โควิด-19 สายพันธุ์เดลตา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โควิด-19-สายพันธุ์เดลตา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 15 Jun 2022 04:12:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นพ.ยง โพสต์ ‘โอมิครอน’ ใช้เวลาเพียง 1 เดือนระบาดทั่วไทย เชื่อภายในเดือนนี้จะเข้ามาแทน ‘เดลตา’ เต็มตัว https://thestandard.co/yong-poovorawan-say-omicron-could-take-1-month-spread-throughout-thailand/ Tue, 18 Jan 2022 01:23:57 +0000 https://thestandard.co/?p=583598 นพ.ยง โพสต์ ‘โอมิครอน’ ใช้เวลาเพียง 1 เดือนระบาดทั่วไทย

วันนี้ (18 มกราคม) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยว […]

The post นพ.ยง โพสต์ ‘โอมิครอน’ ใช้เวลาเพียง 1 เดือนระบาดทั่วไทย เชื่อภายในเดือนนี้จะเข้ามาแทน ‘เดลตา’ เต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ยง โพสต์ ‘โอมิครอน’ ใช้เวลาเพียง 1 เดือนระบาดทั่วไทย

วันนี้ (18 มกราคม) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Yong Poovorawan’ ในประเด็นโควิดสายพันธุ์โอมิครอนกำลังเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดลตา โดยระบุว่า

 

“ข้อมูลการศึกษาวิจัยของศูนย์ที่เราทำอยู่ ในการจำแนกสายพันธุ์ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ตัวอย่างส่วนใหญ่จะเป็นในกรุงเทพฯ สายพันธุ์เดลตาเข้ามาแทนที่สายพันธุ์อัลฟายังใช้เวลา 2-3 เดือน แต่สายพันธุ์โอมิครอนแพร่กระจายได้เร็วกว่า ช่วงระยะเวลาเพียงเดือนเดียวสามารถตรวจพบได้ประมาณร้อยละ 90 แล้ว ในช่วงเดือนธันวาคมการตรวจตัวอย่างส่วนใหญ่จะเป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่ในเดือนมกราคมเป็นต้นมา ตัวอย่างทั้งหมดจะเป็นการติดเชื้อในประเทศ ไม่ได้เอาตัวอย่างผู้เดินทางมาจากต่างประเทศมาตรวจแล้ว 

 

“เห็นได้ว่าสายพันธุ์โอมิครอนแพร่ได้เร็วและจะเข้ามาแทนที่ทั้งหมดภายในเดือนนี้ ตามหลักของวิวัฒนาการ”

The post นพ.ยง โพสต์ ‘โอมิครอน’ ใช้เวลาเพียง 1 เดือนระบาดทั่วไทย เชื่อภายในเดือนนี้จะเข้ามาแทน ‘เดลตา’ เต็มตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO ชี้โอมิครอนอาจก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุได้น้อยกว่าเดลตา แต่ไม่ควรจัดอยู่ในประเภทไม่รุนแรง https://thestandard.co/who-omicron-cause-less-severe-illness-in-children-and-elderly-than-delta/ Fri, 07 Jan 2022 05:05:50 +0000 https://thestandard.co/?p=579902 Omicron

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโ […]

The post WHO ชี้โอมิครอนอาจก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุได้น้อยกว่าเดลตา แต่ไม่ควรจัดอยู่ในประเภทไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Omicron

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงสรุปสถานการณ์โควิดที่สำนักงานใหญ่ในนครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวานนี้ (6 มกราคม) โดยชี้ว่า การระบาดที่มากขึ้นของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนดูเหมือนจะก่อให้เกิดผู้ติดเชื้อที่มีอาการป่วยหนักน้อยกว่า เมื่อเทียบกับโควิดสายพันธุ์เดลตา แต่ไม่ควรจัดให้โอมิครอนอยู่ในประเภทไวรัสที่ ‘ไม่รุนแรง (Mild)’

 

“แม้ว่าโอมิครอนจะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเดลตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีน แต่ไม่ได้หมายความว่าควรถูกจัดอยู่ในประเภทไม่รุนแรง” ดร.ทีโดรสกล่าว พร้อมเตือนว่าโอมิครอนยังทำให้ผู้ติดเชื้อเข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตได้

 

“ก็เหมือนกับสายพันธุ์ก่อนๆ โอมิครอนยังทำให้ผู้คนเข้าโรงพยาบาลและคร่าชีวิตผู้คน”

 

เจเน็ต ดิแอซ หัวหน้าทีมการจัดการทางคลินิกของ WHO ซึ่งร่วมในการแถลงข่าว ระบุผลศึกษาวิจัยในระยะแรกแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงที่ผู้ติดเชื้อโอมิครอนจะป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลนั้นลดลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา และดูเหมือนว่าความเสี่ยงที่โอมิครอนจะก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุก็ลดลงด้วยเช่นกัน

 

โดยข้อสังเกตเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ลดลงในการเกิดอาการป่วยรุนแรงจากโอมิครอนนั้นยังสอดคล้องกับข้อมูลอื่นๆ ซึ่งรวมถึงงานวิจัยจากแอฟริกาใต้และอังกฤษ แต่ดิแอซไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ ของงานวิจัย หรืออายุของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการวิเคราะห์

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ดร.ทีโดรส เตือนการเกิดสึนามิผู้ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดทั่วโลกของโอมิครอนและเดลตาในช่วงเดียวกัน ซึ่งหวั่นวิตกว่าอาจส่งผลให้ระบบสาธารณสุขทั่วโลกไม่สามารถรับมือไหวและรัฐบาลนานาประเทศจะไม่สามารถยับยั้งการระบาดได้ 

 

ขณะที่ ดร.ทีโดรส ยังคงย้ำการเรียกร้องความเสมอภาคในการแจกจ่ายและเข้าถึงวัคซีน โดยจากข้อมูลอัตราฉีดวัคซีนทั่วโลกในปัจจุบันพบว่า จะมีถึง 109 ประเทศที่พลาดเป้าการฉีดวัคซีนให้ประชากรครบโดสเกิน 70% ได้ภายในเดือนกรกฎาคมปีนี้ 

 

ซึ่ง ดร.ทีโดรส ชี้ว่าความพยายามเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้านั้นจะช่วยยุติการระบาดในระยะเฉียบพลันได้ ส่วนการเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแค่ในไม่กี่ประเทศ ในขณะที่ยังมีประชาชนทั่วโลกอีกหลายพันล้านคนที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองจากการฉีดวัคซีนครบโดส จะไม่ช่วยให้การระบาดใหญ่ของโควิดยุติลงได้

 

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก www.worldometers.info พบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดสะสมทั่วโลกเพิ่มสูงมากกว่า 300 ล้านคน และเสียชีวิตเกือบ 5.5 ล้านคนแล้ว โดยเมื่อวานนี้เพียงวันเดียวพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่า 2.5 ล้านคน

 

ภาพ: Jay L. Clendenin / Los Angeles Times via Getty Images

อ้างอิง:

The post WHO ชี้โอมิครอนอาจก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุได้น้อยกว่าเดลตา แต่ไม่ควรจัดอยู่ในประเภทไม่รุนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยเบื้องต้นอธิบาย ทำไม ‘โอไมครอน’ ถึงรุนแรงน้อยกว่าโควิดสายพันธุ์อื่น? https://thestandard.co/omicron-less-severe-than-other-strains-research/ Wed, 05 Jan 2022 03:06:04 +0000 https://thestandard.co/?p=579077 โอไมครอน

บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าไขข้อสงสัยเกี่ยวกับโอไม […]

The post ผลวิจัยเบื้องต้นอธิบาย ทำไม ‘โอไมครอน’ ถึงรุนแรงน้อยกว่าโควิดสายพันธุ์อื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอไมครอน

บรรดานักวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าไขข้อสงสัยเกี่ยวกับโอไมครอนว่า เหตุใดมันจึงรุนแรงน้อยกว่า แต่แพร่เชื้อง่ายกว่า เมื่อเทียบกับเชื้อโควิดสายพันธุ์อื่นๆ

 

ผลการศึกษาใหม่ในสัตว์ทดลองและเนื้อเยื่อของมนุษย์โดยทีมวิจัยจากที่ต่างๆ ให้ข้อสรุปที่ตรงกันข้อหนึ่ง นั่นคือ โอไมครอนทำให้ปอดเสียหายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับไวรัสโควิดสายพันธุ์ก่อนๆ และนั่นเป็นสาเหตุที่ว่า เหตุใดสายพันธุ์โอไมครอนจึงทำให้โรคมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆ

 

การศึกษาในหนูและแฮมสเตอร์พบว่า โอไมครอนมักก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ จมูก ลำคอ และหลอดลม ด้วยเหตุนี้ ไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่จึงทำอันตรายต่อปอดน้อยกว่ามาก ในขณะที่สายพันธุ์ก่อนๆ มักทำให้ปอดเสียหาย และทำให้หายใจลำบากอย่างรุนแรง

 

เมื่อครั้งที่มีการรายงานเกี่ยวกับการพบสายพันธุ์โอไมครอนครั้งแรกในแอฟริกาใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายนนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์คาดเดาได้เพียงว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้อาจมีพฤติกรรมแตกต่างไปจากไวรัสสายพันธุ์ก่อนๆ สิ่งที่พอจะทราบในขณะนั้นก็คือ โอไมครอนมีการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมมากกว่า 50 ตำแหน่ง

 

การวิจัยก่อนหน้านั้นแสดงให้เห็นว่า การกลายพันธุ์บางส่วนทำให้ไวรัสสามารถจับเซลล์ได้แน่นขึ้น ขณะที่บางส่วนอาจทำให้ไวรัสหลบเลี่ยงแอนติบอดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันการติดเชื้อ แต่ ดร.รวินทรา กุปตา นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวว่า “คุณไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมของไวรัสได้จากการกลายพันธุ์เท่านั้น”

 

ตลอดเดือนที่ผ่านมา นักวิจัยมากกว่าสิบคณะ รวมถึงคณะของ ดร.กุปตา ได้เฝ้าสังเกตสายพันธุ์โอไมครอนในห้องแล็บ โดยเริ่มจากการทำให้เซลล์ติดเชื้อไวรัสในจานเพาะเชื้อ จากนั้นจึงฉีดไวรัสเข้าไปในจมูกของสัตว์

 

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งศึกษากันอยู่นั้น โอไมครอนได้แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และแพร่เชื้อแม้กระทั่งในผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว หรือเคยป่วยจากโควิดมาแล้ว

 

แต่ขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกลับเพิ่มขึ้นไม่มาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาเบื้องต้นในผู้ป่วยที่บ่งชี้ว่า โอไมครอนอาจทำให้อาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า การค้นพบดังกล่าวมีข้อควรระวังหลายประการ

 

ประการหนึ่งคือ การติดเชื้อโอไมครอนในระยะแรกส่วนใหญ่อยู่ในวงของคนหนุ่มสาว ซึ่งมีโอกาสน้อยกว่าที่จะป่วยหนักจากไวรัสไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหน นอกจากนี้ ผู้ที่ติดเชื้อโอไมครอนกลุ่มแรกๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันจากการที่เคยป่วยเป็นโควิดมาก่อน หรือจากการได้รับวัคซีนมาแล้ว ขณะที่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า โอไมครอนจะออกฤทธิ์รุนแรงน้อยกว่าด้วยหรือไม่ในผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

 

การทดลองกับสัตว์สามารถช่วยขจัดความคลุมเครือเหล่านี้ได้ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์สามารถทดลองโอไมครอนกับสัตว์ชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้ ซึ่งการทดลองมากกว่าห้าการทดลองที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงข้อสรุปเดียวกันคือ โอไมครอนรุนแรงน้อยกว่าเดลตา และสายพันธุ์อื่นๆ

