โรคอ้วน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรคอ้วน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 29 Apr 2026 07:34:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 งานวิจัยชี้ คนรวยอังกฤษมีสุขภาพดีนานกว่าคนจนถึง 20 ปี ห่วงป่วยก่อนวัยเกษียณกว่า 90% ของพื้นที่ทั่วประเทศ https://thestandard.co/uk-rich-poor-health-gap/ Wed, 29 Apr 2026 07:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1202334 ภาพนักวิ่งในเมือง Bath สหราชอาณาจักร พร้อมข้อความชี้ช่องว่างสุขภาพคนรวย-คนจนในอังกฤษ

ช่วงเวลาที่คนอังกฤษมีสุขภาพดีกำลังลดลงอย่างน่ากังวล สวน […]

The post งานวิจัยชี้ คนรวยอังกฤษมีสุขภาพดีนานกว่าคนจนถึง 20 ปี ห่วงป่วยก่อนวัยเกษียณกว่า 90% ของพื้นที่ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิ่งในเมือง Bath สหราชอาณาจักร พร้อมข้อความชี้ช่องว่างสุขภาพคนรวย-คนจนในอังกฤษ

ช่วงเวลาที่คนอังกฤษมีสุขภาพดีกำลังลดลงอย่างน่ากังวล สวนทางกับประเทศร่ำรวยอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่กลับมีตัวเลขดีขึ้น ตามรายงานการวิเคราะห์ล่าสุดของ Health Foundation

 

 
 

รายงานพบว่าอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี (Healthy Life Expectancy หรือ HLE) ของคนอังกฤษลดลงราว 2 ปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยผู้ชายลดจาก 62.9 ปีในช่วง 2012-2014 เหลือ 60.7 ปีในช่วง 2022-2024 ส่วนผู้หญิงลดจาก 63.7 ปีเหลือ 60.9 ปี ทำให้สัดส่วนชีวิตที่มีสุขภาพดีของผู้ชายลดจาก 79% เหลือ 77% และผู้หญิงจาก 77% เหลือ 73%

 

ทั้งนี้ HLE คำนวณจากข้อมูลอัตราการเสียชีวิตประกอบกับแบบสำรวจที่ประชาชนรายงานสุขภาพของตนเอง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขมองว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินสุขภาพของประชากร

 

อังกฤษเป็น 1 ใน 5 ประเทศจากกลุ่มประเทศร่ำรวย 21 ประเทศที่ HLE ลดลง โดยร่วงจากอันดับ 14 มาอยู่ที่อันดับ 20 เหลือเพียงสหรัฐอเมริกาที่อยู่ต่ำกว่า ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น นอร์เวย์ และสเปนกลับมี HLE ดีขึ้น โดยค่าเฉลี่ยของ 20 ประเทศที่เหลือเพิ่มขึ้น 0.4 ปี อีกทั้งการลดลงของ HLE ในอังกฤษยังถือว่ารุนแรงเป็นอันดับ 2 ในกลุ่ม 5 ประเทศที่ตัวเลขลดลง ทั้งนี้ ลอนดอนเป็นภูมิภาคเดียวในอังกฤษที่ HLE ปรับตัวดีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ช่องว่างรวย-จน กว้างขึ้นจนน่าตกใจ

 

ตัวเลขที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างได้ชัดที่สุดคือช่องว่างระหว่างพื้นที่รวยและจน ข้อมูลพบว่าคนที่อาศัยในพื้นที่ร่ำรวยที่สุด 10% ของประเทศ มีอายุสุขภาพดีนานกว่าคนในพื้นที่ยากจนที่สุด 10% ถึง 20 ปี

 

ย่านริชมอนด์ในลอนดอนมี HLE สูงสุดที่ 69.3 ปีสำหรับผู้ชายและ 70.3 ปีสำหรับผู้หญิง ขณะที่เมืองแบล็กพูลผู้ชายมีสุขภาพดีเพียง 50.9 ปี และเมืองฮาร์ตเลพูลผู้หญิงมีสุขภาพดีเพียง 51.2 ปี

 

ที่น่าเป็นห่วงคือกว่า 90% ของพื้นที่ทั่วประเทศ ประชาชนเริ่มมีปัญหาสุขภาพก่อนถึงวัยเกษียณที่ 66 ปี และใน 1 ใน 10 พื้นที่ ตัวเลขนี้ต่ำกว่า 55 ปี ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่มีผู้ป่วยจนไม่สามารถทำงานได้สูงถึง 2.8 ล้านคน เป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ยังพบอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มอายุ 25-49 ปี และมีคนรุ่นใหม่อายุ 16-24 ปีจำนวนมากขึ้นที่หลุดออกจากระบบการศึกษา การทำงาน และการฝึกอบรม เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต

 

แอนดรูว์ มูนีย์ นักวิเคราะห์ข้อมูลหลักของ Health Foundation ระบุว่าอังกฤษมีอัตราโรคอ้วนสูงที่สุดในยุโรปตะวันตก และยังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล เพราะสุขภาพที่ย่ำแย่ผลักคนออกจากตลาดแรงงาน และทำให้คนรุ่นใหม่หลุดจากระบบการศึกษาและการทำงาน

 

เจนนิเฟอร์ ดิกซัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Health Foundation กล่าวว่า “สิ่งที่ค้นพบนี้เผยให้เห็นความจริงอันโหดร้าย สุขภาพของคนอังกฤษกำลังถอยหลัง สัญญาณเตือนภัยทุกดวงกำลังกะพริบสีแดง เราเป็นประเทศที่มีอัตราโรคอ้วนสูงที่สุดในยุโรปตะวันตก ปัญหาสุขภาพจิตพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องใช้ชีวิตกับโรคเรื้อรัง”

 

รายงานระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากโรคอ้วนที่นำไปสู่โรคเบาหวาน, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง และมะเร็ง รวมถึงการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์, ยาเสพติด และการฆ่าตัวตาย ขณะที่โควิดและอายุขัยโดยรวมซึ่งยังคงทรงตัว ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการลดลงนี้ สะท้อนว่าคนอังกฤษมีอายุยืนเท่าเดิม แต่กลับใช้ชีวิตในช่วงท้ายไปกับการเจ็บป่วยมากขึ้นกว่าในอดีต

 

รัฐบาลยอมรับ ‘น่าอับอาย’

 

กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษยอมรับว่าการที่ประชากรมีสุขภาพแย่ลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเป็นเรื่อง ‘น่าอับอาย’ พร้อมชี้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการ เช่น กฎหมายห้ามสูบบุหรี่แบบถาวรสำหรับคนรุ่นใหม่ และการห้ามโฆษณาอาหารขยะทางโทรทัศน์ก่อน 3 ทุ่ม

 

ขณะที่พรรคแรงงานซึ่งเป็นรัฐบาลปัจจุบันเคยให้คำมั่นในนโยบายหาเสียงว่าจะจัดการกับปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพ และลดช่องว่างของอายุสุขภาพดีระหว่างพื้นที่ที่ร่ำรวยที่สุดและยากจนที่สุดในอังกฤษลงครึ่งหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ดิกซันมองว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมารู้ถึงปัญหาแต่ไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้บังคับบริษัทอาหารทำผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น กำหนดราคาขั้นต่ำของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อหน่วยในอังกฤษตามที่สกอตแลนด์ทำไปแล้ว และแก้ปัญหาอันตรายจากยาเสพติด “การแก้ปัญหาต้องไปไกลกว่าการซ่อมแซมระบบ NHS ต้องจัดการกับต้นตอของปัญหาสุขภาพ” เธอกล่าว

 

ด้าน ดร. เลย์ลา แมคเคย์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายของ NHS Alliance ระบุว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนมากเพียงใด พร้อมเสนอว่าคำตอบต้องเริ่มที่การป้องกัน จัดการกับปัจจัยกำหนดสุขภาพในวงกว้าง เสริมสร้างการดูแลในระดับชุมชน และเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ใกล้บ้านมากขึ้น

 

ภาพ: 1000 Words / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post งานวิจัยชี้ คนรวยอังกฤษมีสุขภาพดีนานกว่าคนจนถึง 20 ปี ห่วงป่วยก่อนวัยเกษียณกว่า 90% ของพื้นที่ทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการวิ่งกับ ‘สุนัข’ ถึงดีต่อใจและร่างกายกว่าที่คิด? https://thestandard.co/run-dog-health-benefits/ Wed, 15 Apr 2026 03:26:30 +0000 https://thestandard.co/run-dog-health-benefits/ นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง

ในการแข่งขันวิ่งระยะไกลหรือมาราธอนระดับโลก เรามักเห็นภา […]

The post ทำไมการวิ่งกับ ‘สุนัข’ ถึงดีต่อใจและร่างกายกว่าที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง

ในการแข่งขันวิ่งระยะไกลหรือมาราธอนระดับโลก เรามักเห็นภาพของความมุ่งมั่นและการทำลายสถิติอยู่เสมอ แต่ในอีกมุมหนึ่งเรามักจะได้พบกับภาพความประทับใจของเหล่านักวิ่งที่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับ ‘เพื่อนซี้สี่ขา’ คู่ใจ ที่เข้ามาเติมเต็มสีสันและเปลี่ยนบรรยากาศที่ตึงเครียดให้กลายเป็นอีเวนต์ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

 

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความน่ารักที่ปรากฏแก่สายตา ข้อมูลจากงานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์และการออกกำลังกายที่ตีพิมพ์ใน BMC Public Health ยังชี้ให้เห็นว่า การวิ่งร่วมกับสุนัขส่งผลดีทั้งต่อตัวนักวิ่งและสัตว์เลี้ยง

 

ในมุมของ ‘มนุษย์’ สุนัขทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจชั้นดีที่ช่วยให้เจ้าของรักษาความสม่ำเสมอในการฝึกซ้อมได้นานขึ้น โดยผลวิจัยระบุว่าเจ้าของสุนัขมีแนวโน้มจะขยับร่างกายมากกว่าคนทั่วไปถึง 22 นาทีต่อวัน นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับความเครียด และกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟินได้ดีกว่าการวิ่งเพียงลำพัง

 

ขณะที่ฝั่ง ‘สุนัข’ การวิ่งสม่ำเสมอช่วยเสริมสร้างระบบไหลเวียนโลหิตและควบคุมน้ำหนักให้ห่างไกลจากภาวะโรคอ้วน ที่สำคัญที่สุดคือการช่วยขัดเกลาพฤติกรรม ลดความก้าวร้าว และบรรเทาภาวะวิตกกังวลจากการแยกห่างจากเจ้าของ ผ่านการปลดปล่อยพลังงานและสำรวจโลกกว้างในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ทำให้ทุกๆ กิโลเมตรที่ก้าวไปพร้อมกัน กลายเป็นการเยียวยาสุขภาพกายและใจของทั้งคู่ไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

 

 

นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง 1นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง 2นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง 3นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง 4นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง 5นักวิ่งออกกำลังกายร่วมกับสุนัขคู่ใจในกิจกรรมวิ่ง 6

The post ทำไมการวิ่งกับ ‘สุนัข’ ถึงดีต่อใจและร่างกายกว่าที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น https://thestandard.co/glp-1-weight-regain-body-resistance/ Wed, 01 Apr 2026 01:35:23 +0000 https://thestandard.co/glp-1-weight-regain-body-resistance/ ภาพยาฉีด GLP-1 เข็มฉีดยา บล็อกโคลี และนาฬิกา สื่อถึงการลดน้ำหนักและเวลา

ซินดี ดาวลิง วัย 69 ปี ลดน้ำหนักได้ราว 27 กิโลกรัมในเวล […]

The post เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพยาฉีด GLP-1 เข็มฉีดยา บล็อกโคลี และนาฬิกา สื่อถึงการลดน้ำหนักและเวลา

ซินดี ดาวลิง วัย 69 ปี ลดน้ำหนักได้ราว 27 กิโลกรัมในเวลาปีครึ่งด้วยยาฉีด Wegovy หนึ่งในยากลุ่ม GLP-1 ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในช่วงต้นปี 2025 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน ความรู้สึกหิวและความคิดเรื่องอาหารกลับมาอีกครั้ง น้ำหนักค่อยๆ ขยับขึ้น ทั้งที่เธอไม่เคยหยุดฉีดยาเลย

 

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า หนึ่งปีให้หลัง ดาวลิงน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว 4.5 กิโลกรัม และต้องกลับมาพึ่งโปรตีนเชคแทนมื้ออาหารบางมื้อ ขณะที่ยังคงฉีดยาทุกสัปดาห์ “ฉันรู้สึกเหมือนกำลังพยายามบังคับอะไรบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้จริงๆ” เธอกล่าว

 

เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ สำหรับผู้ใช้บางราย ความหิวและความหมกมุ่นกับเรื่องอาหารสามารถกลับมาได้ แม้จะยังใช้ยา GLP-1 อยู่ ซึ่งยากลุ่มนี้ทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมนในลำไส้เพื่อลดความอยากอาหารและทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

 

แพทย์ส่วนใหญ่ที่เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนยืนยันว่าเคยพบผู้ป่วยในลักษณะนี้ โดยชี้ว่าไม่ใช่เพราะยาหมดประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะกลไกทางชีววิทยาของร่างกายที่พยายามดึงน้ำหนักกลับไปสู่จุดเดิม

 

ดร.ฟาติมา สแตนฟอร์ด แพทย์ด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Mass General Brigham และอาจารย์แพทย์ที่ Harvard Medical School อธิบายกับ The Wall Street Journal ว่า “โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ร่างกายจะปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยมี เมื่อน้ำหนักลดลง กลไกชดเชยจะทำงานหนักขึ้น ยา GLP-1 ช่วยลดสัญญาณเหล่านี้ได้ แต่ไม่ได้กำจัดออกไปทั้งหมด”

 

ดร.อแมนดา เวลัสเกซ ผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Cedars-Sinai กล่าวเสริมว่า ระดับของแรงต้านทางชีววิทยานี้แตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนอาจเริ่มรู้สึกได้หลังใช้ยาไปสักระยะ ขณะที่บางคนอาจไม่เคยประสบปัญหานี้เลย ยิ่งมีน้ำหนักลดลงมาก ร่างกายยิ่งพยายามดึงกลับมากขึ้น

 

ดร.มิเชลล์ เฮาเซอร์ ผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Stanford Health Care กล่าวว่า เธอพบกรณีแบบนี้ค่อนข้างบ่อยในผู้ใช้ยาเซมากลูไทด์ (semaglutide) และมักแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนไปใช้เทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) ในขนาดที่สูงขึ้น เนื่องจากมีขนาดยาให้เลือกมากกว่า โดย Novo Nordisk ผู้ผลิต Wegovy ได้ยื่นขออนุมัติยาฉีดขนาด 7.2 มิลลิกรัมเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพิ่มจากขนาดสูงสุดปัจจุบันที่ 2.4 มิลลิกรัม

 

ยาอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต

 

ABC News รายงานว่า ปัจจุบันผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1 ใน 8 คนกำลังใช้ยากลุ่ม GLP-1 ตามผลสำรวจของ KFF องค์กรวิจัยด้านสุขภาพ และตั้งแต่เดือนมกราคม มีการสั่งจ่ายยา Wegovy ในรูปแบบเม็ดมากกว่า 6 แสนใบสั่งยา โดยกว่า 1 ใน 3 เป็นผู้ใช้รายใหม่

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดร.แคเธอรีน ซอนเดอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Weill Cornell Medicine กล่าวว่า “ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ใช้ยา GLP-1 คือการคิดว่าใบสั่งยาคือการรักษา”

 

งานวิจัยที่รวบรวมผลจากเกือบ 30 การศึกษาพบว่า เมื่อใช้ยา GLP-1 ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ผลลัพธ์จะดีกว่าและยั่งยืนกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว

 

ขณะที่การศึกษาทหารผ่านศึกสหรัฐฯ กว่า 98,000 คนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่ใช้ยา GLP-1 ร่วมกับพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 6-8 อย่าง มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย ลดลง 43% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีเพียง 3 อย่างหรือน้อยกว่า

 

ดร.แฟรงก์ ฮู หัวหน้าภาควิชาโภชนาการจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า พฤติกรรมด้านวิถีชีวิต “สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาสมัยใหม่ได้อย่างมาก”

 

อุตสาหกรรมอาหารขยับ รับคลื่น GLP-1

 

ผลกระทบของยา GLP-1 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ CNBC รายงานว่า ผู้ใช้ยา GLP-1 บริโภคแคลอรีน้อยลงเฉลี่ย 21% และใช้จ่ายค่าอาหารลดลงเกือบ 1 ใน 3 ตามข้อมูลจาก KPMG ขณะที่ J.P. Morgan ประเมินว่าการใช้ยากลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสูญเสียยอดขายปีละ 3 หมื่นล้าน ถึง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.88 แสนล้าน ถึง 1.81 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030

 

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ‘ขนมขบเคี้ยว’ โดยราว 70% ของผู้ใช้ยาที่บริโภคแคลอรีน้อยลงระบุว่า กินขนมน้อยลง ตามผลสำรวจของ EY-Parthenon ขณะที่ราว 60% ทานอาหารนอกบ้านน้อยลง โดยมื้อเย็นในร้านฟาสต์ฟูดได้รับผลกระทบหนักที่สุด

 

แต่หลายบริษัทมองว่านี่คือ ‘โอกาส’ รามอน ลากวาร์ตา CEO ของ PepsiCo กล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า “ผมคิดว่ามีโอกาสมากกว่าอุปสรรค แม้จะมีทั้งสองด้าน” โดยเปิดตัว Doritos เสริมโปรตีน รีแบรนด์ Gatorade และออก SunChips กับ Smartfood ป๊อปคอร์นเสริมไฟเบอร์

 

Nestlé เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญ โดยเปิดตัวแบรนด์อาหารแช่แข็ง Vital Pursuit ที่กำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้ยา GLP-1 โดยเฉพาะ มาร์ตี ทอมป์สัน CEO ของ Nestlé USA กล่าวกับ CNBC ว่า “นี่เป็นโครงการสำคัญของ Nestlé” พร้อมวางแผนขยายไปสู่เครื่องดื่มรวมถึงโปรตีนเชค

 

ส่วน McDonald’s ก็เริ่มนำความต้องการของผู้ใช้ยา GLP-1 มาพิจารณาในการพัฒนาเมนูใหม่ ขณะที่ Chipotle เปิดตัวถ้วยโปรตีนแบบพร้อมทาน และ Olive Garden ปรับเมนูให้มีขนาดเล็กลงในราคาที่ถูกลง

 

J.P. Morgan ประเมินว่าภายในปี 2030 ชาวอเมริกันกว่า 30 ล้านคนอาจใช้ยา GLP-1 เพิ่มจาก 10 ล้านคนในปี 2026 โดยเฉพาะเมื่อยาในรูปแบบเม็ดเริ่มเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ท้ายที่สุด เมื่อแม้แต่ร่างกายยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ต่อการลดน้ำหนัก อุตสาหกรรมอาหารก็ย่อมไม่นิ่งเฉย ส่วนดาวลิงที่ยังจ่ายค่ายา Wegovy เดือนละราว 1.65 หมื่นบาท ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ายังได้ผลหรือไม่ กล่าวทิ้งท้ายว่า “มันเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นแค่ทางออกชั่วคราวอีกครั้ง”

 

 

ภาพ: N Universe / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี https://thestandard.co/life/food-pyramid-2026-protein-fat/ Fri, 09 Jan 2026 10:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1163390 The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี

ลืมพีระมิดเดิมที่ฐานล่างมีแต่ข้าวและแป้งไปได้เลย! เรียก […]

The post The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี

ลืมพีระมิดเดิมที่ฐานล่างมีแต่ข้าวและแป้งไปได้เลย! เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โภชนาการก็ว่าได้ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) นำโดย Robert F. Kennedy Jr. ประกาศพลิกโฉมพีระมิดอาหาร (Food Pyramid) อย่างเป็นทางการ

 

งานนี้ไม่ใช่แค่การปรับสัดส่วน แต่เป็นการรื้อความเชื่อเรื่องการกินที่เราใช้กันมานานกว่า 3 ทศวรรษ

 

ย้อนกลับไปปี 1992 พีระมิดยุคแรกสร้างขึ้นบนฐานของคาร์โบไฮเดรต ผลลัพธ์ที่ตามมาคือวิกฤตโรคอ้วนและเบาหวานในคนยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Sedentary หรือการนั่งทำงานนิ่งๆ เป็นหลัก

 

The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี 1

 

ในปี 2026 นี้ เราจึงได้เห็นการ ‘กลับหัวพีระมิด’ ที่ย้ายสิ่งที่เคยอยู่ยอดสุดลงมาเป็นฐาน และผลักดันอาหารธรรมชาติให้เป็นหัวใจหลักแทน

 

4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญใน The New Food Pyramid

 

1. โปรตีนคือพระเอกคนใหม่

 

จากเดิมที่โปรตีนเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ปัจจุบันถูกดันขึ้นมาเป็นรากฐานสำคัญ โดยแนะนำให้บริโภค 1.2 – 1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียร โดยครอบคลุมทั้งเนื้อสัตว์ไม่แปรรูป ไข่ อาหารทะเล และโปรตีนจากพืช

 

2. ไขมันสัตว์ไม่ใช่ผู้ร้ายอีกต่อไป

 

นี่ถือเป็นประเด็นที่ฮือฮาที่สุดเพราะไกด์ไลน์ใหม่ปลดล็อกให้เรากินเนย (Butter), นมไขมันเต็มส่วน (Full-fat dairy) และไขมันวัว (Tallow) ได้ ตราบใดที่มาจากแหล่งธรรมชาติ โดยมองว่าไขมันเหล่านี้มีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมองและฮอร์โมน มากกว่าไขมันแปรรูปหรือมาการีน

 

3. น้ำตาลคือผู้ร้ายตัวจริง

 

สายติดหวานอาจจะปวดใจเพราะพิระมิดฉบับใหม่ประกาศชัดเจนว่า “ไม่มีปริมาณน้ำตาลที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ” โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลขัดสีและสารให้ความหวานสังเคราะห์อย่างเด็ดขาด เพื่อตัดวงจรการติดหวานตั้งแต่ต้นทาง

 

4. บอกลาอาหารแปรรูปขั้นสูง

 

เป็นครั้งแรกที่มีการระบุให้หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมหนักๆ ซึ่งเต็มไปด้วยสารเติมแต่งและโซเดียม โดยแนะนำให้หันกลับไปหา Real Food หรือการปรุงอาหารด้วยวัตถุดิบสดใหม่ที่บ้านเป็นหลัก

 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ได้ทำให้เกิดเสียงแตกในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ โดยฝั่งที่สนับสนุนมองว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ทางสถาบันโรคหัวใจ (AHA) ยังคงแสดงความกังวลว่าการส่งเสริมไขมันอิ่มตัวและเนื้อแดงอาจส่งผลต่อคอเลสเตอรอลในระยะยาว หากผู้บริโภคเลือกกินอย่างไม่ระมัดระวัง

 

พีระมิดใหม่นี้กำลังบอกเราว่า ‘โภชนาการไม่ใช่เรื่องสูตรสำเร็จ’ แต่คือการเลือกแหล่งอาหารที่มีคุณภาพที่สุด แป้งไม่ได้เป็นผู้ร้ายไปเสียทีเดียว แต่ถ้าคุณคือมนุษย์ออฟฟิศที่นั่งทำงานทั้งวัน การลดคาร์บและเพิ่มโปรตีนตามไกด์ไลน์ใหม่นี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ยั่งยืนกว่าเดิมก็ได้

 

อ้างอิง:

The post The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ https://thestandard.co/trump-blocks-visas-health-burden/ Sat, 08 Nov 2025 09:10:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1141059 รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธ วีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งใหม่เม […]

The post รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธ วีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดี (6 พ.ย.) ที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ชาวต่างชาติที่ต้องการขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ถูกปฏิเสธ หากพวกเขามีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน หรือแม้กระทั่งโรคอ้วน โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ (Public Charge) และสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับทรัพยากรของประเทศ

 

คำสั่งดังกล่าวซึ่งถูกส่งไปยังสถานทูตและเจ้าหน้าที่กงสุลทั่วโลก ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่วีซ่าสามารถพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้ยื่นขอวีซ่าด้วยเหตุผลใหม่ๆ หลายประการ รวมถึงอายุ หรือความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตการพิจารณาด้านสุขภาพที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก

 

แม้ว่าการประเมินสุขภาพของผู้ยื่นขอวีซ่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการมานานแล้ว เช่น การตรวจคัดกรองวัณโรคและการฉีดวัคซีน แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าแนวทางใหม่นี้ได้ขยายรายการโรคที่ต้องพิจารณาออกไปอย่างกว้างขวาง และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการตัดสินใจโดยใช้สถานะสุขภาพของผู้สมัครเป็นเกณฑ์มากขึ้น

 

คำสั่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘กวาดล้าง’ ผู้อพยพที่เข้มข้นของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการจับกุมจำนวนมากในแต่ละวัน, การแบนผู้ลี้ภัยจากบางประเทศ และแผนการจำกัดจำนวนผู้อพยพโดยรวม

 

โดยแนวทางใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่สุขภาพของผู้สมัครเป็นพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในกรณีของผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในสหรัฐฯ อย่างถาวร

 

“คุณต้องพิจารณาสุขภาพของผู้สมัคร” ข้อความในคำสั่งระบุ “ภาวะทางการแพทย์บางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคระบบทางเดินหายใจ, มะเร็ง, เบาหวาน, โรคเมตาบอลิก, โรคทางระบบประสาท และภาวะสุขภาพจิต อาจต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลหลายแสนดอลลาร์”

 

ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมโรคที่พบบ่อยอย่างมาก โดย 10% ของประชากรโลกป่วยเป็นโรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก

 

คำสั่งดังกล่าวยังสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่พิจารณาภาวะอื่นๆ เช่น โรคอ้วน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหอบหืด, ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และความดันโลหิตสูง โดยทั้งหมดนี้อาจต้องใช้การดูแลระยะยาวที่มีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเป็นเหตุผลในการปฏิเสธวีซ่าได้

 

เจ้าหน้าที่วีซ่ายังได้รับคำสั่งให้ประเมินว่าผู้สมัครมี ‘ศักยภาพ’ ทางการเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเหล่านั้นโดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรือไม่

 

โดยคำสั่งได้ตั้งคำถามสำคัญไว้ว่า “ผู้สมัครมีทรัพยากรทางการเงินเพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดูแลดังกล่าวตลอดช่วงชีวิตที่คาดว่าจะเหลืออยู่หรือไม่ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือเป็นเงินสดจากภาครัฐ?”

