แพตริเซีย มงคลวนิช Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/แพตริเซีย-มงคลวนิช/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 16 Feb 2026 08:38:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คุยกับ ‘หมอมิ้ง’ ภารกิจพรรคเพื่อไทย ทลายกำแพงประกันสังคม เพื่อเข้าถึงสิทธิไม่น้อยกว่าบัตรทอง https://thestandard.co/prommin-pheu-thai-social-security-healthcare/ Mon, 16 Feb 2026 08:38:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1178998 ภาพ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมข้อความ 'ภารกิจพรรคเพื่อไทย ทลายกำแพงประกันสังคม เพื่อเข้าถึงสิทธิไม่น้อยกว่าบัตรทอง'

สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของคนไทยที่รัฐมีส่วนเกี่ […]

The post คุยกับ ‘หมอมิ้ง’ ภารกิจพรรคเพื่อไทย ทลายกำแพงประกันสังคม เพื่อเข้าถึงสิทธิไม่น้อยกว่าบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมข้อความ 'ภารกิจพรรคเพื่อไทย ทลายกำแพงประกันสังคม เพื่อเข้าถึงสิทธิไม่น้อยกว่าบัตรทอง'

สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของคนไทยที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องมี 3 กองทุนหลัก ประกอบด้วย 1) สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เกิดขึ้นในปี 2523 ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง 2) สิทธิประกันสังคม เกิดขึ้นในปี 2533 ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน มีปลัดกระทรวงเป็นประธานคณะกรรมการหรือประธานบอร์ดโดยตำแหน่ง และ 3) สิทธิบัตรทอง หรือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า “30 บาทรักษาทุกโรค” ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์การมหาชนภายใต้พระราชบัญญัติ เกิดขึ้นในปี 2545 ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มาจากการเลือกตั้งปี 2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540

 

เป็นเวลา 24 ปีผ่านไป ในท่ามกลางเสียงสะท้อนจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับบริการสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลจาก 3 กองทุนของรัฐ

 

ปรากฏว่า บัตรทอง หรือ ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ได้รับเสียงสะท้อนในทางบวกอย่างโดดเด่น บนหลักการบุคคลทุกคนมีสิทธิ ‘ยกเว้นที่มีสิทธิอื่นแล้ว’

 

ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ซึ่งจ่ายเงินสมทบทุกเดือน กลับเผชิญข้อจำกัดที่กำหนดโดยสำนักงานประกันสังคม และกติกาที่ระบุ “ยกเว้นที่มีสิทธิอื่นแล้ว” ทำให้ผู้ประกันตนซึ่งนับเป็น “สิทธิอื่น” ไม่สามารถเข้ารับบริการจากสิทธิบัตรทองได้

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกบัตรทองในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยตั้งแต่สมัยแรกปี 2544 และส่งผลให้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้ง 2548 โดยสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะถูกรัฐประหารในปี 2549

 

แนวคิดริเริ่มบัตรทองซึ่งมาหลังสิทธิอื่น แต่ปัจจุบันแซงหน้าสิทธิประกันสังคมและสิทธิอื่นๆ ของรัฐด้านการรักษาพยาบาลไปแล้ว

 

นพ.พรหมินทร์: ทีมคนรุ่นพวกผม เช่น คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คุณหมอวิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ท่านเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องบัญชีและเป็นนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข health financing คือการบริหาร จึงได้ทำตัวเลขออกมาชุดหนึ่งให้เห็นว่างบประมาณภาครัฐที่ใช้จ่ายทั้งหมดเป็นอย่างไรบ้าง แล้วคำนวณว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อคนประมาณเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนวิธีคิด

 

การมีบัตรทอง สามสิบบาทรักษาทุกโรค คือการเปลี่ยนวิธีคิด จากก่อนหน้านั้นรัฐจัดสรรงบประมาณตามขนาดโรงพยาบาล ถ้าขนาดใหญ่ได้เงินจำนวนมาก ถ้าขนาดเล็กได้เงินจำนวนน้อย แต่ละโรงพยาบาลก็ของบประมาณตามที่ขอได้ และได้รับการพิจารณาเป็นครั้งๆ ไม่ได้นับรายหัวประชากรที่แต่ละโรงพยาบาลต้องดูแล แล้วแต่ใครวิ่งได้ก็ได้งบประมาณ

 

ตอนนั้นมีปัญหามาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือพื้นที่ห่างไกล คนก็ไม่อยากไปทำงาน หมอก็ไม่อยากไป ทรัพยากรก็จำนวนน้อย

 

บัตรทองเปลี่ยนไปเป็นรัฐจัดสรรงบประมาณโดยนับต่อหัวประชากรที่โรงพยาบาลต้องดูแล จึงเป็นการสลับข้างกันใหม่ ทำให้ภาคอีสานหรือภาคชนบทได้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น เพราะมีประชากรจำนวนมาก งบประมาณนับตามจำนวนต่อหัวที่โรงพยาบาลต้องดูแล จึงได้งบประมาณเพิ่มขึ้น แทนที่จะไปกระจุกกันแต่บางโรงพยาบาล

 

บัตรทองจึงเป็นการจัดระบบใหม่ในตอนนั้น หลังจากนั้นก็มีฝ่ายต่อต้านโจมตีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราก็ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ จนขณะนี้อยู่ตัวแล้ว อยู่ตัวในระดับหนึ่ง มีวิธีการเบิกจ่ายที่ต้องตกลงกันตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ โลกไม่ได้หยุดนิ่ง นี่คือเรื่องบัตรทองสามสิบบาทรักษาทุกโรค

 

นำตัวเลขมาพิจารณาดูว่างบประมาณเหล่านี้ควรจะรักษาอะไรบ้างเป็นพื้นฐาน จะใช้ยาอะไรเป็นพื้นฐาน สำหรับโรคที่ค่ารักษาสูงๆ ก็ค่อยๆ ขยับ เช่น จากเดิมไม่มีการเบิกค่าล้างไต ต่อมาจนถึงปัจจุบันเบิกค่าล้างไตได้

 

ส่วนการรักษามะเร็ง ล่าสุดถึงขนาดว่าให้มีงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับวิธีการรักษาที่ไฮเทค

 

คุณหมอวิโรจน์ผู้บุกเบิกมาพร้อมคุณหมอสงวน คุณหมอวิโรจน์เรียนจบจากอังกฤษ แล้วปัจจุบันทำงานช่วยองค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) ในหลายเรื่อง

 

นอกจากนั้นก็มีคุณหมอจเด็จ ธรรมธัชอารี ซึ่งเป็นคนรุ่นหลังที่เข้ามาร่วมด้วยตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของบัตรทอง ปัจจุบันคุณหมอจเด็จเป็นเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

 

ระหว่างที่ผมเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งปี 2566 ผมเคยคุยกับหมอจเด็จ ว่า มีเงินจำนวนหนึ่งเบิกได้ถึงขั้นใช้ Proton ในการรักษามะเร็ง เพราะฉะนั้น ใครที่มีความจำเป็นต้องรักษาแบบนั้น ก็ไปรับการรักษาในหมวดนั้น

 

เป็นไปได้อย่างไรที่คนใช้สิทธิประกันสังคมไม่สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้

 

นพ.พรหมินทร์: เพราะเงินคนละส่วนกัน เพราะฉะนั้นเราต้องมาทลายกำแพงตรงนี้ มีปัญหามาตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้ว มีอาจารย์โรงเรียนแพทย์ซึ่งเป็นอาจารย์ที่เก่งมากขณะนั้นเป็นข้าราชการ

 

คุณพ่อของอาจารย์ท่านนี้เป็นผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม ท่านป่วย แล้วประกันสังคมบอกว่าคุณพ่อของอาจารย์แพทย์ท่านนี้ต้องเบิกประกันสังคมก่อน ไม่สามารถใช้สิทธิข้าราชการของบุตรชายไปเบิกค่ารักษาพยาบาลให้คุณพ่อได้ทันที ปัญหาแบบนี้ก็เคยมี เรื่องเหล่านี้เป็นกฎที่มนุษย์เขียนขึ้น

 

กรณีนี้เป็นเรื่องการเบิกจาก ‘สิทธิข้าราชการ’ กับ ‘สิทธิประกันสังคม’ คือ ลูกเป็นข้าราชการเป็นอาจารย์หมอที่เก่งมาก ส่วนคุณพ่อเป็นผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมต้องดูแล ปรากฏว่าลูกต้องการใช้สิทธิข้าราชการเบิกให้คุณพ่อ แต่ได้รับคำตอบจากประกันสังคมว่าคุณพ่อต้องเบิกประกันสังคมให้ครบก่อน นี่เป็นตัวอย่าง

 

ผมว่าถ้าคุยจากหลักใหญ่ก่อน แล้วแก้ปัญหาอย่างยืดหยุ่นก็จะสามารถดูแลได้ครอบคลุม ขจัดความลักลั่นได้

 

กองทุนที่มีมาก่อนบัตรทอง (ข้าราชการกับประกันสังคม) ยังขาดการคุยในรายละเอียด บางครั้งบริหารกฎมากกว่าบริหารงาน

 

ในทางตรงกันข้ามเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณหมอคนหนึ่งมีสิทธิเบิกราชการด้วย แต่เนื่องจากวันที่เข้าโรงพยาบาลลูกยังไม่บรรจุรับราชการ คุณหมอไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีสิทธิบัตรทอง สามสิบบาทรักษาทุกโรค รักษามะเร็งและตัดต่อลำไส้ใหม่ เขาไม่ต้องจ่ายตังค์เลย เพราะว่า สามสิบบาทรักษาทุกโรคครอบคลุมการรักษา และ ‘สามสิบบาทรักษาทุกที่’ ทำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยได้ด้วย เคสนี้ต้องส่งโรงเรียนแพทย์เพราะต้องรักษาขั้นสูง เขาเป็นเพื่อนผม เพิ่งมาเล่าให้ผมฟังว่าไม่เสียตังค์เลย เพราะใช้สิทธิสามสิบบาท เขาก็มาชมนโยบายนี้

 

ทางออกที่ควรจะเป็น

 

นพ.พรหมินทร์: ผมว่าขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ที่เล่ามาเป็นการทำให้คลี่คลาย คือทำให้สิทธิใกล้เคียงกัน โดยจัดวิธีบริหารเท่านั้นเอง ไม่ต้องแก้กติกาเพราะยากมาก เพียงแต่ให้กองทุนประกันสังคมมาซื้อบริการเฉพาะสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลจากสปสช. ซึ่งดูแลบัตรทองอยู่แล้ว ก็จะเท่าเทียมกัน แล้วตกลงกันจัดสรรใช้เงินจำนวนแค่ไหนอย่างไร ใช้จ่ายอย่างไร ความครอบคลุมอะไร ประกันสังคมอยากได้แบบไหน เป็นเรื่องที่สามารถตกลงกันได้โดยไม่ต้องแก้กติกา

 

ถ้าย้อนอดีตไปสมัยพรรคไทยรักไทยริเริ่มบุกเบิกบัตรทอง สามสิบบาทรักษาทุกโรค เหตุใดตอนนั้นไม่รวมเอาสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลนี้ให้แก่ผู้ประกันตนและสิทธิอื่นๆ รวมอยู่ในบัตรทองด้วย

 

นพ.พรหมินทร์: ขอให้เข้าใจว่า แต่ละกองทุนมีพัฒนาการของตัวเอง สำหรับ 3 กองทุนหลัก ต้องคุยกันเพื่อแก้ปัญหา โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหลังการเลือกตั้ง 2566 ได้เริ่มทำไปแล้ว แต่เวลาของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยสั้นมาก

