาณดี อิหร่าน-สหรัฐฯ หยุดยิง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (7 เมษายน) เวลา 11.30 น. ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569
เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามอนุทินถึงกรณีที่สหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน ประกาศหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ ว่าเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ อนุทินไม่ตอบคำถามนี้ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เมื่อช่วงเช้ามีการพูดคุยกับทูตรัสเซียใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม แต่พยักหน้าเพียงเล็กน้อย
ส่วนกรณีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่ามีโรงกลั่นถึง 2 โรง ไม่ให้ความร่วมมือในการลดค่าการกลั่น อนุทินยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถามนี้
เมื่อถามต่อว่าจะมีการเรียกโรงกลั่นเข้ามาพูดคุยเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงกรณีช่วงเช้าวันเดียวกันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันย่านลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งคาดว่ามีการกักตุนน้ำมัน อนุทินไม่ตอบคำถามนี้
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังสอบถามถึงกรณีการลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งพบว่ามีการใช้รถของหน่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนราธิวาส โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่ตอบคำถามนี้เช่นกัน มีเพียงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินขึ้นรถทันที
ทั้งนี้ ก่อนที่อนุทินจะขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงประเด็นที่กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการโอนงบประมาณ 84,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการคนละครึ่ง พลัส แต่นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามเช่นเดิม
The post นายกฯ ปิดวาจาเมินตอบคำถาม เมินตอบปมโรงกลั่นไม่ลดค่ากลั่น พยักหน้ารับสัญญาณดี อิหร่าน-สหรัฐฯ หยุดยิง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เ […]
The post ‘เอกนัฏ’ รมว.พลังงาน ลุยเฉือนกำไรส่วนเกิน 6 โรงกลั่น 4-5 พันล้าน/เดือน แลกลดดีเซลหน้าปั๊ม 2.14 บาท พร้อมยัน ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เข้าทำงานที่กระทรวงพลังงาน เป็นวันแรก ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ได้นั่งประธานที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ใช้อำนาจ ตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516
สั่งหั่นราคาน้ำมันดีเซล B7/B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลิตรละ 2 บาท ซึ่งคาดว่าจะเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาส่งต่อลดราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเกิดกระแสคำถาม จากผู้ประกอบการโรงกลั่นบางราย ถึงขอบเขตอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร. ก.) ที่นำมาใช้ เป็นการแทรกแซงกลไกราคาในครั้งนี้หรือไม่
วันนี้ (8 เมษายน) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงเบื้องหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นัดแรก ซึ่งมีมติสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤต พลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหนัก
ที่ผ่านมา โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยพึ่งพากลไกเดียว คือการนำราคาอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นตัวตั้ง จากนั้นจึงบวกภาษีและค่าการตลาด โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นตัวปรับสมดุลราคาหน้าสถานีบริการ
แต่ทว่าในวิกฤตปัจจุบัน กลไกตลาดโลกเกิดความบิดเบือนอย่างรุนแรง แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นราว 50% แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล กลับพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 300% แตะระดับ 292 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
เพื่อแก้ปัญหานี้ กบง. จึงมีมติให้เพิ่มกลไกใหม่ขึ้นมาขนานกับกองทุนน้ำมันฯ คือ การกำหนดราคา ‘หน้าโรงกลั่น’ โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 (พ.ร.ก. 2516) ซึ่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562 ได้ให้อำนาจ กบง. ในการกำหนดเงื่อนไขและราคาหน้าโรงกลั่นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติได้ การแทรกแซงครั้งนี้จึงเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค
สำหรับที่มาของตัวเลข 2 บาทนั้น รมว.พลังงาน อธิบายว่า คณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ทำการตรวจสอบตัวเลขค่าการกลั่น (GRM) ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าสูงผิดปกติทะยานไปถึงเฉลี่ย 7 บาทต่อลิตร เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติย้อนหลัง 5 ปีที่อยู่เพียง 2.4 บาทต่อลิตร
เมื่อชำแหละต้นทุนพบว่า แม้จะมีต้นทุนส่วนเพิ่มในยามสงคราม (War Premium) เช่น ค่าประกันภัยและค่าขนส่งที่แพงขึ้นราว 3 บาทต่อลิตร แต่เมื่อนำไปหักออกจาก 7 บาท โรงกลั่นก็ยังมีค่าการกลั่นสูงถึง 4-5 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 2-3 บาทอยู่ดี
รัฐบาลจึงเคาะส่วนลดหน้าโรงกลั่นไว้ที่ 2 บาทต่อลิตร
มติดังกล่าวจะถูกส่งไม้ต่อให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่งจะทำให้ ราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าสถานีบริการ ปรับลดลงทันที 2.14 บาทต่อลิตร (เมื่อรวมกับส่วนลดจากภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยที่รัฐบาลไม่ต้องควักเงินจากกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุดหนุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด
การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท จะกระทบกับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศโดยตรง โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันดีเซลจำหน่ายออกจากโรงกลั่นประมาณ 70-80 ล้านลิตรต่อวัน หรือราว 2,000 ล้านลิตรต่อเดือน การลดราคา 2 บาท จึงเท่ากับรัฐบาลสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้สูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน

เอกนัฏ ย้ำว่า วิธีนี้เป็นธรรมที่สุดสำหรับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบในระดับที่เท่าเทียมกันตามปริมาณการขาย เนื่องจากหากรอการออกกฎหมายภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ก็จะไม่ทันกาลต่อความเดือดร้อนของประชาชน หรือหากใช้วิธีขอรับเงินบริจาค ก็อาจเกิดความเหลื่อมล้ำที่บางโรงกลั่นจ่าย แต่บางแห่งไม่ยอมจ่าย
นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีการประเมินตัวเลขแบบ ‘สัปดาห์ต่อสัปดาห์’ (เช่น การปิดบัญชีประเมินวันที่ 1-7 เมษายน) หากในอนาคตค่าการกลั่นตกต่ำลงผิดปกติจนกระทบต่อสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันดิบของโรงกลั่น รัฐบาลก็มีเกณฑ์ที่จะนำกลไกนี้กลับมา ‘บวกเพิ่ม’ เพื่อช่วยเหลือโรงกลั่นให้รอดพ้นวิกฤตได้เช่นเดียวกัน
อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือข้อเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่จัดเก็บอยู่ 6 บาทต่อลิตร รมว.พลังงาน ชี้แจงอย่างหนักแน่นว่า การลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้ของประเทศ ในเวลาวิกฤต รัฐบาลมีความจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า (Targeted)
การยอมหั่นรายได้รัฐลง 1% อาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทที่จะสามารถนำไปช่วยเหลือประชาชนได้ เอกนัฏมองว่า การขอแบ่งกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยจุนเจือเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการสูญเสียรายได้ของรัฐแบบฟรีๆ อีกทั้งการลดภาษีสรรพสามิต เมื่อลดแล้วจะดึงกลับคืนได้ยาก และอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคาในระยะยาว
ในมิติของการจัดหาปริมาณน้ำมัน (Supply) รมว.พลังงาน เตือนว่า ไม่ควรไว้วางใจสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ในเดือนเมษายนการนำเข้าน้ำมันดิบจะยังเป็นไปตามแผนและเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ในเดือนพฤษภาคมเริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันดิบจะทำได้ยากลำบากขึ้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
| เบื้องลึกโครงสร้าง น้ำมันไทย ทำไมยังแพง ลดตรงไหนได้? ครบ 1 เดือน สงครามตะวันออกกลาง 3 เม.ย. 2569 | 12:22 |
| 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค 25 มี.ค. 2569 | 17:36 |
| ‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย 18 มี.ค. 2569 | 17:09 |
| เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร 3 เม.ย. 2569 | 17:06 |
เพื่อลดความเสี่ยง กระทรวงพลังงานมีแผนระยะยาวในการ ลดการพึ่งพิงการนำเข้าและหันมาส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพ ปัจจุบันต้นทุนของเอทานอลและไบโอดีเซลถูกกว่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ราคาแพงหูฉี่ การส่งเสริมการผสมเป็น E20 หรือ B20 จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยังช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทย
ในระยะต่อไป กระทรวงฯ จะเร่งเพิ่มหัวจ่าย B20 ตามสถานีบริการเพื่อรองรับภาคการขนส่งและรถบรรทุก และหากซัพพลายวิกฤตหนัก อาจต้องใช้มาตรการจำกัดการเติมน้ำมันพรีเมียมและ B7 เพื่อจูงใจแกมบังคับให้หันมาใช้ B20 แทน
รวมไปถึงการเร่งรัดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และชีวมวล เพื่อลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพงผิดปกติในขณะนี้
เนื่องจากปัจจุบันไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเองได้เพียง 50% นำเข้าผ่านท่อจากเมียนมา 10% และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าในรูปแบบ LNG สูงถึง 40% การปรับตัวทั้งหมดนี้คือสัญญานสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าโรงกลั่นน้ำมันของต่างชาติอาจจะยื่นฟ้อง โดยมีคำถามว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่อ้างถึงนั้น มีข้อใด มาตราใด หรือย่อหน้าใด ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือให้อำนาจกระทรวงพลังงานเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาน้ำมัน
เอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนว่า “หากอ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ ให้ไปดูคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562”
หากจำไม่ผิดอยู่ในมาตรา 4 ที่มีทั้งหมด 7 ข้อ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดว่า ด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 3 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น
“ผมในฐานะประธาน กบง. ก็ใช้อำนาจตามนั้นอย่างชัดเจน เป็นการเขียนไว้ในกฎหมายภาษาไทย ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือจากนี้ และขอยืนยันว่ามีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน”
ทั้งนี้ในระหว่างการหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกับตัวแทนจาก 6 โรงกลั่น วานนี้ มีคำถามว่า มีโรงกลั่นใด ยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมาโต้แย้งหรือไม่
“ในรายละเอียดนั้นคงไม่สามารถพูดไปมากกว่านี้ได้ ทุกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ แม้ในช่วงแรกบางแห่งจะเสนอแนวทาง เช่น การบริจาค แต่ผมได้ชี้แจงชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องของการบริจาค หากแต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน”
ดังนั้น การลดราคาหน้าโรงเท่ากันทุกโรง ทุกหยดน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น จึงเป็นวิธีที่เป็นธรรมที่สุด โดยคำนวณตามปริมาณการขายของแต่ละโรง
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีคำถามเพิ่มเติมว่าโรงกลั่นที่มีปฏิกิริยา มากที่สุดเป็นของต่างชาติหรือไม่
“เรื่องนี้คงต้องให้ผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบ เนื่องจากมีทั้งการหารือร่วมกันและการแยกเจรจากับปลัดกระทรวง”
สำหรับประเด็นการขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจ เช่น โรงแยกก๊าซของ ปตท. ยังต้องพิจารณาตามความเหมาะสม เนื่องจากสถานการณ์ก๊าซยังไม่รุนแรงเท่าน้ำมัน โดยประเทศไทยผลิตก๊าซได้ประมาณ 50% และนำเข้าอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งราคายังไม่พุ่งสูงเท่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน แนวทางนี้ไม่ใช่การ ‘ขอรับบริจาค’
เอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด และไม่นิ่งนอนใจ แม้ สหรัฐฯ-อิหร่าน จะหยุดยิง 2 สัปดาห์”
The post ‘เอกนัฏ’ รมว.พลังงาน ลุยเฉือนกำไรส่วนเกิน 6 โรงกลั่น 4-5 พันล้าน/เดือน แลกลดดีเซลหน้าปั๊ม 2.14 บาท พร้อมยัน ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ ที่ผ่านมามีตั้งคณะกรรมกา […]
The post รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ ที่ผ่านมามีตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งประธาน คตร.มีการประชุมมา 3 ครั้งติด ถึงครั้งล่าสุดวานนี้ (6 เมษายน) จนมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.นัดพิเศษวานนี้ ในรายละเอียดในการกำกับดูแลโรงกลั่น และการกำหนดราคาน้ำมันรวมทั้งแผนรับมือในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth
ระบุว่า หัวใจการทำงานที่สำคัญของ คตร.ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเพื่อตรวจว่าค่าการกลั่น (GRM) ของโรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกินหรือไม่ โดยที่ทีผ่านมา คตร.มีการประชุมของคณะทำงานมาแล้วจำนวน 3 ได้ผลสรุปออกมาดังนี้
1. ค่าการกลั่นที่มีการรายงานออกมาปัจจุบัน โดยกระทรวงพลังงาน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะสงครามซึ่งยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น
เนื่องจากโดยปกติแล้ว ค่าการกลั่นคำนวณได้จากการนำราคาขายมาหักลบกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งก็คือราคาน้ำมันดิบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ราคาขายที่อ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันดีเซลจากเคยอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งขึ้นไปถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากภาวะขาดแคลนทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยงหรือ War Premium
ในขณะเดียวกัน ฝั่งต้นทุนน้ำมันดิบที่นำมากลั่นก็มีค่า War Premium ที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยมีกรณีตัวอย่างของโรงกลั่นแห่งหนึ่งที่เรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนพรีเมียมที่สูงมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่นให้คนไทยใช้ ด้วยเหตุนี้ คตร. จึงสรุปว่าค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานประกาศในปัจจุบันนั้น ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในช่วงสถานการณ์สงคราม
2. เมื่อย้อนกลับไปดูช่วงก่อนเกิดสงคราม ค่าการกลั่นที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อลิตร แต่เมื่อนำราคาขายที่พุ่งสูงขึ้นมาหักลบกับต้นทุนจริงของแต่ละโรงกลั่นในขณะนี้ คณะกรรมการฯ จึงพบว่ามี ‘ผลประโยชน์ส่วนเกิน’ หรือค่าการกลั่นส่วนเกินเกิดขึ้นจริงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
3. คตร. ได้เสนอผลสรุปเรื่องการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (6 เมษายน 2569) เพื่อให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการหลังจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันนี้ทันที เพื่อเข้าไปเจรจากับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งโดยตรง โดยอิงจากตัวเลขต้นทุนจริงในเดือนมีนาคมเป็นหลัก เพื่อหาข้อสรุปว่าแต่ละแห่งมีกำไรส่วนเกินเท่าใดในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ เงินส่วนต่างที่เจรจาได้ทั้งหมดนี้ จะไม่ถูกนำไปเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จะถูกส่งผ่านไปใช้ ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยตรงในทันที
สำหรับกระแสการเรียกเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) นั้น ดร.เอกนิติ ระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกกฎหมายนาน และกลไกนี้เหมาะกับสินทรัพย์ที่มีทิศทางราคาขาขึ้นเพียงอย่างเดียว เช่น การเจอแหล่งขุดเจาะน้ำมันใหม่ หรือราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวนทั้งขาขึ้นและขาลง
ส่วนการเสนอแนวคิด Floor & Ceiling หรือการใช้มาตรฐานควบคุมแบบเดียวกันทั้งหมดมาใช้นั้น คตร.ได้ศึกษาแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงมาก
เนื่องจากในความเป็นจริง โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมีต้นทุนที่แท้จริงและค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) ที่แตกต่างกัน เช่น บางโรงกลั่นประสบปัญหาเรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องจ่ายค่าพรีเมียมแพงกว่าปกติมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่น การพิจารณาตัวเลขจาก “ค่าเฉลี่ย” รวมกันจึงไม่สะท้อนความเป็นจริงของแต่ละบริษัท
ดังนั้นหากรัฐบาลกำหนดเพดานราคา (Ceiling) ในระดับเดียวกันทั้งหมด โรงกลั่นที่มีต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบสูงกว่าปกติอาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหนักจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
ทั้งนี้ หากโรงกลั่นบางแห่งแบกรับต้นทุนไม่ไหวจนต้องหยุดการผลิต ผลที่ตามมาคือจะไม่มีน้ำมันมากลั่นเข้าสู่ระบบของประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ คือจากเดิมที่เผชิญวิกฤตราคาแพง จะลุกลามกลายเป็น ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ไม่มีน้ำมันเพียงพอให้ประชาชนใช้
ดังนั้นรัฐบาลจึงเตรียมใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว คือ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจให้กับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กระทรวงพลังงาน สามารถกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสงคราม เพื่อใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์สงครามที่มีผลกระทบเป็นวิกฤต