 

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกันได้เผยแพร่รายงานวิจัยเกี่ยวกับแฮมสเตอร์และหนูที่ติดเชื้อโอไมครอน เทียบกับไวรัสโควิดสายพันธุ์อื่นๆ โดยผลการศึกษาพบว่า สัตว์ที่ติดเชื้อโอไมครอนนั้น ปอดถูกทำลายน้อยกว่า น้ำหนักลดลงน้อยกว่า และมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่า

 

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้สึกแปลกใจเป็นพิเศษก็คือ ผลการทดลองในหนูแฮมสเตอร์ซีเรีย โดยการศึกษาพบว่า ในขณะที่แฮมสเตอร์มีอาการไม่รุนแรงจากการติดเชื้อโอไมครอน แต่กลับป่วยหนักจากการติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์ก่อนโอไมครอนทุกสายพันธุ์

 

ดร.ไมเคิล ไดมอนด์ นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และผู้เขียนร่วมของงานวิจัยกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจากสายพันธุ์อื่นๆ ทุกสายพันธุ์ทำให้แฮมสเตอร์เหล่านี้มีอาการป่วยอย่างรุนแรง” ขณะที่การวิจัยอื่นๆ ที่ทดลองกับหนูและแฮมสเตอร์เช่นกันนั้น ต่างก็ได้ข้อสรุปเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้ การศึกษาเหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ทางออนไลน์ แต่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โอไมครอนรุนแรงน้อยกว่าอาจเป็นเรื่องของกายวิภาค ดร.ไดมอนด์และทีมวิจัยของเขาพบว่า ระดับของเชื้อโอไมครอนในจมูกของแฮมสเตอร์เป็นระดับเดียวกับที่พบในสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ แต่ระดับของเชื้อโอไมครอนที่พบในปอดนั้นน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ถึงหนึ่งในสิบหรือต่ำกว่านั้น

 

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงได้ผลการศึกษาที่คล้ายคลึงกันจากการศึกษาชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อที่นำมาจากทางเดินหายใจของมนุษย์ในระหว่างการผ่าตัด โดยในตัวอย่างปอด 12 ตัวอย่าง นักวิจัยพบว่า โอไมครอนเติบโตช้ากว่าเดลตาและสายพันธุ์อื่นๆ

 

นักวิจัยยังได้เพาะเชื้อเนื้อเยื่อจากหลอดลม และพบว่าภายในเซลล์หลอดลมเหล่านั้น โอไมครอนเติบโตเร็วกว่าเดลตา หรือโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิม ในช่วงสองวันแรกของการติดเชื้อ

 

อย่างไรก็ดี ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อติดตามผลการวิจัยเหล่านี้ เช่น การทดลองกับลิง หรือการทดลองในทางเดินหายใจของผู้ที่ติดเชื้อโอไมครอน ซึ่งอาจทำให้เราได้คำอธิบายว่า เหตุใดผู้ที่ติดเชื้อโอไมครอนจึงมีโอกาสเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่าผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา

 

การติดเชื้อไวรัสโควิดนั้นเริ่มต้นที่จมูก หรืออาจจะในปากและลามลงไปที่ลำคอ การติดเชื้อที่มีอาการไม่รุนแรงจะไม่ไปไกลกว่านี้ แต่เมื่อไวรัสลงไปถึงปอดแล้วก็จะสร้างความเสียหายร้ายแรงได้

 

เซลล์ภูมิคุ้มกันในปอดสามารถทำปฏิกิริยารุนแรง กล่าวคือ ไม่เพียงฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังฆ่าเซลล์ที่ไม่ติดเชื้อด้วย ทำให้เกิดการอักเสบ และผนังปอดที่บอบบางได้รับความเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้น ไวรัสยังสามารถเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือด และทำลายอวัยวะอื่นๆ

 

ดร.กุปตาตั้งข้อสงสัยว่า ข้อมูลใหม่ของทีมวิจัยของเขาให้คำอธิบายระดับโมเลกุลว่า เหตุใดจึงไม่ค่อยพบโอไมครอนในปอด

 

เซลล์จำนวนมากในปอดมีโปรตีนที่เรียกว่า TMPRSS2 อยู่บนพื้นผิว ซึ่งสามารถช่วยให้ไวรัสผ่านเข้าสู่เซลล์ได้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ทีมของ ดร.กุปตาพบว่า โปรตีนนี้ไม่สามารถจับโอไมครอนได้ดีนัก ด้วยเหตุนี้ โอไมครอนจึงสามารถแพร่เชื้อในเซลล์ลักษณะนี้ได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา ซึ่งทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ก็ได้ข้อสรุปแบบเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เซลล์มักจะไม่นำพาโปรตีน ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายคำถามที่ว่า เหตุใดจึงพบโอไมครอนในทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่าในปอด

 

ดร.กุปตายังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า โอไมครอนพัฒนาในระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเติบโตในลำคอและจมูก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่า เหตุใดไวรัสจึงอาจมีโอกาสกระจายออกไปในอากาศและไปจับกับสัตว์พาหะ หรือโฮสต์ใหม่ได้ง่าย

 

ทำไมเชื้อโอไมครอนจึงแพร่ได้ง่ายกว่า คำถามที่ยังรอคำตอบ

อย่างไรก็ตาม แม้การศึกษาเหล่านี้จะช่วยอธิบายว่าเหตุใดโอไมครอนจึงทำให้เกิดโรคที่รุนแรงน้อยกว่า แต่ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามที่ว่าทำไมสายพันธุ์นี้จึงแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ง่ายมาก 

 

ซารา เชอร์รี นักไวรัสวิทยาที่ Perelman School of Medicine แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า การศึกษาเหล่านี้ตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปอด แต่ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องการแพร่เชื้อ

 

ดร.ไดมอนด์กล่าวว่า ก่อนที่จะรับรองสมมติฐานที่ว่า TMPRSS2 เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจโอไมครอนนั้น เขาต้องการรอให้มีการศึกษาเพิ่มมากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนแทนที่จะเป็นสัตว์ “ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังเร็วเกินไป” เขากล่าว

 

นักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าการแพร่เชื้อของโอไมครอน ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการหลบเลี่ยงแอนติบอดี ทำให้ไวรัสสามารถเข้าไปในเซลล์ของผู้ที่ได้รับวัคซีนได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ แต่พวกเขาสงสัยว่า โอไมครอนอาจมีคุณสมบัติอื่นๆ อีก

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักวิจัยรายงานว่าสายพันธุ์โอไมครอนมีการกลายพันธุ์ที่อาจทำให้ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate Immunity) อ่อนแอลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนระดับโมเลกุล แต่จะต้องมีการทดลองมากขึ้น เพื่อดูว่านี่เป็นหนึ่งในกุญแจไขความลับของโอไมครอนได้ด้วยหรือไม่

 

ภาพ: Pavlo Gonchar / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post ผลวิจัยเบื้องต้นอธิบาย ทำไม ‘โอไมครอน’ ถึงรุนแรงน้อยกว่าโควิดสายพันธุ์อื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนามัยโลกหวั่น ‘สึนามิ’ โอไมครอน-เดลตา ย้ำอย่าเพิ่งด่วนสรุปสายพันธุ์ใหม่ไม่อันตราย https://thestandard.co/who-fear-of-omicron-delta-tsunami/ Thu, 30 Dec 2021 08:04:39 +0000 https://thestandard.co/?p=577773 โอไมครอน-เดลตา

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนา […]

The post อนามัยโลกหวั่น ‘สึนามิ’ โอไมครอน-เดลตา ย้ำอย่าเพิ่งด่วนสรุปสายพันธุ์ใหม่ไม่อันตราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอไมครอน-เดลตา

ดร.ทีโดร อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดในปัจจุบันว่า ทั้งสองสายพันธุ์ที่พบคือ เดลตาและโอไมครอน จะทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นในวงกว้างประหนึ่งคลื่นยักษ์สึนามิ แต่โดยส่วนตัวก็หวังว่านานาประเทศทั่วโลกจะเร่งวางแผนรับมือ เพื่อให้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดกลายเป็นอดีต

 

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกยังใช้โอกาสนี้เตือนรัฐบาลทั่วโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าเพิ่งชะล่าใจเกี่ยวกับสายพันธุ์โอไมครอนที่เบื้องต้นพบว่ามีอาการไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับตัวกลายพันธุ์อื่นๆ โดยย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปและต้องมีการศึกษาลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิดในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่อาจดูเบาไวรัสโควิดได้

 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ก็คือการเร่งกระจายการฉีดวัคซีนให้ประชากรทุกคนทั่วโลกได้รับวัคซีนป้องกันโควิด ซึ่งจากสมาชิกองค์กรอนามัยโลก 194 ประเทศ มีถึง 92 ประเทศที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศภายในปี 2021 นี้ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่ทุกฝ่ายของประเทศที่พลาดเป้าฉีดวัคซีนจะตั้งเป้าเร่งการฉีดวัคซีนให้คนในประเทศให้ได้ 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในเดือนมิถุนายนปี 2022

 

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก WHO พบว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดทั่วโลกในเวลานี้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 11 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 4.99 ล้านคนแล้ว โดยที่สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 39 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยุโรปเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราเฉลี่ยทั่วโลกพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ค่อยๆ ขยับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา

 

ขณะเดียวกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับไวรัสโควิดสายพันธุ์โอไมครอนกับทางสถานีวิทยุ BBC Radio 4 เมื่อวานนี้ (29 ธันวาคม) ระบุชัดว่า โอไมครอนมีความแตกต่างจากตัวไวรัสโควิดที่ระบาดอยู่ก่อนหน้า จนแทบจะเรียกได้ว่าโอไมครอนไม่ใช่โรคติดต่อแบบเดียวกันกับโควิดที่ระบาดอยู่ก่อนหน้า

 

ทั้งนี้ จอห์น เบลล์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตของรัฐบาลอังกฤษ กล่าวว่า พิจารณาจากอาการที่รุนแรงน้อยกว่าและใช้เวลารักษาที่โรงพยาบาลน้อยกว่าคือไม่เกิน 3 วัน แถมการรักษาในบางรายก็แทบไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จึงอาจกล่าวได้ว่า สายพันธุ์โอไมครอนไม่เหมือนไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาที่ทั่วโลกต้องเผชิญในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

ยิ่งไปกว่านั้น เบลล์ยังชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิดในกลุ่มผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนจนครบโดสแล้วอยู่ในระดับที่น้อยมาก ดังนั้นการฉีดวัคซีนยังคงเป็นหัวใจหลักในการพยายามจัดการกับการระบาดของไวรัสโควิด

 

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์จากออกซ์ฟอร์ดยังแสดงความหวังว่า ภาพเหตุการณ์ที่เลวร้ายอย่างห้องไอซียูเต็มหรือคนป่วยล้นโรงพยาบาล จะเป็นเพียงภาพประวัติศาสตร์ให้จดจำ และไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมอีก

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post อนามัยโลกหวั่น ‘สึนามิ’ โอไมครอน-เดลตา ย้ำอย่าเพิ่งด่วนสรุปสายพันธุ์ใหม่ไม่อันตราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดฉากทัศน์ โอไมครอน ระบาดครั้งสุดท้าย หรือจุดเริ่มต้นวิกฤตใหม่ I NOW & NEXT 2022 https://thestandard.co/thestandardnow271264/ Mon, 27 Dec 2021 12:37:50 +0000 https://thestandard.co/?p=576563 NOW & NEXT 2022

