โซเชียลมีเดีย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โซเชียลมีเดีย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 18 Jun 2026 06:39:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อ่านวิสัยทัศน์ ‘สมเกียรติ จันทรสีมา’ ผอ.สำนักข่าว Thai PBS กับภารกิจรักษาศรัทธาสื่อสาธารณะ ในวันที่อำนาจข่าวอยู่ในมือทุกคน https://thestandard.co/somkiat-chantarasima-thai-pbs-vision/ Thu, 18 Jun 2026 06:35:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1215875 ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ

ในยุคที่คนเสพข่าวจากโซเชียลเป็นหลัก และสื่อกระแสหลักไม่ […]

The post อ่านวิสัยทัศน์ ‘สมเกียรติ จันทรสีมา’ ผอ.สำนักข่าว Thai PBS กับภารกิจรักษาศรัทธาสื่อสาธารณะ ในวันที่อำนาจข่าวอยู่ในมือทุกคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ

ในยุคที่คนเสพข่าวจากโซเชียลเป็นหลัก และสื่อกระแสหลักไม่ใช่ผู้กำหนดวาระสังคมแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป ส่งผลให้สื่อสาธารณะทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง อย่างกรณีของ BBC ที่เตรียมปรับลดพนักงานลงถึง 2,000 หลังเผชิญปัญหาด้านรายได้และพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่ NHK เองก็เริ่มเผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน

 

คำถามที่ตามมาคือ สื่อสาธารณะยังจำเป็นต่อสังคมหรือไม่?

 

นี่คือประเด็นใหญ่ที่ The Standard ชวน สมเกียรติ​ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS คนล่าสุด พูดคุยถึงบทบาทของ Thai PBS ในวันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อเป็น “พื้นที่กลาง” ที่เปิดให้สังคมรับฟังกันบนความแตกต่าง และ “หลักยึดด้านข้อเท็จจริง” ที่ประชาชนยังสามารถยึดเหนี่ยวและไว้วางใจได้

 

คนข่าวรู้กันดีว่า สมเกียรติ คือ ‘ลูกหม้อ’ ของ Thai PBS เพราะเขาคือ ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะคนแรกในวัยเพียง 38 ปี ซึ่งถือเป็นผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และปักหลักทำงานร่วมกับองค์กรมากว่า 18 ปี

 

โดยพื้นฐานของสมเกียรติ ซึ่งทำสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์มาตลอดชีวิตการทำงานควบคู่กับงานสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายฯ ทำให้เขาเริ่มต้นงานกับฝ่ายข่าวทีวีไทย(Thai PBS ปัจจุบัน)เมื่อต้นปี 2551 ในฐานะหัวหน้าโต๊ะข่าวพลเมือง ก่อนโยกย้ายมาดูแลงานด้านเครือข่ายสื่อสาธารณะตั้งแต่นั้นจนถึงปลายปีที่ผ่านมา

 

เดิมทีเขาวางแผนจะขยับไปทำงานเบื้องหลังในสายบริหารจัดการ เพราะเห็นว่า งานข่าวมีทีมงานคุณภาพดูแลอยู่แล้ว แต่ด้วยจังหวะที่กระบวนการสรรหาผู้อำนวยการสำนักข่าวเกิดความล่าช้า ไม่มีข้อยุติ เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้เข้ามารับไม้ต่อ

 

“ถ้าเปรียบ Thai PBS คือเรือลำใหญ่ งานข่าวคือ ‘เรือลากจูงหลัก’ ที่คอยคุมหัวเรือให้เดินหน้าไปถูกทิศทาง ผมจึงตัดสินใจโดดลงมาลุยงานนี้อย่างเต็มตัว” นั่นคือ เหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจรับภารกิจอันหนักอึ้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ต้องปลุกพลังคนในองค์กรให้กล้าเปลี่ยนแปลงและปรับตัว ในวันที่สนามข่าวเต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก”

 

สื่อสาธารณะยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

 

สมเกียรติย้ำว่านี่ไม่ใช่โจทย์เฉพาะประเทศไทยแต่คือ ความท้าทายระดับโลก เพราะสื่อสาธารณะทั่วโลกกำลังเผชิญกับคำถามเดียวกันว่า “สื่อสาธารณะยังจำเป็นอยู่หรือไม่”ถ้ามันจำเป็น ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเป็นยังไง

 

“เรากำลังพูดถึงงานข่าวในยุคที่ผู้สื่อข่าวหรือองค์กรสื่อไม่ใช่ Gatekeeper อีกต่อไป สมัยก่อนเราเป็นคนเสิร์ฟเนื้อหาข่าวให้สังคม เป็นคนกำหนดวาระ คนตื่นมาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ดูทีวี ฟังวิทยุ แต่ทุกวันนี้ทุกคนสื่อสารเองได้ ทุกคนสามารถกำหนดวาระ เลือกรับและกระจายข่าวด้วยตัวเอง”

 

คำถามคือ สื่อสาธาณะ(รวมถึงสำนักสื่อหลักๆ) จะอยู่อย่างไรภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ เขาเชื่อว่า ในฐานะที่ Thai PBS เป็นสื่อสาธารณะ จะยังคงทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่ช่วยคัดกรองความถูกต้องของข้อมูล พูดง่ายๆ ก็คือ คนจะนึกถึงเรา ไม่ใช่แค่เพราะว่าเราคือ Thai PBS แต่เขาจะต้องนึกถึงข่าวที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง ตรวจสอบที่มาที่ไปได้ ให้ความมั่นใจได้ว่านี่คือ ข่าวที่มีความถูกต้อง”

 

เมื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ พลังของมันควรจะสะท้อนผ่าน Data หรือ ชุดความรู้ที่มากกว่าเพียงการนำเสนอความคิดเห็น

 

“ชุดข้อมูลไม่ใช่แค่น่าเชื่อถืออย่างเดียว ต้องทำให้เห็นภาพและเข้าใจง่าย เช่น จากสถานการณ์สงครามฯ รัฐบาลบอกว่าน้ำมันแพงขึ้น ค่าไฟเพิ่ม เพราะว่า ไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติในระบบการผลิตไฟฟ้า เราก็ต้องอธิบายว่า สิ่งที่รัฐบาลบอก เป็นข้อมูลที่มาจากแหล่งข่าวที่ถูกต้องหรือไม่ ข้อมูลจริงไหม รูปธรรมคืออะไร และถามไปไกลถึงว่า แล้วทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำไมประชาชนต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เป็นเพราะประเทศถูกผูกอยู่กับต้นทุนของพลังงานแค่แหล่งเดียวใช่ไหม แล้วเราจะอยู่ยังไง มีทางเลือกอะไรบ้าง เพื่อออกจากวังวนของปัญหาอย่างแท้จริง ”

 

ที่สำคัญ สื่อสาธารณะต้องเอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม โดยเชื่อมโยงทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และความเห็นจากภาคประชาชน ร่วมคิดอย่างใคร่ครวญไตร่ตรอง ก่อนส่งเสียงไปยังผู้มีบทบาทกำหนดนโยบาย(Policy Makers)ได้รับฟังอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

 

“นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นในบทบาทงานข่าวของ Thai PBS และเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยคุณค่าของความเป็นสื่อสาธารณะ”

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 1

 

การปรับจูน DNA สื่อสาธารณะในยุคอัลกอริทึม

 

ความจริงแล้วตลอดระยะเวลา 18 ปี ของ Thai PBS ผ่านจุดเปลี่ยนและปรับมาหลายยุคสมัย แต่ชัดเจนที่สุดก็คือ ช่วงที่เกิดความผันผวนของเทคโนโลยีดิจิทัล( Digital Disruption) ที่สำนักข่าวต้องเปลี่ยนผ่านจากห้องข่าว( Newsroom) แบบดั้งเดิม สู่ห้องข่าวดิจิทัล( Digital Newsroom) เต็มตัว

 

จนมาถึงปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI-Driven Digital Era) มีบทบาทสูง มีการพูดถึง AI-augmented Newsroom ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพกองบรรณาธิการฯ ให้ทำข่าวได้เร็วขึ้น ลึกขึ้น แม่นยำขึ้นและเข้าถึงประชาชนได้ดีขึ้น โดยมนุษย์ยังเป็นผู้ตัดสินใจทางบรรณาธิการและรับผิดชอบต่อผลงานข่าวทั้งหมด สมเกียรติมองว่า นี่คือโอกาส หากปรับตัวได้เร็วและทัน Thai PBS จะไปต่อได้  

 

“AI มีทั้งแง่บวกและลบ AI ช่วยเราแข่งขันได้ในเชิง Speed แต่ในเชิงความลึก หรือความถูกต้อง หรือว่าในเชิงเรื่องข้อมูล มนุษย์ยังเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ Pain Point ใหญ่ของสื่อยุคใหม่คือเรื่อง Fake News ที่แฝงมากับอัลกอริทึม ซึ่งทำให้เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลที่เสพอยู่ถูกต้องหรือไม่ สุดท้ายมันก็วนกลับไปที่การบรรณาธิการฯ เรื่อง Data และก็เรื่องการมีส่วนร่วม ตรงนี้ยังเป็นช่องว่างที่กว้างพอที่จะให้สื่อสาธารณะแบบ Thai PBS สามารถทำงานได้ด้วยการลงไปเจอผู้คนจริงๆ แล้วเอาเสียงพวกเขาขึ้นมา”

 

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และออนแอร์มี ‘Thai PBS Verify’ ปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อถือให้ประชาชนท่ามกลางข้อมูลมหาศาล

 

สมเกียรติยังชวนมองภาพไปถึงการสร้างชุดข้อมูล (Database) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลอ้างอิงและตรวจสอบได้ แต่ต้องวางกรอบความคิดให้ชัดบน 3 แกนหลัก 

 

“หนึ่ง เรื่องของการบรรณาธิการ มี Fact-Checking เพื่อเช็กที่มาที่ไปให้ถูกต้อง สอง ข้อมูล(Data) ต้องย่อยง่าย ให้คนเข้าใจง่าย และ สามมีสิ่งที่เรียกว่า Deliberation หรือกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมพิจารณาบนข้อมูล ข้อเท็จจริงและหาทางออกจากปัญหา ซึ่งหากทุกชิ้นงานอ้างอิงบน 3 แกนหลัก  ไม่ว่าจะบนแพลต ฟอร์มไหน ก็สื่อสารได้โดยไม่ต้องอ้างอิง เพราะมี DNA ที่บ่งบอกชัดเจน ว่ามาจาก Thai PBS”

 

สร้างสมดุลระหว่าง ‘ความเร็ว ความลึก และความจริง’ ในแบบ Thai PBS

 

“ความเร็ว ความลึก และความจริง มันควรจะเป็นเป้าหมายการทำงานข่าวของ Thai PBS เพราะความเร็วทำให้เราได้ยอดผู้ชม(Reach&Engagement) แต่ข่าวที่ลึกหรือถูกต้องมันสร้างความยั่งยืนให้เรา”

 

สมเกียรติบอกว่า ประเด็นสำคัญคือ ต้องจัดลำดับให้ดีด้วยการแบ่งเนื้อหาตามความสำคัญ

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 2

 

“ถ้าเราแบ่งข่าวเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ ข่าวที่อยู่ในความสนใจของคน กับข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งที่สื่อสาธารณะอย่างเราต้องทำคือ การเชื่อมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน อย่างข่าวคนตกงาน ถ้าเราเสนอแค่คนตกงานมันก็แค่ข่าวเศร้าเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราขยี้ต่อให้เห็นว่า กฎหมายแรงงานมีปัญหาอย่างไร มันจะกลายเป็นเรื่องของทุกคนทันที”

 

“หากเราเน้นประเด็นดราม่ามากเกินไปเพื่อดึงดูดคนดู เราอาจสูญเสียสาระสำคัญเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ แต่หากเรานำเสนอเพียงภาพใหญ่หรือผลกระทบเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว เนื้อหาก็จะเข้าถึงยากและไม่เป็นที่นิยม ดังนั้น การทำงานข่าวจึงเป็นศิลปะของการสร้างสมดุลของรูปแบบและเนื้อหา ระหว่างความน่าสนใจและความถูกต้อง เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้โดยไม่เสียจุดยืนของสื่อ”

 

“เราไม่หยุดแค่ความเร็ว ต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น ทั้งการยืนยันตัวตนแหล่งข่าวและหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือ เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจแล้วต้องออกข่าวให้ไวที่สุด ก่อนจะส่งต่อเนื้อหาเจาะลึกที่เป็นประโยชน์ตามไปเพื่อสร้างความแตกต่าง”

 

เมื่อถามว่า คู่แข่งมีผลต่อการทำงานหรือไม่ เขาบอกว่า ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมสนใจมากกว่า

 

“ผมว่าสื่อส่วนใหญ่มีวิธีคิดที่คล้ายกัน เราอาจสังเกตว่าเพื่อนร่วมอาชีพกำลังนำเสนอประเด็นใด ซึ่งในภาพรวมมักจะเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ปัญหาน้ำมันหรือสถานการณ์สงคราม แต่จุดที่ทำให้เราต่างคือ มุมมองในการนำเสนอ”

 

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกความท้าทายที่สมเกียรติบอกว่า “ดูเบาไม่ได้เลย” นั่นคือการเกิดขึ้นของอินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อเฉพาะทาง

 

“ยอมรับว่าตอนนี้อินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อเฉพาะทางส่วนหนึ่งเป็นคนที่มีความรู้เฉพาะทางเชิงลึกและสื่อสารเก่ง อย่างช่วงสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ผ่านมา เราเห็นการแจ้งเกิดของอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองระหว่างประเทศ พลังงาน ไปจนถึงเรื่องการเงิน นั่นเพราะโลกยุคปัจจุบันเปิดกว้างมาก จนเราพบจอมยุทธ์หรือผู้รู้กระจายอยู่เต็มไปหมด พวกเขาสามารถวิเคราะห์เรื่องที่ซับซ้อน เช่น สงครามหรือเศรษฐกิจโลก ได้ลุ่มลึกและน่าติดตาม ยิ่งตอกย้ำว่าสื่อกระแสหลักไม่ใช่ ‘Gatekeeper’ ผู้กำหนดวาระสังคมเพียงผู้เดียวอีกต่อไป”

 

สมเกียรติเล่าต่อว่า ในอดีตเราอาจแค่ต้องรู้ว่า ใครรู้แล้วไปถามเขา แต่ปัจจุบันแค่นั้นไม่พอแล้ว คนข่าวจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในระดับหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อน เช่น หากมองสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ เพียงชั้นเดียว อาจเห็นแค่ความขัดแย้งของผู้นำ แต่ถ้ามองลึกลงไปในชั้นที่ 2 หรือ 3 จะเห็นเรื่องพลังงาน เรื่อง Petro-dollar และปัจจัยอื่นอีกมากมาย

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 3

 

ตัวชี้วัดความสำเร็จของสำนักข่าว เมื่อ Reach, Engagement และ Impact ต้องเดินไปพร้อมกัน

 

สมเกียรติ​บอกว่า “ควรจะต้องวัดทั้ง Reach, Engagement และ Impact ควบคู่กันไป”

 

Reach เป็นเป้าหมายหลักที่ จอบ-วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่าอยากจะเห็นเรตติ้งดีขึ้น

 

“ต้องยอมรับว่า สปีดของเราตอนนี้อาจไม่เร็วนัก เพราะเรากำลังเจอสภาพเหมือนน้ำในถังกำลังลด แต่ปลาในถังเท่าเดิม หมายความว่าเราต้องแย่งชิงน้ำที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ นี้มาให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่ายังมีคนดูเราอยู่ ขณะเดียวกัน เราก็ต้องพร้อมที่จะย้ายตัวเองไปอยู่ในแพลตฟอร์มใหม่ๆ ด้วย คำว่า Reach มันจึงหมายถึงเรตติ้งทีวีบวกกับยอดการมองเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อการันตีว่าสิ่งที่เรากำลังทำไม่สูญเปล่า”

 

ในขณะที่ Engagement สมเกียรติมองลึกไปกว่าการถูกมองเห็นในพื้นที่สื่อ แต่คือการที่เนื้อหาข่าวของไทยพีบีเอสถูกอ้างอิงและนำไปใช้ประโยชน์ต่อจนเกิดการมีส่วนร่วมด้านต่างๆ 

 

“ถ้ามันเกิดสิ่งนี้ขึ้น จะสะท้อนชัดว่า เนื้อหาที่เราทำนั้นมีคุณค่า”

 

ส่วนที่ยากและท้าทายที่สุดคือ การวัดผลกระทบ(Impact) ว่า การสื่อสารสามารถเปลี่ยนความคิดหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือไม่

 

“ถ้าพูดแบบไม่เคลมเกินจริง การที่สื่อจะสร้าง Impact ให้กับสังคม และพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกิดผลขึ้นจริง เป็นเรื่องที่วัดได้ยาก ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เราพยายามทำเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ Impact ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันต้องใช้เวลา ทั้งเวลาในการลงมือทำ และเวลาในการติดตามผลระยะยาวว่า สิ่งที่เราทำนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้จริงเพียงใด”

 