โดยกลไกนี้ตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม คือในจังหวะที่ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น รัฐจะขอแบ่งกำไรส่วนเกินมาช่วยลดผลกระทบให้ประชาชน แต่หากราคาน้ำมันเป็นขาลง รัฐก็จะต้องมีกลไกเข้าไปชดเชยให้กับโรงกลั่นด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร รัฐบาลจะยังคงใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกหลักในการชะลอผลกระทบด้านราคาหน้าปั๊มน้ำมันต่อไป ขณะที่ภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐบาลจะยังเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้เพื่อช่วยเหลือดูแล ‘กลุ่มเปราะบาง’ ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีผบกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และนำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการภาพรวมของประเทศ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และงบสนับสนุนการศึกษาสั่งตัวแทนคลังในบอร์ด
นอกจากนี้ ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทพลังงาน ดร.เอกนิติ ได้มอบนโยบายผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปยังผู้แทนกระทรวงการคลังที่นั่งเป็นกรรมการ ให้ดำเนินการ 4 ข้อหลักอย่างเด็ดขาด ได้แก่
และ 4) ห้ามฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควรกับประชาชน โดยกำชับให้ดำเนินการควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล เนื่องจากหลายแห่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อย
นอกจากนี้ รัฐบาลได้เจรจาจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากหลากหลายพื้นที่ เช่น บราซิล และรัสเซีย ทำให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าหลายประเทศที่เริ่มต้องจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันแล้ว
ดร.เอกนิติ ประเมินต่อทิศทางสงครามว่าได้ทำลายแหล่งผลิตพลังงานของโลกไปมาก โลกจึงได้ก้าวเข้าสู่ยุคน้ำมันแพงและเป็นไปได้ยากที่ราคาจะกลับมาถูกเหมือนเดิม รัฐบาลไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ทั้งหมด และจำเป็นต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงานบ้าง เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงต้นทุนและเกิดการประหยัดพลังงาน
“วันนี้เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เราต้องปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ และผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาราคาน้ำมันหรือต้นทุนแบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว” ดร.เอกนิติ กล่าว
The post รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐม […]
The post นายกฯ เปิดโปงขบวนการกักตุน น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ฟัน 6 คลังสุราษฎร์ฯ สั่ง DSI รับคดีพิเศษ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ.ต.ต. ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
รวมถึง พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน รศ.พล.ต.อ. ดร.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. /ผอ. ศปนม.ตร. กริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงถึงสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการกักตุน และการลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบของประเทศ ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงร่วมดำเนินการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาส ทำให้น้ำมันของไทยถูกจำหน่ายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย
รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ หรือ ศบก. ขึ้นมา รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ในการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุนน้ำมัน จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน
ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าเป็นผู้ใด หากเอาเปรียบประชาชน หรือทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ต่อให้มีอิทธิพลเพียงใด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้ติดตามพฤติกรรมของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และระดับกลาง (จ๊อบเบอร์) อย่างต่อเนื่อง
จากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันจนถึงวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบรูปแบบการกระทำผิด ดังนี้
อนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มใด รวมถึงกรณีการขนส่งน้ำมันทางทะเล ซึ่งเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล และอยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างเข้มข้น
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ กรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงาน เมื่อเทียบกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. รวมทั้งขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ว่ามีการดำเนินการผิดเงื่อนไขหรือไม่ เช่น การส่งออกน้ำมันเกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการค้ากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยส่วนต่างราคามากขึ้น จนขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยเงินอุดหนุนลิตรละ 17 บาท มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการสัญจร ไม่ใช่เพื่อเอื้อให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด ยืนยันว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะไม่นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ และจะเร่งให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานอย่างเต็มที่ ควบคู่กับมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และการบังคับใช้กฎหมาย
ขณะที่ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การดำเนินการจากปลายทาง ตั้งแต่สถานีบริการน้ำมัน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองเข้าตรวจสอบต่อเนื่องจนถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน
อีกทางหนึ่ง ได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางคือโรงกลั่น มายังคลังน้ำมัน และเมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน พบการกระทำความผิดหลายพื้นที่ เช่น ในพื้นที่อ่างทองและนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังพบโอกาสในการกักตุนของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10
พร้อมยกตัวอย่างกรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง พบว่ามีเรือขนส่งน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 96 เที่ยว และมีน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน 217 ล้านลิตร โดยพบว่าน้ำมันที่ถึงปลายทางมีเพียง 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไป 57 ล้านลิตร ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ และจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ส่วนในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการกักตุน หลังจากนี้จะมีการตั้งวอร์รูมขึ้นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การนำเข้าของกรมศุลกากร ว่าน้ำมันดิบมีปริมาณเท่าใด
เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงกลั่นไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนใช่หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล ระบุว่า ได้ตรวจสอบทั้งระบบเอกสารและลงพื้นที่พิสูจน์ทราบในโรงกลั่นแล้ว พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุน โดยมีน้ำมันคงถังอยู่ในปริมาณที่ไม่สามารถนำขึ้นมาจำหน่ายได้
เมื่อถามว่า น้ำมันที่พบว่ามีเส้นทางการขนส่งผิดปกติสามารถยึดไว้ก่อนได้หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่าจากการตรวจสอบพบว่าน้ำมันอยู่ในคลังแล้ว แต่ยังไม่สามารถยึดได้ เนื่องจากยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดอย่างไร นอกจากกรณีที่ได้ดำเนินคดีไปแล้ว เช่น ในจังหวัดอ่างทอง อำเภอแม่สอด และนครสวรรค์
พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดี (DSI) กล่าวว่า การกระทำความผิดมีหลายลักษณะกรณีน้ำมันหาย กลางทะเล และการลักลอบส่งออกน้ำมัน อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบ
ทั้งนี้สิ่งที่พบมูลความผิด คือ เรื่องการกักตุนน้ำมัน โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย หรือ ชะลอเวลาการจำหน่ายน้ำมัน แม้แต่ประวิงเวลาการขนส่ อย่างการเดินทางขนส่งปกติ 2 วัน เพิ่มเป็น 5 วันถือว่าเป็นการประวิงเวลาส่งมอบสินค้า ทำให้กระทบกับความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจการคลัง
อย่างไรก็ตามส่วนอื่นก็จะขยายผลว่าในการทำผิดทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่รับเป็นคดีพิเศษ โดยยึดจากพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะขยายผลต่อไป และ เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะสามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งจะร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่
พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. เปิดเผยว่า จากการสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มีมาตรการงดการขนส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ผู้บัญชาการทหารเรือได้กำชับ และรอง ผอ.ศรชล. ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการขนส่งน้ำมัน รวมถึงการลักลอบค้าน้ำมันทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันสะดุด และนำไปสู่ภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย ศรชล. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทั้งนี้ ศรชล. ได้ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือขนส่งน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินเรือจำนวน 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเทียบกับรูปแบบปกติ พบว่ามีการเดินเรือช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้เพียง 1-2 วัน ก็ส่งผลให้มูลค่าน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการกักตุนน้ำมัน
สำหรับพฤติกรรมที่พบความผิดปกติ มีจำนวน 20 เที่ยว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
รวมปริมาณน้ำมันทั้งสิ้นกว่า 50 ล้านลิตร ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมของเรือบางลำมีการจอดเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน บริเวณแนวชายแดนหรือในน่านน้ำของไทย ซึ่งอาจเข้าข่ายการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินคดีต่อไป
พล.ร.อ. ธาดาวุธ ย้ำว่า ศรชล. มีหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือ หากพบความผิดปกติจะดำเนินการตามกฎหมายทันที พร้อมกันนี้ ศรชล. ยังได้ประสานข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หากพบการกระทำผิด
เลขาธิการ ศรชล. ยืนยันว่า การปฏิบัติงานทั้งหมดมุ่งเน้นการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีการปล่อยปละละเลย และจะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด
The post นายกฯ เปิดโปงขบวนการกักตุน น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ฟัน 6 คลังสุราษฎร์ฯ สั่ง DSI รับคดีพิเศษ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภา […]
The post อรรถพลสั่งลุย! ตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวง ตรวจสอบ ‘ค่าการกลั่น’ พิสูจน์ปม War Premium ก่อนส่งไม้ต่อคลังพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ รับมือวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังงาน Meet the Press “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2569 ว่า จากวิกฤติด้านพลังงานที่เกิดขึ้น กระทรวงพลังงานรับทราบข้อสงสัยเรื่องค่าการกลั่นแล้ว และจากที่มีการคำนวณคร่าวๆ โดยนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปลบด้วยราคาน้ำมันดิบ พบว่าค่าการกลั่นอาจสูงถึง 2-6 บาทนั้น ทางกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ให้ทางโรงกลั่นอธิบายถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น
โดยจากการตรวจสอบเหตุผลเบื้องต้น โรงกลั่นระบุว่า การที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 6 บาท เพราะมีค่า ‘พรีเมียมจากสงคราม’ (War Premium) ซึ่งคือสถานการณ์ในช่วงวิกฤตสงคราม ทำให้ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบไม่ได้เป็นไปตามราคาประกาศ แต่มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เรียกว่าพรีเมียมจากสงคราม
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนจึงได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเรียกให้โรงกลั่นส่งหลักฐานมาพิสูจน์ว่าค่าพรีเมียมดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และค่าการกลั่นที่แท้จริงเหลืออยู่เท่าใดกันแน่ เช่น จาก 6 บาท อาจจะเหลือ 4 บาท, 3 บาท หรือ 2 บาท
โดยคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมานี้ เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ และจะทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องค่าการกลั่นโดยเฉพาะ
อรรถพล กล่าวเพิ่มว่า การทำงานร่วมกันหลายกระทรวงครั้งนี้ เพื่อพิจารณา ‘ภาษีลาภลอย’ (Windfall tax) โดยจะนำข้อมูลที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ส่งต่อเป็นข้อมูลนำเข้าให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการต่อในเรื่องความเหมาะสมของการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) ต่อไป
“คณะทำงานชุดนี้จะมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าค่าการกลั่นที่แท้จริงหลังจากหักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าพรีเมียมจากสงคราม เหลืออยู่เท่าใด เพื่อนำข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ส่งต่อให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการเก็บภาษีลาภลอย ต่อไป”
The post อรรถพลสั่งลุย! ตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวง ตรวจสอบ ‘ค่าการกลั่น’ พิสูจน์ปม War Premium ก่อนส่งไม้ต่อคลังพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ รับมือวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ 6 แห่ง ‘กักตุน’ น้ำมันจริงหรือไม่ […]
The post 6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกระแสสังคมและแรงกดดันทางการเมืองที่พุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน, ผู้ค้าน้ำมัน รวมทั้ง Jobber ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาพลังงาน ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุนเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ ขณะที่กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างติดตาม ตรวจสอบข้อมูลการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อรวบรวมแดชบอร์ด พร้อมบริหารจัดการเร่งกระจาย น้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์
แหล่งข่าวระดับสูงจากภาคพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า โครงสร้างการสต็อกน้ำมันตามกฎหมาย (Legal Reserve) ของโรงกลั่นน้ำมันภาครัฐกำหนดให้โรงกลั่นต้องสำรองน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วน 1% ของยอดขายในประเทศ ซึ่งเทียบเท่ากับการสต็อกน้ำมันดิบประมาณ 15 วัน
นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ (In Transit) จากตะวันออกกลางอีกประมาณ 15 วัน ทำให้ในภาพรวม โรงกลั่นจะมีสต็อกน้ำมันดิบที่เทียบเท่าการเป็นเจ้าของอยู่ราว 30 วัน ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อกักตุน แต่เป็นตามที่กฎหมายกำหนด
ในส่วนของ ‘น้ำมันสำเร็จรูป’ นั้น โรงกลั่นจะเก็บสต็อกไว้น้อยมากหรือเพียงแค่ประมาณ 1% เท่านั้น เนื่องจากสินค้าคงคลังถือเป็นต้นทุนของธุรกิจ (Inventory Cost)
โดยปกติโรงกลั่นจะพยายามผลิตและขายส่งออกไปเกือบทั้งหมด ผู้ที่มีหน้าที่เก็บสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ในระบบคือ ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ มาตรา 7 ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นต้องสต็อกน้ำมันเก็บไว้ในระดับที่สูงด้วยเช่นกัน เพราะเป็นบริหารความเสี่ยงในการแบกภาระสินค้าคง
ต่อประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ผู้บริหารระดับสูงชี้แจงว่า ปัจจุบันโรงกลั่นต้องรายงานข้อมูลให้กับกรมธุรกิจพลังงาน (พพ.) ให้รับทราบทุกวัน โดยเป็นการดึงข้อมูลจากระบบและรายงานอย่างละเอียดระดับ ‘รายถัง’ ว่าวันนี้ผลิตได้เท่าไร ขายไปเท่าไร และมีสต็อกเหลือระดับกี่ลิตร
หากภาครัฐเข้ามาสุ่มตรวจแล้วพบว่าข้อมูลไม่ตรงตามจริง โรงกลั่นจะต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การกักตุนหรือการโกหกข้อมูลจึงเป็นไปไม่ได้เลย ในทางกลับกัน ภาครัฐยังได้ขอความร่วมมือให้โรงกลั่นขายและส่งน้ำมันเข้าสู่ระบบให้มากที่สุดด้วยซ้ำ
เพราะกรมธุรกิจพลังงานก็มีการส่งเข้ามาตรวจสอบโรงกลั่นทุกรายแล้วทั้ง 6 แห่งซึ่งไม่ได้พบว่ามีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร พร้อมยืนยันว่าโรงกลั่นไม่ได้มีการกักตุนตามที่มีบางฝ่ายกล่าวหา เพราะถ้าพบว่าโรงกลั่นทำผิดคงมีการดำเนินการตามกฎหมายไปแล้ว เนื่องจากคลังน้ำมันของโรงกลั่นที่ตั้งชัดเจนเข้าตรวจสอบได้ง่าย
ด้านรายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีสถานะเป็นบวกกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งบรรลุเป้าหมายก่อนกำหนดถึง 6-7 เดือน แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลมีนโยบายให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทเป็นเวลา 15 วัน เพื่อช่วยเหลือประชาชน เริ่ม 3 มีนาคม ในช่วงแรก การอุดหนุนทำให้เงินไหลออกเพียงวันละ 100-200 ล้านบาท
แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเลวร้ายลง กองทุนฯ ต้องควักเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงประมาณ 27 บาทต่อลิตร และอุดหนุนกลุ่มเบนซินอีก 9.70 บาทต่อลิตร เกือบ 10 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ ถล่มทลายเกือบ 2,500 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยควักจ่ายขนาดนี้มาก่อน
การจะแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีสรรพสามิต หรือการกู้เงินหลักแสนล้านบาทแบบในอดีต ก็ติดล็อกข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ทำให้ไม่สามารถอนุมัติการสร้างหนี้หรือมาตรการที่กระทบต่องบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดถัดไปได้ หากยังต้องตรึงราคาที่ 33 บาทต่อไป กองทุนฯ จะติดลบมหาศาล และไม่มีเงินจ่ายคืนให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือโรงกลั่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง (Cash flow) ของภาคธุรกิจอย่างหนัก