 

ย้อนอดีตเพื่อทำความเข้าใจ กองทุนข้าราชการเกิดขึ้นปี 2523, ต่อมากองทุนประกันสังคมเกิดขึ้นปี 2533 สมัยนั้นก็เป็นของใหม่พร้อมกับอีกเรื่องคือเรื่องลิขสิทธิ์ที่เป็นเรื่องใหม่ ผมจำได้สมัยนั้นผมยังรับราชการอยู่

 

ส่วนสามสิบบาทรักษาทุกโรคหรือบัตรทอง มายุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยซึ่งมาจากการเลือกตั้งปี 2544

 

เมื่อปี 2544 ในขณะนั้นเรากำลังสร้างของใหม่ ไม่ใช่ละเลยผู้มีสิทธิในกองทุนอื่น แต่บังเอิญกองทุนที่มีมาก่อนก็แยกกันบริหาร เรามองว่าเขามีกฎระเบียบของเขาอยู่แล้ว

 

ต่อมาเราก็พัฒนาบัตรทอง พอพัฒนามาเรื่อยๆ กลายเป็นบริการด้านการรักษาพยาบาลของบัตรทองบางเรื่องดีกว่าสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนอื่นๆ

 

นอกจากนั้นพบว่าการเบิกจ่ายระหว่าง 3 กองทุน ไม่เท่ากัน เช่น ค่าผ่าตัดไส้ติ่ง แต่ละกองทุนเบิกไม่เท่ากัน เรื่องเหล่านี้มีรายละเอียดมาก

 

พรรคเพื่อไทยไม่ได้เพิ่งพูดเรื่องประกันสังคม

 

นพ.พรหมินทร์: เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยถูกหาว่า ‘ทำไมมาพูดทีหลัง’ ซึ่งไม่จริง เพราะมีเรื่องใหม่เพิ่งเกิด เรามีจุดยืนของเรา ไม่ใช่เรื่องนโยบายใหม่ แต่เป็นหลักการในการบริหาร ส่วนนโยบายเรื่องต่างๆ พรรคเพื่อไทยมีเยอะแยะ

 

วันนี้ที่ประกันสังคมกลับมามีประเด็นอีกครั้ง เนื่องจากมีปัญหาว่า คนจะไปเปลี่ยนกติกาการเลือกบอร์ดประกันสังคม ปัญหาจึงโผล่มา ไม่งั้นสังคมวงกว้างก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไร จะบอกว่าเราไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าก็ไม่ใช่ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมาในแต่ละยุคแต่ละสมัย มีความแตกต่างกัน

 

รอบนี้เริ่มต้นจากภายในสำนักงานประกันสังคม จะไปเปลี่ยนกติกา การเลือกบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง จึงลามไปเรื่องอื่นๆ มาเจอแอปพลิเคชั่นล่ม เว็บไซต์ล่มเป็นเดือนๆ ยิ่งไปกันใหญ่

 

รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารในการดูแลผู้ประกันตนก็ถูกเปรียบเทียบกับสิทธิบัตรทอง นอกจากนั้นมีปัญหาความโปร่งใสในการลงทุน ซึ่งถ้าไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจก็ควรให้มืออาชีพมารับผิดชอบดูแล

 

ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งบอร์ดฝ่ายลูกจ้าง หลักการของเราคือเห็นว่า ผู้ประกันตน 1 คนควรมีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างได้ครบทั้ง 7 คน ตามสิทธิของเขาไม่ใช่เลือกได้คนเดียว

 

ประกันสังคมขณะนี้บริหารสิทธิประโยชน์หลายเรื่องโดยสำนักงานเดียว เช่น สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล กับ สิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จบำนาญ การบริหารต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่อง เช่น เรื่องบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็จะมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดูแลเรื่องเดียวคือ ทำเงินก้อนนี้ให้มีประโยชน์เพียงพอกับการดูแล เขาอาจจะดูเรื่องการนำเงินไปลงทุน ไม่ต้องมาดูแลสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ส่วนสิทธิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ผู้ดูแลคือกรมบัญชีกลาง ส่วนบัตรทอง ผู้ดูแลคือ สปสช.

 

แต่ประกันสังคมดูหลายเรื่องหลายสิทธิประโยชน์ ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน การจะแก้ปัญหาอะไรต้องเข้าใจรากฐานปัญหาก่อน เมื่อเราเจอปัญหาก็หาทางออก เพราะหากย้อนอดีตต้องเข้าใจเงื่อนไขในอดีตด้วยว่าอาจจะยังไม่มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น ในอดีตผู้ประกันตนก็มีจำนวนน้อย

 

ส่วนปัจจุบันจำนวนผู้ประกันตนมีเยอะ เมื่อมีคนพูดถึงตัวเลข “งบฯ 10%” ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า 10% จากจำนวนที่น้อย กับ 10% ของจำนวนที่เยอะมากกว่าในอดีตแล้ว ควรจะปรับการบริหารอย่างไร เป็นต้น

 

ตอนทำบัตรทอง น่าจะยากกว่าประกันสังคม แต่พรรคไทยรักไทยก็ทำสำเร็จมาแล้ว

 

นพ.พรหมินทร์: งานสร้างกับงานแก้ มีความแตกต่างกัน สมัยนั้นประกันสังคมยังไม่มีปัญหาที่ปรากฏขึ้นอย่างทุกวันนี้ เมื่อวันนี้มีปัญหาให้เห็น ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรแก้ไข และแน่นอนพรรคเพื่อไทยมีทางออก

 

ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาประกันสังคมอย่างไร

 

นพ.พรหมินทร์: สิ่งที่เกิดขึ้น จุดยืนเราชัด จากปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ เรามีจุดยืน 6-7 ข้อที่ประกาศไปแล้ว เรื่องสำคัญคือ ผู้ประกันตน 1 คนควรมีสิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างได้ครบทั้ง 7 คน เพราะเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย คือเป็นแบบที่เคยเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้

 

ข้อ 2 เรื่องกองทุน ต้องบริหารโดยมืออาชีพ

 

ข้อ 3 เนื่องจากเจ้าของเงินมี 3 ฝ่าย (ลูกจ้าง/นายจ้าง/รัฐบาล) แต่เป้าหมายคือบริหารให้ผู้ประกันตนทั้งสิ้น ทั้งหมดคือประโยชน์ของผู้ประกันตน เมื่อ 3 ฝ่ายเข้ามา โดยหลักต้องสามารถเลือกประธานบอร์ด จาก 21 คนในบอร์ด 3 ฝ่ายนั้น ไม่ใช่ประธานบอร์ดเป็นโดยตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน

 

นี่คือข้อเสนอของเรา

 

อีกเรื่องสำคัญคือสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนด้านการรักษาพยาบาล ปัจจุบันพบว่าบางเรื่องในสิทธิประโยชน์นี้กลับด้อยกว่าการรักษาพยาบาลของสิทธิบัตรทอง

 

การแก้ปัญหา เราเสนอว่าให้มีการตกลงกันซื้อบริการเดียวกันจาก สปสช. โดย ประกันสังคมจะเพิ่มอะไรให้ผู้ประกันตน ก็สามารถทำได้ เพื่อให้แตกต่างจากบัตรทอง

 

ในฐานะสปสช. เชี่ยวชาญการให้บริการสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ใช่หรือไม่

 

นพ.พรหมินทร์: เพราะสปสช.มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อพัฒนาไปแล้วอาจจะไม่เท่ากันกับประกันสังคม อย่างที่ศ.นพ.ชวลิต เลิศบุษยานุกูล แพทย์รังสีรักษา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านให้ความเห็นว่า การรักษามะเร็งของสปสช. (บัตรทอง) ดีกว่าประกันสังคม เป็นต้น

 

ดังนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ เพื่อให้มีความเท่ากันก่อน ก็ให้ประกันสังคมมาซื้อบริการจากสปสช.

 

ปัจจุบันสปสช. ได้รับงบประมาณซื้อบริการประกันสุขภาพให้กับประชาชนที่อยู่นอกสิทธิประกันสังคมกับข้าราชการ

 

ดังนั้น ให้ประกันสังคมมาขอซื้อบริการจากสปสช. นั่นเป็นหลักที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเรากำลังดำเนินการอยู่ มีการหารือแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่ลงตัว ก็บังเอิญมีการเปลี่ยนรัฐบาลเสียก่อน รัฐบาลหลังจากนั้นไม่ใช่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย

 

ส่วนค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้ประกันตน ก็มาตกลงกันว่าควรจะเป็นอย่างไร เจ็บป่วยเท่าไหร่ซึ่งสามารถดูได้จากตัวเลขสถิติการเจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วมาต่อรองกัน

 

ต้องเข้าใจว่า พรรคเพื่อไทยเราไม่ได้อยู่ในรัฐบาลมานาน ตอนเราเป็นรัฐบาลอีกครั้งหลังเลือกตั้งปี 2566 ได้พยายามดำเนินการที่พยายามจะเอาเรื่องเหล่านี้มาจัดการร่วมกัน โดยคุณพิชัย ชุณหวชิร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้สั่งกรมบัญชีกลางพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ เพื่อดูแลเรื่องนี้ คุณพิชัยดูแลรับผิดชอบสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ

 

ขณะเดียวกัน ผมเองก็คุยกับท่านเลขาธิการสปสช. ว่า ปัญหานี้ค้างคามานาน มีคนบอกว่าผู้ประกันตนได้รับสิทธิด้อยกว่าผู้มีสิทธิบัตรทองของสปสช.

 

ผมจึงเชิญคุณหมอจเด็จ เลขาธิการสปสช. มาหารือแนวทางของผม และได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ณ วันนั้น คือ คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ เพื่อหารือกันว่า จะเอามารวมกันอย่างไร โดยหลักการ ถ้าให้เท่ากันหรือไม่น้อยไปกว่ากัน ง่ายนิดเดียว

 

หลักการสำคัญคือว่า เนื่องจากว่าผู้ประกันตน ขณะนี้มีเงินกองทุนที่ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว จาก 7 สิทธิประโยชน์ (กรณีชราภาพ/ กรณีสงเคราะห์บุตร/ กรณีเจ็บป่วย/ กรณีตาย/กรณีทุพพลภาพ/ กรณีคลอดบุตร/กรณีว่างงาน เฉพาะ ม.33)

 

ผมได้คุยกันหารือกันว่า ซื้อบริการเดียวกันจากสปสช.บัตรทอง เป็นความริเริ่มที่จะบริหาร แทนที่จะต่างคนต่างบริหาร แล้วในที่สุดไม่เท่ากันแบบนี้ ถ้าประกันสังคมจัดสรรโดยมาซื้อบริการจาก สปสช. ด้วยเงินจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่รู้ว่าเท่าไหร่เพราะประกันสังคมมีหลายหมวด ก็จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับบริการพื้นฐานเดียวกัน มีไม่น้อยไปกว่าบัตรทอง

 

รูปธรรมที่พรรคเพื่อไทยคิดเรื่องการประกันสุขภาพจากรัฐ ทั้ง 3 กองทุน (ข้าราชการ-ประกันสังคม-บัตรทอง) คือจะทำอย่างไร

 

นพ.พรหมินทร์: เทียบเคียงกันครับ คือ พื้นฐานจริงๆ ทุกคนควรจะได้รับการดูแลเหมือนกันเรื่องหลักประกันสุขภาพ นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ได้รับแล้วขณะนี้คือบัตรทอง ที่ดูแลโดยสปสช. เป็นฐานอยู่แล้ว