สมเกียรติ ยกตัวอย่าง กรณีการสื่อสารเพื่อสร้างการเรียนรู้และเข้าใจในความขัดแย้งรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ Thai PBSและสื่อหลายสำนัก พยายามนำเสนอและเกาะติดมาโดยตลอด “ผมคิดว่า ในกรณีชายแดนใต้ การสื่อสารได้สร้างแรงเหวี่ยงให้สังคมไทยปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อคนมลายูมุสลิม อาจจะพูดได้ว่า สังคมก้าวถึงจุดที่คนไทยจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่า การมีเพื่อนร่วมสังคมเป็นคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนิก หรือคนที่สื่อสารด้วยภาษาอันไม่คุ้นชิน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

 

“แม้เรายังไม่มีเครื่องมือที่วัดได้โดยตรงว่า เรื่องราวที่เรานำเสนอสร้างความเปลี่ยน แปลงต่อสังคมได้มากน้อยเพียงใด แต่วันนี้เริ่มมีงานวิจัยที่ติดตามผลอย่างเป็นระบบ และช่วยให้เราเห็นคุณค่าของการทำงานชัดเจนขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือ งานวิจัยของไทยพีบีเอสเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อจัดการไฟป่า ซึ่งทำให้เห็นว่า ชุมชนที่อยู่กับป่าไม่ควรถูกมองเป็นต้นเหตุของปัญหาเพียงด้านเดียว หากแต่เป็นผู้มีความรู้ มีศักยภาพ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาป่าได้ด้วยตนเอง” 

 

หรือกรณีข้อถกเถียงเรื่องการจัดการภัยพิบัติฯ ว่า ควรจะจัดการแบบรวมศูนย์หรือกระจายอำนาจให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม สมเกียรติเชื่อว่า ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องคิดทั้งสองแบบควบคู่กัน

 

“ถ้ารวมศูนย์ รัฐบาลจะมีกองกำลังและทรัพยากรเยอะ ซึ่งดูเหมือนจะจัดการง่าย แต่ในเชิงความเร็ว รัฐสู้เอกชนไม่ได้ ดังนั้นบางส่วนต้องกระจายลงไปช่วย และบางส่วนต้องรวมศูนย์เพราะต้องใช้กำลังพล อย่างกรณีน้ำท่วมที่อ.แม่สาย จ.เชียงราย หรือกรณีน้ำท่วมใหญ่เมืองหาดใหญ่ ที่เห็นได้ชัดว่า ต่อให้คุณมีเครื่องไม้เครื่องมือครบ แต่ถ้าภาครัฐไม่แข็งแรงพอ หรือไม่มีวิธีคิดที่ชัดเจนว่า ต้องทำอะไรก่อนหลัง สุดท้ายก็ช่วยอะไรไม่ได้ กลายเป็นว่า เข้าไปช่วยได้ก็ตอนน้ำท่วมหมดแล้ว”  

 

ในฐานะที่สมเกียรติเติบโตมาในสายงานด้านเครือข่ายฯ อีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่เขาเห็นคือ นโยบายสาธารณะส่วนใหญ่มักถูกคิดมาจากส่วนกลาง แต่ท้ายสุดส่งผลกระทบโดยตรงกับคนในภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ปัญหาท้องถิ่นแต่ขยายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพราะฝุ่นมาจากกิจกรรม ภาคเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะเดียวกันประเทศไทยเองยังแก้ปัญหาฝุ่นPM จากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรเชิงเดี่ยวไม่ได้สักที หรือล่าสุด ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนต่อชุมชนปลายน้ำจากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth)ในประเทศเมียนมา

 

“ประเด็นเหล่านี้มีหน่วยงานภายในของ Thai PBS ติดตามทำงานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การทำให้การทำงานของเรามีระบบและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งระหว่างหน่วยงานภายในองค์กร และระหว่าง Thai PBS กับเครือข่ายภายนอก

 

เราต้องวางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การค้นหาประเด็น การรวบรวมข้อมูล การผลิตและเผยแพร่เนื้อหา การเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการติดตามผลหลังจากเรื่องราวถูกนำเสนอออกไปแล้ว เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประเด็นหนึ่งเป็นข่าวเพียงชั่วคราว แต่อยู่ที่การสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงในสังคม

 

เช่น ในกรณีปัญหามลพิษ ข่าวของเราไม่ควรจบลงเพียงการทำให้ประชาชนรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ควรทำให้เขาเข้าใจความเสี่ยง รู้วิธีป้องกันตนเอง สามารถติดตามตรวจสอบผู้รับผิดชอบ และในที่สุดอาจนำไปสู่การตัดสินใจของประชาชนที่จะไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ผมคิดว่า นี่คือบทบาทของสื่อสาธารณะในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการรายงานปัญหา แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูล ผู้คน และทางเลือก เพื่อทำให้สังคมมีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง”

 

แต่หากมองผลสะเทือน(Impact)ในมิติของการเป็นกระบอกเสียงและการช่วยเหลือสังคม รายการที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่าง สถานีประชาชนก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน

 

“ผมเชื่อว่า ปัญหาจำนวนมากที่เกิดขึ้นในสังคม ประชาชนมีแนวทางหรือแม้กระทั่งมีศักยภาพที่จะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง หากได้รับการหนุนเสริมอย่างเหมาะสม เพราะไม่มีใครเข้าใจปัญหาของพื้นที่ได้ดีไปกว่าคนที่อยู่กับปัญหานั้นจริง ๆ

 

หลายเรื่องอาจคลี่คลายได้ตั้งแต่ในระดับชุมชนหรือระดับจังหวัด แต่ที่ผ่านมา ปัญหามักติดขัดอยู่ที่กลไกการตัดสินใจ หน่วยงานในพื้นที่หรือท้องถิ่นอาจยังไม่กล้าตัดสินใจ หรือไม่มีอำนาจและเครื่องมือเพียงพอ จนท้ายที่สุดทุกเรื่องต้องถูกส่งขึ้นมารอคำตอบจากส่วนกลาง

 

Thai PBS จึงพยายามสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องเหล่านี้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านสามารถสื่อสารปัญหา ความเดือดร้อน และข้อเสนอจากประสบการณ์ของตนเอง ขณะเดียวกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เข้ามารับฟัง และร่วมกันมองหาคำตอบที่เป็นไปได้

 

ผมคิดว่า รูปแบบการทำงานเช่นนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมและการสร้างผล กระทบต่อสังคม แม้ปัญหาเชิงโครงสร้างบางเรื่องจำเป็นต้องแก้ด้วยกฎหมายหรือนโยบายระดับประเทศ แต่อย่างน้อย ความทุกข์บางส่วนของประชาชนก็อาจได้รับการบรรเทาลง เพียงเพราะเสียงของเขาไม่ถูกละเลย และมีพื้นที่ที่พร้อมจะรับฟังอย่างจริงจัง

 

นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่อธิบายได้ว่า Thai PBS มีภาระหน้าที่อย่างไรในฐานะสื่อสาธารณะ และเพราะเหตุใดสังคมไทยจึงยังจำเป็นต้องมีพื้นที่เช่นนี้อยู่”

 

แต่ยังมีโจทย์ยากที่สมเกียรติต้องแก้ให้ได้นั่นก็คือ ทำอย่างไรให้คนสนใจและติดตาม Thai PBS ตลอดแม้จะไม่ใช่ช่วงวิกฤต

 

“ที่ผ่านมาเราพยายามวิเคราะห์กันว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้งานสื่อสารของเรายังไม่เข้าตากรรมการ ทั้งที่เรามั่นใจว่า คอนเทนต์ของเราแข็งแรงมากในเชิงความถูกต้อง เป็นไปได้ว่า พอเราตึงเรื่องความถูกต้องมากเกินไป มันทำให้เราเกร็งจนไม่กล้าปรับเปลี่ยน ซึ่งความถูกต้องนี้มันไม่ได้ปรากฏแค่ในเนื้อหา แต่มันสะท้อนผ่านทุกอย่างบนหน้าจอ  ทั้งรูปแบบรายการ การแต่งกาย หรือองค์ประกอบต่างๆ จนภาพรวมมันดูแข็งเพราะเรากังวลว่า ขาดความน่าเชื่อถือ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจจุดนี้ ก็สามารถปรับ จูนเนื้อหาและรูปแบบให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลาได้ โดยที่ยังคงความถูกต้องไว้เหมือนเดิม”

 

สำหรับเป้าหมายการทำงานในอนาคต สมเกียรติมองว่า สำนักข่าวจำเป็นต้องขยับไปสู่การทำข่าวเชิงรุกมากขึ้น ไม่เพียงติดตามรายงานเหตุการณ์ แต่ต้องมีบทบาทในการร่วมกำหนดวาระและประเด็นสำคัญของสังคม หรือ Agenda Setting พร้อมกันนั้น ยังต้องพัฒนาข่าวที่มองไกลไปกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าในแบบ Future-oriented News เพื่อชวนสังคมตั้งคำถามว่า เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นวันนี้จะนำเราไปสู่อะไร มีความเสี่ยง โอกาส หรือทางเลือกใดอยู่เบื้องหน้า และประชาชน ชุมชน หรือผู้กำหนดนโยบายควรเริ่มเตรียมรับมือและตัดสินใจอย่างไร ก่อนที่อนาคตจะมาถึงโดยที่สังคมไม่มีโอกาสเลือก 

 

“ยกตัวอย่าง ต้นทุนเชื้อเพลิงคือ ถ้ามองไปข้างหน้าว่า นอกจากเรากำลังจะต้องเจออะไรแล้วทางออกทั้งเร่งด่วนหรือระยะกลาง ระยะยาวคืออะไร ประชาชนจะมีส่วนร่วมตัดสินใจได้อย่างไร หรือเรื่องหนี้สาธารณะ  ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงอะไร สิ่งที่อาจตามมาเพื่อรับมือคืออะไร (เช่น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเราเคยมีบทเรียนมาแล้วว่า มีความพยายามจะเก็บเพิ่มเป็น 10% โดยอ้างว่าไม่กระทบ แต่ในความเป็นจริง VAT คือภาษีของคนจนต้องแบกรับ ภาระจึงไปตกอยู่ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศ) นอกจากการก่อหนี้แล้ว มีทางออกอื่นๆหรือไม่ อย่างไรเป็นต้น”

 

“ถ้าเราทำให้สังคมเข้าใจบริบทและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ได้ เขาจะมีส่วนร่วมในการส่งเสียง บอกความต้องการอย่างมีเหตุมีผล สิ่งนี้จะช่วยให้งานข่าวของ Thai PBS ค่อยๆ ปรับจูนไปในทิศทางที่สอดคล้องกับความสนใจและชีวิตของคนมากขึ้น”

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 4

 

เดินหน้าสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อคนรุ่นใหม่

 

กับคำถามที่ว่า Thai PBS จะสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่อย่างไรโดยยังคงรักษาจุดยืนและตัวตนของสำนักข่าว สมเกียรติเชื่อว่า คนรุ่นใหม่ เข้าใจว่า ‘ประโยชน์สาธารณะและไม่ใช่กลุ่มคนที่คิดแต่เรื่องตัวเองอย่างที่สังคมตีความเพียงอย่างเดียว

 

“อย่าลืมว่า คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหา หลายสิ่งที่เคยเป็นความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ วันนี้กลับเสื่อมถอยลงอย่างน่าใจหาย ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างมหาศาล ป่าและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าร่อยหรอลง หากอยากเห็นสัตว์ป่า หลายคนอาจต้องเข้าไปดูในสวนสัตว์ หากอยากสัมผัสแม่น้ำที่สะอาด อากาศที่บริสุทธิ์ หรือธรรมชาติที่ยังงดงามสมบูรณ์ บางครั้งเขากลับได้เห็นและรู้สึกถึงมันผ่านสารคดี มากกว่าจะพบเจอได้ในชีวิตจริง

 

คนรุ่นนี้ยังต้องเผชิญทั้งโรคอุบัติใหม่ ภัยพิบัติ ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และแรงกระแทกจากโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกัน พวกเขายังเติบโตขึ้นท่ามกลางภาระทางการคลังของประเทศที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดคำถามว่า อนาคตที่เขาจะต้องรับช่วงต่อนั้น ยังเหลือพื้นที่ให้เขาสร้างชีวิตที่มั่นคงและมีคุณภาพได้มากเพียงใด

 

หากเรามองคนรุ่นใหม่ด้วยความเข้าใจ เราจะเห็นว่า พวกเขาไม่ได้ละทิ้งสังคม ไม่ได้เฉยชาต่อปัญหา และไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ หากแต่กำลังพยายามอย่างหนักที่จะเติบโต มีความหวัง และค้นหาที่ทางของตนเองในโลกที่ต้นทุนการมีชีวิตอยู่สูงขึ้นทุกวัน ขณะที่คุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอนาคตกลับไม่ใช่สิ่งที่พวกเขามั่นใจได้อีกต่อไป”

 

เขามองว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจากสื่อสาธารณะจึงไม่ใช่เพียงการรายงานข่าว แต่คือความรู้และประสบการณ์น่าสนใจที่สามารถนำไป ‘ใช้ชีวิตได้จริง’

 

คำถามสำคัญคือ Thai PBS จะมอบประสบการณ์และเนื้อหาสาธารณะที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ “ในแบบที่เขาเป็น” ได้อย่างไร

 

“ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจให้ได้ว่า คำว่า ‘ในแบบของเขา’ สำหรับคนรุ่นใหม่หมายถึงอะไร เพราะโจทย์คือ การเป็นสื่อที่คนรุ่นใหม่เลือกเข้ามาดู เลือกติดตาม และรู้สึกว่าเนื้อหาของเราเชื่อมโยงกับชีวิตของเขาจริง ๆ การเล่าเรื่องยากให้เข้าใจง่าย จึงไม่ใช่การลดทอนสาระลง แต่คือ การย่อยเนื้อหาให้ ‘พอดีคำ’ มีความน่าสนใจ และเข้าถึงได้ โดยที่ผู้ชมไม่จำเป็นต้องปีนขึ้นไปบนหอคอยของความรู้เสียก่อน จึงจะเข้าใจเรื่องนั้นได้

 

ขณะเดียวกัน เนื้อหาที่ดีควรทำให้เขาได้รับประสบการณ์บางอย่างจากการรับชมทันที หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จุดประกายให้เขาอยากลุกออกไปสัมผัสโลกจริงด้วยตัวเอง อย่างรายการ ‘เถื่อน Travel’ ของสิงห์–วรรณสิงห์ หรือ ‘หนังพาไป’ ของบอลกับยอด ซึ่งผมว่า ยังคงเป็นตัวอย่างรายการที่เข้าถึงผู้ชมได้ดี เพราะสามารถนำเรื่องราวที่มีสาระ มีมิติ และมีความหมาย มาถ่ายทอดให้ชวนติดตาม เป็นธรรมชาติ และ‘เคี้ยวง่าย’

 

นี่คือหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จสำคัญที่สื่อสาธารณะต้องทำให้ได้ หากต้องการเป็นสื่อที่คนรุ่นใหม่เลือกและรู้สึกว่า เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาจริง ๆ”

 

การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับสื่อสาธารณะในยุคนี้คือ การเป็นสื่อที่มีความหมายกับคนรุ่นใหม่ ได้รับความไว้วางใจและถูกเลือกใช้ ผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของพวกเขา และทำให้ความรู้ ประเด็นสาธารณะ และคุณค่าทางสังคม กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจโลก การตัดสินใจและกำหนดวิถีชีวิตที่พวกเขาเลือกสร้างด้วยตนเอง 

 

“แต่สิ่งที่ Thai PBS จะต้องทำมากกว่านั้น คือ ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาใช้พื้นที่ของ Thai PBS ในการสร้างสื่อหรือทำเนื้อหาในแนวทางของพวกเขา  ตอนนี้เราก็เริ่มมีอยู่บ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่มากพอ และเราจะทำต่อไป” สมเกียรติกล่าว

 

The post อ่านวิสัยทัศน์ ‘สมเกียรติ จันทรสีมา’ ผอ.สำนักข่าว Thai PBS กับภารกิจรักษาศรัทธาสื่อสาธารณะ ในวันที่อำนาจข่าวอยู่ในมือทุกคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta แจงลบไลฟ์สดเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้งบน Facebook แล้ว ชี้ละเมิดมาตรฐานชุมชน เดินหน้าตรวจสอบบัญชีต้นทางต่อ https://thestandard.co/meta-deletes-facebook-live-stream/ Sun, 24 May 2026 11:54:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1210496

วันนี้ (24 พฤษภาคม) Meta ออกแถลงการณ์กรณีไลฟ์สตรีมที่เผ […]

The post Meta แจงลบไลฟ์สดเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้งบน Facebook แล้ว ชี้ละเมิดมาตรฐานชุมชน เดินหน้าตรวจสอบบัญชีต้นทางต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (24 พฤษภาคม) Meta ออกแถลงการณ์กรณีไลฟ์สตรีมที่เผยแพร่บน Facebook โดยระบุว่า เนื้อหาดังกล่าว ‘ละเมิดมาตรฐานชุมชน’ ของแพลตฟอร์ม และบริษัทได้ดำเนินการลบเนื้อหาออกจากระบบแล้ว พร้อมทั้งดำเนินการกับบัญชีที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

 