 

ชาร์ลส์ วีลเลอร์ ทนายความอาวุโสจากกลุ่มช่วยเหลือด้านกฎหมาย Catholic Legal Immigration Network กล่าวว่าแนวทางนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับคู่มือของกระทรวงการต่างประเทศเอง ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธคำร้องโดยใช้สถานการณ์แบบ ‘ถ้าหากว่า’ (What if) ได้

 

“แนวทางนี้กำลังชี้นำให้เจ้าหน้าที่วีซ่าใช้ ‘ความคิดของตนเอง’ เพื่อคาดการณ์ว่าอะไรจะนำไปสู่เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์หรือค่าใช้จ่ายในอนาคต” วีลเลอร์กล่าว “นั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะพวกเขาไม่ได้รับการฝึกฝนทางการแพทย์ ไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ และไม่ควรทำการคาดการณ์โดยอาศัยความรู้ส่วนตัวหรืออคติของตนเอง”

 

โซเฟีย เจโนเวเซ นายความด้านการเข้าเมืองจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวว่าการนำประวัติโรคเบาหวานหรือสุขภาพหัวใจมาพิจารณาถือเป็นการขยายขอบเขตที่กว้างมาก “มีการประเมินในระดับนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ถึงขั้นที่จะต้องคาดเดาไปไกลว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนนี้เกิดอาการช็อกเพราะเบาหวาน?’”

 

นอกจากสุขภาพของผู้สมัครแล้ว คำสั่งยังระบุให้เจ้าหน้าที่พิจารณาสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวที่ต้องพึ่งพิงด้วย โดยให้ประเมินว่า “ผู้ติดตามมีภาวะทุพพลภาพ, โรคเรื้อรัง หรือความต้องการพิเศษอื่นๆ ที่อาจทำให้ผู้สมัครไม่สามารถทำงานเลี้ยงชีพได้หรือไม่?”

 

นโยบายนี้ยังสอดคล้องกับการคุมเข้มวีซ่าประเภทอื่นๆ เช่นกัน โดยในเดือนสิงหาคม รัฐบาลได้เสนอให้จำกัดระยะเวลาพำนักของนักศึกษาต่างชาติและผู้สื่อข่าว โดยยกเลิกระบบเดิมและกำหนดให้ต่อวีซ่าอย่างเป็นทางการหากหลักสูตรเกิน 4 ปี

 

ในเดือนกันยายน รัฐบาลยังได้กำหนดให้ผู้ยื่นขอวีซ่าทำงานทักษะสูง H-1B บางราย ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมครั้งเดียวสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.24 ล้านบาท) นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมปกติ ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปสรรคให้กับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ

 

เรื่องที่น่าสนใจคือ คำสั่งคุมเข้มวีซ่าด้วยเหตุผลเรื่องโรคอ้วนนี้ เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศความสำเร็จในการเจรจากับผู้ผลิตยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เพื่อลดราคาอย่างมหาศาลสำหรับชาวอเมริกันผู้ใช้สวัสดิการ Medicare และ Medicaid

 

ทรัมป์กล่าวว่านี่คือ “ชัยชนะสำหรับผู้ป่วยชาวอเมริกัน” โดยยาราคาพิเศษนี้จะจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ใหม่ของรัฐบาลในชื่อ TrumpRX ซึ่งจะทำให้ราคา Wegovy ลดลงจาก 1,350 ดอลลาร์ เหลือ 250 ดอลลาร์ (จาก 43,727 บาท เหลือ 8,098 บาท)

 

Zepbound ลดลงจาก 1,080 ดอลลาร์ เหลือ 346 ดอลลาร์ (จาก 34,981 บาท เหลือ 11,208 บาท) และยาทานของ Eli Lilly จะมีราคาเพียง 149 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,826 บาท)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Kristi Blokhin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาลทรัมป์ออกคำสั่งใหม่ เจ้าหน้าที่กงสุลสามารถปฏิเสธวีซ่าผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคอ้วน ชี้อาจกลายเป็น ‘ภาระของรัฐ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF เผย เด็กทั่วโลกกว่า 188 ล้านคนเป็นโรคอ้วน ขณะที่ในไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา https://thestandard.co/unicef-188-million-children-obesity-thailand/ Wed, 10 Sep 2025 10:38:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1117930 UNICEF

รายงานฉบับใหม่ของ UNICEF ซึ่งเผยแพร่วันนี้ (10 กันยายน) […]

The post UNICEF เผย เด็กทั่วโลกกว่า 188 ล้านคนเป็นโรคอ้วน ขณะที่ในไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF

รายงานฉบับใหม่ของ UNICEF ซึ่งเผยแพร่วันนี้ (10 กันยายน) ระบุว่า โรคอ้วนในเด็กได้กลายเป็นรูปแบบภาวะทุพโภชนาการที่ ‘พบบ่อยกว่า’ ภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เป็นครั้งแรก และส่งผลกระทบต่อเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นกว่า 188 ล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็นราว 1 ใน 10 ของเด็กทั้งหมด ซึ่งทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ


รายงาน ‘Feeding Profit: How Food Environments are Failing Children’ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากกว่า 190 ประเทศพบว่า สัดส่วนเด็กอายุ 5-19 ปีที่มีภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ‘ลดลงอย่างต่อเนื่อง’ ตั้งแต่ปี 2000 จากร้อยละ 13 เหลือร้อยละ 9.2 ขณะที่สัดส่วนเด็กที่เป็นโรคอ้วน ‘เพิ่มขึ้น’ จากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 9.4 ปัจจุบันโรคอ้วนในเด็กจึงแซงหน้าภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ในทุกภูมิภาคของโลก ยกเว้นเอเชียใต้และแอฟริกาตอนใต้ซาฮารา

 

ผลการศึกษาชี้ว่า หลายประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกมีอัตราเด็กที่เป็นโรคอ้วน ‘สูงที่สุดในโลก’ เช่น นีอูเอ (ร้อยละ 38), หมู่เกาะคุก (ร้อยละ 37) และนาอูรู (ร้อยละ 33) โดย ‘เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า’ ตั้งแต่ปี 2000 จากการเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหารพื้นเมืองไปสู่อาหารนำเข้าที่ราคาถูกแต่ให้พลังงานสูง ขณะเดียวกัน ประเทศรายได้สูงอย่างชิลี (ร้อยละ 27), สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 21) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ร้อยละ 21) ยังคงมีสัดส่วนเด็กที่เป็นโรคอ้วนสูงเช่นกัน

 

แคเธอรีน รัสเซล ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การ UNICEF กล่าวว่า “เมื่อพูดถึงภาวะทุพโภชนาการ เราไม่ได้หมายถึงเด็กผอมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป โรคอ้วนกำลังเป็นปัญหาที่น่าวิตกมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก อาหารแปรรูปสูงกำลังแทนที่ผัก ผลไม้ และโปรตีน ในช่วงเวลาที่โภชนาการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาสมอง และสุขภาพจิตของเด็ก”

 

ในประเทศไทย อัตราเด็กที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ‘เพิ่มขึ้น 2 เท่า’ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และติดอันดับ 1 ใน 4 ของภูมิภาคอาเซียน  โดยเพิ่มจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี ในส่วนของวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี พบว่า ร้อยละ 14 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ทั้งนี้สหพันธ์โรคอ้วนโลกคาดการณ์ว่า ภายในปี 2035 เด็กอายุ 5-19 ปีกว่าร้อยละ 60 ในประเทศไทยจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

 

แม้ว่าภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และภาวะเตี้ยแคระแกร็น ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง แต่ในกลุ่มเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกลับกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-19 ปีทั่วโลกราว 1 ใน 5 คน หรือประมาณ 391 ล้านคนมี ‘ภาวะน้ำหนัก’เกิน และจำนวนมากจัดอยู่ในกลุ่ม ‘โรคอ้วน’

 

‘ภาวะน้ำหนักเกิน’ (Overweight) คือ การมีน้ำหนักเกินมากเมื่อเทียบกับอายุ เพศ และส่วนสูง ในขณะที่ ‘โรคอ้วน’ (Obesity) คือ ภาวะน้ำหนักเกินขั้นรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง และโรคร้ายแรงในอนาคต เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด

 

รายงานเตือนว่า เด็กจำนวนมากไม่ได้เลือกอาหารด้วยตัวเอง แต่ถูกชี้นำจากสภาพแวดล้อมทางอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ด ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำตาล เกลือ ไขมันเลว แป้งขัดสี และสารปรุงแต่ง อาหารเหล่านี้ครองตลาดทั้งในร้านค้าและโรงเรียน ขณะเดียวกันการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลยังช่วยให้บริษัทอาหารและเครื่องดื่มเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้อย่างกว้างขวาง

 

ในประเทศไทย แนวโน้มนี้สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ควบคู่กับยอดขายอาหารแปรรูปต่อหัวที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 70 นอกจากนี้ ยอดขายอาหารฟาสต์ฟู้ดผ่านแอปเดลิเวอรีเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 650 ระหว่างปี 2013-2021 ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2021 ระบุว่า ร้อยละ 43 ของวัยรุ่นไทยบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดถึง 4 ครั้งต่อสัปดาห์

 

ผลสำรวจเยาวชนอายุ 13-24 ปี กว่า 64,000 คนใน 170 ประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม U-Report ของ UNICEF เมื่อปีที่แล้ว พบว่า ร้อยละ 75 เห็นโฆษณาเครื่องดื่มหวาน ขนม หรือฟาสต์ฟู้ดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และร้อยละ 60 ระบุว่าโฆษณาเหล่านี้ทำให้พวกเขาอยากบริโภคมากขึ้น แม้แต่ในประเทศที่มีความขัดแย้ง ร้อยละ 68 ของเยาวชนก็เข้าถึงโฆษณาอาหารเหล่านี้

 

หากไม่มีมาตรการป้องกัน ประเทศต่าง ๆ อาจเผชิญความสูญเสียมหาศาลทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เปรูอาจสูญเสียกว่า 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากโรคอ้วน ภายในปี 2035 ผลกระทบทั่วโลกอาจสูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับประเทศไทย คาดว่ามูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนอยู่ที่ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจพุ่งถึง 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หากไม่มีการแก้ไข

 

รายงานยกตัวอย่างมาตรการเชิงบวกในบางประเทศ  เช่น เม็กซิโก ซึ่งเผชิญอัตราโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นในระดับสูง โดยร้อยละ 40 ของแคลอรีที่เด็กได้รับต่อวันมาจากน้ำอัดลมและอาหารแปรรูปสูง รัฐบาลจึงได้ออกกฎหมายห้ามขายและแจกอาหารแปรรูปสูง รวมถึงอาหารที่มีเกลือ น้ำตาล และไขมันสูงในโรงเรียนของรัฐ ซึ่งช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมอาหารของเด็กกว่า 34 ล้านคน

 

ในประเทศไทย มีหลักฐานชัดเจนว่า การตลาดและโฆษณามีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมการกินของเด็ก แต่แม้จะมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ซึ่งช่วยให้ปริมาณน้ำตาลลดลงร้อยละ 10 แล้ว แต่ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเพิ่มเติม ปัจจุบัน UNICEF ได้สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการผลักดันมาตรการควบคุมการตลาดของอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ดีต่อสุขภาพของเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

