แร่ธาตุ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/แร่ธาตุ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Apr 2026 08:59:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] https://thestandard.co/life/silent-danger-body-lose-water-aircon/ Fri, 03 Apr 2026 08:57:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1193643 ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น

แดดเมืองไทย คำนวณยังไงก็ไม่คุ้มที่จะพาตัวเองออกไปทำกิจก […]

The post เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น

แดดเมืองไทย คำนวณยังไงก็ไม่คุ้มที่จะพาตัวเองออกไปทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ที่อาจเสี่ยงกับอาการวูบเพราะความร้อน หรือภาวะฮีตสโตรกเพียงเสี้ยวนาที

 

เราจึงเห็นกิจกรรมเอาท์ดอร์มากมายถูกปรับรูปแบบมาเป็นกิจกรรมอินดอร์ อาทิ คลาสปั่นจักรยานในฟิตเนส ปีนผาจำลอง โกคาร์ทในร่ม คาเฟ่ที่ออกแบบให้มีทั้งโซนอินดอร์อินดอร์และเอาท์ดอร์ ไปจนถึงกิจกรรมฮีลใจและเวิร์กชอปนับไม่ถ้วนที่ช่วยให้ไลฟ์สไตล์คนเมืองร้อนยังสนุกได้โดยไม่ต้องเจอแดด

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 1

 

เหมือนจะดีต่อใจ แต่การพาตัวเองไปอยู่ในห้องแอร์เป็นประจำอาจเสี่ยงที่ร่างกายจะสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัว

 

ยังมีความเข้าใจผิดที่ว่า ร่างกายจะสูญเสียน้ำตอนทำกิจกรรมที่เสียเหงื่อมากๆ หรืออยู่กลางแดดนานๆ  แต่ความเป็นจริงร่างกายสูญเสียน้ำได้จากหลายรูปแบบแม้ไม่ได้ออกกำลังกายหนักหรือเจอแดด เช่น ลมหายใจ ปัสสาวะ อุจจาระ และการระเหยแบบไม่รู้ตัวผ่านผิวหนัง

 

จุดอันตรายที่หลายคนมองข้ามคือ เวลาอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ แม้เหงื่อไม่ออก แต่ร่างกายยังสูญเสียน้ำได้จาก การระเหยของน้ำออกจากร่างกายโดยไม่รู้ตัว’ (insensible perspiration) ในรูปแบบของไอระเหย ซึ่งการสูญเสียน้ำลักษณะนี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้จะนั่งนิ่งๆ โดยไม่กระตุ้นความกระหาย

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 2

 

อยู่ในห้องแอร์นานๆ ทำให้สูญเสียน้ำได้อย่างไร?

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า ‘เครื่องปรับอากาศ’ ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่การอยู่ในห้องแอร์นานเกินไปคือตัวการที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัว 

 

เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในห้องต่ำ อากาศจะดึงความชื้นจากผิวหนังและลมหายใจ ส่งผลให้ค่า Osmolality ในเลือดพุ่งสูงขึ้น สมองจะสั่งหลั่งฮอร์โมน ADH เพื่อให้ไตดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ปากแห้ง คอแห้ง สมองล้า (Brain Fog) และปวดหัว นี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบภายในกำลังทำงานหนักเกินพิกัดเพื่อสู้กับอากาศที่แห้งจัด และร่างกายกำลังสูญเสียน้ำอยู่เงียบๆ ทำให้เราไม่รู้สึกกระหายน้ำและอาจส่งผลให้ดื่มน้ำน้อยกว่าที่ควร

 

งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การสูญเสียน้ำเพียง 1–2% ก็เพียงพอที่จะทำให้สมาธิลดลง ความจำระยะสั้นแย่ลง และความเครียดเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อสุขภาพจากการอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ ที่ได้จากวิจัยจาก Indian Journal of Occupational and Environmental Medicine ที่ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่สุขภาพดีไม่สูบบุหรี่ อายุ 18–45 ปี จำนวน 200 คน และทำงานอยู่ในห้องแอร์ 6–8 ชั่วโมง/วัน มากกว่า 2 ปี พบอาการตาล้า ตาเครียด (48%) ตาแห้งคัน (46%) คอแห้ง (43%) น้ำมูกไหล (40%) จาม (38%) ปวดหัว (27%) และเพลีย (23%)

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 3

 

รักษาสมดุลน้ำในร่างกายได้อย่างไร ถ้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ยังต้องอยู่ในห้องแอร์? 

 

ถ้าคุณยังจำเป็นต้องทำงานหรือทำกิจกรรมในห้องแอร์เป็นเวลานานๆ นี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณรับมือกับภาวะสูญเสียน้ำได้

 

  • เพิ่มความชื้นให้อากาศพอดี 40-60%

การควบคุมความชื้นในอากาศเป็นวิธีตรงที่สุดในการลดการสูญเสียน้ำ เนื่องจากระดับความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระหว่าง 30% – 50% แต่อาการแห้งในห้องแอร์มักต่ำกว่า 30% แนะนำให้ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น งานวิจัยจาก Aerosol and Air Quality Research ระบุว่า ความชื้น 40–60% เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสุขภาพมนุษย์

 

  • พักเบรกสูดอากาศข้างนอก 10 นาที ทุก 2 ชั่วโมง

ทุก 2 ชั่วโมง ลุกออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ 10 นาที ไม่ว่าจะยืนจิบกาแฟที่ระเบียง มองวิวเมือง หรือเดินเล่นในสวนใกล้ๆ ผลวิจัยหลายชิ้นพบว่าความชื้นจากอากาศภายนอกจะช่วยเติมน้ำให้ปอดและผิว ลดความเครียด และรีเฟรชสมองให้แหลมคม

 

  • จิบน้ำเปล่าทุกๆ 30 นาที

อากาศแห้ง ทำให้ประสาทรับความกระหายทำงานช้าลง สมองสั่งให้ร่างกายกระหายน้ำช้ากว่าที่ร่างกายต้องการจริง แม้จะไม่รู้สึกกระหาย แต่ควรจิบน้ำทุกๆ 30 นาที จะช่วยให้ระดับน้ำในร่างกายสม่ำเสมอ ดีกว่าดื่มครั้งละมากๆ แล้วนานๆ ครั้ง โดยเฉพาะเวลาอยู่ในห้องแอร์นานๆ เยื่อเมือกในจมูก ลำคอ และตาแห้งง่ายมาก การจิบน้ำบ่อยๆ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อบุทางเดินหายใจ

 

การดื่มน้ำอาจไม่เพียงพอถ้าขาด สมดุลโซเดียม

 

ต่อให้เราดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากร่างกายขาดสมดุลโซเดียม น้ำเหล่านั้นจะถูกขับออกเป็นปัสสาวะอย่างรวดเร็ว โดยที่เซลล์ยังไม่ทันได้ อิ่มน้ำเนื่องจากโซเดียมเป็นตัวควบคุมว่าน้ำจะอยู่ที่ไหนในร่างกาย เพราะน้ำจะเคลื่อนที่ตามโซเดียมผ่านกระบวนการ Osmosis

 

ถ้าเราดื่มน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ ค่า Osmolality ในเลือดลดลง เมื่อร่างกายตรวจจับได้ว่าเลือดเจือจางเกิน จะส่งผลฮอร์โมน ADH (Antidiuretic Hormone) ลดการหลั่ง เมื่อนั้นไตจะเร่งขับน้ำส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปถูกปล่อยออกจากร่างกายก่อนที่เซลล์จะได้ใช้ประโยชน์

 

แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายมีโซเดียมและแร่ธาตุในสัดส่วนที่เหมาะสม ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเพื่อปรับสมดุล น้ำจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็วกว่าและถูกกักเก็บไว้ในเซลล์ได้นานกว่า

 

ดังนั้น การเติมน้ำให้ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสมดุลของแร่ธาตุและระดับความเข้มข้นของสารละลาย (Osmolarity) ที่เหมาะสมต่อการดูดซึม

 

ภาพประกอบแสดงอาการขาดน้ำในห้องแอร์ เช่น ปากแห้ง และรู้สึกไม่สดชื่น 4

 

‘Suntory Hy! Water Lock™ น้ำล็อกความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุ ออกแบบมาเพื่อช่วย กักเก็บน้ำให้อยู่ในร่างกายได้ยาวขึ้น พัฒนาบนแนวคิด ‘Hydration Science’ หรือศาสตร์แห่งการเติมน้ำให้ร่างกาย โดยทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ซันโทรี่ ประเทศญี่ปุ่น ได้พัฒนาสูตร Water Lock™ โดยปรับสมดุลของโซเดียมในระดับที่พอเหมาะ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วกว่าน้ำเปล่าทั่วไป และปรับระดับ Osmolality ที่เหมาะสม จึงช่วยลดการขับน้ำทิ้ง และกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในร่างกายได้ยาวนานกว่าเดิม

 

เสริมด้วยไนอะซิน (วิตามินบี 3) ซึ่งเป็นวิตามินจำเป็นที่ร่างกายต้องการตามปกติ โดยมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของเยื่อบุทางเดินอาหารและผิวหนัง ช่วยดูแลปราการความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก และโพแทสเซียม (K) ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยสนับสนุนสมดุลของของเหลวในร่างกายตามหลักวิทยาศาสตร์ด้านการเติมน้ำให้ร่างกาย  

 

มากไปกว่าฟังก์ชันที่ตอบโจทย์พนักงานออฟฟิศที่อาจกำลังสูญเสียน้ำโดยไม่รู้ตัวจากการใช้ชีวิตในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน Suntory Hy! Water Lock™ มาพร้อมกับกลิ่นยูซูที่หอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ รสชาติเบาๆ ดื่มง่าย เหมาะสำหรับจิบระหว่างทำกิจกรรมภายในห้องแอร์ได้ตลอดทั้งวัน

 

ในเมื่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเรายังต้องพึ่งพาความเย็นจากห้องแอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ ก็ควรหาวิธีหรือเครื่องมือที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเหมาะสมและดูแลสมดุลน้ำในร่างกายให้มีประสิทธิภาพ ดูแลความสดชื่นให้ร่างกายด้วย

 

ดูแลความสดชื่นให้ร่างกายด้วย Suntory HY! Water lock ราคา 20 บาท ขนาด 570 มล. วางจำหน่ายแล้วที่ 7-11 ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

อ้างอิง

 

The post เหงื่อไม่ออกแต่ทำไมร่างกายสูญเสียน้ำ? ภัยเงียบของมนุษย์เมืองที่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดทั้งวัน [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Magnesium Before Bed : แค่กระแส หรือมีงานวิจัยรองรับจริง? https://thestandard.co/life/magnesium-before-bed-research/ Tue, 17 Feb 2026 11:52:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1179475 เม็ดแมกนีเซียมและแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียง เพื่อสื่อถึงการใช้แมกนีเซียมเพื่อสุขภาพการนอนที่ดี

“ทำยังไงถึงจะหลับง่ายและหลับลึก​?” นี่เป็นสิ่งที่หลายคน […]

The post Magnesium Before Bed : แค่กระแส หรือมีงานวิจัยรองรับจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เม็ดแมกนีเซียมและแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียง เพื่อสื่อถึงการใช้แมกนีเซียมเพื่อสุขภาพการนอนที่ดี

“ทำยังไงถึงจะหลับง่ายและหลับลึก​?”
นี่เป็นสิ่งที่หลายคนสงสัยและอยากทำให้ได้ โดยเฉพาะคนที่ชีวิตยุ่งจนเวลาในการพักผ่อนดูเหมือนจะน้อยลงทุกวัน หนึ่งในวิธีที่กำลังได้รับความสนใจคือการทานแมกนีเซียมก่อนนอน มีหลายๆ คนบอกว่าช่วยให้หลับสบายขึ้น คลายความเครียด และลดตะคริวตอนกลางคืน แต่คำถามคือ มันคือแค่กระแส หรือมีงานวิจัยรองรับจริงกันแน่นะ?

 

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายร่างกายก่อนนอน มีงานวิจัยบางส่วนสนับสนุนว่า การเสริมแมกนีเซียมอาจช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

 

เช่น การศึกษาแบบ randomized controlled trial ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Research in Medical Sciences พบว่าการเสริมแมกนีเซียม 500 มก. ต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ในผู้สูงอายุที่มีภาวะนอนไม่หลับ สามารถเพิ่มระยะเวลาการนอน ลดระดับคอร์ติซอล และเพิ่มระดับเมลาโทนินได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

 

ในด้านความเครียด แมกนีเซียมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและการควบคุมฮอร์โมนความเครียด หลักฐานชี้ว่ามีแนวโน้มช่วยในผู้ที่ขาดแมกนีเซียม หรือมีภาวะเครียดสะสมบางประเภท แต่ยังไม่ถือเป็นแนวทางหลักในการรักษาอาการนอนไม่หลับ หรือภาวะวิตกกังวล สำหรับอาการตะคริว งานวิจัยบางชิ้น เช่น systematic review ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ก็ชี้ว่า แมกนีเซียมอาจมีบทบาทในกลุ่มที่มีภาวะขาดแมกนีเซียมจริง แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนสำหรับคนสุขภาพดีทั่วไปพบว่าอาจช่วยได้ในบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีระดับแมกนีเซียมต่ำ

 

สิ่งสำคัญคือ แมกนีเซียมไม่ใช่ยาวิเศษ หากพฤติกรรมก่อนนอนของคุณยังเต็มไปด้วยแสงสีฟ้าที่เกิดจากนิสัยชอบไถหน้าจอมือถือ มีความเครียดสะสม และไม่เข้านอนในเวลาที่เหมาะสม ต่อให้เสริมแร่ธาตุ ก็อาจไม่เห็นผลชัดเจน การนอนที่ดีเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจังหวะชีวิต การจัดการความเครียด และสุขอนามัยการนอน ในด้านความปลอดภัย แมกนีเซียมถือว่าปลอดภัยในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไป แต่บางคนอาจมีผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย หรือไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาไต การเลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสมควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

The post Magnesium Before Bed : แค่กระแส หรือมีงานวิจัยรองรับจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย https://thestandard.co/us-rare-earth-meeting-china-thailand/ Thu, 05 Feb 2026 06:08:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1174071 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุม แร่ธาตุหายาก

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป […]

The post สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุม แร่ธาตุหายาก

สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแร่ธาตุสำคัญ ‘Critical Minerals Ministerial’ เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) เพื่อสร้างพันธมิตรและลดการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุโลก ซึ่งหมายรวมถึง แร่ธาตุสำคัญ เช่น ลิเทียม, โคบอลต์, นิกเกิล, อะลูมิเนียม สังกะสี และแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) อีกทั้ง 17 ชนิดในตารางธาตุ

 

ทำไมการประชุมแร่ครั้งนี้ถึงสำคัญ

 

แร่ธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษทางแม่เหล็ก จำเป็นต่อการผลิตสมาร์ทโฟน, มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า, เครื่องกำเนิดพลังงานสะอาด และยุทโธปกรณ์ทางทหาร เช่น เครื่องบินรบ

 

แต่ปัจจุบัน จีนครองส่วนแบ่งตลาดแร่หายากราว 60-70% และครองกำลังการแปรรูปถึง 90% ของโลก ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการทำเหมืองเพียง 12% เท่านั้น ก่อให้เกิดความตึงเครียดจากการผูกขาดตลาดของจีน

 

ประกอบกับในปีที่ผ่านมา จีนได้จำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ ทำให้สายพานการผลิตของบรรดาชาติตะวันตกเกิดความล่าช้าและทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ในยุโรปและสหรัฐฯ หลายแห่งต้องหยุดชะงัก อีกทั้งสภาวะสินค้าจีนล้นตลาด (China-Generated Glut) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จีนถูกกล่าวหาว่า เร่งผลิตลิเทียมออกมา จนราคาในตลาดโลกดิ่งลง เพื่อทำให้คู่แข่งในประเทศอื่น เช่น เหมืองในสหรัฐฯ ไม่สามารถทำกำไรและต้องปิดตัวลงในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนในเดือนตุลาคม 2025โดยจีนยอม ‘ระงับข้อจำกัด’ การส่งออกแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกคำขู่เรื่องกำแพงภาษี 100% แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังคงเดินหน้าหาพันธมิตร เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาแร่ธาตุจากจีนมากจนเกินไป

 

ใครเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้บ้าง

 