 

ส่วนประกันสังคมจะไปเพิ่มอะไรให้ผู้ประกันตน เพราะผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ทุกคนจ่ายค่าพรีเมียมมาด้วย ก็ให้ทางประกันสังคมและสปสช. ไปคุยกันว่า ประกันสังคมอยากได้อะไรที่แตกต่าง

 

ส่วนข้าราชการก็เช่นกัน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็คงต้องมาเทียบเคียงกันดูว่าเขาควรได้อะไร เพราะข้าราชการก็ต่างจากสิทธิอื่นอีก ข้าราชการมีสิทธิประโยชน์ไปถึงเรื่องครอบครัว คู่สมรส บิดามารดา บุตร เพราะฉะนั้น ข้าราชการก็อีกหมวดหนึ่ง ซึ่งต้องมาเทียบเคียง

 

ตอนนั้นท่านอธิบดีกรมบัญชีกลาง แพตริเซีย มงคลวนิช ก็มาช่วยกันทำงานช่วงปลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยช่วงที่ผ่านมา เพราะกรมบัญชีกลางครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ควรกำหนดกติกาอย่างไร อันนี้มีรายละเอียดจำนวนมาก ต้องทำงานด้วยกัน ท่านอธิบดีก็บอกกำลังทำอยู่

 

หากย้อนกลับไปปี 2544 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ทำไมทำแต่บัตรทอง ไม่ได้รวมเรื่องประกันสังคมกับข้าราชการเข้ามาด้วย

 

นพ.พรหมินทร์: ขณะนั้น 2 กลุ่มนี้คือข้าราชการกับประกันสังคม มีสิทธิของตัวเองอยู่แล้ว เราจึงดูแลเฉพาะกลุ่มที่เหลือ ที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิใด ก็ต้องมาจัดการพอสมควรอยู่แล้วเรื่องงบประมาณต่างๆ

 

ถ้าหากจัดการตั้งแต่แรกโดยนำมาปนกันจะเกิดความวุ่นวาย ดังนั้นจึงแยกส่วนที่ยังไม่อยู่ในสิทธิใด ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่เราดูแลชัดเจน

 

เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดก็เริ่มมีเรื่องแตกต่างกันเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องมาปรับกันใหม่

 

พรรคไทยรักไทยผลักดันจนทำให้บัตรทองเกิดขึ้นจริง แต่พรรคถูกวิจารณ์อย่างไรในช่วงเริ่มต้น

 

นพ.พรหมินทร์: สโลแกนที่เราใช้ คือ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” แต่ถูกสบประมาทว่า “สามสิบบาทตายทุกโรค” ขณะที่เราเป็นรัฐบาลแล้วกำลังดำเนินการก็จะถูกสบประมาทแบบนี้ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองอื่นที่เขาไม่เห็นด้วยกับเรา เขาก็มีข้อครหาต่างๆ

 

เมื่อไหร่ที่มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ ก็จะมีคนออกมาคัดค้าน สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ปี 2569 ก็เช่นกัน นโยบายที่เราออกมาใหม่ๆ ก็จะมีเสียงออกมาคัดค้าน แต่ในที่สุดมันจะได้รับการพิสูจน์เสมอ

 

การสร้างความวิตกกังวลว่าโครงการบัตรทองจะทำให้โรงพยาบาลเจ๊ง ขณะที่ความเป็นจริงจะเจ๊งได้อย่างไรในเมื่อมีงบประมาณจัดสรรทุกปีสำหรับประชากรทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของกองทุนอื่น

 

นพ.พรหมินทร์: อันนี้ผมก็ได้ยินมาตลอดและพยายามเข้าไปดูแล เนื่องจากผมเคยเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลมาก่อน ถ้าสมมติมีงบประมาณมา ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารว่าบริหารจัดการแล้วผลออกมาเป็นอย่างไรบ้าง ที่จริงโรงพยาบาลต่างๆ มีเงินบำรุงเหลืออยู่มากมายแม้ไม่ถึง 100% บางที่จำนวนประชาชนน้อย ก็อาจจะมีปัญหาการเงินขัดสน แต่ส่วนใหญ่ในภาพรวม เมื่อเอาเงินบำรุงมารวมกันจะเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้าน ซึ่งกรมบัญชีกลางมีตัวเลขอยู่

 

เงินบำรุงหมายถึงว่าเราเอางบประมาณที่จัดไปแล้ว เหลืออยู่ที่โรงพยายาบาลรัฐทั้งประเทศ หลายหมื่นล้านบาท ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาทจากโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ

 

บางแห่งก็มีปัญหา ซึ่งเป็นไปได้จริง แต่ต้องแยกว่า ปัญหาเกิดเนื่องจากการบริหาร หรือมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องแก้เป็นจุดๆ

 

สมัยก่อนนี้มีบางโรงพยาบาลที่แพทย์ขยันทำงาน แต่มีประชากรตรงนั้นจำนวนน้อย แพทย์จึงทำเกิน ด้วยความขยันบวกกับไม่ได้ดูแลเรื่องบัญชี ผู้ตรวจของกระทรวงสาธารณสุขจึงเข้าไปช่วยดูแล แล้วไปแก้ปัญหาตรงนั้น อันนี้เป็นเรื่องปกติของการบริหาร

 

หลักคิดต่อการดูแลรักษาชีวิตประชาชน

 

นพ.พรหมินทร์: ในฐานะพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อไปดูแลผลประโยชน์ของสังคม ผมว่าสิทธิขั้นพื้นฐานจะต้องมีในสังคมที่อยู่ด้วยกัน แม้รายได้แต่ละคนไม่เท่ากัน

 

เพราะฉะนั้นจึงมีระบบที่เรียกว่าภาษี ภาษีคือเก็บจากคนที่มี เพื่อมาใช้จ่ายดูแลทั้งการพัฒนาประเทศไปข้างหน้า และส่วนหนึ่งดูแลคนที่ยังขาด เป็นปรัชญาที่มาของคำว่าภาษี

 

ภาษีไม่ได้เก็บเพื่อมาดูแลเฉพาะคนจ่ายภาษีเท่านั้น แต่ภาษีเก็บเพื่อนำมาใช้จ่ายให้กับส่วนรวม ภาษีเป็น 1 ในตัวเชื่อม เพื่อให้รัฐดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทางต่างๆ สร้างความสะดวกต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไป และถ้าใครขาดก็ต้องเติม ดังนั้น รัฐต้องดูแลคนส่วนที่ด้อยโอกาสกว่าด้วยเสมอ

 

สมมติเด็กที่เกิดมาจน แต่ในที่สุดเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้าได้รับการดูแล ได้รับโอกาส ได้รับการศึกษา เขาสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ถ้ามีโอกาส เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่า เขาไม่ควรต้องได้รับการดูแล

 

บนโลกนี้จึงได้มีกำหนดเรื่อง ‘เส้นความยากจน’

 

ในประเทศไทยเองสภาพัฒน์ก็กำหนดเส้นความยากจนเป็นอย่างไร สำหรับคนที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีกิน มีใช้ มีที่นอน มีปัจจัย 4 ครบ คนนั้นควรมีรายได้ต่อหัวต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 3,078 บาท นั่นคือที่มา ที่พรรคเพื่อไทยเสนอ คนไทยไร้จน เพื่อดูแลคนกลุ่มเหล่านี้

 

กลุ่มที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนซึ่งมีถึง 3.4 ล้านคน เราพยายามหาตัวตน จ่ายให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพื่อให้พลังทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้อย่างเต็มที่ เป็นหน้าที่ของรัฐต้องดูแลทุกคนให้เสมอภาคเท่าเทียมกัน หลักการนี้ก็มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

The post คุยกับ ‘หมอมิ้ง’ ภารกิจพรรคเพื่อไทย ทลายกำแพงประกันสังคม เพื่อเข้าถึงสิทธิไม่น้อยกว่าบัตรทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบัญชีกลาง เตรียมเร่งการเบิกจ่ายใน 4Q68-1Q69 อัดเม็ดเงินเข้าระบบ สนองนโยบาย Quick Big Win https://thestandard.co/cgd-accelerates-quick-big-win-spending/ Tue, 14 Oct 2025 10:22:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1130326 กรมบัญชีกลาง เตรียมเร่งการเบิกจ่ายใน 4Q68-1Q69 อัดเม็ดเงินเข้าระบบ สนองนโยบาย Quick Big Win

วันนี้ (14 ตุลาคม) แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลา […]

The post กรมบัญชีกลาง เตรียมเร่งการเบิกจ่ายใน 4Q68-1Q69 อัดเม็ดเงินเข้าระบบ สนองนโยบาย Quick Big Win appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบัญชีกลาง เตรียมเร่งการเบิกจ่ายใน 4Q68-1Q69 อัดเม็ดเงินเข้าระบบ สนองนโยบาย Quick Big Win

วันนี้ (14 ตุลาคม) แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางรับนโยบาย Quick Big Win จากรัฐบาล โดยเตรียมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 เพื่ออัดเม็ดเงินเข้าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยวาระดังกล่าวเตรียมเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 (ครม.เศรษฐกิจ) ในวันพรุ่งนี้ (15 ตุลาคม) ด้วย

 

นอกจากนี้ แพตริเซียยังเปิดเผยว่า ขณะนี้มีงบประมาณเหลื่อมปีรอการเบิกจ่ายกว่า 3.2 แสนล้านบาทที่ค้างมาจากปีงบประมาณก่อน

 

ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 แพตริเซีย ระบุว่า มีอัตราเบิกจ่ายรวม 92.3% แบ่งเป็น งบประจำที่มีการเบิกจ่าย 100.02% และงบการลงทุน ซึ่งมีการเบิกจ่ายเพียง 65% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 80%

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2568 ต่ำกว่าเป้า มีสาเหตุจาก งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่ไม่สามารถจัดสรรได้ทันภายในปีงบประมาณ จึงต้องกันวงเงินไว้เป็นงบเหลื่อมปี เพื่อนำกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจในปีงบประมาณถัดไป

 

ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมา (ปี 2567-2568) อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนของไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันที่ 65% โดยสาเหตุที่อัตราการเบิกจ่ายของปีงบ 2567 ที่ต่ำ มาจากการออกพ.ร.บ.งบประมาณล่าช้า แตกต่างกับช่วงก่อนหน้านี้ ที่อยู่สูงกว่าระดับ 70% มาโดยตลอดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 โดยปีงบประมาณ 2566 อยู่ที่ระดับสูงถึง 77%

 

“ด้วยการเร่งเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี และมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายของส่วนราชการ (Front-Loading) และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติม จึงทำให้มั่นใจได้ว่า จะมีเม็ดเงินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 4 มากขึ้น” แพตริเซียกล่าวทิ้งท้าย

The post กรมบัญชีกลาง เตรียมเร่งการเบิกจ่ายใน 4Q68-1Q69 อัดเม็ดเงินเข้าระบบ สนองนโยบาย Quick Big Win appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบัญชีกลาง ออกหนังสือด่วนที่สุด แจงระเบียบฯ ช่วยประชาชนพื้นที่ชายแดนได้ แม้ศูนย์พักพิงไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ https://thestandard.co/thailand-border-aid-regulation-update/ Wed, 30 Jul 2025 05:21:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1101641 กรมบัญชีกลาง

