โปรตีน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โปรตีน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Mar 2026 07:36:56 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โทฟุซังเปิดศึกนมไฮโปรตีน ตลาดโตแรงมูลค่าใกล้แตะหมื่นล้าน ผู้บริโภคยอมจ่าย 43 บาท แข่งกันทั้งรสชาติ–ปริมาณโปรตีน https://thestandard.co/tofusan-high-protein-milk-market/ Mon, 23 Mar 2026 05:44:13 +0000 https://thestandard.co/tofusan-high-protein-milk-market/ ภาพประกอบตลาดนมไฮโปรตีน พร้อมรูป สุรนาม พานิชการ ผู้บริหารโทฟุซัง และข้อความไฮไลต์

ถึงวันนี้ตลาดนมไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่มีข […]

The post โทฟุซังเปิดศึกนมไฮโปรตีน ตลาดโตแรงมูลค่าใกล้แตะหมื่นล้าน ผู้บริโภคยอมจ่าย 43 บาท แข่งกันทั้งรสชาติ–ปริมาณโปรตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบตลาดนมไฮโปรตีน พร้อมรูป สุรนาม พานิชการ ผู้บริหารโทฟุซัง และข้อความไฮไลต์

ถึงวันนี้ตลาดนมไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่มีขนาดใหญ่ มีมูลค่ารวมราว 3.5-4 หมื่นล้านบาท แต่เซกเมนต์ที่เติบโตมากสุดคือ ตลาด นมไฮโปรตีน โตถึง 30% ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

 

สุรนาม พานิชการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โทฟุซัง จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดนมไฮโปรตีนในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมาเติบโตประมาณ 30% มีมูลค่าราว 7,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยับขึ้นสู่ระดับ 1 หมื่นล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่าเติบโตเร็วกว่าตลาดนมวัวหลายเท่าตัว เนื่องจากตลาดนมวัวโดยรวมขยายตัวเพียงประมาณ 3–5% ต่อปีเท่านั้น

 

แน่นอนว่าเมื่อมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันก็รุนแรงตามไปด้วย ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มีทั้งผู้เล่นรายใหญ่และรายเล็กทยอยเข้าสู่ตลาด พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจับกระแสผู้บริโภคและช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด

 

ถามว่าคู่แข่งในตลาดนมไฮโปรตีนแข่งขันกันที่อะไร สุรนามมองว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณโปรตีนเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยแรกที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อยังคงเป็นรสชาติความอร่อย ขณะที่ปัจจัยรองลงมาคือความคุ้มค่า หรือราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเมื่อเทียบกับปริมาณโปรตีนที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์

 

โดยปัจจุบันราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 43–55 บาทต่อขวด โครงสร้างราคาจะอยู่ราวๆ นี้ เนื่องจากนมยังจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุมจากภาครัฐ

 

ในส่วนของโทฟุซัง ซึ่งอยู่ในตลาดมากว่า 15 ปี จากจุดเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวที่ต้องการต่อยอดให้เติบโตมากขึ้น โดยบริษัทได้ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและพบ Pain Point สำคัญของกลุ่มคนออกกำลังกายที่ต้องการโปรตีนสูง แต่ต้องการหลีกเลี่ยงการบริโภคนมวัว จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมๆ แล้วปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอมากกว่า 20 รายการ

 

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา บริษัททยอยลงทุนในเครื่องจักรรวมกว่า 300 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาด โดยมีแนวทางการลงทุนจะเป็นแบบ Bottom-up หรือการทยอยแก้ไขคอขวดในแต่ละจุดของกระบวนการผลิต มากกว่าการลงทุนก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดนมถั่วเหลืองมากกว่า 50% มีกำลังการผลิตประมาณ 7 แสนยูนิตต่อวัน และมียอดขายเฉลี่ยราว 5 แสนขวดต่อวัน

 

สำหรับโครงสร้างธุรกิจหลักของบริษัท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.แบรนด์โทฟุซัง กลุ่มผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง ทั้งสูตรดั้งเดิมและสูตรไฮโปรตีน ซึ่งสูตรไฮโปรตีนมีปริมาณโปรตีนสูงสุดอยู่ที่ 29–33 กรัมต่อขวด หรือคิดเป็นสัดส่วนโปรตีนประมาณ 8–10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่มักอยู่ราว 6%

 

  • แบรนด์ซันชายน์ แดรี่ และ 3 ธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทมาจากแบรนด์โทฟุซังประมาณ 80% ขณะที่รายได้จากธุรกิจ OEM อยู่ที่ราว 20%

 

หากพิจารณาในเชิงมูลค่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮโปรตีน สร้างรายได้ประมาณ 60% ส่วนสูตรดั้งเดิมอยู่ที่ 40% อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงปริมาณการขาย (Volume) สัดส่วนจะกลับกัน โดยสูตรดั้งเดิมยังคงมีสัดส่วนประมาณ 60% เนื่องจากราคาจำหน่ายถูกกว่า ขณะเดียวกันในด้านการเติบโต สูตรดั้งเดิมโต 15% ต่อปี ขณะที่กลุ่มไฮโปรตีนเติบโตสูงถึง 30–35%

 

สำหรับทิศทางธุรกิจในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 6–7 รายการ โดยหนึ่งในไฮไลต์คือ ผลิตภัณฑ์ไฮโปรตีนแบบ UHT ที่ไม่ต้องแช่เย็น เพื่อรองรับการขยายตลาดส่งออก โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากสิงคโปร์และฮ่องกงก่อน ส่วนตลาดจีนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะเดินหน้าเมื่อกำลังการผลิตของบริษัทมีความพร้อมมากขึ้น

 

สุรนาม ยอมรับว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฮโปรตีนแบบ UHT ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากความท้าทายสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิต เพราะความร้อนสูงอาจส่งผลต่อเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ ทำให้เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาได้ยาก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จำนวนผู้เล่นในตลาดยังมีไม่มากนัก

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว บริษัทยังมองโอกาสต่อยอดไปสู่ตลาดสแน็กไฮโปรตีน เช่น ถั่วแระอบกรอบ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคบางกลุ่มที่ต้องการทางเลือกในการรับโปรตีนแบบเคี้ยวมากกว่าการดื่ม

 

พร้อมกันนี้ ยังย้ำว่าเป้าหมายสำคัญของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การเร่งขยายรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มองว่าหากรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 200–400 ล้านบาทก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว ส่วนในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ประมาณ 1,600–1,700 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวอีก 5 ปีข้างหน้า ประเมินว่าเทรนด์สุขภาพจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง และผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดด้านโภชนาการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนไขมัน โครงสร้างสารอาหาร หรือองค์ประกอบเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ มากกว่าการพิจารณาเพียงคำว่าหวานน้อยหรือโปรตีนสูงเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต้องเตรียมพร้อมปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ดังกล่าวในอนาคต

 

The post โทฟุซังเปิดศึกนมไฮโปรตีน ตลาดโตแรงมูลค่าใกล้แตะหมื่นล้าน ผู้บริโภคยอมจ่าย 43 บาท แข่งกันทั้งรสชาติ–ปริมาณโปรตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ความจริงเรื่องสุขภาพจากหมอแทน-ธนีย์ (ว.33384) ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาตลอด https://thestandard.co/life/longevity-lab-ep9-doctor-tany/ Tue, 27 Jan 2026 01:37:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1169845 ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์

เคยสงสัยไหมว่า ท่ามกลางข้อมูลสุขภาพที่ล้นฟีด สิ่งที่เรา […]

The post 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจากหมอแทน-ธนีย์ (ว.33384) ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาตลอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์

เคยสงสัยไหมว่า ท่ามกลางข้อมูลสุขภาพที่ล้นฟีด สิ่งที่เราเชื่อและทำตามอยู่ทุกวัน คือความรู้ที่ถูกต้องหรือเป็นเพียงกลลวงทางการตลาด?

 

ไม่ว่าจะเป็นการไล่ตามทางลัดลดน้ำหนักที่อาจแลกมาด้วยการสูญเสียกล้ามเนื้อ การเผลอเชื่อตัวเลขความบริสุทธิ์บนฉลากอาหารเสริม ความกังวลกับ ผลเลือดที่เราอาจแปลความหมายผิด หรือบ้างไปก็ลงทุนมากมายไปกับการตรวจสุขภาพที่อาจไม่ได้ตอบโจทย์เราจริงๆ

 

 

 

Longevity Lab อีพีแรกแห่งปี 2026 เลยขอประเดิมด้วยหมอแทน-นพ.ธนีย์ ธนียวรรณ (ว.33384) อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดวิกฤตบำบัด และการปลูกถ่ายปอด ที่จะมาอัปเดตเทรนด์สุขภาพ รวมทั้งกะเทาะเปลือกความจริงเบื้องลึก ที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเพื่อให้คุณก้าวสู่ปีใหม่แบบคนที่มีความเข้าใจ รู้เท่าทันร่างกาย และสร้างสุขภาพที่ยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง

 

ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์ 1

 

1. ปากกาลดน้ำหนักไม่ได้ลดแค่ไขมัน

 

“น้ำหนักที่ลงฮวบจากการฉีดปากกาคือกล้ามเนื้อซะส่วนใหญ่ พอกล้ามเนื้อหาย ระบบเผาผลาญก็พังตาม พอหยุดยาความหิวจะกลับมา และร่างกายจะจำความอ้วนแม่นกว่าความผอม ทำให้คุณโยโย่กลับมาอ้วนกว่าเดิมได้ง่ายมาก”

 

2. ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง อาจเป็นการเสียเงินฟรี

 

“ทางการแพทย์ ค่า IgG4 ที่สูงแปลว่าร่างกายคุณทนสารนั้นได้ (Tolerance) เพราะกินมันบ่อย ไม่ได้แปลว่าคุณแพ้ การตรวจนี้ไม่มีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจน และสมาคมโรคภูมิแพ้ระดับโลกประกาศเลยว่า ไม่ควรทำ”

 

ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์ 2

 

3. เลิกคำนวณโปรตีนจากน้ำหนักตัวบนตาชั่ง

 

“ถ้าคุณหนัก 100 กก. แต่มีไขมันเยอะ แล้วกินโปรตีนตามน้ำหนักตัวทั้งหมด โปรตีนจะเกินจนไร้ประโยชน์และไตทำงานหนัก คุณต้องลบไขมันออกก่อน (Lean Body Mass) แล้วค่อยเอาตัวเลขนั้นมาคิดโปรตีนที่ควรได้รับจริง”

 

4. ค่าไตสูง ไม่ได้แปลว่าไตวายเสมอไป

 

“สายเล่นเวตหรือคนที่กิน Creatine มักจะมีค่า Creatinine ในเลือดสูงจนหมอตกใจ จริงๆ แล้วไตคุณอาจปกติ ให้ตรวจเพิ่มด้วยค่า Cystatin C แทน เพราะค่านี้จะไม่ถูกรบกวนด้วยมวลกล้ามเนื้อ จะบอกประสิทธิภาพไตได้แม่นยำกว่า”

 

ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์ 3

 

5. ‘ความเมื่อย’ คืออาหารชั้นดีของสมอง

 

“เราเคยคิดว่า Lactate คือขยะของร่างกาย แต่จริงๆ มันคือสารสื่อประสาทชั้นดีที่ไปกระตุ้นสาร BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ช่วยให้เซลล์ประสาทเติบโต ชะลอสมองเสื่อม ความคิดความอ่านจะดีขึ้นถ้าคุณออกกำลังกายจนถึงจุดที่ ‘เหนื่อยแฮ่ก’ จน Lactate ออกมา”