 

เมื่อเร็วๆ นี้ UNICEF ได้จัดทำแคมเปญ ‘กินไรดี’ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในประเทศไทยหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น แคมเปญนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Gen Z (อายุ 13-24 ปี) และพ่อแม่ของเด็กเล็ก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และนำเสนอแนวทางง่ายๆ ในการสร้างพฤติกรรมการกินที่ดีในชีวิตประจำวัน

 

UNICEF เรียกร้องให้รัฐบาล ภาคประชาสังคม และพันธมิตรทั่วโลกเร่งดำเนินการเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านอาหารของเด็ก ได้แก่

 

  • บังคับใช้นโยบายและกฎหมายที่ครอบคลุม เช่น การติดฉลากอาหาร การควบคุมการตลาด และมาตรการภาษีหรือเงินอุดหนุน
  • ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและพฤติกรรม เพื่อให้ครอบครัวและชุมชนมีบทบาทในการเรียกร้องให้เกิดสภาพแวดล้อมด้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  • ห้ามขาย แจกจ่าย และทำการตลาดอาหารแปรรูปสูงและอาหารขยะในโรงเรียน
  • ออกมาตรการคุ้มครองเพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปเข้ามาแทรกแซงกระบวนการนโยบายสาธารณะ
  • เสริมสร้างมาตรการคุ้มครองทางสังคม เพื่อช่วยครอบครัวเปราะบางเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

 

รัสเซลกล่าวเสริมว่า “ในหลายประเทศ เรากำลังเห็นเด็กเผชิญปัญหาทุพโภชนาการสองด้าน ทั้งภาวะแคระแกร็นและโรคอ้วน ซึ่งต้องการมาตรการเฉพาะด้านในการแก้ไขปัญหา เด็กทุกคนควรเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและในราคาที่ครอบครัวจ่ายได้ เพื่อให้พวกเขาได้เติบโตและมีพัฒนาการสมวัย เราจำเป็นต้องมีนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยพ่อแม่และผู้ดูแล เข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็ก”

 

แฟ้มภาพ: UNICEF Thailand

อ้างอิง:

  • UNICEF Thailand 

The post UNICEF เผย เด็กทั่วโลกกว่า 188 ล้านคนเป็นโรคอ้วน ขณะที่ในไทยเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. ชูแผนลดอ้วนเชิงรุก รับมือวิกฤตโรคอ้วนคนกรุง-เด็กนักเรียน ลุยสร้างเมืองสุขภาพดี https://thestandard.co/bma-obesity-prevention-plan/ Thu, 08 May 2025 06:05:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1072330 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เสวนาเรื่องยุทธศาสตร์เชิงรุกลดโรคอ้วนในเด็กรุ่นใหม่ ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก

วานนี้ (7 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเด […]

The post กทม. ชูแผนลดอ้วนเชิงรุก รับมือวิกฤตโรคอ้วนคนกรุง-เด็กนักเรียน ลุยสร้างเมืองสุขภาพดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เสวนาเรื่องยุทธศาสตร์เชิงรุกลดโรคอ้วนในเด็กรุ่นใหม่ ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก

วานนี้ (7 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำประเทศไทย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (รองผู้ว่าฯ กทม.) ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ ‘ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อลดแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนของเด็กรุ่นใหม่ ภายในงาน ‘Public Policy Forum : Obesity – A National Threat to Health and Wealth, Act Now for Our Future Generations’ 

 

สถานการณ์โรคอ้วนในกรุงเทพฯ น่าเป็นห่วง

 

รศ.ทวิดา กล่าวถึงผลกระทบของโรคอ้วนในสังคมเมืองว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ดำเนินการตรวจสุขภาพคนกรุงเทพฯ ไปแล้วมากกว่า 789,300 คน พบว่า โรคที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งคือ ภาวะไขมันในเลือดสูง ส่วนโรคเบาหวานอยู่ในอันดับ 3 หรือ 4 ซึ่งสถานการณ์โรคอ้วนในกรุงเทพฯ โดยรวมนั้นน่าเป็นห่วงและแย่กว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมาก โดย 58% ของผู้ที่ตรวจสุขภาพมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ และส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ขณะที่ข้าราชการในสังกัดกรุงเทพมหานครเองก็มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หรือค่าน้ำหนักเกินมาตรฐานถึง 68%

 

ในส่วนของเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 แห่ง จากการตรวจสุขภาพนักเรียน 220,000 คน พบว่ามีภาวะน้ำหนักเกินและมีโรคที่เกี่ยวข้องถึง 21.65% โดยพบสูงสุดในกลุ่มเด็กประถมศึกษา รศ.ทวิดา ชี้ว่า ตัวเลขคนกรุงเทพฯ ที่มีภาวะอ้วนสูงนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ ‘Work ไร้ Balance’ หรือขาดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต ประกอบกับอาหารเพื่อสุขภาพ (อาหารคลีน) ยังมีราคาสูง เข้าถึงได้ไม่ง่าย และเน่าเสียง่าย ทำให้ไม่สะดวกต่อการบริโภค นอกจากนี้ อาหารทั่วไปของคนเมืองมักมีรสเค็มและมีปริมาณโซเดียมเกินความต้องการ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไต

 

กทม. เดินหน้ามาตรการเชิงรุก สร้างเมืองเอื้อสุขภาพ

 

รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ใช้งบประมาณของตนเองในการตรวจสุขภาพประชาชนประมาณโรงพยาบาลละ 3-6 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาท และนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 เป็นต้นมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้อนุมัติให้การตรวจสุขภาพเพิ่มเติมของกรุงเทพมหานครสามารถเบิกจ่ายได้ ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมสุขภาพของประชาชนที่แท้จริง และสามารถกำหนดนโยบายด้านสุขภาพได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น

 

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครได้ส่งเสริมการเดินด้วยการสร้างทางเดินเท้า (Walkway) ซึ่งดำเนินการไปแล้วกว่า 1,100 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม ‘วิ่งล้อมเมือง’ ซึ่งเป็นความร่วมมือของเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ อย่างแท้จริง เป็นรายการวิ่งเดียวของ กทม. ที่ผู้เข้าร่วมไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยเป็นการจัดกิจกรรมกันเอง ไม่มีการจ้างผู้จัดงาน แต่มีอาหารและเครื่องดื่มบริการพร้อมสรรพ กิจกรรมนี้เชิญชวนคนกรุงเทพฯ มาร่วมวิ่งฟรีในระยะทาง 3, 5 และ 10 กิโลเมตร โดยผู้ที่วิ่งครบระยะจะได้รับเหรียญรางวัล ขณะนี้จัดไปแล้ว 5 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 8,000 คน และคาดว่าหากจัดครบ 50 เขต จะมีผู้เข้าร่วมถึง 50,000 คน

 

“แม้การแก้ไขปัญหาโรคอ้วนและส่งเสริมสุขภาพประชาชนจะทำได้ไม่ง่าย แต่กรุงเทพมหานครพยายามทำให้สิ่งแวดล้อมเอื้อกับการที่คนจะรู้สึกว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากเกินไป” รศ.ทวิดา กล่าว

 

ความร่วมมือหลายภาคส่วนเพื่ออนาคตสุขภาพคนไทย

 

สำหรับการเสวนาในครั้งนี้ มีผู้ร่วมเสวนาคนสำคัญ ได้แก่ นพ.เพชร รอดอารีย์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย, รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และเอ็นริโก้ คานัล บรูแลนด์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด

 

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามในระยะยาวของโรคอ้วนต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการโรคอ้วนอย่างครอบคลุม และความจำเป็นในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

The post กทม. ชูแผนลดอ้วนเชิงรุก รับมือวิกฤตโรคอ้วนคนกรุง-เด็กนักเรียน ลุยสร้างเมืองสุขภาพดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันอ้วนโลก 2025 กทม. เผย คน กทม. ไขมันในเลือดสูง มุ่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์กีฬา บริการสาธารณสุข เพื่อทุกคนสุขภาพดี https://thestandard.co/world-obesity-day-2025/ Sat, 01 Mar 2025 08:12:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1047485 world-obesity-day-2025

วันนี้ (1 มีนาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเ […]

The post วันอ้วนโลก 2025 กทม. เผย คน กทม. ไขมันในเลือดสูง มุ่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์กีฬา บริการสาธารณสุข เพื่อทุกคนสุขภาพดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
world-obesity-day-2025

วันนี้ (1 มีนาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเปิดงานและร่วมเป็นวิทยากรในงาน World Obesity Day วันอ้วนโลก 2025 ‘อ้วนแล้วเปลี่ยน… เริ่มวันนี้ เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน’ ภายใต้ธีม ‘Changing Systems, Healthier Lives’ เพราะสุขภาพที่ดี ไม่ได้เริ่มจากตัวเราเพียงคนเดียว แต่ต้องเกิดจากระบบที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ 

 

ชัชชาติระบุว่า เมืองกับคนเป็นสิ่งที่สอดคล้องกัน ถ้าเมืองอ้วนคนก็อ้วน เรื่องอ้วนจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคลแต่คือทั้งระบบ เรามีโครงการตรวจสุขภาพฟรี 1 ล้านคน ที่ผ่านมาตรวจไปแล้วกว่า 520,000 คน ทำให้ทราบข้อมูลสุขภาพประชาชน ว่า ประชาชนใน กทม. ส่วนใหญ่มีไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกิน 34% เบาหวาน 25% 

 

ในเชิงป้องกัน  ปี 2567 กทม.ผลักดันโครงการสุขภาพผ่านงบ สปสช. มากกว่า 2,000 โครงการ ส่งเสริมโภชนาการในโรงเรียนสังกัด กทม. เพื่อให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดี ปรับปรุงศูนย์กีฬาและลานกีฬามากขึ้น ส่งผลให้ในปี 67 มีผู้มาใช้บริการลานกีฬากว่า 11 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 17% และจะมีการขยายผลปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิต อาทิ กิจกรรม 12 เดือน 12 เทศกาล Colorful Bangkok หนังกลางแปลง 

 

นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้กทม.เป็นเมืองที่ Walkable City เดินได้เดินดี จึงพัฒนาทางเท้ากว่า 1,000 กม. (ปัจจุบันดำเนินการแล้วประมาณ 800 กม.) และตั้งเป้าให้ถึง 2,000 กม. ส่งเสริมการเดินด้วย Skywalk และ Covered walkway ทำทางเดินริมคลองแสนแสบ จากภูเขาทองไปถึงมีนบุรี การทำสวน 15 นาที พื้นที่สาธารณะใกล้บ้านเป้าหมาย 357 แห่ง ภายในปีนี้ บริการ Bike Sharing เชื่อมโยงการเดินทาง Last mile มากกว่า 200 แห่ง จัดกิจกรรมวิ่งล้อมเมืองชวนคนกรุงเทพฯ มาวิ่งฟรี ระยะ 3-10 กม. 

 

และนอกจากเชิงป้องกัน หากเกิดโรคแล้ว กทม. ก็มีการเตรียมพร้อมด้วยการพัฒนาศูนย์เวชศาสตร์เขตเมืองตามมาตรฐาน NCDs Clinic Plus ในโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร ทั้ง 11 แห่ง มีคลินิกเฉพาะทางรองรับโรค NCDs เช่น ศูนย์ศัลยกรรมโรคอ้วน ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง ศูนย์เบาหวานและเมตาบอลิก ศูนย์โรคหัวใจ Health Tech อำนวยความสะดวกประชาชนผ่าน Telemed เปิดแล้ว 8 แห่ง มีผู้ป่วยรับบริการมากกว่า 18,000 ครั้ง และเพิ่มโรงพยาบาลอีก 3 แห่ง ทั่วกรุง  

 

“การพัฒนาระบบจะทำให้คน Active มากขึ้น สามารถเผาผลาญแคลอรี่ต่อสู้กับโรคอ้วนได้ดีขึ้น เมืองต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ เพราะหากเมืองอ้วนคนก็อ้วน” ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

The post วันอ้วนโลก 2025 กทม. เผย คน กทม. ไขมันในเลือดสูง มุ่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์กีฬา บริการสาธารณสุข เพื่อทุกคนสุขภาพดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบฟอร์ม 2 ผู้ผลิตยาชั้นนำของโลก Novo Nordisk vs. Eli Lilly https://thestandard.co/novo-nordisk-vs-eli-lilly/ Wed, 18 Dec 2024 11:49:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1020910 Novo Nordisk vs. Eli Lilly

Megatrend หรือสิ่งที่เป็นกระแสของโลกในขณะนั้นๆ และมีแนว […]

The post เทียบฟอร์ม 2 ผู้ผลิตยาชั้นนำของโลก Novo Nordisk vs. Eli Lilly appeared first on THE STANDARD.