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ต้อนรับคณะตัวแทนจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ G7 ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ตลอดจนตัวแทนจากสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ อินเดีย และไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญเหล่านี้

 

การที่ไทยมีชื่อปรากฏอยู่ในกลุ่มประเทศสำคัญเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองของสหรัฐฯ ไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะแหล่งทรัพยากร หรือฐานการแปรรูปและผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยี

 

รายงานเดือนมกราคม 2025 ของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา US Geological Survey ระบุว่า ไทยมีปริมาณคลังสำรองแร่หายาก 4,500 เมตริกตัน มากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และเป็นผู้ผลิตอันดับ 4 ของโลกที่ 13,000 เมตริกตัน เท่ากับออสเตรเลียและไนจีเรีย

 

ประเด็นสำคัญในการประชุมมีอะไรบ้าง

 

1. สหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว ‘Project Vault’ ซึ่งเป็นโครงการคลังสำรองแร่ธาตุยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสนล้านบาท) จากเงินทุนเอกชนและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ

 

2. เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เสนอให้จัดตั้ง ‘กลุ่มการค้าแร่ธาตุ’ (Trading Bloc) ในหมู่พันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานและรับประกันการเข้าถึงทรัพยากร เพื่อให้ไม่ต้องพึ่งพาจีน โดยสหรัฐฯ พยายามผลักดันให้ประเทศพันธมิตรทำข้อตกลง เพื่อให้บริษัทสหรัฐฯ ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงแหล่งแร่

 

3. หนึ่งในวาระสำคัญคือ ‘การประกันราคาขั้นต่ำ’ (Price Floor) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนทุ่มตลาดด้วยสินค้าราคาถูก จนผู้ประกอบการรายอื่นอยู่ไม่ได้ โดยสหรัฐฯ จะเปิดตัวระบบราคาขั้นต่ำ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์อาจกำลังถอยห่างจากการ ‘การันตี’ ราคาดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ในออสเตรเลียและบริษัทแร่ธาตุสำคัญในสหรัฐฯ เช่น MP Materials ปรับตัวลดลงทันที

 

ความขัดแย้งและการเตรียมพร้อมของนานาชาติ

 

แม้สหรัฐฯ จะมีความพยายามสร้างพันธมิตร โดยเฉพาะในมิติของแร่ธาตุสำคัญเหล่านี้ แต่ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากนโยบาย ‘America First’ ของทรัมป์ และความพยายามที่จะเข้าซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ซึ่งทำให้ประเทศสมาชิก NATO ต้องส่งกำลังทหารไปเสริมความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ อย่างมาก

 

ขณะที่ฟากฝั่งของจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า จีนได้แสดงบทบาทที่สำคัญและสร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน ในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญทั่วโลก และเรามีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างแข็งขัน

 

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ประเทศอื่นๆ ก็เริ่มตื่นตัวในการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุของตนเอง เช่น ออสเตรเลียที่ได้ลงทุนในคลังสำรองแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์และเซ็นสัญญากับสหรัฐฯ สหภาพยุโรปที่ออกแผนปฏิบัติการ RESourceEU เพื่อกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีระบบสำรองทรัพยากรที่เข้มแข็งมานานแล้ว และเดินหน้าเสริมศักยภาพในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯจัด ‘ประชุมแร่หายาก’ หาพันธมิตร-ลดพึ่งพาจีน สำคัญอย่างไร ไทยเข้าร่วมด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์คุยเลขาฯ NATO ประกาศบรรลุ ‘กรอบข้อตกลงกรีนแลนด์’ ยอมถอยเรื่องใช้กำลัง ยกเลิกขึ้นภาษีชาติยุโรป https://thestandard.co/trump-nato-greenland-agreement-europe/ Thu, 22 Jan 2026 04:17:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1168036 ทรัมป์คุยเลขาฯ NATO ประกาศบรรลุ **’กรอบข้อตกลงกรีนแลนด์’** ยอมถอยเรื่องใช้กำลัง ยกเลิกขึ้นภาษีชาติยุโรป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าได้บรรลุกรอบข้อตกลง […]

The post ทรัมป์คุยเลขาฯ NATO ประกาศบรรลุ ‘กรอบข้อตกลงกรีนแลนด์’ ยอมถอยเรื่องใช้กำลัง ยกเลิกขึ้นภาษีชาติยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์คุยเลขาฯ NATO ประกาศบรรลุ **’กรอบข้อตกลงกรีนแลนด์’** ยอมถอยเรื่องใช้กำลัง ยกเลิกขึ้นภาษีชาติยุโรป

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าได้บรรลุกรอบข้อตกลงอันน่าพอใจเกี่ยวกับกรีนแลนด์แล้ว พร้อมทั้งแสดงท่าที ‘ยอมถอย’ ทั้งเรื่องการใช้กำลังเข้ายึดครอง หรือการขึ้นภาษีชาติยุโรปที่ขัดขวางการครอบครองกรีนแลนด์

 

ทรัมป์ ประกาศเรื่องนี้ผ่านทาง Truth Social ภายหลังการหารือกับมาร์ค รุตเต เลขาธิการ NATO ระหว่างการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วานนี้ (21 มกราคม)

 

โดยทรัมป์เผยว่า กรอบข้อตกลงนี้เป็นกรอบข้อตกลงระยะยาว แต่ให้รายละเอียดเพียงเล็กน้อย และไม่ระบุชัดเจนว่าเนื้อหาของกรอบข้อตกลง หมายถึงการที่สหรัฐฯ ได้ครอบครองกรีนแลนด์หรือไม่

 

“จากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างมากกับมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO เราได้วางกรอบความตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์และภูมิภาคอาร์กติกทั้งหมด”

 

ขณะที่ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ข้อตกลงนี้ได้ทุกอย่างที่สหรัฐฯ ต้องการ” และจะมีผลบังคับใช้ ‘ตลอดไป’

 

ในประเด็นที่ว่าสหรัฐฯ จะได้รับอำนาจอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์หรือไม่ ทรัมป์ไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่บอกผู้สื่อข่าวว่า “นี่คือข้อตกลงระยะยาวที่ดีที่สุด”

 

“ผมคิดว่ามันทำให้ทุกคนอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความมั่นคง แร่ธาตุ และอื่นๆ นี่คือข้อตกลงที่ผู้คนต่างรีบคว้าไว้ เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับสหรัฐฯ ซึ่งได้ทุกอย่างที่เราต้องการ” ” ทรัมป์กล่าว

 

ทั้งนี้ โพสต์ข้อความของทรัมป์ ระบุว่า “หากกรอบข้อตกลงนี้สำเร็จลุล่วง จะเป็นผลดีอย่างยิ่งสำหรับสหรัฐฯ และประเทศสมาชิก NATO ทั้งหมด และยืนยันว่าจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 10% สำหรับสินค้าจาก 8 ประเทศยุโรปที่ขัดขวางการครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาประกาศว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

 

นอกจากนี้ เขายังเผยว่า “สหรัฐฯ กำลังมีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบป้องกันขีปนาวุธ ‘โดมทองคำ (Golden Dome)’ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ด้วย

 

“ข้อมูลเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบเมื่อการหารือคืบหน้า รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จะรับผิดชอบการเจรจา โดยพวกเขาจะรายงานตรงต่อผม” ทรัมป์ ระบุ

 

NATO ยืนยันไม่ได้คุยเรื่องอธิปไตยกรีนแลนด์

 

เลขาธิการ NATO เผยต่อ AFP หลังการหารือกับทรัมป์ โดยระบุว่ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำเกี่ยวกับกรีนแลนด์

 

“ผมคิดว่าการประชุมคืนนี้เป็นไปด้วยดีมาก แต่ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ” เขากล่าวและยืนยันว่า ไม่ได้หารือประเด็นสำคัญเรื่องอธิปไตยของเดนมาร์กเหนือเกาะกรีนแลนด์ในการพูดคุยกับทรัมป์

 

เขาเผยว่า ในการหารือ ทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างมากเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า จะสามารถคุ้มครองภูมิภาคอาร์กติกอันกว้างใหญ่นี้ได้อย่างไร ในขณะที่จีนกับรัสเซียกำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“เรามีความเห็นพ้องที่ดีที่จะเริ่มทำงานในประเด็นเหล่านี้ นั่นหมายความว่าเราทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน เมื่อมองไปที่ NATO และสิ่งที่ NATO โดยรวมสามารถทำได้เพื่อให้แน่ใจว่าภูมิภาคอาร์กติกทั้งหมดจะปลอดภัย” เขากล่าว

 

ด้านอลิสัน ฮาร์ต โฆษก NATO กล่าวว่า “พันธมิตร NATO จะหารือเกี่ยวกับกรอบการทำงานที่กล่าวถึงข้ออ้างของทรัมป์ ที่ว่ากรีนแลนด์ไม่ได้รับการปกป้องจากรัสเซียหรือจีน”

 

“การเจรจาระหว่างเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ จะดำเนินต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่ารัสเซียและจีนจะไม่สามารถเข้ามามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจหรือทางทหารในกรีนแลนด์ได้” เธอกล่าว

 

ภาพ: REUTERS/Jonathan Ernst

อ้างอิง:

The post ทรัมป์คุยเลขาฯ NATO ประกาศบรรลุ ‘กรอบข้อตกลงกรีนแลนด์’ ยอมถอยเรื่องใช้กำลัง ยกเลิกขึ้นภาษีชาติยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ MOU แรร์เอิร์ธ กับความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม ใครได้-ใครเสีย? https://thestandard.co/rare-earth-mou-environmental-risk/ Fri, 31 Oct 2025 08:45:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1138122

“วิธีการทั้งหมดทำตรงสิ่งแวดล้อมรอบๆ เลย เช่น ตัดต้นไม้ม […]

The post วิเคราะห์ MOU แรร์เอิร์ธ กับความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม ใครได้-ใครเสีย? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“วิธีการทั้งหมดทำตรงสิ่งแวดล้อมรอบๆ เลย เช่น ตัดต้นไม้มาเป็นเชื้อเพลิงในการเผา เพราะฉะนั้น มันก็คือการทำลายพื้นที่ป่าในบริเวณในการทำแร่หายาก ซึ่งผลกระทบมันคุมไม่ได้ เพราะไม่มีระบบป้องกันหรือประกันทั้งในแง่ผลกระทบหรือการรั่วไหลได้”

 

ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซประเทศไทย ให้ความเห็นต่อประเด็นความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ MOU แรร์เอิร์ธ ไทย-สหรัฐฯ ที่นำมาซึ่งคำถามตัวโตๆ ว่า

 

“ไทยจะได้ผลประโยชน์อะไร” และโครงการเกี่ยวกับแรร์เอิร์ธ ภายใต้ MOU ฉบับนี้ โดยเฉพาะการทำเหมือง ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน และมันจะสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างไร?

 

แรร์เอิร์ธสร้างผลกระทบอย่างไร

 

แรร์เอิร์ธเป็นกลุ่มธาตุหายาก 17 ธาตุ ได้แก่ สแกนเดียม (Scandium), อิตเทรียม (Yttrium), แลนทานัม (Lanthanum), ซีเรียม (Cerium), โพรมีเทียม (Promethium), เพรซีโอดิเมียม (Praseodymium), นิโอดิเมียม (Neodymium), ซาแมเรียม (Samarium), ยูโรเพียม (Europium), แกโดลิเนียม (Gadolinium), เทอเบียม (Terbium), ดิสโพรเซียม (Dysprosium), โฮลเมียม (Holmium), เออร์เบียม (Erbium), ทูเลียม (Thulium), อิตเทอร์เบียม (Ytterbium) และ ลูทีเทียม (Lutetium)

 

คุณสมบัติพิเศษของแรร์เอิร์ธ คือ ทนความร้อนสูง นำไฟฟ้าได้ดี และเป็นทรัพยากรจำกัด เพราะมีขั้นตอนการสกัดและแปรรูปยาก ซึ่งต้องใช้ต้นทุน และเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรม เช่น การป้องกันประเทศ, การบิน, อวกาศ, พลังงานสีเขียว, การแพทย์ ไปจนถึงเทคโนโลยี AI

 

ธาราอธิบายว่า โดยทั่วไป แร่หายากแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แร่หายากหนัก (Heavy Rare Earth) และแร่หายากเบา (Light Rare Earth) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้แร่ทั้ง 2 ประเภท มีความแตกต่างกัน คือ วิธีการทำเหมือง และชนิดของทางธรณีวิทยา

 

1. แร่หายากหนัก ผลิตด้วยการใช้วิธีการ ‘เปิดหน้าดิน’ โดยขุดหน้าดินลงไป ใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์มาบดย่อยเพื่อแยกแร่ออก จากนั้นจึงทิ้งหางแร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือจากการสกัดแร่ แล้วนำไปไว้ในอ่างเก็บตะกอนที่สร้างด้วยการขุดหน้าดินลงไป และทิ้งหางแร่ไว้

 

2. แร่หายากเบา ผลิตด้วยการ ‘อัดสารเคมี’ ลงไปในภูเขาหรือดิน และสกัดด้วยการ ‘ชะละลายภูเขา’ โดยใช้ท่อ PVC ฝังในภูเขา และดูดน้ำขึ้นมาจากดิน ซึ่งใช้สารแอมโมเนียมซัลเฟต (Ammonium Sulfate) อัดไปตามท่อ เพื่อละลายแร่ที่ปนกับดิน แต่ขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่า คือ การนำตะกอนดิน ซึ่งมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก และมีประจุนำไฟฟ้า จากการชะละลายไปเผาต่อ

 

อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซอธิบายว่า จากขั้นตอนดังกล่าว ทำให้การผลิตแรร์เอิร์ธสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปนเปื้อนกากของเสียจากหางแร่ ซึ่งมีสารประกอบทั้งโลหะหนัก กัมมันตรังสีในระดับต่ำ ไปจนถึงกรดสารเคมีจากการแยกแร่

 

กรณีศึกษาที่ธาราหยิบยกขึ้นมา คือ ประเทศจีน หลังสารปนเปื้อนซึมไปในน้ำใต้ดิน จนเกิดปัญหากับแม่น้ำเหลือง แม่น้ำสายใหญ่ของจีน ที่ทางการต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานนับ 10 ปี ซึ่งยังไม่รวมกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ จากขั้นตอนการผลิต

 

“วิธีการทั้งหมดทำตรงสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ เลย เช่น ตัดต้นไม้มาเป็นเชื้อเพลิงในการเผา เพราะฉะนั้น มันก็คือการทำลายพื้นที่ป่าในบริเวณในการทำแร่หายาก ซึ่งผลกระทบมันคุมไม่ได้ เพราะไม่มีระบบป้องกันหรือประกันทั้งในแง่ผลกระทบหรือการรั่วไหลได้

 

“เหมืองแร่ทุกชนิดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก มันมีผลกระทบหมด แต่สิ่งที่จะช่วยได้ คือ กรอบกฎหมาย”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมขยายความว่า แม้สหรัฐฯ จะมีความเข้มงวดและรัดกุมเรื่องกระบวนการขุดทรัพยากร ซึ่งเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตแรร์เอิร์ธของสหรัฐฯ แพง และราคาแร่หายากสูงมาก จนไม่สามารถแข่งขันกับจีนได้ แต่เมื่อยกกระบวนการทำเหมืองแร่ของสหรัฐฯ มาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาอาจเกิดขึ้น เพราะหลายประเทศยังมีปัญหาด้าน ‘มาตรฐานต่างระดับ’

 

“เรายังไม่มีความพร้อมรับมือผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะเหมืองแร่หายากที่มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในระดับต่ำ” อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซอธิบาย

 

ข้อสังเกต MOU แร่ธาตุสำคัญสหรัฐฯ – ไทย

 

ธารามองว่า MOU ดังกล่าว ไม่ได้มีผลกระทบระยะสั้น และสาระสำคัญไม่ใช่การเปิดทางสำรวจแร่หายากในไทยดังที่หลายคนเข้าใจ แต่ประเด็นหลักเป็นเรื่องของการเปิดทางให้มีการค้า การลงทุน หรือเก็บข้อมูลระหว่าง 2 ประเทศ กล่าวคือ MOU คือการเปิดประตูให้บริษัทหรือหน่วยงานสัญชาติอเมริกันที่เกี่ยวกับแร่ เข้ามาทำบางอย่างอะไรในประเทศไทย ซึ่งส่วนนี้ไม่ได้ระบุไว้ใน MOU และต้องจับตาดูกันต่อไป