โฆษกจาก Meta ระบุในแถลงการณ์ว่า “เนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้งเป็นการละเมิดมาตรฐานชุมชนของเรา เราได้ลบเนื้อหาที่ละเมิดดังกล่าวแล้วและได้ดำเนินการกับบัญชีที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เราจะยังคงตรวจสอบอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้และดำเนินการลบเนื้อหาที่พบว่ามีการละเมิดนโยบายของเรา”

 

ทั้งนี้ Meta ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัญชีผู้เผยแพร่หรือมาตรการลงโทษที่ใช้กับบัญชีดังกล่าว แต่ยืนยันว่าจะติดตามและลบเนื้อหาที่เข้าข่ายละเมิดนโยบายอย่างต่อเนื่อง

The post Meta แจงลบไลฟ์สดเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้งบน Facebook แล้ว ชี้ละเมิดมาตรฐานชุมชน เดินหน้าตรวจสอบบัญชีต้นทางต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Billie Eilish ปกป้องแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่ชอบใช้มือถือถ่ายการแสดงช่วงชมคอนเสิร์ต https://thestandard.co/billie-eilish-defends-fan-phone-use-concert/ Tue, 12 May 2026 10:54:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1206411 Billie Eilish กำลังแสดงคอนเสิร์ตบนเวที

การใช้มือถือถ่ายภาพบันทึกบรรยากาศระหว่างรับชมคอนเสิร์ต […]

The post Billie Eilish ปกป้องแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่ชอบใช้มือถือถ่ายการแสดงช่วงชมคอนเสิร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Billie Eilish กำลังแสดงคอนเสิร์ตบนเวที

การใช้มือถือถ่ายภาพบันทึกบรรยากาศระหว่างรับชมคอนเสิร์ต หรือแม้แต่แชตส่งข้อความและไถโซเชียลมีเดียไปในเวลาเดียวกันได้กลายเป็นเรื่องปกติของผู้คนในยุคปัจจุบันไปแล้ว ซึ่งทางด้านศิลปินก็มีความรู้สึกต่อเรื่องนี้ที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับ Billie Eilish ศิลปินสาววัย 24 ปีที่ผ่านการแสดงคอนเสิร์ตในเวิลด์ทัวร์มานับครั้งไม่ถ้วน เธอไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่กวนใจเลยแม้แต่น้อย

 

Billie Eilish ออกโรงปกป้องแฟนเพลงของเธอที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักเมื่อพวกเขาอัดคลิปวิดิโอคอนเสิร์ต Hit Me Hard and Soft ด้วยโทรศัพท์มือถือเอาไว้ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเธอเผยระหว่างให้สัมภาษณ์ผ่าน NME ว่า “ฉันว่ามันก็เป็นแบบนั้นแหละ คนรุ่นฉันและรุ่นหลังฉันทั้งหมดน่ะ รักการถ่ายสิ่งต่างๆ เก็บเอาไว้จะตาย และสิ่งที่ฉันทำก็คือการถ่ายวิดิโอกับถ่ายรูปทุกอย่างตลอดเวลาเลยเหมือนกัน”

 

Billie Eilish อธิบายด้วยว่า เหตุผลที่ผู้คนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพหรือวิดิโอในคอนเสิร์ตก็เป็นเพราะพวกเขาอยากบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นเอาไว้เป็นความทรงจำ

 

“ตอนเด็กๆ เมื่อได้ไปงานคอนเสิร์ตหรือเทศกาลดนตรีต่างๆ ฉันจะถ่ายทุกอย่างเอาไว้ในทุกนาที แล้วก็จะกลับมาเปิดดูวิดิโอที่ฉันถ่ายไว้ทุกคลิปซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระทั่งฉันจำเสียงฝูงชนในงานได้ขึ้นใจ ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปดูถูกหรืออี๋ใส่ เพราะส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในคัลเจอร์ยุคนี้ก็คือพวกเราทุกคนล้วนอยู่ในโทรศัพท์กันตลอดเวลา! และมันทำให้เราเชื่อมถึงกันได้ มันทำได้จริงๆ!”

 

ที่จริงแล้ว Billie Eilish เองก็เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักร้องจากแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยเช่นกัน โดยเธออัปโหลดเพลง Ocean Eyes ลงบน SoundCloud เมื่อปี 2015 และกลายเป็นกระแสไวรัลก่อนที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายกลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งตั้งแต่อายุยังน้อย

 

“ฉันคงไม่ได้มีอาชีพหากปราศจากอินเตอร์เน็ต ฉันคงไม่มีแฟนเพลง และไม่มีคอนเน็กชั่นแบบที่มีทุกวันนี้” Billie Eilish กล่าว ถึงแม้จะยอมรับว่าโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียก็มีด้านมืดอยู่มากมายเหมือนกัน

 

ภาพ: Naomi Rahim/Getty Images for Live Nation

 

อ้างอิง https://www.nme.com/news/film/billie-eilish-phones-concerts-filming-fans-hit-me-hard-and-soft-tour-3944478

 

The post Billie Eilish ปกป้องแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่ชอบใช้มือถือถ่ายการแสดงช่วงชมคอนเสิร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ https://thestandard.co/x-cuts-clickbait-bot-revenue/ Mon, 13 Apr 2026 08:13:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1197641 ภาพประกอบโลโก้ X พร้อมข้อมูลการหั่นรายได้โพสต์ Clickbait และการล้างบางบัญชีบอต

แพลตฟอร์ม X กำลังดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญห […]

The post X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโลโก้ X พร้อมข้อมูลการหั่นรายได้โพสต์ Clickbait และการล้างบางบัญชีบอต

แพลตฟอร์ม X กำลังดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาบัญชีที่ชอบเน้นโพสต์แบบ Clickbait รวมถึงกลุ่มที่เน้นรวบรวมข่าวสารมาโพสต์แบบรัวๆ จน ‘ทำให้ไทม์ไลน์ล้น’ ตามรายงานจาก TechCrunch

 

 
 

นิกิต้า เบียร์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X เปิดเผยว่าในรอบการจ่ายเงินค่าตอบแทนรอบนี้ บัญชีประเภทผู้รวบรวมข่าวสาร (Aggregators) ทั้งหมดถูกหักส่วนแบ่งรายได้ลง 40% และในรอบถัดไปจะถูกหักเพิ่มอีก 20% ขณะเดียวกัน X กำลังทดลองเครื่องมือใหม่เพื่อระบุตัวผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับ และจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งให้กลุ่มนี้โดยตรง ตามรายงานจาก Social Media Today

 

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘สายปั่นรายวัน’ ที่ชอบนำโพสต์ของคนอื่นมาลงซ้ำเป็นจำนวนมาก รวมถึงบัญชีที่ชอบใช้คำว่า ‘BREAKING’ ในทุกโพสต์เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานตัวจริง

 

เบียร์ระบุว่าพฤติกรรมการลงโพสต์ที่ขโมยมาจำนวนมากในแต่ละวันได้เบียดบังพื้นที่ของนักเขียนหน้าใหม่ โดยเขายืนยันว่า X จะไม่ก้าวล่วงเสรีภาพในการพูด แต่จะไม่สนับสนุนเงินให้แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย ‘การปั่นระบบ’ หรือหลอกลวงผู้ใช้งาน

 

ทั้งนี้ ระบบแบ่งรายได้ของ X คำนวณจากจำนวนครั้งที่โพสต์ถูกแสดงผลต่อผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกแบบเสียเงิน (X Premium) โดยยังไม่มีการแยกประเภทการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นกดไลก์ คอมเมนต์ หรือรีโพสต์ ล้วนนับเป็นรายได้เท่ากันหมด ทำให้โพสต์ที่เน้นรีโพสต์ซ้ำอาจสร้างรายได้มากกว่าโพสต์ต้นฉบับที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ X กำลังพยายามแก้ไข

 

จัดระเบียบรายได้และบทลงโทษบัญชีปั่นกระแส

 

รายงานข่าวระบุว่าบัญชีข่าวบางกลุ่มเริ่มได้รับแจ้งเตือนว่าบัญชีของตนถูกระงับการสร้างรายได้ ตัวอย่างเช่น โดมินิก แมคกี เจ้าของบัญชี Dom Lucre ที่มีผู้ติดตาม 1.6 ล้านคน ได้ออกมาบ่นว่าเขาถูกตัดสิทธิ์การทำรายได้โดยไม่มีการชี้แจง

 

แมคกีเริ่มเป็นที่รู้จักจากการโพสต์ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 และเคยถูกแบนชั่วคราวจาก X ในปี 2023 รวมถึงถูกระงับรายได้ในปี 2024 มาแล้ว

 

เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่าทำรายได้จากแพลตฟอร์มนี้ถึงปีละ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.77 ล้านบาท) แมคกีอ้างว่าตนเองทำงานหนัก แต่ข้อมูลจากผู้ใช้งานรายอื่นพบว่าเขาใช้คำว่า BREAKING ถึง 91 ครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ขณะที่นักวิเคราะห์อย่าง เนท ซิลเวอร์ มองว่าระบบนิเวศของ X เริ่มมีปัญหาและยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะดึงทราฟฟิกจาก X ไปยังเว็บไซต์ภายนอก โดยระบุว่านี่คือผลลัพธ์ของระบบนิเวศที่เสียหาย ด้านเบียร์โต้แย้งว่าข้อมูลของซิลเวอร์ไม่ถูกต้อง ขณะที่มัสก์โต้กลับด้วยถ้อยคำรุนแรง แม้จะมีผลวิเคราะห์อื่นๆ ที่สนับสนุนข้อมูลของซิลเวอร์ก็ตาม

 

ปัญหาบัญชีที่เน้นนำเนื้อหาคนอื่นมาโพสต์ซ้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบน X เท่านั้น โดย Instagram เคยออกมาตรการคล้ายกันในปี 2024 ด้วยการนำโพสต์ที่เป็นรีโพสต์ออกจากหน้าแนะนำเนื้อหา (Explore) และให้น้ำหนักกับโพสต์ต้นฉบับมากขึ้น

 

ยกระดับการล้างบางบอตครั้งใหญ่

 

ในอีกด้านหนึ่ง X กำลังเร่งดำเนินการ ‘ล้างบางบอต’ อีกครั้ง โดยเบียร์ยืนยันว่าทีมงานได้ทำการระงับบัญชีบอตไปแล้วจำนวนมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามข้อมูลรายงานจาก Social Media Today

 

เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า X สามารถตรวจจับและสั่งระงับบัญชีบอตได้สูงถึง 208 บัญชีต่อนาที โดยทีมงานส่วนใหญ่กำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฟีเจอร์ตรวจจับสแปมและการกำจัดบอตเพื่อลดกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในแอป

 

เบียร์เตือนว่าการพัฒนาของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์จะยิ่งทำให้การตรวจจับบอตทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทุกแพลตฟอร์มจำเป็นต้องรีบดำเนินการก่อนที่กิจกรรมของบอตจะเข้าครอบงำกิจกรรมของมนุษย์

 

ปัญหาเรื่องบอตเป็นประเด็นสำคัญมาตั้งแต่ช่วงที่ อีลอน มัสก์ เข้าซื้อกิจการมูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 ซึ่งมัสก์เคยพยายามจะถอนตัวจากการซื้อขายเพราะมองว่า Twitter รายงานจำนวนบอตต่ำกว่าความเป็นจริง

 

แม้ที่ผ่านมามัสก์จะประกาศว่าสามารถเอาชนะบอตได้แล้ว แต่ผลวิเคราะห์จากภายนอกกลับบ่งชี้ว่าสถานการณ์เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยรายงานจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ในออสเตรเลียเมื่อปี 2023 ซึ่งวิเคราะห์กิจกรรมบอตบน X ช่วงการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน พบว่าแพลตฟอร์มยังเต็มไปด้วยการปั่นกระแสในหลายรูปแบบ

 

ขณะที่ เวรา ยูโรวา รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุในปีเดียวกันว่า X มีสัดส่วนโพสต์ข้อมูลบิดเบือนสูงที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มหลัก

 

การลดจำนวนพนักงานลงถึง 80% รวมถึงทีมดูแลเนื้อหา อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาบอตยังคงรุนแรงอยู่ อย่างไรก็ตาม ‘ความพยายามครั้งล่าสุด’ ภายใต้การนำของเบียร์อาจส่งผลให้การกวาดล้างบอตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม

 

โดยเฉพาะในช่วงที่ X เองก็ยอมรับว่ามีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อแพร่กระจายข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากต้องการรักษาตำแหน่งแพลตฟอร์มสำหรับการสนทนาแบบเรียลไทม์ เรื่องนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไข

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.24 บาท ณ วันที่ 13 เมษายน 2569

 

ภาพ : Nwz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากสะพานพุทธสู่เชียงใหม่ วัยรุ่นแห่ถือดอกบัวถ่ายรูปริมคูเมือง https://thestandard.co/chiang-mai-teenagers-lotus-photos/ Sat, 04 Apr 2026 02:39:00 +0000 https://thestandard.co/chiang-mai-teenagers-lotus-photos/ วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่

วันนี้ (3 เมษายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำร […]

The post จากสะพานพุทธสู่เชียงใหม่ วัยรุ่นแห่ถือดอกบัวถ่ายรูปริมคูเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่

วันนี้ (3 เมษายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวและกิจกรรมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ บริเวณคูเมืองด้านหน้าวัดโลกโมฬี อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีกลุ่มวัยรุ่นทั้งชายและหญิงเดินทางมาถ่ายภาพตามจุดต่างๆ ทั้งบริเวณริมคูเมืองด้านใน ด้านนอก และบริเวณสะพานไม้ข้ามคูเมือง

 

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวันนี้ คือผู้ที่มาถ่ายภาพนิยมใช้ช่อดอกบัว ทั้งสีชมพูและสีเขียวเป็นอุปกรณ์ประกอบ (พร็อพ) ควบคู่ไปกับการแต่งกายที่เน้นโทนสีขาว เช่น ชุดเดรส หรือการสวมใส่ชุดไทยประยุกต์ ซึ่งเป็นการผสมผสานความงดงามตามแบบฉบับวัฒนธรรมไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว สร้างสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่รอบคูเมืองเป็นอย่างมาก

 

สำหรับกระแสความนิยมในการนำดอกบัวมาใช้ประกอบการถ่ายภาพนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่นิยมซื้อดอกบัวจากย่านปากคลองตลาด ไปเป็นพร็อพถ่ายภาพบริเวณสะพานพุทธ (สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์) ในช่วงเวลาเย็น เพื่อเก็บภาพบรรยากาศคู่กับแสงของพระอาทิตย์ตกดิน ก่อนที่เทรนด์ดังกล่าวจะกลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียล และขยายตัวมาสู่ส่วนภูมิภาคอย่างจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการปรับเปลี่ยนสถานที่ให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ เช่น คูเมือง สะพานข้ามแม่น้ำ และวัดสำคัญต่างๆ

 

จากกระแสความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลดีต่อบรรยากาศการค้าขายดอกไม้ในพื้นที่ โดยเฉพาะที่ตลาดต้นลำไย ซึ่งเป็นแหล่งค้าส่งและค้าปลีกดอกไม้ที่สำคัญของเชียงใหม่ พ่อค้าแม่ค้าสะท้อนว่า เดิมทีดอกบัวกำหรือช่อหนึ่งมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 50 บาท แต่ในปัจจุบัน เมื่อมีความต้องการจากกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 100–120 บาทต่อช่อ

 

ทั้งนี้ นอกจากบริเวณหน้าวัดโลกโมฬีแล้ว เทรนด์การถ่ายภาพลักษณะดังกล่าวยังได้รับความนิยมกระจายไปยังจุดเช็กอินอื่นๆ ภายในตัวเมืองเชียงใหม่ เช่น บริเวณสะพานจันทร์สม (ขัวแขก) ซึ่งเป็นสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำปิงใกล้กับตลาดวโรรส (กาดหลวง) รวมถึงวัดเก่าแก่ต่างๆ ในเขตเมืองเก่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของสื่อสังคมออนไลน์ ที่สามารถสร้างกระแสและขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

 

วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 1วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 2วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 3วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 4วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 5วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 6วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 7วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 8วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 9วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 10วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 11วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 12วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 13วัยรุ่นถือดอกบัวถ่ายภาพริมคูเมืองเชียงใหม่ 14

The post จากสะพานพุทธสู่เชียงใหม่ วัยรุ่นแห่ถือดอกบัวถ่ายรูปริมคูเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประสบการณ์-ผลงาน-วุฒิการศึกษา อ่านสมการสังคมผ่านกรณี ‘ศุภจี’ https://thestandard.co/supajee-mba-qualifications-experience/ Fri, 03 Apr 2026 06:40:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1194335 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในชุดข้าราชการปกติขาว หลังประชุมคณะรัฐมนตรี

กรณีวุฒิการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University สหรัฐ […]

The post ประสบการณ์-ผลงาน-วุฒิการศึกษา อ่านสมการสังคมผ่านกรณี ‘ศุภจี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในชุดข้าราชการปกติขาว หลังประชุมคณะรัฐมนตรี

กรณีวุฒิการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University สหรัฐอเมริกา ของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังถูกตั้งคำถามถึงที่มาของสถาบันว่าเป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก และปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 เข้าข่ายเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวหรือไม่ และวุฒิดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