 

6. ปอดไม่สามารถดูดอากาศเข้าเองได้

 

“เราฝึกปอดตรงๆ ไม่ได้ เพราะปอดทำงานผ่านการขยับของกระบังลมและซี่โครง การฝึกกล้ามเนื้อหายใจให้แข็งแรงจะช่วยให้หายใจได้ลึกขึ้น โล่งขึ้น ลดอาการเหนื่อยง่าย และเพิ่ม Performance ให้ร่างกายได้ดีกว่าการรอให้ปอดทำงานเอง”

 

ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์ 4

 

ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์ 5

 

ภาพประกอบบทความ 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจาก หมอแทน-ธนีย์ 6

 

7. อาหารเสริมบริสุทธิ์ 99% อาจเป็นกับดัก

 

“อย่าหลงเชื่อตัวเลข 99% บนหน้าฉลาก เพราะมันบอกแค่ความสะอาดของสาร แต่ไม่ได้บอกว่ามิลลิกรัมที่ใส่มานั้นเพียงพอไหม ต้องดูปริมาณสารสกัดจริงต่อเม็ด และควรเลือกแบรนด์ที่มีหน่วยงานอิสระกลางเป็นผู้ตรวจสอบเท่านั้น”

The post 7 ความจริงเรื่องสุขภาพจากหมอแทน-ธนีย์ (ว.33384) ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาตลอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี https://thestandard.co/life/food-pyramid-2026-protein-fat/ Fri, 09 Jan 2026 10:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1163390 The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี

ลืมพีระมิดเดิมที่ฐานล่างมีแต่ข้าวและแป้งไปได้เลย! เรียก […]

The post The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี

ลืมพีระมิดเดิมที่ฐานล่างมีแต่ข้าวและแป้งไปได้เลย! เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โภชนาการก็ว่าได้ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) นำโดย Robert F. Kennedy Jr. ประกาศพลิกโฉมพีระมิดอาหาร (Food Pyramid) อย่างเป็นทางการ

 

งานนี้ไม่ใช่แค่การปรับสัดส่วน แต่เป็นการรื้อความเชื่อเรื่องการกินที่เราใช้กันมานานกว่า 3 ทศวรรษ

 

ย้อนกลับไปปี 1992 พีระมิดยุคแรกสร้างขึ้นบนฐานของคาร์โบไฮเดรต ผลลัพธ์ที่ตามมาคือวิกฤตโรคอ้วนและเบาหวานในคนยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แบบ Sedentary หรือการนั่งทำงานนิ่งๆ เป็นหลัก

 

The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี 1

 

ในปี 2026 นี้ เราจึงได้เห็นการ ‘กลับหัวพีระมิด’ ที่ย้ายสิ่งที่เคยอยู่ยอดสุดลงมาเป็นฐาน และผลักดันอาหารธรรมชาติให้เป็นหัวใจหลักแทน

 

4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญใน The New Food Pyramid

 

1. โปรตีนคือพระเอกคนใหม่

 

จากเดิมที่โปรตีนเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ปัจจุบันถูกดันขึ้นมาเป็นรากฐานสำคัญ โดยแนะนำให้บริโภค 1.2 – 1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียร โดยครอบคลุมทั้งเนื้อสัตว์ไม่แปรรูป ไข่ อาหารทะเล และโปรตีนจากพืช

 

2. ไขมันสัตว์ไม่ใช่ผู้ร้ายอีกต่อไป

 

นี่ถือเป็นประเด็นที่ฮือฮาที่สุดเพราะไกด์ไลน์ใหม่ปลดล็อกให้เรากินเนย (Butter), นมไขมันเต็มส่วน (Full-fat dairy) และไขมันวัว (Tallow) ได้ ตราบใดที่มาจากแหล่งธรรมชาติ โดยมองว่าไขมันเหล่านี้มีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมองและฮอร์โมน มากกว่าไขมันแปรรูปหรือมาการีน

 

3. น้ำตาลคือผู้ร้ายตัวจริง

 

สายติดหวานอาจจะปวดใจเพราะพิระมิดฉบับใหม่ประกาศชัดเจนว่า “ไม่มีปริมาณน้ำตาลที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ” โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ควรหลีกเลี่ยงน้ำตาลขัดสีและสารให้ความหวานสังเคราะห์อย่างเด็ดขาด เพื่อตัดวงจรการติดหวานตั้งแต่ต้นทาง

 

4. บอกลาอาหารแปรรูปขั้นสูง

 

เป็นครั้งแรกที่มีการระบุให้หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมหนักๆ ซึ่งเต็มไปด้วยสารเติมแต่งและโซเดียม โดยแนะนำให้หันกลับไปหา Real Food หรือการปรุงอาหารด้วยวัตถุดิบสดใหม่ที่บ้านเป็นหลัก

 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ได้ทำให้เกิดเสียงแตกในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ โดยฝั่งที่สนับสนุนมองว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ทางสถาบันโรคหัวใจ (AHA) ยังคงแสดงความกังวลว่าการส่งเสริมไขมันอิ่มตัวและเนื้อแดงอาจส่งผลต่อคอเลสเตอรอลในระยะยาว หากผู้บริโภคเลือกกินอย่างไม่ระมัดระวัง

 

พีระมิดใหม่นี้กำลังบอกเราว่า ‘โภชนาการไม่ใช่เรื่องสูตรสำเร็จ’ แต่คือการเลือกแหล่งอาหารที่มีคุณภาพที่สุด แป้งไม่ได้เป็นผู้ร้ายไปเสียทีเดียว แต่ถ้าคุณคือมนุษย์ออฟฟิศที่นั่งทำงานทั้งวัน การลดคาร์บและเพิ่มโปรตีนตามไกด์ไลน์ใหม่นี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ยั่งยืนกว่าเดิมก็ได้

 

อ้างอิง:

The post The New Food Pyramid 2026: อเมริกาประกาศจบยุคเน้นแป้งสู่การกินโปรตีนและไขมันดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 https://thestandard.co/alternative-plant-based-milk-is-poised/ Sat, 03 Jan 2026 07:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1161113 นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569

มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกปี 2569 คาดว่า จะอยู่ที่ 4,200 ล […]

The post นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569

มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกปี 2569 คาดว่า จะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% จากปีก่อนหน้า โตแซงนมวัวและโปรตีนทางเลือกอื่นๆ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เตือนเสี่ยงแข่งขันรุนแรง

 

เกศินี ศศิธร เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยว่า นมพืชทางเลือก เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์จากพืชที่มีแนวโน้มเติบโตดี โดยปี 2569 คาดว่า มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกจะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท โต 5.0% เติบโตสูงกว่าภาพรวมตลาดนมและตลาดโปรตีนทางเลือกจากนวัตกรรมใหม่ ที่คาดจะโต 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ว่านมพืชทางเลือกจะมีสัดส่วนเพียง 8.7% ของมูลค่าตลาดนมของไทย แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ นมจากพืชทางเลือก เป็นกลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนทางเลือกจากนวัตกรรมใหม่ ซึ่งครอบคลุมนมจากพืชในกลุ่มธัญพืช อาทิ นมอัลมอนด์ นมโอ๊ต นมพิสทาชิโอ นมวอลนัท นมแมคคาเดเมีย ฯลฯ แต่จะไม่รวมนมถั่วเหลือง ซึ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่มโปรตีนทางเลือกแบบดั้งเดิม

 

เปิด Insight คนไทยบริโภค ‘ธัญพืช-ผัก-ผลไม้’ เพิ่ม

 

KResearch ยังเปิดเผยว่า คนไทยบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืชมากขึ้น โดยได้รับหนุนจากเทรนด์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการตระหนักเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนจาก สัดส่วนการบริโภคธัญพืช ผักและผลไม้ของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 15.7% และ 13.0% ในปี 2554 โดยคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 17.7% และ 14.3% ในปี 2568 สวนทางกับการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เดิมอยู่ที่ 21.5% ในปี 2554 อาจปรับลดเหลือ 18.5% ในปี 2568

 

เปิด 3 ปัจจัยหนุน ‘ตลาดนมพืชทางเลือก’ ในปี 2569

 

1.ราคาต่อหน่วยที่มีแนวโน้มปรับลดลง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น

 

เดิมนมพืชทางเลือกเป็นสินค้า Niche Market ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ คู่แข่งน้อยและมีราคาสูง แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นและบางส่วนสามารถผลิตได้ในประเทศ ทั้งการขอใบอนุญาตผลิตจากแบรนด์ชั้นนำของโลกและการตั้งโรงงานผลิตในไทย ส่งผลให้จำนวนสินค้า แบรนด์และการแข่งขันในตลาดรุนแรงขึ้น

 

นอกจากนี้ แม้ว่าราคาวัตถุดิบจะมีแนวโน้มผันผวน แต่บรรดาผู้ประกอบการก็พยายามทำราคาให้เข้าถึงง่ายเพื่อกระตุ้นอัตราการบริโภค โดยเน้นบริหารจัดการต้นทุนอื่นๆ ทดแทน ดังนั้น ราคาเริ่มต้นของนมพืชทางเลือกในไทย จึงปรับลดลงต่อเนื่องราว 15-50% เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่เข้ามาทำตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับนมอื่นๆ

 

2.การเพิ่มขึ้นของจำนวนผลิตภัณฑ์และช่องทางการขาย

 

จากการลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้ประกอบการนมในประเทศ ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ โดยเน้นตลาดแมส และนมพืชทางเลือกนำเข้ากลุ่มพรีเมียมที่เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง รวมถึงกลยุทธ์ขยายตลาดของธุรกิจจากเดิมที่เน้นตลาด B2C ไปสู่ตลาด B2B โดยเจาะร้านเครื่องดื่มและคาเฟ่ จากการเพิ่มเมนูที่ใช้นมพืชทางเลือกมาเป็นส่วนผสม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากทดลองและบริโภคซ้ำ

 

3.พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาบริโภคนมพืชทางเลือกมากขึ้น

 

โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีข้อกำจัดการบริโภคนมอื่นๆ อาทิ นมวัว/นมถั่วเหลือง ย่อยแลคโตส บกพร่อง จากจุดเด่นที่มีรสชาติ เนื้อสัมผัสและคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย เช่น นมอัลมอนด์มีไขมันดีและแคลอรี่ต่ำ นมข้าวโอ๊ตมีรสหวานธรรมชาติและใยอาหารสูง

 

เปิด 2 ปัจจัยท้าทาย ตลาดนมพืชทางเลือก’ ในระยะต่อไป

 

1.การแข่งขันรุนแรงในตลาดนมจากพืช ซึ่งมีมากกว่า 100 แบรนด์

 

ทั้งที่ผลิตในประเทศ และนำเข้าซึ่งแม้ราคาสูงแต่ก็เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค อาทิ นมพืชทางเลือกออแกนิค นมพืชทางเลือกที่ใช้วัตถุดิบราคาสูง-หายาก (ถั่วลันเตา เฮเซลนัท แมคคาเดเมีย) สะท้อนจาก มูลค่าการนำเข้านมพืชทางเลือกของไทยที่เติบโตดี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) อยู่ที่ 10% ในช่วงปี 2564-2567 ส่วนใหญ่นำเข้าจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังต้องแข่งขันกับนมพืชดั้งเดิมอย่าง นมถั่วเหลือง ที่หาซื้อได้ง่ายและราคาถูกกว่า ดังนั้น ผู้บริโภคจึงปรับพฤติกรรมเลือกซื้อตามกำลังซื้อที่มีในแต่ละช่วงเวลา