 

นอกจากนี้ อดีตผู้อำนวยการกรีนพีซยังตั้งข้อสังเกตส่วนสุดท้ายใน MOU ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า บันทึกความเข้าใจฯ นี้ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แต่หมายเหตุไว้ว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นก่อนหน้า MOU จะยกเลิก จะยังมีผลต่อไป

 

“เช่น มีการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศไทยที่ว่าด้วยเรื่องห่วงโซ่อุปทาน ต่อให้ MOU ไม่มีแล้ว แต่ก็ยังมีการลงทุนต่อ

 

“ผมคิดว่า ตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่ไม่ได้เขียนไว้ละเอียด หรือลึกซึ้งมากมาย แต่มันถูกตีความไว้ว่า นี่คือการตีความหรือเปิดช่อง ทำให้เกิดความร่วมมือของสองประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งของสหรัฐฯ ในการเข้ามามีอิทธิพลในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือประเทศไทย เพราะ MOU ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ กับไทย แต่มีมาเลเซีย และญี่ปุ่นด้วย”

 

ธาราวิเคราะห์ว่า เบื้องหลังของ MOU นี้ เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่น และความคลั่งไคล้ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เพราะรู้สึกเสียเปรียบเรื่องอิทธิพลและอำนาจของจีน เหนือห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ซึ่งสร้างได้เปรียบในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่

 

“มัน (MOU) คือการเปิดประตูที่นำไปสู่สิ่งที่เราต้องจับตาดู มันเปิดพรมแดนทำให้สาธารณชนต้องจับตาดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้”

 

เรารู้อะไรเกี่ยวกับแรร์เอิร์ธในไทยบ้าง

 

ธาราอธิบายว่า ไทยไม่เคยมีการทำเหมืองแร่หายาก โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ (US Geological Survey: USG) ไทยมีแร่สำรองหายากเป็นอันดับ 4 ของโลกราว 4.5 หมื่นตัน ซึ่งหมายถึงการมีแร่ในใต้ดิน แต่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาใช้

 

อย่างไรก็ดี หากเทียบแหล่งแร่สำรองไทยกับหลายประเทศ เช่น จีน เมียนมา อินเดีย ยูเครน รัสเซีย หรืออินโดนีเซีย ไทยไม่ได้มีแร่เยอะมาก และทรัพยากรกระจายตัวแถบแนวตะวันตกจนถึงภาคใต้ตอนบนเท่านั้น

 

สำหรับกระแสว่าด้วยไทยมีแร่หายากเยอะ ธาราอธิบายว่า เป็นความเข้าใจผิด เพราะไทยรับเอาแร่หายากมาแปรรูปและส่งออกประมาณ 1 ล้านกิโลกรัม เช่น นำแรร์เอิร์ธอย่างสแกนเดียมและอิตเทรียมจากมาเลเซียมาแปรรูป และส่งออกอีกทีหนึ่ง

 

ถอดบทเรียนเคสโรงงานแปรรูปแรร์เอิร์ธไลนัสในมาเลเซีย

 

สำหรับกรณีศึกษาคล้ายคลึงกัน คือ บริษัทเหมืองแร่ Lynas Rare Earth Ltd. จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกนอกประเทศจีน โดยในปี 2012 กลุ่มประชาสังคมและชาวมาเลเซียออกมาประท้วงแนวโน้มการทิ้งกากแร่เปื้อนกัมมันตรังสี เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียอนุญาตให้บริษัทสกัดแรร์เอิร์ธและทิ้งของเสียในประเทศ

 

ต่อมา รัฐบาลมาเลเซียแก้ไขปัญหาโดยออกใบอนุญาตให้ไลนัสทำการชั่วคราว พร้อมเงื่อนไขว่า บริษัทต้องทิ้งของเสียที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีไปนอกประเทศ โดยปัจจุบัน บริษัทดังกล่าวยังเปิดในมาเลเซีย และเป็นเพียงบริษัทแรร์เอิร์ธเพียงแห่งเดียวในประเทศ ซึ่งยิ่งมีความต้องการในการผลิตมากขึ้น เช่น ใช้ในเทคโนโลยี หรือการทหาร

 

อนึ่ง มาเลเซียยังมีบทเรียนอื่นๆ จากการทำแรร์เอิร์ธ เช่น โรงงานของมิตซูบิชิจากญี่ปุ่นในรัฐเปรัก ซึ่งถูกปิดตัวลงในปี 1992 หลังมีประชาชนออกมาประท้วงว่า โรงงานดังกล่าวก่อให้เกิดมลพิษและโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวต่อประชาชนบริเวณใกล้เคียง

 

กระทรวงการต่างประเทศย้ำ MOU ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม – รับฟังผู้เชี่ยวชาญ

 

สำหรับท่าทีของรัฐบาลไทย นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวล เพราะสหรัฐฯ มีมาตรฐาน ESG และกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมสูง โดย MOU นี้ไม่ใช่การเลือกข้างทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า กระทรวงพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาว่า ไทยจะพัฒนาอย่างไร หรือมีโครงการที่ทำแล้วเกิดประโยชน์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

 

เช่นเดียวกับกรณีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉานของเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนในภาคเหนือของไทย โดย รมว. กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า รัฐต้องมีมาตรการ ไม่สามารถกระทำโดยไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะสารมลพิษ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

 

ทางด้าน อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยืนยันว่า การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ และชี้ว่า การสำรวจหรือการลงทุนใดๆ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด รวมถึงมาตรการคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม

The post วิเคราะห์ MOU แรร์เอิร์ธ กับความเสี่ยงสิ่งแวดล้อม ใครได้-ใครเสีย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที https://thestandard.co/civil-society-slams-secret-mou/ Thu, 30 Oct 2025 05:09:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1137335 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที

วันนี้ (30 ตุลาคม) เมื่อเวลา 10.00 น. เครือข่ายประชาชนผ […]

The post เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที

วันนี้ (30 ตุลาคม) เมื่อเวลา 10.00 น. เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ซึ่งเป็นกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้รวมตัวกัน ที่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เพื่อทำกิจกรรม Thailand Is Not for Sale ปฏิบัติการหยุดดีลลับแร่ธาตุสำคัญ MOU ไทย–สหรัฐฯ และยื่นหนังสือคัดค้านบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลก

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการลงนามใน MOU ดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ระหว่างอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งทางเครือข่ายฯ มองว่าการลงนามในบันทึกความเข้าใจนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

 

เครือข่ายฯ ระบุว่า เนื้อหาของ MOU ฉบับนี้มีลักษณะ เหนือกฎหมายแร่ ของประเทศไทย เนื่องจากให้สิทธิ์แก่บริษัทต่างชาติในการสำรวจและผลิตแร่ โดยข้ามขั้นตอนการขออาชญาบัตรและประทานบัตรตามกฎหมายปกติ ซึ่งเท่ากับเป็นการครอบงำกระบวนการอนุญาตของรัฐไทยทั้งหมด

 

เครือข่ายฯ กังวลว่า กลไกนี้จะผูกพันประเทศไทยเข้ากับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย เนื่องจากหากเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน แม้จะมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตตามกฎหมายได้ แต่สัญญา MOU จะไม่ถูกยกเลิกตามไปด้วย ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้หน่วยงานราชการต้องดำเนินการเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนต่างชาติอย่างถึงที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์หรือผลกระทบต่อประชาชน

 

นอกจากประเด็นด้านกฎหมายแล้ว เครือข่ายฯ ยังชี้ว่า MOU นี้จะเป็นการ ขยายการนำเข้าและผลิตแร่หายากในประเทศไทย ทั้งที่ปัญหาผลกระทบจากแร่หายากเดิม เช่น ในกรณีแม่น้ำกก ยังไม่มีการแก้ไขหรือเยียวยาที่ชัดเจน แต่รัฐบาลกลับเร่งรัดเปิดดีลใหม่โดยปราศจากการรับฟังเสียงประชาชน

 

เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อแสดงจุดยืนว่าประเทศไทยไม่ใช่สินค้าขายผลประโยชน์ให้ทุนข้ามชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการทำข้อตกลงที่กระทบต่อสิทธิชุมชนและอธิปไตยของประเทศ

 

เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 1 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 2 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 3 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 4 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 5 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 6 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 7 เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที 8

The post เครือข่ายประชาชนค้านดีลลับแร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ หวั่นเหนือกฎหมายแร่ ร้องสถานทูตหยุด MOU ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรร์เอิร์ธคืออะไร ทำไมหายาก https://thestandard.co/rare-earths-why-so-rare-info/ Tue, 28 Oct 2025 05:46:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1136462 แรร์เอิร์ธ คืออะไร ทำไมหายาก

ชื่อของ ‘แรร์เอิร์ธ’ (Rare Earth) ได้รับความสนใจในชั่วข […]

The post แรร์เอิร์ธคืออะไร ทำไมหายาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แรร์เอิร์ธ คืออะไร ทำไมหายาก

ชื่อของ ‘แรร์เอิร์ธ’ (Rare Earth) ได้รับความสนใจในชั่วข้ามคืน หลังไทย-สหรัฐฯ ลงนาม MOU ความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ หรือชื่อเต็มๆ ว่า ‘บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุ ที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน’

 

แล้วแรร์เอิร์ธคืออะไร ทำไมจึงเรียกว่าแร่หายาก และสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง THE STANDARD รวบรวมคำตอบมาไว้ใน Infographic นี้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

แรร์เอิร์ธ คืออะไร ทำไมหายาก 1

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล 

The post แรร์เอิร์ธคืออะไร ทำไมหายาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายละเอียด MOU แร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? https://thestandard.co/mou-critical-minerals-thai-us/ Mon, 27 Oct 2025 07:49:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1136055 เปิดรายละเอียด MOU แร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร?

การลงนาม บันทึกความเข้าใจไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือใ […]

The post เปิดรายละเอียด MOU แร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายละเอียด MOU แร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร?

การลงนาม บันทึกความเข้าใจไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ ที่เกิดขึ้นภายหลังการลงนามถ้อยแถลงร่วมฯ ไทย-กัมพูชา วานนี้ (26 ตุลาคม) กลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกจับตามอง เนื่องจากเนื้อหาของ MOU ในหลายประเด็น ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า ไทยจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือนี้อย่างไร และมีผลดีหรือผลเสียที่น่ากังวลใดๆ ตามมาหรือไม่

 

เนื้อหาเอกสาร MOU ระบุว่า ไทยและสหรัฐฯ นั้น “มุ่งหวังที่จะร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลภาคส่วนทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทสหรัฐฯ และไทย และส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างผู้เข้าร่วม เพื่อขยายการบูรณาการของไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้”

 

โดยทั้งสองประเทศ ยังมีความต้องการที่จะเสริมสร้างการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระหว่างกัน ตลอดจนส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัย พัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

 

ขณะที่ไทยและสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือจาก MOU ฉบับนี้ จะตอบสนองต่อผลประโยชน์ร่วมในการสร้างเงื่อนไขการลงทุนที่มั่นคง และเพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญทั้งในไทยและสหรัฐฯ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศในการสำรวจ พัฒนา แปรรูป และใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุสำคัญ

 

และนี่คือรายละเอียดทั้งหมดของ MOU ฉบับนี้

 

จุดมุ่งหมายของ MOU

 

MOU ฉบับนี้ มีชื่อเต็มๆ ว่า “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กับ รัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน (Memorandum of Understanding between the Government of the United States of America and the Government of the Kingdom of Thailand concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investments)”

 

เนื้อหาฉบับทางการที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ทำเนียบขาว ระบุวัตถุประสงค์ของ MOU นี้ “เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมในด้านการพัฒนาและขยายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างผู้เข้าร่วมในการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การกลั่น การรีไซเคิล และการกู้คืนทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ

 

นอกจากนี้ยังมุ่งเน้น “การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนที่สร้าง ‘มูลค่าเพิ่มภายในประเทศ’ แทนการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและแร่ธาตุสำคัญ ที่มีความเปิดกว้าง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และโปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความรุ่งเรืองของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในสหรัฐฯ และในประเทศไทย”

 

ขอบเขตความร่วมมือ

 

เนื้อหา MOU ระบุ ‘ขอบเขตความร่วมมือ’ ซึ่งกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในหลายมิติ ได้แก่

 

1.แบ่งปันข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญของไทย และให้ความช่วยเหลือแก่ไทยในการวิเคราะห์ฐานทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ ตลอดจนประสานงานในโครงการลำดับความสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง ยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบ

 

ขณะที่ไทยและสหรัฐฯ สามารถพิจารณาได้ว่าโครงการใดเหมาะสมต่อการลงทุน ภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่ โดยทั้งสองฝ่ายคาดหวังว่าจะได้รับโอกาสแรกในการลงทุนตามกฎหมายภายในประเทศ ในสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญที่อาจมีการขายในประเทศไทย หรือโดยบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่หรือจัดตั้งในประเทศไทย

 

โดยโครงการลงทุนต่างๆ จะรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างขีดความสามารถ และการฝึกอบรมบุคลากรในประเทศ ซึ่งความร่วมมือควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปและห่วงโซ่มูลค่าในประเทศ

 

2. กลไกความร่วมมืออาจรวมถึง การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐของผู้เข้าร่วม, การประชุมเชิงปฏิบัติการ, การสัมมนา, ความร่วมมือในการดำเนินงานด้านธรณีวิทยา, การแลกเปลี่ยนข้อมูล และกลไกอื่นๆ ในหัวข้อที่มีความสนใจร่วมกัน ตลอดจนการประชุมและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ และกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ

 

3.หัวข้อความร่วมมืออาจรวมถึงแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี เช่น มาตรการลดขั้นตอนการอนุญาต การลงทุน และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลระดับชาติและหน่วยงานท้องถิ่น

 

โดยไทยและสหรัฐฯ จะดำเนินการด้วยความสุจริตใจในการพัฒนาอำนาจหน้าที่ใหม่ หรือเสริมสร้างอำนาจหน้าที่เดิม เพื่อพิจารณาหรือป้องกันการขายสินทรัพย์แร่ธาตุสำคัญและแร่ธาตุสำคัญในบางกรณีด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

4.ไทยและสหรัฐฯ มีความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลแก่อีกฝ่าย เกี่ยวกับการประกวดราคาและโครงการที่อาจเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และในทุกกรณีจะต้องไม่ช้ากว่าการให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนรายอื่น เพื่อให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลนี้ไปยังบริษัทและพันธมิตรของตนได้ทันท่วงที

 

5.ไทยและสหรัฐฯ จะประสานงานเพื่อปกป้องตลาดภายในประเทศของตนในด้านแร่ธาตุสำคัญและแร่ธาตุสำคัญ บนพื้นฐานของนโยบายตลาดเสรีและการค้าที่เป็นธรรม โดยจัดตั้งตลาดที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งผู้ที่ผ่านมาตรฐานดังกล่าวสามารถซื้อขายได้โดยมีกรอบราคาที่รวมถึงราคาขั้นต่ำหรือมาตรการในลักษณะเดียวกัน

 

การดำเนินงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูล

 

เนื้อหา MOU ยังระบุว่า “ไทยและสหรัฐฯ มีความตั้งใจที่จะจัดการประชุมในรูปแบบพบปะโดยตรงหรือผ่านระบบออนไลน์ในระดับปฏิบัติการเป็นประจำ เพื่อหารือเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ หรืออาจจัดการประชุมเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควรในกรณีที่มีเรื่องเร่งด่วน โดยแต่ละฝ่ายจะพิจารณาอย่างอิสระ ว่าโครงการที่หารือกันเหมาะสมต่อการดำเนินงานต่อหรือไม่

 

เงื่อนไขการเริ่มต้นและยุติความร่วมมือ



ส่วนข้อกำหนดเรื่องการเริ่มต้นและการยุติ MOU ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

 

1.บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อมีการลงนามโดยทั้งสองฝ่าย

 

2.ความร่วมมือทั้งหมดภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มีอยู่ และไม่ได้เป็นข้อผูกพันทางการเงินแต่อย่างใด แต่ละฝ่ายจะดำเนินกิจกรรมตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของตน

 

3.บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่กระทบต่อข้อตกลงที่มีอยู่ระหว่างผู้เข้าร่วม

