โรงกลั่นน้ำมัน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรงกลั่นน้ำมัน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Apr 2026 10:20:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? https://thestandard.co/oil-price-adjustment-refinery/ Thu, 30 Apr 2026 10:20:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1202761 ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน

หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลา […]

The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน

หากติดตามข่าวสารเรื่องน้ำมันรายงานว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่เมื่อเราขับรถไปยังปั๊มน้ำมัน เรากลับพบราคาหน้าปั๊มในไทยกลับไม่ได้ลดลงแบบทันที ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในเมื่อต้นทุนถูกลงแล้วทำไมผู้บริโภคถึงไม่ได้ซื้อของถูกทันที?

 

ความสงสัยนี้มักถูกตั้งคำถามไปที่โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างราคาพลังงาน วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจโครงสร้างและกระบวนการภายในโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราคาน้ำมันอย่างเป็นระบบ

 

โรงกลั่นน้ำมันทำหน้าที่อะไรบ้าง?

 

โรงกลั่นน้ำมัน คืออุตสาหกรรมแปรรูปขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการความร้อนเพื่อกลั่นแยกส่วนเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ การจัดหาวัตถุดิบต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถกลั่นได้อย่างต่อเนื่อง

 

กระบวนการนี้เองที่สร้าง Time Lag หรือความเหลื่อมล้ำทางเวลา ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศกว่า 90% โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง กว่าน้ำมันดิบหนึ่งล็อตจะผ่านการเจรจาตกลงราคา จัดหาเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่เดินทางข้ามมหาสมุทรและขนถ่ายเข้าสู่ถังเก็บสำรอง จึงต้องสั่งซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน

 

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วง มี.ค. – เม.ย. 2569 ทำให้ตลาดน้ำมันดิบตึงตัว โรงกลั่นไทยจึงเร่งจัดหาน้ำมันท่ามกลางอำนาจต่อรองผู้ขายที่สูงขึ้นเพื่อรับมือความเสี่ยงขาดแคลนพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว โดยต้นทุนเพิ่มเติมเหล่านี้มาจาก

 

1. Crude Premium เป็นส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงกับราคาซื้อขายจริง เป็นราคาจ่ายจริงที่ขึ้นลงไม่คงที่ อาจจะเป็นบวก (Premium) หรือเป็นลบ (Discount) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ

 

  • คุณภาพน้ำมันดิบ หากน้ำมันดิบชนิดนั้นกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์ราคาสูงอย่าง เบนซิน หรือ ดีเซล ในสัดส่วนที่มาก ค่า Premium จะสูงกว่าน้ำมันดิบที่ให้ผลิตภัณฑ์ราคาต่ำอย่างน้ำมันเตา
  • ความต้องการน้ำมันในตลาดโลก ถ้าภาวะปกติราคาอาจนิ่ง แต่ในสภาวะสงครามที่มีความต้องการสูง ค่า Premium จะพุ่งสูงขึ้น

 

2. ค่าขนส่งและค่าประกันภัย โดยผลกระทบจากสภาวะสงคราม เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก เส้นทางการเดินเรือกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย สิ่งที่ตามมาคือ

 

  • ค่าระวางเรือ โดยในช่วงสงครามที่เรือขาดแคลน ค่าขนส่งอาจปรับตัวเพิ่มขึ้น
  • ค่าประกันภัย บริษัทประกันภัยจะเดินทางขนส่งโดยหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ทำให้เบี้ยประกันการขนส่งผ่านพื้นที่สงครามอาจพุ่งสูงขึ้นมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าเชื้อเพลิง เบี้ยเสี่ยงภัย เป็นต้น

 

นอกจากต้นทุนภายนอกแล้ว ภายในโรงกลั่นเองยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มเติมที่ต้องคำนวณก่อนจะเกิดกำไรสุทธิ เช่น

 

  • ค่าพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำ
  • ค่าการบำรุงรักษาและบุคลากร เช่น ค่าซ่อมบำรุงตามรอบระยะเวลา และค่าแรงพนักงาน
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงิน เช่น ค่าเสื่อมราคาจากการลงทุนเครื่องจักร ดอกเบี้ยเงินกู้ และภาษีที่ต้องนำส่งรัฐ

 

ในทางปฏิบัติ น้ำมันดิบที่เข้าสู่โรงกลั่นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โรงกลั่นจัดหาและซื้อมาในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ราคายังคงอยู่ในระดับสูงมากจากวิกฤตที่ผ่านมา หรืออีกนัยหนึ่ง โรงกลั่นได้จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ในราคาที่รวมพรีเมียมสูงสุดจากผลกระทบของวิกฤตก่อนหน้านั่นเอง

 

กลไกราคาที่ทำให้ราคาน้ำมันอาจไม่ปรับลดลงได้ทันที

 

น้ำมันดิบราคาแพงที่แบกรับต้นทุนพรีเมียมจากเมื่อ 2 เดือนก่อนเดินทางมาถึงหอกลั่น แต่สถานการณ์ความตึงเครียดของโลกคลี่คลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ณ วันปัจจุบันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

 

ราคาขายผลิตภัณฑ์หน้าโรงกลั่นจะต้องใช้กลไกบังคับให้ต้องตั้งราคาขายอิงตามสภาวะตลาดโลกในวันที่จำหน่าย (Market-Based Pricing)

 

ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน 1

 

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อต้องนำวัตถุดิบต้นทุนสูงมาผลิตเพื่อขายในราคาตลาดที่ต่ำลง สถานการณ์ลักษณะนี้เรียกว่าการขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของธุรกิจโรงกลั่น ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่ผู้บริโภคมักตั้งคำถามต่อการปรับตัวของราคาขายปลีก

 

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ราคาน้ำมันอาจไม่สามารถปรับลดลงได้ทันที เพราะต้นทุนและราคาขายไม่ได้เกิดขึ้นในเส้นเวลาเดียวกัน น้ำมันดิบล็อตที่ตลาดโลกชี้ว่าราคาถูกในช่วงเวลาหนึ่งจะเดินทางมาถึงและกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมขาย ก็ต้องใช้เวลาดำเนินการไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

 

ในช่วงรอยต่อของความเหลื่อมล้ำด้านเวลานี้ อุตสาหกรรมโรงกลั่นจะเดินเครื่องผลิตในจังหวะที่ส่วนต่างกำไร หรือค่าการกลั่นหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ และในบางช่วงเวลาอาจทำให้ค่าการกลั่นลดลงจนอยู่ในระดับต่ำ หรือในบางกรณีอาจติดลบได้

 

ทำไมต้องอ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์?

 

ราคาน้ำมันในไทยอ้างอิงกับราคากลางตลาดสิงคโปร์ (MOPS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่สำคัญในเอเชีย และถูกใช้เป็น Benchmark ในหลายประเทศ เนื่องจากสามารถสะท้อนอุปสงค์และอุปทานของภูมิภาคได้

 

หลักการที่ใช้คือราคาเสมอภาคการนำเข้าและส่งออก ซึ่งช่วยป้องกันความไม่สมดุลในตลาด ในทางทฤษฎี หากราคาภายในประเทศต่ำกว่าตลาดโลกมาก อาจเกิดแรงจูงใจในการส่งออกหรือทำกำไรจากส่วนต่างราคา ซึ่งในบางกรณีอาจกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศ

 

การกำหนดราคาอ้างอิงกับ MOPS มุมหนึ่งถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโดยรวม แม้ว่าบางครั้งอาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงไม่รวดเร็ว กรณีที่ปล่อยให้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไป ประเทศไทยจะต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในราคาตลาดโลกที่สูงกว่า นี่จึงเป็นอีกเหตุผลในมุมหนึ่งที่เลือกใช้แนวทางนี้

 

ข้อสังเกตสำคัญกับการเป็นธุรกิจแบบวัฏจักรของโรงกลั่น

 

ข้อสังเกตจากข้อมูลทำให้เห็นได้ว่า โรงกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจแบบวัฏจักร ซึ่งเห็นได้จากโครงสร้างรายได้และพิจารณากลไกตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

 

ผลประกอบการโรงกลั่นขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลก ช่วงที่ราคาเป็นขาขึ้นจากความต้องการสูงหรือวิกฤต โรงกลั่นจะได้กำไรจากสต็อก (Stock Gain) เนื่องจากนำวัตถุดิบราคาถูกเดิมมาขายในราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่เมื่อวัฏจักรกลับกัน ที่ราคาน้ำมันล่วงหน้าปรับตัวลดลงและถูกกว่าราคาปัจจุบัน ถือเป็นความท้าทายต่ออุตสาหกรรม

 

ภาพประกอบโรงกลั่นน้ำมันและกราฟราคาน้ำมันที่ผันผวน 2

 

โรงกลั่นหยุดผลิตได้หรือไม่?

 

หากทิศทางของราคาน้ำมันล่วงหน้า (Future Curve) ลดต่ำลง โรงกลั่นย่อมทราบดีว่าการเดินเครื่องผลิตต่อไปอาจนำไปสู่การบันทึกตัวเลขขาดทุนจากสต็อก อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเดินเครื่องต่อหรือหยุดพัก ถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและกลไกการกำกับดูแล

 

ดังนั้น ในเหตุการณ์ในการลดกำลังการผลิตอย่างกะทันหันไม่เพียงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังเสี่ยงต่อการผิดเงื่อนไขการรักษาระดับน้ำมันสำรองทางกฎหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน

 

โรงกลั่นยังคงต้องเดินเครื่องอย่างสูง เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิค สัญญาทางการค้า และกรอบการกำกับดูแลของภาครัฐ ให้ระบบพลังงานดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดภาวะชะงักงัน

 

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงกลั่นเพียงส่วนเดียว แต่ยังรวมถึงภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดในส่วนปลายน้ำ ซึ่งล้วนมีผลต่อราคาที่ผู้บริโภคจ่ายหน้าปั๊มเช่นกัน

The post เข้าใจกระบวนการโรงกลั่น ทำไมราคาน้ำมันใช้เวลาปรับตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าการกลั่น (GRM) คืออะไร? ทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนพลังงานไทย https://thestandard.co/understanding-grm-thai-energy-cost/ Wed, 29 Apr 2026 11:35:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1202430

เวลานี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวเลขที่สะท้อ […]

The post ค่าการกลั่น (GRM) คืออะไร? ทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวลานี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงภาระค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายจ่ายของประชาชนทุกคน นั่นทำให้เรื่องราคาน้ำมันกำลังเป็นหัวข้อหลักในทุกบทสนทนาของทุกวันนี้ และหนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันคือเรื่องค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) ที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในช่วงเวลาวิกฤตด้านพลังงานนี้

 

THE STANDARD ชวนผู้อ่านมาร่วมเจาะลึกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่อลิตรที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ว่าประกอบด้วยองค์ประกอบใดบ้าง เพื่อทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อราคาน้ำมันที่เราเติมอยู่ในปัจจุบัน และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงราคา

 

น้ำมัน 1 ลิตร มีค่าอะไรบ้าง?

 

ราคาน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายหน้าปั๊มไม่ได้มีแค่ค่าตัวน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วนหลักที่นำมารวมกัน คือ

 

  • ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (ราคา ณ โรงกลั่น) ซึ่งราคาตรงนี้จะอิงตามตลาดสิงคโปร์
  • ภาษีและกองทุนต่างๆ (ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ช่วยพยุงราคา และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน) ซึ่งรัฐเป็นผู้จัดเก็บเพื่อบริหารประเทศและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
  • ค่าการตลาด เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ใช้ในการขายน้ำมันที่สถานีบริการ อาทิ ค่าพนักงาน ค่าน้ำไฟ ค่าส่วนลดโปรโมชัน ของเจ้าของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่กำไรสุทธิ

 

ด้วยโครงสร้างดังกล่าว แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกหรือราคาหน้าโรงกลั่นจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกในประเทศไม่ได้สะท้อนการปรับลดในอัตราเดียวกัน เนื่องจากยังมีองค์ประกอบอย่างภาษี กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดที่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดโลกโดยตรง

 

ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) คืออะไร?

 

สิ่งที่กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมเวลานี้คือ “ค่าการกลั่น” ของโรงกลั่น เราจะมาทำความเข้าใจตรงนี้กันเพิ่ม

 

ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin – GRM) คือ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป (เช่น เบนซิน ดีเซล) กับราคาน้ำมันดิบ หากให้เปรียบเทียบ ก็เปรียบได้กับการทำน้ำส้มคั้นที่ส่วนต่างคือราคาน้ำส้มที่ขายได้หักลบกับราคาผลส้มที่ซื้อมานั่นเอง

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่วนประกอบสำคัญ เช่น ค่าการกลั่น ภาษี และค่าการตลาด 1

 

ทั้งนี้ หลายคนมีความเข้าใจว่าค่าการกลั่นนั้นคือกำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่ค่าการกลั่นเป็นเพียง “กำไรขั้นต้น” ที่ยังต้องนำไปหักลบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ จึงจะออกมาเป็นกำไรที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น 

 

นอกจากนี้ ค่าการกลั่นยังผันผวนขึ้นลงตามกลไกความต้องการและกำลังการผลิตของตลาดโลก (โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์) เป็นหลัก ด้วยโครงสร้างดังกล่าว ทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) และผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROIC) ก็จะผันผวนตาม

 

โรงกลั่นน้ำมันฟันกำไรจากค่าการกลั่น?

 

ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ Yuanta ระบุตัวเลขที่น่าสนใจว่า ปี 2025 และไตรมาสแรกของปี 2026 กำไรของธุรกิจโรงกลั่นต่อลิตร (เมื่อไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมันและการทำ Hedging) อยู่ที่ระดับ 0.3 – 0.7 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับกำไรต่อลิตรของธุรกิจอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน 

 

ตัวเลขค่าการกลั่นที่ดูเหมือนจะปรับตัวสูงขึ้นในบางช่วงเวลา มักจะถูกชดเชยด้วย “ต้นทุนแฝง” หรือต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ซึ่งบางรายการไม่อยู่ในการคำนวณของภาครัฐ ต้นทุนเหล่านี้ประกอบไปด้วย 

 

  • ค่าขนส่งที่แพงขึ้นจากภาวะอุปทานเรือในตลาดขาดแคลนและการต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ 
  • ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) จากข้อจำกัดด้านอุปทานในตะวันออกกลาง 
  • ค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 
  • ค่าพลังงานที่ใช้ในกระบวนการกลั่นซึ่งปรับตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวราคาน้ำมันดิบ  

 

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขกำไรสุทธิของธุรกิจโรงกลั่นที่ต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร ควบคู่ไปกับแนวทางที่เคยมีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นถึง 2 บาทต่อลิตรในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบันมีการกำหนดอัตราปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงวันที่ 24 เม.ย.- 9 พ.ค. 69 ปรับลด 5.00 บาท/ลิตร ​ช่วงวันที่ 10 – 19 พ.ค. 69 ปรับลด 3.00 บาท/ลิตร​ 

 

ทำให้เกิดหนึ่งในคำถามสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ว่า การดึงส่วนต่างราคาจากธุรกิจต้นน้ำในระดับดังกล่าวนี้ มีพื้นฐานอยู่บนสมมติฐานของความสามารถในการรองรับต้นทุนที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจหรือไม่

 

ใครแบกต้นทุนอะไรบ้างในห่วงโซ่น้ำมัน?

