โรคซึมเศร้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โรคซึมเศร้า/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 14 Feb 2026 07:06:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กรมสุขภาพจิต ชู ‘วาเลนไทน์’ วาระแห่งการดูแลใจ แนะรักตัวเอง-รักให้เป็น เกราะป้องกันซึมเศร้า https://thestandard.co/mental-health-valentine-self-love/ Sat, 14 Feb 2026 07:06:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1178477 ภาพกราฟิกการดูแลสุขภาพจิตในวันวาเลนไทน์ พร้อมคำแนะนำเรื่องรักตัวเอง

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออ […]

The post กรมสุขภาพจิต ชู ‘วาเลนไทน์’ วาระแห่งการดูแลใจ แนะรักตัวเอง-รักให้เป็น เกราะป้องกันซึมเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกการดูแลสุขภาพจิตในวันวาเลนไทน์ พร้อมคำแนะนำเรื่องรักตัวเอง

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเน้นย้ำเนื่องในวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตผ่านมุมมองของความรักในทุกรูปแบบ โดยไม่จำกัดเพียงแค่คู่รัก แต่ครอบคลุมถึงความรักต่อตนเอง ครอบครัว เพื่อน และสังคม ชี้ความสัมพันธ์ที่ดีและปลอดภัยคือกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างพลังใจและลดปัญหาสุขภาพจิต

 

นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ตามหลักวิชาการด้านสุขภาพจิตพบว่า ความสัมพันธ์ที่ดี มีความปลอดภัย และมีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมพลังใจ ลดความเครียด ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว รวมถึงลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ โดยเฉพาะในสภาวะสังคมปัจจุบันที่ประชาชนต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการทำงาน สภาพเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

 

อธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่า ความรักที่เอื้อต่อสุขภาพจิตที่ดีควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ การสื่อสารอย่างเคารพ ให้เกียรติ และยอมรับในความแตกต่าง โดยต้องไม่ก่อให้เกิดการควบคุม บังคับ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้วาระวันแห่งความรักนี้ ทบทวนบทบาทของตนเองในความสัมพันธ์ เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย และเกื้อหนุนต่อใจทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน

 

ด้าน นายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการสร้างความรักที่มีคุณภาพว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงความรู้สึกดี แต่คือการสร้างสภาวะที่เกื้อกูลต่อจิตใจ โดยเน้นย้ำ 2 รูปแบบสำคัญ ได้แก่

 

1. ความรักตนเอง: คือการมีความจริงใจต่อความรู้สึกของตนเอง ยอมรับและเข้าใจอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่กดทับความเจ็บปวด และเห็นคุณค่าในตนเองเพื่อกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ที่เหมาะสม (Boundaries)

 

2. ความรักต่อผู้อื่น: ควรพัฒนาความสัมพันธ์บนพื้นฐานของการเปิดใจ ไม่ใช้ถ้อยคำลดทอนคุณค่า และต้องเคารพในพื้นที่ส่วนตัวและการตัดสินใจของอีกฝ่าย เพื่อให้ความสัมพันธ์เติบโตได้อย่างสมดุล

 

นอกจากนี้ นายแพทย์จุมภฏ ยังเตือนให้ประชาชนมีสติรู้เท่าทันความสัมพันธ์ โดยหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) เช่น การถูกควบคุม ข่มขู่ หรือการถูกทำร้ายความรู้สึกซ้ำๆ จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง เพราะการรักตัวเองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการไม่ยอมให้ความรักนั้นกลับมาทำร้ายใจเรา

 

ทั้งนี้ หากประชาชนรู้สึกว่าความเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตพร้อมให้การดูแลและช่วยเหลือ โดยสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.สุขภาพจิต.com

The post กรมสุขภาพจิต ชู ‘วาเลนไทน์’ วาระแห่งการดูแลใจ แนะรักตัวเอง-รักให้เป็น เกราะป้องกันซึมเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เผยผลตรวจสุขภาพ พบคนเมือง ‘ไขมันในเลือดสูง-ความดันโลหิตสูง’ ทะลุแสน ชี้วัยรุ่นเสี่ยงซึมเศร้าสูงสุด https://thestandard.co/bangkok-high-pressure-cholesterol-youth-depression/ Thu, 04 Dec 2025 05:35:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1151278 กทม. เผย ผลตรวจสุขภาพ พบ คนเมือง ไขมันในเลือดสูง-ความดันโลหิตสูง ทะลุ แสน ชี้ วัยรุ่น เสี่ยง ซึมเศร้า สูงสุด

วันนี้ (4 ธันวาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post กทม. เผยผลตรวจสุขภาพ พบคนเมือง ‘ไขมันในเลือดสูง-ความดันโลหิตสูง’ ทะลุแสน ชี้วัยรุ่นเสี่ยงซึมเศร้าสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. เผย ผลตรวจสุขภาพ พบ คนเมือง ไขมันในเลือดสูง-ความดันโลหิตสูง ทะลุ แสน ชี้ วัยรุ่น เสี่ยง ซึมเศร้า สูงสุด

วันนี้ (4 ธันวาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 12/2568 โดยมี ณรงค์ เรืองศรี ปลัด กทม. และผู้บริหาร กทม. ร่วมประชุม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร

 

สำนักการแพทย์ได้รายงานผลการดำเนินโครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน และกิจกรรมวิ่งล้อมเมือง ดังนี้

 

โครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน ที่ดำเนินการมาเกือบ 2 ปี มีประชาชนเข้ารับบริการตรวจสุขภาพรวมแล้วทั้งสิ้น 886,709 ราย (ข้อมูล ณ 30 พฤศจิกายน 2568) โดยให้บริการตรวจสุขภาพที่ได้มากกว่าการคัดกรองความเสี่ยง อาทิ ตรวจโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด ตรวจการทำงานของไต จากการเจาะเลือด ตรวจโรคหัวใจ เอ็กซเรย์ปอด ประเมินความเครียด ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น

 

จากผลการตรวจสุขภาพพบว่าปัญหาสุขภาพหลักของคนเมือง คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3 อันดับแรก คือ โรคไขมันในเลือดสูง 184,256 คน น้ำตาลในเลือดสูง 52,379 คน โรคความดันโลหิตสูง 242,785 คน

 

นอกจากนี้ พบแนวโน้มที่น่ากังวลด้านสุขภาพ โดยเฉพาะประชาชนที่มีภาวะน้ำหนักเกินถึง 476,581 คน และมีความเสี่ยงโรคซึมเศร้า 84,132 คน และปัญหาเกี่ยวกับระดับความเครียด จากการจำแนกตามช่วงวัย พบว่า วัยรุ่น/วัยเริ่มต้นทำงาน (15-34 ปี) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงสุด

 

กทม. จึงต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับปัญหาที่พบ โดยนโยบายสุขภาพจิต ได้มีการขยายช่องทางการให้คำปรึกษาสำหรับกลุ่มเยาวชน ขณะเดียวกันจะเน้นส่งเสริม การปรับพฤติกรรม ด้านโภชนาการและการออกกำลังกายในวัยกลางคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงและภาวะน้ำหนักเกิน และใช้หน่วยบริการปฐมภูมิ เป็นกลไกหลักในการคัดกรองและจัดการโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ‘วิ่งล้อมเมือง’ ซึ่งจัดขึ้นฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยจัดไปแล้ว 27 ครั้ง ใน 36 เขต ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม-15 พฤศจิกายน 68 มีประชาชนร่วมวิ่งรวม 51,264 คน

 

“กิจกรรมวิ่งล้อมเมืองถือเป็นกิจกรรมที่ดี แต่ขอให้อย่าไปรบกวนภาคเอกชนหรือให้ต้องสนับสนุนในรูปแบบใด ๆ ควรเกิดขึ้นด้วยใจ เพราะการวิ่งมีเพียงแค่รองเท้า 1 คู่ และชุดที่พร้อมก็สามารถวิ่งได้” ชัชชาติกล่าว

 

ด้าน ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวย้ำว่า หลังดำเนินโครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนแล้ว ต้องเอาผลมาวางแผนในการวางระบบสาธารณสุข ในโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งติดตามและวิเคราะห์ว่าเราควรจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

The post กทม. เผยผลตรวจสุขภาพ พบคนเมือง ‘ไขมันในเลือดสูง-ความดันโลหิตสูง’ ทะลุแสน ชี้วัยรุ่นเสี่ยงซึมเศร้าสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bella Hadid เผยเรื่องการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล https://thestandard.co/hadid-battles-depression-anxiety/ Tue, 21 Oct 2025 02:42:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1133185 Bella Hadid เผยเรื่องการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล

เนื่องในวัน World Mental Health Day ที่ตรงกับวันที่ 10 […]

The post Bella Hadid เผยเรื่องการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bella Hadid เผยเรื่องการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล

เนื่องในวัน World Mental Health Day ที่ตรงกับวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา Bella Hadid นางแบบสาววัย 29 ปี จึงออกมาแชร์ประสบการณ์การต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลที่กลืนกินชีวิตของเธอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

Bella Hadid แชร์ภาพบทกลอนให้กำลังใจคนที่กำลังมีความทุกข์จาก Mark My Words และเขียนข้อความว่า “สิ่งที่ฉันแบกเอาไว้มาตลอดหลายปีก็คือความหนักหนาของความวิตกกังวลและโรคซึมเศร้า บางครั้งมันอาจทำให้รู้สึกเหมือนโดนกลืนกิน สิ้นหวัง และเป็นสิ่งที่โลกภายนอกมองไม่เห็น ทำให้คุณต้องเสียน้ำตาก่อนที่จะเริ่มต้นวันของตัวเอง และสงสัยว่าทำไมจิตใจของคุณถึงขุ่นมัวนักในขณะที่ชีวิตรอบตัวช่างดูสดใส

 

“บ่อยครั้งที่การต่อสู้กับสุขภาพจิตมักจะมาพร้อมกับความรู้สึกละอาย บางครั้งฉันนึกถึงว่าตัวเองมีชีวิตที่โชคดีเพียงใด แต่ร่างกายและจิตใจของฉันกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ความหดหู่ และเหน็ดเหนื่อยกับความวิตกกังวลในทุกๆ วัน”

 

Bella Hadid เขียนข้อความอีกว่า “หลายปีที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของฉัน ทั้งความอ่อนไหว การตระหนักรู้ และความเห็นอกเห็นใจของฉัน ซึ่งมันอาจเป็นพลังวิเศษก็ได้เพราะมันทำให้เราเป็นมนุษย์ และสิ่งเหล่านั้นก็ช่วยให้ฉันเข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง”

 

Bella Hadid ย้ำเตือนคนที่กำลังต่อสู้กับปัญหาสุขภาพจิตว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และเธอก็มีโอกาสร่วมงานกับ UNICEF ในการทำให้ผู้คนเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้นด้วย ซึ่งเธอเผยด้วยว่า การเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตเป็นสิทธิของทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร มาจากไหน หรือมีเรื่องราวชีวิตอย่างไร เพราะการเยียวยารักษาความเจ็บปวดที่มีคือสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก

 

ภาพ: Aitor Rosas Sune/WWD via Getty Images)

 

อ้างอิง:

The post Bella Hadid เผยเรื่องการต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟรานเชสโก อแซร์บี ชายผู้เอาชนะมะเร็ง เหล้า ซึมเศร้า เพื่อยิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ https://thestandard.co/francesco-acerbi-cancer-survivor-champions-league-hero/ Wed, 07 May 2025 06:45:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1071965 ฟรานเชสโก อแซร์บี ฉลองการทำประตูสำคัญให้อินเตอร์ มิลาน ในเกมเอาชนะบาร์เซโลนา พาทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก

ในค่ำคืนที่ จูเซ็ปเป เมอัซซา อินเตอร์ มิลาน กำลังจะพ่าย […]

The post ฟรานเชสโก อแซร์บี ชายผู้เอาชนะมะเร็ง เหล้า ซึมเศร้า เพื่อยิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟรานเชสโก อแซร์บี ฉลองการทำประตูสำคัญให้อินเตอร์ มิลาน ในเกมเอาชนะบาร์เซโลนา พาทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก

ในค่ำคืนที่ จูเซ็ปเป เมอัซซา อินเตอร์ มิลาน กำลังจะพ่ายแพ้คาบ้านให้กับบาร์เซโลนา และตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทั้งที่เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน 2-0

 

บาร์ซารัวคืน 3 ประตูรวด และดูเหมือนว่านี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนแสนเจ็บปวดบนเวทียุโรปของทีมงูใหญ่จากอิตาลี

 

แต่แล้วนาทีที่ 90+3 ชายวัย 37 ปีคนหนึ่ง…วิ่งเติมเกมขึ้นหน้ามา ก่อนชาร์จลูกเปิดของ เดนเซล ดุมฟรีส์ เข้าประตูไปอย่างเฉียบขาด ส่งให้อินเตอร์ตีเสมอ 3-3 และยื้อเกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาทีได้สำเร็จ

 

ชายคนนั้นคือ ฟรานเชสโก อาแชร์บี

 

ประตูนั้นไม่ใช่แค่การยื้อโอกาสให้ทีม แต่ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของค่ำคืนมหัศจรรย์ ที่สะท้อนหัวจิตหัวใจของทีมอินเตอร์ยุค ซิโมเน อินซากี ทีมที่ไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆ

 

และยิ่งไปกว่านั้น มันคือ ‘ประตูแห่งชีวิต’ ที่ยิงโดยชายผู้เคยเผชิญหน้ามรสุมชีวิต และไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมายืนจุดนี้ได้อีก

 

สุดท้ายอินเตอร์ มิลาน พลิกกลับมาเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลา 4-3 ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นของแฟนบอลกว่า 70,000 คนในสตาดิโอ จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า พร้อมตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี และมีลุ้นคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ในประวัติศาสตร์สโมสร

 

ขณะที่เรื่องราวของอาแชร์บีก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าอีกครั้ง

 

ย้อนกลับไปในปี 2013 อแชร์บีเคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งอัณฑะ ขณะตรวจร่างกายกับสโมสรซาสซูโอโล เขาผ่าตัดและกลับมาเล่นได้ไม่นาน 

 

ก่อนที่ผลตรวจฮอร์โมนจะเผยว่าโรคมะเร็งยังไม่หมดไป เขาต้องเข้าสู่กระบวนการคีโมเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2014

 

แม้จะอยู่ระหว่างการรักษา เขาก็ยังมาซ้อมกับทีมอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยหายหน้าไปไหน กลายเป็นแบบอย่างของการต่อสู้ และเป็นแรงบันดาลใจให้แฟนบอลทั่วอิตาลีในเวลานั้น

 

เขาเคยพูดว่า “มะเร็งคือสิ่งที่ช่วยชีวิตผมไว้…มันให้ผมมีอะไรสู้ และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง”

 

แต่ในความจริง มะเร็งไม่ใช่อุปสรรคเดียวที่เขาต้องเผชิญ

 