 

4.แต่ละฝ่ายสามารถยุติความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ได้ทุกเวลา โดยต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่ออีกฝ่ายผ่านหนังสือทางการทูต

 

5.การยุติจะไม่กระทบต่อกิจกรรมที่ดำเนินอยู่ก่อนหน้านั้นภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้

 

ความสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์

 

อย่างไรก็ตาม การลงนาม MOU ฉบับนี้ ในอีกแง่หนึ่งยังอาจเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ และทำให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่

 

แต่แน่นอนว่าประเด็นแร่ธาตุสำคัญนั้นไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนเท่านั้น หากยังมีความหมายอย่างมากในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งจีน คู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ ถือเป็นประเทศผู้ผลิตและแปรรูปแร่ธาตุสำคัญอันดับ 1 ของโลก

 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตุจากหลายฝ่ายที่มีความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่อาจเกิดจากโครงการภายใต้ MOU แร่ธาตุสำคัญฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลไทยต้องติดตาม ตรวจสอบ และพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนไทย

 

ภาพ : Andrew Harnik/Getty Images

 

อ้างอิง :

The post เปิดรายละเอียด MOU แร่ธาตุสำคัญ ไทย-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบสเซนต์ชูแนวทางพักศึกการค้า ต่อรองจีนคุม ‘แร่หายาก’ https://thestandard.co/scott-bessent-china-tariff-truce-rare-earth/ Thu, 16 Oct 2025 05:21:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1131326 scott-bessent-china-tariff-truce-rare-earth

สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ […]

The post เบสเซนต์ชูแนวทางพักศึกการค้า ต่อรองจีนคุม ‘แร่หายาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
scott-bessent-china-tariff-truce-rare-earth

สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้เปิดโอกาสที่จะขยายการระงับภาษีนำเข้าสินค้าจีนออกไปนานกว่าสามเดือน หากจีน ‘ระงับ’ แผนควบคุมการส่งออกแร่หายากชุดใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และจีนได้ตกลงที่จะสงบศึกเป็นเวลา 90 วัน และได้มีการขยายเวลาสงบศึกต่อเนื่องอีก 90 วัน ซึ่งเส้นตายครั้งต่อไปจะสิ้นสุดในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ 

 

“มีความเป็นไปได้ที่เราขยายเวลาสงบศึกออกไปอีกครั้ง ถ้ามีการเจรจาเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่จะถึงนี้” เบสเซนต์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวในกรุงวอชิงตัน

 

หลังจากที่ความสัมพันธ์แบบเฉพาะกาลได้ดำเนินมาหลายเดือน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขยายข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี รวมถึงเสนอให้มีการจัดเก็บเรือจีนที่มีการเทียบท่าเรือสหรัฐฯ ซึ่งจีนตอบโต้ด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกัน และยังคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) รวมถึงแร่สำคัญอื่นๆ ให้เข้มงวดขึ้นอีกด้วย

 

นักเศรษฐศาสตร์ได้อธิบายถึงการเคลื่อนไหวล่าสุดของทั้งสองฝ่ายว่าเป็นความพยายามในการสร้างแต้มต่อ ก่อนการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองที่น่าจะมีขึ้นในเดือนนี้ นอกรอบการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (APEC) ที่เกาหลีใต้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะเกิดสงครามการค้าระหว่าง สหรัฐฯ และจีน สองประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกหรือไม่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบว่า “คุณอยู่ในสถานการณ์นั้นแล้ว” ทรัมป์กล่าวต่อว่า “หากไม่ตั้งกำแพงภาษี 100% เราอาจถูกมองว่าเป็นพวกไร้ความสามารถเอาได้”

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดเป็นบวกจากความเห็นของเบสเซนต์ ขณะที่ทรัมป์แสดงความเห็นหลังตลาดในนิวยอร์กปิดแล้ว ส่วนการซื้อขายช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคมในเอเชีย พบว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นในตลาดเซี่ยงไฮ้และกรุงโตเกียว แต่ร่วงลงในตลาดฮ่องกง

 

เจมิสัน เกรเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ไม่คิดว่าจีนจะสามารถคุมการส่งออกแร่หายากได้มากนัก เนื่องจากการค้าจะต้องหยุดชะงักลงอย่างมาก โดยกล่าวว่า “ขอบเขตและขนาดของการควบคุมมากเกินจะหยั่งถึง และไม่สามารถปฏิบัติได้จริง”

 

ขณะเดียวกัน เบสเซนต์ได้คาดการณ์ถึงการตอบสนองของพันธมิตรสหรัฐฯ หากจีนเริ่มเคลื่อนไหว โดยกล่าวในที่ประชุมซึ่งจัดโดย CNBC ว่า “เราจะมีการตอบสนองร่วมกันอย่างเต็มรูปแบบ เพราะพนักงานรัฐจีนไม่สามารถควบคุมห่วงโซ่อุปทาน หรือกระบวนการผลิตสำหรับส่วนที่เหลือของโลกได้”

 

พร้อมกับชี้ว่า ‘รัฐมนตรีคลังทั้งหมด‘ ได้อยู่ที่กรุงวอชิงตันเพื่อเข้าร่วม งานประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในสัปดาห์นี้ “ซึ่งเราจะหารือกับพันธมิตรชาติยุโรป ออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย และประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ในเอเชีย”

 

กฎระเบียบใหม่ของจีนที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน ได้กำหนดให้บริษัทในต่างประเทศต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลจีน ก่อนที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์ซึ่งประกอบด้วยแร่หายากที่มีต้นกำเนิดในจีน แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม

 

ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก 100% ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน พร้อมขู่จะยกเลิกการประชุมนอกรอบที่วางไว้กับสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ไม่เพียงเท่านั้น ทรัมป์ยังขู่ว่าจะตัดการค้าน้ำมันปรุงอาหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-Fuel) อีกด้วย 

 

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ระบุว่า ทรัมป์ยังคงเดินหน้าพบปะกับสี จิ้นผิงที่เกาหลีใต้ตามเดิมในปลายเดือนนี้ และยังกล่าวอีกด้วยว่า เป็นโอกาสดีที่เบสเซนต์จะได้เดินทางไปเอเชียล่วงหน้า เพื่อพบปะกับ เหอ ลี่เฟิง (He Lifeng) รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลังจีน

 

เบสเซนต์คาดว่าจะมีการประกาศทางการค้าเกิดขึ้น ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียของทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ที่มาเลเซีย ก่อนไปญี่ปุ่น และเข้าร่วมการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้

ไม่เพียงเท่านั้น เบสเซนต์ยังระบุอีกด้วยว่า สหรัฐฯ ใกล้บรรลุการเจรจาการค้ากับเกาหลีใต้แล้ว โดยการหารือครั้งล่าสุดอยู่ที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ ส่วนการเจรจากับแคนาดาก็กลับเข้าลู่เข้าทางอีกครั้ง เช่นเดียวกับอินเดียที่มีความคืบหน้ามากขึ้น

 

นอกจากนี้ เบสเซนต์ยังปัดตกทัศนะที่มองว่า รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ต้องรีบแจ้นเจรจากับจีน เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังตกต่ำลงอย่างมาก โดยระบุว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการพูดคุยกับจีน

 

เบสเซนต์ยังปัดตกความกังวลต่อปัจจัยพื้นฐานของสกุลเงินดอลลาร์ หลังราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และยังชี้ว่า สกุลเงินยูโรควร ‘แข็งค่าขึ้น’ เมื่อนโยบายการคลังมีการขยายตัว ซึ่งปัจจุบันสกุลเงินยูโรยังไม่แข็งค่าเท่าที่ควรตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์

 

เบสเซนต์ยังวิจารณ์มากเป็นพิเศษถึง หลี่ เฉิงกัง (Li Chenggang) รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์จีน ผู้ซึ่งเคยวิจารณ์เบสเซนต์ว่า ‘ไม่สมประดี’ ในคราวเยือนสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พร้อมเตือนว่า จีนจะสร้างความปั่นป่วนต่อโลกหากสหรัฐฯ ยังมุ่งหน้าเก็บค่าเทียบเรือกับจีน

 

โดยเบสเซนต์ระบุว่าหลี่ เฉิงกัง ไม่ได้รับเชิญให้มาเยือนสหรัฐฯ และยังแสดงความหยามเกียรติด้วยภาษาที่ยั่วยุ

 

นอกจากนี้ เบสเซนต์ยังระบุว่า ไม่สามารถไว้ใจจีนได้ หลังจากที่เคยบอกว่า การส่งออกแร่หายากที่ชะลอตัวลงเป็นผลกระทบจากช่วงหยุดยาวของจีน ซึ่งเสี่ยงนำไปสู่การค้าโลกที่แยกตัว (Decouple) หากจีนยังคงทำตัวไม่น่าเชื่อถือต่อไป

 

ภาพ: Andrew Harnik/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post เบสเซนต์ชูแนวทางพักศึกการค้า ต่อรองจีนคุม ‘แร่หายาก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมอนุมัติส่งออกแร่หายากให้สหรัฐฯ​ หลังลงนามข้อตกลงการค้าไปเมื่อต้นสัปดาห์ https://thestandard.co/china-rare-earth-us-deal/ Fri, 27 Jun 2025 09:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1090034 china-rare-earth-us-deal

กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ในวันนี้ (27 มิถุนายน) ว่า […]

The post จีนเตรียมอนุมัติส่งออกแร่หายากให้สหรัฐฯ​ หลังลงนามข้อตกลงการค้าไปเมื่อต้นสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-rare-earth-us-deal

กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ในวันนี้ (27 มิถุนายน) ว่าจะอนุมัติการส่งออกแร่ธาตุหายาก (Rare Earth) ไปยังสหรัฐฯ ในขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการควบคุมและจำกัดการส่งออกสินค้าบางรายการไปยังจีน

 

แถลงการณ์ของจีนมีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ​และจีน ได้บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกัน โดยลุตนิก เปิดเผยต่อ Bloomberg ว่ามีการลงนามไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และจีนพยายามเจรจา เพื่อบรรลุข้อตกลงในการคลายข้อจำกัดการส่งออกแร่หายาก และแม่เหล็กของจีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงเครื่องบินรบ

 

โดยลุตนิก ยืนยันว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนจะส่งมอบแร่ธาตุหายากให้แก่สหรัฐฯ ก่อนที่สหรัฐฯ จะลดมาตรการตอบโต้

 

ข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ชี้ว่าจีนควบคุมการผลิตและแปรรูปแร่ธาตุหายากทั่วโลกประมาณ 90% 

 

ขณะที่การบรรลุข้อตกลงการค้าดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่สองประเทศบรรลุข้อตกลงลดภาษีศุลกากรหลังการเจรจาที่นครเจนีวา เมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ข้อตกลงกลับล้มเหลวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจ ที่จีนไม่ยกเลิกจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก และดำเนินมาตรการตอบโต้ ด้วยการควบคุมการส่งออกชิป ซอฟต์แวร์ เอทานอล และเครื่องยนต์เจ็ต พร้อมทั้งขู่จะเพิกถอนวีซ่าสหรัฐฯ ของนักศึกษาจีน แต่ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาเจรจากันอีกครั้งที่กรุงลอนดอน ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: United States Treasury / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post จีนเตรียมอนุมัติส่งออกแร่หายากให้สหรัฐฯ​ หลังลงนามข้อตกลงการค้าไปเมื่อต้นสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยื่นหมูยื่นแมว? สหรัฐฯ ปิดดีลแร่ ชิป วีซ่านักเรียนกับจีน ทำไมมีผลกับไทย นับถอยหลังแผนเจรจา ก่อนขีดเส้นตาย 8 ก.ค. https://thestandard.co/us-china-chip-deal-implications-for-thailand/ Thu, 12 Jun 2025 11:14:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1084463

แม้ 2 มหาอำนาจสหรัฐ-จีน ปิดดีลเจรจา โดยสหรัฐเคาะเก็บภาษ […]

The post ยื่นหมูยื่นแมว? สหรัฐฯ ปิดดีลแร่ ชิป วีซ่านักเรียนกับจีน ทำไมมีผลกับไทย นับถอยหลังแผนเจรจา ก่อนขีดเส้นตาย 8 ก.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ 2 มหาอำนาจสหรัฐ-จีน ปิดดีลเจรจา โดยสหรัฐเคาะเก็บภาษีจีน 55% จีนเก็บสหรัฐ 10% แลกปิดดีลแร่หายาก ชิป วีซ่านักเรียนกับจีน

 

ดร.กอบศักดิ์ เตือนสงครามการค้าไม่จบลงง่ายๆ เตือน SME ไทยเตรียมรับศึกหนัก ขณะที่ภาคเอกชนยังคงลุ้นรัฐบาลเร่งเจรจาสหรัฐลดภาษีลงอีก 36% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ หมายความว่า ณ วันนี้ ไทยเหลือเวลาที่จะเปิดการเจรจาไม่ถึงเดือน

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Dr.KOB” ว่า ถึงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนว่า “ปิดดีลจีน-โดน Tariff สหรัฐที่ 55% !!” โดย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ สรุปข้อตกลงล่าสุดให้โลกฟังว่า หลังเจรจากัน 2 ครั้ง สหรัฐจะได้เข้าถึง rare earths (แร่หายาก) , magnets ส่วนจีนจะได้ชิป และวีซ่าสำหรับนักเรียนจีน โดยสหรัฐคิดภาษีจีน 55% และจีนคิดภาษีสหรัฐ 10%

 

 

“ทั้งหมดรอการพิจารณาของท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ซึ่งจะมีนัยกับไทย เพราะจากที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เคยบอกไว้เสมอ 36% คืออัตราสูงสุดสำหรับไทย หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้ลดเลยที่อัตรานี้ เราจะยังได้เปรียบสินค้าจีนประมาณ 20% ถ้าเรามีข้อเสนอที่ดี สหรัฐพอใจก็คงจะลดให้จากอัตราดังกล่าวบ้าง”

 

ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา 1.ได้เหลือ 10-20% 2.ไม่ต่างจากคู่แข่งของเรามากนัก ในสงครามการค้าโลกรอบนี้ ประเทศไทยก็ถือว่าพอไปได้ ส่งออกไทยก็น่าจะมีทางออก ในช่วงครึ่งหลังของปี สามารถไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนโดน 55% “China Flooding” ก็จะเป็นปัญหาให้ไทยหนักใจ คงต้องเตรียมมาตรการช่วย SMEs ในประเทศรับมือบรรเทาผลกระทบและเร่งหาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เพื่อให้ไทยลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐให้เหลือ 10% จากปัจจุบันที่ 18.3% จะได้ไม่ต้องเป็นลูกไล่ของเขา เพราะยังจะวุ่นวายอย่างนี้ไปอีกหลายปี

 

ด้านธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยยังคงประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.5-2%

 

 

ลุ้นรัฐบาลเร่งเจรจา ห่วงเศรษฐกิจถดถอย GDP ไทยโตต่ำ 1%

 

โดยหนึ่งในปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยคือ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยเฉพาะเวลานี้ใกล้จะครบกำหนด 90 วัน ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568

 

“หลายประเทศยังอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งยังไม่มีประเทศไหนที่เจรจาสำเร็จมากนัก หอการค้าไทยจึงประเมิน ความเสียหายที่จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย เบื้องต้น มูลค่าจะหายไปราว1.5-2 แสนล้านบาท ซึ่งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องนี้มีผลต่อความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภค และภาคเอกชน เพราะอาจจะกระทบทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยมีโอกาสโตต่ำกว่า 1% ได้ หากภาษีสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง 36%”

 

ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการคู่ขนานคือ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะงบ 1.75 แสนล้านบาท โดยเร็ว รวมไปถึงมาตรการทางการเงิน ลดดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวตามเป้า 35 ล้านคน

 

พร้อมทั้งเร่งให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์การการปกครองส่วนท้องถิ่นกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งหากสามารถดำเนินการ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ในกรอบได้

 

ทั้งนี้ หากดูผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนพฤษภาคม 2568 นั้นก็จะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 54.2 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 27 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

 

“ประชาชนและภาคเอกชนยังกังวลภาษีสหรัฐและการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ดังนั้นปีนี้ห่วงว่า เศรษฐกิจไทย มีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย” ดร.ธนวรรธน์ ทิ้งท้าย

 

นับถอยหลังไทยสรุปผลเจรจาสหรัฐ ก่อนขีดเส้นตาย 8 ก.ค.

