แผนธุรกิจ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 04 Nov 2025 08:27:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ส่องแผน MRDIYT หุ้นไอพีโอใหญ่สุดรอบ 3 ปี ธุรกิจเติบโตยังไงต่อ https://thestandard.co/mrdiyt-biggest-ipo-in-3-years/ Tue, 04 Nov 2025 08:27:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1139616

สถานการณ์ IPO ในตลาดหุ้นไทย เรียกว่าเกือบหลับแต่กลับมาไ […]

The post ส่องแผน MRDIYT หุ้นไอพีโอใหญ่สุดรอบ 3 ปี ธุรกิจเติบโตยังไงต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์ IPO ในตลาดหุ้นไทย เรียกว่าเกือบหลับแต่กลับมาได้ แม้ครึ่งแรกของปี 2568 จะมีหุ้นเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพียง 5 บริษัท รวมมูลค่าระดมทุน 1,150 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ครึ่งปีหลังเรียกว่า ร้อนแรงเกินคาด มีหุ้นต่อคิวเข้าเทรดไปแล้วกว่า 8 ตัว โดยบางตัว ปัจจุบันราคาพุ่งถึง 200% จากราคาเสนอขาย

 

ล่าสุดก็ใกล้ถึงคิวของหุ้น MRDIYT จาก MR.D.I.Y พี่ใหญ่ร้านค้าปลีกอุปกรณ์ ตกแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป ขวัญใจคนงบน้อย ที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ครั้งแรก 5 พ.ย.นี้ โดยเตรียมเสนอขาย IPO รวมไม่เกิน 655,000,000 หุ้น ที่ราคาจองซื้อ 8.30-8.60 บาทต่อหุ้น มูลค่าระดมทุน 5,600 ล้านบาท นับเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในรอบ 3 ปี

 

ทั้งนี้ นักลงทุนให้การจับตามองอย่างมาก เพราะบริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นธุรกิจสัญชาติ มาเลเซีย ที่ทำธุรกิจในไทยมานานกว่า 9 ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559) ทำให้ปัจจุบัน เป็นผู้นำตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 9% มีร้านค้ามากกว่า 1,000 สาขา ทั้งสาขาในห้างและ Standalone ครอบคลุม 77 จังหวัด โดยยึดมั่นพันธกิจ Always Low Price ตอบโจทย์ความต้องการ ที่หลากหลายของลูกค้าด้วยสินค้าราคาถูกคุ้มเสมอ

 

THE STANDARD WEALTH พาส่องแผนธุรกิจ MRDIYT เติบโตอย่างไรต่อ หลัง IPO แล้ว

 

ส่องแผน MRDIYT หุ้นไอพีโอใหญ่สุดรอบ 3 ปี ธุรกิจเติบโตยังไงต่อ 2

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post ส่องแผน MRDIYT หุ้นไอพีโอใหญ่สุดรอบ 3 ปี ธุรกิจเติบโตยังไงต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GGC ปรับแผนธุรกิจ หันเน้นธุรกิจเคมีชีวภาพ ประกาศแผน 5 ปี ทุ่มงบไม่น้อยกว่า 1.5 พันล้านบาท เดินหน้าลงทุน https://thestandard.co/ggc-business-plan-biochem/ Thu, 06 Mar 2025 05:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1049189 ggc-business-plan-biochem

GGC ประกาศเป้าหมายและแผนปี 2568 เน้นการเติบโตใน 3 กลุ่ม […]

The post GGC ปรับแผนธุรกิจ หันเน้นธุรกิจเคมีชีวภาพ ประกาศแผน 5 ปี ทุ่มงบไม่น้อยกว่า 1.5 พันล้านบาท เดินหน้าลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ggc-business-plan-biochem

GGC ประกาศเป้าหมายและแผนปี 2568 เน้นการเติบโตใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้มากกว่า 20,000 ล้านบาท

 

กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยวางกลยุทธ์หลักเพื่อการขยายความเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2568 GGC คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้และการเติบโตจากการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และคาดการณ์อัตรากำไร EBITDA Margin ใกล้เคียงกับในปัจจุบันประมาณ 4%

 

สำหรับแผนการดำเนินงานใน 5 ปี (2568-2572) เตรียมจะใช้งบลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแผนการเติบโตในระยะยาว รวมถึงการเพิ่มอัตรากำไร โดยปัจจุบันบริษัทไม่มีหนี้สินทางการเงิน (Debt Free) มีสถานะทางการเงินที่แข็งแรง การเตรียมความพร้อมในการจัดหาเงินทุนในรูปแบบ Sustainability Financing พร้อมที่จะจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตตามแผนกลยุทธ์

 

“ปี 2568 ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าที่ยังคงมีแนวโน้มต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อการจัดการห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและบริการสำหรับสินค้าทั่วโลก” กฤษฎากล่าว

 

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องทั่วโลก ภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากความไม่แน่นอนจากนโยบายความยั่งยืนของอเมริกาและยุโรป เช่น EUDR ผนวกกับทั่วโลกมีความตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งหามาตรการเพื่อบริหารจัดการต้นทุน และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากขึ้น นับเป็นโอกาสของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของโลกได้อย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ บริษัทจึงได้ทบทวนโครงการลงทุนสำคัญและการเร่งดำเนินการต่างๆ อย่างระมัดระวัง โดยการปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่สำคัญ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ Transformation for Future Growth โดยดำเนินการตาม 3 กลยุทธ์หลัก คือ เข้มแข็ง เติบโต ยั่งยืน ด้วยการปรับเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจหลักจาก ธุรกิจพลังงานชีวภาพ (BioEnergy) ไปสู่ธุรกิจเคมีชีวภาพ (BioChemical) ซึ่งยังมีความต้องการและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต รวมถึงเร่งแสวงหาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (High Value Products) ที่ให้ผลตอบแทนสูงและตอบสนองความต้องการของตลาดเข้ามาเติม เพื่อให้บริษัทรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ด้วย 3 Strategic Focus ได้แก่

 

  1. Portfolio Transformation: Transform BioEnergy to BioChemicals
  2. Growth in BioChemicals by Capacity Expansion
  3. Growth in Specialty Platform with Asset Light Strategy

 

แผน Portfolio Transformation

 

จากสถานการณ์แนวโน้มธุรกิจพลังงานชีวภาพที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของ EV Car ทำให้แนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ลดลง ส่งผลให้ด้านการตลาดมีการแข่งขันที่สูง รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานชีวภาพมีแนวโน้มลดลง บริษัทจึงมีมาตรการบริหารจัดการต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงมีนโยบายปรับโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัท โดยมุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพให้มากยิ่งขึ้น

 

ในปี 2567 ยังคงดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร (Max Integration) เพื่อบริหารจัดการต้นทุน และลดค่าใช้จ่ายทั่วทั้งองค์กร รวมถึงการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด เพื่อขยายการขายออกสู่ตลาดใหม่ที่มีผลกำไรสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ได้เริ่มดำเนินการนำเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Asset Utilization) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ และทดลองขายออกสู่ตลาดเรียบร้อยแล้วในช่วงปลายปี 2567 ทั้งนี้ ในปี 2568 ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อการผลิตและขายผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

 

แผน Growth in BioChemicals by Capacity Expansion

 

ภาพรวมธุรกิจเคมีชีวภาพ ยังมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์สำหรับของใช้ในบ้านและของใช้ส่วนตัว (Home and Personal Care Product: HPC) ประกอบกับความได้เปรียบทั้งในการเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศ

 

ในปี 2567 ได้เร่งดำเนินการศึกษาโครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ และการวางแผนในการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ โดยในปี 2568 จะมีการพิจารณาแนวทางการดำเนินการและวางแผนจัดเตรียมเงินลงทุนอย่างเหมาะสมสำหรับการดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอนาคต

 

แผน Growth in Specialty Platform with Asset Light Strategy

 

บริษัทได้เริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (HVP) เพื่อตอบสนองแนวโน้ม Megatrend ด้านสุขภาพและความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดและเพิ่มความยั่งยืนทางธุรกิจผ่านกลยุทธ์การลดการถือครองทรัพย์สิน (Asset Light Strategy) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสนับสนุนการเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ทั้งนี้ บริษัทได้นำแนวคิด Market Focused Business Transformation (MFBT) มาใช้เป็นกรอบในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการดำเนินงานด้านการตลาดและการขายที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (HVP) ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างตรงจุด ผ่านการศึกษาและวิเคราะห์ทางการตลาดเชิงลึก เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและรายได้ใหม่ให้กับบริษัทในระยะยาว

 

บริษัทได้ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่

 

  1. อาหารและส่วนประกอบอาหาร (Food & Feed)
  2. เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล (Cosmetics & Personal Care)
  3. โภชนเภสัช (Pharmaceuticals)
  4. เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Industrial Applications)

 

โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVP) และผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่น้อยกว่า 15% ในปี 2573 ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการศึกษาโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) และผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Products) เพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัทในอนาคต

 

โดยในปี 2567 บริษัทได้มีการขยายผลิตภัณฑ์ Probio Pro Plus+ ในกลุ่มอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ “Nutralist” เพิ่มเติมในกลุ่มคลินิกและโรงพยาบาล นอกจากนี้ได้เริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (HVP) ซึ่งจะมีการขายออกสู่ตลาดในปี 2568 ทั้งหมด 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ตัวทำละลายชีวภาพ ภายใต้แบรนด์ “BioSovel” และผลิตภัณฑ์สารเพิ่มความชุ่มชื้นกลุ่มเคมีชีวภาพ ที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง

 

บริษัทเร่งดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตและดำเนินโครงการลงทุน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2568 อย่างไรก็ตาม โครงการลงทุนสำคัญใช้ระยะเวลาในการศึกษาและก่อสร้างประมาณ 4 ปี การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ใช้ระยะเวลาในการทดลองตลาดและสร้างฐานลูกค้า ประมาณ 3-5 ปี ซึ่งจากแผนกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัทจะเติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ในปี 2572 เป็นต้นไป

The post GGC ปรับแผนธุรกิจ หันเน้นธุรกิจเคมีชีวภาพ ประกาศแผน 5 ปี ทุ่มงบไม่น้อยกว่า 1.5 พันล้านบาท เดินหน้าลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bluebik กางแผนธุรกิจปี 68 ชี้ AI Transformation ในกลุ่มลูกค้าองค์กรมาแรง ตั้งเป้าธุรกิจโต 20% https://thestandard.co/bluebik-ai-transformation-2024-business-growth-20-percen/ Mon, 16 Dec 2024 09:41:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1020097 bluebik-ai-transformation-2024-business-growth-20-percen

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik เปิดแผนธ […]

The post Bluebik กางแผนธุรกิจปี 68 ชี้ AI Transformation ในกลุ่มลูกค้าองค์กรมาแรง ตั้งเป้าธุรกิจโต 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
bluebik-ai-transformation-2024-business-growth-20-percen

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik เปิดแผนธุรกิจปี 2568 ชูกลยุทธ์หลักที่ผนวกรวมทุกบริการของบริษัทเข้ากับ AI (AI Bundled Services) เพื่อตอบรับกับเทรนด์การใช้เทคโนโลยี AI ในองค์กรที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัว และจะขยายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีก 3-5 ปีนับจากนี้ 

 

โดยภาคธุรกิจจะเร่งเปลี่ยนผ่านกระบวนการดำเนินธุรกิจด้วย AI หรือ AI Transformation เพื่อลดต้นทุนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 เติบโตตามเป้าที่ 20%

 

“Digital Transformation ต่อจากนี้ 3-5 ปีจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า AI Transformation ซึ่งธุรกิจแทบทุกประเภทจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI ที่จะฉลาดขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และถูกนำไปใช้มากยิ่งขึ้น” พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

นอกจากนี้พชรยังชี้ด้วยว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้ AI ในภาคธุรกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หมายความว่า AI Transformation ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยรายงานล่าสุดของ Gartner ระบุว่า ความต้องการใช้ AI สำหรับองค์กรทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 16.9% ต่อปี (ตั้งแต่ปี 2566-2570) และจะมีมูลค่าพุ่งแตะ 4.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570

 

บลูบิค กรุ๊ป ประเมินว่าองค์กรที่เริ่มปรับใช้ AI ได้ก่อนและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างความได้เปรียบที่เหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะเป็นปัจจัยกดดันให้ธุรกิจต้องหันมาปรับใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์

 

“AI เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานของธุรกิจยุคใหม่ แต่จากการศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีและธุรกิจ บลูบิคพบว่าการจะทำ AI Transformation ไม่ใช่เรื่องง่ายและมีอุปสรรคหลายอย่างที่ทำให้บางครั้งโครงการที่จะนำ AI มาใช้ไม่ประสบความสำเร็จ” พชรกล่าวเสริม

 

อุปสรรคที่บลูบิคมองเห็นจากประสบการณ์การทำงานกับลูกค้ามีทั้งการลงทุนด้าน AI ที่ไม่สอดรับกับกลยุทธ์องค์กร, การขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที, การพัฒนาโมเดล AI ที่ไม่เหมาะสม, การขาดมาตรการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแนวทางนำ AI มาปรับใช้ให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร

 

เมื่อเห็นความท้าทายที่หลายองค์กรเจอกับการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ บลูบิคจึงมองว่ากลยุทธ์ Bundled Services จะช่วยจัดการกับอุปสรรคและทำให้แผนงานด้าน AI Transformation ประสบความสำเร็จ โดยกลยุทธ์ Bundled Services ของบลูบิคมี 5 แกนหลัก ประกอบด้วย

 

  1. วางกลยุทธ์ AI ให้สอดรับกับเป้าหมายของแต่ละองค์กร ตั้งแต่กลยุทธ์ธุรกิจ กลยุทธ์ด้านข้อมูล ไปจนถึงกลยุทธ์ด้าน AI 

 

  1. พัฒนาแพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับการทำงานและการใช้งานโมเดล AI 

 

  1. พัฒนาระบบ ERP โดยนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้การนำข้อมูลมาใช้ประมวลผล วิเคราะห์ และประกอบการตัดสินใจ แม่นยำยิ่งขึ้น

 

  1. การบริหารจัดการแนวทางการสื่อสารและจัดการความเปลี่ยนแปลงโครงการขนาดใหญ่ด้าน AI ที่ผลักดันให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพนักงานนำเทคโนโลยีไปใช้จริงทั้งองค์กร รวมถึงให้โครงการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ

 

  1. พัฒนาแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ด้วยโซลูชัน AI ให้สามารถช่วยตรวจจับภัยคุกคามและป้องกันความเสียหายจากภัยไซเบอร์ได้อย่างครอบคลุม

 

สำหรับประเด็นการเติบโตในปีหน้าที่ตั้งเป้าไว้ 20% แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่ฟื้น แต่บลูบิคมองว่าการทำ Digital Transformation เป็นเรื่องจำเป็นที่หลายองค์กรอยากจะทำ และบลูบิคก็เป็นผู้ให้บริการสัญชาติไทยแบบครบวงจรรายเดียวของประเทศ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งต่างชาติ พชรยังเห็นโอกาสการขยายตลาดจากการที่บลูบิคมีราคาที่ต่ำกว่า

 

ฐานลูกค้าใหม่ที่บริษัทจะมุ่งไปอยู่ในส่วนของตลาดขนาดกลาง รวมถึงจะขยายการให้บริการในตลาดที่มีศักยภาพสูง ต้องการพัฒนาแพลตฟอร์มขนาดใหญ่และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ภาครัฐ อุตสาหกรรมการผลิต และตลาดต่างประเทศ อาทิ ประเทศเวียดนาม 

The post Bluebik กางแผนธุรกิจปี 68 ชี้ AI Transformation ในกลุ่มลูกค้าองค์กรมาแรง ตั้งเป้าธุรกิจโต 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่กลายมาเป็นดาวร่วงในปี 2024 https://thestandard.co/failed-startups-2024-top-7/ Wed, 04 Dec 2024 12:33:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1016100 7 สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่กลายมาเป็นดาวร่วงในปี 2024

สตาร์ทอัพคือบริษัทเกิดใหม่ที่ล้วนมีเป้าหมายเพื่อการเติบ […]

The post 7 สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่กลายมาเป็นดาวร่วงในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่กลายมาเป็นดาวร่วงในปี 2024

สตาร์ทอัพคือบริษัทเกิดใหม่ที่ล้วนมีเป้าหมายเพื่อการเติบโต ผู้ก่อตั้งต่างริเริ่มไอเดียและมักมีแผนธุรกิจที่ดูสวยงามและยิ่งใหญ่เสมอ แต่จะมีสักกี่บริษัทที่สามารถผลักดันจนเติบโตไปได้ตามฝันจริงๆ

 

และโดยปกติแล้วสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นในแต่ละปีก็จะมีธีมตามกระแสนิยมของธุรกิจในปีนั้นๆ เช่นเดียวกับ AI (Artificial Intelligence) ที่เป็นเทรนด์มาตั้งแต่ปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ทำให้สตาร์ทอัพส่วนมากในช่วงปีนี้เต็มไปด้วย AI สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด รวมถึงไบโอเทค

 

ในบทความนี้ THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจ 7 สตาร์ทอัพดาวรุ่งของปี 2024 ก่อนที่ท้ายสุดจะกลายเป็นดาวร่วง

 

 7 สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่กลายมาเป็นดาวร่วงในปี 2024

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

 

อ้างอิง:

The post 7 สตาร์ทอัพดาวรุ่งที่กลายมาเป็นดาวร่วงในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมต้อง Resilient Growth? วิเคราะห์แผนธุรกิจของ ‘แสนสิริ’ กับการตั้งเป้าสร้างประวัติศาสตร์ใหม่กับผลประกอบการที่ดีที่สุดในรอบ 40 ปี [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/sansiri-resilient-growth/ Wed, 31 Jan 2024 05:39:37 +0000 https://thestandard.co/?p=894193 แสนสิริ Resilient Growth

เป็นประจำทุกต้นปีที่ ‘บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ […]

The post ทำไมต้อง Resilient Growth? วิเคราะห์แผนธุรกิจของ ‘แสนสิริ’ กับการตั้งเป้าสร้างประวัติศาสตร์ใหม่กับผลประกอบการที่ดีที่สุดในรอบ 40 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริ Resilient Growth

เป็นประจำทุกต้นปีที่ ‘บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI’ ผู้นำกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย จะออกมาเปิดเผยถึงทิศทางการทำธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในปีดังกล่าว

 

สำหรับปี 2567 นั้น แสนสิริได้ใช้ธีมของงานแถลงว่า ‘NAVIGATING THE FUTURE: RESILIENT GROWTH’ แน่นอนส่วนแรกย่อมหมายถึงการที่แสนสิริกำลังก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 40 ซึ่งหากเปรียบก็เป็นวัยกลางคนที่พร้อมเผชิญทุกความท้าทายเพื่อสร้างการเติบโต

 

แต่อีกคำหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับ THE STANDARD WEALTH คือคำว่า ‘RESILIENT GROWTH’ ในภาษาอังกฤษหมายถึงการเติบโตหรือการพัฒนาที่แข็งแกร่ง และสามารถฟื้นตัวได้ดีหลังจากเผชิญกับความท้าทายหรือความยากลำบาก

 

สำหรับในภาษาไทย คำแปลที่สละสลวยตามรากศัพท์สามารถเป็นไปได้หลายแบบ แต่หนึ่งในคำแปลที่สื่อความหมายได้ดีคือ ‘การเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง’ หรือ ‘การพัฒนาที่ฟื้นตัวได้ดีและยั่งยืนต่อไป’ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและการฟื้นฟูจากสถานการณ์ที่ท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

 

คำแปลนี้ตรงกับสิ่งที่ อภิชาติ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาเกริ่นในช่วงต้นของงานแถลงข่าวว่า ในปี 2567 ถือเป็นปีแห่งการเติบโตที่สำคัญที่แสนสิริก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 กว่าจะเป็นแสนสิริ องค์กรชั้นนำที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายการเข้าทำงานของคนรุ่นใหม่ ได้ผ่านวิกฤตมาหลายต่อหลายครั้ง

 

“สำหรับแสนสิริ วิกฤตกับโอกาสเป็นของคู่กัน ทุกวิกฤตทำให้เราแข็งแกร่งและเติบโตขึ้น เราไม่ได้เติบโตเพราะอยู่นาน แต่เป็นเพราะเราพร้อมเปลี่ยนแปลง รวดเร็ว ต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของคนที่ถูกบ่มเพาะ ภายใต้ดีเอ็นเอเดียวกันคือ SPEED TO MARKET, ATTENTION TO DETAIL และ WORK FROM HEART” 

 

ด้วยแนวทาง ‘RESILIENT GROWTH – ยืนหยัด ยั่งยืน’ อภิชาติย้ำว่า แสนสิรินำศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม มาต่อยอดธุรกิจ และขับเคลื่อนการทำงานในองค์รวม เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคอย่างตรงใจและโดดเด่นเหนือคู่แข่ง โดยมีเป้าหมายกำไรสุทธิที่คาดว่าแสนสิริจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่กับผลประกอบการที่ดีที่สุดในรอบ 40 ปี

 

แน่นอนคำถามที่ตามมาคือ อะไรที่จะเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ ‘แสนสิริ’ เราจึงอยากชวนทุกคนร่วมหาคำตอบไปพร้อมๆ กันในบทความนี้!