]]>
Novo Nordisk vs. Eli Lilly

Megatrend หรือสิ่งที่เป็นกระแสของโลกในขณะนั้นๆ และมีแนวโน้มที่จะเป็นต่อไปในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีด้าน AI (Artificial Intelligence), Green Energy (พลังงานสะอาด) หรือฟินเทค ก็นับว่าเป็นสิ่งที่อยู่ใน Megatrend ของโลกในขณะนี้

 

แต่อีกหนึ่ง Megatrend ที่คงจะปฏิเสธไปไม่ได้เลยก็คือ โรคอ้วน (Obesity) ที่กำลังเร่งตัวเพิ่มขึ้นในทุกพื้นที่ของโลก จากไลฟ์สไตล์การกินของคนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป เน้นกินอาหารและน้ำที่มีน้ำตาลและพลังงานสูง ความสะดวกสบายจากแอปพลิเคชันสั่งอาหารแบบ GrabFood หรือ LINE MAN เป็นต้น

 

ซึ่งในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปรู้จักกับ 2 บริษัทยาลดน้ำหนักชั้นนำของโลกอย่าง Novo Nordisk และ Eli Lilly ที่จะได้ประโยชน์จากกระแสโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกอยู่ในขณะนี้

 

 

ภาพ: PeopleImages.com – Yuri A / Shutterstock 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

อ้างอิง:

The post เทียบฟอร์ม 2 ผู้ผลิตยาชั้นนำของโลก Novo Nordisk vs. Eli Lilly appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิกฤต โรคอ้วน ภัยคุกคามต่อสุขภาพคนทั่วโลก | KEY MESSAGES #164 https://thestandard.co/obesity-and-overweight-crisis/ Tue, 05 Nov 2024 04:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1004423

ความอ้วนถูกนิยามให้เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องได้รับการรักษ […]

The post ชมคลิป: วิกฤต โรคอ้วน ภัยคุกคามต่อสุขภาพคนทั่วโลก | KEY MESSAGES #164 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความอ้วนถูกนิยามให้เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องได้รับการรักษา และวันนี้ประชากรโลกมากกว่า 1 ใน 8 เป็นโรคอ้วน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะอยู่ซีกโลกไหน โรคอ้วนได้กลายเป็นวิกฤตสุขภาพที่ลุกลามเกินคาดคิด

 

โรคอ้วน คืออะไร วิกฤตนี้เลวร้ายแค่ไหน และมีวิธีใดบ้างที่จะหยุดยั้งสถานการณ์นี้ ร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน

The post ชมคลิป: วิกฤต โรคอ้วน ภัยคุกคามต่อสุขภาพคนทั่วโลก | KEY MESSAGES #164 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยรายงานเด็กไทยเริ่มอ้วน ติด 1 ใน 3 ของอาเซียนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน อีกทั้งมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มสูง https://thestandard.co/reports-thai-children-are-becoming-obese/ Wed, 20 Sep 2023 07:02:33 +0000 https://thestandard.co/?p=843813 เด็กไทย อ้วน

วันนี้ (20 กันยายน) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบ […]

The post กรมอนามัยรายงานเด็กไทยเริ่มอ้วน ติด 1 ใน 3 ของอาเซียนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน อีกทั้งมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กไทย อ้วน

วันนี้ (20 กันยายน) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า เนื่องในวันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ (National Youth Day) ซึ่งเด็กและเยาวชนไทยเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ ในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญยั่งยืนจำเป็นต้องพัฒนาเด็กให้มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพอนามัย

 

ซึ่งจากรายงานข้อมูลภาวะโภชนาการของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบเด็กอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 13.0 และเด็กอายุ 15-18 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 16.9 ซึ่งเกินกว่าค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่เกินร้อยละ 12.0 และจากข้อมูลในปี 2538-2557 พบว่า เด็กและเยาวชนไทยติด 1 ใน 3 ของอาเซียนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า 

 

อีกทั้ง 1 ใน 2 ของเด็กอายุ 12 ปี ดื่มเครื่องดื่มรสหวานและน้ำอัดลมมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน และ 1 ใน 3 ของเด็กและเยาวชนไทยกินขนมถุงเป็นประจำทุกวันมากกว่า 2 ครั้ง นอกจากนี้ สถานการณ์ในปี 2565 ยังพบว่า เด็กและเยาวชนอายุ 5-17 ปีมีกิจกรรมทางกายเพียงพอลดลง เหลือเพียงร้อยละ 16.1 (เป้าหมายร้อยละ 40) 

 

รวมทั้งมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มสูงขึ้น 15.16 ชั่วโมงต่อวัน (เป้าหมายไม่เกิน 13 ชั่วโมงต่อวัน) ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก และอาจนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

 

นพ.สุวรรณชัย กล่าวต่อว่า การส่งเสริมสุขภาพเด็กไทยให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพควรเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยอาศัยครอบครัวในการสร้างวินัยเชิงบวกด้านสุขภาพ ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของสุขภาพ ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงและเข้าใจข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง และสามารถตัดสินใจดูแลสุขภาพตนเองให้ได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา และจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง มีความพร้อมในการเรียนรู้และส่งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ 

 

กรมอนามัยจึงสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนไทยมีพฤติกรรมด้านสุขภาพที่ดี 4 ด้าน ได้แก่ 

 

  1. ด้านอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ กินครบ 5 หมู่อย่างหลากหลาย ในสัดส่วนปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งเด็กอายุ 6-14 ปีควรได้รับพลังงานเฉลี่ย1,600 กิโลแคลอรี ในแต่ละวันควรกินข้าวหรือแป้งจำนวน 8 ทัพพี, เนื้อสัตว์จำนวน 6 ช้อนกินข้าว, ผักจำนวน 12 ช้อนกินข้าว, นม 2 แก้ว และให้มีผลไม้ 6-8 ชิ้นพอดีคำทุกมื้อ 

 

  1. ลดหวาน มัน เค็ม หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น รวมทั้งเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน อาหารแช่แข็งพร้อมทาน ควบคุมการซื้อขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มรสหวานจัด น้ำอัดลม ชานมไข่มุก และจัดเตรียมนมรสจืดและผลไม้ที่เด็กๆ ชอบไว้ในตู้เย็นแทน และให้ดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้วต่อวัน

 

  1. ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนอายุ 6-17 ปีมีกิจกรรมทางกาย โดยส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มากขึ้น มีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลางถึงหนัก หรือจนรู้สึกเหนื่อย เฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 60 นาที ทุกวัน สะสมต่อเนื่อง10 นาทีขึ้นไป เช่น เต้นแอโรบิก, วิ่ง, ปั่นจักรยาน, กระโดดเชือก, กระโดดตบ, ซิตอัพ, ดันพื้น, แพลงก์, ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือทำงานบ้าน งานสวน เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่สมวัย มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และยังลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคต 

 

การออกกำลังกายจะช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ หัวใจ และปอดให้แข็งแรง รวมไปถึงการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรคอ้วนในเด็ก และยังช่วยในเรื่องการเรียนรู้ ความจำ มีสมาธิดีขึ้น มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จิตใจแจ่มใส ช่วยผ่อนคลายความเครียด 

 

  1. ส่งเสริมการนอนหลับให้เพียงพอ ในเด็กและเยาวชนอายุ 6-13 ปี ควรนอนหลับวันละ 9-11 ชั่วโมง และอายุ 14-17 ปี ควรนอนหลับวันละ 8-10 ชั่วโมง จะทำให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สูง สมส่วน

The post กรมอนามัยรายงานเด็กไทยเริ่มอ้วน ติด 1 ใน 3 ของอาเซียนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน อีกทั้งมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลองทรีตเมนต์แก้อาการนอนไม่หลับ-นอนกรน พร้อมกดจุดสุดฟินที่ Sleep Labb (SLL Clinic) https://thestandard.co/life/sleep-labb-sll-clinic/ Tue, 04 Jul 2023 08:04:35 +0000 https://thestandard.co/?p=812055 Sleep Labb (SLL Clinic)

เราต่างรู้ดีว่าการนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด ประหนึ่งไ […]

The post ลองทรีตเมนต์แก้อาการนอนไม่หลับ-นอนกรน พร้อมกดจุดสุดฟินที่ Sleep Labb (SLL Clinic) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sleep Labb (SLL Clinic)

เราต่างรู้ดีว่าการนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด ประหนึ่งได้ชาร์จพลังแห่งชีวิตหลังจากที่ออกไปผจญกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมาในแต่ละวัน ทว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เผชิญกับภาวะการนอนไม่หลับ หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน โดยสาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม, โรคต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ, ช่วงวัย, รูปแบบการใช้ชีวิต, การใช้ยาบางชนิด, สภาพแวดล้อมในขณะนอน หรือความเครียดวิตกกังวลกับสารพันเรื่องที่ถาโถมเข้ามาช่วงกลางคืน ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอแรกๆ อาจจะส่งผลให้รู้สึกไม่สดชื่น, หม่นหมอง, เหนื่อยเพลีย, สมองตื้อ, คิดอะไรไม่ออก และไม่มีสมาธิ แต่หากสะสมนานวันเข้าอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน หรือโรคซึมเศร้า 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

ส่วนเรื่องอาการนอนกรนมักเป็นสิ่งที่เราต่างมองข้าม… ‘เพราะเราไม่รู้ว่าเรานอนกรนหรือเปล่า’ นอกเสียว่าใครที่ได้มานอนด้วยอาจจะประสบปัญหากับตัวจนต้องทัก การนอนกรนอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าต้องกังวลมากนัก แต่ความจริงแล้วมันสามารถส่งผลเสียและอาจอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เกิดการนอนกรนนั้นเกิดจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ ทำให้ลมหายใจไม่สามารถผ่านไปยังหลอดลมและปอดได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เมื่อช่องลมถูกปิดกั้นจนเล็กลงก็จะส่งผลให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น นอกจากนี้ การนอนกรนยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคุณภาพการนอนที่ไม่ดี และได้ของแถมเป็นผลเสียตามที่กล่าวไว้ข้างต้น 

 

ในกรณีที่เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับก็ยังสามารถส่งผลให้เกิดโรคทางสมองและหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด และโรคของหลอดเลือดสมอง และในกรณีผู้ชายอาจมีส่วนทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย

 

การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบองค์รวมถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นได้ แต่หากใครที่กำลังมองหาทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัย แถมยังได้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจราวกับทำสปาไปเบาๆ เราอยากพาไปทำความรู้จักกับทรีตเมนต์ ‘SleepMore, SnoreLess’ ที่ Sleep Labb (SLL Clinic)

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

What Is It?

Sleep Labb หรือ SLL Clinic คือคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการให้บริการและการรักษาด้านการนอนหลับอย่างครบวงจร โดยมี Sleep Technician ตรวจวัดคุณภาพการนอนและความเสี่ยงในการนอนหลับ อีกทั้งมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะเป็น Consult อย่างละเอียดเพื่อวางแผนรักษา ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำการใช้สารสกัด CBD ที่ผ่านการวิจัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ การทำทรีตเมนต์ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอน ซึ่งตัวทรีตเมนต์จะเป็นการรักษาด้วยเครื่องมือทันสมัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสำหรับใช้ทางการแพทย์โดยเฉพาะ 

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

 

ภายในคลินิกมีโซนต้อนรับกว้างขวาง ตกแต่งอย่างสบายตา และด้วยสถานที่ตั้งชั้น 30 ของโรงแรม Grand Center Point Ploenchit ทำให้มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีห้องให้คำปรึกษา ห้องตรวจ และห้องทรีตเมนต์แบบเดี่ยว-คู่ แยกอย่างเป็นสัดส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัว 

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

 

ในส่วนของทรีตเมนต์ที่เราเลือกรับบริการคือ SleepMore, SnoreLess (6,500 บาท / 75 นาที) ซึ่งจุดประสงค์ตรงตามชื่อทุกประการคือ เพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับและลดอาการนอนกรน โดยจะเป็นการรักษาด้วยเครื่อง Radio Frequency (RF) พร้อมบริการกดจุดสัญญาณเพื่อความผ่อนคลาย 

 

Experience

ห้องที่เราเข้ารับบริการมีความกว้างขวางและเป็นส่วนตัวมาก มีห้องน้ำส่วนตัวที่มีห้องอาบน้ำในตัว มีโต๊ะเครื่องแป้ง ที่เก็บสัมภาระต่างๆ ครบครัน มีพื้นที่ให้นั่งจิบน้ำจิบชา ซึ่งที่นี่ก็จะเสิร์ฟชาคาโมไมล์ ชาผสมใบกัญที่ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย แก้อักเสบในร่างกาย และช่วยทำให้หลับสบายขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะมีฤทธิ์ทำให้มึนเมา เพราะสัดส่วนของใบกัญชาที่ทางคลินิกใช้อยู่ที่ 20% และปริมาณสาร THC (สารที่ส่งผลต่อระบบประสาท) ไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะทำให้เมาได้ รวมถึงความเข้มข้นที่ชงจะอยู่ในระดับที่พอดี