 

2.ต้นทุนวัตถุดิบยังผันผวนและมีทิศทางสูงขึ้น

 

โดยต้นทุนวัตถุดิบมีสัดส่วนราว 40-50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าสูง อาทิ โอ๊ต อัลมอนด์ วอลนัท จากแหล่งนำเข้าสำคัญอย่าง สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ที่ยังมีความเสี่ยงทั้งเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวนที่อาจกระทบกับผลผลิตและราคา ขณะที่ต้นทุนการขนส่งยังมีโอกาสผันผวนได้ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบกับเส้นทางการค้าในบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของโลก ทั้งสหรัฐฯ จีนและตะวันออกกลาง จึงอาจกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการ ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาที่ทำได้จำกัดเพราะการแข่งขันสูง

 

ดังนั้น ทิศทางการเติบโตของธุรกิจนมพืชทางเลือกระยะต่อไป จึงขึ้นอยู่กับการจัดการต้นทุนการผลิตที่ทำให้ราคาแข่งขันได้ และกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายและฐานลูกค้า ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบางและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

The post นมพืชทางเลือก จ่อโตแซงนมวัว-โปรตีนอื่น คาดมูลค่าตลาดแตะ 4,200 ล้านบาทในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ https://thestandard.co/life/healthy-lunch-balance-body-mind/ Mon, 15 Dec 2025 06:48:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1154796 ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ

หลายคนรู้สึกว่า “บ่ายทีไร สมองเบลอ ง่วง เหนื่อยง่าย” ทั […]

The post ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ

หลายคนรู้สึกว่า “บ่ายทีไร สมองเบลอ ง่วง เหนื่อยง่าย” ทั้งที่นอนพอแล้ว ปัญหานี้มักไม่ได้อยู่ที่การพักผ่อนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สิ่งที่เราเลือกกินในมื้อกลางวันด้วยนะ อาหารกลางวันที่ดี ไม่ควรแค่ทำให้อิ่ม แต่ควรช่วยให้ร่างกายมีพลัง สมองปลอดโปร่ง และอารมณ์นิ่งขึ้นในช่วงครึ่งวันหลัง ซึ่งควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

 

1. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน พลังงานที่ไม่ตกวูบ

 

เลือกคาร์บที่ย่อยช้า เช่น ข้าวกล้อง ควินัว มันหวาน หรือโฮลวีต ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดอาการง่วง เบลอ และอารมณ์แปรปรวนช่วงบ่าย เมื่อสมองไม่ต้องรับมือกับน้ำตาลขึ้นๆ ลงๆ เราจะโฟกัสงานได้นานขึ้นโดยไม่รู้สึกล้าเร็ว

 

2. โปรตีนคุณภาพ ตัวช่วยสมองและอารมณ์

 

โปรตีนไม่ได้ช่วยแค่กล้ามเนื้อ แต่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนินและโดพามีน แหล่งโปรตีนที่เหมาะกับมื้อกลางวัน ได้แก่ ปลา ไก่ ไข่ เต้าหู้ เทมเป้ หรือถั่วต่างๆ ช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากของหวาน และทำให้อารมณ์นิ่งขึ้น

 

3. ไขมันดี เติมพลังใจแบบไม่หนักตัว

 

ไขมันดีจากอะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก หรือปลาทะเล ช่วยบำรุงสมอง ลดการอักเสบ และสัมพันธ์กับอารมณ์ที่มั่นคง มื้อกลางวันที่มีไขมันดีในปริมาณเหมาะสม จะช่วยให้รู้สึกพอใจ ไม่หงุดหงิด และไม่โหยหาของจุกจิกระหว่างวัน

 

4. ผักสีเขียวและไฟเบอร์ ตัวรีเซ็ตระบบภายใน

 

ไฟเบอร์ช่วยให้ลำไส้ทำงานดี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพใจ เพราะลำไส้คือแหล่งผลิตสารสื่อประสาทจำนวนมาก ผักใบเขียว บรอกโคลี แครอต หรือเห็ด ยังช่วยให้การย่อยลื่นไหล ไม่แน่นท้อง ไม่ง่วงหลังอาหาร

 

5. จังหวะการกิน สำคัญไม่แพ้สิ่งที่กิน

 

กินช้า เคี้ยวให้ละเอียด และไม่รีบเร่งเกินไป ช่วยให้ระบบประสาทพาราซิมพาเธติกทำงานดีขึ้น ร่างกายเข้าสู่โหมดฟื้นฟู ไม่ใช่โหมดเครียดมื้อกลางวันที่กินอย่างรู้ตัว แม้จะสั้น แต่ช่วยรีเซ็ตใจได้มากกว่าที่คิด

 

ไอเดีย Healthy Lunch ที่บาลานซ์กายและใจ

 

  • ข้าวกล้อง+แซลมอนย่าง+ผักลวก+อะโวคาโด
  • สลัดโปรตีนสูง ใส่ไข่ต้ม ถั่ว ธัญพืช และน้ำสลัดน้ำมันมะกอก
  • โฮลวีตแรปไก่ย่าง+ผักหลากสี
  • ข้าวควินัว+เต้าหู้ผัดเห็ด+ซุปใส

 

เพราะมื้อกลางวันไม่ใช่แค่การเติมพลังให้ร่างกาย แต่คือ ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราดูแลใจตัวเองระหว่างวัน เลือกกินให้ดี คุณจะรู้สึกได้ว่าบ่ายนั้นเบาขึ้น ใจนิ่งขึ้น และทำงานกับชีวิตได้อย่างอ่อนโยนมากขึ้น

The post ไอเดีย Healthy Lunch ที่ช่วยบาลานซ์กายและใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อดูแลตัวเองดีแต่ยัง ‘ไม่เต็มที่’ เบญ-เบญจพร ค้นพบคำตอบใน Absolute Pluz https://thestandard.co/life/ben-benjaporn-absolute-pluz/ Fri, 14 Nov 2025 02:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1136236

จากผู้บุกเบิกและผู้นำในวงการ Wellness ที่ทำให้โยคะร้อนแ […]

The post เมื่อดูแลตัวเองดีแต่ยัง ‘ไม่เต็มที่’ เบญ-เบญจพร ค้นพบคำตอบใน Absolute Pluz appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากผู้บุกเบิกและผู้นำในวงการ Wellness ที่ทำให้โยคะร้อนและพิลาทิสกลายเป็นที่รู้จักทั่วประเทศสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมโปรตีนใสจากพืชที่ท้าทายทุกความเชื่อเดิมๆ

 

นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังแรงบันดาลใจ ความท้าทาย และปรัชญาที่ขับเคลื่อน Absolute Pluz นวัตกรรมโปรตีนใสโดย เบญ-เบญจพร การุณกรสกุล CEO หญิงสุดสตรองแห่งอาณาจักร Absolute ที่วัยเลข 5 ก็ทำอะไรเธอไม่ได้

 

 

ด้วยความเป็นผู้นำที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เธอจึงไม่ได้มองเพียงความสำเร็จภายนอก แต่ยังคงฟังเสียงร่างกายของตัวเองเสมอ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด… แม้จะดูแลตัวเองดีที่สุดในทุกด้านแล้ว ทำไมยังรู้สึก ‘ไม่เต็มที่’?

 

‘Holistic Protein’ ปรัชญาเบื้องหลัง Absolute Pluz

 

“ส่วนตัวเชื่อในเรื่องขององค์รวม (Holistic) มาตั้งแต่ต้น” คุณเบญเล่าพร้อมแววตาที่เชื่อมั่น “คือการดูแลตัวเองด้วยองค์รวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย, การทานอาหาร, การพักผ่อน หรือแม้กระทั่งการสังสรรค์กับเพื่อน เพราะมันคือเรื่องของสุขภาพจิตใจด้วย

 

พอมาดูเรื่องโปรตีน คนส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่แล้วว่าในหนึ่งวันเราทานโปรตีนไม่พอ แต่ทางเลือกที่จะหาคืออะไร? ให้ไปกินอกไก่ปั่น? แค่ฟังก็ไม่ไหวแล้ว ไก่ก็ต้องกินเป็นชิ้นสิ…นี่ไง ข้าวมันไก่อยู่ตรงนี้” เธอพูดอย่างอารมณ์ดี และได้เหลือบไปมองเห็นถุงอาหารกลางวัน และลูกๆ ของเธอที่กำลังทานอย่างเอร็ดอร่อย

 

 

“หรือถ้าเป็นโปรตีนเชกแบบเดิมๆ ก็ไม่ได้ต้องการแป้งในนั้น และที่สำคัญคือ อยากให้เป็นโปรตีนที่กินแล้วไม่จุก ไม่หนักท้อง ช่วยลดการกินจุบจิบได้ เพราะยังอยากทานอาหารมื้อหลักที่อร่อยอยู่”

 

ทีมจึงถามคุณเบญเพิ่มเติมถึงสไตล์อาหารการกินของเธอ “การได้กินของที่อร่อยและดี” เธอตอบอย่างเรียบง่าย ต่างจากความคาดเดาว่าเธอคงต้องกินแต่อาหารสุขภาพเต็มร้อย

 

“นี่เลยเป็นที่มาของ Holistic Protein โปรตีนใสจากพืชที่ดื่มง่าย เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในแต่ละวัน ไม่ใช่แค่การสร้างกล้ามเนื้อ แต่คือการดูแลครบทั้งร่างกาย จิตใจ และพลังงาน และไม่มีส่วนอื่นที่ไม่ได้อยากได้ อย่างแป้งหรือน้ำตาล”

 

 

จากความ ‘ฝืน’ สู่ความ ‘อยาก’


โจทย์ข้อแรกและข้อที่สำคัญที่สุดของ Absolute Pluz คือการทลายกำแพงของ ‘ความฝืน’ ที่หลายคนรู้สึกกับการดื่มโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นความหนืดของเท็กซ์เจอร์ ความรู้สึกแน่นท้องหลังดื่ม หรือรสชาติที่หวานบาดคอ

 

คำตอบที่ได้คือการย้อนกลับไปตั้งต้นด้วยแนวคิด ‘Clear Plant Protein’ หัวใจสำคัญคือกระบวนการ Hydrolyzed ที่สกัดโปรตีนบริสุทธิ์จากถั่วลันเตา ทำให้โมเลกุลโปรตีนมีขนาดเล็กลง ร่างกายจึงสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที โดยไม่รู้สึกอืดหรือหนักท้องเหมือนโปรตีนทั่วไป ผลลัพธ์ที่ได้คือโปรตีนคุณภาพสูงที่ให้โปรตีนถึง 23 กรัมต่อซอง ปราศจากส่วนผสมที่หลายคนกังวลอย่างแป้ง ไขมัน และน้ำตาล โดยใช้ความหวานจากหล่อฮังก๊วย

 

 

“Pain Point หลักคือคนส่วนใหญ่เบื่อโปรตีนเพราะรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ข้นหนืด” คุณเบญย้ำ ” ความตั้งใจคือทำให้การดื่มโปรตีนเป็นเรื่องง่าย และเป็นเครื่องดื่มที่คน ‘อยากดื่ม’ มากกว่า ‘ต้องดื่ม’ ให้เป็นเหมือน Lifestyle Drink ดีๆ แก้วหนึ่ง ที่สดชื่น อร่อย เหมือนน้ำผลไม้พรีเมียม และรู้สึกดีกับตัวเองทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาดื่ม”