อีกหนึ่งวิกฤตซ้อนวิกฤตคือ ปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ แม้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศ เช่น ไทยออยล์, บางจาก จะเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตถึง 110% ซึ่งจะได้น้ำมันประมาณ 75-77 ล้านลิตรต่อวันแล้วก็ตาม
แต่ตัวเลขความต้องการใช้น้ำมันดีเซลกลับพุ่งกระโดดจากช่วงปกติในเดือนมกราคมที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปแตะระดับ 84 ล้านลิตร และบางวันพุ่งทะลุไปถึงกว่า 100 ล้านลิตรต่อวัน ตั้งแต่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา
การจะตัดโควตาส่งออกไปยังลาวและเมียนมาเพื่อเก็บน้ำมันไว้ใช้ในประเทศก็ทำไม่ได้ เนื่องจากไทยส่งออกให้สองประเทศนี้เพียง 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งไม่ถึง 10% ของการใช้งาน ในขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากลาวถึง 7,000-8,000 เมกะวัตต์ และซื้อก๊าซจากเมียนมา 600-700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากเราตัดน้ำมันเขาและถูกตัดไฟตัดก๊าซตอบโต้ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภาครัฐได้ผ่อนปรนกฎหมายการสำรองน้ำมันของคลังและโรงกลั่น จากเดิมที่ต้องเก็บสำรองตามกฎหมาย 25 วัน ซึ่งทำให้โรงกลั่นไม่กล้าปล่อยน้ำมันออกมาเพราะกลัวผิดกฎหมาย โดยอนุญาตให้นำน้ำมันสำรองออกมาหมุนเวียนใช้ก่อนได้ภายใน 1 เดือน เพื่อดึงน้ำมันเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 70 ล้านลิตร ให้ขึ้นมาเป็น 80 ล้านลิตร
นอกจากนี้ ยังมีการงัดคำสั่งนายกรัฐมนตรีบังคับ ใช้มาตรการสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องรายงานข้อมูลแบบวันต่อวัน ว่าขายน้ำมันให้ใคร ปริมาณเท่าใด และมีสต็อกคงเหลือเท่าไหร่ หากไม่รายงานจะถูกดำเนินคดี ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาสร้าง Dashboard เพื่อติดตามเส้นทางน้ำมันอย่างใกล้ชิด
พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานได้ผนึกกำลังกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, DSI และตำรวจ ลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบปั๊มน้ำมันกว่า 26,000 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นปั๊มแบรนด์ 8,000 แห่ง และปั๊มอิสระ 16,000 แห่ง เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน หากตรวจพบว่าในถังมีน้ำมันแต่ไม่ยอมขาย จะถูกดำเนินคดีทันที โดยภาครัฐจะต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้ภายในวันที่ 2-3 เมษายนนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งประชาชนต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่ระดับประเทศ

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ย้ำว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างติดตาม ตรวจสอบข้อมูลการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อรวบรวมแดชบอร์ด พร้อมบริหารจัดการเร่งกระจาย น้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์
อยู่ระหว่างขอข้อมูลย้อนหลังไปยังโรงกลั่น ผู้ค้ามาตรา 7 (ปั๊มน้ำมัน) และมาตรา 10 (จ็อบเบอร์) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่าปริมาณน้ำมันในตลาดหายหรือรั่วไหลไปอยู่จุดใดบ้าง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
ในส่วนของรถบรรทุกน้ำมัน ที่รับน้ำมันจากจ็อบเบอร์ไปส่งยังโรงงานอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน และปั๊มน้ำมัน อิสระ หรือปั๊มหลอด โครงการงานก่อสร้าง กรมก็จะไปไล่ดูว่าต้นทางการขนส่งน้ำมันไปยังจุดส่งมอบปลายทางเหล่านี้ว่ามีการรั่วไหลอย่างไร เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติ
สราวุธ เปิดใจว่า “ยอมรับว่าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน รอบนี้ ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นวิกฤตรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับการขนถ่ายน้ำมันจากแหล่งพลังงาน แม้ว่ากระทรวงจะมีการซ้อมแผนรับมือวิกฤตพลังงานเป็นประจำทุกปี แต่วิกฤตครั้งนี้รุนแรง”
เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แม้ว่าน้ำมันจะยังมีจำหน่ายในตลาดโลก แต่ระบบการขนส่งทำได้ยากลำบากกว่าปกติ กรมจะพยายามตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด หาคนผิดมาลงโทษให้ได้
หลังจากนี้ ผู้ประกอบการทุกรายต้องรายงานปริมาณน้ำมันคงเหลือเข้าสู่ระบบเป็นรายวัน
“ความแตกต่างจากระบบเดิม คือ ระบบใหม่ไม่ได้รายงานเฉพาะปริมาณคงเหลือเท่านั้น แต่ยังต้องแสดงข้อมูล ‘รับ-จ่าย’ ในแต่ละวันอย่างละเอียด ทำให้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของน้ำมันได้แบบวันต่อวัน และช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงของการกักตุนหรือการรั่วไหลในระบบ”
สราวุธ ย้ำอีกว่า ในภาพรวม สถานการณ์หน้าสถานีบริการเริ่มคลี่คลาย ความแออัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น เนื่องจากผลกระทบจากภาวะ ‘ช็อก’ ของตลาดยังคงมีอยู่
ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรายงานจุดที่เกิดปัญหาการขาดแคลน ‘แบบเรียลไทม์’ และเร่งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในการกระจายสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในระบบ
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบติดตามสถานการณ์น้ำมันผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการสามารถรายงานและเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต
The post 6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทำความรู้จัก 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย ที่เป็นหัวใจความมั่นคง […]
The post 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทำความรู้จัก 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย ที่เป็นหัวใจความมั่นคงพลังงานท่ามกลาง ราคาน้ำมันโลก ผันผวน
แต่ละวันทั้ง 6 โรงกลั่น จะมี กำลังผลิตรวมกว่า 175 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศราวล้านบาเรลต่อวัน
โดยทั้ง 6 โรงกลั่นจะผลิตครอบคลุมทั้งหมด ‘ไม่ได้ผลิตแค่น้ำมันเบนซิน ดีเซล’ แต่ยังมีการผลิตน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และ LPG อื่นๆ เช่น ยางมะตอย น้ำมันหล่อลื่น อีกด้วย
ดังนั้น น้ำมัน 1 ลิตร ไม่ได้มาถึงเราตรงๆ แต่เริ่มจาก ‘โรงกลั่น’ ก่อนเข้าสู่ระบบกระจายสินค้า
ต้องผ่าน ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ทำหน้าที่ผลิต/จัดหา ส่งต่อให้สถานีบริการแบรนด์ (ม.11) โดยตรง อีกเส้นทางผ่าน ‘มาตรา 10 (Jobber)’ กระจายต่อไปยังปั๊มรายย่อย ภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และเกษตร
โดยล่าสุด กรมธุรกิจพลังงานกำชับให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งบริหารจัดการสต็อกและกระจายน้ำมันผ่านเครือข่ายอย่างทั่วถึง รวมถึงให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้อง ‘รายงานข้อมูลการค้า’ และ ‘ราคา’ ต่อภาครัฐทุกวันเพื่อความโปร่งใสและป้องกันการกักตุน
หากดูกราฟิก จะเห็นว่า กว่าจะถึงมือผู้บริโภค น้ำมันต้องผ่าน ‘หลายมือ’ สะท้อนโครงสร้างธุรกิจพลังงานไทยที่ ‘ซับซ้อน’ กว่าที่คิด
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 6 โรงกลั่นน้ำมัน ย้ำว่า สถานการณ์การผลิตและการจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เต็มกำลัง
พร้อมบริหารจัดการกำลังการผลิตและวัตถุดิบที่มีอยู่เต็มศักยภาพ กระจายถึงผู้บริโภค ภายใต้ข้อจำกัดจากสถานการณ์ของพลังงานโลกที่มีความผันผวน ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณชัดว่าจะปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไกตลาด

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล
The post 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกก […]
The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยความผิดปกติของเส้นทางขนส่งน้ำมัน หลังเข้าตรวจคลังบริษัทเอกชนในจังหวัดอ่างทอง พบใบกำกับระบุปลายทางกรุงเทพฯ แต่กลับนำไปลงผิดพื้นที่ เตรียมส่งหลักฐานให้ตำรวจดำเนินการต่อไป
ขณะเดียวกันได้เร่งคลายความตื่นตระหนกของประชาชนต่อวิกฤตพลังงาน โดยยืนยันว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองแน่นหนาใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 103 วัน พร้อมเริ่มมาตรการปลดล็อกการขนส่งเข้าเขตเมือง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันแก้ปัญหาความต้องการดีเซลที่พุ่งทะลุ 100 ล้านลิตรต่อวัน หวังให้สถานการณ์คลี่คลายภายในสัปดาห์หน้า
วันนี้ (22 มีนาคม) ศบก. แถลงข่าวประจำวัน โดย สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงผลการดำเนินการของกรมธุรกิจพลังงานว่า รายงานสถานภาพของน้ำมันเบนซิน ที่ผลิตในประเทศ ณ วันนี้ ซึ่งผลิตใน 5 โรงกลั่น ได้แก่ โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ปริมาณการผลิตรวม ณ วันนี้อยู่ที่ 35.28 ล้านลิตร ที่ผลิตออกมาจะเป็นเบนซินพื้นฐาน จะต้องมีการเติมเอทานอล จะมีการผสมโดยผู้ค้าน้ำมัน
