แม่ฮ่องสอน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/แม่ฮ่องสอน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 28 Sep 2026 03:17:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 รัฐบาลระดมกำลังอพยพสัตว์หนีน้ำท่วมกว่า 3.8 แสนตัว เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาเกษตรกร https://thestandard.co/government-evacuates-flood-animals-farmers/ Mon, 28 Sep 2026 03:13:37 +0000 https://thestandard.co/government-evacuates-flood-animals-farmers/ เจ้าหน้าที่กำลังช่วยอพยพสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่น้ำท่วม

วันนี้(28 กันยายน) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร […]

The post รัฐบาลระดมกำลังอพยพสัตว์หนีน้ำท่วมกว่า 3.8 แสนตัว เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาเกษตรกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กำลังช่วยอพยพสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่น้ำท่วม

วันนี้(28 กันยายน) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน โดยเน้นมาตรการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน ทั้งการอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยง การจัดหาอาหาร ดูแลสุขภาพสัตว์ รวมถึงการเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือตามเกณฑ์อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

 

สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สระบุรี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี แม่ฮ่องสอน และอุทัยธานี มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 2,313 ราย และมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในพื้นที่เสี่ยงกว่า 715,000 ตัว โดยเบื้องต้นกรมปศุสัตว์สามารถอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงได้แล้วกว่า 381,131 ตัว พร้อมทั้งแจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานจำนวน 22,000 กิโลกรัม สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ 6,519 ชุด และจัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลสัตว์อย่างใกล้ชิด

 

สำหรับการปฏิบัติการในพื้นที่ กรมปศุสัตว์ได้บูรณาการกำลังร่วมกับทหารและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ในจังหวัดสระแก้วต้องนำเรือเข้าลำเลียงสุกรจำนวน 650 ตัว ออกจากฟาร์มที่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรจนรถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ ขณะที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือโคจำนวน 53 ตัว ที่ติดอยู่บริเวณเกาะกลางแม่น้ำในอำเภอท่าตะเกียบ และสามารถเคลื่อนย้ายขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยทั้งหมด

 

ในส่วนของการสำรวจความเสียหาย เบื้องต้นพบสัตว์ตายและสูญหายในจังหวัดระยองและแม่ฮ่องสอน รวม 20,024 ตัว (ประกอบด้วย โค 1 ตัว กระบือ 1 ตัว และสัตว์ปีก 20,022 ตัว) ซึ่งกรมปศุสัตว์จะเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ. 2569 โดยครอบคลุมทั้งกรณีสัตว์ตาย สูญหาย และแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ ซึ่งกำหนดอัตราการช่วยเหลือแปลงหญ้าไว้ที่ไร่ละ 3,180 บาท (ไม่เกิน 30 ไร่ต่อราย)

 

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ สามารถขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์หรือความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ รวมถึงติดต่อกองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315 และแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The post รัฐบาลระดมกำลังอพยพสัตว์หนีน้ำท่วมกว่า 3.8 แสนตัว เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาเกษตรกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจแม่น้ำสาละวิน ครั้งที่ 7 พบ ‘สารหนู’ เกินมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด https://thestandard.co/salween-river-arsenic-exceeds-standard/ Fri, 25 Sep 2026 09:05:02 +0000 https://thestandard.co/salween-river-arsenic-exceeds-standard/ เจ้าหน้าที่กำลังเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวินเพื่อตรวจสอบคุณภาพ

วันนี้(25 กันยายน) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานผลการติดต […]

The post กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจแม่น้ำสาละวิน ครั้งที่ 7 พบ ‘สารหนู’ เกินมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กำลังเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวินเพื่อตรวจสอบคุณภาพ

วันนี้(25 กันยายน) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม 2569 พบว่าปริมาณสารหนู (As) ในแม่น้ำสาละวินตั้งแต่บริเวณบ้านท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง ถึงบ้านสบเมย อำเภอสบเมย ยังคงเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินทุกจุดตรวจวัด ขณะที่ลำน้ำสาขาส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

จากการเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวินบริเวณบ้านท่าตาฝั่ง ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง ถึงบ้านสบเมย หมู่ 4 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จำนวน 6 จุดตรวจวัด (SAL08-SAL13) พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

  • บ้านท่าตาฝั่ง ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง ตรวจพบ 0.034 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • รอยต่อพื้นที่อำเภอสบเมย-อำเภอแม่สะเรียง ตรวจพบ 0.032 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • ท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ตรวจพบ 0.032 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • หย่อมบ้านปู่ทา หมู่ 6 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ตรวจพบ 0.034 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • หย่อมบ้านพะละอึ หมู่ 4 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ตรวจพบ 0.033 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • บ้านสบเมย หมู่ 4 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ตรวจพบ 0.034 มิลลิกรัมต่อลิตร

 

สำหรับผลการตรวจวัดโลหะหนักชนิดอื่นในแม่น้ำสาละวิน ได้แก่ แคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี ปรอท แมงกานีส และตะกั่ว พบว่ามีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด ในส่วนของลำน้ำสาขาส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน มีเพียงจุดตรวจวัดแม่น้ำยวม (YUA01) ที่พบค่าสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีค่าอยู่ที่ 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร

 

กรมควบคุมมลพิษยืนยันว่า จะดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวโน้มสถานการณ์และรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนรับทราบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th)

The post กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจแม่น้ำสาละวิน ครั้งที่ 7 พบ ‘สารหนู’ เกินมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปภ. สั่งเข้มรับมือฝนระลอกใหม่ 24 ส.ค. เผยกรมบัญชีกลางอนุมัติ 100 ล้านให้ จ.น่านลุยฟื้นฟู ขณะที่แม่ฮ่องสอนเร่งเยียวยาหลังพบผู้เสียชีวิต https://thestandard.co/dpm-flood-recovery-nan-mae-hong-son/ Sat, 22 Aug 2026 06:07:13 +0000 https://thestandard.co/dpm-flood-recovery-nan-mae-hong-son/ ภาพกราฟิกจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แสดงคำเตือนรับมือฝนตกหนักและสถานการณ์ฟื้นฟูน้ำท่วม

วันนี้ (22 สิงหาคม) ชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้อง […]

The post ปภ. สั่งเข้มรับมือฝนระลอกใหม่ 24 ส.ค. เผยกรมบัญชีกลางอนุมัติ 100 ล้านให้ จ.น่านลุยฟื้นฟู ขณะที่แม่ฮ่องสอนเร่งเยียวยาหลังพบผู้เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แสดงคำเตือนรับมือฝนตกหนักและสถานการณ์ฟื้นฟูน้ำท่วม

วันนี้ (22 สิงหาคม) ชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ครั้งที่ 19/2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า แม้จะเป็นวันหยุดแต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย พร้อมเผยว่าอธิบดี ปภ. ได้กำชับให้วิเคราะห์ทิศทางน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยให้กรมชลประทานและกรมอุตุนิยมวิทยาประเมินพื้นที่เสี่ยง เพื่อแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังประชาชนในแต่ละพื้นที่ทันที

 

รองอธิบดี ปภ. เน้นย้ำว่า แม้สถานการณ์ระลอกแรกจะเริ่มคลี่คลายลงจนพอวางใจได้แต่ห้ามไว้ใจเด็ดขาด โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำให้วางแผนฟื้นฟูทำความสะอาด และหากจังหวัดใดต้องการทรัพยากรเพิ่มเติมให้แจ้งมายังส่วนกลางได้ทันที ส่วนเรื่องเงินทดลองราชการ หากติดขัดหลักเกณฑ์ก็พร้อมประสานกรมบัญชีกลางอนุมัตินอกเหนือหลักเกณฑ์ ซึ่งล่าสุดกรมบัญชีกลางได้อนุมัติงบทดลองราชการฉุกเฉินให้จังหวัดน่านแล้ว 100 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการช่วยเหลือประชาชน

 

ขณะที่ ตัวแทนศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้รายงานเตือนว่า ให้เฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำฝนสะสมระลอกใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยเฉพาะภาคตะวันตกและภาคเหนือตอนบน (แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) รวมถึงให้จับตาระดับน้ำแม่น้ำโขง ตลอดจนสั่งเฝ้าระวังภาคตะวันออก (จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว) ในช่วงวันที่ 29-30 สิงหาคมนี้เพิ่มเติมด้วย

 

ด้านผู้แทน ปภ.จังหวัดน่าน สรุปภาพรวมว่า สถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำน่านลดลงต่อเนื่องทุกสถานีและต่ำกว่าตลิ่งแล้ว 2.3 เมตร โดยมีการประสานแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ไปทั้งสิ้น 18 ครั้ง ภาพรวมกระทบ 7 อำเภอ 34 ตำบล 223 หมู่บ้าน 21,050 ครัวเรือน (ประชาชน 66,097 คน) ปัจจุบันเข้าสู่ระยะการฟื้นฟูแล้ว เหลือเพียง 2 ตำบลใน อำเภอเวียงสา (ตำบลน้ำปั้ว และ ตำบลไหล่น่าน) ที่ยังมีน้ำท่วมขังบางส่วน อย่างไรก็ตาม ปภ.น่าน ได้สะท้อนปัญหาเรื่องระบบสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่ขัดข้องจนทำให้การรายงานช้า รวมถึงข้อจำกัดเรื่องกำลังพล และรายงานว่ายังมีประชาชนพักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง อำเภอปัว 11 แห่ง และ อำเภอเมืองน่าน 1 แห่ง โดยมีโรงครัว ปภ. สนับสนุนอาหารและน้ำดื่มอย่างเพียงพอ