 

อย่างไรก็ตาม เหนือไปกว่าข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัย สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ทางสังคม ที่สะท้อนพลังของโซเชียลมีเดียในการหยิบยกประเด็นหนึ่งขึ้นมาขยาย จนกลายเป็นวาระสาธารณะได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อมองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิต ‘ศุภจี’ ได้รับการยอมรับในฐานะผู้บริหารระดับแถวหน้าของไทย โดยมีพื้นฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง เริ่มจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนต่อยอดสู่ระดับนานาชาติด้วยการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท 2 สาขา จาก Northrop University ได้แก่ สาขาการบัญชี และสาขาระบบสารสนเทศ

 

ส่วนเส้นทางอาชีพ ‘ศุภจี’ มีผลงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่หญิงคนแรกของ IBM ประเทศไทย การพลิกฟื้นไทยคมให้กลับมามีกำไร และการขับเคลื่อนดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนลสู่การปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ผลงานเหล่านี้ทำให้เธอได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อาทิ การติดอันดับ ‘50 Over 50: Asia 2024’ จาก Forbes Asia และรางวัล Power Businesswoman 2023

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในชุดข้าราชการปกติขาว หลังประชุมคณะรัฐมนตรี 1

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สวมชุดข้าราชการปกติขาว
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ในรัฐบาลอนุทิน 1
ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

จนกระทั่งในเดือนกันยายน 2568 ศุภจีได้รับการเชิญจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ให้เข้าร่วมบริหารประเทศ ในฐานะหนึ่งในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 1 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลอนุทิน 2

 

การก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองครั้งนี้ เกิดจากการถูกเล็งเห็นถึงความสามารถในการนำประสบการณ์จากโลกธุรกิจมาต่อยอด เพื่อรับมือกับโจทย์เศรษฐกิจในระดับประเทศ ท่ามกลางความคาดหวังของสังคม

 

ขณะเดียวกัน ท่าทีของ ‘ศุภจี’ ต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็ชัดเจน เธอเลือกไม่ดำเนินคดี ไม่ขยายความขัดแย้งใดๆ และลดทอนประเด็นให้เป็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” พร้อมพยายามดึงความสนใจของสังคมกลับไปยังปัญหาที่กระทบชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้า ความเดือดร้อนของประชาชน หรือการขับเคลื่อนโครงการไทยช่วยไทย ในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอยู่ในปัจจุบัน

 

ศุภจีจบมหาวิทยาลัยห้องแถวจริงหรือไม่

 

กระนั้น คำถามที่สังคมยังต้องโฟกัสต่อไปคือ ศุภจีจบมหาวิทยาลัยห้องแถวจริงหรือไม่

 

หากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ ‘Northrop University’ ไม่ใช่สถาบันลึกลับ หากมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1942 ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Jack Northrop ผู้ก่อตั้งบริษัทอากาศยาน เพื่อผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมการบินรองรับอุตสาหกรรมการทหาร ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันเทคโนโลยี และยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา

 

ในช่วงหนึ่ง สถาบันแห่งนี้เคยได้รับการรับรองจากองค์กรระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ สะท้อนว่าเคยอยู่ในระบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ เพียงแต่ภายหลังประสบปัญหาด้านการเงินและการบริหาร จนนำไปสู่การปิดตัวลงในช่วงต้นทศวรรษ 1990

 

ดังนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงมหาวิทยาลัยนี้ดีหรือไม่ แต่คือการนำสถานะปัจจุบันไปตัดสินคุณค่าในอดีตนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะในมาตรฐานสากล วุฒิการศึกษาจะถูกพิจารณาจากสถานะของสถาบันในช่วงเวลาที่ศึกษา ไม่ใช่สถานะหลังจากนั้น

 

กรณีนี้ยังสะท้อนบทบาทสองด้านของโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือเครื่องมือในการตรวจสอบ เปิดพื้นที่ให้คำถามที่สังคมอาจไม่เคยตั้ง แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ถูกตัดตอนและขาดบริบท อาจถูกขยายจนกลายเป็นความจริงครึ่งเดียว และนำไปสู่คำถามว่าสังคมกำลังใช้โซเชียลมีเดียเพื่อค้นหาความจริง หรือเพียงตอกย้ำความเชื่อเดิม ๆ

 

อีกมิติหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ วุฒิการศึกษา ควรเป็นตัวชี้วัดหลักของผู้นำหรือไม่ แต่การทำงานการเมืองของศุภจีไม่ได้ยึดวุฒิการศึกษาเป็นเงื่อนไขหลัก หากแต่เป็นประสบการณ์และผลงาน ซึ่งเป็นมุมมองที่ท้าทายค่านิยมเดิมของสังคมไทยที่ผูกความน่าเชื่อถือไว้กับปริญญาและสถาบัน

 

ท้ายที่สุด กรณี Northrop University อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของมหาวิทยาลัยที่ปิดตัวไปแล้ว หากแต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยในยุคที่ข้อมูลไหลเร็ว ความคิดเห็นเกิดไว และข้อเท็จจริงอาจตามไม่ทัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า มหาวิทยาลัยนั้นดีหรือไม่ แต่คือสังคมกำลังใช้เวลาและพลังไปกับเรื่องที่สำคัญจริงหรือไม่

The post ประสบการณ์-ผลงาน-วุฒิการศึกษา อ่านสมการสังคมผ่านกรณี ‘ศุภจี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
HYROX ขึ้นแท่นกีฬาโตเร็วสุดในโลก ดันรายได้แตะ 4.5 พันล้านบาท ชูโมเดลเปลี่ยนคนไปยิมให้เป็น ‘ร็อกสตาร์’ ที่แบรนด์รุมจีบ https://thestandard.co/hyrox-sport-global-growth/ Sun, 29 Mar 2026 12:57:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1192567 ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว

เวลานี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ‘HYROX’!   ประเด็นสำคั […]

The post HYROX ขึ้นแท่นกีฬาโตเร็วสุดในโลก ดันรายได้แตะ 4.5 พันล้านบาท ชูโมเดลเปลี่ยนคนไปยิมให้เป็น ‘ร็อกสตาร์’ ที่แบรนด์รุมจีบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว

เวลานี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ‘HYROX’!

 

 
 

หรือถ้าไม่รู้จัก เคยได้ยินผ่านๆแต่ไม่รู้ว่าอะไร บางทีนี่อาจเป็นช่วงจังหวะเวลาเหมาะสมที่สุดที่จะทำความรู้จักและเข้าใจไปกับการแข่งขันกีฬาที่กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับคนรักกีฬาในประเทศไทย จากความสำเร็จเกินความคาดหมายในอีเวนต์ ‘HYROX THAILAND 2026’ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

 

เพราะ HYROX ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกีฬาและการรวมตัวของคนบ้าพลังเท่านั้น สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือ Ecosystem ทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผ่านแนวคิดและการออกแบบมาอย่างดีในทุกมิติ ที่เชื่อว่าเวลานี้ไม่ใช่แค่เหล่าผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายเท่านั้นที่อยากจะกระโดดเข้ามาอยู่ในวงการนี้

 

แต่แบรนด์และธุรกิจต่างๆก็กำลังแอบมองดูอยู่ (นะจ๊ะ) ปรากฏการณ์การรวมตัวกันแบบนัดหมายของมวลกล้ามเนื้อมหาศาลจากนักกีฬานับหมื่นคน

 

HYROX เกินห้ามใจ

 

ภาพของเหล่านักกีฬานับหมื่นคนไม่นับกองเชียร์อีกมากมายที่มาร่วมชมและเชียร์แบบเกาะติดขอบสนามที่ BITEC บางนา ในระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคมที่ผ่านมากลายเป็นภาพที่สร้างความสนใจและการรับรู้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างมาก

 

เพราะมันแทบจะทำให้ฟีดโซเชียลมีเดียของทุกคนมีภาพของเหล่านักกีฬากล้ามโตปรากฏขึ้นตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาชนิดไม่สามารถหลบหรือหลีกเลี่ยงได้ และมันน่าจะทำให้หลายคนนอกจากจะหายสงสัยแล้วยังอาจจะสนใจ HYROX มากขึ้นตามไปด้วย

 

ความจริงการแข่ง HYROX ในประเทศไทยในปีนี้จัดเป็นปีที่ 2 แล้ว หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างดีในปี 2025 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจัดการแข่งขัน ซึ่งในปีนี้ถือว่าความสำเร็จนั้นเกินความคาดหมายไปไกลมาก เพราะมีจำนวนผู้สมัครมากถึง 17,500 คน จากการแข่งขัน 3 ประเภทคือ เดี่ยว, ทีม และผลัด

 

ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว 1
  
ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว 2
 

โดยไฮไลต์ที่ทำให้เป็นที่สนใจคือการที่เหล่าศิลปิน ดารา นักแสดง และบุคคลมีชื่อเสียงในหลากหลายวงการที่เข้าร่วมแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น ณเดช คูกิมิยะ, หมาก-ปริญ, เจมส์-จิรายุ, ญาญ่า อุรัศยา, คิมเบอร์ลี่, แอน ทองประสม และชมพู่ อารียา ไปจนถึงบุคคลในแวดวงธุรกิจอย่าง เก่ง–สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ผู้ก่อตั้งบริษัท RGB72 และ โจ้-ฉวีวรรณ คงโชคสมัย แห่ง Creative Talk เข้าร่วมการแข่งขันด้วย

 

กระแสที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ HYROX กลายเป็นไวรัลในชั่วพริบตา และทำให้เชื่อได้ว่าการแข่งครั้งต่อไปในประเทศไทยจะยิ่งใหญ่มากขึ้นไปกว่านี้อีก เพราะมีคนที่เริ่มสนใจและอยากเข้าร่วมการแข่งขันชนิดนี้ด้วย

 

เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพราะคนไทยบ้าตามกระแสอะไร

 

ในทางตรงกันข้ามกระแสของ HYROX เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

จุดกำเนิดกีฬาคนพันธุ์ ROX

 
 ความจริงแล้ว HYROX ไม่ได้เป็นกีฬาที่เก่าแก่อะไร เพราะกีฬาชนิดนี้เพิ่งถูกคิดค้นและเปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 หรือยังไม่ถึง 10 ปีเต็มเลย

 

จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอยางมาจากแนวคิดของ 2 ผู้ร่วมก่อตั้งอย่างคริสเตียน เทิตซ์เคอ (Christian Toetzke) และมอริตซ์ เฟือร์สเทอ (Moritz Fürste) ที่อยากสร้างกีฬาชนิดใหม่ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน และทุกคนเข้าแข่งขันได้

 

จากแนวคิดของเทิตซ์เคอ ซึ่งมีประสบการณ์ในฐานะนักจัดการแข่งขันกีฦาระดับโลกมากมาย ทั้งไตรกีฬา, มาราธอน และการแข่งจักรยานถูกนำมาประกอบร่างให้เป็นความจริงโดยเฟือร์สเทอ ซึ่งเป็นนักกีฬาฮอคกี้ตัวจริงระดับเหรียญทองโอลิมปิก 3 สมัยและแชมป์โลกอีก 1 สมัย

 

ความตั้งใจแรกคือมันจะเป็นการแข่งฟิตเนสแบบมาราธอน (Marathon of Fitness) แม้ว่าจริงๆแล้วฟิตเนสจะไม่ใช่กีฬาก็ตาม แต่เฟือร์สเทอพบข้อมูลว่าในบ้านเกิดของเขาที่เยอรมนี มีคน 52 เปอร์เซ็นต์ที่มองว่าฟิตเนสเป็นกีฬา

 

สิ่งที่คนเหล่านี้ขาดไปคือพวกเขาไม่มีสนามกีฬาที่จะใช้แข่งขัน ดังนั้นจึงเป็นงานของพวกเขาที่จะต้องออกแบบการแข่งขันกีฬาให้สำหรับคนที่ไปฟิตเนสเป็นประจำ ฝึกซ้อมเป็นประจำ ให้ได้มีสนามแข่งขันที่จะทดสอบความแข็งแกร่ง ความอึด ความถึกของร่างกาย และที่สำคัญคือพละกำลังของจิตใจ

 

คำตอบคือการแข่งที่เรียบง่าย

 

วิ่ง 1 กิโลเมตร แล้วเข้าฐานออกกำลังกาย 8 ฐานสลับกันไป ซึ่งก็การออกกำลังกายพื้นฐานที่มีอยู่จริงในฟิตเนสแทบทุกแห่งไม่ว่าจะเป็น SkiErg 1,000 ม., Sled pull 50 ม., Sled push 50 ม., Burpee broad jumps 80 ม., Rowing 1,000 ม., Farmers carry 200 ม., Sandbag Lunges 100 ม. และ Wall balls 100 ครั้ง

 

ที่ทำแบบนี้เพราะทั้งสองอยากให้ HYROX เป็นกีฬาสำหรับทุกคน (A Sport for Everybody) ไม่เหมือน CrossFit ที่มีความซับซ้อนและเข้าถึงได้ยากกว่าแม้ว่าอาจจะดูคล้ายกัน และมันเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ HYROX มาแรงกว่า

 
ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว 3
 

อีกเหตุผลที่สำคัญคือไม่ว่าคุณจะแข่งที่ไหนก็ตาม จะแข่งที่กรุงเทพฯ, โตเกียว หรือนิวยอร์ค ก็สามารถแข่งกับนักกีฬาจากทั่วโลกได้ด้วย เพราะการแข่งทุกที่อยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกันหมด เราสามารถวัดกับนักกีฬาทุกคนได้ หรือต่อให้ไม่อยากจะแข่งกับคนอื่น แข่งกับตัวเองก็ได้เหมือนกันว่าผลงานเป็นที่น่าพอใจไหม ดีขึ้นหรือแย่ลง

 

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คิดมาอย่างดีแล้ว

 

เพราะทุกคนต่างมีความเป็น ‘ร็อกสตาร์’ ในตัวเอง

 

สิ่งที่พวกเขาอาจจะไม่ทันได้คิดคือในเวลาไม่กี่ปีมันกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของโลกกีฬาที่มาแรงอย่างน่าตกใจ

 

จากตลาดหลักในยุโรปและอเมริกาเหนือ HYROX เดินทางมาถึงเอเชียแปซิฟิก และกลายเป็นกีฬาฮิตเหมือนเพลงฮิตที่ทุกคนอยากร้องตามทันที

 

ปัจจุบัน HYROX กลายเป็นกีฬาที่เติบโตได้เร็วที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยในปี 2025 มีการจัดการแข่งขันถึง 83 รายการจาก 11 ประเทศทั่วโลก มีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งมากถึง 650,000 คน และสร้างรายได้มหาศาลถึงกว่า 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.5 พันล้านบาท)

 

และจากการสังเกตปรากฏการณ์ความสำเร็จในการแข่งที่กรุงเทพฯแล้ว ตัวเลขทั้งจำนวนรายการแข่งขันและจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

 

โดยจุดหนึ่งที่ถือเป็น ‘ไม้ตาย’ คือการเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่เหล่านักกีฬาระดับ Elite หรือคนดังเท่านั้น แต่เป็นเพราะเป็นการแข่งที่เปิดกว้างสำหรับใครก็ได้ (ที่อยู่ใต้กติกา) นั่นคือ UGC (User generated content) ที่ยอดเยี่ยมและเข้าถึงทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย

 

ภาพของนักกีฬาที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนถึงขีดสุด เหงื่อไหลเต็มกาย แต่สีหน้ายังมีรอยยิ้มของความสุข เป็นภาพที่ทำให้รู้สึกว่า HYROX เป็นกีฬาที่เท่ คูล และมันชวนให้อยากจะลองร่วมแข่งขันดูสักครั้ง ไม่นับผลพลอยได้ของการลงแข่งที่หมายถึงการฝึกซ้อมอย่างหนักต่อเนื่อง ที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีรูปร่างที่ดีขึ้นตามธรรมชาติ

 

ยิ่งเรามีโอกาสจะเห็นเพื่อน คนรู้จัก เข้าร่วมแข่งขัน มากขึ้นเท่าไร ก็หมายถึงความสนใจที่อยากจะเข้าร่วมการแข่งขันด้วยในโอกาสต่อไปมากขึ้นเท่านั้น

 

เรื่องนี้ตรงกับความหมายของคำว่า HYROX มาจากคำว่า ‘Hybrid + Rockstar’ ที่สื่อให้ชวนคิดต่อได้ว่าเราต่างเป็น ‘ร็อกสตาร์’ ในแบบของตัวเอง

 

แต่ในวงการแล้วคนที่เล่น HYROX จะเรียกตัวเองว่า Evangelist

 
ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว 4
 

ความลับของ HYROX

 

อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากความสำเร็จในเชิงของเกมกีฬา (ที่แม้จะไม่เชิงเป็นกีฬาตามความเข้าใจแบบดั้งเดิมเสียทีเดียว) HYROX ยังเป็นโมเดลธุรกิจที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

เริ่มจากโมเดลของการแแข่งขันที่เหมือนยากแต่เรียบง่าย โดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์จัดการแข่งขันคือ HYROX เองที่มีการอุปกรณ์ในการเตรียมสถานที่แข่งเป็นชุดเอาไว้อยู่แล้วในมาตรฐานเดียวกันและสามารถเดินทางไปเซ็ตอัพสถานที่ได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 36-48 ชั่วโมง