ประกอบไปด้วยค่าโรงกลั่นดังกล่าวและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผลิตออกมาขายเป็นเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 E20 จะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนหนึ่งส่งไปยังผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ค้ามาตรา 7 อีก 14 รายเป็นการจำหน่ายตามสถานีบริการของปั๊มแบรนด์ต่างๆ อยู่ที่ 28.78 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจะเป็นการขายให้กับผู้ค้ารายย่อย กำลังจะทยอยมา คาดว่า 2-3 วันนี้จะมีภาพที่ชัดขึ้นในส่วนของผู้ค้าตามมาตรา 1 ซึ่งจะเป็นจ็อบเบอร์ ที่ขึ้นทะเบียนกับธุรกิจพลังงานและบางส่วนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน
สำหรับสถานการณ์ของน้ำมันดีเซล มีโรงกลั่นที่ผลิตอยู่รวมทั้งสิ้น 6 โรง ประกอบด้วย โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น PPTGC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ซึ่งในวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลิตดีเซลพื้นฐานทั้งสิ้น 79.91 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยโรงกลั่นจะส่งให้กับผู้ค้า เพื่อไปผสมกับไบโอดีเซลจนกลายมาเป็นดีเซลหมุนเร็วที่จำหน่ายในประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 11 ราย
ผู้ค้าที่ผลิตไบโอดีเซลจะผลิตน้ำมันดีเซลออกมารวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจะส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยมาตรา 10 จะเป็นจ็อบเบอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน อีกด้านหนึ่งผู้ที่ผลิตดีเซลหมุนเร็วขนาดใหญ่ จะจำหน่ายให้กับผู้ค้าขนาดใหญ่ที่เป็นสาขา ประกอบด้วย 15 ราย ซึ่งปริมาณที่จำหน่ายไปยังผู้ค้าจำหน่าย อยู่ที่ 71 ล้านลิตร เป็นการดึงสต็อกเก่าที่เป็นเวิร์กกิ้งสต็อกมาใช้ ปริมาณการใช้ดีเซลโดยปกติอยู่ประมาณ 67 – 70 ล้านลิตรต่อวัน ตอนนี้สูงขึ้นกว่าปกติ มีบางช่วงที่ผ่านมาบางวันขึ้นไปถึงกว่าร้อยล้านลิตร
สราวุธยังกล่าวถึงคืบหน้าการตรวจสอบคลังน้ำมันของบริษัทเอกชน จังหวัดอ่างทอง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เบื้องต้นได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำมัน 3 ประเภท ประกอบด้วย น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มาตรวจคุณภาพ ซึ่งผลตรวจอยู่ระหว่างการจัดส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการจำหน่าย ต้นทางเป็นบริษัท IRPC เดิมถูกผู้ค้าตามมาตรา 10 จำนวน 2 ราย ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน ที่ส่งไปยังคลังที่จังหวัดอ่างทอง
จากข้อมูลดังกล่าวตรวจพบว่า ใบกำกับการขนส่งของ IRPC ที่จัดส่งให้บริษัทดังกล่าวระบุสถานที่ส่งไปปลายทางอยู่ใน กทม. แต่น้ำมันดังกล่าวไปพบที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับกรมธุรกิจสืบเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เบื้องต้นน่าจะมีความผิดในการออกใบกำกับการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ได้มีการตรวจบริษัทเดิมด้วยว่า ใบกำกับการขนส่งอื่นๆ ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะขออนุญาตมารายงานต่อไป
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า มีประชาชนได้ร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่นของ ชานนท์ เงินทองดี เรียกว่า ‘ปั๊มเรดาห์’ ทางกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานไปยังชานนท์ เพื่อจะได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง โดยจะให้สถานีบริการเป็นผู้ร่วมกรอกข้อมูลผ่านมาทางพลังงานจังหวัด และจะจัดเตรียมแอพพลิคชั่นที่ชื่อว่า FUEL NOW เข้ามาตรวจสอบว่า มีน้ำมัน ณ จุดไหน ส่งไปยังจุดไหนบ้าง ทั้งหมดร่วมกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศและหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้เกิดการบริการประชาชนอย่างเต็มกำลัง
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการกักตุนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 8 จุด 4 จังหวัด ยังไม่พบอะไรที่ผิดปกติ โดยจะเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจตราจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 103 วัน ณ วันนี้เป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร อยู่ระหว่างขนส่งอีก 4,206 ล้านลิตร และน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางมี 3,700 ล้านลิตร
เมื่อถามถึงการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเหมาะสมและอย่างรวดเร็ว จะดึงสต๊อกน้ำมันกระจายไปยังปั๊มต่างๆ ได้ภายในกี่สัปดาห์ สราวุธกล่าวว่า ได้มีการปลดล็อกเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว ได้มีการผ่อนผันดีเซลอย่างน้อย 130 ล้านลิตรเข้ามาในระบบ ต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการ
“เบื้องต้นถ้าส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกวัน ช่วงสัปดาห์จะถึงน่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดี” สราวุธระบุ
สราวุธยังยืนยันด้วยว่า น้ำมันดีเซลบางช่วงมีปริมาณความต้องการผ่านปั๊มถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน สถานการณ์วันที่ 20 มีนาคม สูงกว่ากว่าปกติถึง 71 ล้านลิตร มีการดึงสต๊อกออกมาใช้ จึงต้องรีบกระจายตัวให้เร็วที่สุด
The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
นายกฯลงนามคำสั่งมอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มผู้ค้าน้ำมัน ป้องก […]
The post แก้ปัญหาน้ำมันขาด! นายกฯ มอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มดีลเลอร์น้ำมันทั่วประเทศ สั่งโรงกลั่นรายงานยอดขายรายวัน ป้องกันการกักตุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
นายกฯลงนามคำสั่งมอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มผู้ค้าน้ำมัน ป้องกันภาวะขาดแคลน ให้ผู้ค้าม.7 รายงานการจำหน่ายเป็นรายลูกค้า-รายชื่อลูกค้าที่ซื้อเกิน 3 พันลิตรต่อครั้ง
เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ.2569
โดยระบุว่าโดยที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญของโลก ปริมาณสินค้าดังกล่าวที่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบนี้โดยตรง
อีกทั้ง ปรากฏว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและคลังน้ำมันจำนวนมากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงจำหน่าย เกิดความเดือดร้อนแก่การดำรงชีวิตของประชาชนและการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉินและจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ.2543 ดำเนินการตามมาตรการ ดังต่อไปนี้
ข้อ3 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ดำเนินการตามด้วย
ข้อ 4 มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี, รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้เป็นไปตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานแจ้งข้อมูลตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้แก่บุคคลตามวรรคหนึ่ง ทราบทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย
ข้อ 5 ให้ นายพิพัฒน์, รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้



The post แก้ปัญหาน้ำมันขาด! นายกฯ มอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มดีลเลอร์น้ำมันทั่วประเทศ สั่งโรงกลั่นรายงานยอดขายรายวัน ป้องกันการกักตุน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 ตุลาคม 2025) เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานกลั่นน้ำม […]
The post ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันเชฟรอนในลอสแอนเจลิส ทางการควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (3 ตุลาคม 2025) เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานกลั่นน้ำมันเชฟรอนในเมืองเอลเซกุนโด (El Segundo) ใกล้กับลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เบื้องต้น ไม่มีรายงานถึงตัวเลขผู้บาดเจ็บ ขณะที่ทางการยืนยันว่า บ้านเรือนและสถานที่สาธารณะใกล้เคียงไม่ได้รับผลกระทบ
สำนักข่าว CBS News รายงานว่า เหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานเชฟรอนเกิดขึ้นโดยยังไม่ทราบสาเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุระเบิดหลายครั้ง และพยานเปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่ท่ามกลาง ‘แผ่นดินไหว’ ขนาดเล็ก ขณะที่โฆษกของเชฟรอนเปิดเผยว่า หน่วยดับเพลิงของโรงงานได้ทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่จากทางการเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มีคำสั่งโยกย้ายอพยพประชาชน หรือรายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด
ล่าสุด เกวิน นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครต ออกมาประกาศผ่าน X ว่า ทางรัฐได้ประสานงานควบคุมสถานการณ์กับทั้งหน่วยงานท้องถิ่นและรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย

ภาพ: Daniel Cole / REUTERS
อ้างอิง:
The post ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันเชฟรอนในลอสแอนเจลิส ทางการควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ appeared first on THE STANDARD.