 

รายงานข่าวระบุว่า ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่าง ไทยกับสหรัฐ อยู่ระหว่างเตรียมเดินทางไปหารือ โดย พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเป็นหัวหน้าคณะเจรจาทีมไทยแลนด์ ซึ่งล่าสุดสหรัฐตอบรับนัดหมายแล้ว ภายใต้กรอบการเจรจา 5 ประเด็น

 

ทั้งนี้ การเก็บภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ หรือเหลือเวลาที่จะเปิดการเจรจาไม่ถึงเดือน

 

ภาพ: photovs / Getty Images, wildpixel / Getty Images

The post ยื่นหมูยื่นแมว? สหรัฐฯ ปิดดีลแร่ ชิป วีซ่านักเรียนกับจีน ทำไมมีผลกับไทย นับถอยหลังแผนเจรจา ก่อนขีดเส้นตาย 8 ก.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: แร่ Rare Earth คืออะไร ทำไมทรัมป์อยากได้? l NEWS DIGEST #122 https://thestandard.co/news-digest-26022025/ Wed, 26 Feb 2025 14:34:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1046173

สงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินมา 3 ปีแล้ว เราทราบกันดีว่าสห […]

The post ชมคลิป: แร่ Rare Earth คืออะไร ทำไมทรัมป์อยากได้? l NEWS DIGEST #122 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สงครามรัสเซีย-ยูเครนดำเนินมา 3 ปีแล้ว เราทราบกันดีว่าสหรัฐฯ กลายเป็นผู้สนับสนุนหลักในการช่วยเหลือยูเครนทั้งด้านงบประมาณและอาวุธสงคราม แต่เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ หวนคืนสู่ทำเนียบขาว เขาประกาศชัดเจนว่าสหรัฐฯ ต้องได้รับผลตอบแทนจากเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ถูกใช้ไปในการช่วยเหลือ

 

ล่าสุดทรัมป์ผลักดันข้อตกลงให้ยูเครนมอบสิทธิ์ในการเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Minerals) หรือว่าแร่หายากซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญต่อเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

 

ข้อตกลงนี้มีความหมายอย่างไรต่ออนาคตของยูเครน และเหตุใดแร่ Rare Earth จึงมีความสำคัญต่อเวทีโลก ติดตามทั้งหมดนี้ใน News Digest

The post ชมคลิป: แร่ Rare Earth คืออะไร ทำไมทรัมป์อยากได้? l NEWS DIGEST #122 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูเครนตอบรับข้อตกลงแร่หายากกับสหรัฐฯ หวังวอชิงตันช่วยรับประกันความมั่นคง https://thestandard.co/ukraine-us-rare-earth-minerals-deal-security-guarantee/ Wed, 26 Feb 2025 02:25:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1045812 ข้อตกลงแร่หายากยูเครนสหรัฐ: ประธานาธิบดีเซเลนสกีตอบรับข้อเสนอหลังปรับเงื่อนไข

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยูเครนเปิดเผยว่า รัฐบาลยูเค […]

The post ยูเครนตอบรับข้อตกลงแร่หายากกับสหรัฐฯ หวังวอชิงตันช่วยรับประกันความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้อตกลงแร่หายากยูเครนสหรัฐ: ประธานาธิบดีเซเลนสกีตอบรับข้อเสนอหลังปรับเงื่อนไข

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลยูเครนเปิดเผยว่า รัฐบาลยูเครนได้ตอบรับเงื่อนไขข้อตกลงแร่ธาตุหายากกับสหรัฐฯ แล้ว โดยการตอบรับข้อตกลงมีขึ้นหลังจาก “ตัดสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ทั้งหมดออกไป” ก่อนจะได้ผลลัพธ์ที่ออกมาในเชิงบวก

 

รายงานจากสื่อหลายสำนักระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยกเลิกข้อเรียกร้องเบื้องต้นสำหรับสิทธิ์ในการได้รับรายได้จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไม่ได้ให้การรับประกันความมั่นคงอย่างแน่ชัดแก่ยูเครน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญที่ยูเครนต้องการ

 

แหล่งข่าวของยูเครนยังเผยว่า ร่างข้อตกลงดังกล่าวมีการอ้างถึงเรื่องความมั่นคง แต่ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงพันธกรณีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของเคียฟก่อนหน้านี้

 

“มีข้อกำหนดทั่วไปที่ระบุว่า อเมริกาจะลงทุนในยูเครน ที่มีอำนาจอธิปไตยที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรือง โดยจะมีการดำเนินการเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน และอเมริกาให้การสนับสนุนความพยายามในการรับประกันด้านความมั่นคง” 

 

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องส่วนแบ่งมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์ จากแร่ธาตุหายากของยูเครน เพื่อชดเชยเงินช่วยเหลือมหาศาลในช่วงสงครามที่ยูเครนได้รับจากสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ปฏิเสธ

 

ขณะที่ทรัมป์ กล่าววานนี้ (25 กุมภาพันธ์) ว่าได้บรรลุข้อตกลงกับยูเครนแล้ว และยูเครนจะได้รับ ‘สิทธิในการสู้ต่อ’ เพื่อแลกกับข้อตกลงดังกล่าว

 

“พวกเขากล้าหาญมาก แต่หากไม่มีสหรัฐฯ เงินทุน และอุปกรณ์ทางทหาร สงครามครั้งนี้คงจบลงภายในเวลาอันสั้น” เขากล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

ทรัมป์ ยังแสดงความคาดหวังว่า เซเลนสกีจะไปลงนามในข้อตกลงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งแหล่งข่าวในรัฐบาลยูเครนเผยว่า เซเลนสกีจะเดินทางไปยังวอชิงตันในวันศุกร์

 

ด้าน AFP รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวในยูเครนว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ และยูเครน ร่วมกันพัฒนาความมั่งคั่งจากแร่ธาตุหายาก หรือแรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ในเทคโนโลยีด้านอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟน ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ 

 

โดยรายได้จากแร่หายากเหล่านี้จะเข้ากองทุนที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งจะเป็น ‘กองทุนร่วมสำหรับยูเครนและสหรัฐฯ’

 

ภาพ: Shannon Stapleton/File Photo/Reuters

อ้างอิง:

The post ยูเครนตอบรับข้อตกลงแร่หายากกับสหรัฐฯ หวังวอชิงตันช่วยรับประกันความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมกมาที่พบตามซากภูเขาไฟโบราณดับสนิท อาจเป็นที่มาของแหล่งพลังงานแห่งอนาคต https://thestandard.co/volcanic-magma-future-energy/ Fri, 08 Nov 2024 01:03:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1006056 แมกมา

เมื่อต้นปี 2023 มีรายงานการค้นพบแร่ธาตุหายาก หรือ ‘แรร์ […]

The post แมกมาที่พบตามซากภูเขาไฟโบราณดับสนิท อาจเป็นที่มาของแหล่งพลังงานแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมกมา

เมื่อต้นปี 2023 มีรายงานการค้นพบแร่ธาตุหายาก หรือ ‘แรร์เอิร์ธ’ ปริมาณมากกว่า 1 ล้านตันในพื้นที่คิรูนา ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน

 

ถือเป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นในวงการด้านนี้อยู่พอสมควร ด้วยเหตุที่แร่ธาตุหายากเป็นของจำเป็นในการผลิตพลังงานสะอาด ทั้งแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV, นำมาผลิตซีเรียม (Ce) ที่ถูกใช้ในตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อลดมลพิษจากก๊าซไอเสีย ผลิตเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ทโฟนที่เราใช้กันทุกวันนี้ ในแต่ละเครื่องก็มีแร่ธาตุหายากถึง 8 ชนิด และนำมาผลิตเป็นแม่เหล็กนีโอไดเมียม (Nd) ซึ่งเป็นแม่เหล็กแรงสูงที่ใช้ในเครื่อง MRI ทางการแพทย์ 

 

ทุกวันนี้ 60% ของผลผลิตทั่วโลกล้วนแล้วแต่มาจากประเทศจีน การพบแหล่งแร่ธาตุหายากในสวีเดนจึงถือเป็นโอกาสที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปจะสามารถลดการนำเข้าที่ต้องพึ่งพาจีนในตัวเลขที่มากถึง 98% ลงไปได้

 

ทำไมถึงเรียกว่าแร่ธาตุหายาก

 

แรร์เอิร์ธ (Rare-Earth Element) หรือแร่ธาตุหายาก เป็นกลุ่มธาตุ 15 ชนิดในตารางธาตุที่เรียกว่าชุดแลนทาไนด์ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตวัสดุเฉพาะทางต่างๆ ในทางอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้ ที่สำคัญคือแม้แรร์เอิร์ธจะเป็นแร่ธาตุที่พบได้ทั่วไปในชั้นเปลือกโลก แต่ด้วยคุณสมบัติทางธรณีเคมีที่มักพบได้แบบกระจัดกระจายในลักษณะที่มีความเข้มข้นต่ำ จนไม่คุ้มค่าในการขุดขึ้นมาใช้ จึงได้ชื่อเรียกว่าแร่ธาตุหายาก

 

งานวิจัยล่าสุด

 

ดร.ไมเคิล อาเนนเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ตั้งข้อสังเกตจากเรื่องราวการค้นพบแร่ธาตุหายากในพื้นที่คิรูนาของสวีเดนถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมแรร์เอิร์ธปริมาณมากมายถึงไปกองรวมกันอยู่ตรงนั้น มันไม่น่าจะมาด้วยความบังเอิญ แต่อาจเป็นเพราะพื้นที่ตรงนั้นมีลักษณะที่พิเศษ นั่นคือเป็นพื้นที่ของภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิทไปแล้ว

 

โดยพื้นที่คิรูนานั้นแท้จริงแล้วคือภูเขาไฟไม่มีพลัง ซึ่งก็คือภูเขาไฟโบราณอายุ 1,600 ล้านปีที่ดับสนิทมาตั้งแต่ยุคนั้น การระเบิดครั้งสุดท้ายทำให้สารละลายที่มีธาตุเหล็กสูงในแมกมาตกตะกอนลงบนผนังฐานของแร่พอร์ฟิรีไซเอไนต์ จากนั้นชั้นแร่จะถูกปกคลุมด้วยตะกอนภูเขาไฟ (ควอตซ์พอร์ฟิรี) และหินตะกอน ซึ่งแน่นอนว่าภูเขาไฟไม่มีพลัง ชนิดที่มีธาตุเหล็กในแมกมาสูงขนาดนี้เป็นของที่ไม่อาจสำรวจพบได้ง่ายๆ ทีมงานของ ดร.ไมเคิล อาเนนเบิร์ก จึงต้องวิจัยผ่านแบบจำลอง 

 

ทีมงานสร้างห้องแมกมาจำลองขึ้นมาโดยใช้หินสังเคราะห์ที่มีองค์ประกอบคล้ายตัวอย่างหินที่เก็บจากคิรูนา ประเทศสวีเดน ซึ่งก็คือภูเขาไฟโบราณที่ดับสนิท หรือภูเขาไฟไม่มีพลังดังกล่าว จากนั้นก็นำตัวอย่างหินไปใส่ในเตาเผาที่มีแรงดันสูงและอุณหภูมิที่สูงมาก จนเมื่อหินหลอมละลายก็จะกลายเป็นสิ่งที่คล้ายแมกมา ทีมงานพบว่าแมกมาที่อุดมไปด้วยเหล็กจากคิรูนาจะดูดซับธาตุหายากทั้งหมดจากสภาพแวดล้อมโดยรอบในอัตราที่สูงกว่าแมกมาที่พบจากภูเขาไฟอื่นๆ ถึง 200 เท่า

 

แน่นอนว่าแม้ภูเขาไฟโบราณที่มีแมกมาอุดมด้วยธาตุเหล็กจะหายาก แต่ในความเห็นของ ดร.ไมเคิล อาเนนเบิร์ก นั้นน่าจะสำรวจพบได้ในทวีปหรือประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ชิลี และออสเตรเลีย โดยการค้นพบในครั้งนี้ถือเป็นข้อมูลอันมีค่าสำหรับนักธรณีวิทยาภาคสนาม ในการช่วยค้นหาแหล่งแร่ธาตุหายากที่มีคุณค่าและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายากได้

 

สำหรับในสวีเดนนั้น เนื่องจากบริเวณคิรูนาซึ่งเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก และมีการทำเหมืองเหล็กมานับ 100 ปีแล้ว ดร.ไมเคิล อาเนนเบิร์ก ให้ความเห็นว่าให้มองเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และด้วยปริมาณดังกล่าว “เราอาจไม่จำเป็นต้องขุดทรัพยากรจากที่ใหม่อีกต่อไป” เขากล่าวปิดท้าย

 

ทีมงานตีพิมพ์​ผลงาน​ศึกษา​ครั้งนี้​ลงในวารสาร: https://www.geochemicalperspectivesletters.org/article2436/

 

ภาพ: Leon Neal / Getty Images 

อ้างอิง:

The post แมกมาที่พบตามซากภูเขาไฟโบราณดับสนิท อาจเป็นที่มาของแหล่งพลังงานแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่งฝังกลบกากแคดเมียมภายใน 15 วัน พร้อมสั่งค้นหากากแร่ที่เหลือกว่า 10,000 ตัน https://thestandard.co/pm-order-cover-up-cadmium/ Sat, 06 Apr 2024 07:28:50 +0000 https://thestandard.co/?p=920275 กากแคดเมียม

วันนี้ (6 เมษายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตร […]

The post นายกฯ สั่งฝังกลบกากแคดเมียมภายใน 15 วัน พร้อมสั่งค้นหากากแร่ที่เหลือกว่า 10,000 ตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กากแคดเมียม

วันนี้ (6 เมษายน) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียถึงการติดตามการลงพื้นที่เพื่อจัดการปัญหาการจัดเก็บกากแร่แคดเมียมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่จังหวัดสมุทรสาคร และได้แจ้งมาว่า

 

แคดเมียมทั้งหมดจะถูกเก็บในโกดังของโรงงานภายในวันที่ 5 เมษายน เพื่อให้การควบคุมดูแลเป็นไปอย่างรัดกุม ก่อนขนย้ายกากแคดเมียมทั้งหมดไปกำจัดให้ถูกต้องตาม EIA ภายใน 7 วัน ซึ่งต้นทางคือจังหวัดตาก โดยให้ฝังกลบภายใน 15 วัน และต้องค้นหาแคดเมียมที่เหลือกว่า 10,000 ตัน (พบสูญหาย และตัวเลขไม่ตรงกับที่บริษัททำเอกสารเคลื่อนย้ายไว้) เพื่อกำจัดให้ถูกต้องโดยเร็ว

 

“เราต้องหาให้เจอว่าระบบการกำกับดูแลบกพร่องมีปัญหาอย่างไร เหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก” เศรษฐาระบุ

 

เศรษฐายังระบุด้วยว่า เบื้องต้นกรมควบคุมมลพิษได้เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม และตรวจสอบพื้นดินบริเวณชุมชนเหนือลมและท้ายลมในระยะ 10 เมตร ยังไม่พบไอระเหยสารเคมีในบรรยากาศที่กระทบต่อสุขภาพ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันทำงาน ตลอดจนตรวจสอบการจัดการในโรงงานอื่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และกวดขันให้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น

The post นายกฯ สั่งฝังกลบกากแคดเมียมภายใน 15 วัน พร้อมสั่งค้นหากากแร่ที่เหลือกว่า 10,000 ตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เป็นไปได้ยาก…ไทยติดอันดับโลก’ เมื่อปมข่าว ‘แร่ลิเธียม’ เขย่าความจริงสังคมไทย https://thestandard.co/key-messages-thailand-and-lithium/ Sat, 20 Jan 2024 13:37:00 +0000 https://thestandard.co/?p=890172

“วันนี้ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบกว่าหลายประเทศ เพราะเราย […]

The post ‘เป็นไปได้ยาก…ไทยติดอันดับโลก’ เมื่อปมข่าว ‘แร่ลิเธียม’ เขย่าความจริงสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

“วันนี้ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบกว่าหลายประเทศ เพราะเรายืนยันแล้วว่ามี ‘ธาตุลิเธียม’ ส่วนจะมีปริมาณเท่าไรก็ต้องสำรวจกันต่อไป ดังนั้นเราได้ก้าวนำคนอื่นเพราะมีวัตถุดิบในมือ เราเข้าสู่ความจริงของการใช้ประโยชน์”

