แผ่นดินไหว Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/แผ่นดินไหว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 08 Jun 2026 07:10:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 แผ่นดินไหว 7.8 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ ทำบ้านเรือนพังถล่ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน ทางการเตือนสึนามิ 3 เมตร https://thestandard.co/philippines-earthquake-tsunami-warning/ Mon, 08 Jun 2026 06:33:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1215795 ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์

แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งภ […]

The post แผ่นดินไหว 7.8 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ ทำบ้านเรือนพังถล่ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน ทางการเตือนสึนามิ 3 เมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์

แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งภูมิภาคมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนหลายหลังพังถล่มและได้รับความเสียหาย และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน และบาดเจ็บ 129 คน

ดูภาพข่าว ▼ 

โดยหน่วยสำรวจทางรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) รายงานว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเมืองเจเนอรัลซานโตส จังหวัดซารังกานี ซึ่งเป็นปลายสุดทางใต้ของเกาะมินดาเนา เมื่อช่วงเวลา 07.37 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเกิดขึ้นที่ระดับความลึกใต้พื้นดินในทะเลประมาณ 35 กิโลเมตร

 

ภายหลังเกิดเหตุสถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ ได้ออกประกาศเตือนภัยสึนามิ และให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งเร่งอพยพ โดยระบบเตือนภัยสึนามิของสหรัฐฯ ระบุว่า คลื่นสึนามิอาจมีความสูงถึง 1-3 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลในบางพื้นที่ของฟิลิปปินส์ ซึ่งนอกจากนี้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ก็มีการออกประกาศเตือนสึนามิด้วย แต่คำเตือนบางส่วนได้ถูกยกเลิกแล้ว

 

ด้าน เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้ออกแถลงการณ์ “สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเร่งดำเนินการอพยพและให้ความช่วยเหลือประชาชนในทันที พร้อมทั้งขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเผชิญสึนามิเร่งอพยพไปยังที่สูง

 

“ถึงพี่น้องชาวฟิลิปปินส์ในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โปรดฟังประกาศเตือนสึนามิ อพยพไปยังที่สูงเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้า ชีวิตของคุณสำคัญกว่าสิ่งใดๆ ที่เหลืออยู่” เขากล่าวในแถลงการณ์

 

 

ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 1ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 2ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 3ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 4ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 5ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 6ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 7ภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในฟิลิปปินส์ 8

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: REUTERS/Edwin Espejo

The post แผ่นดินไหว 7.8 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ ทำบ้านเรือนพังถล่ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 15 คน ทางการเตือนสึนามิ 3 เมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิลิปปินส์เผชิญแผ่นดินไหว 7.8 บนเกาะมินดาเนา รัฐบาลประกาศเตือนสึนามิด่วน-เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก https://thestandard.co/philippines-earthquake-mindanao-tsunami/ Mon, 08 Jun 2026 02:54:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1215614 ประชาชนฟิลิปปินส์อพยพออกจากบ้านเรือนหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 7.8 แมกนิจูดในประเทศฟิลิปปินส์ รัฐบา […]

The post ฟิลิปปินส์เผชิญแผ่นดินไหว 7.8 บนเกาะมินดาเนา รัฐบาลประกาศเตือนสึนามิด่วน-เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนฟิลิปปินส์อพยพออกจากบ้านเรือนหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 7.8 แมกนิจูดในประเทศฟิลิปปินส์ รัฐบาลสั่งการอพยพ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก หลังมีโอกาสเกิดคลื่นยักษ์สึนามินอกชายฝั่ง

 

วันนี้ (8 มิถุนายน) รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศเตือนภัยสึนามิ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 แมกนิจูด นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ โดยมีการประกาศแจ้งเตือนภัยรวมไปถึงอินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมขอให้ประชาชนอพยพขึ้นที่สูงทันที

 

ทั้งนี้ สถานีวิทยุ DZBB จากเมืองเจเนอรัลซานโตส ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวประมาณ 15 กิโลเมตรระบุสถานการณ์ล่าสุดของบ้านเรือนประชาชนว่า เฟอร์นิเจอร์ล้มคว่ำ โทรทัศน์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้รับความเสียหาย ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนพากันวิ่งหนีออกจากบ้านเรือนเพื่อรักษาความปลอดภัย

 

ขณะที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติเมืองเจเนอรัลซานโตสเปิดเผยว่า ยังคงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากอาฟเตอร์ช็อกได้ โดยเจ้าหน้าที่กำลังเร่งประเมินรายงานความเสียหาย และผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนจังหวัดซารังกานีที่ใกล้กับศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีรายงานว่า ระบบไฟฟ้าและสัญญาณโทรคมนาคมถูกตัดขาด รวมถึงมีการงดการเรียนการสอนในโรงเรียน

 

ด้านสถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาของฟิลิปปินส์ (Phivolcs) เตือนว่า อาจเกิดความเสียหายและคลื่นสึนามิที่มีความสูงเกินกว่า 1 เมตร และต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอินโดนีเซีย (BMKG) ตรวจพบคลื่นที่มีความสูงประมาณ 8 นิ้วจากเหตุแผ่นดินไหว

 

เบื้องต้น เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อประสานงานรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ โดยย้ำว่า จะไม่ทิ้งมินดาเนาไว้ข้างหลัง

 

อนึ่ง ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียต้องเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวนับหลายร้อยครั้งในแต่ละปี เนื่องจากตั้งอยู่บนแนวโครงสร้างเปลือกโลกที่ซับซ้อนอย่าง ‘วงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก’ (Pacific Ring of Fire) ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง ลากยาวตั้งแต่แถบอเมริกาใต้ไปจนถึงตะวันออกไกลของรัสเซีย

 

พื้นที่ใดเกิดแผ่นดินไหวบ้าง

 

ตามรายงานของ Philstar สื่อฟิลิปปินส์ แถลงการณ์ระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเวลา 07:37 น. มีระดับความลึก 33 กิโลเมตร โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมาอาซิม จังหวัดซารังกานี ไปทางทิศใต้ 32 กิโลเมตร

 

ทั้งนี้ Phivolcs เปิดเผยว่า แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์มีความรุนแรงแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับดังต่อไปนี้

 

  • ความรุนแรงระดับ 7 (สร้างความเสียหายรุนแรง – Destructive) – เมืองเจเนอรัลซานโตส
  • ความรุนแรงระดับ 6 (รุนแรงมาก – Very Strong) – เมืองปาลิมบัง และเมืองเซเนเตอร์ นินอย อากีโน ในจังหวัดซุลตันคูดารัต
  • ความรุนแรงระดับ 5 (รุนแรง – Strong) – เมืองดาเวา, เมืองคิตาปาวัน และเมืองคาร์เมน ในจังหวัดโกตาบาโต, เมืองบากุมบายัน, เมืองกาลามานซิก และเมืองประธานาธิบดีกิริโน ในจังหวัดซุลตันคูดารัต, เมืองซีบูโก และเมืองซีโอกอน ในจังหวัดซัมบวงกาเดลนอร์เต
  • ความรุนแรงระดับ 4 (รุนแรงปานกลาง – Moderately Strong) – เมืองมาติ ในจังหวัดดาเวาออเรียนตัล, เมืองบูอุก ในจังหวัดซัมบวงกาซีบูไก, เมืองการากา, เมืองมานาย และเมืองตาร์ราโกนา ในจังหวัดดาเวาออเรียนตัล

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการสั่นสะเทือนในระดับที่เบากว่าทั้ง 4 ระดับข้างต้น ได้แก่ จังหวัดซูรีเกาเดลนอร์เต, จังหวัดซัมบวงกาเดลนอร์เต, จังหวัดซัมบวงกาเดลซูร์, จังหวัดเลเต, จังหวัดเซาเทิร์นเลเต, จังหวัดบูกิดนอน, จังหวัดมีซามิสโอเรียนตัล และเมืองคากายันเดโอโร

 

ภาพ: Stenly Pontolawokang / Reuters

อ้างอิง:

The post ฟิลิปปินส์เผชิญแผ่นดินไหว 7.8 บนเกาะมินดาเนา รัฐบาลประกาศเตือนสึนามิด่วน-เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อว.-กทม. ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหว-การเอียงตัวของอาคาร ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล https://thestandard.co/hospital-earthquake-safety-innovation/ Thu, 07 May 2026 09:10:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1204770 ศ.ดร.ยศชนัน และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหวและการเอียงตัวของอาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล

วันนี้ (7 พฤษภาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post อว.-กทม. ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหว-การเอียงตัวของอาคาร ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหวและการเอียงตัวของอาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล

วันนี้ (7 พฤษภาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมงานแถลงข่าวและพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติในโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุภัยพิบัติในเขตเมือง สำหรับติดตั้งในอาคารของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ที่อาคารเพชรรัตน์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เขตดุสิต

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า หลังจากปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เผชิญกับภัยพิบัติที่สำคัญครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นความท้าทายระดับชาติที่ต้องการการบูรณาการ ทั้งนโยบาย การวางแผน การวิจัย และการปฏิบัติ นวัตกรรมเพื่อการจัดการภัยพิบัตินี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยประเทศไทยต้องมีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง เพราะไม่มีใครเข้าใจปัญหาในพื้นที่ได้ดีเท่ากับคนที่อยู่หน้างาน

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวต่อว่า วันนี้เราได้เห็นความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือ ทั้งจากหน่วยงานด้าน ววน. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ กทม. ในการพัฒนานวัตกรรมเตือนภัยที่สามารถใช้งานได้จริงและได้มาตรฐานสากล โดยเริ่มนำร่องการใช้ในพื้นที่ กทม. และเตรียมขยายผลไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยเฉพาะการแจ้งเตือนเหตุแผ่นดินไหว

 

กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี AI สำหรับการทำวิจัยอย่างเต็มที่ รวมถึงพร้อมปรับกระบวนการพิจารณาให้ทุนวิจัยให้มีความรวดเร็วและยืดหยุ่น ขอชื่นชมและยกย่องนักวิจัย ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานหน้างานทุกท่านที่ทุ่มเททำงานอยู่เบื้องหลัง ท่านคือฮีโร่ของประเทศ ที่ช่วยสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยให้กับคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง

 

ด้าน ชัชชาติได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ ‘มาตรฐานความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติของกรุงเทพมหานคร’ โดยนำแนวคิด Smart Enough City จากหนังสือ Smart Enough City ของ Ben Green ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยในการเลือกนวัตกรรมมาใช้ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ ตอบโจทย์ปัญหาของคนในเมือง มีความคุ้มค่า และเทคโนโลยีต้องมีความพร้อมและใช้งานได้จริง

 

พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนระบบราชการ ทำให้ประชาชนมีอำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา และยังสามารถประยุกต์ใช้ในภาวะวิกฤต เช่น กรณีแผ่นดินไหว พร้อมเสนอแนะเพิ่มเติมเรื่องการสร้างวารสารวิชาการของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ปัญหาในประเทศ มากกว่าการเน้นตีพิมพ์ในต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผลงานวิจัยถูกนำมาใช้แก้ปัญหาเมืองได้จริง

 

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูง ร่วมปาฐกถาและบรรยายพิเศษ และการนำเสนอผลงานจากทีมวิจัย จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

ศ.ดร.ยศชนัน และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหวและการเอียงตัวของอาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล 1ศ.ดร.ยศชนัน และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหวและการเอียงตัวของอาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล 2ศ.ดร.ยศชนัน และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหวและการเอียงตัวของอาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล 3ศ.ดร.ยศชนัน และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหวและการเอียงตัวของอาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล 4ศ.ดร.ยศชนัน และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหวและการเอียงตัวของอาคาร เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล 5

The post อว.-กทม. ส่งมอบนวัตกรรมตรวจวัดแผ่นดินไหว-การเอียงตัวของอาคาร ยกระดับความปลอดภัยในโรงพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเฝ้าระวังแผ่นดินไหวอีกครั้ง หลังยกเลิกคำเตือนสึนามิ สั่งเตรียมพร้อมแผนอพยพ https://thestandard.co/japan-earthquake-tsunami-warning-evacuation/ Tue, 21 Apr 2026 02:59:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1199453 ภาพข่าวความเสียหายและการเฝ้าระวังแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น

เมื่อวานนี้ (20 เมษายน) กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ไ […]