พบรายการพิเศษ NOW & NEXT 2021 มองบทเรียนในปีแห่งควา […]

The post ชมคลิป: เปิดฉากทัศน์ โอไมครอน ระบาดครั้งสุดท้าย หรือจุดเริ่มต้นวิกฤตใหม่ I NOW & NEXT 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
NOW & NEXT 2022

พบรายการพิเศษ NOW & NEXT 2021 มองบทเรียนในปีแห่งความสูญเสียจากการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตาสู่สายพันธุ์โอไมครอน จะเป็นการระบาดครั้งสุดท้ายหรือไม่ หรือจะกลายเป็นวิกฤตที่รอเกิดซ้ำ

 

ร่วมพูดคุยกับ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะ​แพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ดำเนินรายการโดย อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

 

The post ชมคลิป: เปิดฉากทัศน์ โอไมครอน ระบาดครั้งสุดท้าย หรือจุดเริ่มต้นวิกฤตใหม่ I NOW & NEXT 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยแอฟริกาใต้ชี้ความหวังรับมือโอไมครอน หลังพบผู้ติดเชื้อมีโอกาสป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าเดลตาค่อนข้างมาก https://thestandard.co/south-african-research-shows-hope-for-omicron/ Thu, 23 Dec 2021 08:38:54 +0000 https://thestandard.co/?p=574923 COVID

สถาบันโรคติดต่อแห่งชาติ (National Institute for Communi […]

The post งานวิจัยแอฟริกาใต้ชี้ความหวังรับมือโอไมครอน หลังพบผู้ติดเชื้อมีโอกาสป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าเดลตาค่อนข้างมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVID

สถาบันโรคติดต่อแห่งชาติ (National Institute for Communicable Diseases: NICD) ของแอฟริกาใต้ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยล่าสุดที่ชี้ให้เห็นความหวังในการรับมือสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน หลังพบว่าผู้ติดเชื้อโอไมครอนนั้นมีโอกาสป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตาค่อนข้างมาก

 

โดยงานวิจัยฉบับนี้ซึ่งยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่าผู้ติดเชื้อโอไมครอนในช่วงระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน มีอาการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าในช่วงเวลาเดียวกันถึงประมาณ 80% 

 

ขณะที่นักวิจัยทำการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ติดเชื้อโอไมครอนที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และผู้ติดเชื้อเดลตาที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลช่วงเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน พบว่าผู้ติดเชื้อโอไมครอนมีโอกาสที่อาการป่วยจะพัฒนารุนแรงน้อยกว่าเดลตาถึง 70%

 

“ที่น่าสนใจคือ เมื่อรวมกันแล้ว ข้อมูลของเราชี้ว่าเป็นเรื่องราวในด้านบวกที่อาการป่วยรุนแรงของโอไมครอนนั้นจะลดลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น” ศาสตราจารย์เชอริล โคเฮน ของสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติแอฟริกาใต้และหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยกล่าว พร้อมทั้งชี้ว่า ประชาชนในแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่ราว 60-70% นั้นเคยผ่านการติดโควิดมาแล้วจึงอาจมีภูมิคุ้มกันในระดับสูง

 

ทั้งนี้ ศาสตราจาร์ยโคเฮนยังเปิดเผยข้อมูลจากการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโอไมครอนในแอฟริกาใต้ พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโอไมครอนที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตในช่วงนี้ค่อนข้างน้อยกว่าช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเดลตา ถึงแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะสูงกว่ามากก็ตาม

 

ภาพ: Photo by Alet Pretorius / Gallo Images via Getty Images

อ้างอิง:

The post งานวิจัยแอฟริกาใต้ชี้ความหวังรับมือโอไมครอน หลังพบผู้ติดเชื้อมีโอกาสป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่าเดลตาค่อนข้างมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานศึกษาในสกอตแลนด์-แอฟริกาใต้ชี้ ความเสี่ยงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากเชื้อโอไมครอนต่ำกว่าเชื้อเดลตามาก https://thestandard.co/risk-of-hospitalization-from-omicron-lower-than-delta/ Thu, 23 Dec 2021 05:58:12 +0000 https://thestandard.co/?p=574771 เชื้อไวรัสโคโรนา

วานนี้ (22 ธันวาคม) งานศึกษาในสกอตแลนด์และแอฟริกาใต้ชี้ […]

The post งานศึกษาในสกอตแลนด์-แอฟริกาใต้ชี้ ความเสี่ยงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากเชื้อโอไมครอนต่ำกว่าเชื้อเดลตามาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชื้อไวรัสโคโรนา

วานนี้ (22 ธันวาคม) งานศึกษาในสกอตแลนด์และแอฟริกาใต้ชี้ ความเสี่ยงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากเชื้อโอไมครอนต่ำกว่าเชื้อเดลตามาก โดยงานศึกษาในสกอตแลนด์พบว่า ผู้ที่ติดเชื้อโอไมครอนคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลภายหลังจากการติดเชื้อ แม้จะดูเหมือนว่าเชื้อโอไมครอนจะมีแนวโน้มสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ดีกว่าเชื้อเดลตาถึง 10 เท่าก็ตาม

 

ขณะที่งานศึกษาในแอฟริกาใต้พบว่า ชาวแอฟริการาว 70% ที่ติดเชื้อโอไมครอนมีแนวโน้มน้อยมากที่จะพัฒนาไปเป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และ 80% ของผู้ที่ติดเชื้อโอไมครอนมีแนวโน้มน้อยมากที่จะเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งงานศึกษาเบื้องต้นในทั้งสองประเทศนี้บ่งชี้ว่า เชื้อโอไมครอนที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในเวลานี้ในหลายพื้นที่ทั่วโลกอาจมีความอันตรายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเชื้อเดลตา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงอยู่ก่อนแล้ว

 

หลายประเทศในขณะนี้กำลังเผชิญหน้ากับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการสร้างสถิติใหม่กันอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป เมื่อวานที่ผ่านมา ยอดผู้ติดเชื้อในสหราชอาณาจักรก็พุ่งสูงแตะ 1 แสนรายภายในวันเดียว และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกในอนาคต 

 

ขณะที่ ดร.แอนโทนี เฟาซี ที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของทำเนียบขาวระบุว่า แม้ข้อมูลในสกอตแลนด์และแอฟริกาใต้จะบ่งชี้ว่าเชื้อโอไมครอนอาจไม่ได้ร้ายแรงเท่าเชื้อเดลตา แต่สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาอาจแตกต่างออกไปได้ ปริมาณผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากอาจช่วยลดทอนแต้มต่อของระดับความไม่รุนแรงของเชื้อโอไมครอน และผลักในสถานการณ์ในสหรัฐฯ เลวร้ายลงได้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 

ภาพ: Angellodeco / Shutterstock

อ้างอิง:

The post งานศึกษาในสกอตแลนด์-แอฟริกาใต้ชี้ ความเสี่ยงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากเชื้อโอไมครอนต่ำกว่าเชื้อเดลตามาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Twin Epidemic เมื่อ ‘โอไมครอน’ ระบาดซ้อนกับ ‘เดลตา’ https://thestandard.co/twin-epidemic-omicron-and-delta/ Thu, 16 Dec 2021 08:31:31 +0000 https://thestandard.co/?p=572182

ก่อนหน้านี้คำว่า ‘Twindemic’ จะหมายถึงการระบาดของ ‘ไข้ห […]

The post รู้จัก Twin Epidemic เมื่อ ‘โอไมครอน’ ระบาดซ้อนกับ ‘เดลตา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนหน้านี้คำว่า ‘Twindemic’ จะหมายถึงการระบาดของ ‘ไข้หวัดใหญ่’ ที่แทรกซ้อนการระบาดของ ‘โควิด’ ขึ้นมาอีกโรคหนึ่งในฤดูหนาวที่ไข้หวัดใหญ่เคยระบาดอยู่เดิม แต่ในอนาคตคำนี้อาจถูกนำมาใช้เรียกการระบาดของโรคโควิดจาก 2 สายพันธุ์คือ ‘โอไมครอน’ ที่แทรกซ้อน ‘เดลตา’ เพราะคุณสมบัติที่สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ และระบาดพร้อมกันได้

 

  • คำว่า Twindemic มาจากคำว่า Twin (แฝด) + Pandemic (การระบาดใหญ่) เริ่มเป็นที่นิยมใช้ราวเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว Jan Hoffman ผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าว The New York Times เขียนถึงความกังวลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในขณะนั้นว่า จะเกิดการระบาดของโควิดและไข้หวัดใหญ่พร้อมกัน (Twindemic) ในฤดูหนาว และในปีนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการรณรงค์การฉีดวัคซีน 2 ชนิดเพื่อป้องกันทั้ง 2 โรคนี้

 

  • แม้ว่า Twindemic ของไข้หวัดใหญ่ + โควิดไม่เกิดขึ้นจริงในปี 2563 แต่ปลายนี้ Peter Hotez แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัคซีน สหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Houston Public Media เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ว่า “สิ่งที่เรากลัวจะเห็นอย่างน้อยในฤดูหนาวคือการระบาดคู่ (Twin Epidemic) ของสายพันธุ์เดลตา + โอไมครอน เนื่องจากประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อแตกต่างกัน”

 

สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับสายพันธุ์โอไมครอนในขณะนี้คือ 

 

  • ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนยับยั้งไวรัสลดลง 20-40 เท่าเทียบกับสายพันธุ์ดั้งเดิม ในขณะที่สายพันธุ์เดลตาลดลง 10 เท่า 

 

  • วัคซีน AstraZeneca 2 เข็มไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ส่วนวัคซีน Pfizer 2 เข็มป้องกันการติดเชื้อประมาณ 30% 

 

  • แต่การฉีดวัคซีน Pfizer เป็นเข็มกระตุ้นจะยับยั้งไวรัสได้มากขึ้น และป้องกันการติดเชื้อประมาณ 70-75% 

 

  • ส่วนความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำเพิ่มขึ้น 5 เท่าเทียบกับการระบาดระลอกก่อนหน้า (สายพันธุ์อัลฟาหรือเดลตา ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับการกลายพันธุ์บนโปรตีนหนามมากกว่า 30 ตำแหน่งที่เราทราบในช่วงแรก ดังนั้นประชากรกลุ่มเสี่ยงที่สามารถติดเชื้อสายพันธุ์ ‘โอไมครอน’ จึงเป็นทุกคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ในขณะที่ประชากรกลุ่มเสี่ยงของสายพันธุ์ ‘เดลตา’ คือผู้ที่ยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน 

 

  • ดังนั้น Twin Epidemic จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรขณะนี้ 

 

  • จำนวนผู้ติดเชื้อในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มประมาณ 70% โดยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 78,620 ราย เสียชีวิต 165 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนรายใหม่ 4,671 ราย รวมทั้งหมด 10,017 ราย ซึ่งมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุก 2 วัน ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อจริงน่าจะมากกว่านี้ เพราะตัวเลขนี้ไม่รวมผู้ติดเชื้อเข้าข่าย

 

  • “สิ่งที่เราเผชิญอยู่คือสองการระบาด (Two Epidemics) ซ้อนกันของอีกการระบาดหนึ่ง” Chris Whitty หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของอังกฤษกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม “นั่นคือการระบาดของเดลตาที่ยังมีอยู่แบบคงที่ และการระบาดของโอไมครอนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วซ้อนอีกที” ทำให้กังวลว่าจะมีผู้ป่วยที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลและห้องไอซียูเพิ่มขึ้นหลังคริสต์มาสอย่างแน่นอน

 

