โกงข้อสอบ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/โกงข้อสอบ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 12 Oct 2026 10:28:56 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ป.ป.ช. แจงคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยืนยันสาวไม่ถึงตัวนักการเมือง พร้อมแจ้งข้อหาต้น พ.ย. https://thestandard.co/pacc-local-exam-corruption/ Mon, 12 Oct 2026 10:28:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1267703 ภาพกราฟิกสรุปข่าว ป.ป.ช. แจงคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงนักการเมือง เตรียมแจ้งข้อหาต้น พ.ย.

วันนี้ (12 ตุลาคม) นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะก […]

The post ป.ป.ช. แจงคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยืนยันสาวไม่ถึงตัวนักการเมือง พร้อมแจ้งข้อหาต้น พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปข่าว ป.ป.ช. แจงคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงนักการเมือง เตรียมแจ้งข้อหาต้น พ.ย.

วันนี้ (12 ตุลาคม) นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. พร้อมด้วย เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. และ มิรินทร์ รักชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกันแถลงความคืบหน้ากรณีผู้ต้องหา 3 รายในคดีทุจริตการสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังครบกำหนดฝากขังสูงสุด 84 วัน เนื่องจาก ป.ป.ช. ยังไต่สวนไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีการยื่นฟ้องต่อศาล

 

 
 

นิติพันธุ์กล่าวว่า ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะกรรมการโฆษกฯ ขึ้นมาตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อทำหน้าที่รายงานความคืบหน้าของคดีนี้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากคดีของ ป.ป.ช. ต้องดำเนินไปตามระบบไต่สวนที่กฎหมายกำหนด

 

เลขาธิการ ป.ป.ช. เน้นย้ำว่า การเป็นข้าราชการแล้วเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการรับสินบนเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และน่าเสียใจ ทาง ป.ป.ช. ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะทำคดีนี้ให้สำเร็จ โดยเน้นย้ำถึงการทำสำนวนคดีให้รัดกุมและรอบคอบ ซึ่งที่ผ่านมา สำนวนที่ ป.ป.ช. ส่งฟ้องศาล มีอัตราที่ศาลพิพากษาลงโทษสูงถึง 90% จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นและให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการทำงาน

 

แจงขั้นตอน ป.ป.ช. แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป

 

ด้านเกียรติศักดิ์อธิบายถึงขั้นตอนการทำงานของ ป.ป.ช. ว่า ตามกฎหมายอาญาทั่วไป เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการจับ ค้น และควบคุมตัวผู้ต้องหา แต่กฎหมายของ ป.ป.ช. มีความแตกต่างออกไป โดยจุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากพนักงานสอบสวนที่พบเหตุทุจริตจึงส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช. ซึ่งในขณะนั้นเหลือเวลาดำเนินการอีกเพียง 3 ผัด (ผัดละ 12 วัน) รวมเป็นเวลา 36 วัน

 

เกียรติศักดิ์ระบุว่า ในคดีนี้หน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้รวบรวมพยานหลักฐานไว้ในสำนวนค่อนข้างมากแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการเองได้จึงส่งต่อมาให้ ป.ป.ช. เมื่อรับเรื่องมา ป.ป.ช. ซึ่งใช้ระบบไต่สวน จึงต้องมาพิจารณารูปคดีว่ามีบุคคลใดเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง มีการพาดพิงถึงใคร และต้องใช้วิธีการไต่สวนแบบใด

 

เกียรติศักดิ์เน้นย้ำว่า หลักการสำคัญในการดำเนินคดีอาญา คือ แม้รัฐจะต้องการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในชั้นสอบสวน ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเมื่อพ้นระยะเวลาควบคุมตัวตามกฎหมายแล้ว การดำเนินคดีก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้

 

รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า การปล่อยตัวผู้ต้องหาไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นพ้นผิด และหากพบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี ป.ป.ช. ก็สามารถดำเนินการจับกุมตัวมาได้ตามกระบวนการของกฎหมาย

 

ปฏิเสธตัดตอนคดี ยันสืบสาวถึงตัวการใหญ่

 

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการที่ ป.ป.ช. ทำสำนวนล่าช้าเป็นการ ‘ตัดตอน’ คดีหรือไม่ เกียรติศักดิ์อธิบายว่า หาก ป.ป.ช. ต้องการตัดตอนคดี ก็คงเร่งทำสำนวนให้เสร็จตามความคาดหวังของสังคม แล้วส่งฟ้องศาลเฉพาะบุคคลบางกลุ่มโดยไม่สืบสวนไปถึงตัวการใหญ่

 

“แต่วันนี้ ป.ป.ช. ยังสรุปสำนวนไม่ได้ เพราะเรากำลังไต่สวนกระดานทั้งหมด เพื่อค้นหาว่าตัวการใหญ่คือใคร ใครคือผู้สนับสนุน เส้นทางการเงินเป็นอย่างไร นายหน้าคือใคร และกระบวนการแก้ไขผลสอบเป็นอย่างไร เนื่องจากคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 6,000 คน และพยาน 1 คน ต้องใช้หลักฐานประกอบถึง 4-5 ชิ้น เพื่อยืนยันการกระทำความผิด เพราะคงไม่มีพยานคนใดยอมรับว่าตนเองเป็นผู้กระทำความผิด จึงทำให้คดีมีความซับซ้อน แต่ยืนยันว่าไม่มีความล่าช้าแน่นอน” เกียรติศักดิ์กล่าว

 

เกียรติศักดิ์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. มีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดในบางส่วนที่เป็นระดับตัวการใหญ่ได้แล้ว โดยในเบื้องต้น พยานหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เชื่อมโยงไปถึงระดับนักการเมือง สส. หรือรัฐมนตรี ส่วนหลักฐานจะสาวไปถึงผู้ใดนั้น ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ จะมีการประชุมคณะไต่สวนฯ เพื่อพิจารณาการแจ้งข้อกล่าวหา โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มแจ้งข้อกล่าวหาได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

 

รองเลขาธิการ ป.ป.ช. มองว่าคดีนี้เป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก ป.ป.ช. จึงต้องพิสูจน์เจตนาและแรงจูงใจในการกระทำความผิด เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ความคืบหน้า 40% จ่อแจ้งข้อหา ต้น พ.ย.

 

เกียรติศักดิ์รายงานความคืบหน้าของคดีว่า ในเชิงปริมาณ คดีมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 40% แต่ในเชิงคุณภาพ ถือว่าพยานหลักฐานค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

 

การสรุปข้อเท็จจริงในคดีนี้ แบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  1. ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
  2. กลุ่มผู้จัดทำ แก้ไขคะแนน และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง
  3. กลุ่มนายหน้า
  4. กลุ่มผู้เข้าสอบ (ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด)

 

เกียรติศักดิ์ระบุว่า กระบวนการไต่สวนที่ยากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดที่ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ โดย ป.ป.ช. จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพียงครั้งเดียว จะไม่มีการเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาซ้ำหลายครั้ง ดังนั้นจึงต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าแต่ละบุคคลกระทำความผิดในขั้นตอนใด อย่างไรบ้าง และย้ำว่าขณะนี้มีความคืบหน้าจนถึงขั้นเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว

 

สั่งซีลชายแดน สกัด ‘ดร.วิน’ หลบหนี

 

เกียรติศักดิ์ยืนยันอีกครั้งว่า ป.ป.ช. มีเครื่องมือทางกฎหมายพร้อมรับมือ หากผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัวไปมีพฤติการณ์หลบหนี ก็สามารถขออำนาจศาลออกหมายจับได้ และหากหลบหนีในระหว่างการไต่สวน อายุความจะไม่ถูกนับรวม ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญของ ป.ป.ช. เพื่อให้มั่นใจว่าจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้

 

ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช. ตั้งเรื่องไต่สวนแล้วดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน 2 ปี สามารถดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบคดีฐานปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

 

สำหรับกรณีของอัศวิน หรือ ‘ดร.วิน’ ซึ่งเคยมีประวัติการหลบหนีมาก่อน เกียรติศักดิ์ยืนยันว่า หากพบพฤติการณ์จะหลบหนีอีก ป.ป.ช. ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว โดยพร้อมขอศาลออกหมายจับทันที

 

“วันนี้เขาได้รับอิสรภาพ ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ เราจึงมีมาตรการซีลชายแดน ทั้งช่องทางธรรมชาติและช่องทางทางการ ตามด่านต่างๆ ไว้แล้ว เพราะรู้ว่าผู้ต้องหาเคยมีพฤติการณ์หลบหนี เรามีมาตรการป้องกันแน่นอน” เกียรติศักดิ์ระบุ

 

ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องการเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เกียรติศักดิ์มองว่า เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานชิ้นสำคัญต่างๆ ไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว

 

สำหรับคำถามที่ว่า จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่ส่งฟ้องไม่ทัน หากต้องแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 คนพร้อมกัน เหมือนกรณีของผู้ต้องหา 3 รายแรกหรือไม่

 

เกียรติศักดิ์ยืนยันว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นแน่นอน และเหตุผลที่ไม่แยกสำนวน แต่เลือกรอแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดพร้อมกัน ก็เพื่อไม่ให้มีลักษณะเหมือนการ ‘ตัดตอน’ คดี เพราะ ป.ป.ช. ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าการกระทำความผิดแต่ละครั้ง ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนใด สถานะใด และมีการกระทำผิดกี่กรรม เพื่อหาตัวการสำคัญในการกระทำความผิดแต่ละเรื่อง

 

เล็งเอาผิด ‘อดีตอธิบดี’ เผยเส้นเงินยังไม่ถึงการเมือง

 

เกียรติศักดิ์ยืนยันว่า ป.ป.ช. มีพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การเอาผิดผู้ที่เป็นตัวการใหญ่ได้อย่างแน่นอน โดยพบว่ามี ‘อดีตอธิบดี’ เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่า 1 ราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ยืนยันว่าผู้ต้องหา 3 รายที่ได้รับการปล่อยตัว จะเป็นผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในลอตแรกหรือไม่ เนื่องจากต้องรอผลการประชุมวิเคราะห์พยานหลักฐานของคณะกรรมการไต่สวนในช่วงสิ้นเดือนนี้ก่อน

 

ในส่วนของการตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 8 แสนแผ่น เกียรติศักดิ์ยอมรับว่า ที่ผ่านมายังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากขาดเครื่องมือ แต่ขณะนี้ได้รับเครื่องมือพร้อมแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการตกลงร่วมกันว่าจะใช้กระบวนการตรวจสอบรูปแบบใด เพื่อให้ผลการตรวจสอบเป็นที่ยอมรับและใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ โดยกระบวนการตรวจสอบจะเริ่มขึ้นภายใน 10 วันนับจากนี้ แม้จะไม่ขอเปิดเผยรายชื่อหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าจะใช้ผู้เชี่ยวชาญ และ ป.ป.ช. จะเป็นผู้กำกับดูแลการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

 

เมื่อพูดถึงเส้นทางการเงิน เกียรติศักดิ์ระบุว่ามีความซับซ้อนและละเอียดพอสมควร ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช. พอจะเห็นภาพปลายทางของเส้นเงินแล้ว “แต่ยังไม่ถึงนักการเมือง”

 

พร้อมย้ำว่า พยานหลักฐานที่มีในขณะนี้ ไม่มีการตัดตอนหรือละเว้นผู้ใด ป.ป.ช. จะดำเนินคดีกับทุกคนที่พบว่ามีความผิด แต่ขอยืนยันว่า “พยานหลักฐาน ณ วันนี้ ยังไม่เชื่อมโยงไปถึงนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือ สส.”