The post ญี่ปุ่นเฝ้าระวังแผ่นดินไหวอีกครั้ง หลังยกเลิกคำเตือนสึนามิ สั่งเตรียมพร้อมแผนอพยพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข่าวความเสียหายและการเฝ้าระวังแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น

เมื่อวานนี้ (20 เมษายน) กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้ออกคำเตือนพิเศษครอบคลุม 182 เขต ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงชิบะ เพื่อให้เตรียมรับมือกับแผ่นดินไหวอีกครั้งที่อาจรุนแรงกว่าเดิมภายในสัปดาห์หน้า โดยคำแนะนำนี้จะมีผลไปจนถึงวันที่ 27 เมษายน เวลา 17.00 น

 

ทางการญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า โอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.0 ขึ้นไปในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 1% ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาปกติถึง 10 เท่า

 

โดยญี่ปุ่นเพิ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหว แมกนิจูด 7.7 นอกชายฝั่งจังหวัดอิวาเตะ (Iwate) ที่ระดับความลึก 20 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ไกลถึงกรุงโตเกียว และวัดความรุนแรงได้ระดับ 5 ตามมาตราวัดของญี่ปุ่นในบางพื้นที่ของจังหวัดอาโอโมริ อิวาเตะ และมิยากิ

 

มีการออกคำเตือนสึนามิและสั่งอพยพประชาชนกว่า 170,000 คน โดยบันทึกคลื่นสึนามิสูงสุดได้ 80 เซนติเมตรที่ท่าเรือคุจิ (Kuji Port) ก่อนที่ทางการจะยกเลิกคำเตือนในเวลาต่อมา

 

มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย อาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยเสียหายอย่างน้อย 26 แห่ง และไฟฟ้าดับประมาณ 100 หลังคาเรือน ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะและโอนากาวะไม่พบความผิดปกติใดๆ

 

ทางด้าน ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบแผนการอพยพและเตรียมพร้อมที่จะหนีขึ้นที่สูงทันที หากรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนหรือมีการแจ้งเตือนสึนามิอีกครั้ง

 

นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจตามมา เช่น ปัญหาดินถล่ม เนื่องจากมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกอย่างหนักในพื้นที่ฮอกไกโดและอาโอโมริ

 

ภาพ: Kyodo via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ญี่ปุ่นเฝ้าระวังแผ่นดินไหวอีกครั้ง หลังยกเลิกคำเตือนสึนามิ สั่งเตรียมพร้อมแผนอพยพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผ่นดินไหวญี่ปุ่น 7.4 แมกนิจูด กระทบพื้นที่ตอนเหนือ ทางการเตือนภัยสึนามิสูง 3 เมตร https://thestandard.co/japan-earthquake-tsunami-warning/ Mon, 20 Apr 2026 08:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1199172 ภาพแสดงแผนที่เตือนภัยแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเกิดเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดอิวาเตะ อาโอโมริ และฮ […]

The post แผ่นดินไหวญี่ปุ่น 7.4 แมกนิจูด กระทบพื้นที่ตอนเหนือ ทางการเตือนภัยสึนามิสูง 3 เมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแผนที่เตือนภัยแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเกิดเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดอิวาเตะ อาโอโมริ และฮอกไกโดขนาด 7.4 แมกนิจูด ด้านรัฐบาลและสื่อท้องถิ่นแจ้งเตือนระวังคลื่นสึนามิสูง 3 เมตร

 

วันนี้ (20 เมษายน) เกิดเหตุแผ่นดินไหวทางตอนเหนือของญี่ปุ่น 7.4 แมกนิจูด ได้แก่ จังหวัดอิวาเตะ อาโอโมริ และฮอกไกโดในเวลา 16:53 ตามเวลาท้องถิ่น โดยขณะนี้ มีการประกาศเตือนภัยสึนามิ และคาดการณ์ว่า อาจมีคลื่นสูงถึง 3 เมตรตามมา

 

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรงสูงระดับ 5 (Upper 5) ขณะที่ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ NHK ได้เตือนให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่รีบอพยพไปยังที่สูง รวมถึงอยู่ห่างจากแม่น้ำและชายฝั่ง พร้อมทั้งกล่าวเตือนสติประชาชนว่า ขอให้นึกถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิในวันที่ 11 มีนาคม 2011

 

ปัจจุบัน รถไฟชินคันเซ็น Tohoku Shinkansen ระงับการให้บริการชั่วคราวตลอดสาย ตั้งแต่สถานีโตเกียวไปจนถึงสถานีชินอาโอโมริ (Shin-Aomori) ขณะที่ บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ (TEPCO) กำลังดำเนินการตรวจสอบว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบหรือก่อให้เกิดความผิดปกติใด ๆ ต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ และฟุกุชิมะ ไดนินิ หรือไม่

 

ภาพ: Japan Meteorological Agency

 

อ้างอิง:

 

The post แผ่นดินไหวญี่ปุ่น 7.4 แมกนิจูด กระทบพื้นที่ตอนเหนือ ทางการเตือนภัยสึนามิสูง 3 เมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอยร้าวที่ยังไม่หาย! ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ซึมยาว 1 ปีผลพวงแผ่นดินไหวเมียนมา ทำยอดเปิดใหม่วูบ 64% ขณะที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 70% https://thestandard.co/bangkok-condo-market-quake-impact/ Mon, 30 Mar 2026 12:08:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1192855 ภาพมุมสูงของกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นตึกสูงระฟ้าหลายแห่ง พร้อมข้อความอธิบายผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่อตลาดคอนโดมิเนียม

ผ่านมา 1 ปีเต็มนับจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในเมียนมา […]

The post รอยร้าวที่ยังไม่หาย! ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ซึมยาว 1 ปีผลพวงแผ่นดินไหวเมียนมา ทำยอดเปิดใหม่วูบ 64% ขณะที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นตึกสูงระฟ้าหลายแห่ง พร้อมข้อความอธิบายผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่อตลาดคอนโดมิเนียม

ผ่านมา 1 ปีเต็มนับจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2025 ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ จนทำให้อาคารก่อสร้างค้างแห่งหนึ่งถล่มลงมาและทิ้งรอยร้าวไว้ตามผนังคอนโดมิเนียมหลายแห่ง

 

 
 

แต่ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ยังคงอยู่ในภาวะซบเซา แม้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะพยายามเรียกความเชื่อมั่นของผู้ซื้อกลับมาแล้วก็ตาม

 

ณัฐกานต์ วิระโรจน์ โปรแกรมเมอร์วัย 39 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ชั้น 25 ของคอนโดมิเนียมสูง 35 ชั้นในกรุงเทพฯ เล่ากับ Nikkei Asia ว่า “รอยร้าวบนผนังห้องยังคงเตือนให้นึกถึงความหวาดกลัวในวันนั้นอยู่เสมอ” พร้อมเสริมว่ากำลังคิดจะขายคอนโดฯ แล้วย้ายไปอยู่ทาวน์เฮาส์หลังเล็กแทน

 

ทั้งนี้สมาคมคอนโดมิเนียมไทยระบุว่า อาคารที่ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมาล้วนติดตั้งระบบป้องกันแผ่นดินไหวเพื่อรองรับเหตุการณ์ลักษณะนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม นฤมล เอกสมุทร นักวิเคราะห์จากธนาคารเกียรตินาคินภัทร ชี้ว่าความกังวลของผู้ซื้อเกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้างและวัสดุยังคงมีอยู่

 

“ตลาดที่อยู่อาศัยไทยแตะจุดต่ำสุดในปี 2025 และคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2026” นฤมลกล่าว แต่เสริมว่าการฟื้นตัวน่าจะเป็นไปอย่างค่อนข้างช้า

 

ตัวเลขยอดขาย-สินเชื่อสะท้อนภาพตลาดที่ยังไม่สดใส

 

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า จำนวนคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ ณ สิ้นปี 2025 อยู่ที่ 6,162 ยูนิต ลดลง 64% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่คอนโดฯ และบ้านที่ยังขายไม่ออกในกรุงเทพฯ ณ เดือนมีนาคมมีมากถึง 2.25 แสนยูนิต เพิ่มขึ้น 3% จาก 2.18 แสนยูนิต ณ สิ้นปี 2025

 

โสภณ พรโชคชัย ประธานมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ยอมรับว่าผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ “เราคิดว่าความกลัวการอยู่คอนโดฯ สูงจะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น เพราะในกรุงเทพฯ มีอาคารถล่มเพียงแห่งเดียว และยังเป็นอาคารที่อยู่ระหว่างก่อสร้างด้วย”

 

นอกจากปัจจัยภายในแล้ว สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังซ้ำเติมตลาดอีกทาง เนื่องจากส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ซึ่ง REIC ประเมินว่าปัจจัยเหล่านี้จะกดดันกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค

 

สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ REIC กล่าวว่า “เราคิดว่าตลาดที่อยู่อาศัยแตะจุดต่ำสุดในปี 2025 แล้วจะค่อยๆ ฟื้นตัวในปี 2026 แต่ดูเหมือนว่าเรากำลังเผชิญกับ ‘แผ่นดินไหว’ ระลอกใหม่ที่ตัดกำลังซื้อในตลาดลงอีกครั้ง” โดยหมายถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในอิหร่าน

 

อีกปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ อันเป็นผลจากปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่อยู่ในระดับสูง โดย REIC ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 ผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดฯ ถูกปฏิเสธสินเชื่อมากถึง 70%

 

คดีอาคารถล่มยังคงคาราคาซัง จุดประเด็นปฏิรูปกฎหมาย

 

ในส่วนของการสอบสวนกรณีอาคารถล่มในกรุงเทพฯ ที่คร่าชีวิตผู้คน 95 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนงานก่อสร้าง ขณะนี้มีผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาประมาทและบกพร่องต่อหน้าที่รวม 23 ราย ทั้งจากหน่วยงานรัฐและบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

 

รายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ชี้ว่า ‘การทุจริต’ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จนนำไปสู่เหตุอาคารถล่ม

 

สุภอรรถ โบสุวรรณ กรรมการผู้จัดการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคเอกชน Hand Social Enterprise กล่าวกับ Nikkei Asia ว่า “เหตุการณ์อาคารถล่มครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายและกฎระเบียบที่มีอยู่ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข”

 

พร้อมเสริมว่า “นี่คือความล้มเหลวของภาครัฐ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการออกกฎระเบียบใหม่หรือแก้ไขกฎหมายใดๆ เพื่อป้องกันการทุจริตที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมเช่นนี้เลย”

 

ภาพ : Anuchit kamsongmueang / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post รอยร้าวที่ยังไม่หาย! ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ ซึมยาว 1 ปีผลพวงแผ่นดินไหวเมียนมา ทำยอดเปิดใหม่วูบ 64% ขณะที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 70% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 1 ปี อาคาร สตง. ถล่ม ญาติจัดพิธีทำบุญอุทิศกุศล 93 ผู้ล่วงลับ วอนรัฐทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย https://thestandard.co/auditor-general-office-collapse-anniversary/ Sat, 28 Mar 2026 06:10:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1192253 ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย

​วันนี้ (28 มีนาคม) บรรยากาศบริเวณพื้นที่ก่อสร้างอาคารส […]

The post ครบรอบ 1 ปี อาคาร สตง. ถล่ม ญาติจัดพิธีทำบุญอุทิศกุศล 93 ผู้ล่วงลับ วอนรัฐทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย

​วันนี้ (28 มีนาคม) บรรยากาศบริเวณพื้นที่ก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ เขตจตุจักรเต็มไปด้วยความอาลัยและโศกเศร้า เนื่องในวาระครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ส่งผลให้ตึก สตง. ถล่มลงมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 93 ราย ผู้สูญหาย 3 ราย

 

​ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ครอบครัวและเพื่อนของผู้สูญเสียได้เดินทางมาร่วมพิธีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลและไว้อาลัยแก่ผู้ล่วงลับ โดยมีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป มาประกอบพิธีทางศาสนาภายในอาคาร สตง. (ฝั่งที่ติดกับจุดเกิดเหตุ) โดยมี คณพศ หงสาวรางกูร รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เดินทางมาร่วมพิธีในฐานะตัวแทนของหน่วยงานด้วย

 

​นอกจากพิธีภายในอาคารแล้ว ครอบครัวยังได้นำรูปภาพของผู้เสียชีวิตไปร่วมทำบุญและยืนไว้อาลัยบริเวณจุดที่ตึกถล่มลงมา

 