 

  1. โรงกลั่นน้ำมัน

จุดเริ่มต้นของน้ำมันสำเร็จรูปที่ต้องรับน้ำมันดิบมาผ่านกระบวนการซับซ้อนในหอกลั่น เพื่อแยกเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นอกเหนือจากเงินลงทุน (CAPEX) ในระดับแสนล้านบาทที่เป็นต้นทุนจมแล้ว โรงกลั่นยังมีภาระการเดินเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมง ผนวกกับ “ความเสี่ยงด้านเวลา” ที่ซับซ้อนมากในห่วงโซ่การผลิต เนื่องจากการจัดหาต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถปรับตัวตามราคาตลาดได้ทันทีเหมือนธุรกิจปลายน้ำ

 

  1. ผู้ค้าส่งน้ำมันหรือ Jobber

ตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อน้ำมันล่วงหน้าจำนวนมากจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่ แล้วขายต่อให้ลูกค้าที่รถขนส่งบริษัทแม่เข้าไม่ถึง เช่น ปั๊มอิสระ โรงงาน ไซต์ก่อสร้าง และเกษตรกร โดยต้นทุนที่ผู้ค้าส่งจะแบกรับคือความเสี่ยงเครดิตผู้ค้า ต้นทุนการขนส่ง และส่วนต่างกำไรที่ผันผวนตามราคาน้ำมันในลักษณะซื้อมาขายไป

 

  1. สถานีบริการน้ำมัน 

ปลายทางสุดท้ายที่ผู้บริโภคอย่างเราไปใช้บริการ น้ำมันจะถูกเก็บไว้ในถังใต้ดินและสูบขึ้นมาผ่านตู้จ่าย ซึ่งรายได้หลักของสถานีมาจาก “ค่าการตลาด” ซึ่งต้องนำไปหักลบกับค่าเช่าที่ ค่าน้ำไฟ และค่าจ้างพนักงาน และปัจจุบัน ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันก็มีรายได้ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันเพื่อเสริมกำไรของธุรกิจน้ำมันที่บางลงและถูกควบคุมโดยรัฐ เช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร พื้นที่ให้เช่า นั่นทำให้ต้นทุนแบกไว้ของสถานีฯคือ ค่าดำเนินการรายวันในการจัดการภายในสถานีบริการน้ำมันนั่นเอง

 

ข้อสังเกตมิติความเสี่ยงในด้านราคาของห่วงโซ่น้ำมัน

 

เมื่อพิจารณาการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมน้ำมัน จะพบว่าแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ลักษณะและจังหวะของการรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกไม่เหมือนกัน

 

ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก สถานีบริการน้ำมัน และผู้ค้าส่ง (Jobber) การดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการซื้อและจำหน่ายในรอบระยะเวลาค่อนข้างสั้น ทำให้สามารถปรับตัวตามราคาตลาดได้ค่อนข้างรวดเร็วในเชิงการบริหารสต็อก และสถานีบริการอาจหารายได้ทดแทนจากกลุ่มธุรกิจ Non-oil อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกลุ่มนี้ยังคงเผชิญความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ

 

ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้า ซึ่งมีระยะเวลาการขนส่งและผลิต (Lag-time) ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น ความเสี่ยงจากมูลค่าสต็อก (Stock Loss) ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลง นอกจากนี้ ต้นทุนบางส่วน เช่น ค่าขนส่ง ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ และต้นทุนทางการเงิน อาจปรับเปลี่ยนไปตามภาวะตลาดโลกและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมต้นทุนทั้งหมดแล้วถือเป็นต้นทุนที่สูงเช่นกัน

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่วนประกอบสำคัญ เช่น ค่าการกลั่น ภาษี และค่าการตลาด 2

 

ในเชิงโครงสร้าง ธุรกิจแต่ละส่วนในห่วงโซ่น้ำมันมีรูปแบบต้นทุนและแหล่งรายได้ที่แตกต่างกัน ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะใช้เงินลงทุนสูง และรายได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาน้ำมัน ขณะที่ธุรกิจปลายน้ำ เช่น สถานีบริการน้ำมัน มีรายได้จากทั้งการจำหน่ายน้ำมันและธุรกิจเสริม (Non-oil) ซึ่งช่วยกระจายแหล่งรายได้ในอีกมิติหนึ่ง

 

ความท้าทายระยะยาวเชิงนโยบายพลังงาน

 

ภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจในแต่ละส่วนของห่วงโซ่น้ำมันมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโมเดลธุรกิจและโครงสร้างความเสี่ยง ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันมีลักษณะการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นจากรอบการซื้อขายที่สั้น และมีการขยายรายได้ไปยังธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil) ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง และผลประกอบการขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นสำคัญ ซึ่งโดยลักษณะธุรกิจอาจส่งผลให้ตัวชี้วัดอย่าง ROA และกำไรสุทธิต่อลิตรอยู่ในระดับที่แตกต่างจากธุรกิจปลายน้ำ

 

อีกประเด็นหนึ่งที่มีบทบาทต่อราคาน้ำมันในประเทศ คือโครงสร้างราคาขายปลีกซึ่งไม่ได้อิงเฉพาะราคาตลาดโลกหรือราคาหน้าโรงกลั่น แต่รวมถึงนโยบายภาครัฐผ่านภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารเสถียรภาพราคาและดูแลค่าครองชีพของประชาชน ในขณะเดียวกัน กลไกดังกล่าวก็อาจส่งผลต่อภาระต้นทุนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการในบางช่วงเวลา

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ Yuanta ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลกว่าความผันผวนราคาน้ำมันคือ “ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย” การแทรกแซงราคาที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลไกตลาด เกิดเป็น Policy Risk ที่ทำให้นักลงทุนในระยะยาวตั้งคำถามกับนโยบาย เมื่ออุตสาหกรรมขาดความแน่นอน การพัฒนาโรงกลั่นหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอาจชะงัก และขีดความสามารถประเทศอาจเจอความท้าทายในเชิงการแข่งขันและความมั่นคงทางพลังงาน

 

ส่วนของราคาขายปลีกที่ลดช้ากว่าตลาดโลก ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้เป็นกลไกดูดซับความผันผวน โดยช่วงราคาสูง กองทุนจะช่วยชะลอผลกระทบ และเมื่อราคาลดลง ก็จะมีการจัดเก็บเงินคืนเพื่อลดหนี้สะสม ทำให้การปรับราคาเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ต้นทุนของผู้ประกอบการก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา

 

สุดท้าย ความท้าทายของอุตสาหกรรมน้ำมันจึงไม่ได้อยู่ที่ความผันผวนของราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับตัวต่อทิศทางนโยบายพลังงานและการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ การทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุน กลไกราคา และบทบาทของแต่ละภาคส่วน อาจช่วยให้การออกแบบนโยบายสามารถสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและผลกระทบต่อผู้บริโภคได้มากขึ้น

The post ค่าการกลั่น (GRM) คืออะไร? ทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนพลังงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 https://thestandard.co/phetchaburi-oil-depot-hoarding-probe/ Tue, 28 Apr 2026 04:06:37 +0000 https://thestandard.co/phetchaburi-oil-depot-hoarding-probe/ ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี

รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พ […]

The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี

รังสิมันต์ โรม และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังและโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ‘เสี่ยตือ’ ผู้ต้องสงสัยในกรณีการกักตุนน้ำมัน การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ

 

ศุภโชติให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ติดกัน ปัจจุบันถือครองโดย 2 นิติบุคคล แต่ในอดีตเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันคือเครือข่ายของเสี่ยตือ ก่อนที่จะมีการแบ่งขายส่วนคลังน้ำมันจำนวน 20 ถัง ให้กับบริษัท บางจาก ด้วยมูลค่า 9,000 ล้านบาท โดยถังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีความจุประมาณ 64 ล้านลิตร

 

ในขณะที่ฝั่งโรงกลั่นและถังน้ำมันอีก 17 ถังยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของเสี่ยตือ จากการตรวจสอบประวัติโครงการ พบว่าก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562 แต่หยุดการดำเนินการไปตั้งแต่ปี 2564 โดยมีปริมาณน้ำมันคงค้างอยู่ในระบบโรงกลั่นจำนวน 5 ล้านลิตร

 

ตัวแทนผู้ชี้แจงระบุว่า ไม่มีการนำน้ำมันจำนวนดังกล่าวออกจากพื้นที่ในช่วงปี 2564 ถึง 2569 ศุภโชติได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 ครั้ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค้าปลีกที่สูงขึ้นในขณะนั้นเอื้อต่อการนำน้ำมันออกจำหน่ายเพื่อทำกำไร

 

ประเด็นจากการตรวจสอบเพิ่มเติมคือสภาพของถังน้ำมันที่ถูกระบุว่าปิดตายและไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากคลังน้ำมันแห่งนี้จดทะเบียนเป็นเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงจึงเป็นกรมศุลกากร ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน ตัวแทนจากกรมศุลกากรชี้แจงว่ามีการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและปิดผนึกถังด้วยซีล ซึ่งหากจะมีการเปิดใช้งาน เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพื้นที่จริงพบว่าถังน้ำมันดังกล่าวถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะตรวจสอบในวันนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นซีลของทางราชการจริงหรือไม่

 

ศุภโชติระบุว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างในระบบการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำมันสูญหายในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความกระจัดกระจายของอำนาจกำกับดูแล เช่น คลังน้ำมันในเขตปลอดภาษีอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศุลกากร ในขณะที่คลังน้ำมันภายในประเทศอยู่ภายใต้การดูแลของกรมสรรพสามิต

 

นอกจากนี้ ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานของรัฐยังเป็นรูปแบบการสื่อสารทางเดียว และการตรวจสอบของภาครัฐอาศัยเพียงวิธีการสุ่มตรวจ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงกฎหมาย ศุภโชติเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดในกรณีกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมทั้งออกแบบและลงทุนในระบบการตรวจสอบรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลของคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

 

ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 1ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 2ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 3ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 4ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 5ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 6ภาพ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ตรวจสอบคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ ที่เพชรบุรี 7

The post สส. พรรคประชาชนตรวจคลังน้ำมัน ‘เสี่ยตือ’ เพชรบุรี ตามคำเชิญเอกนัฏ พบข้อสังเกตกักตุนตั้งแต่ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังงานงัดกฎเหล็ก! สั่ง ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ รายงานข้อมูลขาย-ขนส่งน้ำมัน มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมสั่ง ‘โรงกลั่น’ รายงานต้นทุนทุกวันศุกร์ https://thestandard.co/energy-oil-traders-refineries-report-data/ Wed, 22 Apr 2026 04:43:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1199852 ภาพแสดงประกาศกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกฎเหล็กควบคุมผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นให้รายงานข้อมูลการขาย ขนส่ง และต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกา […]

The post พลังงานงัดกฎเหล็ก! สั่ง ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ รายงานข้อมูลขาย-ขนส่งน้ำมัน มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมสั่ง ‘โรงกลั่น’ รายงานต้นทุนทุกวันศุกร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงประกาศกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกฎเหล็กควบคุมผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นให้รายงานข้อมูลการขาย ขนส่ง และต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงพลังงาน ยกระดับการกำกับดูแลราคาพลังงานครั้งใหญ่ ด้วยการรื้อนิยามโครงสร้างราคาใหม่ สั่งคลังและโรงกลั่นเปิดเผยข้อมูลปริมาณและราคาน้ำมันทุกวัน ขีดเส้นรายงานต้นทุนทุกวันศุกร์ พร้อมบังคับส่งใบกำกับการขนส่งเข้าระบบทันที โดยมีผลย้อนหลังถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งลงนามในประกาศ โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

 

 
 

โดยกระทรวงพลังงานเดินหน้าจัดระเบียบโครงสร้างราคาพลังงานให้โปร่งใสและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น โดยได้มีการปรับปรุงประกาศซึ่งมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งการกำหนดนิยามใหม่ การแสดงราคาจำหน่าย และข้อบังคับด้านการรายงานข้อมูลอย่างเข้มงวด ดังนี้

 

  • ยกเลิกบทนิยามเดิมของคำว่า ‘น้ำมันเชื้อเพลิง’ และได้เพิ่มบทนิยามใหม่คือคำว่า “โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง” โดยให้ยึดความหมายตามโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประกาศแนะนำไว้บนเว็บไซต์ (www.eppo.go.th)

 

เปิดกฎเหล็ก ‘โชว์ราคา-สต๊อกรายวัน’ ห้ามขายเกินเพดาน 

 

เพื่อความโปร่งใสต่อผู้บริโภคและภาครัฐ ผู้ค้าน้ำมันต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการจำหน่ายอย่างเคร่งครัด ได้แก่

 

  • เปิดเผยข้อมูลหน้าโรงกลั่นและคลัง ต้องแสดง ราคาจำหน่าย และ ปริมาณคงเหลือ ในแต่ละวัน สำหรับกลุ่มน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลหมุนเร็ว ไว้ที่หน้าโรงกลั่นน้ำมันและหน้าคลังน้ำมันทุกแห่ง โดยรูปแบบการแสดงผลต้องระบุราคาเป็น ‘บาทต่อลิตร’ และปริมาณเป็น ‘ลิตร’ ซึ่งตัวเลขต้องชัดเจน เปิดเผย อ่านได้ง่าย และต้องมีภาษาไทยเป็นหลัก
  • ขายตามราคาที่ประกาศ ผู้ค้าน้ำมันต้องจำหน่ายน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลหมุนเร็ว ตามราคาที่ได้แสดงประกาศไว้
  • ห้ามขายเกินเพดาน สนพ. ราคาที่ขายจะต้องไม่สูงกว่าราคาขายปลีกที่กำหนดไว้ตามโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของ สนพ.
  • ข้อยกเว้นเรื่องค่าขนส่ง สำหรับคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อนุญาตให้สามารถบวกค่าขนส่งเพิ่มเข้าไปในราคาจำหน่ายได้ โดยต้องไม่เกินกว่าส่วนต่างที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศ

 

ขีดเส้นตายรายงานข้อมูล-บังคับส่งใบขนส่งแบบเรียลไทม์ 

 

มาตรการกำกับดูแลยังลงลึกถึงการส่งมอบข้อมูล โดยกำหนดเงื่อนไขด้านเวลาที่ชัดเจน ดังนี้

  • ให้โรงกลั่นน้ำมัน ต้องรายงานแบบแสดงข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่ ต้นทุนน้ำมันดิบ, ราคาจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูป และต้นทุนการกลั่น ต่อกรมธุรกิจพลังงานและ สนพ. ภายในเวลา 12.00 น. ของทุกวันศุกร์
  • ทุกครั้งที่มีการจัดทำ ใบกำกับการขนส่ง สำหรับน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ หรือดีเซลหมุนเร็ว โดยให้ผู้ค้าน้ำมันต้องรายงานข้อมูลการจำหน่ายหรือขนถ่ายน้ำมันนั้นทันที พร้อมส่งสำเนาใบกำกับการขนส่งเข้าสู่ระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง (https://Fuel-DM.doeb.go.th) ทุกครั้งที่มีการขนส่ง ที่สำคัญ เงื่อนไขนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง โดยให้เริ่มรายงานข้อมูลและส่งสำเนาใบกำกับการขนส่ง ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

 

ภาพแสดงประกาศกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกฎเหล็กควบคุมผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นให้รายงานข้อมูลการขาย ขนส่ง และต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1

ภาพแสดงประกาศกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกฎเหล็กควบคุมผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นให้รายงานข้อมูลการขาย ขนส่ง และต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2

ภาพแสดงประกาศกระทรวงพลังงานเกี่ยวกับกฎเหล็กควบคุมผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นให้รายงานข้อมูลการขาย ขนส่ง และต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 3

The post พลังงานงัดกฎเหล็ก! สั่ง ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ รายงานข้อมูลขาย-ขนส่งน้ำมัน มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมสั่ง ‘โรงกลั่น’ รายงานต้นทุนทุกวันศุกร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย. ลดค่าการกลั่นรอบ 2 มากกว่า 2 บาท มีผลเช้าวันรุ่งขึ้น https://thestandard.co/ekanat-cuts-oil-refinery-margin/ Tue, 21 Apr 2026 03:39:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1199465 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน แถลงข่าวการลดค่าการกลั่นน้ำมัน

วันนี้ (21 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ […]

The post เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย. ลดค่าการกลั่นรอบ 2 มากกว่า 2 บาท มีผลเช้าวันรุ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน แถลงข่าวการลดค่าการกลั่นน้ำมัน

วันนี้ (21 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 09.00 น. จะนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 2 เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2 บาท โดยตั้งใจว่าเมื่อประชุมแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน

 

เมื่อถามว่าขณะนี้เอกชนยอมหรือยัง เอกนัฏระบุว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่า วันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกกับประเทศสิงคโปร์สูงขึ้นมาก สูงกว่าต้นทุนจริง หรืออยู่ในระดับที่ผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชนมาชี้แจงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้ทราบค่าการกลั่นจริงว่ามีราคาเท่าไร และจะกำหนดอัตราที่ไม่ทำให้ขาดทุน แต่การมีกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็ไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

 

เมื่อถามว่าในอนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ เอกนัฏกล่าวว่า มีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เนื่องจากตัวเลขเดิม 2 บาทอ้างอิงจากเดือนมีนาคม ขณะที่ปัจจุบันอยู่ในภาวะไม่ปกติ และมีกฎหมายห้ามส่งออก ทำให้น้ำมันที่กลั่นแล้วต้องใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม อีกทั้งในเดือนเมษายน ราคาปรับขึ้นไปถึง 15 บาท แนวโน้มจึงควรปรับลดลงมากกว่านี้

 

เอกนัฏยืนยันว่า ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ รวม 4 ครั้ง คิดเป็น 8.84 บาท โดยใช้กลไกทางการตลาดและการปรับราคาหน้าโรงกลั่น

The post เอกนัฏ นัดประชุม กบง. 23 เม.ย. ลดค่าการกลั่นรอบ 2 มากกว่า 2 บาท มีผลเช้าวันรุ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันสิงคโปร์ลงแรง 20% สวนทางค่าการกลั่นไทยพุ่ง 15 บาท ‘เอกนัฏ’ ถก กบง.ด่วน 21 เม.ย. https://thestandard.co/singapore-oil-refining-ekanat-gobe/ Mon, 20 Apr 2026 03:07:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1198955 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขณะแถลงข่าวมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและค่าการกลั่น

ราคาน้ำมันโลกลดลง โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ร่วง 20% แต่ค่ากา […]

The post น้ำมันสิงคโปร์ลงแรง 20% สวนทางค่าการกลั่นไทยพุ่ง 15 บาท ‘เอกนัฏ’ ถก กบง.ด่วน 21 เม.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขณะแถลงข่าวมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและค่าการกลั่น

ราคาน้ำมันโลกลดลง โดยเฉพาะตลาดสิงคโปร์ร่วง 20% แต่ค่าการกลั่นไทยพุ่งผิดปกติ ‘เอกนัฏ’ จ่อถก กบง. 21 เม.ย.หั่นค่าการกลั่นรอบ 2

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยความคืบหน้ามาตรการดูแลราคาน้ำมันในประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการเร่งดำเนินการปรับลดค่าการกลั่นระลอกที่ 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังจากที่ระลอกแรกในช่วงเดือนมีนาคมสามารถลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร

 

ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อกำหนดค่าการกลั่นรอบใหม่ เนื่องจากพบว่าในช่วงวันที่ 1-15 เมษายนที่ผ่านมา ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 15 บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคมที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 7 บาทกว่า ถือเป็นระดับที่ผิดปกติมาก

 

โดยเตรียมนัดประชุมประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อหารือพิจารณาต้นทุนใหม่อีกครั้ง ภายในวันที่ 21 เม.ย. นี้ (มีผล 23 เม.ย.) ซึ่งจะพิจารณาหักลบต้นทุนส่วนเพิ่มต่างๆ เช่น ค่าความเสี่ยงสงคราม (War Premium) ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ตามความเป็นจริง เพื่อกำหนดค่าการกลั่นใหม่โดยใช้ฐานข้อมูลของวันที่ 1-15 เมษายน คาดการณ์ว่าจะสามารถปรับลดค่าการกลั่นลงมาได้มากกว่า 2 บาทต่อลิตร

 

สำหรับประเด็นที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงถึง 20% แต่ราคาหน้าปั๊มในประเทศกลับลดลงเพียงเล็กน้อยนั้น เกี่ยวข้องกับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง กองทุนฯ ได้เข้ามาพยุงราคาจนปัจจุบันมีภาระหนี้สะสมเกินกว่า 60,000 ล้านบาท

 

แม้ปัจจุบันสถานการณ์จะดีขึ้นโดยมีภาระจ่ายออกลดลงเหลือวันละ 100 ล้านบาท จากเดิมวันละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่การบริหารจัดการราคาหน้าปั๊มยังคงต้องทำแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ

The post น้ำมันสิงคโปร์ลงแรง 20% สวนทางค่าการกลั่นไทยพุ่ง 15 บาท ‘เอกนัฏ’ ถก กบง.ด่วน 21 เม.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? https://thestandard.co/ekanat-refinery-profit-tax-war/ Thu, 09 Apr 2026 13:48:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196487 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ […]

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา

 

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท

 

โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีก หน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น รมว.กระทรวงพลังงาน ได้เชิญซีอีโอของบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นในประเทศไทยจำนวน 6 แห่งเพื่อเข้ามาหารือ ทีละราย

 

ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนผู้บริหารของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเข้าไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญ

 

โดยคาดว่า บางจากฯ เข้าใจว่าการเรียกหารือนี้ จะเป็นการขอความร่วมมือให้มอบเงินกำไร ส่วนเกินของบริษัทเพื่อช่วยเหลือรัฐตามที่ถูกร้องขอ จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าหารือและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) หรือผู้ถือหุ้นเสียก่อน ไม่สามารถรับปากโดยพลการได้

 

อีกทั้งมีกระแสข่าวว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ได้ส่งซีอีโอเข้าร่วมการเจรจาด้วย มีรายงานว่า SPRC กำลังเตรียมพิจารณาเพื่อดำเนินการคัดค้านและอาจถึงขั้นฟ้องร้องรัฐ เนื่องจากไม่สามารถยอมรับการถูกบังคับหักเงินกำไรส่วนเกินได้

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 1

 

SPRC ชี้แจงไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐ กรณีลดราคาหน้าโรงกลั่น

 

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ (9 เมษายน) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ออกแถลงการณ์ชีแจง ระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทฯ ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด

 

บริษัทฯ ยืนยันว่า ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

 

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 2เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 3

 

วันนี้ (9 เมษายน) ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการที่เป็นผู้บริหาร และ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการระบุว่าไม่มีตัวแทนผู้บริหารบางจากของบางจากเข้าไปพบ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญเพื่อหารือเรื่องค่าการกลั่น ว่า ตนติดภารกิจจึงไม่ได้ไปตามคำเชิญ

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ของบางจากที่ไปสแตนด์บายอยู่ ซึ่งหลังจากนี้ก็มีการจะเข้าไปชี้แจงกับ รมว.พลังงาน ว่า ตนมีภารกิจ จึงไม่ได้เข้าไปร่วมหารือในวันเวลาดังกล่าว

 

หากถามว่าบางจากรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่กับการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่า

 

“ประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น จึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก”

 

โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

 

“หลายประเทศเริ่มมีกระบวนการปันส่วนน้ำมันแล้ว แต่ไทยยังมีน้ำมันให้ใช้ อีกทั้งราคายังเกือบถูกที่สุดในภูมิภาค จึงคิดว่าไทยมีระบบกลไกอาจจะซับซ้อน แต่ตอบโจทย์การที่ให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่เหมาะสม”

 

กระแสข่าวว่า บริษัทได้มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านเพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย

 

ฝ่ายบริหารของบริษัทชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการประสานงานผ่านช่องทางทางการทูต โดย กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ส่งหนังสือไปยังสถานทูต อิหร่านเพื่อขอความอนุเคราะห์ และได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่าเรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 4

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลมาจากค่า War Premium หรือค่าประกันภัยความเสี่ยงจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นตามภาวะสงคราม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในลักษณะของการจ่ายให้กับรัฐบาลใด

 

“บริษัทไม่ได้เป็นเด็กดื้อ ตามที่มีการนำเสนอในบางสื่อ แต่เป็นเด็กน่ารักที่พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง”

 

นอกจากนี้ 9 เมษายน 2569 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากเข้าพบและแสดงความยินดีกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมหารือประเด็นสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ที่สัปปายะสภาสถาน

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 5

 

หวั่นประเด็น ‘รีดกำไรส่วนเกิน’ จุดชนวนปัญหา Tariff War กับสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายด้านพลังงานระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น เมื่อพิจารณาในข้อกฎหมายแล้ว การนำ พ.ร.ก. น้ำมันเชื้อเพลิงฯ มาใช้เพื่อสั่งการในลักษณะนี้ยังมีช่องโหว่ และข้อโต้แย้งให้เอกชนต่อสู้ทางกฎหมายได้ แม้วัตถุประสงค์ของกฎหมายจะทำไปเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่ประชาชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถใช้อำนาจสั่งกำหนดราคาขายของเอกชนได้ตามอำเภอใจ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซง อย่างรุนแรงโดยอำนาจรัฐ

 

หากย้อนกลับไปพิจารณาบริบทในอดีตช่วงปี 2565 ในยุคที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลเคยมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน (Windfall Tax) และพยายามแทรกแซงโรงกลั่นมาแล้ว แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่กล้าบังคับใช้ เนื่องจากโรงกลั่นต่างชาติ ทั้ง SPRC และ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO ในขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมีแนวคิดที่ฟ้องร้องรัฐบาลด้วยในขณะนั้น

 

ดังนั้น รัฐบาลยุคนั้นจึงต้องเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการขอความร่วมมือ หรือขอบริจาค เงินจากโรงกลั่นแทน ซึ่งโรงกลั่นของกลุ่มทุนต่างชาติก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการบริจาค โดยมีเพียง ปตท. ที่ยอมช่วยเหลือเนื่องจากมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเมินว่า หากรัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการบังคับสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นในครั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่รัฐบาลถูกฟ้องร้อง แม้ล่าสุด SPRC จะออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ฟ้องร้องรัฐบาลไทยจากกรณีดังกล่าวนี้

 

อย่างไรก็ดี มองว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการฟ้องตามมาในอนาคตจากกลุ่มผู้ถือหุ้นของ SPRC คือ กลุ่ม เชฟรอน (CHEVRON) พร้อมทั้งประเมินว่า หากเกิดกรณีฟ้องร้องเกิดขึ้น รัฐบาลไทยโอกาสแพ้คดีสูงมาก และที่น่ากังวลที่สุดคือ ข้อพิพาทนี้อาจไม่จบแค่การแทรกแซงราคาธรรมดาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่จะยกระดับสร้างอีกปัญหาใหม่กลายเป็นกรณีศึกษาระดับชาติที่คล้ายคลึงกับปัญหา ‘เหมืองทองอัครา’

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากลัวที่แท้จริงคือความเสี่ยงที่จะจุดชนวนสงครามการค้า (Trade War) หรือสงครามกำแพงภาษี (Tariff War) ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ให้กลับมามีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น เนื่องจากบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SPRC คือกลุ่ม CHEVRON เป็นกลุ่มทุนขนาดยักษ์สัญชาติสหรัฐฯ

 

การที่รัฐบาลไทยไปงัดข้อหรือบังคับหักเงินเอกชนต่างชาติที่มีการศึกษาข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้งและดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลกนั้นมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก หาก SPRC ดำเนินการฟ้องร้องแล้วเกิดพ่ายแพ้คดีในศาลไทย เรื่องนี้จะยิ่งลุกลามใหญ่โตเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจในประเด็นนี้ จนมีผลทำให้กลับมาเล่นงานประเทศไทยด้วยการงัดมาตรการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี (Trade Tariff) ในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้กลับมายังประเทศไทย

 

ในมุมมองของการแก้ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการแทรกแซงราคาแบบบังคับโรงกลั่น แต่ควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ที่มีความเปิดเผยและโปร่งใสกว่า

 

เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลปริมาณน้ำมันเข้า-ออก จากโรงกลั่นสู่สถานีบริการน้ำมัน เป็นข้อมูลที่มีการบันทึกแบบเรียลไทม์ (Real-time) และสามารถตรวจสอบได้ทันทีอยู่แล้ว หรือหากรัฐบาลต้องการจัดการกับกลุ่มทุนที่มีกำไรส่วนเกินระดับมหาศาลจริงๆ รัฐบาลควรใช้วิธีการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้กลับไปเก็บในอัตราเดิม สำหรับส่วนกำไรที่ทะลุขีดจำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามหลักการมากกว่าการไปบังคับยึดกำไรส่วนเกินเอาดื้อๆ

 

 

 

ภาพ: Andrii Sedykh, QQMinh88 / Shutterstock

The post เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ปิดวาจาเมินตอบคำถาม เมินตอบปมโรงกลั่นไม่ลดค่ากลั่น พยักหน้ารับสัญญาณดี อิหร่าน-สหรัฐฯ หยุดยิง 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/pm-silent-oil-refinery-iran-us-ceasefire/ Wed, 08 Apr 2026 06:16:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1195766 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปิดวาจาเมินตอบคำถามผู้สื่อข่าว

วันนี้ (7 เมษายน) เวลา 11.30 น. ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกู […]

The post นายกฯ ปิดวาจาเมินตอบคำถาม เมินตอบปมโรงกลั่นไม่ลดค่ากลั่น พยักหน้ารับสัญญาณดี อิหร่าน-สหรัฐฯ หยุดยิง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปิดวาจาเมินตอบคำถามผู้สื่อข่าว

วันนี้ (7 เมษายน) เวลา 11.30 น. ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569

 

เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามอนุทินถึงกรณีที่สหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน ประกาศหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ ว่าเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ อนุทินไม่ตอบคำถามนี้ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เมื่อช่วงเช้ามีการพูดคุยกับทูตรัสเซียใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม แต่พยักหน้าเพียงเล็กน้อย

 

ส่วนกรณีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่ามีโรงกลั่นถึง 2 โรง ไม่ให้ความร่วมมือในการลดค่าการกลั่น อนุทินยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถามนี้

 

เมื่อถามต่อว่าจะมีการเรียกโรงกลั่นเข้ามาพูดคุยเพิ่มเติมหรือไม่ รวมถึงกรณีช่วงเช้าวันเดียวกันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันย่านลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งคาดว่ามีการกักตุนน้ำมัน อนุทินไม่ตอบคำถามนี้

 

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังสอบถามถึงกรณีการลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งพบว่ามีการใช้รถของหน่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จังหวัดนราธิวาส โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. จะดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่ตอบคำถามนี้เช่นกัน มีเพียงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเดินขึ้นรถทันที

 

ทั้งนี้ ก่อนที่อนุทินจะขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงประเด็นที่กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการโอนงบประมาณ 84,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการคนละครึ่ง พลัส แต่นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามเช่นเดิม

The post นายกฯ ปิดวาจาเมินตอบคำถาม เมินตอบปมโรงกลั่นไม่ลดค่ากลั่น พยักหน้ารับสัญญาณดี อิหร่าน-สหรัฐฯ หยุดยิง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนัฏ’ รมว.พลังงาน ลุยเฉือนกำไรส่วนเกิน 6 โรงกลั่น 4-5 พันล้าน/เดือน แลกลดดีเซลหน้าปั๊ม 2.14 บาท พร้อมยัน ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ https://thestandard.co/ekanat-cuts-refinery-profit-diesel/ Wed, 08 Apr 2026 03:55:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1195734 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประชุมและภาพกราฟิกตัดกำไรโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันดีเซล

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เ […]

The post ‘เอกนัฏ’ รมว.พลังงาน ลุยเฉือนกำไรส่วนเกิน 6 โรงกลั่น 4-5 พันล้าน/เดือน แลกลดดีเซลหน้าปั๊ม 2.14 บาท พร้อมยัน ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประชุมและภาพกราฟิกตัดกำไรโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันดีเซล

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เข้าทำงานที่กระทรวงพลังงาน เป็นวันแรก ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ได้นั่งประธานที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ใช้อำนาจ ตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สั่งหั่นราคาน้ำมันดีเซล B7/B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลิตรละ 2 บาท ซึ่งคาดว่าจะเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาส่งต่อลดราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเกิดกระแสคำถาม จากผู้ประกอบการโรงกลั่นบางราย ถึงขอบเขตอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร. ก.) ที่นำมาใช้ เป็นการแทรกแซงกลไกราคาในครั้งนี้หรือไม่

 

วันนี้ (8 เมษายน) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงเบื้องหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นัดแรก ซึ่งมีมติสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤต พลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างหนัก

 

รื้อโครงสร้างอ้างอิงสิงคโปร์ เพิ่มกลไกที่ 2 คุมราคาหน้าโรงกลั่น

 

ที่ผ่านมา โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยพึ่งพากลไกเดียว คือการนำราคาอ้างอิงน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นตัวตั้ง จากนั้นจึงบวกภาษีและค่าการตลาด โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นตัวปรับสมดุลราคาหน้าสถานีบริการ

 

แต่ทว่าในวิกฤตปัจจุบัน กลไกตลาดโลกเกิดความบิดเบือนอย่างรุนแรง แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้นราว 50% แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล กลับพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 300% แตะระดับ 292 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือว่าไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

 

เพื่อแก้ปัญหานี้ กบง. จึงมีมติให้เพิ่มกลไกใหม่ขึ้นมาขนานกับกองทุนน้ำมันฯ คือ การกำหนดราคา ‘หน้าโรงกลั่น’ โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 (พ.ร.ก. 2516) ซึ่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562 ได้ให้อำนาจ กบง. ในการกำหนดเงื่อนไขและราคาหน้าโรงกลั่นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติได้ การแทรกแซงครั้งนี้จึงเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค

 

เปิดสมการหั่น 2 บาท ดันหน้าปั๊มร่วง 2.14 บาท โดยไม่ต้องพึ่งกองทุนฯ

 

สำหรับที่มาของตัวเลข 2 บาทนั้น รมว.พลังงาน อธิบายว่า คณะกรรมการบริหารสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ทำการตรวจสอบตัวเลขค่าการกลั่น (GRM) ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าสูงผิดปกติทะยานไปถึงเฉลี่ย 7 บาทต่อลิตร เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติย้อนหลัง 5 ปีที่อยู่เพียง 2.4 บาทต่อลิตร

 

เมื่อชำแหละต้นทุนพบว่า แม้จะมีต้นทุนส่วนเพิ่มในยามสงคราม (War Premium) เช่น ค่าประกันภัยและค่าขนส่งที่แพงขึ้นราว 3 บาทต่อลิตร แต่เมื่อนำไปหักออกจาก 7 บาท โรงกลั่นก็ยังมีค่าการกลั่นสูงถึง 4-5 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติ 2-3 บาทอยู่ดี

 

รัฐบาลจึงเคาะส่วนลดหน้าโรงกลั่นไว้ที่ 2 บาทต่อลิตร

 

มติดังกล่าวจะถูกส่งไม้ต่อให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ซึ่งจะทำให้ ราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าสถานีบริการ ปรับลดลงทันที 2.14 บาทต่อลิตร (เมื่อรวมกับส่วนลดจากภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยที่รัฐบาลไม่ต้องควักเงินจากกองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุดหนุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด

 

ดึงกำไร 6 โรงกลั่น 5 พันล้าน/เดือน ย้ำกฎกติกาต้องเป็นธรรม

 

การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท จะกระทบกับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศโดยตรง โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันดีเซลจำหน่ายออกจากโรงกลั่นประมาณ 70-80 ล้านลิตรต่อวัน หรือราว 2,000 ล้านลิตรต่อเดือน การลดราคา 2 บาท จึงเท่ากับรัฐบาลสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้สูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประชุมและภาพกราฟิกตัดกำไรโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันดีเซล 1

 

เอกนัฏ ย้ำว่า วิธีนี้เป็นธรรมที่สุดสำหรับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบในระดับที่เท่าเทียมกันตามปริมาณการขาย เนื่องจากหากรอการออกกฎหมายภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ก็จะไม่ทันกาลต่อความเดือดร้อนของประชาชน หรือหากใช้วิธีขอรับเงินบริจาค ก็อาจเกิดความเหลื่อมล้ำที่บางโรงกลั่นจ่าย แต่บางแห่งไม่ยอมจ่าย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีการประเมินตัวเลขแบบ ‘สัปดาห์ต่อสัปดาห์’ (เช่น การปิดบัญชีประเมินวันที่ 1-7 เมษายน) หากในอนาคตค่าการกลั่นตกต่ำลงผิดปกติจนกระทบต่อสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันดิบของโรงกลั่น รัฐบาลก็มีเกณฑ์ที่จะนำกลไกนี้กลับมา ‘บวกเพิ่ม’ เพื่อช่วยเหลือโรงกลั่นให้รอดพ้นวิกฤตได้เช่นเดียวกัน

 

ยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิต 6 บาท หวั่นกระทบงบช่วยกลุ่มเปราะบาง

 

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือข้อเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่จัดเก็บอยู่ 6 บาทต่อลิตร รมว.พลังงาน ชี้แจงอย่างหนักแน่นว่า การลดภาษีสรรพสามิตคือการลดรายได้ของประเทศ ในเวลาวิกฤต รัฐบาลมีความจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า (Targeted)

 

การยอมหั่นรายได้รัฐลง 1% อาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทที่จะสามารถนำไปช่วยเหลือประชาชนได้ เอกนัฏมองว่า การขอแบ่งกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยจุนเจือเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการสูญเสียรายได้ของรัฐแบบฟรีๆ อีกทั้งการลดภาษีสรรพสามิต เมื่อลดแล้วจะดึงกลับคืนได้ยาก และอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคาในระยะยาว

 

เตือนรับมือ พฤษภาคมนี้ น้ำมันหายาก เตรียมแผนสำรองซัพพลาย

 

ในมิติของการจัดหาปริมาณน้ำมัน (Supply) รมว.พลังงาน เตือนว่า ไม่ควรไว้วางใจสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ในเดือนเมษายนการนำเข้าน้ำมันดิบจะยังเป็นไปตามแผนและเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ในเดือนพฤษภาคมเริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันดิบจะทำได้ยากลำบากขึ้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องลึกโครงสร้าง น้ำมันไทย ทำไมยังแพง ลดตรงไหนได้? ครบ 1 เดือน สงครามตะวันออกกลาง เบื้องลึกโครงสร้าง น้ำมันไทย ทำไมยังแพง ลดตรงไหนได้? ครบ 1 เดือน สงครามตะวันออกกลาง
3 เม.ย. 2569 | 12:22
6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค
25 มี.ค. 2569 | 17:36
‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย
18 มี.ค. 2569 | 17:09
เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร
3 เม.ย. 2569 | 17:06

 

เพื่อลดความเสี่ยง กระทรวงพลังงานมีแผนระยะยาวในการ ลดการพึ่งพิงการนำเข้าและหันมาส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพ ปัจจุบันต้นทุนของเอทานอลและไบโอดีเซลถูกกว่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ราคาแพงหูฉี่ การส่งเสริมการผสมเป็น E20 หรือ B20 จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยังช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทย

 

ในระยะต่อไป กระทรวงฯ จะเร่งเพิ่มหัวจ่าย B20 ตามสถานีบริการเพื่อรองรับภาคการขนส่งและรถบรรทุก และหากซัพพลายวิกฤตหนัก อาจต้องใช้มาตรการจำกัดการเติมน้ำมันพรีเมียมและ B7 เพื่อจูงใจแกมบังคับให้หันมาใช้ B20 แทน

 

รวมไปถึงการเร่งรัดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และชีวมวล เพื่อลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพงผิดปกติในขณะนี้

 

เนื่องจากปัจจุบันไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเองได้เพียง 50% นำเข้าผ่านท่อจากเมียนมา 10% และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าในรูปแบบ LNG สูงถึง 40% การปรับตัวทั้งหมดนี้คือสัญญานสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยตัวเอง

 

ตอบปมโรงกลั่นน้ำมันต่างชาติจ่อยื่นฟ้อง

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าโรงกลั่นน้ำมันของต่างชาติอาจจะยื่นฟ้อง โดยมีคำถามว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่อ้างถึงนั้น มีข้อใด มาตราใด หรือย่อหน้าใด ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือให้อำนาจกระทรวงพลังงานเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาน้ำมัน

 

เอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนว่า “หากอ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ ให้ไปดูคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ปี 2562”

 

หากจำไม่ผิดอยู่ในมาตรา 4 ที่มีทั้งหมด 7 ข้อ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดว่า ด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 3 ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น

 

“ผมในฐานะประธาน กบง. ก็ใช้อำนาจตามนั้นอย่างชัดเจน เป็นการเขียนไว้ในกฎหมายภาษาไทย ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือจากนี้ และขอยืนยันว่ามีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน”

 

ทั้งนี้ในระหว่างการหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกับตัวแทนจาก 6 โรงกลั่น วานนี้ มีคำถามว่า มีโรงกลั่นใด ยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นมาโต้แย้งหรือไม่

 

“ในรายละเอียดนั้นคงไม่สามารถพูดไปมากกว่านี้ได้ ทุกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ แม้ในช่วงแรกบางแห่งจะเสนอแนวทาง เช่น การบริจาค แต่ผมได้ชี้แจงชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องของการบริจาค หากแต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน”

 

ไม่นิ่งนอนใจ แม้ สหรัฐฯ-อิหร่าน จะหยุดยิง 2 สัปดาห์

 

ดังนั้น การลดราคาหน้าโรงเท่ากันทุกโรง ทุกหยดน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น จึงเป็นวิธีที่เป็นธรรมที่สุด โดยคำนวณตามปริมาณการขายของแต่ละโรง

 

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีคำถามเพิ่มเติมว่าโรงกลั่นที่มีปฏิกิริยา มากที่สุดเป็นของต่างชาติหรือไม่

 

“เรื่องนี้คงต้องให้ผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบ เนื่องจากมีทั้งการหารือร่วมกันและการแยกเจรจากับปลัดกระทรวง”

 

สำหรับประเด็นการขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจ เช่น โรงแยกก๊าซของ ปตท. ยังต้องพิจารณาตามความเหมาะสม เนื่องจากสถานการณ์ก๊าซยังไม่รุนแรงเท่าน้ำมัน โดยประเทศไทยผลิตก๊าซได้ประมาณ 50% และนำเข้าอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งราคายังไม่พุ่งสูงเท่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน แนวทางนี้ไม่ใช่การ ‘ขอรับบริจาค’

 

เอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด และไม่นิ่งนอนใจ แม้ สหรัฐฯ-อิหร่าน จะหยุดยิง 2 สัปดาห์”

 

 

The post ‘เอกนัฏ’ รมว.พลังงาน ลุยเฉือนกำไรส่วนเกิน 6 โรงกลั่น 4-5 พันล้าน/เดือน แลกลดดีเซลหน้าปั๊ม 2.14 บาท พร้อมยัน ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ https://thestandard.co/thai-oil-price-control/ Tue, 07 Apr 2026 07:34:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1195500 ภาพอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในการควบคุม ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยใช้กฎหมายพิเศษ พร้อมยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ ที่ผ่านมามีตั้งคณะกรรมกา […]

The post รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในการควบคุม ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยใช้กฎหมายพิเศษ พร้อมยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ ที่ผ่านมามีตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งประธาน คตร.มีการประชุมมา 3 ครั้งติด ถึงครั้งล่าสุดวานนี้ (6 เมษายน) จนมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.นัดพิเศษวานนี้ ในรายละเอียดในการกำกับดูแลโรงกลั่น และการกำหนดราคาน้ำมันรวมทั้งแผนรับมือในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญ

 

 
 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth

 

ระบุว่า หัวใจการทำงานที่สำคัญของ คตร.ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเพื่อตรวจว่าค่าการกลั่น (GRM) ของโรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกินหรือไม่ โดยที่ทีผ่านมา คตร.มีการประชุมของคณะทำงานมาแล้วจำนวน 3 ได้ผลสรุปออกมาดังนี้

 

1. ค่าการกลั่นที่มีการรายงานออกมาปัจจุบัน โดยกระทรวงพลังงาน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะสงครามซึ่งยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น

 

เนื่องจากโดยปกติแล้ว ค่าการกลั่นคำนวณได้จากการนำราคาขายมาหักลบกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งก็คือราคาน้ำมันดิบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ราคาขายที่อ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันดีเซลจากเคยอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งขึ้นไปถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากภาวะขาดแคลนทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยงหรือ War Premium

 

ในขณะเดียวกัน ฝั่งต้นทุนน้ำมันดิบที่นำมากลั่นก็มีค่า War Premium ที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยมีกรณีตัวอย่างของโรงกลั่นแห่งหนึ่งที่เรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนพรีเมียมที่สูงมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่นให้คนไทยใช้ ด้วยเหตุนี้ คตร. จึงสรุปว่าค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานประกาศในปัจจุบันนั้น ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในช่วงสถานการณ์สงคราม

 

2. เมื่อย้อนกลับไปดูช่วงก่อนเกิดสงคราม ค่าการกลั่นที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อลิตร แต่เมื่อนำราคาขายที่พุ่งสูงขึ้นมาหักลบกับต้นทุนจริงของแต่ละโรงกลั่นในขณะนี้ คณะกรรมการฯ จึงพบว่ามี ‘ผลประโยชน์ส่วนเกิน’ หรือค่าการกลั่นส่วนเกินเกิดขึ้นจริงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

3. คตร. ได้เสนอผลสรุปเรื่องการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (6 เมษายน 2569) เพื่อให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการหลังจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันนี้ทันที เพื่อเข้าไปเจรจากับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งโดยตรง โดยอิงจากตัวเลขต้นทุนจริงในเดือนมีนาคมเป็นหลัก เพื่อหาข้อสรุปว่าแต่ละแห่งมีกำไรส่วนเกินเท่าใดในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ เงินส่วนต่างที่เจรจาได้ทั้งหมดนี้ จะไม่ถูกนำไปเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จะถูกส่งผ่านไปใช้ ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยตรงในทันที

 

งัด พ.ร.ก. ปี 16 คุมราคาหน้าโรงกลั่น

 

สำหรับกระแสการเรียกเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) นั้น ดร.เอกนิติ ระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกกฎหมายนาน และกลไกนี้เหมาะกับสินทรัพย์ที่มีทิศทางราคาขาขึ้นเพียงอย่างเดียว เช่น การเจอแหล่งขุดเจาะน้ำมันใหม่ หรือราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวนทั้งขาขึ้นและขาลง

 

ส่วนการเสนอแนวคิด Floor & Ceiling หรือการใช้มาตรฐานควบคุมแบบเดียวกันทั้งหมดมาใช้นั้น คตร.ได้ศึกษาแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงมาก

 

เนื่องจากในความเป็นจริง โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมีต้นทุนที่แท้จริงและค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) ที่แตกต่างกัน เช่น บางโรงกลั่นประสบปัญหาเรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องจ่ายค่าพรีเมียมแพงกว่าปกติมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่น การพิจารณาตัวเลขจาก “ค่าเฉลี่ย” รวมกันจึงไม่สะท้อนความเป็นจริงของแต่ละบริษัท

 

ดังนั้นหากรัฐบาลกำหนดเพดานราคา (Ceiling) ในระดับเดียวกันทั้งหมด โรงกลั่นที่มีต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบสูงกว่าปกติอาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหนักจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

 

ทั้งนี้ หากโรงกลั่นบางแห่งแบกรับต้นทุนไม่ไหวจนต้องหยุดการผลิต ผลที่ตามมาคือจะไม่มีน้ำมันมากลั่นเข้าสู่ระบบของประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ คือจากเดิมที่เผชิญวิกฤตราคาแพง จะลุกลามกลายเป็น ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ไม่มีน้ำมันเพียงพอให้ประชาชนใช้

 