เพราะย้อนกลับไปอีกหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ในปี 2012 ช่วงที่ค้าแข้งอยู่กับเอซี มิลาน เขาต้องเผชิญการสูญเสียครั้งใหญ่กับการจากไปของคุณพ่อ นำเขาเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า จนหันไปพึ่งแอลกอฮอล์และดื่มอย่างหนัก

 

ในบทสัมภาษณ์กับ The Guardian อาแชร์บีเล่าว่า หลังการรักษามะเร็งรอบแรก เขายังไม่สามารถจัดการกับตัวเองได้ดีนัก และยังคงดื่มแอลกอฮอล์อยู่เป็นระยะ แม้จะพยายามกลับไปเล่นฟุตบอลก็ตาม 

 

แต่เมื่อเขาทราบว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง เขาจึงตระหนักได้ว่า เขาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง

 

“ผมบอกตัวเองว่า ถ้าผมผ่านมันไปไม่ได้ ผมก็คงไม่มีค่าพอจะเล่นฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว”

 

“ผมเลิกเหล้า เลิกเที่ยวกลางคืน ผมเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิต ผมกลายเป็นคนใหม่”

 

แรงผลักดันของเขาไม่ใช่เพียงแค่การรักษาชีวิตตัวเอง แต่คือความหวังที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลในระดับสูงสุดอีกครั้ง และเป็นผู้เล่นที่ทีมสามารถพึ่งพาได้

 

นั่นทำให้เขาเลือกที่จะเลิกเหล้าและเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมดให้ดีขึ้น เขาลุกขึ้นมาด้วยแรงใจจากครอบครัว ทีมงาน และจากตัวเขาเอง

 

“มันอาจฟังดูแปลก แต่มะเร็งช่วยผมไว้จริงๆ ผมมีสิ่งใหม่ให้ต่อสู้ และได้เห็นโลกในแบบที่เคยลืมไปแล้ว”

 

และจากตรงนั้น…ฟรานเชสโก อาแชร์บี คนใหม่ ก็ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง

 

เขากลับมาใช้ชีวิตนักเตะตามปกติ ลงสนามเล่นให้ลาซิโอถึง 149 นัดติดต่อกัน กลายเป็นหนึ่งในกองหลังที่ฟอร์มคงเส้นคงวาที่สุดของเซเรียอา จนได้รับการเรียกติดทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์ยูโร 2020

 

ก่อนจะย้ายมาอยู่กับอินเตอร์ มิลาน และยังยืนระยะได้อย่างยอดเยี่ยมแม้อายุล่วงเลยเข้าเลข 3 ปลายๆ

 

แม้จะมีภาพลักษณ์เป็น ‘นักเตะผู้รอดชีวิต’ แต่อาแชร์บียืนยันเสมอว่า เขาอยู่ในสนามไม่ใช่เพราะเรื่องราวชีวิตอันดราม่า แต่เพราะฝีเท้าเขาต่างหาก!

 

“เรื่องราวของผมอาจฟังดูดี แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมได้ลงเล่น ผมยังเล่นได้ดี และสมควรได้รับโอกาสนั้น”

 

และเมื่อคืนที่ผ่านมา ประตูที่ยิงใส่บาร์ซาในรอบรองฯ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก คือประตูแรกในเกมฟุตบอลยุโรปของเขา และมันเกิดขึ้นในวัย 37 ปี 85 วัน

 

นั่นทำให้เขากลายเป็นผู้ทำประตูอายุมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์รอบรอง UCL เป็นรองสถิติของ ไรอัน กิกส์ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยทำไว้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (37 ปี 148 วัน) ในปี 2011

 

วันนี้ ฟรานเชสโก อาแชร์บี…จากนักเตะที่เคยหลงทางกลางพายุชีวิต จากชายผู้เกือบยอมแพ้ให้กับเหล้าและมะเร็ง ได้กลายเป็นคนที่ยิงประตูสำคัญในเกมที่ทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงแชมเปียนส์ลีกได้อีกครั้ง

 

เรื่องราวของอาแชร์บีคือเครื่องยืนยันว่า ต่อให้ชีวิตอาจโยนบททดสอบที่หนักหนาที่สุดใส่คุณ แต่ตราบใดที่คุณยังลุกขึ้นได้ ยังเชื่อในตัวเอง และยังต่อสู้ด้วยหัวใจไม่ยอมแพ้

 

คุณก็มีสิทธิ์กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ฝัน หรือลุกขึ้นมายิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ ให้โลกได้จดจำ เหมือนที่อาแชร์บีทำให้เราเห็นในค่ำคืนนี้

 

อ้างอิง:

The post ฟรานเชสโก อแซร์บี ชายผู้เอาชนะมะเร็ง เหล้า ซึมเศร้า เพื่อยิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื่อจนเนือย! นักจิตวิทยาเตือน Boreout อันตรายกว่าที่คิด งานไม่ท้าทาย ไม่มีความหมาย ขาดเพื่อนร่วมงาน อาจไม่ใช่แค่ Burnout! https://thestandard.co/boreout-workplace-risk/ Sat, 15 Mar 2025 11:45:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1052598 boreout-workplace-risk

หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับงาน หมดพลังในการเข้าสังคม หรือ […]

The post เบื่อจนเนือย! นักจิตวิทยาเตือน Boreout อันตรายกว่าที่คิด งานไม่ท้าทาย ไม่มีความหมาย ขาดเพื่อนร่วมงาน อาจไม่ใช่แค่ Burnout! appeared first on THE STANDARD.

]]>
boreout-workplace-risk

หากคุณรู้สึกเบื่อหน่ายกับงาน หมดพลังในการเข้าสังคม หรือหงุดหงิดง่ายขึ้นในที่ทำงาน อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นอาการ ‘เบิร์นเอาต์’ หรือ ‘หมดไฟ’ เพราะอาจมีตัวการร้ายอีกตัวที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง

 

Adam Grant นักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton และผู้เขียนหนังสือขายดี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Chief Worklife Expert ที่ Glassdoor เผยว่า ภาวะที่เรียกว่า ‘Boreout’ หรือ ‘ความเบื่อจนหมดแรง’ กำลังกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบการทำงานแบบรีโมตและไฮบริด

 

“เมื่อคุณเบิร์นเอาต์ คุณจะรู้สึกเหนื่อยล้าจากงานที่มากเกินไป ถูกกดดันจากทุกทิศทาง และแบกรับภาระหนักเกินกำลัง” Grant อธิบาย “แต่เมื่อคุณเกิดภาวะ Boreout คุณจะรู้สึกว่างานไม่ท้าทายและน่าเบื่อ”

 

การทำงานอย่างเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ไม่มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ ไม่เห็นความหมายในงานที่ทำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มืออาชีพรู้สึกเบื่อและไม่เติมเต็ม Grant กล่าวเสริม

 

ผลสำรวจของ Gallup ในปี 2024 พบว่า ประมาณ 80% ของคนทำงานในสหรัฐฯ ชื่นชอบการทำงานแบบรีโมตหรือไฮบริดหากเป็นไปได้ แต่การขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกลับเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ขณะที่ 30% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การประชุมเสมือนจริง ‘มีประสิทธิภาพน้อยกว่า’ การประชุมแบบพบหน้ากัน

 

รายงาน State of Hybrid Work ปี 2024 ของ Owl Labs ซึ่งสำรวจคนทำงานเต็มเวลา 2,000 คน พบว่า 27% ของมืออาชีพในสหรัฐฯ ทำงานในรูปแบบไฮบริดและ 11% ทำงานแบบรีโมต เปรียบเทียบกับ 26% และ 7% ตามลำดับในปีก่อนหน้า ข้อมูลจาก World Economic Forum คาดการณ์ว่างานดิจิทัลจะเพิ่มขึ้น 25% ภายในปี 2030

 

Grant มองว่าเมื่อการมีปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากันในที่ทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นกรณีของ Boreout เพิ่มมากขึ้น

 

“ผู้คนดูไร้ชีวิตชีวาในการประชุมออนไลน์” เขากล่าว “พวกเขาไม่ได้แสดงอาการของความเบิร์นเอาต์ แต่กลับรู้สึกว่า ‘การประชุมนี้ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันเลย ฉันไม่สนใจบทสนทนานี้สักนิด’ พวกเขาเหมือนคนที่นั่งอยู่แต่จิตใจลอยไปที่อื่น นี่เป็นปัญหาสำคัญที่เราต้องแก้ไข”

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหัวหน้าและพนักงานสามารถช่วยปรับปรุงขวัญกำลังใจเมื่องานเริ่มรู้สึกน่าเบื่อและไม่น่าสนใจได้

 

เริ่มต้นจากผู้นำที่ควรผ่อนคลายข้อกำหนดในการประชุมเสมือนจริง Grant แนะนำ การบังคับให้พนักงานเปิดกล้องหรือใช้พื้นหลังเฉพาะ เป็นต้น สามารถทำลายความสนุกในการทำงานร่วมกันและเพิ่มความเหนื่อยล้าของพนักงาน ตามที่งานวิจัยชี้ให้เห็น

 

แทนที่จะทำเช่นนั้น หัวหน้าสามารถส่งเสริมการทำงานร่วมกันแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้นเป็นครั้งคราว ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการสนทนาตามวิธีที่พวกเขารู้สึกสบายใจที่สุด รวมถึงการปิดกล้องหรือแม้แต่การตอบในแชต

 

“สิ่งที่พวกเขาไม่ตระหนักคือกำลังทำให้ผู้คนหมดพลัง คุณไม่จำเป็นต้องเห็นใบหน้าของผู้คนในทุกการประชุม” Grant กล่าว “โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นกลุ่มคนที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว การปิดกล้องเป็นวิธีที่ดีในการช่วยให้ผู้คนได้ชาร์จพลังใหม่ และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องเชื่อมต่อ พวกเขาจะมาพร้อมกับความตื่นเต้นมากขึ้น”

 

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ทำให้งานน่าตื่นเต้นคือการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงาน ปัจจุบันพนักงานเปลี่ยนงานบ่อยขึ้น ส่งผลให้มีมิตรภาพแบบผิวเผินหรือความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยที่มุ่งเน้นแค่เรื่องงานมากขึ้น ตามที่ Grant ชี้ให้เห็น

 

“เนื่องจากเราไม่ได้วางแผนที่จะอยู่นาน เราจึงไม่ลงทุนในเรื่องความสัมพันธ์แบบเดิมอีกต่อไป เรามองเพื่อนร่วมงานว่าเป็นคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตชั่วคราว ทักทายพวกเขาด้วยความสุภาพแบบห่างๆ ในขณะที่เก็บมิตรภาพที่แท้จริงไว้สำหรับนอกที่ทำงาน” เขากล่าวในบล็อกโพสต์ล่าสุดของ Glassdoor

 

Grant แนะนำให้พนักงานตั้งใจสร้างความสัมพันธ์จริงๆ ในที่ทำงาน ไม่ว่าจะด้วยการนัดดื่มกาแฟกับเพื่อนร่วมงานหรือสร้างความผูกพันผ่านการแก้ปัญหาร่วมกัน

 

“ลองคิดถึงสิ่งที่คุณอยากแบ่งปันที่ตรงกับความสนใจของคนอื่นในที่ทำงานของคุณ” Grant แนะนำ “อาจเป็นค่านิยมร่วมที่ทำให้คุณเข้าร่วมองค์กร (หรือ) การลงมือแก้ปัญหาที่คุณสนใจ หรือพันธกิจที่สำคัญสำหรับคุณ”

 

ในยุคที่การทำงานแบบรีโมตและไฮบริดกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น การตระหนักถึงภาวะ ‘Boreout’ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความกระตือรือร้นและประสิทธิภาพในการทำงาน ท่ามกลางความสะดวกของการทำงานจากระยะไกล เราอาจต้องหาวิธีใหม่ๆ ในการสร้างความหมายและการเชื่อมต่อ ก่อนที่ความเบื่อจะกลืนกินความสุขในการทำงานของเราไปจนหมด

 

อ้างอิง:

The post เบื่อจนเนือย! นักจิตวิทยาเตือน Boreout อันตรายกว่าที่คิด งานไม่ท้าทาย ไม่มีความหมาย ขาดเพื่อนร่วมงาน อาจไม่ใช่แค่ Burnout! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็ก ครอบครัว โรงเรียน เดินต่อไปด้วยกันอย่างไร หลังไทยมีสมรสเท่าเทียม https://thestandard.co/thai-equal-marriage-families/ Wed, 12 Feb 2025 04:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1040913 thai-equal-marriage-families

ภายหลัง 23 มกราคม 2568 วันประวัติศาสตร์ที่ร่าง พ.ร.บ.แก […]

The post เด็ก ครอบครัว โรงเรียน เดินต่อไปด้วยกันอย่างไร หลังไทยมีสมรสเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-equal-marriage-families

ภายหลัง 23 มกราคม 2568 วันประวัติศาสตร์ที่ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือ ‘สมรสเท่าเทียม’ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ คู่รัก LGBTQIA+ ต่างพากันเข้าจรดปากกาจดทะเบียนสมรส เป็นสัญญาณว่าความเท่าเทียมทางกฎหมายของคู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศได้กลายเป็นจริงแล้วในประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม หนทางสู่ความเท่าเทียมในชีวิตจริงสำหรับเยาวชน LGBTQIA+ ยังคงอีกยาวไกล แม้ว่ากฎหมายจะช่วยลดอุปสรรคทางกฎหมายได้ แต่ความท้าทายทางสังคมและวัฒนธรรมยังคงอยู่ 

 

รายงาน ‘สุขภาพจิตและสุขภาวะของเด็กและเยาวชนหลากหลายทางเพศในประเทศไทย’ โดยองค์กร เซฟ เดอะ ชิลเดรน (Save the Children) เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของเยาวชนกลุ่มนี้ โดย 71% กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า 25% มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง และ 15% เคยพยายามคร่าชีวิตตนเอง เนื่องจากต้องเผชิญความรุนแรงในหลายระดับ ทั้งแรงกดดันจากสังคม และอคติที่นำมาสู่การเลือกปฏิบัติ 

 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการมีกฎหมายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยอมรับและเข้าใจความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน LGBTQIA+ ได้แสดงออกถึงตัวตนอย่างอิสระ ปราศจากการตีตราและการเลือกปฏิบัติ จะช่วยให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในตนเอง และเติบโตขึ้นได้อย่างมีคุณภาพ 

 

เนื่องในสัปดาห์แห่งความรัก ก่อนเข้าสู่วันวาเลนไทน์ THE STANDARD โอกาสได้สนทนากับ พีราณี ศุภลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและความหลากหลายทางเพศ จาก เซฟ เดอะ ชิลเดรน เพื่อชวนเจาะลึกลงไปในปัญหาที่เยาวชน LGBTQIA+ ต้องเผชิญในสังคมไทย และจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรเพื่อให้ไทยเป็นพื้นที่แห่งความเสมอภาคสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง 

 

พิราณี ศุภลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและความหลากหลายทางเพศ จาก เซฟ เดอะ ชิลเดรน

พิราณี ศุภลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและความหลากหลายทางเพศ จาก เซฟ เดอะ ชิลเดรน