 

เรารักษาระดับการเติบโตที่ดี ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ความมั่นใจแรกของแสนสิริมาจากคำพูดของ อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ระบุว่า แสนสิริยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดทำแคมเปญและกิจกรรมทางการตลาด

 

“ทิศทางดังกล่าวส่งผลให้แสนสิริสร้างยอดขายในปี 2566 ได้ 49,000 ล้านบาท ในขณะที่ยอดโอน (รวมโครงการร่วมทุน) อยู่ที่ 39,000 ล้านบาท และสามารถ Sold Out ได้ถึง 28 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 51,000 ล้านบาท”

 

สำหรับโครงการที่เปิดตัวมีทั้งการต่อยอดความสำเร็จแบรนด์นาราสิริและบูก้าน ในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection ตลอดจนการรีเฟรชแบรนด์เศรษฐสิริและดีคอนโด ส่วนการเปิดตัวโครงการแนวสูงนั้นก็มีการเปิดตัว ‘ดีคอนโด’ ซีรีส์ใหม่ 6 โครงการ 6 ทำเลศักยภาพทั่วประเทศ รวมมูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท เจาะทำเลคอมมูนิตี้ใหญ่ ใกล้มหาวิทยาลัยและแหล่งงาน ทั้งในกรุงเทพฯ หาดใหญ่ และภูเก็ต รวมถึงการกลับมาของคอนโดมิเนียมระดับบน ได้แก่ ชูช์ ราชเทวี และเวีย อารีย์ ตลอดจนคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่

 

สำหรับปี 2567 แสนสิริรุดหน้าขยายธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน วางแผนเปิดตัวรวม 46 โครงการ มูลค่ารวม 61,000 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพในกรุงเทพฯ และตลาดต่างจังหวัด โดยเพิ่มสัดส่วนของโครงการบ้านลักชัวรีมากขึ้น 

 

“เราตั้งเป้ายอดขาย 52,000 ล้านบาท และยอดโอนที่ 43,000 ล้านบาท” อุทัยกล่าว

 

เป็นตัวเลขที่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มากเกินความสามารถของแสนสิริที่จะทำได้!

 

กลุ่มแนวราบขยายไปลักชัวรีมากขึ้น

ขยายให้เห็นภาพมากขึ้น กลุ่มธุรกิจแนวราบวางแผนเปิดตัวรวม 26 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท โครงการที่เป็นไฮไลต์ในปีนี้ ประเดิมด้วยกลุ่ม Sansiri Luxury Collection 2 โครงการ ได้แก่ บ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี ‘นาราสิริ บางนา กม.10’ มูลค่าโครงการ 3,800 ล้านบาท ราคา 45-70 ล้านบาท

 

รวมถึงต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี กับการเปิดตัวเศรษฐสิริรวม 7 โครงการ มูลค่ารวม 14,400 ล้านบาท นำร่องด้วยเศรษฐสิริ วัชรพล-เทพรักษ์ โครงการใหม่สไตล์ Georgian ใกล้ทางด่วน ใจกลางวัชรพล มูลค่า 2,700 ล้านบาท ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอสังหาระดับซูเปอร์ลักชัวรีและลักชัวรีไทยตัวจริง

แสนสิริ Resilient Growth

 

พร้อมกันนี้เดินหน้ารุกตลาดแนวราบในระดับราคาเข้าถึงง่าย ผ่านการเปิดตัวสราญสิริรวม 6 โครงการ มูลค่ารวม 9,100 ล้านบาท กับจุดขายบ้านเดี่ยวหลังแรกของครอบครัว และอณาสิริรวม 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,100 ล้านบาท เพื่อส่งมอบโปรดักต์อย่างครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม 

 

ขณะเดียวกันแสนสิริจ่อคิวขยายพอร์ตแนวราบ เตรียมเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ ‘ณริณสิริ’ (Narinsiri) แบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ระดับพรีเมียมโครงการแรก ‘ณริณสิริ กรุงเทพกรีฑา’ มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท และ ‘มาเบิล’ (Mabel) แบรนด์บ้านเดี่ยวใหม่ระดับราคาเข้าถึงง่ายประมาณ 5-7 ล้านบาท กับ ‘มาเบิล บางนา 26’ มูลค่าโครงการ 850 ล้านบาท

 

เตรียมพบ ‘เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน’

สำหรับกลุ่มธุรกิจแนวสูง แสนสิริเคาะแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียม 20 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท พร้อมสานต่อกลยุทธ์ความสำเร็จในปีที่ผ่านมา รุกแผนขยายการเปิดตัวโครงการใหม่ เน้นขยายการลงทุนไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวมากขึ้น โดยมีไฮไลต์ดังนี้

 

เริ่มจากกลุ่มคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีขึ้นไป ได้แก่ การเปิดขาย ‘เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน’ มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท Branded Residence แห่งแรกในเอเชียและแห่งที่ 3 ของโลก ภายใต้เดอะ สแตนดาร์ด แบรนด์บูติกโฮเทลและไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลก 

 

 

และการเปิดตัวเวีย 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท บนสุดยอดทำเลศักยภาพที่มีดีมานด์ แต่ซัพพลายน้อย ในย่านสุขุมวิท 34 และ 61 ตลอดจนการลุยต่อตลาดคอนโดมิเนียมราคาเข้าถึงง่ายอย่างแบรนด์แคมปัสคอนโด กับการเปิดตัวดีคอนโดรวม 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท 

 

และการพัฒนาโครงการคอนโดในกลุ่มแบรนด์เดอะ มูฟ และคอนโดมีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เราได้เตรียมความน่าตื่นเต้นครั้งใหม่กับการรีเฟรชแบรนด์เดอะ เบส เพื่อรองรับการเปิดตัวในปีนี้รวม 3 โครงการ มูลค่าราว 3,600 ล้านบาท

 

ตั้งตารอได้เลย ปีนี้ทุกโครงการของแสนสิริจะต้อง ‘ทอล์กออฟเดอะทาวน์’ อย่างแน่นอน

 

เดินหน้าในพันธกิจสีเขียว

การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social) และการกำกับดูแลที่ดี (Governance) ซึ่งเรียกว่า ESG ทั้ง 3 ปัจจัยนี้เป็นหลักในการประเมินความยั่งยืนและความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

 

การให้ความสำคัญกับ ESG ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภคและนักลงทุนอีกด้วย

 

สำหรับแสนสิริเองก็เดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า แสนสิรินั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ตั้งเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) ผ่านการขับเคลื่อน 4 แก่นสำคัญคือ ‘Process-Product-Partner-Investment’ 

 

 

และอีกหนึ่งแผนงานที่สำคัญคือการส่งมอบทุกโครงการใหม่ของแสนสิริด้วยนวัตกรรมบ้านสีเขียว หรือ Green Living Designed Home โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง จนถึงการส่งมอบบ้านพลังงานสะอาด เพื่อให้ลูกบ้านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างสมบูรณ์ และที่สำคัญยังช่วยประหยัดพลังงาน 

 

โดยหนึ่งครัวเรือนสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึง 18% ต่อปี และได้วางเป้าขยายผลสู่คอนโดมิเนียมแบรนด์เดอะ เบสทุกโครงการใหม่ในปี 2567 ที่ส่วนกลางของโครงการจะมีการนำแนวทาง Green Living Designed Home ไปต่อยอดในการดำเนินงาน และตั้งเป้าสู่การลดการใช้พลังงานในช่วงแรกให้ได้ราว 6%

 

เมื่อมีขุนศึกที่แข็งแกร่ง ย่อมต้องมีกุนซือที่รอบรู้อยู่ด้วย

แน่นอนหากเปรียบการเปิดโครงการใหม่ๆ เป็นขุนศึก สิ่งที่มาคู่กันในตำราพิชัยสงครามคือการมี ‘กุนซือ’ ที่รอบรู้อยู่ด้วย

 

 

การเปรียบเทียบ ‘ขุนศึก’ และ ‘กุนซือ’ ในโลกธุรกิจนั้นเหมือนกับการมองเห็นความสำคัญของการรวมกันระหว่างพลังและกลยุทธ์ ในสนามรบของธุรกิจ ขุนศึกคือผู้ที่มีความสามารถในการนำพาทีมหรือโครงการด้วยความกล้าหาญและความเข้มแข็ง มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

ในทางตรงกันข้าม กุนซือในโลกธุรกิจคือผู้มีวิสัยทัศน์ ผู้ที่มองเห็นภาพรวมของสนามรบและสามารถวางแผนระยะยาวได้ กุนซือเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ในด้านต่างๆ ของธุรกิจ ตั้งแต่การเงิน การตลาด ไปจนถึงการบริหารจัดการ พวกเขาไม่เพียงแต่สร้างกลยุทธ์และแผนการที่ชัดเจนเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนแผนการเหล่านั้นให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

เมื่อขุนศึกที่เก่งกาจและกุนซือที่รอบรู้ทำงานร่วมกัน ธุรกิจจะสามารถเผชิญหน้ากับทั้งความท้าทายในระยะสั้นและมีความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

 

หากจะถามถึงกุนซือของแสนสิริย่อมต้องหมายถึง ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) 

 

ในปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากก่อนหน้านี้หยุดชะงักไปในช่วงโควิด

 

“อย่างไรก็ตาม เรามองว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับในประเทศ มองว่าปัจจัยท้าทายคือเรื่องดอกเบี้ยเป็นตัวแปรสำคัญ ส่วนปัจจัยที่ส่งเสริมธุรกิจก็อาจจะมาจากการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยว ซึ่งจะมีผลกระตุ้นให้มีแรงซื้อจากชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม”

 

3 กลยุทธ์สำคัญขับเคลื่อนองค์กร

เพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ แสนสิริยังคงเดินหน้าตาม 3 กลยุทธ์สำคัญขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่กับความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และรักษาอันดับความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ประกอบไปด้วย 

 

  1. รักษาระดับผลประกอบการให้เติบโตอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มสัดส่วนการเปิดตัวโครงการให้มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการแนวราบ และการใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่สูง สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือนแรกของปี 2566 มีกำไรสุทธิที่ 4,760 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 91% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มอสังหา) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท และมากกว่ากำไรสุทธิทั้งปีของปี 2565 

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพของบริษัท เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต และนับเป็นผลการดำเนินงานที่เติบโตตาม Business Direction ที่วางไว้ นอกจากนี้แสนสิริยังมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดกับผู้ถือหุ้น จากผลกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนได้รับเงินปันผลที่สูงขึ้นในอนาคต จากสถิติการจ่ายปันผลที่ผ่านมา พบว่า Dividend Yield ปี 2566 อยู่ที่ 12.4%

 

 

  1. บริหารจัดการพอร์ตสินค้าพร้อมขายให้กระจายไปในหลากหลายทำเล เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากกว่า ผ่านการควบคุมระดับสินค้าเพื่อการขายในแต่ละระดับราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก่อนพิจารณาเปิดโครงการใหม่ในแต่ละครั้ง เน้นเรื่องวินัยในการลงทุนมากกว่าคว้าทุกโอกาสที่เข้ามา และเมื่อรวมโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ แสนสิริจะมียูนิตพร้อมขายทั่วประเทศรวมมูลค่า 146,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้แสนสิริจะมีรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้า

 

ภายใต้กลยุทธ์นี้ แสนสิริพร้อมขยายโอกาสในการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน ตลอดจนกลับไปรุก Strategic Location หัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ มีโรดแมปการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน และได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และหัวหิน 

 

โดยวางแผนจะเปิดตัวโครงการในต่างจังหวัดทั้งหมด 13 โครงการ มูลค่ารวม 16,000 ล้านบาท โตกว่าปีก่อนหน้าถึง 170% สำหรับ Strategic Location อย่างภูเก็ต ได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ 5 ปี ในการเปิดตัวโครงการใหม่ 16 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท รวมถึงวางแผนเปิดตัว Sansiri Hub หรือออฟฟิศของแสนสิริในจังหวัดภูเก็ตในปี 2567 ด้วยเช่นกัน รวมถึงหัวหินกับโครงการเดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน ที่จะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

แสนสิริ Resilient Growth

 

พร้อมสานต่อโมเดล Sansiri Community ในแต่ละทำเลที่แสนสิริเข้าไปพัฒนาโครงการ และยกระดับให้เป็นสังคมอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบอีก 4 คอมมูนิตี้ ได้แก่ ศรีนครินทร์-แพรกษา, บางนา กม.10, ศรีวารี และวงแหวน-ลำลูกกา จากที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว 8 คอมมูนิตี้ คือ กรุงเทพกรีฑา, บางนา-เลค 26, รังสิต-บางพูน, ราชพฤกษ์ – 346, กรุงเทพ-ปทุมธานี, เวสต์เกต, พระราม 2 – วงแหวน และประชาอุทิศ 90 

 

“ทุกโครงการที่จะเปิดตัวในปี 2567 เรามีที่ดินครบหมดแล้ว อย่างที่รู้กันว่าปัจจุบันที่ดินหายากและมีราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12% ต่อปี ดังนั้นเราจึงมีการวางแผนเรื่องแลนด์แบงก์ไว้ล่วงหน้า รวมถึงวางแผนซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการใหม่ในปีต่อๆ ไปไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาควบคุมต้นทุนในการพัฒนาโครงการได้”

 

  1. ยกระดับคุณภาพของสินค้า บริการ และความยั่งยืน ให้เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย สอดคล้องกับโครงการในระดับกลางและบนที่มีการเปิดตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญด้านหนึ่งของแสนสิริ เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นหนึ่งของวงการอสังหาริมทรัพย์ในทุกมิติ และทุกโครงการของแสนสิริยังมั่นใจถึงคุณภาพในการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกการดูแลจากบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พร้อมส่งมอบคุณภาพการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้าและ Stakeholder ที่เกี่ยวข้อง 

 

ในภูมิทัศน์ธุรกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่รุนแรง การเติบโตอย่างยั่งยืนหรือ ‘RESILIENT GROWTH’ ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะนำพา ‘แสนสิริ’ สู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างสมดุล

 

ตลอดจนการรักษาผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันถึงความมั่นคงทางการเงิน แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงบทบาทของ ‘แสนสิริ’ ในการเป็น ‘ผู้ให้’ ที่ร่วมเติมเต็มสังคมในทุกมิติ ไม่เพียงแต่สร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งสำหรับบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต

 

The post ทำไมต้อง Resilient Growth? วิเคราะห์แผนธุรกิจของ ‘แสนสิริ’ กับการตั้งเป้าสร้างประวัติศาสตร์ใหม่กับผลประกอบการที่ดีที่สุดในรอบ 40 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยพาณิชย์ยกระดับ ‘ดิจิทัล-เวลท์’ สองเครื่องยนต์สร้างการเติบโตระยะยาว https://thestandard.co/scb-raises-the-level-digital-wealth/ Wed, 08 Nov 2023 11:27:37 +0000 https://thestandard.co/?p=863736

“สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เทรนด์ของดิจิทัลที่โลกแห่งอนาคต […]

The post ไทยพาณิชย์ยกระดับ ‘ดิจิทัล-เวลท์’ สองเครื่องยนต์สร้างการเติบโตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

“สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เทรนด์ของดิจิทัลที่โลกแห่งอนาคตต้องมุ่งไปสู่ทิศทางนี้” กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของธนาคารในปี 2567  

 

กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

เขากล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่งที่เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคาร (ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565) สิ่งแรกที่เร่งดำเนินการก็คือ เดินสายพบพนักงานกว่า 2 หมื่นคนเพื่อทำให้เกิดการประสานระหว่างคนและเทคโนโลยีไปด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เนื่องจาก ณ เวลานั้นทุกคนล้วนกำลังตื่นเต้นกับ ‘เอสซีบี เอกซ์’ ยานแม่ที่เพิ่งประกาศตัวแยกออกไปตั้งเป็น Holding Company รวมถึงตื่นตัวกับกระแสดิจิทัลที่เข้ามาดิสรัปต์หลายอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมการเงินการลงทุน

 

โดยโจทย์หลักของ ‘กฤษณ์ จันทโนทก’ คือ จะทำอย่างไรให้ธนาคารไทยพาณิชย์ไปต่อได้ และนำมาสู่คำตอบที่จะเป็นกลยุทธ์หลักของไทยพาณิชย์ นั่นคือ Digital Bank with Human Touch ด้วยการผสานโลกเก่าและโลกใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่ง่าย แต่ต้องเชื่อใจได้ และตอบโจทย์ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร  

 

บริหารงานด้วยหลักเก้าอี้ 3 ขา

 

กฤษณ์ขับเคลื่อนองค์กรด้วยการยึดหลักเก้าอี้ 3 ขา ประกอบด้วย 

  1. การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ในการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางนั้น ข้อมูลที่ไทยพาณิชย์มีอยู่จะต้องจัดระบบข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาจึงจะรู้ถึงความต้องการของลูกค้าได้ 

 

  1. พนักงานต้องมีความสุขและทำงานได้เต็มศักยภาพ ทั้งนี้ การทำให้เพื่อนพนักงานสนุก สามัคคี สำเร็จ เป็นเรื่องที่พูดง่ายทำยาก แต่ส่วนตัวมีความมั่นใจว่า ถ้าธนาคารปรับตัวให้สอดคล้อง มีความร่วมสมัย และทำงานอย่างสนุก สามัคคี และทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดี ธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์จะอยู่คู่กับคนไทยไปอีก 100 ปีข้างหน้าได้อย่างแน่นอน 

 

  1. ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็น Stakeholder ที่สำคัญนั้น เมื่อธนาคารสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลประกอบการก็จะออกมาเป็นที่น่าพอใจตามโจทย์ของผู้ถือหุ้นในที่สุด 

 

บอร์ด-ผู้ถือหุ้นพอใจ 9 เดือนกำไรโต 21%

 

ทั้งนี้ ผลประกอบการ 9 เดือนที่ผ่านมาน่าจะเป็นตัวเลขที่บอร์ดและผู้ถือหุ้นพอใจ ธนาคารมีรายได้ 1.07 แสนล้านบาท มีกำไรสุทธิที่ 36,600 ล้านบาท เติบโต 21% สาเหตุที่ทำให้ผลประกอบการดีมาจากธนาคารสามารถควบคุมต้นทุน เพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรในอนาคตด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยงวด 9 เดือนที่ผ่านมาธนาคารสามารถกดต้นทุนได้จาก 41% เหลือ 37.4% รวมถึงการได้อานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น ทำให้เกิดส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย และอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลประกอบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญก็คือ ธุรกิจประกัน Trade Finance และ Capital Market 