 

ความท้าทายตลอด 2 ปี สู่โปรตีนที่สมบูรณ์แบบ

 

กระบวนการคิดค้น Absolute Pluz ใช้เวลารวมๆ แล้วเกือบ 2 ปี ตั้งแต่การหาแหล่งวัตถุดิบไปจนถึงการพัฒนาส่วนผสม แต่ส่วนที่ท้าทายและใช้เวลานานที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องเทคนิค

 

“ความท้าทายที่สุดคือเรื่องรสชาติค่ะ” คุณเบญยอมรับ “ด้านอื่นจะเป็นเรื่องของเทคนิค แต่รสชาตินี่จะเป็นความชอบส่วนบุคคลล้วนๆ ทำให้ต้องชิมจนลิ้นชา เหมือนเข้าไปร้านน้ำหอมแล้วดมไปสิบกลิ่นจนไม่รู้จะซื้ออะไรดี” คุณเบญและทีมงานเล่าถึงความหลังอย่างติดตลก

 

“เพราะความตั้งใจของทีมคือ การมีรสชาติที่ตอบโจทย์คนหลายกลุ่มอายุ ตั้งแต่ 20 จนถึง 60 ปี”

 

 

จากความท้าทายนั้น กลายมาเป็นสองรสชาติใหม่ล่าสุดที่ถูกคิดค้นมาอย่างตั้งใจ และแตกต่างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเปิดตัวพร้อมกันสองรสชาติใหม่อย่าง ‘แอปเปิ้ลโยเกิร์ต’ และ ‘เก๊กฮวย’

 

แต่ละรสชาติถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอารมณ์ที่ต่างกัน สำหรับใครที่ต้องการความกระปรี้กระเปร่าในตอนเช้า หรืออยากเติมความสดชื่นในช่วงบ่ายที่อ่อนล้า รส ‘แอปเปิ้ลโยเกิร์ต’ คือคำตอบ ด้วยรสหอมหวานอมเปรี้ยวจากแอปเปิ้ลเขียวที่ผสานเข้ากับความนุ่มนวลของโยเกิร์ตอย่างลงตัว ไม่เพียงแต่อร่อย แต่ยังเสริมด้วย Probiotic ที่ช่วยดูแลระบบย่อยอาหาร, MCT Oil ที่เป็นพลังงานดีๆ ให้กับสมอง และ Vitamin C เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน

 

ส่วนใครที่มองหาความสงบผ่อนคลายในช่วงพักเบรก หรืออยากรีเฟรชตัวเองหลังเลิกงาน รส ‘เก๊กฮวย’ จะมอบความรู้สึกหอมละมุนจากดอกเก๊กฮวยแท้ๆ จากธรรมชาติ ไม่แต่งสีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ปราศจากสารกันบูด พร้อมคุณประโยชน์จาก Chamomile ที่ช่วยให้ใจสงบ และนวัตกรรมสารสกัด Lutein ที่ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน

 

และความพิเศษที่สุดคือ รสเก๊กฮวยนี้ยังสามารถนำไป ชงกับน้ำอุ่นได้โดยไม่เสียคุณภาพโปรตีน ให้ความรู้สึกเหมือนได้ดื่มชาเก๊กฮวยร้อนๆ ที่ทั้งผ่อนคลายและได้โปรตีนไปพร้อมกัน นับเป็นการยกระดับประสบการณ์การดื่มโปรตีนไปอีกขั้น

 

 

จาก ‘Plus’ to ‘Pluz’ เบื้องหลังชื่อที่สะท้อนตัวตน

 

“ชื่อ Absolute Pluz มาจากแนวคิด ‘ความครบสมบูรณ์แบบ + อะไรที่มากกว่า’ ค่ะ Absolute คือความครบถ้วน ส่วน Pluz ที่เปลี่ยนมาใช้ตัว Z ก็เพื่อสื่อถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้น ความสนุก และความทันสมัย” คุณเบญอธิบายถึงความเป็นมาของชื่อ

 

และที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น คือการเลือกใช้ตัวอักษร A จาก Absolute และ Z จาก Pluz ที่เปรียบเสมือนการเดินทางของตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ครบสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ (A to Z) เพื่อตอกย้ำถึงปรัชญาการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตอย่างแท้จริง

 

“แต่ก่อนจะมาเป็นชื่อนี้ ผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ออกมาใช้ชื่อว่า Absolute Plus (สะกดด้วย S) ค่ะ จริงๆ แล้วจะเป็นเหมือนโปรโตไทป์ที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อเก็บ ฟีดแบ็กจากลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งผลตอบรับดีมาก ลูกค้าชอบความใสและความทานง่าย รสชาติแรกที่ออกคือเสาวรส

 

พอมั่นใจแล้ว และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เลยตัดสินใจรีแบรนด์เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้น”

 

เมื่อได้พบและพูดคุยกับคุณเบญในวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้อดทึ่งไม่ได้คือพลังงานและออร่าความสตรองของเธอ ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ากาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ

 

ภาพของ CEO หญิงที่ได้เห็นตรงหน้าทำให้ยากจะเชื่อว่านี่คือผู้หญิงในวัย 50+ ซึ่งแน่นอนว่าเคล็ดลับของเธอไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นผลลัพธ์ของการดูแลตัวเองที่สั่งสมมาตลอดชีวิต

 

“พี่ไม่เคยเชื่อว่าคนเราจะดูแลแค่ด้านใดด้านหนึ่งแล้วมันจะดีได้” คุณเบญเผยเคล็ดลับ “มันคือองค์รวมจริงๆ ที่ต้องมาพร้อมกัน ทั้งการออกกำลังกายในแบบที่ชอบ การนอนหลับให้มีคุณภาพ การเลือกทานอาหารที่ดี และที่สำคัญคือสุขภาพใจ ต้องไม่ฝืนทำอะไรที่ไม่มีความสุข เพราะสุดท้ายแล้วร่างกายจะเชื่อมกับจิตใจเสมอ”

 

 

ปรัชญานี้ยังสะท้อนไปถึงวิธีที่เธอใช้วัดผลสุขภาพของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในยุคนี้

 

“จริงๆ แล้วพี่ไม่ค่อยได้ใช้อะไรมาวัดสมรรถภาพร่างกาย ส่วนใหญ่จะใช้ความรู้สึกเป็นหลักมากกว่า เช่น ปั่น Rhythm Cycling แล้วเหนื่อย ก็คงเบิร์นไปสัก 300 แคลอรี เหนื่อยมากก็คง 400 เดาเอา… คือไม่ได้บอกว่ามันไม่ดีนะ แต่บางทีก็เอาความรู้สึกเป็นหลัก”

 

และจากการ ‘ฟังความรู้สึก’ ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอนี่เอง ที่ทำให้เธอสังเกตเห็นสัญญาณเล็กๆ ที่ร่างกายส่งออกมา ซึ่งตัวเลขบนหน้าจออาจไม่เคยบอก

 

“ก็คิดว่าที่ออกกำลังกาย…ร่างกายก็ฟื้นฟูได้ดีอยู่ แต่พอมา 50 กว่า ก็รู้สึกว่าร่างกายเริ่มฟื้นฟูช้านิดหนึ่ง โปรตีนไม่พอ เลยอาจจะต้องกลับมาให้ความสนใจมากขึ้น”

 

จากอาหารเสริมสู่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

 

วิสัยทัศน์ของคุณเบญไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโปรตีนทางเลือกใหม่ แต่คือการตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการเปลี่ยนวิถีการดูแลสุขภาพของผู้คนไปอีกขั้น

 

“เป้าหมายคือทำให้การทานโปรตีนกลายเป็นเหมือนการทานกาแฟที่เป็น Daily Essential ไม่ใช่แค่ Supplement ที่เป็นทางเลือกอีกต่อไป ลองย้อนกลับไป 15 ปีที่แล้ว การออกกำลังกายยังเป็นชอยส์อยู่เลย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ทุกคนรู้ว่าต้องทำ

 

ก็อยากจะรณรงค์ให้การทานโปรตีนเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเหมือนกัน ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจ และต้องทำให้การดื่มต้องไม่ทรมานด้วย”

 

 

Absolute Pluz is… ‘A Power Bank for Your Body’

 

เมื่อทีมถามว่าถ้าจะนิยาม Absolute Pluz ด้วยคำสั้นๆ ที่ไม่ใช่แค่โปรตีน เธอจะนิยามว่าอะไร คำตอบที่ได้ก็เรียบง่ายและทรงพลัง

 

“ถ้าจะให้เปรียบเทียบ…ทุกวันนี้มือถือได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไปแล้ว กระเป๋าสตางค์หายยังไม่เป็นไร แต่มือถือห้ามหายเด็ดขาด” คุณเบญเล่าพลางอมยิ้ม

 

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสายชาร์จกับพาวเวอร์แบงก์ เราเลยอยากให้ โปรตีนเป็นเหมือนชาร์จเจอร์ของทุกคน เป็นพาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จทุกคืน และพกพาไปได้ในวันที่รู้สึกว่าพลังงานหมด พอหยิบมาดื่มแล้วมันช่วยได้ทั้งร่างกายและความรู้สึกเลย”

 

 

เรื่องสุขภาพ…เริ่มวันนี้ ดีที่สุด

 

สุดท้าย เมื่อถามถึงคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นดูแลตัวเอง แต่ยังรู้สึกสับสนหรือไม่รู้จะเริ่มอย่างไร คำตอบของเธอก็สะท้อนปรัชญาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ซึ่งเป็นหัวใจของทุกสิ่งที่เธอทำ

 

“สำหรับคนที่อยากเริ่มดูแลตัวเองนะ ก็ต้องเริ่มวันนี้นี่แหละค่ะ เริ่มช้าก็ดีกว่าไม่ได้เริ่ม มันมีแค่นั้นเลยจริงๆ และที่สำคัญคือต้องทำไปพร้อมกันในทุกมิติ ทั้งออกกำลังกาย นอน ทานอาหาร และเสริมโปรตีน แต่ไม่ต้องทำแบบสุดโต่งนะ หัวใจของมันคือ ‘อย่าฝืน’ ให้เอาที่ชอบเป็นหลัก เพราะถ้าเริ่มต้นจากความชอบ เราก็จะทำได้บ่อย พอมีความต่อเนื่อง สักวันก็จะเห็นผลเอง”

 

 

และนั่นอาจเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดของ Absolute Pluz ที่ไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์…แต่คือการตกผลึกทางความคิดของผู้หญิงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง คือความพยายามที่จะทำให้เรื่องสุขภาพดี กลายเป็นเรื่องที่อร่อย มีความสุข และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องฝืนอีกต่อไป

 


 

Absolute Pluz

Website: https://www.absoluteboutiquefitness.co/

Facebook: https://www.facebook.com/absolutepluss/

Instagram: https://www.instagram.com/absolutepluzprotein/

Tel: 06 3204 6867

The post เมื่อดูแลตัวเองดีแต่ยัง ‘ไม่เต็มที่’ เบญ-เบญจพร ค้นพบคำตอบใน Absolute Pluz appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks เปิดตัว โปรตีนโฟมเย็น และ ลาเต้โปรตีน เจาะตลาดสายสุขภาพ ประเดิมขายในสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีขายในไทย https://thestandard.co/starbucks-protein-drinks-us-only/ Thu, 04 Sep 2025 05:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1115397