 

นอกจากนี้ ยังตรวจพบทรัพย์สินในรูปแบบของทองคำ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตาม รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล โดยทรัพย์สินบางส่วนมูลค่าหลักร้อยล้านบาทได้ถูกอายัดไว้แล้ว

 

เกียรติศักดิ์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าเส้นทางการเงินและทรัพย์สินเชื่อมโยงไปถึงตัวอธิบดีหรือไม่ เนื่องจากเป็นรายละเอียดในสำนวนคดี และ ป.ป.ช. กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า ใครคือตัวการที่แท้จริงในคดีนี้ ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในสำนวนคือ ‘หัวหน้าหน่วย’

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น ได้ให้ความเห็นว่าการสอบครั้งนี้พบการทุจริตจริง แต่ทาง ป.ป.ช. ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ จะถือเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันหรือไม่

 

เกียรติศักดิ์อธิบายว่า ป.ป.ช. ไม่ได้เพิกเฉย แต่รับฟังความเห็นจากทุกหน่วยงานที่ส่งเรื่องมายัง ป.ป.ช. ภายในกรอบเวลา 30 วัน ซึ่งขณะนี้พยานหลักฐานจากทุกหน่วยงานล้วนสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวย้ำว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนช่วยเหลือในการทำงานของ ป.ป.ช. อย่างมาก และไม่ได้มีความขัดแย้งกันแต่อย่างใด เพียงแต่รูปแบบการทำงานของทั้งสองหน่วยงานมีความแตกต่างกัน ตำรวจมุ่งเน้นที่การดำเนินคดีและการจับกุมผู้ต้องหา ส่วน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับกระบวนการไต่สวน โดยทั้งสองหน่วยงานต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

 

ยัน ป.ป.ช. ไร้การเมืองแทรก-ไม่มีมวยล้มต้มคนดู

 

ทางด้าน มิรินทร์ รักชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวเสริมว่า ข้าราชการ ป.ป.ช. ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กระบวนการไต่สวนจะเป็นไปเพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด และจะไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองอย่างแน่นอน เนื่องจากคณะกรรมการไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย “ไม่มีฝ่ายการเมืองสีใดๆ มาแทรกแซงการดำเนินการของ ป.ป.ช. ได้”

 

ต่อข้อวิจารณ์จากสังคมที่มองว่า คดีนี้อาจลงเอยด้วยการเป็น ‘มวยล้มต้มคนดู’ มิรินทร์ยืนยันว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งใดที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างเต็มที่ที่สุด

The post ป.ป.ช. แจงคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยืนยันสาวไม่ถึงตัวนักการเมือง พร้อมแจ้งข้อหาต้น พ.ย. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว https://thestandard.co/dsi-officers-extort-money/ Sat, 12 Sep 2026 06:02:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1254008 ภาพประกอบข่าวการจับกุม 2 เจ้าหน้าที่ DSI คดีทุจริตเรียกรับเงิน

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า สำหรับการจับกุมเจ้าหน้าที่กร […]

The post เปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการจับกุม 2 เจ้าหน้าที่ DSI คดีทุจริตเรียกรับเงิน

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า สำหรับการจับกุมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย อิทธิพล หรือ ‘วิคเตอร์’ อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และ นายอนุรักษ์ หรือ ‘ดร.ต่อ’ อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ

 

จากข้อมูลที่ได้รับทราบว่า เจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 ราย ทำหน้าที่มีลักษณะเป็นตัวกลางในการประสานงาน คอยหิ้วเงินสดระหว่างลูกค้าไปยัง ‘จ่าพิชิต’ ที่เป็นตัวกลางของขบวนการ

 

โดยมีการเรียกเก็บเงินจากผู้ที่ต้องการได้โควตาเพิ่มอีกเท่าตัวหรืออาจมากกว่า เช่น จ่าพิชิต เรียกเก็บเงินในการได้สิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการฯ 250,000 บาท แต่ 2 เจ้าหน้าที่ DSI นั้น จะเรียกเก็บเพิ่มอีก 250,000 บาท โดยอ้างเป็นค่าดำเนินการเพิ่มเติม

 

แหล่งข่าวยังระบุว่า เงินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวเป็นเงินสดจึงไม่มีหลักฐานที่เป็นเส้นเงิน แต่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การจับกุม เป็นคลิปเสียงการสนทนาผ่านไลน์ รวมถึงภาพถ่าย วันเวลา และข้อมูลอื่นๆ ที่ใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐาน

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการรวบรวมพยานหลักฐานที่มีเตรียมขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อว่า ยังมีบุคคลที่เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้อีกหลายราย

The post เปิดพฤติการณ์ 2 เจ้าหน้าที่ DSI คอยรับหิ้วเงินสด พบฟันเรียกเงินผู้ซื้อสิทธิ์เข้าบรรจุข้าราชการเพิ่มอีกเท่าตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน https://thestandard.co/dsi-officers-deny-corruption-bail/ Sat, 12 Sep 2026 02:18:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1253890 ภาพเจ้าหน้าที่ DSI ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น

วานนี้ (11 กันยายน) ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้า […]

The post 2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ DSI ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น

วานนี้ (11 กันยายน) ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม ประวิทย์ จารุรัชกุล อดีตผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย ในข้อหาเรียกรับผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายผลการสืบสวนจนพบความเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 ราย ได้แก่ อิทธิพล (วิคเตอร์) อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และ อนุรักษ์ (ดร.ต่อ) อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ

 

ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในความผิดฐานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเป็นการตอบแทนในการจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริต ผิดกฎหมาย หรืออาศัยอิทธิพลของตนให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175

 

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ระบุว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ยื่นขอรับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีหน้าที่การงานที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง จึงอนุญาตให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

The post 2 เจ้าหน้าที่ DSI ปฏิเสธข้อหาทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่น ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งค้ำประกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ยืนยันคดียังไม่จบ เตรียมขยายผล เผยอายัดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท https://thestandard.co/anutin-local-exam-fraud-assets-seized/ Fri, 11 Sep 2026 08:56:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1253762 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวความคืบหน้าคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น

วันนี้ (11 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรั […]

The post นายกฯ แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ยืนยันคดียังไม่จบ เตรียมขยายผล เผยอายัดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวความคืบหน้าคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น

วันนี้ (11 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมกระทรวงมหาดไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า คดีนี้ถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการของไทย ที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบแล้ว แต่ข้อเท็จจริงยังไม่จบ อยู่ระหว่างการดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ แต่ที่ได้ดำเนินการเสร็จไปแล้วคือของกระทรวงมหาดไทย ได้เพิกถอนผู้ที่แก้ไขคะแนนออกจากตำแหน่ง

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นจากการลงนาม MOU 7 หน่วยงาน ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จากนั้นได้มีการบูรณาการงานร่วมกัน โดยทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันภายใต้กฎหมาย ผลจากการทำงานร่วมกันทำให้สามารถอายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้ว จำนวน 320,860,765 บาท ขณะนี้สำนักงาน ป.ป.ง. อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน และวิเคราะห์การเชื่อมโยงข้อมูลทางธุรการ การเงิน รวมถึงประสานข้อมูลพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลต่อไป

 

อนุทินให้คำยืนยันกับหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด หรืออยู่ในตำแหน่งใด โดยยึดหลัก ‘ปิดชื่อถือพฤติกรรม’ และหากพบเส้นทางการเงินไปถึงใคร เราก็จะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและระบบราชการ รวมทั้งคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้าสอบด้วยความสามารถอย่างสุจริต

 

อนุทินกล่าวด้วยว่า หลังจากนี้การดำเนินการจะรายงานให้ทราบเป็นระยะ โดยมีการดำเนินการโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ ที่อยู่ในส่วนกำกับดูแลเกี่ยวกับการทุจริตสอบ รวมถึงส่งเรื่องให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งการดำเนินการถือว่ามีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก เบื้องต้นเราสามารถจับผู้ต้องหาได้หลายรายแล้ว และมีการขยายผลออกไปอย่างต่อเนื่อง และเบื้องต้นสามารถอายัดทรัพย์ได้ 320,860,765 บาท นี่คือสิ่งที่เราดำเนินการ

 

“ดังนั้น เรื่องของคดีขอประชาชนอย่ากังวลว่าจะมีอิทธิพลใดๆ มาทำให้รูปคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเอื้อหรือช่วยเหลือผู้กระทำผิดได้ เราทำงานร่วมกันตาม MOU และแบ่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดการแปลงคดีหรือทำให้คดีเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง และ ป.ป.ช. ก็กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่ร้องขอมา รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ขอให้มั่นใจว่าเราเอาจริงเอาจังกับคดีเหล่านี้” อนุทินกล่าว

The post นายกฯ แถลงคืบหน้าโกงสอบท้องถิ่น ยืนยันคดียังไม่จบ เตรียมขยายผล เผยอายัดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขยายผลคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ตำรวจเข้าควบคุมตัว 2 เจ้าหน้าที่ DSI หลังพบข้อมูลโยงขบวนการเรียกรับเงิน https://thestandard.co/dsi-officers-exam-corruption-arrest/ Fri, 11 Sep 2026 08:42:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1253750 เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ DSI ผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (11 กันยายน ) ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการป้ […]

The post ขยายผลคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ตำรวจเข้าควบคุมตัว 2 เจ้าหน้าที่ DSI หลังพบข้อมูลโยงขบวนการเรียกรับเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ DSI ผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (11 กันยายน ) ความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม ประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ ‘นายกเฮง’ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ในข้อหาเรียกรับเงินโดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้นั้น

 

พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ลงพื้นที่ขยายผลจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยสามารถควบคุมตัวเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จำนวน 2 ราย ซึ่งมีข้อมูลพาดพิงว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับขบวนการดังกล่าว รายแรกถูกควบคุมตัวได้ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ขณะที่อีกรายถูกควบคุมตัวได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนนำตัวทั้งสองมาสอบปากคำอย่างละเอียดที่ บก.ปปป. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา

 

การขยายผลครั้งนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เคยเปิดเผยเบาะแสว่าอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา

 

พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่ารับทราบรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 รายแล้ว และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมโยงกับคดีอย่างเด็ดขาด

 

สำหรับคดีหลัก สำนักงานตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการสอบสวนมาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน DSI จะร่วมสืบสวนขยายผลประเด็นการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ทราบว่ายังมีบุคคลอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้อีกหรือไม่ ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. อยู่ระหว่างรอผลการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 รายตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

ต่อมาเวลา 15.10 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว อนุรักษ์ ซึ่งจับกุมได้ที่บ้านพักภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มาถึงยังอาคารพิทักษ์สันติ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยทันทีที่มาถึง อนุรักษ์พยายามวิ่งหลบผู้สื่อข่าว ที่พยายามสอบถามว่าอธิบดีดีเอสไอว่าอย่างไรบ้างหลังถูกจับกุม มีอะไรอยากบอกนายกเฮงหรือไม่ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ แต่อนุรักษ์ไม่ได้ตอบคำถามสื่อแต่อย่างไรก่อนเดินก้มหน้าเข้าไปในอาคารทันที

 

ในส่วนของรายละเอียดทางคดีพล.ต.ต. จรูญเกียรติระบุว่าจะมีการแถลงข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้เวลา 16.00 น.