 

การเปิดรับสมัครที่มีจำนวนจำกัด ทำให้ยิ่งกระแสนิยมแรงขึ้นเท่าไร HYROX ก็ยิ่งขายบัตรเข้าร่วมแข่งหมดได้ไวมากขึ้นเท่านั้น ทั้งๆที่ค่าสมัครในการเข้าร่วมแข่งไม่ถูกเลย เช่น ในกรุงเทพฯเองสนนราคาค่าสมัครในประเภทเดี่ยว (หน้างาน) สูงกว่า 4,000 บาท

 

Demand มีสูงกว่า supply ยิ่งทำให้ HYROX เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการไปอีกนาน โดยที่ยังมีการจัดแบ่งประเภทการแข่งขันย่อยเพื่อรองรับนักกีฬา (ลูกค้า) หลากหลายกลุ่ม ไม่ได้สงวนเฉพาะนักกีฬาในระดับ Elite เท่านั้นแต่เป็นใครก็ได้ แบบนี้ถือว่าเป็นวิธี Customer Segmentation ที่ยอดเยี่ยม

 

การจะเข้าร่วม HYROX จะผ่าน Customer Journey ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทุกคนจะได้ออกเดินทางไปด้วยกันจากจุดเริ่มต้นของคนไม่เอาไหน สู่การเป็นร็อกสตาร์ เป็นนักกีฬาที่แข็งแกร่งในแบบของตัวเอง โดยที่นักกีฬาแต่ละคนจะช่วยกันทำให้เกิด Community ตามขึ้นมาด้วย เพราะจะเป็นการรวมตัวกันของคนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน

 

ยิ่ง Community เข้มแข็งมากเท่าไร HYROX ก็ยิ่งเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้น

 

นอกเหนือจากนี้ยังมีการนำเรื่องการนำข้อมูลมาใช้ในเชิงกลยุทธ์ (Data-Driven Strategy) ที่เก็บข้อมูลของผู้สมัคร ข้อมูลการแข่งขัน และอื่นๆมาช่วยปรับปรุงให้ HYROX ดีขึ้นตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง เดินหน้าไปเรื่อยๆ

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ HYROX กลายเป็นปรากฏการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือมันกำลังทำให้ทั้งองคาพยพได้รับอานิสงก์ตามไปด้วย

 
ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว 5
 

สนามกีฬาใหม่สุดมันของแบรนด์

 

ตั้งแต่จบการแข่งขัน HYROX THAILAND 2026 บนหน้าฟีดของผู้เขียนเจอกับโฆษณาบนโซเชียลมีเดียหลายชิ้นที่มาในแนวทางคล้ายๆกัน

 

“อยากลงแข่งไหม? มาฝึก HYROX ที่นี่สิ”

 

ส่วนใหญ่คือฟิตเนสต่างๆที่หันมาใช้ HYROX เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดและมั่นใจได้ว่าได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะสิ่งนี้เป็น ‘เทรนด์’ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาสักระยะหนึ่งแล้ว เพราะกีฬาชนิดนี้ได้เปลี่ยนแปลง Perception ของโลกฟิตเนสไปอีกด้านหนึ่ง

 

ขณะเดียวกันมันก็เป็นโอกาสของแบรนด์กีฬาที่จะกระโจนเข้ามาร่วมกันเบ่งพลังในวงการนี้ด้วย

 

นอกจากแบรนด์ชุดแรกที่เข้าถึง HYROX ในฐานะสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการก่อนอย่าง PUMA ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ทั้งชุดสำหรับแข่งขันสุดเท่โดยเฉพาะและรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อเล่น HYROX โดยตรงในหลายรุ่นยังมี Red Bull ที่กระโจนเข้ามาสนับสนุนวงการนี้ด้วย

 

แต่ยังมีที่ว่างอีกมากมายที่แบรนด์ต่างๆสามารถมองเห็นโอกาส ไม่ว่าจะเป็นชุดแข่งขัน รองเท้า ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ถุงมือหรืออุปกรณ์ซัพพอร์ต สู่เครื่องดื่มให้พลังงาน หรือแม้แต่ Wearable จากค่ายเทคโนโลยีที่สามารถหาช่องเข้าสู่ตลาดนี้ได้ด้วยเช่นกัน

 

โดยที่อย่าลืมว่าตลาดนี้แม้จะยังไม่ถึงกับใหญ่มาก แต่เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงมาก

 

เพราะต้นทุนของการเข้าแข่ง HYROX นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ค่าสมัครที่ค่อนข้างสูง แต่ยังต้องผ่านการฝึกฝนในฟิตเนส ซึ่งก็มีทั้งค่าสมาชิก ค่าเทรนเนอร์ ไปจนถึงกรณีที่ฝึกจริงจังอาจจะมีค่าเข้าชั้นเรียนด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องแต่งกาย รองเท้า หรือแม้แต่เครื่องสำอางก์ที่ติดทนนานสำหรับสาวๆที่เข้าร่วมแข่งขัน

 

ยันการถ่ายภาพนักกีฬาที่สามารถทำเงินได้มหาศาลเช่นกัน เช่น ในการแข่งที่กรุงเทพฯ หากใครอยากได้ภาพจากตากล้องอย่างเป็นทางการของการแข่งขันสามารถซื้อภาพของตัวเองได้ในราคา 1,400 บาท ไม่ต่างอะไรจากงานแข่งวิ่งเลย

 
ภาพรวมการแข่งขัน HYROX ที่แสดงถึงความนิยมและการเติบโตของกีฬาดังกล่าว 6
 

HYROX ในวันพรุ่งนี้

 

คำถามที่น่าสนใจคือโอเค HYROX ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ แต่วันพรุ่งนี้ของกีฬาชนิดนี้จะเป็นอย่างไร?

 

จากทิศทางแล้วอย่างน้อยในปี 2026 โลกของ HYROX จะขยายตัว โดยมีการประเมินว่าจะทำรายได้จากการจัดแข่งทั่วโลกมากถึง 215-220 ล้านดอลลาร์ และจะมีจำนวนนักกีฬาเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคน

 

โดยตัวเลขรายได้จะมาจากค่าสมัคร (Entry fee) และของที่ระลึก (Merchandise) 25 เปอร์เซ็นต์, 30 เปอร์เซ็นต์จากการโค้ช, 20 เปอร์เซ็นต์จากการขายลิขสิทธิ์ให้แก่ยิมต่างๆ, 15 เปอร์เซ็นต์จากค่าสมัครสมาชิกดิจิทัล และอีก 10 เปอร์เซ็นต์จากสปอนเซอร์ โดยที่ยังไม่นับรายได้ส่วนอื่นๆ

 

ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ HYROX จะยังติดลมบนและเติบโตต่อไปอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากคนที่หันมาเล่นกีฬาฟิตเนสชนิดนี้อยู่เดิมแล้วยังมีคนอีกจำนวนมากที่สนใจอยากจะเข้าร่วมการแข่งขันด้วยในอนาคต

 

คนเหล่านี้อาจจะเริ่มต้นจาก ‘อยากลองสักครั้ง’ แต่มันมีแนวโน้มจะกลายเป็น ‘อยากทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป’ ไม่ต่างอะไรจากการแข่งวิ่งทั้งมาราธอน หรือวิ่งเทรลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในทั่วโลก

 

HYROX ยังได้เปรียบกีฬาชนิดออกกำลังที่คล้ายกันอย่าง CrossFit หรือ Spartan ตรงที่ให้ความรู้สึกว่าเข้าถึงผู้คนวงกว้างได้ง่ายกว่าและไกลกว่า แต่ก็มีโอกาสที่คนเหล่านี้เมื่อผ่านสนาม HYROX แล้วอาจจะอยากไปลองกีฬาชนิดอื่นด้วยเช่นกันเพื่อค้นหาความท้าทายใหม่ๆ

 

แต่ขั้นต่ำที่สุด HYROX ได้มอบสิ่งที่ดีและมีความหมายอย่างมากให้แก่โลกใบนี้

 

สิ่งนั้นคือแรงบันดาลใจในการที่ทำให้ใครหลายคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่

 

สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถใช้ตัวเลขสถิติใดประเมินค่าได้ มันมีค่าและความหมายมากมายเกินกว่านั้น

 

ภาพ : ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ / THE STANDARD LIFE

อ้างอิง:

The post HYROX ขึ้นแท่นกีฬาโตเร็วสุดในโลก ดันรายได้แตะ 4.5 พันล้านบาท ชูโมเดลเปลี่ยนคนไปยิมให้เป็น ‘ร็อกสตาร์’ ที่แบรนด์รุมจีบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค https://thestandard.co/meta-alphabet-addiction-lawsuit-kids/ Fri, 27 Mar 2026 04:33:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1191941 ภาพโลโก้ Meta และ Alphabet บนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ศาลใน ‘นครลอสแอนเจลิส’ มีคำตัดสินให้ Meta และ Alphabet […]

The post เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Meta และ Alphabet บนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ศาลใน ‘นครลอสแอนเจลิส’ มีคำตัดสินให้ Meta และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์ (ราว 197 ล้านบาท) จากความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน

 

คำตัดสินระบุให้ Meta ชดใช้ 4.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 137.9 ล้านบาท) และ Google 1.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 59 ล้านบาท) แม้มูลค่าความเสียหายจะไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจของบริษัทเทคระดับโลก แต่คดีนี้ถูกจับตาในฐานะคดีต้นแบบที่อาจมีผลต่อคดีลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาการออกแบบแพลตฟอร์มแทนเนื้อหา ซึ่งโดยปกติกฎหมายสหรัฐฯ มักให้ความคุ้มครองผู้ให้บริการจากความรับผิดด้านคอนเทนต์

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์ชี้ว่า ฟีเจอร์วิดีโอสั้น เช่น Reels บน YouTube และ Instagram เป็นกลไกที่กระตุ้นพฤติกรรมเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่เริ่มใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่ศาลเห็นว่าบริษัทไม่ได้ให้คำเตือนถึงความเสี่ยงมากพอ

 

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า แม้ทั้งสองบริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์ และในระยะสั้นราคาหุ้นยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่คำตัดสินนี้อาจเพิ่มแรงกดดันให้บริษัทต้องปรับแนวทางการออกแบบแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในประเด็นการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตและจำนวนผู้ใช้งานในอนาคต

 

คดีดังกล่าวยังสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีอย่างน้อย 20 รัฐออกกฎหมายควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็ก เช่น การยืนยันอายุผู้ใช้งาน และการจำกัดการใช้งานในโรงเรียน

 

ขณะเดียวกัน กลุ่ม NetChoice ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทค ได้ยื่นฟ้องคัดค้านกฎหมายบางส่วน ด้านนักการเมืองอย่าง มาร์ชา แบล็กเบิร์น และ ริชาร์ด บลูเมนธัล ก็เรียกร้องให้มีการออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็กบนแพลตฟอร์ม

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของบริษัทอื่นๆ อย่าง Snap และ TikTok ล่าสุดได้ตกลงยอมความกับโจทก์ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่คดีเกี่ยวกับการเสพติดโซเชียลมีเดียจากหน่วยงานรัฐและเขตการศึกษาหลายแห่ง มีกำหนดทยอยเข้าสู่การพิจารณาในช่วงกลางปีนี้

 

ทั้งนี้ ในชั้นอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของผู้ใช้งานมีแนวโน้มจะเป็นแกนหลักของข้อถกเถียง โดยเฉพาะในบริบทที่บริษัทเทคต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของแพลตฟอร์มกับความรับผิดชอบต่อสังคม

 

ท้ายที่สุด คำตัดสินครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นความเสี่ยงเชิงกฎหมาย แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียในระยะยาว

 

ภาพ: Koshiro K/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หมอวรงค์’ ซื้ออาหารกลางวันเองที่โรงอาหารรัฐสภา หลังเปิดประเด็นยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. https://thestandard.co/warong-mp-cancel-free-lunch/ Wed, 25 Mar 2026 06:18:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1191094 นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไท […]

The post ‘หมอวรงค์’ ซื้ออาหารกลางวันเองที่โรงอาหารรัฐสภา หลังเปิดประเด็นยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี หลังเปิดประเด็นในการอภิปรายเรื่องเสนอยกเลิกอาหารกลางวันฟรีสำหรับ สส. โดยชี้ว่าเป็นการฟุ่มเฟือยงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (25 มีนาคม) นพ. วรงค์ได้มาซื้ออาหารกลางวันรับประทานที่ศูนย์อาหารชั้น B2 ของอาคารรัฐสภา

 

โดย นพ. วรงค์ ได้สั่งเมนูข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวจากร้านอาหารตามสั่ง ครัววิทยุ 1 ราคา 60 บาท และจ่ายค่าอาหารด้วยเงินส่วนตัว และนั่งรับประทานอาหารพร้อมกับผู้ช่วย สส. และคณะทำงานของพรรคไทยภักดี

 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า ก่อนหน้านี้มี สส. หลายพรรคเสนอเรื่องค่าอาหารกลางวัน แต่เหตุใดจึงไม่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม นพ.วรงค์ ถามกลับว่า เสนอด้วยใจจริงๆ หรือไม่ คุณต้องแสดงออกด้วยใจจริงว่า คุณก็ไม่รับประทานอาหารฟรี ถ้าคุณทำจริงประชาชนก็จะสนับสนุน

 

“ถ้าเสนอแค่ตัดงบประมาณแล้วคุณก็กินเหมือนเดิม ก็ยังฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม คุณต้องเสนอให้ยกเลิกเลย แล้วประชาชนจะเห็นเองว่าเราทำจริง” นพ. วรงค์กล่าว

 

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีมติให้ สส. เลิกรับประทานอาหารกลางวันฟ รีและจ่ายค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง นพ. วรงค์กล่าวว่า เป็นการแสดงออกของประชาชนที่เป็นกระแสในโซเชียล ซึ่งต้องขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนและเพื่อนสมาชิก

 

“เราไม่ต้องมองเป็นเรื่องการเมือง แต่มองว่าเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน” นพ. วรงค์ระบุ

 

หัวหน้าพรรคไทยภักดียังบอกด้วยว่า ในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม ที่จะถึงนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นัดหมายหัวหน้าพรรคการเมืองให้เข้าหารือถึงเรื่องอาหารของ สส. ซึ่งเชื่อว่า จะได้เห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ในเรื่องการยกเลิกอาหารกลางวันฟรี ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี

 

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 1นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 2นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 3นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 4นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 5นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 6นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 7นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 8นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 9นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซื้อข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวที่โรงอาหารรัฐสภา 10

The post ‘หมอวรงค์’ ซื้ออาหารกลางวันเองที่โรงอาหารรัฐสภา หลังเปิดประเด็นยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา https://thestandard.co/oil-crisis-2026-social-media-war/ Fri, 20 Mar 2026 06:28:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1189501 ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันแพงปี 2569 เสียงสะท้อนโซเชียลมีเดีย และความตึงเครียดจากสงคราม

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากภูมิรัฐศาสตร […]

The post วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันแพงปี 2569 เสียงสะท้อนโซเชียลมีเดีย และความตึงเครียดจากสงคราม

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ‘ราคาน้ำมัน’ ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คนในระดับจุลภาคอย่างชัดเจน

 

 

ปี 2569 จึงไม่ใช่แค่ปีของความผันผวนด้านพลังงาน แต่เป็นช่วงเวลาที่ความรู้สึกของสังคม ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเข้มข้นผ่านโซเชียลมีเดีย พื้นที่ที่ไม่ได้มีเพียงข้อมูลข่าวสาร แต่ยังเต็มไปด้วยความกลัว ความไม่แน่นอน และคำถามต่อผู้มีอำนาจ

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569 พบว่ามีการพูดถึงประเด็นวิกฤตประเด็นนี้บนโซเชียลมีเดียสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จาก 314,168 ข้อความ

 

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณการสื่อสาร แต่ชี้ให้เห็นถึง ‘ระดับความร้อนแรงของความรู้สึก’ ที่กำลังก่อตัวในสังคมไทย

 

โครงสร้างการรับรู้: เมื่อแต่ละแพลตฟอร์มทำหน้าที่ต่างกัน

 

ภาพรวมของการกระจายตัวของเนื้อหาเผยให้เห็นบทบาทของแต่ละแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน

 

Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของการสื่อสาร ด้วยจำนวน 190,281 ข้อความ คิดเป็น 65.46% ของทั้งหมด และสร้างการมีส่วนร่วมประมาณ 36 ล้านครั้ง สะท้อนบทบาทในฐานะศูนย์กลางข่าวสารจากสื่อมวลชนและหน่วยงานรัฐ

 

YouTube ตามมาเป็นอันดับสอง ด้วย 34,795 ข้อความ (12.34%) และสร้างเอนเกจเมนต์กว่า 4 ล้านครั้ง โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์และรายงานข่าวเชิงลึก

 

ขณะที่ TikTok แม้มีเพียง 16,235 ข้อความ (5.79%) แต่กลับสร้างการมีส่วนร่วมสูงที่สุดถึง 50 ล้านครั้ง กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ขยาย “อารมณ์ร่วม” ของสังคมได้รวดเร็วและทรงพลังที่สุด