หากย้อนไปเมื่อปี 2018 Starbucks ได้เคยเปิดตัวโฟมเย็นไปแ […]

The post Starbucks เปิดตัว โปรตีนโฟมเย็น และ ลาเต้โปรตีน เจาะตลาดสายสุขภาพ ประเดิมขายในสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีขายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากย้อนไปเมื่อปี 2018 Starbucks ได้เคยเปิดตัวโฟมเย็นไปแล้ว ซึ่งผลตอบรับดีมาก สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อเครื่องดื่มทุก 7 แก้ว จะมีอย่างน้อย 1 แก้วที่ลูกค้าเลือกเพิ่มท็อปปิ้งด้วยโฟมเย็น ทำให้ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในท็อปปิ้งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

จากกระแสดังกล่าว ล่าสุด Starbucks ได้เปิดตัว โปรตีนโฟมเย็น และ ลาเต้โปรตีน ท็อปปิ้งใหม่รับกระแสผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เบื้องต้นจะเปิดขายในวันที่ 29 กันยายนนี้ ในอเมริกา แต่ยังไม่มีขายในไทย

 

สิ่งที่น่าสนใจของเมนูใหม่ ถูกพัฒนามาจากนวัตกรรมของเมนูยอดฮิตให้เข้ากับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ โดยลูกค้าที่เลือกเพิ่มโปรตีนโฟมเย็นในเครื่องดื่มไซส์ Grande จะได้รับโปรตีนราว 19–26 กรัม ขณะที่ลาเต้โปรตีนในขนาดเดียวกันให้ปริมาณโปรตีนสูงถึง 27–36 กรัม โดยจุดขายของลาเต้โปรตีนอยู่ที่การใช้นมเสริมโปรตีน ซึ่งบาริสต้าจะทำสดใหม่ทุกวันจากการผสมนม 2% กับผงโปรตีนแบบไม่ปรุงแต่งรสชาติ ทั้งนี้ ในอนาคตลูกค้าจะสามารถเลือกใช้นมเสริมโปรตีนคู่กับเมนูอื่นๆ ได้เช่นกัน

 

ด้านรสชาติ โปรตีนโฟมเย็นจะมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่รสดั้งเดิม (Plain) วานิลลา มัทฉะ ช็อกโกแลต บราวน์ชูการ์ ซอลต์คาราเมล รวมถึงรสกล้วย และยังมีรสชาติพิเศษตามฤดูกาล เช่น รสฟักทอง ที่สอดคล้องกับเมนูในฤดูใบไม้ร่วง

 

เทรสซี ลีเบอร์แมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ระดับโลกของ Starbucks กล่าวว่า การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ได้เกิดขึ้นหลังจาก Starbucks เพิ่งจะสร้างสถิติยอดขายรายสัปดาห์สูงสุดในตลาดสหรัฐฯ โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการโปรโมตเมนูยอดนิยมอย่าง ‘พัมพ์กิ้น สไปซ์ ลาเต้’ ทำให้ผู้คนเริ่มกลับมาใช้บริการในร้านมากขึ้น และจากนี้บริษัทจะมุ่งปรับเมนูให้ทันสมัย ด้วยผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ ทันกระแส และสามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าได้

 

เรียกได้ว่าการเปิดตัวครั้งนี้ นับเป็นกลยุทธ์การขยายตลาดไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ การดูแลสุขภาพด้วยโปรตีน ซึ่งกำลังเป็นกระแสในวงกว้าง ตั้งแต่กลุ่มคนรักการออกกำลังกาย ไปจนถึงผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก ที่มองหาอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและทำให้อิ่มนานขึ้น

 

สอดคล้องจากข้อมูลของบริษัทวิจัย Datassential ชี้ว่า ในไตรมาส 2 ปี 2025 หนึ่งในสามของผู้บริโภคชาวอเมริกัน จะนิยมสั่งอาหารและเครื่องดื่มที่มีโปรตีนสูง เพิ่มขึ้นจาก 24% ถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับเมื่อสามปีก่อน ซึ่งตอกย้ำว่าโปรตีนกำลังกลายเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงของผู้บริโภคในสหรัฐฯ

 

ทั้งหมดสะท้อนถึงสัญญาณการฟื้นตัวของบริษัท ภายใต้การนำของ ไบรอัน นิคโคล ซีอีโอ Starbucks ที่ประกาศชัดว่า จะพา Starbucks กลับคืนสู่ความเป็นตัวตนของแบรนด์ ผ่านการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการนำเสนอเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: KPPWC/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Starbucks เปิดตัว โปรตีนโฟมเย็น และ ลาเต้โปรตีน เจาะตลาดสายสุขภาพ ประเดิมขายในสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีขายในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 นักวิทย์ที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรตีน คว้าโนเบลสาขาเคมีปี 2024 https://thestandard.co/3-scientists-nobel-prize-in-chemistry-2/ Thu, 10 Oct 2024 02:03:50 +0000 https://thestandard.co/?p=994051 โนเบล

รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ที่ประกาศโดยราชบัณฑิตยสภาวิท […]

The post 3 นักวิทย์ที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรตีน คว้าโนเบลสาขาเคมีปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โนเบล

รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ที่ประกาศโดยราชบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน เป็นของนักวิทยาศาสตร์ 3 คนที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของ โปรตีน

 

รางวัลถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นของ ศ.เดวิด เบเกอร์ (David Baker) ผู้อำนวยการสถาบันการออกแบบโปรตีนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในซีแอตเทิล สำหรับการออกแบบโปรตีนเชิงคำนวณ รางวัลส่วนหลังเป็นของ 2 นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ กูเกิล ดีปไมด์ (Google DeepMind) ได้แก่ เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ และ จอห์น เอ็ม. จัมเปอร์ (John M. Jumper) นักวิจัยอาวุโสชาวอเมริกัน สำหรับงานด้านการทำนายโครงสร้างโปรตีน

 

“หนึ่งในสองการค้นพบด้านเคมีที่ได้รับการยอมรับในปีนี้ ประการแรกคือผลงานการสร้างโปรตีนที่น่าทึ่ง อีกประการหนึ่งคือการเติมเต็มความฝันที่มีมายาวนานถึง 50 ปีในวงการนี้ นั่นคือการทำนายโครงสร้างโปรตีนจากลำดับกรดอะมิโน การค้นพบทั้ง 2 ประการนี้เป็นการเปิดโอกาสทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ หลายด้านในอนาคต” ไฮเนอร์ ลินเค (Heiner Linke) ประธานคณะกรรมการโนเบลสาขาเคมีกล่าว

 

โปรตีนคือสิ่งที่ขับเคลื่อนปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ และทำหน้าที่เป็นทั้งฮอร์โมน สารส่งสัญญาณ แอนติบอดี และส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อต่างๆ

 

โดยทั่วไปแล้ว โปรตีนประกอบด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด และในปี 2003 นี้เอง ศ.เดวิด สามารถนำกรดอะมิโน​เหล่านี้มาสร้าง​เป็น​โปรตีนชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลก ซึ่งแทบเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในยุคก่อนหน้า​นี้ หลังผลสำเร็จ​ครั้งแรก ทีมวิจัย​ของ ศ.เดวิด ก็ช่วยกันทดลองสร้างโปรตีนใหม่ๆ ในจินตนาการขึ้นมาอีกมากมาย​ ทั้งยังทดลองสร้างโปรตีนที่สามารถใช้เป็นยา, วัคซีน, วัสดุนาโน และเซ็นเซอร์ขนาดเล็กขึ้นมาด้วย

 

ส่วน เดมิส ฮัสซาบิส และ จอห์น เอ็ม. จัมเปอร์ นั้น ได้สานฝันของนักวิทยาศาสตร์ที่มีมายาวนาน นั่นคือการทำให้เราได้เห็นโครงสร้าง 3 มิติของโปรตีน​ โดยในปี 2020 ทั้งสองได้ใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ชื่อ AlphaFold ซึ่งในขณะนั้นพัฒนา​มาถึงเวอร์ชัน​ที่ 2 หรืออาจเรียกว่า​ AlphaFold2 ในการทำนายโครงสร้างที่ซับซ้อนของโปรตีน แล้วแสดงออกมาเป็นภาพให้เราเห็น

 

ความสำเร็จนี้ทำให้นักวิจัยสามารถทำความเข้าใจอาการทางการแพทย์ต่างๆ เช่นการดื้อยาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ AlphaFold2 ยังสามารถจำลองภาพของเอนไซม์ต่างๆ เช่น เอนไซม์ที่สามารถย่อยสลายพลาสติกได้ ซึ่งคณะกรรมการโนเบลกล่าวว่า ทีมของ เดมิส ฮัสซาบิส และ จอห์น เอ็ม. จัมเปอร์ มีความสำเร็จถึงระดับสามารถทำนายโครงสร้างของโปรตีนเกือบ 200 ล้านชนิดที่นักวิจัยระบุได้

 

อ้างอิง:

The post 3 นักวิทย์ที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรตีน คว้าโนเบลสาขาเคมีปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์ไฟเขียวกินแมลง! อนุมัติ 16 ชนิด หวังเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ชี้เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง https://thestandard.co/singapore-approve-eat-insects/ Wed, 10 Jul 2024 08:58:26 +0000 https://thestandard.co/?p=956017 สิงคโปร์ แมลง

สิงคโปร์กำลังมองหาแหล่งอาหารใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความมั่นคงท […]

The post สิงคโปร์ไฟเขียวกินแมลง! อนุมัติ 16 ชนิด หวังเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ชี้เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์ แมลง

สิงคโปร์กำลังมองหาแหล่งอาหารใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกจำกัด โดยล่าสุดสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) ได้อนุมัติให้นำเข้าแมลง 16 ชนิด เช่น จิ้งหรีด ตั๊กแตน หนอนนก และผึ้ง มาเป็นอาหารได้

 

SFA ระบุว่า แมลงเหล่านี้สามารถนำเข้ามาในรูปแบบวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน เช่น ของทอดและโปรตีนบาร์ที่มีส่วนผสมของผงแมลง โดยต้องมีการรับรองว่าแมลงไม่ได้มาจากการจับในป่า และอาหารที่ใช้เลี้ยงแมลงไม่มีส่วนผสมของปุ๋ยคอก วัตถุอินทรีย์ที่เน่าเปื่อย หรือวัตถุที่มาจากสัตว์หรือปลาที่เป็นโรค นอกจากนี้ แมลงต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนหรือวิธีอื่นๆ ที่เพียงพอต่อการกำจัดเชื้อโรค

 

“ขอเตือนผู้ค้าว่า แมลงและผลิตภัณฑ์จากแมลงที่นำเข้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” SFA กล่าวเสริม โดยอ้างถึงมาตรฐานจุลชีววิทยาสำหรับอาหารพร้อมรับประทานและกฎอื่นๆ

 

สิงคโปร์ในฐานะประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพาะปลูกจำกัด ได้พยายามเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความโดดเด่นมากขึ้น เนื่องจากปัญหาต่างๆ ทั่วโลก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ

 

สิงคโปร์ตั้งเป้าที่จะผลิตอาหารให้ได้ 30% ของความต้องการภายในประเทศภายในปี 2030 ซึ่งมากกว่าระดับปัจจุบันถึง 3 เท่า ในส่วนของอาหารรูปแบบใหม่ รัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพที่ผลิตอาหารที่เป็นนวัตกรรม โดยในปี 2020 สิงคโปร์เป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติการขายเนื้อสัตว์ที่เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ

 

หลังจากการหารือสาธารณะตั้งแต่ปี 2022 เพื่ออนุมัติการนำแมลงมาเป็นอาหาร สิงคโปร์ก็ดึงดูดธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่ผลิตผลิตภัณฑ์จากหนอนไหมได้จัดตั้งบริษัทย่อยในสิงคโปร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 

แม้ว่าการกินแมลงจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับสิงคโปร์ แต่ก็เป็นเรื่องปกติในบางประเทศ โดย SFA ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศอื่นๆ ได้อนุญาตให้บริโภคแมลงแล้ว เช่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไทย และสหภาพยุโรป

 

ด้านองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ยกย่องแมลงว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ยั่งยืนกว่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์มแบบดั้งเดิม เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์

 

“แมลงกินได้มีโปรตีน วิตามิน และกรดอะมิโน คุณภาพสูงสำหรับมนุษย์” FAO กล่าวในรายงานเมื่อปี 2022 “แมลงยังต้องการอาหารน้อยกว่าแกะ หรือวัว ควาย เพื่อผลิตโปรตีนในปริมาณที่เท่ากัน”

 

ร้านอาหารและร้านค้าปลีกบางแห่งในสิงคโปร์ได้วางแผนที่จะเพิ่มแมลงเข้าไปในเมนูของพวกเขาแล้ว เช่น Gastrobar Fura ที่เน้นเรื่องความยั่งยืน และ House of Seafood ร้านอาหารทะเล โดย SFA ยอมรับว่าอุตสาหกรรมแมลงของประเทศยังอยู่ใน ‘ช่วงเริ่มต้น’ และแมลงเป็นอาหารใหม่ในประเทศ

 

FAO ได้ส่งเสริมให้แมลงเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือก ซึ่งมีความยั่งยืนมากกว่า เนื่องจากการเพาะเลี้ยงปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าปศุสัตว์แบบดั้งเดิม

 

ภาพ: Tanawat Chantradilokrat / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สิงคโปร์ไฟเขียวกินแมลง! อนุมัติ 16 ชนิด หวังเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร ชี้เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bounce Burger เบอร์เกอร์โปรตีนสูงที่มีส่วนผสมลับจากจิ้งหรีด https://thestandard.co/life/bounce-burger/ Fri, 01 Mar 2024 01:06:23 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=905923 Bounce Burger

เบอร์เกอร์สารอาหารล้น ตัวเลือกของการบริโภคเนื้อสัตว์ &n […]

The post Bounce Burger เบอร์เกอร์โปรตีนสูงที่มีส่วนผสมลับจากจิ้งหรีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bounce Burger

เบอร์เกอร์สารอาหารล้น ตัวเลือกของการบริโภคเนื้อสัตว์

 

วันนี้เราอยากจะมาแนะนำร้านเบอร์เกอร์ลับๆ ย่านปรีดี พนมยงค์ ที่ใช้วัตถุดิบลับอย่างจิ้งหรีด ร้านนี้คือ Bounce Burger โดยความตั้งใจแรกคืออยากให้คนเข้าถึงซูเปอร์ฟู้ดอย่างจิ้งหรีดได้ง่ายขึ้น ทางร้านจึงตั้งใจนำจิ้งหรีดมาแปรรูปเป็นผงและผสมในแป้งเบอร์เกอร์เพื่อให้กินง่ายขึ้น

 

 

 

แล้วทำไมถึงต้องเป็นจิ้งหรีด? จิ้งหรีดเป็นแมลงที่มีอยู่จำนวนมากในไทย แถมสารอาหารของมันก็เยอะมากๆ ทั้งมีโปรตีนสูง มีกรดอะมิโนครบ 20 ชนิด มีวิตามินบี 2 และบี 12 มีพรีไบโอติกและไฟเบอร์ และการหันมาบริโภคจิ้งหรีดยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำฟาร์มอีกด้วย

 

ส่วนเมนูเบอร์เกอร์ทางร้านทำให้รสชาติจัดจ้าน ถูกปากคนไทย และยืนยันเลยว่าไม่บอกไม่รู้ว่าข้างในผสมจิ้งหรีด วันนั้นเราได้มีโอกาสไปลอง 3 เมนูที่พลาดไม่ได้ของร้าน

 

 

เมนูแรกคือ BOUNCE BURGER (ราคา 320 บาท) เบอร์เกอร์ก้อนโตให้เนื้อ 2 ชิ้น โดยเมนูนี้จะผสมเนื้อจิ้งหรีดลงไปกับเนื้อวัว เพิ่มความกรอบด้วยสับปะรดทอดแบบเทมปุระ และปิดท้ายด้วยซอสฮันนีมัสตาร์ด ตัวขนมปังก็มีส่วนผสมของผงจิ้งหรีด ทำให้เมนูนี้ได้สารอาหารไปเต็มๆ

 

 

อีกสองเมนูจะอยู่ในหมวด Thai Signature และส่วนผสมของผงจิ้งหรีดจะอยู่ในแป้งขนมปัง เมนูแรกในหมวดนี้ที่ได้ลอง เหมาะกับคนชอบอาหารรสจัด คือเมนู KA-PRAO BURGER (ราคา 270-290 บาท แล้วแต่เนื้อสัตว์) เมนูนี้ข้างในนอกจากเนื้อสัตว์แล้ว ยังมีทั้งไข่ดาวที่เป็นไข่เป็ด ใบกะเพราที่ทอดแบบเทมปุระ และเติมความจัดจ้านด้วยซอสกะเพราสูตรของทางร้าน แต่ถ้าใครอยากลองรสชาติที่เบาลงหน่อย เน้นความหอม ต้องลอง SRIRACHA BURGER (ราคา 250 บาท) เป็นเบอร์เกอร์ไก่ที่เพิ่มความหอมและความกรอบจากหอมเจียวและกระเทียมเจียว ปิดท้ายด้วยซอสฮันนีศรีราชา

 

เมนูเบอร์เกอร์ของร้านสามารถสั่งแบบไม่มีส่วนผสมของจิ้งหรีดได้สำหรับคนที่แพ้แมลง ร้านนี้สายเบอร์เกอร์ห้ามพลาด แล้วคุณจะรู้ว่าจิ้งหรีดมันอร่อย!

 

Bounce Burger

Open: เปิดตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ปิดทุกวันจันทร์

Address: ซอยปรีดี พนมยงค์ 26

Facebook: Bounce Burger

Budget: 250-400 บาท

Map:

 

The post Bounce Burger เบอร์เกอร์โปรตีนสูงที่มีส่วนผสมลับจากจิ้งหรีด appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 วิธีลดความโหยหิว แก้นิสัยกินจุบจิบหลังปาร์ตี้ปีใหม่ https://thestandard.co/life/8-ways-reduce-hunger-appetite/ Fri, 05 Jan 2024 00:46:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=884450 8 วิธีลดความโหยหิว

ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แบบนี้ เราเชื่อว่าใครหลายคนอาจยังห […]

The post 8 วิธีลดความโหยหิว แก้นิสัยกินจุบจิบหลังปาร์ตี้ปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 วิธีลดความโหยหิว

ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แบบนี้ เราเชื่อว่าใครหลายคนอาจยังหวนรำลึกถึงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในเดือนธันวาคมที่ผ่านมากันอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทริปพักร้อนหรือโมเมนต์แห่งการสังสรรค์ จัดเต็มกับอาหารจานอร่อยและดริงก์แก้วโปรดติดกันหลายวัน หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ยังรู้สึกติดลมกับการเอ็นจอยมื้ออาหาร อยากกินจุบกินจิบอยู่ตลอดเวลาแต่ก็รู้สึกผิดกับตัวเอง ลองมาดู 8 วิธีลดความโหยหิวที่ LIFE นำมาบอกต่อกัน

 

1. เลี่ยงเริ่มต้นวันด้วยน้ำตาล

โดนัทเคลือบน้ำตาล แพนเค้กราดไซรัป เดนิชผลไม้ แทนที่จะเริ่มต้นวันด้วยเบเกอรีหวานฉ่ำในตอนเช้า ลองเปลี่ยนเป็นโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแบบไม่หวาน เพราะการที่เรากินน้ำตาลในช่วงท้องว่างนั้น ร่างกายจะย่อยและดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการหลั่งอินซูลินในปริมาณมาก เมื่ออินซูลินมีปริมาณมากเกินไป น้ำตาลในเลือดก็จะตกลง และส่งผลให้หิววนไปอีกรอบ

 

2. เน้นโปรตีนไว้ก่อน

ด้วยความที่มื้ออาหารในช่วงเฟสทีฟส่วนใหญ่จะหนักไปทางแป้งและไขมัน ในช่วงปรับตัวนี้ลองหันมากินโปรตีนให้มากขึ้น เพราะโปรตีนมีส่วนช่วยลดฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ที่ส่งผลต่อความหิว ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของแป้งและไขมันก็ยังกินได้ เพียงแต่คุมปริมาณและเลือกกินประเภทแป้งและไขมันที่ดี เช่น ข้าวกล้อง, ขนมปังไม่ขัดสี, อะโวคาโด, ถั่ว, อัลมอนด์ เป็นต้น

 

3. กินอาหารไฟเบอร์สูง

การกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยให้ร่างกายใช้เวลาในการย่อยนาน ส่งผลให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่ม ลดความอยากกินจุบจิบระหว่างวันได้ นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยอีกว่า พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลันเตา, ถั่วลูกไก่, ถั่วเลนทิล สามารถเพิ่มความรู้สึกอิ่มท้องได้มากถึง 31% เลยทีเดียว  

 

4. ดื่มน้ำก่อนเริ่มมื้ออาหารและจิบตลอดวัน

เคยสังเกตไหมว่าวันไหนที่ดื่มน้ำน้อย เราจะรู้สึกหิวมากขึ้น ความจริงแล้วอาการหิวที่ว่าอาจเป็นเพราะกระหายน้ำก็เป็นได้ ลองดื่มน้ำก่อนมื้ออาหารสัก 30 นาที เพื่อป้องกันการกินในปริมาณที่มากเกินไป และที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ แนะนำให้พกกระติกน้ำไว้จิบตลอดวัน 

 

คำถามคือ “เราควรจะดื่มน้ำกี่ลิตรต่อวัน?” ประเด็นนี้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเผยว่า ไม่มีสูตรตายตัว ปริมาณของน้ำที่ควรดื่มต่อวันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน   

 

5. กินให้ช้า เคี้ยวให้ละเอียด

ชั่วโมงที่เร่งรีบทำให้เราต้องรีบคว้าอาหารเข้าปากและเคี้ยวไปส่งๆ ก่อนบึ่งไปทำงาน ผลที่ตามมาคืออาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย บ้างก็อาจทำให้กินมากขึ้นเพราะร่างกายไม่มีช่วงเวลาให้ส่งสัญญาณไปยังสมองว่าอิ่มแม้แต่น้อย ลองปรับให้ตัวเองได้ใช้เวลาในการกินให้นานขึ้น เคี้ยวอาหารให้ละเอียดอย่างตั้งใจ นอกจากจะช่วยให้รู้สึกอิ่มไวขึ้นแล้ว ระบบขับถ่ายจะดีขึ้นอีกด้วย 

 