The post ขยายผลคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ตำรวจเข้าควบคุมตัว 2 เจ้าหน้าที่ DSI หลังพบข้อมูลโยงขบวนการเรียกรับเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลปกครองชี้แจงปมผู้สมัครทุจริตสอบตุลาการ ยืนยันส่งเรื่อง ผบ.ตร. ดำเนินการทางวินัยแล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างสืบสวนข้อเท็จจริง https://thestandard.co/admin-court-judicial-exam-fraud-probe/ Thu, 10 Sep 2026 09:21:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1253326 อาคารสำนักงานศาลปกครอง

วันนี้ (10กันยายน) สำนักงานศาลปกครองออกแถลงการณ์ชี้แจงข […]

The post ศาลปกครองชี้แจงปมผู้สมัครทุจริตสอบตุลาการ ยืนยันส่งเรื่อง ผบ.ตร. ดำเนินการทางวินัยแล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างสืบสวนข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาคารสำนักงานศาลปกครอง

วันนี้ (10กันยายน) สำนักงานศาลปกครองออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นผู้ที่เคยสมัครสอบคัดเลือกเป็นตุลาการประจำศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งลักลอบนำเอกสารเข้าไปในห้องสอบเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 แต่กลับปรากฏข่าวว่าบุคคลดังกล่าวได้รับการเลื่อนยศและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น

 

สำนักงานศาลปกครองระบุว่า ในการสอบคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นตุลาการประจำศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งมีการสอบข้อเขียนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีผู้สมัครสอบรายหนึ่งฝ่าฝืนแนวปฏิบัติในการสอบ โดยลักลอบนำเอกสารที่เป็นตัวบทกฎหมายเข้ามาในห้องสอบ

 

หลังเกิดเหตุดังกล่าว สำนักงานศาลปกครองได้ดำเนินการทำหนังสือลงวันที่ 28 เมษายน 2568 แจ้งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยแก่บุคคลดังกล่าวในกรณีกระทำการทุจริตในการสอบ พร้อมทั้งจัดส่งข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณา

 

ล่าสุด สำนักงานศาลปกครองได้จัดส่งพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 แจ้งว่าขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ สำนักงานศาลปกครองยืนยันว่าจะติดตามผลการดำเนินการทางวินัยกรณีนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป

The post ศาลปกครองชี้แจงปมผู้สมัครทุจริตสอบตุลาการ ยืนยันส่งเรื่อง ผบ.ตร. ดำเนินการทางวินัยแล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างสืบสวนข้อเท็จจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วรศิษฎ์’ สวน ปชน. ปมสอบท้องถิ่น อย่าปักใจถูกตัดตอน ยันยังไม่เห็นข้อมูล ‘เด็กนาย’ 10 คนไม่ได้สอบแต่ได้บรรจุ ชี้ต้นเหตุแก้คะแนน https://thestandard.co/worasit-local-exam-fraud/ Wed, 09 Sep 2026 11:21:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1252749 วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวปมทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (9 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ […]

The post ‘วรศิษฎ์’ สวน ปชน. ปมสอบท้องถิ่น อย่าปักใจถูกตัดตอน ยันยังไม่เห็นข้อมูล ‘เด็กนาย’ 10 คนไม่ได้สอบแต่ได้บรรจุ ชี้ต้นเหตุแก้คะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวปมทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (9 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาระบุว่า การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นอาจถูกตัดตอน ไม่สาวไปถึงผู้มีอำนาจว่า ต้องถามว่าความกังวลดังกล่าวมาจากตรงไหน เพราะสิ่งที่ย้ำมาตั้งแต่วันแรกคือ ไม่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นใคร ก็จะต้องดำเนินการอย่างถึงที่สุด

 

วรศิษฎ์กล่าวว่า จากข้อมูลที่ปรากฏในข่าว พบว่าในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีผู้สอบ 2 รายที่มีความเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูง และตรวจพบว่ามีการแก้ไขคะแนน เรื่องนี้ต้องพิสูจน์อีกหลายอย่าง แต่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการกับทุกคน โดยผู้ที่เปิดชื่อออกมาแล้วก็มีการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าเป็นใคร นามสกุลอะไร หรือมีความเกี่ยวข้องกับใคร ไม่ใช่สิ่งที่ต้องนำมาคำนึงถึง ดังนั้น ไม่ว่าเป็นใครก็จะดำเนินการ

 

เมื่อถามถึงกรณีที่ภคมนออกมาเปิดเผยว่า มีรายชื่อกว่า 10 คนที่ได้รับการบรรจุและไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ถูกเพิกถอน เนื่องจากไม่ได้เข้าสอบ วรศิษฎ์กล่าวว่า ยังไม่เห็นข้อมูลดังกล่าว แต่อย่างที่ทุกคนทราบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการแก้ไขคะแนน จึงต้องไปดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร

 

“ที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบและเปิดรายชื่อออกมาทั้งหมดแล้ว ประมาณเกือบ 6,000 คน และขณะนี้ได้ถอดถอนคนที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของการเรียกคนที่รอการบรรจุ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้อย่างสุจริตและถูกคนแก้คะแนนลัดคิว”

 

เมื่อถามถึงกรณีใช้โควตา ‘เด็กนาย’ โดยไม่ต้องจ่ายเงินหลักแสน แต่ได้บรรจุทันที วรศิษฎ์กล่าวว่า เด็กนายหรือจ่ายให้ใคร จ่ายหรือไม่จ่าย ก็ต้องดำเนินการทั้งหมด

 

“สิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างหนึ่งในเวลานี้ก็คือ บุคคลเหล่านั้นมีการแก้ไขคะแนน ดังนั้น จะจ่ายหลักหมื่น หลักแสน หลักล้าน หรือไม่จ่ายเลย ก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะต้องดำเนินการกับทุกคนอยู่แล้ว”

 

เมื่อถามถึงการเยียวยาผู้ที่ถูกลัดคิว วรศิษฎ์กล่าวว่า แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

 

กลุ่มแรกคือ ผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถของตัวเองและได้รับการบรรจุไปแล้ว คนกลุ่มนี้ได้ติดต่อมายังคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ว่า ได้เสียสิทธิบางอย่าง หากไม่มีคนที่แก้ไขคะแนนเข้ามาแทรกหรือลัดคิว ก็น่าจะได้อยู่ในพื้นที่ที่ต้องการ หรือได้อยู่ใกล้พ่อแม่และครอบครัว จึงจะเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้เลือกพื้นที่ใหม่หรือโอนย้ายก่อน

 

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่กำลังรอเรียกบัญชีรอบที่ 4 ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้การเยียวยาผู้บริสุทธิ์ทั้ง 2 กลุ่มเกิดผลลัพธ์ที่พึงพอใจมากที่สุด โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกัน โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง ในวันที่ 17 กันยายนนี้

 

“ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ว่าคนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตจะเป็นใครก็ตาม ไม่มีการละเว้น ข้อมูลที่เรามีทุกอย่างก็ส่งให้หน่วยงานที่ดำเนินการต่อแล้ว เช่น ป.ป.ช. และตำรวจ”

 

เมื่อถามว่า ยังมีความไม่เชื่อว่านักการเมืองจะไม่ถูกดำเนินการเลยหรือไม่ วรศิษฎ์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดูที่ข้อเท็จจริง ไม่ควรนำเรื่องของความรู้สึกมาตัดสิน และมั่นใจว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ทีมตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงคณะกรรมการที่มีปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและพูดตามข้อเท็จจริง

 

“หากจะมีการปกป้อง หรือกันบางคนออกไป คงไม่มีผู้ที่แก้คะแนนที่นามสกุลเหมือนผู้ใหญ่ หรือข้าราชการระดับสูง โผล่ออกมาอยู่แล้ว ดังนั้น เราทำทั้งหมด ต้องดูว่าใครที่เกี่ยวข้อง และเกี่ยวข้องอย่างไร คนที่เกี่ยวข้องกับการแก้คะแนนเกี่ยวข้องอย่างไร ต้องดูเป็นกรณีไป เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทุกคน”

 

วรศิษฎ์กล่าวต่อว่า “ยกตัวอย่างคนที่รู้จักผมเขาทำไม่ดี ผมก็ต้องทำไม่ดีกับเขาหรือไม่ อันนี้เป็นคำถามที่เราต้องคิดด้วยเช่นเดียวกัน ตอนนี้มีพรรคการเมืองบางพรรคถูกเรียกให้ไปชี้แจง เช่น เรื่องนอมินี บางคนก็ฉ้อโกงในคดี Forex มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล ก็ต้องดูว่าเขาทำผิดจริงหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นว่าคนทั้งพรรคต้องเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล ใครทำก็ต้องรับผิดชอบ”

The post ‘วรศิษฎ์’ สวน ปชน. ปมสอบท้องถิ่น อย่าปักใจถูกตัดตอน ยันยังไม่เห็นข้อมูล ‘เด็กนาย’ 10 คนไม่ได้สอบแต่ได้บรรจุ ชี้ต้นเหตุแก้คะแนน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวย้ำโกงสอบ ขรก. ชี้ไล่ออก พร้อมทำฐานข้อมูล Blacklist เคาะเพิ่มงบฯ 240.75 ล้าน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/cabinet-approves-exam-fraud-border-aid/ Tue, 08 Sep 2026 07:26:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1252140 ภาพกราฟิกแสดงมติ ครม. เรื่องการไล่ออกผู้ทุจริตสอบราชการ และการอนุมัติงบเยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (8 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนัก […]

The post ครม. ไฟเขียวย้ำโกงสอบ ขรก. ชี้ไล่ออก พร้อมทำฐานข้อมูล Blacklist เคาะเพิ่มงบฯ 240.75 ล้าน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงมติ ครม. เรื่องการไล่ออกผู้ทุจริตสอบราชการ และการอนุมัติงบเยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (8 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใน 2 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการภาครัฐและการช่วยเหลือประชาชน

 

ลลิดากล่าวว่า รัฐบาลเตรียมอุดช่องโหว่การทุจริตสอบภาค ก. ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หลังตรวจพบการทุจริตย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ โดย ก.พ. ได้เสนอมาตรการสำคัญ ดังนี้

 

  • กำหนดให้ข้าราชการที่พบว่าทุจริตสอบหลังบรรจุแล้ว มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว หากพบก่อนบรรจุให้สั่งให้ออกจากราชการทันที พร้อมทั้งเตรียมแก้ไขกฎหมายเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและประโยชน์อื่นที่เคยได้รับไปกลับคืนมาเต็มจำนวน

 

  • ให้ทุกองค์กรกลางบริหารงานบุคคลจัดทำบัญชีผู้ทุจริตส่งให้ ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบลักษณะต้องห้าม ป้องกันไม่ให้ผู้เคยทุจริตเวียนไปสมัครสอบหน่วยงานอื่น โดยปัจจุบันมีการเพิกถอนผลสอบและตัดสิทธิแล้ว 24 ราย

 

  • แผนปรับระบบสอบ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น (1 ปี) กำหนดเกณฑ์วินัยชัดเจน, ระยะกลาง (3 ปี) ยกเลิกการสอบแบบ Paper & Pencil โดยปรับไปสู่ระบบ e-Exam ทั้งหมดเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และระยะยาว (5 ปี) ผลักดันกฎหมายเฉพาะกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดครอบคลุมทั้งขบวนการ

 

“รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก” ลลิดากล่าว

 

ลลิตากล่าวอีกว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติมอีก 240.75 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มเติมในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 23 กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องจากกรอบเดิม 577.3 ล้านบาท

 

การจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น กระทรวงกลาโหม 166.25 ล้านบาท, กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท โดยให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบข้อมูลความเสียหาย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตให้เป็นปัจจุบันและถูกต้องตรงกัน ป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือผู้มีสิทธิ์อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

 

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มกรอบวงเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และไม่ตกหล่น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อมูลและเบิกจ่ายให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” ลลิดากล่าว

The post ครม. ไฟเขียวย้ำโกงสอบ ขรก. ชี้ไล่ออก พร้อมทำฐานข้อมูล Blacklist เคาะเพิ่มงบฯ 240.75 ล้าน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชี้ข้าราชการที่ดีต้องไม่ซื้อ-ไม่โกงข้อสอบ ย้ำคนทำผิดกฎหมายแม้มีอิทธิพลก็ไม่ต่างจากโจร https://thestandard.co/pm-civil-servants-no-cheat-corruption/ Mon, 07 Sep 2026 08:08:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1251713 อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานมอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

วันนี้ (7 กันยายน) เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิ […]

The post นายกฯ ชี้ข้าราชการที่ดีต้องไม่ซื้อ-ไม่โกงข้อสอบ ย้ำคนทำผิดกฎหมายแม้มีอิทธิพลก็ไม่ต่างจากโจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานมอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

วันนี้ (7 กันยายน) เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 240 แห่ง ซึ่งวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การยืนยันความสำเร็จ แต่เป็นการยืนยันว่าการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นสิ่งที่เราให้คุณค่าและควรได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่าง และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

 

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเราเชื่อว่าท้องถิ่นที่เข้มแข็งคือรากฐานของประเทศที่มั่นคง ในสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ประสิทธิภาพในการทำงานคือความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชน ตนขอใช้โอกาสนี้พูดเรื่องสำคัญที่สุดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในวันนี้

 