 

“เชื่อว่าธนาคารจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทำ 20% แต่ได้ 80% จากนี้ไปสู่อนาคต” กฤษณ์กล่าว  

 

เปิด 4 ความท้าทายในปี 2567

 

  1. อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารมองว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยปี 2567 จะไม่ขึ้นไปกว่านี้ ทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยลดลง ดังนั้น ธนาคารจึงต้องหา Growth Engine เพื่อสร้าง Growth Story  
  2. ความเสี่ยงจากหนี้เสีย โดยมองว่ากลุ่มลูกค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่เปราะบางจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น
  3. เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่า AI ในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะก้าวกระโดด ซึ่งธนาคารก็ติดตามให้เท่าทัน เพื่อนำมาช่วยส่งเสริมการให้บริการแก่ลูกค้าได้ โดยในอนาคตอันใกล้สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือ การให้บริการที่เป็นปัจเจก (Personalization) มากยิ่งขึ้น ซึ่งนับเป็นโจทย์ท้าทายในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจธนาคาร 
  4. การบริหารจัดการต้นทุน การที่ทุกธนาคารต้องหันมามองเรื่อง ‘ต้นทุน’ จะต้องสร้างระบบอัตโนมัติที่ไม่ใช่คนมาทำงานแทนคนให้มากขึ้น และหารายได้จากดิจิทัลมากขึ้น เพื่อลดความผันผวน ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายทุกองค์กรรวมทั้งไทยพาณิชย์

 

ขอเวลา 2 ปี ดันสัดส่วนรายได้จากดิจิทัลเป็น 25% 

 

กฤษณ์กล่าวว่า เป้าหมายปี 2568 จะผลักดันให้รายได้จากดิจิทัลเพิ่มเป็นสัดส่วน 25% เทียบกับตอนที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ (เดือนสิงหาคม 2565) ซึ่งรายได้ดิจิทัลอยู่ที่ 3-4% โดยซีอีโอธนาคารไทยพาณิชย์ยอมรับว่า การจะทำให้ถึงเป้าหมายที่ 25% ถือว่าท้าทายมาก แต่เชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ 

 

“ตั้งเป้าหมายรายได้จากดิจิทัลจะต้องเพิ่มเป็น 1 ใน 4 ของรายได้รวม ซึ่งถ้าทำได้ในระดับนี้จะทำให้เราก้าวหน้ากว่าดิจิทัลแบงก์รายใหม่ๆ ในตลาด ที่กว่าจะตามเราทันก็คงต้องใช้เวลา 5 ปีหรือ 10 ปี ในฐานะผู้นำอยากเห็นพนักงานไทยพาณิชย์และผู้บริหารมองโจทย์ธุรกิจใหม่ เพราะธนาคารจะทำธุรกิจด้วยรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ แต่ต้องไปดิจิทัลอย่างสุดโต่ง” 

 

ทุ่มงบ 8 พันล้านต่อปี ยกเครื่องไอที

 

อรพงศ์ เทียนเงิน ผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานเทคโนโลยี ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปี 2567 งบลงทุนด้านไอทีของเราอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท และจะต่อเนื่องด้วยเงินลงทุนระดับนี้ต่อไปอีก 3-4 ปี ทั้งนี้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโลกธนาคารซึ่งเป็นเป้าหมายที่ฝันไว้มานาน 

 

อรพงศ์ เทียนเงิน ผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานเทคโนโลยี ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ตั้งแต่ปี 2558 ธนาคารมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก โดยมีการลงทุนในช่วง 3 ปีนั้นประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ทุกวันนี้ธนาคารมีลูกค้าประมาณ 17 ล้านราย โดย 14 ล้านรายเป็น Digital Active (มีการ Interaction ผ่าน Digital Channel อยู่ตลอดเวลา) ซึ่ง Digital Channel ใหญ่ๆ ของธนาคารคือ SCB EASY สำหรับลูกค้า Retail และสำหรับลูกค้า Corporate ก็จะมีแพลตฟอร์มที่เรียกว่า S1 กับ CDX หรือ Biz Anywhere ที่จะมาแทน S1 ภายในสิ้นปีหน้า 

 

และในปี 2566 ธนาคารเริ่มเปลี่ยน Core Banking จากเดิมที่ Core Banking ของเราอยู่ใน Mainframe ที่ระบบข้างหลังคือ Cobalt Systems ซึ่งจากนี้ไปจะไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกของ Mainframe อีกแล้ว ทำให้ความเสี่ยงเรื่องระบบของธนาคารจะมีสูงมาก ดังนั้น เราจะเปลี่ยน Core Banking ที่เป็นหัวใจหลักของธนาคาร นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่จะทำให้ไทยพาณิชย์สร้าง Customer Centricity ได้ดีขึ้นคือ AI และ Data

 

อรพงศ์กล่าวว่า โดยรวมทุกวันนี้ธนาคารเห็นลูกค้าผ่าน Digital Channel 14 ล้านราย 33 ล้านแอ็กเคานต์ เมื่อเราสร้าง Digital Community ที่ใหญ่ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใน 3 ด้าน ได้แก่

 

  1. การสร้าง Customer Centricity
  2. การสร้าง Digital Convenience
  3. การ Invent Digital Product

 

“ทั้งหมดนี้คือโจทย์ใหญ่ 3 โจทย์ ได้แก่ 1. มีเทคโนโลยีเป็น Brain ที่ฉลาด เข้าใจลูกค้า ทำให้ทุกอย่างเป็น Customer Centric จริงๆ 2. การติดต่อลูกค้าผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน และ 3. สามารถ Customize Product ที่เหมาะกับตัวตนของลูกค้าแต่ละคนได้” อรพงศ์กล่าว 

 

Wealth Management เครื่องยนต์สร้างการเติบโต

 

กฤษณ์กล่าวว่า Growth Engine ที่จะต้องสร้างความแตกต่างให้กับธนาคารได้คือ Wealth Management โดยธนาคารจะต้องสร้างจุดเด่นให้เกิดขึ้นในธุรกิจ 

 

“มีโจทย์ว่า หากนึกถึงธนาคารไทยพาณิชย์แล้วนึกถึงบริการอะไรเป็นอย่างแรก ฟีดแบ็กที่ได้รับตรงกันในกลุ่มผู้บริหารว่า อยากให้ธนาคารไทยพาณิชย์ต่อจากนี้ไปจะต้องเป็นหนึ่งในเรื่อง Wealth เพราะเรามีจุดแข็งมากมาย ทั้งฐานลูกค้าที่มั่งคั่งในปริมาณที่เยอะที่สุดในไทย ในทุกเซกเมนต์ พันธมิตรธุรกิจที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่างรอบด้าน” 

 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้นเป็นเรื่องที่ ‘พูดง่ายแต่ทำยาก’ เพราะจะทำอย่างไรให้ Wealth ของธนาคารไทยพาณิชย์ต่างจากที่อื่น พวกเราทุกคนก็กำลังคุย วางแผน คาดว่าต้นปีหน้าจะแถลงให้รับทราบในการบริหารจัดการ Wealth โดยตั้งใจจะปรับตรงนี้ให้ชัดเจน และทำอย่างไรในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Wealth ไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ 

 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wholesale และรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์

 

เร่งอัปสกิล RM สร้างจุดต่างให้ธุรกิจ Wealth 

 

ทางด้าน ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wholesale และรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เหตุผลที่ SCB ต้องเป็นที่ 1 ในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ก็เพราะเป็นเทรนด์ธุรกิจที่มีโอกาสในการเติบโตสูง 

 

โดยสังเกตได้ว่า ในช่วงหลังธนาคารระดับโลก (Global Bank) ที่ประสบความสำเร็จและมีผลลัพธ์จาก P/BV Ratio และ ROE ที่ดีขึ้น ส่วนใหญ่เพราะธนาคารเหล่านั้นให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจความมั่งคั่งแทบทั้งสิ้น เป็นเช่นนั้นเพราะประชากรศาสตร์ (Demography) คือเรื่องสำคัญที่เกิดทั่วโลก กลุ่มผู้สูงอายุ Ageing จะมีค่าใช้จ่ายเพียงพอในระยะยาว ส่วนคนที่ยังไม่ Ageing ในตอนนี้ในหลายประเทศก็พบว่า ฟังก์ชันของประเทศตัวเองไม่เพียงพอที่จะรองรับการอยู่ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ยกตัวอย่างเช่น ประกันสังคมไม่เพียงพอ 

 

อีกหนึ่งปัจจัยคือเรื่องเทคโนโลยี ที่ตอนนี้เทคโนโลยี AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ Machine Learning ต่างๆ ที่ได้เข้ามาช่วยทำให้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งสามารถเป็นโอกาสให้กับทุกคน 

 

ดร.ยรรยง กล่าวว่า ไทยพาณิชย์ทำธุรกิจ Wealth อย่างจริงจังกันเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ในช่วง 4-5 ปีผลของการทรานส์ฟอร์มทำให้เกิด New S-Curve ขึ้นมากับธนาคาร เมื่อก่อนเราปรับเปลี่ยนพนักงานสาขามาเป็น Wealth RM และอัปสกิลพนักงานจนเป็น S-Curve ใหม่ ปัจจุบันรายได้ของธุรกิจ Wealth ทั้ง Investment และ Insurance รวมกันเพิ่มขึ้นมาเป็น 20% จากปี 2560 ที่มีเพียง 7% ของรายได้ธนาคาร จึงมองว่าเป็นธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญต่อไปในอนาคต

 

ลลิตภัทร ธรณวิกรัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด

 

ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ ย้ำภาพผู้นำธุรกิจ Wealth 

 

ย้อนไปปี 2562 ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศความร่วมมือกับจูเลียส แบร์ (Julius Baer) บริษัทบริหารจัดการความมั่งคั่งและการลงทุนจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในนามบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) โดยธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นสัดส่วน 60% และจูเลียส แบร์ถือ 40%

 

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการนำเข้าประสบการณ์ 130 ปี ในการดูแลลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งระดับสูงจากทั่วโลกของจูเลียส แบร์ ผสานเข้ากับจุดแข็งของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ริเริ่มและมีฐานลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งจำนวนไม่น้อย เพื่อขยายโอกาสในการลงทุนทั่วโลกแบบไร้พรมแดนให้กับลูกค้า

 

ลลิตภัทร ธรณวิกรัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากก่อตั้งมาเข้าปีที่ 5 แล้ว มีการทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อบริการลูกค้าให้ได้ตามที่ต้องการ จนสามารถพูดได้ว่า ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์เป็นที่เดียวที่สามารถให้บริการลูกค้าได้ครบที่สุด

 

จากรีเสิร์ชทั่วโลกในปี 2565 และ 2566 จะเห็นได้ว่าคนรวยทั้งโลกจนลง แต่สิ่งที่ต่างคือ Southeast Asia หรือประเทศไทย มีคนรวยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในเชิงมูลค่า 4% จึงเป็นการตอกย้ำว่า ทิศทางการวางเป้าหมายเรื่องธุรกิจ Wealth Management ของไทยพาณิชย์ถือว่ามาถูกที่ถูกทางแล้ว 

 

แบงก์ระดับโลกกระโจนเข้าตลาดในไทย

 

ลลิตภัทรกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยในปีที่แล้วถึงปีนี้ มีแบงก์ต่างชาติที่มาขอ License เพื่อจะมาตั้งออฟฟิศหรือสาขาเยอะเป็นประวัติการณ์ ถ้าดูจาก Earning ของเขาจะเห็นได้เลยว่า ที่มีธุรกิจ Wealth Management ไม่ได้พูดถึงเฉพาะ Private Banking แต่หมายถึง Wealth Management โดยรวม คือคนที่มีความแข็งแรงแล้วก็มีมูลค่าที่สุด เพราะฉะนั้น 1-2 ปีนี้เราจะเห็น House ต่างชาติตบเท้าเข้ามา เพราะว่าคนรวยในประเทศไทยจะ Onshore Wealth เราจะต่างจากอินโดนีเซีย หรือหลายๆ ประเทศที่มีเงินที่มักจะไปลงทุนนอกประเทศ แต่คนรวยในเมืองไทย 80% ของความมั่งคั่งอยู่ในประเทศ เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจนี้อย่างไรก็ต้องทำในประเทศ

 

ส่งต่อความมั่งคั่งสู่ Next Generation

 

สิ่งที่วันนี้ในเชิงของ Wealth หรือ High-Net-Worth ที่ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ โฟกัสจริงๆ คือเรื่องของ Next Generation หรือรุ่นถัดไป ซึ่งไม่ได้แปลว่าเด็ก เพราะว่าโลกเปลี่ยนเร็วมาก จะมีหลายๆ แกนเลยที่พึงจะต้องทำ แล้วอันนี้เป็นโฟกัสของจูเลียส แบร์ด้วยในการสร้าง Next Generation Group เพราะฉะนั้นปีนี้เป็นปีแรกที่ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ เปิดตัวโครงการ The 45 Academia เพื่อเป็น Leader of Tomorrow คือการสร้าง Next Generation ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่อง ESG เกี่ยวกับไดเรกชันการเปลี่ยนแปลงของตลาด ซึ่งเราเชื่อว่าคนเหล่านี้ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับลูกค้าของเรา ซึ่ง Group ที่ผ่านมา 30 คน เราอยากจะมีส่วนในการสร้างผู้นำของสังคมในรุ่นใหม่ๆ การจะสร้างผู้นำยุคใหม่เราจะทำอย่างไร สิ่งที่เราค้นพบ เขาอยากเรียนรู้ ก็ต้องบอกว่าทั้งเรื่องการทำธุรกิจ ทั้งเรื่องการเรียนผู้นำ เรื่องของอนาคต ESG เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราโฟกัสแล้วเราก็ตั้งใจจะสร้างคอมมูนิตี้ของคนเหล่านี้ในประเทศไทยต่อไป

 

ด้วยจุดแข็งของไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ ที่มีทั้งเรื่องของฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง, Infrastructure, Universal Bank และ Wealth Management เราจึงวางเป้าหมายที่จะเป็น International Private Banking เบอร์ 1 ในประเทศไทย

 

ต่อคำถามสำคัญที่ว่า ทำอย่างไรให้เวลท์เป็นเรื่องของทุกคน กฤษณ์ตอบว่า ถ้าต้องการปักหมุดให้เวลท์เป็นเรื่องทุกคน เทคโนโลยีช่วยได้ ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของแพลตฟอร์มให้ความรู้และทำให้เกิดขึ้นจริง แต่สำคัญที่สุดจะต้องเน้นเรื่อง Better Brain ภายในธนาคารก่อน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูกค้าทุกคน

The post ไทยพาณิชย์ยกระดับ ‘ดิจิทัล-เวลท์’ สองเครื่องยนต์สร้างการเติบโตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศแล้ว! ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ จากโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เวทีเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ในธุรกิจเพื่อสุขภาพ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/lion-health-startup-business-contest/ Fri, 30 Jun 2023 10:30:02 +0000 https://thestandard.co/?p=810008 LION HEALTH STARTUP

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ‘ธุรกิจเพื่อสุขภาพ’ จะมีบทบาทสำคัญ […]

The post ประกาศแล้ว! ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ จากโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เวทีเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ในธุรกิจเพื่อสุขภาพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
LION HEALTH STARTUP

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ‘ธุรกิจเพื่อสุขภาพ’ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในทุกมิติ ไม่เฉพาะในประเทศไทย ธุรกิจสุขภาพทั่วโลกก็ตื่นตัวและเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่ซบเซาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 โอกาสการเติบโตของธุรกิจนี้ยิ่งเปิดกว้าง ไม่จำกัดอยู่แค่การป้องกันและรักษาอีกต่อไป ทำให้นักลงทุนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจประเภทนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจสปาและความงาม ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือการให้บริการเพื่อสุขภาพ

 

 

บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เล็งเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเพื่อสุขภาพในประเทศไทย ในปี 2023 จึงได้เกิดโครงการที่จัดขึ้นมาเพื่อให้การสนับสนุนเหล่าสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพให้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เพื่อเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่สามารถนำเสนอแผนการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ที่มีศักยภาพสูง และสามารถดึงดูดการลงทุนได้ในอนาคต เพื่อชิงเงินรางวัลสูงสุด 200,000 บาท โดยเปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม – 9 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

 

ผลตอบรับในปีนี้ดีเกินคาด มีผู้สนใจเข้าร่วมสมัครเป็นจำนวนมาก และมีเพียง 10 ทีมเท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมกับโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ 

 

 

เกศกานดา พรรณกลิ่น DIGITAL SOLUTION EXECUTIVE MANAGER บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีแรกที่เราจัดประกวดแผนการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ถือว่าดีเกินคาดทั้งจำนวนผู้สมัครและแผนธุรกิจที่ส่งเข้าประกวด ทุกทีมมีความน่าสนใจแตกต่างกันทั้งแง่ของผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ธุรกิจ ทำให้เราเห็นโอกาสทางธุรกิจอีกมากจากมุมมองของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เขามีศักยภาพ มีองค์ความรู้ที่น่าสนใจ ไลอ้อนจึงอยากพัฒนาสินค้าหรือพัฒนารูปแบบอื่นๆ ร่วมกับ SMEs ในเชิงของ Ecosystem ด้วยการนำ Know-How ที่เรามีมาต่อยอดโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน” 

 

หลังจากทุกแผนธุรกิจได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้ 3 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบมาร่วม Pitching Day พรีเซนต์แผนธุรกิจบนเวทีเพื่อเฟ้นหาที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ ในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 27 ที่ไบเทค บางนา และยังได้รับสิทธิ์ออกบูธในงานร่วมกับบูธกิจกรรมของบริษัท ไลอ้อนฯ ตลอด 4 วันของการจัดงานอีกด้วย

 

 

ต้องยอมรับว่าทั้ง 3 ทีมที่เข้าร่วมต่างก็มีแผนธุรกิจที่น่าสนใจ เต็มไปด้วยไอเดียและโซลูชันที่สดใหม่ อย่างทีม Talk to Peach แอปพลิเคชันเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องเพศออนไลน์กับหมอและนักเพศวิทยาโดยตรงแบบไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และยังเป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลด้าน Sexology ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย ปรึกษาได้ทุกที่ สามารถเลือกได้ว่าจะวิดีโอคอลส่วนตัวหรือส่งคำถามเพื่อรับคำตอบ 

 

 

ด้านทีม พรปัญญา ที่นำปลาทูมาทำเป็นแท่งอบกรอบที่มีส่วนผสมของแคลเซียมสกัดจากก้างปลา ผลิตจากปลาทู 100% ไม่ผสมแป้ง มีทั้งแคลเซียม วิตามิน คอลลาเจน และไฟเบอร์ เพื่อคนรักสุขภาพ 

 

 

และทีม ธรรมะรักษา ผงปรุงอาหารจากผัก นำวัตถุดิบจากธรรมชาติพื้นบ้านไทย ทั้งคะน้าไชยา ใบหม่อน และชะพลู จัดเก็บง่าย ใช้งานสะดวก สารอาหารครบถ้วน 

 

ทุกทีมนอกจากจะนำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์และบริการ ยังนำเสนอกลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจร่วมกับไลอ้อนได้อย่างน่าสนใจ คณะกรรมการก็ยิงคำถาม พร้อมเสนอคำแนะนำต่างๆ เพื่อปิดจุดอ่อนของแต่ละทีม และในที่สุดหลังจากขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นตลอด 3 ชั่วโมง ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ ในปีนี้ได้แก่ ทีมพรปัญญา 

 

 

“ต้องขอบคุณไลอ้อนที่เปิดเวทีดีๆ แบบนี้ ให้โอกาสสตาร์ทอัพอย่างพวกเราได้เติบโตในธุรกิจ ทำให้ลูกค้าได้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะต่อให้เราจะได้ที่เท่าไร แค่ผ่านมาถึงรอบนี้ก็ทำให้คนรู้จัก ‘พรปัญญา’ มากขึ้น รู้ว่าเราคือใคร เรากำลังทำอะไร เรามั่นใจว่าสินค้าเราดี วิสัยทัศน์ของเราคือ Health for all เราอยากเห็นทุกคนมีสุขภาพที่ดีค่ะ 

