เมื่อคุณเดินเข้าสู่นิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องพระราชวังโบ […]
The post ผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเล่าย้อนเรื่องประวัติศาสตร์ในอดีต appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อคุณเดินเข้าสู่นิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องพระราชวังโบราณ คุณคงคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพเก่าที่เล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ หรืออาจเห็นแบบจำลองของอาคารหรือโบราณสถานที่เคยตระหง่านเป็นจุดเด่นของพื้นที่นั้นๆ
แต่การนำเสนอนิทรรศการสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดผู้คนยุคปัจจุบันที่พยายามก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหัวข้อที่ว่าด้วยเรื่องอดีตกาล ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ที่เห็นผ่านตากันมาครั้งแล้วครั้งเล่า
วังน่านิมิต เปิดให้เข้าชมตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และใครที่แวะเวียนไปที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมา อาจสะดุดตากับการจัดสรรพื้นที่ห้องสตูดิโอชั้น 4 ในแบบที่เราอาจไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักในการนำเสนอนิทรรศการในเมืองไทย
นอกจากการจัดพื้นที่เป็นสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ จุดที่เป็นแผนที่แบบ Interact Map ที่นำผังของวังหน้าในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ซ้อนทับกับผังเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน สร้างการมีส่วนร่วมโดยตรง อีกทั้งภาพขยายของพระที่นั่งคชกรรมประเวศและพลับพลาสูง ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้ลึกซึ้งกว่าแค่อ่านจากตัวอักษรและดูภาพเก่า ทั้งหมดนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิทรรศการที่เน้นเรื่องการสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยีในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

Interactive Map สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมเพียงแค่ขยับมือ
Photo: ธัญรดา เลิศวิไลรัตน์
บทความตอนที่ผ่านมาๆ THE STANDARD พาผู้อ่านย้อนอดีต เพื่อทำความเข้าใจเรื่องวังหน้าแบบปูพื้นตั้งแต่ต้นกำเนิดของตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสมัยอยุธยา มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ผ่านเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ จนเข้าสู่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการโดยตรง เราจะปิดท้ายซีรีส์ ‘วังน่านิมิต’ ด้วยการพูดคุยกับ เกียรติยศ พานิชปรีชา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิท สตูดิโอ จำกัด ที่รับหน้าที่ผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการสำคัญที่ว่าด้วยบทสำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย

เกียรติยศ พานิชปรีชา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิท สตูดิโอ จำกัด
Photo : สลัก แก้วเชื้อ
อยากให้จำกัดความให้คนทั่วไปเข้าใจว่าสิ่งที่บิท สตูดิโอทำคืออะไรบ้าง
มีเวอร์ชันสั้นกับยาวครับ (หัวเราะ) เวอร์ชันสั้นก็คือ คนทั่วไปก็จะบอกว่าเราทำ Interactive Media เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ ถ้าเป็นเวอร์ชันยาวก็คือ จริงๆ แล้ว ความตั้งใจของบริษัทคือ เราต้องการจะรวมกลุ่มคนจากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์ คนทำอิเล็กทรอนิกส์ คนทำแมคคานิกส์ คนเรียนทางศิลปะ นักออกแบบ มารวมกลุ่มกัน ซึ่งจริงๆ คำจำกัดความที่ต่างประเทศเขาใช้คือคำว่า Creative Technologist หมายถึงเอาคนสายสร้างสรรค์กับคนสายเทคนิคมาอยู่ด้วยกัน เพื่อทำงานเทคโนโลยีอะไรบางอย่างที่สร้างสรรค์
ส่วนมากงานของเราจะเก่งทางด้านงานวิจัย ด้านเทคนิค งานเทคโนโลยีด้านงานระบบ งานอะไรที่มันลึกๆ หน่อย แต่เราเอามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับอุตสาหกรรมใหม่ๆ หรืองานอีเวนต์ครับ
คือผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและศิลปะใช่ไหม
ใช่ครับ จริงๆ บริษัทเปิดมาปีที่ 6 แล้ว ตั้งแต่ช่วงแรกๆ เรามีความตั้งใจที่จะรวมกลุ่มคนไทยเก่งๆ เพื่อออกมาสร้าง นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และสร้างออกมาเป็นสวนสนุก interactive อันนี้คือเป้าหมายของเราในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา แล้วสวนสนุก interactive ก็กำลังจะเปิดช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ที่เอ็มควอเทียร์ ข้างในก็เหมือนเราเอาเทคโนโลยีต่างๆ ใส่เข้าไปให้คนเข้ามาสร้างสรรค์อะไรบางอย่างผ่านเทคโนโลยีได้อย่างงานต่างประเทศ เราก็มีทำให้ที่ซิลลิคอน แวลลีย์ ที่แอตเลนตา นิวยอร์ก โดยเราทำควบคู่กับเพนตาแกรม ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบระดับโลกบริษัทหนึ่งที่มีสาขาหลายประเทศ แต่ที่เราทำงานด้วยคือ อยู่ที่สหรัฐอเมริกา เราก็จะดูแลส่วนที่เป็นเทคนิคต่างๆ ให้เขา เขียนโปรแกรม สร้างศิลปะ หรือ Generative Art ของพวกนี้มันจะขายได้ที่เมืองนอก เมืองไทยจะขายไม่ค่อยได้เท่าไร
แสดงว่าความสามารถของคนไทยในเรื่องนี้ก็เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล
ใช่ครับ เป็นที่ยอมรับ คือแต่ก่อนผมทำงานอยู่ที่อเมริกา อังกฤษ ตอนก่อนไปเราก็จะมีความเชื่อว่า จริงๆ แล้วเราอาจจะสู้ฝั่งโน้นไม่ได้ แต่พอเราไปอยู่ในพื้นที่นั้นจริงๆ คือ เราเก่งกว่าเยอะเลย (หัวเราะ) ผมคิดว่า บางทีคนเก่งๆ ไม่ค่อยอยู่รวมตัวกันในไทย ผมก็เลยอยากจะรวมคนเก่งจากหลายสาขามาเพื่อนำเสนอแนวคิดและส่งเทคโนโลยีออกไปทางฝั่งโน้น เพราะคนไทยดังเรื่องความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่ดังเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งจริงๆ แล้วเราเก่งเทคโนโลยีด้วย คนอื่นอาจจะไม่รู้

Photo : สลัก แก้วเชื้อ
ลองเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าไปทำอะไรบ้างที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ
ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ เรียนด้านซอฟต์แวร์มา ตอนเรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาฯ ผมมีความสนใจมากๆ และชอบอะไรที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับจักรกลหรือคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นก็เลยทำงานวิจัยเกี่ยวกับด้าน Speech Recognition การเรียนรู้เสียงและคำภาษาไทย เหมือน Siri ครับ แต่ว่าตัวนี้สมัยก่อนมันยังไม่มี ก็ทำกับอาจารย์ เสียงคือหนึ่งในปฏิสัมพันธ์ ส่วนอื่นๆ ก็จะมี สัมผัส มีภาพ ซึ่งพวกนี้ต้องใช้งานกับเซ็นเซอร์อะไรบางอย่างที่จะได้รับข้อมูลเข้าไปแล้วก็เอาไปใช้ ตอนไปเรียนต่อก็เลยโฟกัสด้านนี้พร้อมกับสนใจคอมพิวเตอร์กราฟิกด้วย เพราะชอบเรื่องดีไซน์ สุดท้ายพอเรียนจบก็เลยไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ทำงานด้านวิชวลเอฟเฟกต์ ทำซีจีหนังครับ
ซีจีที่เราดูทุกวันนี้ ทีมข้างในมันจะมีสองทีมใหญ่ๆ คือทีมทำแอนิเมชันและทำกราฟิก กับทีมที่เขียนโปรแกรมเพื่อช่วยแก้ปัญหา ผมก็เข้าไปอยู่ในทีมที่เขียนโปรแกรมช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ก็จะทำพวกหนังต่างๆ อย่างตอนที่ย้ายจากอเมริกาไปอยู่อังกฤษก็ได้ทำหนังเรื่อง Gravity เป็นโปรเจกต์ใหญ่มากๆ อันหนึ่งที่เราได้ไปช่วยทำคือ ในวงการวิชวลเอฟเฟกต์เอง จริงๆ แล้วพื้นฐานความรู้ที่ใช้มันค่อนข้างเหมือนกับตอนที่นำมาใช้ กล่าวคือ เอาพื้นฐานความรู้มาประยุกต์ใช้กับหลายๆ วงการได้ ตอนอยู่ที่อังกฤษเลยมีความคิดว่า ด้วยความรู้ที่เรามี น่าจะกลับมาทำอะไรบางอย่าง เพื่อส่งไปฝั่งโน้นได้
เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันของคนมากมาย งานนิทรรศการก็ไม่มีข้อยกเว้น
จริงๆ ก่อนที่จะมีการนำเทคโนโลยีมาผสมผสาน ผมว่าคนจะเห็นเป็นลักษณะของที่ตั้งโชว์นิ่งๆ อย่างตอนเด็ก ผมไปพิพิธภัณฑ์ ก็จะดูว่าอันนี้คือไหจากยุคสมัยนี้ ก็จะมีกระดาษเขียนอยู่ข้างล่าง เราก็ไปยืนอ่าน แล้วก็พยายามจะมองว่า อันนี้ที่จับมันมีดีไซน์เป็นแบบนี้เพราะอะไร เราก็ต้องมอง แล้วก็มองขึ้นมาด้านบน ทำความเข้าใจกับตัวหนังสือ ทีนี้พอเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา อย่างพวก AR ถ้าอยากจะแก้ปัญหาอันเมื่อกี้ที่เราต้องมาดูของจริง มาอ่านรายละเอียดในกระดาษ คือถ้ามันมีลักษณะที่เราหยิบอะไรขึ้นมาส่องแล้วมันบอกเลยว่า สมัยก่อนตรงนี้เขาดีไซน์มาแบบนี้เพราะอะไร แล้วสมมติมันมีอะไรแตกหัก อันนี้ก็จะเสริมเข้าไปว่า ก่อนหน้านี้มันมีแบบนี้ด้วย คือมันจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เพิ่มเติมทำให้เป็นภาพเห็นได้ชัดขึ้น ทำให้ประสบการณ์ในการรับข้อมูลมันง่ายมากขึ้นและเข้าใจมากขึ้นครับ ผมว่านี่คือความต่างของสมัยก่อนกับปัจจุบัน
มันสร้างภาพจำได้เร็วใช่ไหม
ครับ เหมือนจริงๆ คนมีปฏิสัมพันธ์หรือ interaction กับข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น
ย้อนกลับไปตอนที่คุณเล่าว่าด้วยความที่เรามีประสบการณ์ทั้งที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ก็เลยอยากจะรวมกลุ่มคนเก่งๆ ทำงานด้านนี้ เพื่อส่งออกไอเดียไปขายที่เมืองนอกบ้าง มีบริษัทที่ทำแบบนี้อยู่ก่อนหน้านี้หรือเปล่า
ในประเทศไทย จริงๆ ถ้าส่งออกลักษณะแบบนี้ ผมไม่เคยเห็นนะครับ ผมคิดว่า อย่างน้อยเราน่าจะเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีเชิงลึกมาใช้ร่วมกับศิลปะและการออกแบบ เช่น เราใช้ Machine Learning หรือ Computer Vision นำมาประยุกต์ใช้ อย่าง Machine Learning ผมยังไม่เคยเห็นใครใช้เลย นอกจากเรา อย่างตัวนี้ถ้าคนนึกถึง ก็จะนึกถึงการเอาไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆในองค์กร ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรหนักๆ แต่จริงๆ แล้วเราเอามาประยุกต์ใช้ในวงการนี้ได้ค่อนข้างเนียน ทำให้จริงๆ คนอาจไม่รู้ว่าเราใช้ Machine Leaning
ถ้าจะเปรียบเทียบเรื่องการเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ในพิพิธภัณฑ์ การจัดนิทรรศการ ระหว่างเมืองไทยกับเมืองนอกแตกต่างกันอย่างไร
จริงๆ ต้องยอมรับว่า ที่เมืองนอกเขาทำมาก่อนเรา โดยที่เมืองนอกเอง อย่างเทคโนโลยี AR ผมก็เคยไปทดลองใช้ก็รู้สึกว่ามันไปค่อนข้างไกลมาก หรือบางพิพิธภัณฑ์เองเขาก็ใช้ Machine Learning มาช่วยในการค้นหาวัตถุ หรือข้อมูลต่างๆที่ผู้ชมสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเขามายืนแล้วทำหน้าลักษณะหนึ่ง แล้วตัวซอฟต์แวร์ก็ตรวจจับใบหน้าว่า เขาทำหน้าแบบไหน เช่น ทำหน้าอ้าปาก มันก็แสดงให้เห็นเลยว่า ในพิพิธภัณฑ์นี้มีรูปอะไรที่เหมือนกับรูปอ้าปากบ้าง เช่น รูประบายสีบนกำแพงของพีระมิด เขาก็จะแมตช์แล้วก็บอกว่า ของที่ลักษณะคล้ายๆ แบบนี้อยู่ที่นี่ หรือให้คนทำท่าทางว่า ท่าลักษณะแบบนี้มันแมตช์กับอะไร ให้วาดเลยก็ได้ เช่น เราสนใจแต่ไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าอะไร เราสนใจของที่ลักษณะรูปร่างประมาณนี้ แล้วก็ลองวาดดู เขาก็จะแมตช์หาให้ก็ได้ ทำให้มี interaction ระหว่างตัวนิทรรศการกับตัวคนดู
แล้วอย่างวงการในเมืองไทยล่ะ
ในเมืองไทยนี่ผมว่ามันค่อนข้างก้าวกระโดดมากๆ เลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือถ้าสิบปีที่แล้วกับสิบปีนี้เรากลับมาดู ผมว่าถ้าเป็นกราฟของเราจะเป็นลักษณะของ เอกซ์โพเนนเชียล คือเหมือนมาค่อนข้างเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อย่างตอนผมกลับมาใหม่ก็ไปชมนิทรรศรัตนโกสินทร์ หรือพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ ผมว่าใช้เทคโนโลยีได้ค่อนข้างน่าสนใจ
มีข้อด้อยอะไรบ้างที่เรายังล้าหลังประเทศอื่น
จริงๆ ด้วยความเข้าใจหรือการพัฒนาเทคโนโลยี ผมว่าไม่ด้อยไปกว่ากันนะครับ เพียงแต่เรื่องงบประมาณในการจัดทำค่อนข้างมีจำกัดทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งผมคิดว่า ผู้จัดอาจจะยังไม่คุ้นเคย หรือยังไม่มีประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีพวกนี้มาใช้ จะคุ้นเคยกับแบบเดิมๆ เช่น แต่ก่อนเราอาจจะมีกระดาษเขียน แต่เดี๋ยวนี้เรามีพวกเซ็นเซอร์ อะไรพวกนี้ งบประมาณในการทำของหนึ่งชิ้นก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน
มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่ใช่ไหม เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆในการจัดนิทรรศการ
ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับความเหมาะสม จริงๆ ผมว่าเทคโนโลยีไม่ได้แพง เพียงแต่ว่าเราควรจะเลือกอันที่เหมาะสมกับเวลาและงบประมาณมากกว่า
บิท สตูดิโอมาลงเอยและร่วมมือกับโครงการวังน่านิมิตได้อย่างไร
เราทำงานในลักษณะนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว และพอดีกับที่มีโอกาสคุยกับคุณใหม่ (คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการโครงการนิทรรศการวังน่านิมิต) ว่าจริงๆ แล้วเทคโนโลยีเหล่านี้เราสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อให้คนเข้าถึงข้อมูลยากๆ ได้ อย่างข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ผมว่ามันมีความท้าทายว่า เราต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ของเรา เหมือนเราเรียนประวัติศาสตร์ ข้อมูลมันก็เยอะแยะ เราจะย่อยข้อมูลที่เข้าใจยากเพื่อนำเสนอให้เข้าใจง่ายอย่างไร บทบาทของเราคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ผสมผสานกับข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อให้การเข้าถึงและเข้าใจข้อมูลง่ายขึ้น น่าสนใจมากขึ้น และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่วนต่างๆ ซึ่งผมว่าบางทีเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีบางอย่าง การที่จะเข้าใจถึงข้อมูลอาจจะยาก เช่น สนามหลวงในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกัน แล้วเราจะเทียบอย่างไรให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันโดยให้เห็นว่า แต่ก่อนมันเป็นพื้นที่ของวังหน้านะ ตรงนี้เทียบอดีตกับปัจจุบันมันแตกต่างกันอย่างไร

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-26

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ
คงต้องพูดคุยกันหลายรอบ ไปฟังบรีฟ ไปศึกษาข้อมูล ก่อนที่จะออกมาเป็นภาพ สื่อข้อมูลให้ทางทีมงานเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร และจะออกมาในรูปแบบไหน
ใช่ครับ
มีขั้นตอนหรืออุปสรรคอะไรบ้างระหว่างการทำงาน เข้าใจว่าอันแรกเลยคือ ทีมที่เน้นทำกราฟิก หรือทำอะไรต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยี ต้องเข้ามาศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์
ใช่ครับ ผมว่าอันนี้เป็นพาร์ตที่ยากที่สุดสำหรับเรา ต้องยอมรับว่า เราไม่เก่งประวัติศาสตร์ (หัวเราะ) อาจจะเรียนตอนเด็กๆ แต่ไม่สามารถจำได้ ก็มาย้อนไล่ตั้งแต่ในอดีตจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วก็นั่งไล่อ่านกันว่า “เฮ้ย จริงๆ แล้วประวัติศาสตร์เราเป็นอย่างไร (หัวเราะ)” เสร็จแล้วค่อยมาดูว่า ทำไมถึงมีวังหน้า? แล้วมีทำไม? ตั้งอยู่อย่างไร? ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางคุณใหม่และกรมศิลปากรที่ให้ข้อมูล พร้อมกับทางพี่โจ (จิตติ เกษมกิจวัฒนา – ภัณฑารักษ์นิทรรศการวังน่านิมิต) ด้วย

ภาพจำลองพลับพลาสูง
เป็นทะเลข้อมูล
(หัวเราะ) ใช่ครับ ถ้าไม่มีพี่โจ เราจะค่อนข้างหลงทะเลมาก พี่โจเขาจะบอกว่า ต้องโฟกัสตรงนี้ เอาตรงนี้มาเล่า ทีนี้จะเล่าด้วยลักษณะไหนก็ขึ้นอยู่กับทางเรา การศึกษาประวัติศาสตร์ของพาร์ตเรานี่ยากมาก
เป็นเรื่องยากนะที่ต้องศึกษาเรื่องที่เราไม่คุ้น
ใช่ครับ ชื่อก็ยากครับ (หัวเราะ) ต้องจำชื่อแต่ละคน
ทีมงานก็ต้องไปทัวร์วังหน้าหลายรอบเลย
ใช่ครับ จริงๆ อย่างหนึ่งที่หลงใหลกันคือ เรารู้สึกว่า “จริงๆ แล้วในอดีตเราเจ๋งมากเลย” แล้วเราเห็นรูปจากฝรั่งนะครับ รูปที่อยู่ในคลังที่เขาส่งมาให้ดู “โอ้โห สมัยก่อนนี้เจริญมาก”
ทำให้ได้รู้ว่าทุกพื้นที่ในจุดที่เขาเรียกว่าเมืองเก่า มันมีเรื่องราวเยอะแยะ
ใช่ครับ มีเรื่องราว ทำให้ตอนไปสถานที่จริงเรามีความรู้สึกที่ต่างออกไป

จอฉายแผนที่วังหน้าในระหว่างการติดตั้งนิทรรศการ
แล้วไฮไลต์ของนิทรรศการคืออะไร ในส่วนที่บิท สตูดิโอรับผิดชอบ
จริงๆ ก็อยากให้ทุกคนชมทั้งหมด ทั้งหมด 3 ชิ้นงานด้วยกัน แต่อันที่เราคิดว่าเป็นไฮไลต์ที่สุดคือ อันแรก ที่เราทำเป็นลักษณะของแพลตฟอร์มนะครับ แพลตฟอร์มก็คือ เป็นเหมือนโต๊ะเตี้ยที่เราฉายภาพลงมา เพื่อให้คนเห็นว่าในปัจจุบันภาพรวมแผนที่ที่ปัจจุบันคนเข้าใจมีลักษณะอย่างไร แล้วย้อนไปอดีตตรงวังหน้านี้เป็นอย่างไร เขาสามารถเข้าไปชมสถาปัตยกรรมต่างๆ ของวังหน้าได้
โดยที่ใช้แค่มือขยับไปมา แล้วก็มีเซ็นเซอร์ เพื่อให้เข้าไปอยู่ในมุมนั้นๆ สามารถรู้ข้อมูลต่างๆ ของวังหน้าได้ ผมว่าอันนี้จะเป็นไฮไลต์

โปรเจกเตอร์ฉายข้อมูลพระที่นั่งคชกรรมประเวศ
แล้วอีกสองส่วนล่ะ
อีกสองส่วนก็จะมีลักษณะที่เกี่ยวกับประวัติของพระที่นั่งคชกรรมประเวศครับ เราจะทำเป็นลักษณะของกำแพงที่มีภาพปรากฏอยู่ ซึ่งเมื่อเราสัมผัสที่กำแพงนั้นก็จะมีข้อมูลต่างๆ ขึ้นมา เช่น คำอธิบายถึงส่วนยอดของพระที่นั่งคชกรรมประเวศที่หายไป เมื่อเราสัมผัสที่กำแพงก็จะได้เห็นว่า แต่ก่อนมียอดด้านบนที่เป็นลักษณะนี้ ก่อนที่จะเสียหาย แล้วเสียหายไปเมื่อไร? ผู้ชมก็จะเข้าใจข้อมูลได้จากสิ่งที่เรานำเสนอ

จอฉายลักษณะของพลับพลาสูงซ้อนกับพื้นที่บริเวณสนามหลวงเป็นฉากหลัง
แล้วก็อันที่สามจะเป็นลักษณะของพลับพลาสูง เราเล่าข้อมูลรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของพลับพลาสูง โดยใช้เทคโนโลยีของจอที่มองทะลุได้นะครับ เห็นภาพพลับพลาสูงว่ามีหน้าตาอย่างไร โดยจะมีกราฟิกอยู่ทางด้านบน เพื่อโอเวอร์เลย์ แล้วอธิบายในแต่ละจุด
คนที่ไปดูจะได้เห็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน
ใช่ครับ
ใช้ระยะเวลาในการสร้างแบบเหล่านี้นานไหม
ก็ประมาณสามเดือนได้ครับ ทีมของบิท สตูดิโอก็ต้องคุยกับทีมทั้งทางคุณใหม่ คุณโจ แล้วก็ทีมกรมศิลปากรหลายเดือนครับ
ในความคิดของคุณและทีมงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการจัดแสดงในนิทรรศการสำคัญอย่างไร
จริงๆ แล้วสิ่งที่จำเป็นคือ เราต้องนำเสนอข้อมูล ถ่ายทอดทุกอย่างให้กับผู้ชมได้ ให้เขาเข้าใจแล้วก็อยากจะติดตาม อาจจะไม่จำเป็นต้องสนุก แต่เป้าหมายของเราคือ ให้เขาเข้าใจ

Interactive Map สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมเพียงแค่ขยับมือ
Photo: ปฏิพล รัชตอาภา
ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีผสมผสานเข้ามา ก็มีประโยชน์ช่วยให้เข้าใจ เรียนรู้ สร้างภาพจำได้ง่ายขึ้นใชไหม
ถูกต้องครับ จริงๆ แล้วเป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีคือ ต้องการให้คนสามารถเข้าใจของที่ยาก เรื่องที่ยาก เนื้อหาที่ยาก ย่อยให้มันง่าย เป็นสเตปให้คนสามารถติดตามได้ ให้เขาเป็นคนควบคุมเนื้อหาหรือข้อมูลที่เขาอยากจะได้
ภาคแรกจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จนถึงวันที่ 27 มิถุนายนนี้ แล้วพอย้ายไปที่พื้นที่วังหน้าในเดือนธันวาคม จะมีอะไรแตกต่างกันไหม
จริงๆ อุปกรณ์เหมือนเดิม แต่ด้วยตัวพื้นที่ทำให้คนได้อยู่ในพื้นที่นั้น แล้วได้เห็นของจริง พื้นที่จริง ซึ่งผมว่า จะยิ่งอินมากขึ้น ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า เรากำลังยืนอยู่ในจุดประวัติศาสตร์ แล้วก็มีของที่อธิบายจุดประวัติศาสตร์เหล่านั้นด้วยว่าตรงนี้มีลักษณะอย่างไร
ที่ผ่านมา ทุกวันนี้พวก VR, CR, AR และพวกสแกนเนอร์ ทุกอย่างเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ขึ้นเยอะ เวลาที่ไปจัดแสดง เราเอาเทคโนโลยีพวกนี้ไปใช้ เสียงตอบรับที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งคนดูและลูกค้าของบิท สตูดิโอ
เอาคนดูก่อนนะครับ ถ้าเวลาเขาเห็นของใหม่ มีอะไรใหม่ แน่นอนว่ามีฟีดแบ็กที่ดี เพราะมันสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยใช้มาก่อน ก็จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคนชมงานอยู่แล้ว ส่วนทางลูกค้าเองก็แฮปปี้กับวิธีการใหม่ๆ เพราะก่อนที่เรายังไม่นำเทคโนโลยีเข้ามา การจัดอีเวนต์มันจะค่อนข้างเหมือนกันหมด เช่น งานแสดงรถ แต่ก่อนโชว์รถ โชว์พริตตี้ หลังๆ ก็จะลดลง และนำเทคโนโลยีเข้ามาเสียบแทน เพื่อให้คนสนใจของลักษณะนี้ หรือรถพวกนี้มากขึ้น
อย่างเมื่อปีที่แล้ว เราเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้กับฮอนด้า เขามีงานมอเตอร์โชว์ โดยต้องการจะโชว์รถซีอาร์วีรุ่นใหม่ แต่เขาไม่มีรถ ยังมาไม่ถึง ไม่มีในโชว์รูม สิ่งที่เราช่วยแก้ปัญหาคือ เราก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมคนต้องไปดูรถที่โชว์รูมล่ะ ทำไมคนไม่สามารถดูรถได้ทุกที่ เราก็ใช้เทคโนโลยีทำเป็นลักษณะของ AR มาใช้ ให้คนสามารถส่องปุ๊ปแล้วมีรถโผล่ขึ้นมา
นอกจากแก้ปัญหาแล้ว ยังช่วยให้เขาขายของได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย เวลาเราดูรถก็อยากจะเทียบกับรถที่เรามีว่าใหญ่กว่าเดิม เล็กกว่าเดิม หลังคาสูงกว่าเดิมไหม ช่วงนี้น้ำท่วมรถจะยกสูงไหม เราก็ทำเป็นลักษณะ AR ที่นำไปส่องรถตัวเอง แล้วก็มีรถซีอาร์วีทับรถเราอยู่ เพื่อให้ดูว่า รถเขาสูงกว่า กว้างกว่า ข้างหลังเก็บของได้เยอะกว่า สำหรับลูกค้า นอกจากแก้ปัญหาแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการขายให้เขาด้วย

Photo: สลัก แก้วเชื้อ
มีตัวอย่างอื่นๆ ที่คุณรู้สึกว่าได้ใช้เทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอีกหรือไม่
เมื่อปีที่แล้วเราทำให้กับทาง SCB เขาต้องการเล่าเรื่องของ Machine Learning ที่นี้การจะทำให้ลูกค้าของ SCB ซึ่งเป็นคนทั่วไปเข้าใจเรื่องแมชชีนด้วยวิธีง่ายๆ มันเป็นเรื่องยาก เขาก็เลยอยากจะใช้เรื่องราวบางอย่างที่คนเข้าใจง่ายๆ
สิ่งที่เราทำให้เขาคือ การดูโหวงเฮ้ง เราทำซอฟต์แวร์ขึ้นมา เพื่อให้คนมายืนมาดูโหวงเฮ้งของตัวเอง แล้วก็ออกมาว่าได้คะแนนเท่าไร คนนี้โอบอ้อมอารี คนนี้ลักษณะโหวงเฮ้งเป็นอย่างไร ใช้ Machine Learning ให้คนเข้าใจมากขึ้น
เหมือนเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ ทำให้เรื่องไกลตัวกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ถ้าจะถามว่าลักษณะงานที่เราทำ มีตลาดโตพอที่จะรองรับได้อีกไหม หรือมีลู่ทางอะไรเพิ่มเติม
ผมคิดว่าโตได้อีกค่อนข้างเยอะ เราอาจเป็นคลื่นลูกแรกๆ ซึ่งเริ่มมาทำงานทางด้านนี้ อาจเป็นแรงบันดาลใจกับน้องรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งจบออกมา น้องๆ ที่ผมเจอส่วนใหญ่ทำงานน่าสนใจมากมาย ลูกค้าก็ตอบรับดีและมองว่า มันเหมือนยุคสมัยที่เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์เป็นโทรทัศน์ ก็เลยเกิดตลาดขึ้นใหญ่มาก จริงๆ แล้วทุกที่ต้องการเทคโนโลยี เพื่อมาทำประสบการณ์ต่างๆ พวกนี้ดีขึ้น
แต่สำหรับโครงการวังน่านิมิต นอกจากเราจะนำเทคโนโลยีมาผสานกับการจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องของอดีตมากขึ้น ทีมงานบิท สตูดิโอเองก็เหมือนได้กลับมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์บทสำคัญของชาติอีกครั้งหนึ่ง
โห อย่างหนักเลยครับ (หัวเราะ) นั่งอ่านและย่อยข้อมูลกันนานเลยครับ ยากเลย แต่เราได้เรียนรู้เยอะ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่เรานำเสนอ ทำให้คนดูสามารถเข้าใจภาพเทียบปัจจุบันกับอดีต ระหว่างไทม์ไลน์ของอดีตกับปัจจุบันว่ามีอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในบริเวณวังหน้าบ้าง เป็นประสบการณ์รื้อฟื้นอดีตด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อการใช้งานในปัจจุบันที่น่าสนใจครับ
The post ผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเล่าย้อนเรื่องประวัติศาสตร์ในอดีต appeared first on THE STANDARD.
]]>
รวมลิสต์นิทรรศการน่าชม กิจกรรมน่าสน และสิ่งน่าสนใจต่างๆ […]
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 23-29 มิถุนายน 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
รวมลิสต์นิทรรศการน่าชม กิจกรรมน่าสน และสิ่งน่าสนใจต่างๆ จากทั่วกรุงมาไว้ในที่เดียว


Ben Frost’s Solo Exhibition
What: ชวนชม ‘Package Deal’ นิทรรศการเดี่ยวของศิลปินชื่อดังชาวออสเตรเลีย เบน ฟรอสต์ ที่เป็นที่รู้จักในงานสไตล์ป๊อปอาร์ตผสมคาไลโดสโคปที่เขานำเสนอผ่านภาพวาดที่ดึงแรงบันดาลใจมาจากงานกราฟฟิตี้จากหลากหลายสถานที่ทั่วโลก ภาพคอลลาจ ไปจนถึงภาพวาดและสัญลักษณ์ต่างๆ โดยเขาได้รับอิทธิพลมาจากไอคอนและโลโก้จากการโฆษณาและการตลาด วงการบันเทิง ไปจนถึงการเมือง ส่งผลให้งานของเบนได้รับการถกเถียงและตั้งคำถามต่างๆ และได้รับเชิญไปแสดงผลงานระดับโลกมาแล้วทั้งในลอนดอน นิวยอร์ก ซิดนีย์ สิงคโปร์ ไมอามี โตรอนโต ปักกิ่ง อัมสเตอร์ดัม เบอร์ลิน ซานฟรานซิสโก ฯลฯ อีกทั้ง BBC, The Wall Street Journal, Vogue และ Harper’s Bazaar ยังเคยกล่าวถึงเขามาแล้วอีกด้วย
When: 23 มิถุนายนถึง 15 กรกฎาคม 2561 เปิดให้ชมวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.00-19.00 น.
Where: Chin’s Gallery เลขที่ 58 โครงการ Arden พระราม 3 กรุงเทพฯ
Why: ศิลปินคนดังน่าจับตามองเบอร์นี้เลือกจัดงานนิทรรศการของเขาในบ้านเรา จะไม่ไป เราว่าคุณ ‘พลาด’ อย่างแรง!
How: รถส่วนตัวหรือรถสาธารณะจะสะดวกที่สุด
Stop: www.chinsgallery.com/ben-frost

Italian Seafood Calling
What: ขวัญใจซีฟู้ดทั้งหลายขอเชิญที่ห้องอาหารอิตาเลียน ชิมฝีมือเชฟเกตาโน พาลุมโบ เชฟอิตาเลียนมือหนึ่งของโรงแรมหรูย่านอโศก ที่เข้าครัวเปิดสูตรลับบ้านเกิดเพื่อปรุงอาหารทะเลตำรับแดนรองเท้าบู๊ตโดยเฉพาะ มีทั้งเมนูอบและย่างอย่าง กุ้งแดงจากซิซีลีคู่กับเลมอนเคิร์ดและไข่ปลา หรือแพลตเตอร์จานแชร์ที่มาพร้อมกับหอยนางรมฟิน เดอ แคล, ปูอลาสก้า คิง แครบ, หอยแมลงภู่บลูมัสเซิล, หอยไม้ไผ่เรเซอร์แคลม ฯลฯ
When: 9 มิถุนายนถึง 31 กรกฎาคม 2561
Where: ห้องอาหาร Rossini’s โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเทล ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ
Why: ค้นพบสูตรลับเฉพาะจากท้องทะเลไปกับเมนูซัมเมอร์ซีฟู้ดที่เชฟเกตาโนรังสรรค์มาโดยเฉพาะเพื่อให้คุณได้ลิ้มลองตลอดเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมนี้เท่านั้นนะ
How: โทร. 0 2649 8364 หรืออีเมล [email protected]
Stop: BTS สถานีอโศก หรือ MRT สถานีสุขุมวิท

Into History
What: กรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จัดนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ซึ่งนำข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาษาภาพ (Visual Language) ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร ทั้งเทคโนโลยี Interactive Map ภาพยนตร์สั้น และโมเดล เพื่อใช้อธิบายสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งไม่ปรากฏอยู่แล้วในปัจจุบัน ประกอบด้วยพระที่นั่งคชกรรมประเวศและพลับพลาสูง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมตามฐานานุศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
When: วันนี้ถึง 27 มิถุนายน 2561
Where: ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ และจะย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเดือนธันวาคม
Why: งานนี้ยังได้ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน นักอักษรศาสตร์ฯ ในกรมศิลปากร มาเป็นผู้อำนวยการโครงการที่มาบอกเล่าเรื่องราวแห่งอดีตกาลด้วย
How: www.bacc.or.th/event/1976.html
Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
What: สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดงาน ‘นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ’ (Great and Good Friends) โดยจัดแสดงของขวัญที่พระมหากษัตริย์ไทยพระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระมหากษัตริย์ไทยมาตลอด 200 ปี โดยจัดแสดงเพื่อฉลองความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของทั้งสองประเทศตลอด 200 ปี
When: วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2561 เวลา 09.00-16.30 น.
Where: พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
Why: ภายในงานยังมีของขวัญชิ้นหาชมได้ยากที่ย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของทั้งสองชาติเชียวนะ
How: อัตราค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 150 บาท และนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่แสดงบัตร 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี โดยจำหน่ายบัตรถึงเวลา 15.30 น. ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.greatandgoodfriends.com
Stop: MRT สถานีหัวลำโพง หรือ BTS สถานีพญาไท แล้วต่อรถสาธารณะ

What is Gender?
What: ‘ชายหญิงสิ่งสมมุติ: Gender Illumination’ คือนิทรรศการที่ว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ โดยเชิญผู้ชมมาเปิดโลกทัศน์เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจในเพศที่หลากหลายด้วยการจัดแสดงผลงานที่จะไปกระตุกต่อมความคิดในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ ตลอดจนความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะ งานนี้ยังมีความน่าสนใจตรงที่นำสิ่งของที่จัดแสดงมาจากความทรงจำของบุคคลจริง
When: วันนี้ถึง 30 กันยายน 2561 ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 10.00-18.00 น.
Where: สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
Why: นิทรรศการนี้อาจปรับองศา เปลี่ยนมุมมองที่เคยมีต่อคนใกล้ตัวที่คุณยังไม่เข้าใจก็เป็นได้
How: โทร. 0 2225 2777, www.museumsiam.org
Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน ต่อเรือด่วนเจ้าพระยาขึ้นที่ท่าราชินีหรือท่าเตียน หรือรถขนส่งสาธารณะ สาย 3, 6, 9, 12, 47, 53, 82, 524

World Tapas Day
What: คนรักทาปาสได้อิ่มหมีพีมันกับ ‘el Día Mundial de la Tapa’ หรือวันทาปาสของสเปนที่จัดขึ้นทุกปีในวันที่ 21 มิถุนายน โดยร้านทาปาสต่างๆ ในสเปนจะพร้อมใจกันสร้างสรรค์เมนูใหม่มายั่วใจนักกินอย่างหลากหลายให้ได้ลอง และธรรมเนียมนี้มาถึงกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว โดยมีร้านที่นัดหมายกันสร้างจานเด็ดให้ได้ลองตลอดทั้งสัปดาห์ ได้แก่ Kika Kitchen & Bar, Uno Mas, Toro, Taburete, El Tapeo, Broken Eggs และ Barcelona Gaudi
When: วันนี้ถึง 28 มิถุนายน 2561
Where: ทั่วกรุงเทพฯ
Why: นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้ลิ้มลองรสปาทาสแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนโดยไม่ต้องถ่อไปถึงสเปน!
How: อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/events/852065281647300

Block Party #3
What: บล็อกปาร์ตี้ครั้งที่ 3 ของ The Commons กลับมาอีกครั้งเพื่อดึงคนในละแวกมาทำความรู้จัก โดยมีอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมเป็นสื่อกลาง ครั้งนี้มีกิจกรรมให้ร่วมตั้งแต่ปลูกสมุนไพร สปีดเฟรนดิ้ง (คล้ายๆ สปีดเดตติ้ง) ศิลปะจากคนในชุมชน ไปจนถึงปั่นฟรีที่ Absolute Cycle และฉายหนังกลางแปลง ฯลฯ
When: 23 มิถุนายน 2561 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
Where: The Commons ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ
Why: ถือโอกาสไปเช็กเอาต์ร้านน่าสนที่เปิดใหม่บนชั้น 2 อย่างเบอร์เกอร์เจ้าดัง Daniel Thaiger และร้านไก่ฝรั่งเศสอย่าง BIRDS พร้อมกันไปเลยดีไหมล่ะ
How: www.facebook.com/events/223998704855560
Stop: BTS สถานีทองหล่อ

Beautiful Disaster
What: ชมนิทรรศการภาพถ่าย ‘Beyond the Air We Breathe’ สะท้อนถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนและคลื่นผลกระทบต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลกผ่านภาพถ่ายที่สวยงาม
When: 28 มิถุนายนถึง 2 กันยายน 2561
Where: หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ
Why: ไฮไลต์ของงานนี้ไม่ได้มีเพียงภาพถ่ายอันน่าทึ่ง หากแต่เป็นเรื่องราวเบื้องหลังแต่ละภาพที่สะท้อนถึงโลกของเราในหลายๆ ด้าน ซึ่งช่างภาพแต่ละคนลงแรงเพื่อเก็บภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้จากรอบโลกผ่านเลนส์ของพวกเขา งานนี้ยังมีการเสวนาและฉายภาพยนตร์อีกด้วย
How: en.bacc.or.th/event/2007.html
Stop: BTS สนามกีฬาแห่งชาติ