วันนี้ (30 กรกฎาคม) กรมบัญชีกลาง ได้เผยแพร่หนังสือด่วนท […]

The post กรมบัญชีกลาง ออกหนังสือด่วนที่สุด แจงระเบียบฯ ช่วยประชาชนพื้นที่ชายแดนได้ แม้ศูนย์พักพิงไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบัญชีกลาง

วันนี้ (30 กรกฎาคม) กรมบัญชีกลาง ได้เผยแพร่หนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลงนามโดย แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นการตอบข้อหารือถึงแนวทางการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

 

ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า สถานการณ์การปะทะกันของกองกำลังไทย – กัมพูชา อันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งสถานการณ์ได้ยกระดับความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เกิดการปะทะกันบริเวณแนวชายแดนในหลายพื้นที่ มีแนวโน้มว่าอาจจะยืดเยื้อและขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าว พบว่า 

 

ส่งผลกระทบในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นได้รับผลกระทบ 14 อำเภอ 75 ตำบล 960 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 189,679 ครัวเรือน 523,007 คน ผู้เสียชีวิต 14 ราย ผู้บาดเจ็บ 37 ราย

 

ต่อมามีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับการอพยพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 5 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 229 แห่ง แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีสถานการณ์ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่ที่ไม่มีสถานการณ์ ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้อพยพ 1 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว โดยมีผู้อพยพรวม 127,001 คน

มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอนาจะหลวย อำเภอน้ำขุ่น และอำเภอน้ำยืน) จังหวัดศรีสะเกษ (อำเภอกันทรลักษ์) จังหวัดสุรินทร์ (อำเภอกาบเชิง อำเภอบัวเชด อำเภอปราสาท อำเภอพนมดงรัก อำเภอเมืองสุรินทร์ อำเภอลำดวน อำเภอศรีณรงค์ และอำเภอสังขะ) และจังหวัดบุรีรัมย์ (อำเภอบ้านกรวด และอำเภอละหานทราย)

 

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยพิจารณาแล้วเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้มีการยกระดับความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เกิดการปะทะกันบริเวณแนวชายแดนในหลายพื้นที่ มีแนวโน้มว่าอาจจะยืดเยื้อและขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้ต้องมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่มีสถานการณ์ดังกล่าวไปยังพื้นที่ปลอดภัยและสถานที่ชั่วคราว (ศูนย์พักพิงหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว) เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน

 

ทั้งนี้ ทำเลที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าวต้องคำนึงถึงการตั้งอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีอันตรายจากภัยคุกคามต่าง ๆ และอาจไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน แต่มีลักษณะเป็นพื้นที่เกี่ยวพันต่อเนื่องที่ได้รับการพิจารณาเมื่อเกิดภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

 

จึงขอหารือว่า ผู้มีอำนาจประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ข้อ 20 สามารถดำเนินการประกาศให้พื้นที่ที่ได้จัดตั้งเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสถานที่ชั่วคราว (ศูนย์พักพิงหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว) สำหรับประชาชนผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอันเป็นผู้ประสบภัยพิบัติ เป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้หรือไม่ อย่างไร ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

 

ขณะที่ กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า โดยที่ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ข้อ 5 กำหนดนิยาม ‘ภัยพิบัติ’ หมายความว่า สาธารณภัย อันได้แก่ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย … กองกำลังจากนอกประเทศ ตลอดจนภัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติ หรือมีบุคคลหรือสัตว์ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตร่างกายของประชาชนหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน และ ‘ผู้ประสบภัยพิบัติ’ หมายความว่า ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่รวมถึงส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ

 

ทั้งนี้ ข้อ 20 กำหนดให้เมื่อภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเกิดขึ้นในท้องที่ใดให้ผู้มีอำนาจดำเนินการประกาศในท้องที่นั้นเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยต้องกำหนดพื้นที่และระยะเวลาของการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัตินั้นด้วย

 

กรณีตามข้อหารือ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อจังหวัดได้พิจารณาประกาศให้ท้องที่ใดเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว และมีความจำเป็นต้องมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ ไปยังพื้นที่ปลอดภัยและสถานที่ชั่วคราว (ศูนย์พักพิงหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว) ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่เกี่ยวพันต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน ซึ่งทำเลที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ

 

กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ซึ่งจังหวัดย่อมสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ และหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563 ไม่ใช่กรณีที่ต้องประกาศให้พื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์พักพิงหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือฯ แต่อย่างใด

The post กรมบัญชีกลาง ออกหนังสือด่วนที่สุด แจงระเบียบฯ ช่วยประชาชนพื้นที่ชายแดนได้ แม้ศูนย์พักพิงไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบัญชีกลางแจง กรณีประมูลสร้างสำนักงาน สตง. ยืนยันระบบ e-bidding ปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง https://thestandard.co/e-bidding-system-safe-no-official-interference/ Sat, 12 Apr 2025 10:19:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1063838 e-bidding

วันนี้ (12 เมษายน) กรมบัญชีกลางชี้แจงกรณีมีข้อกล่าวหาว่ […]

The post กรมบัญชีกลางแจง กรณีประมูลสร้างสำนักงาน สตง. ยืนยันระบบ e-bidding ปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
e-bidding

วันนี้ (12 เมษายน) กรมบัญชีกลางชี้แจงกรณีมีข้อกล่าวหาว่าผู้ชนะการประมูลโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทราบราคาคู่แข่งล่วงหน้า จึงเสนอราคาลำดับท้ายและต่ำกว่ารายอื่น พร้อมยืนยันไม่มีเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลางเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูล พร้อมเปิดเผยรายละเอียดการประมูลอย่างโปร่งใสจากระบบ e-GP

 

แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตรวจสอบ log file ของระบบ e-bidding ที่ใช้ในการประมูลโครงการดังกล่าวทันทีที่มีข้อร้องเรียน พบว่า มีผู้ยื่นซองเข้าร่วมการประมูลทั้งหมด 7 ราย โดยกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลนั้น ยื่นเสนอราคาเป็นลำดับที่ 5 ด้วยวงเงิน 2,136 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางถึง 386.153 ล้านบาท และยังต่ำกว่าราคาของบริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งยื่นเป็นลำดับที่ 2 ถึง 27.8 ล้านบาท


โดยมีรายละเอียดของการประมูลจาก Log File ของระบบ e-GP ดังนี้ 

  1. บริษัท เอ็นแอล ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 2,368,000,000 บาท
  2. บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 2,163,800,000 บาท
  3. บริษัท กิจการร่วมค้า ยูเวิร์คนีโอแอนด์มาร์ชเทน จำกัด เสนอราคา 2,357,777,777 บาท
  4. กิจการร่วมค้า วรเรียล เสนอราคา 2,320,888,000 บาท
  5. กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี เสนอราคา 2,136,000,000 บาท
  6. บริษัท อาคาร 33 จำกัด เสนอราคา 2,194,463,000 บาท
  7. บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 2,392,000,000 บาท

 

อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ e-bidding มีมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง โดยมีการเข้ารหัส (encryption) 2 ชั้น และใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ในการจัดเก็บข้อมูล ทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลการเสนอราคาได้ในระหว่างที่ยังเปิดรับข้อเสนอ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเสนอราคา ระบบจึงจะเปิดเผยข้อมูลราคาต่ำสุดในโครงการนั้นๆ

 

“ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลการเสนอราคาทั้งในโครงการนี้หรือโครงการใดๆ ของรัฐ และหากมีผู้แอบอ้างว่าสามารถเปิดเผยข้อมูลการประมูลได้หรือขอรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับข้อมูล ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ” แพตริเซียกล่าว

The post กรมบัญชีกลางแจง กรณีประมูลสร้างสำนักงาน สตง. ยืนยันระบบ e-bidding ปลอดภัย ไม่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมบัญชีกลางเผย มีข้าราชการราว 9 พันคน จาก 1.3 ล้านคน เลือกรับเงินเดือน 2 งวดต่อเดือน หลังมีผลบังคับใช้ไม่ถึง 4 เดือน https://thestandard.co/civil-servants-choose-to-receive-salary-in-2-installments/ Fri, 19 Apr 2024 10:26:36 +0000 https://thestandard.co/?p=924656 ข้าราชการ

หลังจากที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ออกนโยบายให้ข้ารา […]

The post กรมบัญชีกลางเผย มีข้าราชการราว 9 พันคน จาก 1.3 ล้านคน เลือกรับเงินเดือน 2 งวดต่อเดือน หลังมีผลบังคับใช้ไม่ถึง 4 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ข้าราชการ

หลังจากที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ออกนโยบายให้ข้าราชการสามารถเลือกรับเงินเดือน 2 งวดต่อเดือนได้ (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567) ในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือน พบว่ามีข้าราชการเลือกรับเงิน 2 งวดต่อเดือนราว 9,000 คน จากข้าราชการทั้งหมด 1.3 ล้านคน

 

วันนี้ (19 เมษายน) แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า หลังจาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายเปิดโอกาสให้ข้าราชการและพนักงานลูกจ้างเลือกรับเงินเดือน 2 งวดต่อเดือน พบว่าปัจจุบันมีข้าราชการเลือกรับเงินเดือน 2 งวด จำนวนราว 9,000 คน จากจำนวนข้าราชการประจำทั้งหมด 1.3 ล้านคน และพนักงานลูกจ้างเลือกรับอีกราว 140 คน จากจำนวนพนักงานลูกจ้างทั้งหมดราว 40,000 คน

 

ทั้งนี้ นโยบายแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบมีผลบังคับใช้ดังนี้

  • ข้าราชการเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567
  • พนักงานลูกจ้างเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

แพตริเซียอธิบายต่อว่า จำนวนดังกล่าวไม่ได้เป็นตัวสะท้อนว่านโยบายดังกล่าวดีหรือไม่ดี แต่อาจเป็นผลมาจากพฤติกรรมการเงินของราชการที่มีบิลส่วนใหญ่เรียกเก็บสิ้นเดือน

 

อย่างไรก็ดี อธิบดีกรมบัญชีกลางเชื่อว่าในระยะต่อไปจะมีข้าราชการและพนักงานลูกจ้างเปลี่ยนมาขอรับเงินเดือน 2 งวดมากขึ้น และต้องจับตาดูว่าเด็กที่เข้ามาใหม่จะเลือกรับเงินเดือนรูปแบบใด ซึ่งจะเป็นคำตอบว่านโยบายดังกล่าวจะตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่หรือไม่

The post กรมบัญชีกลางเผย มีข้าราชการราว 9 พันคน จาก 1.3 ล้านคน เลือกรับเงินเดือน 2 งวดต่อเดือน หลังมีผลบังคับใช้ไม่ถึง 4 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! https://thestandard.co/mof-new-executives-info/ Tue, 03 Oct 2023 12:40:36 +0000 https://thestandard.co/?p=850175

เปิดรายชื่อผู้บริหารกระทรวงการคลังชุดใหม่ หลังวันนี้ (3 […]

The post เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดรายชื่อผู้บริหารกระทรวงการคลังชุดใหม่ หลังวันนี้ (3 ตุลาคม) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้โอน/ย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 13 ราย ดังนี้

 

 

  1. ​โอน กุลยา ตันติเตมิท ตำแหน่งอธิบดี (ผู้บริหารสูง) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง

  1. โอน แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

  1. โอน พชร อนันตศิลป์ อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธีรัชย์ อัตนวานิช รองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