 

สังคมที่กดทับเรื่องเพศ ต้นตอของอคติ

 

พีราณีเริ่มต้นด้วยการเล่าสภาพปัญหาจากที่ได้รับฟังมาจากเด็กและเยาวชน โดยปัญหาหลักจะอยู่ที่การรังแกหรือบูลลี่ (Bully) ในโรงเรียน และการยอมรับของครอบครัว มีเด็กบางคนที่ไม่สามารถอาศัยในบ้านได้ เพราะถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้

 

“รายงานวิจัยของ Save the Children ก็พบว่า ถ้ามีคนอย่างน้อย 1 คนในครอบครัวที่ยอมรับในตัวเด็ก จะเป็นตัวเพิ่มพลังสุขภาพจิตได้ดีมาก”

 

พีราณีมองว่าต้นตอของอคติและการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศที่เกิดกับเยาวชนนั้น ประกอบไปด้วยหลายปัจจัย แต่สิ่งสำคัญคือสังคมไทยมีลักษณะที่มองว่าเรื่องทางเพศ เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ อีกทั้งกำหนดบรรทัดฐานให้การพูดเรื่องเพศ ต้องจำกัดอยู่ในเพศชายและหญิงตามมาตรฐานที่ดีของสังคมเท่านั้น

 

“ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สิ่งอื่นที่แปลกออกไปจากค่านิยมที่สังคมบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี” พีราณีอธิบาย “อคติถูกส่งต่อมา ไม่ใช่แค่จากการเลี้ยงดูในครอบครัว แต่ในหลักสูตรการเรียนการสอนก็เช่นเดียวกัน เพราะในห้องเรียนก็ไม่ได้มีการพูดถึงครอบครัวที่หลากหลาย มีแค่ผู้ชายผู้หญิงคู่กัน”

 

เด็ก ครอบครัว โรงเรียน เดินต่อไปด้วยกันอย่างไร หลังไทยมีสมรสเท่าเทียม

 

พีราณีชี้ว่า ความเป็นมนุษย์มีความหลากหลาย รวมถึงเรื่องเพศ เพศไม่ใช่สิ่งไม่ดีที่พูดถึงไม่ได้ เพียงแต่สังคมไทยยังไม่ได้มีการปลูกฝังค่านิยมเหล่านั้น

 

ถึงกระนั้นเอง เด็กๆ ก็มีความดีใจที่สมรสเท่าเทียมได้บังคับใช้ เพราะรู้สึกได้ว่าไม่ต้องปิดบังตัวเองอีกต่อไป สามารถแสดงความรักได้เหมือนที่คนอื่นมี เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้นแล้ว 

 

ที่สำคัญเยาวชนอาจมีความคาดหวังว่าสังคมจะเข้าใจพวกเขามากขึ้น จะไม่มีคำถามแปลกๆ มาจากภาครัฐ ตลอดจนตั้งคำถามว่า หลังจากสมรสเท่าเทียม เมื่อไรจะมีกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้านาม เปลี่ยนจาก ด.ช. เป็น ด.ญ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศเป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าต่อ

 

พีราณีเน้นย้ำว่า เรื่องคำนำหน้าหรือการกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากในระบบการศึกษายังมีจำกัดเพียงเพศชายและเพศหญิงตั้งแต่เกิด นับจากตอนจดสูจิบัตร ทำให้เด็กคนหนึ่งเข้าไปสู่โรงเรียนอนุบาล ต้องถูกตัดผม ถูกบังคับให้ใส่กระโปรงหรือกางเกงตามที่สังคมกำหนด โดยไม่มีอิสระในตัวเลือกอื่นๆ และหากไม่สามารถทำตามกฎได้ก็จะถูกลงโทษ

 

“จริงๆ แล้วเป็นเรื่องค่อนข้างหนักนะสำหรับชีวิตเด็กคนหนึ่ง ที่ต้องพยายามทำตัวให้อยู่ในกรอบตลอดเวลา” 

 

บทบาทครอบครัว รับฟังเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

 

พีราณียังเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกช่วงที่สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพราะพบว่าผู้ปกครองเริ่มสามารถพูดเกี่ยวกับสมรสเท่าเทียมได้ ไม่ว่าจะมีบุตรเป็น LGBTQIA+ หรือไม่ก็ตาม ผู้ปกครองต่างรู้สึกว่าจำเป็นต้องปรับตัว ทำความเข้าใจกับสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนไปสู่การโอบรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นได้

 

“เด็กๆ เองเขาก็คิดว่า พ่อแม่ หรือคุณลุงคุณป้าที่บ้าน ดูซีรีส์วาย เขาเปิดรับมากขึ้น เห็นโลกมากขึ้นเลย”

 

ท้ายสุดกลับมาจบที่ว่า ผู้ปกครองทุกคนก็คงอยากเลี้ยงลูกให้เติบโตมาอย่างที่ตนเองจะรู้สึกภาคภูมิใจ แต่ผู้ปกครองอาจไม่ได้เข้าใจทุกเรื่องที่เด็กพูด ดังนั้น การรับฟังคือปัจจัยสำคัญ ผู้ปกครองควรจะสามารถรับฟังและยอมรับเด็กได้

 

“อาจไม่ต้องเข้าใจในทุกครั้ง หรือเข้าใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เด็กพูด เพียงแต่ไม่ได้ห้ามหรือค้านในสิ่งที่เด็กพูด แต่ช่วยยืนอยู่เคียงข้างสิ่งที่ลูกหลานของตัวเองเป็น ให้เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เขาสามารถเล่าได้” พีราณีกล่าว

 

พีราณีมองว่า บทบาทของครอบครัวและผู้ปกครองควรจะเป็นผู้พร้อมสนับสนุน ซึ่งหากต้องการความช่วยเหลือ ผู้ปกครองก็สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เองได้ง่ายในปัจจุบันนี้ ในขณะเดียวกัน ลูกหลานเองอาจจะต้องรับฟังผู้ปกครองเช่นกัน ค่อยๆ ทำความเข้าใจว่าแต่ละคนเติบโตมาแตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยกันสร้างวัฒนธรรมแห่งการรับฟังกันในครอบครัวด้วย

 

จับมือกัน

 

ถึงเวลาการศึกษาต้องเปลี่ยนตามสังคม

 

นอกจากสถาบันทางสังคมที่เล็กที่สุดอย่างครอบครัวแล้ว เรื่องการศึกษาที่บ่มเพาะประชากรขึ้นมา ก็ควรต้องปรับตามให้ทันด้วย เพราะทุกวันนี้หลักสูตรในปัจจุบันยังไม่ได้มีภาพของความหลากหลาย ยังคงปลูกฝังความเชื่อดั้งเดิมเรื่องเพศ ที่มีทั้งแบบที่ดีและไม่ดี ทั้งที่ความจริงหลักสูตรการศึกษาสามารถโอบรับความหลากหลายทางเพศได้มากกว่านี้ 

 

พีราณียกตัวอย่าง วิชาสุขศึกษา ที่สามารถสอนเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ที่ไม่ได้นิยามแค่ว่ามีเพียงเพศชายและหญิง รวมถึงสอนให้เกิดความเข้าใจว่า เรื่องเพศเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่แปลกหรือผิดบาป แต่คือความเป็นคน

 

กล่าวโดยสรุปคือ พีราณีมองว่าหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศนั้น ไม่จำเป็นต้องสร้างวิชาใหม่ขึ้นมารองรับ แต่สามารถสอดแทรกเข้าไปในแต่ละวิชาที่มีอยู่แล้วได้

 

คู่รักตำรวจ ชายชาย

 

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่สืบทอดกันมานาน เช่น วันพ่อ วันแม่ อาจจะต้องเปลี่ยน เพราะที่ผ่านมาหลายครอบครัวไม่ได้มีลักษณะเป็นพ่อแม่ลูกอยู่แล้ว บ้างเป็นเลี้ยงเดี่ยว หรืออยู่กับปู่ย่า ตรงกันข้าม กิจกรรมนี้อาจสร้างบาดแผลให้เด็กด้วยซ้ำ จึงเสนอว่าควรปรับเป็นวันครอบครัว ที่มีนิยามกว้างไกลไปกว่า ‘พ่อ-แม่-ลูก’ เพราะครอบครัวเป็นพื้นที่ของความปลอดภัยและเติบโต ควรเป็นวันที่ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันมากกว่า ยิ่งมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ยิ่งเป็นเหตุผลให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น

 

ท้ายที่สุด อคติและความไม่เข้าใจของสังคมที่มีต่อเด็กและเยาวชน LGBTQIA+ มีที่มาหลักๆ จากค่านิยมทางสังคมที่ครอบคลุมทั้งผู้ปกครอง ครู ตลอดจนระบบการศึกษา พีราณีให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางสังคมต้องใช้เวลา แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ กฎหมายเพิ่งบังคับใช้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่โรงเรียนอาจยังไม่ได้เปลี่ยนชั่วข้ามคืน

 

“เราอาจใช้สิ่งนี้เป็นโอกาสให้ทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง ได้พูดคุยในเรื่องนี้ อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนในอีก 10-20 ปี ส่วนตัวเห็นความหวังว่า เด็กๆ กำลังจะเติบโตในสังคมที่อย่างน้อยกฎหมายก็ให้การยอมรับว่า การสร้างครอบครัวเป็นสิทธิของทุกเพศ เรื่องนี้จะถูกมองว่าแปลกน้อยลง ปกติมากขึ้น และจะเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเรื่องอื่นไปเรื่อยๆ” พีราณีทิ้งท้าย

The post เด็ก ครอบครัว โรงเรียน เดินต่อไปด้วยกันอย่างไร หลังไทยมีสมรสเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก SAD Lamps โคมไฟบำบัด รักษาอาการซึมเศร้าตามฤดูกาล https://thestandard.co/life/sad-lamp-therapy-guide/ Mon, 03 Feb 2025 08:49:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1037647 โคมไฟบำบัด SAD Lamps

หากคุณเคยรู้สึกเศร้า หดหู่ หรือซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุใน […]

The post รู้จัก SAD Lamps โคมไฟบำบัด รักษาอาการซึมเศร้าตามฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โคมไฟบำบัด SAD Lamps

หากคุณเคยรู้สึกเศร้า หดหู่ หรือซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฤดูหนาวที่มีแสงแดดน้อย หรือวันไหนที่ฝุ่นเยอะๆ แล้วมองออกไปเห็นแต่ความทึมเทา น่าหดหู่ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าตามฤดูกาล หรือ Seasonal Affective Disorder (SAD) ในทางการแพทย์เรียกว่า ‘โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล’ ซึ่งโรคนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงและคนรุ่นใหม่

 

SAD แบ่งเป็น 2 ประเภทตามช่วงเวลาที่เกิดอาการ คือแบบฤดูหนาวและฤดูร้อน โดยผู้ป่วยในช่วงฤดูหนาวมักมีอาการเหนื่อยล้าในตอนกลางวัน ขาดสมาธิ รู้สึกสิ้นหวัง หงุดหงิดง่าย ไม่อยากเข้าสังคม เฉื่อยชา ความต้องการทางเพศลดลง และน้ำหนักเพิ่ม ส่วนในฤดูร้อนจะพบอาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด

 

ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาหลากหลายวิธี นอกเหนือจากการทำจิตบำบัด การให้คำปรึกษา และการใช้ยาต้านซึมเศร้าอย่าง Prozac หรือ Wellbutrin แล้ว การบำบัดด้วยแสงสว่าง (Light Therapy) ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยใช้โคมไฟบำบัด SAD ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อจำลองแสงธรรมชาติ ใช้งานวันละ 30 นาที ภายใต้การดูแลของแพทย์

 

หนึ่งในโคมไฟบำบัดที่ได้รับความนิยมคือ Carex Day-Light Classic Plus ที่ให้แสงความเข้ม 10,000 ลักซ์ตามมาตรฐานการรักษา มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 15.5 x 13.5 นิ้ว สามารถปรับองศาได้ตามต้องการ มีระบบป้องกันแสงจ้า และมีตัวเลือกความสว่าง 2 ระดับ ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการใช้งานได้ตามความต้องการ

 

นอกจากการรักษาด้วยวิธีต่างๆ แล้ว การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ก็มีส่วนช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีนไขมันต่ำ ผัก และผลไม้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรักษาเวลานอนให้เป็นปกติ ทั้งนี้ หากสังเกตว่าตัวเองมีอาการของ SAD โดยเฉพาะในกรณีที่มีความคิดฆ่าตัวตาย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก SAD Lamps โคมไฟบำบัด รักษาอาการซึมเศร้าตามฤดูกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอนามัยแนะเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว เผย 5 เทคนิคปรับตัวใช้ชีวิตหลังวันปีใหม่ https://thestandard.co/post-holiday-depression-tips-2024/ Mon, 06 Jan 2025 03:22:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1027353 ปีใหม่ ซึมเศร้า

วันนี้ (6 มกราคม) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามั […]

The post กรมอนามัยแนะเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว เผย 5 เทคนิคปรับตัวใช้ชีวิตหลังวันปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีใหม่ ซึมเศร้า

วันนี้ (6 มกราคม) พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์สุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มักใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้เดินทางไปพบปะครอบครัวและญาติมิตร รวมทั้งมีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการสร้างสุขภาพที่ดีและกิจกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ 

 

โดยเฉพาะงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เต็มไปด้วยอาหารทอด ขนมหวาน เครื่องดื่มต่างๆ การกินอาหารในปริมาณที่มากเกินไปทั้งในงานเลี้ยงฉลอง อาหารของฝาก กระเช้าของขวัญปีใหม่ที่มักประกอบไปด้วยเค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มสำเร็จรูปต่างๆ ที่ให้พลังงานมาก หากกินมากเกินไปจะส่งผลให้มีน้ำตาลในเลือด ไขมันสะสม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น มีภาวะอ้วน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหัวใจและหลอดเลือด 

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะ Post-Vacation Depression หรือภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว ซึ่งเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะทำให้รู้สึกหดหู่ เศร้าหมอง คงอยู่ 2-3 วัน แต่ในบางรายอาจยาวนานถึง 2-3 สัปดาห์ จนกระทบต่อการใช้ชีวิต อาการสำคัญที่พบ ได้แก่ ภาวะเหงา ซึมเศร้า เหนื่อยล้า ขาดแรงจูงใจ และรู้สึกหมดพลัง หมดไฟในการทำงาน

 


พญ.อัมพร กล่าวต่อว่า กรมอนามัยมีความห่วงใยสุขภาพประชาชนหลังจากวันหยุดยาว จึงแนะนำ 5 เทคนิคในการปรับตัว เพื่อให้กลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตปกติหลังเทศกาลปีใหม่ ดังนี้ 

 