Get Cheesy
What: ดิ่งไปในโลกของชีสกับดีลดีๆ สำหรับคนคลั่งชีสโดยเฉพาะ ที่นำชีสอย่างราเคล็ตต์ (Raclette) ชีสเยิ้มๆ กับเมนูซี่โครงบาร์บีคิวที่ผสมผสานด้วยชีส 3 ชนิดอย่างมอสซาเรลลาชีส เชดดาชีส และราเคล็ตต์ชีส นำมาให้เลือกหม่ำคู่กับบาร์บีคิวหลากชนิด ทั้งเนื้อวากิว เนื้อแกะ หมูคุโรบูตะ ไปจนพาเหรดอาหารทะเลต่างๆ จากครัวไทยและเทศ จนจบขนมหวานอย่างช็อกโกแล็ตฟองดูว์ และขนมปังปิ้งไส้ชีสสายรุ้ง
When: วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2561 ทุกคืนวันอาทิตย์-พฤหัสบดี เวลา 18.00-22.30 น.
Where: ห้องอาหารเดอะสแควร์ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ กรุงเทพฯ
Why: ใครคลั่งชีสราเคล็ตต์ยืดยาว ดีลนี้ไม่ควรพลาด
How: ราคา 1,300++ บาทต่อคน (รับส่วนลด 50% หากสำรองที่นั่งผ่านทาง www.novotelbkk.com/th/offers/grill-and-say-cheese)
Stop: BTS สถานีสยาม
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 23-29 มิถุนายน 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังเตรียมงานกันมานานร่วมปี นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ก็ไ […]
The post คุยกับภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ เล่าประวัติศาสตร์ด้วยการนำอดีตมาสู่ปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังเตรียมงานกันมานานร่วมปี นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ก็ได้ฤกษ์เปิดให้เข้าเยี่ยมชมแล้ว ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ประวัติศาสตร์บางช่วงตอนของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ที่ประทับของพระมหาอุปราช หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตำแหน่งทรงอำนาจทางการเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้น พร้อมการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 และสิ้นสุดลงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2428 ได้รับการถ่ายทอดในมุมแห่งการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 5 ในรูปแบบที่การเล่าเรื่องด้วยภาพ โดยใช้เทคโนโลยีสื่อความหมาย รับบทนำมากกว่าตัวอักษรและวัตถุจัดแสดง
THE STANDARD สนทนากับ โจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบ นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ พร้อมด้วย กิ๊ฟ-กิตติธร เกษมกิจวัฒนา น้องสาว ที่พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้ ถึงแนวคิดการออกแบบนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดในเชิงนามธรรม การกระตุ้นให้เรียนรู้อดีตจากสิ่งที่ไม่ปรากฏแล้วในปัจจุบัน (Reading the Intangibles) และความท้าทายที่ภัณฑารักษ์ต้องพบเจอระหว่างการทำงาน
จิตติย้อนความว่า เดิมโครงการนี้เป็นโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยี ภายใต้การดำเนินงานของกรมศิลปากร โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เป็นผู้อำนวยการโครงการ มีคณะทำงานพัฒนาด้านเนื้อหาจนมาถึงขั้นตอนที่ต้องการจะเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีต่อสาธารณชน จึงได้ติดต่อจิตติและกิตติธร ซึ่งในเวลานั้นเป็นภัณฑารักษ์ของมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มาร่วมออกแบบนิทรรศการใหม่นี้
“คุณใหม่ไปที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันแล้วเห็นนิทรรศการที่ผมทำ คุณใหม่ก็เลยสนใจ และติดต่อขอความร่วมมือให้มาช่วยดู นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้ามามีส่วนร่วมในงานนี้ครับ” จิตติเล่าถึงที่มา

จิตติและกิตติธร ภัณฑารักษ์นิทรรศการวังน่านิมิต
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
โดยความคุ้นชินของคนทั่วไปเมื่อพูดถึงนิทรรศการที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มักจะคิดถึงการให้ข้อมูลผ่านตัวอักษร ตลอดจนการนำวัตถุโบราณมาจัดแสดง ซึ่งวังน่านิมิตมอบประสบการณ์ที่ต่างออกไป จิตติเผยว่า “ผมและกิ๊ฟดูข้อมูลความถูกต้อง และกิ๊ฟก็ดูเกี่ยวกับเรื่องทิศทางงานกำกับศิลป์ด้วย ไม่อยากให้เป็นนิทรรศการที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากจนเกินไป เราอยากทำให้มัน abstract คุณใหม่เองก็รู้สึกว่ามันมีเรื่องของ intangibles คือเรื่องของที่จับต้องไม่ได้อยู่ตรงนั้น ซึ่งในที่นี้หมายถึงอาคารหลายๆ หลังที่หายไปแล้ว ก็ต้องคิดว่า เราจะทำความเข้าใจกับวังหน้าอย่างไร เพราะฉะนั้นหนึ่งในสิ่งที่โครงการนี้พยายามจะทำคือ reconstruct หรือสร้างใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยแสดงผลให้เห็นภาพรวมขึ้นมา สร้างรูปให้คนเห็นว่า เมื่อก่อนวังหน้าเป็นอย่างไร และมีอีกส่วนหนึ่งคือ อะไรที่มันซ่อนอยู่ในงานสถาปัตยกรรมที่จะบอกเรื่องราวเกี่ยวกับวังหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ คติ ประเพณี”

กระบวนการสืบค้นข้อมูลเป็นไปโดยละเอียด
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
อาคารที่ไม่ปรากฏแล้วในปัจจุบัน แต่ยังคงความนัยทางประวัติศาสตร์
วังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงสิ่งปลูกสร้างและการใช้พื้นที่ ซึ่งเป็นไปโดยสัมพันธ์กับคติความเชื่อในหลายแง่มุม โดยเฉพาะอาคารต่างๆ ในวังหน้า ที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามฐานานุศักดิ์ของผู้ครองวัง ตราบกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้พระอนุชาธิราชครองวังหน้า โดยเฉลิมพระเกียรติยศให้เสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หลายสิ่งในวังหน้าที่ไม่เคยปรากฏกลับมีขึ้น
“พระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นเครื่องหมายของกษัตริย์ เพราะมียอดปราสาท ซึ่งในวังหน้าไม่เคยมีมาก่อน แต่เกิดมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เท่านั้น เพราะฟังก์ชันอยู่ตรงนั้น พอพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เสด็จสวรรคต ก็ไม่มีการซ่อมแซม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า จนสุดท้ายจึงถูกรื้อถอนออกไป ดังนั้นผมจึงอยากจะเอาเรื่องพวกนี้มาพูดผ่านนิทรรศการ โดยที่ไม่ใช่การไปบอกว่ารื้อเพราะอะไร แต่จะเสนอ visual หรือภาพบรรยากาศให้เห็นว่า มันเกิดมาด้วยเหตุผลและไปด้วยเหตุผล มีการเปลี่ยนแปลง มีความไม่คงทนถาวร ซึ่งการทำงานตรงนี้จะต้องสะท้อนความเชื่อ คติ หรือสิ่งที่มองไม่เห็นออกมาด้วย จึงต้องอาศัยกิ๊ฟและทีมงานของ Means Design Studio ทำงานร่วมกัน โดยพยายามใส่ภาษาที่ร่วมสมัย ให้เป็นกราฟิก เป็นภาษาภาพ เล่าเรื่องราวในอีกมิติหนึ่ง”

งานกำกับศิลป์ทั้งหมดของนิทรรศการวังน่านิมิต เป็นผลงานของกิตติธรและ Means Design Studio
ส่วน Bit Studio รับหน้าที่พัฒนาโปรแกรมสื่อโต้ตอบในนิทรรศการ
ฟื้นอดีตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
“คุณใหม่สนใจเรื่องการใช้เทคโนโลยีในพิพิธภัณฑ์ ณ ปัจจุบัน การเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรให้พวกเขามีส่วนร่วมกับนิทรรศการ ตรงนี้ถือเป็นจุดมุ่งหมายของโครงการอยู่แล้ว และคุณใหม่ได้ทาบทาม Bit Studio ให้มารับหน้าที่พัฒนาด้านโปรแกรมสื่อโต้ตอบในนิทรรศการ” ภัณฑารักษ์หนุ่มกล่าว และขยายความเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีมาใช้สื่อความหมายในนิทรรศการที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จุดเด่นที่ทำให้นิทรรศการวังน่านิมิตแตกต่างออกไปคือ การนำเสนอองค์ความรู้ผ่านภาษาภาพ ซึ่งผู้ชมที่เดินเข้าสู่ห้องนิทรรศการ หลังจากผ่านส่วนแรกที่จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พอสังเขปแล้ว ก็จะเข้าสู่ส่วนเทคโนโลยีที่น่าตื่นตานั้นทันที

Interactive Map สร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านการสั่งงานด้วยมือ
Photo: ธัญรดา เลิศวิไลรัตน์
แผนผังเดิมของวังหน้าในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซ้อนทับกับภาพถ่ายทางอากาศของเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน เป็น Interactive Map ที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรง ผ่านการสั่งงานด้วยมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอใดๆ เป็นกลวิธีเพื่อนำเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ สะท้อนว่าประวัติศาสตร์เป็นความรู้ที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งและจบเพียงการท่องจำ
กิตติธรเสริมถึงประเด็นการจัดนิทรรศการวังน่านิมิตที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หรือ BACC ว่า เป็นสถานที่ที่คนรุ่นใหม่เข้ามาใช้พื้นที่มาก ซึ่งอาจช่วยดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาชมงานและเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ได้มากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเองก็มีส่วน แต่ควรใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อตัวนิทรรศการและการเรียนรู้ มากกว่าจะเน้นที่ความหวือหวาของเทคโนโลยีนั้นๆ
“การที่เราเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนช่วย เราต้องหาจุดร่วมกันว่าจะไม่เป็นการใช้เทคโนโลยีมากเกินไป คือต้องเอามาใช้เพื่อช่วยในการออกแบบ จริงๆ ในประเทศเรา พอมีเทคโนโลยีออกใหม่ ทุกคนก็จะไปคลั่งไคล้ในความใหม่ เหมือนความน่าตื่นเต้น เป็นคล้ายกับผิวคลื่นน้ำที่มาแล้วเราก็ใช้มัน แต่กิ๊ฟคิดว่า เราต้องหาจุดที่เหมาะสมว่าเทคโนโลยีนี้มันให้ประโยชน์ต่อ Object นั้น หรือการเล่าเรื่องนั้นๆ อย่างไร”
จิตติเสริมว่า “สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนสนุกกับองค์ความรู้ ความยากคือ เราเป็นนายของเทคโนโลยีได้ไหม ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวบอกเล่าเรื่องนามธรรมได้ไหม ในส่วนของกิ๊ฟก็ยากในเรื่องการกำกับศิลป์ ก็ต้องให้กราฟิกดีไซเนอร์ของ Means Design Studio ไปวังหน้ากับเรา เพื่อไปศึกษาสถาปัตยกรรม ไปดูสีรวมทั้งองค์ประกอบทั้งหมดของวังหน้า เช่น การสแกนสีภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เราอยากให้คนที่รับหน้าที่ตรงนี้เข้าใจบริบท และมีองค์ความรู้ไว้ต่อยอด เช่น ทางกรมศิลป์ฯ สร้าง 3D Modeling เป็นผนังสีให้เราแล้ว แต่สุดท้ายเราเลือกที่จะถอดสีพวกนั้นออกให้เหลือแต่โครงสถาปัตยกรรม เพราะอยากให้คนเห็นถึงตัวสถาปัตยกรรมจริงๆ ให้ทุกอย่างเป็นเส้น เป็นโครงเหมือน Air Structure เพื่อที่จะให้คนเข้าใจโครงสร้างได้ดีกว่า และเป็นการนำเสนอในแง่นามธรรมด้วย ซึ่งเป็นลักษณะที่นิทรรศการในบ้านเราอาจไม่ได้ทำแบบนี้มากนัก”

โลโก้นิทรรศการออกแบบจากผังของอาคาร 3 หลังของวังหน้า
Photo: ปฏิพล รัชตอาภา
สืบค้นประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม กว่านิทรรศการจะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ได้ชุดความคิดแน่ชัด และพร้อมสำหรับนำเสนอผ่านเทคโนโลยี จะต้องผ่านกระบวนการสืบค้นประวัติศาสตร์โดยละเอียด ซึ่งการจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหานิทรรศการต่อไม่ใช่เรื่องง่าย
“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยตรัสไว้ว่า ทุกอย่างในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์มันไม่ใช่ความถูกต้องที่สุด แต่มันเกิดจากองค์ประกอบ บริบททุกอย่างที่มีอยู่ในเวลานั้น แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 10 20 หรือ 30 ปี ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่าอาจพบหลักฐานเพิ่มเติม ความรู้ก็มีการเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง
“ข้อมูลของวังหน้าที่กรมศิลปากรทำไว้อิงกับแผนที่และผังที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นผังวังหน้าตอนปลายรัชกาลที่ 4 ต่อรัชกาลที่ 5 ดังนั้นข้อมูลหลายอย่างที่ใช้ในนิทรรศการนี้ คือข้อมูลที่เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่เก่าสุดที่สามารถหาได้ เช่น ภาพถ่ายที่สะท้อนเทคโนโลยีสมัยนั้น ซึ่งทำให้เราเข้าใจอดีตได้มากขึ้น และสามารถใช้อ้างอิงได้มากขึ้น เช่น พระที่นั่งศิวโมกขพิมานที่เป็นห้องนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ตอนนี้เป็นอาคารปูนทั้งหมด แต่ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกไว้ว่า เมื่อก่อนเป็นไม้ สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งในตอนนี้เรามองภาพไม่ออกแล้ว เพราะเปลี่ยนเป็นปูนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ทีนี้ถ้าเราอยากรู้ว่าพระที่นั่งศิวโมกขพิมานสมัยที่เป็นไม้จริงๆ เป็นอย่างไร ก็น่าคิดเหมือนกัน แต่ ณ ปัจจุบันนี้ข้อมูลยังไปไม่ถึง สำหรับผมในฐานะภัณฑารักษ์มองว่า ถ้าข้อมูลการบันทึกโบราณคดีไปไม่ถึง เราอาจต้องใช้จินตนาการหรือเปล่า อย่างเช่นเรามีบันทึกว่าเป็นแบบไหน มีแปลนอยู่ แต่ไม่มีว่ารูปลักษณ์จริงๆ เป็นอย่างไร เราอาจต้องให้ศิลปินเป็นคนทำงาน จินตนาการออกมาเป็นภาพ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ก็สามารถเติมช่องว่างได้บ้าง”

การสืบค้นข้อมูลของภัณฑารักษ์ทำอย่างละเอียดเป็นขั้นตอน
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
จัดการข้อมูลด้วยสายตาภัณฑารักษ์
“เวลาผมทำงาน ผมจะตั้งคำถามก่อน แม้ว่ามีข้อมูล มีหลักฐานอยู่ แต่เราก็ต้องตั้งสมมติฐานและตรวจสอบมัน ดังนั้นเราต้องคิดว่าทุกอย่างคือปัญหา ไม่ใช่บทสรุป ต้องกลับไปตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับมาว่าจริงไหม มีอะไรมาอ้างอิง ซึ่งผมถือว่าเป็นหลักการทำงานของผมอยู่แล้ว อย่างโครงการนี้ผมก็ขอค้นข้อมูลเพิ่ม ใช้วิธีการทำงานของเราคือ ตรวจสอบทุกจุด โดยหลังจากได้บทสรุปจะทำออกมาเป็นนิทรรศการ เราก็ต้องเข้าไปคุยกับฝ่ายต่างๆ ของกรมศิลปากรว่า รับรองข้อมูลนี้ไหม สามารถเผยแพร่ได้หรือเปล่า ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้ามีข้อมูลที่ออกมาจากเฟซบุ๊กเราจะเชื่อเลยหรือเปล่า ผมคนหนึ่งล่ะที่จะไม่เชื่อ (หัวเราะ) อาจเพราะเป็นนิสัยด้วยว่า ต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับที่มา ซึ่งมันค่อนข้างสำคัญในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในห้องนิทรรศการเราจึงจัดส่วนหนึ่งเป็นห้องข้อมูลหรือ Reading Room ด้วย”

จิตติเริ่มกระบวนการทำงานด้วยการตั้งคำถามเสมอ
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
ซึ่งในประเด็นนี้ ทั้งจิตติและกิตติธรเห็นคล้ายกันว่า แม้จะมีเทคโนโลยีที่นำเสนอประวัติศาสตร์ผ่านการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอจริง แต่กระบวนการเรียนรู้แบบจับต้องได้ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ
“เพราะจริงๆ แล้วทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการเข้าไปค้นข้อมูล เราอยากให้เห็นถึงความสำคัญในขั้นตอนนี้ การเข้าไปค้นข้อมูลในห้องสมุดที่หอจดหมายเหตุสำคัญอย่างไร สุดท้ายแล้ว นิทรรศการไม่ใช่มีเพียงเทคโนโลยี แต่มันมีสิ่งที่จับต้องได้ ซึ่งสะท้อนถึงขั้นตอนหรือกระบวนการต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด”

ห้องข้อมูล
Photo: ปฏิพล รัชตอาภา
ยิ่งลงลึกยิ่งเปิดโลก ยิ่งย้อนกลับยิ่งรู้จักปัจจุบัน
แน่นอนว่า วังน่านิมิตย่อมไม่ใช่งานนิทรรศการประวัติศาสตร์ชิ้นแรกๆ ของสองพี่น้องภัณฑารักษ์ จิตติและกิตติธร หากย้อนกลับไปราวกลางปี 2560 ทั้งคู่เคยมีผลงานนิทรรศการ 100 ปี สยามกับสงครามโลก ซึ่งจัดแสดงที่หอวชิราวุธานุสรณ์มาแล้ว แม้จะเป็นเรื่องราวต่างวาระและช่วงเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดร่วมในชิ้นงานเสมอคือ ประวัติศาสตร์
“ผมสนใจเรื่องราวของเมืองไทยในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 มาก เพราะถือว่าเป็น renaissance ของทุกอย่าง แต่เราไม่เคยได้ศึกษาเรื่องวังหน้า เพราะที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นเป็นเรื่องๆ ไป แต่พอได้มาทำโครงการนี้ โลกทัศน์ของเราขยายออกไปด้วยความรู้เรื่องฐานานุศักดิ์และสถาปัตยกรรม ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะยังไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร (ฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมคือ เครื่องกำหนดรูปแบบของสิ่งปลูกสร้างที่เป็นไปตามศักดิ์ของผู้ครอบครอง – THE STANDARD) และการตีความจนกลายมาเป็นสถาปัตยกรรม รวมถึงหน้าที่ของวังหน้าแท้จริงแล้วคืออะไร ผมคิดว่ามันน่าสนใจครับ”

กิตติธร ภัณฑารักษ์ผู้ช่วย รับหน้าที่ด้านกำกับศิลป์ด้วย
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
กิตติธรเสริมว่า “เราค้นไปเรื่อยๆ จนได้เจอเรื่ององค์ประกอบและความเชื่อต่างๆ ที่นำมารวมกันจนทำให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรม หรือเหตุผลที่ต้องสร้างสิ่งนั้นๆ ในพื้นที่นี้ และที่ทำให้เรารู้สึกตกใจก็คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ สมัยก่อนเคยมีสิ่งนี้อยู่ตรงนี้ แต่ปัจจุบันกลับไม่มีอยู่แล้ว และมันยังคงถูกเปลี่ยนไปตามหน้าที่และตามกาลเวลา”
อีกประเด็นสำคัญที่ภัณฑารักษ์หนุ่มให้ความสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารขึ้นมาแทน
“คาดว่าเหตุผลที่ทรงตัดสินใจยกเลิกระบบวังหน้าก็เป็นการพัฒนาปรับรูปแบบการปกครองแบบหนึ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้มีการปรับพื้นที่ของเกาะรัตนโกสินทร์ทั้งหมด เป็นประเด็นที่ถูกมองในหลายมุม อย่างฝ่ายอนุรักษ์ก็จะบอกว่า ไม่ควรรื้อ ซึ่งเราต้องพยายามทำความเข้าใจว่า ถ้าไม่รื้อจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจะทรงใช้พื้นที่ตรงนั้นทำอะไร และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ รัชกาลที่ 5 ทรงย้ายพิพิธภัณฑ์หลวงจากวังหลวงมาอยู่ที่วังหน้า ทำให้ประชาชนเข้าไปง่ายขึ้น ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จากที่เมื่อก่อนเป็น Royal Museum ซึ่งไม่ได้เปิดสู่สาธารณะมากนัก ทุกอย่างมีเหตุผลบอกได้ว่าทำไมจึงเปลี่ยนแปลงไป”

ผังเมืองและตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างต่างๆ สัมพันธ์กับคติความเชื่อโบราณ
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
วังน่านิมิต เรียนประวัติศาสตร์ด้วยการยกอดีตมาสู่ปัจจุบัน
“หน้าที่ของวังหน้าคือ หน้าที่ปกป้องเมืองครับ แต่เมื่อโลกหมุนเวียนเปลี่ยนไป ข้าศึกของคนไทยก็ไม่ใช่พม่า แต่เปลี่ยนเป็นฝรั่ง เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 4 วังหน้าในสมัยนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านก็ทรงมีหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่การตั้งทัพหน้าเพื่อออกไปรบเหมือนในสมัยวังหน้าของรัชกาลที่ 1 แต่เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เป็นการป้องกันคนละยุทธวิธีกับในอดีตที่ผ่านมา
“การเรียนรู้เรื่องวังหน้าสำหรับผม ทำให้ย้อนคิดสงสัยว่า สมัยก่อนพื้นที่บริเวณสนามหลวงเป็นอะไร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ที่เห็นว่าเล็กๆ นั้น เมื่อก่อนเป็นวังหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือฝ่ายในของวังหน้านะ นิทรรศการนี้ทำให้เราเห็นถึงขอบเขตสถาปัตยกรรม และหากวันหนึ่งคุณมีโอกาสกลับไปยังพื้นที่ตรงนั้น คุณก็จะเห็นถึงความต่อเนื่องในเรื่องประวัติศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมของเมือง ทุกอย่างมีที่มาที่ไป สุดท้ายเราก็จะได้รู้ว่า จริงๆ แล้วมันก็มีอะไรซ่อนอยู่
“ในนิทรรศการนี้จะทำให้เห็นว่า เราจะไม่วิ่งกลับไปหาอดีต แต่จะเรียนรู้จากอดีต ใจความหลักของงานคือ เราไม่ต้องการย้อนอดีต แต่อยากให้อดีตกลับมาอยู่ในบริบทปัจจุบัน เช่น ชื่อนิทรรศการวังน่านิมิต ก็สะกดแบบโบราณ ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งก็ค้นคว้าจากหนังสือ ตำนานวังน่า พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ รูปแบบตัวอักษรก็มีที่มาจากลายมือของหมอบรัดเลย์ ระยะห่างระหว่างช่วงเสาของห้องข้อมูลก็เป็นระยะจริงระหว่างช่วงเสาในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย รายละเอียดเหล่านี้จะแทรกไว้หมดเลยครับ เราเอาสิ่งที่คนมองข้ามมาทำให้คนได้มองชัดขึ้น และสามารถต่อยอดจากการศึกษาเรื่องพวกนี้ได้”

ตัวอักษรในนิทรรศการมีที่มาจากลายมือหมอบรัดเลย์ ผู้แปลหนังสือ ครรภ์ทรักษา
Photo: ปฏิพล รัชตอาภา
ภัณฑารักษ์หล่อเลี้ยงอดีตให้มีชีวิตด้วยการจัดการองค์ความรู้
“การเก็บรักษาอดีตอาจไม่ใช่การรื้อหรือบูรณะทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม เพราะทุกอย่างมีเหตุผลในการเปลี่ยนแปลง ต้องอย่าลืมว่า เรามองสิ่งก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ถ้านับถึงตอนนี้คือ เกือบ 200 ปี เราคิดว่า ทำไมมันหายไป ทำไมไม่เก็บไว้ แต่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปถึงตอนที่รื้อคือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 สิ่งก่อสร้างนั้นอายุยังไม่ถึงร้อยปีนะ ดังนั้นงานของภัณฑารักษ์คือ การเอาองค์ความรู้ตรงนี้มามองในมุมที่กว้างขึ้นจากหลายๆ มุมมอง ที่เราได้เห็นจากมุมมองของนักอนุรักษ์ มุมมองของนักโบราณคดี อันนี้คือความสนุก
“คำว่าภัณฑารักษ์ โดยรากศัพท์แปลแบบฝรั่งในศตวรรษที่ 19 หมายถึงคนเฝ้าของ คนดูแลของ ซึ่งต่างจากคำว่าภัณฑารักษ์ที่ใช้ในบริบทร่วมสมัย บางคนก็บอกว่าอยากใช้คำว่า curator มากกว่า เพราะคำว่า curate มันกว้างไกลกว่าคำว่า ภัณฑ์+รักษ์ มาก แต่สำหรับผมคิดว่า ได้ทั้งนั้น ในบริบทไทยเราใช้คำว่าภัณฑารักษ์ แต่เราให้คำจำกัดความ ขยายความ และเปลี่ยนบริบทมันใหม่ เลยทำให้สามารถใช้คำเดิมได้
“ภัณฑารักษ์ในปัจจุบันคือ ต้องวางแผนหลายอย่าง ต้องสร้างพื้นที่ที่จะส่งผ่านองค์ความรู้ และหาวิธีที่จะกระตุ้นผู้ชมให้มีส่วนร่วมกับประเด็นในนิทรรศการที่เรานำเสนอ เช่น เรื่องสถาปัตยกรรมต่างๆ ของวังหน้า บางคนอาจมองในแง่ประวัติศาสตร์ สิ่งก่อสร้าง มีหลายแง่มุมให้เราได้เลือกสรร
“สุดท้ายจริงๆ คนที่จะเป็นภัณฑารักษ์ต้องมีประสบการณ์ และ passion คือต้องค้นคว้า เรียนรู้ และมีระบบในการจัดการความคิด มีระบบในการสื่อสาร เพื่อใช้สร้างนิทรรศการได้ สำหรับผม ภัณฑารักษ์ไม่เคยได้ทำงานบนแคนวาสสีขาวที่หมายถึงการออกแบบนิทรรศการได้อย่างมีอิสระทุกมิติ แต่มันจะมาด้วยข้อแม้และส่วนประกอบต่างๆ ให้เราคิดว่า จะบริหารจัดการงานบนข้อแม้และเงื่อนไขที่กำกับอยู่อย่างไรครับ”
The post คุยกับภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ เล่าประวัติศาสตร์ด้วยการนำอดีตมาสู่ปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดสัปดาห์นี้อย่าอยู่แต่บ้าน ชวนคนข้างๆ ออกไปตักตวงอากา […]
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 16-22 มิถุนายน 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สุดสัปดาห์นี้อย่าอยู่แต่บ้าน ชวนคนข้างๆ ออกไปตักตวงอากาศสดชื่นนอกบ้านกันให้อิ่มหนำ เรารวบรวมกิจกรรมน่าทำประจำวันที่ 16-22 มิถุนายนนี้มาให้แล้ว!

Into History
What: กรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จัดนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ซึ่งนำข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาษาภาพ (Visual Language) ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งเทคโนโลยี Interactive Map ภาพยนตร์สั้น และโมเดล เพื่อใช้อธิบายสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งไม่ปรากฏอยู่แล้วในปัจจุบัน ประกอบด้วยพระที่นั่งคชกรรมประเวศและพลับพลาสูง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมตามฐานานุศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
When: 10-27 มิถุนายน 2561
Where: ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ และจะย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเดือนธันวาคม
Why: งานนี้ยังได้ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน นักอักษรศาสตร์ฯ ในกรมศิลปากร มาเป็นผู้อำนวยการโครงการที่มาบอกเล่าเรื่องราวแห่งอดีตกาลด้วย
How: www.bacc.or.th/event/1976.html
Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

HYHBkk Live! with Devendra Banhart Solo
What: ศิลปินโฟล์กอะคูสติกป๊อปสุดละมุน เดเวนดรา แบนฮาร์ต (Devendra Banhart) ที่หลายคนแอบฮัมตามมานาน ดิ่งมาเมืองไทยเพื่อจัดการแสดงสดที่งาน ‘#HYBKK Live! with Devendra Banhart Solo’ ขนเพลงแนวละตินเข้าใจง่ายน่ารักๆ อย่าง Lover, Mi Negrita, Santa Maria de Feira หรือ Won’t You Come Over มาเล่นให้ฟังด้วยแบบเอ็กซ์คลูซีฟ
When: 16 มิถุนายน 2561 เวลา 19.30-22.00 น.
Where: หอประชุมพรประภา ชั้น 5 อาคารสยามกลการ ปทุมวัน กรุงเทพฯ
Why: นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเมืองไทย ใครที่หลงรักเสียงดนตรีของชายคนนี้มานานอย่าพลาดไปให้กำลังใจเขาด้วยล่ะ!
How: บัตรขายเกลี้ยง แต่เข้าไปชมรายละเอียดกันได้ที่ www.facebook.com/events/205387380062862
Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

Wine + Burger = ?
What: เปลี่ยนบรรยากาศการชิมไวน์และหม่ำแฮมเบอร์เกอร์แบบใหม่ๆ Natural Wine ชวนร้านเบอร์เกอร์ดังประจำกรุงอย่าง Daniel Thaiger มาจับคู่ไวน์ออร์แกนิกกับเบอร์เกอร์กันบ้าง โดยมีทั้งการสอนเรื่องของความแตกต่างระหว่างไวน์ออร์แกนิกกับไวน์ทั่วไป พร้อมกับชิมเบอร์เกอร์เนื้อแน่น 4 ชิ้น ที่จับคู่ไปพร้อมไวน์ 4 ชนิดกันด้วย
When: 16 มิถุนายน 2561 เวลา 18.00-20.00 น.
Where: Daniel Thaiger โครงการ The Commons ซอยทองหล่อ สุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ
Why: หากยังไม่เคยลองชิมไวน์ธรรมชาติจับคู่กับเบอร์เกอร์สุด Juicy ต้องมา!
How: ราคา 2,000 บาทต่อคน อ่านรายละเอียดได้ทาง www.facebook.com/events/190608961661559
Stop: BTS สถานีทองหล่อ

Show Me the Money
What: ชมทอล์กโชว์เรื่องเงินๆ ทองๆ ที่งาน ‘SCB Presents MONEY COACH ON STAGE 4.0 เรโวลูชั่น’ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ในตอน ‘การเงินมีปัญหา ถึงเวลาต้องปฏิวัติ’ โดยคุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ (หนุ่ม เดอะ มันนี่ โค้ช) โค้ชทางด้านการเงินที่เคยผ่านประสบการณ์เป็นหนี้นับสิบล้าน แต่สามารถปลดแอกปัญหาการเงินได้อย่างรวดเร็วที่จะมาปรับจูนองศาความคิดเรื่องการเงินให้ชีวิตการเงินดีขึ้นกว่าเก่า
When: 16-17 มิถุนายน 2561 (รอบ 14.00 น. และรอบ 19.00 น.)
Where: โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ
Why: มาปลดแอกชีวิตการเงินแบบเดิมๆ ยกเครื่องใหม่ในเรื่องความคิดทำในสิ่งที่แตกต่างเพื่ออนาคตการเงินที่ดีขึ้นกว่าเดิมกันไหม?
How: จองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2262 3456
Stop: BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
What: สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดงาน ‘นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ’ (Great and Good Friends) โดยจัดแสดงของขวัญที่พระมหากษัตริย์ไทยพระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระมหากษัตริย์ไทยมาตลอด 200 ปี โดยจัดแสดงเพื่อฉลองความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของทั้งสองประเทศตลอด 200 ปี
When: วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2561 เวลา 09.00-16.30 น.
Where: พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
Why: ภายในงานยังมีของขวัญชิ้นหาชมได้ยากที่ย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของทั้งสองชาติเชียวนะ
How: อัตราค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 150 บาท และนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่แสดงบัตร 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าชมฟรี โดยจำหน่ายบัตรถึงเวลา 15.30 น. ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.greatandgoodfriends.com
Stop: MRT สถานีหัวลำโพง หรือ BTS สถานีพญาไท แล้วต่อรถสาธารณะ

What is Gender?
What: ‘ชายหญิงสิ่งสมมุติ: Gender Illumination’ คือนิทรรศการที่ว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ โดยเชิญผู้ชมมาเปิดโลกทัศน์เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจในเพศที่หลากหลายด้วยการจัดแสดงผลงานที่จะไปกระตุกต่อมความคิดในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ ตลอดจนความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะ งานนี้ยังมีความน่าสนใจตรงที่นำสิ่งของที่จัดแสดงมาจากความทรงจำของบุคคลจริง
When: วันนี้ถึง 30 กันยายน 2561 ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 10.00-18.00 น.
Where: สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ
Why: นิทรรศการนี้อาจปรับองศา เปลี่ยนมุมมองที่เคยมีต่อคนใกล้ตัวที่คุณยังไม่เข้าใจก็เป็นได้
How: โทร. 0 2225 2777, www.museumsiam.org
Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน ต่อเรือด่วนเจ้าพระยาขึ้นที่ท่าราชินีหรือท่าเตียน หรือรถขนส่งสาธารณะ สาย 3, 6, 9, 12, 47, 53, 82, 524

Beer & Balls
What: มหกรรมลูกหนังระดับโลกกลับมาแล้วกับ FIFA World Cup ฟุตบอลโลกปี 2018 ส่วนใครที่หาที่ลงจิบเครื่องดื่มเบาๆ กับเพื่อนเพื่อต้อนรับเทศกาลฟุตบอลครั้งยิ่งใหญ่นี้ ร้าน Beer Belly ชวนมานั่งนอกร้านที่ป๊อปอัพบาร์ชั้น 1 หน้าจอยักษ์ จิบพรายฟองกันสดๆ ละเลียดรสความมันของเกมกีฬา พร้อมกับเมนูอาหารแกล้มเบียร์ ให้ไม่พลาดช็อตเด็ดของทีมโปรด มีไลฟ์แบนด์ให้ฟังเสนาะหูกันช่วงพักครึ่งระหว่างถกเกมกันให้สนุกปากด้วยนะ
When: 14 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.
Where: Beer Belly ชั้น G 72 Courtyard ทองหล่อ ซอยสุขุมวิท 55 กรุงเทพฯ
Why: ข้ออ้างดีๆ ที่จะได้ออกมานั่งชิลเอาต์ดอร์ ชมนักเตะหรือทีมขวัญใจกับคนคอเดียวกัน
How: สำรองที่นั่งได้ที่ 0 2392 7770, www.facebook.com/events/170563200288802
Stop: BTS สถานีทองหล่อ

Love Is Love
What: เฉลิมฉลองความรักและอิสระทางเพศให้ชุ่มฉ่ำกับปาร์ตี้สุดยิ่งใหญ่และเฟี้ยวที่สุดของชาว LGBTQ ครั้งแรกในเอเชียกับงาน Circuit Festival Asia 2018 ต้นตำรับปาร์ตี้เกย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปลายยุค 70s และกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในปัจจุบัน โดยมีเมืองหลวงของปาร์ตี้อยู่ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ก่อนจะขยายความสนุกสนานสู่เมืองใหญ่ทั่วทุกมุมโลก งานนี้โปรดักชันอลังการระดับโลจากทีมผู้จัดงาน WHITE PARTY BANGKOK และ S2O Songkran Music Festival มาแล้วด้วยนะ
When: 15-17 มิถุนายน 2561
Where: พัทยา จังหวัดชลบุรี
Why: เพราะไม่ว่าจะเพศไหน ‘รัก’ ก็คือ ‘รัก’
How: สำรองบัตรได้ที่ circuitfestival.net/asia

The Mind of Kan Lume
What: เข้าถึงจินตนาการของ คัน ลูม (Kan Lume) ผู้กำกับมือดีชาวสิงคโปร์ที่นำเสนอมุมมองแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านภาพยนตร์แนวขมขื่นแต่กลับสนุกอย่างน่าติดตาม ตั้งแต่เรื่องราวของดีเจที่แบกเป้ท่องไปทั่วเมืองจีนใน The Naked DJ หรือนักแต่งเพลงชาวอินโดนิเซียกับชีวิตติดเกาะติดทะเล เป็นต้น
When: 20 มิถุนายน ถึง 22 กรกฎาคม 2561
Where: Cinema Oasis สุขุมวิท 43 กรุงเทพฯ
Why: การได้มองอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านมุมมองของผู้กำกับเพื่อนบ้านที่เราอาจไม่เคยได้เห็นผ่านภาพยนตร์ในโรงใหญ่ๆ คงดีไม่น้อย
How: ภาพยนตร์จะฉายภาษาอังกฤษพร้อมคำบรรยายอังกฤษ
Stop: BTS สถานีพร้อมพงษ์

World Tapas Day
What: คนรักทาปาสได้อิ่มหมีพลีมันกับ ‘el Día Mundial de la Tapa’ หรือวันทาปาสของสเปนที่จัดขึ้นทุกปีวันที่ 21 มิถุนายน โดยร้านทาปาสต่างๆ ในสเปนจะพร้อมใจกันสร้างสรรเมนูใหม่มายั่วใจนักกินอย่างหลากหลายให้ได้ลอง และธรรมเนียมนี้มาถึงกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว โดยมีร้านที่นัดหมายกันสร้างจานเด็ดให้ได้ลองตลอดทั้งสัปดาห์ ได้แก่ Kika Kitchen & Bar, Uno Mas, Toro, Taburete, El Tapeo, Broken Eggs และ Barcelona Gaudi
When: 21-28 มิถุนายน 2561
Where: ทั่วกรุงเทพฯ
Why: นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้ลิ้มลองรสปาทาสแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนโดยไม่ต้องถ่อไปถึงสเปน!
How: อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/events/852065281647300
The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 16-22 มิถุนายน 2561 appeared first on THE STANDARD.
]]>บทสัมภาษณ์สุดพิเศษครั้งแรกเฉพาะที่ THE STANDARD ของคุณใ […]
The post คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน กับบทบาทนักอักษรศาสตร์ฯ ในกรมศิลปากร appeared first on THE STANDARD.
]]>บทสัมภาษณ์สุดพิเศษครั้งแรกเฉพาะที่ THE STANDARD ของคุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ในฐานะนักอักษรศาสตร์ฯ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ซึ่งกำลังเปลี่ยนประวัติศาสตร์ในหน้ากระดาษให้เป็นที่รู้จักและน่าสนใจมากขึ้นด้วยแนวคิดใหม่กับโครงการวังหน้า จนเกิดเป็นงานนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ที่จะย่อยประวัติศาสตร์ของวังหน้าให้ตื่นตาตื่นใจขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
โดยนิทรรศการนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 10-27 มิถุนายน 2561 ณ ชั้น 4 หอศิลปกรุงเทพฯ
The post คุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน กับบทบาทนักอักษรศาสตร์ฯ ในกรมศิลปากร appeared first on THE STANDARD.
]]>
นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ จัดโดยกรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิ […]
The post วังน่านิมิต: เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนิทรรศการ สู่การรื้อฟื้นอาคารในวันวานให้หวนคืน appeared first on THE STANDARD.
]]>
นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ จัดโดยกรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยคุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการนิทรรศการนี้ เปิดให้ผู้สนใจประวัติศาสตร์ไทยเข้าเยี่ยมชมกันแล้วตั้งแต่วันที่ 10-27 มิถุนายนนี้ ที่ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
วังน่านิมิตนำเสนอประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช ผู้เปรียบเสมือนมือขวาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาตำแหน่งนี้ขึ้นพร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 และสิ้นสุดลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2428
ปัจจุบันพื้นที่ที่เคยเป็นวังหน้าได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โรงละครแห่งชาติ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และพื้นที่บางส่วนด้านทิศเหนือของสนามหลวง โดยอาคารที่ยังคงเหลือในปัจจุบัน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์, หมู่พระวิมาน และพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ รวมถึงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
ความพิเศษของนิทรรศการประวัติศาสตร์ในครั้งนี้คือ ผู้ชมจะไม่ได้เห็นข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของวังหน้าเลย หากเมื่อเดินเข้ามาจะพบเพียงป้ายนิทรรศการที่บอกว่าวังหน้าคืออะไร และไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์วังหน้าที่เน้นตั้งแต่ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง จากนั้นพื้นที่บริเวณอื่นของนิทรรศการจะเป็นที่ตั้งของจอแผนที่วังหน้าขนาดใหญ่ โปรเจกเตอร์ทัชสกรีน โมเดล จอฉายภาพยนตร์สั้น ที่เล่าถึงอาคารสิ่งก่อสร้างของวังหน้าที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และจบด้วยห้อง Reading Room หรือห้องข้อมูลที่จัดแสดงหนังสือและภาพถ่าย ให้ผู้ชมเลือกไปค้นหาต่อด้วยตนเอง
สำหรับผู้ที่ไม่เคยชมนิทรรศการที่เล่าถึงสถาปัตยกรรมไทยที่แม้แต่ตัวอาคารก็ไม่มีให้เห็นอยู่แล้วในปัจจุบัน อาจจะจินตนาการไม่ออก หรือสงสัยว่าต้องเริ่มทำความเข้าใจจากอะไรก่อน THE STANDARD รวบรวมเรื่องราวน่ารู้ของนิทรรศการวังน่านิมิตมาฝากในบทความนี้

คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้จัดการโครงการนิทรรศการวังน่านิมิต
เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันด้วยสิ่งปลูกสร้างในอดีต
แนวคิดของนิทรรศการวังน่านิมิตคือ ‘Reading the Intangibles’ รื้อฟื้นประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ของสิ่งที่จับต้องไม่ได้หรือหายไปแล้ว ผ่านการอ่านประวัติศาสตร์บนพื้นที่ในปัจจุบัน
เนื่องจากประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง คำว่า integration หรือ inbetween จึงเป็นคำสำคัญที่ภัณฑารักษ์และทีมงานยึดเป็นหลักว่า จะทำอย่างไรถึงจะนำสิ่งของที่จับต้องไม่ได้หรือไม่มีอยู่แล้วให้คนรู้สึกหรือเข้าถึงได้อีกครั้ง การนำเสนอของนิทรรศการนี้จึงแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสาร หนังสือ ภาพถ่าย การสำรวจพื้นที่ มาตีความและแปลงค่าใหม่เป็นภาษาภาพ (Visual Language) เพื่ออธิบายเรื่องราวของสิ่งก่อสร้างที่ไม่มีอยู่แล้ว รวมถึงนำเสนอข้อมูลที่ตีความแล้วผ่านองค์ประกอบต่างๆ ในนิทรรศการ เช่น สีหลัก โลโก้ และแบบตัวอักษร
ส่วนที่ 2 คือการนำสื่อสมัยใหม่และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการนำเสนอ เพื่อทำให้คนปัจจุบันเข้าถึงและเรียนรู้อดีตได้ง่ายขึ้น เช่น การแสดงแผนที่ของวังหน้าซึ่งเป็น Interactive Map ที่ผู้ชมสามารถขยับแผนที่ไปมาได้ด้วยโปรแกรมการสั่งงานด้วยมือ รวมถึงแบบจำลองของสิ่งก่อสร้างที่ทำขึ้นในลักษณะสามมิติ ให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจน
“โครงการวังหน้าเคยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโบราณคดีมาก่อน เมื่อนำมาทำเป็นนิทรรศการจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้คนเข้าถึงหรือเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีหรือสื่อร่วมสมัยให้คนเห็นว่า อดีตกับปัจจุบันไปด้วยกัน เป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกของคนต่อสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน คนที่ไม่เคยรู้ว่ามีวังหน้ามาก่อนเลย อาจจะเข้าใจว่ามันคือพิพิธภัณฑ์ แต่จริงๆ แล้วเรื่องราวของวังหน้ามีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่านั้น และอยากให้คนหันกลับมาตั้งคำถามกับมัน” คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้จัดการโครงการนิทรรศการวังน่านิมิตกล่าว

Interactive Map แสดงผังวังหน้าสมัยปลายรัชกาลที่ 4 วางทับซ้อนกับแผนที่เกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน
Interactive Map
หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการวังน่านิมิตคือ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นสื่อนำเสนอ สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรงผ่าน Interactive Map เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยมือ โดยแสดงผังวังหน้าในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ 5 วางซ้อนทับกับแผนที่เกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นอาณาเขตเดิมของวังหน้า ตำแหน่งของพระที่นั่งต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นที่ประวัติศาสตร์นี้
เมื่อผู้ชมเลื่อนมือผ่านตัวรับสัญญาณ จะกลายเป็นเคอร์เซอร์บนหน้าจอแผนที่ให้กดเลือกดูข้อมูลพระที่นั่ง 3 หลัง คือ พลับพลาสูง พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เมื่อเลือกแล้วหน้าจอจะเปลี่ยนจากแผนที่เป็นการฉายโครงสร้างพระที่นั่ง ผู้ชมสามารถหมุนพระที่นั่งเพื่อศึกษาลักษณะและองค์ประกอบของภูมิสถาปัตยกรรมทั้งด้านหน้าและด้านหลังโดยรอบได้เพียงแค่ขยับมือ
Interactive Map เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนสถาปัตยกรรม ผังเมือง เพราะทำให้เรียนรู้รูปแบบสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณได้ละเอียดมากขึ้นกว่าจากที่เห็นแต่เพียงในภาพถ่าย

Interactive Map แสดงที่ตั้งของพลับพลาสูง สิ่งก่อสร้างที่ไม่อยู่แล้วในปัจจุบัน
พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพลับพลาสูง อาคารสำคัญในประวัติศาสตร์ที่หายไป
อาคารสิ่งปลูกสร้างในวังหน้ามีหน้าที่พิเศษอย่างหนึ่งคือ เป็นเครื่องแสดงฐานานุศักดิ์ของผู้ครอบครอง ซึ่งนิทรรศการวังน่านิมิตได้เลือกนำเสนออาคารในช่วงเวลาประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองวังหน้า นั่นคือ พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพลับพลาสูง ซึ่งไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ถึงรูปแบบและหน้าที่ของอาคารทั้งสอง ซึ่งเคยมีความสำคัญต่อยุคสมัยในช่วงเวลาหนึ่ง

โปรเจกเตอร์ทัชสกรีนนำเสนอข้อมูลพระที่นั่งคชกรรมประเวศ ผู้ชมต้องสัมผัสข้อมูลบนหน้าจอ เพื่อให้ภาพปรากฏขึ้น
พระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นอาคารที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในวังหน้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 เป็นอาคารที่มีเครื่องยอดทรงปราสาทองค์เดียวเท่านั้นในวังหน้า ด้วยเป็นลักษณะเฉพาะของฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน และจะสร้างขึ้นได้เฉพาะในพระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวงเท่านั้น
ตราบกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต อาคารประกอบพระเกียรติยศหลังนี้ก็หมดหน้าที่ และเนื่องด้วยเป็นอาคารที่สร้างจากเครื่องไม้ จึงผุพังเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาจนมิอาจซ่อมแซมได้ ปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงส่วนของเกยขึ้นช้างตั้งอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ที่บ่งบอกร่องรอยถึงการมีอยู่ของอาคารหลังนี้เท่านั้น
สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ผู้ชมจะได้เห็นพระที่นั่งคชกรรมประเวศทั้งในลักษณะโครงสร้างของอาคารบนจอ Interactive Map และจอโปรเจกเตอร์ทัชสกรีน ซึ่งมีการเปรียบเทียบลักษณะพระที่นั่งคชกรรมประเวศ กับพระที่นั่งอาภรณ์พิมุขปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ว่ามีความคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันมากเพียงใด

โมเดลของพลับพลาสูงทำขึ้นเป็นสีขาวทั้งหลัง เพื่อสื่อถึง ‘ภาพนิมิต’ ในจินตนาการของคน

จอฉายภาพยนตร์สั้นแสดงรูปถ่าย โครงสร้างของพลับพลาสูง และพื้นที่วังหน้าปัจจุบัน
พลับพลาสูงเป็นอีกหนึ่งอาคารที่เหลือเพียงรูปถ่ายหายากให้เห็น และมีอยู่เพียงรูปเดียว ซึ่งเพิ่งมีการค้นพบเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ และได้ขอซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาเผยแพร่ในงานนิทรรศการครั้งนี้
พลับพลาสูงเป็นอีกหนึ่งอาคารที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอาคารนี้มีหน้าที่เป็นสถานที่ชมการซ้อมรบ การฝึกทหาร หรือการฝึกกีฬา ของพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งอยู่บริเวณกำแพงวังฝั่งตะวันออก หรือบริเวณท้องสนามหลวงในปัจจุบัน ภายหลังได้มีการรื้อถอนออกไป เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า และมีการปรับรื้อภูมิทัศน์บริเวณท้องสนามหลวงและถนนพระนคร
ในนิทรรศการวังน่านิมิต ทีมงานได้รังสรรค์พลับพลาสูงให้เป็นมากกว่าแค่การมองจากภาพถ่าย เพราะผู้ชมจะได้เห็นทั้งสถาปัตยกรรมของพลับพลาสูงบน Interactive Map และโมเดลของพลับพลาสูงแบบ 360 องศา โดยตำแหน่งการวางโมเดลพลับพลาสูงสัมพันธ์กับจอภาพยนตร์สั้นที่ฉายภูมิทัศน์ของวังหน้าในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนถึงตำแหน่งของพลับพลาสูงในอดีตซึ่งตั้งอยู่ห่างจากวังหน้า เมื่อผู้ชมยืนอยู่หน้าโมเดลเพื่อดูโครงสร้างของตัวอาคารแล้ว พอมองเข้ามายังภาพยนตร์สั้น ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกถึงระยะตำแหน่งของพลับพลาสูงกับวังหน้าที่ปรากฏอยู่บนจอได้

การใช้คำว่า วังน่า ปรากฏในหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 13
วังน่า หรือวังหน้า
มีหลายคนสงสัยถึงคำว่าวังน่า หรือวังหน้า ว่าสะกดอย่างไรกันแน่ คำตอบคือสะกดถูกต้องทั้ง 2 คำ โดยวังน่า คือการสะกดแบบเก่า ส่วนวังหน้า คือการสะกดตามสมัยนิยม
สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ภัณฑารักษ์ได้เลือกใช้คำว่า ‘วังน่า’ ตามการสะกดแบบเก่า เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเสนอเรื่องราวในอดีต รวมถึงข้อมูลส่วนหนึ่งก็มาจากการค้นคว้าหนังสือของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า ตำนานวังน่า
นอกจากนี้ คำว่าวังน่านิมิต ชื่อนิทรรศการเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า วัง-น่า-นิมิต ซึ่งใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่าวังน่ามาก่อนเลย ก็จะอ่านในลักษณะแยกทีละคำ ก็จะได้ความหมายเพิ่มเติมว่า วังที่น่าคิดฝัน หรือน่าจินตนาการถึง
คำว่านิมิต ที่นำมาต่อท้ายนี้ ภัณฑารักษ์ได้แนวคิดมาจากตอนวางโครงนิทรรศการ ซึ่งมีการนำแผนที่วังหน้ามาจัดแสดง ในหนังสือภาษาอังกฤษสมัยเก่าที่เกี่ยวข้องกับวังหรือปราสาทจะเรียกว่า Architecture Ensemble (ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้คำว่า plan) ในมุมมองของภัณฑารักษ์แล้ว ตัวคำมีความเป็นกวี (poetic) จึงนำคำนี้มาคิดเป็นคำในภาษาไทยต่อ โดยเอาใจความสำคัญที่ต้องการสื่อสารกับผู้ชมเป็นหลัก คือการจินตนาการถึงสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีอยู่แล้ว

แบบตัวอักษรมาจากลายมือของหมอบรัดเลย์ในหนังสือ ครรภ์ทรักษา
แบบตัวอักษร
ตัวอักษรชื่อนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ มองดูคล้ายลายมือของคนไทยในยุคก่อน ซึ่งเห็นได้ตามหนังสือเก่า แท้จริงแล้วมีที่มาจากป้ายบอกชื่ออาคารพระที่นั่งในวังหน้า ที่ทำขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประกอบกับทีมงานนิทรรศการได้ไปพบแบบอักษรนี้ในเว็บไซต์ตัวอักษรชื่อว่า ‘ครรภ์ทรักษา’ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากลายมือของหมอบรัดเลย์ในหนังสือ ครรภ์ทรักษา หนังสือแปลเกี่ยวกับการดูแลครรภ์ จึงได้นำแบบตัวอักษรมาใช้ในนิทรรศการครั้งนี้

การเทียบสีแดงชาดจากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และ Pantone
สีแดงชาด
คาแรกเตอร์สีหลักที่ใช้ในนิทรรศการนี้คือ สีแดงชาด โดยภัณฑารักษ์ และ Means Design Studio ได้ลงพื้นที่วังหน้า เพื่อทำการเก็บข้อมูลเรื่องสีและเส้นสายสถาปัตยกรรมต่างๆ เพื่อแปลงข้อมูลออกมาให้เป็น Visual Language หรือทำกราฟิก พบว่า สีชาดเป็นสีที่โดดเด่นที่สุดของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ จึงนำสีมาเทียบกับผงชาดที่ซื้อจากร้านขายยา แล้วมาเทียบกับ Pantone จนได้เป็นเบอร์สีของ Pantone ที่นำมาใช้ในงานกราฟิกของนิทรรศการ

โลโก้ที่ออกแบบจากอาคาร 3 หลังของวังหน้า
โลโก้
Means Design Studio ได้ออกแบบโลโก้ของนิทรรศการ โดยมีที่มาจากแบบแปลนของอาคาร 3 หลังในวังหน้า คือ พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พลับพลาสูง และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย สื่อถึงการเชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบัน ด้วยการใช้เส้นประแสดงถึงอาคารที่ไม่มีในปัจจุบันแล้ว และใช้เส้นทึบแสดงถึงอาคารที่ยังคงอยู่ โดยส่วนที่มีทั้งเส้นประและเส้นทึบคือ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยที่บางส่วนยังคงมีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ และบางส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เส้นทางศึกษาวังหน้า
หลังนิทรรศการวังน่านิมิตที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครสิ้นสุดลง ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์วังหน้าจะยังคงสามารถเรียนรู้และสัมผัสเรื่องราวของวังหน้าได้อีกครั้งในบรรยากาศพื้นที่จริง เนื่องจากนิทรรศการวังน่านิมิตจะย้ายกลับไปจัดแสดงที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ในเดือนธันวาคม แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น หากใครสนใจอยากค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับนิทรรศการวังน่านิมิต ตลอดจนประวัติศาสตร์แง่มุมต่างๆ ของพระราชวังบวรสถานมงคล ก็สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ wangnaproject.space ส่วนในระหว่างนี้สามารถอ่านชุดบทความเผยแพร่ประวัติศาสตร์วังหน้าอย่างละเอียดได้ที่นี่
The post วังน่านิมิต: เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนิทรรศการ สู่การรื้อฟื้นอาคารในวันวานให้หวนคืน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อดีต…ความทรงจำ…ประวัติศาสตร์ สามคำสำคัญที่ล […]
The post หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: บันทึกและรื้อฟื้นอดีต ‘วังหน้า’ เพื่อเล่าขานประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อดีต…ความทรงจำ…ประวัติศาสตร์ สามคำสำคัญที่ล้วนบ่งบอกถึงสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว แต่มีนัยบางอย่างที่ทำให้เราไม่อาจเพิกเฉยหรือลืมเลือนไปได้ง่ายๆ
และเพื่อย้ำเตือนไม่ให้เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะกลายเป็นอดีตในอนาคต สูญหายไปกับรอยต่อแห่งกาลเวลา เราจึงมักจะมีวิธีการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ในซอกมุมแห่งความทรงจำ เพื่อรอคอยให้กลับไปรื้อฟื้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ
ในระดับปัจเจกบุคคล บันทึกและภาพถ่ายคือ หนทางเก็บเรื่องราวดีๆ ในชีวิตไว้เล่าขาน จากไดอารีส่วนตัวที่เจ้าของหวงแหน มาสู่ยุคปัจจุบันที่คนหลากรุ่นหันไปพึ่งโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องช่วยจำแบบเปิดโล่งให้คนอื่นได้อ่านเนื้อหาและเห็นภาพ (ถ้ามี) ไปพร้อมๆ กัน
ในระดับประเทศ เรามีสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติทำหน้าที่สำคัญในการบันทึกและเก็บรักษาเอกสารลายลักษณ์และภาพต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่คู่ควรแห่งการเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า
ภาพเก่าเล่าประวัติศาสตร์: มรดกความทรงจำแห่งโลก

พระบรมวงศานุวงศ์รุ่นเล็กถ่ายภาพหมู่ร่วมกันข้างเรือนต้น พระราชวังดุสิต
ประมาณ พ.ศ. 2447
Photo: www.thaiglassnegative.com
ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ฉลองวาระสำคัญที่องค์การ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียนฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับชุดหอพระสมุดวชิรญาณ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ประจำปี 2560 ด้วยการจัดนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า

ส่วนหนึ่งของเอกสารภาพที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
Photo: สำนักหอจดหมายเหตุ
นอกจากจะเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกตามที่ยูเนสโกยกย่อง ส่วนหนึ่งของฟิล์มกระจกและต้นฉบับภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณซึ่งเก็บรักษาไว้ที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาตินี้เอง ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ทีมงานจากกรมศิลปากรและผู้เกี่ยวข้องใช้ในการรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งใน พ.ศ. นี้ผ่านโครงการนิทรรศการวังน่านิมิต
“โดยปกติแล้วหอจดหมายเหตุแห่งชาติมีหน้าที่ในการจัดเก็บรักษาเอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อมูลชั้นต้น เพราะฉะนั้นความสำคัญของโครงการวังน่านิมิตคือ ทางหอจดหมายเหตุมีภาพและเอกสารที่เก็บรักษาไว้เกี่ยวกับวังหน้า โดยชุดสำคัญคือ ชุดเอกสารกรมราชเลขาธิการในรัชกาลที่ 5 ซึ่งในเอกสารก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับวังหน้า อีกส่วนก็จะเป็นภาพฟิล์มกระจกค่ะ เป็นชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ก็จะมีภาพที่เกี่ยวกับวังหน้า
“นอกจากนี้แล้วก็จะมีเอกสารชุดอื่นๆ เช่น เอกสารชุดของกองโบราณคดี ชุดนี้ก็จะเป็นรายละเอียดในเรื่องของการซ่อมสร้าง ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวกับวังหน้าค่ะ” นันทกา พลชัย ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่าวถึงชุดเอกสารสำคัญๆ ที่ทีมนักจดหมายเหตุสืบค้น เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นันทกา พลชัย ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
“อีกชุดที่น่าสนใจคือ ภาพถ่ายทางอากาศของวิลเลียม ฮันต์ โดยถ่ายในช่วง พ.ศ. 2485 ซึ่งเขาถ่ายเกี่ยวกับประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่เขาจะถ่ายโดยละเอียด เพราะฉะนั้นก็จะเห็นเลยว่าอาคารเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเอามาประกอบกับเอกสารหรือภาพถ่าย เราก็จะเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงว่า วังหน้ามีพัฒนาการอย่างไรจาก พ.ศ. 2485 เป็นต้นมา
“และก็ยังมีชุดเอกสารอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเอง โดยเป็นชุดที่เข้าไปบันทึกเหตุการณ์และรวบรวมภาพ โดยทั้งหมดนี้ก็จะเป็นชุดที่ถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติค่ะ” ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติกล่าวเสริม

ภาพถ่ายทางอากาศ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยวิลเลียม ฮันต์
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ.WH2/41 กล่อง 1
การบันทึกเรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศตามที่นันทกาเอ่ยข้างต้น ถือเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556
“หอจดหมายเหตุมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การบันทึกเหตุการณ์สำคัญของชาติ อย่างเช่นปีที่แล้วก็เป็นงานพระบรมศพ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเข้าไปบันทึกเหตุการณ์ แต่เวลาไปบันทึกเหตุการณ์ก็จะมีการศึกษาข้อมูล ภูมิหลังของเหตุการณ์ที่จะบันทึก กำหนดการ รายละเอียด ใครเป็นบุคคลสำคัญ เพราะการถ่ายภาพเหตุการณ์ ต้องถ่ายทุกสเตป เหมือนเป็นการบันทึกด้วยวิธีการจดค่ะ ในขณะเดียวกันพอเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะมาเรียบเรียง ภาพกับเอกสาร จะเป็นเหตุการณ์ที่บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ” ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติอธิบาย
ขณะเดียวกัน เพื่อให้ข้อมูลที่บันทึกและเก็บไว้เป็นสมบัติทางประวัติศาสตร์ของชาติในอนาคตมีความถูกต้องและไร้ข้อผิดพลาด ทีมงานหอจดหมายเหตุจะต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่องเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาก่อนจะจัดเก็บเอกสารลายลักษณ์ และภาพไว้ในระบบสืบค้นเพื่อการใช้งานต่อไป
“จะมีคนช่วยตรวจสอบ ตรวจสอบทั้งการใช้ภาษาและเหตุการณ์ว่าถูกต้องเรียบร้อยไหม เหมือนอย่างงานพระบรมศพ ถ้าพูดถึงการก่อสร้างพระเมรุมาศ คนที่จะตรวจให้เราคือ สำนักสถาปัตยกรรม หากเป็นเรื่องของพระราชพิธี สำนักพระราชวังก็จะเป็นคนตรวจสอบ เพื่อความถูกต้องของข้อมูล
“เพราะการบันทึกเหตุการณ์ หรือแม้กระทั่งเอกสารจดหมายเหตุของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติคือข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เอกสารหรือข้อมูลตรงนี้ เวลาเอาไปเผยแพร่ก็เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ” ผอ. นันทกาเผย

ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติในพื้นที่ให้บริการชั้น 1
อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรในหน่วยงาน การบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ของชาติทันทีที่เกิดขึ้น อย่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
“เจ้าหน้าที่จริงๆ แล้วมีไม่มากเลย โดยทุกกลุ่มก็จะมีนักจดหมายเหตุ 4 คน และมี ผอ. กลุ่ม รวมเป็น 5 คน มีลูกจ้างด้วย รวมแล้วก็จะมีประมาณ 12 คน ส่วนกลางมีกลุ่มบันทึกเหตุการณ์ แต่ในขณะเดียวกัน งานตรงนี้เป็นความรับผิดชอบของหอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่คลอง 5 ปทุมธานี เพราะฉะนั้นสองส่วนก็รวมกัน ช่วยกันทำงาน แต่ก็ไม่เพียงพอ (หัวเราะ) ซึ่งทางเราก็จะมีวิธีคือ ผู้สนับสนุนหอจดหมายเหตุคือ ในส่วนของการจดบันทึกเหตุการณ์ แน่นอนว่าต้องเป็นนักจดหมายเหตุที่จะเป็นคนจดบันทึกเหตุการณ์ แต่ในส่วนของการถ่ายภาพ เรามีทีมช่วยเป็นร้อยคนเลยค่ะ แต่ก็ไม่ง่ายนะคะ เพราะต้องถ่ายภาพที่เป็นจดหมายเหตุ
“แต่เราก็จะดูว่าแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญอย่างไร แล้วเขาก็จะเป็นทีม ซึ่งเขามีงานของเขาอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าเราจะสื่อสารทางกลุ่มไลน์ค่ะ เราจะบอกว่า วันนี้มีกิจกรรมตรงนี้ มีใครอาสาจะไปถ่ายภาพให้ไหม ขณะเดียวกันเราก็ต้องอบรมเขาว่า วิธีการถ่ายภาพแบบจดหมายเหตุนั้นถ่ายอย่างไร โดยต้องถ่ายในภาพรวมให้เห็นเหตุการณ์ในภาพรวม แต่ก็ต้องถ่ายเจาะให้เห็นทุกขั้นตอนของงาน และก็ต้องเก็บรายละเอียด บริบท บรรยากาศต่างๆ รอบตัวด้วย”
งานบันทึกเหตุการณ์ในปัจจุบันเพื่อที่อีก 10-20 ปี คนจะได้มาค้นเอกสารจดหมายเหตุ อย่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้จำนวนภาพเป็นหมื่นๆ แสนๆ ภาพ คำถามสำคัญคือ เจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุมีขั้นตอนวิธีการคัดเลือกอย่างไร เพื่อจะเก็บเข้ามาอยู่ในคลัง
“นั่นเป็นขั้นตอนของการประเมินในครั้งต่อไปค่ะ แต่ตอนแรกเราเก็บหมด เรามีวิธีการเก็บ โดยเก็บที่ส่วนบุคคลคือ ภายใต้บุคคลเราจะเก็บตามงาน ว่างานอะไร วันที่เท่าไร เพราะฉะนั้นภาพหนึ่งภาพถ้าหากนำมาใช้ จะต้องทราบว่า ใครเป็นผู้ถ่ายภาพ เป็นเหตุการณ์วันอะไร และต้องเก็บเอกสารประกอบตรงนั้นว่า งานตรงนี้มีรายละเอียดของงานอย่างไร เพราะงานที่เป็นภารกิจยากลำบากของหอจดหมายเหตุแห่งชาติก็คือ การทำคำอธิบายภาพ
“อย่างชุดฟิล์มกระจกของหอพระสมุดวชิรญาณซึ่งเป็นภาพที่ส่วนใหญ่โครงการวังน่านิมิตนำไปใช้ สิ่งที่ยากมากคือ ภาพฟิล์มกระจกหอพระสมุดวชิรญาณจำนวน 35,427 ภาพ บัญชีมีค่ะ แต่รายละเอียดไม่ครบ และเยอะมากที่ไม่มีคำอธิบายภาพ เพราะฉะนั้นการอ่านภาพก็จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่เก่งทางด้านงานอาคาร ด้านบุคคล ด้านเหตุการณ์ โดยเชิญท่านมาช่วยอ่านภาพ
“ภาพที่เกิดใหม่ เรารู้ปัญหาตรงนี้ เราเลยต้องกำหนดว่า คำอธิบายภาพต้องมี ต้องชัดเจนว่า บุคคลที่สำคัญในภาพคือใคร ต้องเขียนไว้เลยค่ะ เพื่อที่เวลาเก็บภาพแสนกว่าภาพ เราต้องมาจัดระบบ จัดหมวดหมู่เครื่องมือช่วยค้นคว้า เพื่อให้บริการการค้นคว้า” ผอ. นันทกาเสริม
“บทบาทการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและการเก็บรักษาข้อมูลของเดิมให้คงอยู่ มีขั้นตอนการทำงานที่มีความยากง่ายต่างกันไป แต่การเก็บรักษาอันเดิมสำคัญกว่าค่ะ ต้นฉบับเป็นงานหัวใจของหอจดหมายเหตุ บางที่ผู้ค้นคว้าค้นเอกสาร ถ้าหากคนเอาไปเขียน มันเหมือนผ่านทัศนคติของคนที่จะเลือกเขียน แต่นี่คือข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเอกสารจดหมายเหตุ โดยเฉพาะเอกสารราชการเป็นเอกสารที่รัฐบาลได้ดำเนินงานตรงนั้น คิดและตัดสินใจอย่างไร ทั้งหมดล้วนอยู่ในเอกสาร ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เป็นข้อมูลชั้นต้น” ผอ. นันทกายืนยัน

การเก็บรักษาเอกสารสำคัญของชาติเช่นนี้ที่ทำให้การสืบค้นข้อมูลต่างๆ เพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคลผ่านโครงการนิทรรศการวังน่านิมิตเกิดขึ้นได้ และหากมองในแง่ส่วนตัว ผู้อำนวยการของหน่วยงานที่บันทึกและเก็บรักษาคลังข้อมูลประวัติศาสตร์จำนวนมากมีความคุ้นเคยพื้นที่วังหน้าไม่น้อย
“ผูกพันค่ะ พื้นที่ตรงนั้นทั้งหมด พี่เรียนประวัติศาสตร์ค่ะ ตอนมาทำโครงการวังหน้า เขาก็บอกว่า ย้อนไปสมัยเป็นวังหน้า เราตั้งคำถามว่า แล้วเป็นวังหน้าตอนไหนล่ะ พ.ศ. ไหน ย้อนกลับไปแค่ไหน เพราะว่าจริงๆ แล้วโรงละครแห่งชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของวังหน้า ทีมงานคุยกันว่า จะคงส่วนหนึ่งของวังหน้าไว้ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เหมือนกัน
“ดังนั้นโครงการวังน่านิมิตเป็นส่วนที่ดีมากคือ สร้างให้เห็นว่า ถ้าสมัยเดิม จริงๆ วังหน้าเป็นแบบนี้นะ เคยมีอาจารย์นักประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศ เขาบอกว่า เวลามาเมืองไทยแล้วเห็นเจดีย์เก่า เขาอยากให้สร้างหรือจำลองสิ่งที่สมบูรณ์ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เขาเป็นชาวต่างชาติ มองไม่เห็น ไม่ทราบ จริงๆ แล้วคนไทยส่วนหนึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ นิทรรศการนี้จึงเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในจุดนี้” ผอ. นันทกาอ้างอิงถึงการนำวิทยาการมาสร้างแบบจำลองของอาคารเก่าที่ผุพังไปตามกาลเวลา ให้กลับมาโลดแล่นในนิทรรศการวังน่านิมิต
จดบันทึกและเก็บไว้ให้เป็นมรดกของชาติ

สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่เทเวศน์
กรพินธุ์ ทวีตา หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อธิบายเพิ่มเติมเรื่องความสำคัญของการเก็บเอกสารที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ โดยภาพและเอกสารที่เก่าที่สุดที่มี สามารถย้อนหลังกลับไปไกลสุดคือ สมัยรัตนโกสินทร์ ตอนปลายรัชกาลที่ 4
“เช่น ภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปหว้ากอกับผู้สำเร็จราชการอังกฤษ อันนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 4 รวมทั้งภาพถ่ายที่เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่พระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในอเมริกา และที่หอจดหมายเหตุของอังกฤษ รวมถึงพระราชวังวินด์เซอร์
“สมัยรัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนแนวความคิด เพราะพระองค์ทรงมีมิตรสหายชาวตะวันตก แนวความคิดที่ว่าการถ่ายรูปจะทำให้อายุสั้นก็หายไป แล้วยิ่งสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดการฉายพระรูป ภาพในสมัยนี้ที่พระองค์ทรงถ่ายเอง เรามีภาพที่ช่างภาพจับภาพพระองค์อีกที ขณะทรงทำหน้าที่เป็นช่างภาพ แล้วพระองค์โปรดให้พระราชโอรส พระราชธิดา และเจ้านายฝ่ายใน เรียนรู้เรื่องกล้อง เพราะฉะนั้นการถ่ายรูปก็เลยแพร่หลาย มีการผลิตภาพมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5” หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการเล่า
แน่นอนว่า เมื่อที่นี่เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ของชาติ ทีมงานเบื้องหลังจึงเป็นกำลังสำคัญเบื้องต้นในการสืบค้นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการปะติดปะต่อเรื่องราวของวังหน้าให้เป็นรูปเป็นร่าง

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 41M00108
“ในการประชุมแต่ละครั้งจะมีการกำหนดว่า ทีมงานนิทรรศการต้องการภาพอะไร เรารู้ว่า ภาพชุดเก่าที่จะสนับสนุนได้เป็นภาพชุดหอพระสมุดวชิรญาณที่เราเรียกว่า หวญ. แล้วก็จะมีกล่องหนึ่งเลยที่ว่าด้วยหมู่พระที่นั่ง ไม่ว่าพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เหล่านี้จะอยู่ในชุดเดียวกัน ก็เลยง่ายขึ้นในการค้น
“ขณะเดียวกันเราก็มองว่า ภาพในหอจดหมายเหตุบางครั้งคำอธิบายภาพสั้นนิดเดียว บางภาพไม่มีคำอธิบายเลย ในฐานะเจ้าหน้าที่นักจดหมายเหตุ เรารู้ดีว่าการจะสนับสนุนข้อมูลภาพให้มีความสมบูรณ์ มีความกระจ่าง เราต้องกลับไปค้นเอกสารลายลักษณ์ เพราะฉะนั้นการทำงานอาจจะช้าตรงนี้ เราต้องดูว่า แล้วเอกสารลายลักษณ์ชุดไหนที่จะสนับสนุนตรงนี้ ยกตัวอย่างเช่น เราไปเจอเอกสารสมัยรัชกาลที่ 5 ของกระทรวงกลาโหม ที่มีการสถาปนาตำแหน่งมกุฎราชกุมาร ซึ่งแต่เดิมในพื้นที่วังหน้าจะมีส่วนที่เป็นโรงทหาร พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้รื้อออก ตรงนี้เอกสารปรากฏอยู่ว่ามีการรื้อในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้นถ้ามีภาพถ่ายเรื่องนี้ก็นำมาเปรียบเทียบได้
“หรือการที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 อีกเช่นกัน แต่เป็นกระทรวงโยธาธิการ มีการซ่อมท้องพระโรง พระราชวังเดิม ข้อมูลรายละเอียดมีเท่าที่ปรากฏ หรือเอกสารชุดกระทรวงศึกษาธิการ เราพบว่า มีการขนแผ่นศิลาหน้าพระที่นั่งศิวโมกขพิมานไปปูพื้นในวัดเบญจมบพิตร อันนี้ก็จะเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เป็นความรู้ที่เรามีข้อมูลอ้างอิง หรือเอกสารกระทรวงศึกษาธิการอีกชุดหนึ่งที่เราพบว่า มีการรื้อตึก ทำรั้วเหล็กริมถนนหน้าพระธาตุบางจุด ในภาพเก่าๆ จะยังไม่มีรั้ว แต่ภาพหลังจากนั้นก็จะเห็นว่ามีรั้วตั้งขึ้น อะไรอย่างนี้ หรือการย้ายปืนทองเหลืองไปหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ การซ่อมสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่ชาติ และช่วงหลังๆ มีการก่อสร้างโรงละครแห่งชาติ เพราะการทำหมู่พระที่นั่งเป็นพิพิธภัณฑสถานเกิดขึ้นสมัยรัชกาลที่ 7 ส่วนการสร้างโรงละครแห่งชาติก็เกิดขึ้นสมัยต่อมา ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงช่วงต้น พ.ศ. 2500 แล้วก็รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มาเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เราดูหมด” กรพินธุ์อธิบายให้เห็นภาพการทำงานสืบค้นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กลายมาเป็นข้อมูลพื้นฐานของนิทรรศการวังน่านิมิต

กรพินธุ์ ทวีตา หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
“อย่างตอนรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มาเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เราพบเอกสารอยู่ใน สบ2 คำว่า สบ. คือ เอกสารส่วนบุคคลของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งพระองค์ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ก็เหมือนกับว่า เราไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ แต่ด้วยความที่เราคุ้นเคยกับเอกสาร ทำให้เราต้องรู้ภารกิจของหน่วยงาน แล้วเราก็จะเข้าไปค้นได้ สมัยรัชกาลที่ 5 มีกระทรวงโยธาธิการ พอถึงสมัยรัชกาลที่ 6 เปลี่ยนเป็นกระทรวงคมนาคมแล้ว เพราะบทบาทหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง เราเองก็ต้องรู้ตรงนี้ เพื่อที่จะเข้าใจภาพรวม และเราก็แนะนำผู้ค้นคว้าอย่างนี้ว่า ถ้าภาพไม่สมบูรณ์คุณต้องมาค้นข้อมูล เราถึงได้มีโครงการอ่านภาพขึ้นน่ะค่ะ คือเราเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายๆ ท่าน รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ มาช่วยอ่านภาพ เพื่อทำให้เราเข้าใจชัดเจนขึ้น” กรพินธุ์อ้างถึงการตรวจสอบภาพและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุเอ่ยถึงข้างต้น
“สำหรับคณะทำงานชุดวังน่านิมิต เขากำหนดมาว่า ต้องการลำดับเวลาที่จะนำ ภาพจดหมายเหตุไปเสริมตรงไหนบ้าง ขณะเดียวกันเราต้องไปดูในเอกสารเก่าอื่นๆ ด้วย เพราะกรมพระราชวังบวรสมัยรัตนโกสินทร์มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แต่เราไม่มีเอกสารแน่นอน ก็ต้องไปค้นที่หอสมุดแห่งชาติ เราทราบตรงนี้ เพราะหอสมุดแห่งชาติมีแผนกเอกสารโบราณที่อยู่ในรูปสมุดไทยดำ ไทยขาว หรืออยู่ในกระดาษข่อย สมุดข่อย เมื่อเรารู้ตรงนี้ปุ๊บ ช่วงหนึ่งเราก็ต้องไปค้นทางโน้น แล้วมาค้นที่เราในช่วงที่เราเรียกว่าเป็นกระดาษฝรั่งแล้ว คือเป็นกระดาษที่ผลิตขึ้นจากโรงพิมพ์ ตรงนี้จะทำให้เราได้รอยต่อที่ทำให้มองเห็นภาพประวัติศาสตร์ได้ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์มาเลยค่ะ
“เท่าที่เคยซักถาม หอสมุดแห่งชาติมีการเก็บเอกสารย้อนไปไกลสุดคือ สมัยปลายอยุธยา แต่จะมีเอกสารมากขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี จะสังเกตว่า เราคนไทยไม่นิยมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรานิยมพูดหรือเล่ากัน แต่การจดบันทึกของเราไม่เหมือนชาวต่างประเทศหรือฝรั่ง เพราะฉะนั้นในการทำละครที่โด่งดังอย่าง บุพเพสันนิวาส เผอิญดิฉันได้ไปเรียนที่โปรตุเกส และช่วงฉลองความสัมพันธ์ 500 ปี เคยร่วมเดินทางไปกับทีม The Nation Documentary นะคะ ไปทำสารคดีเป็นเวลาหนึ่งเดือนที่โปรตุเกส แล้วตัวเองเป็นนักเรียนเก่าที่ไปเรียนภาษาที่นั่น สิ่งที่เราได้รู้ก็คือ ถ้าออเจ้าได้ไปค้นข้อมูลเนี่ย (หัวเราะ) มันจะมีเอกสารในหอสมุดพระราชวังอาจูดา ซึ่งที่นั่นรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารค่ำตามคำเชิญของกษัตริย์โปรตุเกส ที่นั่นจะมีเอกสารที่บาทหลวงรายงานการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย มีการบันทึกว่า คนไทยมีอัธยาศัยใจคออย่างไร ปิดกั้นไหม รวมทั้งเรื่องของกรณีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระเพทราชา กรณีที่เกิดในราชสำนัก ตรงนี้มีบันทึกอยู่ เพราะศาสตราจารย์โปรตุเกสที่ร่วมไปแนะนำ ท่านอ่านให้ฟัง จากเอกสารเป็นลายมือและเป็นภาษาโบราณ นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ถ้าเป็นบาทหลวงก็จะรายงานไปยังสมเด็จพระสันตปาปา ถ้าเป็นพ่อค้าเข้ามาค้าขายก็รายงานไปยังกษัตริย์ เพราะฉะนั้นข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยในสมัยอยุธยา ประเทศหนึ่งที่เราจะไปค้นคว้าได้คือ โปรตุเกส” หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อธิบายให้เห็นภาพกว้างของการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของชนชาติหนึ่ง ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการบันทึกเรื่องราวผ่านมุมมองของคนต่างด้าว และเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุในอีกประเทศโพ้นทะเล

ส่วนหนึ่งของตู้เก็บเอกสารภาพชุดหอพระสมุดวชิรญาณและชุดส่วนบุคคล
การบันทึกข้อมูลในอดีตทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีทัศนะจากหลากหลายมุมมอง ภาพรวมของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะชัดเจนยิ่งขึ้น นี่เป็นสิ่งที่น่าค้นหาสำหรับคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์
“มันเป็นความชอบนะคะ ตอนที่เขาให้เลือกว่า จะเรียนเอกอะไรตอนปี 3 (มหาวิทยาลัยศิลปากร) เราก็ ‘เอาประวัติศาสตร์ดีกว่า’ ขณะที่เพื่อนส่วนหนึ่งเลือกเอกภาษาอังกฤษกัน เพราะมองเรื่องอาชีพ เรื่องการใช้งานในอนาคต แต่เราไม่ได้มองเรื่องนั้น เราเลือกสาขาจากสิ่งที่เราชอบ ชอบรู้อะไรที่มันไม่ใช่สมัยเราน่ะค่ะ เราชอบความคิด หาข้อมูลแล้ววิเคราะห์ว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น ทำไมเขามีอย่างนั้น แล้วพอมีโอกาสได้ไปอยู่ในเมืองเก่าๆ ตอนที่ได้ทุนของมูลนิธิในโปรตุเกสไปเรียนภาษา เรายิ่งรู้สึกว่า มีอะไรที่ให้เราได้ไปเห็น ไปเรียนรู้ได้เยอะแยะ ได้อ่านได้เห็นเอกสารที่พาเราย้อนเวลากลับไปได้เยอะเลย” กรพินธุ์เล่าย้อนถึงที่มาของการลงเอยในหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกับมิติแห่งอดีต