ดังนั้นรัฐบาลจึงเตรียมใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว คือ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจให้กับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กระทรวงพลังงาน สามารถกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสงคราม เพื่อใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์สงครามที่มีผลกระทบเป็นวิกฤต

 

โดยกลไกนี้ตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม คือในจังหวะที่ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น รัฐจะขอแบ่งกำไรส่วนเกินมาช่วยลดผลกระทบให้ประชาชน แต่หากราคาน้ำมันเป็นขาลง รัฐก็จะต้องมีกลไกเข้าไปชดเชยให้กับโรงกลั่นด้วยเช่นกัน

 

ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ รัฐต้องมีรายได้ช่วย ‘กลุ่มเปราะบาง’

 

ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร รัฐบาลจะยังคงใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกหลักในการชะลอผลกระทบด้านราคาหน้าปั๊มน้ำมันต่อไป ขณะที่ภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐบาลจะยังเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้เพื่อช่วยเหลือดูแล ‘กลุ่มเปราะบาง’ ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีผบกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และนำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการภาพรวมของประเทศ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และงบสนับสนุนการศึกษาสั่งตัวแทนคลังในบอร์ด

 

นอกจากนี้ ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทพลังงาน ดร.เอกนิติ ได้มอบนโยบายผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปยังผู้แทนกระทรวงการคลังที่นั่งเป็นกรรมการ ให้ดำเนินการ 4 ข้อหลักอย่างเด็ดขาด ได้แก่

 

  • ห้ามกักตุนน้ำมัน
  • ให้เร่งผลิตน้ำมันอย่างเต็มกำลัง
  • เตรียมหาแหล่งน้ำมันดิบให้เพียงพอ

 

และ 4) ห้ามฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควรกับประชาชน โดยกำชับให้ดำเนินการควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล เนื่องจากหลายแห่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เจรจาจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากหลากหลายพื้นที่ เช่น บราซิล และรัสเซีย ทำให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าหลายประเทศที่เริ่มต้องจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันแล้ว

 

รับสภาพโลกเปลี่ยนผ่าน จบยุคน้ำมันถูก

 

ดร.เอกนิติ ประเมินต่อทิศทางสงครามว่าได้ทำลายแหล่งผลิตพลังงานของโลกไปมาก โลกจึงได้ก้าวเข้าสู่ยุคน้ำมันแพงและเป็นไปได้ยากที่ราคาจะกลับมาถูกเหมือนเดิม รัฐบาลไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ทั้งหมด และจำเป็นต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงานบ้าง เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงต้นทุนและเกิดการประหยัดพลังงาน

 

“วันนี้เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เราต้องปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ และผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาราคาน้ำมันหรือต้นทุนแบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว” ดร.เอกนิติ กล่าว

The post รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เปิดโปงขบวนการกักตุน น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ฟัน 6 คลังสุราษฎร์ฯ สั่ง DSI รับคดีพิเศษ https://thestandard.co/pm-exposes-oil-hoarding-dsi-special-case/ Fri, 03 Apr 2026 06:07:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1194328 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงเปิดโปงขบวนการกักตุนน้ำมัน หาย 57 ล้านลิตร สั่ง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

วันนี้ (3 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐม […]

The post นายกฯ เปิดโปงขบวนการกักตุน น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ฟัน 6 คลังสุราษฎร์ฯ สั่ง DSI รับคดีพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงเปิดโปงขบวนการกักตุนน้ำมัน หาย 57 ล้านลิตร สั่ง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

วันนี้ (3 เมษายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ.ต.ต. ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

 

 
 

รวมถึง พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน รศ.พล.ต.อ. ดร.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. /ผอ. ศปนม.ตร. กริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงถึงสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงาน

 

นายกฯ แฉขบวนการกักตุนมัน

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการกักตุน และการลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบของประเทศ ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงร่วมดำเนินการอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาส ทำให้น้ำมันของไทยถูกจำหน่ายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย

 

รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ หรือ ศบก. ขึ้นมา รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ในการตรวจสอบ ติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุนน้ำมัน จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน

 

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าเป็นผู้ใด หากเอาเปรียบประชาชน หรือทำลายความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ต่อให้มีอิทธิพลเพียงใด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดและเคร่งครัด

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้ติดตามพฤติกรรมของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่และระดับกลาง (จ๊อบเบอร์) อย่างต่อเนื่อง

 

จากการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันจนถึงวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบรูปแบบการกระทำผิด ดังนี้

 

  • ประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล เพื่อรอการประกาศปรับขึ้นราคาก่อนนำ (ฟีด) น้ำมันเข้าสู่ระบบเพื่อทำกำไรเพิ่ม
  • ปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง
  • ขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

 

อนุทินกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบและขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มใด รวมถึงกรณีการขนส่งน้ำมันทางทะเล ซึ่งเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล และอยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างเข้มข้น

 

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการรายงานปริมาณน้ำมันระหว่างหน่วยงาน ได้แก่ กรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงาน เมื่อเทียบกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยรัฐบาลจะตรวจสอบยืนยันกับฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. รวมทั้งขยายผลการขนส่งทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ว่ามีการดำเนินการผิดเงื่อนไขหรือไม่ เช่น การส่งออกน้ำมันเกินปริมาณที่ได้รับอนุญาต

 

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการค้ากำไรเกินควรในช่วงวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยส่วนต่างราคามากขึ้น จนขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยเงินอุดหนุนลิตรละ 17 บาท มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการสัญจร ไม่ใช่เพื่อเอื้อให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

 

ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด ยืนยันว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะไม่นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ และจะเร่งให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานอย่างเต็มที่ ควบคู่กับมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และการบังคับใช้กฎหมาย

 

6 คลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ กักตุน 57 ล้านลิตร

 

ขณะที่ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การดำเนินการจากปลายทาง ตั้งแต่สถานีบริการน้ำมัน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการปกครองเข้าตรวจสอบต่อเนื่องจนถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน

 

อีกทางหนึ่ง ได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางคือโรงกลั่น มายังคลังน้ำมัน และเมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน พบการกระทำความผิดหลายพื้นที่ เช่น ในพื้นที่อ่างทองและนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังพบโอกาสในการกักตุนของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10

 

พร้อมยกตัวอย่างกรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง พบว่ามีเรือขนส่งน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 96 เที่ยว และมีน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน 217 ล้านลิตร โดยพบว่าน้ำมันที่ถึงปลายทางมีเพียง 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไป 57 ล้านลิตร ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้ และจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

ส่วนในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการกักตุน หลังจากนี้จะมีการตั้งวอร์รูมขึ้นที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การนำเข้าของกรมศุลกากร ว่าน้ำมันดิบมีปริมาณเท่าใด

 

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงกลั่นไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนใช่หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล ระบุว่า ได้ตรวจสอบทั้งระบบเอกสารและลงพื้นที่พิสูจน์ทราบในโรงกลั่นแล้ว พบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุน โดยมีน้ำมันคงถังอยู่ในปริมาณที่ไม่สามารถนำขึ้นมาจำหน่ายได้

 

เมื่อถามว่า น้ำมันที่พบว่ามีเส้นทางการขนส่งผิดปกติสามารถยึดไว้ก่อนได้หรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่าจากการตรวจสอบพบว่าน้ำมันอยู่ในคลังแล้ว แต่ยังไม่สามารถยึดได้ เนื่องจากยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดอย่างไร นอกจากกรณีที่ได้ดำเนินคดีไปแล้ว เช่น ในจังหวัดอ่างทอง อำเภอแม่สอด และนครสวรรค์

 

DSI รับการกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ

 

พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดี (DSI) กล่าวว่า การกระทำความผิดมีหลายลักษณะกรณีน้ำมันหาย กลางทะเล และการลักลอบส่งออกน้ำมัน อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบ

 

ทั้งนี้สิ่งที่พบมูลความผิด คือ เรื่องการกักตุนน้ำมัน โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย หรือ ชะลอเวลาการจำหน่ายน้ำมัน แม้แต่ประวิงเวลาการขนส่ อย่างการเดินทางขนส่งปกติ 2 วัน เพิ่มเป็น 5 วันถือว่าเป็นการประวิงเวลาส่งมอบสินค้า ทำให้กระทบกับความสงบเรียบร้อยและระบบเศรษฐกิจการคลัง

 

อย่างไรก็ตามส่วนอื่นก็จะขยายผลว่าในการทำผิดทุกเรื่อง แต่ประเด็นที่รับเป็นคดีพิเศษ โดยยึดจากพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะขยายผลต่อไป และ เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะสามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งจะร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่

 

ศรชล. พบเรือชะลอขนน้ำมัน 20 เที่ยว 50 ล้านลิตร เร่งฟันผิด

 

พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. เปิดเผยว่า จากการสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มีมาตรการงดการขนส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ผู้บัญชาการทหารเรือได้กำชับ และรอง ผอ.ศรชล. ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการขนส่งน้ำมัน รวมถึงการลักลอบค้าน้ำมันทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง

 

ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันสะดุด และนำไปสู่ภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย ศรชล. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

ทั้งนี้ ศรชล. ได้ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือขนส่งน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเดินเรือจำนวน 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเทียบกับรูปแบบปกติ พบว่ามีการเดินเรือช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้เพียง 1-2 วัน ก็ส่งผลให้มูลค่าน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการกักตุนน้ำมัน

 

สำหรับพฤติกรรมที่พบความผิดปกติ มีจำนวน 20 เที่ยว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

 

  • กลุ่มแรก ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 1 วัน จำนวน 3 เที่ยว ปริมาณน้ำมันกว่า 35 ล้านลิตร ซึ่งถือว่ามีมูลค่าสูง
  • กลุ่มที่สอง ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 2 วัน จำนวน 7 เที่ยว ปริมาณน้ำมันกว่า 16 ล้านลิตร

 

รวมปริมาณน้ำมันทั้งสิ้นกว่า 50 ล้านลิตร ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมของเรือบางลำมีการจอดเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน บริเวณแนวชายแดนหรือในน่านน้ำของไทย ซึ่งอาจเข้าข่ายการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายจะดำเนินคดีต่อไป

 

พล.ร.อ. ธาดาวุธ ย้ำว่า ศรชล. มีหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางและพฤติกรรมการเดินเรือ หากพบความผิดปกติจะดำเนินการตามกฎหมายทันที พร้อมกันนี้ ศรชล. ยังได้ประสานข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หากพบการกระทำผิด

 

เลขาธิการ ศรชล. ยืนยันว่า การปฏิบัติงานทั้งหมดมุ่งเน้นการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีการปล่อยปละละเลย และจะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด

The post นายกฯ เปิดโปงขบวนการกักตุน น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ฟัน 6 คลังสุราษฎร์ฯ สั่ง DSI รับคดีพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถพลสั่งลุย! ตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวง ตรวจสอบ ‘ค่าการกลั่น’ พิสูจน์ปม War Premium ก่อนส่งไม้ต่อคลังพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ รับมือวิกฤตพลังงาน https://thestandard.co/attaphol-energy-windfall-tax-investigation/ Sun, 29 Mar 2026 06:50:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1192481 อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวการตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวงเพื่อตรวจสอบค่าการกลั่นและพิจารณาภาษีลาภลอย

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภา […]

The post อรรถพลสั่งลุย! ตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวง ตรวจสอบ ‘ค่าการกลั่น’ พิสูจน์ปม War Premium ก่อนส่งไม้ต่อคลังพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ รับมือวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวการตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวงเพื่อตรวจสอบค่าการกลั่นและพิจารณาภาษีลาภลอย

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังงาน Meet the Press “1 เดือน วิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2569 ว่า จากวิกฤติด้านพลังงานที่เกิดขึ้น กระทรวงพลังงานรับทราบข้อสงสัยเรื่องค่าการกลั่นแล้ว และจากที่มีการคำนวณคร่าวๆ โดยนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปลบด้วยราคาน้ำมันดิบ พบว่าค่าการกลั่นอาจสูงถึง 2-6 บาทนั้น ทางกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ให้ทางโรงกลั่นอธิบายถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น

 

โดยจากการตรวจสอบเหตุผลเบื้องต้น โรงกลั่นระบุว่า การที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 6 บาท เพราะมีค่า ‘พรีเมียมจากสงคราม’ (War Premium) ซึ่งคือสถานการณ์ในช่วงวิกฤตสงคราม ทำให้ต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบไม่ได้เป็นไปตามราคาประกาศ แต่มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เรียกว่าพรีเมียมจากสงคราม

 

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนจึงได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเรียกให้โรงกลั่นส่งหลักฐานมาพิสูจน์ว่าค่าพรีเมียมดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และค่าการกลั่นที่แท้จริงเหลืออยู่เท่าใดกันแน่ เช่น จาก 6 บาท อาจจะเหลือ 4 บาท, 3 บาท หรือ 2 บาท

 

โดยคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมานี้ เป็นการทำงานร่วมกันของ 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ และจะทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องค่าการกลั่นโดยเฉพาะ

 

อรรถพล กล่าวเพิ่มว่า การทำงานร่วมกันหลายกระทรวงครั้งนี้ เพื่อพิจารณา ‘ภาษีลาภลอย’ (Windfall tax) โดยจะนำข้อมูลที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ส่งต่อเป็นข้อมูลนำเข้าให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการต่อในเรื่องความเหมาะสมของการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) ต่อไป

 

“คณะทำงานชุดนี้จะมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าค่าการกลั่นที่แท้จริงหลังจากหักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าพรีเมียมจากสงคราม เหลืออยู่เท่าใด เพื่อนำข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ส่งต่อให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการเก็บภาษีลาภลอย ต่อไป”

The post อรรถพลสั่งลุย! ตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวง ตรวจสอบ ‘ค่าการกลั่น’ พิสูจน์ปม War Premium ก่อนส่งไม้ต่อคลังพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ รับมือวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/oil-refinery-hoarding-investigation/ Thu, 26 Mar 2026 12:54:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1191785 ภาพประกอบข่าว แสดงข้อความ 'ใครคุมเกมน้ำมัน? 6 โรงกลั่นยันไม่กักตุน แต่รัฐต้องพิสูจน์ ทั้งระบบสรุปใน 2 สัปดาห์' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH

โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ 6 แห่ง ‘กักตุน’ น้ำมันจริงหรือไม่ […]

The post 6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว แสดงข้อความ 'ใครคุมเกมน้ำมัน? 6 โรงกลั่นยันไม่กักตุน แต่รัฐต้องพิสูจน์ ทั้งระบบสรุปใน 2 สัปดาห์' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH

โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ 6 แห่ง ‘กักตุน’ น้ำมันจริงหรือไม่

 

ท่ามกลางกระแสสังคมและแรงกดดันทางการเมืองที่พุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน, ผู้ค้าน้ำมัน รวมทั้ง Jobber ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาพลังงาน ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุนเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ ขณะที่กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างติดตาม ตรวจสอบข้อมูลการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อรวบรวมแดชบอร์ด พร้อมบริหารจัดการเร่งกระจาย น้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แหล่งข่าวระดับสูงจากภาคพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า โครงสร้างการสต็อกน้ำมันตามกฎหมาย (Legal Reserve) ของโรงกลั่นน้ำมันภาครัฐกำหนดให้โรงกลั่นต้องสำรองน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วน 1% ของยอดขายในประเทศ ซึ่งเทียบเท่ากับการสต็อกน้ำมันดิบประมาณ 15 วัน

 

นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ (In Transit) จากตะวันออกกลางอีกประมาณ 15 วัน ทำให้ในภาพรวม โรงกลั่นจะมีสต็อกน้ำมันดิบที่เทียบเท่าการเป็นเจ้าของอยู่ราว 30 วัน ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อกักตุน แต่เป็นตามที่กฎหมายกำหนด

 

ในส่วนของ ‘น้ำมันสำเร็จรูป’ นั้น โรงกลั่นจะเก็บสต็อกไว้น้อยมากหรือเพียงแค่ประมาณ 1% เท่านั้น เนื่องจากสินค้าคงคลังถือเป็นต้นทุนของธุรกิจ (Inventory Cost)