  1. ประชาชนควรดูแลสุขภาพ โดยควบคุมน้ำหนักของตนเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยสูตร 2:1:1 โดยแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน 2 ส่วนแรกเป็นผักสดหรือผักสุกมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป อีกส่วนหนึ่งเป็นข้าว แป้ง ควรเลือกชนิดไม่ขัดสี และส่วนสุดท้ายเป็นประเภทโปรตีน เน้นปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือการนับคาร์บ ซึ่งคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ลดอาหารหวาน มัน เค็ม เช่น แป้ง หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันสูง โซเดียมสูง กินอาหารครบหมู่ รวมทั้งผัก ผลไม้สด ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 

 

  1. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-5 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที ให้ได้สัปดาห์ละ 150 นาที เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและอัตราการเผาผลาญพลังงาน เพิ่มการมีกิจกรรมทางกายด้วยการเคลื่อนไหวออกแรงทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ทำงานบ้าน เดิน เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก และเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและปอดให้แข็งแรง 

 

  1. นอนหลับพักผ่อนวันละ 7-9 ชั่วโมง 

 

  1. มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน แสดงความใส่ใจห่วงใย และส่งกำลังใจด้วยการสื่อสารที่ดีอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้รูปแบบที่เหมาะสม กรณีที่อยู่ห่างไกลกัน สามารถโทรศัพท์หรือส่งข้อความหากันได้ 

 

  1. ฝึกสมาธิ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ

 

อ้างอิง:

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

The post กรมอนามัยแนะเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว เผย 5 เทคนิคปรับตัวใช้ชีวิตหลังวันปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ROSÉ เปิดใจถึงการเป็นโรคซึมเศร้าและความเป็นคนบ้างานของตัวเอง https://thestandard.co/rose-opens-up-about-depression-and-workaholism/ Sat, 14 Dec 2024 12:57:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1019690 rose-opens-up-about-depression-and-workaholism

ในรายการ YouTube ของ DAESUNG วง BIGBANG อย่าง ZIP DAESU […]

The post ROSÉ เปิดใจถึงการเป็นโรคซึมเศร้าและความเป็นคนบ้างานของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
rose-opens-up-about-depression-and-workaholism

ในรายการ YouTube ของ DAESUNG วง BIGBANG อย่าง ZIP DAESUNG ที่มี ROSÉ วง BLACKPINK มาเป็นแขกรับเชิญ เธอได้เปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตอย่างหลากหลาย รวมไปถึงเรื่องที่เธอเคยเครียดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเป็นโรคงูสวัดและการได้สัมผัสกับโรคซึมเศร้า

 

ROSÉ เผยว่า “ฉันเคยเจอภาวะซึมเศร้าแค่ครั้งเดียว ฉันว่ามันเป็นอะไรที่ใครก็สามารถเป็นได้ เหมือนกับคนเป็นหวัด”

 

เธอยังเผยถึงความบ้างานของตัวเองที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตด้วยว่า “ฉันไม่มีงานอดิเรกอะไรนอกเหนือไปจากการทำงาน ฉันจะรู้สึกถึงความสำเร็จของตัวเองผ่านงานเท่านั้น และเมื่อถึงเวลาพัก ฉันก็ไม่รู้สึกอยากทำอะไรเลย

 

“ฉันเป็นคนบ้างานมาก ดังนั้นฉันจึงทำงานแบบไม่หยุดหย่อน แต่ปัญหาก็คือพอมันยังไม่ถึงจุดที่รู้สึกหมดไฟในขณะที่ฉันยังคงทำมันต่อไป สมองของฉันก็เริ่มไม่รับอะไรแล้ว ฉันเริ่มกังวลว่าถ้าฉันยังเดินไปในทิศทางที่ผิด ฉันอาจจะไม่สามารถกลับมาทำงานที่ฉันรักได้อีกแล้ว”

 

ROSÉ เผยถึงการสร้างความสมดุลให้กับชีวิตและการทำงานของตัวเองว่า “ฉันต้องมีความระมัดระวัง เพราะท้ายที่สุดแล้วคนเดียวที่สามารถรับผิดชอบดูแลฉันได้ก็คือตัวฉันเอง ครั้งหนึ่งฉันเคยพัก 1 วันเต็ม ฉันได้เห็นพระอาทิตย์ตกที่งดงามมาก และได้ไปร้านพาสต้าชื่อดัง ซึ่งมันเป็นครั้งแรกที่ฉันมีความรู้สึกแบบนั้น”

 

สุดท้ายแล้วการพักผ่อนก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของ ROSÉ ได้ โดยเธออธิบายว่า “แต่ก่อนฉันมีหลายอย่างที่ต้องทำจนฉันต้องสร้างกำแพงรอบตัวเพื่อไม่ให้ใครเข้ามา เพราะฉันคิดว่าถ้ากำแพงนั้นทลายลงมาฉันจะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จได้ แต่หลังจากที่หยุดพักแล้ว ฉันเริ่มที่จะสามารถดูแลอะไรหลายๆ อย่างที่เมื่อก่อนฉันเคยละเลยไป”

 

นอกจากนั้น ROSÉ ยังเปิดเผยถึงการประสบกับโรคงูสวัดที่เกิดจากความเครียด เธอเล่าว่า “นี่คือครั้งแรกที่ฉันพูดเรื่องนี้ แต่ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นงูสวัด เพราะฉันเครียดมากกับความคิดอย่าง ‘ถ้าไม่มีใครสนใจวง BLACKPINK อีกต่อไปแล้วล่ะ? ฉันจะต้องทำยังไงกับชีวิต?’ ฉันรู้สึกว่าฉันอาจกลายเป็นคนตกงานตั้งแต่อายุยังน้อยก็ได้”

 

ภาพ: roses_are_rosie / Instagram

The post ROSÉ เปิดใจถึงการเป็นโรคซึมเศร้าและความเป็นคนบ้างานของตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘dTMS’ เทคโนโลยีใหม่ของการรักษาโรคซึมเศร้า https://thestandard.co/life/dtms-new-tech-depression-treatment/ Wed, 27 Nov 2024 01:45:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1013232

ด้วยปัญหาความเครียด การนอนน้อย รวมถึงสิ่งแวดล้อมและการใ […]

The post รู้จัก ‘dTMS’ เทคโนโลยีใหม่ของการรักษาโรคซึมเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ด้วยปัญหาความเครียด การนอนน้อย รวมถึงสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิต ทำให้คนยุคนี้มักมีภาวะซึมเศร้าหรือเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะ ซึ่งวิธีการรักษาก็มีทั้งจิตบำบัด การใช้ยา และวิธีการอื่นตามที่แพทย์เห็นสมควร ทว่าไม่นานมานี้ Bangkok Mental Health Hospital (BMHH) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจิตเวชละแวกติวานนท์ เปิดตัวอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่เรียกว่า ‘dTMS’ เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยรักษาโรคซึมเศร้าด้วยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

 

เทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร ได้ผลหรือไม่ เจ็บมากน้อยอย่างไร วันนี้เราพาไปคุยกับ พญ.ณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล แพทย์จิตเวชผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดรายบุคคล ความผิดปกติทางอารมณ์ โรควิตกกังวล จิตเภท และภาวะสมองเสื่อม BMHH

 

 

ทำไมโรคซึมเศร้าจึงพบมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน

 

ส่วนใหญ่มาจากความเครียดในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนแปลงหรือความกดดันทางสังคม ภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ทำให้ความเครียดมากขึ้น สะสมมากขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ในอีกนัยหนึ่งโรคซึมเศร้าอาจมีเยอะมานานแล้ว แต่คนไม่ทั่วไปไม่รู้จักและเพิ่งมาทำความเข้าใจในช่วงหลัง

 

จริงๆ มีความเข้าใจผิดในสังคมเยอะมาก เช่น โรคซึมเศร้าเป็นความอ่อนแอทางจิตใจ แต่แท้จริงแล้วโรคนี้อาจเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพได้ด้วย เช่น พันธุกรรม หรือความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง การให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิตในสังคมจึงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าโรคซึมเศร้าเป็นความเจ็บป่วยที่รักษาได้ และการหันไปหาผู้เชี่ยวชาญก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนการรักษาโรคทางกายอื่นๆ

 

เทคโนโลยี ‘dTMS’ คืออะไร แล้วแตกต่างจากการรักษาด้วยยาหรือจิตบำบัดอย่างไร

 

dTMS คือการรักษาโดยใช้เครื่องมือปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปที่สมองส่วนหน้า โดยคลื่นจะทำหน้าที่ปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ช่วยให้สมองเปิดรับยาที่เรากินได้ง่ายขึ้น ปกติยาจะถูกซึมจากกระเพาะเข้ากระแสเลือด ซึ่งระหว่างเลือดกับสมองจะมีผนังกั้น และเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าทำให้ยาผ่านง่ายขึ้น ยาจึงส่งประสิทธิภาพเข้าสมองได้ดีขึ้น

 

รูปแบบการรักษาด้วย dTMS ควรเลือกรักษาเดี่ยวหรือควบคู่กับยา

 

ทำได้ทั้ง 2 แบบ จะรักษาเดี่ยวหรือรักษาควบคู่กับยาก็ได้ การรักษาโรคทางจิตเวชด้วยยาเป็นการรักษาแบบมาตรฐานอยู่แล้ว ส่วนเครื่อง dTMS เป็นสิ่งใหม่ สมัยก่อนสัก 20 ปีที่แล้วผลการรักษายังอยู่ที่ 50 ต่อ 50 แต่หลังจากที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้สามารถรับรองแล้วว่าใช้รักษาได้จริง ซึ่งได้รับรองจาก FDA หรือองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาว่ามีความปลอดภัยและช่วยรักษาซึมเศร้าได้มีประสิทธิภาพ

 

 

โรคทางจิตเวชใดบ้างที่สามารถรักษาด้วย dTMS

 

รักษาได้หลายชนิด ส่วนใหญ่จะเน้นที่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ และผู้ป่วยที่ติดบุหรี่ ซึ่งแต่ละโรคจะมีหมวกไม่เหมือนกัน แต่ใช้ระบบเดียวกันในการรักษา

 

ผลข้างเคียงจากการรักษาด้วย dTMS

 

เรียกว่ามีน้อยมาก ส่วนใหญ่มักมีอาการปวดศีรษะบ้าง แต่ปวดไม่เยอะ ปวดในระดับที่กินยาพาราเซตามอลแล้วหาย นอกจากนี้มีอาการง่วง อารมณ์คนออกกำลังกายหนักแล้วง่วงเหนื่อย เป็นความเหนื่อยล้าของสมองที่ถูกกระตุ้น

 

ขั้นตอนการเข้ารับการรักษาด้วย dTMS ต้องทำอย่างไร

 

อย่างแรกเลยคือมาหาแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยแพทย์จะประเมินว่ารักษาได้หรือไม่ สำหรับการรักษาครั้งแรกจะใช้เวลานานนิดหนึ่ง หลังสวมหมวกแพทย์จะเซ็ตตำแหน่งในการรักษา รวมถึงระดับความแรงในการยิงคลื่นแม่เหล็ก การรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที และจำเป็นต้องกระตุ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 10-15 วัน และเว้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ ถึงจะเริ่มเห็นผล

 

 

ผู้ป่วยกลุ่มใดที่เหมาะสมกับการรักษาแบบ dTMS

 

เบื้องต้นรักษาได้ทั่วไป แต่เหมาะเป็นพิเศษในกรณีคนไข้ที่มีปัญหาผลข้างเคียงจากการกินยา คนไข้ที่ไม่ต้องการยุ่งกับยามาก เช่น ไม่ต้องการกินเลย หรือกินแล้วมีผลข้างเคียงที่รับไม่ไหว หรือลองกินยาแล้วไม่ได้ผล ดื้อต่อการรักษาด้วยยา หญิงมีครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร

 

สัญญาณเตือนโรคซึมเศร้าและการเข้าพบจิตแพทย์

 

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองคุมไม่ไหว จัดการตัวเองไม่ได้ จนส่งผลกระทบกับชีวิตตัวเองหรือคนรอบข้าง จริงๆ ไม่จำเป็นต้องซึมเศร้าเท่านั้นก็สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ได้ เพราะการเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตถือเป็นก้าวแรกในการดูแลสุขภาพจิตและปรับปรุงคุณภาพชีวิต

 

 

แม้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง dTMS อาจช่วยเสริมการรักษาได้ดีขึ้น แต่การตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตในระดับสังคมยังเป็นสิ่งสำคัญ การเปิดใจกับการรักษาทางจิตเวชไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ควรมองว่าเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของ Bangkok Mental Health Hospital (BMHH): https://bangkokmentalhealthhospital.com 

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Shutterstock

The post รู้จัก ‘dTMS’ เทคโนโลยีใหม่ของการรักษาโรคซึมเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิทรรศการแรกของชายชื่อ ‘เหน่อ’ ตะกอนชีวิตหลังมรสุมซึมเศร้า https://thestandard.co/panuwat-songsawatchai-depression/ Mon, 29 Apr 2024 09:36:38 +0000 https://thestandard.co/?p=928041 เหน่อ

ถ้าพูดชื่อ ‘เหน่อ’ หลายคนคงนึกไม่ออกว่าเขาคือใคร แต่หาก […]

The post นิทรรศการแรกของชายชื่อ ‘เหน่อ’ ตะกอนชีวิตหลังมรสุมซึมเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหน่อ

ถ้าพูดชื่อ ‘เหน่อ’ หลายคนคงนึกไม่ออกว่าเขาคือใคร แต่หากบอกว่าเขาคือแอดมินเพจ ‘ANTI SOTUS’ ที่เคยออกมาเปิดโปงและต่อสู้กับสิ่งนี้ ก็น่าจะร้องอ๋อ นอกจากนั้นเขายังเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง และเป็นนักการเมืองอยู่ช่วงหนึ่ง

 

เขาบอกชื่อจริงของเขาในวันที่สนทนากับเราด้วยการแนะนำตัวว่า “ผมชื่อ ภานุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย เป็นศิลปิน ถ้าพอจะเรียกได้นะ (หัวเราะ) เพิ่งเริ่มวาดงานได้ประมาณ 3 ปีครับ ที่ผ่านมาเป็นแอดมินเพจ ANTI SOTUS นักกิจกรรมทางการเมือง และเป็นนักการเมืองอยู่ช่วงหนึ่งครับ” นี่คือตัวตนที่ครบถ้วนภายใต้ข้อสรุปที่รวบรัดจำกัดความแบบไม่ต้องถามต่อ

 

การสนทนากับเหน่อในครั้งนี้แปลกไปกว่าหนใดๆ เพราะที่ผ่านมาจะออกไปในทางบทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องกับการเคลื่อนไหวในเชิงประเด็นที่เขาต่อสู้ หรือกิจกรรมทางการเมืองเสียมากกว่า

 

ภายใต้บรรทัดแนะนำตัว เขาอาจหาญที่จะบอกเราอย่างถ่อมตัวในทีว่า ‘เป็นศิลปิน’ ด้วย โดยเริ่มวาดภาพมาได้ประมาณ 3 ปี และยังอาจหาญที่จะจัดแสดงนิทรรศการเพื่อให้คนได้ชมผลงานตัวเองด้วย ความอาจหาญที่ว่านี้นำพาเรามารู้จักเขาอีกหนภายใต้การสนทนานับแต่บรรทัดล่างนี้เป็นต้นไป