เฉลิมศรี พรมสา หนึ่งในผู้จัดงานและเป็นมารดาของ ปรเมศวร์ รอดน้อย ผู้ควบคุมงานออกแบบที่เพิ่งเข้ามาทำงานในพื้นที่เกิดเหตุได้เพียง 2 วันก่อนตึกถล่ม เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตนเป็นผู้ประสานงานขอคืนพื้นที่จัดงานในวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไป 1 ปี แต่ญาติทุกคนยังคงต้องการคำตอบ และ ความยุติธรรม จากผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ

 

เฉลิมศรี กล่าวถึงประเด็นการเยียวยาว่า ที่ผ่านมาได้รับการชดเชยจากบริษัทผู้รับเหมา ได้แก่ ไชน่าเรียลเวย์ จำนวน 5 แสนบาท และอิตาเลียนไทยฯ อีก 5 แสนบาท แต่สำหรับคนเป็นแม่ เงินจำนวนนี้ไม่อาจเทียบได้กับการส่งเสียลูกเรียนมาตั้งแต่เด็ก

 

​ความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกชายคนเดียวที่เป็นความหวังของชีวิต ทำให้เฉลิมศรียังคงส่งข้อความทางไลน์หาลูกชายทุกวันเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แม้จะรู้ว่าไม่มีวันได้รับการตอบกลับ เธอยังจำคำพูดสุดท้ายที่ลูกมักบอกเสมอว่า “รักแม่นะ” และหวังเพียงว่ากาลเวลา รวมถึงการนำตัวคนผิดมารับโทษ จะช่วยเยียวยาจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสียได้บ้าง

 

​ด้าน ขวัญเรียน ศิริจันทร์ น้องสาวของ สุขสวัสดิ์ ศิริจันทร์ ช่างไฟที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เปิดใจว่า ปัจจุบันตนเองต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง เนื่องจากพ่อแม่และน้องชายเสียชีวิตไปหมดแล้ว พี่ชายจึงเป็นเสาหลักและครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ การสูญเสียครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ยังทำใจยอมรับไม่ได้

 

ขวัญเรียน เน้นย้ำว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ตนหมั่นทำบุญให้พี่ชายเสมอ และอยากให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจ แก่ทุกภาคส่วน ให้ตระหนักถึงการป้องกันและระมัดระวังความปลอดภัยในการทำงานให้รัดกุมกว่านี้ เพราะชีวิตของคนทำงานทุกคนล้วนมีครอบครัวและลูกเล็กที่รอคอยอยู่ข้างหลัง ความสูญเสียจากความไม่ปลอดภัยเป็นสิ่งที่ไม่มีความคุ้มค่าใดๆ มาทดแทนได้

 

ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 1ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 2ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 3ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 4ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 5ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 6ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 7ภาพพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เพื่ออุทิศกุศลแด่ผู้เสียชีวิต 93 ราย พร้อมเรียกร้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย 8

The post ครบรอบ 1 ปี อาคาร สตง. ถล่ม ญาติจัดพิธีทำบุญอุทิศกุศล 93 ผู้ล่วงลับ วอนรัฐทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า https://thestandard.co/bma-command-center-disaster-ai/ Fri, 27 Mar 2026 03:31:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1191905 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยม BMA Command Center ศูนย์รับมือภัยพิบัติด้วยระบบ AI และกล้อง 6 หมื่นตัว

วานนี้ (25 มีนาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุง […]

The post บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยม BMA Command Center ศูนย์รับมือภัยพิบัติด้วยระบบ AI และกล้อง 6 หมื่นตัว

วานนี้ (25 มีนาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์บริหารจัดการข้อมูลและความปลอดภัยของเมือง (BMA Command Center) เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบความปลอดภัยของเมืองหลวง ในวาระครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 พร้อมประกาศเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากรูปแบบตั้งรับ สู่การบริหารจัดการเชิงรุก ที่ครอบคลุมและทันสมัย

 

รศ.ทวิดา กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนและบทเรียนสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องเร่งอุดช่องโหว่และปรับปรุงระบบการรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้เร่งพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ ข้อมูล และการบูรณาการ เพื่อให้ระบบความปลอดภัยของเมืองสามารถดูแลประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

“1 ปีที่ผ่านมา เรามีบทเรียนหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข การรำลึกเหตุการณ์ที่ดีที่สุด คือ แก้ไขสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านั้นในวันนี้” รศ.ทวิดา กล่าวย้ำ

 

การขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ กทม. ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ดังนี้:

 

  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง กทม. ได้ยกระดับขีดความสามารถของทีมกู้ภัยเฉพาะทาง (USAR) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จนผ่านการรับรองมาตรฐานสากลระดับ Medium ของสหประชาชาติ พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรให้เป็นหน่วย EMT (Emergency Medical Technician) ที่มีความคล่องตัวสูงในรูปแบบ Hybrid สามารถปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยมอเตอร์ไซค์ฉุกเฉินทางการแพทย์ (Motorlance) เพื่อเข้าถึงพื้นที่คับแคบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับกองทัพบก บรรจุทหารเกณฑ์ปลดประจำการเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยรุ่นใหม่แล้ว 58 นายในปี 2568 และมีแผนขยายผลต่อเนื่องในปี 2569
  • เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ กทม. ตั้งเป้าขยายสถานีดับเพลิงเพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2568-2570 พร้อมนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติ ได้แก่:

 

  • ความปลอดภัยอาคาร: ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดการสั่นสะเทือน (Seismic Sensor) ในอาคารสูงของโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทุกแห่งภายในเดือนเมษายนนี้
  • ฐานข้อมูลความเสี่ยง: ยกระดับ BKK Risk Map ระบุพิกัดกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้พิการ) เพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำ
  • การจัดการน้ำท่วม: พัฒนาระบบ Digital & Smart Drainage ควบคุมประตูระบายน้ำแบบเรียลไทม์ (SCADA) ควบคู่กับระบบพยากรณ์ล่วงหน้า
  • มลพิษทางอากาศ: แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 และความร้อนเชิงรุกผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK, LINE Alert และจอ LED ทั่วเมือง พร้อมระบบคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน

 

  • บูรณาการข้อมูลและเครือข่ายความร่วมมือไร้รอยต่อ กทม. ให้ความสำคัญกับการแชร์ข้อมูล (Data Sharing) โดยทยอยนำเข้าภาพจากกล้อง CCTV ทั่วกรุงกว่า 60,000-65,000 ตัว เข้าสู่ระบบ BMA Command Center พร้อมนำร่องโครงการ Sandbox ด้านความปลอดภัยร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ในพื้นที่ท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเร่งขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) เพิ่ม 50 ทางแยกภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดเวลาเดินทางและเพิ่มความเร็วให้รถฉุกเฉิน รวมถึงมีแผนจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping) อาสาสมัครกู้ภัยทุกหน่วยให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569
  • BMA Command Center ศูนย์บัญชาการ 24 ชั่วโมง หัวใจสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้คือ BMA Command Center ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping) โดยเชื่อมโยงข้อมูลทั้งการจราจร สภาพอากาศ ระดับน้ำ ฝุ่น PM2.5 พิกัดหน่วยฉุกเฉิน และกลุ่มเปราะบาง ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้ กทม. สามารถติดตามสถานการณ์ สั่งการ และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ ทันท่วงที ทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

รศ.ทวิดา ทิ้งท้ายว่า นอกจากการพัฒนาระบบของภาครัฐแล้ว ภาคประชาชนก็ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในระบบความปลอดภัยของเมือง โดยสถิติชี้ให้เห็นว่าเกือบ 1 ใน 3 ของเหตุเพลิงไหม้ ประชาชนสามารถช่วยควบคุมสถานการณ์ในระยะเริ่มต้นได้ กทม. จึงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและเสริมศักยภาพให้กับภาคประชาชนควบคู่กันไป เพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง

The post บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
365 วัน บนซากปรักหักพังของความเชื่อมั่น ‘ตึกสตง. แห่งใหม่’ https://thestandard.co/oag-building-collapse-anniversary/ Fri, 27 Mar 2026 01:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1191583 ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี

ในวันนี้ความวุ่นวายของรถเครนและเสียงเครื่องจักรที่เคยดั […]

The post 365 วัน บนซากปรักหักพังของความเชื่อมั่น ‘ตึกสตง. แห่งใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี

ในวันนี้ความวุ่นวายของรถเครนและเสียงเครื่องจักรที่เคยดังก้องได้จางหายไป เหลือเพียงความเงียบและร่องรอยของการพยายามสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่เท่านั้น

 

แม้ซากปรักหักพังส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนออกไป แต่ความไว้วางใจของประชาชนกลับยังไม่ถูกซ่อมแซมให้กลับมาเป็นดังเดิม พื้นที่ว่างเปล่าตรงนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงที่ดินผืนหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงโครงการที่ควรจะสง่างามในฐานะสัญลักษณ์ของการตรวจสอบ แต่กลับกลายเป็นเพียงบาดแผลใหญ่ของเมืองที่คอยเตือนว่า ตราบใดที่ความโปร่งใสนั้นยังไม่ปรากฏ เราก็ไม่อาจก้าวข้ามซากปรักหักพังในใจนี้ไปได้

 

ภาพชุดนี้นำมาแสดงเพื่อไม่ให้เราลืมที่จะตั้งคำถามและตรวจสอบ เพราะเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 93 ราย สูญหาย 3 ราย และบาดเจ็บอีก 8 รายนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะภัยธรรมชาติที่รุนแรงเกินต้านทาน แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างที่เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงและการทุจริตในขั้นตอนการทำงาน ซึ่งความสูญเสียมหาศาลนี้ถูกแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง

 

ในรอบปีที่ผ่านมา แม้จะมีการสรุปยอดรวมเงินเยียวยาและช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้วกว่า 129,855,093 บาท โดยเป็นการประสานพลังจากทั้งบริษัทประกันภัยภายใต้การกำกับของ คปภ. เงินช่วยเหลือจากกระทรวงมหาดไทย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงเงินบริจาคจากมูลนิธิช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มอบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละกว่า 1 ล้านบาท ตลอดจนน้ำใจจากเพื่อนพนักงานและผู้บริหาร สตง. ที่รวบรวมเงินส่วนตัวมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น แต่เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ก็เป็นเพียงการประคับประคองชีวิตที่ยังอยู่ ไม่ใช่อุปกรณ์ซ่อมแซมใจที่แตกสลายจากการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก

 

โศกนาฏกรรมครั้งนี้นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของ สตง. ที่จะยุติโครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่อย่างถาวร โดยไม่มีการหาพื้นที่อื่นทดแทน และเลือกที่จะปฏิบัติงาน ณ อาคารเดิมต่อไป เพราะพื้นที่ตรงนี้เปรียบเสมือนบาดแผลที่สร้างความรู้สึกเสียใจตลอดเวลาจนไม่มีใครอยากก้าวเท้าเข้าไปอยู่อาศัยอีก พร้อมทั้งดำเนินการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อปิดฉากความฝันที่กลายเป็นฝันร้ายลงในเชิงโครงสร้าง

 

อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ว่าการ สตง. กำลังเดินหน้าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อสั่งฟ้องเอกชนและผู้เกี่ยวข้องทั้ง 23 ราย และพร้อมจะยื่นฟ้องคดีใหม่ทันทีหากผลสอบสวนชี้ชัดว่ามีการใช้เอกสารเท็จในการก่อสร้าง

 

ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 1ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 2ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 3ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 4ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 5ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 6ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 7ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 8ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 9ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 10ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 11ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 12ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 13ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 14ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 15ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 16ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 17ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 18ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 19ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 20ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 21ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 22ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 23ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 24ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 25ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 26

The post 365 วัน บนซากปรักหักพังของความเชื่อมั่น ‘ตึกสตง. แห่งใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตง. จัดทำบุญครบ 1 ปี โศกนาฏกรรมอาคารใหม่ถล่ม ยืนยันยกเลิกก่อสร้างเตรียมคืนพื้นที่ รฟท. https://thestandard.co/sao-building-collapse-return-land-srt/ Thu, 26 Mar 2026 08:33:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1191626 พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม

วันนี้ (26 มีนาคม) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได […]

The post สตง. จัดทำบุญครบ 1 ปี โศกนาฏกรรมอาคารใหม่ถล่ม ยืนยันยกเลิกก่อสร้างเตรียมคืนพื้นที่ รฟท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม

วันนี้ (26 มีนาคม) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคารสำนักงานแห่งใหม่ทรุดตัวระหว่างการก่อสร้างจากเหตุแผ่นดินไหว โดยมี เฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตลอดจนคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้าง เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