  1. ย้าย ชาญวิทย์ นาคบุรี ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน เกียรติณรงค์ วงศ์น้อย ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง (นักวิชาการคลังทรงคุณวุฒิ) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ปิ่นสาย สุรัสวดี ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน อัครุตม์ สนธยานนท์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธิบดี วัฒนกุล ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง

  1. โอน ขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นักวิชาการคอมพิวเตอร์ทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน วุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธีรลักษ์ แสงสนิท ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ศุกร์ศิริ บุญญเศรษฐ์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

 

​ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. ยืนยัน ไม่ได้ออกบอนด์โอเวอร์ซัพพลาย เชื่อเหมาะสม-ตลาดรองรับได้ เร่งตรึงดอกเบี้ยรับมือยีลด์ขาขึ้น https://thestandard.co/pdmo-no-oversupply-bond/ Thu, 21 Sep 2023 10:49:22 +0000 https://thestandard.co/?p=844364

สบน. เร่งตรึงดอกเบี้ยรับมือยีลด์ขาขึ้น ย้ำไม่ได้ออกพันธ […]

The post สบน. ยืนยัน ไม่ได้ออกบอนด์โอเวอร์ซัพพลาย เชื่อเหมาะสม-ตลาดรองรับได้ เร่งตรึงดอกเบี้ยรับมือยีลด์ขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

สบน. เร่งตรึงดอกเบี้ยรับมือยีลด์ขาขึ้น ย้ำไม่ได้ออกพันธบัตรรัฐบาลมากเกินจนล้นตลาด แต่ทำเพื่อให้สอดคล้องกับการขาดดุลและหนี้เก่าที่ครบกำหนด เชื่อเหมาะสมและตลาดรองรับได้

 

วันนี้ (21 กันยายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 สบน. ได้วางกรอบการออกพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 1.6 แสนล้านบาท เพื่อให้วงเงินการออกพันธบัตรสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของการขาดดุลงบประมาณและการเติบโตของมูลค่าหนี้ที่ครบกำหนด ซึ่งเป็นการดำเนินการตามปกติในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดตราสารหนี้

 

แพตริเซียยังยืนยันอีกด้วยว่า การออกพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้ออกมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะล้นตลาด โดย สบน. มีการพิจารณาแล้ว และเชื่อมั่นว่ามีความเหมาะสม อีกทั้งตลาดยังสามารถรองรับได้เพียงพอ  

 

ส่วนของ Bond Yield อายุ 10 ปีที่มีการปรับตัวสูงนั้น แพตริเซียกล่าวว่า เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายในต่างประเทศ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน รวมถึงนักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนอื่นเพิ่ม และไม่ได้เกิดจากการออกพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ที่ผ่านมา Bond Yield อายุ 10 ปีในช่วงปี 2565 ก็เคยมีผลตอบแทนสูงกว่าในปัจจุบันมาแล้ว

 

สบน. เร่งตรึงดอกเบี้ยรับมือยีลด์ขาขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Bond Yield อาจทำให้คลังมีต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้นบ้าง ซึ่งเป็นไปตามทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลกที่ขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น

 

แต่ สบน. ได้พยายามวางแผนปรับโครงสร้างการก่อหนี้ให้เป็นอัตราผลตอบแทนแบบคงที่ (Fixed) ​แทนดอกเบี้ยลอยตัว (Floating) เช่น ในปีนี้จากแผนที่ต้องกู้ทั้งหมด สบน. จะมีการออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลเกินกว่าครึ่ง ซึ่งจะช่วยบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและลดภาระของรัฐบาลได้

The post สบน. ยืนยัน ไม่ได้ออกบอนด์โอเวอร์ซัพพลาย เชื่อเหมาะสม-ตลาดรองรับได้ เร่งตรึงดอกเบี้ยรับมือยีลด์ขาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. ยืนยัน พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ประกาศใช้ล่าช้า ไม่กระทบอุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทย https://thestandard.co/pdmo-confirmed-2024-budget/ Fri, 01 Sep 2023 09:10:51 +0000 https://thestandard.co/?p=836499 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ยืนยันว […]

The post สบน. ยืนยัน พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ประกาศใช้ล่าช้า ไม่กระทบอุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า แม้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 จะประกาศใช้ล่าช้า ไม่ทันวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ก็จะไม่กระทบกับอุปทานหรือการออกพันธบัตรรัฐบาลไทย 

 

วันนี้ (1 กันยายน) แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า แม้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จะประกาศใช้บังคับไม่ทันในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล แต่อุปทานของพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Supply) จะไม่ขาด โดย สบน. จะออกพันธบัตรหล่อเลี้ยงเรื่อยๆ เพื่อทำให้มั่นใจว่าอุปทานจะมีต่อเนื่อง โดยในจำนวนนี้รวมไปถึงพันธบัตรที่ออกมาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ (Refinance)

 

โดยตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Wall Street Journal แสดงให้เห็นว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.750% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงต้นปีที่ 2.485% นับว่ามีเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่เร็วๆ นี้เผชิญกับความผันผวนอย่างมาก รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุยาวเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาที่ลดลงจากอุปทาน (Supply) ที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ แพตริเซียยังเปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2566 ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและดีกว่าประมาณการ ทำให้การออกพันธบัตรของรัฐบาลในปีนี้น้อยลงจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมเงินของรัฐบาลในปี 2566 ไม่ได้ลดลง โดย สบน. ยังกู้เต็มอยู่ นับรวมเงินกู้เหลื่อมอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับต้นปีงบประมาณ 2567 ที่อาจล่าช้าด้วย

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2566 (ตุลาคม 2565 – กรกฎาคม 2566) พบว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิจำนวน 2,148,820 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 150,899 ล้านบาท หรือ 7.6% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 5.2%

The post สบน. ยืนยัน พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ประกาศใช้ล่าช้า ไม่กระทบอุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ BBB+ จับตาเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใกล้ชิด https://thestandard.co/fitch-ratings-thailand-at-bbb-plus/ Wed, 30 Nov 2022 11:15:17 +0000 https://thestandard.co/?p=718101

Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BB […]

The post Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ BBB+ จับตาเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) จับตามาตรการด้านเงินเฟ้อ สัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มองเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.3% ปีหน้าโต 3.8%

 

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 บริษัท Fitch Ratings (Fitch) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


โดย Fitch คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 จะเติบโตที่ 3.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 3.8% ในปี 2566 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peer) ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือการฟื้นตัวอย่างมากของภาคการท่องเที่ยว โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 10.3 ล้านคน ในปี 2565 เป็น 24 ล้านคน ในปี 2566 เนื่องจากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบและการประกาศปรับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการเป็นโรคติดต่อร้ายแรง (Pandemic) เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ตลอดจนอุปสงค์ภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐและอัตราเงินเฟ้อที่ผ่อนคลาย

 

ขณะที่ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เนื่องจากมีกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มแข็ง โดย Fitch คาดว่า การขาดดุลงบประมาณของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องลดลงตามสถานการณ์การระบาดที่คลี่คลายจาก 6.8% ในปี 2564 เป็น 4.9 % และ 3.8% ในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ และคาดว่าจะยังอยู่ในระดับดังกล่าวในระยะต่อไป

 

ทั้งนี้ ระดับการขาดดุลดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ในระดับมีเสถียรภาพและรัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังที่สามารถรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต (Shock) อีกทั้งรัฐบาลสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในประเทศได้ทุกสถานการณ์ และหนี้สาธารณะคงค้างส่วนใหญ่เป็นหนี้สกุลเงินบาทจึงช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และคาดว่ารัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง

 

ส่วนภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่น แม้ในปี 2565 ประเทศไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 3.2% แต่ Fitch คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุล (Surplus) เป็น 1.9% และ 3.7% ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ จากภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในปี 2566 จำนวน 6.9 เดือน ซึ่งสูงกว่า Peers ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6 เดือน

 

สำหรับประเด็นที่ Fitch ให้ความสนใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิด คือการดำเนินมาตรการด้านอัตราเงินเฟ้อ สัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 บริษัท S&P Global Ratings ก็คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจาก การคลี่คลายของสถานการณ์การระบาดของโควิด ตลอดจนการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด และอนุญาตให้มีการเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย และการที่ประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันโควิดอย่างทั่วถึง เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

 

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศท่ามกลางสถานการณ์การเงินโลกและเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

The post Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ BBB+ จับตาเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือญี่ปุ่น ‘ปรับเพิ่ม’ อันดับความน่าเชื่อถือ ‘ไทย’ เป็น A แต่จับตาเงินเฟ้อใกล้ชิด https://thestandard.co/jcr-upgrades-thailand-rating-to-a/ Sat, 12 Nov 2022 03:43:27 +0000 https://thestandard.co/?p=708118

Japan Credit Rating Agency หรือ JCR ปรับเพิ่มอันดับความ […]

The post บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือญี่ปุ่น ‘ปรับเพิ่ม’ อันดับความน่าเชื่อถือ ‘ไทย’ เป็น A แต่จับตาเงินเฟ้อใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Japan Credit Rating Agency หรือ JCR ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็น A และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เหตุโควิดคลี่คลาย การท่องเที่ยวฟื้นตัว ภาคการคลัง ภาคธนาคาร และการเงินต่างประเทศแข็งแกร่ง แต่ยังจับตาเงินเฟ้อใกล้ชิด

 

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัท Japan Credit Rating Agency หรือ JCR ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ได้แก่ ตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-term Sovereign Credit Rating) จากระดับ A- เป็น A และตราสารหนี้สกุลเงินบาทจากระดับ A เป็น A+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระดับที่มีเสถียรภาพ 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


โดยมีปัจจัยมาจากสถานการณ์การระบาดของโควิดที่คลี่คลาย และการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทาง ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยฟื้นตัว โดย JCR คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2022 จะเติบโตประมาณ 3% 

 

นอกจากนี้ การส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านมาตรการทางภาษี เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่างๆ ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะช่วยยกระดับภาคการผลิต เสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง และมีศักยภาพการเติบโตในระยะปานกลางถึงยาว ซึ่งคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างน้อยประมาณ 4% หรือมากกว่าในระยะต่อไป

 

ขณะที่ภาคการคลังมีความเข้มแข็งจากการปฏิรูปภาษีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการใช้จ่ายภาคการคลังได้ลดลงตามสถานการณ์การระบาดที่คลี่คลาย และรัฐบาลมีเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี JCR จึงคาดว่ารัฐบาลจะสามารถรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 70% ได้

 

ปัจจัยอีกประการคือภาคธนาคารและการเงินต่างประเทศ โดยพบว่าภาคธนาคารมีเสถียรภาพ และภาคต่างประเทศแข็งแกร่ง แม้ว่าปี 2021 ประเทศไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากภาคการส่งออกและรายได้จากนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างประเทศคาดว่าจะทำให้ประเทศไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลนับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป นอกจากนี้ การมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ JCR ให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด คือแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเพื่อตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าว

The post บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือญี่ปุ่น ‘ปรับเพิ่ม’ อันดับความน่าเชื่อถือ ‘ไทย’ เป็น A แต่จับตาเงินเฟ้อใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะยืนยัน! ดีมานด์พันธบัตรรัฐบาลไทยยังแกร่ง แม้ยีลด์ผันผวน เพิ่มขึ้นแตะ 3.11% https://thestandard.co/thailand-goverment-bond-yield/ Thu, 13 Oct 2022 12:02:13 +0000 https://thestandard.co/?p=695322