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับคำถามที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นในองค์กรของเรา ตนเชื่อว่าคำตอบที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่การกระทำ ซึ่งเราต้องทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นทั่วประเทศ เป็นคนที่ตั้งใจทำงาน มีความซื่อสัตย์ และยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เมื่อมีคนทำดี เราก็ต้องช่วยกันยกย่องเชิดชู ทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นแบบอย่างขององค์กร และเป็นที่พึ่งพาได้ของพี่น้องประชาชน ดังนั้น รางวัลที่ทุกท่านได้รับในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการประกาศว่าองค์กรใดบริหารจัดการได้ดี แต่เป็นการบอกกับสังคมว่ามาตรฐานที่เราต้องการเห็นในระบบราชการของเราคืออะไร และคนแบบไหนที่เราต้องการให้เติบโตขึ้นในระบบของเรา

 

“คนเหล่านั้นต้องไม่ซื้อข้อสอบ ต้องไม่โกงข้อสอบ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำร้ายประเทศไทย มันเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะอยู่รอดได้ ถ้าข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนมากที่สุด เป็นส่วนแรกที่เข้าถึงพี่น้องประชาชน เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ถ้าคนเหล่านั้นเข้ามาด้วยวิธีการที่ทุจริต ประเทศไทยเราคงไม่มีอนาคตที่ดีได้ ดังนั้น พวกเราทุกคนที่อยู่ในที่นี้โชคดีเหลือเกินที่ไม่มีนายกฯ อบจ. เกี่ยวข้องสักคน เป็นบุคคลนอก เท่าที่ตนได้รับรายงานการสืบสวนสอบสวนมา”

 

ขณะนี้ก็ยังทำการสืบสวนสอบสวนต่อ ซึ่งที่สำคัญคือเป็นหน่วยงานที่ปราศจากการแทรกแซงของหน่วยงานหรือรัฐบาลใด เช่น ป.ป.ช. ซึ่งเรื่องนี้หากเราไม่มั่นใจจริงก็คงมานั่งตรงนี้ไม่ได้แล้ว เพราะคนที่สืบสวนสอบสวนและลากตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามความผิดที่ได้กระทำไว้คือหน่วยงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ในส่วนของรัฐบาลก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ในส่วนที่ราชการกำลังสืบสวนสอบสวนอยู่ ขอให้ทุกท่านได้มั่นใจว่าเราจะไม่มีการละเว้นผู้ใดแม้แต่คนเดียว

 

“จะมีอิทธิพล มีความรู้ความสามารถ จะเก่งกาจขนาดไหนก็ตาม หากทำผิดกฎหมาย เขาก็ไม่มีอะไรต่างไปจากโจร เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านได้มั่นใจและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนด้วยว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของพวกเขาทั่วประเทศยังเป็นหน่วยงาน เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนให้ความเชื่อถือได้ ให้ความเชื่อมั่นได้ว่า เรามีภารกิจอย่างเดียวคือให้บริการ รับใช้ อำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเราไม่มีหน้าที่อื่น เพราะเรามาจากการคัดสรร คัดเลือก การตัดสินใจของประชาชน”

 

เพราะฉะนั้น จึงขอให้องค์กรที่ได้รับรางวัลทุกแห่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยผลงานให้พี่น้องประชาชนได้เห็นและสัมผัสได้จริง เพราะชื่อเสียงขององค์กรไม่ได้เกิดจากตราสัญลักษณ์ที่ท่านได้รับในวันนี้หรือชื่อหน่วยงานของท่าน แต่ชื่อเสียงเหล่านี้ ความเชื่อมั่นเหล่านี้ วัดได้จากการกระทำของคนในองค์กรทุกคน ที่จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดและได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างสูงสุดจากพวกเรา

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ความสำเร็จของทุกท่านในวันนี้เป็นกำลังใจของพวกเราทุกคนที่จะยกระดับมาตรฐานการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อเด็กไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา

The post นายกฯ ชี้ข้าราชการที่ดีต้องไม่ซื้อ-ไม่โกงข้อสอบ ย้ำคนทำผิดกฎหมายแม้มีอิทธิพลก็ไม่ต่างจากโจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน’ ระบุ “ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด” ปมข่าว รมต. พัวพันโกงสอบท้องถิ่น ท้าส่งหลักฐานตรงถึง ป.ป.ช. ยืนยันสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องพ้น สถ. แล้ว https://thestandard.co/anutin-minister-exam-fraud-nacc/ Sat, 05 Sep 2026 05:42:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1251246 ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (5 กันยายน) ที่ จังหวัดราชบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post ‘อนุทิน’ ระบุ “ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด” ปมข่าว รมต. พัวพันโกงสอบท้องถิ่น ท้าส่งหลักฐานตรงถึง ป.ป.ช. ยืนยันสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องพ้น สถ. แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (5 กันยายน) ที่ จังหวัดราชบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีข่าวการทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีกระแสข่าวว่าอาจมีบุคคลในระดับรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

 

อนุทิน ย้อนถามสื่อมวลชนถึงกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องมีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ทางกฎหมาย ไม่ใช่การอ้างกระแสข่าวหรือคำบอกเล่าแบบปากต่อปาก

 

“มันมีข่าวเหรอ มันต้องมีหลักฐานหรือต้องมีสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าไปบอกว่ามีข่าวว่า มีกระแสข่าวว่า คนโน้นว่าที คนนี้ว่าที มันตอบไม่ได้ ก็ไม่รู้จะตอบอะไร ตนไม่ได้ข่าวนั้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีรายงานข่าวว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ได้ยื่นเอกสารหลักฐานที่ระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน อนุทิน ยืนยันจุดยืนอย่างเด็ดขาดว่า

 

“ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นมาเยอะๆ ก็ดี ตนขอประชาสัมพันธ์ตรงนี้เลยว่าคนที่ทำเรื่องนี้คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฉะนั้นไปยื่นที่ ป.ป.ช. เลย จะได้สบายใจว่าไม่มีอิทธิพลหรือคำสั่งใดๆ จากฝั่งการเมืองอย่างแน่นอน”

 

นายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์หรือหลักฐานอันควรเชื่อได้ ขอให้นำไปยื่นต่อ ป.ป.ช., ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่ง ป.ป.ช. มีกระบวนการพิสูจน์ความจริงทั้งหลักฐานจริงและหลักฐานเท็จ เพื่อนำไปใช้ประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างที่สุด

 

อนุทิน เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการในส่วนของฝ่ายบริหารไปแล้ว โดยมีการสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พร้อมทั้งสั่งการให้บุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย ย้ายออกจากตำแหน่งบริหารในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ทันที เพื่อเปิดทางให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากการแทรกแซง

The post ‘อนุทิน’ ระบุ “ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด” ปมข่าว รมต. พัวพันโกงสอบท้องถิ่น ท้าส่งหลักฐานตรงถึง ป.ป.ช. ยืนยันสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องพ้น สถ. แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
มท.4 แถลงปิดจ๊อบถอนชื่อทุจริตสอบท้องถิ่น ยันไม่จบแค่ถอน 5,925 ชื่อ เดินหน้าล่าตัวการ พร้อมคืนสิทธิ์ผู้สอบสุจริต เรียกบัญชีทดแทนบรรจุ พ.ย.นี้ https://thestandard.co/local-exam-fraud-names-removed/ Thu, 03 Sep 2026 06:23:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1250294 ภาพวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (3 กันยายน) เวลา 09.30 น. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ […]

The post มท.4 แถลงปิดจ๊อบถอนชื่อทุจริตสอบท้องถิ่น ยันไม่จบแค่ถอน 5,925 ชื่อ เดินหน้าล่าตัวการ พร้อมคืนสิทธิ์ผู้สอบสุจริต เรียกบัญชีทดแทนบรรจุ พ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (3 กันยายน) เวลา 09.30 น. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีผลการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมี นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมชี้แจง

 

วรศิษฎ์ กล่าวว่า สำหรับการแถลงในวันนี้ จะมีการจัดแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ ช่วงก่อนเกิดเหตุทุจริต และช่วงหลังตรวจพบเหตุทุจริตพร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา โดยในช่วงแรก เมื่อต้นปี 2567 ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างจัดการสอบ ซึ่งในครั้งแรกมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะ แต่ก่อนการลงนามสัญญา ได้มีภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเดินทางมาร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลและการเรียกรับผลประโยชน์

 

กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประสานหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป. มาร่วมวางแนวทางป้องกัน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ตรวจสอบการสอบทุกขั้นตอน ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เสนอ 3 ประเด็นสำคัญ คือ ขอให้ใช้ผลสอบภาค ก ของ ก.พ., เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต และให้ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจทุกขั้นตอน ซึ่ง กสถ. ได้มีมติเห็นชอบตามแนวทางเพิ่มมาตรการและการดึงภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ

 

การปรับเพิ่มมาตรการดังกล่าวทำให้กระบวนการสอบและกรอบงบประมาณเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถใช้สัญญาตัวเดิมได้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงหารือไปยังกรมบัญชีกลางและได้รับคำตอบว่าเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ จึงนำไปสู่การยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยเดิม ทั้งนี้ ต้องขอเน้นย้ำว่าการยกเลิกสัญญาไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือฝ่ายการเมืองอย่างที่มีการบิดเบือน แต่เป็นอำนาจของ กสถ. และคณะกรรมการตามขั้นตอน และหากละเลยข้อร้องเรียนในวันนั้นก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ที่เปิดกว้าง โดยเปิดรับสมัครผู้สอบก่อนเพื่อทราบจำนวนที่แน่นอนในการกำหนดราคากลาง เพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ มีการสืบราคากลางจากหลายสถาบัน และผลการประมูลปรากฏว่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ชนะการประกวดราคา แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยของกรมบัญชีกลางได้วินิจฉัยยกอุทธรณ์ จึงยืนยันให้ มศว. เป็นผู้รับจ้างอย่างโปร่งใส

 

วรศิษฎ์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากจัดการสอบเสร็จสิ้นและมีการตรวจพบการทุจริตเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2567 ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีตาม MOU ตั้งแต่ปี 2567 ได้เข้าตรวจสอบทันที พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตต่อข้อกล่าวหาเรื่องการล้มประมูลเพื่อโกงว่า หากคิดจะโกงจริงย่อมไม่มีทางดึง ป.ป.ช. และตำรวจเข้ามาตรวจสอบตั้งแต่ต้น โดยการทำงานแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ป.ป.ช. รับผิดชอบคดีทุจริตหลัก, เจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งสืบสวนจับกุมขบวนการนายหน้าเรียกรับเงินหลอกลวงประชาชนรายวัน และกระทรวงมหาดไทยดำเนินการทางด้านการบริหาร ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัยร้ายแรง

 

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบพบผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบให้ผ่านเกณฑ์จำนวน 5,925 คน กสถ. จึงได้ประกาศผลสอบใหม่ และสั่งการให้ ก.จังหวัด และ อปท. ทั่วประเทศ ดำเนินการถอดถอนผู้ที่บรรจุไปแล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันถอดถอนเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว

 

“สำหรับมาตรการดำเนินงานต่อไป ได้กำหนดแนวทางไว้ชัดเจน ได้แก่ การส่งข้อมูลผู้กระทำผิดให้ 5 หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย (ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง., DSI, บก.ปปป.) ดำเนินคดีอาญา, การแจ้งรายชื่อผู้แก้ไขคะแนนไปยังหน่วยงานจัดสอบภาครัฐทุกแห่งเพื่อเฝ้าระวัง, การหารือร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ถูกถอดถอน, การชะลอการจ่ายค่างวดงานงวดสุดท้ายให้แก่ มศว พร้อมปรึกษาอัยการสูงสุดเรื่องความรับผิดชอบใน 3 งวดแรกที่จ่ายไปแล้ว, การตั้งทีมสนับสนุนทางกฎหมายระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือ อปท. หากถูกฟ้องร้อง ตลอดจนการสั่งการให้ผู้ว่าฯ และนายอำเภอจับตาไม่ให้ อปท. นำผู้ถูกถอดถอนกลับไปทำสัญญาจ้างเหมาบริการ โดยจะมีหนังสือสั่งการให้ชะลอการจ้างบุคคลกลุ่มนี้ไว้ก่อน” วรศิษฎ์ กล่าว