 

ส่วนสถานการณ์ใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปภ.จังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มใน 5 อำเภอ (สบเมย, เมือง, ขุนยวม, แม่ลาน้อย, แม่สะเรียง) ครอบคลุม 21 ตำบล 117 หมู่บ้าน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย และ เสียชีวิต 1 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้วและอยู่ระหว่างการฟื้นฟูเยียวยา โดยอ่างเก็บน้ำ 2 แห่งในพื้นที่คือ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ฮ่องสอน และ อ่างเก็บน้ำมัดตะแกรง มีน้ำเกินความจุซึ่งได้ทำการพร่องน้ำท้ายอ่างเรียบร้อยแล้ว ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำปายและแม่น้ำยวมยังคงต่ำกว่าตลิ่ง

 

ภาพ: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

The post ปภ. สั่งเข้มรับมือฝนระลอกใหม่ 24 ส.ค. เผยกรมบัญชีกลางอนุมัติ 100 ล้านให้ จ.น่านลุยฟื้นฟู ขณะที่แม่ฮ่องสอนเร่งเยียวยาหลังพบผู้เสียชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ออก 7 ข้อสั่งการด่วนรับมืออุทกภัยเหนือ-อีสาน ‘รพ.น่าน’ สั่งงดรับผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน-ย้าย ER ไป รพ.สนาม https://thestandard.co/public-health-flood-nan-hospital/ Thu, 20 Aug 2026 12:15:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1244289 ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขประชุมรับมือสถานการณ์อุทกภัย

วันนี้ (20 สิงหาคม) ที่ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิ […]

The post สธ. ออก 7 ข้อสั่งการด่วนรับมืออุทกภัยเหนือ-อีสาน ‘รพ.น่าน’ สั่งงดรับผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน-ย้าย ER ไป รพ.สนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขประชุมรับมือสถานการณ์อุทกภัย

วันนี้ (20 สิงหาคม) ที่ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินฯ (PHEOC-1) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ร่วมกับคณะผู้บริหาร เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ใน จังหวัดน่าน (อ.เมืองน่าน, อ.ภูเพียง และ อ.เวียงสา) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 

ล่าสุดมีสถานบริการได้รับผลกระทบแล้ว 6 แห่ง โดย โรงพยาบาลน่าน ต้องประกาศงดให้บริการตรวจรักษาและผ่าตัดผู้ป่วยกรณีไม่ฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 20–23 สิงหาคม 2569 พร้อมทั้งย้ายจุดบริการอุบัติเหตุฉุกเฉิน (ER) ไปยังโรงพยาบาลสนาม ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน

 

นอกจากนี้ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองน่าน, รพ.สต.ดอนตัน, รพ.สต.ป่าคา และ รพ.สต.ริม (อ.ท่าวังผา) ต้องปิดให้บริการชั่วคราว

 

สำหรับ จังหวัดสุโขทัย (อ.ศรีสัชนาลัย, อ.ศรีนคร และ อ.สวรรคโลก) แม้ยังไม่มีสถานบริการได้รับผลกระทบ แต่ได้เตรียมความพร้อมรับมวลน้ำจากจังหวัดแพร่ โดยเน้นดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ป่วยจิตเวชไม่ให้ขาดยา

 

ขณะที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เส้นทางคมนาคมบางส่วนต้องเดินรถทางเดียว ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งต่อผู้ป่วย จึงได้เตรียมแผนประสานงานส่งต่อผู้ป่วยทางอากาศยาน (Sky Doctor) หากเกิดกรณีฉุกเฉิน

 

เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินฯ ได้ออก 7 ข้อสั่งการเร่งด่วนถึงหน่วยงานในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

  • เกาะติดสถานการณ์: ติดตามการพยากรณ์อากาศและการแจ้งเตือนภัยพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มอย่างใกล้ชิด
  • พิทักษ์กลุ่มเปราะบาง: เตรียมพร้อมอพยพและดูแลผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ที่ใช้ออกซิเจน, ผู้ป่วยฟอกไต, หญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอด, ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ไปยังพื้นที่ปลอดภัย
  • อัปเดตข้อมูลผู้ประสบภัย: ตรวจสอบข้อมูลผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ปรับแผนบริการ รพ.น่าน: จัดบริการตามลำดับความสำคัญ ยกระดับโรงพยาบาลสนาม และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบระบบบริการ
  • จัดเส้นทางฉุกเฉิน: วางแผนเส้นทางรถฉุกเฉินและระบบส่งต่อ (EMS/Refer) ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ
  • ดูแลศูนย์พักพิง: ตรวจสอบระบบสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม เตรียมยา เวชภัณฑ์ และจัดทีมดูแลสุขภาพจิต (MCATT) เยียวยาผู้อพยพ
  • เตรียมความพร้อมสรรพกำลัง: จัดเตรียมทีมบุคลากรทางการแพทย์ ยา เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับการออกปฏิบัติงานได้ทันที

The post สธ. ออก 7 ข้อสั่งการด่วนรับมืออุทกภัยเหนือ-อีสาน ‘รพ.น่าน’ สั่งงดรับผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน-ย้าย ER ไป รพ.สนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ มธ. เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย พร้อมเสนอเครื่องมือใหม่ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ https://thestandard.co/end-free-visa-travel-fee/ Sun, 03 May 2026 03:02:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1203449 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ มธ. เสนอให้ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน เพื่อยกระดับท่องเที่ยวไทย

ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยหลังวิกฤตโควิด […]

The post นักวิชาการ มธ. เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย พร้อมเสนอเครื่องมือใหม่ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ มธ. เสนอให้ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน เพื่อยกระดับท่องเที่ยวไทย

ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยหลังวิกฤตโควิด เสียงจากภาควิชาการเริ่มสะท้อนข้อกังวลต่อมาตรการ ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในมิติของคุณภาพนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดการยกเลิกมาตรการดังกล่าว พร้อมเสนอให้ปรับกลยุทธ์การดึงดูดนักท่องเที่ยวใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศไทยต้องการยกระดับสู่ ‘การท่องเที่ยวคุณภาพ’

 

ฟรีวีซ่าแบบเหมารวม เปิดช่อง ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำ’

 

ศ.วิทวัส ระบุว่า การให้ฟรีวีซ่าแบบเหมารวมกับทุกประเทศ แม้จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น แต่กลับมีข้อเสียสำคัญ คือเปิดโอกาสให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น

 

กลุ่มดังกล่าวรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เน้นการใช้จ่ายต่ำ เลือกจุดหมายปลายทางราคาประหยัด หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ และทุนสีเทาที่แฝงตัวเข้ามาใช้ประโยชน์จากช่องว่างของนโยบาย

 

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่ตามมา เช่น การเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่าพื้นที่เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน ซึ่งลดโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระบบ

 

กระทบภาพลักษณ์-ดันต้นทุนพื้นที่ท่องเที่ยว

 

หลังโควิดประเทศไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ไปสู่การดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงมากขึ้น แต่มาตรการฟรีวีซ่ากลับสวนทางกับเป้าหมายดังกล่าว

 

การมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เน้นราคาประหยัด ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเกิดภาวะ ‘โอเวอร์ทัวริซึม’ หรือมีนักท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถในการรองรับ ส่งผลต่อคุณภาพการบริการ และภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ

 

ในบางพื้นที่ยังเกิดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ เช่น กรณีของอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เคยเผชิญกับการปรับตัวของราคาสินค้าและบริการจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

จังหวะเหมาะ ยกเลิกช่วงท่องเที่ยวโลกชะลอตัว

 

ศ.วิทวัส มองว่า ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จากปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

 

การปรับนโยบายในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวน้อยกว่าช่วงที่ตลาดกำลังคึกคัก ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลง

 

เสนอ ‘Travel Fee’ และวีซ่าเฉพาะกลุ่มประเทศ

 

เพื่อทดแทนมาตรการเดิม นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือใหม่ในการบริหารจัดการนักท่องเที่ยว เช่น

 

  • การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (Travel Fee) หรือค่าเหยียบแผ่นดินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

รายได้สามารถนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือเป็นกองทุนดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยว ลดภาระงบประมาณภาครัฐ

 

  • การให้ฟรีวีซ่าแบบเฉพาะเจาะจง เช่น

 

1.ฟรีวีซ่าทวิภาคี (แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ)

 

2.ฟรีวีซ่าสำหรับประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่

 

3.ระบบลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยว (คล้ายเกาหลีหรือญี่ปุ่น)

 

แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น และยกเลิกสิทธิ์ได้เป็นรายกรณีหากพบความเสี่ยง

 

ยังต้องรักษาสมดุล ‘นักท่องเที่ยวทุกระดับ’

 

แม้จะเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง แต่ ศ.วิทวัส ชี้ว่า รัฐบาลไม่ควรมองข้ามนักท่องเที่ยวระดับกลางและระดับล่าง

 

เนื่องจากกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น การใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น หรือการเข้าพักโรงแรมขนาดเล็กที่คนไทยเป็นเจ้าของ

 

ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวระดับสูงมักใช้บริการโรงแรมหรูที่อยู่ในเครือบริษัทต่างชาติ และบริโภคสินค้านำเข้า ซึ่งอาจไม่ได้กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากนัก

 

‘Exit Fee’ ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบคนทำงานต่างประเทศ

 

สำหรับแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Fee) จากคนไทย เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ศ.วิทวัส เห็นว่าเป็นแนวคิดที่ ‘รับได้ในหลักการ’

 

เนื่องจากช่วยสร้างรายได้ให้รัฐ ลดการพึ่งพางบประมาณ และกระทบคนในวงจำกัด

 

อย่างไรก็ตาม ควรกำหนดเงื่อนไขยกเว้นให้กับผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ หรือองค์กรธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องส่งพนักงานเดินทางบ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินควร

 

ใช้รายได้คืนสู่ระบบท่องเที่ยวไทย

 

ท้ายที่สุด ศ.วิทวัส เสนอว่า รายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ควรถูกนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญส่งเสริมเมืองรอง โครงการคูปองท่องเที่ยว หรือมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเที่ยวในประเทศ

 

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยกระจายรายได้ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และรู้สึกถึง “ผลตอบแทน” จากเงินที่จ่ายออกไป

 

การปรับนโยบายฟรีวีซ่าอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวน แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางการท่องเที่ยวไทย ว่าจะเดินไปสู่การเติบโตเชิงปริมาณ หรือเลือกยกระดับสู่คุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว

The post นักวิชาการ มธ. เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน
 ชี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย พร้อมเสนอเครื่องมือใหม่ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัด มท. สั่ง 5 มาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา ผู้ว่าฯ 4 จังหวัดเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบ https://thestandard.co/thai-myanmar-border-security/ Wed, 22 Apr 2026 01:04:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1199752 ภาพประกอบข่าว ปลัด มท. แถลงมาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา

วานนี้ (21 เมษายน) เวลา 18.00 น. อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ […]

The post ปลัด มท. สั่ง 5 มาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา ผู้ว่าฯ 4 จังหวัดเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ปลัด มท. แถลงมาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา

วานนี้ (21 เมษายน) เวลา 18.00 น. อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบภายในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีแนวโน้มทวีความรุนแรง และขยายตัวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณตรงข้ามแนวชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐคะยา

 

“จากสถานการณ์ดังกล่าว พบการปะทะระหว่างกองกำลังรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์หลายจุด โดยใช้กำลังทางทหาร อากาศยาน และอาวุธวิถีโจมตีเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเมียนมาได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ เสียชีวิต และหนีภัยเข้ามาใกล้แนวชายแดนไทย ขณะเดียวกัน มีความเสี่ยงจากกระสุนหรืออาวุธตกในเขตพื้นที่ไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา”

 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ยกระดับความเข้มข้นดูแลพื้นที่ 5 ด้าน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ได้แก่

 

  • ประสานการปฏิบัติและบูรณาการหน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ หรือการล้ำแดน พร้อมทั้งซักซ้อมและเตรียมความพร้อมแผนเผชิญเหตุ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์ลุกลามเข้ามาในเขตแดนไทย
  • แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้รับทราบสถานการณ์ หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมความพร้อมดำเนินการตามแผนอพยพประชาชนในพื้นที่แนวชายแดน และกำหนดจุดปลอดภัย/ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมใช้งาน
  • เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญ
  • ให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสาร โดยสื่อสารข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกและป้องกันข่าวปลอม
  • เฝ้าระวังและควบคุมการข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตรา และเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าข้ามแดนที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท

The post ปลัด มท. สั่ง 5 มาตรการดูแลชายแดนไทย-เมียนมา ผู้ว่าฯ 4 จังหวัดเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์สู้รบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนัน ย้ำ อว. พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ประสานเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนนำไปปรับใช้ https://thestandard.co/yodschanan-aor-dust-solution/ Tue, 21 Apr 2026 01:23:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1199379 ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำ อว. พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

วันนี้ (21 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ยศชนัน ย้ำ อว. พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ประสานเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนนำไปปรับใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำ อว. พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

วันนี้ (21 เมษายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า การดำเนินการแก้ไขปัญหาสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ มีการสื่อสารและบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งนายกรัฐมนตรีก็ได้หารือกับหลายภาคส่วน เพื่อให้ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

 

ศ.ดร.ยศชนันระบุอีกว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือ มีเครือข่ายที่พร้อมรับแจ้งปัญหาอยู่แล้ว ส่วนกระทรวง อว. มีความพร้อมด้านงบประมาณในการดำเนินการช่วยเหลือ โดยเน้นไปที่การสนับสนุนอุปกรณ์และการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อนำไปปรับใช้ป้องกันตนเอง ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ไปแล้วเมื่อวานนี้

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่นละอองไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา ตลอดจนพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งทางกระทรวง อว. พร้อมเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในทุกพื้นที่

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหาความขาดแคลน และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ตลอดจนเครือข่ายอาสาสมัครทุกคน ตนขอแสดงความชื่นชมและเคารพในความเสียสละของผู้ที่ทำงานจิตอาสา แม้ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารบ้าง แต่ก็ขอให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และยืนยันว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือในทุกมิติ

 

เมื่อถามถึงการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดปัญหาการเผา ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ปัญหาฝุ่นควันในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพรมแดน เป็นผลกระทบที่พัดมาจากประเทศเพื่อนบ้านจริง อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ภายในประเทศที่เราสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว

The post ยศชนัน ย้ำ อว. พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น ประสานเครือข่ายหนุนจัดหาอุปกรณ์-ให้ความรู้ประชาชนนำไปปรับใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษฯ เตือน 39 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ชี้ภาคเหนือวิกฤตหนัก ‘เชียงราย’ ทะลุ 220 มคก./ลบ.ม. https://thestandard.co/pm2-5-chiang-rai-north-thailand/ Tue, 14 Apr 2026 05:29:10 +0000 https://thestandard.co/pm2-5-chiang-rai-north-thailand/ ภาพสภาพอากาศมีหมอกควันหนาแน่นจากฝุ่น PM2.5 ปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือของไทย

วันนี้ (14 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอาก […]

The post ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษฯ เตือน 39 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ชี้ภาคเหนือวิกฤตหนัก ‘เชียงราย’ ทะลุ 220 มคก./ลบ.ม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสภาพอากาศมีหมอกควันหนาแน่นจากฝุ่น PM2.5 ปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือของไทย

วันนี้ (14 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ประจำวัน ณ เวลา 07.00 น. พบว่าภาพรวมปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในประเทศ มีค่าเกินมาตรฐานรวม 39 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก

 

โดยสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุดยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งพบค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ระหว่าง 56.7 – 228.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จังหวัดที่เผชิญวิกฤตหนักที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่ เชียงราย (148.0-220.8 มคก./ลบ.ม.) แม่ฮ่องสอน (81.5-214.0 มคก./ลบ.ม.) น่าน (106.3-192.8 มคก./ลบ.ม.) และเชียงใหม่ (66.4-178.6 มคก./ลบ.ม.) ตามลำดับ

 

นอกจากนี้ยังมีจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา สุโขทัย พิษณุโลก ลำพูน ลำปาง แพร่ กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ ตาก พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี ที่มีปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานเช่นเดียวกัน

 

สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาคอื่นๆ พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 25.8 – 196.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

ขณะที่ภาคกลางและภาคตะวันตก พบเกินค่ามาตรฐานจำนวน 6 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 23.3 – 60.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐาน 1 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 15.8 – 40.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในทางกลับกัน พื้นที่ภาคใต้มีภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้เพียง 11.7 – 21.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากการตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร พบว่าภาพรวมคุณภาพอากาศยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยตรวจวัดได้ 18.4 – 35.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

จากสถานการณ์มลพิษที่เกิดขึ้น ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้ออกคำแนะนำด้านสุขภาพ โดยขอให้ประชาชนทั่วไปเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองเมื่อต้องออกนอกอาคาร สำหรับกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างจริงจังและใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองอย่างมิดชิด หากมีอาการผิดปกติทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ขอความร่วมมือให้งดหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์เพื่อวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันได้ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ airbkk.com รวมถึงแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The post ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษฯ เตือน 39 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ชี้ภาคเหนือวิกฤตหนัก ‘เชียงราย’ ทะลุ 220 มคก./ลบ.ม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์มลพิษฯ รายงาน PM2.5 ยังวิกฤต กระทบ 44 จังหวัดทั่วไทย ภาคเหนือหนักสุด แม่ฮ่องสอนพุ่งทะลุ 197 มคก./ลบ.ม. https://thestandard.co/pm25-crisis-thailand-northern/ Tue, 07 Apr 2026 03:08:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1195352 แฟ้มภาพฝุ่น PM2.5 ปกคลุมท้องฟ้าเหนือเมืองในภาคเหนือของประเทศไทย