บรรยากาศในช่วงเช้าเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 06.30 น. ด้วยพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานฯ ได้แก่ พระพุทธโสธร อ.อ.ป., พระพุทธธรรมาภิบาล ญ.ส.ส., รวมถึงถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

ต่อมาในเวลา 07.00 น. ได้มีการถวายภัตตาหารเช้าแด่คณะสงฆ์จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดเสมียนนารี พระอารามหลวง รวม 10 รูป ณ ห้องวรพากษ์พินิจ ก่อนที่ในเวลา 08.00 น. คณะสงฆ์จะประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์ ณ ห้องดำริอิศรานุวรรต จากนั้นในเวลา 10.00 น. ได้รับความเมตตาจาก พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่พระมหาศิลา สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน (ธรรมยุต) จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานสงฆ์ในการประกอบพิธีทำบุญและแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล

 

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายและการจัดการผลกระทบจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว ผลการตรวจสอบทางวิศวกรรมยืนยันแน่ชัดว่า การทรุดตัวของอาคารเกิดจากแรงเฉือนของแผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างอาคารที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

ขณะนี้พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้แล้ว โดยมีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมกว่า 40,000 แผ่นเพื่อใช้ในชั้นศาล ขณะเดียวกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้ามาสอบสวนพบความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และได้ส่งสำนวนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อหน้าที่ให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการชี้มูลความผิดต่อไป

 

สตง. ระบุว่าได้ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 129 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้เสียชีวิตบางส่วนที่มองว่า การเยียวยาที่ได้รับยังไม่เหมาะสมกับความสูญเสีย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปพิจารณาต่อไป

 

ทั้งนี้สตง. ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่มีการเดินหน้าก่อสร้างอาคารสำนักงานต่อในพื้นที่เดิม โดยเตรียมดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดคืนให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต่อไป

 

พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 1พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 2พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 3พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 4พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 5

The post สตง. จัดทำบุญครบ 1 ปี โศกนาฏกรรมอาคารใหม่ถล่ม ยืนยันยกเลิกก่อสร้างเตรียมคืนพื้นที่ รฟท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต https://thestandard.co/oag-building-collapse-corruption/ Thu, 26 Mar 2026 04:52:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1191488 ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน

‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอ […]

The post มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน

‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอบ กลับพังทลายลงเพราะขาดการตรวจสอบตัวเอง’

 

หนึ่งปีที่ผ่านมา ภาพกองเศษซากคอนกรีตของตึก สตง. แห่งใหม่ กลายเป็นพยานวัตถุชิ้นสำคัญที่ฟ้องให้สังคมเห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ แต่มันคือผลพวงของความบกพร่องที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ชั้นปูนมานานหลายปี

 

ย้อนกลับไปในปี 2561 โครงการตึกสตง. แห่งใหม่ นี้ถูกประทับตราด้วยงบประมาณมหาศาลรวมกว่า 2,284 ล้านบาท ไล่ตั้งแต่ค่าออกแบบไปจนถึงสัญญาจ้างก่อสร้างที่ผ่านระบบ e-bidding ทว่าเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยความล่าช้าสะสมในการส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึง 22 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ทัน

 

จนกระทั่งในวินาทีที่แผ่นดินไหวมาเยือนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 แรงสั่นสะเทือนนั้นได้กระชากแผลทุจริตออกมาจนหมดสิ้น ผลการชำแหละซากอาคารโดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพบความจริงที่น่าตกใจว่า อาคารพังถล่มเริ่มจากชั้นล่างเพราะผนังรับแรงไม่สามารถต้านทานแรงเฉือนได้ เนื่องจากค่ากำลังอัดของคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐานอย่างร้ายแรง

 

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แบบก่อสร้างที่ใช้จริงยังถูกบิดเบือนจนขัดต่อกฎหมายความปลอดภัย และจุดตายที่สำคัญที่สุดคือระยะฝังของเหล็กเสริมที่สั้นกว่าที่กำหนด ทำให้โครงสร้างทั้งหมดอ่อนแอจนไม่อาจปกป้องชีวิตใครได้

 

ในวันนี้ แม้ซากปรักหักพังส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนจนเหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่เงียบเหงา แต่ความผิดทางอาญายังคงเดินหน้าต่อ โดยศาลอาญาได้รับฟ้องผู้ต้องหาทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวม 23 ราย ในข้อหาหนักทั้งเรื่องการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารสำคัญ

 

ภาพชุดนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่เพื่อตอกย้ำความเศร้า แต่เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เศษปูนนั้นรื้อถอนได้ แต่ความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนและเงินภาษีแผ่นดิน จะต้องถูกตรวจสอบอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้กลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม

 

ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 1ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 2ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 3ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 4ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 5ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 6ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 7ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 8ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 9ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 10ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 11ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 12ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 13ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 14ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 15ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 16ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 17ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 18ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 19ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 20

The post มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอย 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม กับการสางปมทุจริตพันล้าน https://thestandard.co/sao-building-collapse-corruption/ Mon, 23 Mar 2026 06:17:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1190208 ภาพอินโฟกราฟิก สรุปเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ครบ 1 ปี และความคืบหน้าคดีทุจริตพันล้านบาท

1 ปีผ่านไป… ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสีย […]

The post ย้อนรอย 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม กับการสางปมทุจริตพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก สรุปเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ครบ 1 ปี และความคืบหน้าคดีทุจริตพันล้านบาท

1 ปีผ่านไป… ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียจากเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ?

 

จากงบประมาณก่อสร้างกว่า 2,136 ล้านบาท สู่การค้นพบความบกพร่องร้ายแรง 4 ประการ ทั้งแบบที่ขัดกฎหมาย คอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน และการเสริมเหล็กที่สั้นกว่ากำหนด จนนำไปสู่การสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องถึง 23 ราย

 


 

ภาพอินโฟกราฟิก สรุปเหตุการณ์ ตึก สตง. ถล่ม ครบ 1 ปี และความคืบหน้าคดีทุจริตพันล้านบาท 1

 

ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post ย้อนรอย 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม กับการสางปมทุจริตพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย https://thestandard.co/scb-eic-construction-safety-overhaul/ Thu, 22 Jan 2026 02:17:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1167973 SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย

เครนถล่ม…เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้างภาคก่อสร้าง จะแก้ไข หรื […]

The post SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย

เครนถล่ม…เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้างภาคก่อสร้าง จะแก้ไข หรือจะปล่อยซ้ำรอยเดิม?

 

เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกัน กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกันในเดือนมกราคม 2026 ได้แก่ 1) เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษหมายเลข 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี และ 2) เครนก่อสร้างโครงการทางยกระดับ ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว (มอเตอร์เวย์ M82) ถล่มทับรถยนต์ อีกทั้ง เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มจากแผ่นดินไหวเมื่อปี 2025 รวมถึงถนนที่ก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้างทรุดตัวในหลายพื้นที่ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง

 

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับกลไกการกำกับดูแลผู้รับเหมาก่อสร้าง และการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับการก่อสร้าง

 

  • การยกระดับกลไกการกำกับดูแลผู้รับเหมาก่อสร้าง ในระยะสั้น ต้องเร่งดำเนินมาตรการสมุดพกผู้รับเหมา (การหักคะแนนสะสมในกรณีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างกระทำผิด) และกระบวนการจัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าประมูล การก่อสร้าง จนถึงตรวจรับงาน รวมถึงการบังคับใช้บทลงโทษผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีปัญหาในการก่อสร้างหรือการส่งมอบงาน ตั้งแต่การปรับเงิน ตัดสิทธิในการเข้าประมูลงาน ปรับลดระดับชั้น ไปจนถึงเพิกถอนรายชื่อ
  • ในระยะยาว ต้องยกระดับภาคก่อสร้างทั้ง Supply chain ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และพัฒนาภาคก่อสร้าง ทั้งนี้ภาครัฐอาจศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลและยกระดับภาคก่อสร้าง จากตัวอย่างของมาเลเซีย ซึ่งมี Construction Industry Development Board (CIDB) ที่มีบทบาทให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ รวมถึงกำกับดูแล กำหนดมาตรฐาน และยกระดับคุณภาพของผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคก่อสร้างมีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ
  • การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น เช่น อุปกรณ์และเครื่องจักรอัตโนมัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานที่อันตรายทดแทนการใช้แรงงานคน อุปกรณ์ Sensor เพื่อแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์และเครื่องจักรมีการทำงานผิดปกติ หรือแจ้งเตือนเมื่อถึงระยะเวลาการซ่อมแซมและบำรุงรักษา ทั้งนี้ภาครัฐมีบทบาทเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง ผ่านการกำหนดมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างในการประมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ลงทุนนำเทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องมาใช้

 

ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ และระมัดระวังการใช้กลยุทธ์เข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ ด้วยการเลือกพันธมิตรและผู้รับเหมาช่วงที่มีความน่าเชื่อถือ ยกระดับขั้นตอนการก่อสร้างให้มีความปลอดภัย ใช้วัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงส่งมอบงานได้ตรงเวลาและคุณภาพ อีกทั้ง การนำเทคโนโลยีมาใช้ จะช่วยเพิ่ม Productivity ทั้งนี้การเข้าประมูลโครงการก่อสร้างยังต้องระมัดระวังการใช้กลยุทธ์แบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างถูกบีบให้รักษาอัตรากำไร ด้วยการลดต้นทุนผ่านการลดคุณภาพงานก่อสร้าง

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์: https://www.scbeic.com/th/detail/product/construction-210126?utm_source=Influencer&utm_medium=Influencer

The post SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. กำชับพนักงานสอบสวน เร่งหาสาเหตุเครนถล่ม ย้ำอนาคต ตร. จ้างงาน ‘อิตาเลียนไทยฯ’ ต้องพิจารณาประวัติความปลอดภัย https://thestandard.co/police-chief-warns-italian-thai-must-check-safety/ Mon, 19 Jan 2026 09:35:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1166798 ผบ.ตร. กำชับพนักงานสอบสวน เร่งหาสาเหตุเครนถล่ม ย้ำอนาคต ตร. จ้างงาน ‘อิตาเลียนไทยฯ’ ต้องพิจารณาประวัติความปลอดภัย

วันนี้ (19 มกราคม) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. […]

The post ผบ.ตร. กำชับพนักงานสอบสวน เร่งหาสาเหตุเครนถล่ม ย้ำอนาคต ตร. จ้างงาน ‘อิตาเลียนไทยฯ’ ต้องพิจารณาประวัติความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. กำชับพนักงานสอบสวน เร่งหาสาเหตุเครนถล่ม ย้ำอนาคต ตร. จ้างงาน ‘อิตาเลียนไทยฯ’ ต้องพิจารณาประวัติความปลอดภัย

วันนี้ (19 มกราคม) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงจากโครงการก่อสร้าง 2 กรณี ได้แก่ เหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟโดยสาร ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเหตุการณ์เครนถล่มทับรถยนต์ของประชาชน ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยพบว่าโครงการทั้งสองแห่งดำเนินการก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อวางแนวทางการทำงาน โดยกำชับให้เน้นการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูลในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อนำมาวิเคราะห์และพิสูจน์ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่า เกิดจากความบกพร่องของตัวบุคคล ความเสื่อมสภาพของเครื่องจักร หรือความหละหลวมในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งจะนำไปสู่การชี้ชัดว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยหรือความประมาทเลินเล่อ

 

ผบ.ตร. ยังได้กล่าวฝากถึงผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยขอให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงแต่ผลประกอบการหรือกำไรทางธุรกิจเท่านั้น

 

“กรณีที่เกิดขึ้นซ้ำซากกับบริษัทเดิม ในสถานที่ต่างกันและต่างวาระ เป็นประเด็นสำคัญที่พนักงานสอบสวนได้นำเข้าสู่สำนวนการสืบสวนแล้ว ผมอยากวิงวอนให้ผู้ประกอบการป้องกันและระมัดระวังอย่างเต็มที่ที่สุดก่อนจะลงมือประกอบธุรกิจใดๆ เพราะเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

 

ในส่วนของความเกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีโครงการก่อสร้างใดที่กำลังดำเนินการร่วมกับบริษัทเอกชนรายดังกล่าว แต่ยอมรับว่าในอดีตมีโครงการที่แล้วเสร็จไปแล้ว เช่น อาคารที่พักอาศัยและแฟลตตำรวจ ส่วนกรณีอาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สตม. ที่มีข้อมูลว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ก่อสร้างและได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2567 นั้น