  • เขาแนะนำว่าประชาชนไม่ควรรวมกลุ่มกันโดยไม่จำเป็น โดย “จัดลำดับความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่สำคัญต่อพวกเขา” และไม่แนะนำให้จัดงานเลี้ยงในสถานที่ทำงาน

 

  • ส่วน Nikki Kanani ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) แนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นในสุดสัปดาห์นี้ แทนที่จะไปชมการแข่งขันกีฬา นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกกฎบังคับการสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และหากเป็นไปได้ให้ทำงานที่บ้าน (Work from Home) แต่ยังสามารถจัดงานเลี้ยงคริสต์มาสและการแสดงในโรงเรียนได้ 

 

อ้างอิง: 

The post รู้จัก Twin Epidemic เมื่อ ‘โอไมครอน’ ระบาดซ้อนกับ ‘เดลตา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานศึกษาชี้ เชื้อโอไมครอนเพิ่มจำนวนเร็วกว่าเดลตา 70 เท่าในเนื้อเยื่อหลอดลม แต่โตช้าลง 10 เท่าในเนื้อเยื่อปอด https://thestandard.co/omicron-spread-70-time-faster-than-delta-kind/ Thu, 16 Dec 2021 07:16:58 +0000 https://thestandard.co/?p=572141 เชื้อโอไมครอน

งานศึกษาในห้องแล็บจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงพบว่า เชื้อโควิดส […]

The post งานศึกษาชี้ เชื้อโอไมครอนเพิ่มจำนวนเร็วกว่าเดลตา 70 เท่าในเนื้อเยื่อหลอดลม แต่โตช้าลง 10 เท่าในเนื้อเยื่อปอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชื้อโอไมครอน

งานศึกษาในห้องแล็บจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงพบว่า เชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนเพิ่มจำนวนเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและเดลตาราว 70 เท่าในตัวอย่างเนื้อเยื่อจากหลอดลม ซึ่งเป็นท่อหลักจากหลอดลมสู่ปอด ซึ่งสามารถอธิบายถึงการที่ไวรัสสามารถแพร่เชื้อได้เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนๆ

 

นอกจากนี้งานศึกษายังพบว่า เชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้เพิ่มจำนวนช้าลง 10 เท่าในเนื้อเยื่อปอด ซึ่งผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า จุดนี้อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงความรุนแรงของโรคที่ลดลง 

 

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล ชาน ชีไว ผู้นำการวิจัยนี้ ระบุว่า ผลลัพธ์นี้จำเป็นต้องตีความอย่างระมัดระวัง เนื่องจากโรคร้ายแรงไม่ได้ถูกกำหนดจากการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของแต่ละคนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องดูด้วยว่าระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักเกินไปหรือไม่ ซึ่งทำเกิดสิ่งที่เรียกว่าพายุไซโตไคน์

 

เขายังระบุด้วยว่า การที่ไวรัสแพร่เชื้อให้คนได้มากขึ้น อาจทำให้คนป่วยหนักและเสียชีวิตได้มากขึ้น แม้ว่าตัวไวรัสเองอาจทำให้เกิดโรคได้น้อยกว่าก็ตาม ด้วยเหตุนี้เมื่อนำมารวมกับงานวิจัยล่าสุดจะพบว่า เชื้อสายพันธุ์โอไมครอนอาจสามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและภูมิคุ้มกันหลังติดเชื้อในอดีตได้บางส่วน

 

ด้าน เจเรมี คามิล รองศาสตราจารย์ด้านจุลวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยลุยเซียนา ชี้ให้เห็นว่าเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่ทำให้เกิดโรคได้มากขึ้นนั้น ก็มีรูปแบบการเพิ่มจำนวนในปอดอย่างช้าๆ คล้ายคลึงกับโอไมครอนเช่นกัน

 

“ผู้เขียนงานวิจัยเหล่านี้พบว่า โอไมครอนเพิ่มจำนวนในเนื้อเยื่อหลอดลมได้เร็วกว่าเดลตาและสายพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบให้ไวรัสในการแพร่เชื้อระหว่างผู้คน

 

“แน่นอนว่าองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการแพร่เชื้อของโอไมครอนในชีวิตจริง คือศักยภาพในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่ช่วยป้องกันเราจากการติดเชื้อในตอนแรก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่เชื้อนี้จะแพร่กระจายได้ดีแม้ในหมู่คนที่ฉีดวัคซีนแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น” คามิลกล่าว

 

ทั้งนี้ ข้อมูลเบื้องต้นที่เผยแพร่ออนไลน์ แต่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญนี้มาจากการทดลองโดยใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อปอดที่เก็บมาจากผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด ซึ่งภายใน 24 ชั่วโมง เชื้อโอไมครอนเพิ่มจำนวนเร็วกว่าเดลตาและสายพันธุ์ดั้งเดิมประมาณ 70 เท่า ถึงแม้ว่าหลอดลมจะไม่ใช่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สิ่งนี้อาจทำให้คนแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น

 

ภาพ: STR / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post งานศึกษาชี้ เชื้อโอไมครอนเพิ่มจำนวนเร็วกว่าเดลตา 70 เท่าในเนื้อเยื่อหลอดลม แต่โตช้าลง 10 เท่าในเนื้อเยื่อปอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอใหญ่สหรัฐฯ ระบุข้อบ่งชี้เบื้องต้น ‘โอไมครอนไม่ร้ายแรงกว่าเดลตา’ https://thestandard.co/anthony-fauci-say-omicron-is-not-harmful-than-delta/ Wed, 08 Dec 2021 04:31:07 +0000 https://thestandard.co/?p=568869 แอนโทนี เฟาซี

ดร.แอนโทนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเช […]

The post หมอใหญ่สหรัฐฯ ระบุข้อบ่งชี้เบื้องต้น ‘โอไมครอนไม่ร้ายแรงกว่าเดลตา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอนโทนี เฟาซี

ดร.แอนโทนี เฟาชี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติของสหรัฐฯ และหัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางการแพทย์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP วานนี้ (7 ธันวาคม) ระบุข้อบ่งชี้ในเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนนั้นไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า โดยเฉพาะเดลตา และเป็นไปได้ว่าจะส่งผลให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยที่เบากว่า

 

โดยความเห็นของ ดร.เฟาชีมีขึ้นในขณะที่นักวิจัยของหลายประเทศกำลังพยายามตรวจสอบความร้ายแรงของโอไมครอน ซึ่งเฟาชีชี้ว่า สิ่งที่รู้และไม่รู้เกี่ยวกับโอไมครอนนั้นแบ่งเป็น 3 พื้นที่ใหญ่ๆ ได้แก่ ความสามารถในการแพร่เชื้อ ไวรัสหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อและวัคซีนได้ดีแค่ไหน และความรุนแรงของอาการป่วยในผู้ติดเชื้อนั้นมากน้อยแค่ไหน

 

“สายพันธุ์ใหม่นี้ค่อนข้างชัดเจนว่าแพร่เชื้อได้สูง อาจจะมากกว่าเดลตาที่เป็นสายพันธุ์หลักของโลกในปัจจุบัน” ดร.เฟาชีกล่าว

 

ขณะที่เขาชี้ว่า ผลทดลองจากห้องปฏิบัติการที่ทดสอบประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันจากวัคซีนในการต้านทานโควิดโอไมครอน จะทราบได้ในอีกไม่กี่วัน หรือใน 1 สัปดาห์ข้างหน้า 

 

ในส่วนคำถามเรื่องความร้ายแรงของโอไมครอน ดร.เฟาชี กล่าวว่า “มันเกือบจะแน่นอนแล้วว่า (โอไมครอน) ไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าเดลตา

 

“มีข้อบ่งชี้บางประการว่ามันอาจจะรุนแรงน้อยกว่าด้วยซ้ำ เพราะเมื่อคุณดูในกลุ่มประชากรที่กำลังติดตามอยู่ในแอฟริกาใต้ จะพบว่าอัตราส่วนระหว่างจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั้นดูเหมือนจะน้อยกว่าเดลตา”

 

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะไม่ตีความข้อมูลนี้มากเกินจริงไป เนื่องจากผู้ติดเชื้อที่ติดตามอาการอยู่นั้นส่วนใหญ่มีอายุน้อยและมีแนวโน้มน้อยกว่าที่จะไม่ป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อีกทั้งอาการป่วยอาจพัฒนาจนรุนแรงขึ้นได้ โดยใช้เวลาหลายสัปดาห์

 

“ผมคิดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพื่อยืนยัน (ข้อมูล) ในแอฟริกาใต้ ที่ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวถูกรายงานเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นเมื่อเรามีผู้ติดเชื้อมากขึ้นทั่วโลก อาจใช้เวลานานกว่านั้นเพื่อดูว่าระดับความรุนแรงเป็นอย่างไร” ดร.เฟาชีกล่าว พร้อมทั้งชี้ว่า กรณีที่ดีที่สุดสำหรับโอไมครอนคือ มันไม่ส่งผลให้เกิดภาวะผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตล้นโรงพยาบาล ส่วนในกรณีเลวร้ายที่สุดคือ โอไมครอนนั้นไม่เพียงแต่มีอัตราการแพร่ระบาดในระดับสูง แต่ยังก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงด้วย

 

“ผมไม่คิดว่ากรณีเลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้น แต่คุณไม่มีทางรู้หรอก”

 

ภาพ: Photo by Chen Mengtong/China News Service via Getty Images

อ้างอิง:

The post หมอใหญ่สหรัฐฯ ระบุข้อบ่งชี้เบื้องต้น ‘โอไมครอนไม่ร้ายแรงกว่าเดลตา’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาล โจ ไบเดน มีแผนรับมือเชื้อโอไมครอนและเชื้อเดลตาในช่วงฤดูหนาวนี้อย่างไร https://thestandard.co/joe-biden-countermeasures-omicron-and-delta-covid/ Fri, 03 Dec 2021 06:13:03 +0000 https://thestandard.co/?p=567280 Joe Biden

วานนี้ (2 ธันวาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธ […]

The post รัฐบาล โจ ไบเดน มีแผนรับมือเชื้อโอไมครอนและเชื้อเดลตาในช่วงฤดูหนาวนี้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joe Biden

วานนี้ (2 ธันวาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศแผนการใหม่เพื่อรับมือเชื้อโอไมครอนและเชื้อเดลตาในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง โดยจะเสริมเกราะป้องกันให้กับพลเมืองอเมริกันควบคู่ไปกับการเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยแผนการนี้จะรวมถึง

 

  1. เดินหน้าฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้นให้กับผู้ใหญ่ทุกคนในประเทศ เพื่อประกันให้ผู้ที่ยังไม่ได้เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นราว 100 ล้านราย ได้รับวัคซีนเข็มนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

  1. ทยอยฉีดวัคซีนให้กับเด็กๆ และให้สถานศึกษาทำการเรียนการสอนต่อไป โดยจะฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่เดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับเด็กที่อายุ 5-11 ปีไปแล้วกว่า 4 ล้านรายทั่วประเทศ

 

  1. ขยายการตรวจหาเชื้อฟรีที่บ้านให้กับพลเมืองอเมริกัน โดยผู้ที่ทำประกันจะได้รับการตรวจฟรีจากบริษัทผู้ให้ประกัน ส่วนผู้ที่ไม่ได้ทำประกันสามารถเข้าใช้บริการจุดตรวจฟรีที่ทางรัฐจัดตั้งไว้คอยบริการกว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ 

 

  1. ยกระดับมาตรการสาธารณสุข เพื่อให้การเดินทางระหว่างประเทศมีความปลอดภัย โดยผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว รวมถึงจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศกับประเทศพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อกลายพันธุ์