]]>
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเยือนประเทศซาอุดีอาระ […]
The post ลุ้นบิ๊กดีล ‘พลังงานไฮโดรเจน’ หลังฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุในรอบ 32 ปี! appeared first on THE STANDARD.
]]>
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย เผยซาอุฯ พร้อมลงทุนกับไทยในทุกมิติ ผลิตพลังงานไฮโดรเจนระดับ ‘บิ๊กดีล’ ไฟเขียวถ่ายทอดองค์ความรู้ ‘วิทยาลัยพลังงาน’ หนุนการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันของไทย
วันที่ 26 กรกฎาคม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภารกิจภายหลังการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการว่า การเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ มีภารกิจสำคัญอยู่ 2 ส่วน
ส่วนแรกคือ การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่วนที่สองเป็นการติดตามความคืบหน้าในเรื่องของการทำความตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงพลังงานไทยกับกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ที่ลงนามไปเมื่อปี 2565 หลังหารือกับคณะเจรจาของกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย นำโดย เจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย และยังมีหน่วยงานชั้นนำของซาอุดีอาระเบียและของโลกเข้าร่วมหารือด้วย เช่น Saudi Aramco บริษัทน้ำมันชั้นนำระดับโลก, บริษัท SABIC ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ระดับโลก, บริษัท ACWA Power ผู้ประกอบธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้า และ SEEC หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานของประเทศ
พีระพันธุ์กล่าวอีกว่า ในด้านภารกิจกระชับความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดีอาระเบียหลังจากที่มีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันในรอบ 32 ปีนั้น ได้มีการพูดคุยกันในกรอบการค้า รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่จะเกิดประโยชน์โดยภาพรวมต่อทั้งสองประเทศ ส่วนภารกิจด้านการติดตามความร่วมมือด้านพลังงานตาม MOU เดิมทั้ง 8 ข้อ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีที่จะผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
“ข้อตกลงสำคัญๆ ในการหารือ ขณะนี้ทางซาอุดีอาระเบียได้ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของพลังงานแห่งอนาคต และกำลังพิจารณาที่จะเข้ามาลงทุนด้านนี้ในประเทศไทย โดยเฉพาะพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งรถยนต์ในอนาคต รวมถึงเรื่องของพลังงานเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้ด้วย” พีระพันธุ์กล่าว
พีระพันธุ์กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าหากว่าเราสามารถพัฒนาไฮโดรเจนจนได้ต้นทุนที่ถูกลง ก็จะสามารถนำพลังงานส่วนนี้มาชดเชยก๊าซ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า และลดค่าไฟแก่พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งทางซาอุก็รับปากที่จะมาลงทุนในไทยในเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนผลิตพลังงานไฮโดรเจนในประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือระดับ ‘บิ๊กดีล’ ระหว่างไทยและซาอุ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศต่างก็มีเป้าหมายจะพัฒนาและลงทุนในด้านนี้
นอกเหนือจากข้อตกลงทั้ง 8 ข้อใน MOU เดิม พีระพันธุ์ยังเสนอให้เพิ่มเติมความร่วมมือในด้านอื่นๆ ซึ่งได้แก่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงาน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานในการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของไทย ซึ่งซาอุดีอาระเบียก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนด้านวิชาการแก่ ‘วิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ’ ที่กำลังเตรียมจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย เพื่อช่วยยกระดับองค์ความรู้และบุคลากรด้านพลังงานที่จะสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคตต่อไป
การเยือนซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของไทย ซึ่งเป็นผลจากการต่อยอดการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย รวมถึงบุคลากรระดับสูงของภาครัฐ และผู้นำของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบีย ต่างให้การต้อนรับคณะของกระทรวงพลังงานไทยเป็นอย่างดีในทุกๆ ด้าน

“การเยือนซาอุในครั้งนี้ เราได้รับการตอบสนองอย่างดีในทุกๆ เรื่อง และเราได้รับการต้อนรับที่ดีจริงๆ เราได้ชมกระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงของบริษัทด้านพลังงานระดับโลก และซาอุก็ยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับประเทศไทย เหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นความตกลงข้อที่ 9 ที่เราได้มา นอกเหนือจาก MOU ทั้ง 8 ข้อ ซึ่งล่าสุดทั้งสองประเทศก็ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันในทุกๆ ประเด็นความร่วมมือที่มีการพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
นอกจากนี้ พีระพันธุ์ยังเชิญชวนให้ซาอุพิจารณาเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือ และท่อขนส่งน้ำมันในพื้นที่ที่มีศักยภาพของประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ให้กับประเทศไทย และสามารถเป็นจุดกระจายน้ำมันจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้ โดยซาอุให้ความสนใจและพร้อมที่จะเข้ามาศึกษารูปแบบการดำเนินระบบ SPR ของไทยทันทีเมื่อไทยมีความพร้อม
ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับไทยในเรื่องของการผลิตพลังงานสะอาด และเน้นย้ำนโยบายการขับเคลื่อนพลังงานที่ต้องการผลักดันเพื่อไปสู่เป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย
สำหรับโอกาสการลงทุนในซาอุดีอาระเบียนั้น พีระพันธุ์ระบุว่า ปัจจุบันซาอุมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศสูงมาก แต่ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ จึงส่งสัญญาณผ่านกระทรวงพลังงานของไทยไปถึงนักลงทุนไทยที่สนใจจะมาลงทุนโรงไฟฟ้าให้ซาอุด้วย
“การไปเยือนและเจรจาครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูครั้งสำคัญของทั้งสองฝ่าย หลังจากที่ซาอุก็รอไทยมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเกือบ 2 ปีเต็มนั้นยังไม่มีอะไร แต่วันนี้ความคืบหน้าของ ‘ไทย-ซาอุ’ เกิดขึ้นแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมก็จะเร่งผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป นี่คือสัญญาณที่ดีมากๆ เพราะทุกการเจรจา ทุกความร่วมมือที่กล่าวถึง ซาอุไม่ได้มาเพียงเพื่อพูดคุยเล่นๆ แต่เขาเอาจริง” พีระพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย
The post ลุ้นบิ๊กดีล ‘พลังงานไฮโดรเจน’ หลังฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุในรอบ 32 ปี! appeared first on THE STANDARD.
]]>
เกิดอะไรขึ้น: ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปรับตัวลดลง […]
The post หุ้นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน – GRM ที่สูงขึ้นจะช่วยหนุน Sentiment appeared first on THE STANDARD.