 

คุณเริ่มสนใจงานศิลปะจากอะไร

 

ผมเริ่มจากเป็นนักสะสมงานศิลปะครับ พอเริ่มสะสมไปได้สักระยะหนึ่งก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากทำงานของตัวเองบ้าง ด้วยความที่วาดไม่เป็น เราก็เลยเริ่มจากงานแอ็บสแตรกต์ก่อน แล้วก็พยายามหาครูที่ศิลปากรมาสอน แต่พอเขาเห็นงานของเราก็บอกว่าไม่ต้องเรียนแล้ว ให้ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดีกว่า ผลงานเราใช้ได้แล้ว ก็เลยพัฒนางานมาด้วยตัวของเราเองเรื่อยมา

 

ทำไมถึงคิดจัดนิทรรศการนี้ขึ้นมา

 

มันเป็นปมเล็กๆ ส่วนตัวด้วยครับ ความที่เราเกิดในจังหวัดนครปฐม เรามีมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านดนตรีและศิลปะของประเทศ แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของผมพบว่าคนนครปฐมสามารถหาดนตรีดีๆ ฟัง หรือหางานศิลปะดีๆ ดูได้ยาก ทั้งนครปฐมหรือทั้งภาคตะวันตก เราเลยคิดว่าถ้าอะไรที่พอจะขยับให้พื้นที่เหล่านี้มันเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ก็อยากทำ แล้วก็มีกลุ่มเล็กๆ ที่อยากทำเหมือนกันเลยเริ่มทำขึ้นมา

 

ไม่ได้หมายความว่าเพลงที่มีอยู่ไม่ดีนะครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงทั่วไป ไม่ได้มีเอกลักษณ์ เหมือนเชียงใหม่ซาวด์ ขอนแก่นซาวด์ อะไรทำนองนั้น ทั้งที่จริงๆ มันควรจะมี

 

แต่ในทางศิลปะนี่เงียบเลยครับ ชาวบ้านปกติจะหาดูงานศิลปะนี่หาดูได้ยากมาก เลยเป็นข้อสงสัยว่าทำไมคนนครปฐมที่อยู่ร่วมกับศิลปากรแต่กลับมีงานศิลปะให้ดูน้อย

 

ศิลปินเขาก็บ่นกันว่าทำไมคนสนใจศิลปะน้อย แต่ในทางเดียวกันเมื่อศิลปินแสดงงานก็มีจะมีคนไม่กี่คนในวงการดูกันเอง

 

แล้วงานศิลปะสำคัญกับคนทั่วไปอย่างไร

 

ผมคิดว่าศิลปะมันเป็นสิ่งสากลที่เรียบเรียงไวยากรณ์สีต่างๆ ออกมาร้อยเรียงเป็นประโยคในรูปแบบภาพวาดหรือสิ่งต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจในสุนทรียภาพ มันสร้างสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

 

เด็กที่เติบโตในสลัม ในค่ายกักกัน ในปราสาท เติบโตต่างกัน เราอยากจะสร้างสังคมไหนให้เราและคนรอบตัวอยู่ก็เท่านั้นเอง

 

ในประเทศไทยเองก็ยังมีพื้นที่แบบนี้น้อย และยังไปยึดอยู่กับพิพิธภัณฑ์เชิงโบราณคดีหรือเชิงอนุรักษ์ ซึ่งคนในปัจจุบันเชื่อมต่อไม่ค่อยติด และไม่ยึดโยงกับชีวิตปัจจุบันของผู้คนแล้ว การสร้างพื้นที่ศิลปะใหม่ๆ จึงสำคัญ

 

เหน่อ

 

คอนเซปต์ของงานคืออะไร

 

Depression Color ครับ เป็นงานของผมในช่วงที่ผมเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากการเครียดสะสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า กลายเป็นว่าในโลกปัจจุบันที่เราไม่สามารถคอนโทรลอะไรได้เลย การมีสมาธิบางอย่างบนพื้นผ้าใบมันเป็นที่ที่เราคอนโทรลได้ และไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องตัดสิน และสุดท้ายงานมันจะบอกเราเองว่าจะต้องหยุดทำตอนไหน แต่กลับกันชีวิตจริงไม่เคยบอกให้คุณหยุดเลย คุณดิ้นรนใช้ชีวิตตลอดเวลา

 

ผมคิดว่าประเทศนี้มันซึมเศร้ามาก่อนแล้ว ความรักและความสัมพันธ์ต่อผู้คน และสังคมที่ทุนนิยมพยายามบีบรัดให้มนุษย์ลดทอนความฝันเราลดน้อยถอยลง

 

ในวัยเด็กที่ทุกครอบครัวสร้างความโรแมนติกให้ลูกหลานเรียนจบปริญญา เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ชีวิตดี งานดี ครอบครัวดี สังคมดี แต่วันนี้ประเทศผุพังทุกทิศทาง จนหลายคนที่ต้องแบกรับสิ่งเหล่านั้นมาพังทลายในวัยเริ่มต้นที่แท้จริง ซ้ำประเทศนี้ยังจะสร้าง 20 ปีที่ว่างเปล่า โบยตีพวกเราสม่ำเสมอ

 

ในระหว่างการรักษาผมก็ตกตะกอนปรัชญาชีวิตมาเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างผลงานที่มีที่มาจากการเมือง สังคม รวมถึงมายาคติเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า สะท้อนออกมาเป็นผลงานจำนวนมาก

 

การเคลื่อนไหวทางสังคม การเมือง ส่งผลอย่างไรที่ทำให้เกิดงานนี้

 

ผมได้สอบถามคุณหมอถึงต้นเหตุของการเป็นโรคซึมเศร้า อาจจะเริ่มมาจากการที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง เช่น ผมเคยโดนจับ, เคยโดนรุมทำร้ายจากคน 20 กว่าคน, ขู่ฆ่า, ทำลายทรัพย์สิน ฯลฯ

 

ย้อนไปยังช่วงที่เข้าไปเป็นคนเขียนข่าว ในสภาพสังคมประเทศที่มันหมดหวังทุกหนทางจริงๆ ผู้สื่อข่าวโดนจับเพราะทำหน้าที่ นักเคลื่อนไหวทยอยเข้าคุกทีละคน บางคนหายสาบสูญ บางคนเสียชีวิต ถ้าผู้อ่านอยากจะรู้ว่ามวลอารมณ์ประเทศ ณ ตอนนั้นเป็นอย่างไร ผมแนะนำให้ทุกคนอ่านหนังสือ แผ่นดินจึงดาล: การเปลี่ยนผ่านในสภาพบังคับ ของประชาไท จะเข้าใจมากขึ้น ผู้สื่อข่าวต้องดิ้นรนตัวเองไปรับพลังลบจากแหล่งข่าวทุกวัน และไม่ได้มีการ Burnout มันออกมา เชื่อว่าหลายคนตอนนั้นก็ทำงานในสถานการณ์ที่หนัก

 

เมื่อมาถึงการเป็นนักการเมือง (ตัวเล็กๆ ที่รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน) ที่จะเจอสถานการณ์ต่างๆ ที่ปะทะเข้ามา การทำงานทางการเมืองที่มีแรงกดดันสูงและสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ห้ำหั่น โจมตี หวานนอก ขมใน การสร้างข่าวลือ บิดเบือน เปิดดีล ล้มดีล กลับกลอก หรือความไม่ตรงไปตรงมาบางอย่าง เพื่อแย่งชิงอำนาจในทางการเมือง ตรงนี้ผมไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใด ผมหมายถึงบรรยากาศโดยรวมที่คุณจะต้องเจอเมื่อทำงานการเมือง

 

ใช่ สำหรับคนจำนวนมากมันเป็นอะไรที่ทนได้ และสามารถ Delete ความรู้สึกบางอย่างไปได้ แต่คุณจะไม่รู้ตัวว่าสมองได้กด Save ความรู้สึกเหล่านั้นมาประมวลผลอยู่ตลอด เมื่อคุณใช้งานหนักขึ้น สมองคุณก็จะเสียหาย

 

ถ้าเราไปนิทรรศการนี้จะได้เจอกับอะไรบ้าง

 

นิทรรศการเดี่ยวครั้งนี้ผมได้รวบรวมผลงานเกือบทั้งหมดมานำเสนออย่างตั้งใจ โดยสื่อสารในรูปแบบไวยากรณ์ใหม่ผ่านสีสันของสมองคนเป็นโรคซึมเศร้า เพื่อสะท้อนมุมมองใหม่ๆ ต่อผู้คนในการเข้าใจมนุษย์ที่ถูกสารเคมีในสมองคอนโทรลอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสารเคมีเหล่านั้นก็คอนโทรลผลงานพวกนี้ออกมา

 

ผมเริ่มงานทุกชิ้นอย่างเปล่าเปลือย ไร้ตรรกะ ความคิด และเหตุผล ปล่อยให้สารเคมีในสมองทำงาน สั่งอารมณ์ความรู้สึกให้ปล่อยออกมาเป็นสีสัน และปล่อยให้สีสันนั้นเป็นอิสระต่อการสื่อสารกับผู้คน

 

นิทรรศการจะจัดที่ไหน และเมื่อไร

 

จัดที่บ้านบอ สตูดิโอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี วันที่ 31 มีนาคม จนถึงเดือนมิถุนายนนี้ครับ

The post นิทรรศการแรกของชายชื่อ ‘เหน่อ’ ตะกอนชีวิตหลังมรสุมซึมเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กพบว่า น้ำหอมกลิ่นโปรดอาจช่วยรักษาโรคซึมเศร้าของผู้ใช้ได้ https://thestandard.co/pitt-research-found-scent-depression-cure/ Tue, 16 Apr 2024 03:09:16 +0000 https://thestandard.co/?p=923313 น้ำหอม

น้ำหอม เป็นหนึ่งในไอเท็มที่หลายคนขาดไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะ […]

The post ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กพบว่า น้ำหอมกลิ่นโปรดอาจช่วยรักษาโรคซึมเศร้าของผู้ใช้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำหอม

น้ำหอม เป็นหนึ่งในไอเท็มที่หลายคนขาดไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะให้กลิ่นหอมและกลายเป็นเสน่ห์ติดตัวผู้ใช้แล้ว ผลการวิจัยชิ้นใหม่ยังชี้ให้เห็นอีกว่า กลิ่นโปรดอาจสามารถช่วยรักษาผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าได้ด้วย

 

กลุ่มนักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก เผยผลวิจัยดังกล่าวด้วยการศึกษาพฤติกรรมของคนที่มีภาวะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นหนักในช่วงวัย 18-55 ปี ทั้งหมด 32 คนกับการรับกลิ่นธรรมดาทั่วไป เช่น กลิ่นกาแฟ วิคส์ วาโปรับ และวานิลลา ซึ่งผลปรากฏว่าการรับกลิ่นกลายเป็นทริกเกอร์ของเหล่าผู้ป่วยซึมเศร้าที่เข้าทำการทดลอง โดยกลิ่นเหล่านั้นส่งผลให้บุคคลเหล่านี้นึกถึงความทรงจำในอดีตขึ้นมาได้

 

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงจะมีปัญหาในด้านความจำเชิงอัตชีวประวัติ (Autobiographical Memory) หรือความทรงจำเกี่ยวกับตนเอง ทั้งในเรื่องของสถานที่ วันและเวลา หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมักจะโฟกัสแต่กับสิ่งแย่ๆ ที่เกิดขึ้น และตีความเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นไปในทิศทางลบเท่านั้น แต่จากการวิจัยในครั้งนี้ พบว่ากลิ่นต่างๆ ส่งผลถึงสมองส่วนอมิกดาลา (Amygdala) อันเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านอารมณ์ อีกทั้งยังเป็นส่วนที่เชื่อมโยงระหว่างอารมณ์กับความทรงจำของผู้ป่วย ให้ดึงเอาความทรงจำที่แท้จริงและสดใสกลับมาได้

 

‘กลิ่น’ ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่อาจช่วยเหลือผู้ป่วยซึมเศร้าได้เท่านั้น แต่ขณะนี้กลิ่นยังถูกนำมาใช้รักษาโรคมะเร็ง และมีส่วนช่วยในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีผลวิจัยอื่นที่แสดงให้เห็นว่า การฝึกฝนจมูกให้แยกแยะกลิ่นต่างๆ ได้ จะช่วยทำให้กระบวนการคิดและตัดสินใจ (Cognitive Function) ของผู้คนพัฒนายิ่งขึ้นไปอีก โดยสำหรับการนำกลิ่นมาช่วยรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องทำการวิจัยและศึกษามากกว่านี้ แต่การค้นพบความเชื่อมโยงในเรื่องของอารมณ์และการรับรู้กลิ่นก็อาจนำไปสู่หนทางใหม่ในการช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมได้ในอนาคต 

 

ภาพ: Le Labo

อ้างอิง: 

The post ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กพบว่า น้ำหอมกลิ่นโปรดอาจช่วยรักษาโรคซึมเศร้าของผู้ใช้ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Selena Gomez เผยว่า เธอเคยอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในชีวิต ก่อนที่จะเอาชนะปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองได้ https://thestandard.co/selena-gomez-rock-bottom/ Sun, 24 Mar 2024 10:50:31 +0000 https://thestandard.co/?p=914859

Selena Gomez พูดถึงเส้นทางการรักษาสุขภาพจิตของตัวเองอีก […]

The post Selena Gomez เผยว่า เธอเคยอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในชีวิต ก่อนที่จะเอาชนะปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Selena Gomez พูดถึงเส้นทางการรักษาสุขภาพจิตของตัวเองอีกครั้ง โดยครั้งนี้เธอเปิดใจถึงเมื่อครั้งที่สุขภาพจิตของเธอย่ำแย่จนเรียกได้ว่าถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต และโมเมนต์เหล่านั้นก็ถูกบันทึกเอาไว้ในสารคดีเรื่อง My Mind & Me ของเธอด้วย

 

Selena Gomez ได้ไปร่วมงานอีเวนต์ SXSW ที่เท็กซัส และเผยถึงเบื้องหลังการตัดสินใจทำสารคดีเรื่อง My Mind & Me ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2022 โดยเธอเปลี่ยนใจอยู่หลายครั้งว่าจะปล่อยสารคดีเรื่องนี้ออกมาให้คนทั่วโลกได้เห็นหรือไม่ เนื่องจากมันเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่เธอเปราะบางที่สุดช่วงหนึ่ง เธอเผยว่า “นาทีที่ฉันตัดสินใจปล่อยสารคดีออกมามันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่โล่งใจอย่างมหาศาล เพราะไม่มีอะไรที่จะต้องหลบซ่อนอีกต่อไปแล้ว และนั่นก็น่าจะเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่ยากที่สุดในชีวิตของฉันด้วย”

 

สารคดี My Mind & Me ใช้เวลาบันทึกและถ่ายทำกว่า 6 ปี โดยติดตามเส้นทางชีวิตของ Selena Gomez โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาสุขภาพจิตที่เธอต้องเผชิญกับโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า นอกจากนั้นเธอยังได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์ในปี 2020 อีกด้วย ซึ่งเมื่อพูดถึงกระบวนการรักษาสุขภาพจิต Selena Gomez ได้เผยว่า