 

ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดเนื่องจากโครงการได้รับการอนุมัติก่อนตนเข้ารับตำแหน่ง

 

อย่างไรก็ตาม ผบ.ตร. ยืนยันว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการพิจารณาจ้างงานในอนาคตอย่างแน่นอน หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีคู่สัญญาเป็นบริษัทเอกชนรายนี้ จะต้องมีการตรวจสอบและพิจารณามาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรอบคอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยอันตรายซ้ำรอยเดิม

The post ผบ.ตร. กำชับพนักงานสอบสวน เร่งหาสาเหตุเครนถล่ม ย้ำอนาคต ตร. จ้างงาน ‘อิตาเลียนไทยฯ’ ต้องพิจารณาประวัติความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว https://thestandard.co/wealth-in-depth-gig-economy/ Fri, 09 Jan 2026 03:45:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1163183 Gig Economy

ในฐานะแบรนด์ที่ต้องแข่งขันในตลาด มักคุ้นเคยกับการวางแผน […]

The post ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gig Economy

ในฐานะแบรนด์ที่ต้องแข่งขันในตลาด มักคุ้นเคยกับการวางแผนรายปี การตั้ง KPI และการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคล่วงหน้า แต่จากสัญญาณชีพจรทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา และทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 ดูเหมือนว่าตำราการวางแผนแบบเดิมอาจจะไม่เวิร์คอีกต่อไปแล้ว

 

THE STANDARD WEALTH พาไปย้อนดูปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจผ่านมุมมองโลกโซเชียลมีเดียกับ กล้า ตั้งสุวรรณ ซีอีโอของ Wisesight บริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการข้อมูลวิเคราะห์อินไซต์ผู้คนบนโซเชียลมีเดีย ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye เพื่อวิเคราะห์และมองเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงผ่านข้อมูลและปรากฏการณ์จริง สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ ‘ไม่เติบโตเพราะความไม่แน่นอน’ และแนวทางการเอาตัวรอดของผู้ประกอบการไทย

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 1

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

 

กล้า กล่าวว่า หากย้อนกลับไปมองไทม์ไลน์ของปีที่ผ่านมา* เราจะพบว่าประเทศไทยเผชิญกับปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส เปรียบเสมือนโดมิโนแห่งความโกลาหลที่ผู้ประกอบการต้องรับมือหลายระลอก

 

เริ่มต้นที่ไตรมาส 1 เราเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ภัยพิบัติที่สร้างความตื่นตระหนก สั่นไหวความรู้สึกคนทั้งประเทศ ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการค้นหาข้อมูล การสอบถามสถานการณ์ว่าใครรู้สึกแรงสั่นสะเทือนบ้าง การแชร์วิธีรับมือกับแผ่นดินไหว และการรายงานสถานการณ์สดบนโซเชียล

 

แฮชแท็กเกี่ยวกับแผ่นดินไหวติดเทรนด์ทันที พร้อมกับการเผยแพร่ความรู้เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติ โดยมีคนบนโซเชียลมีเดียพูดถึงเรื่องนี้กว่า 121,216,180 เอ็นเกจเมนต์

 

ไตรมาส 2 ความตึงเครียดจากความไม่สงบระหว่างไทยและกัมพูชา จากข้อพิพาทและการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนจนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง เรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่คนไทยพร้อมใจกันติดตามสถานการณ์ชายแดนแบบนาทีต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูล การวิเคราะห์พื้นที่ทับซ้อน หรือการแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตย

 

จนแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องขึ้นเทรนด์หลายสัปดาห์และยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กระทบคนไทยทุกคน มีการพูดถึงข้อพิพาทดังกล่าวกว่า 1,268,516,709 เอ็นเกจเมนต์ โดยเป็นประเด็นที่ดุเดือดที่สุดของปี 2568 เลยทีเดียว

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 2

 

ไตรมาส 3 ข่าวเศร้าที่กระทบจิตใจคนในสังคมคือข่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ที่มีคนกล่าวถึงประเด็นนี้ 74,655,278 เอ็นเกจเมนต์

 

และในไตรมาส 4 เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวโซเชียลมีเดียทั่วประเทศร่วมใจกันระดมความช่วยเหลือผ่านทุกช่องทาง มีการแชร์พิกัดขอความช่วยเหลือ โพสต์รายการของบริจาค และส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้อย่างไม่ขาดสาย

 

ความรุนแรงของน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้หลายจังหวัดประสบปัญหาอย่างหนัก ทั้งบ้านเรือนเสียหาย การคมนาคมเป็นอัมพาต และผู้ประสบภัยจำนวนมาก แฮชแท็กน้ำท่วมต่างๆ ทำให้ยอดเอ็นเกจเมนต์พุ่งสูง 333,004,561 เอ็นเกจเมนต์ สะท้อนถึงความห่วงใยและน้ำใจที่ไม่ทิ้งกันของคนไทยในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

(*รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye เพื่อวิเคราะห์และจัดอันดับประเด็นที่ชาวโซเชียลพูดถึงมากที่สุด โดยเก็บข้อมูลช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 22 ธันวาคม 2568)

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 3

ภาพ: REUTERS/Weerapong Narongkul

 

เหตุการณ์เหล่านี้ แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องสุดวิสัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลกใบนี้ แต่ประเด็นสำคัญที่กล้าชี้ให้เห็นคือ ‘การขาดการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบของไทย’

 

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการรับมือภัยพิบัติไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ผลกระทบที่ตามมาคือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อาจหยุดชะงักและส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนซึ่งยากต่อการวางแผนทางธุรกิจ ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจและไม่กล้าลงทุน

 

เมื่อภาคธุรกิจมองไม่เห็นความชัดเจน สิ่งที่ตามมาคือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่น่ากังวล เริ่มต้นจากต้องรัดเข็มขัด ผู้ประกอบการเลือกที่จะเก็บเงินสด ไว้ก่อน ชะลอการขยายกิจการหรือลงทุนใหม่ๆ

 

เอฟเฟคต่อมาคือทำให้ การจ้างงานลดลง เพราะเมื่อไม่ลงทุน ก็ไม่มีการจ้างแรงงานเพิ่ม หรืออาจจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง หลายคนจึงเลือกที่จะหันไปทำอาชีพอิสระมากขึ้น แต่เราอาจพบว่าตัวเลขคนว่างงานในระบบดูไม่สูงนัก

 

แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนภาพจริง เพราะหลายคนผันตัวไปรับอาชีพอิสระหรือทำงาน Gig Economy แบบ Full-time ซึ่งในทางเทคนิคถือว่า ‘ไม่ว่างงาน’ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือความเปราะบางของรายได้และสวัสดิการในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามแม้ท่ามกลางวิกฤต กล้ามองว่าก็ยังมีโอกาสดีสำหรับบางอุตสาหกรรมที่เป็นเจ้าใหญ่ เช่น

 

  • พลังงานและกลุ่มการเงิน ธุรกิจภาคใหญ่ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานยังคงเติบโตและเป็นกองหลังที่สำคัญแต่ก็ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทำงาน
  • ธุรกิจท่องเที่ยว ที่ยังคงเป็นภาคธุรกิจสำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
  • กลุ่มอาหาร, บันเทิง (Entertainment), สุขภาพ (Health and Wellness) ธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานและการฮีลใจ
  • ธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Digital Services ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจตัวกลาง เริ่มน่ากังวล เพราะปัจจัยหลักคือการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นระเบิดที่รอวันปะทุ โมเดลธุรกิจแบบ ซื้อมาขายไป หรือ Trading ใกล้จะถึงจุดจบ

 

ผู้ประกอบการที่ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘พ่อค้าคนกลาง’ โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าจะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับต้นทางจากจีนได้เลย ทางรอดเดียวคือต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น ‘ผู้ผลิต’ หรือ ‘ผู้สร้างแบรนด์’ ที่มีความแข็งแกร่ง หรือเป็นผู้กระจายสินค้าปลายทางที่มีเครือข่ายเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริงเท่านั้น

 

กล้าทิ้งท้าย ทางออกสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ว่า “ปี 2569 ไม่ใช่ปีแห่งการเสี่ยงโชค แต่เป็นปีแห่งการ ‘บริหารความเสี่ยงข้อมูล’ จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในการจับสัญญาณเล็ก ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอน การรู้ทันทีว่ากระแสลมเปลี่ยนทิศทางไหน จะช่วยให้แบรนด์ของคุณปรับตัวได้ทัน ไม่ว่าคุณจะเลือกควบรวม เพื่อเปลี่ยนตัวเองจากผู้เล่นรายย่อย ให้กลายเป็นรายกลางหรือรายใหญ่ คือทางรอด”

 

“อีกทั้งการรวมกันจะช่วยสร้างอำนาจต่อรอง, เลือกเปลี่ยนตลาด หากประเมินแล้วว่าอุตสาหกรรมที่คุณอยู่นั้นอาจไปต่อไม่ได้หรือการแข่งขันสูงเกินไป อาจต้องถึงเวลาที่จะเปลี่ยนสนามการแข่งขันที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด หรือเลือกสร้างความแตกต่าง Unique ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ ยอมจ่ายให้กับประสบการณ์ ที่หาไม่ได้จากสินค้า Mass Production ซึ่งข้อมูลจะช่วยให้คุณหาทิศทางของเส้นทางที่คุณกำลังจะเดินไปต่อได้”

 

ภาพปก: Grant Faint / Getty Images

The post ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026 https://thestandard.co/world-is-heating-up-nature/ Mon, 29 Dec 2025 02:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1159575 โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026

โลกในปี 2025 ไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับวิกฤตธรรมชาติที […]

The post โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026

โลกในปี 2025 ไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับวิกฤตธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5, มหาอุทกภัยในเอเชีย, สารพิษตกค้างในแม่น้ำโขง ไปจนถึงปัญหาระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ‘การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Change) เหล่านี้คือปรากฏการณ์ตอกย้ำว่า วิกฤตไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคนแล้ว

 

กล่าวได้ว่า ปี 2025 เป็นเพียงภาพสะท้อนความรุนแรงที่ธรรมชาติส่งสัญญาณเตือน แต่บททดสอบของจริงคือปี 2026 เมื่อมนุษยชาติอาจต้องรับแรงกระแทกภัยเงียบทางธรรมชาติจากเรื่องเล็กๆ ที่ใครอาจคาดไม่ถึง เช่น วิกฤตการลดลงของประชากร ‘ผึ้ง’ ที่อาจกลายเป็นห่วงโซ่กระทบความมั่นคงทางอาหารของโลก

 

เนื่องในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ (NIDA) เพื่อประมวลเหตุการณ์สำคัญทางสิ่งแวดล้อมในปี 2025 และมองข้ามช็อตสู่ก้าวถัดไปในปี 2026 ว่า มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับความท้าทายทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

 

ฝุ่น น้ำท่วมใหญ่ และสารพิษในแม่น้ำโขง 3 ไฮไลต์ใหญ่ทางสิ่งแวดล้อมในปี 2025

 

1. มหาอุทกภัยภาคใต้และเอเชีย – ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมใหญ่คือหนึ่งในไฮไลต์สำคัญทางสิ่งแวดล้อมในปี 2025 ถือเป็นการตอกย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือเรื่องจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่า มหาอุทกภัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่ยังรวมถึงหลายประเทศในโลก เช่น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และศรีลังกา

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอธิบายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจาก ‘ร่องมรสุม’ (Intertropical Convergence Zone: ITCZ) หรือการก่อตัวของความชื้นหนาแน่นที่รวมตัวกันเป็นเมฆ มีลักษณะเป็นเส้นยาวนับพันกิโลเมตรและความกว้างหลายร้อยกิโลเมตร จนคล้ายกับมี ‘แม่น้ำสายใหญ่บนฟ้า’ ซึ่งทำให้เกิดภาวะ ‘ฝนตกแช่’ หรือฝนตกหนักแบบต่อเนื่องยาวนาน ต่างจากพายุฝนทั่วไปที่ตกแล้วหยุด

 

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น คือ อุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้น้ำทะเลอุ่น จนกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักของพายุ ขณะที่ทิศทางการหมุนของพายุแต่ละซีกขึ้นอยู่กับแรงโคริออลิส (Coriolis Force) หรือแรงเหวี่ยงที่ทำให้เกิดพายุ