]]>
ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปรับตัวลดลง 17%YoY และ 53%QoQ มาอยู่ที่ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q67TD ซึ่งเป็นผลมาจาก Crack Spread ที่อ่อนแอของผลิตภัณฑ์หลักทั้งหมด นำโดยน้ำมันเบนซิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนค่าการกลั่นใน 1Q67 Crack Spread น้ำมันเบนซินลดลง 42%QoQ สู่ 10.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q67 เทียบกับ >16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q66-1Q67 อุปสงค์น้ำมันเบนซินตามฤดูกาลในช่วงฤดูขับขี่ต่ำกว่าคาด ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงการขนส่งหลังสถานการณ์โควิดในสหรัฐฯ โดยหันกลับมาเดินทางโดยใช้เครื่องบินแทนการขับรถ
นอกจากนี้ รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นและรถยนต์ไฟฟ้าก็มีส่วนทำให้การใช้น้ำมันเบนซินลดลงด้วย Crack Spread น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินลดลงในอัตราที่น้อยกว่าน้ำมันเบนซิน (-32%QoQ โดยเฉลี่ย) มาอยู่ที่ 14-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ 12MMA ที่ >21 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์เฉลี่ย YTD ลดลง 13%YoY สู่ 5.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (ก่อนเกิดโควิด) ที่ 6.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ใน 2Q67 InnovestX Research คาดว่าบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของไทยน่าจะรายงานผลประกอบการที่อ่อนแอลง QoQ ใน 2Q67 เพราะได้รับผลกระทบจากค่าการกลั่นตลาดที่ลดลงแรง แม้ว่าจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากอัตราค่าระวางที่ลดลงและค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่แข่งขันได้ ผลกระทบของกำไร / ขาดทุนสต็อกจะผสมปนเปกัน ขึ้นอยู่กับระดับสต็อกน้ำมันต้นทุนสูงที่ถือมาจากเดือนมีนาคม-เมษายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล
โดยรวมแล้วคาดว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันจะรับรู้กำไรสต็อกเล็กน้อยที่ 0.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q67 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน นอกจากนี้ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันบางรายยังลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง เพื่อตอบสนองต่อค่าการกลั่นระดับต่ำและการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน
แม้ว่าค่าการกลั่นตลาดใน 3Q67 จะลดลง YoY จาก 9.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 3Q66 แต่คาดว่าอุปสงค์ตามฤดูกาลจะช่วยหนุนให้ค่าการกลั่นใน 3Q67 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดใน 2Q67 โดยจะได้แรงหนุนจาก Crack Spread ที่สูงขึ้นของผลิตภัณฑ์ Middle Distillates (น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน) ที่อยู่ภายใต้แรงกดดันใน 2Q67 ปัจจัยสนับสนุนจะมาจากอุปสงค์ที่สูงขึ้นในเอเชีย รวมถึงเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลได้ขยายระยะเวลาลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ออกไปอีก 2 เดือน หรือจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม
ทั้งนี้ แม้ว่าจีนจะมีโควตาการส่งออกน้ำมันรอบใหม่ แต่คาดว่าการส่งออกน้ำมันของจีนจะลดลงในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการผลิตที่ลดลง อุปทานเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากจีนคาดว่าจะไม่เพียงพอรองรับอุปสงค์พลังงานในเอเชียที่เพิ่มขึ้น (S&P Global) นอกจากนี้การเดินทางทางอากาศก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 2H67 เนื่องจาก IATA คาดว่าปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศในภูมิภาคส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับปี 2562 จากอัตราการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งหมดทั่วโลกที่ 10.4%YoY โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เพิ่มขึ้น 17.2%YoY)
ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน (SET ENERG) ปรับลง 5.06%, BCP ปรับลง 6.25%, TOP ปรับขึ้น 2.91% ขณะที่ SET Index ปรับลง 4.17%
ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันของไทยปรับตัวลดลงเฉลี่ย 9% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา Underperform SET ที่ลดลง 5% ซึ่งบ่งชี้ถึงมุมมองเชิงลบต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากผลประกอบการจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากค่าการกลั่นตลาดที่อ่อนแอใน 2Q67 และแผนจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์น้ำมันภายในปี 2568
ค่าการกลั่นตลาดฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยแกว่งตัวอยู่ในช่วง 3-4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน 2567 เทียบกับ 4-5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่เติบโตต่ำกว่าคาดในฤดูขับขี่ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าค่าการกลั่นตลาดจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นใน 3Q67 ซึ่งจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจหุ้นกลุ่มนี้อีกครั้ง
สำหรับหุ้นเด่นของกลุ่ม เลือก BCP และ TOP, ราคาหุ้น BCP ปรับตัวลดลง 16% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แย่กว่า SET ที่ลดลง 5% และหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันไทยที่ลดลงเฉลี่ย 8% ซึ่ง InnovestX Research เชื่อว่าสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการ 2Q67 จากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นตามแผน และการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ OKEA (Statfjord) Valuation ของ BCP ยังอยู่ในระดับต่ำที่ P/E (ปี 2567) ต่ำกว่า 4 เท่า และ P/BV 0.6 เท่า (-1.5SD) นอกจากนี้ ยังคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 6.7% (ปี 2567)
และชอบ TOP เนื่องจากเป็น Proxy สำหรับค่าการกลั่นที่ดีขึ้นใน 3Q67 และ Valuation น่าสนใจที่ P/E 5.7 เท่า และ P/BV 0.7 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6.2%
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจทำให้เกิดการขาดทุนสต็อก ความเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การด้อยค่าของสินทรัพย์และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการแทรกแซงของรัฐบาลในธุรกิจพลังงาน
ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
The post หุ้นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน – GRM ที่สูงขึ้นจะช่วยหนุน Sentiment appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Expert […]
The post ปตท. และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2567 อยู่ที่กรอบ 75-85 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ OPEC+ คุมกำลังผลิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2567 อยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมจับตานโยบายควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC+ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจของจีน และนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศตะวันตกในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ชี้ไทยต้องปรับตัวแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในยุคการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังงานสัมมนา 2023 The Annual Petroleum Outlook Forum ว่า แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในปีหน้า 2567 ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นโดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ กำลังซื้อในสหรัฐอเมริกา การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรป และการใช้น้ำมันในภาคการบินของจีนที่เพิ่มขึ้นหลังเปิดประเทศ ขณะเดียวกัน อุปสงค์น้ำมันยังคงเติบโตในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อย่างไรก็ตาม การใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและกฎหมายรองรับ มีส่วนทำให้อุปทานน้ำมันเติบโตอย่างจำกัด โดยคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันในปี 2567 จะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในปี 2567 อยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม มองว่า ปีหน้าอุตสาหกรรมปิโตรเลียมยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างมาก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างรัสเซียและยูเครน สหรัฐอเมริกากับจีน สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่องในประเทศจีนจากการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงโดยสร้างกฎระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ ‘Net Zero’ ของประเทศต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าสู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต ให้เกิดความยั่งยืนด้านพลังงานจะเป็นการสร้างสมดุลระหว่างความท้าทายด้านพลังงาน 3 ประการ หรือ ‘Energy Trilemma’ ได้แก่
ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เพื่อดูแลความยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งล่าสุดในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ.ปตท. (บอร์ด ปตท.) นั้นขอย้ำว่า ด้วยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นทั้งหน่วยงานรัฐและบริษัทมหาชน ภารกิจหลังจากนี้จะพยายามใช้บทบาทและอำนาจหน้าที่ในการสร้างสมดุลในการดูแลทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน และด้านราคาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
“โดยเน้นประชาชนเป็นสำคัญ ดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจให้มั่นคง ยั่งยืน ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงและทิศทางพลังงานโลก ผมเข้าใจในบทบาทของ ปตท. ที่เป็นทั้งรัฐและบริษัทมหาชน ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในส่วนนี้ผมจะสร้างความสมดุลเพื่อให้ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้ดำเนินการตามนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน”
นอกจากนี้ ในฐานะที่ ปตท. เป็นบริษัทมหาชนที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผมจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตขององค์กร พัฒนาให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน (Energy Transition) มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นทุกคน และเพื่อความยั่งยืนต่อไป
The post ปตท. และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2567 อยู่ที่กรอบ 75-85 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ OPEC+ คุมกำลังผลิต appeared first on THE STANDARD.
]]>