6. แปรงฟันหลังมื้ออาหาร

โดยธรรมชาติเราจะไม่ค่อยรู้สึกอยากกินอะไรหลังการแปรงฟันก่อนนอนด้วยความรู้สึกสะอาดของช่องปาก ใครที่ติดกินจุบจิบแบบหยุดไม่ได้ ลองหันมาแปรงฟันหลังมื้ออาหารกันดู นอกจากจะช่วยลดความโหยหิวแล้ว ยังช่วยให้ช่องปากสะอาด ลดปัญหาคราบหินปูนไปในตัว 

 

7. นอน 7-9 ชั่วโมง

แม้จะเจอกองงานหลังปีใหม่เป็นพะเนินแค่ไหนก็ต้องหาทางบาลานซ์ชีวิตให้ดีโดยเฉพาะเรื่องการนอน เคยสังเกตไหมว่าวันไหนที่เรานอนน้อย ร่างกายจะไม่เพียงแค่ดูไม่กระปรี้กระเปร่าแต่ยังรู้สึกหิวบ่อย บ้างก็น้ำหนักขึ้น ทั้งนี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่มีผลต่อความอยากอาหาร ซึ่งการที่เวลานอนลดลงจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนความอิ่มลดลง ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนความหิวเพิ่มขึ้น และการมีช่วงเวลาที่ตื่นเพิ่มขึ้นก็ส่งผลให้มีระยะเวลาการกินมากขึ้นเช่นกัน 

 

แน่นอนว่าเมื่อกินมากเกินที่ร่างกายต้องการ ตัวเลขบนตาชั่งก็จะเพิ่มขึ้นในท้ายที่สุด ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี วัยผู้ใหญ่ควรจะนอนหลับพักผ่อนโดยเฉลี่ยที่ 7-9 ชั่วโมง 

 

8. อย่าเครียด

ใครหลายคนอาจคุ้นเคยกันดีกับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียด ยิ่งเราเครียดมากร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากตาม และผลที่ตามมาคือความอยากอาหารที่เพิ่มมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ฮอร์โมนคอร์ติซอลยังมีหน้าที่ในการปรับระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย เมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากกว่าปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงรู้สึกโหยน้ำตาลเวลาเครียดนั่นเอง  

 

อย่างไรก็ตาม บางครั้งความเครียดอาจส่งผลให้ความอยากอาหารลดลงได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าการกินไม่ได้นอนไม่หลับคงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาวแน่ ดังนั้นเมื่อรู้ตัวแล้วว่ากำลังเครียด ลองหากิจกรรมง่ายๆ ทำ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นโยคะ นอนฟังเพลง จิบชาคาโมมายล์อุ่นๆ ดูหนังเรื่องโปรด เป็นต้น

 

อ้างอิง:

The post 8 วิธีลดความโหยหิว แก้นิสัยกินจุบจิบหลังปาร์ตี้ปีใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘Plant & Bean’ โรงงานผลิตโปรตีนจากพืชที่ถอดแบบมาจากอังกฤษ ธุรกิจ Life Science ที่เป็นน่านน้ำใหม่ของเครือ ปตท. https://thestandard.co/plant-and-bean-life-science-business-from-ptt/ Wed, 22 Nov 2023 09:23:21 +0000 https://thestandard.co/?p=868511 Plant & Bean

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เทรนด์การบริโภคโปรตีนจากพืชหรือแหล่ […]

The post รู้จัก ‘Plant & Bean’ โรงงานผลิตโปรตีนจากพืชที่ถอดแบบมาจากอังกฤษ ธุรกิจ Life Science ที่เป็นน่านน้ำใหม่ของเครือ ปตท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Plant & Bean

หลายคนอาจไม่ทราบว่า เทรนด์การบริโภคโปรตีนจากพืชหรือแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ธัญพืช ได้รับความนิยมเรื่อยๆ ด้วยสังคม Ageing Society และผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันมูลค่าตลาดอาหารโปรตีนจากพืชของโลกสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

แม้ว่าตลาดการบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชได้รับความนิยมมากในตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนราว 75% เอเชีย 18% แต่ที่น่าสนใจคือ มูลค่าตลาดของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.4 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1-2% ของมูลค่าตลาดโลก แต่อัตราการเติบโตเองก็สูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 6-7% และจะเติบโตต่อเนื่อง

 

 

“ดังนั้น ตลาดของไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก หลักๆ เลยคือคนไทยหันมาใส่ใจตัวเอง รักสุขภาพมากขึ้น และอาหารโปรตีนจากพืชจะมีไขมันต่ำ ปราศจากสาร Antibiotic จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ไม่ใช่แค่ผู้รับประทานมังสวิรัติเท่านั้น” บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าว

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยกับบุรณินในระหว่างร่วมเยี่ยมชมโรงงานแพลนท์ แอนด์ บีน (ประเทศไทย) ซึ่งได้เล่ารายละเอียดว่า เอ็นอาร์พีที (NRPT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน อินโนบิก-เอ็นอาร์เอฟ เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ผลิตอาหารโปรตีนจากพืช (Plant-based Food) หรืออาหารแห่งอนาคตแล้ว ด้วยกำลังการผลิตเฟสแรก 3,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะผลิตเต็มกำลังผลิตได้ภายในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า และขยายเฟส 2 โดยวางงบลงทุนไว้ที่ 300-400 ล้านบาท เพิ่มอีกเป็น 1.3 หมื่นตัน และวางเป้าหมายกำลังผลิตสูงสุดที่ 2.5 หมื่นตัน ภายในระยะ 5 ปี

 

โรงงานแพลนท์ แอนด์ บีน (ประเทศไทย) ตั้งอยู่บนพื้นที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา 10 ไร่ และใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นไฟฟ้าใช้ในกระบวนการผลิต

 

ตลาดและต้นทุนการผลิตโปรตีนจากพืชแพงจริงไหม กำลังซื้อปัจจุบัน เป็นอย่างไร?

 

ต้องยอมรับว่า ตลาดยุโรปก็เผชิญปัญหาต้นทุนค่าพลังงานและค่าแรงที่สูงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชแพงขึ้น โดยต้นทุนการผลิตแพลนท์เบสอยู่ที่ 100-110 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากเทียบราคาเนื้อสัตว์ก็สามารถแข่งขันได้ อีกทั้งผลิตภัณฑ์แพลนท์เบสมีโปรตีนเทียบเท่าหรือสูงกว่าเนื้อสัตว์ โดยใช้วัตถุดิบหลักในการผลิต คือ ถั่วเหลือง ซึ่งบริษัทจะนำเข้าจากจีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์  และบริษัทก็มีแผนรับซื้อ ส่งเสริมเกษตรไทยปลูกพืชทางเลือกเหล่านี้ด้วย

 

“การที่ต้นทุนยุโรปสูง ผมกลับมองว่านี่คือโอกาสดีที่เราจะเป็นฐานการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชเพื่อส่งออกไปจำหน่ายให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในยุโรปภายใต้แบรนด์ของลูกค้าด้วยมาตรฐานฮาลาลและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสากลจากสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร (The British Retail Consortium : BRC) ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างขอการรับรอง”

 

โดยคาดว่าจะได้ใบรับรอง BRC ในต้นปีหน้า  และเราจะเป็นรายที่ 44 ของโลกที่ได้รับใบรับรองจาก BRC

 

 

สำหรับ แผนการตลาด ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์ ลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตทั้งในและต่างประเทศ เริ่มทยอยเดินทางมาเยี่ยมชมโรงงานแพลนท์ แอนด์ บีน ไทยแลนด์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการนั้น วางไว้ว่า ทันทีที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน BRC  เมื่อได้รับคำสั่งซื้อสินค้า ก็เริ่มจำหน่ายได้ทันทีคาดว่าช่วงในต้นปี 2567 ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักๆจะเป็น สหรัฐ ยุโรป

 

“โรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืช 100% แห่งแรกในประเทศไทยและขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน  อันดับ 2 ของเอเชียรองจากอินเดีย อนาคตเราก็ยังเตรียมศึกษาและพัฒนาสูตรเพื่อเจาะตลาดอินเดียด้วย และอนาคตจะเป็นฐานผลิตอาหารแห่งอนาคตของโลก” 

 

ส่ง 2 กลุ่มโปรดักส์ Ready to cook และ  Ready to eat ป้อนตลาด

 

เราจะส่งออกจำหน่ายใน 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอาหารพร้อมปรุง (Ready to cook) เช่น เนื้อสับ มีทบอล และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to eat) เช่น ไส้กรอก นักเก็ต และเกี๊ยวซ่า โดยยึดจุดแข็งด้านประสิทธิภาพการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีระดับโลกให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริง อร่อย ทานง่าย 

 

นอกจากนี้ ทุกผลิตภัณฑ์ล้วนมาจากพืชที่ไม่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม (Non-GMO) และมีโปรตีนสูง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนานวัตกรรมอาหารให้เหมาะแก่การดูแลสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชมากขึ้น รวมถึงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรได้ประมาณ  5-10 เท่า จากราคาเดิมด้วย

 

“อนาคตเราก็มีแผนที่จะนำวัตถุดิบเกษตรของไทยมาใช้ อาทิ เม็ดขนุน ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและทำวิจัย รวมถึงจะสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากโรงงาน แพลนท์ แอนด์ บีน ไปต่อยอดทำเป็นเมนูอาหารไทยที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แกงเขียวหวาน กะเพรา ผัดไท ซึ่งเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารของไทย ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี”

 

 

ตลาด plant-based  ธุรกิจ  Blue Ocean 

 

บุรณิน กล่าวอีกว่า หากดูข้อมูลจาก Good Food Institute ที่ระบุว่า กำลังผลิตหรือโปรตีนจากพืช ทั่วโลกมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 2.2 แสนล้านตันต่อปี  โดยเฉพาะประเทศทางฝั่งยุโรปและอเมริกาเหนือที่มีสัดส่วนตลาดมากถึง 75% ขณะที่ตลาดเอเชียแปซิฟิกกลับมีเพียง 18%   

 

“โดยตลาดเนื้อสัตว์  plant-based meat เติบโตขึ้นเพียง 3.2% เท่านั้น  ขณะที่ตลาดในไทยก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นดังที่กล่าวข้างต้น เพราะพฤติกรรมการบริโภคเมื่อก่อน จะเป็นเฉพาะกลุ่มวีแกนหรือในช่วงเทศกาลกินเจ  แต่ตอนนี้ plant-based กลายเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทำให้ตลาดในไทยมีแนวโน้มต่อเนื่อง”

 

จึงเป็นโอกาสสำคัญของเราที่จะเจาะตลาด plant-based ในภูมิภาคอาเซียน ที่ถือว่าเป็นธุรกิจ  Blue Ocean ” บุรนินกล่าว

 

 

ทำความรู้จักกับ “Plant & Bean” โรงงานที่ใหญ่สุดในอาเซียนที่ถอดแบบมาจากอังกฤษ

 

สำหรับโรงงานแพลนท์เบสแห่งนี้เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง อินโนบิก (บริษัท ลูก ปตท.) และบริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด ร่วมทุนกับ บริษัท แพลนท์ แอนด์ บีน ประเทศอังกฤษ ในสัดส่วนการลงทุน 51% และ 49% ตามลำดับ โดยจัดตั้งเป็น “บริษัท นิวทรา รีเจนเนอเรทีฟ โปรตีน จำกัด หรือ NRPT” ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ถือหุ้น 100%