 

แม้เหตุน้ำท่วมภาคใต้จะเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ แต่ ศ.ดร.ศิวัชก็ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงการรับมือของภาครัฐที่ล้มเหลว ขาดหัวเรือหลักที่ชัดเจน ไม่มีการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง ซ้ำด้วยการตัดสินใจผิดพลาด จึงทำให้ความเสียหายรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น

 

ศ.ดร.ศิวัชชี้ว่า โศกนาฏกรรมดังกล่าวคือบทเรียน และสะท้อนสิ่งที่ไทยทำผิดซ้ำซากในทุกรัฐบาล เพราะรูปแบบการจัดการยังคงเหมือนเดิม โดยสิ่งที่ควรมีคือหน่วยงานหลัก ซึ่งในความเป็นจริง คือกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แต่ปัญหาคือการเมืองเข้าไปแทรกแซงระบบราชการ ทำให้ได้ผู้ทำงานไม่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสายงาน

 

“เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ผลเสียหายที่ตามมาคือประชาชนต้องเป็นผู้รับผลกระทบ ทั้งที่จริงแล้ว มันไม่จำเป็นต้องรุนแรงขนาดนี้ ภาพที่เห็นชัดคือปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐด้วย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่”

 

2. สารพิษตกค้างในแม่น้ำโขง – เรื่องของ ‘แรร์เอิร์ธ’ (Rare Earth) หรือแร่หายาก กลายเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลัง อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทย ทำข้อตกลงร่วมแร่หายากกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาในการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนตุลาคม 2025

 

ศ.ดร.ศิวัชวิเคราะห์ว่า แรร์เอิร์ธคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เพราะทรัพยากรดังกล่าวเป็น ‘ยุทธปัจจัย’ กล่าวคือ แร่หายากจำเป็นต้องใช้ในเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาคเทคโนโลยีและความมั่นคง โดยเฉพาะในวันนี้ที่โลกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันระหว่าง 2 มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ

 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เหล่ามหาอำนาจไม่ผลิตแร่หายากในประเทศ เพราะเผชิญผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูง ทำให้เลือกย้ายไปฐานการผลิตไปยังประเทศกลุ่มซีกโลกใต้ที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมอ่อนแอ

 

รัฐฉาน พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในประเทศเมียนมา กลายเป็นเป้าหมายใหม่สำหรับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มจีนสีเทา แต่เต็มไปด้วยปัญหาการขุดเจาะที่ไม่ได้เป็นตามมาตรฐานและถูกหลักวิชาการ ทำให้เกิดสารพิษและโลหะจำนวนมากไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติข้ามชายแดน เชื่อมมายังแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และเข้าสู่จังหวัดเชียงราย

 

3. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด – สำหรับหมุดหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับไทยในปี 2025 ศ.ดร.ศิวัชมองว่า คือการผ่านร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน หรือ ‘พ.ร.บ. อากาศสะอาด’ ในวาระที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาและภาคประชาชนผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019

 

แม้สถานะปัจจุบันของกฎหมายคือ ‘ถูกดอง’ อยู่ในชั้นวุฒิสภา ประกอบอุบัติเหตุทางการเมืองอย่างการยุบสภาที่ทำให้ต้องลุ้นว่า สภาชุดใหม่จะคลอด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาได้หรือไม่ แต่สิ่งที่น่าจับตามองว่า คือ หากไม่มีอะไรพลิกโผ ไทยจะมีกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยที่สุดในโลก

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ประกอบราว 300 มาตรา มีความยาวเทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง อีกทั้งยังมีความแตกต่างกับกฎหมายรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉบับเดิมที่กล่าวถึงเรื่องอากาศเพียงเล็กน้อย นับเป็นภาพสะท้อนความพยายามยกระดับ ‘สิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์’ ให้เป็นเรื่องจริงจังในเชิงกฎหมาย

 

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังมีหัวใจสำคัญ คือ หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP) กล่าวคือ ใครเป็นคนก่อมลพิษ คนนั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้เกิดความท้าทายในการบังคับใช้ เพราะภาคธุรกิจต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนอากาศสะอาดเพิ่มเติม ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนที่ซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมองว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะเกิดขึ้นได้ ต้องบังคับใช้ได้จริง ด้วยการหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นธรรมของประชาชนกับความอยู่รอดของภาคธุรกิจ

 

มองข้ามช็อต มีอะไรที่โลกจับตามองสิ่งแวดล้อมในปี 2026?

 

1. วิกฤตประชากรผึ้ง – เมื่อพูดถึงวิกฤตประชากรผึ้งอาจดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ในสังคมไทย แต่ ศ.ดร.ศิวัชย้ำว่า นี่คือปัญหาที่น่ากังวลในระดับโลก เพราะผึ้งคือตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับ ‘หิ้งห้อย’ ที่ทำหน้าที่บ่งชี้ระดับความสะอาดของสิ่งแวดล้อม

 

“ในระดับโลกผึ้งมีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะพืชเกือบ 90% ต้องอาศัยผึ้งในการผสมเกสร ผึ้งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง นำละอองเกสรจากดอกไม้ต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ”

 

ศ.ดร.ศิวัชขยายความว่า ผึ้งมีความสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่พึ่งพาอาหารจากป่า โดยเปรียบเปรยว่า เหมือนกับ ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ขนาดใหญ่ของชาวบ้าน

 

แต่ปัจจุบัน ประชากรผึ้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะ ‘ดอกไม้บานผิดเวลา’ เป็นสาเหตุที่ผึ้งปรับตัวไม่ทันและออกหากินไม่ตรงจังหวะของฤดูกาล จนขาดอาหารและเสียชีวิต

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า หากผึ้งงานเสียชีวิตไป นางพญาผึ้งก็จะเสียชีวิตตาม เพราะไม่มีผู้หาอาหารและรับใช้ เท่ากับว่า อาณาจักรผึ้งจะล่มสลาย ไม่มีผึ้งรุ่นใหม่เกิดขึ้น โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะไม่มีสัตว์ใดที่ทำหน้าที่ผสมเกสรทางธรรมชาติได้เหมือนผึ้ง

 

นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ อย่างการใช้สารเคมี การขยายตัวของเมือง ไปจนถึงการกำจัดรังผึ้งทิ้งเพราะความกังวลของมนุษย์ ก็ยังเป็นเหตุผลซ้ำเติมทำให้จำนวนประชากรผึ้งลดลงตามธรรมชาติอีกด้วย

 

2. ภัยเงียบจากไมโครพลาสติก – เพราะในทุกวันนี้ กิจวัตรของมนุษย์นี้ล้วนพัวพันกับการใช้พลาสติกมากที่สุด จนแทบไม่มีอุตสาหกรรมชนิดไหนที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ภัยเงียบที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การแตกตัวของพลาสติกที่แทรกซึมในทุกอนูของสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์

 

“ความน่ากลัวของไมโครพลาสติกคือ มันสามารถปนเปื้อนไปได้ในทุกส่วน โดยสุดท้าย ไมโครพลาสติกจะไปสะสมที่มหาสมุทร พอไปสะสมที่มหาสมุทร มันก็จะเข้าไปในห่วงโซ่อาหาร”

 

“เมื่อไมโครพลาสติกเข้าไปสู่ห่วงโซ่อาหาร ไม่ว่าจะกินผัก กินสาหร่าย กินปลาแซลมอน กินปลาน้ำ กินกุ้ง กินอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็เข้ามาที่ตัวเรา เพราะมนุษย์อยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร”

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า ส่วนใหญ่แล้ว ไมโครพลาสติกมักเข้าไปสะสมที่สมองของมนุษย์ เพราะเป็นอวัยวะที่เลือดไปเลี้ยงมากและมีชั้นไขมันสูง ซึ่งง่ายต่อสะสม โดยผลกระทบร้ายแรงที่เห็นได้ชัดคือภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์

 

สำหรับวิธีการแก้ไขต้องเริ่มด้วยการกำจัดพลาสติกอย่างถูกวิธี คือการใช้ระบบเผาโดยไม่ใช้ออกซิเจน (Pyrolysis) โดยใช้เตาที่ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทำให้พลาสติกแตกตัว และย้อนกลับไปสู่สารตั้งต้น คือ น้ำมัน ซึ่งสามารถนำไปกลั่นเป็นเชื้อเพลิงอย่างเบนซินหรือดีเซลต่อได้

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมหมายเหตุว่า วิธีการนี้ต้องอาศัยการแยกขยะอย่างจริงจัง โดยแยกพลาสติกออกมาจากขยะประเภทอื่นๆ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่โลกต้องแก้ร่วมกัน

 

3. Climate Change และความเหวี่ยงสภาพอากาศ – ศ.ดร.ศิวัชแสดงความเห็นว่า ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมในปี 2026 ก็ยังคงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับเป็นเรื่องที่ยังทิ้งไม่ได้ เพราะแนวโน้มการปล่อยแก๊สเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับอุณหภูมิโลก แต่เรื่องที่เขาอยากเน้นย้ำมากที่สุด คือความเหวี่ยงของสภาพอากาศ หรือภาวะที่สภาพอากาศมีความผันผวนอย่างรุนแรงแบบสุดขั้วและไม่แน่นอน

 

อาจารย์จาก NIDA ฉายภาพให้เห็นว่า แม้ปัจจุบันมนุษย์อาจคุ้นชินกับปรากฏการณ์น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก แต่นี่ไม่ใช่สภาวะถาวรและโลกอาจเผชิญกับ ‘ภัยแล้งสุดขั้ว’ หรือฤดูที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลมานานหลายปี (หรืออาจจะตลอดทั้งปี)

 

“สิ่งที่การันตีได้เลยคือ ความเหวี่ยงของสภาพอากาศจะรุนแรงขึ้นทุกปี นั่นหมายถึงว่า บางปีฝนก็จะไม่ตกเลย เราก็อาจจะเจอลักษณะแบบนั้นได้”

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การป้องกันภัยแบบเดิม แต่เป็นความยืดหยุ่น (Resilience) หรือความสามารถในการเตรียมความพร้อม และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมเปรียบเทียบสภาพอากาศในปัจจุบันว่า เหมือนกับการขี่มอเตอร์ไซค์ที่คาดเดาไม่ได้ว่า จะเจอหลุมลึกหรือเนินสูง แต่ต้องสวมหมวกกันน็อกเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา และรักษาชีวิตให้รอดเสมอ

 

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับเราไปตลอดช่วงชีวิตนี้ ทุกคนต้องเจอ และไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ รวมถึงเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้น ลืมตามองโลกมาก็จะต้องเจอกับเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือปรับตัวให้เข้ากับมัน ลดหนักให้เป็นเบา” ศ.ดร.ศิวัชทิ้งท้าย

 

แฟ้มภาพ: frank60 / Shutterstock

The post โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอยปีแห่งความเดือด! เจาะลึก 10 ปรากฏการณ์โซเชียล 2568 สงครามชายแดน, วง BUS และ ‘หลิง-ออม’ ฟีเวอร์ https://thestandard.co/2025-social-phenomena/ Sun, 28 Dec 2025 13:02:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1159530

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ชาวเน็ตต้องทำงานหนัก เพราะม […]

The post ย้อนรอยปีแห่งความเดือด! เจาะลึก 10 ปรากฏการณ์โซเชียล 2568 สงครามชายแดน, วง BUS และ ‘หลิง-ออม’ ฟีเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ชาวเน็ตต้องทำงานหนัก เพราะมีประเด็นให้ติดตาม แสดงความคิดเห็น และร่วมแชร์แทบทุกวัน ตั้งแต่กรณีพิพาทที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงเรื่องราวของการแข่งขัน SEA GAMES ที่สร้างทั้งความภาคภูมิใจจากชัยชนะของนักกีฬาไทย และการถกเถียงในหลากหลายประเด็นอย่างร้อนแรง รวมถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สร้างความตระหนกและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายพื้นที่แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ ‘Zocial Eye’ เพื่อวิเคราะห์และจัดอันดับประเด็นที่ชาวโซเชียลพูดถึงมากที่สุด โดยเก็บข้อมูลช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 22 ธันวาคม 2568 เพื่อสรุปให้เห็นภาพชัดเจนว่าในปีที่ผ่านมา มีประเด็นใดบ้างที่สร้างกระแส พร้อมเผย 10 ประเด็นร้อนแรงที่สุดของปี 2568 เราไปดูกันว่าประเด็นไหนที่ได้รับความสนใจจนต้องจารึกไว้ในปีนี้บ้าง