 

โดยปกติโรงกลั่นจะพยายามผลิตและขายส่งออกไปเกือบทั้งหมด ผู้ที่มีหน้าที่เก็บสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ในระบบคือ ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ มาตรา 7 ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นต้องสต็อกน้ำมันเก็บไว้ในระดับที่สูงด้วยเช่นกัน เพราะเป็นบริหารความเสี่ยงในการแบกภาระสินค้าคง

 

กรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบ ‘รายถัง’ ไร้ช่องโหว่กักตุน

 

ต่อประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ผู้บริหารระดับสูงชี้แจงว่า ปัจจุบันโรงกลั่นต้องรายงานข้อมูลให้กับกรมธุรกิจพลังงาน (พพ.) ให้รับทราบทุกวัน โดยเป็นการดึงข้อมูลจากระบบและรายงานอย่างละเอียดระดับ ‘รายถัง’ ว่าวันนี้ผลิตได้เท่าไร ขายไปเท่าไร และมีสต็อกเหลือระดับกี่ลิตร

 

หากภาครัฐเข้ามาสุ่มตรวจแล้วพบว่าข้อมูลไม่ตรงตามจริง โรงกลั่นจะต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การกักตุนหรือการโกหกข้อมูลจึงเป็นไปไม่ได้เลย ในทางกลับกัน ภาครัฐยังได้ขอความร่วมมือให้โรงกลั่นขายและส่งน้ำมันเข้าสู่ระบบให้มากที่สุดด้วยซ้ำ

 

เพราะกรมธุรกิจพลังงานก็มีการส่งเข้ามาตรวจสอบโรงกลั่นทุกรายแล้วทั้ง 6 แห่งซึ่งไม่ได้พบว่ามีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร พร้อมยืนยันว่าโรงกลั่นไม่ได้มีการกักตุนตามที่มีบางฝ่ายกล่าวหา เพราะถ้าพบว่าโรงกลั่นทำผิดคงมีการดำเนินการตามกฎหมายไปแล้ว เนื่องจากคลังน้ำมันของโรงกลั่นที่ตั้งชัดเจนเข้าตรวจสอบได้ง่าย

 

เจาะวิกฤตซ้อนวิกฤต ปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ

 

ด้านรายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีสถานะเป็นบวกกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งบรรลุเป้าหมายก่อนกำหนดถึง 6-7 เดือน แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลมีนโยบายให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทเป็นเวลา 15 วัน เพื่อช่วยเหลือประชาชน เริ่ม 3 มีนาคม ในช่วงแรก การอุดหนุนทำให้เงินไหลออกเพียงวันละ 100-200 ล้านบาท

 

แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเลวร้ายลง กองทุนฯ ต้องควักเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงประมาณ 27 บาทต่อลิตร และอุดหนุนกลุ่มเบนซินอีก 9.70 บาทต่อลิตร เกือบ 10 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ ถล่มทลายเกือบ 2,500 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยควักจ่ายขนาดนี้มาก่อน

 

การจะแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีสรรพสามิต หรือการกู้เงินหลักแสนล้านบาทแบบในอดีต ก็ติดล็อกข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ทำให้ไม่สามารถอนุมัติการสร้างหนี้หรือมาตรการที่กระทบต่องบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดถัดไปได้ หากยังต้องตรึงราคาที่ 33 บาทต่อไป กองทุนฯ จะติดลบมหาศาล และไม่มีเงินจ่ายคืนให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือโรงกลั่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง (Cash flow) ของภาคธุรกิจอย่างหนัก

 

อีกหนึ่งวิกฤตซ้อนวิกฤตคือ ปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ แม้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศ เช่น ไทยออยล์, บางจาก จะเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตถึง 110% ซึ่งจะได้น้ำมันประมาณ 75-77 ล้านลิตรต่อวันแล้วก็ตาม

 

แต่ตัวเลขความต้องการใช้น้ำมันดีเซลกลับพุ่งกระโดดจากช่วงปกติในเดือนมกราคมที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปแตะระดับ 84 ล้านลิตร และบางวันพุ่งทะลุไปถึงกว่า 100 ล้านลิตรต่อวัน ตั้งแต่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา

 

การจะตัดโควตาส่งออกไปยังลาวและเมียนมาเพื่อเก็บน้ำมันไว้ใช้ในประเทศก็ทำไม่ได้ เนื่องจากไทยส่งออกให้สองประเทศนี้เพียง 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งไม่ถึง 10% ของการใช้งาน ในขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากลาวถึง 7,000-8,000 เมกะวัตต์ และซื้อก๊าซจากเมียนมา 600-700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากเราตัดน้ำมันเขาและถูกตัดไฟตัดก๊าซตอบโต้ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

 

สรุปอีกครั้ง ‘น้ำมันหายไปไหน?’

 

  • การกักตุนของภาคประชาชนและธุรกิจ ผู้ใช้รถยนต์รวมถึงภาคก่อสร้างต่างเร่งเติมน้ำมันให้เต็มถังและสำรองไว้ในคลังเก็บ เพราะเชื่อว่าราคาในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้น โดยบางแห่งสำรองน้ำมันไว้ใช้ล่วงหน้าถึง 15-20 วัน

 

  • ขบวนการลักลอบค้าน้ำมันข้ามชาติแบบ ‘ย้อนศร’ จากเดิมที่ไทยเคยลักลอบนำเข้าน้ำมันจากมาเลเซียเพราะราคาถูกกว่า ที่มาเลเซีย 22 บาท ส่วนไทย 30 บาท แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับตาลปัตร น้ำมันมาเลเซียราคา 39 บาท ขณะที่ไทยถูกตรึงไว้ที่ 33 บาท เกิดส่วนต่างถึง 6-8 บาท ส่งผลให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันไทยออกไปขายเพื่อนบ้านแทน สังเกตได้จากยอดการใช้น้ำมันในปั๊มภาคใต้ที่พุ่งจาก 100,000 ลิตร เป็น 150,000 ลิตรอย่างผิดปกติ ซึ่งขบวนการนี้จับกุมได้ยาก เปรียบเสมือนการซื้อเสียงเลือกตั้งที่รู้ว่ามีอยู่จริงแต่จับให้ได้คาหนังคาเขายาก

 

  • ตลาดค้าส่ง (Wholesale) ขาดแคลนจนราคาทะลุ 40-50 บาท เมื่อน้ำมันในระบบมีน้อย ตลาดค้าส่ง หรือ ผู้ค้าเสรี จึงมีการโก่งราคาขึ้นไปสูงถึง 40-50 บาทต่อลิตร เช่น พบการซื้อขายจริงในอุดรธานีที่ 42 บาท ทำให้รถบรรทุกหรือผู้รับเหมาที่เคยซื้อผ่านระบบค้าส่ง ต้องแห่ทะลักเอารถบรรทุก รถแทรกเตอร์ เข้ามาเติมน้ำมันตามปั๊มปลีกที่ถูกรัฐตรึงราคาไว้ที่ 30-33 บาท จนเกิดภาวะน้ำมันหมดปั๊ม และต้องจำกัดคิวการเติม เช่น เติมทีละ 500 บาทแล้ววนรถมาต่อคิวใหม่

 

เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภาครัฐได้ผ่อนปรนกฎหมายการสำรองน้ำมันของคลังและโรงกลั่น จากเดิมที่ต้องเก็บสำรองตามกฎหมาย 25 วัน ซึ่งทำให้โรงกลั่นไม่กล้าปล่อยน้ำมันออกมาเพราะกลัวผิดกฎหมาย โดยอนุญาตให้นำน้ำมันสำรองออกมาหมุนเวียนใช้ก่อนได้ภายใน 1 เดือน เพื่อดึงน้ำมันเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 70 ล้านลิตร ให้ขึ้นมาเป็น 80 ล้านลิตร

 

นอกจากนี้ ยังมีการงัดคำสั่งนายกรัฐมนตรีบังคับ ใช้มาตรการสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องรายงานข้อมูลแบบวันต่อวัน ว่าขายน้ำมันให้ใคร ปริมาณเท่าใด และมีสต็อกคงเหลือเท่าไหร่ หากไม่รายงานจะถูกดำเนินคดี ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาสร้าง Dashboard เพื่อติดตามเส้นทางน้ำมันอย่างใกล้ชิด

 

พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานได้ผนึกกำลังกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, DSI และตำรวจ ลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบปั๊มน้ำมันกว่า 26,000 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นปั๊มแบรนด์ 8,000 แห่ง และปั๊มอิสระ 16,000 แห่ง เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน หากตรวจพบว่าในถังมีน้ำมันแต่ไม่ยอมขาย จะถูกดำเนินคดีทันที โดยภาครัฐจะต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้ภายในวันที่ 2-3 เมษายนนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งประชาชนต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่ระดับประเทศ

 
6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์
 

ยอมรับบทเรียน ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ วิกฤตกว่าที่คิด

 

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ย้ำว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างติดตาม ตรวจสอบข้อมูลการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อรวบรวมแดชบอร์ด พร้อมบริหารจัดการเร่งกระจาย น้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์

 

อยู่ระหว่างขอข้อมูลย้อนหลังไปยังโรงกลั่น ผู้ค้ามาตรา 7 (ปั๊มน้ำมัน) และมาตรา 10 (จ็อบเบอร์) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่าปริมาณน้ำมันในตลาดหายหรือรั่วไหลไปอยู่จุดใดบ้าง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

 

ในส่วนของรถบรรทุกน้ำมัน ที่รับน้ำมันจากจ็อบเบอร์ไปส่งยังโรงงานอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน และปั๊มน้ำมัน อิสระ หรือปั๊มหลอด โครงการงานก่อสร้าง กรมก็จะไปไล่ดูว่าต้นทางการขนส่งน้ำมันไปยังจุดส่งมอบปลายทางเหล่านี้ว่ามีการรั่วไหลอย่างไร เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติ

 

สราวุธ เปิดใจว่า “ยอมรับว่าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน รอบนี้ ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นวิกฤตรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับการขนถ่ายน้ำมันจากแหล่งพลังงาน แม้ว่ากระทรวงจะมีการซ้อมแผนรับมือวิกฤตพลังงานเป็นประจำทุกปี แต่วิกฤตครั้งนี้รุนแรง”

 

เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แม้ว่าน้ำมันจะยังมีจำหน่ายในตลาดโลก แต่ระบบการขนส่งทำได้ยากลำบากกว่าปกติ กรมจะพยายามตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด หาคนผิดมาลงโทษให้ได้

 
 

ชี้ ‘จุดบอด’ คือ ระบบข้อมูล

 

หลังจากนี้ ผู้ประกอบการทุกรายต้องรายงานปริมาณน้ำมันคงเหลือเข้าสู่ระบบเป็นรายวัน

 

“ความแตกต่างจากระบบเดิม คือ ระบบใหม่ไม่ได้รายงานเฉพาะปริมาณคงเหลือเท่านั้น แต่ยังต้องแสดงข้อมูล ‘รับ-จ่าย’ ในแต่ละวันอย่างละเอียด ทำให้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของน้ำมันได้แบบวันต่อวัน และช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงของการกักตุนหรือการรั่วไหลในระบบ”

 

สราวุธ ย้ำอีกว่า ในภาพรวม สถานการณ์หน้าสถานีบริการเริ่มคลี่คลาย ความแออัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น เนื่องจากผลกระทบจากภาวะ ‘ช็อก’ ของตลาดยังคงมีอยู่

 

ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรายงานจุดที่เกิดปัญหาการขาดแคลน ‘แบบเรียลไทม์’ และเร่งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในการกระจายสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในระบบ

 

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบติดตามสถานการณ์น้ำมันผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการสามารถรายงานและเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต

The post 6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค https://thestandard.co/thai-oil-refinery-ownership/ Wed, 25 Mar 2026 10:36:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1191295 ภาพรวม โรงกลั่นน้ำมันไทย ขนาดใหญ่ พร้อมแผนผังการกระจายน้ำมันไปยังผู้บริโภค

ทำความรู้จัก 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย ที่เป็นหัวใจความมั่นคง […]

The post 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวม โรงกลั่นน้ำมันไทย ขนาดใหญ่ พร้อมแผนผังการกระจายน้ำมันไปยังผู้บริโภค

ทำความรู้จัก 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย ที่เป็นหัวใจความมั่นคงพลังงานท่ามกลาง ราคาน้ำมันโลก ผันผวน

 

6 โรงกลั่นน้ำมัน ในประเทศไทย มีใครบ้าง

 

1. Thai Oil (TOP)

  • กลุ่ม PTT
  • อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นโรงกลั่นใหญ่ที่สุดของไทย

 

2. IRPC

  • กลุ่ม PTT
  • จ.ระยอง
  • เป็นทั้งโรงกลั่น + ปิโตรเคมีครบวงจร

 

3. PTT Global Chemical (PTTGC)

  • กลุ่ม PTT
  • จ.ระยอง
  • เน้นการผลิตเชื่อมโรงกลั่นกับปิโตรเคมี

 

4. Bangchak Corporation (BCP)

  • กลุ่ม บางจาก
  • พระโขนง จ.กรุงเทพฯ 
  • โรงกลั่นใกล้เมือง ใช้น้ำมันชีวภาพผสมด้วย และเป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery และ High Value Specialty Products Refinery 

 

5. Star Petroleum Refining (SPRC)

  • กลุ่ม เชฟรอน (สัญชาติอเมริกัน)
  • จ.ระยอง
  • เป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ เน้นผลิตน้ำมันสำเร็จรูป
  • SPRC เข้าซื้อธุรกิจปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ (Caltex) ในไทยมาบริหารจัดการเอง

 

6. BSRC (เครือ Bangchak Corporation)

  • อ.ศรีราชา ชลบุรี
  • เป็นโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery เดิมเป็นของ ExxonMobil ปัจจุบันบางจากเข้าซื้อกิจการ

 

แต่ละวันทั้ง 6 โรงกลั่น จะมี กำลังผลิตรวมกว่า 175 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศราวล้านบาเรลต่อวัน 

 

โดยทั้ง 6 โรงกลั่นจะผลิตครอบคลุมทั้งหมด ‘ไม่ได้ผลิตแค่น้ำมันเบนซิน ดีเซล’ แต่ยังมีการผลิตน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และ LPG อื่นๆ เช่น ยางมะตอย น้ำมันหล่อลื่น อีกด้วย

 

ดังนั้น น้ำมัน 1 ลิตร ไม่ได้มาถึงเราตรงๆ แต่เริ่มจาก ‘โรงกลั่น’ ก่อนเข้าสู่ระบบกระจายสินค้า

 

ต้องผ่าน ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ทำหน้าที่ผลิต/จัดหา ส่งต่อให้สถานีบริการแบรนด์ (ม.11) โดยตรง อีกเส้นทางผ่าน ‘มาตรา 10 (Jobber)’ กระจายต่อไปยังปั๊มรายย่อย ภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และเกษตร

 

โดยล่าสุด กรมธุรกิจพลังงานกำชับให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งบริหารจัดการสต็อกและกระจายน้ำมันผ่านเครือข่ายอย่างทั่วถึง รวมถึงให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ต้อง ‘รายงานข้อมูลการค้า’ และ ‘ราคา’ ต่อภาครัฐทุกวันเพื่อความโปร่งใสและป้องกันการกักตุน

 

โดยสรุป 

  • ไทย นำเข้า → กลั่น → กระจาย → Jobber/Wholesale / ขายผ่านปั๊ม → ผู้บริโภค
  • สูตรการคิดราคาน้ำมัน = น้ำมัน + ต้นทุนโลก + ภาษี/กองทุน + ค่าการตลาด + VAT
  •  ‘ภาษีและกองทุน’ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาหน้า ปั๊มสูงกว่าต้นทุนน้ำมันจริง

 