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลังจากที่เปลี่ยนเป็นชุดคลุมก็ขึ้นเตียงเตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรม ซึ่งตัวโปรแกรมจะถูกแบ่งเป็น 2 ทรีตเมนต์ เริ่มจาก ‘SleepMore’ ซึ่งหน้าที่ของเราคือการนอนคว่ำ ติดแผ่นสื่อที่หน้าท้อง แล้วปล่อยกายปล่อยใจให้พักผ่อนอย่างสงบตลอด 45 นาที 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

เริ่มแรกแพทย์จะลงน้ำมัน CBD นวดทั่วบริเวณแผ่นหลัง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความหอมอ่อนๆ ของน้ำมันที่ชวนปรับมู้ดให้ผ่อนคลายขึ้นในทันที

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

จากนั้นเป็นการลงครีมแล้วใช้เครื่อง RF นวด ซึ่งแพทย์จะคอยสอบถามอยู่เรื่อยๆ ว่าอุณหภูมิพอดีหรือไม่ เพราะการที่จะทำให้ทรีตเมนต์มีประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องอาศัยอุณหภูมิของเครื่องที่อุ่นในระดับหนึ่ง 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลักการทำงานของเครื่อง RF คือการส่งพลังงานความถี่ความถี่ที่ 448 kHz ลงไปใต้ชั้นผิว ซึ่งสามารถลงลึกไปถึงชั้นกระดูกและสะท้อนคลื่นออกมาที่ชั้นผิวหนัง โดยให้ประโยชน์หลายส่วนในคราวเดียว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของชั้นกล้ามเนื้อที่จะช่วยลดความเครียดของเซลล์ ทำให้เซลล์คลายตัว ลดความตึงของกล้ามเนื้อ ส่วนของชั้นผิวหนังเองก็จะช่วยในเรื่องการสร้างคอลลาเจนด้วยการเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวหนัง ช่วยให้รู้สึกชุ่มชื้น กระจ่างใส สามารถช่วยชะลอวัยได้ ในส่วนของชั้นหลอดเลือดก็จะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้น ลดสารก่อความเครียดตามผนังหลอดเลือดหรือไขมันที่เกาะหลอดเลือด เมื่อเลือดจับกับออกซิเจนได้ดีขึ้นก็จะส่งผลให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายและเซลล์สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่เพียงพอ ส่งผลให้นอนหลับผ่อนคลายยิ่งขึ้นในท้ายที่สุด 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลังจากเสร็จสิ้นการนวด RF ก็จะเป็นการกดจุดด้วยมือ ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่เราประทับใจที่สุด เรียกได้ว่า ‘โดนทุกจุด’ ใครที่มีไลฟ์สไตล์นั่งโต๊ะตาติดจอตลอดจนเกิดเป็นภาวะโรคฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรม จะต้องถูกใจสิ่งนี้แน่นอน บริเวณที่กดจุดนั้นมีตั้งแต่ส่วนหลัง บ่า ไหล่ และคอ ซึ่งให้ความผ่อนคลายสบายจนไม่อยากให้ Session นี้จบ 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลังจากที่ครบ 45 นาทีแล้ว ก็จะเป็นในส่วนของ ‘SnoreLess’ ต่อ โดยทรีตเมนต์นี้จะเป็นการนอนหงายแทน เพราะจะเน้นการรักษาบริเวณลำคอ เช่นเดิมเราจะต้องติดแผ่นสื่อซึ่งครั้งนี้เป็นการติดที่ส่วนหลัง แพทย์จะลงน้ำมัน CBD ตามด้วยครีม แล้วรักษาด้วยเครื่อง RF เช่นเดิม โดยจะมีด้วยกันสองหัวซึ่งจะต่างกันในเรื่องระดับความลึกของพลังงาน ทั้งในส่วนลึกถึงมวลกระดูกและระดับตื้น โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมตามแต่ละเคสว่าเหมาะที่จะใช้หัวไหนก่อน หรืออาจเลือกใช้แค่หัวใดหัวหนึ่งในการรักษา

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

“เคสส่วนใหญ่ที่มีอาการกรนเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหลังโพรงจมูก กล้ามเนื้อเพดานอ่อนและลิ้นไก่ที่หย่อนปิดทางเดินหายใจ เวลาหายใจเข้ามันก็จะกระพือหรือสั่น เกิดเป็นเสียงกรน คลื่นตัวนี้ก็จะช่วยส่งพลังงานลึกถึงเนื้อเยื่อตรงส่วนนั้นได้ ส่วนในคนที่มีภาวะอ้วน มีไขมันพอกบริเวณคอเยอะ ซึ่งทำให้เกิดการนอนกรน เครื่องนี้ก็สามารถช่วยลดไขมันในช่องคอได้เช่นกัน” แพทย์เสริม

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

นอกจากประโยชน์ในเรื่องการนอนกรนแล้ว สาวๆ หรือใครที่กังวลเรื่องกรอบหน้าหย่อนคล้อยหรือเหนียงไม่กระชับคงต้องยิ้มออก เพราะเครื่อง RF นี้ยังมีส่วนช่วยให้ผิวกระชับไปในตัว หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนตัวเครื่องแล้ว ก็จะตามมาด้วยการกดจุดด้วยน้ำมัน CBD อีกครั้ง ซึ่งยังคงโดนทุกจุดและให้ความผ่อนคลายขั้นสุดเช่นเคย

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

Result

หลังทำทันทีรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตึงน้อยลง เบาสบายตัวขึ้น ตัวน้ำมัน CBD ของที่นี่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ส่วนผลลัพธ์ในเรื่องของการนอนหลับหรือกรนนั้นจะต้องอาศัยการรักษาต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน

 

Good For

Sleep Labb (SLL Clinic) คือจุดหมายของคนที่มีปัญหาการนอนหลับโดยแท้ ด้วยบริการทรีตเมนต์ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายตามความต้องการ มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอย่างละเอียด เครื่องมือที่ใช้ล้วนได้มาตรฐาน ตัวคลินิกเองก็มีความสะอาด และยิ่งถ้าใครมองหาสถานที่ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง ต้องลองแวะมาใช้บริการที่นี่เลย

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

Sleep Labb (SLL Clinic) 

Open: เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. 

Address: 30th Floor, Grande Centre Point Ploenchit

Budget: 6,500 บาท ต่อ 75 นาที 

Tel: 02 651 5227 

Facebook: SLL Clinic – Sleep Labb

 

ภาพ: ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

อ้างอิง: 

The post ลองทรีตเมนต์แก้อาการนอนไม่หลับ-นอนกรน พร้อมกดจุดสุดฟินที่ Sleep Labb (SLL Clinic) appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยเผย เด็กไทยอ้วน 1 ใน 3 ของอาเซียน ส่วนใหญ่ซื้ออาหารตามชอบ ไม่มองหลักโภชนาการ https://thestandard.co/moph-thai-kids-obesity-stats/ Sun, 12 Mar 2023 03:50:41 +0000 https://thestandard.co/?p=761677

วันนี้ (12 มีนาคม) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูล […]

The post กรมอนามัยเผย เด็กไทยอ้วน 1 ใน 3 ของอาเซียน ส่วนใหญ่ซื้ออาหารตามชอบ ไม่มองหลักโภชนาการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 มีนาคม) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลพบเด็กไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ติด 1 ใน 3 ของอาเซียน ซึ่งสหพันธ์โรคอ้วน (World Obesity Federation) คาดการณ์ภายในปี 2573 ประชากรอายุต่ำกว่า 20 ปีจะมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนสูงขึ้นอีกเกือบร้อยละ 50 

 

ข้อมูลของกรมอนามัยจากการเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนในเด็กของกระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 พบว่า 

 

  • เด็กอายุ 0-5 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 9.13 
  • เด็กวัยเรียน 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 13.4 
  • เด็กวัยรุ่น 15-18 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 13.2 

 

จากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (อาหารและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง) ในเด็ก พบว่าเด็กประมาณ 1 ใน 3 คน ดื่มนมรสหวานทุกวัน กินขนมกรุบกรอบทุกวัน และดื่มน้ำอัดลมทุกวัน, เด็กประมาณ 1 ใน 5 คนดื่มน้ำหวาน น้ำผลไม้ทุกวัน รวมทั้งเด็กยังมีภาวะในการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารน้อย เด็กส่วนใหญ่ยังซื้ออาหารตามความชอบ มีเพียงส่วนน้อยที่คำนึงถึงคุณค่าทางอาหาร ซึ่งสาเหตุภาวะอ้วนส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง 

 

โดยกรมอนามัยแนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และโรงเรียน คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด ควรสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเด็กในการเลือกซื้ออาหาร และส่งเสริมโภชนาการที่ดี จากการเลือกอาหารที่ดี มีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ ลดการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารมีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง ลดขนมหวาน และเสริมอาหารที่ถูกหลักโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ กินอาหารกลุ่มข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีให้กับเด็ก เน้นผักและผลไม้ 

 

นอกจากนี้ปริมาณอาหารที่เด็กได้รับในแต่ละมื้อควรเป็นปริมาณที่เหมาะสมกับอายุ ให้ได้รับสารอาหารที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป รวมทั้งควรให้เด็กออกกำลังกายง่ายๆ เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน กระโดดตบ กระโดดเชือก ซิตอัพ ดันพื้น ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ อย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน (สะสมต่อเนื่อง 10 นาทีขึ้นไป) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ให้เด็กได้พัฒนาร่างกาย กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อต่างๆ และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก 

 

ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย โดยให้อยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขณะออกกำลังกาย หรือพ่อแม่ควรเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายร่วมกัน ที่สำคัญควรให้เด็กนอนหลับสนิทเพียงพอ เพื่อช่วยพัฒนาสมรรถภาพของหัวใจ สมอง การเจริญเติบโต ให้สมวัย สูงสมส่วน และแข็งแรงอีกด้วย

The post กรมอนามัยเผย เด็กไทยอ้วน 1 ใน 3 ของอาเซียน ส่วนใหญ่ซื้ออาหารตามชอบ ไม่มองหลักโภชนาการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะพฤติกรรมอยู่เพื่อกินในวันอ้วนโลก เมื่อโรคอ้วนพุ่งทะลุ 800 ล้านคน I Good Question https://thestandard.co/good-question-world-obesity-day/ Fri, 04 Mar 2022 08:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=601736 วันอ้วนโลก

รายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ทั้งโลกของเรามีคนที่เป […]

The post ชมคลิป: เจาะพฤติกรรมอยู่เพื่อกินในวันอ้วนโลก เมื่อโรคอ้วนพุ่งทะลุ 800 ล้านคน I Good Question appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันอ้วนโลก

รายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ทั้งโลกของเรามีคนที่เป็นโรคอ้วนมากถึง 800 ล้านคน จนต้องมีวันอ้วนโลก (World Obesity Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคม ของทุกปี เพื่อสร้างความตระหนักรู้และหยุดการเพิ่มขึ้นของวิกฤตโรคอ้วนให้ได้ภายในปี 2025

 

แม้ว่าความอ้วนจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าความซับซ้อนของสมองและระบบหิวอิ่มของร่างกายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเอาชนะโรคอ้วนได้ยาก

The post ชมคลิป: เจาะพฤติกรรมอยู่เพื่อกินในวันอ้วนโลก เมื่อโรคอ้วนพุ่งทะลุ 800 ล้านคน I Good Question appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยย้ำ ขนมไหว้พระจันทร์ ‘แป้ง-น้ำตาล’ สูง กินมากเสี่ยงอ้วน พบ 1 ชิ้น ให้พลังงานมากกว่ากะเพราไก่ไข่ดาว https://thestandard.co/anamai-warn-mooncakes-risk-of-obesity/ Tue, 21 Sep 2021 03:35:48 +0000 https://thestandard.co/?p=538737 mooncakes

วันนี้ (21 กันยายน) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบ […]

The post กรมอนามัยย้ำ ขนมไหว้พระจันทร์ ‘แป้ง-น้ำตาล’ สูง กินมากเสี่ยงอ้วน พบ 1 ชิ้น ให้พลังงานมากกว่ากะเพราไก่ไข่ดาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
mooncakes