 

  1. ปกป้องธุรกิจห้างร้าน ผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจยังเคลื่อนที่ต่อไปได้ โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานและองค์การต่างๆ ช่วยสนับสนุนให้การฉีดวัคซีนโควิดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการเข้าทำงาน เพื่อความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน

 

  1. จัดตั้งทีมฉุกเฉินที่จะเข้ามาช่วยจัดการจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจะจัดสรรจำนวนเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเครื่องมือทางการเเพทย์ ส่งช่วยเหลือพื้นที่ต่างๆ ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดดูท่าจะตึงมือมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

  1. จัดหายาเม็ดรักษาโควิด เพื่อป้องกันการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลและความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรับมือโควิด

 

  1. เดินหน้าปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่จะช่วยสนับสนุนให้พลเมืองโลกเข้าถึงวัคซีนมากยิ่งขึ้น โดยให้คำมั่นจะช่วยส่งมอบวัคซีน 1.2 พันล้านโดสช่วยเหลือประชาคมโลก และช่วยสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตวัคซีน mRNA เพิ่มอีก 1 พันล้านโดสต่อปี โดยจะเริ่มต้นผลิตตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022

 

  1. เตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงทำความเข้าใจเชื้อโอไมครอนมากยิ่งขึ้น และปรับปรุงพัฒนาวัคซีนโควิดให้พร้อมรับมือกับการกลายพันธุ์นี้

 

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน กล่าวขณะประกาศแผนการรับมือเชื้อโอไมครอน หลังสหรัฐอเมริกาเริ่มทยอยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้แล้วว่า “เราจะต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์นี้ด้วยวิทยาศาสตร์และความเร็ว ไม่ใช่ความโกลาหลและความสับสน” 

 

ล่าสุด สหรัฐอเมริกาเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิดแล้วกว่า 464 ล้านโดส พลเมืองราว 198 ล้านราย หรือคิดเป็น 59.6% ของพลเมืองทั้งประเทศ เข้ารับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ราว 21.7% เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นแล้ว

 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

อ้างอิง: 

The post รัฐบาล โจ ไบเดน มีแผนรับมือเชื้อโอไมครอนและเชื้อเดลตาในช่วงฤดูหนาวนี้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดสายพันธุ์โอไมครอน vs. เดลตา ต่างกันอย่างไร อันตรายแค่ไหน? https://thestandard.co/what-is-the-difference-between-covid-19-omicron-vs-delta-species/ Wed, 01 Dec 2021 06:13:38 +0000 https://thestandard.co/?p=566359 โควิด-19 โอไมครอน เดลตา

การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งเป็นสายพ […]

The post โควิดสายพันธุ์โอไมครอน vs. เดลตา ต่างกันอย่างไร อันตรายแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-19 โอไมครอน เดลตา

การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ล่าสุดที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ก่อให้เกิดความกังวลต่อนานาชาติรวมถึงไทย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้โควิดโอไมครอนอยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) ท่ามกลางการจับตามองถึงอันตรายที่แท้จริงของไวรัสสายพันธุ์นี้ หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลจากฝั่งผู้เชี่ยวชาญ ชี้ความเป็นไปได้ที่โควิดโอไมครอนอาจแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า โดยเฉพาะเดลตาซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลกมาตั้งแต่ต้นปี

 

คำถามคือ โอไมครอนนั้นอันตรายมากกว่าเดลตาหรือไม่ และข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ให้คำตอบอะไรเราได้บ้าง?

 

โอไมครอนเลวร้ายกว่าเดลตาไหม?

 

– จนถึงตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอกได้ว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนนั้นเลวร้ายกว่าสายพันธุ์เดลตาหรือไม่ โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่า การกลายพันธุ์ของโอไมครอนบางจุดมีความคล้ายคลึงกับเดลตา รวมถึงสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่างอัลฟา แกมมา และเบตา ซึ่งทั้งหมดถูก WHO จัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวล หมายความว่าโอไมครอนนั้นก็สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายมากเช่นกัน

 

– อันตรายของโอไมครอนที่น่ากังวล คือมันอาจสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการกระตุ้นของวัคซีนได้ และอาจทำให้วัคซีนโควิดที่มีอยู่มีประสิทธิภาพต้านทานการติดเชื้อที่ลดลง 

 

– การกลายพันธุ์ของโอไมครอนมีจำนวนกว่า 50 จุด ซึ่งมากกว่าเดลตา และ 32 จุดเกิดขึ้นในส่วนโปรตีนหนาม ซึ่งเป็นส่วนที่ไวรัสใช้เกาะติดกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์เพื่อก่อให้เกิดการติดเชื้อ ขณะที่โปรตีนหนามของไวรัสเป็นส่วนสำคัญที่วัคซีนใช้เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

 

– ส่วนเดลตาก็มีการกลายพันธุ์ในส่วนที่น่ากลัวและมีการระบาดที่รวดเร็ว ทำให้มันยังเป็นไวรัสโควิดที่อันตรายที่สุดเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

 

– อย่างไรก็ตาม การกลายพันธุ์ของโอไมครอนที่มากกว่าเดลตา โดยเฉพาะในส่วนโปรตีนหนาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโอไมครอนนั้นอันตรายมากกว่าเดลตา ซึ่งจำเป็นต้องรอผลทดสอบที่ชัดเจนจากทีมวิจัยทั่วโลก

 

– โดยนับตั้งแต่ที่พบการแพร่ระบาดของโอไมครอนในแอฟริกาใต้จนถึงตอนนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานและบริษัทผลิตวัคซีนของประเทศต่างๆ หลายทีม กำลังพยายามทดสอบตัวอย่างไวรัสที่ได้จากผู้ติดเชื้อ และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของโอไมครอน เพื่ออธิบายว่าอะไรทำให้มันอาจเป็นเชื้อโควิดสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด 

 

– ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมบางคน ชี้ว่าโอไมครอนนั้นไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในบางส่วน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เดลตาแพร่ระบาดได้ง่ายมากขึ้น

 

“เนื่องจากโอไมครอนขาดการกลายพันธุ์ในส่วนที่ไม่ใช่โปรตีนหนามจำนวนมาก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นส่วนที่ช่วยให้ความแข็งแรงของเดลตาเพิ่มมากขึ้น ผมจะไม่แปลกใจเลย หากประสิทธิภาพในการแพร่ระบาดแท้จริงของโอไมครอนจะคล้ายกับแกมมา” เทรเวอร์ เบดฟอร์ด นักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมและนักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันและศูนย์โรคมะเร็งเฟรด ฮัทชินสัน ในซีแอตเทิล กล่าว

 

– คาดว่าการทดสอบนั้นอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่จะสามารถบอกได้ว่า โอไมครอนอันตรายมากแค่ไหน และสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อที่นำไปสู่อาการรุนแรงได้ไหม รวมถึงตอบคำถามสำคัญคือ “วัคซีนที่มีอยู่ตอนนี้ยังมีผลต้านทานโควิดโอไมครอนอยู่หรือไม่?”

 

อาการของผู้ติดเชื้อโอไมครอนและเดลตา มีอะไรบ้าง?

 

– ดร.แองเจลิก โคเอตซี (Angelique Coetzee) แพทย์ชาวแอฟริกาใต้ที่มีส่วนช่วยในการค้นพบโควิดสายพันธุ์โอไมครอน เปิดเผยต่อสำนักข่าว BBC ว่า ผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์นี้มีอาการ ‘น้อยมาก’ โดยอาการต่างๆ รวมถึง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และเจ็บคอ แต่ไม่สูญเสียการรับรู้กลิ่นหรือรส เหมือนกับไวรัสโควิดสายพันธุ์อื่น

 

– ขณะที่โควิดสายพันธุ์เดลตา มีอาการแตกต่างกับสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้าเช่นกัน โดยมีอาการไอและสูญเสียการรับรู้กลิ่นที่น้อยกว่า และจากงานวิจัยในสหราชอาณาจักร พบว่าปัจจุบัน ผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตาจำนวนมากมีอาการปวดศีรษะและน้ำมูกไหล

 

– อย่างไรก็ตาม จากอาการดังกล่าว ยังเร็วเกินไปที่จะอ้างได้ว่าผู้ติดเชื้อโควิดโอไมครอนนั้นมีอาการที่เลวร้ายกว่าเดลตา แม้จะมีหลักฐานจากคำบอกเล่าที่ระบุว่าผู้ติดเชื้อโควิดโอไมครอนมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง และมีแนวโน้มที่กลุ่มคนอายุน้อยและเด็กจะเกิดอาการป่วยรุนแรงได้น้อยกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งจากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขแอฟริกาใต้พบว่า ผู้ติดเชื้อโควิดโอไมครอนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุน้อย

 

ภาพ: Photo by CDC/API/Gamma-Rapho via Getty Images

อ้างอิง:

The post โควิดสายพันธุ์โอไมครอน vs. เดลตา ต่างกันอย่างไร อันตรายแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ ปิดตลาดเช้าร่วงหนัก 24 จุด กังวลโควิดสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดได้เร็วกว่าเดลตา https://thestandard.co/thai-stocks-dropped-24-points-due-to-coronavirus/ Fri, 26 Nov 2021 07:14:03 +0000 https://thestandard.co/?p=564537

ตลาดหุ้นไทยในช่วงการซื้อขายของภาคเช้าของวันนี้ (26 พฤศจ […]

The post ‘หุ้นไทย’ ปิดตลาดเช้าร่วงหนัก 24 จุด กังวลโควิดสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดได้เร็วกว่าเดลตา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นไทยในช่วงการซื้อขายของภาคเช้าของวันนี้ (26 พฤศจิกายน) ดัชนีปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง โดยมาปิดการซื้อขายในภาคเช้าที่ระดับ 1,624.27 จุด ลดลง 24.19 จุด หรือ 1.47% ซึ่งการปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นไปตามตลาดหุ้นในต่างประเทศ จากความกังวลที่มีต่อการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งระบาดง่ายกว่าสายพันธุ์เดลตา

 

โดยดัชนี Nikkei 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 28,779 จุด ลดลง 2.44% ส่วนดัชนี Hang Seng ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ระดับ 24,213 จุด ลดลง 2.13%

 

ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลดลง 1.4% ในช่วงเช้าวันนี้ เป็นผลจากความกังวลที่มีต่อการระบาดของโควิดสายพันธุ์ Nu (B.1.1.529) ที่มีแนวโน้มแพร่ระบาดง่ายกว่าสายพันธุ์เดลตา และอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดน้อยลงไป

 

“ปัจจุบันตรวจพบในประเทศแถบแอฟริกา ได้แก่ แอฟริกาใต้ บอตสวานา และฮ่องกง มีผู้ติดเชื้อจากแอฟริกาใต้เดินทางไป” ฝ่ายวิจัย บล.เอเชียพลัสระบุ

 

สำหรับหุ้นกลุ่มที่ปรับลดลงหนักในวันนี้ นำโดยหุ้น AOT และหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ส่วนหุ้นกลุ่มที่สามารถปรับตัวในแดนบวกได้ เป็นหุ้นในกลุ่มยางและถุงมือยาง รวมไปถึงหุ้นโรงพยาบาล

The post ‘หุ้นไทย’ ปิดตลาดเช้าร่วงหนัก 24 จุด กังวลโควิดสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดได้เร็วกว่าเดลตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหราชอาณาจักรเฝ้าจับตาเชื้อเดลตากลายพันธ์ุ สายพันธุ์ AY.4.2 หลังพบผู้ติดเชื้อแล้วราว 6% https://thestandard.co/uk-monitoring-mutant-delta-strain-ay42/ Thu, 21 Oct 2021 05:53:37 +0000 https://thestandard.co/?p=550674 UK