 

“คุณไม่สามารถบังคับใครให้ไปรักษาได้ เพราะมันจะไม่มีทางได้ผล มีหลายคนที่แคร์ฉันมากกว่าที่ฉันแคร์ตัวเองและอยากให้ฉันทำในสิ่งที่ตัวเองยังไม่พร้อมที่จะทำ แต่ฉันจะต้องไปถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตจริงๆ ฉันถึงจะไปทำสิ่งเหล่านั้นในเวลาที่ใช่สำหรับฉันด้วย และฉันหวังว่าตอนนี้ฉันอยู่ในจุดที่ดีกว่าเดิมแล้ว”

 

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับ Selena Gomez เมื่อย้อนกลับไปดูภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ คือการที่ต้องมองดูเธอเองที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองเลยโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ของเรื่อง “มันทำให้ฉันหงุดหงิดมาก แต่ฉันคิดว่าทุกคนก็เคยรู้สึกแบบนั้น และมันเป็นเรื่องสำคัญที่จะปลอบโยนตัวเองด้วยความเมตตา แต่ฉันว่าตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจมันเท่าไร ซึ่งมันก็ตลกดีเพราะทุกสิ่งที่ฉันพร่ำบ่นในตอนนั้นเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกขอบคุณในตอนนี้”

 

ภาพ: Hubert Vestil/SXSW Conference & Festivals via Getty Images

อ้างอิง: 

The post Selena Gomez เผยว่า เธอเคยอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในชีวิต ก่อนที่จะเอาชนะปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ยอมรับ ใช้ ‘ยาเค’ (Ketamine) เพื่อบรรเทาอาการซึมเศร้า หวังเรียกคะแนนคืนจากนักลงทุนโดยอ้างเรื่องผลประกอบการ https://thestandard.co/elon-musk-ketamine/ Tue, 19 Mar 2024 07:40:49 +0000 https://thestandard.co/?p=912849

อีลอน มัสก์ ออกมายอมรับในบทสัมภาษณ์ล่าสุดว่า เขาใช้ยา ‘ […]

The post อีลอน มัสก์ ยอมรับ ใช้ ‘ยาเค’ (Ketamine) เพื่อบรรเทาอาการซึมเศร้า หวังเรียกคะแนนคืนจากนักลงทุนโดยอ้างเรื่องผลประกอบการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีลอน มัสก์ ออกมายอมรับในบทสัมภาษณ์ล่าสุดว่า เขาใช้ยา ‘ยาเค’ (Ketamine) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เพื่อช่วยรักษาอาการซึมเศร้าเป็นครั้งคราว พร้อมทั้งยืนยันว่าสิ่งนี้ส่งผลดีต่อนักลงทุนในบริษัทของเขา

 

โดยในบทสัมภาษณ์กับอดีตผู้ประกาศข่าว CNN อย่าง ดอน เลมอน มัสก์อ้างว่าเขาใช้ Ketamine ในปริมาณน้อยทุกๆ สองสัปดาห์หรืออาจจะนานกว่านั้น เพื่อบรรเทาอาการ ‘สารเคมีในสมองไม่สมดุล’ ซึ่งนำไปสู่อารมณ์ซึมเศร้า

 

“Ketamine ช่วยให้ผมหลุดพ้นจากกรอบความคิดด้านลบ” มัสก์กล่าวกับเลมอน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

มัสก์ย้ำว่าแม้ Ketamine จะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท แต่มันไม่ได้ส่งผลเสียต่องานของเขาหรือกระทบสัญญารัฐบาลที่บริษัทต่างๆ ภายใต้การบริหารของเขามีอยู่ รวมถึงไม่ได้กระทบภาพลักษณ์ของเขาในสายตานักลงทุนใน Wall Street

 

“ในมุมมองของนักลงทุนใน Wall Street สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลประกอบการ คุณสร้างมูลค่าให้กับนักลงทุนได้ไหม?” มัสก์กล่าว ก่อนเสริมว่า “Tesla มีมูลค่ารวมกันพอๆ กับบริษัทรถยนต์ทั้งอุตสาหกรรม หากมีอะไรที่ผมใช้แล้วได้ผล ผมก็ควรจะใช้มันต่อไป”

 

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ามัสก์ใช้ยาบางชนิดมากเกินไป ซึ่งทำให้ผู้บริหารใน Tesla และ SpaceX เกิดความกังวล ซึ่งมัสก์ก็ถูกตั้งคำถามว่า การใช้ Ketamine จะทำให้เขามีปัญหากับสัญญารัฐบาลของบริษัทตัวเองหรือไม่

 

นอกจากนี้ มัสก์ยังเคยสร้างความขัดแย้งด้วยการวิจารณ์การใช้ยาต้านเศร้า Wellbutrin เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยระบุว่ายานี้ควรเลิกใช้ได้แล้ว ซึ่งทำให้บุคลากรทางการแพทย์ออกมาปกป้องประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาตัวนี้

 

Ketamine เดิมใช้เป็นยาระงับความรู้สึก แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยรองรับมากขึ้นว่าใช้ในการบำบัดรักษาอาการทางจิตเวช ทั้งซึมเศร้า วิตกกังวล และอื่นๆ การที่มัสก์ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกออกมาพูดถึงการใช้ยาชนิดนี้ จึงเป็นที่สนใจของสาธารณะอย่างมาก

 

แม้จะมีข้อกังขาตามมาอีกมากมายหลังบทสัมภาษณ์ออกอากาศ แต่การออกมายอมรับตรงๆ เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าที่เขาพบเจอและวิธีการรักษาตัวเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มัสก์กู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

 

ภาพ: Klaudia Radecka / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post อีลอน มัสก์ ยอมรับ ใช้ ‘ยาเค’ (Ketamine) เพื่อบรรเทาอาการซึมเศร้า หวังเรียกคะแนนคืนจากนักลงทุนโดยอ้างเรื่องผลประกอบการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลยุทธ์หลุดพ้นจากความเหนื่อย เครียด ซึมเศร้า ของเหล่าพนักงานออฟฟิศ https://thestandard.co/life/office-worker-stress-therapy/ Tue, 27 Feb 2024 05:05:02 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=904588 พนักงานออฟฟิศ

ในยุคปัจจุบันที่ความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นประเ […]

The post กลยุทธ์หลุดพ้นจากความเหนื่อย เครียด ซึมเศร้า ของเหล่าพนักงานออฟฟิศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานออฟฟิศ

ในยุคปัจจุบันที่ความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อ พนักงานออฟฟิศ อย่างกว้างขวาง การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นการดูแลสุขภาพจิตของตนเองจึงไม่ควรทำให้คุณรู้สึกเสียเปรียบหรือกลัวการถูกตัดสินเมื่อยื่นเรื่องขอลาในที่ทำงาน เพราะการตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตกำลังแผ่กระจายไปทั่วโลก และองค์กรต่างๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานมากขึ้น การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญเท่ากับการดูแลสุขภาพกายที่ไม่ควรมองข้ามหรือละเลย หากคุณรู้สึกว่าต้องการเวลาหยุดพัก อย่าลังเลที่จะหยุดพัก การดูแลตัวเองไม่เพียงช่วยให้คุณกลับมามีประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณมีความสุขและมีสุขภาพจิตที่ดีในระยะยาวด้วย เพื่อรับมือกับปัญหานี้ LIFE จึงรวบรวมคำแนะนำสำคัญจาก Calm ที่สามารถช่วยให้พนักงานออฟฟิศป้องกันและจัดการกับความเครียดสะสม ความซึมเศร้า และความเหนื่อยล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  1. จากการสำรวจของ Calm พบว่า 81% ของพนักงานรู้สึกวิตกกังวลหรือเครียด 61% รู้สึกซึมเศร้า และ 68% มีปัญหาในการหลับบางวันหรือเกือบทุกวันในเดือนที่ผ่านมา สถิติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงานอย่างจริงจัง
  2. ป้องกันและจัดการกับความเครียดสะสม ความซึมเศร้า และความเหนื่อยล้า เริ่มจากการยอมรับความต้องการของตนเอง ควรกล้าพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการด้านสุขภาพจิตกับนายจ้าง ข้อดีของการหยุดพักเพื่อดูแลสุขภาพจิตสามารถช่วยให้คุณกลับมาทำงานได้ดีขึ้น
  3. ทำความเข้าใจนโยบายและวัฒนธรรมองค์กร ก่อนที่จะยื่นข้อเสนอหรือขอวันหยุดเพื่อเยียวยาสุขภาพจิต ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและวัฒนธรรมขององค์กรเกี่ยวกับสุขภาพจิต เพื่อทราบสิทธิ์และสิ่งที่องค์กรสนับสนุนได้ จะสามารถช่วยลดความกังวลและเตรียมคุณให้พร้อมสำหรับการสนทนาได้ดีขึ้น 
  4. ไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกอย่างในการขอลาหยุดเพื่อพักผ่อนและรักษาสุขภาพจิต ไม่ควรต้องอธิบายอย่างละเอียดยิบกับนายจ้างหรือเพื่อนร่วมงาน ให้ข้อมูลเบื้องต้นก็เพียงพอแล้ว การรักษาความเป็นส่วนตัวของคุณเป็นสิ่งสำคัญและควรได้รับการเคารพ
  5. ควรเตรียมบทสนทนาที่จำเป็นเกี่ยวกับการขอวันหยุด จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจและสื่อสารความต้องการของคุณได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น “ฉันรู้สึกว่าฉันต้องการเวลาหยุดพักเพื่อดูแลสุขภาพจิตของฉัน เพื่อที่ฉันจะสามารถกลับมาทำงานได้ด้วยความสดชื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
  6. สร้างสมดุลในชีวิตการทำงาน พยายามกำหนดเวลาสำหรับกิจกรรมที่คุณสนใจหรือทำให้คุณผ่อนคลาย การมีเวลาพักผ่อนและการดูแลตนเองที่ดีสามารถช่วยลดระดับความเครียดและป้องกันความเหนื่อยล้าได้อีกทางหนึ่ง 
  7. ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท หรือคุณหมอที่ดูแลด้านสุขภาพจิต คนเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการจัดการกับความเครียดและส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี อย่าลังเลที่จะแบ่งปันหรือระบายสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร เชื่อว่าการมีผู้ฟังที่ดีจะช่วยบรรเทาความทุกข์ในใจของคุณได้

The post กลยุทธ์หลุดพ้นจากความเหนื่อย เครียด ซึมเศร้า ของเหล่าพนักงานออฟฟิศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Smiling Depression ความลับของคนที่ยิ้มสดใส แต่ข้างในซุกซ่อนความเศร้า https://thestandard.co/life/smiling-depression/ Sat, 10 Feb 2024 03:30:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=898201

ความลับของรอยยิ้ม ความสดใส แต่ภายในใจอาจซ่อนความเศร้า & […]

The post Smiling Depression ความลับของคนที่ยิ้มสดใส แต่ข้างในซุกซ่อนความเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความลับของรอยยิ้ม ความสดใส แต่ภายในใจอาจซ่อนความเศร้า

 

ในสังคมปัจจุบัน ผู้คนมักเผชิญความกดดันและความเครียดมากมาย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ การทำงาน ทำให้หลายคนจึงเลือกสวมหน้ากากปกปิดอารมณ์ที่แท้จริง หนึ่งในหน้ากากที่พบได้บ่อยคือรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเศร้า หรือที่เรียกว่า Smiling Depression แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล Bangkok Mental Health Hospital (BMHH) จะมาไขข้อข้องใจว่าอาการนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุใด หากมีอาการเหล่านี้จะสามารถบำบัดและเข้ารับการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

 

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล Bangkok Mental Health Hospital (BMHH) อธิบายว่า Smiling Depression คือคนที่ซึมเศร้า แต่จะแสดงออกภายนอกว่าร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ภายในจิตใจกลับรู้สึกเศร้าโศก หดหู่ ไร้ความสุข สิ้นหวัง คล้ายกับโรคซึมเศร้าทั่วไป แต่สามารถเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ได้อย่างแนบเนียน ซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้ที่รู้สึกว่าตัวเองต้องแสดงออกให้คนอื่นเห็นแต่ด้านที่ดีของตัวเองเท่านั้น กลัวว่าคนรอบข้างจะมองว่าตัวเองอ่อนแอหรือเป็นภาระ

 


 

สาเหตุของภาวะ Smiling Depression

 

  1. ผู้ที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ หรือ Perfectionist เมื่อประสบปัญหาคนกลุ่มนี้จึงเลือกที่จะแสดงออกว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า

 

  1. ไม่ต้องการรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของผู้อื่น ไม่ต้องการให้ผู้อื่นต้องเป็นห่วงตัวเอง และบางครั้งยังต้องรับฟังปัญหาของผู้อื่นอีกด้วย

 

  1. มีความรับผิดชอบสูง ทั้งในหน้าที่การงาน ครอบครัว หรือกับสังคมรอบตัว จึงเลือกที่จะไม่แสดงออกความรู้สึกของตนเองที่จะกระทบผู้คนรอบข้าง

 

สัญญาณภาวะ Smiling Depression

 

ยิ้มแต่สายตาดูไม่สดใส ดำเนินชีวิตได้ปกติแต่ข้างในรู้สึกเศร้า เป็นที่ปรึกษาได้ทุกเรื่อง ทุกคนคอยเข้าหาแต่ไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเอง ไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระ

 

ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่สมบูรณ์แบบหรือรู้สึกอ่อนแอ คาดหวังให้คนอื่นมีความสุขส่วนตัวเองเก็บความรู้สึกไว้ นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป รู้สึกตัวเองไร้ค่า สิ้นหวัง รู้สึกผิด หรือแม้กระทั่งมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากทำอะไร อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สนใจ และไม่เพลิดเพลินกับกิจกรรมที่เคยชอบทำ

 

การรักษาภาวะ Smiling Depression

 

ประกอบไปด้วยการใช้ยาต้านซึมเศร้าและการบำบัดทางจิต การใช้ยาต้านเศร้าจะออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทบางชนิดในสมอง เช่น สารเซโรโทนินและสารนอร์อีพิเนฟริน ยาต้านซึมเศร้ามักใช้ร่วมกับการให้คำปรึกษาและบำบัดทางจิต ระยะเวลาในการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ

 

การบำบัดอาการทางจิตเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์จะเป็นผู้ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของอาการซึมเศร้า และเรียนรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกของตัวเอง เช่น การบำบัดแบบจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ช่วยผู้ป่วยสำรวจความคิดและความรู้สึกที่ซ่อนเร้น, การบำบัดแบบพฤติกรรมทางปัญญา (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ช่วยผู้ป่วยเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมที่ส่งผลต่ออารมณ์ และการบำบัดกลุ่ม (Group Therapy) ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

 

การดูแลตัวเองเมื่อเป็น Smiling Depression

 