วันนี้ (21 กันยายน) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลของชาวจีนสำหรับระลึกถึงเทพธิดาแห่งพระจันทร์ โดยสิ่งที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลนี้คือ ‘ขนมไหว้พระจันทร์’ ที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ แต่ขนมไหว้พระจันทร์มักมีแป้งและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งยังมีน้ำมัน น้ำเชื่อม และเมื่อมาผสมกับไส้ต่างๆ ที่มีรสชาติหวาน จึงทำให้เป็นขนมที่ให้พลังงานสูงมาก โดยปกติขนมไหว้พระจันทร์ขนาด 1 ชิ้น มีน้ำหนัก 166 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 614-772 กิโลแคลอรี ซึ่งสูงกว่าอาหารมื้อหลัก เช่น ข้าวผัดหมู ผัดไทยกุ้งสด ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาว หรือเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว 1 จาน แม้จะตัดแบ่งออกเป็นส่วนๆ ได้ 6 ชิ้นเล็กๆ ก็ยังให้พลังงานถึง 96-120 กิโลแคลอรี

 

จากข้อมูลแสดงคุณค่าทางโภชนาการของขนมไหว้พระจันทร์ไส้ต่างๆ ในปริมาณ 100 กรัม พบว่าแต่ละไส้ให้พลังงานแตกต่างกัน หากเป็นไส้พุทราให้พลังงาน 338 กิโลแคลอรี ไส้ทุเรียนให้พลังงาน 345 กิโลแคลอรี ไส้ทุเรียนและไข่ให้พลังงาน 375 กิโลแคลอรี ไส้เม็ดบัวให้พลังงาน 384 กิโลแคลอรี และไส้เม็ดบัวและไข่ให้พลังงาน 404 กิโลแคลอรี ตามลำดับ 

 

“ทั้งนี้ สำหรับในช่วงเทศกาลดังกล่าว ประชาชนมักนิยมเลือกซื้อขนมไหว้พระจันทร์เป็นของฝากผู้ใหญ่ หรือซื้อมากินกันภายในบ้าน จึงแนะนำให้กินขนมไหว้พระจันทร์อย่างเหมาะสม ไม่ควรกินทีเดียวหมดทั้งชิ้นในวันเดียว และควรเลี่ยงกินขนมหวาน ของหวานประเภทอื่น หรือเครื่องดื่มรสหวานต่างๆ หลังจากกินขนมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากอาจจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานที่มากเกินความต้องการ ซึ่งแป้งและน้ำตาลจากขนมจะเปลี่ยนไปเป็นไขมันส่วนเกินสะสมตามร่างกาย หากขาดการออกกำลังกาย มีผลทำให้น้ำหนักเพิ่ม อ้วนลงพุง และทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมา และสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ ก่อนกินขนมไหว้พระจันทร์ทุกครั้ง ต้องดูวันผลิตหรือวันหมดอายุ รวมทั้งสังเกตกลิ่นและสีของขนมว่าผิดปกติหรือไม่ หากพบว่ามีกลิ่นและสีที่เปลี่ยนไป ควรงดบริโภคทันทีเพื่อความปลอดภัย” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

The post กรมอนามัยย้ำ ขนมไหว้พระจันทร์ ‘แป้ง-น้ำตาล’ สูง กินมากเสี่ยงอ้วน พบ 1 ชิ้น ให้พลังงานมากกว่ากะเพราไก่ไข่ดาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binge Eating Disorder: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปาก แต่เป็นความลำบากของใจ https://thestandard.co/binge-eating-disorder/ Sat, 03 Jul 2021 08:01:23 +0000 https://thestandard.co/?p=508033 Binge Eating Disorder

ช่วงนี้โรค Binge Eating Disorder (BED, โรคกินมากเกินไป […]

The post Binge Eating Disorder: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปาก แต่เป็นความลำบากของใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Binge Eating Disorder

ช่วงนี้โรค Binge Eating Disorder (BED, โรคกินมากเกินไป หรือที่หลายคนเรียกว่า โรคกินไม่หยุด) กำลังเป็นที่พูดถึงในสื่อและสังคม จากการที่ ไอซ์-ศรัณยู วินัยพานิช ออกมาเปิดเผยประสบการณ์ของเขากับโรคนี้ ทำให้ผู้คนหันมาสนใจ และเราก็คิดว่าเป็นจังหวะที่ดีที่คนจะทำความรู้จักโรคนี้กัน

 

ไม่หิวก็กิน อิ่มแล้วก็กิน

Binge Eating Disorder เป็นโรคทางสุขภาพจิตอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกิน ที่พึ่งถูกบรรจุเป็นโรคใหม่ในคู่มือการวินิจฉัยโรคทางสุขภาพจิต ฉบับที่ 5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition หรือ DSM-5) ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดที่พึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2013 จึงไม่แปลกนักที่หลายคนอาจพึ่งได้ยินคำนี้ ในขณะที่เราอาจคุ้นหูกับโรคอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันอย่าง Anorexia Nervosa และ Bulimia Nervosa มากกว่า เพราะเคยมีข่าวเกี่ยวกับคนดังที่เป็นโรคเหล่านี้มาก่อน ทั้งยังมีตัวเลขจากการวิจัยพบว่า ประชากรมากกว่าร้อยละ 9 ของโลกประสบกับโรคทางสุขภาพจิตที่เกี่ยวกับการกิน

 

แล้วมันต่างกันอย่างไร?

Anorexia Nervosa (AN) มักเชื่อมโยงกับการกินน้อยแบบสุดโต่ง จนมักมีร่างกายซูบผอม และกลัวว่าการกินจะทำให้น้ำหนักขึ้น กลัวอ้วน (แม้ว่าความเป็นจริงจะผอมมากแล้วก็ตาม) ซึ่งมักมีความเกี่ยวข้องกับความกังวลเรื่องรูปร่างของตนเอง ในขณะที่ Bulimia Nervosa (BN) จะเป็นการรวมกันของการกินมากผิดปกติ ไม่สามารถควบคุมตัวเองระหว่างการกินได้ กับพฤติกรรมชดเชยการกินมากเกินไปนั้นในภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นการล้วงคอ ใช้ยาถ่าย ออกกำลังกายแบบหักโหม อดอาหาร หรือใช้วิธีการอื่นเพื่อไม่ให้น้ำหนักขึ้น

 

ส่วนเจ้า Binge Eating Disorder นี้จะมีลักษณะคล้าย BN ในส่วนของการกินมากผิดปกติ หยุดตัวเองในระหว่างการกินไม่ได้ แต่จะต่างกันตรงที่ไม่ได้มีพฤติกรรมชดเชยแบบผิดๆ อย่าง BN 

 

กินเยอะเฉยๆ หรือว่าเป็นโรคแล้วนะ
หลายคนอาจคุ้นเคยกับการกินเยอะขึ้นเมื่อมีความเครียด กินเยอะผิดปกติในช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือในการสังสรรค์ตามโอกาสต่างๆ และมีคำถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเข้าข่ายเป็นโรคแล้ว

 

DSM-5 ระบุเกณฑ์การวินิจฉัยโรค BED ไว้ว่า

  • มีพฤติกรรม ‘การกินไม่หยุด’ เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยให้ความหมายการกินไม่หยุดนี้ว่า เป็นการกินในปริมาณที่มากกว่าที่คนทั่วไปจะกินในช่วงระยะเวลาที่กิน และมีความรู้สึกควบคุมตัวเองในระหว่างการกินไม่ได้
  • โดยการกินนั้นมีลักษณะอย่างน้อย 3 อย่างในเกณฑ์ต่อไปนี้ 1. กินเร็วมากๆ  2. กินอิ่มเกินปกติจนอึดอัด 3. กินทั้งๆ ที่ไม่หิว 4. กินคนเดียวเพราะรู้สึกอายถ้าคนอื่นมาเห็นปริมาณอาหารที่กิน 5. รู้สึกแย่ รังเกียจตัวเอง หรือรู้สึกผิดหลังจากการกิน
  • มีความทุกข์ใจเกี่ยวกับอาการกินไม่หยุดที่เห็นได้ชัด
  • พฤติกรรมการกินดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน 3 เดือนขึ้นไป
  • อาการดังกล่าวไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโรค BN

 

 

โดยความหนักของโรคจะขึ้นอยู่กับความถี่ของการเกิดอาการกินไม่หยุดใน 1 สัปดาห์ ไล่ตั้งแต่แบบเบาๆ คือไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ไปจนถึงขั้นสุดคือมากกว่า 14 ครั้งต่อสัปดาห์

 

สัญญาณอันตรายที่อาจบ่งบอกการเริ่มขึ้นของโรคนี้มีตั้งแต่

  • พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป 
  • ความรู้สึกควบคุมการกินไม่ได้ 
  • มีการซ่อนหรือกักตุนของกิน 
  • อายไม่กล้ากินอาหารกับคนอื่น 
  • โกหกเรื่องพฤติกรรมการกินของตนเอง 
  • หรือรู้สึกผิดอย่างมากกับการกินของตนเอง 

 

หากเริ่มมีพฤติกรรมหรือความรู้สึกแบบนี้ก็อย่านิ่งเฉย ลองมองหาตัวช่วย เช่น จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อช่วยให้เราจัดการเรื่องนี้ได้ก่อนที่จะเกิดอันตรายกับร่างกายของตัวเอง

 

หากพบว่ามีอาการควรทำอย่างไร

Binge Eating Disorder อาจฟังดูไม่น่ากลัวเท่าโรคทางสุขภาพจิตอื่นๆ แต่จริงๆ แล้วความน่ากลัวของโรคนี้ก็ไม่แพ้โรคอื่นเช่นกัน เพราะพฤติกรรมการกินที่เกิดขึ้นนี้มักเชื่อมโยงกับความรู้สึกเครียด กดดัน หรือความวิตกกังวลในหลากหลายเรื่อง และพอยิ่งกินก็ยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกผิด เครียด วิตกกังวล ซ้ำไปจนสุดท้ายอาจนำมาซึ่งโรคทางสุขภาพจิตอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ และอาจมีผลต่อสุขภาพทางกายอย่างการเป็นโรคอ้วนร่วมด้วย

 

การรักษาโรคเกี่ยวกับการกินไม่มีวิธีใดที่ใช้ได้ผลกับทุกคน หากสงสัยหรือพบว่าตัวเองมีแนวโน้มเป็นโรคนี้ การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการยอมรับและหาตัวช่วยจากผู้เชี่ยวชาญ (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) เพราะแต่ละคนมีสาเหตุการเป็น และความหนักเบาของโรคที่ต่างกัน บางคนอาจต้องใช้ยาร่วมด้วย หรือบางคนอาจต้องการเพียงการบำบัดเท่านั้น ซึ่งการบำบัดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนก็ต่างกัน

 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้มักใช้เวลา และต้องอาศัยความต่อเนื่องในการบำบัด ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความมุ่งมั่น ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจและให้การรักษาเหมาะสม และที่สำคัญคือกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้างที่ใกล้ชิด อีกหนึ่งสิ่งที่ทั้งคุณไอซ์และเราอยากย้ำก็คือ พวกคุณไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีคนอีกหลายคนที่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์คล้ายๆ กัน และกำลังต่อสู้เช่นเดียวกับคุณ

 

หยุดเป็นสาเหตุของโรคเหล่านี้ (และอย่าทำให้มันแย่ลง)

ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องโรคที่เกี่ยวกับการกิน ประเด็นที่มักมาคู่กันคือบรรทัดฐานด้านรูปร่างที่มีอยู่ในสังคม

 

มีหลายงานวิจัยที่พบว่าโรคทางสุขภาพจิตที่เกี่ยวกับการกินเหล่านี้ มีศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงสังคม และจิตใจอันเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันทางสังคมที่จำกัดความรูปร่างที่ผอมเข้ากับความงาม การล้อเลียนหรือแปะป้ายใส่กันเรื่องน้ำหนักตัว หรือว่าลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ที่อาจนำมาซึ่งการที่บุคคลให้คุณค่ากับรูปลักษณ์ น้ำหนัก และการกินมากจนสร้างความรู้สึกด้านลบเกี่ยวกับตนเองผ่านการเปรียบเทียบทางสังคม รู้สึกว่าตนเองด้อยค่า มีตำหนิ และน่าอับอาย จนนำไปสู่พฤติกรรมผิดปกติเกี่ยวกับการกินได้ในที่สุด

 

มาถึงตรงนี้ หากใครมีคนใกล้ตัวที่กำลังเผชิญโรคที่เกี่ยวกับการกินอยู่ เราเชื่อว่าคงไม่ต้องบอกแล้วว่า “ก็หยุดกินสิ” หรือว่า “ก็กินน้อยๆ หน่อย” หรืออะไรประมาณนี้ไม่ช่วยคนใกล้ชิดของคุณ แถมยังเป็นการบอกกลายๆ ว่าเรื่องที่เขากำลังเผชิญนั้นมันช่างเล็กน้อย แก้ไขได้ง่ายๆ ซึ่งจะยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่ลงไปอีก สิ่งที่พวกเขาต้องการ นอกจากการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญก็คือกำลังใจจากคนรอบตัวนี่แหละ