วันนี้ (7 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากา […]

The post ศูนย์มลพิษฯ รายงาน PM2.5 ยังวิกฤต กระทบ 44 จังหวัดทั่วไทย ภาคเหนือหนักสุด แม่ฮ่องสอนพุ่งทะลุ 197 มคก./ลบ.ม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพฝุ่น PM2.5 ปกคลุมท้องฟ้าเหนือเมืองในภาคเหนือของประเทศไทย

วันนี้ (7 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ประจำวัน เมื่อเวลา 07.00 น. พบว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาพรวมของประเทศยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยพบปริมาณฝุ่นเกินค่ามาตรฐานสะสมใน 44 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 

ภาคเหนือ ยังคงเผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศหนักที่สุด คุณภาพอากาศส่วนใหญ่เกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดได้ระหว่าง 53.8 – 197.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) โดยพบค่าฝุ่นสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจวัดได้ 94.1 – 197.2 มคก./ลบ.ม., อันดับ 2 จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจวัดได้ 66.3 – 196.3 มคก./ลบ.ม., อันดับ 3 จังหวัดเชียงราย ตรวจวัดได้ 99.1 – 132.4 มคก./ลบ.ม., อันดับ 4 จังหวัดน่าน ตรวจวัดได้ 92.0 – 120.7 มคก./ลบ.ม. และอันดับ 5 จังหวัดพะเยา ตรวจวัดได้ 114.0 มคก./ลบ.ม.

 

นอกจากนี้ ยังพบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานกระจายตัวในอีกหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนล่างและพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ ลำปาง ลำพูน พิษณุโลก แพร่ พิจิตร อุทัยธานี อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสุโขทัย

 

ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานการณ์ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์เกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดได้ 27.9 – 124.1 มคก./ลบ.ม. เช่นเดียวกับ ภาคกลางและภาคตะวันตก ที่เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 23.3 – 69.9 มคก./ลบ.ม. สำหรับ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากการตรวจวัดโดยสถานีของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับ กทม. พบพื้นที่ที่เกินค่ามาตรฐานจำนวน 12 แห่ง ตรวจวัดได้ 25.9 – 43.6 มคก./ลบ.ม. ในขณะที่ ภาคตะวันออก มีภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (22.1 – 37.1 มคก./ลบ.ม.) และ ภาคใต้ เป็นเพียงภูมิภาคเดียวของประเทศที่มีคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี (17.3 – 21.5 มคก./ลบ.ม.)

 

จากสภาวะมลพิษที่เกิดขึ้น ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้ออกประกาศเตือนและคำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ขอให้หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาดและใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง สำหรับประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้งและสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง หากมีอาการผิดปกติทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ทันที

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์เพื่อใช้วางแผนการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ airbkk.com รวมถึงแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK

The post ศูนย์มลพิษฯ รายงาน PM2.5 ยังวิกฤต กระทบ 44 จังหวัดทั่วไทย ภาคเหนือหนักสุด แม่ฮ่องสอนพุ่งทะลุ 197 มคก./ลบ.ม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศูนย์มลพิษฯ เตือน 42 จังหวัดทั่วไทยรับมือ PM2.5 เกินมาตรฐาน วิกฤตฝุ่นเหนือสาหัส เชียงใหม่พุ่งทะลุ 300 ไมโครกรัมฯ https://thestandard.co/pm25-thailand-chiang-mai-dust-crisis/ Sun, 05 Apr 2026 03:34:41 +0000 https://thestandard.co/pm25-thailand-chiang-mai-dust-crisis/ ภาพถ่ายมุมสูงแสดงหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่กำลังเผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศ

วันนี้ (5 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากา […]

The post ศูนย์มลพิษฯ เตือน 42 จังหวัดทั่วไทยรับมือ PM2.5 เกินมาตรฐาน วิกฤตฝุ่นเหนือสาหัส เชียงใหม่พุ่งทะลุ 300 ไมโครกรัมฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายมุมสูงแสดงหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่กำลังเผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศ

วันนี้ (5 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ได้รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ประจำวัน เมื่อเวลา 07.00 น. พบว่าภาพรวมปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ทั่วประเทศยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล

 

โดยมีพื้นที่ที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพกระจายตัวอยู่ใน 42 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก

 

สถานการณ์ใน ภาคเหนือ ถือเป็นพื้นที่ที่วิกฤตที่สุดในขณะนี้ โดยคุณภาพอากาศส่วนใหญ่อยู่ในระดับเกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดค่าได้ระหว่าง 50.1 – 314.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ซึ่งจังหวัดที่มีค่าฝุ่นสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก

 

  • เชียงใหม่: 104.8 – 306.8 มคก./ลบ.ม.
  • แม่ฮ่องสอน: 126.8 – 286.9 มคก./ลบ.ม.
  • เชียงราย: 184.0 – 227.9 มคก./ลบ.ม.
  • ลำพูน: 148.4 – 179.7 มคก./ลบ.ม.
  • น่าน: 130.4 – 163.1 มคก./ลบ.ม. (นอกจากนี้ ยังพบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในจังหวัดลำปาง แพร่ พะเยา พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ ตาก นครสวรรค์ อุทัยธานี เพชรบูรณ์ และสุโขทัย)

 

สำหรับสถานการณ์คุณภาพอากาศในภูมิภาคอื่น ๆ

 

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 32.8 – 147.5 มคก./ลบ.ม. กระทบหลายพื้นที่ อาทิ บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม ขอนแก่น นครราชสีมา ฯลฯ
  • ภาคกลางและตะวันตก: ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 7 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 21.7 – 58.2 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคตะวันออก: ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 1 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 21.6 – 37.6 มคก./ลบ.ม. (ฉะเชิงเทรา)
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑล: สถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับ กทม. พบค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 3 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 23.0 – 43.8 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคใต้: เป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 21.1 – 30.7 มคก./ลบ.ม.

 

หน่วยงานสาธารณสุขได้ออกคำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันอันตรายด้านสุขภาพ

 

  • ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบาง: ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง (หน้ากาก N95) ทุกครั้งที่ต้องออกนอกอาคาร หากมีอาการผิดปกติทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • ประชาชนในพื้นที่สีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง): ขอให้หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองแบบเรียลไทม์เพื่อใช้วางแผนการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวัน ได้ผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK

The post ศูนย์มลพิษฯ เตือน 42 จังหวัดทั่วไทยรับมือ PM2.5 เกินมาตรฐาน วิกฤตฝุ่นเหนือสาหัส เชียงใหม่พุ่งทะลุ 300 ไมโครกรัมฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย https://thestandard.co/moph-pm25-crisis-thailand/ Thu, 02 Apr 2026 06:05:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1193963 ภาพบรรยากาศเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 หนาแน่นจนบดบังทัศนียภาพ

วันนี้ (2 เมษายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรว […]

The post สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 หนาแน่นจนบดบังทัศนียภาพ

วันนี้ (2 เมษายน) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ล่าสุดว่า ขณะนี้พบหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) รวม 11 จังหวัด ได้แก่ น่าน, พะเยา, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, เชียงใหม่, แพร่, แม่ฮ่องสอน, บึงกาฬ, นครพนม และหนองคาย

 

โดยพบค่าฝุ่นพุ่งสูงสุดถึง 293.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสถานการณ์วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบางกว่า 1.6 ล้านราย ประกอบด้วย เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพสูงกว่าประชาชนทั่วไป

 

ด้าน แพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แต่แนวโน้มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเฉียบพลันกำลังเพิ่มสูงขึ้น ทางกระทรวงฯ จึงได้สั่งการให้พื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะ 9 จังหวัดภาคเหนือ เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้น

 

  • สนับสนุนอุปกรณ์คุ้มครองสุขภาพ: ดำเนินการกระจายมุ้งสู้ฝุ่น และสนับสนุนการจัดทำห้องปลอดฝุ่นในครัวเรือนสำหรับกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงแล้ว 2,523 ชุด พร้อมแจกจ่ายหน้ากากป้องกันฝุ่นให้ประชาชนกว่า 1,948,741 ชิ้น
  • ขยายเครือข่ายพื้นที่ปลอดภัย: จัดตั้งห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุข 1,359 ห้อง และขยายความร่วมมือไปยังโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ รวมอีก 993 ห้อง
  • ลงพื้นที่คัดกรองสุขภาพ: ระดมกำลัง อสม. และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อดูแลกลุ่มเสี่ยงสะสมกว่า 4,776,159 ราย และดำเนินการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกไปแล้วกว่า 30,000 ราย

 