 

“อยากฝากถึงสตาร์ทอัพที่อยู่ในธุรกิจสุขภาพหรือธุรกิจไหนก็ตาม ถ้าคุณมีของดีอยู่ หาโอกาสให้เจอแล้วก็พาตัวเองออกมาให้ทุกคนเห็น เราเชื่อว่าโอกาสมีอยู่รอบตัว อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันได้หรือเปล่า” 

 

 

เกศกานดาเผยว่า “จริงๆ แล้ววันนี้ทั้ง 3 ทีมทำได้ดี เพราะเราให้โจทย์เพิ่มไปว่า เขาจะพัฒนาต่อยอดธุรกิจร่วมกับไลอ้อนอย่างไร ซึ่งทีมผู้ชนะเขานำก้างปลามาพัฒนาเป็นแคลเซียมสกัดและจะพัฒนาต่อเป็นวัตถุดิบแคลเซียม

 

“อยากชวนให้เหล่าสตาร์ทอัพสายสุขภาพมั่นใจในองค์ความรู้ของตัวเอง บางทีสิ่งที่คุณคิดว่ายังไม่ดีพอมันอาจจะดีอยู่แล้ว แค่ต่อยอดอีกหน่อยก็พัฒนาไปได้ไกล อยากให้ลงมาเข้าร่วมโครงการแบบนี้ ได้รางวัลหรือไม่ ไม่สำคัญ อย่างน้อยคุณจะได้เห็นว่าเพื่อนร่วมธุรกิจกำลังคิดอะไร คุณอาจจะได้ไอเดียดีๆ กลับไปพัฒนาธุรกิจต่อ มันเป็นเหมือนห้องเรียนใหญ่ๆ ที่มาแชร์ไอเดียกัน” เกศกานดากล่าวทิ้งท้าย 

 

THE STANDARD ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศและผู้ที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมด และหวังว่าจะได้เห็นโครงการดีๆ ที่เข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการตัวเล็กในประเทศไทยได้มีเวทีและพื้นที่ในการเติบโตในธุรกิจเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย

The post ประกาศแล้ว! ที่สุดของแผนงานเพื่อ ‘สุขภาพ’ จากโครงการ ‘LION HEALTH STARTUP BUSINESS CONTEST’ เวทีเฟ้นหาผู้ประกอบการหน้าใหม่ในธุรกิจเพื่อสุขภาพ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมองเอกชนต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ปั้นแบรนด์ประเทศไทยในมิติใหม่ สร้าง ‘ทีมไทยแลนด์’ สู่เป้าหมายเดียวกัน https://thestandard.co/tourism-business-and-services/ Fri, 21 Apr 2023 02:25:38 +0000 https://thestandard.co/?p=779274 ธุรกิจท่องเที่ยว และบริการ

“ภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทยจะเป็นแชมป์ รักษาความเป […]

The post เปิดมุมมองเอกชนต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ปั้นแบรนด์ประเทศไทยในมิติใหม่ สร้าง ‘ทีมไทยแลนด์’ สู่เป้าหมายเดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจท่องเที่ยว และบริการ

“ภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทยจะเป็นแชมป์ รักษาความเป็น Top of mind of Tourism จำเป็นต้องมีเป้าหมายและแนวทางขับเคลื่อนด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนตามท้องถิ่นต่างๆ ไปในทิศทางเดียวกัน (One Goal One Direction) ไทยจึงต้องมี ‘ทีมไทยแลนด์’ ที่แข็งแกร่งพร้อมจะเดินหน้า Rebranding Thailand ให้มีจุดยืนที่แตกต่างและชัดเจนขึ้น สร้างเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ๆ สื่อสารไปถึงคนทั่วโลก ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันสร้างกลยุทธ์เพื่อครองแชมป์ไปตลอด” ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ บนเวทีตอบข้อซักถาม ‘มุมมองของภาคธุรกิจต่อนโยบายขับเคลื่อนประเทศ’ การส่งเสริมภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ จัดขึ้นโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  

 

ชฎาทิพกล่าวเพิ่มว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย และอิทธิพลของการท่องเที่ยวยังส่งผลกระทบครอบคลุมกว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะคนที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวโดยตรงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงธุรกิจค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ต่างก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น ซึ่งก่อนสถานการณ์โควิด ไทยรับนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 40 ล้านคน ในปี 2565 นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยถึง 11.5 ล้านคน ส่งผลให้การท่องเที่ยวต้องปรับเป้าในปี 2566 จาก 25 เป็น 30 ล้านคน 

 

เหล่านี้สะท้อนชัดว่า การรุกหนักเรื่องท่องเที่ยวไทยด้วยกลยุทธ์และทิศทางที่แข็งแกร่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างมากมายมหาศาล  

 

ชฎาทิพวิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังคงได้รับการโหวตให้เป็นสถานที่ที่คนอยากมาเยี่ยมเยือนมากที่สุด เป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลกมาได้อย่างยาวนาน ล้วนขึ้นอยู่กับรากฐานของ 5 Superpowers ดังนี้  

 

  1. เราเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม เพราะจุดแข็งของไทยเริ่มต้นวางฐานรากที่มั่นคง ผ่านการเซ็ตบริบทต่างๆ และจัดการ Network ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากว่า 50 ปีแล้ว 

 

  1. วัฒนธรรมไทยคือเรื่องราวที่สามารถบอกเล่าและขายได้ตลอดกาล เป็นสิ่งที่ประทับใจไปทั่วโลก และเป็นจุดขายที่ไม่มีวันล้าสมัย 

 

  1. ไทยตั้งอยู่ใจกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แวดล้อมด้วยประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโตทางด้านการท่องเที่ยว จึงสามารถต่อยอดการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยได้ 

 

  1. ภาคเอกชนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแข็งแรงที่สุด มี Network ที่กว้างไกล ทำงานแบบร่วมมือซึ่งกันและกันในทุกภาคส่วน และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนจาก GDP 20% มาจากการท่องเที่ยว สร้างเงินได้ถึง 1.93 ล้านล้านบาท และมีคนทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นจำนวนหลายล้านคน   

 

  1. คนไทยเป็นสินทรัพย์ที่ดีที่สุด ซึ่งทั่วโลกประทับใจในความอบอุ่น และความเป็น Land of Smile ที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์อันทรงพลังในหลากหลายมิติ ได้รับการกล่าวขานไปทั่วโลก

 

และเมื่อบริบทของโลกเปลี่ยนไปหลังโควิด การส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวและบริการของไทยจึงควรชูประเด็นการ Rebranding Thailand ขึ้นมาให้เป็น ‘เข็มทิศ’ 

 

“วันนี้เราอยากให้คนทั้งโลกเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร ถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนว่าเราจะมีนโยบาย กลยุทธ์อะไรที่จะทำให้เราครองความเป็นแชมป์ให้ได้ การสื่อสารแบรนด์ประเทศไทยที่มีเป้าหมายและแนวทางเดียวกันในทุกสื่อ ที่ไม่ได้พูดแค่เรื่อง Thainess อย่างเดียว แต่ต้องเป็นการรวบรวมทั้งอัตลักษณ์ความเป็นไทย และความเป็น World Class Destination ที่แท้จริงเข้ามาอยู่รวมกัน อีกทั้งต้องจับเทรนด์ของการท่องเที่ยวมาสร้างกลยุทธ์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ชฎาทิพกล่าว

 

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งมือทำอย่างเร่งด่วน คือการสร้าง ‘ทีมไทยแลนด์’ ร่วมมือรวมพลังกันตั้งทีมทำงานเป็นองค์รวม ระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อปรับใช้กลยุทธ์ไปในทิศทางเดียวกัน สร้างเป้าหมายและ Action Plan ในทิศทางเดียวกัน จัดสรรและบริหารงบประมาณเรื่องการท่องเที่ยวให้คุ้มค่าที่สุด ควบคู่ไปกับการทำงานแบบ Agile แลกเปลี่ยน สื่อสาร ร่วมแก้ปัญหา และปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างกลยุทธ์ครองแชมป์ไปตลอด 

 

ชฎาทิพกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้ไทยคว้าชัยชนะไปตลอด ก็คือมิติใหม่ๆ ของการท่องเที่ยว ซึ่งระยะสั้นควรพุ่งเป้าไปที่ Hub of Art of Asia ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และศิลปินไทยมี Creativity อยู่แล้ว สามารถดึงอาร์ตแฟร์ของโลกให้มาอยู่ในเมืองไทย และยกระดับศิลปินไทยให้ทัดเทียมได้ สร้าง Cultural Destination เช่น สร้างพิพิธภัณฑ์ที่มีมาตรฐานระดับโลกเพื่อรองรับการแสดงงานศิลปะจากต่างประเทศ เหล่านี้สามารถสร้างได้เร็วที่สุดและใช้ต้นทุนน้อย   

 

สำหรับแผนระยะกลางต้องเร่งผลักดันให้ไทยเป็น Hub of World-Class Events มีงานระดับโลกเข้ามาจัดในไทยมากขึ้น เพราะแนวทางนี้สามารถดึง Quality Tourists เข้ามาได้กว่าแสนคนต่องาน ยิ่งมีอีเวนต์ระดับโลกในไทยมากเท่าไรก็ยิ่งดึงเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากเท่านั้น 

 

และที่เหนือไปกว่านั้น คือต้องคว้าเป้าหมายในการเป็น Hub of Headquarter ทำให้ต่างชาติย้ายมาตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย โดยกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ กลยุทธ์ และเป้าหมายการสร้าง Headquarter Hub ให้เกิดขึ้น สร้างศูนย์กลางการให้บริการครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการลงทุน และปรับแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป้าหมายนี้จะสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้ ด้วยรายได้จากหลายมิติในทันที

 

รวมถึงเน้นการสนับสนุนการท่องเที่ยวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ได้ บนพื้นฐานของการสร้างเรื่องราวใหม่ การท่องเที่ยวรักษ์โลก ความเท่าเทียม เสริมสร้างเครือข่ายที่กว้างไกล พร้อมตอกย้ำการจัดทีมไทยแลนด์ให้สำเร็จ ปรับการทำงานเป็น Smart Tourism ใช้ดิจิทัลเข้ามาบอกเล่าสื่อสารทำให้ถูกต้อง ควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่าง ท่าอากาศยาน และสายการบินแห่งชาติ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว และจัดระบบแรงงานที่มาจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เป็นระบบและเพียงพอ

 

“เพราะประเทศไทยต้องครองความเป็นที่หนึ่งในใจนักท่องเที่ยวทั่วโลก ต้องสร้างการเติบโตที่แข็งแรงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ให้เราเป็นที่หนึ่งได้ตลอดกาล Win the World for Thailand” ชฎาทิพกล่าวทิ้งท้าย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

 

The post เปิดมุมมองเอกชนต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ปั้นแบรนด์ประเทศไทยในมิติใหม่ สร้าง ‘ทีมไทยแลนด์’ สู่เป้าหมายเดียวกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอคนใหม่ Starbucks สั่งให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าไปทำงานหน้าร้านทุกเดือน หวังเชื่อมความสัมพันธ์องค์กร พร้อมเรียนรู้จุดบอดธุรกิจ https://thestandard.co/ceos-working-in-stores-starbucks/ Tue, 11 Apr 2023 05:33:24 +0000 https://thestandard.co/?p=775444 ผู้บริหาร ทำงาน Starbucks

ซีอีโอคนใหม่ Starbucks วางแผนให้ผู้บริหารระดับสูงในออฟฟ […]

The post ซีอีโอคนใหม่ Starbucks สั่งให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าไปทำงานหน้าร้านทุกเดือน หวังเชื่อมความสัมพันธ์องค์กร พร้อมเรียนรู้จุดบอดธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร ทำงาน Starbucks

ซีอีโอคนใหม่ Starbucks วางแผนให้ผู้บริหารระดับสูงในออฟฟิศ เข้าไปทำงานในสาขาทุกๆ เดือน หวังเชื่อมความสัมพันธ์ไปพร้อมกับเรียนรู้จุดบอดของธุรกิจ เพื่อนำมาหาแนวทางแก้ไขต่อไป 

 

“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาทีมผู้บริหารในออฟฟิศขาดการสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานที่อยู่หน้าสาขาและลูกค้า ดังนั้นเราจึงต้องสร้างให้พนักงานทั้งสองฝั่งมีส่วนร่วมกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ขององค์กร” ลักซ์แมน นาราซิมฮาน ซีอีโอ กล่าว 

 

หลังจากก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ ลักซ์แมน นาราซิมฮาน เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 7 เดือนก่อน ได้เข้าไปทำงานในร้านและฝึกอบรมกับบาริสต้าเป็นเวลาครึ่งวันของทุกๆ เดือนมาก่อนแล้ว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สวนทางกับพนักงานบางกลุ่มที่อาจไม่เห็นด้วยมากนัก โดย ‘มิเชล ไอเซน’ ผู้จัดการสหภาพสตาร์บัคส์ ได้ทวีตข้อความผ่าน Twitter ว่า ต้องการให้เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงเหล่านั้นเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิของพนักงานมากกว่า 

 

ด้าน ลี ปีเตอร์สัน รองประธานบริหารด้านความเป็นผู้นำของบริษัทที่ปรึกษาด้านการค้าปลีก WD Partners กล่าวว่า แนวทางของซีอีโอ Starbucks เป็นวิธีที่มีความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่มีจำนวนสาขาจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจค้าปลีก แม้ก่อนหน้านี้ได้ลดโปรแกรมการฝึกอบรมผู้บริหารลง เพราะมีเป้าหมายลดต้นทุนค่าใช้จ่าย จนทำให้ทีมผู้บริหารไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานขายสินค้าหน้าร้าน

 

ที่สำคัญทีมผู้บริหารที่ทำงานดูแลเรื่องเอกสารในออฟฟิศก็ยังไม่เคยรู้เลยว่ากลุ่มลูกค้าให้การตอบรับกับสินค้าที่กำลังขายอยู่มากน้อยแค่ไหน 

 

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงเพียงไม่กี่คนที่มีประสบการณ์การทำงานในร้านค้ามาก่อน เริ่มตั้งแต่ เกร็ก โฟแรน อดีตซีอีโอของ Walmart เขาได้เข้าไปที่ร้านค้าทุกสัปดาห์เพื่อสังเกตดูการบริการลูกค้า ระดับสินค้าคงคลัง สินค้าในสต็อก และการจัดประเภทสินค้า

 

ตลอดจนพฤติกรรมลูกค้า รวมถึง มาร์วิน เอลลิสัน ซีอีโอของ Lowes ที่เริ่มทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม้จะมีรายได้เพียง 4.35 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และผู้บริหารของ Costco ก็เคยทำงานเป็นคนเก็บสต็อกอาหารในห้างสรรพสินค้ามาก่อน และใช้เวลานานหลายปีถึงได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งผู้บริหาร

 

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูแนวทางที่ซีอีโอ Starbucks กำลังทำอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ เพราะอาจมีพนักงานบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดดังกล่าว 

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอคนใหม่ Starbucks สั่งให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าไปทำงานหน้าร้านทุกเดือน หวังเชื่อมความสัมพันธ์องค์กร พร้อมเรียนรู้จุดบอดธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิ๊กแสนสิริยัน ไร้ปัญหาขาดสภาพคล่อง หลังไม่ถึง 2 สัปดาห์ขายสินทรัพย์ออก 2 ดีล มูลค่ากว่า 1 พันล้าน ระบุเป็นเรื่องของแผนธุรกิจปกติ https://thestandard.co/sansiri-confirms-no-liquidity-problem/ Fri, 07 Apr 2023 11:32:04 +0000 https://thestandard.co/?p=774231 แสนสิริ สภาพคล่อง

ผู้บริหาร บมจ.แสนสิริ ออกมาชี้แจงกรณีที่ในระยะเวลาเพียง […]

The post บิ๊กแสนสิริยัน ไร้ปัญหาขาดสภาพคล่อง หลังไม่ถึง 2 สัปดาห์ขายสินทรัพย์ออก 2 ดีล มูลค่ากว่า 1 พันล้าน ระบุเป็นเรื่องของแผนธุรกิจปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริ สภาพคล่อง

ผู้บริหาร บมจ.แสนสิริ ออกมาชี้แจงกรณีที่ในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทมีการประกาศขายสินทรัพย์ 2 ดีล มูลค่ารวม 1,225 ล้านบาท  ได้แก่ 

 

  1. ขายกิจการโรงเรียนสาธิตพัฒนารับเงินทั้งสิ้น 1,210 ล้านบาท 
  2. ตัดหุ้นบริษัทย่อยคือ บริษัท ธฤดี จำกัด ออก 30% ได้รับเงินรวม 15 ล้านบาท 

 

อุทัย อุทัยแสงสุข ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ หรือ SIRI ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่บริษัทตัดสินใจขายกิจการโรงเรียนสาธิตพัฒนา มูลค่าการขายรวม 1,210 ล้านบาท และล่าสุดแบ่งหุ้นบริษัทย่อยคือ บริษัท ธฤดี จำกัด ออกมา 30% ได้รับเงินรวม 15 ล้านบาทนั้น ขอยืนยันว่า ไม่ได้มาจากเหตุผลที่บริษัทมีความจำเป็นในการใช้เงิน หรือไม่ได้มีปัญหาการขาดสภาพคล่องจนต้องขายทรัพย์สินออกมา แต่เป็นเหตุผลในเชิงของแผนการดำเนินธุรกิจปกติ

 

สำหรับกรณีแรกที่ขายกิจการโรงเรียนสาธิตพัฒนา เนื่องจากมีการพิจารณาแล้วว่า ธุรกิจโรงเรียนไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทในปัจจุบัน ขณะที่หลังจากบริษัทเริ่มลงทุนธุรกิจโรงเรียนในปี 2552 ถึงปัจจุบัน ธุรกิจโรงเรียนสาธิตพัฒนามีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีนักลงทุนให้ความสนใจต้องการซื้อกิจการโรงเรียนต่อจากบริษัทในราคาที่ดีเพื่อลงทุนต่อ บริษัทจึงตัดสินขายออกไป ส่งผลให้บริษัทจะได้รับกำไรพิเศษจากการขายในครั้งนี้ ซึ่งจะมีการบันทึกเข้ามาในงบการเงินไตรมาส 1/66  

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

SIRI รับกำไรพิเศษหลายร้อยล้านจากการขายโรงเรียนสาธิตพัฒนา

 

“ในอดีตที่บริษัทตัดสินใจลงทุนธุรกิจโรงเรียน เพราะในช่วงนั้นเรามีโครงการบ้านเดี่ยวค่อนข้างเยอะ การมีโรงเรียนก็เพื่อเสริมธุรกิจขายโครงการบ้านของบริษัท แต่ปัจจุบันกิจการโรงเรียนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เราเห็นว่าไม่ใช่ธุรกิจหลัก จึงตัดสินขายออกไป ซึ่งจะมีการบันทึกกำไรพิเศษเข้ามาจากโรงเรียนสาธิตพัฒนาในงบการเงินไตรมาส 1/66 จำนวนหลายร้อยล้านบาท”

 

ส่วนสาเหตุที่บริษัทแบ่งขายหุ้นของบริษัทย่อยคือ บริษัท ธฤดี จำกัด ออกไปสัดส่วน 30% ให้แก่กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) สอดคล้องกับนโยบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่จะมีการร่วมทุนในการดำเนินธุรกิจกับพันธมิตรธุรกิจอยู่แล้วในลักษณะเป็น Strategic Partnership โดยก่อนหน้านี้บริษัทก็เคยร่วมทุนทั้งกับกลุ่ม บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS และกลุ่มโตคิว เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลายโครงการ

 

ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทมีกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งเป็นกองทุนของไทย มาร่วมทุนในบริษัทธฤดี มีแผนที่จะร่วมกันเปิดตัวพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

 

“การร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์มีข้อดีคือ ทำให้เรา Diversify ในการทำธุรกิจได้ดีขึ้น การร่วมทุนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ในแผนงานธุรกิจของบริษัท ไม่ได้มาจากการที่บริษัทมีปัญหาเรื่องการเงิน ถือเป็นวิธีการทำธุรกิจปกติ”

 

จากการตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของ บมจ.แสนสิริ THE STANDARD WEALTH พบว่า งบการเงินล่าสุด ณ สิ้นปี 2565 บริษัทเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 2,659.68 ล้านบาท  

 

ล่าสุดวันนี้ บมจ.แสนสิริ แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2566 บริษัทได้แบ่งขายหุ้นสามัญของบริษัทย่อยคือ บริษัท ธฤดี จำกัด สัดส่วน 30% เป็นจำนวน 150,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท ให้แก่กองทุนส่วนบุคคล ซึ่งบริหารโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็กซ์สปริง จำกัด ในราคาซื้อ-ขายทั้งสิ้น 15 ล้านบาท

          

ทั้งนี้ การทำรายการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ให้บริษัทธฤดีเป็นบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 70% และ 30% ระหว่างบริษัทและกองทุนส่วนบุคคล เพื่อพัฒนาโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย 

 

ก่อนหน้าเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 บมจ.แสนสิริ แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100% ได้เข้าทำธุรกรรมจำหน่ายทรัพย์สินและสิทธิเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนสาธิตพัฒนาให้แก่ผู้ซื้อคือ บริษัท เดอะ เบสท์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งตกลงราคาซื้อ-ขายคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 1,210 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ในปี 2552 บมจ.แสนสิริ ได้ประกาศลงทุนเข้าซื้อกิจการโรงเรียนสาธิตพัฒนา มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 291.22 ล้านบาท 

The post บิ๊กแสนสิริยัน ไร้ปัญหาขาดสภาพคล่อง หลังไม่ถึง 2 สัปดาห์ขายสินทรัพย์ออก 2 ดีล มูลค่ากว่า 1 พันล้าน ระบุเป็นเรื่องของแผนธุรกิจปกติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงไทย’ กางโรดแมป 5 ปี สร้าง New Growth เตรียมรุก Virtual Bank และ Wealth Tech ขยายฐานลูกค้า พร้อมตั้ง JV AMC บริหารหนี้ https://thestandard.co/krungthai-bank-5-years-roadmap/ Tue, 04 Apr 2023 08:16:17 +0000 https://thestandard.co/?p=772902 กรุงไทย โรดแมป

ธนาคารกรุงไทยกางโรดแมป 5 ปี ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ 7 ยุ […]

The post ‘กรุงไทย’ กางโรดแมป 5 ปี สร้าง New Growth เตรียมรุก Virtual Bank และ Wealth Tech ขยายฐานลูกค้า พร้อมตั้ง JV AMC บริหารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงไทย โรดแมป

ธนาคารกรุงไทยกางโรดแมป 5 ปี ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์หลัก เดินหน้าสร้าง New Growth จับมือ AIS บุกธุรกิจ Virtual Bank เจาะกลุ่ม Underserved พร้อมพัฒนา Wealth Tech ขยายฐานลูกค้ามั่งคั่ง เตรียมจัดตั้ง JV AMC บริหารหนี้เสีย

 

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงแผนการขับเคลื่อนธุรกิจของธนาคารในระยะ 5 ปีต่อจากนี้ (2566-2570) ว่าจะอยู่ภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย 

 

1. ​ปลดล็อกศักยภาพในการสร้างมูลค่าจากการทำธุรกิจกับคู่ค้าของลูกค้า (X2G2X) เร่งต่อยอดยุทธศาสตร์ X2G2X ให้เกิดการเชื่อมโยงในเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าต่างๆ ทั้ง B2B, B2C, G2B และ G2C และมีแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์คู่ค้าของลูกค้า ทั้งการเร่งสร้าง Economic Value จากแอปพลิเคชันเป๋าตัง และถุงเงิน เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้แข็งแกร่ง ต่อยอดความร่วมมือที่ได้ลงทุนไปแล้วทั้งระบบ Smart Transit ตั๋วร่วม, Smart Hospital และ Digital Business Platform เป็นต้น

 

2. ขับเคลื่อนประสิทธิภาพองค์กรด้วยดิจิทัลและข้อมูล เร่งนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เป็น Process Digitalization โดยนำระบบ RPA หรือ Robotic Process Automation และการใช้ AI ในกระบวนการทำงานภายในของธนาคารมากขึ้น ทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้กระดาษ (Paperless) นำไปสู่โครงสร้างการประเมินอัตรากำลังที่เหมาะสมในการให้บริการผ่านสาขา ผสมผสานการให้บริการออนไลน์สู่ออฟไลน์ได้เต็มศักยภาพ โดยช่องทางสาขาจะถูกปรับเป็นการให้บริการทางธุรกิจ และอยู่ระหว่างการทดสอบในพื้นที่ EEC  

 

ขณะเดียวกันในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ธนาคารจะเริ่มนำร่องปรับบริการของสาขาประมาณ 20 แห่งในเมืองใหญ่ให้เป็นรูปแบบใหม่ที่มีความทันสมัยมากขึ้น โดยจะนำระบบ E-Solution เข้ามาให้บริการลูกค้า ซึ่งในสาขารูปแบบใหม่นี้พนักงานของธนาคารจะให้บริการธุรกรรมต่างๆ ด้วยแท็บเล็ตและสามารถเดินให้บริการได้โดยไม่ต้องใช้เคาน์เตอร์ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ขณะที่การให้บริการผ่านเคาน์เตอร์จะถูกปรับเป็นจุดให้บริการและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบธุรกิจ SMEs และอาชีพอิสระแทน

 

ผยงยังเปิดเผยด้วยว่า ในปีนี้ธนาคารอาจจะชะลอแผนการปิดสาขาบางส่วนออกไปชั่วคราวก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มสาขาที่ไม่มีธนาคารอื่นๆ ตั้งอยู่ในรัศมี 4-10 กิโลเมตร ถึงแม้ว่าสาขาเหล่านี้จะไม่ทำกำไรก็ตาม เนื่องจากธนาคารกรุงไทยมีโจทย์ทางสังคมที่ต้องให้ความสำคัญนอกเหนือจากกำไรด้วย

 

3. การมองหา New Growth โดยจะเปิดตัวแพลตฟอร์มเพื่อสร้างการเติบโตในมิติใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร เช่น Virtual Banking ที่ธนาคารจะร่วมกับพันธมิตรคือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือ AIS ซึ่งปัจจุบันมีฐานลูกค้าที่ทับซ้อนกันเพียง 1 ใน 3 เพื่อเข้ารับการคัดเลือกตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

“ธุรกิจ Virtual Banking เราจะเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่ม Underserved หรือคนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการการเงินในปัจจุบัน ซึ่งจะมีข้อมูลทางเลือกหรือ Alternative Data จากพาร์ตเนอร์อย่าง AIS เช่น ข้อมูลการใช้มือถือ และข้อมูลจากบริการพอยท์เพย์ที่มีอยู่แล้วมาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ความเสี่ยงของลูกค้ากลุ่มนี้จะสูง แต่เราก็กำลังพูดถึงดอกเบี้ยที่ระดับ 25-33% เช่นกัน ดังนั้นแม้ว่าหนี้เสียอาจสูงถึง 5-10% ก็ยังรันธุรกิจได้” ผยงกล่าว

 

นอกจากนี้ธนาคารยังมีแผนจะพัฒนาแพลตฟอร์ม Wealth Tech เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการทางการเงินในกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง หรือ Mass Affluent ที่มีทรัพย์สินราว 2-9.99 ล้านบาท ซึ่งมองว่าปัจจุบันยังมีช่องทางให้ธนาคารเข้าไปเติบโตได้อยู่

 

อีกหนึ่งโครงการที่ผยง ระบุว่าอาจจะได้เห็นในปีนี้คือ การขยายบริการสินเชื่อดิจิทัล หรือ Digital Lending ให้ไปเชื่อมต่อกับแอปเป๋าตัง เพื่อเจาะฐานลูกค้าที่แตกต่างจากผู้ใช้งานแอป Krungthai NEXT โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารปล่อยสินเชื่อออนไลน์ไปแล้วราว 5,000 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าจะปล่อยเพิ่มในปีนี้เป็น 8,000-10,000 ล้านบาท 

 

4. สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และยั่งยืน ขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง ESG สนับสนุนประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม โปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างการกระจายรายได้ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้า SMEs กับ Digital Economy และเร่งปรับตัวเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน 

 

5. พัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถการทำงานแห่งอนาคต เร่งสร้างการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านความพร้อมของระบบรองรับ PDPA & Cyber Risk เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม บริหารจัดการ NPL และ NPA เพื่อแก้ปัญหาปรับเป็นสินทรัพย์ที่สร้างคุณค่าในเวลารวดเร็วขึ้น พร้อมบูรณาการบริษัทในเครือ สร้างประโยชน์จากสินทรัพย์ให้เต็มศักยภาพ บนความร่วมมือแบบ ONE Krungthai 

 

ทั้งนี้ ผยงระบุว่า ในส่วนของ NPL ปีนี้ ธนาคารจะพยายามควบคุมให้อยู่ต่ำกว่าระดับ 3.5% และมีเป้าหมายจะปรับลดลงมาให้อยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม (5 แบงก์ใหญ่) ที่ 2.8% สำหรับ NPA ปัจจุบันธนาคารมีทรัพย์ที่ค้างอยู่ในสต๊อกราว 40,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ก็มีเป้าหมายจะปรับลดลงมาให้เหลือเท่ากับอุตสาหกรรมที่ 20,000 ล้านบาทเช่นกัน

 

“หนึ่งในวิธีลด NPL หรือหนี้เสีย คือการขายหนี้ออกไป ปัจจุบันเรามีการเจรจาเรื่องการจัดตั้ง JV AMC กับพันธมิตรอยู่บนโต๊ะประมาณ 3-4 ราย ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ว่าเราจะร่วมมือกับใคร แต่การร่วมมืออาจมีมากกว่า 1 รายก็ได้ เพราะแต่ละเจ้ามีความชำนาญในการจัดการหนี้ประเภทที่แตกต่างกัน” ผยงกล่าว

 

6. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีหลักขององค์กร ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และ Digitalization อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับโครงสร้างเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย มั่นคง ปลอดภัย มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อสนับสนุนการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยต้นทุนที่เหมาะสม โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารมีงบลงทุนด้านไอที 12,000 ล้านบาท แต่ใช้จริงไปแค่ 7,000-8,000 ล้านบาท

 

7. ปฏิรูปวัฒนธรรมและปลูกฝังวิธีการทำงานแบบใหม่ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรด้วยความคล่องตัว ปรับวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ให้เป็นไปในลักษณะ Agility มีความกระฉับกระเฉง โดยอาศัยหลักการแบบ Fail Fast Learn Fast ยกระดับพนักงานให้มีทักษะใหม่ๆ (Upskill/Reskill) สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถในระดับประเทศและระดับโลกเข้ามาทำงานเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เป็นองค์กรแห่งการสร้างผู้นำในอนาคต

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘กรุงไทย’ กางโรดแมป 5 ปี สร้าง New Growth เตรียมรุก Virtual Bank และ Wealth Tech ขยายฐานลูกค้า พร้อมตั้ง JV AMC บริหารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX เร่งเครื่องขยายธุรกิจตามยุทธศาสตร์ หลังผู้ถือหุ้นไฟเขียวออกหุ้นกู้ 1 แสนล้านบาท ตั้งเป้าเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค https://thestandard.co/scbx-expand-business/ Thu, 19 Jan 2023 12:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=739532

SCBX พร้อมลุยสร้างการเติบโตและขยายธุรกิจตามยุทธศาสตร์ ‘ […]

The post SCBX เร่งเครื่องขยายธุรกิจตามยุทธศาสตร์ หลังผู้ถือหุ้นไฟเขียวออกหุ้นกู้ 1 แสนล้านบาท ตั้งเป้าเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>

SCBX พร้อมลุยสร้างการเติบโตและขยายธุรกิจตามยุทธศาสตร์ ‘ยานแม่’ หลังได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในการออกและเสนอขายตราสารหนี้วงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาทหรือเทียบเท่าในสกุลอื่น ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อรองรับการลงทุนตามแผนธุรกิจ

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การได้รับอนุมัติวงเงินการออกตราสารหนี้ไม่เกิน 1 แสนล้านบาทหรือเทียบเท่าในสกุลอื่นของ SCBX นี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นต่อกลยุทธ์และความเข้มแข็งทางการเงินของบริษัท เพื่อบริษัทจะได้มีความคล่องตัวในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินการตามแผนธุรกิจที่ได้วางไว้ โดยจะมุ่งเน้นการขยายและพัฒนา 3 ธุรกิจที่มีแนวโน้มในการเติบโตสูง ได้แก่

 

  1. สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Consumer Finance) 

 

  1. ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) 

 

  1. ธุรกิจแพลตฟอร์ม (Platform Business) 

 

รวมถึงนำไปลงทุนในเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain Technology) ที่จะเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจแห่งโลกอนาคต และเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Tech) ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสำคัญของโลก โดยแผนการลงทุนนี้เป็นการเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจของกลุ่ม SCBX สู่ระดับภูมิภาค และเพิ่มมูลค่าบริษัท

 

“การดำเนินการเสนอขายหุ้นกู้จะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนและโอกาสในการลงทุนในแต่ละปี เพื่อให้มีโครงสร้างการระดมทุนที่เหมาะสมที่สุด บริษัทขอขอบคุณผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในแนวทางและแผนการดำเนินงานในการสร้างให้กลุ่ม SCBX เป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินระดับภูมิภาค ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น และนำพาประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” อาทิตย์กล่าว

The post SCBX เร่งเครื่องขยายธุรกิจตามยุทธศาสตร์ หลังผู้ถือหุ้นไฟเขียวออกหุ้นกู้ 1 แสนล้านบาท ตั้งเป้าเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอสซีจี’ คงเป้ายอดขายปีนี้โต 10% กางแผนขยายอาณาจักรปั้นธุรกิจ New S-Curve รุกพลังงานทดแทน ดันธุรกิจโลจิสติกส์เป็นเบอร์ 1 อาเซียน ตั้งเป้ามูลค่าบริษัทเป็น 1 แสนล้านบาท https://thestandard.co/scg-new-s-curve/ Thu, 27 Oct 2022 09:10:47 +0000 https://thestandard.co/?p=700914 เอสซีจี

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเ […]

The post ‘เอสซีจี’ คงเป้ายอดขายปีนี้โต 10% กางแผนขยายอาณาจักรปั้นธุรกิจ New S-Curve รุกพลังงานทดแทน ดันธุรกิจโลจิสติกส์เป็นเบอร์ 1 อาเซียน ตั้งเป้ามูลค่าบริษัทเป็น 1 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอสซีจี

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายรายได้งวดปี 2565 ว่าจะสามารถเติบโตได้ 10% จากงวดปี 2564 เพราะในช่วง 9 เดือนแรกของปี ยอดขายเติบโตไปแล้วกว่า 10% เนื่องจากภาพรวมราคาขายปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่วงไตรมาส 4/2565 มองว่าธุรกิจอาจจะชะลอตัวลงบ้างแต่ยังสามารถพอเติบโตไปได้

 

ขณะเดียวกันบริษัทปรับลดวงเงินลงทุนรวมในงวดปี 2565 เป็น 55,000 ล้านบาท จากเดิมที่วางไว้ว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 80,000 ล้านบาท เนื่องจากมีบางโครงการที่บริษัทมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องชะลอการลงทุนออกไป เช่น โครงการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งจะต้องเลื่อนแผนการลงทุนออกไปในปี 2566 ส่วนโครงการปิโตรเคมีครบวงจรที่ประเทศเวียดนามยังเดินหน้าต่อเนื่อง คาดว่าจะเปิดดำเนินการในรูปแบบเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2566


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ส่วนแผนการเติบโตในปี 2566 บริษัทยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ายอดขายจะเติบโตในสัดส่วนที่เท่าไร แต่คาดว่าจะต้องมีการเติบโตท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นจากนโยบายของประเทศจีน รวมถึงเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะมีการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย และทิศทางของราคาพลังงานที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะจบเมื่อไร ซึ่งส่งผลต่อเงินเฟ้อที่ยังคงเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าการขยายฐานการลงทุนใหม่ของบริษัทจะเป็น New S-Curve ให้กับบริษัทด้วยการกระจายการลงทุนต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านทางบริษัทย่อยของบริษัทที่มีธุรกิจหลักเดิมอยู่แล้ว เช่น การลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งบริษัทมองเห็นโอกาสการลงทุนต่อยอดเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เช่น โอกาสในการเข้าร่วมประมูลขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐ

 

รวมถึงธุรกิจด้านโลจิสติกส์ การที่บริษัทได้เข้าไปร่วมกับเจดับเบิ้ลยูดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มและขยายโอกาสตามดีมานด์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเป็นการช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจแพ็กเกจจิ้งที่ขยายฐานไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และการแพทย์

 

SCGC ยังอยู่ระหว่างเลือกกำหนดในการเข้าตลาดหุ้น

ด้าน ธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนแผนการเข้าตลาดจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติแบบรายการแสดงข้อมูลของบริษัทเรียบร้อยแล้ว โดยจากนี้ไปจะต้องพิจารณาช่วงเวลาให้เหมาะสม โดยยอมรับว่า Sentiment ภาพรวมการลงทุนของตลาดถือว่ามีความสำคัญ เช่นเดียวกับการกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว

 

เล็งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็น 500 เมกะวัตต์

ขณะที่ ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด มีโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่บริษัทมีกำลังการผลิตอยู่แล้วประมาณ 220 เมกะวัตต์ ซึ่งเล็งเห็นโอกาสขยายการลงทุนจากการเข้าร่วมประมูลการรับซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐ หรือการขายไฟฟ้าในรูปแบบ Private PPA ขณะเดียวกัน เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ มีเป้าหมายจะเพิ่มกำลังผลิตเป็น 500 เมกะวัตต์ ภายใน 5 ปี และยังไม่มีแผนจะ Spin-Off

 

ธุรกิจโลจิสติกส์วางเป้ามูลค่าบริษัท 1 แสนล้านบาท ในปี 2570

ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยภายหลังจากที่บริษัทเดินหน้าการรวมกิจการกับบริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ SCGL ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แล้วนั้น

 

จะดำเนินการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) โดยใช้ตัวย่อ ‘SJWD’ ในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริหารงานโดยมี Co-CEO (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม) ร่วมกันบริหารงาน ได้แก่ บรรณ เกษมทรัพย์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่ม SCGL และ ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ซึ่งเป็นตัวแทนจาก JWD ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายจะมีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2570

 

ด้วยโอกาสทางธุรกิจที่เราวางแผนร่วมกันมีทั้งหมด 5 ส่วน

  1. การเพิ่มรายได้จากการ Cross-Sale และ Up-Sale จากฐานลูกค้าเดิมของ SCGL และ JWD เพื่อเพิ่มรายได้และการประหยัดต้นทุน
  2. การสร้างมูลค่าเพิ่มในบริการเดิมที่แต่ละฝ่ายมีความชำนาญ เช่น คลังห้องเย็น ลานจอดรถยนต์ คลังสินค้าอันตราย การขนส่งแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ เป็นต้น
  3. การเชื่อมต่อฐานการให้บริการในภูมิภาคอาเซียนแบบไร้รอยต่อ โดยนำ Business Model ที่ประสบความสำเร็จในไทย ไปสร้างการเติบโตในต่างประเทศ
  4. ให้บริการแบบ D2C (Direct to Consumer) ตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านบริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า, โลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, การขนส่งแบบด่วน
  5. พัฒนาขอบเขตการให้บริการอย่างต่อเนื่องในธุรกิจใหม่ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม, บริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับจัดการโลจิสติกส์ เป็นต้น