ควรยอมรับความรู้สึกของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้มตลอดเวลา อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเศร้า โกรธ หรือรู้สึกอะไรก็ได้ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ ระบายความรู้สึกของตัวเอง ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

The post Smiling Depression ความลับของคนที่ยิ้มสดใส แต่ข้างในซุกซ่อนความเศร้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้หรือไม่? การวิ่งในสวนสาธารณะให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด https://thestandard.co/life/park-running-beneficial/ Sat, 13 Jan 2024 14:41:50 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=887516 การวิ่งในสวนสาธารณะ

เปิดปีใหม่มาไม่ทันไรเราก็เดินทางมาจวนจะถึงกลางเดือนมกรา […]

The post รู้หรือไม่? การวิ่งในสวนสาธารณะให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
การวิ่งในสวนสาธารณะ

เปิดปีใหม่มาไม่ทันไรเราก็เดินทางมาจวนจะถึงกลางเดือนมกราคมแล้ว ใครที่ตั้งเป้าว่าปีนี้จะออกกำลังกายและใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น ณ วันนี้คุณได้ลงมือทำแล้วหรือยัง? หากยังไม่ได้เริ่มและยังไม่พร้อมสมัครยิมด้วยตารางงานที่แสนแน่น เรามีไอเดียออกกำลังที่ทั้งง่าย ดีต่อกาย และดีต่อใจมาฝาก ซึ่งก็คือการวิ่งในสวนสาธารณะ

 

เป็นที่รู้กันว่าการวิ่งนั้นสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อและกระดูก ช่วยเผาผลาญแคลอรี ลดความเครียด เพิ่มสมรรถนะของหัวใจ และยังมีส่วนช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกด้วย ทว่าการวิ่งในสวนสาธารณะนั้นมีประโยชน์ด้านอื่นแฝงอยู่ด้วย และนี่คือ 5 เหตุผลที่ทำไมคุณควรลองไปวิ่งในสวนสาธารณะดูสักครั้ง

 

1. ฮีลใจกับธรรมชาติ

 

ต้นไม้เขียวขจี บรรยากาศอันร่มรื่น เสียงนกร้อง และสายลมที่พัดผ่าน การที่คุณได้มาเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด จะช่วยให้คุณรู้สึกเย็นใจและรู้สึกสดชื่นในแบบแตกต่างกับการวิ่งบนลู่อย่างสิ้นเชิง  

 

2. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าและความดันโลหิตสูง

 

ผลการวิจัยพบว่า การใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจี สามารถช่วยลดอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าได้ 7% และความดันโลหิตสูงได้ 9% 

 

ดังนั้นต่อให้คุณเป็นนักวิ่งมือใหม่ก็ไม่ต้องกังวล แค่มาวิ่งเหยาะๆ หรือเดินเร็วสลับช้าเพียงวันละ 30 นาทีอย่างสม่ำเสมอ คุณก็จะได้ประโยชน์ดีๆ ต่อสุขภาพ และยังสามารถลดความเสี่ยงในระยะยาวได้อีกด้วย

 

3. ได้พัฒนากล้ามเนื้อและฝึกบาลานซ์

 

พื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอ เนินสูง-ต่ำ สิ่งกีดขวาง และสภาพแวดล้อมรอบตัวในสวนสาธารณะ จะทำให้คุณได้ฝึกพัฒนากลุ่มกล้ามเนื้ออื่นๆ พร้อมกับฝึกบาลานซ์ไปในตัว นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยอีกว่า การวิ่งเอาต์ดอร์ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงแก่กระดูกยิ่งขึ้น เนื่องจากการวิ่งบนพื้นผิวที่แข็งนั่นเอง

  

4. เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ที่แตกต่าง

 

กดปุ่มสตาร์ท วิ่งได้แค่ 5 นาที แต่รู้สึกนานเหมือนเป็นชั่วโมง ใครที่กำลังรู้สึกแบบนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาวิ่งในสวนสาธารณะกันดู เพราะนอกจากจะลบภาพจำเจจากหน้าจอและความเบื่อหน่ายจากการวิ่งอยู่กับที่ได้แล้ว คุณจะสามารถเพลิดเพลินกับสิ่งรอบข้าง สายลม แสงแดด และความร่มรื่น ที่หาไม่ได้จากบนลู่ 

 

5. พบปะมิตรภาพใหม่ๆ

 

การได้มาวิ่งในสวนสาธารณะเป็นประจำอาจทำให้คุณได้ค้นพบกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ไม่แน่คุณอาจจะได้บัดดี้ออกกำลังกายคนใหม่จากงานนี้ด้วยก็ได้นะ

 

สำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในต้นปีนี้ ต้องห้ามพลาดกับ You&Me Together Run งานที่ทาง THE STANDARD LIFE และ DENTISTE ชวนจับมือชวนคนที่คุณห่วงใยมาวิ่งฮีลใจไปด้วยกัน พร้อมสัมผัสกิจกรรมพิเศษตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตรใจกลางกรุงเทพฯ ณ สวนเบญจกิติ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ชวนทำความรู้จักกันให้ดีขึ้นด้วย Journal Journey 
  • กิจกรรมฮีลใจที่ลาน Healing Station
  • ผ่อนคลายไปกับ Sound Healing 
  • ลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจาก DENTISTE’

 

 

THE STANDARD LIFE x DENTISTE: You&Me Together Run

  • จ่ายราคาเดียววิ่งได้เป็นคู่ เพียง 999 บาท 
  • วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 
  • ลงทะเบียนเวลา 05.30 น. ปล่อยตัวเวลา 06.15-08.30 น.
  • สถานที่: สวนเบญจกิติ

 

จับมือชวนกันลงทะเบียนเลยวันนี้ จำกัดเพียง 250 คู่เท่านั้น

https://www.runlah.com/events/ymtr2024

 

หมายเหตุ: ราคาสมัครสำหรับนักวิ่งเดี่ยว 599 บาท

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ THE STANDARD LIFE

 

อ้างอิง: 

The post รู้หรือไม่? การวิ่งในสวนสาธารณะให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาการปวดเรื้อรังกับโรคซึมเศร้า ทำไมมันมาด้วยกันได้? https://thestandard.co/life/chronic-pain-comes-with-depression/ Sat, 04 Nov 2023 03:22:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=862364 อาการปวดเรื้อรังกับโรคซึมเศร้า

ในปัจจุบันทั้งสภาพสังคมและการใช้ชีวิตทำให้มีการพบโรคปวด […]

The post อาการปวดเรื้อรังกับโรคซึมเศร้า ทำไมมันมาด้วยกันได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาการปวดเรื้อรังกับโรคซึมเศร้า

ในปัจจุบันทั้งสภาพสังคมและการใช้ชีวิตทำให้มีการพบโรคปวดจากออฟฟิศซินโดรมสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงอีกหนึ่งปัญหาที่พบเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือภาวะเครียดหรือซึมเศร้าในวัยทำงาน หากเรามาพูดคุยถึง 2 ปัญหานี้จะพบว่ามีประชากรอยู่จำนวนหนึ่งที่มีทั้ง 2 ปัญหานี้รุมเร้าพร้อมๆ กันทั้งที่รู้และไม่รู้ตัว ความจริงแล้วทั้ง 2 ปัญหานี้มีความเกี่ยวข้องและสามารถพบคู่กันได้บ่อยมาก ทำให้หากไม่ได้จัดการการรักษาให้ครบองค์ประกอบ ก็จะได้ผลการรักษาที่ไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเอง 

 

ดังที่หลายๆ คนทราบจากสื่อต่างๆ ว่าภาวะซึมเศร้าไม่ว่าจะเป็นโรคหรือเพียงภาวะทางอารมณ์ชั่วคราวนั้น มีสาเหตุมาจากสารสื่อประสาทในร่างกายของคนเราผิดปกติไป นั่นคือการที่ร่างกายมีระดับสารเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมองลดลง ทำให้อารมณ์ไม่สดชื่น เครียดง่าย พักผ่อนยาก การรักษาหลายทางจึงมุ่งไปสู่การเพิ่มระดับเซโรโทนินเพื่อให้อารมณ์กลับมาอยู่ในสภาวะปกติมากที่สุด ทั้งนี้ ยังมีสารสื่อประสาทอีกชนิดที่ถูกพูดถึงรองลงมาก็คือ นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ถ้ามีปริมาณลดลงก็จะส่งเสริมให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้เช่นกัน

 

จากการศึกษาเรื่องจุดเริ่มต้นและการตอบสนองต่ออาการปวดในร่างกาย (Pain Pathway) จะพบว่าในระดับสรีรวิทยา กลไกการตอบสนองของร่างกายเพื่อจัดการลดปวดเมื่อถูกกระตุ้นให้เจ็บปวด เช่น การถูกเข็มตำ นั้นจะมีการส่งกระแสประสาทมาลดปวดโดยตรง และยังมีการส่งสัญญาณลดปวดผ่านสารสื่อประสาทหลายชนิด โดยมีเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรินด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากระดับของสารสื่อประสาท 2 ตัวนี้ลดลง ก็จะทำให้กระบวนการลดปวดของร่างกายทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังตามมาได้ 

 

(Tips: อาการปวดเรื้อรังซึ่งหมายถึงผู้ที่มีอาการปวดใดๆ เป็นเวลานานกว่าที่ตัวโรคนั้นๆ ควรจะเป็น หรือเป็นเวลา 3-6 เดือนขึ้นไปโดยที่สาเหตุของอาการปวดนั้นอาจจะถูกรักษาไปแล้ว หรือยังคงอยู่แต่ตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดีเท่าที่ควร) 

 

เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าวจึงอธิบายได้ว่า อาการซึมเศร้าและอาการปวดเรื้อรังนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน โดยที่บอกได้ยากว่าอาการใดเป็นจุดเริ่มต้น แต่ถึงแม้จะไม่สามารถบอกได้ แต่ข้อมูลนี้ก็ทำให้มีการพัฒนาการรักษาอาการปวดเรื้อรังด้วยยากลุ่มที่ใช้ต้านซึมเศร้า (Antidepressant Drug Group) ซึ่งทำให้ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน จนถูกจัดเข้ามาอยู่ในแนวทางการรักษาอาการปวดเรื้อรัง (อาการปวด)

 

ในทางการแพทย์จะมีกลุ่มอาการที่พบไม่บ่อยชื่อว่า กลุ่มอาการไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia Syndrome) โดยอาการจะประกอบด้วยอาการทางกาย เช่น มีอาการปวดที่หลายๆ ข้อต่อหรือกล้ามเนื้อในร่างกาย ร่วมกับอาการอ่อนเพลียไม่อยากไปทำงาน นอนไม่หลับ เครียด และอาจมากจนไปถึงอาการซึมเศร้า โดยการวินิจฉัยนั้นจะต้องมีการพบแพทย์และตรวจวินิจฉัยว่าไม่มีสาเหตุจากโรคอื่น และมีอาการเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยทั้งหมดจึงจะบอกได้ว่ามีโรคนี้หรือไม่ แนวทางการรักษากลุ่มอาการนี้จะต้องมีทั้งการรักษาอาการปวดและการรักษาทางอารมณ์ร่วมกัน โดยสาเหตุของกลุ่มอาการนี้ยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่ากลไกการเกิดน่าจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของสารสื่อประสาทที่ผิดปกติดังกล่าวนั่นเอง  

 

ในมุมของหมอที่ดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะโรคปวดจากออฟฟิศซินโดรมจะพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอาการทางอารมณ์ร่วมด้วย แต่ยังไม่รุนแรงจนสามารถวินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการไฟโบรมัยอัลเจีย และหากเริ่มการรักษาได้รวดเร็วและตรงจุดก็ป้องกันการเกิดกลุ่มอาการไฟโบรมัยอัลเจียได้ หากลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด แนวทางการรักษาอาการซึมเศร้าและการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังจากออฟฟิศซินโดรมนั้นจะมีความเหมือนกันในหลายจุดคือ

 

  1. การรักษาด้วยการใช้ยา การรักษาโรคซึมเศร้านั้นจะตรงไปตรงมาในการให้ยา ซึ่งยากลุ่มที่ใช้ในการรักษาอาการซึมเศร้าโดยทั่วไปจะเข้าไปจัดการสารสื่อประสาทหลายชนิดและเด่นที่สารเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรินตามแต่ละชนิดของยา แต่หากอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยนี้มีอาการทางกายคืออาการปวดตามกล้ามเนื้อหรือตามข้อร่วมด้วย โดยไม่ได้มีสาเหตุจริงจากโรคทางกายอื่นๆ ก็จะมีการให้ยาแก้ปวดทั่วไป และเพิ่มยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์ผ่านระบบประสาทร่วมด้วยเพื่อตัดวงจรการปวดเรื้อรังนั่นเอง

 

การรักษาผู้ป่วยปวดเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากออฟฟิศซินโดรม จะมีการให้ยาแก้ปวดตามสาเหตุของโรคร่วมกับการทำกายภาพบำบัด แต่หากพบว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการทางอารมณ์ ความเครียด หรือมีอาการนอนไม่หลับ หรือการรักษาไม่ได้ผลตามเป้าที่ตั้งไว้เป็นเวลานาน ก็จะพิจารณากลุ่มยาต้านซึมเศร้าเพื่อไปจัดการสารสื่อประสาทเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรินด้วย เพื่อให้ความรู้สึกผิดปกติลดลงและตัดวงจรความปวดเรื้อรังได้ 

 

  1. การรักษาด้วยการไม่ใช้ยา ผู้ป่วยปวดเรื้อรังกับการรักษาโดยกายภาพบำบัดนั้นเป็นของคู่กันนอกเหนือจากการกินยาแก้ปวด เนื่องจากการกายภาพบำบัดช่วยปรับสภาพกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็ง หรือเนื้อเยื่อที่อักเสบจนทำให้ปวดนั้นดีขึ้นได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายเพื่อการรักษาโดยการยืดเหยียด เวตเทรนนิ่ง หรือคาร์ดิโอ ก็จะถูกนำมาช่วยในการเสริมให้ร่างกายแข็งแรงและไม่กลับมาปวดซ้ำอีกด้วย

 

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั้งที่มีและไม่มีอาการปวดก็ได้รับการแนะนำให้มีการออกกำลังกายเพื่อการรักษาเช่นกัน เนื่องจากการออกกำลังกายเพื่อการรักษาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะคาร์ดิโอ 30 นาทีต่อวันขึ้นไป จะทำให้เกิดการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ พักผ่อนง่ายขึ้น และยังทำให้สารสื่อประสาทและฮอร์โมนต่างๆ ของร่างกายสมดุลมากขึ้น เช่น เอ็นดอร์ฟินและโดพามีนที่ทำให้มีความสุข รวมถึงยังช่วยเพิ่มระดับของเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรินด้วยนั่นเอง

 

จะเห็นได้ว่าในสภาวะสังคมและการใช้ชีวิตในปัจจุบันทำให้เกิดอาการปวดและอาการเครียดจนไปถึงโรคซึมเศร้าได้มากขึ้น หากเราเป็นหนึ่งคนที่เริ่มมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งจึงอยากให้เริ่มปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้อาการไม่เรื้อรังจนเกิดภาวะที่ซับซ้อนระหว่างร่างกายและจิตใจได้ แต่หากเริ่มมีอาการของโรคใดโรคหนึ่งแล้วก็ไม่ต้องกังวล เพราะในปัจจุบันมีการรักษาหลายแบบทั้งการใช้และไม่ใช้ยาที่ทำให้หายและกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างแน่นอน

The post อาการปวดเรื้อรังกับโรคซึมเศร้า ทำไมมันมาด้วยกันได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? https://thestandard.co/lauv-x-the-standard-pop/ Fri, 15 Sep 2023 04:25:51 +0000 https://thestandard.co/?p=841924 LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’?