วานนี้ (20 ตุลาคม) ทางการสหราชอาณาจักรเฝ้าจับตาเชื้อไวร […]

The post สหราชอาณาจักรเฝ้าจับตาเชื้อเดลตากลายพันธ์ุ สายพันธุ์ AY.4.2 หลังพบผู้ติดเชื้อแล้วราว 6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
UK

วานนี้ (20 ตุลาคม) ทางการสหราชอาณาจักรเฝ้าจับตาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ AY.4.2 ซึ่งเป็นการกลายพันธ์ุจากเชื้อสายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2) ที่ตรวจพบครั้งแรกในอินเดีย ซึ่งในขณะนี้เชื้อเดลตาถือเป็นสายพันธ์ุหลักที่แพร่ระบาดอย่างหนักในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงสหราชอาณาจักร โดยมีราว 6% ที่บ่งชี้ว่ามีลักษณะทางพันธุกรรมใหม่ที่ต่างออกไปจากเชื้อเดลตาดั้งเดิม

 

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานยืนยันว่าเชื้อสายพันธุ์ AY.4.2 หรือ เดลตาพลัส นี้จะสามารถติดต่อหรือแพร่กระจายเชื้อได้ดีกว่าเชื้อเดลตาเดิมหรือไม่อย่างไร อีกทั้งเชื้อกลายพันธุ์ใหม่นี้ยังอยู่ในอัตราการแพร่กระจายเชื้อที่ต่ำและยังไม่ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มกลายพันธ์ุที่น่ากังวล (Variants of Concern: VOC) หรือ กลุ่มกลายพันธ์ุที่น่าสนใจ (Variants of Interest: VOI) แต่อย่างไรก็ตาม ทางการยังจำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจอีกสักระยะ

 

โดยเชื้อเดลตาสายพันธ์ุดั้งเดิมนั้น สหราชอาณาจักรจัดให้อยู่ในกลุ่ม VOC ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2021 ที่ผ่านมา หลังจากที่แย่งชิงพื้นที่จากเชื้ออัลฟา (B.1.1.7) กลายเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักได้ในที่สุด ก่อนที่จะมีการระบุว่า เชื้อเดลตากลายพันธ์ุชนิดใหม่คือ สายพันธุ์ AY.4.2 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

การกลายพันธ์ุของเชื้อเกิดขึ้นตลอดเวลา ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่ทำให้เชื้อมีประสิทธิภาพในการต้านทานวัคซีนหรือสร้างช่องโหว่ให้กับวัคซีนโควิด ซึ่งในขณะนี้พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ AY.4.2 แล้วในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก โดยประเทศจำนวนไม่น้อยจึงเร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster Shot) ให้กับกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะติดเชื้อรุนแรงได้ และพยายามควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 

ภาพ: Orpheus FX / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สหราชอาณาจักรเฝ้าจับตาเชื้อเดลตากลายพันธ์ุ สายพันธุ์ AY.4.2 หลังพบผู้ติดเชื้อแล้วราว 6% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย เผยวัคซีน Sputnik Light มีประสิทธิภาพ 70% ในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตา https://thestandard.co/russia-unveiled-sputnik-light-capability-at-70-percents/ Fri, 15 Oct 2021 08:37:01 +0000 https://thestandard.co/?p=548603 Sputnik Light

วันที่ 13 ตุลาคม กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย (Rus […]

The post กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย เผยวัคซีน Sputnik Light มีประสิทธิภาพ 70% ในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sputnik Light

วันที่ 13 ตุลาคม กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย (Russian Direct Investment Fund: RDIF) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบาดวิทยาและจุลชีววิทยากามาเลยา (Gamaleya National Research Center of Epidemiology and Microbiology) จัดงานแถลงข่าวและนำเสนอข้อมูลจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ผ่านทางแอปพลิเคชัน Zoom โดยมีตัวแทนจากนานาชาติ ทั้งรัฐมนตรี หน่วยงานด้านสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชนจากทั่วโลก รวมถึงตัวแทนจากประเทศไทย คือ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค และ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติเข้าร่วมงานในคร้ังน้ี

 

ภายในงานมีการนำเสนอข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีน Sputnik Light ที่มี ประสิทธิภาพถึง 70% ในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตา โดยวัคซีน Sputnik Light หรือวัคซีน Sputnik V เข็มแรก เป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสพาหะท่ีถูกทำให้ฤทธ์ิอ่อนลงจนปลอดภัย ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ มาตัดต่อเพื่อช่วยนำส่งสารพันธุกรรมท่ีต้องการกระตุ้นภูมิคุมกันเข้าไปในร่างกายมนุษย์ โดยชนิดที่นำมาใช้ในวัคซีน Sputnik Light คืออะดีโนไวรัส ซีโรไทป์ 26 จากมนุษย์ (Human Adenovirus Serotype 26) ตัดต่อสารพันธุกรรมของส่วนโปรตีนหนาม (spike protein) ของเชื้อโควิด เข้าไปเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของผู้ที่ได้ร้บวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับต้านเชื้อโควิด

 

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน เชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตานั้นแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว และการกลายพันธุ์ดังกล่าวยังส่งผลให้เชื้อไวรัสหลบหลีกภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดียิ่งข้ึน จึงทำให้ประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโควิดลดลง แต่ด้วยวัคซีน Sputnik Light สามารถช่วยแก้ปัญหาในประเด็นนี้ได้ โดยนำวัคซีน Sputnik Light มาใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster)ให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดอื่นๆ จนครบโดสแล้วได้ทุกชนิด ด้วยแนวทางนี้จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตามากกว่า 83% และช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้มากกว่า 94% ซึ่งขณะน้ีมีการใช้วัคซีนชนิดน้ีเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sputnik V ครบโดสแล้วในประเทศรัสเซีย

 

วัคซีน Sputnik Light ยังสามารถนํามาฉีดให้กับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนด้วย การฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียวได้ (one-shot Sputnik Light) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการ ป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตาได้สูงถึง 70% ในช่วง 3 เดือนแรกหลังได้รับวัคซีนและมีประสิทธิภาพสูงถึง 75% เมื่อฉีดในอาสาสมัครที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีจากผลการศึกษาทางคลินิกในกลุ่มตัวอย่าง 28,000 คน โดยผลการศึกษาประสิทธิภาพน้ี ทางสถาบันวิจัยระบาดวิทยาและจุลชีววิทยากามาเลยาได้วิเคราะห์และส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ลงในนิตยสาร medRxiv ในสัปดาห์น้ี

 

ปัจจุบันวัคซีน Sputnik Light ได้รับอนุญาตให้ใช้ในกว่า 15 ประเทศ และอยู่ระหว่างขั้นตอนการขอข้ึนทะเบียนในอีก 30 ประเทศ โดยหน่วยงานพันธมิตรของกองทุน ความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย (RDIF) จากประเทศต่างๆ มากกว่า 10 ประเทศ เช่น อินเดีย จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม เม็กซิโก อาร์เจนตินา เซอร์เบีย ตุรกี ฯลฯ จะเป็นผู้ ผลิตวัคซีน Sputnik Light รวมถึงสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (The Serum Institute of India) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก ขณะที่วัคซีน Sputnik V ได้รับอนุญาตให้ใช้ใ้น 70 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นจำนวนประชากรที่ได้รับวัคซีนน้ีมากกว่า 4 พันล้านคน

 

ประสิทธิภาพของ Sputnik Light ในฐานะของวัคซีนเดี่ยว (one-shot Sputnik Light)

วัคซีน Sputnik Light สามารถนำมาฉีดให้กับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ด้วยการ ฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียวได้ (one-shot Sputnik Light) โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตาได้สูงถึง 70% ในช่วง 3 เดือนแรกหลังได้รับวัคซีน และมีประสิทธิภาพสูงถึง 75% เมื่อฉีดในอาสาสมัครท่ีมีอายุต่ำกว่า 60 ปี จากผลการศึกษาทางคลินิกในกลุ่มตัวอย่าง 28,000 คน ในกรุงมอสโก เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผลการศึกษาประสิทธิภาพนี้ ทางสถาบันวิจัยระบาดวิทยาและจุลชีววิทยากามาเลยา ได้วิเคราะห์และส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ลงใน medRxiv ในสัปดาห์น้ี 

 

ประสิทธิภาพของ Sputnik Light ในฐานะวัคซีนกระตุ้น (Booster)

วัคซีน Sputnik Light สามารถนํามาใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster) ให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนชนิดอื่นๆ จนครบโดสแล้วได้ทุกชนิด ด้วยแนวทางนี้จะทําให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตามากกว่า 83% และช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้มากกว่า 94% ซึ่งขณะน้ีมีการใช้วัคซีนชนิดน้ีเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sputnik V ครบโดสแล้วในประเทศรัสเซีย 

 

อ้างอิง:

  • กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย (Russian Direct Investment Fund / RDIF)

The post กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติรัสเซีย เผยวัคซีน Sputnik Light มีประสิทธิภาพ 70% ในการป้องกันการติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิศทางค่าเงินบาทไทยปี 2565 กับ 4 ปัจจัยสำคัญ https://thestandard.co/thai-baht-value-2022-on-4-factors/ Wed, 13 Oct 2021 12:21:48 +0000 https://thestandard.co/?p=547801 ค่าเงินบาท

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทไทยปรับตัวอ่อนค่าที่ระ […]

The post ทิศทางค่าเงินบาทไทยปี 2565 กับ 4 ปัจจัยสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินบาท

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทไทยปรับตัวอ่อนค่าที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่าสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยมีแนวโน้มการอ่อนค่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากระดับ 32.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เปลี่ยนแปลงสูงถึง 4.8% ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในกลุ่มสกุลเงินเอเชีย และหากเทียบตั้งแต่ต้นปี 2564 สกุลเงินบาทในปีนี้ถือเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย และสูงกว่าสกุลเงินเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่าง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แม้จะมีบางช่วงที่เคยปรับตัวแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

การอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปีของค่าเงินบาท นำมาด้วยคำถามสำคัญที่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าภายในประเทศต่างก็สงสัยถึงแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงปลายปีนี้และในปีหน้าว่า จะมีทิศทางเป็นอย่างไร มีโอกาสจะอ่อนค่าต่อเนื่องไปมากกว่านี้หรือไม่ ซึ่งปัจจัยที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางค่าเงินบาทไทยในอนาคต ทั้งทิศทางการแข็งค่าและการอ่อนค่าของสกุลเงินบาทมี 4 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

 

ปัจจัยแรก การระบาดของโรคโควิดสายพันธุ์เดลตาภายในประเทศไทย ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปี เนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 แนวโน้มการเติบโตต่ำของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติยังคงชะลอการลงทุนในประเทศไทยต่อไป ปัจจุบัน แม้สถานการณ์การระบาดปรับตัวดีขึ้น จากระดับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง 

 

แต่ประเด็นเรื่องการระบาดของโรคโควิดก็ยังคงมีผลทำให้เงินบาทไทยอ่อนค่าอยู่ในระดับที่สูงอยู่ ดังนั้น หากจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 นี้ ก็อาจช่วยให้ค่าเงินบาทไทยมีความน่าสนใจในมุมมองนักลงทุนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น และส่งผลต่อแนวโน้มการแข็งค่าในระยะสั้นได้ 

 