กรพินธุ์และส่วนหนึ่งของภาพเก่าอันเป็นมรดกสำคัญของชาติ
“ตอนที่เราเริ่มต้นทำงานที่หอจดหมายเหตุด้วยระดับซี 3 ตอนเข้ามาก็ต้องอยู่ในกลุ่มที่ต้องจัดหมวดหมู่ ทำเครื่องมือช่วยค้น ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ยากมาก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมานั่งอ่านเอกสารบ้าง เราต้องผลิตเครื่องมือช่วยค้น แต่ตัวพี่เองมานั่งเพลินกับกองเอกสาร มีอะไรหลายสิ่งที่พอเรามีโอกาสมานั่งเอกสารก็ทำให้เรานึกย้อนไปได้ อย่างรัชกาลที่ 5 ทรงรับเสด็จทเซอซาเรวิช ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จฯ ไปสิงคโปร์เพื่อรอรับเสด็จ เพราะท่านส่งพระราชโอรสท่านไปศึกษา มีเอกสารจดหมายเหตุที่ทางทูตไทยรายงานว่า มีอยู่วันหนึ่งที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสและสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ ออกมหาสมาคม พระองค์ทรงจูงมือเจ้าฟ้าจักรพงษ์ แสดงออกซึ่งความรักเหมือนโอรสของพระองค์ ทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่ในเอกสาร
“หรือตอนที่ทเซอซาเรวิช เสด็จฯ มาถึงกรุงเทพฯ มีการจัดต้อนรับที่อยุธยา พอเราอ่านเอกสารว่า มีการแสดง มีจุดไฟอะไร มีการแสดงชกมวย และอะไรต่ออะไร เราก็ได้เห็นว่า มีปรากฏหลักฐานว่าเรือออโรราของรัสเซีย เป็นเรือที่เข้ามาถึงปากน้ำ ปีหนึ่งมีโอกาสไปจัดนิทรรศการ 300 ปี เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พี่รวบรวมเอกสาร รวบรวมอะไรทั้งหมดไปจัดแสดง ปรากฏว่า เรามีโอกาสได้ไปจัดแสดงบนเรือออโรรา ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเรือที่มาถึงกรุงเทพฯ โอ้โห มันก็เลยเป็นประสบการณ์ที่ได้อะไรเยอะ ถ้าถามว่าทำไมต้องสนใจประวัติศาสตร์ ก็ต้องบอกว่ามาจากความชอบเป็นหลัก
“จริงๆ การเรียนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่อะไรคร่ำครึนะคะ เป็นการเรียนที่ทำให้เราได้รู้ว่า คนสมัยก่อนคิดอะไร เขาอยู่กันอย่างไร เราได้มองย้อนไปในอดีต” กรพินธุ์สรุปสั้นๆ ถึงสาขาที่ทำให้ตนเองมาอยู่เบื้องหลังการทำงานเก็บข้อมูลเอกสารสำคัญของชาติ และกลายมาเป็นทีมสนับสนุนการจัดนิทรรศการวังน่านิมิตในที่สุด
ในฐานะเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร กรพินธุ์มีความคุ้นเคยกับพระราชวังบวรสถานมงคลอยู่ระดับหนึ่ง แต่การมาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการที่กำลังเปิดให้เข้าชมอยู่ในขณะนี้ เธอมองภาพของวังหน้าชัดเจนขึ้น

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
Photo: พอจดหมายเหตุแห่งชาติ 45M00014
“เดิมทีเวลาที่เรามีกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวข้องเราก็ต้องไป พระที่นั่งที่เราจะต้องขึ้นไปเสมอๆ อยู่ก่อนแล้วคือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เพราะมีกิจกรรมหลายอย่างของกรมศิลปากร รวมทั้งไปกราบไหว้พระพุทธสิหิงค์ในวันปีใหม่ ที่จะมีการเอาพระพุทธรูปสำคัญองค์นี้ให้ประชาชนได้ไปสักการะ เราก็ขึ้นไปและมีความคุ้นเคยตรงนั้น เราไปโรงละครแห่งชาติเวลาที่มีกิจกรรมของกรมศิลปากร แล้วแต่วาระ ก็ทราบแค่ตรงนั้น เวลาที่ไปก็ไม่ได้เดินดูทั้งหมดทั่วบริเวณ
“แต่พอเป็นคณะที่ต้องช่วยสนับสนุนเอกสาร มันทำให้เรารู้ว่า แต่ละพระที่นั่งมีที่มาที่ไปอย่างไร และยิ่งปะติดปะต่อตามลำดับเวลา แล้วเราเป็นส่วนหนึ่งที่เอาภาพตรงนี้ไปประกอบเรื่องราว นี่รัชกาลที่ 5 นะ พอมาถึงรัชกาลที่ 6 มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่า ภาพแต่ละช็อตแต่ละช่วงที่ถ่ายมันเป็นประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีอะไรชำรุดก็ต้องมีการสร้างหรือซ่อมขึ้นมาใหม่ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเลย เหมือนสมัยรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งคชกรรมประเวศมันทรุดโทรมมาก เพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 พอถึงรัชกาลถัดมา ไม่สามารถซ่อมแซมได้แล้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น” กรพินธุ์อธิบาย
“เมื่อปีที่แล้ว เรามีการจัดพิมพ์หนังสือพระเมรุมาศและพระเมรุตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเอาภาพเก่ามาจัดแสดง ภาพชุดนี้เป็นภาพชุดหอพระสมุดวชิรญาณ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้ว่า พระราชวังบวรสถานมงคลนี่เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพของเจ้านายด้วย อย่างสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารองค์แรก หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และอีกหลายพระองค์ที่เป็นพระราชโอรส พระราชธิดาของรัชกาลที่ 5 ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่นี่ เพราะฉะนั้นภาพเหล่านี้จะเน้นเฉพาะการจัดงานจริงๆ แต่บางครั้งเราจะได้เห็นบริเวณรอบๆ อาจจะได้อะไรที่โผล่ออกมาบ้าง ที่แสดงให้เห็นเป็นหลักฐานที่ช่วยให้เราปะติดปะต่อภาพใหญ่ให้สมบูรณ์ได้พอสมควร”
อย่างที่เอ่ยถึงข้างต้นว่า นอกจากการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของชาติ หอจดหมายเหตุยังมีหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในปัจจุบัน ที่จะหลายเป็นอดีตอันทรงคุณค่าในอนาคต โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับงานจดหมายเหตุฉบับแรก
“หลักใหญ่ๆ คือ หมวดที่ว่าด้วยอำนาจของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หมวดที่ว่าด้วยเอกสารจดหมายเหตุ จะมีสิ่งที่ระบุไว้ว่า หน่วยงานต้องจัดทำรายการเอกสาร หน่วยงานต้องมีการพิจารณาสำรวจเอกสารทุกสิ้นปีปฏิทิน ดูว่าเอกสารที่อยู่ในหน่วยงานมีความจำเป็นต้องใช้ต่อไป หรือหมดอายุการใช้งาน ถ้าหมดอายุการใช้งาน หน่วยงานก็สามารถส่งมอบให้หอจดหมายเหตุ เพราะฉะนั้นมันทำให้การส่งมอบเอกสารให้หอจดหมายเหตุมีความสม่ำเสมอ และเอกสารที่ส่งมอบจะอยู่ในสภาพดี ไม่ใช่เก็บเอาไว้แล้วรอจน 20-30 ปี พอจะย้ายทีหนึ่ง ย้ายอาคารหรือสถานที่ทำการ เอกสารจะชำรุดไปแล้ว ข้อกำหนดตรงนี้ทำให้มีการบริหารเอกสารของหน่วยงาน
“แต่พอมาถึงหอจดหมายเหตุ เราเรียกว่า บริการเอกสารจดหมายเหตุ คนละลักษณะคือ เป็นเอกสารที่ประเมินแล้วว่าสำคัญ ต้องจัดเก็บถาวรตลอดไป สิ่งนี้จะอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรืออาจจะอยู่ในหอจดหมายเหตุของหน่วยงานที่มีความประสงค์จะจัดเก็บเอง เพราะฉะนั้นโดยหลักๆ จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นการบริหารงานเอกสารที่คุณยังใช้งานอยู่ กับอีกส่วนหนึ่งเป็นเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานแล้ว เราประเมินคุณค่า หน่วยงานประเมินมาครั้งแรก ตั้งคณะกรรมการอะไรก็แล้วแต่ตามระเบียบงานสารบัญ มาถึงหอจดหมายเหตุ เราประเมินอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะจัดเก็บอีกที เขาอาจจะส่งมา 100% เราอาจจะเก็บแค่ 5%” กรพินธุ์ชี้แจง

บริการค้นภาพด้วยอินทราเน็ต
ประเด็นสำคัญในจุดนี้คือ เกณฑ์มาตรฐานที่จะใช้วัดว่าเอกสารส่วนไหนทรงคุณค่าพอที่จะต้องจัดเก็บไว้ในหน่วยงานอย่างหอจดหมายเหตุ
หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อธิบายหลักการพิจารณาจัดเก็บเอกสารดังนี้
“เราก็จะมีการพิจารณาว่า คุณค่าของเอกสารนั้นสะท้อนประวัติของหน่วยงาน หรือโครงสร้างของหน่วยงานไหม อันนี้เราจัดเก็บแน่นอน เอกสารที่มีอายุ 20 ปีไปแล้ว ถือว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ หอจดหมายเหตุต้องจัดเก็บแน่นอน เอกสารที่มีคุณค่าทางด้านการเงิน ไม่ใช่เรื่องเงินเดือนธรรมดา เช่น ถ้าเราได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หรือการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมสายใดสายหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทั้งนโยบายและการบริหาร มีการทุ่มเทงบประมาณ เราก็จะมองในแง่นั้น อีกด้านหนึ่งคือ ทางด้านกฎหมาย ด้านที่พิจารณาง่ายที่สุดคือ อะไรที่เกี่ยวกับระดับชาติ ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาที่เราต้องขึ้นศาลโลกในเรื่องเขาพระวิหาร และเราก็แพ้เขมร เราในฐานะนักจดหมายเหตุจะรู้ว่า ที่เราแพ้เพราะข้อมูลแน่นอน เขมรได้ข้อมูลสนับสนุนจากฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาครอบครองเขมร แล้วหลังจากนั้นก็เอาเอกสารกลับประเทศตัวเองทั้งหมด และเมื่อเขมรขึ้นศาลโลก เขามีข้อมูลสนับสนุนจากทางนั้น ถ้าเราเรียนประวัติของงานจดหมายเหตุเราจะรู้ว่า ประเทศแรกที่มีการบริหารงานจดหมายเหตุคือ ฝรั่งเศส เนื่องจากหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบสาธารณรัฐ เอกสารที่กองอยู่ในพระราชวังที่เยอะแยะไปหมด ก่อให้เกิดประเด็นเป็นความคิดขึ้นมาว่า จะบริหารจัดการอย่างไร อังกฤษมาทีหลังฝรั่งเศสในเรื่องการบริหารงานจดหมายเหตุ และอเมริกาก็มาทีหลังอีกที
“ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง ในปัจจุบันเราจะมีคณะกรรมการที่ปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวดิฉันเองได้มีส่วนร่วมไปหอจดหมายเหตุอังกฤษกับกองเขตแดน กระทรวงการต่างประเทศในการค้นเอกสาร ตอนนั้นเรากำลังค้นเรื่องเขตแดนไทยกับพม่า พอไปถึงเขาบอกว่า “พม่าเขามีหนังสือมา เดี๋ยวพม่าก็จะมาค้น” เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า เจ้าอาณานิคมเนี่ย เอาเอกสารกลับไปเยอะ ถ้าประเทศเราไม่มี เราก็ต้องไปค้นที่เขา เพื่อจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมสมบูรณ์ และเอามาใช้ นี่คือการพิจารณาคุณค่าในด้านกฎหมาย”
บทบาทและหน้าที่ของหอจดหมายเหตุที่อธิบายไปก่อนหน้า ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และใช้เป็นบทเรียนที่ส่งผลต่อมิติปัจจุบัน
“สิ่งสำคัญคือ การเอาไปใช้งาน ปัจจุบันเราได้เรียนรู้ ไม่ว่าคุณจะเอาไปพิมพ์หนังสือ สมุดภาพ หรือจัดนิทรรศการ หรือจัดกิจกรรมต่างๆ คุณได้มาเรียนรู้โดยเอาข้อมูลเหล่านี้ทุกประเภทที่มีอยู่ในหอจดหมายเหตุไปเผยแพร่สู่สาธารณชน” กรพินธุ์เน้นย้ำ
ในยุคที่คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์มากขึ้น นับตั้งแต่พระราชพิธีพระบรมศพ งานอุ่นไอรัก ตามด้วยกระแสละครที่นำไปสู่การปลุกกระแสแต่งชุดประจำชาติอยู่พักหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมาดูตัวตนของเราอย่างจริงจังอีกครั้ง
“พี่มองว่า เราเรียนให้รู้ว่าเราคือใคร มาจากไหน รากเหง้าเราเป็นอย่างไร บรรพบุรุษเราเป็นอย่างไร พอเรียนตรงนั้นปุ๊บ นอกจากเราจะรู้ความคิดของคนสมัยก่อนแล้ว รู้ที่มาที่ไป ความเป็นอยู่แล้ว มันยังทำให้มีความรักและภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากขึ้น เรารู้ว่าเราคือใคร มาจากไหน และปัจจุบันเราอยู่ตรงนี้ ทำให้เราฉุกคิดมองได้ว่า แล้วอนาคตข้างหน้าล่ะ เราจะเป็นอดีตของอนาคตข้างหน้านะ เรามองว่า สมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ทรงเน้นให้มีการเก็บเอกสาร แล้วเราล่ะ เราจะไม่เก็บหรือ เพื่อที่ว่าในอนาคตข้างหน้า เด็กรุ่นใหม่จะย้อนกลับมาดูสมัยของเรา เขาจะศึกษาจากไหน จะเรียนรู้จากไหน นี่คือสิ่งที่พี่มองในฐานะที่ทำงานตรงนี้
“เผอิญเมื่อสองปีที่ผ่านมา พี่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ซึ่งเป็นคณะที่คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ตั้งขึ้นมา โดยผู้ที่ลงนามก็คือ รัฐมนตรีของกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนั้นเราอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการแห่งชาติจะต้องตั้งทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล แต่เราทำงานมาโดยตลอด ขึ้นมรดกความทรงจำแห่งโลกไปหลายชิ้นแล้ว ตั้งแต่ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ แล้วก็เอกสารส่วนหนึ่งที่หอสมุดแห่งชาติ จารึกวัดโพธิ์ได้ขึ้นทะเบียนระดับโลก เอกสารของเอกชนชิ้นหนึ่งคือ เอกสารสยามสมาคมได้ขึ้นระดับโลก เราจะจัดประชุมสัมมนาตลอด ปีละครั้ง เราได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมศิลปากร เราก็ประสานร่วมมือกับคณะกรรมการแห่งชาติตรงนี้
ในการที่จะขึ้นทะเบียน ทีมงานต้องกรอกแบบฟอร์ม และให้ข้อมูลรายละเอียดที่ยูเนสโกจะเอาไปวินิจฉัยพิจารณาว่า เอกสารชิ้นนั้นมีความสำคัญในระดับโลกหรือไม่ เหมาะจะเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกไหม
“ชิ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ในฐานะเลขานุการ ก็นำเอาไปเสนอที่ประชุมว่า อยากจะนำเสนอฟิล์มกระจก อาจารย์สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ท่านบอกว่า ให้ไปเขียนโครงการมา พอเราเขียนมาเป็นภาษาไทย ท่านก็มานั่งทำงานที่นี่ แล้วค้นภาพค้นเอกสารเพิ่มเติม จนกระทั่งเราได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็เป็นที่มาที่ไปของงานฉลองฟิล์มกระจก ขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำโลก” กรพินธุ์อ้างถึงงานนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานประวัติศาสตร์ จนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า
“ที่ขึ้นพร้อมเราในปี 2560 มีออสเตรเลีย วันที่ 30 ตุลาคม เราระบุวันที่ลงไปเพราะใบประกาศที่ส่งมาถึงประเทศไทย เลขาธิการของยูเนสโกลงนามเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ปีนี้เราก็เลยตัดงานเฉลิมฉลอง เพราะในนั้นมีการระบุว่า ให้จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ แล้วเราต้องรายงานไปว่า เราทำอะไร นั่นถือว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ ตอนนี้เราขยายไปว่า ให้หอจดหมายเหตุสาขาทำในรูปแบบเดียวกัน
“เราในฐานะหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เรามีตัวฟิล์มกระจก 40,000 กว่าแผ่น ขณะเดียวกัน เราก็มีภาพต้นฉบับที่เป็นพรินต์ เป็นภาพต้นฉบับในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะสมัยนั้นเมื่อเป็นฟิล์มอยู่ก็ดูภาพไม่ได้ก็ต้องมีการพิมพ์ออกมาเป็นแผ่นๆ ก็ถือว่าเป็นภาพต้นฉบับชุดหอพระสมุดวชิรญาณที่คณะทำงานวังหน้าใช้อยู่นี่ละค่ะ เรามีทั้งตัวฟิล์มและตัวภาพ ตอนที่เรานำเสนอมรดกโลก เราก็ระบุทั้งสองส่วน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า หลายประเทศเขาก็มีค่ะ มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ อย่างออสเตรเลียขึ้นทะเบียนเพียงชิ้นเดียว ดิฉันไม่ได้อ่านรายละเอียดของเขา แต่ทราบว่า เป็นขนาดใหญ่มาก แล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับซิดนีย์ ก็เป็นอะไรที่มีคุณค่า
“อย่างของเรานี่ ฟิล์มกระจก ข้อหนึ่งก็คือ ความสำคัญในระดับโลกจะต้องมีด้วย เราก็มองว่า ภาพชุดนี้ของเรามีพระบรมฉายาลักษณ์ตอนที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนยุโรป เพราะฉะนั้นก็จะมีตัวอย่างภาพที่แสดงถึงความสำคัญของการที่เราไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกที่สะท้อนออกมาผ่านทางภาพเหล่านี้ค่ะ เราถึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก” กรพินธุ์ขยายความถึงที่มาที่ไปที่ทำให้ภาพและฟิล์มกระจกของไทยได้ขึ้นทะเบียนจนเกิดนิทรรศการฉลองในขณะนี้
ทั้งการนำเสนอเอกสารเก่าเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก และการประสานงานกับทีมจัดงานนิทรรศการวังน่านิมิต ที่รื้อฟื้นความเป็นมาของพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลพื้นฐานที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบในหอสมุดแห่งชาตินี่เอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 6M00002
“บุคคลที่เราต้องให้ความสำคัญ และยกย่องว่าเป็นพระราชบิดาแห่งจดหมายเหตุคือ รัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำหรับรัชกาลที่ 5 มีข้อมูลที่ทำให้เราทราบว่า พระองค์ทรงระบุว่า เอกสารชุดนี้สำคัญให้เก็บไว้ในอาร์ไคฟ์ ทรงเขียนเป็นภาษาไทยว่า ‘อาไคฟ’ มันเทียบได้กับ ‘archives’ ที่หมายถึงเอกสารจดหมายเหตุ เพราะฉะนั้นเรามองได้ว่า ผู้นำประเทศคือ พระองค์ทรงทราบแล้วว่าอะไรสำคัญ อะไรต้องเก็บ ทำให้เรามีชุดเอกสารสำคัญๆ ที่เป็นสมบัติส่วนพระองค์ทั้งนั้นเลย ที่เรานำมาใช้งานได้ในภายหลัง” หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติชี้แจง
เอกสารลายลักษณ์ ภาพ และฟิล์มกระจกที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของสยาม รวมทั้งสะท้อนภาพของวังหน้าที่พร่าเลือนในความทรงจำ จึงกลายเป็นมรดกของชาติที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“พี่เลยมองว่า ถ้าเรามีผู้นำที่เข้าใจในการให้ความสำคัญในการเก็บข้อมูล ทุกอย่างเราจึงไปต่อได้” กรพินธุ์ทิ้งท้าย
ปัจจุบัน นอกจากสำนักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่กรุงเทพฯ ในรอบรั้วเดียวกับหอสมุดแห่งชาติ ยังมีสำนักงานในระดับภูมิภาคอีก 9 แห่งด้วยกันคือ หอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ปทุมธานี, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตรัง, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยะลา, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พะเยา, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อุบลราชธานี, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี (ที่สุพรรณบุรียังมีหอจดหมายเหตุ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา) และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี
ทั้งหมดทำหน้าที่เหมือนกันคือ รับมอบเอกสาร ประเมินคุณค่าเอกสาร และจัดหมวดหมู่ จัดทำเครื่องมือช่วยค้นคว้า อนุรักษ์ จัดเก็บรักษา ให้บริการ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และสุดท้ายคือ บันทึกเหตุการณ์สำคัญของชาติ เพื่อให้อดีตที่เปี่ยมด้วยความทรงจำกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นต่อไปในอนาคตมาค้นคว้าหรือรื้อฟื้น เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘วังน่านิมิต’ ในวันนี้

ถนนหน้าพระลานด้านหน้าของวังหน้า
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-5(6ใน8)(หน้า)
The post หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: บันทึกและรื้อฟื้นอดีต ‘วังหน้า’ เพื่อเล่าขานประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา กรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิ […]
The post เปิดนิทรรศการวังน่านิมิต เรียนอดีต รู้ประวัติศาสตร์ผ่านภาษาภาพที่ BACC วันที่ 10-27 มิถุนายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา กรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จัดพิธีเปิดนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ซึ่งนำข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาษาภาพ (Visual Language) จัดแสดง ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นิทรรศการวังน่านิมิต ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารทั้งเทคโนโลยี Interactive Map ภาพยนตร์สั้น และโมเดล เพื่อใช้อธิบายสถาปัตยกรรมภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ซึ่งไม่ปรากฏอยู่แล้วในปัจจุบัน ประกอบด้วยพระที่นั่งคชกรรมประเวศและพลับพลาสูง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมตามฐานานุศักดิ์สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการโครงการ ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนภายในพิธีเปิดนิทรรศการว่า
“โครงการวังหน้าเมื่อ 5 ปีที่แล้วเคยเป็นเรื่องของการศึกษาโบราณคดี ส่วนนี้เราได้คุยกับทีมงานที่ทำงานร่วมกันว่าจะนำเอาข้อมูลมาถึงผู้คนในวิธีที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและสิ่งที่ร่วมสมัยมากขึ้นเพื่อทำให้คนเห็นว่าอดีตกับปัจจุบันไปด้วยกัน เชื่อมความรู้สึกของคนในแต่ละยุคให้คนอยากกลับไปค้นหาและตั้งคำถาม”
สำหรับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ผู้ทรงเป็นกำลังสำคัญในการสร้างบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาตำแหน่งนี้ขึ้น พร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ในพุทธศักราช 2325 ตราบจนกระทั่งสิ้นสุดลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพุทธศักราช 2428
ปัจจุบันพื้นที่ของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โรงละครแห่งชาติ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และพื้นที่บางส่วนทางด้านทิศเหนือของสนามหลวง
นิทรรศการวังน่านิมิต จัดแสดงระหว่างวันที่ 10-27 มิถุนายน 2561 ที่ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (หอศิลปกรุงเทพฯ) โดยหลังจากการจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครแล้ว นิทรรศการวังน่านิมิตจะย้ายไปจัดแสดงอีกครั้งในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเดือนธันวาคมนี้
The post เปิดนิทรรศการวังน่านิมิต เรียนอดีต รู้ประวัติศาสตร์ผ่านภาษาภาพที่ BACC วันที่ 10-27 มิถุนายนนี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในเดือนมิถุนายนนี้มีนิทรรศการพิเศษที่ THE STANDARD ไม่อ […]
The post วังน่านิมิต-ฟื้นประวัติศาสตร์ที่ขาดหายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นำทีมโดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในเดือนมิถุนายนนี้มีนิทรรศการพิเศษที่ THE STANDARD ไม่อยากให้ใครพลาด นิทรรศการนี้จะพาผู้ชมย้อนกลับไปรู้จักอดีตบางช่วงตอนของกรุงรัตนโกสินทร์ที่เคยเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา แต่ตรงข้ามกับปัจจุบันที่เงียบเหงา และคล้ายจะเป็นเพียงเงาอยู่ในชีวิตประจำวันอันเร่งรีบของผู้คน ทั้งที่รอยอดีตนั้นทับซ้อนอยู่บนเส้นสัญจรอันจอแจ และเป็นพื้นที่ที่ยังคงถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
‘วังน่านิมิต’ นิทรรศการชื่อแปลกตา ด้วยสะกดตามอย่างการเขียนแบบโบราณในพระนิพนธ์ ตำนานวังน่า ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากร และสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘พระราชวังบวรสถานมงคล’ หรือ ‘วังหน้า’ อดีตพระราชวังที่รุ่งเรืองด้วยอำนาจมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาตำแหน่งนี้ขึ้น พร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ. 2325 ตราบจนกระทั่งสิ้นสุดลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2428


นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ จัดแสดงที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 10-27 มิถุนายน 2561
หลายคนอาจถามว่า แล้ววังหน้าที่จบสิ้นไปแล้วกว่าร้อยปีจะเกี่ยวเนื่องกับปัจจุบันของเราอย่างไร คุณจะรู้สึกเขยิบเข้าใกล้วังหน้ามากขึ้นหรือไม่ หากได้รู้ว่าวังหน้าในอดีตนั้นกว้างใหญ่มาก มีอาณาเขตครอบคลุมสถานที่หลายแห่งในปัจจุบัน ซึ่งอาจอยู่หรือเคยอยู่ในชีวิตประจำวันของคุณเสียด้วยซ้ำ
จากเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถัดมาสู่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกือบทั้งหมด แนวกำแพงโบราณบนถนนพระจันทร์ และครึ่งหนึ่งของสนามหลวงด้านทิศเหนือ ทั้งหมดนี้คือพื้นที่ของวังหน้าในอดีต
สิ่งปลูกสร้างของวังหน้าที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยและหมู่พระวิมาน และพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือที่เรียกกันอย่างสามัญว่า วัดพระแก้ววังหน้า ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

วัดบวรสถานสุทธาวาส
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
อดีตของวังหน้าส่วนที่จับต้องได้มีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันไม่น้อย เพียงแต่เราอาจไม่ทันสังเกต แต่ประวัติศาสตร์อีกส่วนที่ไม่มีอยู่แล้ว ด้วยเกิดการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของกาลเวลาต่างหาก ที่ถ้าไม่มีการส่งต่อ นับวันก็จะยิ่งเลือนหาย ทั้งที่คุณค่าและความหมายทางประวัติศาสตร์ยังคงครบบริบูรณ์ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด และนี่เองคือหนึ่งในประเด็นหลักที่นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ต้องการสื่อสารกับผู้ชม
คณะทำงานจากกรมศิลปากร นำโดยสำนักสถาปัตยกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สำนักโบราณคดี สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสำนักพิพิธภัณฑ์ ร่วมกับทีมภัณฑารักษ์ของพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ได้สืบค้นและรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่เป็นเอกสารและภาพถ่ายจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตลอดจนจากนักสะสมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงรูปสันนิษฐานของสถาปัตยกรรมที่ไม่ปรากฏแล้วในปัจจุบันของช่วงรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องรัชกาลที่ 5 นำมาตีความและใช้ของคุ้นเคยสำหรับคนยุคนี้อย่างเทคโนโลยีเป็นสื่อนำเสนอ เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมเป็นสำคัญ
แต่ก่อนจะลงลึกไปกับเนื้อหาของนิทรรศการ THE STANDARD จะพาไปค้นลึกถึงที่มาของนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ และเหตุผลที่เราไม่ควรพลาดชมนิทรรศการนี้ โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ซึ่งปัจจุบันรับราชการในตำแหน่งนักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ช่วยราชการที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และเกี่ยวข้องโดยตรงกับนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ ได้ให้โอกาสสัมภาษณ์ถึงที่มาที่ไปของการต่อลมหายใจให้โบราณสถานที่ค่อยๆ ถูกลืมเลือนนี้

คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการโครงการนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’
Photo: นวลตา วงศ์เจริญ
“วังหน้าเป็นพระราชวังที่สำคัญมากในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช เช่น สมัยรัชกาลที่ 4 ก็เป็นที่ประทับของ Second King (พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2) หรือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว วังหน้ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ซึ่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ วังหน้าถือว่ามีอำนาจและบทบาทเยอะมาก แต่คนสมัยนี้ไม่ค่อยรู้ ถ้าเราไม่รู้ประวัติศาสตร์ตรงนี้ แล้วเราจะรู้ความสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ได้อย่างไร ถ้าจะเข้าใจความเป็นกรุงเทพฯ ก็ต้องเข้าใจหน้าที่ของวังหน้าด้วย”
คุณใหม่ย้อนถึงที่มาของโครงการศึกษาเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) นี้ว่า เป็นโครงการที่กรมศิลปากรเคยดำเนินการมาแล้ว และเป็นโครงการที่มีข้อมูลน่าสนใจมาก จึงคิดว่าอยากจะสานต่อ “เราก็ไม่เคยทราบว่า เมื่อก่อนมันใหญ่โตถึงขนาดนี้ ความเป็นมาของวังหน้าเป็นอย่างไร ทำไมสถาปัตยกรรมที่เราเห็นทั้งหมดถึงคล้ายกับสมัยอยุธยา เราก็คิดว่า ขอเอาโครงการนี้มาทำต่อได้หรือเปล่า จะทำให้มันเข้าถึงคนได้ง่าย โดยการใช้เครื่องมือที่ร่วมสมัย ใช้เทคโนโลยีที่เด็กเข้าใจให้มันสนุก มีสีสัน ทำให้รู้สึกว่า เป็นของที่ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
“ในเนื้อหาของนิทรรศการ เราจะพูดถึงสถาปัตยกรรมในเขตวังหน้าที่ไม่มีอยู่แล้ว เช่น พลับพลาสูง มีหลายคนรวมทั้งภัณฑารักษ์ที่พูดว่า เมื่อก่อนหากันนาน 5 ปี พยายามหาภาพเก่าของพลับพลาสูงอย่างไรก็ไม่เจอ ไม่ทราบว่าหน้าตาแบบไหน แต่แล้วก็หาเจอ เขาก็ตกใจกันว่า ไม่เคยได้เห็นมาก่อน แต่ทีมงานก็ไปเจอจากหนังสือ Unseen Siam ของริเวอร์บุกส์ มีนิทรรศการที่จัดไว้ที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ พอเราเจอรูปจากหนังสือ เราก็ เอ๊ะ นี่ก็คืออันที่เราหานี่ สำหรับคนที่ชอบภาพถ่ายเก่า เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก เราได้เห็นว่า รายละเอียดของตึกเป็นอย่างไร พลับพลาสูงสวยอย่างไร พระที่นั่งคชกรรมประเวศสวยอย่างไร”

พลับพลาสูงตั้งอยู่บนแนวกำแพงด้านทิศตะวันออกของพระราชวังบวรสถานมงคล เช่นเดียวกับพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาทในพระบรมมหาราชวัง
Photo: www.facebook.com/wangnaproject

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-26
ความโดดเด่นของพระที่นั่งคชกรรมประเวศคือ เป็นอาคารเดียวในวังหน้าที่มีเครื่องยอดทรงปราสาท ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะทางสถาปัตยกรรมสำหรับพระมหากษัตริย์ และจะสร้างขึ้นในพระราชวังหลวงเท่านั้น “รัชกาลที่ 4 ทรงยกย่องให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เป็นเสมือนพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 จึงสร้างสถาปัตยกรรมที่มีฐานานุศักดิ์เป็นยอดปราสาทเหมือนของพระมหากษัตริย์ได้” คุณใหม่อธิบายเพิ่มเติม
หนึ่งในสารหลักที่นำเสนอในนิทรรศการครั้งนี้คือ แนวทางการอนุรักษ์ คุณใหม่อธิบายว่า “ถ้าเราพัฒนาด้านอนุรักษ์ตึกอย่างเดียวมันไม่พอ การจะอนุรักษ์มันมีหลายส่วน ส่วนหนึ่งคือ การอนุรักษ์ตัวอาคารหรือสิ่งที่จับต้องได้ อีกส่วนคือ ความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจว่า เมื่อก่อนสร้างตึกนี้ขึ้นมาเพราะอะไร ทำไมถึงวางผังอย่างนี้ คนไทยมีความเชื่อเยอะมากเกี่ยวกับการวางผัง มีความรู้สึกของคนเยอะ เป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่เราสั่งสมไว้”
สิ่งที่น่าสนใจมากอีกประการของนิทรรศการนี้คือ การนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์ คุณใหม่อธิบายในประเด็นดังกล่าวอย่างน่าสนใจ “เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่เข้าใจกันดี ทุกคนมีไอแพด ไอโฟน ทุกคนเข้าใจว่า มันเป็นเครื่องมือที่สามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดต่อไปในอนาคตได้ ใช้ในเรื่องของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมันก็กลับขึ้นมาใหม่ได้ สร้างความสัมพันธ์กับคนได้ มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนเข้าถึงได้อย่างสนุกและมีความร่วมสมัย”
นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ มีทั้งหมด 3 ภาค ภาคแรกจัดแสดงที่ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งพื้นที่ขนาดกำลังเหมาะของห้องจัดแสดงสัมพันธ์กันดีกับการนำเสนอประเด็นที่คิดมาแล้วอย่างหมดจด ภาพรวมใหญ่ของอดีตพระราชวังบวรสถานมงคลตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงเวลาสิ้นสุดในรัชกาลที่ 5 ถูกย่อยให้กระชับรับได้ง่ายตั้งแต่ปากทาง

จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’
ก่อนนำสู่พื้นที่ถัดไปที่นำเสนอประเด็น ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่เกิดขึ้นกับวังหน้าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องสถาปัตยกรรมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพิ่มเติมขึ้นหลายอย่าง เพื่อเป็นเครื่องประกอบพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงยกย่องให้เสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2

เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ผังของวังหน้าในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ซ้อนทับกับผังเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน ถูกทำให้น่าตื่นตาขึ้นด้วยการนำเสนอผ่าน Interactive Map เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ ซึ่งจะทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมโดยตรงระหว่างรับชมงาน ด้วยการเคลื่อนไหวมือสัมพันธ์กับตัวจับสัญญาณ ภาพขยายของสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีอยู่แล้ว เช่น พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพลับพลาสูง ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4 แสดงถึงฐานานุศักดิ์ของสถาปัตยกรรมสำหรับพระเจ้าแผ่นดินก็จะเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้า เป็นภาพใหญ่เห็นรายละเอียด ต้องการชมหน้า หลัง ซ้าย ขวา ก็เพียงขยับมือเท่านั้น
ถัดลึกเข้ามาด้านใน เป็นส่วนจัดแสดงที่ขยายความเกี่ยวกับพระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพลับพลาสูงให้เข้าใจแจ่มชัดมากขึ้น

พระที่นั่งคชกรรมประเวศในวังหน้า ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว

ห้องข้อมูลสำหรับผู้ชมนิทรรศการค้นคว้าเรื่องวังหน้าเพิ่มเติม
นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ส่วนหนึ่งกันไว้เป็นห้องข้อมูล หรือ Reading Room จัดแสดงเอกสารอ้างอิง ตำรา ภาพถ่ายโบราณ ที่เกี่ยวกับวังหน้าในแง่มุมต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ของวังหน้ากับผังเมืองกรุงเทพฯ หลักปรัชญาและคติความเชื่อทางพราหมณ์และพุทธศาสนาในการวางผังเมือง หลักฐานานุศักดิ์ทางงานสถาปัตยกรรมไทย ฯลฯ สำหรับผู้ที่สนใจค้นคว้าเพิ่มเติมได้

ตำแหน่งที่ตั้งวังหน้าสัมพันธ์กับผังเมืองกรุงเทพฯ

แดงชาด คือหนึ่งในสีหลักของนิทรรศการ มีที่มาจากสีในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในวังหน้า

รูปแบบตัวอักษรของชื่อนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ มีที่มาจากลายมือของหมอบรัดเลย์ที่แปลหนังสือ คัมภีร์ครรภ์ทรักษา
‘วังน่านิมิต’ ภาคแรกจะจัดแสดงที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 10-27 มิถุนายนนี้ ส่วนภาคที่ 2 เป็นการจัดแสดงข้อมูลที่ใช้ในการสร้างงานนิทรรศการ รวมถึงข้อมูลวังหน้าที่น่าสนใจต่างๆ รวมไว้ในช่องทางออนไลน์ ให้ผู้ที่สนใจเข้าไปสืบค้นได้ที่ www.wangnaproject.space ส่วนภาคที่ 3 คือการยกนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ที่เสร็จสิ้นจากการจัดที่หอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ แล้ว ไปจัดแสดงอีกครั้งบนพื้นที่จริง คือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเดือนธันวาคม
หากนับถึงปีปัจจุบันใน พ.ศ. 2561 กรุงรัตนโกสินทร์ก่อตั้งมาแล้ว 236 ปี บรรพบุรุษหลายชั่วอายุ เกิด อยู่ โรยรา และจากไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า แม้ลมหายใจมนุษย์จะสั้นและมีวันสิ้นสุด แต่สิ่งที่ยังคงอยู่เป็นมรดกตกทอดสู่คนรุ่นหลังคือ ศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ที่แฝงฝังอยู่ในผลงานสร้างสรรค์ของคนรุ่นก่อน ทั้งส่วนที่ยังหยัดยืนผ่านกาลเวลา และทั้งส่วนที่เป็นเพียงความทรงจำ ซึ่งจะยังคงมีชีวิตอยู่เสมอ ตราบเท่าที่การส่งผ่านความรู้จากรุ่นสู่รุ่นดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันหยุด
The post วังน่านิมิต-ฟื้นประวัติศาสตร์ที่ขาดหายด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ นำทีมโดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อาคารต่างๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นส่วนหนึ่ง […]
The post 10 เรื่องน่ารู้จากรั้ววังหน้า อดีตพระราชวังที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อาคารต่างๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของวังหน้าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่มากไปกว่านั้น มรดกของอำนาจทางการเมือง คติความเชื่อ จารีตประเพณี ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของวังหน้า ยังคงทิ้งร่องรอยอยู่ในบทเพลง เสียงดนตรี ศิลปะ และสิ่งปลูกสร้างอย่างแนวกำแพงเก่า จนถึงวันนี้
THE STANDARD คัดสรรเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับวังหน้า 10 ประการที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อเตรียมผู้อ่านให้พร้อมก่อนจะไปดื่มด่ำประวัติศาสตร์แบบเจาะลึกในนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 10-27 มิถุนายนนี้

ซากก่ออิฐถือปูนที่เคยเป็นซุ้มประตูวังพระราชนิเวศน์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ตรงข้ามป้อมพระสุเมรุ
พระราชนิเวศน์เดิมของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
ก่อนหน้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์แรก จะเสด็จย้ายมาประทับยังวังหน้า พระราชนิเวศน์เดิมของพระองค์นั้นอยู่แถวป้อมพระสุเมรุ เรียกกันว่า ‘วังริมป้อมพระสุเมรุ’ เป็นที่ประทับแรกเมื่อสมัยพระองค์ยังทรงปฏิบัติราชการกรุงธนบุรี ต่อมาพระองค์ได้พระราชทานที่วังริมป้อมพระสุเมรุนี้แด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา ซึ่งเป็นสมเด็จพระอนุชา ให้ทรงช่วยกำกับดูแลการรักษาพระนครทางด้านเหนือนี้ต่อไป
เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2350 ก็ไม่ปรากฏว่ามีเจ้านายผู้ใดมาประทับอยู่อีก ปล่อยที่ดินบริเวณนี้ไปตามกาลเวลาผ่านมาสองร้อยกว่าปี ทุกวันนี้วังริมป้อมพระสุเมรุเหลือเพียงซากก่ออิฐถือปูนที่เคยเป็นซุ้มประตูวัง ด้านหน้าตั้งศาลพระภูมิไม้แปะป้ายว่า ‘กรมหลวงจักรเจษฎา’ ด้านหลังเป็นร้านทำผมเล็กๆ บนโต๊ะบูชาตั้งธูป เทียน และกล่องรับบริจาคเงินให้อาหารแมว

ฐานรากกำแพงพระนครสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งใช้เป็นกำแพงวังหน้าฝั่งริมแม่น้ำด้วย บริเวณโรงอาหารคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

แนวกำแพงวังหน้าด้านทิศใต้ ถนนพระจันทร์ กลายเป็นกำแพงมหาวิทยาลัย
กำแพงวังหน้า
บริเวณโรงอาหารคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ด้านหนึ่งมีกองอิฐที่ก่อเป็นแนวให้เห็นชั้นและเทคนิคการก่อสร้างฐานรากกำแพงพระนคร พร้อมป้ายที่เขียนไว้ว่า ‘กำแพงวังหน้า’ หมายถึงกำแพงวังหน้าฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ร่วมกับกำแพงเมือง มีความกว้าง 5.40 เมตร และสูงถึง 2.53 เมตร
พ.ศ. 2540 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขุดค้นโบราณสถาน โดยไม่เพียงจะพบแนวกำแพงพระนคร หากยังพบปืนใหญ่พร้อมกระสุน ซากเรือ และอาคารโรงทหารซึ่งเคยเป็นโรงทหารราบที่ 11 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มาก่อน แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปกว่านั้น เมื่อเดินออกจากคณะศิลปศาสตร์มายังถนนพระจันทร์ จะพบกับแนวกำแพงวังหน้าด้านทิศใต้ของพระราชวังบวรสถานมงคลอายุสองร้อยกว่าปีใต้เงาแมกไม้ที่ยังคงความสมบูรณ์ และยังใช้เป็นกำแพงมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

ศาลสิงห์โตทอง ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ศาลสิงห์โตทอง
บริเวณโต๊ะนั่งเล่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาข้างตึกคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีศาลสิงห์โตทองขนาดเล็กตั้งอยู่ โดยมีตำนานของสิงโตที่เล่าสืบต่อกันมาหลายแง่มุม ที่โด่งดังคือ เรื่องเล่าความรักของสิงโตที่ว่า แต่เดิมมีสิงโต 2 ตัว อยู่เป็นคู่มากับเรือสำเภาของพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งที่บรรทุกสินค้าเข้ามาขายในกรุงเทพมหานครในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่เกิดพายุซัดจนทำให้เรือล่ม เมื่อพ้นพายุแล้ว ชาวบ้านได้ช่วยกันกู้ของที่จมขึ้นมา แต่กู้รูปปั้นสิงโตตัวเมียได้เพียงตัวเดียว จึงนำมาตั้งไว้ที่ริมแม่น้ำ และหันหน้าเข้าหาฝั่ง แต่อีกวันกลับพบว่า รูปปั้นได้หันหน้าออกไปทางแม่น้ำเหมือนกับจะหาตัวผู้ที่อยู่ในน้ำ
อีกเรื่องหนึ่งคือ รูปปั้นสิงโตมีไว้เพื่อแก้ฮวงจุ้ยของที่ตั้งวังหน้า ซึ่งตรงกับทางแพร่งน้ำ โดยมีผู้กราบทูลกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่า บริเวณที่ตั้งของพระราชมณเฑียรอยู่ตรงข้ามกับแพร่งน้ำปากคลองบางกอกน้อย ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งอัปมงคล ควรแก้เคล็ดด้วยการนำรูปสิงโตคาบกั้นหยั่นไปติดที่ริมแม่น้ำให้หันหน้าไปสู่ปากคลอง เพื่อให้ช่วยต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายที่จะเข้ามา กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพจึงทรงสั่งให้นำสิงโตหินจากเมืองจีน 3 ตัว มาทำพิธีตามธรรมเนียมจีน แล้วนำไปไว้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ต่อมาบริเวณที่ตั้งสิงโตจีนถูกน้ำกัดเซาะจนตลิ่งพัง ทำให้สิงโตหล่นไปอยู่ในน้ำ จากนั้นมีผู้นำสิงโต 1 ใน 2 ตัว ขึ้นมาตั้งไว้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสร้างศาลให้เป็นที่สักการะบูชา

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
คำสาปแช่งของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
เมื่อ พ.ศ. 2345 กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งดำรงพระยศตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมาถึง 21 พรรษา ทรงประชวรด้วยโรคนิ่ว พระอาการทรุดลงตามลำดับ วันหนึ่งเสด็จประทับบนเสลี่ยงบรรทมพิงพระเขนย ให้มหาดเล็กเชิญเสด็จทอดพระเนตรรอบพระราชมณเฑียรที่ทรงมุมานะสร้างขึ้นตลอดพระชนม์ชีพ และด้วยความโทมนัสก็ตรัสบ่นขึ้นจนเป็นเรื่องที่เล่าขานกันต่อมาว่า
“ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้างใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข”
จากหนังสือ พระราชพงศาวดาร ได้เล่าถึงความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างวังหน้าและวังหลวงไว้ว่า คราวหนึ่งหลังกรมพระราชวังบวรฯ ได้กราบทูลฝากพระโอรสพระธิดาให้อาศัยอยู่ในวังหน้าต่อไป ทำให้พระองค์เจ้าลำดวนและพระองค์เจ้าอินทปัตเข้าพระทัยว่า จะได้รับวังหน้าเป็นมรดก แต่เมื่อการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งสองพระองค์ก็ทรงโกรธแค้นหาทางจะลอบทำร้ายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อพระองค์ทรงทราบก็ทรงนึกน้อยพระราชหฤทัยในสมเด็จพระอนุชาธิราชที่ไปตรัสให้ท้ายเด็กเช่นนั้น
พ.ศ. 2349 หลังกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคตได้ 3 ปี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงได้รับสถาปนาให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ตรัสว่า “ไปอยู่บ้านช่องเขาทำไม เขารักแต่ลูกเต้าของเขา เขาแช่งเขาชักไว้เป็นนักเป็นหนา” กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์ที่ 2 จึงมิได้เสด็จประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล และในกาลต่อมา ก็แก้เคล็ดคำสาปแช่งนั้นด้วยการให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ได้อภิเษกกับพระธิดาพระองค์หนึ่งของวังหน้า
เพลง เชิดจีน
เพลง เชิดจีน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีครูที่เป็นสุดยอดของวงการดนตรีไทยชื่อ ครูมีแขก ที่ทุกคนจะเข้าไปขอเป็นลูกศิษย์ ซึ่งครูมีแขกเป็นผู้แต่ง เพลง เชิดจีน เพลงชั้นสูงที่นักศึกษาดนตรีไทยใช้เรียนใช้ฝึกดนตรีกันทุกวันนี้
ครูมีแขก มีชื่อเต็มว่า พระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางค์กูร) เป็นครูสอนดนตรีในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 และได้มาเป็นครูปี่พาทย์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยรับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นหลวงประดิษฐไพเราะ แต่หลังจากที่แต่ง เพลง เชิดจีน ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดปรานยิ่ง ก็โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระประดิษฐไพเราะ
ครูมีแขกยังมีผลงานอีกจำนวนมาก เช่น โหมโรงขวัญเมือง การเวกเล็กสามชั้น กำสรวลสุรางค์ สามชั้น แขกบรเทศ สามชั้น แขกมอญ สามชั้น ฯลฯ ซึ่งลองหาฟังได้ในยูทูบ

หุ่นวังหน้า
หุ่นวังหน้า
วังหน้ามีการประดิษฐ์และเล่นหุ่นเช่นเดียวกับการละเล่นหุ่นหลวงของวังหลวง โดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์สุดท้าย พระราชโอรสองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ ‘หุ่นเล็ก’ ขึ้นมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งเล็กกว่าหุ่นหลวงถึงครึ่งหนึ่ง แบ่งได้ 2 แบบ คือ หุ่นจีน หัวและหน้าเขียนสีต่างๆ สวมเครื่องแต่งกายแบบงิ้ว ใช้เล่นละครจีน เช่น ซวยงัก หรือสามก๊ก และอีกแบบคือ หุ่นไทย มีลักษณะเหมือนหุ่นหลวงทุกประการ ทั้งการแต่งกายและวิธีการชัก ใช้เล่นละคร รามเกียรติ์ แบ่งเป็นตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง

ตราประจำวังหน้ารูปพระลักษณ์ทรงหนุมาน

ตราประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว รูปจุฑามณีและพระขรรค์ประดับบนพานที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
ตราประจำวังหน้า
ตราประจำวังหน้าเป็นรูปพระลักษณ์ทรงหนุมาน รวมถึงธงพิไชยยุทธของวังหน้าก็เป็นรูปหนุมาน ส่วนธงวังหลวงเป็นรูปครุฑ ซึ่งมาจากคติความเชื่อในมหากาพย์รามายณะที่ว่า พระนารายณ์ผู้เป็นกษัตริย์ มีครุฑเป็นพาหนะ ส่วนวังหน้าเปรียบได้กับพระลักษณ์ ผู้เป็นน้องของพระมหากษัตริย์ มีหนุมานเป็นพาหนะ
ตราพระลักษณ์ทรงหนุมานจะไปปรากฏตามพระราชมณเฑียรที่เป็นฝีมือจากสกุลช่างวังหน้าอยู่หลายที่ เช่น หน้าบันพระมณฑปวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร หรือหน้าบันพระวิหารคต ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งยังคงเห็นได้ทุกวันนี้
ยกเว้นวังหน้าในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ตราประจำพระองค์จะเป็นรูปจุฑามณีและพระขรรค์ประดับบนพาน ซึ่งสังเกตเห็นตรานี้ได้ที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์เพียงอาคารเดียวในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร

ภาพเรียงจากซ้าย: สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร
Photo: th.wikipedia.org
สยามมกุฎราชกุมาร
พ.ศ. 2428 กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ กรมพระราชวังบวรพระองค์สุดท้ายทิวงคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็โปรดเกล้าฯ ให้มีการประกาศพระบรมราชโองการยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เป็น ‘สยามมกุฎราชกุมาร’ เพื่อใช้ตำแหน่งระบุผู้สืบทอดสันตติวงศ์อย่างชัดเจน แทนวิธีการแต่เดิมที่พระมหากษัตริย์จะเป็น ‘ผู้ยกให้’ สืบราชสมบัติ
สยามมกุฎราชกุมารเป็นตำแหน่งที่ได้รับแนวคิดมาจากตะวันตก ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า ‘Crown Prince’ หมายถึงตำแหน่งของผู้ที่จะมาสืบราชสมบัติต่อจากพระมหากษัตริย์ และจะดำรงพระยศนี้จนกว่าพระมหากษัตริย์จะสวรรคตหรือสละราชสมบัติ ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระยศของพระราชโอรสองค์ใหญ่ที่ประสูติแต่พระอัครมเหสีคือ ‘สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า’ นอกจากนี้ยังรวมถึงการตั้งตำแหน่งกรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมพระยา ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า ‘Prince of’
ประเทศไทยมีเจ้านายดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารเพียง 3 พระองค์ และได้สืบราชสมบัติเพียง 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคตก่อนสืบราชสมบัติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10

พระตำหนักแดง
พระตำหนักแดง
พระตำหนักแดงที่ตั้งอยู่ด้านข้างของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ และมีการโยกย้ายไปมาหลายครั้ง ก่อนจะมาอยู่ในตำแหน่งนี้เป็นการถาวร เพื่อใช้แสดงเครื่องเรือนและเครื่องใช้ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
พระตำหนักแดงสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในพระบรมมหาราชวัง ตอนแรกมี 2 หลัง หลังแรกคือ พระตำหนักเขียว เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระเทพสุดาวดี และพระตำหนักแดง เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ ในรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2 และมีการย้ายพระตำหนักแดงเมื่อพระองค์ย้ายไปประทับพระราชวังเดิม ณ กรุงธนบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาก็ได้เป็นที่ประทับของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ จนเมื่อได้รับการบวรราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรฯ แล้ว ก็ทรงโปรดให้ย้ายพระตำหนักแดงมาปลูกในพระราชวังบวรสถานมงคล

จิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ

ตู้พระธรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
จิตรกรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรตระการตาภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ทุกวันนี้ยังคงเผยให้เห็นฝีมือของสกุลช่างวังหน้าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ที่มีอายุยาวนานสองร้อยกว่าปี โดยส่วนบนของอาคารที่เลยกรอบประตูขึ้นไปเป็นภาพเขียนเทพชุมนุม แบ่งตามลำดับภพภูมิเป็น 4 ชั้น มีพระอินทร์เป็นประธาน ส่วน 3 ชั้นล่างคือ ภาพเทพยดา ส่วนล่างตั้งแต่กรอบประตูลงมาเขียนเป็นเรื่องพุทธประวัติ ตั้งแต่ตอนพระเจ้าสุทโธทนะอภิเษกกับพระนางสิริมหามายา จนถึงภาพพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน และพระมหากัสสปะถวายพระเพลิงพุทธสรีระและแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ นับได้มากถึง 28 ห้อง
จิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์สืบทอดแบบจิตรกรรมสมัยอยุธยา หากเอกลักษณ์ของสกุลช่างวังหน้าจะนิยมวาดภาพบุคคลด้วยสีอ่อน และใช้สีเข้มคล้ำเป็นพื้น ส่วนสกุลช่างอยุธยา นิยมเขียนภาพบุคคลด้วยสีเข้ม และใช้สีอ่อนเป็นพื้น นอกจากนี้บริเวณด้านหลังที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ยังมีภาพจิตรกรรมบนตู้พระธรรมสำหรับใส่พระไตรปิฎกตู้ใหญ่ 3 ตู้ ประดับด้วยลายเขียนสีและลายรดน้ำเรื่อง รามเกียรติ์ สันนิษฐานว่า พระที่นั่งพุทไธสวรรย์เคยใช้เป็นที่เรียนหนังสือของพระสงฆ์ เช่นเดียวกับวังหลวงที่มีการสอนหนังสือพระสงฆ์ในพระมหาปราสาท
ยังมีศิลปวัตถุ และอาคารสถานต่างๆ อีกมากมายที่เป็นมรดกตกทอดจากตำนานวังหน้า ไม่ว่าจะเป็นกระโถนค่อม เครื่องถ้วยลายน้ำทองที่นำมาเขียนลวดลายเรื่อง รามเกียรติ์ ในสมัยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือเรียกกันอย่างสามัญว่า วัดพระแก้ววังหน้า วัดที่มีอาคารสีขาวทรงสูง มีเสาใหญ่รายล้อมรอบด้าน ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ภายในยังมีภาพจิตรกรรมตำนานพระพุทธสิหิงค์ปรากฏอยู่ด้วย หรือตราพระนารายณ์ทรงปืนใหญ่ ที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทุกวันนี้ปรากฏอยู่ที่หน้าบันหอระฆังบวรวงศ์ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ผู้ที่สนใจศิลปวัฒนธรรมของวังหน้าควรหาโอกาสไปเยี่ยมชม
อ้างอิง
The post 10 เรื่องน่ารู้จากรั้ววังหน้า อดีตพระราชวังที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระน […]
The post รุ่งเรือง-แปรเปลี่ยน-สูญสิ้น และอดีตในปัจจุบันของ ‘วังหน้า’ appeared first on THE STANDARD.
]]>

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
พัฒนาการและอำนาจ
พัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวังหน้า ซึ่งก่อตั้งพร้อมการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 ทั้งในฐานะ ‘ตำแหน่งทางการเมือง’ และในฐานะ ‘สถานที่’ เปลี่ยนแปลงเพิ่มลดเป็นไปโดยสัมพันธ์กับอำนาจทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
ตั้งแต่สมัยอยุธยาต่อเนื่องถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โครงสร้างอำนาจการเมืองไทยกล่าวได้ว่า เป็นแบบจารีตคือ ถึงแม้พระมหากษัตริย์จะเป็นศูนย์รวมของอำนาจ แต่ก็ยังมีอำนาจใหญ่น้อยอื่นๆ กระจัดกระจายอยู่รอบๆ เช่น อำนาจของเชื้อพระวงศ์ อำนาจของขุนนาง อำนาจของเจ้าประเทศราช และถึงแม้ในทางทฤษฎี พระมหากษัตริย์จะถือครองอำนาจสูงสุด แต่ระบบการควบคุมกำลังคนที่แบ่งไพร่หลวงขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ไพร่สมขึ้นตรงต่อมูลนาย ก็ทำให้พระมหากษัตริย์ไม่อาจเรียกใช้ไพร่ที่มิได้สังกัดขึ้นตรงเป็นไพร่หลวงได้ เป็นช่องโหว่ให้อำนาจอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ กษัตริย์ลุกขึ้นมาท้าทายผู้ครองแผ่นดินได้
ตำแหน่ง ‘วังหน้า’ หรือ ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของอำนาจแบบจารีต ที่อาจเป็นได้ทั้งกำลังหนุน หรืออำนาจที่ท้าทายพระเจ้าแผ่นดิน
ในบางสมัยอำนาจของเจ้าผู้ครองวังหน้าแผ่ไพศาลเกือบจะทัดเทียมวังหลวง เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระเชษฐา พระอนุชา ร่วมรบกู้ชาติสร้างเมืองด้วยกันมา ชาวบ้านร้านถิ่น ในบางครั้งยังถึงกับเรียกว่า พระเจ้าแผ่นดินทั้งสองพระองค์
อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบทของโลกมีผลต่อความเป็นไปในสยาม โดยเฉพาะเมื่อภัยใหม่มาในรูปของการรุกคืบโดยจักรวรรดินิยมตะวันตก ดังนั้นรอยแยกใดๆ ที่เคยมีอยู่ภายในก็ถึงเวลาต้องลบเลือนให้หมดสิ้น ตำแหน่งการสืบทอดอำนาจที่เคยคลุมเครือจนอาจนำไปสู่การขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงก็ถึงเวลาจบลง เมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ หรือวังหน้าพระองค์สุดท้ายเสด็จทิวงคตใน พ.ศ. 2428 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงแต่งตั้งตำแหน่ง ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร’ ขึ้นมาแทน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 6M00116
พระราชวังบวรสถานมงคลที่เคยรุ่งเรือง และถึงพร้อมด้วยกำลังพลมากมายต้องปิดฉากลง และพื้นที่ของวังหน้าก็ถูกปรับสำหรับยังประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป หากก่อนที่การเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงนั้นจะเกิดขึ้น ก็ใช่ว่าในห้วงเวลากว่าร้อยปีที่พระราชวังบวรสถานมงคลดำรงอยู่ จะไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ เกิดขึ้นเลย ตรงกันข้าม พระราชวังหน้าแห่งนี้มีเรื่องราวและสีสันผันแปรตามเจ้านายพระองค์ต่างๆ ผู้ทรงครองเป็นเจ้าของวังผลัดเปลี่ยนไปตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5
อาณาเขตโอ่อ่าคือวังหน้าในอดีต
คนยุคปัจจุบันอาจนึกไม่ออกเมื่อได้รับการบอกเล่าว่า วังหน้าในอดีตนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ด้วยรูปรอยที่เหลืออยู่ทุกวันนี้คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่มองอย่างไรก็ดูคล้ายจะมีพื้นที่จำกัด แต่หากยกสถานที่ในปัจจุบันที่ครอบครองพื้นที่เดิมของวังหน้าอยู่ ก็คงจะทำให้เห็นภาพได้ง่ายดาย
“พื้นที่วังหน้า ณ ปัจจุบันประกอบด้วย โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ส่วนทางด้านหลังที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันก็คือ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพราะฉะนั้นมี 3 หน่วยงานในความดูแลของกรมศิลปากรที่ใช้พื้นที่ของวังหน้าอยู่ แต่พื้นที่ของวังหน้าก็ยังมีอีกคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกือบทั้งหมด”

อ. วโรภาสน์ วงศ์จตุรภัทร หัวหน้ากลุ่มภูมิสถาปัตยกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร
Photo: สลัก แก้วเชื้อ
อ. วโรภาสน์ วงศ์จตุรภัทร หัวหน้ากลุ่มภูมิสถาปัตยกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร อธิบายถึงพื้นที่เดิมของวังหน้าในอดีต
ไม่เพียงเท่านั้น แต่สนามหลวงที่เราเห็นกันจนชินตาในปัจจุบัน หากย้อนเวลากลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ครึ่งหนึ่งของสนามรูปวงรีที่กว้างใหญ่ ก็เป็นพื้นที่ของวังหน้าอีกเช่นกัน
พื้นที่ภายในวังหน้าแบ่งเป็นพระราชฐานชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก ไม่ผิดไปจากวังหลวง วังพระองค์เจ้าต่างๆ ที่เป็นพระโอรสของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ก็กระจายสร้างด้านตะวันออกของวัง ส่วนทิศตะวันตกที่ติดริมแม่น้ำก็มีประตูวังลงท่าทำเป็นประตูยอดปรางค์เรียกว่า ประตูฉนวน มีแพจอดประจำท่าเรียกว่า ตำหนักแพ เหมือนอย่างวังหลวง ข้างใต้ท่าพระฉนวนเป็นโรงเรือและศรีสำราญหรือเว็จของสาวชาววังนั่นเอง

ถนนหน้าพระธาตุในอดีต
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-5(6ใน8)
ภายในวังหน้ามีถนนสามสายทอดตัวจากทิศเหนือไปทิศใต้ หนึ่งในสามของถนนโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 คือ ถนนหน้าพระธาตุที่พวกเรายังใช้มาจนปัจจุบัน ในอดีตถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางเสด็จฯ จากพระราชวังบวรฯ สู่พระบรมมหาราชวัง และที่เรียกว่าถนนหน้าพระธาตุก็เพราะลากผ่านวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์นั่นเอง
วังหน้ามีกำแพงพระราชวังล้อมรอบแบบเดียวกับวังหลวง และมีลักษณะเฉพาะของวังพระมหาอุปราชคือ กำแพงส่วนบนเป็นรูปใบเสมา อีกทั้งยังมีป้อมปราการรอบพระราชวังมากถึง 10 ป้อม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ทั้งสิ้น โดยป้อม 4 มุมวังก่อเป็นรูปแปดเหลี่ยม หลังคาทรงกระโจม ส่วนป้อมตามแนวกำแพงวังทำเป็นรูปหอรบ โดยในบรรดาป้อมรอบวัง มีหนึ่งแห่งที่เกิดเป็นความกันใหญ่โตในสมัยรัชกาลที่ 1
ป้อมนั้นมีนามว่า ‘ป้อมไพฑูรย์’ อยู่ทางทิศใต้ ทางปืนพุ่งตรงไปที่พระราชวังหลวง ราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อยิงไปทิศนั้นโดยเฉพาะ ครั้งหนึ่งป้อมแห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาท ระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทใน พ.ศ. 2339 ถึงกับต่างฝ่ายต่างเอาปืนขึ้นป้อมของตนจะรบกัน แต่ความทราบไปถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นสมเด็จพระพี่นางเสียก่อน ทั้งสองพระองค์จึงทรงรุดไปเฝ้าฯ สมเด็จพระอนุชาธิราชที่วังหน้า ปลอบประโลมต่างๆ และพาพระองค์มาเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่วังหลวงเป็นผลสำเร็จ ความที่เคืองกันจึงระงับลงได้
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
พร้อมๆ กับการสถาปนาวังหน้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดสลัก ซึ่งเป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ด้านใต้ของวังหน้า ทรงขนานนามใหม่ว่า ‘วัดนิพพานาราม’ และทรงเปลี่ยนอีกครั้งใน พ.ศ. 2331 เมื่อจะทรงสังคายนาพระไตรปิฎกเป็น ‘วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์’ และเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคต ชื่อวัดจึงถูกเปลี่ยนอีกครั้งเป็น ‘วัดมหาธาตุ’ ส่วนคำว่า ยุวราชรังสฤษฎิ์ มาเติมในสมัยรัชกาลที่ 5

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-5(5ใน8)
ร่องรอยความรุ่งเรืองของวังหน้าในอดีตหลงเหลือให้เห็นอยู่มากในวัดมหาธาตุ ที่โดยมากทุกวันนี้ผู้คนมักเข้าไปอาศัยพื้นที่วัดเป็นที่จอดรถ ยามเมื่อมาทำธุระปะปังในบริเวณใกล้เคียง แต่หากเดินเลยพื้นที่รอบนอกเข้าสู่ภายใน ชั่วพริบตาเดียวบรรยากาศเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง

Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
พระมณฑปที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของพระอุโบสถนั้น ภายในประดิษฐานพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ นับเป็นแบบฉบับของเจดีย์สมัยรัตนโกสินทร์ยุคแรก และที่หน้าบันของพระมณฑปยังประดับตราประจำวังหน้าคือ รูปพระลักษณ์ทรงหนุมาน สง่างามและเคร่งขรึมผ่านกาลเวลากว่าสองร้อยปี

Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
รังสรรค์สมัยในแผ่นดินที่ 3
หากจะกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวังหลวงและวังหน้าในแผ่นดินใดราบรื่นกลมเกลียวมากที่สุด โดยอำนาจของวังหน้าเป็นไปในลักษณะเกื้อกูลหนุนนำวังหลวงเป็นอย่างดี ก็น่าจะเป็นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์เป็นกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ทรงเป็นกรมพระราชวังบวรฯ เพียงพระองค์เดียวที่ทรงร่วมทำราชการแผ่นดินกับพระเจ้าแผ่นดินในทุกด้านๆ
วังหน้าในแผ่นดินที่สองแทบไม่ปรากฏว่าสร้างสิ่งใดขึ้นใหม่ ด้วยของที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ยังอยู่ในสภาพดีอยู่มาก มีแต่เพียงซ่อมแซม หรือโปรดให้รื้อของเก่าออก
ต่อแผ่นดินที่ 3 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนี่เอง ที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในเชิงสถานที่ของวังหน้าจึงเกิดขึ้นมาก และหลายอย่างยังคงรูปเหลือรอยมาจนปัจจุบัน

ไอยคุปต์ ธนบัตร และบัณฑิต ลิ่วชัยชาญ นักวิชาการ กรมศิลปากร
Photo: ปฏิพล รัชตอาภา
ไอยคุปต์ ธนบัตร และบัณฑิต ลิ่วชัยชาญ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ สำนักวรรณกรรม กรมศิลปากร อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของวังหน้าในสมัยของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพว่า “รัชกาลที่ 3 โปรดสร้างวัด โดยศิลปะต่างๆ ก็ได้รับอิทธิพลจากจีนเยอะ เพราะเป็นประเทศที่สยามติดต่อค้าขายด้วยมากในสมัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการก่ออิฐ ต่อเรือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เดิมอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ความสวยงาม ความเป็นศิลปะก็อาจจะมากขึ้นในสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นการปรับหมู่พระมณเฑียร แต่บางอย่างก็สร้างใหม่อย่างวัดบวรสถานสุทธาวาสหรือวัดพระแก้ววังหน้า”

วัดบวรสถานสุทธาวาส
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ.รฟท. 9/10
กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงสร้างพระที่นั่งเป็นท้องพระโรงขึ้นใหม่ 1 องค์ ด้านหน้าท้องพระโรงต่อถึงพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ซึ่งยังคงลักษณะเดิมมาจนเดี๋ยวนี้ นั่นคือ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ส่วนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ที่เห็นงามมาจนปัจจุบันก็คือ ผลจากการซ่อมสร้างในสมัยนี้ เช่น ซ่อมเครื่องบนของพระที่นั่งใหม่ ต่อเฉลียงเสาลอยรอบ ด้านบนทำเป็นคอสอง ซึ่งหมายถึงส่วนของอาคารที่ต่อจากสุดหัวเสาขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น มีลวดลายปูนปั้นอ่อนช้อยสวยงามปรากฏมาจนเดี๋ยวนี้ เป็นต้น


คอสองของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ประดับลวดลายปูนปั้นสวยงาม
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
นอกจากนี้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตู้พระธรรมสำหรับใส่พระไตรปิฎกขึ้น 3 ตู้ ตั้งไว้ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และยังตั้งอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ในบางวันที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ว่างวายด้วยนักท่องเที่ยว ตู้พระธรรมทั้งสามที่ดูเหมือนหลบอยู่ในเงามืด ยิ่งก่อความรู้สึกขรึมขลัง ชีวิตจิตใจ ความเชื่อ ค่านิยม อารมณ์ของยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าร้อยปี ปรากฏชัดผ่านลวดลายประณีตบนตู้นั่นเอง




จิตรกรรมที่ตู้พระธรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
พระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองทรงครองวังหน้า
รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช และยกให้มีพระเกียรติยศอย่างพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทานพระนามว่า ‘สมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’
ไอยคุปต์และบัณฑิตกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้ามองในแง่การมอบอำนาจ แน่นอนมันคือการเกื้อกูล และสามารถมองในแง่ของนโยบายทางการเมือง หรือการสร้างความประนีประนอมของรัชกาลที่ 4 ได้ เพราะก่อนจะทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ก็ทรงเป็นหนึ่งในตัวเลือกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เหมือนกัน”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 5M00030
“ภาพของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ กับรัชกาลที่ 4 ตรงกันข้ามเลย พระปิ่นเป็นความทันสมัย พูดภาษาอังกฤษ ต่อเรือได้ ส่วนรัชกาลที่ 4 จะดูเป็นผู้ทรงศีล เป็นนักวิชาการ ในช่วงคาบเกี่ยวที่จะผลัดแผ่นดิน คนก็มองว่า คู่อำนาจนี้พระองค์ไหนจะได้ขึ้น และพระปิ่นเองยังเคยรับสั่งทำนองว่า ถ้าพี่ไม่เอาก็บอก” (“พี่เถรจะเอาสมบัติหรือไม่เอา ถ้าเอาก็รีบสึกไปเถิด ถ้าไม่เอาหม่อมฉันจะได้เอา” – พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ที่รับสั่งต่อสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ พระบรมเชษฐาธิราช ซึ่งอยู่ในเพศบรรพชิต ในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรใกล้จะเสด็จสวรรคต)
“ถ้าท่านจะทรงขึ้นครองราชสมบัติก็คงทำได้ แต่ท่านทรงให้เกียรติพี่ท่าน พอรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์แล้ว ท่านก็มีพระราชดำริว่า น้องก็มีอำนาจ มีบารมี มีดวงจะได้เป็นกษัตริย์อีกพระองค์ จึงทรงยกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์คู่กัน”
เมื่อพระอิสริยยศเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดิน การใดไม่เคยมีในวังหน้าก็ได้มีขึ้นในสมัยนี้ โดยเฉพาะการสร้างสถาปัตยกรรมที่สะท้อนฐานานุศักดิ์เดียวกับพระมหากษัตริย์ นั่นคือ ‘พระที่นั่งคชกรรมประเวศ’ สร้างอยู่ด้านหน้าของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งองค์นี้สร้างด้วยไม้ เป็นอาคารแรกและอาคารเดียวในวังหน้าที่มีเครื่องยอดทรงปราสาทแบบเดียวกับในพระบรมมหาราชวัง ด้านหน้ามีเกยสำหรับขึ้นช้าง ปัจจุบันเหลือเพียงฐานและเกยให้เห็น

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-26
วังหน้าในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทรงสร้างสถานที่เพิ่มเติมขึ้นในวังหน้า เช่น โรงปืนใหญ่ โรงทหาร คลังสรรพยุทธ ตึกดิน และโรงทหารเรือที่ริมแม่น้ำข้างใต้ตำหนักแพ ด้วยทรงโปรดวิชาการทั้งทหารบกและทหารเรือ ทรงสามารถสร้างเรือกลไฟขึ้นได้ในเมืองไทยเป็นคร้ังแรกคือ เรือยงยศอโยชฌิยาใน พ.ศ. 2406 เพื่อใช้เป็นเรือรบของวังหน้า และได้นำไปแล่นที่ประเทศสิงคโปร์ด้วย

เรือยงยศอโยชฌิยาจำลอง จัดแสดงที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
อีกทั้งทรงสร้างที่ประทับขึ้นใหม่ โดยพระที่นั่งองค์นี้เป็นตึกฝรั่งสูง 2 ชั้น รู้จักกันในปัจจุบันว่า ‘พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์’ หน้าบันประดับลวดลายปูนปั้นตราประจำพระองค์ เป็นรูปจุฑามณีและพระขรรค์ประดับบนพาน 2 ชั้น มีช่อมาลาล้อมรอบ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงประทับที่นี่ตราบจนสวรรคต

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ถึงกาลสิ้นสุด

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 001 หวญ 18-17/8
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ คือวังหน้าพระองค์สุดท้ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นพระโอรสองค์โตในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นสู่ตำแหน่งพระมหาอุปราชได้ เพราะทรงได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนรัชกาลที่ 5 และเป็นขุนนางที่มีอำนาจมาก ทั้งที่การแต่งตั้งพระมหาอุปราชเป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดิน ความสัมพันธ์ระหว่างวังหลวงและวังหน้าในแผ่นดินนี้ จึงเป็นไปในลักษณะวางเฉยต่อกัน โดยมีความระแวงแคลงใจเป็นคลื่นใต้น้ำเรื่อยมา
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงเป็นวังหน้าพระองค์เดียวที่มีไพร่ในสังกัดมากล้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าวังหลวง ถือเป็นอำนาจขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้อำนาจหลักของพระเจ้าแผ่นดินอย่างไม่น่าไว้ใจ ความกินแหนงแคลงใจระหว่างกันนำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งครั้งใหญ่ ที่หวิดจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่เปิดโอกาสให้ชาติตะวันตกยื่นจมูกเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ โชคดีที่ในที่สุดเหตุทั้งปวงก็ยุติลงได้โดยสงบ และอำนาจทางการเมืองแบบจารีตก็ค่อยๆ สลายลงไปพร้อมๆ กับการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428
หลังรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชฝ่ายหน้าลง ก็โปรดเกล้าฯ ให้จัดเขตวังชั้นนอกเป็นโรงทหารรักษาพระองค์ ปัจจุบันคือ พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนวังชั้นกลางให้จัดเป็นพิพิธภัณฑสถานที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ โดยเรียกรวมว่า ‘โรงมูเสียม’ หรือ ‘มูเสียมของหลวงที่วังหน้า’ เรียกทับศัพท์จากคำว่า Museum ในภาษาอังกฤษ ส่วนวังชั้นในยังมีเจ้านายสตรี เสด็จฯ ประทับอยู่เป็นจำนวนมาก จึงโปรดให้เป็นพระราชวังมีเจ้าพนักงานดูแลอยู่เช่นเดิม
หลายปีผ่านไปหลังการสิ้นสุดของวังหน้า สถานที่และป้อมปราการต่างๆ ที่ซ่อมแซมล่าสุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถึงคราวชำรุด รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริว่า เห็นควรรักษาไว้เฉพาะที่สำคัญเท่านั้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อป้อมปราการสถานที่ต่างๆ ออก ส่วนชั้นนอกด้านทิศตะวันออกลงไปให้เปิดพื้นที่เป็นท้องสนามหลวงแทน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 6M00002
ต่อมา พ.ศ. 2440 เมื่อเสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปครั้งแรก ทรงมีพระราชประสงค์จะปรับปรุงตกแต่งพระนครให้งามพร้อมขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อป้อมปราการสถานลงอีก ฝั่งตะวันออกทำถนนราชดำเนินใน ขยายพื้นที่ท้องสนามหลวงขึ้นไปทางเหนือ คงไว้แต่วัดบวรสถานสุทธาวาส สร้างตึกขึ้นใหม่สำหรับเป็นสถานที่ทำราชการ สร้างโรงไว้พระมหาพิชัยราชรถทางด้านใต้ ส่วนฝั่งตะวันตกที่ติดริมน้ำก็รื้อของเดิมออก สร้างโรงทหารราบที่ 11 ขึ้น
กระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เจ้านายฝ่ายในสมัครพระทัยจะเสด็จฯ ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ก็ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต อีกทั้งยังทรงมีพระราชดำริว่า พระราชมณเฑียรสถานในพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของกรมพระราชวังบวรฯ ในอดีต บัดนี้ทรุดโทรมไม่สมพระเกียรติ จึงโปรดให้เชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอัฐิกรมพระราชวังบวรฯ อีก 4 พระองค์ มาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2460
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พ.ศ. 2469 โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคล จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ขึ้นอยู่กับราชบัณฑิตยสภาในแผนกโบราณคดี พระที่นั่งศิวโมกขพิมานกลายเป็นที่จัดแสดงศิลาจารึก สมุดไทย คัมภีร์ใบลาน ให้ชื่อว่า ‘หอสมุดวชิรญาณ’

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (2) ภ 002 หวญ 3/2
เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลตั้งกรมศิลปากรขึ้น พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครเปลี่ยนมาสังกัดกองโบราณคดี กรมศิลปากร และเปลี่ยนชื่อเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถัดมาอีกสองปี พ.ศ. 2477 วันที่ 27 มิถุนายน มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองถือกำเนิดขึ้น
ที่ดินเขตวังหน้าบริเวณที่เคยเป็นโรงทหาร คลังแสง กว่าหมื่นตารางเมตร ที่เดิมอยู่ในความดูแลของกระทรวงกลาโหม ถูกโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อมา พ.ศ. 2478 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังได้รับพื้นที่เพิ่มอีกรวมกว่าสี่หมื่นตารางเมตร หรือราว 25 ไร่ เพื่อขยายกิจการของมหาวิทยาลัย นับจากนั้นพื้นที่ของวังหน้าและสิ่งปลูกสร้างเดิม ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างไม่มีอะไรมาฉุดรั้งได้อีก
อดีตในปัจจุบัน
วันเวลาของวังหน้าซ้อนทับอยู่ในปัจจุบันโดยที่เราอาจไม่ทันได้สังเกต หากเดินออกจากประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝั่งคณะศิลปศาสตร์ แล้วเลี้ยวซ้ายทันที เราจะเข้าสู่ถนนพระจันทร์ที่ร่มครึ้ม และพบกับ ‘กำแพงชรา’ กำแพงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เก่าแก่ มีอายุไล่เลี่ยกับกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเดิมเป็นกำแพงด้านทิศใต้ของพระราชวังบวรสถานฯ ปัจจุบันเป็นกำแพงโบราณเพียงด้านเดียวที่ยังเหลืออยู่ และยังใช้งานได้จริง

Photo : วรรษมน ไตรยศักดา
กำแพงนี้ทอดขนานตลอดความยาวของถนนพระจันทร์ ก่ออิฐฉาบปูนสีขาว ด้านบนประดับด้วยใบเสมาตลอดแนว หนึ่งในลักษณะสถาปัตยกรรมไทยที่บ่งบอกถึงฐานันดรของเจ้าของสถานที่ว่า จะต้องมีพระอิสริยยศระดับเจ้าฟ้าขึ้นไป

Photo : วรรษมน ไตรยศักดา
อดีตของวังหน้าทั้งที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุถูกพบในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง ยามที่ทางมหาวิทยาลัยตระเตรียมพื้นที่เพื่อสร้างอาคารใหม่ๆ อย่างในคราวสร้างประตูป้อมที่สุดปลายกำแพงชราของถนนพระจันทร์เมื่อ พ.ศ. 2527 ก็ขุดพบปืนใหญ่ 9 กระบอก ฝังอยู่ สันนิษฐานว่า เป็นปืนใหญ่ของวังหน้าที่ซื้อจากอังกฤษ กระบอกเก่าสุดคาดว่ามีอายุราว 300 ปี ระบุได้ดังนั้นก็เพราะที่ตัวกระบอกปรากฏตรามงกุฎเหนือดอกกุหลาบ หรือที่เรียกกันว่า ปืนใหญ่แบบคราวน์แอนด์โรส (Crown and Rose Pattern) ซึ่งเป็นพระลัญจกรของสมเด็จพระราชินีแอนด์แห่งอังกฤษ ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2203-2257
สันนิษฐานว่า เมื่อปืนเหล่านี้หมดความสำคัญหรือล้าสมัยลง จึงถูกนำมาฝังกลบใต้รากกำแพงที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นวิธีพลิกแพลงของนายช่างสมัยโบราณ ที่นำวัสดุที่แข็งแรงมาวางเป็นฐานรากก่อนจะก่อสร้าง
ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นราว พ.ศ. 2518 ก็มีการขุดพบปืนใหญ่บริเวณเกือบกลางท้องสนามหลวงราว 10 กระบอก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะในอดีตพื้นที่ตรงนี้คือ พื้นที่วังหน้า และเป็นที่ตั้งของป้อมไพฑูรย์