 

ผศ.ดร.อลงกต ฝั้นกา หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยแร่และศิลาวิทยาประยุกต์ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษในทุกข้อสงสัยกับ THE STANDARD ถึงเรื่องราวของธาตุลิเธียมที่ถูกค้นพบในประเทศไทย อีกทั้งตัวเลขการมีอยู่และอันดับการถือครองที่สร้างความตื่นเต้น จนกลายเป็นที่พูดถึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

14.8 ล้านตัน – อันดับที่ 3 ของโลก

 

ผศ.ดร.อลงกต กล่าวว่า ตอนที่ได้ยินข่าวว่าประเทศไทยถือครองธาตุลิเธียมเป็นอันดับ 3 ของโลก ยอมรับว่าตกใจไม่ต่างจากทุกคน ในส่วนที่ตนเองศึกษาวิจัยเป็นการสำรวจว่าในพื้นที่เป้าหมายมีแหล่งแร่ธาตุลิเธียมอยู่หรือไม่ ซึ่งผลก็คือเราพบว่ามีแร่ธาตุชนิดนี้อยู่จริงที่จังหวัดพังงา 

 

แต่ด้วยฐานะที่เป็นเพียงนักวิชาการและผู้ทำวิจัย จึงไม่สามารถเข้าถึงตัวเลขว่าสรุปแล้วในใต้ชั้นดินมีปริมาณแหล่งแร่ธาตุลิเธียมมากน้อยเท่าใด เนื่องจากตัวเลขส่วนนี้จะมีเพียง 2 องค์กรที่จะทราบได้คือ บริษัทที่ขออนุญาตสำรวจและหน่วยงานของภาครัฐ ซึ่งกิจกรรมส่วนนี้อยู่ในการกำกับดูแลของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเมืองแร่ (กพร.) สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

ตัวเลขประมาณ 14 ล้านตัน ที่ทำให้เกิดการพูดถึงในสังคม ผศ.ดร.อลงกต ระบุว่า เพราะตัวเลขนี้ไม่ได้ถูกเจาะว่าเป็นตัวเลขจากมุมมองไหน ซึ่งมี 3 มุม คือ

 

  • ปริมาณทางธรณีของทรัพยากรแร่ (Mineral Resource) หรือตัวเลขทรัพยากรแร่ทั้งหมดที่ยังไม่ได้ผ่านการประเมินว่าสามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ประโยชน์ได้เท่าใด

 

  • ปริมาณแร่สำรอง ซึ่งปริมาณนี้ก็จะต้องลดลงมาอีกระดับหนึ่ง เพราะปริมาณดังกล่าวผ่านการประเมินแล้วว่าสามารถนำมาใช้ได้ในทางเศรษฐกิจ 

 

  • ตัวเลขของธาตุลิเธียมที่สามารถใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม 

 

ผศ.ดร.อลงกต กล่าวต่อว่า เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังมองหาอยู่คือ ธาตุลิเธียมที่จะนำมาเป็นตัวตั้งต้นในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ แก้วเซรามิก ซึ่งธาตุลิเธียมนี้สามารถอยู่ได้ในหลายแร่ หนึ่งในนั้นคือแร่เลพิโดไลต์ (Lepidolite) ซึ่งพบที่จังหวัดพังงา ประเทศไทย ทั้งนี้ เรายังพบอีกว่า แร่เลพิโดไลต์สามารถอยู่ร่วมกันกับแร่ชนิดอื่นๆ รวมทั้งดีบุกได้ด้วย โดยการอยู่ร่วมกันทั้งหมดนี้อยู่ในรูปแบบหินอัคนีเนื้อผลึกหยาบที่เรียกว่าหินเพกมาไทต์ (Pegmatite)

 

ในการประเมินเกรด (ความสมบูรณ์) ของธาตุลิเธียม คือการนำหินเพกมาไทต์มาวิเคราะห์ว่าในหิน 100% มีส่วนประกอบแร่ใดบ้าง โดยข้อมูลจากที่เก็บตัวอย่างมาศึกษาเข้าห้องทดลองตรงกับที่ กพร. ระบุไว้คือ ในแร่เลพิโดไลต์มีธาตุลิเธียมประมาณ 0.4% หากเทียบกับหลายๆ ที่ที่ค้นพบธาตุลิเธียมจากทั่วโลก เกรดเท่านี้ถือว่าอยู่ในค่าประมาณเดียวกัน

 

โอกาสที่ไทยจะถือครองลิเธียมติดอันดับโลก

 

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะมีธาตุลิเธียมปริมาณมากจนติดอันดับโลก ผศ.ดร.อลงกต กล่าวว่า ส่วนตัวยังมองว่า ณ วันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ใน 3 อันดับแรกของโลกหรือแม้แต่ 10 อันดับแรกของโลก ซึ่งการจะติดอันดับโลกยังถือว่าเป็นไปได้ยากอยู่ 

 

แต่ทั้งนี้ ตนอยากให้มองในมิติที่ทรัพยากรชนิดนี้จำกัดด้วยพื้นที่ เช่น ที่ประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศจีน ขนาดของพื้นที่มีความแตกต่างกัน โอกาสที่จะมีแหล่งแร่ธาตุนี้ก็มีต่างกัน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงศักยภาพในการสำรวจที่มีด้วย 

 

ธาตุลิเธียมในไทยตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง

 

ผศ.ดร.อลงกต กล่าวยกตัวอย่างว่า ให้เรามองว่าธาตุลิเธียมเปรียบเหมือนวัตถุดิบ แบตเตอรี่รถยนต์คือผลิตภัณฑ์ การจะนำวัตถุดิบแปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์ระหว่างทางต้องมีกลไกและกระบวนการอีกมากที่จะต้องเข้ามาตอบโจทย์ก่อน ในส่วนของตนเองที่เป็นนักวิจัยที่มีข้อมูล และในส่วนของวัตถุดิบ ก็ถือว่ายังพูดได้ยากว่าเราจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวขนาดนั้นได้หรือไม่

 

แต่ทั้งนี้ตนก็มองว่า ยังเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะสามารถผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แต่นั่นคือเราต้องมีกระบวนการอีกมาก เริ่มต้นจากการวิจัยว่าแร่ที่เรามีอยู่จะต้องผ่านการจัดการใดบ้างให้แร่เลพิโดไลต์ไม่ปะปนกับแร่อื่นๆ จากนั้นเข้าสู่การดึงธาตุลิเธียมออกมาจากแร่เพื่อใช้งาน

 

“เทคโนโลยีและกระบวนการต่างๆ ล้วนมีต้นทุน จึงต้องขึ้นอยู่กับกลไกทางด้านเศรษฐศาสตร์เป็นลำดับต่อไป” ผศ.ดร.อลงกต กล่าว

 

แร่ธาตุทางเลือกอื่นที่มีธาตุลิเธียมประกอบ

 

ผศ.ดร.อลงกต กล่าวว่า ธาตุลิเธียมที่พบในประเทศไทยคือพบในแร่เลพิโดไลต์ ซึ่งธาตุตัวนี้ยังสามารถพบได้จากแร่ธาตุอื่นๆ จากแหล่งอื่นในโลก อาทิ ธาตุลิเธียมจากแร่สปอดูมีน (Spodumene) ซึ่งมีสีชมพูหรือม่วง เกิดในหินอัคนี พบมากในประเทศออสเตรเลียและจีน และพบธาตุลิเธียมได้ในตระกูลเกลือ ซึ่งพบในกลุ่มประเทศแถบอเมริกาใต้

 

ฉะนั้นคนก็จะตั้งข้อสังเกตว่า การเกิดของธาตุลิเธียมนอกจากการเกิดร่วมกันในหินอัคนีแล้ว ยังพบว่ามีในเกลือได้ จึงมีคำถามตามมาว่า ประเทศไทยจะสามารถค้นพบธาตุลิเธียมจากเกลือได้หรือไม่ ซึ่งตอนนี้มีหลายคนที่เริ่มให้ความสนใจเกลือสินเธาว์ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในส่วนนี้ยังเป็นเพียงสมมติฐาน

 

ผศ.ดร.อลงกต อธิบายถึงสมมติฐานในการค้นพบธาตุลิเธียมในแร่เลพิโดไลต์ที่ประเทศไทย โดยตั้งต้นว่า แร่เลพิโดไลต์สามารถเกิดร่วมกันกับดีบุก ซึ่งประเทศไทยค้นพบดีบุกจำนวนมากมาตั้งแต่สมัยอดีต ฉะนั้นย่อมเป็นไปได้ที่จะสามารถพบเจอแร่เลพิโดไลต์ที่ประเทศไทย และยังพบได้อีกหลายพื้นที่นอกจากจังหวัดพังงา

 

“เราสามารถพูดได้ว่าการค้นพบธาตุลิเธียมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การวิจัยของเราจึงเป็นการทำเพื่อให้สามารถขยายการค้นพบไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้” ผศ.ดร.อลงกต กล่าว

 

พบมากหรือพบน้อย…ครั้งนี้คือโอกาสของไทย

 

ผศ.ดร.อลงกต กล่าวว่า ก่อนที่จะมีกระแสข่าวเรื่องการค้นพบธาตุลิเธียมที่ประเทศไทยในครั้งนี้ ที่ผ่านมามีนักวิจัยและบริษัทเอกชนจำนวนมากที่สนใจมาศึกษาค้นหาธาตุลิเธียมที่ประเทศไทย เพราะเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อมีความต้องการใช้ธาตุดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นายทุนเองก็ต้องมองหาโอกาส นักลงทุนก็ต้องมองหาแหล่งแร่ธาตุ และเมื่อมีปรากฏการณ์นี้ในไทยขึ้นมา จากนี้ประเทศเราจึงถือเป็นเป้าหมายของการลงทุน ใครเริ่มก่อนมีโอกาสก่อน แต่จะมีเท่าไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

สำหรับสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน ผศ.ดร.อลงกต กล่าวว่า ตามที่ศึกษามาทางทฤษฎียังไม่มีการสำรวจชัดเจน แต่ที่พอเป็นไปได้คือตอนกลางของประเทศเวียดนาม, อินโดนีเซีย และเมียนมา ที่อาจพบธาตุลิเธียมได้ แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ยังไม่มีการสำรวจชัดเจนเท่าบ้านเรา 

 

“วันนี้ประเทศไทยถือว่าได้เปรียบกว่าหลายประเทศ เพราะเรายืนยันแล้วว่ามีธาตุลิเธียม ส่วนจะมีปริมาณเท่าไรก็ต้องสำรวจกันต่อไป ดังนั้นเราได้ก้าวนำคนอื่นแล้ว เพราะวัตถุดิบในมือเราเข้าสู่ความจริงของการใช้ประโยชน์” ผศ.ดร.อลงกต กล่าว

 

ผศ.ดร.อลงกต กล่าวทิ้งท้ายว่า ทรัพยากรทุกอย่างในธรรมชาติของบ้านเราใช้แล้วล้วนหมดไป เมื่อเราใช้ได้ครั้งเดียว เราจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นมีศักยภาพอะไรบ้าง อย่างที่จังหวัดพังงา ในอดีตเรารู้เพียงว่าเป็นแหล่งดีบุก ดีบุกใช้ได้ ขายได้ เราก็คัดใช้แค่ดีบุก แล้วทิ้งแร่ที่อื่นๆ ไป แต่ ณ วันนี้ไม่ว่าจะเป็นแร่อะไรก็ล้วนมีประโยชน์

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘เป็นไปได้ยาก…ไทยติดอันดับโลก’ เมื่อปมข่าว ‘แร่ลิเธียม’ เขย่าความจริงสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียเดิมพันครั้งใหม่! รัฐบาลทุ่ม 4 แสนล้านบาทวิจัยแร่หายาก หวังชนะในสมรภูมิ Geopolitics สู่ผู้นำซัพพลายเชน ‘ชิป-EV-แบตเตอรี่’ ระดับโลก https://thestandard.co/australia-new-bet-for-rare-earth-research/ Mon, 08 Jan 2024 08:21:33 +0000 https://thestandard.co/?p=885365 ออสเตรเลีย

นานาประเทศเริ่มแสวงหาทรัพยากรแร่กันมากขึ้น เช่นเดียวกับ […]

The post ออสเตรเลียเดิมพันครั้งใหม่! รัฐบาลทุ่ม 4 แสนล้านบาทวิจัยแร่หายาก หวังชนะในสมรภูมิ Geopolitics สู่ผู้นำซัพพลายเชน ‘ชิป-EV-แบตเตอรี่’ ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลีย

นานาประเทศเริ่มแสวงหาทรัพยากรแร่กันมากขึ้น เช่นเดียวกับรัฐบาลออสเตรเลียที่ยอมทุ่มกว่า 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 4 แสนล้านบาท ในการวิจัยแร่หายาก เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมต้นน้ำป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด หรือนี่อาจเป็นจังหวะช่วงชิงโอกาสจากปัญหา Geopolitics สู่การเป็นประเทศผู้ผลิตระดับโลกในอนาคตหรือไม่ 

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลออสเตรเลียจัดสรรเงิน 22 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (หรือ 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับการวิจัยแร่หายากและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยแผนดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลประเทศในการเป็นจัดหาผู้ผลิตและจัดหาห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดของโลก และเพื่อเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศที่ลดคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 

 

โดยงานวิจัยใหม่นี้จะช่วยให้ออสเตรเลียพัฒนาแร่หายาก ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อป้อนให้กับการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ หรือการผลิตกังหันลม

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

นอกจากนี้แพ็กเกจการลงทุนมหาศาลครั้งนี้มี 2 เป้าหมายหลัก คือ การเดิมพันในการเป็นประเทศผู้ผลิตห่วงโซ่อุปทานของโลก ที่นานาประเทศรวมถึงออสเตรเลียต่างกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียว และเพื่อลดการพึ่งพาจีนซึ่งเป็นทั้งซัพพลายเออร์ทรัพยากรแร่รายหลักและเป็นรายใหญ่ของโลก 

 

อย่างไรก็ตาม การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากจีนกลับมาเข้มงวดการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ในการเปลี่ยนแร่หายากให้เป็นแม่เหล็กถาวร ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเครื่องยนต์ EV และกังหันลมอีกด้วย

 

ทั้งนี้ การลงทุนวิจัยรัฐบาลออสเตรเลียจะแบ่งออกเป็น 3 โครงการ ดังนี้ 

 

ส่วนแรก มูลค่ากว่า 14 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียจะมอบให้กับองค์การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งออสเตรเลีย (ANSTO) สำหรับการทำวิจัยเพื่อเร่งการค้นพบ การสกัด และการแปรรูปธาตุหายากจากแหล่งสะสมคุณภาพต่ำ

 

ส่วนอีก 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียจะมอบให้กับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม (CSIRO) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐบาล โดยจะพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและองค์ความรู้ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมปลายน้ำสำหรับโลหะ ซึ่งนอกจากแร่หายากแล้วยังรวมถึงลิเทียมและทังสเตนด้วย  

 

และส่วนสุดท้ายมูลค่า 2.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียจะมุ่งไปที่การสำรวจการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศสำหรับแกลเลียม เจอร์เมเนียม และอินเดียม ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีองค์ประกอบสำคัญในการผลิตชิป และเป็นหนึ่งในแร่ธาตุที่จีนควบคุมการส่งออกเมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศโลก ประกอบกับแร่ธาตุที่สำคัญและแร่หายากได้กลายมาเป็นประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยจีนยังคงประเทศมหาอำนาจด้านการจัดหา การแปรรูป และการกลั่น ขณะเดียวกันประเทศแถบตะวันตกและประเทศอื่นๆ ก็เริ่มมองหาทางเลือกอื่นเพื่อลดการพึ่งพาจีน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายประเทศจะพยายามลดช่องว่างกับจีน ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งหรือเป็นไปไม่ได้ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ประเทศจีนครองสัดส่วนการผลิตถึง 70% ของอุปทานแร่หายากทั่วโลก และ 85% จีนเป็นผู้แปรรูปแร่หายาก ยังไม่นับรวมอีก 90% ที่จีนก็เป็นผู้ผลิตแม่เหล็กหายาก

 

อ้างอิง: 