 

อันดับที่ 1 ต้องยกให้ ‘สถานการณ์ไทย-กัมพูชา’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ถึง 1,268,516,709 ครั้ง หากจะถามว่าเรื่องไหนที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศหันมามองเรื่องเดียวกันได้มากที่สุดในปีนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่พุ่งทะยานขึ้นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างประเด็นอื่นหลายเท่าตัว จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงกลางปี (กรกฎาคม-สิงหาคม 2568) เมื่อสถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้งจากข้อพิพาทและการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อน

 

เรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่คนไทยพร้อมใจกันติดตามสถานการณ์ชายแดนแบบนาทีต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูล การวิเคราะห์พื้นที่ทับซ้อน หรือการแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตย จนแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องขึ้นเทรนด์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์

 

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กระทบคนไทยทุกคนและสร้างกระแสมากที่สุดในปี 2568 รวมถึงการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ การแสดงท่าทีจากนานาชาติ การได้รับข้อมูลข่าวสารคนละด้านจากทั้งสองประเทศนอกจากนี้ยังมีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งความสัมพันธ์กับอดีตนายกรัฐมนตรี และการตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

 

อันดับที่ 2 คือปรากฏการณ์ ‘BUS Because of You I Shine กับการสร้างกระแส T-Pop’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 416,060,861 ครั้ง ในฝั่งวงการบันเทิง ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีนี้หนีไม่พ้นกระแสของวง BUS ที่กวาดยอดเอ็นเกจเมนต์ไปได้อย่างมหาศาล ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานแฟนคลับที่สามารถสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง

 

ตลอดทั้งปี 2568 ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีการปล่อยผลงานเพลงใหม่ การจัดคอนเสิร์ต หรือแม้แต่การเปิดตัวพรีเซนเตอร์แบรนด์ต่างๆ เราจะเห็นยอดการมีส่วนร่วมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของการแชร์ข้อมูลและการผลักดันแฮชแท็กให้ติดเทรนด์ สิ่งที่น่าสนใจคือพลังสนับสนุนนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกออนไลน์ แต่ยังส่งผลไปยังยอดขายบัตรคอนเสิร์ตหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องที่ถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้ปีนี้กระแสของวง BUS กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการเติบโตในอุตสาหกรรม T-Pop

 

อันดับที่ 3 เป็นเรื่องของ ‘สถานการณ์น้ำท่วมทางภาคใต้’ ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์ 333,004,561 ครั้ง ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ ทำให้ชาวโซเชียลมีเดียทั่วประเทศร่วมใจกันระดมความช่วยเหลือผ่านทุกช่องทาง มีการแชร์พิกัดขอความช่วยเหลือ โพสต์รายการของบริจาค และส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้อย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางวิกฤตที่สร้างความสูญเสีย แต่ก็ได้เห็นน้ำใจของคนไทยที่ไม่เคยทิ้งกัน

 

อันดับที่ 4 คือ กระแสฟีเวอร์ของ ‘หลิง-ออม’ ในยุคทองของซีรีส์ Girls Love ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 295,510,369 ครั้ง กระแสซีรีส์ Girls Love ยังคงแรงดีไม่มีตกในปีนี้ โดยคู่จิ้นหลิง-ออม กลายเป็นไอคอนคู่ขวัญแห่งปีที่กวาดหัวใจแฟนคลับทั้งในไทยและต่างประเทศ ความเคมีที่ลงตัวทั้งในซีรีส์และนอกจอ ทำให้ทั้งคู่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และทุกครั้งที่ออกงานคู่กันจะสร้างปรากฏการณ์ห้างแตกและเทรนด์ X แตกเสมอ

 

อันดับที่ 5 ได้แก่ ‘เทศกาลสงกรานต์’ กับยอดเอ็นเกจเมนต์ 201,242,660 ครั้ง หลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติจาก UNESCO สงกรานต์ปี 2568 จึงถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ ‘World Water Festival’ ชาวโซเชียลแห่แชร์บรรยากาศความสนุกสนานและภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม จนทำให้สงกรานต์ปีนี้กลายเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งที่สุดของปี

 

อันดับที่ 6 คือ ‘เทศกาลตรุษจีน’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 150,129,616 ครั้ง เป็นเทศกาลใหญ่ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนและคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันอย่างมาก ปีนี้มีการเฉลิมฉลองอย่างคึกคักทั่วประเทศ ไฮไลต์ที่สร้างกระแสคือการมูเตลูออนไลน์ที่ชาวเน็ตแชร์กันสนั่นไทม์ไลน์ ทั้งการแก้ชงและการขอพรเทพเจ้าต่างๆ กลายเป็นคอนเทนต์ยอดนิยมที่ทุกคนสนใจแชร์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง

 

อันดับที่ 7 คือ ‘มหกรรมกีฬา SEA GAMES’ ครั้งที่ 33 ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 131,443,993 ครั้ง ปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในเดือนธันวาคม กระแสความตื่นเต้นและการเชียร์ทัพนักกีฬาไทยสร้างความคึกคักบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ทั้งการชื่นชมชัยชนะของนักกีฬา การวิจารณ์พิธีเปิด-ปิด และดราม่าผลการแข่งขันในแต่ละชนิดกีฬา ล้วนทำให้ยอดเอ็นเกจเมนต์คึกคักส่งท้ายปี

 

อันดับที่ 8 เป็นเรื่องของ ‘ผลกระทบแผ่นดินไหว’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 121,216,180 ครั้ง เหตุการณ์ภัยพิบัติที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้อย่างชัดเจนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการค้นหาข้อมูลและการสอบถามสถานการณ์ พร้อมกับการเผยแพร่ความรู้เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ

 

อันดับที่ 9 คือ ‘เทศกาลเจนนี่’ ปรากฏการณ์ Live Commerce ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 120,715,980 ครั้ง เทศกาลเจนนี่ โดย เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ที่ไลฟ์ขายของแบบมาราธอนและกวาดยอดขายถล่มทลาย แฟนๆ ต่างลุ้นซื้อสินค้าแบบสดๆ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการช็อปปิ้งออนไลน์ไทย อย่างไรก็ตามก่อนสิ้นปีก็เกิดดราม่าเมื่อมีการประกาศยกเลิกการจัดงานในภายหลัง สร้างความผิดหวังให้กับแฟนๆ และกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของวงการ Live Commerce และแม่ค้าออนไลน์ในปีนี้ที่ทุกคนต้องติดตาม

 

อันดับที่ 10 ได้แก่ ‘การประกวด Miss Grand International 2025’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 119,361,605 ครั้ง เวทีนางงามที่การันตีความดราม่าและความสนุกสนานทุกปี สิ่งที่ทำให้ยอดพุ่งทะลุคือการที่ชาวเน็ตพร้อมใจกันเป็นกรรมการหน้าจอ ทั้งการวิเคราะห์ชุดประจำชาติที่ปีนี้มีทั้งงานปักสุดอลังการและดีไซน์แปลกตาที่เป็นไวรัล ไปจนถึงการตัดคลิปในช่วงการตอบคำถามมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน

 

นอกจาก 10 อันดับแรกแล้ว ยังมีประเด็นน่าจับตามองอื่นๆ เช่น ‘หมอนทองวิทยา’ โรงเรียนม้ามืดจากฉะเชิงเทราที่สร้างตำนานในฟุตบอลนักเรียน 7 สี จนกลายเป็นไวรัลปลุกใจคนทั้งประเทศ และประเด็นการเมืองใหญ่แห่งปีกับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองและสะท้อนความสนใจของประชาชนที่มีต่อทิศทางการบริหารประเทศ

 

จาก 10 ประเด็นยอดนิยมประจำปี 2568 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘Social Movement’ มีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและกำหนดทิศทางมากกว่าที่เคย ตั้งแต่ประเด็นการเมืองไปจนถึงภัยพิบัติธรรมชาติ จากเวทีนางงามระดับโลกไปสู่สนามฟุตบอล ทุกยอดไลก์ ทุกการแชร์ และทุกคอมเมนต์ ล้วนมีพลังในการสร้างกระแสและส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ปีนี้จึงเป็นปีที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทุกคนกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคมอย่างแท้จริง

The post ย้อนรอยปีแห่งความเดือด! เจาะลึก 10 ปรากฏการณ์โซเชียล 2568 สงครามชายแดน, วง BUS และ ‘หลิง-ออม’ ฟีเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีแห่ง AI ครองเมือง! Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย https://thestandard.co/ai-dominates-google-search-gemini/ Sat, 27 Dec 2025 11:45:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1159209 ปีแห่ง AI ครองเมือง Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย

Google ประเทศไทย เผยรายงาน ‘Year in Search’ ประจำปี 256 […]

The post ปีแห่ง AI ครองเมือง! Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีแห่ง AI ครองเมือง Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย

Google ประเทศไทย เผยรายงาน ‘Year in Search’ ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการประมวลผลคำค้นหายอดนิยมที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมความสนใจและพฤติกรรมของคนไทยตลอดทั้งปี ข้อมูลในปีนี้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสังคมไทย ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ และกลายเป็นตัวช่วยหลักในการขับเคลื่อนวิถีชีวิตของผู้คนในทุกมิติ

 

หมวดเทคโนโลยีถือเป็นไฮไลต์สำคัญของปีนี้ โดยคำว่า ‘Gemini’ สามารถขึ้นแท่นคำค้นหาอันดับ 1 สะท้อนให้เห็นความตื่นตัวของคนไทยที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนรู้ นอกจากนี้ เครื่องมืออัจฉริยะอื่นๆ เช่น ChatGPT และ DeepSeek ก็ติดอันดับต้นๆ ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญของผู้ใช้งานที่เริ่มคุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อหาคำตอบและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

นอกเหนือจากการใช้งานทั่วไป คนไทยยังขยายความสนใจไปสู่ AI ด้านความคิดสร้างสรรค์ เห็นได้จากการค้นหาเครื่องมืออย่าง PixVerse สำหรับสร้างวิดีโอ, NotebookLM เพื่อช่วยในการค้นคว้าข้อมูล หรือ Suno โปรแกรมแต่งเพลง นอกจากนี้ Hailuo AI, LMArena, Khui AI และ Claude เครื่องมือ AI จากค่ายอื่นๆ ก็ติดโผ 10 อันดับแรกเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าคนไทยพร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ จากหลากหลายผู้พัฒนาทั่วโลก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานและต่อยอดทักษะของตนเอง

 

ในด้านสถานการณ์บ้านเมือง ปี 2568 เป็นปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ คำว่า แผ่นดินไหว พุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 ในหมวดข่าว ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้คำว่า ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และ ไทย–กัมพูชา ติดอันดับต้นๆ จากความสนใจของผู้คนที่ต้องการอัปเดตสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ คำค้นหาอย่าง พายุวิภา, พายุคาจิกิ และ ตึกถล่ม ก็ติด 10 อันดับแรกของคำค้นหาในหมวดข่าวเช่นกัน

 

เหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างเชียงใหม่และหาดใหญ่ ทำให้คำค้นหาเกี่ยวกับ ลงทะเบียนน้ำท่วม 2568 ออนไลน์ และ เช็คสถานะน้ำท่วมออนไลน์ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนบทบาทของดิจิทัลแพลตฟอร์มในฐานะศูนย์กลางข้อมูลฉุกเฉิน ที่ช่วยเชื่อมโยงประชาชนผู้เดือดร้อนเข้ากับมาตรการเยียวยาและความช่วยเหลือจากภาครัฐ

 

นโยบายเศรษฐกิจปากท้องยังคงเป็นวาระเร่งด่วนที่ประชาชนให้ความสนใจ โครงการ คนละครึ่ง พลัส และ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ติดอันดับคำค้นหายอดนิยมต่อเนื่อง ชี้ชัดว่ามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการสูงสุด ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องรัดเข็มขัด การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสวัสดิการรัฐจึงเป็นพฤติกรรมหลักของคนไทยในการวางแผนการเงิน

 

ด้านความบันเทิงซึ่งเป็นเสมือนกระจกสะท้อนรสนิยมของคนในชาติ ละครและซีรีส์ไทยในปีนี้มีความโดดเด่นด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นและหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่อง สงคราม ส่งด่วน ที่ครองแชมป์อันดับ 1 ในหมวดนี้ ด้วยเค้าโครงเรื่องที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของผู้ก่อตั้งบริษัทขนส่งชื่อดังอย่าง Flash Express ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ชมที่ต้องการเห็นเบื้องลึกของวงการธุรกิจสตาร์ทอัพ