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยืนยันดีมาน […]

The post ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะยืนยัน! ดีมานด์พันธบัตรรัฐบาลไทยยังแกร่ง แม้ยีลด์ผันผวน เพิ่มขึ้นแตะ 3.11% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยืนยันดีมานด์พันธบัตรรัฐบาลไทยยังแข็งแกร่ง แม้อัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวผันผวนบ้าง และสูงขึ้น 1.19% จากต้นปีแตะ 3.11% พร้อมระบุ ไม่เห็นการไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ

 

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยืนยันว่า ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลไทยยังแข็งแกร่ง แม้อัตราผลตอบแทนอัตราพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีมีความผันผวนบ้าง แต่ก็เป็นไปตามตลาด และอยู่ในขอบเขตที่บริหารได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


“หนึ่ง เวลาเราขายพันธบัตรทุกรอบ ขายได้ครบทุกรอบ ไม่มีปัญหา สอง Bid Coverage Ratio ยังค่อนข้างดี สาม แม้นักลงทุนต่างประเทศมีออกและเข้า แต่ไม่ได้ออกอย่างมีนัยสำคัญ” แพตริเซียกล่าว

 

อนึ่ง Bid Coverage Ratio หมายถึงวงเงินรวมที่เสนอประมูลแบบแข่งขันราคาต่อวงเงินจำหน่าย ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจลงทุนในตราสารหนี้ 

 

ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบัน อุปทาน (Supply) การออกพันธบัตรและหุ้นกู้จากภาคเอกชนค่อนข้างสูงอย่างมากในตอนนี้ แต่ความต้องการ (Demand) ทั้งโลกก็เยอะเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกยังมีเงิน และกำลังเสาะหาแหล่งลงทุนที่มีเครดิตค่อนข้างดี

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล (Credit Rating Agency) เช่น Moody’s, S&P และ Fitch เชื่อมั่นและกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง มีความสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี มีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับสูง (High Debt Affordability) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+/Baa1 ซึ่งอยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ท่ามกลางวิกฤต

 

ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ The Wall Street Journal แสดงให้เห็นว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ในวันที่ 12 ตุลาคม อยู่ที่ 3.11% เพิ่มขึ้น 1.19% จากต้นปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) อยู่ที่ 2% 

 

ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น จะหมายถึงราคาพันธบัตรลดลง ซึ่งอาจสะท้อนว่านักลงทุนออกจากตลาดไปบ้าง

 

โดยหากนักลงทุนซื้อพันธบัตรที่ราคาต่ำกว่าราคาพาร์ นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทน (Yield) ในอัตราที่สูงกว่า Coupon และในทางตรงข้าม หากซื้อพันธบัตรที่ราคาสูงกว่าราคาพาร์ นักลงทุนก็จะได้รับ Yield ในอัตราที่ต่ากว่า Coupon

 

มองไทยไร้ความเสี่ยง ‘Debt Distress’

จากกรณีที่ Gita Gopinath รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กังวลว่า ประเทศรายได้ต่ำจะเผชิญกับปัญหา Debt Distress ซึ่งเป็นภาวะที่รัฐบาลประสบกับความยากลำบากในการชำระหนี้ ผู้อำนวยการ สบน. ยืนยันว่า ไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอันดับเครดิตค่อนข้างดี 

 

“ไม่ใช่ประเด็นที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเรายังสามารถระดมเงินทุนได้ครบ ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นได้ครบ โดยประเทศที่ได้รับความสนใจจากประเด็นนี้ มักเป็นประเทศที่เริ่มมีรายได้ไม่เพียงพอ ผลกระทบจากโควิดเข้าไปซ้ำเติม ดอกเบี้ยสูง มีเครดิตเรตติ้งไม่ดี พอเครดิตเรตติ้งไม่ดี เวลาจะกู้ก็แพง และหลายประเทศก็พึ่งพาเงินกู้ต่างประเทศเยอะ พอดอลลาร์แข็งขึ้นมา สกุลเงินท้องถิ่นอ่อน ก็จะประสบปัญหาการหาเงินมาชำระ” แพตริเซียกล่าว

 

บาทอ่อนกระทบการจ่ายหนี้ของไทย ‘น้อยกว่า’ ประเทศอื่นๆ

ผู้อำนวยการ สบน. ยอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทช่วงนี้ย่อมทำให้เราต้องจ่ายหนี้แพงขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ จึงยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ไม่เท่าประเทศอื่นๆ ที่กู้เงินเป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะไทยกู้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่

 

แพตริเซียกล่าวอีกว่า ยอดหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมดของไทยอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้านบาท จำนวนนี้เป็นหนี้ต่างประเทศอยู่ที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 1.72% ซึ่งถือเป็นระดับที่น้อยมาก และในปีงบ 2566 สบน. เตรียมกู้หนี้จากองค์กรระหว่างประเทศอีก 3 หมื่นล้านบาท ก็นับเป็นจำนวนที่ไม่ได้เยอะ

 

อ้างอิง:

The post ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะยืนยัน! ดีมานด์พันธบัตรรัฐบาลไทยยังแกร่ง แม้ยีลด์ผันผวน เพิ่มขึ้นแตะ 3.11% appeared first on THE STANDARD.

]]>
พันธบัตร ‘ออมเพิ่มสุข’ บนวอลเล็ต สบม. ขายหมดเกลี้ยงภายใน 40 นาที เตรียมเปิดอีก 2 รุ่น ขายวันที่ 15 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/pdmo-wallet-bond-soldout-within-40-minutes/ Mon, 13 Jun 2022 13:19:11 +0000 https://thestandard.co/?p=641373 ออมเพิ่มสุข

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post พันธบัตร ‘ออมเพิ่มสุข’ บนวอลเล็ต สบม. ขายหมดเกลี้ยงภายใน 40 นาที เตรียมเปิดอีก 2 รุ่น ขายวันที่ 15 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออมเพิ่มสุข

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นออมเพิ่มสุขบนวอลเล็ต สบม. วงเงิน 10,000 ล้านบาท จำหน่ายได้ครบวงเงินเรียบร้อยแล้วในวันแรกของการจำหน่าย

 

โดยจะมีการจำหน่ายพันธบัตรอีกครั้ง วงเงิน 45,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL), ธนาคารกรุงไทย (KTB), ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แบ่งเป็น

 

  1. เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 จำหน่ายให้แก่ประชาชน วงเงิน 40,000 ล้านบาท 2 รุ่นอายุ ได้แก่ รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ย 2.90% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ย 3.60% ต่อปี โดยจะจำกัดวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท จนถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2565 และเริ่มจำหน่ายแบบไม่จำกัดวงเงินตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2565 ภายใต้วงเงินที่เหลือจากช่วงแรก

 

  1. เริ่มวันที่ 20 มิถุนายน 2565 จำหน่ายให้แก่นิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรที่กระทรวงคลังกำหนด วงเงิน 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ย 3.30% ต่อปี

 

รวินทร์ บุญญานุสาสน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า ธนาคารประสบความสำเร็จในการเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ วอลเล็ต สบม. รุ่น ‘ออมเพิ่มสุข’ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ประชาชนและนักลงทุนให้การตอบรับเข้าลงทุนอย่างท่วมท้น สามารถขายหมดเต็มวงเงิน 10,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันแรกที่เปิดขาย ในวันที่ 13 มิถุนายน 2565 หมดภายในเวลา 40 นาที โดยเปิดขาย 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 5 และ 10 ปี เริ่มเปิดขายตั้งแต่ 08.30 น. และจำหน่ายหมดในเวลา 09.10 น. โดยมีผู้ลงทุนตั้งแต่อายุ 15-92 ปี ทุกจังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 44% และต่างจังหวัด 56% ตอกย้ำการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

 

การเปิดขายพันธบัตรวอลเล็ต สบม. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของความร่วมมือระหว่าง สบน. และธนาคารกรุงไทย ในการ ‘พลิกโฉมการลงทุน’ และ ‘สร้างปรากฏการณ์ใหม่’ ในการลงทุนพันธบัตรของรัฐบาล เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ง่าย ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 100 บาท จากเดิมที่การลงทุนพันธบัตรกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น ซื้อขายได้สะดวกและรวดเร็ว ผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งเป็น ‘Thailand Open Digital Platform’ ได้รับการพัฒนาโดย อินฟินิธัส บาย กรุงไทย (Infinitas by Krungthai) เปิดกว้างสำหรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม โดยไม่ต้องมีบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย และเปิดกว้างร่วมมือกับพันธมิตรทุกกลุ่มเข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ออมเงินได้อย่างตรงจุด

 

โดยการเปิดขายพันธบัตรวอลเล็ต สบม. ทั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ครั้งแรกทำสถิติขายหมด 200 ล้านบาท ภายในเวลา 99 วินาที, ครั้งที่ 2 ขายเต็มวงเงิน 5,000 ล้านบาท, ครั้งที่ 3 วงเงิน 5,000 ล้านบาท ขายหมดภายในเวลา 8 ชั่วโมง 8 นาที, ครั้งที่ 4 วงเงิน 10,000 ล้านบาท ขายหมดภายในเวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที, ครั้งที่ 5 วงเงิน 10,000 ล้านบาท ขายหมดภายในเวลา 12 นาที, ครั้งล่าสุด วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ขายหมดภายใน 40 นาที

 

โดยครั้งนี้นักลงทุนสนใจซื้อเข้ามาพร้อมกันจำนวนมากตั้งแต่การเปิดขายในนาทีแรก ทำให้การซื้อสะดุดไปประมาณ 28 นาที เนื่องจากมีจำนวนนักลงทุนสนใจลงทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมากกว่าครั้งที่ผ่านมาถึง 4.5 เท่า ซึ่งธนาคารได้รับทราบปัญหาและดำเนินการแก้ไข โดยการเพิ่มทรัพยากรและประสิทธิภาพของระบบ (Capacity) ไปกว่า 5.5 เท่า จึงสามารถรองรับการซื้อได้ โดยสามารถปิดการขายได้ภายในเวลา 12 นาที

 

ธนาคารยังได้ร่วมจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่น ‘ออมเพิ่มสุข’ อีก 2 รุ่น อายุ 5 และ 10 ปี วงเงินรวม 45,000 ล้านบาท เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เปิดจำหน่ายระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายน 2565 (จำกัดวงเงินซื้อสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อคน) และระหว่างวันที่ 20-30 มิถุนายน 2565 (วงเงินจำหน่ายที่เหลือจากช่วงที่ 1 และไม่จำกัดวงเงินซื้อ) โดยเปิดขายให้นักลงทุนทั่วไป ทั้งรุ่นอายุ 5 และ 10 ปี วงเงิน 40,000 ล้านบาท จ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได

 

รุ่นอายุ 5 ปี ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี, ปีที่ 3-4 อัตราดอกเบี้ย 3.0% ต่อปี และปีที่ 5 อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.9% ต่อปี

 

รุ่นอายุ 10 ปี ปีที่ 1-2 อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี, ปีที่ 3-6 อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี, ปีที่ 7-8 อัตราดอกเบี้ย 4.0% ต่อปี และปีที่ 9-10 อัตราดอกเบี้ย 4.5% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.6% ต่อปี

 