ปืนหามแล่น พบระหว่างการขุดแต่งทางโบราณคดี บริเวณสนามด้านข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556 สันนิษฐานว่า พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นโรงทหารในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
ในคราวเตรียมพื้นที่จะก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ 2 หรืออาคารธรรมศาสตร์ 60 ปี ก็ขุดพบฐานรากกำแพงพระนครที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นกำแพงด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาของวังหน้าด้วย ปัจจุบันมีการจำลองแบบกำแพงโบราณขึ้นในพื้นที่ที่ขุดพบ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นวิธีก่อสร้างอย่างโบราณ นอกจากนั้นยังขุดพบซากเรือที่โครงสร้างประกอบด้วยแผ่นทองเหลือง เหล็ก และไม้สัก คาดว่าเป็นเรือที่ใช้งานในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือในสมัยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่า บริเวณนี้ในอดีตเป็นที่ตั้งของอู่ต่อเรือของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือสมัยใหม่ มีขึ้นในยุคที่คนสยามยังไม่เชื่อว่าเหล็กจะลอยน้ำได้

ฐานรากกำแพงพระนครสมัยรัชกาลที่ 1 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Photo: วรรษมน ไตรยศักดา
อ. วโรภาสน์กล่าวทิ้งท้ายถึงความโดดเด่นในการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวังหน้าในเชิงโบราณคดีว่า “แม้วังหน้าจะมีอายุไม่มาก คือประมาณ 100 ปี แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ตลอดช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้นมีการใช้งานที่ซ้อนทับ จึงสามารถสืบค้นในเรื่องของโบราณคดีให้เห็นประจักษ์แก่ตาได้ ขุดลงไปปุ๊บก็จะเห็นชั้นแรก เห็นว่า บรรพบุรุษของเราเป็นคนสร้างอยู่ตรงนี้ วัสดุนี้ ฝีมือแบบนี้ เป็นของยุคนี้ นี่คือความโดดเด่นในด้านโบราณคดี อัตลักษณ์ชัดเจน หาดูได้ที่แหล่งนี้ที่เดียวเท่านั้นในประเทศไทย”
Fact Box
โครงการนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยีโดยสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคลผ่านงานสถาปัตยกรรมและการใช้เทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางวิชาการกับผู้คน กระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจในเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่ผู้ชมสามารถรับรู้และเข้าใจได้ง่าย นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 10-27 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และจะย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเดือนธันวาคม
อ้างอิง
The post รุ่งเรือง-แปรเปลี่ยน-สูญสิ้น และอดีตในปัจจุบันของ ‘วังหน้า’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อชม […]
The post ฐานานุศักดิ์ของวังหน้า: ลักษณะสถาปัตยกรรมในพระราชวังบวรสถานมงคล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ใครที่เคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อชมนิทรรศการ การจัดแสดงวัตถุโบราณ หรือไปดูราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพิธีพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์ในโรงราชรถกันมาแล้ว ก็จะเห็นว่า มีอาคารต่างๆ ที่ปลูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยหลายรูปแบบ ซึ่งอาคารเหล่านี้ ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือเรียกสั้นๆ ว่า วังหน้า
วังหน้ามีความสำคัญมากในช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดขึ้นพร้อมการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 เพื่อใช้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์แรก หรือพระมหาอุปราช ผู้ทรงเปรียบเสมือนมือขวาของพระเจ้าแผ่นดิน ปฏิบัติราชการร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีอำนาจรองลงมาจากพระมหากษัตริย์ มีบทบาทหน้าที่เดียวกับลักษณะการตั้งทัพอย่างโบราณ ที่จะต้องมีทัพหน้า ทัพหลวง และทัพหลัง โดยวังหน้าเป็นผู้นำ ‘ทัพหน้า’ นำหน้ากองทัพหลวงเวลาออกศึกสงคราม และคำว่า ‘หน้า’ นี้ยังรวมถึงเรื่องที่ตั้งของวังหน้า ซึ่งตั้งอยู่ ‘ด้านหน้า’ ของวังหลวงอีกด้วย

ที่ตั้งของวังหน้า ทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศใต้คือ วังหลวงสร้างขึ้นระหว่างวัดโพธิ์กับวัดสลัก (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร) และทางตอนเหนือของวัดสลักคือ วังหน้า ซึ่งอยู่ติดกับคลองคูเมืองเดิม
Photo: www.facebook.com/wangnaproject
วังหน้าใช้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลถึง 6 พระองค์ ยาวนานถึง 5 แผ่นดิน ตั้งแต่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเมื่อ พ.ศ. 2325 จนถึงกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเมื่อ พ.ศ. 2428 หลังกรมพระราชวังบวรสถานมงคลองค์สุดท้ายทิวงคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงยกเลิกตำแหน่งนี้ และทรงตั้งตำแหน่ง ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร’ แทน ทำให้พระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง จึงโปรดให้รื้อกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลเมื่อ พ.ศ. 2443 ขอบเขตและความสำคัญของวังหน้าจึงเปลี่ยนไปนับแต่นั้น
ปัจจุบันพื้นที่ของวังหน้าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ และสนามหลวงอีกราวครึ่งสนาม อาคารของวังหน้าที่ยังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เป็นส่วนของพระที่นั่งและพระราชมณเฑียรสถานสำคัญภายในพระราชวังชั้นกลางและชั้นใน ที่ยังคงสืบทอดลักษณะทางสถาปัตยกรรมของการสร้างวังตามฐานันดรศักดิ์ของเจ้าของวัง ซึ่งเรียกกันว่า ฐานานุศักดิ์
ฐานานุศักดิ์ของวังหน้า: ความอลังการของหมู่อาคารที่ไม่เทียมเท่าวังหลวง
วังหน้ามีการสร้างอาคารตามพระราชประเพณีของการสร้างวังคือ ห้ามกระทำการใดๆ ที่เป็นการทำเทียมพระเจ้าแผ่นดิน โดยมี ‘ฐานานุศักดิ์’ เป็นตัวกำหนดลักษณะของการสร้างอาคารให้เหมาะสมกับเจ้าของบ้าน เช่น บ้านสำหรับคนทั่วไปจะทำเป็นหลังคาชั้นเดียว แต่วัง พระราชวัง หรือที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านาย การทำหลังคาจะมีลักษณะซ้อนกัน 2-3 ชั้น

พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
Photo: Shutterstock
ลักษณะอาคารที่ถือว่ามีฐานานุศักดิ์สูงสุด สงวนไว้ใช้เป็นอาคารของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นคือ อาคารเครื่องยอดปราสาท หลังคามีลักษณะเป็นทรงสูงยอดแหลม ตั้งอยู่บนหลังคาจั่ว หรือประดับฉัตร เช่น หลังคาของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หรือพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
ส่วนอาคารของวังหน้า ซึ่งมีฐานานุศักดิ์ต่ำกว่าวังหลวง การสร้างและตกแต่งอาคารจึงมิอาจทำให้อลังการเทียบเท่าวังหลวง หรือนำอาคารทรงปราสาทมาใช้กับวังหน้าได้ ซึ่งในคราวแรกสร้างวังหน้าก็ถึงกับมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าพระองค์แรก จะทรงสร้างพระราชมณเฑียรทรงปราสาทเช่นเดียวกับพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ สมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่า วันหนึ่งใน พ.ศ. 2346 เกิดมีผู้ลักลอบเข้าวังหน้า 2 คน เพื่อหวังจะทำร้ายพระองค์ แต่มีผู้พบและฆ่าตายได้เสียก่อนที่บริเวณจะทรงสร้างปราสาทพอดี พระองค์จึงมีพระดำริว่า การสร้างที่ประทับทรงปราสาทเห็นจะเกินวาสนา ก็โปรดให้ระงับเสีย
และอีกคราวหนึ่งในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ในรัชกาลที่ 3 โปรดให้มีการบูรณะอาคารในวังหน้าที่กำลังอยู่ในสภาพทรุดโทรมทั้งหมด และทรงสร้างวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือพระแก้ววังหน้าขึ้น โดยมีพระดำริจะสร้างเป็นหลังคาทรงยอดปราสาท แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห้ามปรามไว้ เพราะไม่มีธรรมเนียมการสร้างปราสาทในพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์จึงทรงเปลี่ยนเป็นหลังคาทรงจัตุรมุขแทน
รัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนธรรมเนียมวังหน้า เมื่อพระมหาอุปราชมีฐานะเทียบเท่าพระมหากษัตริย์
“ถ้าฉันไม่ให้เธอเป็นพระเจ้าแผ่นดินคู่กับฉัน เธอนั้นก็น่าจะต้องได้เป็นเพียงพระองค์เดียวโดยแน่แท้”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จาก นิทานโบราณคดี พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอนุชาในพระองค์ ทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยมีพระอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์
หนังสือ นิทานโบราณคดี ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า ดวงพระชะตาของสมเด็จพระอนุชานั้นแรงกล้า ทรงมีวาสนาจะได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง และหากพระองค์ขึ้นครองราชสมบัติแต่เพียงผู้เดียวจะเกิดอัปมงคลด้วยไปกีดพระบารมีพระราชอนุชา จะทรงครองอยู่มิได้นาน
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้มีการแก้ไขธรรมเนียมประเพณีของฝ่ายวังหน้าหลายประการ เพื่อแสดงถึงพระอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สูงกว่าวังหน้าพระองค์ก่อนๆ อาทิ การเปลี่ยนนามพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นพระบวรราชวัง หรือเปลี่ยนคำราชาศัพท์ โดยให้ใช้คำว่าบวร เช่น พระบวรราชโองการ พระราชพิธีบวรราชาภิเษก เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนธรรมเนียมสถาปัตยกรรมของวังหน้าใหม่ โดยโปรดให้สร้างอาคารที่สงวนไว้ใช้เฉพาะสำหรับวังหลวงเท่านั้นมาสร้างในวังหน้า เพื่อประกอบฐานานุศักดิ์ของผู้ครองวังที่เทียบเท่าวังหลวง โดยสร้างอาคารทรงปราสาทขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในวังหน้าคือ พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และอาคารที่พระเจ้าแผ่นดินไว้ใช้เวลาปฏิบัติราชการอย่างพลับพลาสูงขึ้น

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-26

ไอยคุปต์ ธนบัตร และบัณฑิต ลิ่วชัยชาญ นักวิชาการสำนักวรรณกรรม กรมศิลปากร
ไอยคุปต์ ธนบัตร และบัณฑิต ลิ่วชัยชาญ นักวิชาการสำนักวรรณกรรม กรมศิลปากร อธิบายถึงการสร้างพระที่นั่งคชกรรมประเวศว่า “การสร้างเมืองจะมีสิ่งที่แสดงถึงความเป็นมงคล ความเป็นพระมหากษัตริย์ก็คือ วัด พระที่นั่งสำคัญ ศาสนสถานสำคัญ พระที่นั่งคชกรรมประเวศก็เป็นหนึ่งในอาคารที่จะเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์อย่างหนึ่งในสมัยก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเล็งเห็นว่า ในเมื่อทรงสถาปนาสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แล้ว และเมื่อก่อนก็ไม่มีพระที่นั่งทรงปราสาทในนี้เลย ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นการเฉลิมพระเกียรติว่า พระองค์ทรงยอมรับสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็นกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง” ไอยคุปต์กล่าว
พระที่นั่งคชกรรมประเวศตั้งเป็นอาคารเครื่องไม้ทรงปราสาท เครื่องยอด 5 ชั้น อยู่บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขนาดและรูปสัณฐานคล้ายพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้านหน้าอาคารมีเกยสำหรับทรงช้าง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งคชกรรมประเวศได้ถูกรื้อออกไป เพราะมีสภาพชำรุดทรุดโทรม เหลือเพียงฐานกับเกยช้างที่ยังเหลือให้เห็นอยู่หน้าชานชาลาของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์เท่านั้น

พลับพลาสูงตั้งอยู่บนแนวกำแพงด้านทิศตะวันออกของพระราชวังบวรสถานมงคล เช่นเดียวกับพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาทในพระบรมมหาราชวัง
Photo: www.facebook.com/wangnaproject

แผนที่พื้นที่วังหน้าเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมปัจจุบัน แสดงตำแหน่งที่ตั้งของพลับพลาสูง
Photo: www.facebook.com/wangnaproject
พลับพลาสูง เป็นอีกอาคารหนึ่งของวังหลวงที่นำมาสร้างในวังหน้า โดยนำรูปแบบสถาปัตยกรรมและลักษณะการใช้งานมาจากพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง มีการใช้เครื่องประดับตกแต่งหลังคา หรือเรียกว่า เครื่องลำยอง แบบนาคสะดุ้งงวงไอยรา และลดชั้นหลังคาเป็น 4 ชั้น ซึ่งเป็นลักษณะการตกแต่งหลังคาของวังหลวงมาใช้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
“การใช้ประโยชน์ของมันก็คือ มันอยู่ริมรั้ว เอาไว้ประทับ เพื่อทอดพระเนตรชมการซ้อมรบ การฝึกทหาร มีทหารมาฝึกกลยุทธ์แบบตะวันตกให้ดู หรือกิจกรรมกระบวนแห่ต่างๆ” ไอยคุปต์กล่าว
อย่างไรก็ตาม พลับพลาสูงก็มีชะตาเช่นเดียวกับพระที่นั่งคชกรรมประเวศ เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับเปลี่ยนผังเมือง ขยายพื้นที่ และตัดถนนรอบสนามหลวง โดยรื้อแนวกำแพงด้านทิศตะวันออกของพระราชวังบวรสถานมงคลออก ทำให้พื้นที่ด้านหน้าของพระราชวังบวรสถานมงคลลดลง พลับพลาสูงจึงถูกรื้อไปพร้อมๆ กับแนวกำแพงชั้นนอกด้านทิศตะวันออกของวังหน้า อาคารทั้งสองจึงหายไปจากความทรงจำของผู้คนในปัจจุบัน กระนั้น ร่องรอยการมีอยู่ของพระที่นั่งคชกรรมประเวศและพลับพลาสูงก็ได้จารึกประวัติศาสตร์ของวังหน้าไว้ว่า ยุคหนึ่งวังหน้าเคยมีความสำคัญและความยิ่งใหญ่มากเคียงคู่กับวังหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สกุลช่างวังหน้า ศิลปะการสร้างอาคารที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน
อาคารต่างๆ ของวังหน้าที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ได้สืบทอดลักษณะทางศิลปกรรมที่เรียกว่า สกุลช่างวังหน้า ซึ่งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงเน้นระเบียบในการสร้างตามฐานานุศักดิ์ที่ไม่ทำเทียมวังหลวง ทำให้ลักษณะทางศิลปกรรมทั้งสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรมของวังหน้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และกลายเป็นต้นแบบในการสร้างต่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลองค์ต่อๆ มา ยกตัวอย่างลักษณะของหลังคาและเครื่องลำยองของสกุลช่างวังหน้าที่แสดงออกถึงฐานานุศักดิ์ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งสังเกตเห็นได้ในปัจจุบัน คือ

1. อาคารสถาปัตยกรรมวังหน้าไม่มีอาคารทรงปราสาทเลย แต่ทำเป็นหลังคาทรงจั่ว ไม่มีมุขลด หรือลดมุขด้านหน้าและด้านหลังเพียง 2 ชั้น และมุงด้วยกระเบื้องดินเผาไม่เคลือบสี ขณะที่วังหลวงนิยมใช้กระเบื้องทำด้วยดีบุก หรือกระเบื้องเคลือบสีตัดกันหลายสี

2. ลักษณะหน้าบันของอาคารในวังหน้าส่วนใหญ่เป็นไม้แกะสลักรูปเทวดา ขณะที่หน้าบันของวังหลวงนิยมแกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ แสดงออกว่า เป็นที่ประทับของพระเจ้า

3. ช่อฟ้า คือส่วนหนึ่งของเครื่องลำยอง นิยมทำช่อฟ้าแบบปากปลา มีจะงอยปากแหลมขึ้น ขณะที่วังหลวงจะทำช่อฟ้าปากครุฑ มีจะงอยงุ้มลง

4. ตัวลำยอง คือส่วนหนึ่งของเครื่องลำยอง เป็นไม้ปิดปลายระแนงที่เหมือนลำตัวพญานาค จะทำเป็นตัวตรง ขณะที่วังหลวงจะทำตัวลำยองแบบโค้งและหยักไปมาเหมือนพญานาคกำลังเลื้อย เรียกว่า นาคสะดุ้ง

5. หางหงส์ คือส่วนหนึ่งของเครื่องลำยองอยู่ตรงส่วนปลาย ทำเป็นนาคเบือนคล้ายเศียรนาค 3 เศียร เอี้ยวมาทางหน้าจั่ว

6. คันทวย ทำหน้าที่ค้ำยันชายคา ระเบียง หรือหลังคา จะทำเฉพาะลายนาคเท่านั้น
ต่อมาแบบสถาปัตยกรรมจะมีความเคลื่อนคล้อยไปตามความนิยมของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแต่ละพระองค์ ซึ่งทั้งได้อิทธิพลจากสกุลช่างวังหลวงมา เพราะกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็ล้วนเป็นเจ้านายฝ่ายวังหลวงที่ได้รับการสถาปนาอุปราชาภิเษกขึ้น และได้รับอิทธิพลทั้งทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมจากต่างประเทศไปตามความเจริญของสังคมที่พัฒนาขึ้นตามลำดับ
“ศิลปะสกุลช่างวังหน้าในแต่ละสมัยจะมีความต่างกัน อย่างในสมัยรัชกาลที่ 1 จะมีความเป็นไทยดั้งเดิมหน่อย รัชกาลที่ 3 มีความเป็นจีน รัชกาลที่ 4 มีความเป็นฝรั่งเข้ามา กลายเป็นจีนผสมกับตะวันตก สกุลช่างวังหน้าจึงมีความหลากหลายมาก” ไอยคุปต์และบัณฑิตกล่าว
ยกตัวอย่างอาคารสำคัญที่แสดงถึงลักษณะสกุลช่างวังหน้าในแต่ละยุคสมัยคือ

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
สร้างขึ้นในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เมื่อ พ.ศ. 2325 ใช้เป็นท้องพระโรงที่เสด็จออกขุนนาง และบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ โดยขนาดและตำแหน่งที่ตั้งถ่ายแบบมาจากพระที่นั่งทรงปืนในพระราชวังหลวง พระนครศรีอยุธยา สร้างด้วยเครื่องไม้เป็นท้องพระโรงโถงไม่มีฝา หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาไม่เคลือบสี และไม่มีเครื่องยอดปราสาท ครั้นสมัยรัชกาลที่ 3 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพโปรดให้ปฏิสังขรณ์ขยายขนาดและสร้างใหม่เป็นเครื่องก่ออิฐถือปูน
ต่อมามีการต่อเติม แก้ไขทำผนัง ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อคราวปรับเปลี่ยนวังหน้าเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสำหรับพระนคร พ.ศ. 2430 โดยทำมุขขึ้นด้านหน้า ทำหลังคาเป็นชั้นลด 3 ชั้น มุงกระเบื้องดินเผา ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันด้านหน้าจำหลักพระนารายณ์ทรงครุฑ หน้าบันด้านหลังจำหลักลายพระพรหมทรงหงส์ ปัจจุบันเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

คอสองประดับด้วยลายปูนปั้นเป็นลายเฟื่องอุบะระย้าประดับริบบิ้นแบบศิลปะยุโรป
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
สร้างในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ใช้เป็นหอพระของวังหน้า ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จากเมืองเชียงใหม่ เมื่อคราวพระองค์เสด็จนำทัพไปไล่กองทัพพม่าที่มาปิดล้อมเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2338 และได้อัญเชิญพระพุทธรูปมายังพระนคร
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นอาคารตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว ยกพื้นสูง ส่วนพื้น ประตู หน้าต่าง เพดาน และโครงหลังคาประกอบด้วยไม้ ส่วนหลังคาเป็นหน้าจั่วทรงสูง เครื่องลำยองทำด้วยไม้ หน้าบันสลักรูปพระพรหมสถิตในพระวิมาน 3 หลัง ล้อมด้วยกนกเทพนมเครือเถา ลองสังเกตใต้ชายคาจะเห็นคันทวยทำเป็นรูปนาคพันเกี่ยวด้วยเถาพันธุ์พฤกษาอย่างงดงาม เป็นเอกลักษณ์ของสกุลช่างวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 1
ด้านในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์มีจิตรกรรมฝาผนังที่สืบเนื่องจากสมัยอยุธยาคือ นิยมเขียนภาพเทพชุมนุมเหนือกรอบประตูหน้าต่าง และผนังส่วนล่างเขียนเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งเอกลักษณ์ของสกุลช่างวังหน้าในสมัยนี้จะนิยมใช้สีเข้มคล้ำเป็นพื้น และเขียนภาพบุคคลด้วยสีอ่อนนวล ขณะที่จิตรกรรมสมัยอยุธยามักนิยมใช้สีอ่อนเป็นพื้น และเขียนภาพบุคคลด้วยสีเข้ม
ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงซ่อมพระที่นั่งพุทไธสวรรย์เพิ่มเติม ซึ่งเห็นได้ในปัจจุบันคือ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูง ด้านนอกมีเสาเฉลียงลอยรูปสี่เหลี่ยมลบมุม 36 ต้น ส่วนคอสองประดับด้วยลายปูนปั้นเป็นลายเฟื่องอุบะระย้าประดับริบบิ้นแบบศิลปะยุโรป ด้านหน้าทำเป็นลานกว้าง มีฐานและเกยขึ้นช้างของพระที่นั่งคชกรรมประเวศตั้งอยู่

หมู่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในอดีต
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-34
หมู่พระวิมาน
หมู่พระวิมาน คือกลุ่มพระที่นั่งซึ่งสร้างขึ้นให้เป็นพระวิมานที่ประทับในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท คราวเดียวกับการสร้างหอมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ปัจจุบันหมู่พระวิมานได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมด คงเหลือแต่เพียงพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพที่ใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
หมู่พระวิมานสะท้อนถึงคติของการสร้างปราสาทเป็นที่ประทับ 3 ฤดูของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยสร้างคล้ายกับหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งสร้างติดกัน 3 หลัง แต่หมู่พระวิมานของวังหน้าจะสร้างห่างกัน 3 หลัง มีชานชาลาคั่น และตั้งชื่อให้คล้องกันตามฤดูคือ วสันตพิมาน วายุสถานอมเรศ พรหมเมศธาดา (ชื่อเดิม พรหเมศรังสรรค์) และสร้างมุขออกไปทั้งด้านหน้าและหลัง โดยมีหลังคาเชื่อมต่อกันรวมเป็นหมู่พระที่นั่ง 11 องค์
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังเขียนกล่าวชมไว้ในตำนานวังหน้าว่า “เป็นสำคัญยิ่งกว่าพระราชมณเฑียรองค์อื่นๆ ทั้งสิ้น เพราะใหญ่โต รวมพระที่นั่งอยู่ในหมู่เดียวกันถึง 11 องค์ ฝีมือที่สร้างก็ประณีต บรรจง ลวดลายและฝีมือแกะไม้ที่พนักกับหูช้างกรอบพระบัญชร ยังเป็นความพิศวงอยู่จนทุกวันนี้ ด้วยยักเยื้องแบบอย่างต่างๆ เกือบไม่มีซ้ำกันสักช่องหนึ่ง…”

พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-34
พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย
เดิมพื้นที่ของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในสมัยกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทนั้นเป็นมุขเด็จพระวิมานสำหรับสมเด็จพระมหาอุปราชเสด็จออกรับแขกเมือง เบื้องหน้าเป็นชานชาลากว้าง ล้อมรอบด้วยทิมคด 3 ด้าน เรียกว่า ทิมมหาวงศ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 หมู่พระวิมานชำรุดทรุดโทรมมาก ต้องรื้อและปฏิสังขรณ์ใหม่หมด กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพจึงโปรดให้สร้างพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยเป็นท้องพระโรงต่อออกไปด้านหน้า โดยถ่ายแบบจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นที่เสด็จออกรับแขกเมืองและบำเพ็ญราชกุศลเช่นเดียวกัน ปัจจุบันพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยใช้เป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ลักษณะอาคารแสดงถึงพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 เป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวขนาด 10 ห้อง ฝากั้นทึบทั้ง 4 ด้าน ด้านหน้ามีระเบียง เสาระเบียง และเสาภายในอาคารก่ออิฐทรงสี่เหลี่ยมลบมุมขนาดใหญ่ มีพระทวารด้านหน้า 3 บาน บานพระแกลและบานพระทวารเขียนลายรดน้ำเป็นลายกอดอกไม้ประกอบด้วยนกและแมลง ภาพเสือขย้ำโค และลายนกคู่ หลังคาชั้นลดประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันจำหลักลายลงรักปิดทองประดับกระจกเป็นลายเทพนมอยู่บนช่อกนก

วัดบวรสถานสุทธาวาสหรือวัดพระแก้ววังหน้า
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 009-010
วัดบวรสถานสุทธาวาส
วัดบวรสถานสุทธาวาสมีอีกชื่อหนึ่งว่า วัดพระแก้ววังหน้า เป็นวัดเช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวังจึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่เดิมตั้งอยู่ในเขตอุทยานชั้นนอกด้านทิศเหนือของวังหน้า ปัจจุบันตั้งอยู่ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ใช้เป็นที่ประกอบพิธีไหว้ครู และพิธีมงคลต่างๆ ของนาฏศิลปิน ดุริยางคศิลปิน และกรมศิลปากร
การสร้างวัดพระแก้ววังหน้าแสดงถึงการล้อผังเมืองของวังหลวงที่จะต้องมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในอาณาจักรของตนเอง “รัชกาลที่ 1 มีวัดพระแก้ว วังหน้าก็ล้อตามให้มี เป็นวัดพระแก้ววังหน้า วัดพระแก้วมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ วังหน้าก็มีพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์” บัณฑิตกล่าว
กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างหลังคาให้เป็นทรงจัตุรมุขแทนทรงปราสาท เป็นหลังคาลด 2 ชั้น หน้าจั่วประดับด้วยช่อฟ้าแบบปากปลาปลายจะงอยขึ้น ส่วนใบระกาทำเป็น 2 แบบ คือส่วนบนที่ต่อจากช่อฟ้าครึ่งหนึ่งเป็นไม้ตรง ส่วนล่างทำเป็นตัวลำยองแบบนาคสะดุ้งต่อกับไม้ตรง หางหงส์ทำเป็นนาคเศียรแบบนาคปัก อาคารเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีมุขยื่นออกทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่บนฐานไพทีขนาดใหญ่ เสาระเบียงขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมลบมุม 5 ด้าน

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ อาคารที่ประทับในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
เป็นอาคารซึ่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างตามพระราชนิยมในวัฒนธรรมตะวันตกของพระองค์เอง ถือเป็นอาคารฝรั่งแห่งแรกในวังหน้า ใช้เป็นที่ประทับจนกระทั่งสวรรคต และเป็นที่รับรองแขกต่างบ้านต่างเมือง เช่น ต้อนรับเซอร์จอห์น เบาว์ริง อัครราชทูตอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2398 ปัจจุบันใช้เป็นที่จัดแสดงเครื่องเรือนแบบยุโรปและจีนตามลักษณะการใช้งานพระที่นั่งมาแต่เดิม ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย โดยเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น มีอัฒจันทร์เป็นทางขึ้นพระที่นั่งจากภายนอกไปสู่เฉลียงหรือพาไลหน้าตามแบบอาคารตะวันตกรุ่นแรกที่สร้างในกรุงเทพฯ หลังคาทรงจั่วชั้นเดียวไม่มีมุขลด หน้าจั่วทั้งสองด้านปั้นปูนประดับเป็นตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์คือ รูปปิ่นประดิษฐานบนพานแว่นฟ้าอยู่ภายในช่อมาลาประกอบลายพันธุ์พฤกษา
ชั้นบนของพระที่นั่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในแบ่งเป็น 5 ห้อง มีห้องเสวยอยู่ตรงกลาง ขนาบด้วยห้องรับแขกและห้องบรรทม ปลายสุดทางทิศเหนือเป็นห้องทรงพระอักษรและห้องสมุด ปลายสุดทางทิศใต้เป็นห้องแต่งพระองค์
การสร้างอาคารของวังหน้าตลอด 5 รัชกาล แสดงให้เห็นถึงลักษณะร่วมคือ การรักษาธรรมเนียมการสร้างตามฐานานุศักดิ์ของเจ้าของบ้านอย่างเคร่งครัด ผสานไปกับพระราชนิยมของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในแต่ละยุค “มรดกวัฒนธรรมของวังหน้าที่เห็นได้ชัดคือ ตัวอาคารที่ยังอยู่ทุกวันนี้มันสะท้อนถึงศิลปะ ถึงยุคสมัยของมัน ถึงเรื่องราวของคนสร้าง” ไอยคุปต์กล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง
The post ฐานานุศักดิ์ของวังหน้า: ลักษณะสถาปัตยกรรมในพระราชวังบวรสถานมงคล appeared first on THE STANDARD.
]]>
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ชาวกรุงแล […]
The post แง่งามในเชิงสถาปัตยกรรม และตำแหน่งที่ตั้งอันสะท้อนตำราพิไชยสงคราม appeared first on THE STANDARD.
]]>

Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ชาวกรุงและผู้มาเยือนจากทั่วประเทศคงคุ้นเคยกับการสำรวจเกาะรัตนโกสินทร์ และย่านเก่าในละแวกใกล้เคียงทั้งสองฟากฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา คนที่ชอบเดินเข้าตรอกนั้นออกย่านนี้คงจะสนุกกับการซอกแซกไปโผล่ในถิ่นแถวที่มรดกทางวัฒนธรรมยังคงประจักษ์ในรูปของอาคารสถาปัตยกรรมโบราณ
แน่นอนว่า ณ ใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ พระบรมมหาราชวังยังโดดเด่นเป็นสง่า และมีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเยือนได้ปีละหลายล้านคน แต่ห่างจากวังหลวงอันเป็นโบราณสถานที่เชิดหน้าชูตาของชาติมาไม่ไกล เป็นที่ตั้งของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ที่แม้รูปลักษณ์ภายนอกอาจวิจิตรบรรจงไม่เท่า แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ด้วยความที่ตั้งวังหน้าอยู่ไม่ไกลจากวังหลวง ในวันที่แดดร่มลมตก คุณอาจเคยฝ่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งเอเชียและตะวันตกชมความอลังการและประณีตบรรจงของเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมไทยในพระบรมมหาราชวัง แล้วเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ โดยมีท้องสนามหลวงอยู่เบื้องขวา ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วมาต่อยอดการข้ามเวลาไปหาอดีตด้วยการเที่ยวชมวังหน้า เพื่อรื้อฟื้นเรื่องราวในการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ไปในคราวเดียว
ภูมิสถาปัตยกรรมและเอกลักษณ์แห่งความงามของวังหน้า
“ผมจะมองความโดดเด่นของวังหน้าอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องตำแหน่งที่ตั้ง เป็นจุดที่เป็นตัวปกป้อง เป็นผู้ปกป้องเมือง ส่วนเรื่องตัวสถาปัตยกรรมก็มีความสำคัญ ความโดดเด่นรองจากวังหลวงเท่านั้น” ดร. พรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิก ประจำสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ให้ความเห็นเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล

ดร. พรธรรม
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ดร. พรธรรมทำงานเกี่ยวข้องกับภูมิสถาปัตยกรรม และคุ้นเคยกับงานอนุรักษ์หรือการบูรณะที่ต้องคำนึงเรื่องงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมนอกเหนือจากตัวอาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร. พรธรรมยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานเบื้องหลังโครงการอนุรักษ์วังหน้าของกรมศิลปากรมาก่อน
ในเชิงสถาปัตยกรรม พระราชวังบวรสถานมงคลมีความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ที่กลายมาเป็น ‘สกุลช่างวังหน้า’ ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ในโบราณสถานอื่นๆ ขณะเดียวกันที่ตั้งของวังหน้าคือ ด่านหน้าในการรับมือกับข้าศึกศัตรูที่มารุกรานบ้านเมือง วังหน้าในอดีตจึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นทัพที่ยันข้าศึกให้ประชิดทัพหลวงช้าที่สุด
“ความโดดเด่นของเรื่องที่ตั้งก็ถือว่าเป็นนัยสำคัญที่แสดงถึงการเป็นผู้ปกป้องเมือง ถ้าเราจะดูเมืองต่างๆ กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่ง ถ้าเราดูลึกก็จะเห็นว่า ตำแหน่งวังหน้าเป็นจุดที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่งของเมืองหลวงสมัยก่อน ผมว่าถ้าเทียบกับหน้าที่ของชนชั้นปกครอง จะมีกษัตริย์ อุปราช ซึ่งวังหน้าก็คือ พระมหาอุปราช ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการไปรบข้างนอก ทัพของอุปราชก็ต้องนำก่อน หรือเวลาข้าศึกมาตีเมือง อุปราชก็จะต้องปกป้องก่อน อันนี้คือเรื่องของผัง
“ส่วนเรื่องตัวสถาปัตยกรรมก็มีความสำคัญและความโดดเด่นรองจากวังหลวง เพราะอย่างความใหญ่โต ขนาด หรือฝีมือ จะเป็นช่างสกุลวังหน้า ซึ่งก็เป็นสกุลช่างที่สมัยก่อนมีชื่อเสียงรองลงมาจากวังหลวง เพราะถือว่าสร้างให้เจ้านาย หรือพระมหาอุปราช ต้องมีความประณีต งดงาม แต่อย่างที่ว่าความอลังการจะไม่เท่ากับวังหลวง เพราะมีฐานานุศักดิ์เป็นตัวกำหนด แต่ถ้าถามว่า ในเชิงสถาปัตยกรรมมีคุณค่า มีความงดงามไหม มีแน่ครับ ก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง” ดร. พรธรรมขยายความเรื่องเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมของวังหน้า

วังหน้า
Photo: หอจดหมายเหตุ ((2)ภ002 หวญ 2-5 (ภาพที่ 1)
“ความเป็นวังหน้าที่ปรากฏอยู่ที่ตัวสถาปัตยกรรม ปัจจุบันจะมองไม่ค่อยเห็นมากนัก เพราะถูกปรับเปลี่ยนมาเยอะ แต่สมัยก่อนจะมีการก่อสร้างอะไรบางอย่างที่ปัจจุบันเหลือแค่ฐาน ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของวังหน้าก็คือ ยุคสร้างกรุงสมัยรัชกาลที่ 1 ที่พระอนุชาของรัชกาลที่ 1 ช่วยกันรบมา ภายหลังรัชกาลที่ 1 ก็ทรงแต่งตั้งเป็นวังหน้าพระองค์แรก ถือเป็นยุคที่รุ่งเรือง”
ดร. พรธรรมมองว่า วังหน้าในยุครัตนโกสินทร์มีพัฒนาการที่สำคัญกว่าในสมัยอยุธยา ซึ่งมีหลักฐานของการเริ่มสถาปนาตำแหน่งวังหน้าขึ้นมา โดยนอกจากสมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว จะมีอีกยุคหนึ่งที่เจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกัน คือสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นยุคของพระปิ่นเกล้า “ตรงนั้นรุ่งเรืองถึงขนาดว่า เราตั้งวังหน้าให้เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ซึ่งตรงนี้จะสื่อถึง รูปแบบสถาปัตยกรรมในยุคนั้น”
จากความรุ่งเรืองในอดีต วังหน้ากลายเป็นแหล่งทรงคุณค่าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน ในการทำงานโครงการอนุรักษ์วังหน้า หรือโครงการโบราณสถานใดๆ ก็ตาม ทีมงานไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ตัวอาคารอย่างเดียวเท่านั้น เปรียบเหมือนการดูแลบ้านที่ต้องพิจารณาพื้นที่โดยรอบในฐานะสภาพแวดล้อมของที่อยู่ด้วย ภูมิสถาปัตยกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญไม่น้อยในจุดนี้
“ในฐานะหน้าที่ภูมิสถาปนิกที่ดูเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของวังหน้า จริงๆ คำว่า ภูมิสถาปัตยกรรมของวังหน้ามีตั้งแต่เรื่องผัง เวลาเราศึกษาวังหน้าเราจะศึกษาเปรียบเทียบกับตำแหน่งที่ตั้งที่สัมพันธ์กับเมืองด้วย การที่จะรู้ว่า วังหน้าอยู่ตำแหน่งไหนของเมือง เราจะสามารถรู้ได้ด้วยว่า ปรัชญาในการวางผังของเขา ทำไมเขาถึงวางไว้ตรงนี้ ด้านหน้าทำไมถึงอยู่ตรงนี้ ทางเข้าทำไมถึงอยู่ตรงนี้ มีนัยทั้งหมด ถ้าเราศึกษาดีๆ จะรู้ว่า เมืองในยุคก่อนโน้นที่มีวังหน้า ลักษณะของเมืองเป็นอย่างไร การเข้าถึงเป็นอย่างไร ตรงไหนมีส่วนสำคัญอะไรบ้าง นี่คือลักษณะของตัวภูมิสถาปัตยกรรม เป็นตัวบอกเล่าถึงเรื่องอดีต ดังนั้นการศึกษาในเรื่องภูมิสถาปัตยกรรมก็จะเริ่มตั้งแต่ผัง โดยเป็นผังที่เปรียบเทียบกับเมืองทั้งเมือง

แผนผังที่ตั้งวังหน้า
Photo: www.finearts.go.th
“ถ้าเราดูในผังโบราณ พื้นที่ของวังหน้ากับวังหลวงเกือบจะใกล้เคียงกันเลยครับ วังหลวงอาจจะใหญ่กว่าหน่อยหนึ่ง แล้วตำแหน่งของวังหลวงจะอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยมากกว่า ถ้าเปรียบเทียบตามหลักฮวงจุ้ย วังหลวงก็จะอยู่ตรงท้อง วังหน้าจะอยู่ตรงหัว ฮวงจุ้ยที่ว่าก็คือ ในเรื่องของนาค เป็นรูปแบบของการตั้งทัพบนพื้นที่ลุ่มที่มีแม่น้ำเป็นหลักในการตั้งพื้นที่” ดร. พรธรรมอ้างอิงถึงหลักการเลือกที่ตั้งวังหลวงและวังรายล้อม ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์โยงใยไปถึง ตำราพิไชยสงคราม ที่ได้รับถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษรมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา
เมื่อเวลาล่วงเลยไป ทั้งตัววังหน้าและตำราโบราณที่เคยใช้เป็นหลักสำคัญในการสร้างบ้านตั้งเมือง ไม่อาจต้านทานกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงได้
อ. วโรภาสน์ วงศ์จตุรภัทร หัวหน้ากลุ่มภูมิสถาปัตยกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เสริมเรื่องความสำคัญของวังหน้าที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยว่า “เมื่อก่อนขนาดวังหน้าใหญ่โตมาก พื้นที่เทียบกับวังหลวงก็ใกล้เคียงกันมาก เพราะฉะนั้นวังหน้าสมัยก่อนน่าจะมีความสำคัญมาก สะท้อนให้เห็นถึงตรงนั้นในยุคนั้น ถ้าพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ด้านในมีพื้นที่ประมาณนี้ วังหลวงขนาดนั้น วังหน้าขนาดนี้ ผมว่า รัตนโกสินทร์ชั้นในน่าจะเป็นพื้นที่ที่เกือบจะเป็นเขตพระราชทานของเมืองไปแล้ว คือประชาชนก็เข้ายากแล้ว เป็นเรื่องของสถาบัน ข้ามฝั่งไปด้านกรุงธนบุรีด้วย เพราะกรุงธนบุรีเป็นวังหลัง รูปร่างแบบนั้น ความสัมพันธ์ของผังแบบนั้น สัมพันธ์กับการจราจรทางน้ำ การเข้าออก การเชื่อมต่อ มีคนบอกว่า ตรงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเป็นคลองชั้นใน คูเมืองชั้นใน เขาบอกว่า วังหน้าไม่ได้อยู่แค่ชั้นในนะ มีสะพานเดินเชื่อมไปชั้นกลางด้วย คือแถวๆ บางลำพู พื้นที่บางส่วนเป็นของวังหน้า พื้นที่ของวังหน้าจึงไม่ใช่แค่ที่เห็นในชั้นใน แต่มีชั้นนอกด้วย มีความสัมพันธ์กับเส้นทางการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ท่าน้ำก็ต้องมี ประตูวัดก็ต้องออกทางด้านนี้ เชื่อมต่อ มีความสัมพันธ์กับคูเมืองชั้นใน
“แต่ต่อมาวังหน้าลดความสำคัญลง ตัดถนนราชดำเนินในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำสนามหลวงใหม่เป็นรูปแคปซูลอย่างที่เห็น บีบวังหน้าจนเหลือเล็กนิดเดียว จริงๆ คือเหมือนความเป็นวังหน้าไม่มีเหลือแล้ว พอถนนเริ่มสำคัญ วังหน้าก็หายไป ส่วนที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือ พอขาดความเป็นวังหน้า ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องมีแล้วยกเลิกไป อย่างอื่นก็เข้ามาแทนหมด ผังเมืองก็จะปรับเปลี่ยนไป ดังนั้นผมว่า ช่วงแรกที่มีวังหน้า ความสำคัญในช่วงนั้นมีมากพอสมควร แต่พอตอนหลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ความสำคัญก็เลยลดลงไปด้วย”