 

สำหรับเป้าหมายรายได้ในปี 2566 บริษัทวางเป้าหมายจะมีรายได้หลังจากที่รวมเป็นบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) เติบโตประมาณ 10-12% หรือทำได้ประมาณ 28,000 ล้านบาท หลังจากที่คาดการณ์ว่าจะดำเนินการควบรวมแล้วเสร็จตั้งแต่ภายในงวดไตรมาส 1/2566 เป็นต้นไป ทั้งนี้ SCGJWD จะดำเนินการปรับโครงสร้างภายในเพิ่มเติมภายหลังการรวมกิจการ โดย SCGJWD จะรับโอนกิจการทั้งหมด Entire Business Transfer (EBT) ของ SCGL ซึ่งกระบวนการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566

 

ด้าน บรรณ เกษมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า “เมื่อรวมกันแล้วจะกลายเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ที่มีจุดเด่นด้านการให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งทั้งในด้านความเป็นมืออาชีพของ SCGL และประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านการให้บริการโลจิสติกส์เฉพาะด้าน (Specialized) ของ JWD กลายเป็นผู้นำธุรกิจในภูมิภาคนี้”

The post ‘เอสซีจี’ คงเป้ายอดขายปีนี้โต 10% กางแผนขยายอาณาจักรปั้นธุรกิจ New S-Curve รุกพลังงานทดแทน ดันธุรกิจโลจิสติกส์เป็นเบอร์ 1 อาเซียน ตั้งเป้ามูลค่าบริษัทเป็น 1 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
EIC แนะเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มให้ชัด ก่อนงัดโปรโมชันเด็ดดูดกำลังซื้อ https://thestandard.co/eic-tourist-behavior/ Wed, 26 Oct 2022 08:51:39 +0000 https://thestandard.co/?p=700417 พฤติกรรมนักท่องเที่ยว

ผลสำรวจผู้บริโภคในด้านการท่องเที่ยวของ EIC พบว่า เทรนด์ […]

The post EIC แนะเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มให้ชัด ก่อนงัดโปรโมชันเด็ดดูดกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พฤติกรรมนักท่องเที่ยว

ผลสำรวจผู้บริโภคในด้านการท่องเที่ยวของ EIC พบว่า เทรนด์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวพร้อมทั้งนำมาปรับใช้ให้สอดรับกับธุรกิจจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถนำเสนอบริการที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

 

กลุ่มนักท่องเที่ยวที่น่าจับตาและเป็นโอกาสทางธุรกิจ สามารถแบ่งตามกิจกรรมหลักที่นักท่องเที่ยวสนใจได้ 13 สาย ซึ่งไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวแต่ละสายมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน โดย 13 สายนักท่องเที่ยวชาวไทยยอดนิยม และเป็นที่จับตามองต่อภาคการท่องเที่ยว ได้แก่

 

  1. สายบุญ สายมู: สายยอดนิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยว Gen X และ Baby Boomer ซึ่งมักจะเดินทางเป็นกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อน อีกทั้งยังชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่น และเที่ยวชมเมืองเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีความกังวลในความปลอดภัยและสุขอนามัยอยู่ค่อนข้างสูง เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ

 

  1. สายคาเฟ่: สายยอดฮิตของกลุ่ม Gen Y และกลุ่มผู้มีรายได้สูง ซึ่งมักเดินทางกับคู่รักและกลุ่มเพื่อน โดยไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวจะเน้นพักผ่อน และส่วนใหญ่เลือกพักโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ที่มีอุปกรณ์ทันสมัยและตกแต่งสวยงาม ดังนั้นที่พักที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเลือกแหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวสายนี้

 

  1. สายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: สายนี้จะมีลักษณะการท่องเที่ยวคล้ายสายบุญ สายมู ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Baby Boomer และเดินทางท่องเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน แต่จะใช้เวลาในการท่องเที่ยวค่อนข้างนานกว่า และเน้นทำกิจกรรมหลากหลายมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวสายนี้ส่วนใหญ่จะเลือกแหล่งท่องเที่ยวจากความชื่นชอบส่วนตัว และให้ความสำคัญกับที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

  1. สายแอดเวนเจอร์: หนึ่งในนักท่องเที่ยวสายกิจกรรมที่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูง กลุ่ม Gen Z และกลุ่มเดินทางคนเดียว โดยจะเลือกแหล่งท่องเที่ยวจากความชื่นชอบส่วนตัวเป็นหลัก และเข้าพักในโรงแรมระดับ 2 ดาวขึ้นไปที่ตั้งใกล้ชิดธรรมชาติ และมีสไตล์การตกแต่งสวยงาม อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวสายนี้ส่วนหนึ่งยังนิยมเลือกพักในรูปแบบลานกางเต็นท์ รถบ้านเพื่อได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

 

  1. สาย Workation: สายนี้เริ่มเป็นกระแสความนิยมจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน และการเรียนที่เน้นออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวสายนี้จะมีความหลากหลายตั้งแต่วัยเรียนถึงวัยทำงาน นั่นคือ Gen Z ถึง Gen X รวมถึงกลุ่มธุรกิจด้วย โดยใช้เวลาท่องเที่ยวนานกว่า 5 วัน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสายนี้ยังนิยมไปร้านอาหาร คาเฟ่ เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมค่อนข้างเด่นชัด โดยจะเลือกพักโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ที่มีอุปกรณ์ทันสมัยและมีบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) เป็นหลัก

 

  1. สายงานเทศกาล คอนเสิร์ต วิ่งมาราธอน: อีกหนึ่งสายกิจกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Y โดยนักท่องเที่ยวสายนี้จะเลือกจุดหมายการท่องเที่ยวจากงานเทศกาลหรือคอนเสิร์ตเป็นหลัก และส่วนใหญ่ใช้เวลาท่องเที่ยวอย่างน้อย 4 วัน อีกทั้งยังเลือกพักในโรงแรมระดับ 2 ดาวขึ้นไป ที่มีสไตล์การตกแต่งสวยงาม และตั้งอยู่ใจกลางเมืองหรือแหล่งช้อปปิ้งเพื่อความสะดวกในการเดินทาง

 

  1. สายรักษ์ธรรมชาติ: สายรักษ์ธรรมชาติส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ซึ่งมักเป็นการท่องเที่ยวในระยะสั้น โดยส่วนใหญ่นิยมท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ เช่น อุทยาน ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

 

อีกทั้งนักท่องเที่ยวสายนี้จะให้ความสำคัญกับที่พักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปค่อนข้างมาก รวมถึงสนใจที่พักที่มีความใกล้ชิดธรรมชาติ อย่างที่พักในอุทยานและลานกางเต็นท์

 

  1. สายสุขภาพและเวลเนส: สายเฮลตี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง และเข้าพักระยะยาวมากกว่ากลุ่มอื่นเพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการตระเวนหาคาเฟ่จิบกาแฟในบรรยากาศสุดฟิน โดยส่วนใหญ่เลือกพักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาวที่มีบริการด้านสุขภาพและเวลเนสชั้นนำ เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ทันสมัย และบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล นอกจากนี้ที่พักที่มีสไตล์การตกแต่ง และหากมีส่วนลดโปรโมชันจะยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวสายนี้เป็นพิเศษ

 

  1. สายฟรีแลนซ์: ฟรีแลนซ์เป็นเทรนด์ใหม่มาแรงตามการจ้างงานที่ลดลงจากวิกฤตโควิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Y ที่รักอิสระ ชอบเดินทางคนเดียว และเนื่องจากนักท่องเที่ยวสายนี้เป็นกลุ่มทำงานอิสระที่สามารถทำงานได้ทุกที่ จึงทำให้ส่วนหนึ่งนำงานไปทำระหว่างท่องเที่ยวพักผ่อน และใช้เวลาท่องเที่ยวระยะยาวมากกว่า 5 วัน โดยจะเลือกพักโรงแรมระดับ 2 ดาวขึ้นไป และเป็นการเข้าพักแบบไม่จองล่วงหน้า (Walk-in)

 

  1. สายลุยเดี่ยว: อีกหนึ่งนักท่องเที่ยวสายรักอิสระที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y, Gen Z และกลุ่มคนโสด โดยจะเน้นท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน แม้ส่วนหนึ่งยังนำงานไปทำระหว่างท่องเที่ยวด้วย อีกทั้งนักท่องเที่ยวสายนี้ยังชื่นชอบทำกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งจะนิยมพักโรงแรมระดับ 2-3 ดาวเป็นหลัก และเข้าพักแบบไม่จองล่วงหน้า (Walk-in)

 

11.-13. สายเที่ยววันเดียว x สายเที่ยวสั้น x สายเที่ยวยาว: นักท่องเที่ยวในสายเหล่านี้มักจะมีจุดประสงค์และรูปแบบในการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างแตกต่างกันชัดเจน โดยสายเที่ยววันเดียวส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Z กลุ่มเดินทางคนเดียว และกลุ่มที่มีงบประมาณการท่องเที่ยวที่จำกัดจากรายได้ที่ไม่สูงมากนัก โดยเน้นการไปทำบุญไหว้พระ กับทำกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากกว่าสายอื่น ส่วนนักท่องเที่ยวสายเที่ยวสั้นส่วนใหญ่จะเน้นเดินทางกับกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มครอบครัว

 

โดยท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนควบคู่กับการเข้าร้านอาหาร หรือคาเฟ่บรรยากาศดี และมักเลือกพักในโรงแรมระดับ 2-3 ดาว ขณะที่สายเที่ยวยาว ซึ่งแม้จะมีจำนวนไม่สูงนักแต่เป็นสายที่น่าสนใจ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม LGBTQIA+ กลุ่มคู่รัก กลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง และกลุ่มอาชีพที่มีเวลาท่องเที่ยวนาน เช่น กลุ่มเกษียณกับกลุ่มอาชีพอิสระ ทั้งนี้ สายนี้จะนิยมท่องเที่ยวทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เที่ยวชมเมือง เที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้ง แอดเวนเจอร์ เอาต์ดอร์ คอนเสิร์ต สปา และออกกำลังกาย อีกทั้งยังเลือกพักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาวเป็นส่วนใหญ่    


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


จากการวิเคราะห์ 13 สายนักท่องเที่ยวชาวไทยยอดนิยมพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 

 

  1. นักท่องเที่ยว Gen Z ถือเป็นสายทำกิจกรรมหลากหลาย ขณะที่ Gen Y เน้นเที่ยวแบบชิล เข้าร้านคาเฟ่ นวดสปา ส่วน Baby Boomer เน้นทำบุญไหว้พระ เข้าถึงวิถีคนท้องถิ่น 

 

  1. ขณะที่ในด้านที่พัก โรงแรมระดับ 4-5 ดาวยังเป็นที่นิยมสูงของนักท่องเที่ยวในหลายสาย ตามด้วยโรงแรมระดับ 2-3 ดาว 

 

  1. นักท่องเที่ยว Gen Z ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวสายกิจกรรม ด้วยความชื่นชอบการทำกิจกรรมที่หลากหลาย จึงส่งผลให้นักท่องเที่ยว Gen Z เป็นนักท่องเที่ยวหลักในกลุ่มนักท่องเที่ยวสายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นสายแอดเวนเจอร์ สายงานเทศกาล คอนเสิร์ต งานวิ่งมาราธอน รวมถึงสายรักษ์ธรรมชาติ โดยนักท่องเที่ยวสายกิจกรรมส่วนใหญ่จะเดินทางคนเดียวหรือเดินทางเป็นคู่ เพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง 

 

  1. ขณะที่นักท่องเที่ยว Gen Y เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของสายชิล ทั้ง สายคาเฟ่ สาย Workation สายสุขภาพและเวลเนส ที่ส่วนใหญ่เน้นท่องเที่ยวระยะยาวเพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มที่ 

 

  1. ส่วนกลุ่ม Baby Boomer เป็นสายบุญ สายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีคนท้องถิ่นและซึมซับวัฒนธรรม แต่เป็นกลุ่มที่ยังมีความกังวลด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยค่อนข้างสูง ในด้านที่พัก นักท่องเที่ยวในหลายสายยังนิยมโรงแรมระดับ 4-5 ดาวเป็นหลัก จากนั้นเป็นโรงแรมระดับ 2-3 ดาว 

 

  1. ส่วนที่พักที่มีรูปแบบเฉพาะจะมีกลุ่มเป้าหมายของตนเองชัดเจน เช่น อุทยาน ลานกางเต็นท์จะเป็นที่นิยมในกลุ่มสายแอดเวนเจอร์ สายรักษ์ธรรมชาติ  สายงานเทศกาล เป็นต้น

 

ทั้งนี้ การเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในแต่ละสายที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้เร็ว และเสริมจุดแข็งของธุรกิจตนเองให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น การนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเป้าหมายได้ตรงจุด ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เช่น ธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านกาแฟ อาจจะเน้นการตกแต่งและเพิ่มเมนูเพื่อสุขภาพ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวสายคาเฟ่ สายสุขภาพและเวลเนส ส่วนธุรกิจร้านขายของที่ระลึก สินค้าท้องถิ่น อาจใส่ไอเดียในสินค้าที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหลักอย่างสายบุญ สายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสายคาเฟ่ เป็นต้น นอกจากนี้ การทำกิจกรรมทางการตลาด โดยเฉพาะทางออนไลน์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน จะเป็นอีกกลยุทธ์ที่ช่วยให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การขยายบริการท่องเที่ยวอย่างครบวงจรจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวพร้อมทั้งสร้างโอกาสให้กับภาคธุรกิจ เนื่องจากเทรนด์ของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่เน้นใช้จ่ายเพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ทำให้บริการท่องเที่ยวที่ครบวงจรทั้งที่พักและกิจกรรมภายใต้บริการที่ได้มาตรฐานและราคาเหมาะสม จะช่วยเพิ่มคุณค่าบริการและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น 

 

สุดท้ายนักท่องเที่ยวสายคาเฟ่ สายสุขภาพและเวลเนส สายแอดเวนเจอร์ เป็นสายนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเป็นโอกาสแก่ธุรกิจภาคการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เที่ยวนาน และได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ไม่สูงนัก ทำให้มีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวค่อนข้างสูงตาม ทั้งนี้ การจัดทำโปรโมชันส่งเสริมการขาย การบริการระดับพรีเมียม และการตกแต่งที่ทันสมัย เป็นเอกลักษณ์ คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ค่อนข้างมาก

The post EIC แนะเข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มให้ชัด ก่อนงัดโปรโมชันเด็ดดูดกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘FamilyMart’ ผันตัวสู่ฟินเทค ชูแอป FamiPay เปิดให้กู้สินเชื่อได้สูงสุด 7.7 แสนบาท ไม่ต้องมีคนค้ำ-ให้ดอกเบี้ยต่ำ-ใช้ AI ประเมินสถานะ https://thestandard.co/famipay/ Sat, 08 Oct 2022 09:56:43 +0000 https://thestandard.co/?p=693215 FamiPay

ร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่นเริ่มมองหาโอกาสการเติบโตในช […]

The post ‘FamilyMart’ ผันตัวสู่ฟินเทค ชูแอป FamiPay เปิดให้กู้สินเชื่อได้สูงสุด 7.7 แสนบาท ไม่ต้องมีคนค้ำ-ให้ดอกเบี้ยต่ำ-ใช้ AI ประเมินสถานะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FamiPay

ร้านสะดวกซื้อในประเทศญี่ปุ่นเริ่มมองหาโอกาสการเติบโตในช่องทางใหม่ๆ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดมีสาขากระจายกันอยู่มากกว่า 50,000 แห่ง ในทุกพื้นที่ และยังมุ่งให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้เล่นบางรายมองว่าในอนาคตการขยายสาขานั้นอาจไม่ยั่งยืนอีกต่อไป

 

Nikkei Asia รายงานว่า FamilyMart เชนร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น ได้ลดจำนวนสาขาในญี่ปุ่นประมาณ 77 แห่ง ในช่วงปีงบประมาณที่แล้ว และหันเพิ่มน้ำหนักสร้างการเติบโตที่นอกเหนือจากธุรกิจการค้าปลีก

 

คาซูฮิโระ นากาโนะ ประธาน Famima Digital One ซึ่งเป็นบริษัทย่อยด้านบริการทางการเงินของ FamilyMart กล่าวว่า หลังจากเดือนธันวาคม 2021 ได้เปิดตัวแอปพลิเคชัน FamiPay Loan เพื่อให้ลูกค้าสามารถกู้ยืมสินเชื่อมาชำระสินค้าภายในร้านค้าในเครือ โดยใช้ประวัติการซื้อสินค้ามาช่วยสร้างความน่าเชื่อถือทางเครดิต เพราะก่อนหน้านี้มีบางรายที่ชำระค่าสินค้าไม่ตรงเวลา รวมๆ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 10,000 เยน อาจเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งสวนทางกับการใช้จ่าย

 

สำหรับการกู้เงินผ่าน FamiPay Loan สามารถส่งใบสมัครได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีหลักประกันหรือคนค้ำ และผู้ใช้สามารถกู้ยืมได้มากถึง 3 ล้านเยน หรือประมาณ 7.7 แสนบาท มีอัตราดอกเบี้ยระหว่าง 0.8-18% มีเงื่อนไขสูงสุด 10 ปี

 

ทั้งนี้ การให้บริการด้านสินเชื่อมีบริษัทพันธมิตรกับบริษัทในเครืออย่าง Shinsei Bank และ SecondXight Analytica มาทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ AI ระบุสถานที่ผู้สมัครแอปพลิเคชัน ประกอบกับการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้า รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น รายได้และอาชีพ เพื่อประเมินความสามารถของผู้สมัครในการชำระคืนเงินกู้ ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการในช่วงที่ต้องใช้เงินเร่งด่วน ได้แก่ การรักษาพยาบาล งานแต่งงาน งานศพ และภัยพิบัติต่างๆ

 

นากาโนะกล่าวอีกว่า อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ 0.8% มีส่วนช่วยตัดสินใจสมัครสินเชื่อ แต่เรายังไม่สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้บริการหลังจากเปิดตัวไปได้ราว 1 ปี เพราะอยู่ในช่วงทดสอบ แต่ถือว่าเหนือความคาดหมายของเรา

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าตลาดสินเชื่อบนแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนจะมีแนวโน้มเติบโต เห็นได้จากการเปิดตัว Line Pocket Money ในปี 2019 จากข้อมูลในเดือนมีนาคม มีการใช้บริการมากกว่า 1 ล้านรายการ และให้ยืมเงินกว่า 5 หมื่นล้านเยน

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้เล่นรายใหญ่ในการชำระเงินผ่านมือถือนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ไม่ใช่ค้าปลีก ซึ่งถือว่ากำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่ธุรกรรมแบบไม่ใช้เงินสด เห็นได้จากร้านสะดวกซื้อในเครือ 7-Eleven Japan ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Nanaco แต่เป็นเพียงระบบเติมเงิน ซึ่งไม่สามารถให้สินเชื่อได้ รวมถึง Lawson ที่ยังไม่มีระบบการชำระเงินเป็นของตัวเอง

 

ดังนั้น FamilyMart หนึ่งในสามของผู้เล่นร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการให้สินเชื่อ แต่อีกด้านก็จะหาแนวทางป้องกันไม่ให้ลูกค้าเป็นหนี้มากเกินไป

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดบริการให้สินเชื่อผ่านมือถือถือเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะที่ผ่านมา FamilyMart ได้ช่วยลูกค้าชำระเงินสำหรับการซื้อสินค้าผ่าน Amazon ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอื่นๆ รวมมูลค่า 3 ล้านล้านเยน (2.07 หมื่นล้านดอลลาร์) ในการทำธุรกรรมต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับยอดขายประจำปี

 