 

วรศิษฎ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สอบได้ตัวจริง ทั้งกลุ่มที่บรรจุไปแล้วแต่เสียสิทธิ์ในการเลือกลำดับพื้นที่ และกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอขึ้นบัญชีเรียกบรรจุ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอ ก.กลาง ปรับแก้หลักเกณฑ์การโอนย้ายให้รวดเร็วขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และเมื่อทราบตำแหน่งว่างที่ชัดเจน จะดำเนินการเรียกบรรจุผู้สอบได้ตัวจริงจากบัญชีทดแทนให้ครบถ้วนภายในเดือนพฤศจิกายน เพื่อรักษาประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

 

“ท้ายนี้ ขอยืนยันถึงความจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริต โดยต้องชี้แจงว่าไม่เคยมีการสอบแข่งขันครั้งใดที่มีการดึงหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. เข้ามาร่วมจับตาดูตั้งแต่ต้นจนสามารถเปิดโปงขบวนการได้ขนาดนี้ ส่วนคำว่า “ปิดจ็อบ” ของอธิบดี เป็นเพียงการปิดขั้นตอนการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบและการถอดถอนผู้ทุจริตออก ไม่ใช่การยุติการดำเนินคดีอาญา ทั้ง ป.ป.ช. และตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนขยายผลเพื่อเอาผิดผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งระดับสูงแค่ไหน ทั้งระดับ C10, C11 หรือสูงกว่านั้น จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน” วรศิษฎ์ กล่าวทิ้งท้าย

The post มท.4 แถลงปิดจ๊อบถอนชื่อทุจริตสอบท้องถิ่น ยันไม่จบแค่ถอน 5,925 ชื่อ เดินหน้าล่าตัวการ พร้อมคืนสิทธิ์ผู้สอบสุจริต เรียกบัญชีทดแทนบรรจุ พ.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุทธพล เผย ดีเอสไอตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จนท.เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ก๊วนนายกเฮง https://thestandard.co/dsi-officers-local-exam-corruption/ Wed, 02 Sep 2026 06:23:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1249743 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (1 กันยายน) เวลา 10.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต. […]

The post รุทธพล เผย ดีเอสไอตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จนท.เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ก๊วนนายกเฮง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (1 กันยายน) เวลา 10.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ระบุถึงกรณีที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุมประวิทย์ จารุรัชกุล อดีตผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย หลังเรียกรับเงินโดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ ซึ่งการจับกุมครั้งนี้อาจเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตามข่าวที่ได้รับรายงานเบื้องต้นมี 2 นาย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินคดีในภาพรวมไปแล้ว ส่วนดีเอสไอนั้น อธิบดีดีเอสไอจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นวินัยร้ายแรง

 

เมื่อถามว่า จะตรวจสอบเสร็จภายในกี่วัน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ระยะเวลาการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นอำนาจของอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งท่านก็ได้ชี้แจงไปแล้ว

 

เมื่อถามว่า การสอบของดีเอสไอจะขยายผลไปถึงบุคคลอื่น หรือสอบเพียง 2 คนที่ถูกพาดพิง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ดีเอสไอต้องดำเนินการในเรื่องการสืบสวน แต่คดีหลักในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น ก็ได้ดำเนินการไปแล้ว และในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดำเนินคดีในส่วนนี้ไปแล้ว

 

พล.ต.ท.รุทธพล ยังให้สัมภาษณ์กรณีปลัดกระทรวงยุติธรรมตั้งกรรมการสอบ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือ ผอ.ยักษ์ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องคดีแตงโมย้อนหลัง โดยไม่ได้รับอนุญาต ว่า เท่าที่ทราบมีการร้องเรียนมาเมื่อ 8 เดือนก่อน ในยุคของปลัดกระทรวงยุติธรรมคนก่อน แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร หลังจากปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ได้มีการร้องเรียนเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งตั้งแต่ครั้งแรกก็มีการแนบหลักฐานมาด้วยอยู่ก่อนแล้ว ปลัดกระทรวงยุติธรรมจึงจำเป็นต้องตั้งกรรมการสอบ เนื่องจากตามระเบียบแล้ว ผอ.ยักษ์เป็นข้าราชการระดับ 9 จึงต้องให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบ

 

เมื่อถามถึงประเด็นที่ร้องเรียนเป็นเรื่องใด พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นเรื่องการให้สัมภาษณ์คดี ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ อดีตดาราสาว ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียดว่าสัมภาษณ์เมื่อใด อย่างไร

 

เมื่อถามว่ากระแสข่าวตั้งกรรมการสอบเพื่อขัดขวางไม่ให้ ผอ.ยักษ์ ขึ้นตำแหน่งรองอธิบดี เพราะเคยตรวจสอบเกี่ยวกับผู้มีอำนาจทางการเมือง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนได้สอบถามทางกระทรวงแล้ว ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องแต่งตั้งรองอธิบดี และเรื่องกดดันทางการเมือง คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะเรื่องทางการเมืองที่ดีเอสไอเคยตรวจสอบ ตอนนี้ก็ไปอยู่กับหน่วยงานอื่นหมดแล้ว

The post รุทธพล เผย ดีเอสไอตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง จนท.เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ก๊วนนายกเฮง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มท.4 ยันโกงสอบท้องถิ่นไม่จบแค่ถอนชื่อ ส่ง 5 หน่วยงานสาวถึงตัวการ-เส้นเงิน ย้ำคนผิดต้องถึงต้นตอ https://thestandard.co/local-government-exam-fraud-probe/ Wed, 02 Sep 2026 01:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1249568 วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย แถลงข่าวกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (1 กันยายน) วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว […]

The post มท.4 ยันโกงสอบท้องถิ่นไม่จบแค่ถอนชื่อ ส่ง 5 หน่วยงานสาวถึงตัวการ-เส้นเงิน ย้ำคนผิดต้องถึงต้นตอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย แถลงข่าวกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (1 กันยายน) วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันการแก้ปัญหาทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้จบเพียงการเพิกถอนการบรรจุผู้เกี่ยวข้อง 3,868 ราย ระบุเป็นเพียงหนึ่งในกระบวนการ ขณะที่การขยายผลหาตัวการและตรวจสอบเส้นทางการเงินยังเดินหน้าควบคู่กัน พร้อมส่งข้อมูลผู้พบความผิดปกติ 5,925 ราย ให้ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. บก.ปปป. และ DSI ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่

 

วรศิษฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมต้องการเห็นคือการดำเนินการที่ไปถึงต้นตอของปัญหา ไม่ใช่จัดการเฉพาะผู้ที่ปรากฏชื่ออยู่ในกระบวนการสอบหรือผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วเท่านั้น โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างผู้ที่มีความผิดปกติ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต และผู้ที่อาจอยู่เบื้องหลัง

 

“เรื่องนี้เราไม่ได้มองแค่คนที่ปลายเหตุ แต่ต้องไล่ตั้งแต่คนที่ได้คะแนนผิดปกติ ไปถึงกระบวนการที่ทำให้เกิดการทุจริต และหากมีพยานหลักฐานถึงผู้สนับสนุน ผู้จัดการ หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย”

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ส่งข้อมูลผู้ที่พบความผิดปกติในการแก้ไขคะแนนจำนวน 5,925 ราย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว โดยแต่ละหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน ทั้งการตรวจสอบการทุจริต การกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

 

ทั้งนี้ หน่วยงานที่ได้รับข้อมูลประกอบด้วย ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. บก.ปปป. และ DSI ซึ่งสามารถดำเนินการตรวจสอบและขยายผลตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน หากพบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำความผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

“มหาดไทยทำในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ส่วนหน่วยงานที่รับข้อมูลก็มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของตัวเอง เมื่อได้รับข้อมูลแล้วก็ขอให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ หากพบการกระทำความผิดก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อให้เรื่องนี้เกิดความกระจ่าง คนผิดต้องรับผิด และคนสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม”

 

ส่วนการจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทุจริต มหาดไทยได้ดำเนินการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่เกี่ยวข้อง 3,868 ราย โดยมีผลพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ขณะที่ผู้ที่พบความผิดปกติอีกราว 2,000 ราย ซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุ จะไม่ถูกเรียกเข้ารับราชการ

 

ขณะเดียวกัน มหาดไทยมีแผนเรียกผู้สอบผ่านที่ถูกต้องและได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวมาบรรจุทดแทนในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้กระบวนการบรรจุบุคลากรกลับมาอยู่บนหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง

 

วรศิษฎ์ กล่าวว่า ตัวเลข 5,925 ราย และ 3,868 ราย เป็นคนละส่วนกัน โดย 5,925 รายเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกติและมีการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ส่วน 3,868 รายเป็นผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วและถูกเพิกถอนการบรรจุ จึงไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองส่วนมาเปรียบเทียบว่าเป็นข้อมูลที่ขัดกัน

 

“เราต้องแยกให้ชัดว่าใครถูกแก้คะแนน ใครถูกบรรจุแล้ว และใครยังไม่ได้บรรจุ เพื่อให้การแก้ปัญหาถูกต้องและไม่กระทบคนที่สอบได้ด้วยความสุจริต”

 

วรศิษฎ์ ย้ำว่า การจัดการปัญหาครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่ต้องให้ความสำคัญกับผู้ที่เข้าสอบด้วยความสามารถและปฏิบัติตามกติกา เพราะคนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทุจริตที่เกิดขึ้น

 

“เราไม่ได้ต้องการแค่ปิดแฟ้มว่าเอาผิดคนไปแล้วกี่คน แต่ต้องทำให้คนไทยเห็นว่า ระบบราชการไม่ใช่พื้นที่สำหรับการซื้อขายโอกาส ใครโกงต้องรับผิด ใครอยู่เบื้องหลังต้องถูกสาวถึง และคนที่สอบด้วยความสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมา”

 

วรศิษฎ์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องเดินหน้า 2 ส่วนพร้อมกัน คือ การจัดการผลจากการทุจริตที่เกิดขึ้นแล้ว และการขยายผลหาผู้กระทำผิด ผู้สนับสนุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมหาดไทยจะดำเนินการในส่วนที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ขณะที่หน่วยงานที่ได้รับข้อมูลจะดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่รับผิดชอบ

 

“เรื่องนี้ไม่ใช่ถอนชื่อแล้วจบ แต่ต้องเดินหน้าต่อในทุกกระบวนการตามกฎหมาย และหากพบความผิดก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ใครผิดต้องรับผิด ใครอยู่เบื้องหลังต้องสาวถึงต้นตอ และคนสุจริตต้องได้โอกาสของเขาคืนมา”

The post มท.4 ยันโกงสอบท้องถิ่นไม่จบแค่ถอนชื่อ ส่ง 5 หน่วยงานสาวถึงตัวการ-เส้นเงิน ย้ำคนผิดต้องถึงต้นตอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิรัตน์ย้ำเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ต้องปิดจ็อบ 31 ส.ค. 69 จ่อเรียกบรรจุใหม่ทดแทน ต.ค. เผยไม่มีฟ้องกลับ https://thestandard.co/local-official-fraud-revoke/ Mon, 31 Aug 2026 03:34:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1248694 นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (31 สิงหาคม) ที่จังหวัดสงขลา นิรัตน์ พงษ์สิทธิถา […]

The post นิรัตน์ย้ำเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ต้องปิดจ็อบ 31 ส.ค. 69 จ่อเรียกบรรจุใหม่ทดแทน ต.ค. เผยไม่มีฟ้องกลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (31 สิงหาคม) ที่จังหวัดสงขลา นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พร้อมด้วย บุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีถอนถอนรายชื่อทุจริตการสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ว่า ขณะนี้ สถ. ได้ดำเนินการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันอย่างรอบคอบและโปร่งใส ล่าสุดได้มีมติให้เพิกถอนการบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นจำนวน 3,868 ราย โดยให้มีผลพร้อมกันทั่วประเทศในวันนี้ (31 สิงหาคม 2569)