 

ต้นแบบของโรงงานจะนำเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนจากพืชชั้นสูงจากประเทศอังกฤษมาปรับใช้ ดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชครบวงจร และจะเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจ Life sciences  ของ ปตท. ที่เป็นธุรกิจมุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับมนุษย์ ยา อาหาร ที่เจาะเทรนด์กระแสคนทุกรุ่น ทุกวัย

 

 

บุรณิน กล่าวทิ้งท้ายว่า  อินโนบิก ถือเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ของ ปตท. ที่จะช่วยผลักดันกำไรตามเป้าหมายที่วางไว้ของกลุ่มธุรกิจใหม่ที่ 30% ในปี 2030 

 

“ณ วันนี้ นอกจากอาหาร ธุรกิจยา ก็เติบโตหลังจากการเข้าไปลงทุนถือหุ้นใน บริษัท โลตัส ฟาร์มาซูติคอล จำกัด บริษัทยาระดับโลกของไต้หวัน ตามสัดส่วนการถือหุ้น 37% หรือคิดเป็นประมาณ 6,000 ล้านบาท”

 

โดยคาดว่าปีนี้โลตัส ฟาร์มาซูติคอล จะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 3-4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจอินโนบิก คาดว่าจะสามารถทำกำไร ตัวเลข 3 หลัก และปีหน้า มองว่า ธุรกิจนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ยังมีอีกโอกาสท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมและการพัฒนากลุ่มธุรกิจอีกมาก

The post รู้จัก ‘Plant & Bean’ โรงงานผลิตโปรตีนจากพืชที่ถอดแบบมาจากอังกฤษ ธุรกิจ Life Science ที่เป็นน่านน้ำใหม่ของเครือ ปตท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE TIP: Easy Ways to Eat Protein วิธีกินโปรตีนให้มากขึ้นในทุกวัน https://thestandard.co/life/life-tip-28022023/ Tue, 28 Feb 2023 02:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=756988

โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและซ่อม […]

The post LIFE TIP: Easy Ways to Eat Protein วิธีกินโปรตีนให้มากขึ้นในทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและรักษาระบบเผาผลาญให้แข็งแรง หากคุณต้องการเพิ่มปริมาณโปรตีนของคุณในทุกวัน LIFE  มีวิธีง่ายๆ มาฝากดังต่อไปนี้

 

รับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน 

รวมอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนให้มากขึ้นในอาหารของคุณ เช่น ไข่ ผลิตภัณฑ์นม สัตว์ปีก ปลา ถั่ว ถั่วเลนทิล และถั่วเปลือกแข็ง พยายามรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงในทุกมื้อและของว่าง

 

เพิ่มโปรตีนในมื้ออาหาร 

คุณสามารถเพิ่มโปรตีนในมื้ออาหารได้ง่ายๆ โดยใส่ถั่ว เมล็ดพืช หรือผงโปรตีน 1 ช้อนลงในสมูทตี้ ข้าวโอ๊ต หรือโยเกิร์ต ที่คุณกินในแต่ละวัน

 

เลือกกินของว่างที่มีโปรตีนสูง 

แทนที่จะมองหาของว่างที่มีน้ำตาลหรือแปรรูป ให้เลือกของว่างที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ลวก ชีส หรืออัลมอนด์สักหนึ่งกำมือ

 

ลองกินโปรตีนจากพืช 

หากคุณกำลังมองหาแหล่งโปรตีนทางเลือก ให้พิจารณารวมตัวเลือกที่มีโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ เทมเป้ หรือถั่วแระญี่ปุ่น ผสมผสานเข้าไปในอาหารของคุณ ด้วยการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ไม่กี่อย่าง คุณก็จะสามารถเพิ่มการบริโภคโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างง่ายดาย

 

ภาพ: Shutterstock

The post LIFE TIP: Easy Ways to Eat Protein วิธีกินโปรตีนให้มากขึ้นในทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปตท.’ ลงทุนในบริษัท Nutrition Technologies หวังพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนคุณภาพสูงจากแมลง https://thestandard.co/ptt-nutrition-technologies/ Tue, 20 Sep 2022 05:49:55 +0000 https://thestandard.co/?p=684099 Nutrition Technologies

ปตท. ต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน เข้าลงทุนในบริษัท Nut […]

The post ‘ปตท.’ ลงทุนในบริษัท Nutrition Technologies หวังพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนคุณภาพสูงจากแมลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nutrition Technologies

ปตท. ต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน เข้าลงทุนในบริษัท Nutrition Technologies ขยายความร่วมมือต่างประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนคุณภาพสูงจากแมลง

 

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บมจ.ปตท. หรือ PTT เปิดเผยว่า ปตท. ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน NTG Holdings Pte. Ltd. (Nutrition Technologies: NT) บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ที่ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการเพาะพันธุ์แมลงวันทหารเสือ (Black Soldier Fly: BSF) และการบริหารจัดการทรัพยากรแบบครบวงจร เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการเกษตร เช่น โปรตีนคุณภาพสูง ปุ๋ยอินทรีย์ และน้ำมันสกัดบริสุทธิ์ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตโปรตีนจากแมลงนี้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยการนำวัสดุอินทรีย์เหลือใช้ (Organic Waste) มาเข้าสู่กระบวนการหมักด้วยเทคโนโลยีพิเศษเพื่อใช้เป็นอาหารเลี้ยงแมลงวันทหารเสือ ซึ่งจะช่วยให้แมลงเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มีโปรตีนสูง สามารถนำไปสกัดเป็นโปรตีนคุณภาพสูงเพื่อทดแทนการใช้ปลาป่นในธุรกิจอาหารสัตว์ และนำไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่อไป 

 

การลงทุนครั้งนี้ ปตท. เข้าเป็นผู้นำในการลงทุน ร่วมกับ Sumitomo, ING Sustainable Investments, Mandala Capital พร้อมทั้งนักลงทุนเดิม ได้แก่ Openspace Ventures, Seeds Capital, Hera Capital โดยบริษัท Nutrition Technologies ได้มีการระดมทุนในรอบนี้รวมประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนก่อสร้างโรงงานทั้งในประเทศไทย หรือประเทศอื่นในอาเซียน

 

“ปตท. มุ่งมั่นพัฒนาความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในธุรกิจปิโตรเลียมมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากการรุกสู่ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตแล้ว ปตท. ยังได้ขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่นอกเหนือจากด้านพลังงาน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกและผู้บริโภค และเป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไปใน 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ทั้งนี้ การลงทุนใหม่ที่เป็นเรื่องนวัตกรรม ปตท. ได้เข้าไปลงทุนในรูปแบบ Venture Capital เพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีในลักษณะ Open Innovation ผ่านโครงการ ExpresSo” ดร.บุรณินกล่าว

The post ‘ปตท.’ ลงทุนในบริษัท Nutrition Technologies หวังพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนคุณภาพสูงจากแมลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จิ้งหรีด’ โปรตีนแห่งอนาคต ที่กำลังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์ https://thestandard.co/cricket-new-protein-source/ Mon, 26 Apr 2021 08:43:09 +0000 https://thestandard.co/?p=480234 ‘จิ้งหรีด’ โปรตีนแห่งอนาคต ที่กำลังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์

ความสนใจเรื่องแมลงในฐานะแหล่งโปรตีนที่ยั่งยืนกำลังเติบโ […]

The post ‘จิ้งหรีด’ โปรตีนแห่งอนาคต ที่กำลังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จิ้งหรีด’ โปรตีนแห่งอนาคต ที่กำลังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์

ความสนใจเรื่องแมลงในฐานะแหล่งโปรตีนที่ยั่งยืนกำลังเติบโตขึ้น เนื่องจากโลกยังคงต่อสู้กับการเติบโตของประชากรและการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นี่กลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่หวังเปลี่ยนจิ้งหรีดเป็น ‘แหล่งรายได้’ 

 

Nikkei Asia ระบุว่า โครงการนี้นำโดย มีชัย วีระไวทยะ ผู้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในปี 2528 และ 2529 ก่อนที่จะทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2534 และ 2535 ซึ่งรู้จักกันในนาม ‘มิสเตอร์คอนดอม’ จากบทบาทในการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์

ฟาร์มจิ้งหรีดตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของศูนย์การศึกษาในตำบลโคกกลาง จังหวัดบุรีรัมย์ ภายในประกอบด้วยภาชนะพลาสติกจำนวนมาก แต่ละกล่องมีกล่องไข่และแมลงซึ่งทำรังในกล่อง บางครั้งก็โผล่หัวออกมาเพื่อค้นหาอาหารและน้ำ โดยการเลี้ยงจิ้งหรีดแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

“ผมมีความสุขที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้ ผมหวังว่ามันจะช่วยให้ชาวบ้านสร้างรายได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม” พีรวัฒน์ ขันเงิน วัย 21 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลแมลงกล่าว

 

Nikkei Asia ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน 10 ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) แต่ยังมีช่องว่างรายได้ระหว่างเมืองและชนบทอยู่มาก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นส่วนที่ยากจนที่สุดของประเทศ โดยมีอุตสาหกรรมหลักคือเกษตรกรรม ซึ่งในปี 2561 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวของภูมิภาคอยู่ที่ 83,856 บาท น้อยกว่า 1 ใน 5 ของกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวง

 

ความสนใจเรื่องแมลงในฐานะ ‘แหล่งโปรตีนใหม่’ กำลังเติบโต ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) คาดว่า ประชากรโลกจะมีจำนวนถึง 1 หมื่นล้านคนภายในปี 2593 ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการผลิตอาหารจะต้องเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2553

อย่างไรก็ตามการเลี้ยงปศุสัตว์แบบดั้งเดิมอย่างวัวและสุกรทำให้เกิดภาระหนักต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับวัว หมู และไก่ การเลี้ยงจิ้งหรีดใช้ที่ดิน อาหาร น้ำเพียงเศษเสี้ยว และพวกมันก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ามาก

ในประเทศไทยแมลงเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คนไทยกินเป็นปกติ อย่างไรก็ตามชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์เคยทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดมาก่อน แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้เนื่องจากไม่มีช่องทางการขาย แต่มีชัยคิดว่าครั้งนี้จะแตกต่างออกไป เพราะเขาได้รับการช่วยเหลือจาก Global Bugs Asia ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนไทย-สวีเดน ที่ได้สนับสนุนไข่จิ้งหรีดและอาหารสัตว์ รวมถึงคำแนะนำในการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด

 

Global Bugs Asia นั้นผลิตโปรตีนบาร์ ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากจิ้งหรีดผง สินค้าไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงญี่ปุ่นและที่อื่นๆ

มีชัยหวังที่จะสร้างช่องทางการค้าให้กับจิ้งหรีดจากชุมชนโคกกลาง โดยเน้นย้ำถึงมาตรฐานด้านสุขอนามัยซึ่งได้เรียนรู้จาก Global Bugs Asia

 

แม้โครงการยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่มีชัยหวังว่าโครงการนี้จะสร้างงานให้กับชาวบ้านที่ด้อยโอกาส รวมถึงผู้สูงอายุ คนพิการ และสตรีที่สูญเสียงานเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 “จิ้งหรีดจะช่วยเพิ่มรายได้ในท้องถิ่น” มีชัยกล่าว 

 

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

อ้างอิง: 

The post ‘จิ้งหรีด’ โปรตีนแห่งอนาคต ที่กำลังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>