นอกจากนี้ สธ. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) ในระดับจังหวัด เพื่อเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และประสานการช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด หากประชาชนมีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือระคายเคืองรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ หรือขอรับคำปรึกษาผ่านสายด่วนกรมอนามัย 1478 ทันที

 

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติตัวสำหรับกลุ่มเปราะบางว่า ขอให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันตนเองขั้นสูงสุด โดยหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้สวมหน้ากาก N95 และสวมใส่ให้กระชับใบหน้า

 

สำหรับเด็กเล็กควรงดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ต้องลดการสัมผัสฝุ่นเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ส่วนผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคประจำตัว ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแนะนำให้ทุกครอบครัวปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในที่พักอาศัยให้เป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น ด้วยการปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดฝุ่นควันสะสมภายในบ้านอย่างเคร่งครัด

The post สธ. ยกระดับสู้ฝุ่น PM2.5 วิกฤต 11 จังหวัด เร่งแจกมุ้งสู้ฝุ่น-คัดกรองกลุ่มเปราะบางทะลุ 1.6 ล้านราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตฝุ่นเชียงใหม่รุนแรงต่อเนื่อง ติดอันดับ 1 เมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก ทัศนวิสัยขุ่นมัวทั่วเมือง https://thestandard.co/chiang-mai-worst-air-world/ Tue, 31 Mar 2026 04:43:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1193043 เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว

วันนี้ (31 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ติ […]

The post วิกฤตฝุ่นเชียงใหม่รุนแรงต่อเนื่อง ติดอันดับ 1 เมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก ทัศนวิสัยขุ่นมัวทั่วเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว

วันนี้ (31 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ติดตามและสำรวจสถานการณ์มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสถานการณ์ยังคงอยู่ในระดับวิกฤตและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

 

จากการสังเกตการณ์สภาพบรรยากาศในช่วงเช้า พบว่าทั่วทั้งตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกควันหนาทึบ โดยเฉพาะบริเวณจุดชมวิวทางขึ้นดอยสุเทพ ทัศนวิสัยการมองเห็นลดต่ำลงจนไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองเชียงใหม่ด้านล่างได้ ส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเปิดไฟหน้ารถเพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่และป้องกันอุบัติเหตุ

 

สำหรับสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อน (Hotspots) ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับรุนแรงนั้น ข้อมูลล่าสุดรายงานสถิติจุดความร้อนสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก ดังนี้:

 

  • จังหวัดเชียงใหม่: พบจุดความร้อนสะสมสูงสุด 301 จุด
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน: พบจุดความร้อนสะสม 255 จุด
  • จังหวัดลำปาง: พบจุดความร้อนสะสม 186 จุด

 

ในส่วนของค่าฝุ่น PM2.5 รายจุดที่เกินค่ามาตรฐานสูงสุดและอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ พบใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่:

 

  1. ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่: ตรวจวัดค่าได้ 330.12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  2. ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน: ตรวจวัดค่าได้ 306.80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  3. ตำบลเวียงพานคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย: ตรวจวัดค่าได้ 198.40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

สอดคล้องกับรายงานข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) แบบเรียลไทม์จากเว็บไซต์ IQAir เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ระบุว่าพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ มีค่า AQI พุ่งสูงถึง 239 ส่งผลให้จังหวัดเชียงใหม่ถูกจัดขึ้นเป็น อันดับ 1 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศแย่ที่สุดในโลก รองลงมาคือ เมืองเดลี ประเทศอินเดีย (AQI 203) และ กรุงกินชาซา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (AQI 177) ตามลำดับ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งระดมกำลังเพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

 

เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 1เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 2เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 3เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 4เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 5เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 6เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 7เชียงใหม่ ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ทัศนวิสัยขุ่นมัว 8

The post วิกฤตฝุ่นเชียงใหม่รุนแรงต่อเนื่อง ติดอันดับ 1 เมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก ทัศนวิสัยขุ่นมัวทั่วเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.ปกรณ์ชี้น้ำมันพุ่ง 6 บาท ซ้ำเติมคนแม่ฮ่องสอนเหตุต้นทุนขนส่งสูง แนะรัฐบาลหยุดบริหารไร้ทิศทาง ปล่อยประชาชนรับกรรม https://thestandard.co/mae-hong-son-fuel-price-hike/ Thu, 26 Mar 2026 04:33:12 +0000 https://thestandard.co/mae-hong-son-fuel-price-hike/ ภาพประกอบกราฟิกแสดงราคาน้ำมันพุ่ง 6 บาท ซ้ำเติมคนแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งสูง และข้อเรียกร้องให้รัฐบาลมีทิศทางการบริหารที่ชัดเจน

วันนี้ (26 มีนาคม) ปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธ […]

The post สส.ปกรณ์ชี้น้ำมันพุ่ง 6 บาท ซ้ำเติมคนแม่ฮ่องสอนเหตุต้นทุนขนส่งสูง แนะรัฐบาลหยุดบริหารไร้ทิศทาง ปล่อยประชาชนรับกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟิกแสดงราคาน้ำมันพุ่ง 6 บาท ซ้ำเติมคนแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งสูง และข้อเรียกร้องให้รัฐบาลมีทิศทางการบริหารที่ชัดเจน

วันนี้ (26 มีนาคม) ปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรในวันเดียวว่า เป็นสถานการณ์ที่สร้างภาระหนักให้กับประชาชน โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ราคาหน้าปั๊ม PTT Station อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นกว่าราคาขายปลีกที่ประกาศ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ห่างไกลจากโรงกลั่นน้ำมัน และเส้นทางคมนาคมคดเคี้ยว ทำให้ค่าขนส่งสูง

 

ปกรณ์ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนไม่เข้าใจและยากจะยอมรับได้ คือ แนวทางการบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันของรัฐบาลที่ขาดความชัดเจน และมีลักษณะย้อนแย้ง เปลี่ยนไปมา จนทำให้เกิดความสับสนและความไม่มั่นใจในทิศทางนโยบาย

 

“ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจสถานการณ์โลก แต่สิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจ คือ การบริหารของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจน ไม่มีทิศทางที่แน่นอน ทำให้ประชาชนต้องมารับภาระอย่างเต็มที่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ นอกจากค่าครองชีพของประชาชนที่จะปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังจะกระทบต่อภาคแรงงานในโรงงานต่างๆ เช่น ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็เริ่มมีการหารือกันถึงการปรับลดแรงงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตแล้ว” ปกรณ์กล่าว

 

ปกรณ์ยังเน้นย้ำว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และแรงงาน ต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเพียงลำพัง โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันในลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง ภาคการผลิต รวมไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชน

 

“พรรคกล้าธรรม ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนมาตรการรับมือปัญหาน้ำมันอย่างจริงจัง และมีแผนที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องดิ้นรนและเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องหยุดแนวทางการบริหารที่ไม่แน่นอน และหันมาแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ‘พอแล้ว พอแล้ว’ กับภาระที่ประชาชนต้องแบกรับจากรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพในช่วงวิกฤตเช่นนี้” ปกรณ์กล่าว

The post สส.ปกรณ์ชี้น้ำมันพุ่ง 6 บาท ซ้ำเติมคนแม่ฮ่องสอนเหตุต้นทุนขนส่งสูง แนะรัฐบาลหยุดบริหารไร้ทิศทาง ปล่อยประชาชนรับกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด! ‘อรรถพล’ รับดีเซลบางพื้นที่ทะลุ 40 บาท เผยอุ้มดีเซล ทำเงินกองทุนน้ำมันไหลออกวันละ 700 ล้าน เล็งกู้เพิ่มพยุงราคา https://thestandard.co/oil-diesel-fund-crisis/ Mon, 09 Mar 2026 04:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1185664 ภาพน้ำมันเชื้อเพลิงและตัวเลขราคาที่พุ่งสูงขึ้น

รายงานข่าว Bloomberg เช้านี้ (9 มี.ค.) ระบุ ราคาน้ำมันด […]

The post น้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด! ‘อรรถพล’ รับดีเซลบางพื้นที่ทะลุ 40 บาท เผยอุ้มดีเซล ทำเงินกองทุนน้ำมันไหลออกวันละ 700 ล้าน เล็งกู้เพิ่มพยุงราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพน้ำมันเชื้อเพลิงและตัวเลขราคาที่พุ่งสูงขึ้น

รายงานข่าว Bloomberg เช้านี้ (9 มี.ค.) ระบุ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้นยังไม่หยุด โดยขณะนี้ราคาน้ำมันเบรนท์ ซื้อขายอยู่ที่ระดับสูงกว่า 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 18%

 

การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ล่าสุด ‘อรรถพล’ รับสถานการณ์ตึงตัว ชี้อุ้มดีเซลดันเงินกองทุนไหลออก 700 ล้านต่อวัน พร้อมจับตา 2 ท่อส่งน้ำมันใหญ่ ‘บากู-เจฮาน’