 

นิรัตน์ชี้แจงถึงตัวเลขผู้ที่ถูกเพิกถอนว่า จากรายชื่อผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนในบัญชีใหญ่ทั้งหมด 5,925 รายนั้น ทาง สถ. ได้จัดชุดทำงานลงพื้นที่สอบทานข้อมูลอย่างละเอียดโดยเทียบเคียงข้อมูลระหว่างเครื่องและคน พบว่ามีผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการไปแล้วจำนวน 3,868 ราย ซึ่งกลุ่มนี้คือผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,000 รายนั้นยังเป็นเพียงผู้ที่รอการบรรจุ จึงไม่ต้องดำเนินการเพิกถอน เพียงแต่จะไม่มีการเรียกมารายงานตัวเพื่อบรรจุแต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ ในจำนวน 3,868 รายที่ถูกเพิกถอน พบว่ามีผู้ที่ชิงลาออกไปก่อนแล้ว 146 ราย ซึ่งการลาออกจะไม่ส่งผลให้พ้นจากความผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตก็จะต้องถูกดำเนินคดีต่อไป

 

สำหรับการแจ้งรายชื่อผู้ถูกเพิกถอน ทางกรม สถ. เลือกใช้วิธีส่งหนังสือแจ้งรายชื่อเฉพาะบุคคลไปยังคณะกรรมการข้าราชการส่วนจังหวัด (ก.จังหวัด) แต่ละแห่งโดยตรง เพื่อให้เห็นเฉพาะรายชื่อของจังหวัดตนเอง แทนการประกาศรายชื่อทั้งหมด 50,000 รายชื่อลงบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความถูกต้องตามขั้นตอน

 

พร้อมกันนี้ สถ. ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าสอบสามารถเดินทางมาขอตรวจสอบคะแนนของตนเองได้ทั้งที่ส่วนกลางและที่สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีผู้เดินทางมาตรวจสอบคะแนนแล้วถึง 1,489 คน โดยทาง สถ. ได้นำหลักฐานผลคะแนนที่แท้จริงและคะแนนที่ถูกปลอมแปลงมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนยอมรับในหลักฐาน ไม่มีผู้ใดโวยวาย ร้องไห้ หรือดำเนินการฟ้องร้องแต่อย่างใด ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของกรมฯ ที่ต้องการแสดงความโปร่งใสให้สังคมได้รับทราบ

 

นิรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะแรก สถ. จำต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบแข่งขันเป็นอันดับแรก เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่สอบผ่านตามเกณฑ์แต่ต้องเสียโอกาสและรอคอยการบรรจุ โดยหลังจากดำเนินการเพิกถอนกลุ่มผู้ทุจริตเรียบร้อยแล้ว สถ. มีกำหนดการที่จะเรียกผู้ที่อยู่ในบัญชีสำรองที่ถูกต้องตามลำดับคะแนน (จากบัญชีผู้สอบผ่านกว่า 48,000 – 50,000 คน) เข้ามาบรรจุทดแทนในตำแหน่งที่ว่างลง ภายในช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้

 

ส่วนกรณีของผู้ที่ตรวจสอบพบว่าคะแนนดีขึ้น แต่ได้รับการบรรจุไปแล้วนั้น จะยังคงยึดมติเดิมเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม คือให้ปฏิบัติงานในพื้นที่เดิมที่ได้รับการบรรจุไปก่อน เนื่องจากเมื่อปฏิบัติงานครบ 6 เดือนก็สามารถทำเรื่องขอย้ายได้ตามระเบียบปกติ

 

สำหรับความคืบหน้าทางคดีอาญา สถ. ได้รวบรวมข้อมูลและส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น ป.ป.ช., ตำรวจ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ป.ป.ง. และ ป.ป.ท. เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ สถ.ได้มีการรายงานความคืบหน้าของกระบวนการทั้งหมดให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทราบอย่างต่อเนื่องในทุกระยะ

 

ทั้งนี้ นิรัตน์ และบุญประสงค์ ได้พูดคุยกันว่า “ปิดจ็อบๆ” ก่อนที่ นิรัตน์จะแบมือทั้งสองข้างให้ผู้สื่อข่าวดู แล้วย้ำว่า “ปิดจ็อบๆ”

The post นิรัตน์ย้ำเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่น 3,868 ราย ต้องปิดจ็อบ 31 ส.ค. 69 จ่อเรียกบรรจุใหม่ทดแทน ต.ค. เผยไม่มีฟ้องกลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โกงสอบท้องถิ่น ‘ประธาน กมธ.ป.ป.ช.’ ถาม ม.บูรพา ทำไมไม่ร่วม e-bidding จัดสอบปี 68 ทั้งที่เป็นคู่สัญญากับ สถ. ตั้งแต่ปี 60 https://thestandard.co/local-exam-fraud-burapha-e-bidding/ Tue, 25 Aug 2026 11:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1246342 อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธาน กมธ.ป.ป.ช. แถลงข่าวกรณีการจัดสอบท้องถิ่น

วันนี้ (25 สิงหาคม) เวลา 16.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย อาสพ […]

The post โกงสอบท้องถิ่น ‘ประธาน กมธ.ป.ป.ช.’ ถาม ม.บูรพา ทำไมไม่ร่วม e-bidding จัดสอบปี 68 ทั้งที่เป็นคู่สัญญากับ สถ. ตั้งแต่ปี 60 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธาน กมธ.ป.ป.ช. แถลงข่าวกรณีการจัดสอบท้องถิ่น

วันนี้ (25 สิงหาคม) เวลา 16.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้ติดตามการแถลงข่าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการทุจริตการสอบบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นแล้ว ในฐานะประธาน กมธ.ป.ป.ช. ตนอยากให้ข้อเท็จจริงอีกด้าน

 

อาสพลธ์ กล่าวว่า การจัดสอบท้องถิ่นภายหลังมีประกาศคำสั่ง คสช. ที่ 8/2560 ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2566 มหาวิทยาลัยที่เป็นผู้รับจ้างจัดสอบไม่ได้มาจากการประมูลแบบ e-bidding แต่มาจากการคัดเลือก ประเด็นคือ ในปี 2560 และปี 2564 มหาวิทยาลัยบูรพาได้เป็นผู้รับจ้างที่มาจากการคัดเลือก ซึ่งตัวแทนของมหาวิทยาลัยบูรพาเคยชี้แจงกับตนใน กมธ.ฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การจัดสอบในปี 2566 มหาวิทยาลัยบูรพาไม่อยากมาจัดสอบให้ แต่ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มาคะยั้นคะยอขอให้จัดสอบถึง 3-4 ครั้ง

 

อาสพลธ์กล่าวต่อว่า เมื่อเรียงไทม์ไลน์การสอบท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2566 ฝ่ายค้านได้พยายามหยิบยกว่ามีการแก้ไขทีโออาร์ จนกระทั่งมหาวิทยาลัยบูรพาซึ่งเซ็นสัญญาฝ่ายเดียวไปแล้ว สุดท้ายได้มีการยกเลิก เพราะมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2565 โดยมีการร้องเรียนการทุจริตการสอบแข่งขันและสอบคัดเลือกที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการในจังหวัดนครราชสีมา มีกลุ่มบุคคลระดับบริหารถูกตั้งคณะกรรมการไต่สวนและแจ้งข้อกล่าวหาโดย ป.ป.ช. คือ นาย ก. อดีตปลัด อบจ.นครราชสีมา อดีต ก.อบจ. และอดีต ก.อบต. รวมถึง นาย ม. อดีตรองปลัด อบจ.นครราชสีมา ถูกแจ้งความดำเนินคดี เพราะพัวพันกับการทุจริตดังกล่าว โดยมีเลขคดีที่ 2401/2565 เลขคดีที่ 2402/2565 และเลขคดีที่ 2405/2565

 

นี่คือหลักฐานที่ปรากฏว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีในคดีทุจริตการสอบท้องถิ่นในอดีตเกิดขึ้นจริง พอมาปี 2566 ที่จะมีการจัดสอบแข่งขันอีกครั้ง สุดท้ายผู้ที่ได้รับการคัดเลือกคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี แต่ต่อมามีการอุทธรณ์ จนสุดท้ายมหาวิทยาลัยบูรพาได้เป็นผู้รับจ้างจัดสอบ ซึ่งเสนอราคาต่ำกว่ากันเพียง 300,000 บาทเท่านั้น ต่างกันเล็กน้อย เพราะใช้วิธีคัดเลือก ไม่ใช่การประมูลแข่งขัน

 

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวอีกว่า เมื่อมหาวิทยาลัยบูรพาได้เซ็นสัญญา ต่อมาในวันที่ 5 ม.ค. 2567 ตนได้พาชาวจังหวัดศรีสะเกษมาร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทยว่า มีนายหน้ามาวิ่งเต้นโดยบอกว่าใครอยากรับราชการท้องถิ่นให้นำเงินมาจ่าย เพื่อเข้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น จากนั้นจึงเกิดการเซ็น MOU วันที่ 26 ม.ค. 2567

 

เรื่องนี้ต่อเนื่องตั้งแต่ที่มีเลขคดีในปี 2565 จนถึงปี 2567 มีการทุจริตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ สถ. ยังใช้ทีโออาร์ที่เกิดการทุจริตเช่นเดียวกับทีโออาร์ปี 2564 หากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เราก็คาดการณ์ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่มีเลขคดีตั้งแต่ปี 2564 ก็ต้องเกิดขึ้นในปี 2566 เช่นเดียวกัน

 

จากที่ตนไปร้องเรียน นำมาซึ่งการทำ MOU ระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ป.ป.ง. และ ป.ป.ป. โดยมีการทบทวนทีโออาร์ใหม่ ซึ่งตัวแทนมหาวิทยาลัยบูรพาได้ชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช. เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถึงเหตุผลที่ไม่ได้ทำตามทีโออาร์ใหม่ เพราะในทีโออาร์ใหม่ระบุว่า เมื่อจัดสอบที่ 10 ศูนย์ทั่วประเทศแล้วเสร็จ ก็ให้ตรวจดูกระดาษคำตอบที่ 10 ศูนย์สอบดังกล่าวเลย ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง ทีโออาร์ใหม่เป็นการป้องกันการเปลี่ยนกระดาษคำตอบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นจากกรณีมีการทุจริตสอบนายอำเภอช่วงปี 2566

 

“ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพาไปแล้ว ทีโออาร์ปี 2568 ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีประมูลราคาแบบ e-bidding ไม่ใช่วิธีคัดเลือก ผมจึงมีคำถามย้อนกลับไปถามมหาวิทยาลัยบูรพาว่า ในเมื่อมีการประมูลแบบ e-bidding แล้ว ทำไมท่านไม่ร่วมประมูล ในเมื่อท่านเป็นคู่สัญญากับ สถ. ตั้งแต่ปี 2560 การทุจริตเกิดขึ้นตามที่ปรากฏเป็นเลขคดีตั้งแต่ปี 2564-2565 เรายังไม่ได้สอบย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งในห้วงต่อจากนั้นอนุทินดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ปี 2560 ถึงปี 2566 คนเดียวกัน เพิ่งมาเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน สิ่งที่อนุทินมาทำคือเปลี่ยนจากระบบคัดเลือก แล้วเปิดโอกาสให้มีการเสนอราคา มหาวิทยาลัยมีคุณสมบัติครบ เสนอราคาดีที่สุด ได้ตามเกณฑ์ก็จะได้ไป” อาสพลธ์กล่าว

The post โกงสอบท้องถิ่น ‘ประธาน กมธ.ป.ป.ช.’ ถาม ม.บูรพา ทำไมไม่ร่วม e-bidding จัดสอบปี 68 ทั้งที่เป็นคู่สัญญากับ สถ. ตั้งแต่ปี 60 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. ยกระดับโกงสอบท้องถิ่น เป็นคดีพิเศษ จ่อฟัน 2 อธิบดี-ผู้ถูกกล่าวหากว่า 6 พันราย เร่งสแกนคำตอบ 8 แสนใบ https://thestandard.co/pacc-local-exam-fraud-special-case/ Tue, 25 Aug 2026 08:52:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1246234 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบกระดาษคำตอบจำนวนมากในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (25 สิงหาคม) เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิกา […]