เปิดจำหน่ายผ่าน Krungthai NEXT และธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ ส่วนวงเงินอีก 5,000 ล้านบาท เป็นรุ่นอายุ 10 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน จำหน่ายให้กับสภากาชาดไทย มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ และองค์กรอื่นที่ไม่แสวงหากำไร จ่ายอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ปีที่ 1-3 อัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี, ปีที่ 4-8 อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี และปีที่ 9-10 อัตราดอกเบี้ย 4.0% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.3% ต่อปี

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post พันธบัตร ‘ออมเพิ่มสุข’ บนวอลเล็ต สบม. ขายหมดเกลี้ยงภายใน 40 นาที เตรียมเปิดอีก 2 รุ่น ขายวันที่ 15 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. เตรียมเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น ‘ส่งความสุข’ อายุ 3 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.9% วงเงิน 3 หมื่นล้าน เริ่ม 17 ม.ค. นี้ https://thestandard.co/pdmo-special-savings-bonds/ Wed, 29 Dec 2021 06:19:46 +0000 https://thestandard.co/?p=577336 พันธบัตรออมทรัพย์

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post สบน. เตรียมเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น ‘ส่งความสุข’ อายุ 3 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.9% วงเงิน 3 หมื่นล้าน เริ่ม 17 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พันธบัตรออมทรัพย์

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปี 2565 นี้ สบน. จะมีการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ ‘รุ่นส่งความสุข’ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเงินที่ได้ไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม และบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด ภายใต้โครงการมาตรการต่างๆ เช่น การจัดหาวัคซีน เยียวยาผู้ประกันตน 

 

พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ ‘รุ่นส่งความสุข’ จะจำหน่ายภายใต้วงเงิน 30,000 ล้านบาท ให้กับประชาชนเท่านั้น ผ่านช่องทาง Counter Internet Banking และ Mobile Banking ของธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์

 

โดยจะเริ่มจำหน่ายวันที่ 17-31 มกราคม 2565 เวลา 08.30 น. รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ย 1.90% ต่อปี (ปีที่ 1 อัตราดอกเบี้ย 1.60% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย 2.30% ต่อปี) ลงทุนได้ตั้งแต่ 1,000 บาท แบ่งการจำหน่ายเป็น 3 ช่วง โดยในสัปดาห์แรกจะเป็นการจำหน่ายแบบกำหนดอายุและจำกัดวงเงิน และในสัปดาห์ถัดไปจึงเปิดโอกาสให้ซื้อแบบไม่จำกัดวงเงิน ดังนี้

 

  • ช่วงที่ 1 (วันที่ 17-18 มกราคม 2565) เปิดจำหน่ายให้กับบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยซื้อได้ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย
  • ช่วงที่ 2 (วันที่ 19-23 มกราคม 2565) เปิดจำหน่ายให้บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (รวมอายุ 60 ปีขึ้นไป) โดยซื้อได้ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย
  • ช่วงที่ 3 (วันที่ 24-31 มกราคม 2565) เปิดจำหน่ายให้บุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (รวมอายุ 60 ปีขึ้นไป) แบบไม่จำกัดวงเงินจำหน่าย 


ทั้งนี้ วงเงินการซื้อในแต่ละช่วงไม่นับรวมกัน ผู้ลงทุนสามารถซื้อพันธบัตรได้ในทุกช่วงการจำหน่ายตามเงื่อนไขอายุและวงเงินที่กำหนด และหากเป็นผู้เยาว์ต้องมีบัญชีธนาคารตัวแทนจำหน่าย และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน

 

นอกจากนี้ สบน. ยังได้แจ้งให้ธนาคารตัวแทนจำหน่ายปรับวิธีการจองซื้อพันธบัตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิดของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไข และวิธีการซื้อพันธบัตรผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 4 แห่ง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post สบน. เตรียมเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น ‘ส่งความสุข’ อายุ 3 ปี ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.9% วงเงิน 3 หมื่นล้าน เริ่ม 17 ม.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ คาด GDP ปี 65 ขยายตัว 4.5% หนี้ภาครัฐต่อ GDP เพิ่มเป็น 55.3% https://thestandard.co/fitch-ratings-bbb-plus-gdp-expecting-to-be-4-5-percents/ Mon, 20 Dec 2021 09:55:42 +0000 https://thestandard.co/?p=573611 Fitch Ratings

Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sove […]

The post Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ คาด GDP ปี 65 ขยายตัว 4.5% หนี้ภาครัฐต่อ GDP เพิ่มเป็น 55.3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings

Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

 

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัท Fitch Ratings (Fitch) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

  1. ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) มีความเข้มแข็งเป็นผลจากการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบและเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง แม้ว่าหนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิดเป็นสำคัญ

 

โดย Fitch ยังเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ เดือนตุลาคม 2564 มีอายุเฉลี่ย (Average Time to Maturity: ATM) ค่อนข้างยาว คือ 9 ปี และมีสัดส่วนหนี้สาธารณะสกุลเงินบาทมากกว่าร้อยละ 98 ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกับ (BBB Peers) ที่มีค่ากลางของหนี้สกุลท้องถิ่นอยู่ที่ 66%

 

Fitch คาดว่าปี 2565 ประเทศไทยยังคงจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของโควิด ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน และคาดว่าสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อ GDP ของประเทศไทยปี 2565 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 55.3% ต่อ GDP ซึ่งอยู่ในระดับค่ากลางเดียวกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน และจะอยู่ในระดับคงที่ในปี 2566 เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวและการขาดดุลงบประมาณลดลง

 

สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2565 Fitch คาดว่า จะขยายตัวที่ 4.5% เนื่องจากมีมาตรการสนับสนุนด้านการเงินการคลังประกอบกับการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว นอกจากนี้การเพิ่มเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จาก 60% เป็น 70% จะช่วยเพิ่มพื้นที่ทางการคลังเพื่อการลงทุนและการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

 

  1. ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายถึง 9.3 เดือน ทั้งนี้ Fitch คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยจะกลับมาเกินดุลที่ 0.8% ต่อ GDP และ 3.5% ต่อ GDP ในปี 2565 และปี 2566 ตามลำดับ หลังจากขาดดุลที่ 2% ในปี 2564

 

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ Fitch ให้ความสนใจและจะติดตามอย่างใกล้ชิด คือสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจมีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะปานกลาง

The post Fitch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ BBB+ คาด GDP ปี 65 ขยายตัว 4.5% หนี้ภาครัฐต่อ GDP เพิ่มเป็น 55.3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P คงเรตติ้งไทยที่ BBB+ มองภาคการคลังยังแกร่ง แต่ต้องติดตามเสถียรภาพทางการเมือง https://thestandard.co/sp-maintain-bbb-rating/ Wed, 06 Oct 2021 01:09:00 +0000 https://thestandard.co/?p=545044

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post S&P คงเรตติ้งไทยที่ BBB+ มองภาคการคลังยังแกร่ง แต่ต้องติดตามเสถียรภาพทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า บริษัท S&P Global Ratings (S&P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

  1. ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) มีความแข็งแกร่ง แม้ว่าการดำเนินนโยบายการคลังผ่านมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิดจะทำให้การขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564-2565 และหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี S&P คาดว่า ปี 2566 เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เศรษฐกิจฟื้นตัว รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นและจัดทำงบประมาณขาดดุลลดลง

 

สถานการณ์การระบาดของโรคโควิดยังส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ S&P คาดว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต (GDP Growth) ประมาณร้อยละ 1.1 และจะเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3.6 ต่อปีในช่วงปี 2565-2567 จากภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด และประชาชนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงได้ อีกทั้งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมก่อนเกิดโควิดตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป

 

นอกจากนี้รัฐบาลยังสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และยังส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (Public Private Partnership) เพื่อลดความเสี่ยงทางการคลังของรัฐบาลให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ

 

  1. ภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล อีกทั้งสภาพคล่องและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง โดย S&P คาดว่า สภาพคล่องต่างประเทศ (External Liquidity) ของประเทศไทย ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล นอกจากนี้การดำเนินนโยบายทางการเงินและการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

 

  1. ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะปานกลาง

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post S&P คงเรตติ้งไทยที่ BBB+ มองภาคการคลังยังแกร่ง แต่ต้องติดตามเสถียรภาพทางการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 65 จ่อกู้เพิ่มอีก 1.34 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะต่อ GDP แตะ 62.69% https://thestandard.co/cabinet-approved-debt-management-plan-for-2022/ Tue, 28 Sep 2021 10:05:14 +0000 https://thestandard.co/?p=541596 หนี้สาธารณะ

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post ครม. ไฟเขียวแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 65 จ่อกู้เพิ่มอีก 1.34 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะต่อ GDP แตะ 62.69% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้สาธารณะ

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (28 กันยายน) มีมติเห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ประกอบด้วย 1. แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1.34 ล้านล้านบาท 2. แผนการบริหารหนี้เดิม วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท และ 3. แผนการชำระหนี้ วงเงิน 3.39 แสนล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1. แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม 1,344,783 ล้านบาท

 

    1.1 แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล วงเงิน 1,203,425 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

        (1) รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง วงเงินรวม 736,246 ล้านบาท ประกอบด้วย 

             1) เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 700,000 ล้านบาท 

             2) เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ตามมาตรา 22 และ 23 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ) เป็นโครงการที่มีความสัมพันธ์กัน และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ของประเทศ ให้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ วงเงินรวม 36,246 ล้านบาท 

 

        (2) รัฐบาลกู้มาเพื่อดำเนินแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 500,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังได้บรรจุวงเงินดังกล่าวในแผนฯ ประจำปีงบประมาณ 2564 จำนวน 150,000 ล้านบาท และมีผลการกู้เงิน จำนวน 144,166 ล้านบาท คงเหลือวงเงิน 5,833 ล้านบาท     จึงนำวงเงินคงเหลือมาบรรจุในปีงบประมาณ 2565 รวมเป็นวงเงิน 355,833 ล้านบาท

 

        (3) รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ วงเงินรวม 66,344 ล้านบาท ประกอบด้วย

              3.1) การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้ต่อ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)) วงเงินรวม 10,870 ล้านบาท 

              3.2) การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้ต่อ (โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ – หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา) และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง) วงเงินรวม 55,474 ล้านบาท

 

        (4) รัฐบาลกู้มาเพื่อบริหารสภาพคล่องของเงินคงคลัง วงเงิน 45,000 ล้านบาท

 

  1.2 แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ มีรัฐวิสาหกิจ 16 แห่ง วงเงินรวม 141,008 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้

        (1) แผนเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา มีรัฐวิสาหกิจ 10 แห่ง วงเงินรวม 61,006 ล้านบาท โดยมีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการจัดหารถจักรพร้อมอะไหล่ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง โครงก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า โครงการขยายเขตไฟฟ้า แผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น

        (2) แผนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการทั่วไป มีรัฐวิสาหกิจ 14 แห่ง วงเงินรวม 80,001 ล้านบาท

 

 1.3 แผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ (สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.)) วงเงิน 350 ล้านบาท

 

2. แผนการบริหารหนี้เดิม เป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิม และบริหารความเสี่ยงหนี้เดิมของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เพื่อประโยชน์ในการบริหารหนี้และความเสี่ยง ภายใต้การทบทวนกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะระยะปานกลาง (Medium-term Debt Management Strategy: MTDS) วงเงินรวม 1,505,369 ล้านบาท ประกอบด้วย

    2.1 แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐบาล วงเงิน 1,370,586 ล้านบาท

    2.2 แผนการบริหารหนี้เดิมของรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 134,783 ล้านบาท