โดยที่ผ่านมามีการทำธุรกรรม 300 ล้านครั้งในทุกปี และทุกครั้งของการทำธุรกิจกรรมจะมีค่าธรรมเนียมมากกว่า 1 หมื่นล้านเยนต่อปี

 

ทั้งนี้ เคนสุเกะ โฮโซมิ ประธานบริษัท FamilyMart โต้แย้งว่า หากพิจารณาจากจำนวนสาขาอาจไม่ได้เติบโตเหมือนเมื่อก่อน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 FamilyMart มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4.514 แสนล้านเยน ดังนั้นเป้าหมายต่อไปผลการดำเนินงานจะไม่ได้มาจากค้าปลีกเพียงอย่างเดียว โดยจะมีเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาช่วยสร้างการเติบโต

 

อ้างอิง:

The post ‘FamilyMart’ ผันตัวสู่ฟินเทค ชูแอป FamiPay เปิดให้กู้สินเชื่อได้สูงสุด 7.7 แสนบาท ไม่ต้องมีคนค้ำ-ให้ดอกเบี้ยต่ำ-ใช้ AI ประเมินสถานะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไทยเบฟฯ’ เตรียมรุกธุรกิจใหม่ ‘สถานีชาร์จรถไฟฟ้า’ ย้ำไม่เข้าซื้อ KFC ของ RD เพราะบริษัทแม่อยากให้มีแฟรนไชส์ 3 ราย https://thestandard.co/thaibev-ev-charging/ Tue, 27 Sep 2022 12:42:12 +0000 https://thestandard.co/?p=687604 ไทยเบฟ

ไทยเบฟฯ กางแผนรับมือเงินเฟ้อ-ต้นทุนการผลิตพุ่ง มุ่งขยาย […]

The post ‘ไทยเบฟฯ’ เตรียมรุกธุรกิจใหม่ ‘สถานีชาร์จรถไฟฟ้า’ ย้ำไม่เข้าซื้อ KFC ของ RD เพราะบริษัทแม่อยากให้มีแฟรนไชส์ 3 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเบฟ

ไทยเบฟฯ กางแผนรับมือเงินเฟ้อ-ต้นทุนการผลิตพุ่ง มุ่งขยายการเติบโตธุรกิจสุรา เบียร์ เครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ อาหาร ย้ำยังไม่ล้มแผนนำเบียร์โค (Beerco) เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ รอเพียงจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม

 

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานแถลงแผนการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจไทยเบฟฯ ประจำปี 2565 ว่า หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดคลี่คลายลง ผู้คนออกมาใช้ชีวิตปกติ แต่อีกด้านยอมรับว่า ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศ ภาวะเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการบริโภคในครัวเรือน ดังนั้นบริษัทจึงต้องปรับวิธีการดำเนินงาน โดยใช้มาตรการรัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้กลายเป็นบริษัทเดียวในอาเซียนที่ติดอันดับ Top 10 ของเอเชีย ในด้านรายได้และมูลค่าทางการตลาด ส่วนผลประกอบการงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รายได้ของกลุ่มเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็น 207,922 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของ 3 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าตลาดกลับมาฟื้นตัว ส่วนกำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน เป็น 39,110 ล้านบาท โดยภาพรวมสถานะการเงินยังมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

สำหรับยุทธศาสตร์จากนี้ไป มุ่งขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ Passion 2025 สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยการต่อยอดจากพื้นฐานธุรกิจที่มีอยู่ ภายใต้งบลงทุน 5,000-8,000 ล้านบาท (ตุลาคม 2565 – กันยายน 2566) ให้น้ำหนักไปที่การสร้างการเติบโตด้านการขนส่งและนวัตกรรมใหม่ๆ ของธุรกิจในเครือ โดยจะไม่เน้น M&A ควบคู่กับการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม เข้ามาเชื่อมกับระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV ต้องกลับมามองว่าประเทศไทยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วหรือยัง หรือหากยังไม่มีการผลิตอาจจะต้องพิจารณาการลงทุนในรูปแบบของการนำเข้าแทน

 

นอกจากนี้ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะนำมาใช้ในการขนส่งสินค้า พร้อมเข้าสู่ธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ถือเป็นตลาดเกิดใหม่ยังมีผู้เล่นไม่มาก ซึ่งบริษัทมีความได้เปรียบจากการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง ทำเล และธุรกิจอื่นๆ ที่บริษัทมีอยู่แล้วได้ โดยจะนำร่องจากสาขา KFC ที่มีจุดชาร์จรถในช่วงสิ้นปี 2565

 

“เบื้องต้นบริษัทกำลังศึกษาเรื่องของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) เพื่อรองรับเทรนด์โลก เบื้องต้นในปี 2565 จะเป็นช่วงของการศึกษาตลาด เพื่อมองหาคีย์สำคัญในทิศทางการดำเนินธุรกิจ ก่อนที่ในปี 2566 จะเป็นปีของการเริ่มลงทุน ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนในปี 2568”

 

พร้อมมุ่งให้ความสำคัญกับ Inverting in Digital & Innovations เริ่มจากการนำเทรนด์ด้านสุขภาพรองรับผู้บริโภคทั้งไทยและทั่วโลกที่ให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งหันมาเพิ่มน้ำหนักกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์ เนื่องจากตลาดมีศักยภาพในการเติบโต สะท้อนได้จากสัดส่วนตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศอาเซียนอยู่ในระดับ 32-87% ทำให้ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ปรับโครงสร้างให้ความสำคัญในกลุ่มโปรดักต์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เทียบเท่ากับธุรกิจสุราและเบียร์ แม้มาร์จิ้นจะต่ำกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์คนสามารถดื่มได้ทั้งวัน แต่ดื่มแอลกอฮอล์ได้เพียง 1-2 ขวด

 

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจสุรา หลังจากได้รับผลกระทบจากโควิดมากว่า 2 ปี จากมาตรการปิดร้านอาหารและสถานบันเทิงชั่วคราว ขณะนี้เริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยรวงข้าว สุราขาว และหงส์ทอง ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งของตลาดได้ดี หากดูผลวิจัยช่วง 12 เดือนย้อนหลัง แสงโสมเติบโต 9% จากปัจจัยการท่องเที่ยวฟื้นตัว และมีส่วนช่วยให้ตลาดสุราสีในไทยปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เบลนด์ 285 ซิกเนเจอร์ และเมอริเดียน บรั่นดี เติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ตามด้วยธุรกิจเบียร์ทั้งในไทยและเวียดนาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 มีรายได้เพิ่มขึ้น 15% และมีกำไรเพิ่มขึ้น 26% เนื่องจากมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น เพราะเริ่มมีกิจกรรมการตลาด เช่น งานคอนเสิร์ต และอีเวนต์ต่างๆ กลับมาอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการขึ้นราคาและควบคุมต้นทุนการผลิต ส่วนธุรกิจเบียร์ในเวียดนาม ซาเบโก้ เติบโตด้วยเช่นกัน ควบคู่กับการเปิดตัว Bia Saigon Lager รุ่นลิมิเต็ดในช่วงเทศกาล

 

ด้านแผนนำธุรกิจเบียร์หรือเบียร์โค (BeerCo) เข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์นั้น ยืนยันว่ายังคงเดินหน้าตามแผนเดิม ยอมรับว่าสภาพตลาดโดยรวมยังไม่เอื้อมากนัก ยังมีหลายปัจจัยที่ยังต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงต้องรอจังหวะเมื่อตลาดพร้อม ซึ่งอนาคตอาจจะอยู่ใน 6-12 เดือน ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้

 

ถัดมาเป็นกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ได้ขยายผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำตาล หรือมีน้ำตาลน้อย เข้าตอบโจทย์ผู้บริโภค ล่าสุดได้ลอนช์ซุปปลาทูน่าสกัด และโออิชิ กรีนที ฮันนี่เลมอน น้ำตาล 0% ควบคู่กับการจัดแคมเปญการตลาดส่งเสริมการขาย ซึ่งได้รับการตอบรับด้านยอดขายเป็นอย่างดี

 

รวมถึงกลุ่มธุรกิจอาหาร เตรียมใช้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เปิดร้านอาหารใหม่ จำนวน 70 สาขา เน้นเปิดร้าน KFC 35 สาขา ส่วนที่เหลือจะเป็นร้านโออิชิ ชาบูชิ และร้านกาแฟเอสเอ็กซ์ คาเฟ่ โดยจะเน้นเปิดในรูปแบบร้านขนาดเล็ก และใช้งบลงทุนไม่สูงมาก  ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารในเครือมีทั้งหมด 725 สาขา โดยเป็นแบรนด์ KFC 412 สาขา 

 

ทั้งนี้ บริษัทยังได้ชี้แจงว่า บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด ไม่ได้เตรียมเข้าซื้อแฟรนไชส์ KFC ของบริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ RD เนื่องจาก ยัม เรสเทอรองตส์ เจ้าของแฟรนไชส์ KFC ในประเทศไทย ต้องการรักษาให้แฟรนไชส์ KFC ในไทยมี 3 เจ้า เพื่อให้เกิดการแข่งขันและการเติบโต โดยบริษัทได้ยึดแนวทางการขยายสาขาในทำเลนอกศูนย์การค้ามากขึ้น 

 

แม่ทัพใหญ่ไทเบฟฯ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าบาทอ่อน ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจ แม้ต้องนำเข้าวัตถุดิบ มอลต์สำหรับผลิตเบียร์ และอะลูมิเนียมสำหรับทำกระป๋อง แต่ได้มีการสั่งซื้อล่วงหน้าประมาณ 1 ปี แต่ในระยะยาวหากค่าบาทอ่อน เริ่มส่งผลกระทบจนบริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนไว้ได้ อาจต้องขึ้นราคาสินค้า 

 

ส่วนภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นแนวทางปกติของสรรพสามิตที่จะดำเนินการขึ้นภาษีในช่วงที่ราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เพื่อบริหารจัดการรายได้ของรัฐ แต่ต้องจับตาอัตราภาษีใหม่ที่จะนำมาใช้ เพราะราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าหากมีการปรับขึ้น ภาครัฐจะสามารถออกเกณฑ์ที่เหมาะได้

 

ปัจจุบันไทยเบฟฯ ลงทุนใน 4 ประเภทธุรกิจ ทั้ง สุรา เบียร์ กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร มีเครือข่ายกระจายสินค้า 5 แสนจุดทั่วประเทศ และจำหน่ายสินค้าครอบคลุม 90 ประเทศทั่วโลก เป้าหมายใหญ่คือการขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในอาเซียน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘ไทยเบฟฯ’ เตรียมรุกธุรกิจใหม่ ‘สถานีชาร์จรถไฟฟ้า’ ย้ำไม่เข้าซื้อ KFC ของ RD เพราะบริษัทแม่อยากให้มีแฟรนไชส์ 3 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC ส่ง ‘ท็อปส์วีต้า’ เจาะตลาดวิตามินและอาหาร เร่งขยาย 150 สาขาทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ายอดขายทะลุ 1,500 ล้านบาทในปี 2570 https://thestandard.co/tops-vita/ Wed, 21 Sep 2022 12:18:12 +0000 https://thestandard.co/?p=684809 ท็อปส์วีต้า

เพราะตลาดเฮลท์แอนด์เวลเนสมีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาท ทำ […]

The post CRC ส่ง ‘ท็อปส์วีต้า’ เจาะตลาดวิตามินและอาหาร เร่งขยาย 150 สาขาทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ายอดขายทะลุ 1,500 ล้านบาทในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท็อปส์วีต้า

เพราะตลาดเฮลท์แอนด์เวลเนสมีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาท ทำให้ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ อยากเข้ามาชิงเพื่อขึ้นเป็นเบอร์ 1 ตลาดวิตามินและอาหารเสริมของไทย กลายเป็นที่มาของการเปิดตัวโมเดลร้านใหม่ ‘ท็อปส์วีต้า’

 

ตัวโมเดลใช้งบกว่า 200 ล้านบาทในการลงทุน โดยพัฒนาให้เป็นร้านจำหน่ายวิตามินและอาหารเสริมแบบ O2O (Offline to Online) เจ้าแรกในไทย ซึ่งมีสินค้าในร้านมากกว่า 1,000 รายการ 

 

โดยร้านท็อปส์วีต้าจะเปิดอยู่ในแผนกสุขภาพและความงามในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และร้านท็อปส์แคร์ 

 

ปัจจุบันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วจำนวนกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ โดยในปีนี้มีแผนรุกตลาดขยายเป็น 40 สาขา และคาดการณ์ว่าภายในปี 2567 จะสามารถขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 150 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ายอดขายทะลุ 1,500 ล้านบาทภายในปี 2570

 

“การรุกธุรกิจท็อปส์วีต้าถือเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของเซ็นทรัล รีเทล ในการขยายธุรกิจใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ปูทางสู่การเป็นเบอร์ 1 ในตลาดสินค้าและบริการด้านเฮลท์แอนด์เวลเนสในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post CRC ส่ง ‘ท็อปส์วีต้า’ เจาะตลาดวิตามินและอาหาร เร่งขยาย 150 สาขาทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ายอดขายทะลุ 1,500 ล้านบาทในปี 2570 appeared first on THE STANDARD.

]]>
75 ปี ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ความสำเร็จอันน่าทึ่งจากร้านหนังสือเล็กๆ สู่ ‘ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าลักชัวรีระดับโลก’ ที่ครอบคลุมถึง 11 ประเทศ 80 เมือง 120 สาขา https://thestandard.co/central-group-anniversary/ Mon, 12 Sep 2022 09:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=679515 กลุ่มเซ็นทรัล

จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลา 75 ปีแล้วที่ ‘กลุ่มเซ็นทร […]

The post 75 ปี ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ความสำเร็จอันน่าทึ่งจากร้านหนังสือเล็กๆ สู่ ‘ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าลักชัวรีระดับโลก’ ที่ครอบคลุมถึง 11 ประเทศ 80 เมือง 120 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเซ็นทรัล

จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลา 75 ปีแล้วที่ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ก่อตั้งขึ้นมา

 

ภาพในวันแรกคือการเป็น ‘ร้านหนังสือเล็กๆ’ ที่ก่อตั้งโดย ‘เตียง และ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์’ บริเวณถนนเจริญกรุง สำหรับจำหน่ายหนังสือและนิตยสารที่มีทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสินค้าอื่นๆ

 

หลังจากนั้นธุรกิจเล็กๆ ก็ได้เติบโตแตกแขนงเป็นต้นไม้ใหญ่ และก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ค้าปลีกที่ไม่ได้มีแค่ในไทยเท่านั้น แต่ก้าวไกลถึงระดับโลกด้วย

 

สำหรับกลุ่มเซ็นทรัลไม่ว่าธุรกิจจะเติบใหญ่ไปมากเพียงใด แต่สิ่งที่เป็นหัวใจหลักไม่เปลี่ยนแปลงนั่นคือ ‘ธุรกิจห้างสรรพสินค้า’ ธุรกิจอันเป็นรากเหง้าสำคัญ ซึ่งตอนนี้ได้ขยับขึ้นมาเป็น ‘ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าลักชัวรีระดับโลก’ เรียบร้อยแล้ว ด้วยเครือข่ายของห้างสรรพสินค้านานาชาติที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมถึง 11 ประเทศ 80 เมือง 120 สาขา และห้างแฟลกชิปหรู 16 แห่ง ในหัวเมืองหลักของยุโรปและเอเชีย

 

‘ลักชัวรี’ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล เล่าย้อนความหลังว่า กลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้ริเริ่มการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครสำหรับลูกค้าตั้งแต่เริ่มกิจการ กลุ่มบริษัทเป็นผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นผู้สร้างห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคหลายแห่ง อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจศูนย์การค้าครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย

 

กลุ่มเซ็นทรัล

 

ก่อนจะขยับขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปและตลาดลักชัวรีรีเทล โดยเริ่มต้นจากการเข้าซื้อกิจการห้างรีนาเชนเต ในปี 2554 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 9 สาขาทั่วประเทศอิตาลี ตามด้วยการเข้าซื้อกิจการห้างอิลลุม ประเทศเดนมาร์ก ในปี 2556

 

นอกจากนั้นกลุ่มเซ็นทรัลยังได้ร่วมทุนกับซิกน่าในการเข้าซื้อกิจการกลุ่มคาเดเว ที่มีห้างสรรพสินค้า 3 แบรนด์ ได้แก่ คาเดเว, โอเบอร์โพลลิงเกอร์ และ อัลสเตอร์เฮาส์ ประเทศเยอรมนี ในปี 2558 อีกทั้งยังร่วมกันเข้าซื้อกิจการห้างโกลบุส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2563

 

และในปี 2565 ได้ร่วมกันซื้อกิจการกลุ่มเซลฟริดเจสที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า 18 แห่ง ได้แก่ เซลฟริดเจส ในอังกฤษ, ห้างสรรพสินค้าดีแบนคอร์ฟ ในเนเธอร์แลนด์ และห้างสรรพสินค้าบราวน์ โธมัส และ อาร์นอตส์ ในไอร์แลนด์

 

“ลักชัวรีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มจากการเข้าซื้อกิจการห้างรีนาเชนเต ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะที่แบรนด์ลักชัวรีของยุโรปกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยกระแสของการท่องเที่ยวทั่วโลก” แม่ทัพกลุ่มเซ็นทรัลกล่าว

 

“ถึงแม้เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนในระยะที่ผ่านมา แต่ตลาดลักชัวรีได้แสดงศักยภาพสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากความต้องการผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

 

กลุ่มเซ็นทรัล

 

Luxury Goods Market กำลังกลับมาเติบโตเป็นรูปตัว V

คำพูดของทศถูกยืนยันด้วยรายงานของ Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโกลบอลสัญชาติอเมริกัน ที่เผยว่า Luxury Goods Market กำลังกลับมาเติบโตเป็นรูปตัว V โดยมีมูลค่ามากถึง 2.88 แสนล้านยูโร หรือกว่า 10.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562

 

Luxury Goods Market ในปี 2565 ได้เริ่มต้นอย่างแข็งเกร่งโดยมีสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นผู้นำการเติบโต ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกภาพรวมได้เติบโตราว 17-19% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2564

 

Bain & Company ขยายความว่า ในยุโรปกำลังเห็นการเล็งฟื้นตัวของ Luxury Goods Market ซึ่งกำลังอยู่ในเส้นทางที่จะฟื้นคืนสู่ระดับปี 2562 อันมาจากมุมมองของผู้บริโภคที่ปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับโรคระบาด นอกจากนี้ตลาดลักชัวรีในสหรัฐอเมริกากำลังประสบกับการเติบโตอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากแบรนด์ลักชัวรีได้ค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของฐานลูกค้าชาวอเมริกัน

 

สถานการณ์ที่ดีขึ้นนี้เองทำให้ Bain & Company ประเมินว่า Luxury Goods Market จะเติบโตได้ราว 10-15% จากปี 2564 และมีมูลค่าอยู่ที่ 3.2-3.3 แสนล้านยูโร และกำลังเติบโตไปสู่ระดับ 3.6-3.8 แสนล้านยูโร ภายในปี 2568

 

กลุ่มเซ็นทรัล

 

จุดหมายแห่ง ‘การช้อปปิ้ง’ ที่โดดเด่น

ความสำเร็จของกลุ่มเซ็นทรัลเกิดจากการลงมือทำที่จริงจัง ในรอบสิบปีที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้สร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับแบรนด์ลักชัวรียักษ์ใหญ่หลากหลายแบรนด์ ซึ่งได้มีการร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ตลอดมา เพื่อพัฒนาห้างสรรพสินค้าของกลุ่มเซ็นทรัลให้เป็นจุดหมายแห่งการช้อปปิ้งที่โดดเด่น ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจของคนท้องถิ่น และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน 

 

“ปัจจุบันห้างในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัลต้อนรับลูกค้ากว่า 130 ล้านคนต่อปี กว่า 200 เชื้อชาติ และมีสมาชิกกว่า 6 ล้านคน ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในธุรกิจลักชัวรีของกลุ่มเรา”