 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สัมภาษณ์สดผ่านรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ ว่า ประเด็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานขณะนี้ มีการประเมินถึงโอกาสที่อิหร่านอาจโจมตี ท่อส่งน้ำมันสำคัญ 2 เส้น ได้แก่ ท่อบากู-เจฮาน และท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลายฝ่ายกังวลอย่างมาก

 

“ในภาวะสงคราม อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบรายชั่วโมงทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว” อรรถพล กล่าว

 

ดังนั้น จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ภาครัฐต้องใช้กลไกของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิง หลักของทุกภาคทั้งการขนส่งและค่าครองชีพประชาชน

 

เงินไหลออกจากกองทุน 700 ล้านบาทต่อวัน

 

อรรถพล เผยว่า ปัจจุบัน รัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (ที่ 29.94 บาทต่อลิตร) ‘แม้ว่าต้นทุนจริงจะสูงกว่านั้นมาก’ จึงต้องใช้งบอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ เฉลี่ยถึงลิตรละ 9.57 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ วันที่ 9 มี.ค. 2569 เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละ 700 ล้านบาท

 

“สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกตอนนี้ถือว่าตึงตัวมาก แต่รัฐบาลยังใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาดูแลราคาดีเซลเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและต้นทุนภาคขนส่งของประชาชน” อรรถพล กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

วางแผนเพิ่มทางเลือก ‘กู้เงินเพิ่ม’ กรณีรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมีศักยภาพในการดูแลราคาน้ำมันต่อไปได้อีกอย่างน้อยประมาณ 15 วัน

 

“หลังจากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยหากจำเป็น กองทุนฯ ยังมีทางเลือกในการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้วในอดีต”

 

สำหรับกรณีที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ หากจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยหารือและขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้

 

อรรถพล ยังกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่าราคาน้ำมันดีเซลในบางพื้นที่ห่างไกล เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปรับขึ้นสูงถึง ลิตรละ 40.50 บาท ว่า สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับ ‘จ็อบเบอร์’ หรือ ‘ผู้ค้าคนกลาง’ รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงในพื้นที่ภูมิประเทศพิเศษ

 

อย่างไรก็ตาม ปั๊มน้ำมันอิสระบางแห่งไม่ได้เป็นคู่ค้าประจำกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จึงต้องซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ในราคาตลาด

 

“เมื่อเกิดภาวะน้ำมันตึงตัว ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จะจัดสรรสินค้าให้กับลูกค้าประจำก่อน ส่งผลให้ผู้ค้าคนกลางต้องหาน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น”

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงพลังงานเตรียมประชุมร่วมกับ ผู้เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการบรรเทาผลกระทบ โดยอาจเปิดช่องให้ผู้ใช้จริง เช่น ผู้ประกอบการหรือสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ห่างไกล สามารถติดต่อซื้อจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ได้โดยตรงในช่วงวิกฤต เพื่อลดบทบาทของคนกลางและควบคุมต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป

 

สำหรับ ด้านการจัดหาน้ำมัน อรรถพล ย้ำว่า “ประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างแน่นอน เนื่องจากมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่เข้มแข็ง และมีการกระจายแหล่งนำเข้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก”

 

กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารความเสี่ยงโดยการหาแหล่งน้ำมันใหม่เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้พึ่งพาแหล่งจากตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันยังใช้เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศของกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผ่านธุรกิจ Trading ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อจัดหาน้ำมันเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับกรณีที่มีสถานีบริการน้ำมันบางแห่งจำกัด การเติมน้ำมันใส่แกลลอนเพื่อป้องกันการกักตุน

 

“ได้กำชับให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศประสานกับผู้ประกอบการสถานีบริการเพื่อสร้างความเข้าใจ”

 

โดยแนวทางที่กระทรวงพลังงานเน้นย้ำคือ หากเป็นลูกค้าประจำที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน เช่น เกษตรกรหรือชาวประมงที่ใช้เครื่องจักรในการประกอบอาชีพ สถานีบริการควรพิจารณาจำหน่ายให้ตามปกติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีพ

 

เผยปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ปตท. เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

 

ขณะเดียวกันจะเพิ่มความเข้มงวดกับลูกค้าหน้าใหม่ที่นำรถบรรทุกหรือภาชนะขนาดใหญ่มาซื้อน้ำมันในปริมาณมากผิดปกติ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกักตุนหรือเก็งกำไรในช่วงวิกฤต

 

“ในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันของ ปตท. เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากภาวะตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่ไปซื้อน้ำมันสำรองไว้จำนวนมาก พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากรถขนส่งน้ำมันต้องวิ่งเติมสต็อกให้สถานีบริการบ่อยขึ้น จนบางช่วงไม่สามารถหมุนรอบได้ทัน” อรรถพล ระบุ

 

ดังนั้น อยากขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนก ไปซื้อน้ำมันสำรองเกินความจำเป็น เพราะระบบการจัดหาน้ำมันของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง และมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน

 

กฟผ.เตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง รับซื้อพลังงานไฟฟ้าในและต่างประเทศ ทดแทน LNG

 

ด้านนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด 24 ชั่วโมง

 

โดยเฉพาะการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศกาตาร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เบื้องต้น ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้เตรียมจัดหาแหล่งเชื้อเพลิง LNG จากแหล่งอื่นเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมเตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงปรับเพิ่มปริมาณการผลิตและรับซื้อพลังงานไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งในและต่างประเทศ ทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า

 

ภาพ: Sunshine Seeds / Shutterstock

The post น้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด! ‘อรรถพล’ รับดีเซลบางพื้นที่ทะลุ 40 บาท เผยอุ้มดีเซล ทำเงินกองทุนน้ำมันไหลออกวันละ 700 ล้าน เล็งกู้เพิ่มพยุงราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเตือนรับมือฤดูร้อนปี 69 คาดอุณหภูมิพุ่งแตะ 43 องศาฯ สั่งเฝ้าระวัง 3 จังหวัดเสี่ยง-แนะ 6 วิธีป้องกันโรคลมแดด https://thestandard.co/thailand-summer-heatstroke-warning/ Sat, 28 Feb 2026 02:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1182633 ผู้สูงอายุและเด็กเล็กระมัดระวังโรคลมแดดช่วงฤดูร้อน

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) อัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post รัฐบาลเตือนรับมือฤดูร้อนปี 69 คาดอุณหภูมิพุ่งแตะ 43 องศาฯ สั่งเฝ้าระวัง 3 จังหวัดเสี่ยง-แนะ 6 วิธีป้องกันโรคลมแดด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้สูงอายุและเด็กเล็กระมัดระวังโรคลมแดดช่วงฤดูร้อน

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์) อัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์สภาพอากาศของประเทศไทย ซึ่งได้ก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ฤดูร้อนในปีนี้จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปีก่อน

 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สภาพอากาศในบางพื้นที่อาจมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 42–43 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก รัฐบาลจึงขอความร่วมมือให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการทำงานในที่โล่งแจ้งเป็นระยะเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยด้วยโรคลมร้อน หรือ ฮีทสโตรก (Heat stroke) ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

สำหรับโรคลมร้อน (Heat stroke) เกิดจากภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงจัดจนส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกาย โดยมีกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

 

  • กลุ่มเปราะบาง: ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก (วัยทารกถึงอนุบาล) เนื่องจากระบบระบายความร้อนในร่างกายยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด และโรคอ้วน
  • กลุ่มอาชีพเสี่ยง: ผู้ที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้งเป็นประจำ อาทิ ทหาร ตำรวจ และพนักงานรักษาความปลอดภัย

 

รัฐบาลมีข้อแนะนำให้ประชาชน ลดหรือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. หากมีความจำเป็นต้องออกไปพื้นที่กลางแจ้ง ควรหมั่นดื่มน้ำสะอาดทุกๆ ชั่วโมง และหากสูญเสียเหงื่อมากควรเสริมด้วยเครื่องดื่มเกลือแร่ นอกจากนี้ ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนที่ระบายอากาศได้ดี

 

หากพบว่าตนเองหรือบุคคลรอบข้างมีอาการเตือนความเสี่ยงฮีทสโตรก ได้แก่ หน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว ใจสั่น หน้าแดง และเหงื่อไม่ออก ควรรีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันที

 

1. นำตัวผู้ป่วยเข้าพักในที่ร่ม อุณหภูมิเย็น และมีอากาศถ่ายเทสะดวก

 

2. คลายเสื้อผ้าให้หลวม

 

3. ใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามบริเวณซอกพับและหน้าผาก

 

4. หากผู้ป่วยยังมีสติ ให้ดื่มน้ำเพื่อระบายความร้อนภายในร่างกาย

 

5. หากผู้ป่วยหมดสติ ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

 

ด้วยความห่วงใยต่อสุขภาพของประชาชนในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด รัฐบาลขอเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามข้อแนะนำ 6 ประการ เพื่อป้องกันโรคลมร้อนอย่างได้ผล

 

1. ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ (เสริมเกลือแร่หากเหงื่อออกมาก)

 

2. สวมเสื้อผ้าระบายความร้อนได้ดี (เลือกเสื้อผ้าสีอ่อน ไม่รัดรูป หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีทึบหรือสีดำที่สะสมความร้อน)