 

5 ประเด็นหลัก: เสียงสะท้อนที่มากกว่าราคาน้ำมัน

 

1.ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือน (29,895,625 เอนเกจเมนต์)

 

ต้นทางของความกังวลเริ่มจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะเหตุการณ์โจมตี ‘เกาะคาร์ก’ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์ของการขนส่งน้ำมันโลก

 

บนโซเชียลมีเดีย คีย์เวิร์ดอย่าง ‘ยืดเยื้อ’ (2,931,343 เอนเกจเมนต์) และ ‘เครียด’ (1,686,928 เอนเกจเมนต์) ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าความขัดแย้งนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป

 

กระแสบน TikTok และ Facebook ยังขยายไปถึงความกังวลเรื่อง ‘สงครามโลก’ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งยิ่งเพิ่มระดับความกลัวต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจในประเทศไทย

 

ความไม่แน่นอนดังกล่าวนำไปสู่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ ประชาชนแห่ต่อคิวเติมน้ำมันยาวข้ามคืน บางแห่งถึงขั้นต้องใช้แผงเหล็กควบคุมคิว และขึ้นป้าย ‘น้ำมันหมด’ ภายในไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นภาพสะท้อนของความตื่นตระหนกที่ไม่ค่อยปรากฏในสังคมไทยมาก่อน

 

2.ความกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลน: ช่องว่างระหว่างข้อมูลกับความเชื่อ (20,727,301 เอนเกจเมนต์)

 

ระหว่างวันที่ 14-17 มีนาคม การพูดถึง ‘น้ำมันขาดแคลน’ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเอนเกจเมนต์กว่า 9 ล้านครั้งจาก 25,285 ข้อความ

 

แฮชแท็ก #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด สร้างการมีส่วนร่วมรวมกว่า 5 ล้านครั้งจาก 10,455 ข้อความ ขณะที่คำว่า #ปั๊ม กลายเป็นอีกหนึ่งจุดสนใจจากภาพสถานีบริการน้ำมันที่น้ำมันหมดชั่วคราว

 

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับ 96-100 วัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการกักตุน แต่บทสนทนาในโซเชียลกลับตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความเป็นไปได้ที่น้ำมันสำรองอาจไม่ถูกนำมาใช้ตามที่สื่อสาร

 

ตัวเลขกว่า 20 ล้านเอนเกจเมนต์จึงสะท้อนมากกว่า ‘ความสนใจ’ แต่ชี้ให้เห็นถึง ‘ความไม่เชื่อมั่น’ ที่กำลังขยายตัว และกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดการเรียกร้องมาตรการอื่นตามมา

 

3.ความสิ้นหวังของประชาชน: เมื่อรายได้ไม่ขยับ แต่ต้นทุนพุ่ง (10,767,829 เอนเกจเมนต์)

 

เสียงสะท้อนจากประชาชนเริ่มเปลี่ยนจากความกังวลไปสู่ความรู้สึก ‘หมดทางเลือก’

 

คีย์เวิร์ดอย่าง #เครียด #ท้อ #เดือดร้อน ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบระหว่าง ‘ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง’ กับ ‘รายได้ที่คงที่’

 

สถานการณ์นี้สะท้อนภาวะที่เรียกว่า Visibility Crisis ภาวะที่ผู้คนมองไม่เห็นทางออกของชีวิตท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือผู้ประกอบอาชีพขนส่งและไรเดอร์ ซึ่งต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถปรับราคาค่าบริการได้ทัน ส่งผลให้เกิดกระแส #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ที่สะท้อนการตัดสินใจเลิกอาชีพหรือคืนรถ

 

นี่ไม่ใช่เพียงการบ่นเรื่องราคาน้ำมัน แต่คือการส่งสัญญาณถึง ‘ความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจ’ ที่สะสมมานาน

 

4.แรงกดดันต่อภาครัฐ: นโยบายระยะสั้นพอจริงหรือ? (4,579,359 เอนเกจเมนต์)

 

การเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแทรกแซงราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดเอนเกจเมนต์กว่า 4.5 ล้านครั้ง

 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือมาตรการ ‘ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน’ ซึ่งถูกตั้งคำถามทันทีถึงความยั่งยืนผ่านวาทกรรม ‘แล้ววันที่ 16 จะเกิดอะไรขึ้น?’

 

นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิต และกล่าวถึงบทบาทของกระทรวงพลังงานควบคู่ไปกับข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณ

 

ภาคขนส่งและเกษตรกรรมยังผลักดันการใช้น้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิต สะท้อนว่าความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ ‘การลดราคา’ แต่รวมถึง ‘การปรับโครงสร้างต้นทุน’ ในระยะยาว

 

5.พลังงานทางเลือก: ความหวังใหม่ภายใต้ข้อจำกัดเดิม (1,518,225 เอนเกจเมนต์)

 

ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง กระแสการพูดถึงพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยสร้างเอนเกจเมนต์กว่า 1.5 ล้านครั้ง

 

หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคาน้ำมัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านราคา ที่ยังสูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย

 

นอกจากนี้ พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานในครัวเรือนก็ได้รับความสนใจมากขึ้น

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมุมมองของประชาชน จากเดิมที่พลังงานทางเลือกถูกมองในมิติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันกลับถูกมองเป็น “เครื่องมือในการลดค่าใช้จ่าย” และเป็นทางรอดทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

WFH: ทางออกเฉพาะหน้าที่ถูกหยิบกลับมา

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการประกาศนโยบาย Work From Home สำหรับหน่วยงานราชการ ซึ่งถูกพูดถึงผ่านแฮชแท็ก เช่น #ค่าเดินทางพุ่ง #ประหยัดพลังงาน #WFHเพื่อชาติ และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว

 

กระแสนี้สะท้อนว่าประชาชนเริ่มเปรียบเทียบ ‘ต้นทุนการเดินทาง’ กับ ‘รายได้รายวัน’ อย่างจริงจัง และเรียกร้องให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนนำ WFH กลับมาใช้ในวงกว้าง

 

วิกฤตนี้กำลังทดสอบอะไรในสังคมไทย

 

วิกฤตน้ำมันแพงในปี 2569 อาจดูเหมือนเป็นเพียงผลกระทบจากสถานการณ์โลก

 

แต่เมื่อพิจารณาจากเสียงสะท้อนบนโซเชียลมีเดีย จะเห็นได้ว่ามันกำลังเปิดเผย ‘รอยร้าว’ หลายด้านในสังคม

 

ไม่ว่าจะเป็นความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางของรายได้ ความไม่เชื่อมั่นต่อการสื่อสารของรัฐ หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงทางเลือกใหม่

 

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า ‘ราคาน้ำมันจะลดลงเมื่อไร’ แต่คือ สังคมไทยจะรับมือกับความไม่แน่นอนนี้อย่างไร และใครจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาได้

The post วิกฤตน้ำมันแพง 2569 ท่ามกลางสงครามและเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย กำลังบอกอะไรเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
High-End Beauty ยังจำเป็นไหม ในยุคที่ Dupe ก็ทำได้ดี? https://thestandard.co/life/high-end-beauty-dupe-trend/ Tue, 10 Mar 2026 02:56:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1186013 ผลิตภัณฑ์ความงามหรูหรา วางคู่กับสินค้าเลียนแบบ (Dupe) ที่มีลักษณะคล้ายกัน สะท้อนเทรนด์การบริโภคยุคใหม่

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ในห้าง มองลิปส […]

The post High-End Beauty ยังจำเป็นไหม ในยุคที่ Dupe ก็ทำได้ดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลิตภัณฑ์ความงามหรูหรา วางคู่กับสินค้าเลียนแบบ (Dupe) ที่มีลักษณะคล้ายกัน สะท้อนเทรนด์การบริโภคยุคใหม่

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ในห้าง มองลิปสติกแท่งหนึ่งราคาสองพันกว่าบาท สีสวย แพ็กเกจเนี้ยบ ทุกอย่างดูเริ่ดเลยล่ะ แต่ในจังหวะเดียวกัน เพื่อนก็ส่งคลิป TikTok ที่บอกว่ามีลิปสีเดียวกันแทบทุกมิติ ราคาไม่ถึงสามร้อยบาท พร้อม Before-After โทนสีลิปที่ใช่แบบที่คุณต้องการ เป็นคุณจะเลือกอะไร? คำถามแบบนี้กำลังเกิดขึ้นกับคนรักบิวตี้ทั่วโลก และมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกำลังซื้ออีกต่อไป แต่คือคำถามว่า ระหว่าง High-End Beauty กับ Dupe อะไรยังมีความหมายและดีต่อใจคุณในยุคนี้

 

Dupe ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่วันนี้มันดังขึ้นกว่าเดิมมาก คำว่า ‘dupe’ หรือ duplicate มีมานานแล้ว และ Dupe ไม่ใช่ของปลอม ไม่ใช่การละเมิดลิขสิทธิ์ แต่เป็นแบรนด์ความงามทั่วไปที่พัฒนาสินค้าให้มีลักษณะคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นโทนสี, ส่วนผสม หรือกลิ่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีที่ผู้บริโภคพูดถึงมัน ถ้าเมื่อสิบปีก่อนการซื้อ dupe ยังเป็นเรื่องที่หลายคนแอบทำเงียบๆ วันนี้มันกลับกลายเป็นสิ่งที่พูดถึงอย่างเปิดเผย เพราะมันสะท้อนความคิดแบบ ‘จ่ายเท่าที่จำเป็นก็พอ’ ข้อมูลจาก Morning Consult ระบุว่า 27% ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยอมรับว่าตั้งใจซื้อ dupe ของสินค้า Premium และอีก 53% บอกว่าพร้อมจะลองในอนาคต ขณะที่โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้การเปรียบเทียบสินค้าเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบสีลิป เนื้อสัมผัส หรือ before-after ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าความต่างแทบไม่มี

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงที่ Dupe Culture โตขึ้น ตลาด High-End Beauty ก็ยังเติบโตเช่นกัน ข้อมูลจาก Circana ระบุว่าตลาด Prestige Beauty ในสหราชอาณาจักรเติบโต 10.7% ในปี 2024 และมีมูลค่าประมาณ 4 พันล้านปอนด์ ขณะที่รายงานของ McKinsey ประเมินว่าอุตสาหกรรมความงามทั่วโลกจะยังเติบโตต่อเนื่องและอาจมีมูลค่าถึงประมาณ 590 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ภาพนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกข้างระหว่างของแพงหรือของถูกอีกต่อไป พวกเขาซื้อทั้งสองอย่างใน Routine เดียวกัน ลิปสติก Charlotte Tilbury อาจอยู่คู่กับลิปสติกแบรนด์ไทย หรือ Skincare จากแบรนด์ High-End อาจใช้ร่วมกับเซรั่มราคาหลักร้อย นักวิเคราะห์เรียกพฤติกรรมนี้ว่า High-Low Beauty การผสมของแพงกับของคุ้มในตะกร้าเดียวกัน

 

แน่นอนว่า Dupe ทำได้ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีบางมิติที่แบรนด์ High-End ได้เปรียบ โดยเฉพาะการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา แบรนด์ระดับสูงมักใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ตั้งแต่ระบบ Delivery ของ Active Ingredients ไปจนถึง Pigment Technology ในเมกอัพ อีกมิติหนึ่งคือประสบการณ์ของสินค้า ตั้งแต่เนื้อสัมผัส กลิ่น ไปจนถึงแพ็กเกจจิ้ง ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบเพื่อสร้างความรู้สึกเฉพาะของแบรนด์ ไม่ใช่แค่เพื่อให้ใช้งานได้ แต่เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกบางอย่างกับมัน

 

เมื่อมองจากภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดจึงไม่ใช่การแทนที่กันระหว่าง Dupe กับ High-End แต่คือการอยู่ร่วมกัน ผู้บริโภคจำนวนมากใช้ Dupe สำหรับหมวดที่ต้องใช้บ่อย เช่น Primer หรือ Basic Skincare แต่ยังเลือก High-End ในหมวดที่ให้ความรู้สึกพิเศษ เช่น Fragrance, Lip Products หรือ Hero Skincare เพราะท้ายที่สุดแล้วคำถามว่า High-End Beauty ยังจำเป็นไหม อาจไม่มีคำตอบแบบขาวหรือดำ ถ้าซื้อเพียงเพราะคิดว่าของแพงต้องดีกว่าเสมอ อาจต้องทบทวน แต่ถ้าซื้อเพราะมันทำให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้นทันที หรือเพราะการหยิบมันขึ้นมาใช้ทุกเช้ากลายเป็น Ritual เล็กๆ ที่คุณชอบ นั่นคือคุณค่าที่ของเลียนแบบให้ไม่ได้ ตลาดความงามยุคใหม่กำลังบอกเราว่าผู้บริโภคไม่ได้ตระหนี่ขึ้น พวกเขาเพียงแค่ฉลาดขึ้น และความท้าทายของ High-End Beauty ในวันนี้ไม่ใช่การสู้กับ Dupe แต่คือการพิสูจน์ว่าทำไมผลิตภัณฑ์ยังมีความหมายและคุ้มค่ามากพอสำหรับคนยอมจ่ายเงินเพื่อครอบครองมัน?

 

ภาพ: Shutterstock

อ้างอิง:

The post High-End Beauty ยังจำเป็นไหม ในยุคที่ Dupe ก็ทำได้ดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 https://thestandard.co/true-success-social-media-pantip-awards/ Fri, 06 Mar 2026 06:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1184698 ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหก […]

The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media by Pantip สาขา Fast Response บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ทรูไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม โดยมี ดร.นพสรัญ กุศลาไสยานนท์ หัวหน้าสายงานคอลเซ็นเตอร์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 1

 

Fast Response ที่วัดมากกว่าความเร็ว

 

รางวัลดังกล่าวไม่ได้วัดเพียง ‘ความเร็ว’ ในการตอบ แต่ประเมินผ่านกรอบ Social Metric for Brand ที่ครอบคลุมปัจจัยกว่า 70 รายการ ทั้งเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการบริการที่ไม่ใช่แค่การตอบไว แต่ต้องตอบได้อย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้ 

 

ดร.นพสรัญ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า 

 

“รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของทีมงานอย่างมาก เพราะกว่าจะได้มาต้องผ่านตัวชี้วัดหลายมิติจากแพลตฟอร์ม เป็นเครื่องยืนยันว่าลูกค้าสามารถติดต่อบริการของทรูได้ตลอดเวลา และทรูสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้จริง”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 2

 

จาก Reactive สู่ Proactive: จุดเปลี่ยนของ Contact center

 

สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่ารางวัลคือทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเดินหน้า ดร.นพสรัญ เปิดเผยว่า การบริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจากการให้บริการเชิงรับ (Reactive) ที่มุ่งแก้ปัญหาเมื่อลูกค้าร้องเรียน ไปสู่การให้บริการเชิงรุก (Proactive) ที่ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร หรือ Total Experience 360 องศา

 

“จากอดีตเน้นการแก้ปัญหาเป็นหลัก วันนี้เราต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าการใช้งานของลูกค้าเป็นปกติหรือไม่ พบปัญหาอะไรหรือไม่ หากมองเห็นความผิดปกติ ต้องรีบติดต่อลูกค้าเพื่อแก้ไขทันที”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 3

 

รับมือมิจฉาชีพ สร้างมาตรฐานความเชื่อมั่นใหม่

 

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ต้องเผชิญ คือปัญหาแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อแบรนด์เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยตรง ดร.นพสรัญ อธิบายถึงแนวทางรับมือของทรูว่า 

 

“เราพยายามสร้างความชัดเจนให้ได้มากที่สุด ว่าเบอร์ที่ทรูใช้ติดต่อลูกค้าอย่างเป็นทางการมีเพียงเบอร์เดียวคือ 1242 เท่านั้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน แต่ในกรณีที่พนักงานจำเป็นต้องติดต่อจากเบอร์อื่น พนักงานทุกคนจะต้องแจ้งชื่อ-นามสกุลและรหัสประจำตัวทุกครั้ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถโทรกลับมาตรวจสอบได้ทันที”

 

นอกจากนี้ ทรูยังศึกษาแพตเทิร์นการสนทนาของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับแนวทางการสื่อสารของทีมงาน หลีกเลี่ยงรูปแบบที่อาจถูกเลียนแบบหรือสร้างความเข้าใจผิด

 

เดิมพันอนาคตในยุค AI

 

เมื่อถามถึง Road map ในอนาคต ทรูไม่ได้วางเดิมพันกับเทคโนโลยีหรือบุคลากรเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เลือกผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน 

 

“ทรูจะทำงานเชิงรุกมากขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วย AI และคน นอกจากนี้ยังตั้งใจปรับกระบวนการพัฒนาการให้บริการไปสู่ Personalization หรือการดูแลเฉพาะบุคคล โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีหรือคนอย่างเดียวไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ การผสมผสานสองสิ่งเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI และ Data Analytics เพื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อินไซต์ของลูกค้า รวมถึงใช้ความสามารถการบริการของคนเพื่อเสริมในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 4

 