The post ออสเตรเลียเดิมพันครั้งใหม่! รัฐบาลทุ่ม 4 แสนล้านบาทวิจัยแร่หายาก หวังชนะในสมรภูมิ Geopolitics สู่ผู้นำซัพพลายเชน ‘ชิป-EV-แบตเตอรี่’ ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
CHIP WAR: แกลเลียม-เจอร์เมเนียมสำคัญอย่างไร จีนจำกัดส่งออก กระทบเราแค่ไหน https://thestandard.co/why-is-gallium-germanium-important/ Fri, 04 Aug 2023 14:15:37 +0000 https://thestandard.co/?p=825750 แกลเลียม เจอร์เมเนียม จีน

มาตรการจำกัดการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียมของจีนเริ่ม […]

The post CHIP WAR: แกลเลียม-เจอร์เมเนียมสำคัญอย่างไร จีนจำกัดส่งออก กระทบเราแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกลเลียม เจอร์เมเนียม จีน

มาตรการจำกัดการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียมของจีนเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาและสร้างความวิตกกังวลให้กับหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากแกลเลียมและเจอร์เมเนียมเป็นสินแร่หายากและเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเปรียบเสมือนมันสมองของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ 

 

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการนี้อาจเป็นกระสุน ‘นัดแรก’ ที่ปักกิ่งหมายใช้ในการทำสงครามชิปกับสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้วอชิงตันและชาติพันธมิตรที่เพิ่มความกดดันต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน

 

แต่ก่อนจะลงลึก เราไปดูรายละเอียดมาตรการและทำความรู้จักสองแร่ธาตุสำคัญนี้กันก่อน

 

จีนกำหนดเงื่อนไขอะไรในการส่งออกสินแร่หายาก

 

ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ของจีนและสำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2023 เป็นต้นไป ผู้ส่งออกของจีนจะต้องยื่นคำขออนุญาตก่อนส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแกลเลียมและเจอร์เมเนียมในใบขออนุญาตดังกล่าว ผู้ส่งออกจะต้องแสดงสัญญาการส่งออกที่เกี่ยวข้อง หลักฐานของผู้ใช้ปลายทาง ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับผู้นำเข้าและผู้ใช้ปลายทาง 

 

แต่ หม่าจี้หัว นักวิเคราะห์ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรม กล่าวว่า คำสั่งจำกัดการส่งออกดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งห้ามโดยสิ้นเชิง แต่ยอมรับว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ จากมาตรการนี้น่าจะเป็นบริษัทที่มาจากประเทศที่กำหนดมาตรการควบคุมที่คล้ายกันกับจีนก่อน โดยการควบคุมการส่งออกของปักกิ่งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากวอชิงตันพยายามจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีไมโครโปรเซสเซอร์ขั้นสูงของปักกิ่ง

 

สำหรับประเทศอื่นๆ นั้น ตราบใดที่การขออนุญาตส่งออกมีความสมเหตุสมผลและมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการขยายขอบเขตการควบคุม หม่ากล่าวกับ Global Times ซึ่งเป็นสื่อของทางการจีน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

แกลเลียมและเจอร์เมเนียมคืออะไร 

 

แกลเลียมและเจอร์เมเนียมคือแร่ธาตุหายากที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์การสื่อสาร เช่น สายเคเบิลใยแก้วนำแสงหรือไฟเบอร์ออปติก รวมไปถึงการใช้งานด้านการทหาร เช่น กล้องมองกลางคืน เซ็นเซอร์ภาพถ่ายดาวเทียม ขีปนาวุธนำวิถีด้วยเลเซอร์ ตลอดจนใช้ในภาคพลังงานหมุนเวียน เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ กังหันลม และยานยนต์ไฟฟ้า 

 

วัสดุเหล่านี้เป็น ‘Minor Metals’ ซึ่งหมายความว่าไม่ค่อยพบตามธรรมชาติ แต่เป็นผลิตผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตโลหะอื่นๆ โดยเจอร์เมเนียมส่วนใหญ่เป็นผลิตผลพลอยได้จากการผลิตสังกะสีและจากเถ้าลอย 

 

ในส่วนของแกลเลียม สามารถพบแกลเลียมปริมาณเล็กน้อยได้ในแร่สังกะสีและในบอกไซต์ โดยโลหะแกลเลียมจะถูกผลิตขึ้นเมื่อแปรรูปบอกไซต์เพื่อผลิตอะลูมิเนียม 

 

แกลเลียมใช้ทำแกลเลียมอาร์เซไนด์ ซึ่งเป็นโลหะผสมชนิดหนึ่งที่ใช้ผลิตชิป โดยชิปที่ผลิตจากแกลเลียมสามารถทำงานได้เร็วกว่าชิปที่ทำจากซิลิคอนสำหรับใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 

แกลเลียมบริสุทธิ์ 99.99% ที่ผลิตในประเทศจีน มีราคาประเมินอยู่ที่ 1,775 หยวน (245 ดอลลาร์) ต่อกิโลกรัม ในวันจันทร์ (31 กรกฎาคม) เพิ่มขึ้น 5.97% จากวันซื้อ-ขายก่อนหน้า และเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ตามข้อมูลของ Shanghai Metal Exchange 

 

ขณะที่ราคาโลหะเจอร์เมเนียมของจีนอยู่ที่ 9,150 หยวน (1,264 ดอลลาร์) ต่อกิโลกรัม ในวันที่ 31 กรกฎาคม

 

ใครเป็นผู้เล่นรายใหญ่

 

จีนถือเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของแร่โลหะหายากทั้งสองชนิดนี้

 

แกลเลียมประมาณ 80% ของโลก และเจอร์เมเนียมประมาณ 60% ของโลกนั้นผลิตในจีน ตามรายงานของ Critical Raw Materials Alliance (CRMA) ซึ่งเป็นสมาคมอุตสาหกรรมของยุโรป  

 

ขณะที่จีนส่งออกแกลเลียมคิดเป็น 94% ของอุปทานทั่วโลก และเจอร์เมเนียมคิดเป็น 83% ตามรายงานของ Bloomberg

 

ด้านศุลกากรจีนเปิดเผยว่า จีนมีการส่งออกแกลเลียม 94 เมตริกตันในปี 2022 เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า และส่งออกเจอร์เมเนียมที่ยังไม่ขึ้นรูปและขึ้นรูปแล้ว 43.7 เมตริกตันในปีที่แล้ว

 

ใครเป็นผู้ผลิตโลหะเหล่านี้อีกบ้าง

 

นอกจากจีนแล้ว ญี่ปุ่น รัสเซีย และเกาหลีใต้ ผลิตแกลเลียมปฐมภูมิ (Primary Gallium) ประมาณ 10 เมตริกตันในปี 2021 ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (USGS) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่จีนผลิตได้ นอกจากนั้นยังสามารถพบแกลเลียมได้ในกระบวนการรีไซเคิลวัสดุ

 

ในอดีต เยอรมนีและคาซัคสถานเคยผลิตแกลเลียมเช่นกัน ก่อนที่จะหยุดผลิตไปอยู่ช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ดี หลังจากที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเมื่อปี 2020 และ 2021 เยอรมนีจึงตัดสินใจกลับมาเริ่มผลิตแกลเลียมปฐมภูมิอีกครั้ง

 

ข้อมูลจาก CRMA ระบุว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทในโลกที่สามารถผลิตแกลเลียมอาร์เซไนด์ที่มีความบริสุทธิ์ตามที่อุตสาหกรรมกำหนด โดยบริษัทหนึ่งอยู่ในยุโรปและที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่นและจีน แม้ว่าบริษัท Neo Performance Materials ของแคนาดา ออกมายืนยันว่า บริษัทของตนสามารถผลิตแกลเลียมที่มีค่าความบริสุทธิ์สูงตามที่อุตสาหกรรมกำหนดเช่นกัน

 

ในส่วนของเจอร์เมเนียมนั้น นอกจากจีนซึ่งผลิตได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกแล้ว อุปทานส่วนที่เหลือมาจากแคนาดา ฟินแลนด์ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา โดยบริษัท Teck Resources ในรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา ถือเป็นผู้ผลิตเจอร์เมเนียมรายใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ 

 

บริษัท Indium Corporation ของสหรัฐฯ ก็ผลิตเจอร์เมเนียมเช่นกัน ในขณะที่บริษัท Umicore ของเบลเยียม ผลิตทั้งเจอร์เมเนียมและแกลเลียม

 

สามารถใช้วัสดุอื่นทดแทนได้หรือไม่

 

USGS ระบุว่า ซิลิกอนหรืออินเดียมสามารถใช้แทนแกลเลียมได้ในการใช้งานบางประเภท ขณะที่สังกะสี เซเลไนด์ และแก้วเจอร์เมเนียม สามารถใช้แทนเจอร์เมเนียมสำหรับการใช้งานในระบบอินฟราเรด

 

อย่างไรก็ดี การใช้วัสดุทดแทนดังกล่าวซึ่งมีราคาย่อมเยากว่านั้น ต้องแลกมาด้วยประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า

 

บริษัท Wafer World ของสหรัฐฯ ระบุว่า เวเฟอร์เซมิคอนดักเตอร์ที่ทำจากแกลเลียมอาร์เซไนด์จะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผลิตจากซิลิคอน พวกมันสร้างสัญญาณรบกวนน้อยกว่าซิลิคอน จึงทำให้แร่ดังกล่าวมีประโยชน์ในการผลิตอุปกรณ์เรดาร์และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ อาทิ วิทยุดาวเทียม

 

“เราคาดหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาและการสำรวจแหล่งทางเลือกอื่นๆ ทดแทนแกลเลียมและเจอร์เมเนียม รวมถึงความพยายามในการรีไซเคิลแร่โลหะเหล่านี้” แอนนา แอชตัน ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรจีนและสหรัฐฯ-จีนของ Eurasia Group กล่าวกับ BBC

 

เหตุผลที่จีนจำกัดการส่งออก

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้มาตรการนี้ โดยเมื่อปี 2010 จีนเคยจำกัดโควตาการส่งออกแร่ธาตุหายากไปยังญี่ปุ่นมาแล้ว หลังจากเกิดข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างสองประเทศ ส่งผลให้ราคาของสินแร่หายากพุ่งสูงขึ้น 

 

ในเวลานั้นจีนให้เหตุผลในการควบคุมการส่งออกว่า เป็นเพราะความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนมาตรการควบคุมการส่งออกครั้งล่าสุดจีนให้เหตุผลว่า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ 

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ร้อยทั้งร้อยเชื่อว่า การจำกัดการส่งออกของจีนในครั้งนี้เป็นเพราะปักกิ่งต้องการตอบโต้ชาติตะวันตกที่เล่นงานจีนก่อน 

 

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว วอชิงตันประกาศว่า บริษัทผู้ส่งออกในสหรัฐฯ จะต้องมีใบอนุญาตสำหรับการส่งออกชิปไปยังประเทศจีน และต้องใช้อุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ของสหรัฐฯ ในการผลิตชิป ไม่ว่าจะผลิตจากที่ใดในโลก

 

โดยนอกจากสหรัฐฯ แล้ว ทั้งญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปรายสำคัญอย่าง ASML ได้กำหนดข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีชิปกับจีนก่อนหน้านี้

 

“ช่วงเวลาที่จีนประกาศใช้มาตรการนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อพิจารณาจากการจำกัดการส่งออกชิปที่ประกาศโดยเนเธอร์แลนด์และประเทศอื่นๆ” คอลิน แฮมิลตัน จากบริษัทการลงทุน BMO Capital Markets กล่าวกับ BBC

 

“พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณไม่ให้ชิปแก่เรา เราก็จะไม่ให้วัตถุดิบในการผลิตชิปเหล่านั้นแก่คุณ” เขากล่าวเสริม

 

การทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างต่อเนื่องระหว่างสองชาติมหาอำนาจของโลกได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับ ‘ชาตินิยมทรัพยากร’ (Resource Nationalism) หรือการที่รัฐบาลกักตุนวัตถุดิบสำคัญเพื่อสร้างอิทธิพลเหนือประเทศอื่นๆ

 

ดร.เกวิน ฮาร์เปอร์ นักวิจัยด้านวัสดุวิกฤตแห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม กล่าวว่า “เรากำลังมองเห็นรัฐบาลต่างๆ ถอยห่างจากโลกาภิวัตน์มากขึ้นเรื่อยๆ ความคิดที่ว่าตลาดต่างประเทศจะจัดส่งวัสดุให้ง่ายๆ นั้นได้หายไปแล้ว”

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญของจีนกล่าวถึงความกังวลของชาติตะวันตกเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจีนขยายการควบคุมวัตถุดิบที่สำคัญว่า บริษัทต่างชาติเหล่านี้ควรขอให้รัฐบาลของตนเองยุติการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมกับจีนเสียก่อน แทนที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกฎการส่งออกของจีน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ชาติตะวันตกใช้มาตรการบีบจีนอย่างโจ่งแจ้ง

 

“มาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการส่งออกมักถูกใช้โดยประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ เพื่อกำราบประเทศอื่นๆ แต่จีนก็มีสิทธิ์ที่จะใช้มาตรการควบคุมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเช่นกัน” เกาหลิงหยุน ผู้เชี่ยวชาญจาก Chinese Academy of Social Sciences ในปักกิ่งกล่าวกับ Global Times เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 กรกฎาคม)

 

ผู้เชี่ยวชาญของจีนยังกล่าวต่อไปด้วยว่า จุดประสงค์สูงสุดของจีนคือการแสวงหาสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่การ ‘แก้แค้น’ หรือแทรกแซงการดำเนินการตามปกติของห่วงโซ่มูลค่าโลก 

 

ขณะที่ เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวย้ำในการแถลงข่าวเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า การควบคุมการส่งออกไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติจีน

 

“จีนมุ่งมั่นที่จะรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมาโดยตลอด พร้อมทั้งดำเนินมาตรการควบคุมการส่งออกที่ยุติธรรม สมเหตุสมผล และไม่เลือกปฏิบัติ” เหมากล่าว

 

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมด้วย นั่นเป็นเพราะบรรดาเทคโนโลยีสีเขียวต่างต้องพึ่งพาแร่ธาตุหายากเหล่านี้

 

“นี่ไม่ใช่ปัญหาระดับชาติ นี่เป็นปัญหาที่เราเผชิญในฐานะเผ่าพันธุ์มนุษย์ หวังว่าผู้กำหนดนโยบายจะสามารถนำเสนอทางออกที่ดีที่สุด ให้เราสามารถเข้าถึงวัสดุสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย และเราสามารถเริ่มรับมือกับความท้าทายบางประการเกี่ยวกับการลดคาร์บอนได้” ดร.ฮาร์เปอร์กล่าว

 

“ผู้คนตามท้องถนนอาจไม่รู้สึกว่าแกลเลียมและเจอร์เมเนียมเกี่ยวอะไรกับตนเอง” ดร.ฮาร์เปอร์ กล่าว “แต่พวกเขาสนใจว่ารถของพวกเขาราคาเท่าไรหรือแพงแค่ไหนที่จะเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

“บางครั้งนโยบายที่เป็นนามธรรม ก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตของพวกเขา”

 

‘ไพ่ไม้ตาย’ ของจีน หรือแค่ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ?