Lauv กับโซเชียลมีเดียถือว่าเป็นของคู่กัน เพราะเขามักจะใ […]

The post LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’?

Lauv กับโซเชียลมีเดียถือว่าเป็นของคู่กัน เพราะเขามักจะใช้มันเป็นช่องทางสื่อสารกับแฟนๆ นับล้านทั่วโลก ทั้งใน Instagram และ TikTok แต่บางครั้งมันก็กลับมาทำร้ายเขา จากคอมเมนต์และข้อความที่กระทบจิตใจ จนทำให้เขาตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและโรค OCD

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนๆ และเขายังเชื่อมต่อถึงกันก็คงจะเป็นโซเชียลมีเดียนี่แหละ เพราะมันทำให้เขาเปิดเผยความรู้สึกออกมาอย่างจริงใจ และเป็นพื้นที่เอาไว้แชร์ผลงานเพลงใหม่ๆ ที่เขาแต่งจากความรู้สึกส่วนตัวออกมา ตั้งแต่เพลง Paris in the Rain ต่อมาที่อัลบั้ม How I’m Feeling ที่มีทั้งเพลง i’m so tired ที่ทำกับ Troye Sivan, Drugs & The Internet, Modern Loneliness และ f*ck, i’m lonely ที่ทำกับ Anne-Marie

 

จนถึงผลงานล่าสุดอย่างคอนเสิร์ต The Between Albums Tour กับการกลับมากรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 4 พร้อมผลงานใหม่ที่เขาได้เป็นตัวเองและใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และเขาเปิดโอกาสให้เราพูดคุยก่อนขึ้นคอนเสิร์ตถึงเรื่องการดูแลตัวเอง ในยุคที่เราหลีกเลี่ยงการใช้โซเชียลมีเดียไม่ได้ 

 

ชมบทสัมภาษณ์ย้อนหลังได้ที่:

 

 

LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’?

The post LAUV x THE STANDARD POP เบื้องหลังการสัมภาษณ์รายการ How You Doin’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลองทรีตเมนต์แก้อาการนอนไม่หลับ-นอนกรน พร้อมกดจุดสุดฟินที่ Sleep Labb (SLL Clinic) https://thestandard.co/life/sleep-labb-sll-clinic/ Tue, 04 Jul 2023 08:04:35 +0000 https://thestandard.co/?p=812055 Sleep Labb (SLL Clinic)

เราต่างรู้ดีว่าการนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด ประหนึ่งไ […]

The post ลองทรีตเมนต์แก้อาการนอนไม่หลับ-นอนกรน พร้อมกดจุดสุดฟินที่ Sleep Labb (SLL Clinic) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sleep Labb (SLL Clinic)

เราต่างรู้ดีว่าการนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด ประหนึ่งได้ชาร์จพลังแห่งชีวิตหลังจากที่ออกไปผจญกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมาในแต่ละวัน ทว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เผชิญกับภาวะการนอนไม่หลับ หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน โดยสาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม, โรคต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ, ช่วงวัย, รูปแบบการใช้ชีวิต, การใช้ยาบางชนิด, สภาพแวดล้อมในขณะนอน หรือความเครียดวิตกกังวลกับสารพันเรื่องที่ถาโถมเข้ามาช่วงกลางคืน ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอแรกๆ อาจจะส่งผลให้รู้สึกไม่สดชื่น, หม่นหมอง, เหนื่อยเพลีย, สมองตื้อ, คิดอะไรไม่ออก และไม่มีสมาธิ แต่หากสะสมนานวันเข้าอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน หรือโรคซึมเศร้า 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

ส่วนเรื่องอาการนอนกรนมักเป็นสิ่งที่เราต่างมองข้าม… ‘เพราะเราไม่รู้ว่าเรานอนกรนหรือเปล่า’ นอกเสียว่าใครที่ได้มานอนด้วยอาจจะประสบปัญหากับตัวจนต้องทัก การนอนกรนอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าต้องกังวลมากนัก แต่ความจริงแล้วมันสามารถส่งผลเสียและอาจอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เกิดการนอนกรนนั้นเกิดจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ ทำให้ลมหายใจไม่สามารถผ่านไปยังหลอดลมและปอดได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เมื่อช่องลมถูกปิดกั้นจนเล็กลงก็จะส่งผลให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น นอกจากนี้ การนอนกรนยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคุณภาพการนอนที่ไม่ดี และได้ของแถมเป็นผลเสียตามที่กล่าวไว้ข้างต้น 

 

ในกรณีที่เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับก็ยังสามารถส่งผลให้เกิดโรคทางสมองและหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด และโรคของหลอดเลือดสมอง และในกรณีผู้ชายอาจมีส่วนทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย

 

การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบองค์รวมถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นได้ แต่หากใครที่กำลังมองหาทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัย แถมยังได้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจราวกับทำสปาไปเบาๆ เราอยากพาไปทำความรู้จักกับทรีตเมนต์ ‘SleepMore, SnoreLess’ ที่ Sleep Labb (SLL Clinic)

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

What Is It?

Sleep Labb หรือ SLL Clinic คือคลินิกที่เชี่ยวชาญด้านการให้บริการและการรักษาด้านการนอนหลับอย่างครบวงจร โดยมี Sleep Technician ตรวจวัดคุณภาพการนอนและความเสี่ยงในการนอนหลับ อีกทั้งมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะเป็น Consult อย่างละเอียดเพื่อวางแผนรักษา ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำการใช้สารสกัด CBD ที่ผ่านการวิจัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ การทำทรีตเมนต์ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอน ซึ่งตัวทรีตเมนต์จะเป็นการรักษาด้วยเครื่องมือทันสมัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสำหรับใช้ทางการแพทย์โดยเฉพาะ 

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

 

ภายในคลินิกมีโซนต้อนรับกว้างขวาง ตกแต่งอย่างสบายตา และด้วยสถานที่ตั้งชั้น 30 ของโรงแรม Grand Center Point Ploenchit ทำให้มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีห้องให้คำปรึกษา ห้องตรวจ และห้องทรีตเมนต์แบบเดี่ยว-คู่ แยกอย่างเป็นสัดส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัว 

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

 

ในส่วนของทรีตเมนต์ที่เราเลือกรับบริการคือ SleepMore, SnoreLess (6,500 บาท / 75 นาที) ซึ่งจุดประสงค์ตรงตามชื่อทุกประการคือ เพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับและลดอาการนอนกรน โดยจะเป็นการรักษาด้วยเครื่อง Radio Frequency (RF) พร้อมบริการกดจุดสัญญาณเพื่อความผ่อนคลาย 

 

Experience

ห้องที่เราเข้ารับบริการมีความกว้างขวางและเป็นส่วนตัวมาก มีห้องน้ำส่วนตัวที่มีห้องอาบน้ำในตัว มีโต๊ะเครื่องแป้ง ที่เก็บสัมภาระต่างๆ ครบครัน มีพื้นที่ให้นั่งจิบน้ำจิบชา ซึ่งที่นี่ก็จะเสิร์ฟชาคาโมไมล์ ชาผสมใบกัญที่ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย แก้อักเสบในร่างกาย และช่วยทำให้หลับสบายขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะมีฤทธิ์ทำให้มึนเมา เพราะสัดส่วนของใบกัญชาที่ทางคลินิกใช้อยู่ที่ 20% และปริมาณสาร THC (สารที่ส่งผลต่อระบบประสาท) ไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะทำให้เมาได้ รวมถึงความเข้มข้นที่ชงจะอยู่ในระดับที่พอดี

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลังจากที่เปลี่ยนเป็นชุดคลุมก็ขึ้นเตียงเตรียมพร้อมสำหรับโปรแกรม ซึ่งตัวโปรแกรมจะถูกแบ่งเป็น 2 ทรีตเมนต์ เริ่มจาก ‘SleepMore’ ซึ่งหน้าที่ของเราคือการนอนคว่ำ ติดแผ่นสื่อที่หน้าท้อง แล้วปล่อยกายปล่อยใจให้พักผ่อนอย่างสงบตลอด 45 นาที 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

เริ่มแรกแพทย์จะลงน้ำมัน CBD นวดทั่วบริเวณแผ่นหลัง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความหอมอ่อนๆ ของน้ำมันที่ชวนปรับมู้ดให้ผ่อนคลายขึ้นในทันที

 

Sleep Labb (SLL Clinic) Sleep Labb (SLL Clinic)

จากนั้นเป็นการลงครีมแล้วใช้เครื่อง RF นวด ซึ่งแพทย์จะคอยสอบถามอยู่เรื่อยๆ ว่าอุณหภูมิพอดีหรือไม่ เพราะการที่จะทำให้ทรีตเมนต์มีประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องอาศัยอุณหภูมิของเครื่องที่อุ่นในระดับหนึ่ง 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลักการทำงานของเครื่อง RF คือการส่งพลังงานความถี่ความถี่ที่ 448 kHz ลงไปใต้ชั้นผิว ซึ่งสามารถลงลึกไปถึงชั้นกระดูกและสะท้อนคลื่นออกมาที่ชั้นผิวหนัง โดยให้ประโยชน์หลายส่วนในคราวเดียว ไม่ว่าจะเป็นส่วนของชั้นกล้ามเนื้อที่จะช่วยลดความเครียดของเซลล์ ทำให้เซลล์คลายตัว ลดความตึงของกล้ามเนื้อ ส่วนของชั้นผิวหนังเองก็จะช่วยในเรื่องการสร้างคอลลาเจนด้วยการเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวหนัง ช่วยให้รู้สึกชุ่มชื้น กระจ่างใส สามารถช่วยชะลอวัยได้ ในส่วนของชั้นหลอดเลือดก็จะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้น ลดสารก่อความเครียดตามผนังหลอดเลือดหรือไขมันที่เกาะหลอดเลือด เมื่อเลือดจับกับออกซิเจนได้ดีขึ้นก็จะส่งผลให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายและเซลล์สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่เพียงพอ ส่งผลให้นอนหลับผ่อนคลายยิ่งขึ้นในท้ายที่สุด 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลังจากเสร็จสิ้นการนวด RF ก็จะเป็นการกดจุดด้วยมือ ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่เราประทับใจที่สุด เรียกได้ว่า ‘โดนทุกจุด’ ใครที่มีไลฟ์สไตล์นั่งโต๊ะตาติดจอตลอดจนเกิดเป็นภาวะโรคฮิตอย่างออฟฟิศซินโดรม จะต้องถูกใจสิ่งนี้แน่นอน บริเวณที่กดจุดนั้นมีตั้งแต่ส่วนหลัง บ่า ไหล่ และคอ ซึ่งให้ความผ่อนคลายสบายจนไม่อยากให้ Session นี้จบ 

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

หลังจากที่ครบ 45 นาทีแล้ว ก็จะเป็นในส่วนของ ‘SnoreLess’ ต่อ โดยทรีตเมนต์นี้จะเป็นการนอนหงายแทน เพราะจะเน้นการรักษาบริเวณลำคอ เช่นเดิมเราจะต้องติดแผ่นสื่อซึ่งครั้งนี้เป็นการติดที่ส่วนหลัง แพทย์จะลงน้ำมัน CBD ตามด้วยครีม แล้วรักษาด้วยเครื่อง RF เช่นเดิม โดยจะมีด้วยกันสองหัวซึ่งจะต่างกันในเรื่องระดับความลึกของพลังงาน ทั้งในส่วนลึกถึงมวลกระดูกและระดับตื้น โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมตามแต่ละเคสว่าเหมาะที่จะใช้หัวไหนก่อน หรืออาจเลือกใช้แค่หัวใดหัวหนึ่งในการรักษา

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

“เคสส่วนใหญ่ที่มีอาการกรนเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหลังโพรงจมูก กล้ามเนื้อเพดานอ่อนและลิ้นไก่ที่หย่อนปิดทางเดินหายใจ เวลาหายใจเข้ามันก็จะกระพือหรือสั่น เกิดเป็นเสียงกรน คลื่นตัวนี้ก็จะช่วยส่งพลังงานลึกถึงเนื้อเยื่อตรงส่วนนั้นได้ ส่วนในคนที่มีภาวะอ้วน มีไขมันพอกบริเวณคอเยอะ ซึ่งทำให้เกิดการนอนกรน เครื่องนี้ก็สามารถช่วยลดไขมันในช่องคอได้เช่นกัน” แพทย์เสริม

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

นอกจากประโยชน์ในเรื่องการนอนกรนแล้ว สาวๆ หรือใครที่กังวลเรื่องกรอบหน้าหย่อนคล้อยหรือเหนียงไม่กระชับคงต้องยิ้มออก เพราะเครื่อง RF นี้ยังมีส่วนช่วยให้ผิวกระชับไปในตัว หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนตัวเครื่องแล้ว ก็จะตามมาด้วยการกดจุดด้วยน้ำมัน CBD อีกครั้ง ซึ่งยังคงโดนทุกจุดและให้ความผ่อนคลายขั้นสุดเช่นเคย

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

Result

หลังทำทันทีรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตึงน้อยลง เบาสบายตัวขึ้น ตัวน้ำมัน CBD ของที่นี่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ส่วนผลลัพธ์ในเรื่องของการนอนหลับหรือกรนนั้นจะต้องอาศัยการรักษาต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน

 

Good For

Sleep Labb (SLL Clinic) คือจุดหมายของคนที่มีปัญหาการนอนหลับโดยแท้ ด้วยบริการทรีตเมนต์ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายตามความต้องการ มีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอย่างละเอียด เครื่องมือที่ใช้ล้วนได้มาตรฐาน ตัวคลินิกเองก็มีความสะอาด และยิ่งถ้าใครมองหาสถานที่ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง ต้องลองแวะมาใช้บริการที่นี่เลย

 

Sleep Labb (SLL Clinic)

 

Sleep Labb (SLL Clinic) 

Open: เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. 

Address: 30th Floor, Grande Centre Point Ploenchit

Budget: 6,500 บาท ต่อ 75 นาที 

Tel: 02 651 5227 

Facebook: SLL Clinic – Sleep Labb

 

ภาพ: ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

อ้างอิง: 

The post ลองทรีตเมนต์แก้อาการนอนไม่หลับ-นอนกรน พร้อมกดจุดสุดฟินที่ Sleep Labb (SLL Clinic) appeared first on THE STANDARD.

]]>