ท้ายที่สุด ดร.นพสรัญ ย้ำว่า ทิศทางการให้บริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ในอนาคตคือการก้าวสู่ระดับที่ ‘รู้จักลูกค้ามากกว่าที่ลูกค้ารู้จักตัวเอง’ ซึ่งเป็นแก่นของแนวคิด Predictive Personalization หรือการทำนายความต้องการของลูกค้า เพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริการคอลเซ็นเตอร์ต่อไป

The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ สมช. ย้ำไทยยังเที่ยวได้ปกติ เฝ้าระวังเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง พร้อมจับตาบุคคลเข้า-ออก สแกนโซเชียลสกัดข่าวบิดเบือน https://thestandard.co/thailand-national-security-monitor-embassies-social-media/ Mon, 02 Mar 2026 06:23:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1183382 ฉัตรชัย บางฉวด เลขาธิการ สมช. แถลงข่าวมาตรการเฝ้าระวังความมั่นคงภายในประเทศ

วันนี้ (2 มีนาคม) ฉัตรชัย บางฉวด เลขาธิการสภาความมั่นคง […]

The post เลขาฯ สมช. ย้ำไทยยังเที่ยวได้ปกติ เฝ้าระวังเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง พร้อมจับตาบุคคลเข้า-ออก สแกนโซเชียลสกัดข่าวบิดเบือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉัตรชัย บางฉวด เลขาธิการ สมช. แถลงข่าวมาตรการเฝ้าระวังความมั่นคงภายในประเทศ

วันนี้ (2 มีนาคม) ฉัตรชัย บางฉวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงมาตรการเกี่ยวกับความมั่นคงภายในประเทศ วันนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายตำรวจกับหน่วยงานด้านการข่าวไปติดตาม เฝ้าระวังทั้งในเชิงของสถานที่ขัดแย้งของประเทศคู่ขัดแย้ง สถานเอกอัครราชทูตที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเฝ้าระวังกิจกรรมต่างๆ ซึ่งฝ่ายตำรวจได้เตรียมการรองรับไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังต้องติดตามบุคคลที่เข้าออกประเทศไทยด้วยที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งจะมีมาตรการในการติดตามเพิ่มเติมด้วย

 

ฉัตรชัยย้ำว่า ในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา อิหร่าน อิสราเอล รวมทั้งประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย จะมีเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น

 

ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า ยังมีเรื่องของการใช้สื่อโซเชียลต่างๆ ซึ่งบางทีมีการบิดเบือนสร้างความแตกแยกและความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ เราจะมีการติดตามตรวจสอบเพื่อให้มีความถูกต้องเหมาะสม ส่วนที่เหลือจะมีมิติด้านเศรษฐกิจต้องรอช่วงบ่ายที่นายกรัฐมนตรีจะมีการประชุม เบื้องต้นมีการมอบหมายกระทรวงพลังงานไปประเมินเรื่องน้ำมัน กระทรวงพาณิชย์ดูเรื่องผลกระทบการส่งออก ซึ่งจะมีการหารือในห้องประชุมช่วงบ่าย

 

เมื่อถามว่า ในประเทศไทยสถานที่ท่องเที่ยวที่อาจจะเป็นจุดเสี่ยง เช่น ถนนข้าวสาร ประชาชนสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือไม่ ฉัตรชัย กล่าวว่า ยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้อยู่ ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยคนต่างชาติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตามเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

 

ส่วนจะป้องกันภัยไซเบอร์ที่มากับสงครามอย่างไร ฉัตรชัย กล่าวว่า ในที่ประชุมก็มีพิจารณาสิ่งเหล่านี้ มีมติข้อหนึ่งให้หน่วยงานด้านการข่าวตำรวจ กระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจและสังคม มาช่วยดูเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องไปตรวจสอบ ยืนยันว่าให้ความสำคัญ เพราะบางทีโซเชียลก็ไปบิดเบือนสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มคนฝ่ายต่างๆ ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน

The post เลขาฯ สมช. ย้ำไทยยังเที่ยวได้ปกติ เฝ้าระวังเข้มสถานทูตคู่ขัดแย้ง พร้อมจับตาบุคคลเข้า-ออก สแกนโซเชียลสกัดข่าวบิดเบือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล https://thestandard.co/influencer-social-media-rates/ Wed, 25 Feb 2026 04:14:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1181515 ภาพแสดงข้อมูลเรตค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

หนึ่งในอาชีพ ที่กลายมาเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ […]

The post ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลเรตค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

หนึ่งในอาชีพ ที่กลายมาเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ้น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ หรือในอีกชื่อหนึ่งก็อาจจะเป็น ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชีพที่อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนที่มากมาย อาศัยกล้องโทรศัพท์เพียงหนึ่งเครื่องกับ ไอเดียที่สร้างสรรค์ ก็ทำให้สามารถหาเงินได้หลักหลายหมื่น จนอาจถึงหลักล้านต่อเดือนได้ ถ้ามีผู้ติดตามมากพอ

 

เนื่องจากกระแสการเปลี่ยนวิธีการโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ ที่ย้ายจากสื่อโทรทัศน์แบบเก่า มาสู่การโฆษณาแบบออนไลน์มากขึ้น จากข้อมูลของ Shopify เผยว่า การโฆษณาผ่านอินฟลูฯ เป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากที่สุด และ มูลค่าที่อินฟลูฯ สร้างให้แบรนด์ต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว และในปัจจุบันมีแบรนด์มากถึง 25% ที่ร่วมงานกับอินฟลูฯ เป็นประจำ

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปส่องเรตของอินฟลูเอนเซอร์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ตามข้อมูลที่ทาง Shopify ได้รวบรวมมาจากทั้ง Influencer Marketing Hub, Izea, Meltwater, Hootsuite และ Later เป็นต้น

 

ทั้งนี้เรตในการจ้างอินฟลูฯ อาจแตกต่างไปตามแต่ละเอ็นเกจเมนต์ของแต่ละบัญชีผู้ใช้งาน และ ลักษณะของแบรนด์ที่จ้างในแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์

 

ภาพแสดงข้อมูลเรตค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ 1

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Balance กำลังเดินหน้าสร้างรายได้ให้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 https://thestandard.co/new-balance-targets-10-billion-2026/ Fri, 20 Feb 2026 07:45:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1180373 รองเท้า New Balance สะท้อนการเติบโตทางธุรกิจและเป้าหมายรายได้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์

New Balance เปิดเผยผลประกอบการปี 2025 ของบริษัทผ่านทางส […]

The post New Balance กำลังเดินหน้าสร้างรายได้ให้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้า New Balance สะท้อนการเติบโตทางธุรกิจและเป้าหมายรายได้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์

New Balance เปิดเผยผลประกอบการปี 2025 ของบริษัทผ่านทางสำนักข่าว CNBC และทางแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเผยให้เห็นการเติบโตอันน่าประทับใจอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ โดยพวกเขามีรายได้ทั้งหมด 9.2 พันล้านดอลลาร์ นับว่าสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 19%

 

ในช่วงเวลาที่ตลาดโปรดักต์กีฬาเต็มไปด้วยความผันผวนสำหรับแบรนด์สปอร์ตแวร์ชั้นนำของโลก New Balance กลับแสดงให้เห็นถึงธุรกิจที่เติบโตขยายไปทั่วโลก หลังจากที่พวกเขาทำรายได้เพิ่มขึ้นในปี 2024 ถึง 20% มาแล้ว ปี 2025 บริษัทก็มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 19% โดยย้อนกลับไปในปี 2020 New Balance มีรายได้อยู่ที่ 3.3 พันล้านดอลลาร์ และมุ่งมั่นที่จะเพิ่มรายได้เป็น 3 เท่าให้ได้ภายใน 6 ปี ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะสามารถบรรลุเป้าหมายการสร้างรายได้ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่เคยดูเหมือนเป็นเรื่องที่ห่างไกลได้สำเร็จภายในปี 2026 นี้แล้ว

 

Joe Preston ซีอีโอแห่ง New Balance มองว่าการที่บริษัทมีอิสระจากการไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จที่สำคัญของแบรนด์ เพราะมันทำให้บริษัทสามารถคงไว้ซึ่งฐานการผลิตทั้งในสหรัฐอเมริกาและในอังกฤษเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาพลักษณ์ และเป็นการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบสำหรับร้านรีเทล ขณะเดียวกัน New Balance ก็ยังคงเชื่อมโยงถึงกลุ่มลูกค้าอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าอันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ต่อไป

 

Joe Preston โพสต์ผ่าน LinkedIn ว่า “เรามองอนาคตไกลไปกว่าปี 2026 และเป้าหมายของเราก็ชัดเจน นั่นคือการเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป ในฐานะแบรนด์กีฬาระดับพรีเมียมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ เราจะยังคงลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่และให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรก”

 

ภาพ: New Balance

 

อ้างอิง: https://th.fashionnetwork.com/news/New-balance-on-course-to-reach-10-billion-in-revenue-as-early-as-2026,1809116.html

The post New Balance กำลังเดินหน้าสร้างรายได้ให้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : รู้จัก Pencom CPS01 ปากกาประจำคูหาเลือกตั้ง ที่หลายคนบอกว่า ‘ลื่น’ จนอยากหยิบกลับบ้าน https://thestandard.co/election-pencom-pen/ Sun, 08 Feb 2026 12:07:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1175869 ภาพปากกา Pencom CPS01 วางอยู่บนบัตรเลือกตั้งในคูหา

“ปากกาเลือกตั้งลื่นมาก เข้มสุดๆ” “ปากกาในคูหาเขียนดี จน […]

The post เลือกตั้ง 2569 : รู้จัก Pencom CPS01 ปากกาประจำคูหาเลือกตั้ง ที่หลายคนบอกว่า ‘ลื่น’ จนอยากหยิบกลับบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปากกา Pencom CPS01 วางอยู่บนบัตรเลือกตั้งในคูหา

“ปากกาเลือกตั้งลื่นมาก เข้มสุดๆ”
“ปากกาในคูหาเขียนดี จนอยากขโมยกลับบ้าน”

 

หนึ่งในไวรัลในการเลือกตั้งปี 2569 ครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น ‘ปากกา’ ประจำหน่วยการเลือกตั้งที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเตรียมไว้ให้ประชาชน จนทำให้ผู้มีสิทธิหลายคนพร้อมใจกันพูดถึงบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่ช่วงเช้าจนเย็นของวันลงคะแนนเสียง

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

ล่าสุด ผู้ใช้โซเชียลฯ จำนวนหนึ่งออกมาไขปริศนาว่า ปากกาดังกล่าวคือ Pencom CPS01 ปากกาหมึกน้ำมันสีน้ำเงิน ราคาเฉลี่ยแท่งละ 5-15 บาท ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้ใช้จำนวนมากต่างสะท้อนตรงกันว่า เขียนลื่น หมึกเข้ม และแห้งเร็ว จนทำให้หลายคนแพ้เสียงในหัวว่า อยากหยิบกลับบ้าน

 

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นภาพสะท้อนว่า แม้ปากกาจะเป็นเพียงอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ในการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้สิทธิที่ราบรื่น และช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับวันเลือกตั้งครั้งนี้ได้อย่างไม่คาดคิด

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร, Pencom
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : รู้จัก Pencom CPS01 ปากกาประจำคูหาเลือกตั้ง ที่หลายคนบอกว่า ‘ลื่น’ จนอยากหยิบกลับบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ https://thestandard.co/spain-bans-under-16-social-media/ Sat, 07 Feb 2026 05:07:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1175023 เด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

สเปนเล็งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียอย่ […]

The post สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

สเปนเล็งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ได้ใช้เวที World Governments Summit ที่ดูไบเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) เพื่อประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการกวาดล้างสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ (Digital Wild West)

 

รายงานจาก The Guardian ระบุว่ารัฐบาลสเปนกำลังเตรียมชุดมาตรการเข้มข้นเพื่อปกป้องเยาวชน โดยนายกรัฐมนตรี ซานเชซ (Sánchez) ให้คำมั่นว่าจะปกป้องเด็กๆ จาก ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ และจะจัดการให้บริษัทเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังและเป็นอันตราย

 

ขณะเดียวกัน รายงานจาก CNBC ได้ขยายความคำพูดของเขาที่เปรียบเปรยโซเชียลมีเดียว่าได้กลายเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ ที่ซึ่งกฎหมายถูกละเลยและอาชญากรรมได้รับการยอมรับ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลเท็จมีค่ามากกว่าความจริง และผู้ใช้งานกว่าครึ่งหนึ่งต้องเผชิญกับวาจาสร้างความเกลียดชัง

 

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้สเปนกำลังเดินตามรอยออสเตรเลียที่เป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้กฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยรายงานจาก CNBC เสริมว่าสเปนจะเป็นประเทศยุโรปประเทศแรกที่ประกาศแบนอย่างเป็นทางการ ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมถึงระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

ภายใต้ข้อเสนอใหม่นี้ แพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องจัดทำระบบยืนยันตัวตนที่มีประสิทธิภาพจริง โดยซานเชซย้ำชัดว่าไม่ใช่แค่การกดคลิกยืนยันอายุแบบผ่านๆ ในช่องสี่เหลี่ยม แต่ต้องเป็น ‘มาตรการปิดกั้น’ ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเอาผิดทางกฎหมายกับผู้บริหารที่เพิกเฉยต่อเนื้อหาอันตราย และกำหนดให้การใช้ระบบอัลกอริทึมเพื่อปั่นกระแสเนื้อหาผิดกฎหมายกลายเป็นความผิดทางอาญา

 

ศึกครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังลามไปถึงวิวาทะส่วนตัวอันดุเดือดระหว่างผู้นำสเปนกับเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) โดยซานเชซได้วิพากษ์วิจารณ์แพลตฟอร์ม X ว่าเป็นตัวการในการขยายผลข้อมูลเท็จเกี่ยวกับนโยบายรับรองผู้อพยพของรัฐบาลสเปน พร้อมระบุว่าตัว มัสก์ เองก็มีสถานะเป็นผู้อพยพเช่นกัน

 

ด้าน มัสก์ ไม่รอช้า สวนกลับผ่าน X ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า “Dirty Sánchez เป็นทรราชและคนทรยศต่อประชาชนสเปน” ก่อนจะโพสต์อีกในชั่วโมงครึ่งต่อมาว่า ซานเชซนั้นเป็น ‘เผด็จการฟาสซิสต์ตัวจริง’

 

นอกจากสเปนแล้ว กระแสการจัดระเบียบโซเชียลมีเดียยังขยายวงกว้างไปทั่วเอเชียและยุโรป โดยกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาฝรั่งเศส ขณะที่อังกฤษเองก็กำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกันเพื่อลดผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของเยาวชน

 

ปัญหาเรื่อง ‘ภาพอนาจาร’ ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรายงานที่ระบุว่า Grok ซึ่งเป็นแชตบอต AI ของ มัสก์ สามารถสร้างภาพล่วงละเมิดทางเพศได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม ซึ่งรวมถึงภาพของผู้เยาว์ด้วย เหตุนี้ซานเชซจึงประกาศกร้าวว่าจะตรวจสอบและดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Grok (AI ของ X) TikTok และ Instagram ต่อไป

 

การประกาศสงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่กำลังตกที่นั่งลำบาก รายงานจาก CNBC ระบุว่า Meta เจ้าของ Instagram และ Facebook ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียทบทวนการตัดสินใจ โดยอ้างว่าบริษัทได้ลบบัญชีที่เชื่อว่าเป็นของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลียไปแล้วกว่า 550,000 บัญชีในช่วงเดือนมกราคม

 

Meta ให้ความเห็นว่าแทนที่จะใช้ ‘การแบนแบบเหวี่ยงแห’ รัฐบาลควรหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานออนไลน์ที่เหมาะสมกับช่วงอายุแทน พร้อมเตือนว่าเด็กวัยรุ่นจะพยายามหาช่องทางอื่นในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียด้วยวิธีที่อันตรายกว่าเดิมและไร้มาตรการป้องกันหากมีการปิดกั้นอย่างสมบูรณ์

 

นอกจาก Meta แล้ว แพลตฟอร์มอย่าง Reddit ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงของออสเตรเลียเพื่อคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างว่าการสั่งแบนนั้นไม่มีประสิทธิภาพและเป็นการจำกัดเสรีภาพในการสนทนาทางการเมือง ซึ่งความเคลื่อนไหวทางกฎหมายนี้กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลกที่กำลังพิจารณาใช้มาตรการในลักษณะเดียวกัน

 

สำหรับในสเปน รายงานจาก BBC ชี้ว่าแผนการแบนนี้ยังต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งซานเชซหวังว่าจะทำให้สำเร็จภายในสัปดาห์หน้า แต่ภารกิจนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายที่ไม่ได้ครองเสียงข้างมาก แม้พรรคฝ่ายค้านหลักจะดูเหมือนเห็นด้วยกับข้อจำกัดนี้ แต่พรรคขวาจัดอย่าง Vox ได้ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านชัดเจนแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม กระแสความกังวลในหมู่ผู้ปกครองสเปนดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจจาก Ipsos เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วพบว่า ประชาชนกว่า 82% เห็นด้วยกับการแบนเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 73% ในปี 2024

 