อ. วโรภาสน์
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
บทบาทของวังหน้าในบริบทการเมืองการปกครองในปัจจุบันอาจเลือนหายไป แต่คุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์ของพระราชวังโบราณแห่งนี้ยังคงยืนหยัดเต็มเปี่ยมเหนือกาลเวลา และท้าทายให้เกิดโครงการอนุรักษ์อยู่เนืองๆ
ด้วยความที่งานอนุรักษ์พื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มีความซับซ้อนในการดำเนินงาน อาจารย์วโรภาสน์อธิบายกว้างๆ เรื่องงานภูมิสถาปนิกทั่วๆ ไปกับภูมิสถาปนิกในเชิงโบราณคดีว่ามีความต่างกัน
“งานภูมิสถาปัตยกรรมเป็นงานที่ทำเกี่ยวกับพื้นที่ พื้นที่ภายนอกอาคาร พื้นที่ภายนอกอาคารมีอะไร ภูมิสถาปนิกต้องรู้ ถ้าไม่รู้ ทำงานออกมาก็ไม่ดี โบราณสถานกับพื้นที่ใหม่ก็ต่างกันอยู่ตรงที่ว่า ในพื้นที่ของโบราณสถาน ก็จะมีโบราณสถานตั้งอยู่ แต่พื้นที่ใหม่ก็จะมีน้อยหรือไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่แตกต่างระหว่าง ภูมิสถาปนิกที่เขาทำงานในพื้นที่ใหม่ๆ ทั่วไปคือ เราต้องรู้ว่า ความสำคัญของพื้นที่ มีอะไรอยู่ในพื้นที่บ้าง อะไรที่สำคัญ เช่น ดิน น้ำ ต้นไม้ หรือโบราณสถานก็ต้องดูหมด อันนี้เป็นส่วนที่เหมือนกันของภูมิสถาปนิกทั้ง 2 แบบ แล้วถ้าสิ่งสำคัญเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เป็นโบราณคดี ก็จะต้องมีภูมิสถาปัตยกรรมโบราณแทรกอยู่ในนั้น ก็ต้องศึกษาส่วนนั้นเพิ่ม เป็นความแตกต่างที่ซ้อนทับกันอยู่ มี 2 เรื่อง คือ เรื่องของธรรมชาติ และวัฒนธรรม หรือโบราณสถานนั่นแหละ”
แน่นอนว่า กรมศิลปากรและบุคลากรที่ทำงานในกรมฯ ต่างตระหนักดีว่า พื้นที่วังหน้ามีความสำคัญในฐานะมรดกทางสถาปัตยกรรมมากขนาดไหน จากการทำโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาก่อน จนนำไปสู่การขุดพบใหม่ๆ ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของชาติไทย การขุดพบแต่ละครั้งยิ่งเปิดเผยแง่มุมใหม่ๆ ให้ทีมงานได้เข้าใจพื้นที่ตรงนี้มากขึ้น ในฐานะโบราณสถานสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของชาติ
ย้อนกลับไปยังต้นยุครัตนโกสินทร์ ด้วยความสำคัญในเชิงภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์ ความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมของตัววังหน้ายังบ่งบอกเรื่องฐานานุศักดิ์ของสถานที่ได้เป็นอย่างดี

ดร. พรธรรม
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
“จริงๆ แล้วตัวสถาปัตยกรรมของวังหน้าจะเป็นรูปแบบหนึ่ง สถาปัตยกรรมไทยจะมีชั้นวรรณะ จะมีลำดับศักดิ์ ที่สำคัญที่สุดคือ วังหลวง วังหลวงจะมีการตกแต่งประดับประดาที่สมบูรณ์แบบเต็มที่ เป็นจุดสูงสุดของสังคม วังหน้าถือเป็นรองลงมา ดังนั้นรูปแบบสถาปัตยกรรมของวังหน้า การประดับประดา หรือทรงต่างๆ จึงคล้ายกับวังหลวง เพียงแต่มีบางอย่างที่วังหน้าทำไม่ได้ ด้วยฐานานุศักดิ์ เช่น เครื่องยอด พวกปราสาทอะไรข้างบน พวกนั้นจะทำไม่ได้ แล้วการประดับตกแต่งด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมบางอย่างจะถูกกำหนดไว้ว่า ให้ทำได้แค่ไหน อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมที่มีความแตกต่าง บ่งบอกถึงฐานานุศักดิ์ของผู้ครอบครองวังว่ามียศแค่ไหน ก็จะมียศมาก แต่ไม่ถึงกับพระเจ้าแผ่นดิน ดังนั้นเครื่องตกแต่ง เครื่องประดับประดา ก็จะถูกกำหนดอยู่ในระดับหนึ่ง” ดร. พรธรรมสรุป
(สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องนี้โดยเฉพาะ รายละเอียดเรื่องฐานานุศักดิ์ของพระราชบวรสถานมงคล ติดตามได้ในตอน 4)
แม่น้ำและความสำคัญของที่ตั้งวังหน้า
เราทราบกันดีว่า ก่อนที่โครงข่ายถนนหนทางจะอุบัติขึ้นเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลักของผู้คนในปัจจุบัน ผู้คนในยุคก่อนล้วนพึ่งพาแม่น้ำลำคลองเป็นทางสัญจรสำคัญ ด้วยเหตุนี้แม่น้ำจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในปัจจัยหลักในการหาชัยภูมิสำหรับเป็นที่ตั้งของพระราชวังในทุกยุคทุกสมัย
การสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนทั่วไปฉันใด การสร้างหรือดูแลเมืองนับเป็นพระราชกรณียกิจใหญ่หลวงของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ฉันนั้น
ในการสร้างบ้าน นอกจากทำเลที่ตั้งและทิศทางลม เจ้าของส่วนหนึ่งอาจพึ่งพาศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยเพิ่มเข้าไปเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องพิจารณาด้วย สำหรับการสร้างเมือง ซึ่งหมายรวมถึงพระราชวังอันเป็นศูนย์บัญชาการเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎรในราชอาณาจักร ในยุคสมัยที่การสงครามยังเกิดขึ้นเนืองๆ มีเงื่อนไขหลากประการ ที่ล้วนโยงใยไปสู่ธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณในกาลก่อน รวมทั้งเกี่ยวข้องกับความเชื่อตามตำราพิไชยสงคราม

Photo: ตำราพิไชยสงครามของกรมศิลปากร
“*ตำราพิไชยสงคราม เป็นตำราสำคัญที่ใช้ในการทำสงครามของไทยซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์รวบรวมเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2041โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมขึ้น การกำเนิดขึ้นของ พิไชยสงคราม สันนิษฐานว่า เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเติบโตของอาณาจักรอยุธยาที่ขยายอำนาจไปยังดินแดนต่างๆ ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางการทหาร การที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกแสดงให้เห็นถึงผู้นำที่มีเป้าหมายที่จะปรับปรุงศิลปศาสตร์การสงครามให้มีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานที่ตายตัว เพื่อที่จะอาศัยเป็นแบบฉบับที่ศึกษาและถ่ายทอดในหมู่แม่ทัพนายกองต่อไป
“ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงปรับปรุงให้เหมาะสม สันนิษฐานว่า ทำขึ้นเมื่อครั้งครองเมืองพิษณุโลก โดยนำ ตำราพิไชยสงคราม ของพม่าและมอญมาใช้ร่วมด้วย และได้ปรากฏแผนที่เมืองพิษณุโลก โดยบอกระยะทางที่ได้สำรวจตั้งแต่เมืองพิษณุโลกไปถึงตำบลและเมืองต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ อีกทั้งยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับปืนไฟ ซึ่งไม่ปรากฏใน ตำราพิไชยสงคราม สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 อาจเพราะยังไม่เข้าใจเรื่องปืนไฟ การแก้ไข พิไชยสงคราม หรือเพิ่มเติมไม่ได้ปรากฏอีก แต่อาจไม่มีการจดบันทึก เพราะบ้านเมืองก็มีศึกสงครามเรื่อยมาไม่ได้ขาด และเป็นเรื่องที่ต้องใช้ศึกษาหาความรู้” น.ส.ศิริวรรณ คุ้มโห้ บรรยายไว้ในบทความ พิไชย*สงครามกับการตั้งเมือง (*สะกดตามที่ปรากฏในหนังสือ ตำราพิไชยสงคราม ตำรับไญยในสมัยรัชกาลที่ 3)
สรุปโดยย่อ พิไชยสงคราม เป็นคำที่ใช้เรียกหนังสือหรือเอกสารที่มีการรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับกลยุทธ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการรบต่างๆ อาทิ การรุก การตั้งรับ การแปรขบวนทัพ การใช้อุบายทำลายข้าศึก เป็นต้น หนังสือจำพวกนี้ในบางแห่งมักจะมีการใส่เนื้อหาที่เป็นความเชื่อทางด้านโหราศาสตร์เข้ามาประกอบ เช่น การดูฤกษ์ยามในการเคลื่อนทัพ การทำพิธีข่มขวัญข้าศึกและบำรุงขวัญฝ่ายตน ฯลฯ โดยในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตำราดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการที่ฝ่ายปกครองใช้เป็นคู่มือในการเลือกทำเลที่ตั้งของเมืองอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยมีการชำระปรับปรุงอยู่เนืองๆ
ครั้นถึง พ.ศ. 2368 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระ ตำราพิไชยสงคราม ให้สมบูรณ์ โดยเชิญ พระตำรับพิไชยสงคราม ฉบับข้างที่ (ฉบับหลวง) มาสอบสวนชำระ 14 เล่มสมุดไทย เมื่อชำระเสร็จแล้วได้คัดลงสมุดไทยจำนวน 2 ชุด รวม 10 เล่มสมุดไทย นับเป็น ตำราพิไชยสงคราม ฉบับสุดท้ายที่ชำระอย่างสมบูรณ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 21)
แน่นอนว่า ในยุคก่อร่างสร้างเมืองก่อนที่ดินแดนที่เราอาศัยอยู่จะเปลี่ยนเป็นไทยในทุกวันนี้ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างเส้นทางตลอดมา ครั้นเมื่อสยามปรับรูปแบบกองทัพตามชาติตะวันตก ตำราพิไชยสงคราม แบบโบราณจึงลดความสำคัญลง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งโปรดเกล้าฯ สถาปนาตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารขึ้นมาแทนตำแหน่งวังหน้าอย่างเป็นทางการด้วย
ในหมวดยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ตำราพิไชยสงคราม มีเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งทัพและตั้งเมือง โดยอิงความเชื่อทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ โดยเปรียบเทียบการตั้งราชธานีหรือเมืองหลวงของอาณาจักรกับการหาที่ตั้งทัพหลวง โดยต้องอาศัยการหาชัยภูมิที่เหมาะสมตามตำรา เพราะหากปราศจากชัยภูมิที่ตั้งอันเหมาะสมแล้วไซร้ การป้องกันอริราชศัตรูดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ในยุคที่ศึกสงครามคือ การรบพุ่งด้วยดาบ พระแสง และศาสตราวุธที่ต้องถือด้วยมือ โดยมีพาหนะอย่างช้าง ม้า สมทบกับไพร่พลเดินเท้า ไม่ใช่การรบด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เครื่องบินทิ้งระเบิด และเรือดำน้ำ หรือการเอาชนะคะคานในสนามการค้า หรือด้วยอิทธิพลทางการเมืองแบบในปัจจุบัน
ข้อความส่วนหนึ่งจากบทความ พิไชยสงครามกับการตั้งเมือง ระบุว่า “ชัยภูมิในการตั้งทัพนี่เองเป็นหลักสำคัญที่นำมาใช้ในการตั้งเมือง พระราชวังหลวง และวังต่างๆ รวมถึงป้อมค่ายอีกด้วย
“การตั้งเมืองนั้นมิใช่ตั้งบริเวณใด ริมน้ำใดก็ได้ หากแต่ต้องเลือกบริเวณที่เป็นท้องพญานาค หากตามหลักภูมิศาสตร์ก็เป็นบริเวณที่เป็นคุ้งน้ำ เหตุผลสำคัญที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากกระแสน้ำบริเวณคุ้งนี้จะเชี่ยวกว่าบริเวณอื่นๆ หากข้าศึกจะมาจอดเรือเข้าโจมตีก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก…”
สวรรค์ ตั้งตรงสิทธิกุล ระบุไว้ในบทความ การสร้าง “หลักชัย แกนเมือง” เมื่อแรกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์อินท์อโยธยา ตีพิมพ์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2558 โดยสันนิษฐานเรื่องการเลือกทำเลที่ตั้งของกรุงเทพฯ ว่า
“การใช้ ตำราพิไชยสงคราม ในการประกอบการย้ายเมืองหลวง และพิจารณาเพื่อหาพิกัดองค์ประกอบของศูนย์กลางเมือง และให้ตั้งเสาหลักของเมืองนี้ พระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 1 ได้ให้มีการย้ายศูนย์กลางเมืองจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาไปฝั่งตะวันออก และโปรดให้มีการตั้งหลักเมืองใหม่ด้วยนั้น เป็นการตั้งหลักเมืองตาม ตำราพิไชยสงคราม ทั้งนี้ เนื่องจากรัชกาลที่ 1 ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้านความมั่นคงมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า และมีตำแหน่งเป็น ‘แม่ทัพ’ เมื่อครั้งสมัยกรุงธนบุรี ทำให้ทรงเชี่ยวชาญการศึก และเข้าใจ ตำราพิไชยสงคราม การตั้งหลักเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีการอ้างอิงการตั้งทัพหรือแต่งทัพ ที่สอดคล้องกับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม โดยพิจารณาลักษณะของการตั้งทัพตามตำราของนามทั้งแปดคือ
ครุฑนาม คือสถานที่อันภูมิประเทศมีภูเขาจอมปลวก ต้นไม้ 1 ต้น สูงใหญ่
พยัคฆนาม คือตั้งทัพอยู่ริมทางแนวป่า
สิงหนาม จะต้องมีต้นไม้ใหญ่ 3 ต้น เรียงกัน มีภูเขาและจอมปลวกใหญ่มาก
สุนัขนาม คือตั้งกองทัพใกล้หมู่บ้านหรือหนทางโบราณเรียงรายไปตามทาง
นาคนาม กองทัพจะต้องตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ ห้วยน้ำไหล
มุสิกนาม คือดินมีโพรงปลวก อันเป็นรูคล้ายกับหนูอยู่
อัชนาม ตั้งอยู่กลางทุ่ง เหมือนฝูงเนื้ออยู่
คชนาม คือภูมิประเทศมีป่าไม้ มีหนาม และหญ้า อันเป็นอาหารของช้าง
“ด้วยรัชกาลที่ 1 เข้าพระราชหฤทัยชัยภูมิของ ‘บางกอก’ ที่มีลักษณะตรงกับการตั้งทัพตามคติ ‘นาคนาม’ กล่าวคือ เป็นบริเวณที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ดังนั้นในการเลือกที่ตั้งศูนย์กลางของเมือง และการตั้ง ‘หลักเมือง’ พระองค์จึงทรงเล็งเห็นประเด็นของ ‘ชัยภูมิ’ เป็นลำดับแรก จากนั้นจึงดูฤกษ์ยาม วัน และเดือน ที่เหมาะสมตามคติ ‘โหราศาสตร์’ ในการลงหลักเมืองตามมาเป็นลำดับ”
เมื่อเรามองย้อนกลับไปเมื่อแรกเริ่มก่อร่างสร้างราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ แน่นอนว่า การหาชัยภูมิที่เหมาะจนได้เป็นกรุงเทพมหานครที่เจริญรุดหน้ากลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแบบทุกวันนี้ เป็นพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 1 ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการรื้อฟื้นตำแหน่งวังหน้าขึ้นมาใหม่เช่นกัน
“สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จฯ ปราบดาภิเษกขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าสุรสีห์พิศณวาธิราช เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลฝ่ายหน้า และโปรดฯ ให้ย้ายพระนครจากกรุงธนบุรีมาสร้างกรุงเทพมหานครเป็นพระนครแห่งใหม่ยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้สร้างวังหลวงและวังหน้าขึ้นในเขตกรุงธนบุรีเดิม โดยใช้คลองคูเมืองธนบุรีเป็นคลองคูเมืองชั้นใน และให้ขุดคลองใหม่เป็นคลองคูเมืองของกรุงเทพฯ เรียกว่า คลองรอบกรุง สร้างวังหลวงที่ตอนใต้ของพระนครระหว่างวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร) กับวัดสลัก (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร) และตั้งวังหน้าขึ้นทางตอนเหนือระหว่างวัดสลักกับคลองคูเมืองเดิม กำหนดให้ท้องที่อาณาบริเวณฟากเหนือของพระนคร ตั้งแต่แนวถนนพระจันทร์ นับตั้งแต่ท่าน้ำตรงไปทางตะวันออกจนถึงประตูสำราญราษฎร์ (ถนนบำรุงเมือง) อันเป็นที่ตั้งของวังหน้า เป็นแขวงอำเภอพระราชวังบวร เป็นเขตปกครองของวังหน้า คือปกครองกึ่งพระนคร ตามธรรมเนียมประเพณีสืบมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
“วังหน้ามีประวัติการสร้างพร้อมกับวังหลวง โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปีขาล พ.ศ. 2325 แล้วเสร็จเป็นเบื้องต้นเมื่อราว พ.ศ. 2328 จากนั้นได้มีการก่อสร้างอาคารสถาน ตลอดจนการบูรณปฏิสังขรณ์สืบมาเป็นลำดับ วังหน้าเมื่อแรกสร้างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์คงยึดถือแบบแผนการสร้างวังแต่ครั้งกรุงเก่า กล่าวกันว่า วังหน้าได้รับแบบอย่างมาจากพระราชวังหลวง รวมถึงแบบแผนบางประการจากพระราชวังจันทรเกษม หรือวังหน้าในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ แผนที่ตั้งของวังตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าวังหลวง และสร้างหันหน้าวังไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกับพระราชวังจันทรเกษม ส่วนอาคารพระที่นั่งพระราชมณเฑียรสถานบางแห่งวางผังตามแบบพระราชมณเฑียรสถานภายในพระราชหลวงพระนครศรีอยุธยา…” ข้อความจากเอกสาร พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) โดยเด่นดาว ศิลานนท์ เผยแพร่ผ่าน www.finearts.go.th สรุปความอย่างกว้างๆ เรื่องตำแหน่งที่ตั้งของวังหน้าตามธรรมเนียมประเพณีจากสมัยอยุธยา

อ. วโรภาสน์
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
อ. วโรภาสน์เสริมเรื่องที่ตั้งและผังของวังหน้าของกรุงรัตนโกสินทร์ว่า “ในแต่ละช่วงแต่ละยุคก็มีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง วังหน้าคือผู้ที่จะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ และเป็นที่อยู่ของทัพหน้า หน้าที่จริงๆ ก็คือ คอยปกป้องดูแล เป็นทัพหน้า เพราะฉะนั้นในการวางผังเขาก็จะมีปรัชญาเฉพาะของเขา ในส่วนของผังกรุงเทพฯ ก็เกือบจะลอกผังของอยุธยามาเลย อยุธยา วังหน้าก็คือ วังจันทรเกษม พิพิธภัณฑ์วังจันทรเกษมก็มีถนนเชื่อมต่อกับวังหลวงเข้ามาจนถึงหน้าวัง หน้าวังก็จะมีลานต้อนรับ มีป้อมอะไรอย่างนี้ ที่นี่ก็เช่นเดียวกัน ผมว่า ปรัชญาในการก่อสร้างจะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ พอเข้ากำแพงไปถึงก็จะมีลานต้อนรับ ช่วงแรกๆ จะเป็นเหมือนที่ทรงงาน ข้าราชบริพารหรือใครก็แล้วแต่ที่จะเข้าเฝ้า ก็จะมาอยู่ตรงช่วงนี้ เป็นช่วงหน้า ถัดมาเป็นช่วงที่ประทับจะมีพวกส่วนใน
“ส่วนพระราชฐานที่มีชั้นนอกชั้นใน สมัยอยุธยามักจะอยู่ทางทิศตะวันออก ที่นี่จะอยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งลักษณะการวางผังพวกนี้ผมว่า ในแต่ละพื้นที่ศัตรูที่จะเข้ามาก็จะตามๆ กัน เพราะฉะนั้นในการวางผังก็จะตามๆ กันไปด้วย เพียงแต่จะประยุกต์ให้แล้วแต่พื้นที่ เผอิญว่าที่นี่แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ ผังเลยวางในแนวเหนือ-ใต้ วังหน้าอยู่ทางทิศเหนือ วังหลวงอยู่ทางทิศใต้ ส่วนอยุธยาจะตะวันออก-ตะวันตกครับ โดยภาพรวมตำแหน่งพื้นที่ก็จะเป็นลักษณะนี้”

Photo: www.finearts.go.th
หากเราพิจารณาจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีการสร้างพระบรมมหาราชวังและวังต่างๆ สอดคล้องกับการตั้งทัพที่เรียกว่า นาคนาม ที่ตั้งของวังหลวง ตรงกับที่ตั้งของค่ายหลวง ขณะที่ค่ายต่างๆ ที่รายล้อมค่ายหลวงตามยุทธศาสตร์ตรงกับที่ตั้งของวังหน้านี่เอง
ข้อความส่วนหนึ่งในหนังสือ กรุงรัตนโกสินทร์-กรุงเทพฯ โดยสุดารา สุจฉายา อธิบายว่า พระบรมมหาราชวังเป็นหัวใจของพระนคร ตั้งอยู่บนคุ้งน้ำหรือท้องนาคตาม ตำราพิไชยสงคราม วังหน้าตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระบรมมหาราชวัง เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ มีป้อมปราการขนาดใหญ่กว่าป้อมอื่น เพราะเป็นจุดที่ใช้สกัดพม่าในยามที่ยกทัพเข้ามาตีพระนคร เนื่องจากพม่าอยู่ทางตอนเหนือและตะวันตกของสยาม และจะเข้าตีเมืองจากทิศนี้เท่านั้น ทางตะวันตกมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นปราการสำคัญ จุดอื่นๆ มีวังเจ้านายอยู่รายล้อม ขณะที่วังหลัง หรือพระราชวังบวรสถานพิมุข แม้ไม่ได้อยู่ตอนใต้หรือด้านหลังวังหลวงตามตำรา เนื่องจากติดวัดโพธิ์ แต่ก็ตั้งอยู่ฝั่งธนบุรีอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ป้องกันเมืองที่สำคัญ

Photo: หนังสือกรุงรัตนโกสินทร์-กรุงเทพฯ
ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นจะเห็นได้ว่า ทำเลที่ตั้งของวังหน้าเกี่ยวข้องโดยตรงกับยุทธศาสตร์สำคัญในการปกป้องอาณาจักร เพราะชัยภูมิในการตั้งทัพเป็นหลักการสำคัญที่นำมาประยุกต์ใช้ในการก่อตั้งเมือง พระราชวังหลวง วังอื่นๆ และสถานที่สำคัญแวดล้อมต่างๆ วังหน้าคือ ทัพหน้าที่จะเข้าปะทะกับข้าศึกก่อน
“ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Protector ล่ะครับ เป็นผู้ปกป้อง คือถ้าดูในผังเมือง ตำแหน่งวังหน้า ถ้ามีข้าศึกมา ซึ่งสมัยก่อนก็คือพม่า จะล่องมาทางคลองหรือแม่น้ำ วังหน้าจะปะทะก่อนครับ” ดร. พรธรรมเน้นย้ำเรื่องความสำคัญของที่ตั้งวังหน้าอีกครั้ง
“เราต้องเข้าใจก่อนว่า ความกลัวของเราที่สุดในการสร้างเมืองหลวงคือ กลัวสงคราม ตอนเพิ่งสร้างเมืองใหม่เราก็เพิ่งเจ็บปวดจากการที่พม่ามาเผาบ้านเราไป (ตอนเสียกรุงครั้งที่ 2) เราถึงถอยลงมาข้างล่างและสร้างเมืองใหม่ เพราะฉะนั้นการสร้างในยุคนั้น การเลือกตำแหน่งที่ตั้งของเมือง ก็มาจาก ตำราพิไชยสงคราม ในเรื่องของน่านน้ำอะไรต่างๆ และตำแหน่งของวังหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน ตำราพิไชยสงคราม ถ้าเมืองอยู่ตรงนี้ ตัวป้องกัน ตัวปกป้อง หรือวังหน้า ควรจะอยู่ตรงไหน แต่พอเราอยู่มาจนถึงรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 พม่าก็ไม่เคยมาบ้านเราอีกเลย ประกอบกับพม่าก็โดนอังกฤษเข้าไปยึดด้วย ดังนั้นความกลัวในเรื่องของสงครามก็หมดไป
“ในขณะเดียวกันมาจนถึงรัชกาลที่ 5 เมืองเจริญขึ้น ไม่จำเป็นต้องตั้งรับ ต้องเตรียมพร้อมรับสงครามอีกแล้ว เมืองก็พัฒนาไปในเรื่องของการตัดถนน ทำสนามหลวง ตำแหน่งที่เคยเป็นวังหน้า ที่เคยเป็นตำแหน่งในการปกป้อง เลยถูกลดบทบาทไป อย่างสนามหลวงสมัยก่อนเคยเป็นส่วนหนึ่งของวังหน้า แต่ปัจจุบันพอตัดสนามหลวงใหม่เป็นรูปวงรี รูปไข่ วังหน้าเลยถูกลดพื้นที่ลงไปเหลือนิดเดียว พอถึงยุครัชกาลที่ 5 วังหน้าถูกลดบทบาทไปเยอะ ทั้งเรื่องการเมือง การปกครอง ในเรื่องกายภาพของพื้นที่ที่ถูกตัดทอนไป ส่วนหนึ่งกลายเป็นสนามหลวง บางส่วนกลายเป็นถนนราชดำเนิน อีกส่วนหนึ่งกลายเป็นธรรมศาสตร์” ดร. พรธรรมสรุปการเปลี่ยนแปลงของวังหน้า ตั้งแต่การเลือกที่ตั้งจนถึงวันที่ตำแหน่งนี้ไม่มีที่ยืนในการเมืองการปกครองของประเทศไทย

ดร. พรธรรม
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
Cover Photo: พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วังหน้า (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 45M00016)
The post แง่งามในเชิงสถาปัตยกรรม และตำแหน่งที่ตั้งอันสะท้อนตำราพิไชยสงคราม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต้นปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ […]
The post ย้อนอดีต ‘วังหน้า’ หนึ่งในพระราชวังที่รุ่งเรืองและสำคัญที่สุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต้นปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลับมาอยู่ในการรับรู้ของผู้คนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ‘พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน’ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสุดปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นส่วนจัดแสดงถาวรเกี่ยวกับโบราณวัตถุชิ้นสำคัญๆ ของไทยก็ได้กลายมาเป็นพื้นที่ส่วนจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนจากพิพิธภัณฑ์ชั้นนำต่างๆ ในโลก ตามอย่างที่มาตรฐานพิพิธภัณฑ์ระดับสากลพึงจะเป็น สิ่งที่ตามมาโดยทันทีคือจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มมากขึ้น เพราะความรู้ในพิพิธภัณฑ์เริ่มเคลื่อนไหว ไม่ดูเหมือนหยุดนิ่งอย่างที่อาจจะรู้สึกกันมานาน
แต่ที่มากกว่านั้น เมื่อถอยจากวัตถุจัดแสดงล้ำค่าออกมามองอาคารที่ให้ร่มเงาแก่ผู้เข้าชม รวมถึงพื้นที่โดยรอบของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก็ตระหนักว่าเราอาจไม่ทันคิดเลยว่าพื้นที่ที่เหยียบยืนอยู่นี้ แท้จริงคือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและต้องการการต่อลมหายใจไม่แพ้ชิ้นงานในห้องจัดแสดง

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ดูแต่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน แม้บทบาทและลักษณะอาคารจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย หากนัยทางประวัติศาสตร์ไม่เคยจางหาย สถานที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘วังหน้า’ หรือ ‘พระราชวังบวรสถานมงคล’ ที่ประทับของ ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ พระมหาอุปราชผู้ทรงมีพระราชอำนาจรองจากพระมหากษัตริย์ มีบทบาทสำคัญในการก่อร่างสร้างความมั่นคงให้กรุงรัตนโกสินทร์
THE STANDARD รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับวังหน้าในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งพัฒนาการในเชิงตำแหน่งทางการเมืองและในเชิงพื้นที่ ซึ่งปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีโอกาสได้สนทนากับนักวิชาการจากกรมศิลปากรเกี่ยวกับอดีตที่รุ่งเรืองของวังหน้าที่จะทำให้เข้าใจ ‘ความเป็นเรา’ ในปัจจุบันได้ดีขึ้น
แผ่นดินที่ 1: ปกปักและปกป้อง


พระบวรราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
บริเวณด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์เป็นที่ประดิษฐานของ ‘พระบวรราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในย่านนั้นอาจจะเดินผ่านวันหนึ่งๆ หลายรอบ โดยไม่ทันจะนึกว่าพระองค์เป็นใครและสำคัญต่อเราอย่างไร
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งตั้งราชธานีใหม่ในปี พ.ศ. 2325 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช ผู้เป็นสมเด็จพระอนุชา ขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระนามว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามกรมพระราชวังบวรฯ ทุกพระองค์เพิ่มเติมเป็น ‘สมเด็จพระบวรราชเจ้า’ และออกพระยศอย่างเป็นทางการเช่นนั้นเรื่อยมาจนปัจจุบัน)
พระนามเดิมของพระองค์คือ บุญมา ประสูติแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี รับราชการในตำแหน่งนายสุดจินดาหุ้มแพร สังกัดกรมมหาดเล็ก และมีอายุได้ 24 ปี เมื่อเสียกรุงแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 ครานั้นทรงหนีภัยสงครามไปสมทบกับรัชกาลที่ 1 ซึ่งขณะนั้นรับราชการเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ต่อมาเสด็จไปร่วมทัพกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอบกู้บ้านเมืองจนเป็นเอกราช และตลอดรัชสมัยกรุงธนบุรี พระองค์ทรงเป็นนักรบที่สามารถ ช่วยราชการสงคราม ได้รับการปูนบำเหน็จอวยยศเรื่อยมาจนถึงตำแหน่งเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช ซึ่งเป็นตำแหน่งท้ายสุดก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งวังหน้า
ประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อกรุงศรีอยุธยา-กรุงธนบุรี-กรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีการนำมาเล่าใหม่ผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งสารคดีหรือบันเทิงคดี หลายๆ เรื่องมักจะฉายภาพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทว่าเป็นคนดุ เฉียบขาด น่ายำเกรง ต่อข้อสงสัยนี้ อาจารย์ไอยคุปต์ ธนบัตร นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ให้ความเห็นว่า “ใช่ครับ ดุ เด็ดขาด ทรงเป็นนักรบ เป็นแม่ทัพ ท่านต้องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะคุมคนไม่ได้ แล้วก็เพราะทรงเป็นวังหน้าด้วย ต้องไปคอยรบ คอยตี แต่ที่จริงมันก็คือหน้าที่ เป็นบุคลิกที่ต้องเป็นอย่างนั้น”

อาจารย์ไอยคุปต์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงเป็นคู่พระเชษฐา-พระอนุชาที่ร่วมรบสร้างบ้านสร้างเมืองด้วยกันมา ทรงพระราชอำนาจใกล้เคียงจนเกือบจะเท่าเทียม
“สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงกับเรียกกันว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็คือวังหลวงพระองค์หนึ่ง วังหน้าอีกพระองค์หนึ่ง หลายๆ อย่างทรงทำคู่กันมา พระชันษาก็ไล่เลี่ยกัน การแบ่งเมืองนั้น ถ้าเทียบระหว่างวังหลวงกับวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ถือว่าครึ่งๆ พื้นที่วังหน้าเดิมนั้นใหญ่โตมาก กินเข้าไปในครึ่งหนึ่งของสนามหลวงตอนนี้ ธรรมศาสตร์เกือบทั้งหมดก็เป็นพื้นที่ของวังหน้า และภายในวังหน้าก็มีเขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน แบบเดียวกับวังหลวง”

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในอดีต
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (2) ภ 002 หวญ 3/1

ภาพถ่ายทางอากาศ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ WH 2-41
กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2325 พระราชภารกิจแรกของรัชกาลที่ 1 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์คือทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาข้ามฟากมายังฝั่งตะวันออก เพราะทำเลทางยุทธศาสตร์ดีกว่า และมีพื้นที่ให้ขยับขยายพัฒนาเมืองได้อีกมาก
เมื่อแรกสร้างในปี พ.ศ. 2325 เป็นการกระทำอย่างเร่งรัดสำหรับทำพิธีปราบดาภิเษกก่อน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ล้วนใช้ไม้เป็นหลัก มีเพียงป้อมปราการป้องกันเมืองเท่านั้นที่ก่ออิฐถือปูนเพื่อความคงทนแข็งแรง โดยอิฐที่ใช้ก็รื้อเอามาจากกำแพงกรุงเก่าที่อยุธยา
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเคยรับราชการในราชสำนักอยุธยา เมื่อทรงสร้างเมืองใหม่จึงยึดราชสำนักอยุธยาเป็นแบบอย่าง สืบทอดทั้งคติความเชื่อ รวมไปถึงรูปแบบสถาปัตยกรรม ตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างต่างๆ
รัชกาลที่ 1 พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศเหนือของวัดสลัก หรือปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ขึ้นไปจนถึงคูเมืองหรือคลองหลอดในปัจจุบันเพื่อสร้างวังหน้า และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทก็ทรงขอพื้นที่บางส่วนของวัดมหาธาตุฯ มาผนวกเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวังอีกด้วย การก่อสร้างดำเนินไป 3 ปีจึงแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2328 ได้ทำพิธีสมโภชพระนครพร้อมกับพระบรมมหาราชวัง
เหตุใดวังหน้าจึงต้องตั้งอยู่ข้างหน้า บางข้อสันนิษฐานระบุว่าตำแหน่งที่ตั้งของพระราชวังนั้นสอดคล้องกับรูปแบบการแต่งทัพไปรบกับข้าศึก อันประกอบด้วย ทัพหน้า ทัพหลวง และทัพหลัง ทัพหน้าเป็นด่านแรกที่ปะทะกับข้าศึก จำจะต้องชำนาญการต่อตีแข็งแกร่งยิ่งกว่าใครๆ ไม่ปล่อยให้ข้าศึกจู่โจมเข้ามาถึงทัพหลวงได้โดยง่าย วังหน้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ด้านหน้าของพระราชวังหลวง หากมีข้าศึกบุกเมืองก็มองเห็นก่อนใคร ป้องกันได้รวดเร็วทันท่วงที เช่นนี้เองบทบาทของเจ้าผู้ครองวังหน้าจึงย่ิงใหญ่สำคัญอย่างยิ่ง และสะท้อนผ่านพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างในขอบเขตอย่างมีนัยสำคัญ
อาจารย์ไอยคุปต์อธิบายเพิ่มเติมถึงอำนาจของเจ้าวังหน้าว่า “คำว่าวังหน้า จริงๆ ตีความได้หลายอย่าง วังหน้าคือวังที่ตั้งอยู่หน้าวังก็ได้ วังหน้าคือทัพที่ต้องไปอยู่ข้างหน้าเวลามีสงครามก็ได้ ในสมัยโบราณไม่ได้เรียกว่าวังหน้าหรอก เขาก็จะเรียก อุปราชบ้าง พระมหาอุปราชบ้าง เหมือนเป็นผู้ที่รอขึ้นสืบทอดเป็นพระมหากษัตริย์โดยนัย
“ความหมายโดยนัยเป็นการตีความของคนที่มาทีหลัง หมายความว่าตัวเรามองกลับไปว่านี่คือตำแหน่งสืบทอดลงมา เป็นตำแหน่งเตรียมพร้อมเพื่อขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แต่จริงๆ แล้วในสมัยนั้นเขาอาจจะไม่ได้คิดในเชิงรัชทายาทสืบทอดอำนาจ เขาอาจจะคิดแค่ว่าเป็นตำแหน่งผู้ช่วย มือขวา สั่งปุ๊บก็ทำได้ ควบคุมกำลังให้ไปรบทัพจับศึก ผู้ที่ครองตำแหน่งก็อาจจะไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลุง เป็นอา คือเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจใกล้ชิดจากพระมหากษัตริย์”
ช่วงไม่กี่ขวบปีแรกที่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองยังไม่เป็นปึกแผ่นเท่าใดนัก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงเป็นกำลังสำคัญควบคุมไพร่พลเป็นทัพหน้าออกไปทำศึกป้องกันบ้านเมืองทุกครั้ง สงครามใหญ่ๆ เช่น สงครามเก้าทัพ ก็เกิดในปี พ.ศ. 2328 หลังงานสมโภชพระนครเพียงไม่นาน และแม้ไทยจะมีไพร่พลน้อยกว่าพม่ามาก แต่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทก็ทรงนำกองทัพไปต่อตีนำชัยชนะมาจนได้
สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เมื่อแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ใช้เครื่องไม้เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้พระราชมณเฑียรที่ประทับหรืออาคารต่างๆ ที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้างขึ้นจึงหักพังหรือถูกรื้อปรับเปลี่ยนจนไม่อาจบอกรูปพรรณสัณฐานเดิมได้ ทำได้เพียงสันนิษฐานว่าสถานที่ราชการดังที่วังหลวงมีก็คงมีในวังหน้าเช่นกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมในวังหน้าคือไม่มีอาคารทรงปราสาทเลย เพราะธรรมเนียมการสร้างอาคารทรงปราสาทนั้นถือเป็นลักษณะฐานานุศักดิ์ของสถาปัตยกรรมเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือมีเพียงพระมหากษัตริย์ผู้เปรียบเหมือนสมมติเทพเท่านั้นที่จะสร้างอาคารทรงปราสาทเหมือนเทพยดาบนสวรรค์ได้
เหตุที่ถือกันเคร่งครัดมาเช่นนี้เป็นได้ว่าเพราะในสมัยก่อสร้างวังหน้าช่วงแรก กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดให้สร้างพระที่นั่งทรงปราสาทเหมือนกับพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ที่กรุงศรีอยุธยา หากสร้างยังไม่ทันเสร็จก็เกิดเหตุขึ้นในปี พ.ศ. 2336 เมื่อมีคนคิดกบฏลอบเข้าไปในวังหน้า หวังจะทำร้ายกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท แต่โดนเจ้าพนักงานจับได้คนหนึ่ง ส่วนอีกคนหนึ่งโดนไล่ฟันจนไปตายอยู่บริเวณที่กำลังสร้างพระที่นั่งทรงปราสาท
พระองค์จึงทรงดำริว่าวังหน้าสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ไม่มีอาคารทรงปราสาท ทว่าพระองค์กลับมาสร้าง เห็นจะเป็นสิ่งเกินวาสนาจึงทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้น จึงทรงระงับการก่อสร้างนั้นเสีย
อาคารสำคัญอีกแห่งในวังหน้าซึ่งยังคงอยู่ในพื้นที่เดิมมาจนปัจจุบันคือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปองค์สำคัญตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงเชิญเสด็จมาจากเชียงใหม่เมื่อครั้งพระองค์เสด็จไปทำศึกที่นั่นเมื่อ พ.ศ. 2330 จึงโปรดให้สร้างพระวิมานถวายด้านหน้าหมู่พระราชมณเฑียรทางตะวันออก โดยทรงขนานพระนามว่า ‘พระที่นั่งสุทธาสวรรย์’ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามใหม่ว่า ‘พระที่นั่งพุทไธสวรรย์’ เมื่อ พ.ศ. 2396


ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
เรื่องเล่าสำคัญอีกประการที่ตกทอดจากกาลเวลาคือความที่บอกว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงสร้างพระราชวังบวรสถานมงคลอย่างประณีตที่สุด ด้วยทรงตั้งพระทัยว่าเมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเสด็จสวรรคต และพระองค์จะขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแทนก็จะทรงประทับอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่ย้ายเข้าไปประทับในพระบรมมหาราชวัง ทว่าการณ์กลับไม่เป็นดังที่ทรงคาดไว้ โดยหลังจากดำรงพระยศมา 21 พรรษาก็ทรงประชวรเป็นโรคนิ่วเมื่อ พ.ศ. 2345 พระอาการมีแต่ทรงกับทรุดเรื่อยมา และเสด็จสวรรคตในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2346 พระชนมายุ 60 พรรษา
เหตุการณ์ช่วงก่อนที่จะเสด็จสวรรคตนี่เองกลายเป็นตำนานวังหน้าที่เล่าสืบกันมา โดยมีปรากฏความอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดารบ้าง พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 4 บ้าง เนื้อเรื่องตรงกันส่วนหนึ่งว่าเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงเริ่มประชวรหนักขึ้นเรื่อยๆ จนปลงพระทัยว่าอย่างไรเสียจะต้องสวรรคตแน่ๆ ทรงเศร้าหมอง กำลังพระราชหฤทัยใดๆ ก็ไม่มี อยู่มาวันหนึ่งมีรับสั่งว่าพระองค์ทรงสร้างพระราชวังบวรฯ ไว้ใหญ่โตงดงามวิจิตร แต่เพราะประชวรมานานจึงไม่ได้ทอดพระเนตรอย่างถี่ถ้วน ทรงใคร่อยากชมพระราชวังบวรฯ ให้สบายพระทัย จึงโปรดให้เชิญพระองค์ขึ้นเสลี่ยงบรรทมพิงพระเขนย เชิญเสด็จรอบพระราชมณเฑียร
ระหว่างเสด็จประพาสพระราชมณเฑียร ทรงมีกระแสรับสั่งบางอย่างที่ถูกเล่าต่อมาจนปัจจุบันและเล่าออกไปอยู่หลายทาง บางข้อมูลระบุว่าทรงบ่นว่า “ของกูนี้อุตส่าห์ทำด้วยความคิดและเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังว่าจะได้อยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นวันนี้เป็นที่สุด ต่อไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น”


มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของวังหน้าที่ยังหลงเหลือในปัจจุบัน
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ที่เล่ากันอีกอย่างซึ่งความยิ่งกว่านี้คือทรงรับสั่งว่า “ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข”
เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จสวรรคตก็เท่ากับบ้านขาดเจ้าของ เหย้าเรือนที่เคยโอ่อ่ามีชีวิตชีวาก็ย่อมซบเซาลงเป็นธรรมดา แม้จะยังมีพระญาติฝ่ายในอาศัยอยู่ก็ตาม รัชกาลที่ 1 เองก็มิได้ทรงตั้งผู้ใดดำรงตำแหน่งวังหน้าแทน จนกระทั่ง 3 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2349 จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์ที่ 2 ซึ่งนับเป็นกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์เดียวที่ไม่ได้เสด็จประทับอยู่ที่วังหน้า และเป็นพระมหาอุปราชเพียงพระองค์เดียวอีกเช่นกันที่ภายหลังได้สืบราชบัลลังก์ต่อเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
แผ่นดินที่ 2: ล้างคำแช่งด้วยการอภิเษกร่วมวงศ์วังหน้า

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
Photo: shutterstock
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ เป็นกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระมหาอุปราชในแผ่นดินที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงมีพระราชดำริว่าควรย้ายไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล ด้วยเป็นพระราชวังสำหรับพระมหาอุปราช สร้างใหญ่โตให้เป็นสถานที่สำคัญของแผ่นดิน แต่กลับทิ้งร้าง ไม่มีเจ้าบ้านครองมานานถึง 7 ปีแล้ว
ทว่าก็มีผู้แย้งกล่าวไปถึงคำแช่งของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ดีที่มีผู้คิดแก้ได้ว่า หากเกี่ยวดองกับเจ้านายในพระวงศ์ของกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์แรกก็น่าจะพ้นคำแช่งนั้นได้ สุดท้ายกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ก็ทรงอภิเษกกับพระธิดาพระองค์หนึ่งของวังหน้าพระองค์แรกนั่นเอง
บรรยากาศและสภาพการณ์ต่างๆ ระหว่างวังหลวงและวังหน้าในแผ่นดินที่ 2 กล่าวได้ว่าราบเรียบและราบรื่น ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ทรงเป็นเจ้าพี่เจ้าน้องที่สนิทเสน่หากันมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แม้เมื่อทรงดำรงตำแหน่งวังหน้าแล้วก็ยังเสด็จเข้าวังหลวง ทรงปฏิบัติข้อราชการและเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไม่ได้ขาด
แม้การเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในวังหน้าก็นับว่าน้อย ด้วยของที่มีแต่เดิมครั้งแผ่นดินแรกก็ยังไม่ได้ชำรุดทรุดโทรมหนักหนา หากจะมีบ้างก็เป็นเพียงการซ่อมแซมเท่านั้น
กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ดำรงพระยศอยู่ 8 ปี ก็เกิดมีพระอาการประชวรขึ้น และประชวรอยู่เพียงเดือนเศษเท่านั้นก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2360 มีพระชนมายุเพียง 44 พรรษา
หลังการเสด็จสวรรคตของกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ รัชกาลที่ 2 ไม่ทรงสถาปนาผู้ใดขึ้นมาดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชอีก
แผ่นดินที่ 3: ทำนุบำรุงปรุงสร้าง
หลังจากวังหน้าแผ่นดินที่ 2 เสด็จสวรรคต พระราชวังบวรสถานมงคลก็ว่างเว้นเจ้าของบ้านมาอีก 7 ปี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2367 จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นศักดิพลเสพ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 1 และมีศักดิ์เป็นสมเด็จอา ได้ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ 3 ครองวังหน้าต่อไป
สำหรับคำสาปแช่งที่หวาดๆ กันนั้นไม่เป็นปัญหาต่อกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์ใหม่ ด้วยทรงอภิเษกกับพระองค์เจ้าดาราวดี พระราชธิดาในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทอยู่ก่อนแล้ว
วังหน้าในแผ่นดินที่ 3 นี้เองเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภายในพระราชวังบวรสถานมงคล อาคารที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก็ถึงเวลาทรุดโทรมลงไป กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงซ่อมแซมพระวิมานทั้ง 3 หลัง และทรงสร้างพระที่นั่งเป็นท้องพระโรงใหม่อีก 1 องค์ ถ่ายแบบอย่างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระราชวังหลวง ทรงขนานนามว่า ‘พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย’ ปัจจุบันกลายเป็นที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

หมู่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในอดีต
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-34

พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ปัจจุบันเป็นพื้นที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
แม้กระทั่งพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ซึ่งเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนอยู่ในเวลานี้ก็เป็นฝีมือของช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพโปรดให้รื้อของเดิมออกแล้วทำใหม่ทั้งหลัง สันนิษฐานว่าของเดิมน่าจะเล็กกว่านี้มาก และสร้างด้วยเครื่องไม้

พระที่นั่งศิวโมกขพิมานในอดีต
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-12
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ก็เช่นกัน ของเดิมที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งซุ้มพระแกล เครื่องบน เฉลียงเสาลอยโดยรอบ ก็ปรับปรุงขึ้นใหม่ในสมัยนี้เอง

รูปหล่อสำริดพระนารายณ์ทรงธนูศร ตั้งอยู่ด้านหน้าของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
แต่สิ่งสำคัญที่กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นใหม่และดำรงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์มาจนทุกวันนี้คือ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘วัดพระแก้ววังหน้า’ แบบเดียวกับที่ในพระบรมมหาราชวังมีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว อีกทั้งยังไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาเหมือนกันอีกด้วย

วัดบวรสถานสุทธาวาส
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ.รฟท. 9/10
ปัจจุบันวัดบวรสถานสุทธาวาสตั้งอยู่ในเขตวิทยาลัยนาฏศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งในอดีตก็คือพื้นที่ของวังหน้านั่นเอง หากมองจากปากประตูเข้าไปจะเห็นตัวอาคารของวัดบวรสถานสุทธาวาสยืนสง่า มีบันไดทอดสูงขึ้นไปถึงปากประตูทางเข้า
สาเหตุที่กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงสร้างวัดพระแก้ววังหน้าขึ้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ด้วยมีข้อสันนิษฐานแยกเป็นหลายทาง บ้างก็บอกว่าทรงสร้างเพื่อแก้บนครั้งที่เสด็จไปปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ที่เวียงจันทน์ บ้างก็เล่าว่าแต่เดิมจะทรงสร้างเป็นยอดปราสาท แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบจึงมีรับสั่งให้ระงับเสีย เพราะในพระราชวังบวรฯ ไม่มีธรรมเนียมสร้างอาคารยอดปราสาท
กรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ 3 ดำรงพระยศได้เพียง 8 ปี ก็เสด็จสวรรคตในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2375 และนับจากปีนั้นเป็นต้นมา วังหน้าก็ว่างร้างลง คราวนี้นานถึง 18 ปี
แผ่นดินที่ 4: “เออ อยู่ดีๆ ก็ให้มาเป็นสมภารวัดร้าง”
กล่าวได้ว่าพระราชวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ค่อนข้างแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับวังหน้าในสมัยใดๆ
เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2394 ได้โปรดเกล้าสถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ สมเด็จพระอนุชาธิราช ร่วมสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนีเดียวกันขึ้นเป็นพระมหาอุปราช โดยทรงยกให้มีพระเกียรติยศอย่างพระเจ้าแผ่นดิน
เพื่อแสดงถึงอิสริยยศที่แตกต่างและสูงกว่ากรมพระราชวังบวรฯ พระองค์ก่อนๆ จึงมีการแก้ไขธรรมเนียมของวังหน้าในหลายประการ เช่น การเปลี่ยนพระนาม ‘พระราชวังบวรสถานมงคล’ มาเป็น ‘พระบวรราชวัง’ พระราชพิธีอุปราชาภิเษกก็เปลี่ยนให้เรียกว่า ‘พระราชพิธีบวรราชาภิเษก’ พระนามที่เคยจารึกแบบเดิมว่า ‘พระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ ก็กลายเป็นพระราชทานพระนามอย่างพระเจ้าแผ่นดินว่า ‘สมเด็จพระปวเรนทราเมศมหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
อีกทั้งยังมีการสร้างสถาปัตยกรรมที่มีเครื่องยอดทรงปราสาทในวังหน้า ทั้งที่แต่ก่อนแต่ไรถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมหนักหนา โดยสิ่งที่สร้างเฉลิมพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เล่ากันว่ารัชกาลที่ 4 ทรงพระราชดำริขึ้นทั้งนั้น ทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เรียกนามว่า ‘พระที่นั่งคชกรรมประเวศ’ มีเครื่องยอดทรงปราสาท ด้านหน้ามีเกยสำหรับขึ้นช้าง ปัจจุบันเหลือเพียงฐานและเกยให้เห็น

พระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นอาคารเครื่องไม้ทรงปราสาท
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-26

พระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นอาคารเครื่องไม้ทรงปราสาท
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-32
ส่วนเหตุผลที่รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาสมเด็จพระอนุชาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุว่าเพราะทรงรอบรู้เรื่องการต่างประเทศ โดยเฉพาะการทหาร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับบ้านเมือง ในขณะที่เหตุผลอีกประการระบุไว้ในนิทานโบราณคดีของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าดวงพระชะตาของสมเด็จพระอนุชานั้นแรงนัก ทรงมีวาสนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งได้
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับที่วังหน้าซึ่งถูกทิ้งร้างนานเกือบ 20 ปี อีกทั้งหากบวกเวลานับแต่แรกสร้างกรุงก็ล่วงเลยมาเกือบ 7 ทศวรรษ อาคารต่างๆ จึงรกร้างหักพังทรุดโทรมเป็นอันมาก จนถึงกับออกพระโอษฐ์ว่า “เออ อยู่ดีดีก็ให้มาเป็นสมภารวัดร้าง” (พระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อแรกเสด็จมาประทับที่วังหน้าจาก ตำนานวังหน้า พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์อาคารต่างๆ ในวังหน้า รวมถึงโปรดให้สร้างพระที่นั่งเก๋งจีนและพระที่นั่งตึกฝรั่งสูง 2 ชั้น รู้จักกันในปัจจุบันว่า ‘พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์’

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-35
ทั้งการตกแต่งและการใช้สอยห้องและส่วนต่างๆ ของพระที่นั่งตึกฝรั่งนี้เป็นแบบตะวันตกทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงประทับที่นี่ตลอดมาจนเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2408 ปัจจุบันเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ภายในจัดของส่วนพระองค์หลายอย่าง อาทิ พระแท่นราชบัลลังก์เศวตฉัตรมีตราพระราชลัญจกรของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่



พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์
Photo: อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา
ไม่เพียงวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 จะแปลกไปจากสมัยที่ผ่านมาเท่านั้น หากบริบทบ้านเมืองขณะนั้นก็เปลี่ยนไปจากสมัยตั้งกรุงเมื่อเกือบ 70 ปีก่อน ศัตรูที่ต้องคอยพึงระวังป้องปรามก็เปลี่ยนจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ไกล กลายเป็นภัยจากมหาอำนาจจากอีกซีกโลก
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ทรงเชี่ยวชาญการทหาร ทรงรับผิดชอบงานด้านการทหารมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และโปรดศึกษาวิทยาการต่างๆ ทรงมีความรู้เรื่องการต่อเรือเป็นอย่างดี อีกทั้งยังทรงรับผิดชอบในงานการต่างประเทศ ด้วยทรงสามารถพูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทรงมีบทบาทสำคัญในการเจรจาทางการค้ากับต่างชาติ เช่น เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ราชทูตจากอังกฤษ พระองค์ทรงรับหน้าที่เจรจาทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในฐานะพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 ร่วมกับรัชกาลที่ 4 นำการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่มาสู่ประเทศในทุกด้าน พระปรีชาสามารถของพระองค์ช่วยส่งเสริมให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง โดยเฉพาะในห้วงเวลาเปราะบางจากการคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยม
แผ่นดินที่ 5: วิกฤตการณ์วังหน้าและการสิ้นสุดอำนาจ
หากจะกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงของวังหน้าครั้งใดผันผวนมากที่สุดก็คงจะเป็นในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 นี่เอง และลมที่เปลี่ยนทิศในคร้ังนี้ก็มิอาจพัดหวนกลับได้ตลอดกาล ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ประกาศยกเลิกตำแหน่งวังหน้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล และโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาตำแหน่ง ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร’ ขึ้นเป็นตำแหน่งรัชทายาทที่จะขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อไป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 6M00015
ย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2411 เวลานั้นยังทรงพระเยาว์มาก พระชนมายุเพียง 15 พรรษา จึงต้องทรงมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งเป็นขุนนางที่มีอำนาจใหญ่โต ควบคุมกิจการงานเมืองของราชอาณาจักร

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภอ 001 หวญ 29/92
สมเด็จเจ้าพระยาฯ ให้การสนับสนุนในที่ประชุมเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตั้ง ‘พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ’ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งวังหน้า มีพระราชอิสริยยศว่า ‘กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ’ ทั้งที่ผิดธรรมเนียมโบราณมาก เพราะการแต่งตั้งพระมหาอุปราชถือเป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าพระองค์สุดท้าย
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 001 หวญ18-17/8
ความขัดแย้งระหว่างวังหลวงกับวังหน้าเริ่มก่อตัวและพอกพูนขึ้นเรื่อยมา ก่อนเริ่มมีทีท่ารุนแรงช่วงปลายปี พ.ศ. 2417 ถึงต้นปี พ.ศ. 2418 เพียง 1 ปีหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงบริหารประเทศด้วยพระองค์เอง ทรงมีพระราชประสงค์จะปรับปรุงการบริหารประเทศหลายด้าน ซึ่งย่อมไปกระทบกับกลุ่มอำนาจเก่าที่เป็นขุนนางผู้มีอำนาจทั้งหลาย ในขณะเดียวกัน กลุ่มขุนนางหัวใหม่ก็กังขาการขึ้นดำรงตำแหน่งของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญว่าเป็นไปโดยไม่เหมาะสม
กรมพระราชวังบวรฯ เองก็ไม่สบายพระทัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของพระองค์เอง ด้วยมีข่าวลือว่าจะมีการลอบปลงพระชนม์ จึงทรงเรียกระดมพลราว 600 นายมาที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน กองทหารปืนใหญ่ในสังกัดวังหน้าก็ทรงประสิทธิภาพสูง อีกทั้งไพร่ในสังกัดของวังหน้ายังมีมากพอๆ กับวังหลวง คือมากกว่า 80,000 นาย ในขณะที่ไพร่สังกัดวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 มีเพียง 1,000 เศษเท่านั้น ความพร้อมรบของวังหน้านี้ทำให้เชื่อได้ว่าหากต้องสู้กับวังหลวงจริงๆ ก็สามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็น

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าพระองค์สุดท้าย
Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 001 หวญ 18-15/1
หนำซ้ำยังเกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งระหว่างวันที่ 28-29 ธันวาคม พ.ศ. 2417 มาสำทับให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีก อาจารย์ไอยคุปต์ย้อนความหลังว่า “เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้วังหลวง แล้ววังหน้าจะเข้าไปช่วยดับไฟ ก็มีการถืออาวุธเข้าไป ปรากฏว่าทหารวังหลวงไม่ให้เข้า เกิดการพูดเหมือนกับว่ามีการซ่องสุมกำลังในวังหน้า เกิดความไม่ไว้วางใจสูง”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เรียกทหารเข้ามาประจำการรักษาพระบรมมหาราชวัง พร้อมทั้งรับสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ มาเจรจากับกรมพระราชวังบวรฯ ในสภาวการณ์ตึงเครียดเช่นนั้น กรมพระราชวังบวรฯ กลับเลือกที่จะเสด็จหนีไปอยู่ที่สถานกงสุลอังกฤษ กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในราชอาณาจักร เพราะทั้งกงสุลอังกฤษและกงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ต่างส่งหนังสือไปยังข้าหลวงของประเทศตน ซึ่งประจำการอยู่ที่สิงคโปร์และไซ่ง่อนให้ส่งเรือรบเข้ามายังราชอาณาจักรไทย เพราะพระเจ้าแผ่นดินสยามทรงเตรียมทหารจะรบกับวังหน้า ส่อเค้าว่าอาจเกิดสงครามกลางเมืองได้
โชคดีที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงข้าหลวงอังกฤษประจำสิงคโปร์ ทรงชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้ฝ่ายอังกฤษระงับการส่งเรือรบเข้ามายังสยาม แม้รัชกาลที่ 5 จะทรงพยายามคลี่คลายปัญหามากเพียงใดก็ตาม แต่กรมพระราชวังบวรฯ ก็ทรงปฏิเสธที่จะเจรจาปรองดองด้วย ซ้ำยังทรงยื่นข้อเสนอที่ล่วงพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ข้อตกลงใดๆ ก็ตามต้องได้รับการลงนามจากกงสุลอังกฤษและฝรั่งเศส
ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลายแม้ล่วงเข้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2418 ซึ่งข้าหลวงอังกฤษต้องเดินทางจากสิงคโปร์มายังสยามในที่สุด และเชิญกงสุลประเทศต่างๆ ที่ประจำสยามมาประชุมชี้แจงว่าต้องการให้วังหลวงกับวังหน้าประนีประนอมกัน และยืนยันว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของสยาม จนในที่สุดวิกฤตครั้งนี้ก็สิ้นสุดลงในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2418 หลังจากดำเนินมายาวนานถึง 2 เดือน โดยตกลงว่าวังหน้าจะมีทหารประจำการได้มากที่สุดเพียง 200 คน
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชต่อมาอีก 10 ปี ก็ประชวรด้วยพระโรคพระวักกะพิการ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428 พระชนมายุได้ 48 พรรษา
หลังจากนั้นไม่นาน รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชฝ่ายหน้าในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2428 และโปรดเกล้าฯ สถาปนาตำแหน่ง ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร’ ขึ้น ระบุรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ต่อไป
พระราชวังหน้าที่เคยโอ่อ่าจึงค่อยๆ ลดทอนความสำคัญลง พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกนำมายังประโยชน์อื่นๆ ตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 ด้วยทรงไม่ปรารถนาให้กลายเป็นที่ร้างไปเปล่าๆ เช่น โปรดให้เขตวังชั้นนอกเป็นโรงทหารรักษาพระองค์ วังชั้นกลางโปรดให้จัดเป็นพื้นที่ของพิพิธภัณฑสถาน ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ส่วนวังชั้นในซึ่งยังมีเจ้านายฝ่ายใน พระธิดาของวังหน้าพระองค์ก่อนๆ ประทับอยู่ ก็โปรดให้จัดเป็นพระราชวังต่อไป และมีเจ้าพนักงานดูแลอยู่เช่นเดิม
วังหน้าที่เคยทรงอำนาจมานานถึง 103 ปีก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้และความทรงจำของผู้คนตามกฎอันเป็นธรรมชาติของกาลเวลา แม้การเปลี่ยนแปลงจะเป็นสิ่งอันเป็นนิรันดร์ แต่การจดจำช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ส่งผลถึงกรุงรัตนโกสินทร์ในปีที่ 236 นี้ก็น่าจะทำให้เราเข้าใจปัจจุบันได้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
The post ย้อนอดีต ‘วังหน้า’ หนึ่งในพระราชวังที่รุ่งเรืองและสำคัญที่สุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ขณะที่คุณเดินชมนิทรรศการ Thailand’s Past ภายในที่นั่งพร […]
The post พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ประวัติศาสตร์ที่เหลืออยู่ของ ‘วังหน้า’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ขณะที่คุณเดินชมนิทรรศการ Thailand’s Past ภายในที่นั่งพระศิวโมกขสถาน ยลโฉมกลองมโหระทึกยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้เห็นความรุ่งเรืองของอาณาจักรก่อนเก่าของบรรพบุรุษ ผ่านมหัศจรรย์แห่งความงดงามทางด้านประติมากรรม และปฏิมากรรม ยุคทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี ฯลฯ คุณอดภาคภูมิใจในความรุ่มรวยทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติตนไม่ได้
หลังจากทยอยปิดปรับปรุงห้องจัดแสดงในหมู่พระที่นั่งต่างๆ ไปพักใหญ่ เดือนมกราคมที่ผ่านมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เผยโฉมห้องนิทรรศการใหม่ 4 ห้อง ได้แก่ โลหศิลป์, ศัสตราวุธ, อิสริยาพัสตราพูษาภัณฑ์ และนาฏดุริยางค์ และกลายเป็นจุดขายใหม่ที่ดึงดูดเหล่าผู้รักเสพงานศิลป์ให้ไปเยี่ยมเยือนได้ไม่น้อย
เมื่อบวกกับกระแสความนิยมในการแต่งชุดไทยและการที่โบราณสถานกำลังเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่สุด ตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร น่าจะเป็นจุดหมายที่ผู้คนยุคปัจจุบันปักหมุดจะไปเยือนเพื่อย้อนเวลาไปรื้อฟื้นอดีต กระนั้นก็ตาม การจัดแสดงนิทรรศการทั้งถาวรและชั่วคราวต้องมีวันถึงครายุติ สิ่งที่จะส่งผ่านเหนือกาลเวลาไปยังชนรุ่นหลัง คือคุณค่าของแหล่งโบราณสถานแห่งนี้ ในพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า ‘วังหน้า’
ก่อนมาเป็นพิพิธภัณฑสถานที่วังหน้า
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย มีความเป็นมาย้อนหลังกลับไปได้ถึง พ.ศ. 2402 หรือเกือบ 160 ปี มาแล้ว แต่ความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับที่ตั้งในบริเวณดังกล่าวถอยกลับไปได้ไกลกว่านั้น
ณ จุดที่ตั้งของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คือบทสำคัญบทหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่คนรุ่นหลังอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
(Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (2)ภ 002 หวญ 3/2 (ภาพที่ 1)
ผู้ชมที่หลงใหลได้ปลื้มไปกับเรื่องราวในละครดังที่เพิ่งปิดฉากอำลาจอแก้วไปพร้อมกระแสที่ปลุกวงการโทรทัศน์ให้พลิกฟื้นคืนชีพขึ้นมาบ้าง อาจจะหันกลับมาสนใจเรื่องราวในยุคก่อนเก่ากันมากขึ้น หากการเสพสื่อเพื่อความบันเทิงจะไม่เพียงแค่ฆ่าเวลาให้ล่วงผ่าน การติดตามแต่ละตอนอย่างใจจดใจจ่อน่าจะทำให้คนในยุคนี้มองภาพการเมืองการปกครองในอาณาจักรก่อนหน้าได้เข้าใจยิ่งขึ้น
หากเราย้อนเวลากลับไปในยุคทองของแผ่นดินสยาม สมัยอยุธยา นอกจากการสานสัมพันธ์กับชาติน้อยใหญ่ทั้งที่เข้ามาเจริญไมตรีทางการทูตและการค้า ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ และการที่เราส่งตัวแทนราชอาณาจักรไปเยือนถึงต่างแดน หัวใจสำคัญของการปกครองบ้านเมืองให้เข้มแข็งเพื่อให้ทวยราษฎร์อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากการข่มเหงจากอาณาจักรใกล้ไกล ย่อมหนีไม่พ้นการเตรียมกำลังไพร่พลให้พร้อมรับศึกสงคราม
กระนั้นก็ตาม กองทัพที่เข้มแข็งย่อมต้องอาศัยผู้นำที่กล้าแกร่งเปี่ยมวิสัยทัศน์ ตลอดระยะยาวนานกว่า 400 ปี ราชอาณาจักรอยุธยามีความร่มเย็นเป็นปึกแผ่นด้วยพระปรีชาสามารถของบูรพกษัตริย์ ผู้ทรงปกบ้านปกเมืองโดยไม่หวั่นเกรงต่อพระชนม์ชีพ ด้วยเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงต้องเป็นผู้นำในการรบทัพจับศึกกับศัตรูของแผ่นดินด้วยพระองค์เอง การสร้างกองบัญชาการปกครองบ้านเมืองที่พร้อมจะรับมือกับสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลได้ทันท่วงทีเป็นกุศโลบายที่แยบยล จึงเป็นที่มาของตำแหน่ง ‘วังหน้า’ ที่มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
“ประเพณีเกี่ยวกับเจ้านายของไทยแต่โบราณมีตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของบ้านเมืองอยู่มาก เพราะเจ้านายมีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้องและบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดความมั่นคงกับบ้านเมือง ตำแหน่งวังหน้าหรือพระมหาอุปราชถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญที่สุดตำแหน่งหนึ่ง เพราะมีพระราชอำนาจรองจากพระมหากษัตริย์…” ข้อความที่หยิบยกมาจากตอนแรกชื่อ กำเนิดวังหน้า: สถานที่ประทับแห่งพระมหาอุปราช ในหนังสือ ‘วังหน้า’ โดยโกสินทร์ รตนประเสริฐ เป็นการสรุปความสำคัญของตำแหน่งทางการเมืองการปกครองที่ยกเลิกไปสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เป็นอย่างดี
สยามในยุคก่อนรัตนโกสินทร์ ยังมีสงครามกับเพื่อนบ้านและอาณาจักรน้อยใหญ่ การขาดผู้ปกครองไปแบบปัจจุบันทันด่วนย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ตำแหน่งพระมหาอุปราชหรือวังหน้า จึงมีบทบาทในการแบ่งเบาภาระของพระมหากษัตริย์อย่างมีนัยสำคัญในด้านการปกครอง
ขณะเดียวกัน ในเชิงโครงสร้าง วังหน้า หรือ’พระราชวังบวรสถานมงคล’ มักประกอบด้วยพระที่นั่งและพระตำหนักอันเป็นมรดกสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามและมีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับวังหลวงของแต่ละยุค
วังหน้า อันเป็นคำติดปากเรียกทั้งตำแหน่งและสถานที่ แบบที่เรานึกถึงในปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่ติดมหาวิทยาธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ย้อนกลับไปก่อนที่สถานศึกษาแห่งนี้จะได้รับการก่อตั้งขึ้น พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของวังหน้ามาก่อน
‘พระราชวังบวรสถานมงคล’ ณ ที่ตั้งในปัจจุบันเกิดขึ้นเมื่อมีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช พระนามว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท อันเป็นจุดเริ่มต้นของวังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์ และเป็นการสถาปนาตำแหน่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่า ที่มาของตำแหน่งและสถานที่ประทับของสมเด็จพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พาเราย้อนกลับไปยังยุคทองสมัยอยุธยา
พระราชวังจันทรเกษม: ประวัติศาสตร์แห่งวังหน้าที่หลงเหลือจากยุคอยุธยา

พระที่นั่งพิมานรัตยา
(Photo: shutterstock)
จากที่ตั้งของวังหน้าบนเกาะรัตนโกสินทร์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณอาจพาตัวเองย้อนเวลากลับไปรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่มาของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้ในดินแดนที่เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรที่รุ่งเรืองยาวนานกว่า 400 ปี
การเดินทางไปสู่อดีตไม่ต้องอาศัยไทม์แมชชีน หรือคันฉ่องทะลุมิติแบบจินตนาการในหนังในละคร แค่ขับรถยนต์เพียงหนึ่งชั่วโมงกว่า มาสู่จุดหมายที่พระราชวังจันทรเกษม ริมแม่น้ำป่าสัก ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ว่ากันว่าการจัดตั้งพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นประเพณีที่ไม่ปรากฏมีเป็นหลักฐานในสมัยสุโขทัย ด้วยเหตุที่พระมหาอุปราชต้องเสด็จไปปกครองศรีสัชนาลัยในฐานะเมืองลูกหลวง การสร้างวังหน้าเคียงคู่กับวังหลวงจึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด
ตำแหน่งพระมหาอุปราชมีปรากฏครั้งแรกในสมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กระนั้นก็ตาม ไม่มีหลักฐานการสร้างวังหน้าให้เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการ
พระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรกที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังหน้าพระราชทานแด่พระมหาอุปราช คือ สมเด็จพระมหาธรรมาธิราช พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 17 และวังหน้าที่ทรงมีพระราชบัญชาให้สร้าง คือ พระราชวังจันทรเกษม เพื่อพระราชทานแก่พระราชโอรส คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สำหรับประทับเมื่อเสด็จฯ จากเมืองพิษณุโลกเพื่อมาเฝ้าพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา

พลับพลาจตุรมุข
ในหนังสือ ‘ตำนานวังหน้า’ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประพันธ์ไว้ดังนี้ “วังหน้าแรกมีขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา…เข้าใจว่าแรกเรียกว่า วังจันทรเกษมนั้น ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วมาเรียกว่า พระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช…”
พระราชวังจันทรเกษม หรือวังหน้า ตั้งอยู่ ณ ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา ปรากฏหลักฐานตามพระราชพงศาวดารสันนิษฐานได้ว่า สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2120 พระนเรศวรทรงใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นกองบัญชาการรับศึกหงสาวดีเมื่อปี พ.ศ. 2129
ครั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 18 ระหว่าง พ.ศ. 2133-2148 พระองค์ประทับอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้ในช่วง 5 ปีแรก
พระราชวังจันทรเกษมเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชที่สำคัญถึง 8 พระองค์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขุนหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์ ส่วนใหญ่เสด็จขึ้นครองราชย์ในภายหลัง
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ แม้ภายหลังทรงกระทำพิธีบรมราชาภิเษกในพระราชวังหลวงแล้ว ก็ยังทรงประทับที่วังหน้าเป็นเวลา 14 ปี ในเวลาเดียวกันนี้ก็ทรงโปรดให้แต่งตั้ง กรมขุนเสนาพิทักษ์ (เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร) เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในระยะแรก ทรงโปรดให้ประทับ ณ วังหลวง กระทั่ง พ.ศ. 2287 เกิดเพลิงไหม้วังหน้า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ และโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนาพิทักษ์เสด็จมาประทับที่วังหน้า ซึ่งนับเป็นอุปราชองค์สุดท้ายที่ประทับ ณ วังหน้าแห่งนี้
ภายหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 พระราชวังจันทรเกษมได้ถูกทิ้งร้างเหลือแต่ซากอาคารก่ออิฐถือปูน เช่นเดียวกับโบราณสถานอื่นๆ ของกรุงศรีอยุธยา
จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2404 ทรงโปรดฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชิดเชื้อพงศ์ เป็นแม่กองในการดูแลก่อสร้างพระตำหนักและพลับพลาที่ประทับ จึงได้มีปรับปรุงบูรณะ เพื่อใช้สำหรับเป็นที่ประทับในเวลาที่พระองค์เสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา และโปรดพระราชทานนามว่า พระราชวังจันทรเกษม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2436 นอกจากวังหน้าเก่าที่อยุธยา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สอง ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชวังจันทรเกษมให้เป็นที่ทำการของมณฑลกรุงเก่า โดยใช้พระที่นั่งพิมานรัตยาเป็นที่ทำการ จนเมื่อพระยาโบราณราชธานินทร์ ดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า จึงมีการจัดสร้างอาคารที่ทำการภาคขึ้น แล้วย้ายที่ว่าการมณฑลจากพระที่นั่งพิมานรัตยามาตั้งที่อาคารที่ทำการภาค พระยาโบราณราชธานินทร์รวบรวมวัตถุสิ่งของสำคัญในบริเวณกรุงเก่าและบริเวณใกล้เคียงไว้เป็นจำนวนมาก มาเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังจันทรเกษม จนในปี พ.ศ. 2445 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแนะนำให้พระยาโบราณราชธานินทร์ จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่เรียกว่า โบราณพิพิธภัณฑ์ โดยใช้ตึกโรงม้าพระที่นั่งเป็นที่เก็บรวมรวม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวัตถุต่างๆ จากโรงม้าพระที่นั่งเข้ามาเก็บรักษาและจัดแสดงที่บริเวณอาคารพลับพลาจตุรมุข และต่อเติมระเบียงตามแนวอาคารด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก เพื่อจัดตั้งวัตถุ ศิลาจารึก และประติมากรรมต่างๆ ใช้ชื่อพิพิธภัณฑ์ว่า อยุธยาพิพิธภัณฑ์ โดยในเวลาต่อมา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2479 กรมศิลปากรได้ประกาศให้อยุธยาพิพิธภัณฑ์เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในนาม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

พระที่นั่งพิมานรัตยา
(Photo: shutterstock)
สิ่งก่อสร้างที่ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม ส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และที่ทำการมณฑลเทศาภิบาล จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการบูรณะซ่อมแซมอีกครั้ง โดยมีสถาปัตยกรรมสำคัญๆ คือ

พลับพลาจตุรมุข มองจากพระที่นั่งพิมานรัตยา
สานต่อธรรมเนียม ‘วังหน้า’ ในยุครัตนโกสินทร์
หลังกรุงศรีอยุธยาถูกตีแตก ในปี พ.ศ. 2310 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตัดสินพระทัยย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี
โดยพระราชวังอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 15 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีมายังฝั่งตะวันออกแทน เป็นจุดเริ่มต้นของสมัยรัตนโกสินทร์ที่ยืนยาวมาจนปัจจุบัน
จากการที่พระองค์ทรงเคยรับราชการในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทรงปรารถนาจะทำนุบำรุงบ้านเมืองและประเพณีให้เหมือนยุคทองครั้งก่อน โดยเฉพาะตัวบทกฎหมายที่ยังสืบทอดมาจากสมัยอยุธยา ภายหลังพระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช พระนามว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท อันเป็นจุดเริ่มต้นของวังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร
(Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (2) ภ002 หวญ 3/1)
หลังจากกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคต รัชกาลที่ 1 พระราชทานอุปราชาภิเษกแก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2352 กรมพระราชวังบวรสถานมงคลได้รับราชาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ภายหลังได้รับเฉลิมพระนามเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้อุปราชาภิเษกเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตำแหน่งพระมหาอุปราชสืบแทนในวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2352 ไปประทับที่วังหน้า โดยไม่มีการสร้างสิ่งใดเพิ่มเติม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นพระมหาอุปราชมีพระนามว่ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2367 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เฉลิมพระนามว่ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เปลี่ยนเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 นี่เองที่มีการเพิ่มสิ่งปลูกสร้างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน อาทิ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย และวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า อันเป็นวัดประจำกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

วัดพระแก้ววังหน้า
(Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ.รฟท.9/10)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับ ‘วังหน้า’ อย่างมีนัยสำคัญ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 เมื่อมีพระชนมายุได้ 43 พรรษา ทรงพระเกียรติยศเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองของแผ่นดินสยามในขณะนั้น มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระอิสริยยศที่สูงกว่า ‘วังหน้า’ พระองค์ใดทั้งหมด
ในด้านสิ่งปลูกสร้าง รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระที่นั่งคชกรรมประเวศ บริเวณหน้ามุขพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ มีลักษณะคล้ายพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาทภายในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระที่นั่งที่สร้างโดยเครื่องไม้มีเกยสำหรับขึ้นทรงช้าง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 5M00030)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้า คือ กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ แต่ไม่มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ เพิ่มเติม และเมื่อกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทิวงคตในปี พ.ศ. 2428 รัชกาลที่ 5 ทรงมิได้สถาปนาเจ้านายพระองค์ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นอีก โดยในปี พ.ศ. 2430 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑ์สถาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง ไปไว้ที่พระราชวังบวรสถานมงคลเฉพาะด้านหน้า 3 องค์ คือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เรียกว่า ‘พิพิธภัณฑ์วังหน้า’ ก่อนที่ภายหลังจะมีการประกาศยกเลิกตำแหน่งพระอุปราชแล้วสถาปนาตำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร ผู้เป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์ขึ้นมาแทน อันเป็นการปิดตำนานประวัติศาสตร์ตำแหน่งพระมหาอุปราชลงโดยสิ้นเชิงในทางการเมืองการปกครอง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้น และได้จัดพระที่นั่งศิวโมกขพิมานให้เป็นสถานที่จัดแสดงศิลาจารึก คัมภีร์ ใบลาน สมุดไทย ตำราโบราณ เรียกว่าหอสมุดวชิรญาณ โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ต่อมาเมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จึงได้เข้าสังกัดกับกรมศิลปากร และได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477
ปัจจุบัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังคงทำหน้าที่สะท้อนประวัติศาสตร์บทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีให้คนรุ่นหลังได้ทำความเข้าใจกับภาพอดีตของวังหน้าที่เคยมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการเมืองการปกครองของสยามในกาลก่อน

พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า
(Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 41M00026)
โครงการนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยีโดยสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคลผ่านงานสถาปัตยกรรมและการใช้เทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางวิชาการกับผู้คน กระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจในเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่ผู้ชมสามารถรับรู้และเข้าใจได้ง่าย นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 10-27 มิถุนายน 2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และจะย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในเดือนธันวาคม
Cover Photo: พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วังหน้า (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ 45M00016)
The post พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ประวัติศาสตร์ที่เหลืออยู่ของ ‘วังหน้า’ appeared first on THE STANDARD.
]]>