 

ราต่างได้เรียนรู้จากเรื่องนี้แล้วว่า มุมมองของสังคมและคนรอบข้างสามารถส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนคนหนึ่งได้มากแค่ไหน ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเริ่มผลิบาน เราอยากชวนทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ วิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์กันน้อยลง ทักทายด้วยคำถามให้มากขึ้น เปิดใจยอมรับความแตกต่างและความสวยงามที่ไม่ยึดติดอยู่กับบรรทัดฐานรูปร่างในสื่อให้มากขึ้น หันมามองกันและกันมากว่ารูปลักษณ์ภายนอก และให้ความสำคัญกับความคิด จิตใจ และความเป็นคนของกันให้มากขึ้น

 

อย่าเข้าใจไปเองว่าเรื่องเล็กน้อยจะไม่สร้างบาดแผลให้ใคร และอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโรคเกี่ยวกับการกินมีอยู่จริง 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post Binge Eating Disorder: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปาก แต่เป็นความลำบากของใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยพบผู้ป่วยโควิด-19 ‘อ้วน-หนักเกินกว่าเกณฑ์’ เสี่ยงอาการรุนแรงยิ่งขึ้น https://thestandard.co/research-reveal-obesity-covid-19-patients-have-more-serious-symptoms-risk/ Fri, 16 Apr 2021 08:04:05 +0000 https://thestandard.co/?p=476404 ผลวิจัยพบผู้ป่วยโควิด-19 ‘อ้วน-หนักเกินกว่าเกณฑ์’ เสี่ยงอาการรุนแรงยิ่งขึ้น

วันนี้ (16 เมษายน) การศึกษาระหว่างประเทศ นำโดยออสเตรเลี […]

The post ผลวิจัยพบผู้ป่วยโควิด-19 ‘อ้วน-หนักเกินกว่าเกณฑ์’ เสี่ยงอาการรุนแรงยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยพบผู้ป่วยโควิด-19 ‘อ้วน-หนักเกินกว่าเกณฑ์’ เสี่ยงอาการรุนแรงยิ่งขึ้น

วันนี้ (16 เมษายน) การศึกษาระหว่างประเทศ นำโดยออสเตรเลีย พบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์หรือภาวะโรคอ้วน มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรงมากกว่า

การวิจัยเมื่อไม่นานนี้ นำโดยสถาบันวิจัยเด็กเมอร์ด็อก (MCRI) และมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Diabetes Care พบว่า ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์หรือภาวะโรคอ้วน ยังมีแนวโน้มต้องการออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจผ่านทางท่อเจาะคอมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์

การศึกษาดังกล่าวใช้ข้อมูลจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 วัยผู้ใหญ่จำนวน 7,244 รายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 18 แห่ง ใน 11 ประเทศ โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์ร้อยละ 34.8 และผู้ป่วยที่มีภาวะโรคอ้วนร้อยละ 30.8

คณะนักวิจัยพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เป็นโรคอ้วน มีแนวโน้มต้องการออกซิเจนมากกว่า และมีแนวโน้มต้องการเครื่องช่วยหายใจผ่านทางท่อเจาะคอมากกว่าถึงร้อยละ 73 ขณะที่ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินมีผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน แต่รุนแรงน้อยกว่า

ดร.เคิร์สตี ชอร์ต ผู้ร่วมนำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวว่า “โรคอ้วนเกี่ยวข้องกับอาการสุขภาพไม่ดีหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ และโรคติดต่อทางเชื้อไวรัสที่รุนแรงกว่า เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก และโรคโควิด-19

“จากการศึกษาขนานใหญ่นี้เราสรุปได้ว่า การมีน้ำหนักตัวที่เกินกว่าเกณฑ์หรือภาวะโรคอ้วนนั้นเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออาการป่วยรุนแรงกว่าในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19” ชอร์ตกล่าว

ด้าน ดร.แดเนียล ลองมอร์ จาก MCRI ระบุว่า การค้นพบนี้ซึ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างโรคอ้วนและอาการป่วยของโรคโควิด-19 ที่สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ยุทธวิธีเพื่อแก้ปัญหาตัวกระตุ้นโรคอ้วนทางเศรษฐกิจและสังคม และมาตรการนโยบายสาธารณะ อาทิ ข้อจำกัดการโฆษณาอาหารขยะ เป็นต้น

พิสูจน์อักษร: ชฎานิสภ์ นุ้ยฉิม

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

The post ผลวิจัยพบผู้ป่วยโควิด-19 ‘อ้วน-หนักเกินกว่าเกณฑ์’ เสี่ยงอาการรุนแรงยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รู้จักภาวะ ‘อ้วนลงพุง’ ที่คนไทยกว่า 20 ล้านคนกำลังเป็นอยู่ https://thestandard.co/video-belly-fat/ Wed, 24 Mar 2021 01:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=467521 ชมคลิป: รู้จักภาวะ ‘อ้วนลงพุง’ ที่คนไทยกว่า 20 ล้านคนกำลังเป็นอยู่

รู้จักภาวะ ‘อ้วนลงพุง’ ที่คนไทยกว่า 20 ล้านคนกำลังเป็นอ […]

The post ชมคลิป: รู้จักภาวะ ‘อ้วนลงพุง’ ที่คนไทยกว่า 20 ล้านคนกำลังเป็นอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รู้จักภาวะ ‘อ้วนลงพุง’ ที่คนไทยกว่า 20 ล้านคนกำลังเป็นอยู่

รู้จักภาวะ ‘อ้วนลงพุง’ ที่คนไทยกว่า 20 ล้านคนกำลังเป็นอยู่

 

ตัดต่อ: อัศวพล ตุลานนท์

The post ชมคลิป: รู้จักภาวะ ‘อ้วนลงพุง’ ที่คนไทยกว่า 20 ล้านคนกำลังเป็นอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 วิธีเอาจริงเรื่อง ‘งดหวาน’ เพื่อรูปร่างและผิวพรรณที่ดีกว่าเดิม https://thestandard.co/10-ways-to-get-serious-about-avoiding-sweetness/ Thu, 03 Dec 2020 08:40:48 +0000 https://thestandard.co/?p=428105 10 วิธีเอาจริงเรื่อง งดหวาน

แม้น้ำตาลที่ช่วยสร้างรสหวานให้อาหารและเครื่องดื่มจะเป็น […]

The post 10 วิธีเอาจริงเรื่อง ‘งดหวาน’ เพื่อรูปร่างและผิวพรรณที่ดีกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 วิธีเอาจริงเรื่อง งดหวาน

แม้น้ำตาลที่ช่วยสร้างรสหวานให้อาหารและเครื่องดื่มจะเป็นของโปรดของใครหลายคน แต่หากตามใจตัวเองในการกินหวานโดยไม่คำนึงผลท่ีจะตามมาในระยะยาว ซึ่งจะพ่วงมาด้วยโรคมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีริ้วรอย กระดูกและฟันไม่แข็งแรง และมีผลทำให้เซื่องซึม จะเห็นชัดเลยว่าการแลกความอร่อยตามใจปากกับโรคสารพัดนั้นไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ดังนั้นเรามาเรียนรู้วิธีงดหวานแบบเอาจริงเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน แถมยังส่งผลดีต่อรูปร่างและผิวพรรณให้ดีกว่าเดิมด้วย แต่กรณีของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน แม้ว่าไม่ควรกินน้ำตาลมากเพื่อควบคุมไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง แต่ควรจะต้องกินน้ำตาลบ้างในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้ต่ำลง 

 

10 วิธีเอาจริงเรื่อง งดหวาน

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post 10 วิธีเอาจริงเรื่อง ‘งดหวาน’ เพื่อรูปร่างและผิวพรรณที่ดีกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษเผยแผนแก้ปัญหา ‘ระเบิดเวลาโรคอ้วน’ ด้วยการแบนโฆษณา ‘อาหารขยะ’ ก่อน 21.00 น. https://thestandard.co/england-announced-fixing-obesity-by-banning-junk-food-commercial-before-9pm/ Mon, 27 Jul 2020 04:57:50 +0000 https://thestandard.co/?p=383657

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหา ‘ระเบิด […]

The post อังกฤษเผยแผนแก้ปัญหา ‘ระเบิดเวลาโรคอ้วน’ ด้วยการแบนโฆษณา ‘อาหารขยะ’ ก่อน 21.00 น. appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหา ‘ระเบิดเวลาโรคอ้วน’ ในวันนี้ (27 กรกฎาคม) โดยเตรียมกำหนดมาตรการห้ามเผยแพร่โฆษณา Junk Food หรืออาหารขยะ ก่อนเวลา 21.00 น. และยุติแคมเปญซื้อ 1 แถม 1 รวมถึงระบุปริมาณแคลอรีในเมนูอาหาร

 

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ที่น้ำหนักลดลง นับตั้งแต่ล้มป่วยด้วยโรคโควิด-19 จนต้องรักษาตัวในห้อง ICU แสดงเจตจำนงที่จะต่อสู้กับปัญหาโรคอ้วน หลังผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกิน มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหรือล้มป่วยรุนแรงจากโรคโควิด-19

 

และในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จอห์นสันระบุว่า ประชากรอังกฤษมีอัตราความอ้วนมากกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยกเว้นมอลตา พร้อมยกให้การรับมือปัญหาโรคอ้วน เป็นภารกิจสำคัญลำดับแรกๆ ของรัฐบาล และประกาศมาตรการขับเคลื่อน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการลดน้ำหนัก และเพิ่มความแข็งแรง กระฉับกระเฉง รวมถึงสนับสนุนประชาชนให้มีไลฟ์สไตล์ที่คำนึงถึงภาวะสุขภาพดีมากขึ้น 

 

“การลดน้ำหนักนั้นยาก แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเล็กน้อย เราทุกคนสามารถรู้สึกแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้นได้ หากเราทุกคนทำมันทีละนิด เราสามารถลดความเสี่ยงทางด้านสุขภาพและปกป้องตัวเองจากโรคโควิด-19 อีกทั้งยังช่วยลดแรงกดดันให้แก่เจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ในระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ได้” จอห์นสันกล่าว

 

ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษระบุว่า ปัจจุบันประชากรผู้ใหญ่ในอังกฤษ กว่า 60% มีภาวะโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ซึ่งวิกฤตแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ปัญหาโรคอ้วนกลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องคำนึงถึง 

 

ซึ่งนอกจากมาตรการกำหนดเวลาเผยแพร่โฆษณา Junk Food ไม่เกิน 21.00 น. และระบุปริมาณแคลอรีในเมนูอาหาร ทางรัฐบาลยังเดินหน้าพิจารณาการแสดงปริมาณแคลอรีในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีการเปิดตัวแคมเปญ ‘สุขภาพที่ดีขึ้น’ ไปพร้อมกับมาตรการรับมือปัญหาโรคอ้วนเหล่านี้ด้วย

 

ขณะที่ NHS จะมีบทบาทมากขึ้นในการบริการด้านควบคุมน้ำหนัก และหน่วยงานสาธารณสุขจะช่วยสนับสนุนนโยบาย เพื่อให้ประชาชนคำนึงถึงภาวะสุขภาพที่ดีและลดน้ำหนักหากจำเป็น โดยใช้เครื่องมือทั้งข้อมูลที่มีหลักฐานสนับสนุนตลอดจนแอปพลิเคชัน สมาร์ทโฟน ในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน

 

“ทุกคนรู้ว่าการลดน้ำหนักนั้นยากแค่ไหน ดังนั้นเราต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อช่วยประชาชนที่ต้องการลดน้ำหนัก และเพื่อช่วยเหลือประชาชน เราจำเป็นต้องลดสิ่งที่มีอิทธิพลรอบด้านที่ไม่จำเป็น เช่น การส่งเสริมการขายและการโฆษณาที่ส่งผลต่อสิ่งที่คุณซื้อและสิ่งที่คุณกิน เมื่อรวมกับแคมเปญเสริมสร้างแรงบันดาลใจและเครื่องมือทางเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้ประชากรในประเทศของเรา ทานอาหารอย่างมีสุขภาพดีและลดน้ำหนักลงได้” แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีสาธารณสุขอังกฤษ กล่าว

 

ภาพ: Shutterstock

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post อังกฤษเผยแผนแก้ปัญหา ‘ระเบิดเวลาโรคอ้วน’ ด้วยการแบนโฆษณา ‘อาหารขยะ’ ก่อน 21.00 น. appeared first on THE STANDARD.

]]>