The post ป.ป.ช. ยกระดับโกงสอบท้องถิ่น เป็นคดีพิเศษ จ่อฟัน 2 อธิบดี-ผู้ถูกกล่าวหากว่า 6 พันราย เร่งสแกนคำตอบ 8 แสนใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบกระดาษคำตอบจำนวนมากในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

วันนี้ (25 สิงหาคม) เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ซึ่งพบผู้กระทำความผิดตั้งแต่ระดับนายหน้าไปจนถึงข้าราชการระดับสูง

 

คดีนี้เริ่มต้นจากการร้องเรียนพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ส่อทุจริตในกระบวนการประมูลงาน (e-bidding) โดยมีการล็อกสเปก (TOR) เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย และมีการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ ซึ่งสนามสอบครั้งนี้มียอดผู้สมัครสูงถึง 438,277 คน ใน 105 ตำแหน่ง รวม 8,548 อัตรา ปัจจุบันได้เรียกบรรจุไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นราย

 

จากการลงพื้นที่สืบสวน ป.ป.ช. พบเบาะแสเชื่อมโยงถึงเครือข่ายของ พิชิต ทั้งพรม (เอ) ที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าหาผู้สมัครที่ยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการสอบผ่าน โดยพบพิรุธกรณีอดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง 2 ราย ที่สอบได้ลำดับที่ 1 และ 3 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา (เขต 1) ด้วยคะแนนที่สูงผิดปกติกว่า 90 เต็ม 100 คะแนน และปัจจุบันได้รับการบรรจุเข้ารับราชการแล้ว

 

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ป.ป.ช. นำหมายศาลบุกค้น บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด หลังสืบทราบว่าเป็นแหล่งแอบแก้ไขกระดาษคำตอบ โดยยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์และหน่วยความจำจำนวนมาก เมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลดิบจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) และกระดาษคำตอบจริงจากโรงพิมพ์ พบรายชื่อและพฤติการณ์ที่ตรงกับการทุจริตสอบสายงานผู้บริหารท้องถิ่นในปี 2564 ชี้ให้เห็นว่าเป็นขบวนการใหญ่ที่ฝังรากมานานหลายปี

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องนี้เป็น ‘คดีพิเศษ’ โดยมีผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 6,012 ราย พร้อมจัดแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่มหลัก

 

  • กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งระดับนโยบาย
  • กลุ่มผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐ
  • กลุ่มคณะกรรมการจัดทำระบบและประเมินผล
  • กลุ่มนายหน้าและผู้ได้รับประโยชน์

 

โดย ป.ป.ช. ได้ตั้งเรื่องไต่สวนข้าราชการระดับสูงไว้แล้ว 10 คน ไฮไลต์สำคัญคือมีข้าราชการระดับ ‘อธิบดี’ จำนวน 2 คน ที่อยู่ในช่วงเวลาเซ็นสัญญาจัดสอบ รวมถึงตั้งเรื่องไต่สวน ประยูร ประธานอนุกรรมการ (อก.) และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

ในส่วนของการหาพยานหลักฐาน ป.ป.ช. ได้ร่วมมือกับ ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบเส้นทางการเงินเชิงลึก โดยยืนยันว่าจะไม่มีการตัดตอนความผิดไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมือง

 

ด้านกระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิค ป.ป.ช. เตรียมใช้เครื่องตรวจข้อสอบคุณภาพสูงเพื่อสแกนและตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 ใบซ้ำอีกครั้ง (Double Check) โดยใช้เวลาประมาณ 10 วัน หากพบการแก้ไขคะแนนหรือแทรกรายชื่อ จะคัดแยกผู้กระทำผิดเพื่อส่งให้ต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยและเพิกถอนสิทธิ์ทันที ทั้งนี้ ป.ป.ช. จะแยกแยะอย่างเป็นธรรมระหว่างผู้กระทำผิด (จ่ายเงินซื้อข้อสอบ) และ เหยื่อ (สอบผ่านด้วยตนเองแต่คะแนนถูกกระทบ)

 

นอกจากนี้ ป.ป.ช. กำลังขยายผลการไต่สวนไปยัง มหาวิทยาลัยบูรพา ในประเด็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และข้อกล่าวหาเรื่องการนัดพบเจรจาใน Safe House พร้อมเตรียมงัดมาตรการคุ้มครองพยาน และการกันผู้ร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยานเพื่อสาวให้ถึงตัวการใหญ่ โดยกำหนดกรอบเวลาการไต่สวนเบื้องต้นไม่เกิน 6 เดือน และจะรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบทุกเดือน

The post ป.ป.ช. ยกระดับโกงสอบท้องถิ่น เป็นคดีพิเศษ จ่อฟัน 2 อธิบดี-ผู้ถูกกล่าวหากว่า 6 พันราย เร่งสแกนคำตอบ 8 แสนใบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาธิปัตย์ร้อง ป.ป.ช. ใช้มาตรา 131-135 กันพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น สาวให้ถึงผู้มีอิทธิพลทางการเมือง https://thestandard.co/democrat-nacc-exam-fraud-probe/ Mon, 24 Aug 2026 06:55:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1245774 คณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้กันพยานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

คณะทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพ […]

The post ประชาธิปัตย์ร้อง ป.ป.ช. ใช้มาตรา 131-135 กันพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น สาวให้ถึงผู้มีอิทธิพลทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้กันพยานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

คณะทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์, ไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรค และ พรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้กำหนดแนวทางและมาตรการกันบุคคลไว้เป็นพยาน สำหรับผู้เสียหายและผู้ที่ถูกหลอกลวงให้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

 

ไพศาลเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นการเมืองระดับชาติ แต่เรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นกลับเงียบหายไป ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายระบบราชการและโครงสร้างประเทศ ซึ่งตนเองได้รับการร้องเรียนและข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กจำนวนมาก โดยผู้ให้ข้อมูลมีทั้งพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน และทราบถึงตัวผู้บงการ แต่ยังไม่กล้าเปิดตัวเพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีไปด้วย

 

ไพศาลกล่าวว่า ป.ป.ช. มีเครื่องมือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งมาตรา 131 และมาตรา 135 ในการคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยาน จึงต้องการความชัดเจนว่า ป.ป.ช. จะนำกลไกดังกล่าวมาใช้เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่

 

“ถ้า ป.ป.ช. ใช้มาตรา 131 และ 135 กันไว้เป็นพยาน เขาจะพูดหมด และถ้าพูดหมด มันจะไม่ใช่แค่ปลาซิวปลาสร้อยปลายแถว แต่มันจะสาวไปถึงว่าใครบงการ ใครสั่ง ใครรับเงิน เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี” ไพศาลกล่าว

 

ไพศาลกล่าวอีกว่า มูลค่าความเสียหายรอบนี้ประเมินจากผู้เกี่ยวข้องราว 5,900 ถึง 6,000 คน หากคิดอัตราเรียกรับเงินเฉลี่ยคนละ 600,000 บาท ตัวเลขจะสูงถึงกว่า 3,000 ล้านบาท และยังไม่นับรวมรอบก่อนหน้านี้ ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่แค่ตัวเงิน แต่ทำให้ระบบราชการท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล เสียหายอย่างหนัก ประชาชนผู้สุจริตถูกตัดสิทธิ

 

ขณะที่เด็กจบใหม่บางรายที่ตกเป็นเหยื่อต้องถูกปลดจนหมดอนาคต เกิดความเครียดถึงขั้นกระทำอัตนิวิบาตกรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงพร้อมเป็นตัวกลางประสานข้อมูลเพื่อให้คดีนี้เดินหน้าถึงที่สุด

 

ด้าน พรชัย มาระเนตร์ ระบุว่า กระบวนการนี้ทำลายโอกาสของคนสุจริตและเปิดทางให้การทุจริตตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ารับราชการ มีการอ้างโควตาจากผู้ใหญ่ อธิบดี ไปจนถึงนักการเมือง ทำให้ข้าราชการที่เข้ามาด้วยวิธีนี้ถูกล็อกชีวิตไว้ให้ตกเป็นฟันเฟืองทุจริตไปตลอดการทำงาน

 

“ข้าราชการเหล่านี้จะถูกกระบวนการนี้ล็อกชีวิตไว้เลยทั้งชีวิต เขาจะต้องทุจริต เพราะชีวิตแรกที่เขาเข้ามารับราชการนั้นเขาทุจริต เขาจะถูกบังคับให้ทำงานเป็นแรงงานทุจริตในระบบราชการ ซึ่งเรารับไม่ได้ เพราะคนพวกนี้อยู่ในท้องถิ่น ต้องใช้งบประมาณเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่” พรชัยกล่าว

 

ขณะที่ พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ยังพบพฤติการณ์ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่มีการจ่ายเงินต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยโครงสร้างการทุจริตแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่

 

  • ผู้จ่ายเงินเพื่อแก้คะแนน
  • นายหน้าเดินสายขายโควตา
  • ผู้ลงมือแก้ไขข้อสอบ
  • ข้าราชการระดับสูงรวมถึงฝ่ายการเมือง

 

ส่วนการตรวจสอบครั้งนี้จะสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ พงศกรกล่าวว่า หากเปิดช่องทางคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง ข้อมูลจะเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายอย่างแน่นอน ซึ่งพบเบาะแสสำคัญทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

“มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่แค่ผู้บริหารท้องถิ่น แต่เป็นผู้บริหารระดับรัฐบาล นักการเมืองระดับรัฐมนตรี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่วันนี้ปัญหาคือเราไม่สามารถให้เขามาให้การอย่างเป็นทางการได้ เพราะเขากลัวติดคุก” พงศกรทิ้งท้าย

The post ประชาธิปัตย์ร้อง ป.ป.ช. ใช้มาตรา 131-135 กันพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น สาวให้ถึงผู้มีอิทธิพลทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
DSI ขยายผลโกงสอบท้องถิ่น พบเส้นทางการเงินโยงอดีตผู้สมัคร สส. เพื่อไทย ส่งต่อกลุ่ม VIP https://thestandard.co/dsi-local-exam-fraud-pheu-thai-vip/ Sun, 23 Aug 2026 06:48:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1245425 ภาพโลโก้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำลังขยายผลคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขยายผลการสืบสวนคดีทุจริตสอบแข่ง […]

The post DSI ขยายผลโกงสอบท้องถิ่น พบเส้นทางการเงินโยงอดีตผู้สมัคร สส. เพื่อไทย ส่งต่อกลุ่ม VIP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำลังขยายผลคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ขยายผลการสืบสวนคดีทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยมุ่งเป้าไปยังกลุ่มนายหน้าและบุคคลทั่วไปในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

 

ล่าสุดพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงอดีตผู้สมัคร สส. ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกซัดทอดว่าเป็นผู้รวบรวมเงินจากผู้เสียหายเพื่อส่งต่อให้กลุ่มบุคคลระดับวีไอพีในกรุงเทพมหานคร โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมจากผู้เสียหายในจังหวัดศรีสะเกษและยโสธรกว่า 11 ล้านบาท

 

  • ผู้สมัคร สส. ศรีสะเกษ ปฏิเสธข้อกล่าวหาถูกรับเงินวิ่งเต้น

 

ความคืบหน้าการสืบสวนของ DSI มีการสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วจำนวน 5 ราย จากผู้ต้องหาทั้งหมด 7 ราย ที่ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

 

บุคคลที่ได้รับการสอบปากคำในฐานะพยานประกอบด้วย อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีประวัติเคยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน 15 ปี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล 6 สมัย จำนวน 1 ราย บุคคลใกล้ชิดที่ทำหน้าที่รวบรวมเงิน จำนวน 2 ราย และบุคคลที่แอบอ้างชื่ออดีตผู้สมัคร สส. รายดังกล่าว จำนวน 2 ราย

 

จากการสอบปากคำ พบว่าพยาน 4 รายให้การสอดคล้องกัน โดยบุคคลใกล้ชิด 2 รายยอมรับว่าได้รับเงินจากผู้เสียหายคนละ 5-6 ราย ก่อนนำยอดเงินรวบรวมส่งมอบให้อดีตผู้สมัคร สส. เพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มวีไอพีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