 

ทศกล่าวต่อว่า ด้วยการเข้าซื้อกิจการ รวมทั้งการพัฒนาและปรับปรุงห้างสรรพสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดลักชัวรีและยุโรปกลายเป็นโฟกัสสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล โดยมีทีมบริหารระดับสูงทำงานอยู่ทั่วยุโรป

 

พัฒนาและขยายห้างสรรพสินค้าที่มีเอกลักษณ์ในเมืองท่องเที่ยว

อย่างที่บอกไปว่า ‘ลักชัวรีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล’ และด้วยวิสัยทัศน์ที่จะนำธุรกิจรีเทลของไทยไปสู่ระดับโลก และมีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสังคม กลุ่มเซ็นทรัลมีความมุ่งมั่นในการยกระดับชุมชนโดยรอบผ่านนวัตกรรม และการพัฒนาพื้นที่โดยรอบในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ ซึ่งได้วางการขับเคลื่อนกลยุทธ์ลักชัวรีที่จะมาใน 2 ด้าน ได้แก่

 

กลยุทธ์ที่ 1. พัฒนาและขยายห้างสรรพสินค้าที่มีเอกลักษณ์ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญด้วยการร่วมมือกับลักชัวรีแบรนด์

 

การพัฒนาแปลงโฉมห้างสรรพสินค้าเป็นหัวใจหลักของการดำเนินการในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัล ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น LVMH, Kering และ Richemont เพื่อยกระดับและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า เน้นการตกแต่งคุณภาพสูงของห้างและร้านค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า

 

กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัล

 

โดยแต่ละห้างได้ถูกออกแบบให้แสดงถึงเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง เพื่อให้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชม นอกจากนี้แต่ละห้างยังมีสินค้าอาหารระดับพรีเมียมและมีร้านอาหารหลากหลายไว้บริการ ซึ่งผู้มาเยือนสามารถสัมผัสความพิเศษเหล่านี้ในโฉมใหม่ของห้างคาเดเวในเบอร์ลิน ห้างรีนาเชนเตในมิลานและโรม และห้างโกลบุสในซูริก ที่ได้ถูกปรับปรุงและพัฒนาไปเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ว่าจะเป็น

 

  1. ห้างคาเดเว เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี – โซนลักชัวรีและเครื่องประดับในชั้น Ground ได้ถูกปรับปรุงอย่างเสร็จสิ้นแล้วในปีนี้ หลังจากเปิดโถงบันไดเลื่อนที่ลงทุนสร้างใหม่หมดในเดือนตุลาคม 2564 โดยห้างคาเดเวเป็นห้างที่มีลักชัวรีแบรนด์ที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนลงทุนสร้างร้านค้าด้วยคอนเซปต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

 

  1. ห้างโกลบุส ซูริก เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ – ตั้งแต่ปี 2564 ร้านแฟลกชิปที่ซูริกได้เริ่มการปรับโฉมให้กลายเป็นห้างหรู และได้มีการนำแบรนด์ลักชัวรีดัง และคอนเซปต์ใหม่ของสินค้าตกแต่งบ้านและอาหารมานำเสนอเป็นครั้งแรก และการปรับปรุงในรูปแบบนี้จะต่อเนื่องไปที่ชั้นอื่นๆ โดยโกลบุสที่เจนีวาจะเข้าสู่โปรแกรมการพัฒนาเช่นเดียวกันในปี 2566

 

  1. ห้างรีนาเชนเต มิลาน ดูโอโม่ ประเทศอิตาลี – ปรับปรุงพื้นที่ชั้นผู้ชายชั้นสองให้กลายเป็นชั้นสินค้าผู้ชายอย่างครบวงจร ซึ่งมีทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า โดยจะปรับปรุงให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

 

  1. ห้างรีนาเชนเต โรม ฟิอูเม่ ประเทศอิตาลี – ปรับปรุงโฉมใหม่ด้านหน้าของตัวห้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 โดยได้เก็บรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมซึ่งถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อดัง Franco Albini 

 

กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัล

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการใหม่ที่กำลังถูกพัฒนาและที่อยู่ระหว่างการศึกษาในขณะนี้ ได้แก่

 

  1. คาร์ช เฮาส์ (Carsch-Haus) ดุสเซลดอร์ฟ ประเทศเยอรมนี – ดำเนินการปรับปรุงตึกคาร์ช เฮาส์ ให้เป็นห้างหรูใจกลางเมืองดุสเซลดอร์ฟ จุดเด่นของโครงการนี้ประกอบไปด้วยการขุดจัตุรัสเมืองบริเวณข้างหน้าห้างเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่รีเทลชั้นใต้ดินที่โดดเด่น ซึ่งจะมีร้านค้าแบรนด์ดังหลากหลายเข้าร่วม และบนระเบียงชั้นสูงจะมีร้านอาหารขนาดใหญ่ให้บริการ ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะเปิดตัวภายในปี 2566

 

  1. เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย – ห้างหรูแห่งแรกของเมืองเวียนนา บวกกับโรงแรมทอมป์สัน และพื้นที่สีเขียวสวยงามบนหลังคาตึก ซึ่งโครงการนี้ถูกออกแบบโดย OMA ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2567

 

  1. โกลบุส บาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ – เป็นการพัฒนาตึกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งอยู่ที่มาร์กแพลตซ์ (Markplatz) ณ ศูนย์กลางของเมืองบาเซิล ให้กลายเป็นห้างหรูที่คงไว้ซึ่งความสวยงามที่เป็นมรดกดั้งเดิม โดยคาดว่าจะเปิดตัวในปี 2568

 

  1. เซลฟริดเจส ลอนดอน – ในบริเวณของห้างแฟลกชิปประกอบไปด้วยโรงแรม อาคารจอดรถ และถนนเส้นเล็ก ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินเพื่อเปิดโรงแรมหรือทำธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งพื้นที่กลางแจ้งสำหรับกิจกรรมต่างๆ

 

กลุ่มเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัล

 

ขึ้นแท่นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

กลยุทธ์ที่ 2. ขึ้นแท่นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และเป็นพันธมิตรคู่ค้าที่มีเครือข่ายทั่วโลกให้กับแบรนด์ลักชัวรีและแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ

 

ปัจจุบันแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของกลุ่มเซ็นทรัลในยุโรปมียอดจำนวนผู้มาเยือนกว่า 30 ล้านคนต่อเดือน มีการจัดส่งสินค้าไปยังกว่า 130 ประเทศทั่วโลก และสร้างยอดขายได้ถึง 1 พันล้านยูโร (3.8 หมื่นล้านบาท) ต่อปี คิดเป็น 17% ของยอดขายทั้งหมด

 

ซึ่งยอดขายออนไลน์ในต่างประเทศของ Selfridges.com มีสัดส่วนสูงถึง 40% สะท้อนถึงการมีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่แข็งแกร่ง เทียบได้กับคู่แข่งที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ

 

ดังนั้นกลุ่มเซ็นทรัลได้วางยุทธศาสตร์ให้ Selfridges.com เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ลักชัวรีระดับโลกที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยเน้นใช้จุดแข็ง ดังนี้

 

  1. แบรนด์เซลฟริดเจส ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักดีทั่วโลก

 

  1. แบรนด์และสินค้า พร้อมคอลเล็กชันพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากทุกห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือ

 

  1. เทคโนโลยีล้ำสมัยและฐานข้อมูลลูกค้า ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์และมอบบริการให้ลูกค้าได้แบบเฉพาะบุคคล

 

  1. เครือข่ายห้างสรรพสินค้าใน 11 ประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์และเข้าถึงลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงให้บริการแบบ Omni-Channel ที่แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งอีคอมเมิร์ซทั่วไป โดยเฉพาะในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฐานการดำเนินธุรกิจหลักของกลุ่มเซ็นทรัล ลูกค้าของกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศไทยจะสามารถเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ลักชัวรีและคอลเล็กชันที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นผ่านช่องทางนี้

 

กลุ่มเซ็นทรัล

 

เรียกว่าเป็นการมองการณ์ไกลของกลุ่มเซ็นทรัล เพราะรายงานของ Financial Times ระบุว่า ตอนนี้ช่องทางออนไลน์กำลังมาแรง โดยการขายสินค้าลักชัวรีได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าจาก 12% เป็น 22% ในช่วงการแพร่ระบาด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ภายในปี 2568

 

กลุ่มเซ็นทรัลยังได้สร้างความแตกต่างด้วยการให้สมาชิก The 1 ซึ่งปัจจุบันสามารถสะสมแต้มและได้รับข้อเสนอพิเศษต่างๆ เมื่อช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต, อิลลุม และคาเดเว ยังจะสามารถรับสิทธิประโยชน์ในรูปแบบเดียวกันที่ห้างสรรพสินค้าเซลฟริดเจสและห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ในยุโรปภายใต้กลุ่มเซ็นทรัลได้เร็วๆ นี้

 

โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้ย้ำถึงการเดินหน้ารังสรรค์สิทธิพิเศษและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อเตรียมมอบให้กับสมาชิก The 1 Exclusive ที่ไปช้อปปิ้งในยุโรปอีกด้วย

 

ย้ำภาพ Central of Life

ด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลประเมินว่าในปี 2565 จะมียอดขายกว่า 6.7 พันล้านยูโร หรือ 2.6 แสนล้านบาท

 

กลุ่มเซ็นทรัล

 

ทศกล่าวต่อว่า บนเส้นทางกว่า 75 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของกลุ่มเซ็นทรัลมีพื้นฐานมาจากความมุ่งมั่นในการเลือกสรรและนำเสนอประสบการณ์ บริการ และสินค้า ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน

 

โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้มีโอกาสในการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับแบรนด์ชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก และยังมีทีมงานที่มีความสามารถโดดเด่นอยู่ทั่วโลก ซึ่งช่วยผลักดันให้ห้างสรรพสินค้าของกลุ่มเซ็นทรัลเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการใช้ชีวิต หรือ ‘Central of Life’

 

กลุ่มเซ็นทรัลยังมีเป้าหมายในการนำพาชุมชนในทุกเมืองที่เข้าไปทำธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาและยกระดับพื้นที่โดยรอบของห้างสรรพสินค้า การสร้างงานและอาชีพ การรักษาไว้ซึ่งมรดกทางประวัติศาสตร์ของแต่ละอาคาร โดยกลุ่มเซ็นทรัลภาคภูมิใจอย่างมากในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันโดดเด่นถึง 19 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 1 ศตวรรษ และล้วนตั้งอยู่บนทำเลเด่นใจกลางเมืองสำคัญของยุโรป เช่น ลอนดอน, ซูริก, โรม, โคเปนเฮเกน, ดับลิน และ เวียนนา

 

“กลุ่มเซ็นทรัลรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยในเวทีระดับโลก และขอเชิญชวนลูกค้าเซ็นทรัลทุกคนมาร่วมเดินทางสู่การเติบโตก้าวต่อไปพร้อมๆ กัน” ทศกล่าวทิ้งท้าย

 

กลุ่มเซ็นทรัล

 

 

อ้างอิง:

The post 75 ปี ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ความสำเร็จอันน่าทึ่งจากร้านหนังสือเล็กๆ สู่ ‘ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าลักชัวรีระดับโลก’ ที่ครอบคลุมถึง 11 ประเทศ 80 เมือง 120 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ลักชัวรีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล” ทศ จิราธิวัฒน์ ตั้งเป้า ‘ธุรกิจห้างสรรพสินค้า’ กวาดรายได้ 2.6 แสนล้านบาทในปีนี้ https://thestandard.co/tos-chirathivat-central-strategy/ Tue, 06 Sep 2022 08:42:52 +0000 https://thestandard.co/?p=677084

75 ปีหลังจาก เตียง และ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ เปิดร้านหนั […]

The post “ลักชัวรีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล” ทศ จิราธิวัฒน์ ตั้งเป้า ‘ธุรกิจห้างสรรพสินค้า’ กวาดรายได้ 2.6 แสนล้านบาทในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

75 ปีหลังจาก เตียง และ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ เปิดร้านหนังสือเล็กๆ แห่งแรก จนวันนี้ขยายขึ้นมาเป็น ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ เชนค้าปลีกที่ใหญ่สุดของไทย และครอบคลุมถึง 11 ประเทศ 80 เมือง 120 สาขา

 

“ลักชัวรีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มจากการเข้าซื้อกิจการห้างรีนาเชนเต ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะที่แบรนด์ลักชัวรีของยุโรปกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว” ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ย้อนกลับไปก้าวแรกที่กลุ่มเซ็นทรัลได้ริเริ่มดำเนินธุรกิจในยุโรป มาจากการเข้าซื้อกิจการห้าง Rinascente ในปี 2554 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 9 สาขาทั่วประเทศอิตาลี ตามด้วยการเข้าซื้อกิจการห้าง Illum ประเทศเดนมาร์ก ในปี 2556 

 

นอกจากนั้น กลุ่มเซ็นทรัลยังได้ร่วมทุนกับซิกน่าในการเข้าซื้อกิจการกลุ่ม KaDeWe ที่มีห้างสรรพสินค้า 3 แบรนด์ ได้แก่ KaDeWe, Oberpollinger และ Alsterhaus ประเทศเยอรมนี ในปี 2558 อีกทั้งยังร่วมกันเข้าซื้อกิจการห้าง Globus ที่มี 10 สาขา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2563 

 

และในปี 2565 ได้ร่วมกันซื้อกิจการกลุ่ม Selfridges ที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า 18 แห่ง ได้แก่ Selfridges ในอังกฤษ ห้างสรรพสินค้า de Bijenkorf ในเนเธอร์แลนด์ และห้างสรรพสินค้า Brown Thomas และ Arnotts ในไอร์แลนด์

 

“ปัจจุบันห้างในยุโรปของกลุ่มเซ็นทรัลต้อนรับลูกค้ากว่า 130 ล้านคนต่อปี กว่า 200 เชื้อชาติ และมีสมาชิกกว่า 6 ล้านคน ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในธุรกิจลักชัวรีของกลุ่มเรา”

 

สำหรับก้าวต่อไป กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ลักชัวรีในสองด้าน คือ

 

1. พัฒนาและขยายห้างสรรพสินค้าที่มีเอกลักษณ์ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญด้วยการร่วมมือกับลักชัวรีแบรนด์ เช่น LVMH, Kering และ Richemont เพื่อยกระดับและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า

 

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการปรับปรุงและพัฒนาห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในหลายประเทศ รวมถึงการสร้างโครงการใหม่อีก 3 แห่ง และยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาโอกาสเพื่อพัฒนาเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ทำเลทองใจกลางเมืองลอนดอนที่ Selfridges Flagship บนถนนออกซ์ฟอร์ดอีกด้วย

 

2. ขึ้นแท่นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของกลุ่มเซ็นทรัลในยุโรป มียอดจำนวนผู้มาเยือนกว่า 30 ล้านคนต่อเดือน มีการจัดส่งสินค้าไปยังกว่า 130 ประเทศทั่วโลก และสร้างยอดขายได้ถึง 1 พันล้านยูโร (3.8 หมื่นล้านบาท) ต่อปี คิดเป็น 17% ของยอดขายทั้งหมด

 

โดยยอดขายออนไลน์ในต่างประเทศของ Selfridges.com มีสัดส่วนสูงถึง 40% ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลได้วางยุทธศาสตร์ให้ Selfridges.com เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ลักชัวรีหลักที่จะขยายต่อไป

“ในภาพรวมเราได้ตั้งเป้ายอดขายจากธุรกิจห้างสรรพสินค้าในปีนี้กว่า 6.7 พันล้านยูโร หรือ 2.6 แสนล้านบาท” ทศกล่าว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post “ลักชัวรีเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล” ทศ จิราธิวัฒน์ ตั้งเป้า ‘ธุรกิจห้างสรรพสินค้า’ กวาดรายได้ 2.6 แสนล้านบาทในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX พร้อมเดินเครื่องปรับโครงสร้างธุรกิจตามยุทธศาสตร์ยานแม่ หลัง ธปท. ไฟเขียวจ่ายปันผล 6.1 หมื่นล้าน https://thestandard.co/scbx-business-restructuring/ Tue, 06 Sep 2022 00:56:45 +0000 https://thestandard.co/?p=676782 อาทิตย์ นันทวิทยา

SCBX พร้อมเดินเครื่อง หลัง ธปท. เห็นชอบการจ่ายเงินปันผล […]

The post SCBX พร้อมเดินเครื่องปรับโครงสร้างธุรกิจตามยุทธศาสตร์ยานแม่ หลัง ธปท. ไฟเขียวจ่ายปันผล 6.1 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาทิตย์ นันทวิทยา

SCBX พร้อมเดินเครื่อง หลัง ธปท. เห็นชอบการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมของธนาคารไทยพาณิชย์ให้แก่ ‘ยานแม่’ รองรับการปรับโครงสร้างธุรกิจตามแผนยุทธศาสตร์

 

‘เอสซีบี เอกซ์’ (SCBX) ประกาศพร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตและขยายธุรกิจตามยุทธศาสตร์ ‘ยานแม่’ หลังได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 ให้ธนาคารไทยพาณิชย์จ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมจำนวน 61,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคารและคณะกรรมการธนาคาร ซึ่ง SCBX จะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้นที่ 99.06% และจะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยการซื้อหุ้นบริษัทลูกจากธนาคาร และบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) และใช้เป็นเงินลงทุนให้แก่บริษัทในกลุ่ม จำนวน 12 บริษัท

 

ทั้งนี้ เงินจำนวนนี้จะมิได้ใช้เพื่อจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นของ SCBX อนึ่งการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและเงินปันผลประจำปีจากผลการดำเนินงานปี 2565 ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ SCBX จะเป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริษัทต่อไป

 

การได้รับเงินปันผลดังกล่าวเป็นหนึ่งในความคืบหน้าที่สำคัญของ SCBX ในการดำเนินการตามกลยุทธ์เพื่อก้าวเป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำในระดับภูมิภาค โดย SCBX จะเดินหน้าหาโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้นโดยเร็ว ในขณะที่ธนาคารภายหลังการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมครั้งนี้ ยังมีระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและยังคงศักยภาพในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งการให้บริการแก่ลูกค้าที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องและครบวงจร

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กระบวนการโอนเงินปันผลจากกำไรสะสมของธนาคารมาที่ SCBX ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในความคืบหน้าที่สำคัญของ SCBX ซึ่งเป็นไปตามแผนการปรับโครงสร้างองค์กรตามยุทธศาสตร์ ‘ยานแม่’ หลังจากนี้ภาพการทำธุรกิจของกลุ่ม SCBX จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น มีศักยภาพและความคล่องตัวในการเติบโตของธุรกิจของกลุ่มฯ ในหลายด้าน สามารถขยายตัว และพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่ มีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งในระดับโลกอย่างทัดเทียม และสามารถบรรลุเป้าหมายในการนำพาองค์กรก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินระดับภูมิภาค ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น และนำพาประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

สำหรับรายชื่อบริษัทที่ SCBX จะซื้อหุ้นและลงทุนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจจำนวน 12 บริษัท ประกอบด้วย

 

  • บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (ชื่อเดิมคือบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด)
  • บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด
  • บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด
  • บริษัท มันนิกซ์ จำกัด
  • บริษัท เอสซีบี เทคเอกซ์ จำกัด
  • บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด
  • บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด
  • บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด
  • บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด
  • บริษัท เอไอเอสซีบี จำกัด
  • บริษัท ออโต้ เอกซ์ จำกัด
  • บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด

 

(ส่วนของ เดต้า เอกซ์ ทาง SCBX จะดำเนินการจัดตั้งโดยไม่ได้ใช้เงินปันผลในครั้งนี้)

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post SCBX พร้อมเดินเครื่องปรับโครงสร้างธุรกิจตามยุทธศาสตร์ยานแม่ หลัง ธปท. ไฟเขียวจ่ายปันผล 6.1 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>