 

ในขณะเดียวกัน ละครพีเรียดอย่าง คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ ก็ได้รับความนิยมทั่วประเทศ ขณะที่ เขมจิราต้องรอด, สายรักสายเลือด และ บนพระจันทร์ มีกระต่าย ติดอันดับ 3–5 ตามลำดับ ฝั่งละคร/ซีรีส์เกาหลี ปีนี้โดดเด่นด้วยภาคต่อของซีรีส์ระดับโลก โดยสควิดเกม เล่นลุ้นตาย 2 ครองอันดับ 1

 

ตามด้วย เมนูรักพิชิตใจราชาและ หนุ่มดวงจู๋กับหมอดูคนจ๋วย สองซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ผสานธีมอาหารและโหราศาสตร์ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก ส่วนซีรีส์จีนอย่าง กระวานน้อยแรกรัก และ อริรักลิขิตใจ ก็ติดอันดับต้นๆ บ่งบอกถึงฐานผู้ชมที่ขยายตัว

 

เทรนด์การท่องเที่ยวปีนี้เผยให้เห็นกระแสความสนใจในเมืองรอง หรือ Secondary Cities โดยจังหวัดอย่าง กำแพงเพชร สุโขทัย และ ลำปาง กลายเป็นจุดหมายใหม่ที่นักเดินทางค้นหา ข้อมูลนี้ระบุว่านักท่องเที่ยวเริ่มมองหาเสน่ห์ของวิถีชุมชนและความเงียบสงบที่แตกต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวหลักเดิมๆ เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น

 

การท่องเที่ยวต่างประเทศก็มีทิศทางที่น่าสนใจ เมื่อประเทศ ภูฏาน หรือ Bhutan ครองอันดับ 1 ในหมวดนี้ ตามมาด้วยเมืองอย่าง จูไห่, ซินเจียง และ วังเวียง สิ่งนี้สื่อถึงรสนิยมของนักเดินทางไทยที่ต้องการเปิดประสบการณ์ในเส้นทางใหม่ๆ ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

ไลฟ์สไตล์ด้านอาหารการกินปีนี้ยกให้ มัทฉะ และ ชิโอะปัง หรือขนมปังเกลือ เป็นเมนูยอดฮิตที่มีการค้นหาสูตรและร้านจำหน่ายมากที่สุด ตอกย้ำวัฒนธรรมคาเฟ่ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเมนูทำง่ายอย่าง น้ำจิ้มแจ่ว และ แกงโสฬส ที่บ่งบอกถึงความนิยมในการทำอาหารทานเองที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

 

หมวดวิธีทำ หรือ How-to เป็นเครื่องการันตีความต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยคำว่า วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส และ วิธีดูไทป์ตัวเองแบบสัตว์ ได้รับความนิยมสูง เป็นหลักฐานว่า Google Search ทำหน้าที่เป็นทั้งคู่มือการใช้ชีวิตจริงจังที่ช่วยให้เข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ

 

ท้ายที่สุด หมวดคำถาม คืออะไร ยังคงได้รับความนิยมในการค้นหาความหมายของคำศัพท์ใหม่ๆ โดยคำแสลงอย่าง กีกี้ คืออะไร และ ซาแซง คืออะไร ติดอันดับต้นๆ ซึ่งสื่อถึงความพยายามของผู้คนในการทำความเข้าใจวัฒนธรรมย่อยและกระแสสังคมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ก้าวทันต่อบทสนทนาและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

 

ภาพ : Nwz / Shutterstock

The post ปีแห่ง AI ครองเมือง! Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นจ่อฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก เสริมความมั่นคงทางพลังงาน หลังปิดตัวจากภัยพิบัติฟุกุชิมะ https://thestandard.co/japan-is-poised-restart-worlds/ Mon, 22 Dec 2025 04:02:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1156732 ญี่ปุ่นจ่อฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก เสริมความมั่นคงทางพลังงาน หลังปิดตัวจากภัยพิบัติฟุกุชิมะ

ญี่ปุ่นเตรียมกลับมาใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุ […]

The post ญี่ปุ่นจ่อฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก เสริมความมั่นคงทางพลังงาน หลังปิดตัวจากภัยพิบัติฟุกุชิมะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นจ่อฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก เสริมความมั่นคงทางพลังงาน หลังปิดตัวจากภัยพิบัติฟุกุชิมะ

ญี่ปุ่นเตรียมกลับมาใช้งานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ หลังถูกสั่งปิดเป็นระยะเวลาเกือบ 15 ปี เพราะภัยพิบัติฟุกุชิมะจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2011

 

วันนี้ (22 ธันวาคม) ญี่ปุ่นเตรียมกลับมาเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ (Kashiwazaki-Kariwa) ที่ตั้งอยู่จังหวัดนีงาตะ ภูมิภาคชูบุ หรือพื้นที่ทางตะวันตกของเกาะฮนชู ถือเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ถูกสั่งปิด หลังญี่ปุ่นระงับการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 54 เครื่องทั่วประเทศ เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011

 

คาชิวาซากิ-คาริวะเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท โตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ (TEPCO) บริษัทผู้ดำเนินงานโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ โดยการกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง เป็นมาตรการส่วนหนึ่งภายใต้นโยบายความมั่นคงด้านพลังงานของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่น ที่สนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และรับมือกับต้นทุนเชื้อเพลิงพลังงานฟอสซิลที่สูงขึ้น

 

สำหรับขั้นตอนการเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิ-คาริวะ ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาจังหวัดนีงาตะในวันนี้ โดย ฮิเดโยะ ฮานาซึมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมประกาศอนุมัติให้เปิดเครื่องปฏิกรณ์บางส่วนในโรงไฟฟ้าได้เร็วที่สุด คือ ภายในวันที่ 26 ธันวาคม หากแต่เขาก็เน้นย้ำว่า ญี่ปุ่นควรลดการพึ่งพาพลังงานที่สร้างความกังวลให้กับคนในประเทศ

 

อย่างไรก็ดี มาซาคัตสึ ทาคาตะ โฆษกของ TEPCO กล่าว​ว่า บริษัทยังคงยึดมั่นป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ในอดีตอีก โดยรายงานของ NHK ระบุว่า บริษัทวางแผนเปิดเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 6 และ 7 ภายในวันที่ 20 มกราคม หากผ่านการอนุมัติจากสภาจังหวัด

 

แม้ TEPCO สัญญากับชุมชนว่า จะอัดฉีดเงิน 1 แสนล้านเยน (ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท) ให้กับจังหวัดนีงาตะภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่ผลสำรวจพบว่า ประชาชนในพื้นที่ 60% ไม่เห็นด้วยกับการเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง และราว 70% รู้สึกกังวลต่อการดำเนินงานของ TEPCO

 

อายาโกะ โอกะ ชาวบ้านวัย 52 ปี เล่าผ่าน Reuters ว่า เธอมีภาวะความเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) จากภัยพิบัตินิวเคลียร์ในฟุกุชิมะ พร้อมกับย้ำว่า ทุกคนได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งไม่สามารถมองข้ามได้เลย

 

ปัจจุบัน ชาวบ้าน เกษตรกร และนักเคลื่อนไหว วางแผนประท้วงต่อต้านการเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หน้าอาคารสภาจังหวัดนีงาตะในวันนี้ โดยมองว่า นี่คือภัยคุกคามครั้งใหม่ต่อประเทศ และการฟื้นฟูโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นตั้งเป้าใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้า 20% ภายในปี 2040 หลังใช้เงินมหาศาลไปกับนำเข้าพลังงานอย่างก๊าซธรรมชาติและถ่านหินมูลค่า 10.7 ล้านล้านเยน (ประมาณ 2.4 แสนล้านบาท) ท่ามกลางความต้องการพลังงานของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปัจจัยอย่างการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งต้องใช้พลังงานขับเคลื่อนสูง แม้จำนวนประชากรญี่ปุ่นจะลดลงก็ตาม

 

ภาพ: Kyodo via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ญี่ปุ่นจ่อฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก เสริมความมั่นคงทางพลังงาน หลังปิดตัวจากภัยพิบัติฟุกุชิมะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่ภายใน 30 ปี คาดเสียชีวิต 1.8 หมื่นคน กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก https://thestandard.co/japan-earthquake-global-impact/ Sat, 20 Dec 2025 06:09:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1156475 ญี่ปุ่นเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่ภายใน 30 ปี คาดเสียชีวิต 1.8 หมื่นคน กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก

ญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับมือเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ภายใน 30 ปีข้ […]

The post ญี่ปุ่นเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่ภายใน 30 ปี คาดเสียชีวิต 1.8 หมื่นคน กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่ภายใน 30 ปี คาดเสียชีวิต 1.8 หมื่นคน กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก

ญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับมือเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ภายใน 30 ปีข้างหน้า หลังมีการคาดการณ์ว่า กรุงโตเกียวจะกลายเป็นศูนย์กลางเหตุแผ่นดินไหวที่มีผู้เสียชีวิตราว 1.8 หมื่นคน ชี้เป็น ‘วิกฤตระดับชาติ’ สร้างผลกระทบมหาศาลต่อพลเมืองทั่วประเทศ และเศรษฐกิจมูลค่ามากกว่า มากกว่า 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18.6 ล้านล้านบาท)

 

เมื่อวานนี้ (19 ธันวาคม) รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยผลการประเมินเหตุภัยพิบัติว่า มีโอกาสสูงถึง 70% ที่กรุงโตเกียวจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ภายใน 30 ปีข้างหน้า พร้อมย้ำว่า เป็นวิกฤตระดับชาติ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

 

รายงานระบุว่า หากกรุงโตเกียวเผชิญแผ่นดินไหวแมกนิจูด 7 จะส่งผลกระทบกว้างไปในจังหวัดใกล้เคียง เช่น ไซตามะ ชิบะ และคานางาวะ โดยอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีราว 1.2 หมื่นคนเพราะเหตุไฟไหม้ ส่วนอีก 5,300 คนจะเสียชีวิตจากเหตุตึกถล่ม และอาคารราว 4 แสนหลังอาจถูกทำลายจากแรงสั่นสะเทือนหรือถูกไฟไหม้

 

รายงานยังหมายเหตุว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวที่มีลมแรง จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นถึง 1.8 หมื่นคน ขณะที่ประชาชนราว 24 ล้านคนจะได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าดับ และอีก 8.4 ล้านคนไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้

 

การประเมินครั้งนี้ยังรวมถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตทางอ้อมอีก 1.6 – 4.1 หมื่นคน เช่น การพักอาศัยในศูนย์อพยพเป็นเวลานาน อาการป่วยจากเหตุภัยพิบัติ หรือแม้แต่ภาวะไร้สาธารณูปโภค หากไฟฟ้าและน้ำประปาถูกตัดขาดเป็นเวลานาน

 

นอกจากนี้ เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามากกว่า 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการหยุดชะงักของศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการเมือง การบริหารราชการ และการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

รายงานฉบับนี้ถือเป็นการประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติครั้งแรกในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2013 โดยเมื่อเทียบกับรายงานก่อนหน้า ตัวเลขความเสียหายลดลงราว 20-30% สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการรับมือกับภัยพิบัติ เช่น การติดตั้งเบรกเกอร์ไฟฟ้าเพื่อตัดการทำงานอัตโนมัติ การเสริมความแข็งแรงของที่พักอาศัย และการลดการใช้เปลวไฟในครัวเรือนและที่ทำงาน

 

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในประเด็นที่ยังสร้างความกังวลคือ การให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เนื่องจากอาจถูกตัดขาดจากข้อมูลและความช่วยเหลือที่จำเป็น

 

ขณะเดียวกัน การแพร่กระจายของข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ อาจซ้ำเติมสถานการณ์และสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน เช่นในปี 2016 มีรายงานปลอมว่า สิงโตหลุดออกจากสวนสัตว์ในจังหวัดคุมาโมโตะระหว่างเกิดเหตุแผ่นดินไหว

 

ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าลดระดับความเสียหายให้เหลือครึ่งหนึ่งของการประเมินปี 2013 ภายใต้ปีงบประมาณ 2024 แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

 

ภาพ: Kyodo via Reuters

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่ภายใน 30 ปี คาดเสียชีวิต 1.8 หมื่นคน กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>