ทางด้านอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าตนเองถูกบุคคลอื่นแอบอ้างชื่อและไม่มีส่วนในการกระทำความผิด แต่ระบุว่าประวัติในอดีตของตนอาจทำให้บุคคลอื่นเชื่อว่าต้องใช้ช่องทางวิ่งเต้นผ่านตน

 

  • มูลค่าความเสียหายในศรีสะเกษรวม 9.5 ล้านบาท

 

ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของ DSI ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2569 พบว่ามีผู้เสียหายในจังหวัดศรีสะเกษจำนวน 19 ราย ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 7 ราย โดยระบุพฤติการณ์การแบ่งหน้าที่กันทำงานและเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการสอบผ่านการคัดเลือก

 

ยอดเงินที่ผู้เสียหายจ่ายมีจำนวนตั้งแต่ 200,000 บาท 400,000 บาท 500,000 บาท 600,000 บาท และสูงสุดที่ 800,000 บาท โดยมีค่าเฉลี่ยรายละ 500,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายในจังหวัดศรีสะเกษ 9.5 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ยังพบความเชื่อมโยงกับผู้เสียหายในจังหวัดยโสธร 1 ราย คือ พิบูล ฝ่ายดี อดีตนายกเทศมนตรีตำบลตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ว่าได้มอบเงินสด 2,150,000 บาท ให้แก่อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย เพื่อให้ช่วยเหลือผู้สมัครสอบจำนวน 5 ราย แต่เมื่อประกาศผลสอบกลับไม่มีรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกตามที่ตกลงกันไว้

 

  • แบ่งคดีส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมืองให้ ป.ป.ช. สอบ

 

สำหรับการดำเนินคดี DSI ได้แบ่งโครงสร้างการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมือง เช่น นายหน้า ผู้รับประโยชน์ และกลุ่มผู้แอบอ้าง DSI รับผิดชอบการสืบสวนตามสำนวนเรื่องสืบสวนที่ 87/2569 เพื่อขยายผลในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

 

ส่วนที่สองคือการพิจารณาความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการระดับสูง หรือนักการเมือง ซึ่งอยู่ในการรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย DSI ได้ส่งเจ้าหน้าที่ 10 รายเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาเพื่อสนับสนุนการสอบสวนในประเด็นอาญาตามที่ ป.ป.ช. มอบหมาย

 

ทั้งนี้ หากการสอบสวนของ DSI พบข้อมูลเชื่อมโยงถึงข้าราชการฝ่ายการเมือง พนักงานสืบสวนจะนำเสนออธิบดี DSI เพื่อพิจารณาส่งเรื่องรวมกับสำนักงาน ป.ป.ช.

 

กรณีความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

The post DSI ขยายผลโกงสอบท้องถิ่น พบเส้นทางการเงินโยงอดีตผู้สมัคร สส. เพื่อไทย ส่งต่อกลุ่ม VIP appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิด้าโพลชี้ประชาชนกว่า 62% มองกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นกระทบเสถียรภาพรัฐบาลมากที่สุด ตามด้วยคดีฮั้ว สว. https://thestandard.co/nida-poll-government-stability-corruption/ Sun, 23 Aug 2026 06:11:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1245409 ภาพกราฟิกสรุปผลสำรวจนิด้าโพลเกี่ยวกับปัญหาที่กระทบเสถียรภาพรัฐบาลและมุมมองต่อความอยู่รอดของรัฐบาล

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชนเรื่ […]

The post นิด้าโพลชี้ประชาชนกว่า 62% มองกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นกระทบเสถียรภาพรัฐบาลมากที่สุด ตามด้วยคดีฮั้ว สว. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลสำรวจนิด้าโพลเกี่ยวกับปัญหาที่กระทบเสถียรภาพรัฐบาลและมุมมองต่อความอยู่รอดของรัฐบาล

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชนเรื่อง ‘ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย’ ว่าด้วยประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มากที่สุดคือการทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ด้วยคะแนนจากผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 62.75 ควบคู่กับการประเมินสถานการณ์ความอยู่รอดของรัฐบาลที่ประชาชนร้อยละ 37.86 มองว่ารัฐบาลจะไม่รอดแน่ๆ

 

ความเห็นต่อประเด็นวิกฤตและความอยู่รอดของรัฐบาล

 

ผลการสำรวจในหมวดประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล พบว่า

 

  • อันดับ 1 การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นที่ร้อยละ 62.75
  • การถูกกล่าวหาคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา ร้อยละ 55.88
  • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบคดีเขากระโดง ร้อยละ 42.29
  • ความผันผวนในราคาพลังงาน ร้อยละ 37.33
  • ความขัดแย้งไทยและกัมพูชา ร้อยละ 33.36
  • แผนการใช้งบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 28.78
  • ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 28.17
  • การจำกัดการถือครองอาวุธปืน ร้อยละ 25.27
  • หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ร้อยละ 24.27
  • การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย ร้อยละ 22.98
  • การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 18.17

 

ในขณะที่มีผู้ตอบร้อยละ 5.34 ระบุว่าไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมากจนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้

 

สำหรับการประเมินความสามารถในการรับมือกับประเด็นปัญหา

 

  • ผู้ตอบร้อยละ 39.69 ระบุว่ารัฐบาลจะสามารถรับมือได้บางประเด็น
  • ร้อยละ 31.99 ระบุว่าจะไม่สามารถรับมือได้เลย
  • ร้อยละ 16.26 ระบุว่าจะสามารถรับมือได้ทั้งหมด
  • ร้อยละ 11.68 ระบุว่าจะสามารถรับมือได้กับประเด็นส่วนใหญ่
  • ร้อยละ 0.38 ระบุว่าไม่ทราบหรือไม่ตอบ

 

เมื่อประเมินถึงความอยู่รอดของรัฐบาล พบว่า

 

  • ผู้ตอบร้อยละ 37.86 มองว่ารัฐบาลจะไม่รอดแน่ ๆ
  • ร้อยละ 26.03 มองว่ารอดแต่จะบอบช้ำมาก
  • ร้อยละ 17.94 มองว่ารอดแต่จะบอบช้ำเล็กน้อย
  • ร้อยละ 17.71 มองว่ารอดแบบสบาย ๆ แน่นอน
  • ร้อยละ 0.46 ระบุว่าไม่ทราบหรือไม่ตอบ

 

มุมมองต่อกรณีการแสดงความเคารพอดีตนายกรัฐมนตรี

 

ในส่วนของความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก้มกราบที่ตักอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผลสำรวจระบุว่า

 

  • ร้อยละ 41.45 มองว่าเป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่
  • ร้อยละ 29.62 มองว่าเป็นแค่ฉากดรามาทางการเมือง
  • ร้อยละ 21.60 มองว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
  • ร้อยละ 17.48 มองว่าเป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
  • ร้อยละ 12.21 มองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
  • ร้อยละ 9.62 มองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

 

กลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีจำนวนร้อยละ 9.31 กลุ่มที่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวมีจำนวนร้อยละ 4.73 และกลุ่มที่ไม่ตอบหรือไม่สนใจมีจำนวนร้อยละ 3.82

 

ระเบียบวิธีและกลุ่มตัวอย่างการสำรวจ

 

การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 18 ถึง 20 สิงหาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง กระบวนการจัดทำใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ข้อมูลมีการกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

The post นิด้าโพลชี้ประชาชนกว่า 62% มองกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นกระทบเสถียรภาพรัฐบาลมากที่สุด ตามด้วยคดีฮั้ว สว. appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ.ป.ป.ช. พบดีเอสไอหารือคดีโกงสอบ ตั้งกรรมการตรวจเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริต ชี้ข่าวโยง 3 นักการเมืองยังไม่มีน้ำหนัก https://thestandard.co/dsi-exam-fraud-politicians/ Fri, 21 Aug 2026 14:04:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1244912 ภาพประกอบข่าว กมธ.ป.ป.ช. หารือดีเอสไอคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันนี้ (21 สิงหาคม) อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรค […]

The post กมธ.ป.ป.ช. พบดีเอสไอหารือคดีโกงสอบ ตั้งกรรมการตรวจเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริต ชี้ข่าวโยง 3 นักการเมืองยังไม่มีน้ำหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว กมธ.ป.ป.ช. หารือดีเอสไอคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันนี้ (21 สิงหาคม) อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังเข้าพบกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือแนวทางความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ร่วมให้ข้อมูลว่า การหารือครั้งนี้ได้พูดคุยถึงความคืบหน้าคดีโกงสอบและปัญหานอมินี ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ โดยต้องการนำข้อมูลจากดีเอสไอไปสนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ

 

สำหรับคดีโกงสอบท้องถิ่น อาสพลธ์กล่าวว่า ดีเอสไอเกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ ส่งเจ้าหน้าที่ประมาณ 10 คน เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานของคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในคดีหลัก และอีกส่วนคือการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสอบผู้ต้องหาและผู้เสียหายเพิ่มเติมใน 19 คดี โดยที่ประชุมยังได้รับข้อมูลว่า ปัญหาอาจไม่ได้เกิดเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ โดยมีข้อมูลจากกรรมาธิการในพื้นที่ขอนแก่นว่า พบกรณีลักษณะเดียวกัน จึงสอบถามดีเอสไอ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลในส่วนดังกล่าว พร้อมระบุว่า กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ทั่วประเทศมีคดีผู้เสียหายจ่ายเงินแล้วสอบไม่ผ่านและเข้าแจ้งความข้อหาฉ้อโกงที่ใดบ้าง โดยให้ส่งข้อมูลภายใน 15 วัน

 

อาสพลธ์กล่าวว่า ในส่วนผู้เสียหายที่จ่ายเงินให้นายหน้า ทางดีเอสไอระบุว่า สามารถร้องเรียนได้หลายช่องทาง รวมถึงยื่นเรื่องด้วยตนเอง ช่องทางออนไลน์ ไปรษณีย์ และสายด่วน 1202 ขณะที่ความกังวลเรื่องการถูกดำเนินคดีฐานให้สินบน อาสพลธ์ระบุว่า หากเป็นกรณีจ่ายเงินให้นายหน้าที่ไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดสอบหรือการบรรจุ ผู้จ่ายอาจถือเป็นผู้เสียหายตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และดีเอสไอจะพิจารณาว่าคดีเชื่อมโยงกับคดีใหญ่หรือเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน

 

สำหรับกรณีมีการพาดพิงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในจังหวัดศรีสะเกษว่าอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต อาสพลธ์กล่าวว่า อธิบดีดีเอสไอได้รับทราบแล้ว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทั้งเจ้าหน้าที่ที่ถูกกล่าวถึงและบุคคลแวดล้อม หากพบความผิดจะดำเนินการตามขั้นตอน

 

ส่วนข้อสังเกตของรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ว่า อาจมีบุคคลใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงมหาวิทยาลัยจัดสอบนั้น อาสพลธ์กล่าวว่า ทางดีเอสไอได้ให้ข้อมูลว่า ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นเกิดมานาน และนายหน้ามีเครือข่ายกับหลายมหาวิทยาลัย จึงไม่ควรเหมารวมว่ามหาวิทยาลัยใดมีหรือไม่มีการทุจริต

 

ส่วนกรณีพาดพิงบุคคลทางการเมือง 3 คน อาสพลธ์กล่าวว่า อธิบดีดีเอสไอเห็นว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข่าวและไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงเสนอให้ดีเอสไอและ ป.ป.ช. เชิญรังสิมันต์มาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หากมีข้อมูลเชิงลึกก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่หากพูดออกมาเฉยๆ ตามข่าวที่ออกมา ก็คงไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ถูกพาดพิง เพราะอาจสร้างความเสียหาย

The post กมธ.ป.ป.ช. พบดีเอสไอหารือคดีโกงสอบ ตั้งกรรมการตรวจเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุจริต ชี้ข่าวโยง 3 นักการเมืองยังไม่มีน้ำหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>