 

3. หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเพียงลำพัง (ควรอยู่เป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที)

 

4. เลี่ยงการตากแดดจัดต่อเนื่องนานเกินไป หรืออยู่ในพื้นที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท

 

5. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงที่อากาศร้อนจัด

 

6. ห้ามทิ้งบุคคลใดไว้ในรถที่จอดตากแดดเด็ดขาด (โดยเฉพาะเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยง)

The post รัฐบาลเตือนรับมือฤดูร้อนปี 69 คาดอุณหภูมิพุ่งแตะ 43 องศาฯ สั่งเฝ้าระวัง 3 จังหวัดเสี่ยง-แนะ 6 วิธีป้องกันโรคลมแดด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ธรรมนัสพอใจผลงานเลือกตั้ง ยืนยันยังไม่มีดีลตั้งรัฐบาล ทุกอย่างต้องให้เกียรติพรรคแกนนำ https://thestandard.co/thammanat-election-no-government-deal/ Mon, 09 Feb 2026 08:05:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1176483 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเลือกตั้งและประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ. ธรร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ธรรมนัสพอใจผลงานเลือกตั้ง ยืนยันยังไม่มีดีลตั้งรัฐบาล ทุกอย่างต้องให้เกียรติพรรคแกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเลือกตั้งและประเด็นการจัดตั้งรัฐบาล

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยถึงผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่แล้วเสร็จกว่า 95% ว่า โดยภาพรวมพึงพอใจ จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 60 ที่นั่ง แต่ได้ 58 ที่นั่ง ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ยอมรับว่ามีบางเขตที่คาดว่าจะชนะแต่แพ้คะแนนนิดหน่อย แต่ภาพรวมดีใจที่มีบางเขตได้ที่นั่ง สส. เช่น แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด โดยเฉพาะ สุพรรณบุรี ที่มั่นใจว่าจะได้ 2 ที่นั่ง แต่ชนะเพียง 1 ที่นั่งก็ตาม สำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ ถือว่า เป็นตามยุทธศาสตร์ที่พรรคได้หาเสียง โดยเน้นการลงพื้นที่จริงเข้าถึงประชาชน นำเสนอนโยบายภาคการเกษตร ด้านน้ำและที่ดินทำกิน

 

ส่วนเรื่องการทาบทามจัดตั้งรัฐบาล ร.อ. ธรรมนัส กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุย เพราะเมื่อคืนหลังเสร็จสิ้นจากภารกิจที่พรรคกล้าธรรม ก็ปิดโทรศัพท์พักผ่อน และยังไม่ได้รับสายใคร เมื่อถามว่าหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตในการคิดสูตรจัดตั้งรัฐบาล ความเป็นไปได้ น่าจะเป็น พรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้เกียรติพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุย

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

เมื่อถามถึงความพร้อมที่จะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า รัฐบาลที่แล้วก็อยู่ด้วยกันมา หากครั้งนี้ได้เป็นรัฐบาลและได้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะง่ายต่อการสานต่อนโยบายเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติม ปัจจุบันยังเร็วเกินไปและทุกฝ่ายยังตั้งอยู่ในฐานที่มั่นของตนเอง

 

ร.อ. ธรรมนัส ยังระบุถึงกรณีที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ขโมยหย่อนบัตรเลือกตั้งที่จังหวัดพะเยา ว่า ล่าสุดตำรวจได้ข้อสรุปแล้ว เป็นการหย่อนบัตรให้พรรคประชาชน ซึ่งมีความผิดทางอาญา และยังตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เขตเดียวหรือ ไม่ ซึ่งตนได้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ส่วนหลังจากนี้ ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในการเป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ธรรมนัสพอใจผลงานเลือกตั้ง ยืนยันยังไม่มีดีลตั้งรัฐบาล ทุกอย่างต้องให้เกียรติพรรคแกนนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ธรรมนัสขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่พรรคกล้าธรรมที่เชียงใหม่ ชูนโยบายเกษตร–สวัสดิการ ตั้งเป้ากวาด 50 สส. ภาคเหนือ https://thestandard.co/thamanat-klatham-chiang-mai-rally-50-mps/ Mon, 26 Jan 2026 01:25:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1169384 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (25 มกราคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD เดินทางไ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ธรรมนัสขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่พรรคกล้าธรรมที่เชียงใหม่ ชูนโยบายเกษตร–สวัสดิการ ตั้งเป้ากวาด 50 สส. ภาคเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (25 มกราคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD เดินทางไปยังลานพลาซ่า สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ เก็บภาพบรรยากาศการจัดปราศรัยใหญ่ของพรรคกล้าธรรม

 

ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกของพรรคในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดตัวผู้สมัคร สส. ของพรรคใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน พร้อมแนะนำนโยบายของพรรค

 

กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนทยอยเดินทางมาร่วมงาน จากนั้น ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ขึ้นเวทีพูดคุยและแนะนำตัวผู้สมัคร สส. ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง

 

การปราศรัยครั้งนี้มีการจัดเตรียมเก้าอี้กว่า 20,000 ตัว เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมรับฟังจาก 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน

 

ทั้งนี้ มีแกนนำพรรคขึ้นเวทีปราศรัยตามลำดับ ได้แก่ ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์, ฉัตรชัย นิติภักดิ์, ภวฤทธิ์ กาญจนเกตุ, ปวีณา หงสกุล ตามด้วย นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

 

แกนนำพรรคได้แสดงวิสัยทัศน์ทางการเมืองและทิศทางการทำงานของพรรค ที่เน้นการลงพื้นที่ เข้าถึงปัญหาปากท้องของประชาชน และการสร้างฐานเสียงในภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ

 

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากการเดินหน้าหาเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ 8 จังหวัด พบว่ามีกระแสตอบรับที่ดีจากประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยพรรคมีจุดเด่นด้านนโยบายที่จับต้องได้และสามารถสานต่อได้ทันที โดยเฉพาะในด้านการเกษตร การศึกษา และสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประชาชนในพื้นที่

 

ร.อ. ธรรมนัสกล่าวด้วยว่า สำหรับสนามเลือกตั้งในจังหวัดเชียงใหม่และพะเยา พรรคกล้าธรรมหวังเป็นทางเลือกใหม่ที่พร้อมรับใช้ประชาชน ด้วยผลงานที่เคยดำเนินการมาในอดีต ทั้งนี้ พรรคมีการคาดการณ์เป้าหมายจำนวนที่นั่งในสภาไว้ที่ประมาณ 50 ที่นั่งขึ้นไป โดยมองว่ายุทธศาสตร์ในช่วงโค้งสุดท้ายจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 1ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 2ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 3ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 4ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 5ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 6ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 7ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 8ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 9ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กำลังปราศรัยบนเวทีท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมากที่จังหวัดเชียงใหม่ 10
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ธรรมนัสขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่พรรคกล้าธรรมที่เชียงใหม่ ชูนโยบายเกษตร–สวัสดิการ ตั้งเป้ากวาด 50 สส. ภาคเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจคุณภาพแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 13 จุด พร้อมเดินหน้าหาแหล่งน้ำทางเลือกช่วยชาวบ้าน https://thestandard.co/salween-river-arsenic-pollution/ Sat, 22 Nov 2025 03:46:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1146076 กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจคุณภาพแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 13 จุด พร้อมเดินหน้าหาแหล่งน้ำทางเลือกช่วยชาวบ้าน

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุ […]

The post กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจคุณภาพแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 13 จุด พร้อมเดินหน้าหาแหล่งน้ำทางเลือกช่วยชาวบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจคุณภาพแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 13 จุด พร้อมเดินหน้าหาแหล่งน้ำทางเลือกช่วยชาวบ้าน

วันนี้ (22 พฤศจิกายน) สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหาแม่น้ำสาละวินมีความขุ่นผิดปกติ กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดจุดตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และลงพื้นที่เก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขา ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2568 โดยวิธีการเก็บตัวอย่างและตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธีตามประกาศกรมควบคุมมลพิษและ standard methods for the examination of water and wastewater

 

ผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษพบว่า คุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวิน จำนวน 13 จุด ตั้งแต่ชายแดนไทย-เมียนมา ตำบลแม่คง อำบลแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนถึง บ้านสบเมย หมู่ 4 ตำบลแม่สามแลบ
อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ทุกจุดตรวจวัด (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล.)) ค่าตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน 1 จุด (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล.)) และค่าปรอททุกจุดไม่เกินค่ามาตรฐาน ส่วนลำน้ำสาขา จำนวน 5 จุด คุณภาพน้ำเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ดังนี้

 

แม่น้ำสาละวิน

 

  • SAL01 ผาตั้ง ชายแดนไทย-เมียนมาร์ ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.023 มก./ล.
  • SAL02 บริเวณหน่วยอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าผาแดง ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.025 มก./ล.
  • SAL03 บ้านจอท่า ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.023 มก./ล.
  • SAL04 ฐานโกแกระ ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.027 มก./ล.
  • SAL05 สบแงะ ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.024 มก./ล.
  • SAL06 ป่าไม้อุมดา ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.025 มก./ล.
  • SAL07 บ้านแม่สะเกิบ ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.027 มก./ล.
  • SAL08 บ้านท่าตาฝั่ง ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.025 มก./ล. ค่าตะกั่ว 0.076 มก./ล. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 0.05 มก./ล.)
  • SAL09 รอยต่อระหว่างพื้นที่อำเภอสบเมย-อำเภอแม่สะเรียง มีค่าสารหนู 0.028 มก./ล.
  • SAL10 ท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย มีค่าสารหนู 0.029 มก./ล.
  • SAL11 หย่อมบ้านปู่ทา หมู่ 6 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย มีค่าสารหนู 0.024 มก./ล.
  • SAL12 หย่อมบ้านพะละอึ หมู่ 4 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย มีค่าสารหนู 0.027 มก./ล.
  • SAL13 บ้านสบเมย หมู่ 4 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย มีค่าสารหนู 0.029 มก./ล.