หากดูกราฟิก จะเห็นว่า กว่าจะถึงมือผู้บริโภค น้ำมันต้องผ่าน ‘หลายมือ’ สะท้อนโครงสร้างธุรกิจพลังงานไทยที่ ‘ซับซ้อน’ กว่าที่คิด

 

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 6 โรงกลั่นน้ำมัน ย้ำว่า สถานการณ์การผลิตและการจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เต็มกำลัง 

 

พร้อมบริหารจัดการกำลังการผลิตและวัตถุดิบที่มีอยู่เต็มศักยภาพ กระจายถึงผู้บริโภค ภายใต้ข้อจำกัดจากสถานการณ์ของพลังงานโลกที่มีความผันผวน ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณชัดว่าจะปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไกตลาด

 

ภาพรวมโรงกลั่นน้ำมันไทย ขนาดใหญ่ พร้อมแผนผังการกระจายน้ำมันไปยังผู้บริโภค 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม https://thestandard.co/diesel-demand-fuel-transport/ Sun, 22 Mar 2026 06:43:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1189975 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'น้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่น้อยกว่า 103 วัน' ประกอบข่าวสถานการณ์น้ำมันดีเซล

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกก […]

The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'น้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่น้อยกว่า 103 วัน' ประกอบข่าวสถานการณ์น้ำมันดีเซล

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยความผิดปกติของเส้นทางขนส่งน้ำมัน หลังเข้าตรวจคลังบริษัทเอกชนในจังหวัดอ่างทอง พบใบกำกับระบุปลายทางกรุงเทพฯ แต่กลับนำไปลงผิดพื้นที่ เตรียมส่งหลักฐานให้ตำรวจดำเนินการต่อไป

 

 

ขณะเดียวกันได้เร่งคลายความตื่นตระหนกของประชาชนต่อวิกฤตพลังงาน โดยยืนยันว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองแน่นหนาใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 103 วัน พร้อมเริ่มมาตรการปลดล็อกการขนส่งเข้าเขตเมือง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันแก้ปัญหาความต้องการดีเซลที่พุ่งทะลุ 100 ล้านลิตรต่อวัน หวังให้สถานการณ์คลี่คลายภายในสัปดาห์หน้า

 

ปริมาณการใช้ดีเซลสูงกว่าปกติ บางวันพุ่งถึงร้อยล้านลิตร

 

วันนี้ (22 มีนาคม) ศบก. แถลงข่าวประจำวัน โดย สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงผลการดำเนินการของกรมธุรกิจพลังงานว่า รายงานสถานภาพของน้ำมันเบนซิน ที่ผลิตในประเทศ ณ วันนี้ ซึ่งผลิตใน 5 โรงกลั่น ได้แก่ โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ปริมาณการผลิตรวม ณ วันนี้อยู่ที่ 35.28 ล้านลิตร ที่ผลิตออกมาจะเป็นเบนซินพื้นฐาน จะต้องมีการเติมเอทานอล จะมีการผสมโดยผู้ค้าน้ำมัน

 

ประกอบไปด้วยค่าโรงกลั่นดังกล่าวและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผลิตออกมาขายเป็นเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 E20 จะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนหนึ่งส่งไปยังผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ค้ามาตรา 7 อีก 14 รายเป็นการจำหน่ายตามสถานีบริการของปั๊มแบรนด์ต่างๆ อยู่ที่ 28.78 ล้านลิตร ส่วนที่เหลือจะเป็นการขายให้กับผู้ค้ารายย่อย กำลังจะทยอยมา คาดว่า 2-3 วันนี้จะมีภาพที่ชัดขึ้นในส่วนของผู้ค้าตามมาตรา 1 ซึ่งจะเป็นจ็อบเบอร์ ที่ขึ้นทะเบียนกับธุรกิจพลังงานและบางส่วนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

 

สำหรับสถานการณ์ของน้ำมันดีเซล มีโรงกลั่นที่ผลิตอยู่รวมทั้งสิ้น 6 โรง ประกอบด้วย โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นบางจากศรีราชา โรงกลั่น IRPC โรงกลั่น PPTGC โรงกลั่น SPRC และโรงกลั่นไทยออยล์ ซึ่งในวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลิตดีเซลพื้นฐานทั้งสิ้น 79.91 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล โดยโรงกลั่นจะส่งให้กับผู้ค้า เพื่อไปผสมกับไบโอดีเซลจนกลายมาเป็นดีเซลหมุนเร็วที่จำหน่ายในประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 11 ราย

 

ผู้ค้าที่ผลิตไบโอดีเซลจะผลิตน้ำมันดีเซลออกมารวมทั้งสิ้น 66.8 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจะส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยมาตรา 10 จะเป็นจ็อบเบอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน อีกด้านหนึ่งผู้ที่ผลิตดีเซลหมุนเร็วขนาดใหญ่ จะจำหน่ายให้กับผู้ค้าขนาดใหญ่ที่เป็นสาขา ประกอบด้วย 15 ราย ซึ่งปริมาณที่จำหน่ายไปยังผู้ค้าจำหน่าย อยู่ที่ 71 ล้านลิตร เป็นการดึงสต็อกเก่าที่เป็นเวิร์กกิ้งสต็อกมาใช้ ปริมาณการใช้ดีเซลโดยปกติอยู่ประมาณ 67 – 70 ล้านลิตรต่อวัน ตอนนี้สูงขึ้นกว่าปกติ มีบางช่วงที่ผ่านมาบางวันขึ้นไปถึงกว่าร้อยล้านลิตร

 

ผลสอบ บ. น้ำมันเอกชนอ่างทอง พบออกใบกำกับการขนส่งผิด

 

สราวุธยังกล่าวถึงคืบหน้าการตรวจสอบคลังน้ำมันของบริษัทเอกชน จังหวัดอ่างทอง จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เบื้องต้นได้มีการเก็บตัวอย่างน้ำมัน 3 ประเภท ประกอบด้วย น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มาตรวจคุณภาพ ซึ่งผลตรวจอยู่ระหว่างการจัดส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการจำหน่าย ต้นทางเป็นบริษัท IRPC เดิมถูกผู้ค้าตามมาตรา 10 จำนวน 2 ราย ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมธุรกิจพลังงาน ที่ส่งไปยังคลังที่จังหวัดอ่างทอง

 

จากข้อมูลดังกล่าวตรวจพบว่า ใบกำกับการขนส่งของ IRPC ที่จัดส่งให้บริษัทดังกล่าวระบุสถานที่ส่งไปปลายทางอยู่ใน กทม. แต่น้ำมันดังกล่าวไปพบที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับกรมธุรกิจสืบเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เบื้องต้นน่าจะมีความผิดในการออกใบกำกับการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ได้มีการตรวจบริษัทเดิมด้วยว่า ใบกำกับการขนส่งอื่นๆ ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจะขออนุญาตมารายงานต่อไป

 

ร่วมมือภาคประชาชนพัฒนาแอป ‘ปั๊มเรดาห์’

 

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า มีประชาชนได้ร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่นของ ชานนท์ เงินทองดี เรียกว่า ‘ปั๊มเรดาห์’ ทางกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานไปยังชานนท์ เพื่อจะได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง โดยจะให้สถานีบริการเป็นผู้ร่วมกรอกข้อมูลผ่านมาทางพลังงานจังหวัด และจะจัดเตรียมแอพพลิคชั่นที่ชื่อว่า FUEL NOW เข้ามาตรวจสอบว่า มีน้ำมัน ณ จุดไหน ส่งไปยังจุดไหนบ้าง ทั้งหมดร่วมกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศและหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนข้อมูลดิจิทัล เพื่อให้เกิดการบริการประชาชนอย่างเต็มกำลัง

 

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการกักตุนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 8 จุด 4 จังหวัด ยังไม่พบอะไรที่ผิดปกติ โดยจะเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจตราจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

 

ย้ำน้ำมันสำรองเพียงพอไม่น้อยกว่า 103 วัน

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการไม่น้อยกว่า 103 วัน ณ วันนี้เป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร อยู่ระหว่างขนส่งอีก 4,206 ล้านลิตร และน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางมี 3,700 ล้านลิตร

 

เมื่อถามถึงการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเหมาะสมและอย่างรวดเร็ว จะดึงสต๊อกน้ำมันกระจายไปยังปั๊มต่างๆ ได้ภายในกี่สัปดาห์ สราวุธกล่าวว่า ได้มีการปลดล็อกเวลาขนส่งน้ำมันเข้าพื้นที่ในเขตเมืองแล้ว ได้มีการผ่อนผันดีเซลอย่างน้อย 130 ล้านลิตรเข้ามาในระบบ ต้องรีบกระจายตัวไปยังจุดต่างๆ รวมถึงสถานีบริการ

 

“เบื้องต้นถ้าส่งน้ำมันได้เร็วขึ้น 10 ล้านลิตรในทุกวัน ช่วงสัปดาห์จะถึงน่าจะผ่อนคลายสถานการณ์ไปในทางที่ดี” สราวุธระบุ

 

สราวุธยังยืนยันด้วยว่า น้ำมันดีเซลบางช่วงมีปริมาณความต้องการผ่านปั๊มถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน สถานการณ์วันที่ 20 มีนาคม สูงกว่ากว่าปกติถึง 71 ล้านลิตร มีการดึงสต๊อกออกมาใช้ จึงต้องรีบกระจายตัวให้เร็วที่สุด

The post ศบก. เผย ความต้องการน้ำมันดีเซล พุ่งเกิน 100 ลิตร/วัน เร่งปลดล็อกการขนส่งเขตเมือง กระจายน้ำมันไปตามปั๊ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แก้ปัญหาน้ำมันขาด! นายกฯ มอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มดีลเลอร์น้ำมันทั่วประเทศ สั่งโรงกลั่นรายงานยอดขายรายวัน ป้องกันการกักตุน https://thestandard.co/pm-pipat-crackdown-oil-shortage/ Fri, 20 Mar 2026 11:27:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1189701 รัฐบาลคุมเข้มดีลเลอร์น้ำมัน สั่งรายงานยอดขาย ป้องกันการกักตุน แก้ปัญหาขาดแคลน

นายกฯลงนามคำสั่งมอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มผู้ค้าน้ำมัน ป้องก […]

The post แก้ปัญหาน้ำมันขาด! นายกฯ มอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มดีลเลอร์น้ำมันทั่วประเทศ สั่งโรงกลั่นรายงานยอดขายรายวัน ป้องกันการกักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลคุมเข้มดีลเลอร์น้ำมัน สั่งรายงานยอดขาย ป้องกันการกักตุน แก้ปัญหาขาดแคลน

นายกฯลงนามคำสั่งมอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มผู้ค้าน้ำมัน ป้องกันภาวะขาดแคลน ให้ผู้ค้าม.7 รายงานการจำหน่ายเป็นรายลูกค้า-รายชื่อลูกค้าที่ซื้อเกิน 3 พันลิตรต่อครั้ง

 

เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พ.ศ.2569

 

โดยระบุว่าโดยที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้โดยง่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งการผลิตและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจากตะวันออกกลางอันเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญของโลก ปริมาณสินค้าดังกล่าวที่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบนี้โดยตรง

 

อีกทั้ง ปรากฏว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและคลังน้ำมันจำนวนมากไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงจำหน่าย เกิดความเดือดร้อนแก่การดำรงชีวิตของประชาชนและการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการจำนวนมาก จึงเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉินและจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

ข้อ 2 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ.2543 ดำเนินการตามมาตรการ ดังต่อไปนี้

 

  • ปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มี.ค. พ.ศ. 2569
  • ให้ติดประกาศราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ ณ สถานประกอบการของผู้ค้าน้ำมันแต่ละรายในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป และรายงานให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบทุกครั้งที่มีการปรับราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมัน
  • รายงานปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครองและปริมาณการจำหน่าย และรายชื่อลูกค้าและปริมาณที่ขายให้แก่ลูกค้าแต่ละราย ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานภายใน เวลา 18.00 น.ของทุกวัน
  • และให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งมิได้เป็นโรงกลั่นน้ำมัน รายงานการจำหน่ายเป็นรายลูกค้าและรายชื่อลูกค้าซึ่งซื้อเกินรายละ3,000 ลิตรต่อครั้ง ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานภายในเวลา 18.00 น.ของทุกวัน โดยการรายงานให้เป็นไปตามรูปแบบที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกำหนด และส่งไปที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected]

 

ข้อ3 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา10 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ดำเนินการตามด้วย

 

ข้อ 4 มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี, รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ค้าน้ำมันตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้เป็นไปตามคำสั่งนี้โดยเคร่งครัดเพื่อประโยชน์ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานแจ้งข้อมูลตามข้อ 2 และข้อ 3 ให้แก่บุคคลตามวรรคหนึ่ง ทราบทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย

 

ข้อ 5 ให้ นายพิพัฒน์, รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้

 

รัฐบาลคุมเข้มดีลเลอร์น้ำมัน สั่งรายงานยอดขาย ป้องกันการกักตุน แก้ปัญหาขาดแคลน 1รัฐบาลคุมเข้มดีลเลอร์น้ำมัน สั่งรายงานยอดขาย ป้องกันการกักตุน แก้ปัญหาขาดแคลน 2รัฐบาลคุมเข้มดีลเลอร์น้ำมัน สั่งรายงานยอดขาย ป้องกันการกักตุน แก้ปัญหาขาดแคลน 3

The post แก้ปัญหาน้ำมันขาด! นายกฯ มอบ ‘พิพัฒน์’ คุมเข้มดีลเลอร์น้ำมันทั่วประเทศ สั่งโรงกลั่นรายงานยอดขายรายวัน ป้องกันการกักตุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันเชฟรอนในลอสแอนเจลิส ทางการควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ https://thestandard.co/la-chevron-refinery-fire-contained/ Fri, 03 Oct 2025 10:27:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1126072

วันนี้ (3 ตุลาคม 2025) เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานกลั่นน้ำม […]

The post ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันเชฟรอนในลอสแอนเจลิส ทางการควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 ตุลาคม 2025) เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานกลั่นน้ำมันเชฟรอนในเมืองเอลเซกุนโด (El Segundo) ใกล้กับลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เบื้องต้น ไม่มีรายงานถึงตัวเลขผู้บาดเจ็บ ขณะที่ทางการยืนยันว่า บ้านเรือนและสถานที่สาธารณะใกล้เคียงไม่ได้รับผลกระทบ

 

สำนักข่าว CBS News รายงานว่า เหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานเชฟรอนเกิดขึ้นโดยยังไม่ทราบสาเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุระเบิดหลายครั้ง และพยานเปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่ท่ามกลาง ‘แผ่นดินไหว’ ขนาดเล็ก ขณะที่โฆษกของเชฟรอนเปิดเผยว่า หน่วยดับเพลิงของโรงงานได้ทำงานประสานกับเจ้าหน้าที่จากทางการเป็นอย่างดี โดยที่ไม่มีคำสั่งโยกย้ายอพยพประชาชน หรือรายงานตัวเลขผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด

 

ล่าสุด เกวิน นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครต ออกมาประกาศผ่าน X ว่า ทางรัฐได้ประสานงานควบคุมสถานการณ์กับทั้งหน่วยงานท้องถิ่นและรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย

 

 

ภาพ: Daniel Cole / REUTERS

 

อ้างอิง:

The post ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันเชฟรอนในลอสแอนเจลิส ทางการควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้นบิ๊กดีล ‘พลังงานไฮโดรเจน’ หลังฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุในรอบ 32 ปี! https://thestandard.co/hydrogen-power-thailand-saudi-arabia/ Fri, 26 Jul 2024 14:06:04 +0000 https://thestandard.co/?p=963604

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเยือนประเทศซาอุดีอาระ […]

The post ลุ้นบิ๊กดีล ‘พลังงานไฮโดรเจน’ หลังฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุในรอบ 32 ปี! appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย เผยซาอุฯ พร้อมลงทุนกับไทยในทุกมิติ ผลิตพลังงานไฮโดรเจนระดับ ‘บิ๊กดีล’ ไฟเขียวถ่ายทอดองค์ความรู้ ‘วิทยาลัยพลังงาน’ หนุนการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันของไทย

 

วันที่ 26 กรกฎาคม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภารกิจภายหลังการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการว่า การเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ มีภารกิจสำคัญอยู่ 2 ส่วน

 

ส่วนแรกคือ การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่วนที่สองเป็นการติดตามความคืบหน้าในเรื่องของการทำความตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงพลังงานไทยกับกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ที่ลงนามไปเมื่อปี 2565 หลังหารือกับคณะเจรจาของกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย นำโดย เจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย และยังมีหน่วยงานชั้นนำของซาอุดีอาระเบียและของโลกเข้าร่วมหารือด้วย เช่น Saudi Aramco บริษัทน้ำมันชั้นนำระดับโลก, บริษัท SABIC ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ระดับโลก, บริษัท ACWA Power ผู้ประกอบธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้า และ SEEC หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานของประเทศ

 

พีระพันธุ์กล่าวอีกว่า ในด้านภารกิจกระชับความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดีอาระเบียหลังจากที่มีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันในรอบ 32 ปีนั้น ได้มีการพูดคุยกันในกรอบการค้า รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่จะเกิดประโยชน์โดยภาพรวมต่อทั้งสองประเทศ  ส่วนภารกิจด้านการติดตามความร่วมมือด้านพลังงานตาม MOU เดิมทั้ง 8 ข้อ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีที่จะผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียต่อไป 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ข้อตกลงสำคัญๆ ในการหารือ ขณะนี้ทางซาอุดีอาระเบียได้ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของพลังงานแห่งอนาคต และกำลังพิจารณาที่จะเข้ามาลงทุนด้านนี้ในประเทศไทย โดยเฉพาะพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งรถยนต์ในอนาคต รวมถึงเรื่องของพลังงานเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้ด้วย” พีระพันธุ์กล่าว

 

พีระพันธุ์กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าหากว่าเราสามารถพัฒนาไฮโดรเจนจนได้ต้นทุนที่ถูกลง ก็จะสามารถนำพลังงานส่วนนี้มาชดเชยก๊าซ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า และลดค่าไฟแก่พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งทางซาอุก็รับปากที่จะมาลงทุนในไทยในเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนผลิตพลังงานไฮโดรเจนในประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือระดับ ‘บิ๊กดีล’ ระหว่างไทยและซาอุ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศต่างก็มีเป้าหมายจะพัฒนาและลงทุนในด้านนี้

 

นอกเหนือจากข้อตกลงทั้ง 8 ข้อใน MOU เดิม พีระพันธุ์ยังเสนอให้เพิ่มเติมความร่วมมือในด้านอื่นๆ ซึ่งได้แก่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงาน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานในการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของไทย ซึ่งซาอุดีอาระเบียก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนด้านวิชาการแก่ ‘วิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ’ ที่กำลังเตรียมจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย เพื่อช่วยยกระดับองค์ความรู้และบุคลากรด้านพลังงานที่จะสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคตต่อไป

 

การเยือนซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของไทย ซึ่งเป็นผลจากการต่อยอดการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย รวมถึงบุคลากรระดับสูงของภาครัฐ และผู้นำของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบีย ต่างให้การต้อนรับคณะของกระทรวงพลังงานไทยเป็นอย่างดีในทุกๆ ด้าน

 

 

“การเยือนซาอุในครั้งนี้ เราได้รับการตอบสนองอย่างดีในทุกๆ เรื่อง และเราได้รับการต้อนรับที่ดีจริงๆ เราได้ชมกระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงของบริษัทด้านพลังงานระดับโลก และซาอุก็ยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับประเทศไทย เหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นความตกลงข้อที่ 9 ที่เราได้มา นอกเหนือจาก MOU ทั้ง 8 ข้อ ซึ่งล่าสุดทั้งสองประเทศก็ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันในทุกๆ ประเด็นความร่วมมือที่มีการพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

 

จีบซาอุลงทุนโรงกลั่น-คลังน้ำมัน

 

นอกจากนี้ พีระพันธุ์ยังเชิญชวนให้ซาอุพิจารณาเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือ และท่อขนส่งน้ำมันในพื้นที่ที่มีศักยภาพของประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) ให้กับประเทศไทย และสามารถเป็นจุดกระจายน้ำมันจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้ โดยซาอุให้ความสนใจและพร้อมที่จะเข้ามาศึกษารูปแบบการดำเนินระบบ SPR ของไทยทันทีเมื่อไทยมีความพร้อม

 

ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับไทยในเรื่องของการผลิตพลังงานสะอาด และเน้นย้ำนโยบายการขับเคลื่อนพลังงานที่ต้องการผลักดันเพื่อไปสู่เป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย

 

สำหรับโอกาสการลงทุนในซาอุดีอาระเบียนั้น พีระพันธุ์ระบุว่า ปัจจุบันซาอุมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศสูงมาก แต่ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ จึงส่งสัญญาณผ่านกระทรวงพลังงานของไทยไปถึงนักลงทุนไทยที่สนใจจะมาลงทุนโรงไฟฟ้าให้ซาอุด้วย

 

“การไปเยือนและเจรจาครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูครั้งสำคัญของทั้งสองฝ่าย หลังจากที่ซาอุก็รอไทยมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเกือบ 2 ปีเต็มนั้นยังไม่มีอะไร แต่วันนี้ความคืบหน้าของ ‘ไทย-ซาอุ’ เกิดขึ้นแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมก็จะเร่งผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป นี่คือสัญญาณที่ดีมากๆ เพราะทุกการเจรจา ทุกความร่วมมือที่กล่าวถึง ซาอุไม่ได้มาเพียงเพื่อพูดคุยเล่นๆ แต่เขาเอาจริง” พีระพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย

The post ลุ้นบิ๊กดีล ‘พลังงานไฮโดรเจน’ หลังฟื้นสัมพันธ์ไทย-ซาอุในรอบ 32 ปี! appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน – GRM ที่สูงขึ้นจะช่วยหนุน Sentiment https://thestandard.co/grm-pushing-sentiment/ Fri, 28 Jun 2024 07:21:28 +0000 https://thestandard.co/?p=951228 GRM

เกิดอะไรขึ้น: ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปรับตัวลดลง […]

The post หุ้นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน – GRM ที่สูงขึ้นจะช่วยหนุน Sentiment appeared first on THE STANDARD.

]]>
GRM

เกิดอะไรขึ้น:

ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปรับตัวลดลง 17%YoY และ 53%QoQ มาอยู่ที่ 3.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q67TD ซึ่งเป็นผลมาจาก Crack Spread ที่อ่อนแอของผลิตภัณฑ์หลักทั้งหมด นำโดยน้ำมันเบนซิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนค่าการกลั่นใน 1Q67 Crack Spread น้ำมันเบนซินลดลง 42%QoQ สู่ 10.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q67 เทียบกับ >16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q66-1Q67 อุปสงค์น้ำมันเบนซินตามฤดูกาลในช่วงฤดูขับขี่ต่ำกว่าคาด ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงการขนส่งหลังสถานการณ์โควิดในสหรัฐฯ โดยหันกลับมาเดินทางโดยใช้เครื่องบินแทนการขับรถ 

 

นอกจากนี้ รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นและรถยนต์ไฟฟ้าก็มีส่วนทำให้การใช้น้ำมันเบนซินลดลงด้วย Crack Spread น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินลดลงในอัตราที่น้อยกว่าน้ำมันเบนซิน (-32%QoQ โดยเฉลี่ย) มาอยู่ที่ 14-15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ 12MMA ที่ >21 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์เฉลี่ย YTD ลดลง 13%YoY สู่ 5.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี (ก่อนเกิดโควิด) ที่ 6.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 

 

ใน 2Q67 InnovestX Research คาดว่าบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของไทยน่าจะรายงานผลประกอบการที่อ่อนแอลง QoQ ใน 2Q67 เพราะได้รับผลกระทบจากค่าการกลั่นตลาดที่ลดลงแรง แม้ว่าจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากอัตราค่าระวางที่ลดลงและค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่แข่งขันได้ ผลกระทบของกำไร / ขาดทุนสต็อกจะผสมปนเปกัน ขึ้นอยู่กับระดับสต็อกน้ำมันต้นทุนสูงที่ถือมาจากเดือนมีนาคม-เมษายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล 

 

โดยรวมแล้วคาดว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันจะรับรู้กำไรสต็อกเล็กน้อยที่ 0.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 2Q67 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน นอกจากนี้ผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันบางรายยังลดอัตราการใช้กำลังการผลิตลง เพื่อตอบสนองต่อค่าการกลั่นระดับต่ำและการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน 

 

แม้ว่าค่าการกลั่นตลาดใน 3Q67 จะลดลง YoY จาก 9.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลใน 3Q66 แต่คาดว่าอุปสงค์ตามฤดูกาลจะช่วยหนุนให้ค่าการกลั่นใน 3Q67 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดใน 2Q67 โดยจะได้แรงหนุนจาก Crack Spread ที่สูงขึ้นของผลิตภัณฑ์ Middle Distillates (น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน) ที่อยู่ภายใต้แรงกดดันใน 2Q67 ปัจจัยสนับสนุนจะมาจากอุปสงค์ที่สูงขึ้นในเอเชีย รวมถึงเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลได้ขยายระยะเวลาลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ออกไปอีก 2 เดือน หรือจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจีนจะมีโควตาการส่งออกน้ำมันรอบใหม่ แต่คาดว่าการส่งออกน้ำมันของจีนจะลดลงในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการผลิตที่ลดลง อุปทานเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากจีนคาดว่าจะไม่เพียงพอรองรับอุปสงค์พลังงานในเอเชียที่เพิ่มขึ้น (S&P Global) นอกจากนี้การเดินทางทางอากาศก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นใน 2H67 เนื่องจาก IATA คาดว่าปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางทางอากาศในภูมิภาคส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับปี 2562 จากอัตราการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารรวมทั้งหมดทั่วโลกที่ 10.4%YoY โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เพิ่มขึ้น 17.2%YoY)

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน (SET ENERG) ปรับลง 5.06%, BCP ปรับลง 6.25%, TOP ปรับขึ้น 2.91% ขณะที่ SET Index ปรับลง 4.17% 

 

ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุน:

ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันของไทยปรับตัวลดลงเฉลี่ย 9% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา Underperform SET ที่ลดลง 5% ซึ่งบ่งชี้ถึงมุมมองเชิงลบต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากผลประกอบการจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากค่าการกลั่นตลาดที่อ่อนแอใน 2Q67 และแผนจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์น้ำมันภายในปี 2568 

 

ค่าการกลั่นตลาดฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยแกว่งตัวอยู่ในช่วง 3-4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน 2567 เทียบกับ 4-5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่เติบโตต่ำกว่าคาดในฤดูขับขี่ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าค่าการกลั่นตลาดจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นใน 3Q67 ซึ่งจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจหุ้นกลุ่มนี้อีกครั้ง

 

สำหรับหุ้นเด่นของกลุ่ม เลือก BCP และ TOP, ราคาหุ้น BCP ปรับตัวลดลง 16% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แย่กว่า SET ที่ลดลง 5% และหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันไทยที่ลดลงเฉลี่ย 8% ซึ่ง InnovestX Research เชื่อว่าสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการ 2Q67 จากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นตามแผน และการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ OKEA (Statfjord) Valuation ของ BCP ยังอยู่ในระดับต่ำที่ P/E (ปี 2567) ต่ำกว่า 4 เท่า และ P/BV 0.6 เท่า (-1.5SD) นอกจากนี้ ยังคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 6.7% (ปี 2567) 

 

และชอบ TOP เนื่องจากเป็น Proxy สำหรับค่าการกลั่นที่ดีขึ้นใน 3Q67 และ Valuation น่าสนใจที่ P/E 5.7 เท่า และ P/BV 0.7 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6.2%

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจทำให้เกิดการขาดทุนสต็อก ความเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การด้อยค่าของสินทรัพย์และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการแทรกแซงของรัฐบาลในธุรกิจพลังงาน 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

The post หุ้นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน – GRM ที่สูงขึ้นจะช่วยหนุน Sentiment appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2567 อยู่ที่กรอบ 75-85 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ OPEC+ คุมกำลังผลิต https://thestandard.co/expected-dubai-crude-oil-price-in-2024/ Thu, 23 Nov 2023 01:06:25 +0000 https://thestandard.co/?p=868755 ราคาน้ำมันดิบดูไบ

ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Expert […]

The post ปตท. และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2567 อยู่ที่กรอบ 75-85 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ OPEC+ คุมกำลังผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมันดิบดูไบ

ทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2567 อยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมจับตานโยบายควบคุมกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม OPEC+ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจของจีน และนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศตะวันตกในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ชี้ไทยต้องปรับตัวแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในยุคการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)

      

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังงานสัมมนา 2023 The Annual Petroleum Outlook Forum ว่า แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในปีหน้า 2567 ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นโดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ กำลังซื้อในสหรัฐอเมริกา การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรป และการใช้น้ำมันในภาคการบินของจีนที่เพิ่มขึ้นหลังเปิดประเทศ ขณะเดียวกัน อุปสงค์น้ำมันยังคงเติบโตในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

อย่างไรก็ตาม การใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและกฎหมายรองรับ มีส่วนทำให้อุปทานน้ำมันเติบโตอย่างจำกัด โดยคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันในปี 2567 จะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในปี 2567 อยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

  

กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน มองปีหน้าโลกยังคงเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์  

บัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม มองว่า ปีหน้าอุตสาหกรรมปิโตรเลียมยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างมาก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างรัสเซียและยูเครน สหรัฐอเมริกากับจีน สงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่องในประเทศจีนจากการที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงโดยสร้างกฎระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ ‘Net Zero’ ของประเทศต่างๆ 

 

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าสู่ยุคพลังงานแห่งอนาคต ให้เกิดความยั่งยืนด้านพลังงานจะเป็นการสร้างสมดุลระหว่างความท้าทายด้านพลังงาน 3 ประการ หรือ ‘Energy Trilemma’ ได้แก่

 

  • ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) คือการจัดหาพลังงานพื้นฐานและความสามารถที่จะตอบสนองความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  • ความเป็นธรรมทางพลังงาน (Energy Equity) คือการจัดหาพลังงานที่สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม
  • ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) เป็นการจัดหาพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ต่ำ นับเป็นความท้าทายของกลุ่มบริษัทพลังงานในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

ปลัดพลังงาน ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ นั่งประธานบอร์ด ปตท.  

ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เพื่อดูแลความยั่งยืนด้านพลังงาน ซึ่งล่าสุดในการเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ.ปตท. (บอร์ด ปตท.) นั้นขอย้ำว่า ด้วยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นทั้งหน่วยงานรัฐและบริษัทมหาชน ภารกิจหลังจากนี้จะพยายามใช้บทบาทและอำนาจหน้าที่ในการสร้างสมดุลในการดูแลทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน และด้านราคาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

 

“โดยเน้นประชาชนเป็นสำคัญ ดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจให้มั่นคง ยั่งยืน ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงและทิศทางพลังงานโลก ผมเข้าใจในบทบาทของ ปตท. ที่เป็นทั้งรัฐและบริษัทมหาชน ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในส่วนนี้ผมจะสร้างความสมดุลเพื่อให้ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ได้ดำเนินการตามนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน”

 

นอกจากนี้ ในฐานะที่ ปตท. เป็นบริษัทมหาชนที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผมจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตขององค์กร พัฒนาให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน (Energy Transition) มีความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นทุกคน และเพื่อความยั่งยืนต่อไป 

The post ปตท. และกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน คาดราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2567 อยู่ที่กรอบ 75-85 ดอลลาร์/บาร์เรล ท่ามกลางความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์ OPEC+ คุมกำลังผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>