ปัจจัยที่ 2 แนวโน้มการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในช่วงปลายปี 2564 นี้ และตลอดปี 2565 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศมากน้อยเพียงใด เนื่องจากรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดหายไปตั้งแต่เริ่มต้นการระบาดของโรคโควิด ในเดือนมีนาคมปี 2563 การขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวส่งผลทำให้ดุลบริการ อันเป็นส่วนหนึ่งของดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยติดลบต่อเนื่องมากว่า 5 ไตรมาส ซึ่งการขาดดุลบัญชีการชำระเงินถือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เงินบาทไทยอ่อนค่าลงมากในปีนี้ ดังนั้น ในปี 2565  สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยจึงถือว่ามีผลสำคัญต่อการกำหนดทิศทางค่าเงินบาท หากมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ก็อาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดมีการขาดดุลลดลง ค่าเงินบาทไทยก็มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าได้อีกในอนาคต

 

ทั้งสองปัจจัยส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต ในขณะที่ยังมีอีก 2 ปัจจัยที่อาจส่งผลในเชิงตรงกันข้าม ที่จะทำให้ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องไปอีก 

 

ปัจจัยที่ 3 แนวโน้มการส่งออกและการนำเข้าในปี 2565 ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุปทาน (Supply Shock) จากทั้งราคาต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ที่ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ของประเทศไทย ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยปี 2564 ที่เกินดุลลดลงเนื่องจากการนำเข้าของประเทศไทยมีการเติบโตที่ดีเมื่อเทียบกับการส่งออก

 

ในปี 2565 ภาคการส่งออกไทยมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับปี 2564 เนื่องจากการส่งออกปี 2564 ได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าเกษตรและสินค้าในต่างประเทศปริมาณมากตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศ ส่งผลทำให้การส่งออกของประเทศไทยในปีนี้เติบโตได้ดี และถือเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 

 

แต่ในช่วงปี 2565 ปัญหาเรื่องราคาต้นทุนสินค้า ราคาวัตถุดิบด้านอุตสาหกรรมการเกษตรและพลังงาน ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้ภาคการผลิตได้รับผลกระทบ จนทำให้การส่งออกปรับตัวต่ำลง ขณะเดียวกัน ภาคการนำเข้า ก็อาจมีการคงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมูลค่าสินค้านำเข้าในกลุ่มพลังงาน เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตามราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันสหรัฐฯ ที่เพิ่งมีการปรับตัวสูงสุดในรอบ 7 ปี เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะยาวอาจกลับมาอยู่ระดับสูง หากอุปทานของน้ำมันยังมีอยู่อย่างจำกัด  

 

ดังนั้น แนวโน้มดุลการค้าในปี 2565 จึงมีทิศทางที่จะเกินดุลน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนทำให้ ค่าเงินบาทไทยมีการอ่อนค่าต่อเนื่องเพิ่มขึ้นไปอีก

 

และสุดท้าย ปัจจัยที่ 4 ถือเป็นปัจจัยภายนอกสำคัญ คือการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องด้วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการฟื้นตัวที่ดีเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจอื่นๆ ทั่วโลก จากการสนับสนุนของมาตรการทางการคลัง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จำเป็นต้องตึงตัวมากขึ้น โดยมีแผนการปรับลดการซื้อสินทรัพย์ (QE Tapering) และปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์เป็นที่น่าสนใจกว่าสกุลเงินอื่น และทำให้เงินบาทไทยและสกุลเงินเอเชียอ่อนค่าต่อเนื่อง 

 

จากการศึกษาผลกระทบของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ต่อเงินบาทไทยในช่วงปี 2556-2558 พบว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 ถึงมกราคม 2557 จะพบว่าค่าเงินบาทมีการอ่อนค่า 12.1% ตลอดช่วงระยะเวลาที่มีการประกาศแผนลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ และต่อมาในช่วงปี 2558 ตลาดการเงินมีการคาดการณ์ถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินบาทไทยก็ยิ่งมีการอ่อนตัวต่อเนื่อง โดยอ่อนค่ากว่า 11.7 % ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม 2558 ถึงกันยายน 2558 จนทำให้ค่าเงินบาทแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 36.37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

 

สรุปในภาพรวมปี 2565 ปัจจัยด้านการควบคุมการระบาดของโรคโควิด ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติ และเพิ่มความต้องการเงินบาทให้สูงขึ้น แต่เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อาจเป็นไปได้อย่างช้าๆ ประกอบกับทิศทางสกุลเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นทั่วโลก อาจส่งผลให้ทิศทางเงินบาทไทยโดยรวมยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี 2565

The post ทิศทางค่าเงินบาทไทยปี 2565 กับ 4 ปัจจัยสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัยเผย วัคซีน Pfizer ต้านเชื้อเดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนเหลือ 53% หลัง 4 เดือน ชี้ยังลดโอกาสนอนโรงพยาบาลได้ดี https://thestandard.co/researcher-say-pfizer-vaccine-could-fight-delta/ Tue, 05 Oct 2021 03:14:59 +0000 https://thestandard.co/?p=544065 Pfizer

วานนี้ (4 ตุลาคม) นักวิจัยเผยว่า วัคซีนโควิดชนิด mRNA จ […]

The post นักวิจัยเผย วัคซีน Pfizer ต้านเชื้อเดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนเหลือ 53% หลัง 4 เดือน ชี้ยังลดโอกาสนอนโรงพยาบาลได้ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pfizer

วานนี้ (4 ตุลาคม) นักวิจัยเผยว่า วัคซีนโควิดชนิด mRNA จาก Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพต้านการติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธ์เดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนที่จะลดลงเหลือ 53% หลังผ่านไป 4 เดือน เมื่อเทียบกับสายพันธุ์กลายพันธุ์อื่นๆ ประสิทธิภาพหลังจากฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือนจะอยู่ที่ 97% ก่อนที่จะลดลงเหลือ 67% หลังผ่านไป 4 เดือน

 

โดยทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากประวัติการรักษาสุขภาพกว่า 3.4 ล้านรายของระบบสุขภาพ Kaiser Permanente Southern California ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2020 – 8 สิงหาคม 2021 โดยมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธ์ุเดลตาเพิ่มสูงขึ้นจาก 0.6% ในเดือนเมษายนมาเป็นเกือบ 87% ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

จากรายงานการวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร The Lancet วานนี้ ยืนยันว่า วัคซีน Pfizer ยังมีประสิทธิภาพสูง สามารถลดความเสี่ยงการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือมีอาการโคม่าจากการติดเชื้อกลายพันธุ์สายพันธ์ต่างๆ ได้สูงกว่า 90% แม้จะได้รับวัคซีนครบโดสไปแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

 

ทางด้าน ดร.ลูอิส โจดาร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ของ Pfizer ระบุว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และสาเหตุอาจไม่ได้มาจากเชื้อเดลตาหรือไวรัสกลายพันธ์ุชนิดอื่นที่สามารถหลบหลีกการป้องกันของวัคซีนได้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า วัคซีน BNT162b2 จาก Pfizer มีประสิทธิภาพในการต้านโควิดกลายพันธ์ุที่น่ากังวล (VOC) ทุกสายพันธุ์ รวมถึงเชื้อเดลตาได้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Thiago Prudencio / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post นักวิจัยเผย วัคซีน Pfizer ต้านเชื้อเดลตาได้ 93% หลังฉีดเข็ม 2 ไปแล้ว 1 เดือน ก่อนเหลือ 53% หลัง 4 เดือน ชี้ยังลดโอกาสนอนโรงพยาบาลได้ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHO ระบุ ‘เชื้อเดลตา’ ยังคงเป็นเชื้อที่น่ากังวลมากที่สุดขณะนี้ แม้จะตรวจพบเชื้อโควิดกลายพันธ์ุชนิดใหม่อย่าง ‘เชื้อมิว’ https://thestandard.co/who-says-delta-remains-the-most-concerning/ Wed, 08 Sep 2021 02:38:53 +0000 https://thestandard.co/?p=534228 เชื้อเดลตา

วานนี้ (7 กันยายน) องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เชื้อ […]

The post WHO ระบุ ‘เชื้อเดลตา’ ยังคงเป็นเชื้อที่น่ากังวลมากที่สุดขณะนี้ แม้จะตรวจพบเชื้อโควิดกลายพันธ์ุชนิดใหม่อย่าง ‘เชื้อมิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชื้อเดลตา

วานนี้ (7 กันยายน) องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธ์ุสายพันธุ์เดลตา (B.1.617.2) ยังคงเป็นเชื้อที่น่ากังวลมากที่สุดในขณะนี้ แม้จะมีการตรวจพบเชื้อโควิดกลายพันธ์ุชนิดใหม่อย่าง ‘เชื้อมิว’ (B.1.621) ที่มีแนวน้มจะสามารถหลบเลี่ยงและต้านทานภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนหรือการเคยติดเชื้อโควิดได้

 

ด้วยความสามารถที่แพร่กระจายเชื้อได้ดีกว่าเชื้อไวรัสดั้งเดิมที่ตรวจพบที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีน ส่งผลให้เชื้อเดลตากลายเป็นเชื้อสายพันธ์ุหลักที่ตรวจพบแล้วอย่างน้อยใน 170 ประเทศทั่วโลกภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่เชื้อมิวที่ตรวจพบครั้งแรกในโคลอมเบียเมื่อช่วงต้นปี 2021 ที่ผ่านมา และตรวจพบเชื้อแล้วอย่างน้อย 39 ประเทศ แต่ในภาพรวมเชื้อมิวกลับมีแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลงและยังคงอยู่ในระดับต่ำ

 

ทางด้าน ดร.ไมค์ ไรอัน หัวหน้าทีมฉุกเฉินของ WHO ระบุว่า “เชื้อไวรัสต่างพยายามที่จะขึ้นมาแข่งขันกับเชื้อไวรัสแถวหน้าซึ่งในขณะนี้คือเชื้อเดลตา และมีแนวโน้มที่เชื้อเดลตาจะเหนือกว่าเชื้อกลายพันธ์ุอื่นๆ อย่างเชื้อมิว

 

ถ้าเชื้อมิวยกระดับกลายเป็นเชื้อที่น่ากังวล เราจำเป็นต้องศึกษาอาการของโรคและหาวิธีพัฒนาขีดความสามารถของวัคซีนโควิด” 

 

แต่อย่างไรก็ตาม WHO ก็จะเฝ้าจับตาเชื้อกลายพันธ์ุชนิดใหม่นี้ พร้อมกำหนดให้เชื้อมิวกลายเป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ที่อยู่ในกลุ่มการกลายพันธ์ุที่น่าสนใจ (Variants of Interest: VOI) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมกับเชื้ออีตา (B.1.525) เชื้อไอโอตา (B.1.526) เชื้อแคปปา (B.1.617.1) และเชื้อแลมป์ดา (C.37) และหากมีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า เชื้อมีระดับความรุนแรงมากขึ้น แพร่กระจายเชื้อได้มากขึ้น ก็จะเลื่อนระดับให้อยู่ในกลุ่มการกลายพันธ์ุที่น่ากังวล (Variants of Concern: VOC) ซึ่งในขณะนี้มีเชื้อกลายพันธ์ุที่ WHO จัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ 4 สายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้ออัลฟา (B.1.1.7) เชื้อเบตา (B.1.351) เชื้อแกมมา (P.1) และเชื้อเดลตา (B.1.617.2)

 

ขณะที่ ดร.แอนโทนี เฟาชี ที่ปรึกษาทางด้านการแพทย์ประจำทำเนียบขาว ระบุว่า ทางการสหรัฐอเมริกาจะเฝ้าจับตาการกลายพันธ์ุของเชื้อมิว พร้อมพยายามศึกษาและทำความเข้าใจเชื้อกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ ให้มากขึ้น