ภาพ: Ilona Kozhevnikova / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? https://thestandard.co/takaichi-sanamania-young-voters-japan/ Thu, 05 Feb 2026 09:58:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1174239 Young Voter

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงสายอนุรักษ์นิยมของญี่ป […]

The post จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Young Voter

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงสายอนุรักษ์นิยมของญี่ปุ่น วัย 64 ปี กำลังสร้างปรากฎการณ์ทางการเมือง หลังปรากฎกระแส ‘ซานะมาเนีย (Sanamania)’ หรือ ซานะคัตสึ ในภาษาญี่ปุ่น ที่มาจากคำว่า โอชิคัตสึ ซึ่งเป็นคำที่มักใช้ในการเชียร์ไอดอล จากความ ‘คลั่งไคล้อย่างมาก’ ของกลุ่มคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่มีต่อเธอ ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันที่ช่วยให้เธอได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

 

ผลสำรวจล่าสุดจากหลายสำนักโพลชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นอายุระหว่าง 18-29 ปี เกือบ 90% สนับสนุนทาคาอิจิ

 

ขณะที่โพลของสถานีโทรทัศน์ NHK ที่จัดทำขึ้นหลังทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว พบว่าคะแนนนิยมของทาคาอิจิ ในกลุ่มคนอายุ 18-39 ปี อยู่ที่ 77% ซึ่งถือว่าสูง เมื่อเทียบกับคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ อย่าง ชิเงรุ อิชิบะ และ ฟูมิโอะ คิชิดะ ที่ได้คะแนนนิยมเมื่อเริ่มรับตำแหน่งอยู่ที่ 38% และ 51% ตามลำดับ

 

วัยรุ่นญี่ปุ่นแห่ซื้อของกิน-ของใช้ตามทาคาอิจิ

 

แทบไม่น่าเชื่อว่ากระแสคลั่งไคล้ทาคาอิจิ มากถึงขนาดที่บรรดาแฟนคลับวัยรุ่นพากันไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ตามที่เธอใช้จนกลายเป็นไวรัล เช่น กระเป๋าหนังสีดำที่เธอใช้เป็นประจำ หรือปากกาสีชมพูที่เธอใช้จดบันทึกในรัฐสภาก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ขนมขบเคี้ยวที่เธอชอบอย่างข้าวเกรียบที่ปรากฎในภาพที่เธอถือขณะนั่งรถไฟก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ทาคาโนริ โคบายาชิ ผู้อำนวยการบริษัท Hamano ในจังหวัดนากาโนะ ผู้ผลิตกระเป๋าหนังสีดำราคา 900 ดอลลาร์ หรือราวๆ 28,000 บาท ที่ทาคาอิจิใช้เป็นประจำ กล่าวว่า เขาประหลาดใจกับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่แย่งกันซื้อสินค้ารุ่นนี้จนต้องมีการสั่งจองล่วงหน้านานถึง 9 เดือน

 

เขาเผยว่า “ปกติแล้วกระเป๋ารุ่นนี้จะถูกซื้อโดยคนอายุ 40 หรือ 50 ปี แต่ตั้งแต่กระเป๋าใบนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อาจจะผ่านทางโซเชียลมีเดีย ก็เห็นความสนใจจากลูกค้าอายุ 20 และ 30 ปีเป็นจำนวนมาก”

 

3 เดือนเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่

 

ตลอดระยะเวลา 3 เดือนในการดำรงตำแหน่ง ทาคาอิจิสามารถสร้างความนิยมและความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างเธอซึ่งเป็นผู้นำสายอนุรักษ์นิยมขวาจัด กับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ได้อย่างมาก

 

หลายคลิปวิดีโอของเธอกลายเป็นไวรัลดังในโซเชียลมีเดีย ทั้งการแสดงฝีมือดวลกลองกับประธานาธิบดี อี แจมยอง ของเกาหลีใต้ ในเพลง Golden จากภาพยนตร์แอนิเมชันยอดนิยมเรื่อง K-Pop Demon Hunters และการถ่ายเซลฟีและร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดเป็นภาษาอิตาลี ให้กับจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีหญิงของอิตาลี

 

ประวัติส่วนตัวของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นลูกสาวของพนักงานออฟฟิศและตำรวจจากจังหวัดนารา ที่สร้างเส้นทางอาชีพนักการเมืองด้วยตนเองโดยปราศจากเส้นสายหรือพื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวย เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้เธอได้รับความนิยมจากประชาชน

 

โดยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของญี่ปุ่นด้วยความขยันหมั่นเพียรและความมุ่งมั่น มากกว่าการได้รับอภิสิทธิ์โดยกำเนิด กลายเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งต่อชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ที่รู้สึกว่าสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ห่างไกลจากช่วงเวลาอันเฟื่องฟูของญี่ปุ่นในอดีต

 

ชนะใจ Young Voter

 

ทั้งนี้ กลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ของทาคาอิจิ ในการนำเสนอตัวตนที่แตกต่างของเธอ ดูเหมือนจะโดนใจหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่เป็น Young Voter ซึ่งอาจช่วยดึงคะแนนเสียงของพรรครัฐบาล LDP ที่เสียไปให้กับพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปีที่แล้วกลับคืนมา

 

มีการประเมินกันว่า กระแสซานะมาเนีย อาจช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลได้รับที่นั่ง สส. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มากถึง 300 ที่นั่ง จากจำนวน สส.ทั้งหมด 465 ที่นั่ง

 

ขณะที่ความเห็นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายคนที่ให้สัมภาษณ์ Japan Times ก็เป็นไปในแง่บวกและชื่นชมทาคาอิจิ

 

โดย เก็นกิ ทาคาฮาชิ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 21 ปี ให้สัมภาษณ์ Japan Times ในการปราศรัยหาเสียงของทาคาอิจิเมื่อวันอังคาร ว่า “รู้สึกเหมือนกับว่าญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว” โดยเขาสังเกตจากการที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนก่อนๆ ล้วนเป็นผู้ชาย และมองว่านี่เป็นการ “เปลี่ยนจากประเพณีมาสู่นวัตกรรม”

 

เคนชิโร คาวาซากิ ผู้สนับสนุนทาคาอิจิวัย 24 ปี มองว่านายกรัฐหญิงคนนี้ “เก่งในเรื่องทำการตลาดให้ตัวเธอเอง” และเสริมว่า “คนรุ่นใหม่มีความอ่อนไหวต่อกลยุทธ์ด้านภาพลักษณ์ของนักการเมืองเป็นพิเศษ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยทั่วไปเริ่มเบื่อหน่ายกับนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ แล้ว”

 

ใช้โซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาด

 

นอกจานี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างชาญฉลาดของทาคาอิจิ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยทาคาอิจิ สร้างฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียได้มากกว่าคู่แข่งของเธออย่างมาก ซึ่งเธอมีผู้ติดตามประมาณ 2.6 ล้านคนบน X เทียบกับโยชิฮิโกะ โนดะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลัก ที่มีผู้ติดตามประมาณ 64,000 คน

 

จากการวิเคราะห์ของเว็บไซต์ข้อมูลทางการเมือง Senkyo.com ในเดือนพฤศจิกายน พบว่าจำนวนยอดการดูวิดีโอ YouTube ที่เกี่ยวข้องกับทาคาอิจินั้นสูงกว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคอย่างมาก ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

เมื่อเธอเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ความสนใจในวิดีโอ YouTube ของทาคาอิจิ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของจำนวนผู้ชมพรรคคู่แข่งอย่าง Sanseito ในช่วงที่พรรคมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงระหว่างการเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ข้อความที่ชัดเจนของทาคาอิจิเกี่ยวกับนโยบายการใช้จ่ายงบประมาณและความมั่นคงของชาติ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เฉียบคมขึ้น อาจช่วยดึงคะแนนเสียงกลับคืนมา

 

ทั้งนี้ มาซากิ ฮาตะ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์โอซาก้ามองว่า “คนรุ่นเก่ามักชอบการสื่อสารที่เน้นฉันทามติ” ขณะที่ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ตอบสนองต่อการนำเสนอที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา และผู้นำที่สามารถผลักดันนโยบายไปข้างหน้าได้”

 

อ้างอิง :

The post จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Your Pace: เราไม่ได้ช้าลง เราแค่ไม่วิ่งในเพซของคนอื่น https://thestandard.co/life/your-pace-find-own-rhythm/ Tue, 03 Feb 2026 09:13:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1173228 ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น

ความเหนื่อยของคนยุคนี้ บางทีไม่ได้มาจากการใช้ชีวิตช้าเก […]

The post Your Pace: เราไม่ได้ช้าลง เราแค่ไม่วิ่งในเพซของคนอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น

ความเหนื่อยของคนยุคนี้ บางทีไม่ได้มาจากการใช้ชีวิตช้าเกินไป
แต่เปรียบเหมือนการพยายามวิ่งให้ทันเพซ (Pace) ที่ไม่ใช่ของตัวเอง

 

โซเชียลมีเดียทำให้เราเห็นความสำเร็จของคนอื่นตลอดเวลา ใครได้งานใหม่ ใครย้ายประเทศ ใครมีชีวิตที่ดู “ไปไกลกว่า” ภาพเหล่านี้ค่อยๆ สร้างแรงกดดันแบบเงียบๆ จนหลายคนเริ่มสงสัยว่า เรากำลังช้าลง หรือจริงๆ แล้วเราแค่ไม่ได้วิ่งบนลู่วิ่งเดียวกับเขา

 

ในทางจิตวิทยา ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่า comparison fatigue ความเหนื่อยล้าจากการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น แต่กลับบั่นทอนคุณค่าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Social Comparison Theory ของ Leon Festinger ที่อธิบายว่า มนุษย์มีแนวโน้มประเมินคุณค่าของตัวเองผ่านการเปรียบเทียบกับผู้อื่นโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจนอย่าง “ความสำเร็จในชีวิต”

 

ปัญหาคือ บนโซเชียล เราไม่ได้เปรียบเทียบชีวิตทั้งก้อน แต่เปรียบเทียบไฮไลต์ของคนอื่น กับเบื้องหลังทั้งหมดของตัวเอง เพซที่เห็นจึงไม่ใช่เพซจริง และเส้นทางที่ดูเหมือนเร็ว อาจไม่ใช่เส้นทางที่เราจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน นั่นเป็นเหตุผลที่กำลังบอกว่าเราไม่ควรเปรียบเทียบ เพราะมันไม่ได้แค่ขโมยความสุขของเราไป แต่มันยังขโมยความมั่นคงทางใจของเราไปด้วย และทำให้เราหลงลืมว่าแต่ละคนมีต้นทุนชีวิต เวลา และภาระที่ไม่เหมือนกันเลย

 

“การตั้งคำถามกับเพซของตัวเองจึงสำคัญที่สุดเสมอ เพซที่ใช่ อาจไม่ใช่เพซที่เร็วที่สุด แต่คือเพซที่ทำให้เรายังหายใจได้ ยังพักได้ และยังรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง”

 

ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 1ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 2ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 3ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 4ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 5ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 6ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 7ภาพประกอบแนวคิด 'Your Pace' ชวนให้คิดถึงการใช้ชีวิตตามจังหวะของตัวเอง โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับความเร็วของผู้อื่น 8

The post Your Pace: เราไม่ได้ช้าลง เราแค่ไม่วิ่งในเพซของคนอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
36 ล้านเอนเกจเมนต์! โซเชียลตั้งคำถาม 5 ปมร้อน ‘ประกันสังคม’ จากระบบ 850 ล้าน สู่งบดูงาน-ชุดสูท https://thestandard.co/social-security-850m-issues/ Sat, 31 Jan 2026 05:19:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1171746 ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์สำนักงานประกันสังคมกับประเด็นคำถามเรื่องการบริหารงานและงบประมาณที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่บีบคั้น ‘สิทธิประโยชน์ประกั […]

The post 36 ล้านเอนเกจเมนต์! โซเชียลตั้งคำถาม 5 ปมร้อน ‘ประกันสังคม’ จากระบบ 850 ล้าน สู่งบดูงาน-ชุดสูท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์สำนักงานประกันสังคมกับประเด็นคำถามเรื่องการบริหารงานและงบประมาณที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่บีบคั้น ‘สิทธิประโยชน์ประกันสังคม’ ได้กลายเป็นฟางเส้นสำคัญที่ผู้คนใช้ยึดเหนี่ยวเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต แต่ในเดือนแรกของปี 2569 กลับพบแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อโลกออนไลน์ตั้งคำถามต่อการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อย่างดุเดือด จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ลุกลามไปทั่วทุกแพลตฟอร์ม

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ ‘Zocial Eye’ ระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2569 พบว่ามีข้อความพูดถึงประกันสังคมรวมกว่า 418,614 ข้อความ และมียอดเอนเกจเมนต์สูงถึง 36,504,629 ครั้ง

 

ข้อมูลชี้ชัดว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของการพูดถึงประเด็นนี้ (61.93%) ในขณะที่ TikTok (27.93%) กลายเป็นช่องทางกระจายข่าวที่รวดเร็วที่สุด และนี่คือ 5 ประเด็นร้อนที่สะท้อนว่าผู้ประกันตนไม่ได้ต้องการแค่สิทธิ์ในการรักษาฟรี แต่ต้องการความโปร่งใสในการบริหารเงินกองทุน

 

ประเด็นแรกที่สร้างแรงสั่นสะเทือนหนักที่สุดคือ วิกฤตระบบล่มมูลค่า 850 ล้านบาท ซึ่งกวาดเอนเกจเมนต์ไปกว่า 8 ล้านครั้ง ความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ (Web App) ที่มีมูลค่าการลงทุนมหาศาล แต่กลับเกิดปัญหาขัดข้องและล่าช้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่เดือดร้อนซึ่งไม่สามารถเบิกเงินเยียวยาได้ทันท่วงที

 

จนเกิดเสียงสะท้อนว่า “หักเงินไว แต่พอจะเอาคืน บอกระบบพัง” ชาวเน็ตต่างตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์นี้ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างจริงจัง

 

ประเด็นที่สองคือ ‘แนวคิดการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร’ ที่ได้รับความสนใจสูงถึง 4.5 ล้านเอนเกจเมนต์ โดยเฉพาะข้อเสนอในการแยก สปส. ออกจากระบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท

 

ประเด็นนี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดหลังมีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อศึกษาโครงสร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม สังคมยังคงถกเถียงและกังวลว่าการขาดกลไกกำกับดูแลที่รัดกุมอาจส่งผลเสียในระยะยาว รวมถึงประเด็นการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่ผู้ประกันตนคาดหวังความโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

ประเด็นที่สามเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ ในกรณี ‘ชุดสูท 35 ล้าน – บินดูงานหรู’ ซึ่งมียอดเอนเกจเมนต์รวมกันกว่า 2.7 ล้านครั้ง การจัดซื้อชุดสูทสำหรับเจ้าหน้าที่มูลค่า 35 ล้านบาท และการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของผู้บริหาร ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความคุ้มค่าและการจัดลำดับความสำคัญ

 

ในขณะที่สถานะทางการเงินของกองทุนและคุณภาพการบริการผู้ประกันตนยังคงมีปัญหา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกำแพงที่สร้างความไม่เชื่อมั่นและตอกย้ำภาพลักษณ์การใช้จ่ายที่อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน

 

ประเด็นที่สี่คือวิกฤตศรัทธาต่อ ‘ธรรมาภิบาลเงินกองทุน’ จากกรณีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และหุ้นที่มีปัญหา ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกออนไลน์จนกวาดเอนเกจเมนต์ไปถึง 1.6 ล้านครั้ง ความกังวลว่าเงินสมทบจากหยาดเหงื่อแรงงานถูกนำไปบริหารจัดการอย่างไม่โปร่งใส

 

นำไปสู่การเรียกร้องให้มีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดและบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อพิสูจน์ว่าเงินทุกบาทจะถูกบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

ประเด็นสุดท้ายคือ ‘การปรับเพิ่มเงินสมทบ’ ที่มียอดเอนเกจเมนต์กว่า 1.2 ล้านครั้ง เมื่อผู้ประกันตนต้องเผชิญกับการขยายเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้เงินสมทบรายเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 875 บาท

 

แม้ สปส. จะชี้แจงว่าเป็นไปเพื่อเพิ่มฐานเงินบำนาญในอนาคตและเสริมความมั่นคงให้กองทุน แต่ความไม่เชื่อมั่นที่สะสมจากประเด็นอื่นๆ ทำให้เกิดคำถามว่าเงินที่จ่ายเพิ่มไปจะคุ้มค่าหรือไม่ และจะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใสเพียงใด

 

บทสรุปของปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นและความคาดหวังของผู้ประกันตนที่ต้องการเห็นคุณภาพการบริการและสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง สอดคล้องกับเม็ดเงินที่จ่ายไป

 

เสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่การบริหารงานของกองทุนประกันสังคมต้องยกระดับความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อกู้คืนศรัทธาและเป็นที่พึ่งพิงให้กับแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง

The post 36 ล้านเอนเกจเมนต์! โซเชียลตั้งคำถาม 5 ปมร้อน ‘ประกันสังคม’ จากระบบ 850 ล้าน สู่งบดูงาน-ชุดสูท appeared first on THE STANDARD.

]]>