 

ลำน้ำสาขาทุกจุด คุณภาพน้ำเป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด

  • PO01 ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง
  • SAM01 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย
  • KEB01 แม่คง อำเภอแม่สะเรียง
  • PIN01 บ้านพะละอึ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย
  • MOE01 บ้านสบเมย ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย

 

สำหรับการดำเนินงานในขั้นต่อไป
1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะทำหนังสือด่วนที่สุดแจ้งกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานแจ้งผลต่อประเทศเมียนมา และขอให้เมียนมาตรวจสอบคุณภาพน้ำและแหล่งกำเนิดมลพิษ

 

2. กรมควบคุมมลพิษจะลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชน เรื่องการใช้น้ำกินน้ำใช้ในชีวิตประจำวันและวิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ำเบื้องต้นอย่างง่าย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ใช้น้ำประปาภูเขา และได้ตรวจน้ำประปาภูเขาแล้วว่าไม่พบสารหนูแต่อย่างใด จึงไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรในเรื่องนี้ แต่มี 4 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในแพริมน้ำและใช้น้ำโดยตรงจากแม่น้ำสาละวิน เจ้าหน้าที่ คพ. ได้แนะนำวิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ำเบื้องต้น เมื่อครั้งลงพื้นที่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาแล้ว

 

3. กรมควบคุมมลพิษจะตรวจสอบคุณภาพน้ำและแจ้งประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

 

4. ผลการวิเคราะห์การปนเปื้อนในปลาและพืช ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเก็บตัวอย่างแล้ว และอยู่ระหว่างรอผลการวิเคราะห์

 

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านต่อไปอีกครั้งในอาทิตย์หน้า โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งหาแหล่งน้ำทางเลือก ทั้งน้ำสำหรับอุปโภคและการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดินหรือน้ำบาดาล ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการสำรวจเบื้องต้น และมีแผนจะเจาะบ่อบาดาล หรือหาแหล่งน้ำอื่น เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ชุมชนต่อไป

The post กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจคุณภาพแม่น้ำสาละวิน พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 13 จุด พร้อมเดินหน้าหาแหล่งน้ำทางเลือกช่วยชาวบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจสารหนูแม่น้ำสาละวินเบื้องต้น 5 จุดไม่เกินค่ามาตรฐาน สั่งเดินหน้าตรวจเข้มและหาแหล่งน้ำสำรอง https://thestandard.co/salween-arsenic-levels-safe/ Thu, 06 Nov 2025 10:49:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1140422 กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจสารหนู แม่น้ำสาละวิน เบื้องต้น 5 จุดไม่เกินค่ามาตรฐาน สั่ง เดินหน้าตรวจเข้มและหาแหล่งน้ำสำรอง

จากกรณีประชาชนริมแม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กังวลก […]

The post กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจสารหนูแม่น้ำสาละวินเบื้องต้น 5 จุดไม่เกินค่ามาตรฐาน สั่งเดินหน้าตรวจเข้มและหาแหล่งน้ำสำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมมลพิษ เผยผลตรวจสารหนู แม่น้ำสาละวิน เบื้องต้น 5 จุดไม่เกินค่ามาตรฐาน สั่ง เดินหน้าตรวจเข้มและหาแหล่งน้ำสำรอง

จากกรณีประชาชนริมแม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กังวลการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสาละวิน ภายหลังมีข่าวพบสารหนูเกินกว่าค่ามาตรฐาน 5 เท่า

 

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำเบื้องต้นพบว่า 5 จุดแรกของแม่น้ำสาละวินและน้ำอุปโภคบริโภค มีการตรวจพบสารหนู แต่ความเข้มข้นยังคงอยู่ในเกณฑ์ไม่เกินค่ามาตรฐาน

 

สุรินทร์ กล่าวว่า สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1/เชียงใหม่) ได้ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำและชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน โดยผลการตรวจด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น (Test Kit) ใน 5 จุดแรก มีดังนี้:

 

จุดที่ 1 ท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ: พบสารหนู 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร (มก./ล.)
จุดที่ 2 หย่อมบ้านปู่ทา ม.6 ต.แม่สามแลบ: พบสารหนู 0.005 มก./ล.
จุดที่ 3 หย่อมบ้านพะละอึ ม.4 ต.แม่สามแลบ: พบสารหนู 0.005 มก./ล.
จุดที่ 4 บ้านสบเมย ต.แม่สามแลวิน ฝั่งแม่น้ำสาละวิน: พบสารหนู 0.01 มก./ล.
จุดที่ 5 บ้านสบเมย ต.แม่สามแลบ ฝั่งแม่น้ำเมย: ตรวจไม่พบสารหนู

 

หมายเหตุ: จุดที่ 1-4 สารหนูไม่เกินค่ามาตรฐานน้ำผิวดิน (0.01 มก./ล.) และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 5 จุด (รวมทั้งหมด 10 จุด: แม่น้ำ 7 จุด และน้ำอุปโภคบริโภค 3 จุด) ซึ่งจะมีการแจ้งผลการตรวจให้ทราบต่อไป

 

อธิบดี คพ. เปิดเผยแผนงานเพิ่มเติมว่า ทางกรมฯ จะดำเนินการดังนี้:
1. สัปดาห์หน้า: เตรียมลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง คุณภาพน้ำและตะกอนดิน ส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวิเคราะห์ สารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ตามหลักวิชาการ เพื่อความแม่นยำและเป็นไปตามข้อสั่งการ
2. สำรวจแหล่งน้ำสำรอง: เร่งสำรวจหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับการอุปโภคและบริโภคให้กับชาวบ้าน หากผลการตรวจพบว่าสารหนูในแม่น้ำสาละวินมีค่าเกินกว่าค่ามาตรฐานจริง

 

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้มีการประสานดำเนินการตรวจสอบการปนเปื้อนในสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ด้วย:

  • สัตว์น้ำ: ประมงจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เก็บตัวอย่างปลา 5 ชนิด ได้แก่ ปลากดคัง, ปลากดหัวเสียม, ปลาแค้, ปลาหมู, และปลาเนื้ออ่อน (ปลาตาโมง) เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
  • พืชเกษตร: หน่วยงานกระทรวงเกษตรจะเข้าตรวจการปนเปื้อนในพืชเกษตร โดยเฉพาะพืชระยะสั้น/พืชล้มลุก ที่ชาวบ้านเน้นเพาะปลูกในช่วงที่น้ำในแม่น้ำสาละวินลดลง

 

สุรินทร์ ได้ชี้แจงถึงความแตกต่างของสภาพแวดล้อมระหว่างผลตรวจวัดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วงเดือนกันยายน 2568 (มีน้ำหลาก ปริมาณน้ำมาก) กับการสำรวจในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 (ปริมาณน้ำลดลง สีน้ำตาลอ่อน) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเข้มข้นของสารหนูแตกต่างกัน

 

โดยกรมควบคุมมลพิษยืนยันจะเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบด้านเพื่อคลายความกังวลและรักษาความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

The post กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจสารหนูแม่น้ำสาละวินเบื้องต้น 5 จุดไม่เกินค่ามาตรฐาน สั่งเดินหน้าตรวจเข้มและหาแหล่งน้ำสำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5 https://thestandard.co/bangkok-4-northern-provinces-pm-25/ Mon, 08 Sep 2025 10:55:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1116947

วันนี้ (8 กันยายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุง […]

The post ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 กันยายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการประกาศพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, และแม่ฮ่องสอน ให้เป็น เขตควบคุมมลพิษ

 

การประกาศดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้งในกรุงเทพฯ และปัญหาหมอกควันจากไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

 

การประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษนี้จะทำให้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมมลพิษมีมากขึ้น ซึ่งรวมถึงมาตรการควบคุมการเผาในที่โล่ง, การสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด, และการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กรุงเทพฯ กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม

 

ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม โดยการประกาศเขตควบคุมมลพิษทั้งสองฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

The post ชัชชาติร่วมประชุมกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เห็นชอบให้กรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดภาคเหนือ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ สู้ PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>