 

3. แผนการชำระหนี้ เป็นแผนการชำระหนี้ของรัฐบาลและหนี้หน่วยงานของรัฐจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 และแผนการชำระหนี้จากแหล่งเงินอื่นๆ วงเงินรวม 339,291 ล้านบาท ประกอบด้วย

    3.1 แผนการชำระหนี้ของรัฐบาลและหนี้หน่วยงานของรัฐจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 297,631 ล้านบาท

    3.2 แผนการชำระหนี้หน่วยงานของรัฐจากแหล่งเงินอื่นๆ วงเงิน 41,660 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว กระทรวงการคลังคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 จะอยู่ที่ 62.69% โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าการลงทุนในแผนงาน โครงการต่างๆ ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ จะช่วยเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังจากสถานการณ์โควิดมีแนวโน้มคลี่คลาย

The post ครม. ไฟเขียวแผนบริหารหนี้สาธารณะปี 65 จ่อกู้เพิ่มอีก 1.34 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะต่อ GDP แตะ 62.69% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติขยายกรอบการก่อหนี้ในปีงบประมาณ 64 เพิ่มขึ้นอีก 1.5 แสนล้านบาท แก้พิษโควิด หนี้สาธารณะจ่อเพิ่มเป็น 58.88% ต่อ GDP https://thestandard.co/cabinet-approved-expanding-debt-boundary/ Tue, 27 Jul 2021 10:27:50 +0000 https://thestandard.co/?p=518184 ครม. อนุมัติขยายกรอบการก่อหนี้ในปีงบประมาณ 64

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post ครม. อนุมัติขยายกรอบการก่อหนี้ในปีงบประมาณ 64 เพิ่มขึ้นอีก 1.5 แสนล้านบาท แก้พิษโควิด หนี้สาธารณะจ่อเพิ่มเป็น 58.88% ต่อ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. อนุมัติขยายกรอบการก่อหนี้ในปีงบประมาณ 64

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ได้มีมติอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2564 ปรับปรุงครั้งที่ 3 หรือขยายกรอบการก่อหนี้ในปีงบประมาณ 2564 เพิ่มขึ้นอีก 150,000 ล้านบาท จากเดิม 1,647,131.74 ล้านบาท เป็น 1,797,131.74 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับความต้องการในการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาลเพื่อดำเนินแผนงานหรือโครงการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 (พ.ร.ก. กู้เงินโควิดเพิ่มเติม) เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้สำหรับดำเนินมาตรการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นภายในปีงบประมาณ 2564

 

ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า วงเงินดังกล่าวเป็นการเปิดกรอบวงเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินโควิดเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงการคลังยังไม่ได้ดำเนินการกู้เงินแต่อย่างใด และจะกู้เงินเมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติแล้วเท่านั้น โดยกระทรวงการคลังไม่ได้กู้ทั้งจำนวน แต่จะทยอยกู้เงินตามความจำเป็นของแผนการใช้จ่ายเงิน

 

ทั้งนี้ เมื่อปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2564 ครั้งที่ 3 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 คาดว่าจะอยู่ที่ 58.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง

The post ครม. อนุมัติขยายกรอบการก่อหนี้ในปีงบประมาณ 64 เพิ่มขึ้นอีก 1.5 แสนล้านบาท แก้พิษโควิด หนี้สาธารณะจ่อเพิ่มเป็น 58.88% ต่อ GDP appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขายหมดแล้ว พันธบัตรออมทรัพย์ ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท หลังประชาชนและนิติบุคคลแห่ลงทุน https://thestandard.co/pdmo-sold-out-savings-bonds/ Tue, 13 Jul 2021 07:39:01 +0000 https://thestandard.co/?p=512069 พันธบัตรออมทรัพย์

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post ขายหมดแล้ว พันธบัตรออมทรัพย์ ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท หลังประชาชนและนิติบุคคลแห่ลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พันธบัตรออมทรัพย์

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา สบน. ได้ปิดการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่น ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ ผ่าน 4 ธนาคารตัวแทน วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจำหน่ายต่อเนื่องจากยิ่งออมยิ่งได้บนวอลเล็ต สบม. วงเงิน 10,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังประชาชนและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรที่ให้ความสนใจลงทุนพันธบัตรออมทรัพย์เป็นจำนวนมาก ทำให้ขายได้ครบจำนวนภายในระยะเวลาอันรวดเร็วหลังจากเริ่มเปิดขายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ สบน. ขอขอบคุณประชาชนและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรที่ให้ความสนใจลงทุนพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่น ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ ทั้ง 2 รุ่น และขอบคุณธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในครั้งนี้

 

สำหรับผู้สนใจลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอื่นๆ สามารถติดตามข่าวสารการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ได้ทางเว็บไซต์ www.pdmo.go.th และเฟซบุ๊กของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

The post ขายหมดแล้ว พันธบัตรออมทรัพย์ ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท หลังประชาชนและนิติบุคคลแห่ลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ วงเงิน 50,000 ล้านบาท เริ่มขาย 5 ก.ค. นี้ https://thestandard.co/mof-launched-special-savings-bonds/ Fri, 25 Jun 2021 06:20:30 +0000 https://thestandard.co/?p=504721 ยิ่งออมยิ่งได้

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ วงเงิน 50,000 ล้านบาท เริ่มขาย 5 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งออมยิ่งได้

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเริ่มจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษรุ่น ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตังเป็นแห่งแรกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 และจำหน่ายผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

 

โดยรอบนี้กระทรวงการคลังได้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ลงทุนผ่านวอลเล็ต สบม. ในหลายด้าน เช่น เพิ่มวงเงินจำหน่ายเป็น 10,000 ล้านบาท โดยสามารถซื้อได้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย และจ่ายดอกเบี้ยถี่ขึ้นเป็น 4 ครั้งต่อปี ทำให้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้รวดเร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ สบน. ได้ยกระดับบริการด้านภาษีบนวอลเล็ต สบม. ให้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม โดยนับจากนี้ผู้ลงทุนไม่ต้องยุ่งยากเก็บเอกสาร การหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกรอบการจ่ายดอกเบี้ยเพื่อประกอบการยื่นขอคืนภาษี ณ สิ้นปีอีกต่อไป ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดได้เองจากวอลเล็ต สบม. ซึ่งระบบจะส่งข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้ลงทุนไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ จึงไม่จำเป็นต้องเก็บเอกสารดังกล่าว

 

สำหรับการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ รุ่นยิ่งออมยิ่งได้ ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง และธนาคารตัวแทนจำหน่ายตามความสะดวก รายละเอียดเป็นดังนี้

 

  1. รุ่นยิ่งออมยิ่งได้บนวอลเล็ต สบม. วงเงินจำหน่าย 10,000 ล้านบาท รุ่นอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step-Up) เฉลี่ยร้อยละ 1.80 ต่อปี ซื้อได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป (ผู้เยาว์จะต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และไปยืนยันตัวตนพร้อมผู้ปกครองเพื่อกรอกเอกสารให้ความยินยอม ณ สาขาธนาคารกรุงไทย สำหรับการซื้อครั้งแรก) วงเงินตั้งแต่ 100 บาท ถึง 10 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ยเป็น 4 ครั้งต่อปี โดยจะจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 5-23 กรกฎาคม 2564 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังเพื่อลงทะเบียน ยืนยันตัวตน โอนเงินเข้าวอลเล็ต สบม. ผ่านพร้อมเพย์จากทุกธนาคาร หรือผูกบัญชีธนาคารกรุงไทยเพื่อเตรียมซื้อพันธบัตรได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือโดยไม่ต้องไปธนาคาร ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการใช้งานวอลเล็ต สบม. ได้ที่ Call Center โทร. 0 2111 1111 หรือที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

 

  1. รุ่นยิ่งออมยิ่งได้ วงเงินจำหน่าย 40,000 ล้านบาท ซึ่งจำหน่ายผ่าน 4 ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ทั้งในช่องทาง Counter, Internet Banking และ Mobile Banking ของ 4 ธนาคารตัวแทนจำหน่าย วงเงินขั้นต่ำ 1,000 บาท และซื้อได้ไม่จำกัดวงเงินซื้อ จ่ายดอกเบี้ย 2 ครั้งต่อปี และจำหน่ายพร้อมกันทั้งประชาชนและนิติบุคคล ไม่แสวงหากำไรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยหากเป็นผู้เยาว์ต้องมีบัญชีธนาคารตัวแทนจำหน่ายและได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน และจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 12-23 กรกฎาคม 2564 โดยวงเงินและรุ่นอายุที่จำหน่ายดังนี้

 

  1. ประชาชนทั่วไป วงเงิน 35,000 ล้านบาท จำหน่ายรุ่นอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step-Up) อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยร้อยละ 1.90 ต่อปี 

 

  1. นิติบุคคลไม่แสวงหากำไรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด วงเงิน 5,000 ล้านบาท จำหน่ายรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.20 ต่อปี 

 

ทั้งนี้วงเงินรุ่นยิ่งออมยิ่งได้ที่จำหน่ายบนวอลเล็ต สบม. และธนาคารตัวแทนจำหน่ายไม่นับรวมกัน ผู้ลงทุนจึงสามารถลงทุนได้ทั้ง 2 ช่องทาง และกระทรวงการคลังสามารถปรับเพิ่ม/ลดวงเงินของผู้มีสิทธิ์ซื้อทั้ง 2 กลุ่ม ในรุ่นยิ่งออมยิ่งได้ที่จำหน่ายผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายได้ตามความเหมาะสม

 

สบน. ได้แจ้งให้ธนาคารตัวแทนจำหน่ายปรับวิธีการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของรัฐบาล เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ซึ่งผู้ลงทุนสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขและวิธีการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 4 แห่ง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ ‘ยิ่งออมยิ่งได้’ วงเงิน 50,000 ล้านบาท เริ่มขาย 5 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. เผย ‘พันธบัตรวอลเล็ต สบม.’ เทรดในตลาดรองได้ เริ่มวันนี้! https://thestandard.co/savings-bond-sb236a/ Wed, 24 Mar 2021 04:51:39 +0000 https://thestandard.co/?p=468263 พันธบัตรออมทรัพย์

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ […]

The post สบน. เผย ‘พันธบัตรวอลเล็ต สบม.’ เทรดในตลาดรองได้ เริ่มวันนี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
พันธบัตรออมทรัพย์

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ผู้ลงทุนพันธบัตรออมทรัพย์วอลเล็ต สบม. 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น SB236A อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.7% ต่อปีที่จำหน่ายเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 วงเงิน 200 ล้านบาท และพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นวอลเล็ต สบม. SB248A อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.7% ต่อปี วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่จำหน่ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นดังกล่าวในตลาดรองด้วยตนเองผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตังได้แล้ววันนี้ (24 มีนาคม)

 

ทั้งนี้ ผู้ที่เคยยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยบัตรประชาชน (Dip-Chip) ที่ธนาคารกรุงไทยแล้ว สามารถสแกนใบหน้าในแอปพลิเคชันและทำธุรกรรมตลาดรองได้ทันที ซึ่งผู้ลงทุนจะสามารถเช็กราคาพันธบัตร ตรวจสอบรายละเอียดธุรกรรม และรับเงินจากการขายได้ทันที โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

 

The post สบน. เผย ‘พันธบัตรวอลเล็ต สบม.’ เทรดในตลาดรองได้ เริ่มวันนี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>