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า ความเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณไปถึงสหรัฐฯ ให้หยุดขยายข้อจำกัดต่ออุตสาหกรรมชิปจีน เพราะก่อนหน้านี้เริ่มมีกระแสข่าวว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณายกระดับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมชิปให้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน ดังนั้นการตอบโต้ของจีนครั้งนี้จึงเป็นการส่งสารถึงสหรัฐฯ ว่า จีนก็มีอำนาจต่อรองในเรื่องของแหล่งที่มาตั้งต้นของสินแร่ที่จำเป็นในการนำไปผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เพราะจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ 

 

อย่างไรก็ตาม ดร.อาร์ม มองว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ ต้นทุนการผลิตชิปจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ปริมาณการผลิตชิปก็จะลดลงตามมา เนื่องจากแหล่งซัพพลายของสินแร่ตั้งต้นมีน้อย หรือสรุปก็คือ จะกระทบต่อต้นทุนการผลิต กำลังการผลิต และกำไรของอุตสาหกรรมด้วย 

 

ดร.อาร์ม วิเคราะห์ว่า เนื่องจากการผลิตแร่ตั้งต้นเหล่านี้ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพราะฉะนั้นถ้าจีนตัดสินใจจำกัดการส่งออกแร่เหล่านี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ การปรับพฤติกรรมของผู้เล่นในอุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดผู้เล่นรายใหม่เข้ามาแข่งขันในการผลิตแร่เหล่านี้มากขึ้นหรือมีการหาทางเลือกใหม่ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อจีนในระยะกลางและระยะยาว 

 

และเมื่อจีนเป็นผู้ผลิตแร่รายใหญ่และเป็นทั้งผู้ขายรายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยนั้น หากจีนจำกัดการส่งออก ก็จะกระทบอุตสาหกรรมแร่เหล่านี้ของจีนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาวุธนี้จึงเป็นอาวุธที่ใช้ได้ในระยะสั้นสำหรับจีนเท่านั้น เพื่อทำให้เกิดความผันผวนในอุตสาหกรรม เป็นการส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ พยายามทบทวนใหม่ หากต้องการจะขยายข้อจำกัดต่ออุตสาหกรรมชิปของจีนเพิ่มเติม แต่เป็นอาวุธที่ใช้ยาวไม่ได้ 

 

ดร.อาร์ม มองว่า การจำกัดการส่งออกแร่ของจีนจึงไม่ใช่ ‘ไพ่ไม้ตาย’ ของจีน เพราะเป็นมาตรการที่มีข้อจำกัด โดยในระยะกลางจะทำให้ผู้เล่นอื่นในอุตสาหกรรมสามารถปรับตัว และอาจมีผู้ผลิตรายใหม่เข้ามาทดแทนแหล่งแร่ของจีนได้ 

 

“อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ถือว่าเป็นเพียงช่วงเริ่มต้น สองฝ่ายพยายามที่จะส่งสัญญาณถึงกัน เช่น หากจีนออกมาตรการเหล่านี้ แล้วสหรัฐฯ กลับไปคิดทบทวนและไม่ขยายมาตรการจำกัดอุตสาหกรรมชิปจีนแล้ว จีนก็จะค่อยๆ ผ่อนคลายข้อจำกัดนี้ลง ก็อาจช่วยไม่ให้เกิดความผันผวนสูงเกินไปต่ออุตสาหกรรมชิป” ดร.อาร์ม กล่าว 

 

เพราะฉะนั้นก็ต้องรอดูว่าหลังจากนี้ทั้งฝั่งจีนและฝั่งสหรัฐฯ จะมีการปรับท่าทีหรือไม่ หรือจะกลับกลายเป็นต่างฝ่ายต่างยกระดับข้อจำกัดต่อกัน ซึ่งก็จะทำให้เกิดความผันผวนมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

การรับมือของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

 

โฆษกเพนตากอนเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า สหรัฐฯ มีเจอร์เมเนียมสำรอง แต่ไม่มีแกลเลียมสำรอง

 

โฆษกกล่าวเพิ่มเติมว่า “กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการเชิงรุก เพื่อเพิ่มการทำเหมืองแร่โลหะที่สำคัญภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงแกลเลียมและเจอร์เมเนียม”

 

อย่างไรก็ตาม การกระจายห่วงโซ่อุปทานและสร้างขีดความสามารถในการทำเหมืองและการแปรรูปโลหะ เช่น แกลเลียมและเจอร์เมเนียมนั้น ต้องใช้เวลาหลายปี แต่คาดว่าข้อจำกัดการส่งออกของจีนจะส่งผลกระทบไม่มากนักในระยะยาว โดยรัฐบาลตะวันตกต่างพิจารณาถึงความจำเป็นในการ ‘ลดความเสี่ยง’ จากจีน ซึ่งหมายถึงการพึ่งพาจีนน้อยลงทั้งในด้านวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

 

นอกจากนี้ในระยะยาว ประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุอย่างออสเตรเลียและแคนาดามองว่า วิกฤตวัสดุเป็นโอกาสสำหรับประเทศตนเอง

 

ขณะที่ ดร.อาร์ม ให้ความเห็นว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างกำลังมองหาแหล่งซัพพลายทดแทนในอุตสาหกรรมชิป โดยหลังจากจีนถูกจำกัดการนำเข้าเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ ชิ้นส่วนในเทคโนโลยีชิป ก็ทำให้จีนเบนหาแหล่งทดแทนอื่น แต่ประเด็นคือ ทั้งเครื่องจักรซอฟต์แวร์และชิ้นส่วนนั้นไม่สามารถหาแหล่งทดแทนได้มาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมชั้นสูง เป็นเทคโนโลยีไฮเทค แต่ในระยะกลางมีความเป็นไปได้ที่จีนอาจหาสิ่งที่มาทดแทนได้ เพราะจีนก็ต้องเร่งการพัฒนาค้นคว้าเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมา 

 

สำหรับสหรัฐฯ นั้นแน่นอนว่าก็ต้องเริ่มหาแหล่งแร่ที่อื่นมาทดแทนเช่นกัน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า สหรัฐฯ ก็จะไม่สามารถหาแหล่งที่ผลิตแร่ได้ในราคาต้นทุนเท่ากับจีน เพราะฉะนั้นโดยรวมต้นทุนการผลิตชิปก็จะเพิ่มสูงขึ้น 

 

กับคำถามว่า ปัจจุบันจีนมี Breakthrough ทางเทคโนโลยีที่สำคัญเกี่ยวกับชิป เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ แล้วหรือไม่ ดร.อาร์ม มองว่า ปัจจุบันจีนยังไม่มี Breakthrough ที่สำคัญอะไร แต่ในระยะยาวหากจีนต้องการรอดจาก Tech War นี้ให้ได้ จีนก็จะต้องเร่งพัฒนาให้เกิด Breakthrough ในอุตสาหกรรมชิป โดย ดร.อาร์ม ระบุว่า โดยทั่วไปมีการประเมินกันว่าจีนอาจต้องใช้เวลา 5-10 ปีในการพัฒนา แต่ก็มีคำถามว่า เมื่อจีนพัฒนามาถึงจุดที่เท่ากับที่สหรัฐฯ เป็นอยู่ในปัจจุบันได้แล้ว สหรัฐฯ จะขยับพัฒนาไปมากกว่านั้นอีกเพียงใด ซึ่งช่องว่างระหว่างสองประเทศก็จะยังคงอยู่ 

 

ดร.อาร์ม กล่าวว่า แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางคนมองว่า ยิ่งเทคโนโลยีมีความไฮเทคมากเท่าใด การพัฒนายกระดับขึ้นไปอีกก็ยิ่งทำได้ยากมากขึ้นหรืออาจใช้เวลาพัฒนามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในมุมนี้ช่องว่างระหว่างสหรัฐฯ กับจีนสุดท้ายก็อาจไม่กว้างขนาดนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 5-10 ปี  

 

แนวโน้ม Chip War จะไปในทิศทางไหน

 

ดร.อาร์ม มองว่า เรื่องนี้อาจขึ้นอยู่ที่การประเมินของบริษัทที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ ว่าพวกเขาเสียหายหรือเจ็บตัวมากแค่ไหน ซึ่งตรงนี้จะมีการสื่อสารต่อรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องยากที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบาย เพราะฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าอุตสาหกรรมชิปเป็นเรื่องของความมั่นคง ซึ่งจะยอมถอยไม่ได้ เพราะว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐฯ ในอนาคตในการเป็นผู้นำที่ผูกขาดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 

 

ถ้ามองมุมนี้จะเห็นว่าเป็นเรื่องยากมากที่สหรัฐฯ จะปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบายในการจำกัดอุตสาหกรรมชิปของจีน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีการผ่อนคลายมาตรการในระยะสั้น เพื่อที่ว่าอย่างน้อยอุตสาหกรรมจะสามารถค่อยๆ ปรับตัวได้ ไม่เกิดความผันผวนเกินไป 

 

ถ้าหากมีการประเมินแล้วว่าจะส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลกทั้งระบบในภาคเทคโนโลยี สหรัฐฯ ก็อาจชะลอในเรื่องมาตรการต่างๆ ต่อจีน ขณะเดียวกันจีนก็จะค่อยๆ ชะลอมาตรการจำกัดการส่งออกแร่เช่นกัน ซึ่งก็จะทำให้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมดีขึ้นได้

 

ภาพ: William Potter via ShutterStock

อ้างอิง:

The post CHIP WAR: แกลเลียม-เจอร์เมเนียมสำคัญอย่างไร จีนจำกัดส่งออก กระทบเราแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ERG ทุ่ม 1.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มการขุดทองแดงและโคบอลต์รับดีมานด์พุ่ง https://thestandard.co/erg-african-copper-cobalt-output/ Wed, 08 Feb 2023 02:28:55 +0000 https://thestandard.co/?p=747322

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กลุ่ม Eurasian Resources […]

The post ERG ทุ่ม 1.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มการขุดทองแดงและโคบอลต์รับดีมานด์พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กลุ่ม Eurasian Resources Group Sarl หรือ ERG บริษัทเหมืองแร่รายใหญ่ที่รัฐบาลคาซัคสถานถือหุ้นอยู่ 40% วางแผนทุ่มเงินกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มผลผลิตทองแดงและโคบอลต์ในเหมืองที่คองโก แอฟริกา เป็นเท่าตัว หลังความต้องการโลหะมีค่าเหล่านี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากความพยายามในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

 

เบเนดิกต์ โซบอตกา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ERG ระบุว่า การผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นทำให้มีความต้องการใช้แบตเตอรี่ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการใช้ทองแดงและโคบอลต์ในตลาดโลก โดยการคาดการณ์แร่โลหะอย่างทองแดงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัท ERG มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง 

 

นอกจากนี้โซบอตกายังให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นระหว่างเข้าร่วมการประชุม Indaba Investing in African Mining ที่เมืองเคปทาวน์ ว่า จากที่เคยเป็นเพียงแค่คนกลุ่มน้อยในมุมมืดของตลาด วันนี้ ERG กลายเป็นศูนย์กลางที่ได้รับความสนใจจากทั้งฝั่งของผู้ผลิตและรัฐบาลเจ้าของประเทศ 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

รายงานระบุว่า ปัจจุบัน ERG ผลิตทองแดง 200,000 ตัน และโคบอลต์ 25,000 ตันต่อปี ซึ่งหากสถานการณ์ในตลาด EV เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ โซบอตการะบุว่า บริษัทก็เตรียมพร้อมรับมือกับการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในสถานะที่พร้อมสำหรับการก่อสร้าง ขณะที่บริษัทเหมืองหลายแห่งต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาโครงการใหม่

 

ทั้งนี้ ผลผลิตทองแดงและโคบอลต์ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ในปัจจุบันมาจากแหล่งแร่ที่ถูกค้นพบเมื่อกว่า 1 ปีที่แล้ว

 

ขณะเดียวกัน ERG กำลังพิจารณาลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก รวมถึงที่เก็บพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่สำหรับการผลิต ตลอดจนพิจารณาทบทวนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดอย่างน้อย 600 เมกะวัตต์ในโมซัมบิก เนื่องจากไม่มีความสามารถในการส่งไฟฟ้าเพียงพอไปยังคองโก 

 

อ้างอิง:

The post ERG ทุ่ม 1.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มการขุดทองแดงและโคบอลต์รับดีมานด์พุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาล โจ ไบเดน ทุ่มเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มผลผลิตแร่ธาตุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ EV https://thestandard.co/joe-biden-ev-investment/ Thu, 20 Oct 2022 05:18:18 +0000 https://thestandard.co/?p=697674 โจ ไบเดน

รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ […]

The post รัฐบาล โจ ไบเดน ทุ่มเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มผลผลิตแร่ธาตุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ EV appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจ ไบเดน

รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ว่า กำลังจัดสรรงบประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ ตลอดจนการผลิตแร่ธาตุที่ใช้สร้างแบตเตอรี่ โดยความเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการลดการพึ่งพาจีนจากการจัดหาวัสดุสิ้นเปลืองจากจีน

 

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ด้วยการตัดราคาผู้ผลิตในสหรัฐฯ ด้วยเงินอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาลจีน และแนวทางปฏิบัติทางการค้า ทำให้บริษัทจีนได้เข้ายึดส่วนสำคัญของตลาด ซึ่งมาตรการล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นการทวงคืนสิ่งที่สมควรเป็นของสหรัฐฯ 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ Albemarle Corp เป็น 1 ใน 20 ของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและแปรรูปที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เพื่อทำเหมืองลิเธียม กราไฟต์ และนิกเกิลในประเทศ สร้างโรงงานแปรรูปลิเธียมขนาดใหญ่แห่งแรกของสหรัฐฯ สร้างโรงงานเพื่อสร้างแคโทดและชิ้นส่วนแบตเตอรี่อื่นๆ และขยายการรีไซเคิลแบตเตอรี่

 

ขณะเดียวกัน เงินช่วยเหลือจากภาครัฐซึ่งกำลังจะนำไปใช้ในโครงการต่างๆ อย่างน้อยในพื้นที่ 12 รัฐทั่วประเทศ ยังถือเป็นความพยายามผลักดันครั้งล่าสุดโดยรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดน เพื่อช่วยลดการพึ่งพาจีนและประเทศอื่นๆ ของสหรัฐฯ ในการสร้างแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ 

 

รายงานระบุว่า ผู้ที่ได้รับทุนจะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการควบคุมของทำเนียบขาว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทย

 

ทั้งนี้ Albemarle จะได้รับเงิน 149.7 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานในนอร์ทแคโรไลนา เพื่อแปรรูปหินที่มีลิเธียมจากเหมืองที่พยายามจะเปิดใหม่ โรงงานดังกล่าวจะป้อนโรงงานแยกต่างหากในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทกล่าวว่าในเดือนมิถุนายนจะเพิ่มการผลิตลิเธียมของบริษัทสำหรับแบตเตอรี่ EV เป็น 2 เท่า

 

ด้าน Piedmont Lithium Inc ได้รับเงินช่วยเหลือ 141.7 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปลิเธียมของตนเองในรัฐเทนเนสซี ซึ่งบริษัทจะดำเนินการแปรรูปโลหะที่มาจากควิเบกและกานาในขั้นต้น ซึ่งภายหลังมีการรายงานเรื่องเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ทำให้หุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 11%

 

Talon Metals Corp ซึ่งมีข้อตกลงด้านการจัดหานิกเกิลกับ Tesla จะได้รับเงิน 114.8 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปในนอร์ทดาโคตา โรงงานดังกล่าวจะแปรรูปหินที่สกัดจากเหมืองใต้ดินที่วางแผนไว้ในมินนิโซตา โดยบริษัทกล่าวว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวเป็นการยอมรับอย่างชัดเจนว่าการผลิตนิกเกิลในประเทศและแร่ธาตุแบตเตอรี่อื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญระดับชาติ

 

ขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่ Ascend Elements ซึ่งได้เงินช่วยเหลือ 316.2 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนแบตเตอรี่, Lilac Solutions Inc ได้ 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับโรงงานสาธิตเทคโนโลยีการสกัดลิเธียมโดยตรง, Cirba ที่ 75 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ในรัฐโอไฮโอ และ Syrah Technologies LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Syrah Resources Ltd ได้ทุน 219.8 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายโรงงานแปรรูปกราไฟต์ในรัฐลุยเซียนา

 

ทั้งนี้ ภายในปี 2030 ประธานาธิบดีไบเดนตั้งเป้าให้ 50% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่จำหน่ายในสหรัฐฯ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริดแบบปลั๊กอิน พร้อมด้วยสถานีชาร์จ EV ใหม่ 500,000 แห่ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้นำสหรัฐฯ กลับไม่ได้รับรองการยุติการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน

 

ในส่วนของกฎหมายที่เชื่อมโยงกับโครงการ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้ลงนามรับรองเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กำหนดส่วนประกอบแบตเตอรี่ที่เข้มงวดมากขึ้น และเพิ่มข้อกำหนดในการจัดหาเครดิตภาษี EV สำหรับผู้บริโภคมูลค่า 7,500 ดอลลาร์ ขณะที่กฎหมายโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่ลงนามในเดือนพฤศจิกายน 2021 ได้จัดสรรทุน 7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ผลิตในสหรัฐฯ จะสามารถเข้าถึงแร่ธาตุที่สำคัญและส่วนประกอบอื่นๆ เพื่อผลิตแบตเตอรี่

 

อ้างอิง:

The post รัฐบาล โจ ไบเดน ทุ่มเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มผลผลิตแร่ธาตุสำหรับผลิตแบตเตอรี่ EV appeared first on THE STANDARD.

]]>