 

“พวกเรากำลังเฝ้าจับตาเชื้อกลายพันธุ์นี้อย่างจริงจัง แต่เรายังไม่ได้พิจารณาให้เชื้อมิวกลายเป็นภัยคุกคามใหม่ในทันที”

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

ภาพ: Richard Juilliart / Shutterstock

อ้างอิง:

The post WHO ระบุ ‘เชื้อเดลตา’ ยังคงเป็นเชื้อที่น่ากังวลมากที่สุดขณะนี้ แม้จะตรวจพบเชื้อโควิดกลายพันธ์ุชนิดใหม่อย่าง ‘เชื้อมิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดสายพันธุ์เดลตาระบาด อาจกระทบนโยบายอยู่ร่วมกับโควิดของสิงคโปร์ https://thestandard.co/singapore-delta-strain-of-covid-may-affect-the-coexistence-policy-with-covid/ Tue, 07 Sep 2021 07:50:53 +0000 https://thestandard.co/?p=533991 Singapore

ทางการสิงคโปร์เตือนว่าอาจกลับมาใช้มาตรการจำกัดกิจกรรมเพ […]

The post โควิดสายพันธุ์เดลตาระบาด อาจกระทบนโยบายอยู่ร่วมกับโควิดของสิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singapore

ทางการสิงคโปร์เตือนว่าอาจกลับมาใช้มาตรการจำกัดกิจกรรมเพื่อควบคุมโควิดอีกครั้ง หากไวรัสสายพันธุ์เดลตายังระบาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายของสิงคโปร์ที่ต้องการดำเนินชีวิตโดยปรับตัวเข้ากับไวรัส

 

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเพิ่มขึ้นเท่าตัวในสัปดาห์ที่แล้ว (สิ้นสุด ณ วันที่ 5 กันยายน) เป็น 1,200 ราย ขณะที่ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อสะสมของสิงคโปร์อยู่ที่ระดับ 68,901 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 55 ราย

 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ลอเรนซ์ หว่อง หัวหน้าคณะทำงานด้านโควิด-19 ของสิงคโปร์ กล่าวว่า มันไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันที่ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์วิตกกังวลเท่านั้น แต่ยังเป็นอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสที่รวดเร็วด้วย

 

“เราทราบจากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ว่า เมื่อเคสผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้น จะทำให้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารักษาในห้อง ICU เพิ่มขึ้น และมีผู้ป่วยจากไวรัสมากขึ้น” หว่อง กล่าว

 

ในช่วงที่เกิดการระบาดอย่างหนักก่อนหน้านี้ สิงคโปร์ดำเนินนโยบายเชิงรุกที่เรียกว่า ‘Covid Zero’ โดยจำกัดกิจกรรมต่างๆ อย่างเข้มงวด เช่น ปิดร้านอาหาร ปิดพรมแดน และบังคับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายน รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศแผนที่จะดำเนินชีวิตร่วมกับโควิด โดยพยายามควบคุมการระบาดด้วยการกระจายวัคซีนและติดตามการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลแทนที่จะจำกัดการดำเนินชีวิตของพลเมือง

 

ภาพ: Suhaimi Abdullah / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post โควิดสายพันธุ์เดลตาระบาด อาจกระทบนโยบายอยู่ร่วมกับโควิดของสิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดลตาทำเศรษฐกิจจีนสะเทือน ภาคการผลิตส่งสัญญาณชะลอ เกิดวิกฤตขนส่ง https://thestandard.co/chinese-economy-after-delta-strain-covid-outbreak/ Wed, 01 Sep 2021 03:16:02 +0000 https://thestandard.co/?p=531612 Chinese economy

สถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนั […]

The post เดลตาทำเศรษฐกิจจีนสะเทือน ภาคการผลิตส่งสัญญาณชะลอ เกิดวิกฤตขนส่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chinese economy

สถานการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักเคยคาดการณ์ว่าจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้ เริ่มมีแนวโน้มว่าจะไม่เป็นไปตามคาด หลังหลายพื้นที่ในประเทศจีนต้องหันกลับมาใช้มาตราการล็อกดาวน์หรือจำกัดการเดินทางอย่างเข้มงวดอีกครั้ง เนื่องจากการระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลตาระลอกใหม่

 

โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานผลการสำรวจกิจกรรมการผลิตในประเทศประจำเดือนสิงหาคม พบว่าลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จาก 50.4 ในเดือนกรกฎาคมก่อนหน้า หรืออยู่เหนือระดับ 50 เล็กน้อย ซึ่งแม้จะสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 50 คือแสดงการขยายตัวมากกว่าหดตัว กระนั้นตัวเลขดังกล่าวก็ถือเป็นอัตราเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นวิกฤตการระบาดของโควิด

 

ขณะเดียวกัน ตัวเลขอุตสาหกรรมบริการของจีนเดือนสิงหาคม กลับแสดงสัญญาณหดตัวอย่างชัดเจน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนสิงหาคม ลดลงมาอยู่ที่ 47.5 จากระดับ 53.3 ในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนีที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคบริการของจีนหดตัวลงในเดือนสิงหาคม

 

นอกจากนี้มีรายงานว่า ทางการจีนได้เร่งเดินหน้าปฏิรูประบบบริการสุขภาพของประเทศ ด้วยโครงการนำร่องที่มุ่งกำหนดราคาค่าบริการด้านสุขภาพของสถาบันการแพทย์และโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศจีน เพื่อควบคุมต้นทุนการบริการรักษาของผู้บริโภคชาวจีน พร้อมรับรองคุณภาพการให้บริการควบคู่ไปกับการรักษาประโยชน์ของฝ่ายทีมแพทย์พยาบาลผู้ให้บริการ

 

สื่อท้องถิ่นของทางการจีนรายงานว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานะของกองทุนประกันสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยค่ารักษาพยาบาลของชาวจีน กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับอัตราการเกิดภายในประเทศที่ลดต่ำลง กระตุ้นให้ต้องมีการปฏิรูปบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ตัวเลขที่ลดลงแสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจจีนได้รับแรงกดดันจากการที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด ซึ่งแม้จะประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการที่ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้ว แต่การประกาศใช้มาตรการเข้มงวดทั้งการระดมตรวจหาเชื้อให้กับประชาชนหลายล้านคนทั่วประเทศ และการคุมเข้มจำกัดการเดินทางที่หมายรวมถึงการปิดท่าเรือสำคัญ ทำให้ต้นทุนและราคาวัตถุดิบแพงขึ้นจนมีแนวโน้มกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีน

 

วันเดียวกัน มีรายงานว่า ทางการจีนเตรียมเดินหน้าปฏิรูประบบบริการสุขภาพของประเทศด้วยโครงการนำร่องที่มุ่งกำหนดราคามาตรฐานของบริการจากสถาบันการแพทย์หรือโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ หวังช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคไปพร้อมๆ กับการยกระดับคุณภาพการให้บริการ และรักษาแรงจูงใจของบุคลากรทางการแพทย์ผู้ให้บริการ

 

โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่กองทุนประกันสังคมของจีน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้กับชาวจีน กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการเติบโตของประชากรสูงอายุที่สวนทางกับอัตราการเกิด ทำให้ทางการจีนจำเป็นต้องหารูปแบบการให้บริการทางสุขภาพที่มีคุณภาพและคุ้มค่า

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหรือข้อบกพร่องของบริการสุขภาพก็คือกลไกในการกำหนดราคามาตรฐานสำหรับบริการทางการแพทย์ ทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคหรือพื้นที่ต่างๆ รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทางการแพทย์ในการกำหนดราคา

 

ดังนั้นทางการจีน รวมถึงสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งชาติจีน (National Healthcare Security Administration: NHSA) และคณะกรรมาธิการสุขภาพแห่งชาติจีน (National Health Commission: NHC) ได้ออกแนวทางสำหรับโครงการนำร่อง ซึ่งจะควบคุมการปรับราคาของสถาบันการแพทย์ของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ในส่วนของโรงพยาบาลเอกชนสามารถกำหนดราคาโดยอิงกับราคาตลาดทั่วไป กระนั้นจีนจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกฎระเบียบและกรอบการดำเนินการที่จำเป็น เช่น การตรวจสอบราคา การเรียกโรงพยาบาลมาพูดคุย และการเปิดเผยราคาต่อสาธารณะ

 

ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ทางการจีนสามารถประหยัดงบประมาณได้ปีละหลายพันล้านหยวนหลังนำโครงการประมูลระดับชาติมาใช้ เนื่องจากทำให้บริษัทผู้ผลิตยาเกิดการแข่งขันด้านราคาเพื่อขายผลิตภัณฑ์ยาในราคาที่สมเหตุสมผลจำนวนมากให้กับทางโรงพยาบาลของรัฐ ช่วยให้มีทุนเพิ่มสำหรับบริการด้านสุขภาพบางอย่างได้

 

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางรายงานข่าวการเดินหน้าตรวจสอบแหล่งรายได้และการเสียภาษีของบรรดาดารานักแสดงชื่อดังของวงการบันเทิงจีน คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ Central Commission for Discipline Inspection (CCDI) ได้ตีพิมพ์บทความเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ CCDI ระบุว่า วัฒนธรรมแฟนคลับที่ขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็วตามอุตสาหกรรมบันเทิง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนและผลักดันของนักลงทุนเอกชนที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ โกยรายได้เข้ากระเป๋าเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ เจียง หยู (Jiang Yu) นักวิจัยของศูนย์วิจัยพัฒนาแห่งสภา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมบันเทิงของจีนมีมูลค่ามหาศาล โดยในปี 2019 อุตสาหกรรมดังกล่าวมีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงถึง 4.44 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 4.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วก็คือการอาศัยกระแสความนิยมของแฟนคลับเป็นตัวผลักดัน ดังนั้นนักแสดงบางราย แม้ฝีมือการแสดงมีไม่มาก ผลงานยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่กลับสามารถมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะข่าวซุบซิบต่างๆ โดยที่ข่าวเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นความจงใจของบรรดานายทุนที่ต้องการสร้างกระแสเพื่อโกยกำไร

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของอุตสาหกรรมบันเทิงและวัฒนธรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งยังมุ่งเน้นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มากเกินไป ทำให้เงินทุน เหล่าไอดอล และแฟนดอม หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า ฟานฉวน (Fanquan) ซึ่งหมายถึงกลุ่มแฟนคลับของดารานักแสดง กลายเป็นเครือข่ายห่วงโซ่กำไรเต็มรูปแบบที่รับใช้ระบบทุนเพื่อสร้างผลกำไร

 

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงทำให้เกิดความกังขาต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคลากรในแวดวงบันเทิงจีนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายของจีน รวมถึงความจำเป็นในการเดินหน้าปฏิรูปอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง


อ้างอิง: 

 


 

เตรียมพบกับฟอรัมที่ผู้บริหารต้องดูก่อนวางแผนกลยุทธ์ปีหน้า! The Secret Sauce Strategy Forum คัมภีร์กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตปี 2022


📌
เฟรมเวิร์กกลยุทธ์ใช้ได้จริง
📌
ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยโลก
📌
เทรนด์ผู้บริโภคการตลาด
📌
เคสจริงจากผู้บริหาร

 

ซื้อบัตรได้แล้วที่ www.zipeventapp.com/e/the-secret-sauce

 

#TheSecretSauceStrategyForum2022

The post เดลตาทำเศรษฐกิจจีนสะเทือน ภาคการผลิตส่งสัญญาณชะลอ เกิดวิกฤตขนส่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>