แบรนด์สินค้า Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/แบรนด์สินค้า/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Mar 2026 10:05:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อ่านเกม ‘Brand Incremental Values’ แบรนด์ดีขายแพง เพราะแข่งที่คุณค่า ไม่ใช่ราคา https://thestandard.co/the_secret_sauce/brand-incremental-values/ Tue, 29 Jul 2025 00:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1100868 brand-incremental-values

ลองจินตนาการว่าคุณยืนอยู่หน้าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์ […]

The post อ่านเกม ‘Brand Incremental Values’ แบรนด์ดีขายแพง เพราะแข่งที่คุณค่า ไม่ใช่ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
brand-incremental-values

ลองจินตนาการว่าคุณยืนอยู่หน้าชั้นวางสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต รายล้อมด้วยแบรนด์สินค้าที่หน้าตาคล้ายกันไปหมด แล้วทำไมคุณถึงหยิบแบรนด์หนึ่งแทนที่จะเป็นอีกแบรนด์?

 

คำตอบอาจไม่ใช่ฟีเจอร์ ไม่ใช่ราคา แต่คือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ทว่า ‘ทรงพลัง’ ที่สุด—นั่นคือ ‘Brand Incremental Values’ หรือมูลค่าเพิ่มของแบรนด์ ที่สร้างความรู้สึกว่า “ทำไมต้องเลือกแบรนด์นี้”

 

🟡 ทำไม Brand Incremental Values คือหัวใจสำคัญของธุรกิจยุคใหม่?

 

ในยุคที่ผลิตภัณฑ์ดีเป็นเรื่องพื้นฐาน ‘แบรนด์’ คือการลงทุนที่กลายเป็นแต้มต่อ

 

แบรนด์ที่แข็งแรงไม่ใช่แค่ขายได้ แต่สร้างความรู้สึกที่ซื้อแล้ว ‘คุ้มค่า’ แม้ราคาอาจสูงกว่า สร้างความผูกพันแม้มีทางเลือกอื่น และเป็นเกราะที่ช่วยให้ธุรกิจไม่สั่นคลอนง่ายๆ เมื่อมีคลื่นลูกใหม่ในตลาด

 

เพราะสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกต่อแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นความไว้วางใจ ภาพลักษณ์ หรือการเชื่อมโยงทางอารมณ์ คือพลังที่ไม่มีในสเปกสินค้า แต่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมหาศาล

 

🟡 3 เครื่องมือชี้วัด ‘มูลค่าเพิ่ม’ ของแบรนด์

 

ถ้าอยากรู้ว่าแบรนด์ของเราสร้างคุณค่าได้จริงหรือแค่เราคิดไปเอง ต้องวัดผลให้ชัดผ่าน 3 เครื่องมือนี้

 

🔸 1. Brand Health Tracking (การสำรวจสุขภาพแบรนด์)
การเช็กสุขภาพแบรนด์เป็นเหมือนการตรวจร่างกายประจำปี มันทำให้รู้ว่าเรายังแข็งแรงพอจะแข่งกับใครในตลาดหรือเปล่า ลูกค้ามองเราอย่างไร และเรายืนอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

 

🔸 2. Marketing Mix Modelling – MMM (การวัดผลตอบรับจากทุกกิจกรรมการตลาด)
เพราะลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากโฆษณาชิ้นเดียว MMM จะช่วยเชื่อมโยงทุกกิจกรรมทางการตลาดเข้ากับยอดขายจริง บอกเราได้ว่า อะไร ทำให้คนรู้จักเรา อะไรทำให้เขาตัดสินใจซื้อ และอะไรคือสูตรสำเร็จที่ต้องทำซ้ำ

 

🔸 3. Attribution Modelling (การถอดรอยเส้นทางของลูกค้า)
นี่คือการติดตามเส้นทางลูกค้าตั้งแต่เห็นแบรนด์ครั้งแรก จนถึงคลิกซื้อ เสมือนตามดูว่า Touchpoint ไหนที่ทำให้เขาตัดสินใจ และจะได้รู้ว่าควรลงทุนกับช่องทางไหนให้คุ้มที่สุด

 

🟡 สร้างแบรนด์ให้ทรงพลังในยุควัฒนธรรมนำการตลาด

 

วันนี้การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของโฆษณาหรือแคมเปญใหญ่ แต่มันคือการสร้าง ‘พื้นที่’ และ ‘วัฒนธรรม’ ที่ผู้คนอยากเข้ามามีส่วนร่วม

 

🔸 Brand Platform: พื้นที่ของตัวเองสำคัญกว่าที่เคย เพราะเราควบคุมการเล่าเรื่องได้เอง สร้างประสบการณ์ได้เต็มที่ และวัดผลได้ชัดว่าอะไรเวิร์ก

 

🔸 Culture (วัฒนธรรม): แบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่แค่ขายของเก่ง แต่ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรม เช่น กลุ่มคนรักสุขภาพ สายแฟชั่น สายพัฒนาตัวเอง หรือแม้แต่ K-Pop แบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ขาย แต่เข้าใจและขับเคลื่อนวัฒนธรรมจะได้ใจผู้บริโภคไปตลอดทาง

ในยุคที่สินค้าอาจดูเหมือนกันไปหมด แต่แบรนด์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในใจคนได้จริงเท่านั้น ที่จะ ‘แตกต่างอย่างมีความหมาย’

 

 

The post อ่านเกม ‘Brand Incremental Values’ แบรนด์ดีขายแพง เพราะแข่งที่คุณค่า ไม่ใช่ราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fevernova & Beckham Mania Adidas กับช่วงเวลาแสนดีในฟุตบอลโลก 2002 https://thestandard.co/brand-war-wc2002/ Sun, 06 Jul 2025 01:58:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1093365 brand-war-wc2002

คลับคล้ายคลับคลาเหมือนไม่กี่วันก่อนจะผ่านตากับคอนเทนต์ […]

The post Fevernova & Beckham Mania Adidas กับช่วงเวลาแสนดีในฟุตบอลโลก 2002 appeared first on THE STANDARD.

]]>
brand-war-wc2002

คลับคล้ายคลับคลาเหมือนไม่กี่วันก่อนจะผ่านตากับคอนเทนต์ “ฟุตบอลนัดหยุดเรียน” ใช่ไหมนะ

 

ตอนแรกเห็นแล้วก็รู้สึกอิ่มใจดีนะครับเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีและสวยงาม แต่อีกแวบก็คิดขึ้นมาได้ว่ามันผ่านมาตั้ง 23 ปีแล้วเหรอเนี่ย รอยตีนกาและความเหี่ยวย่นบนใบหน้าพยักหงึกๆ อย่างช้าๆ แทนการตอบว่าคนเขียนนั้นแก่แล้วจริงๆ

 

แต่ความทรงจำในช่วงเวลานั้นยังถูกเก็บและรักษาเอาไว้อย่างดี มีอะไรให้หยิบมาเล่าได้หลายเรื่องทีเดียวเชียว

 

หนึ่งในนั้นคือเกมนัดหยุดเรียน เพื่อให้เด็กๆ ในบ้านเราได้นั่งดูเกมฟุตบอลโลกนัดสำคัญระหว่างทีมชาติอังกฤษและบราซิล (สมัยนั้นไม่มี YouTube หรือระบบรับชมย้อนหลังเหมือนวันนี้ พลาดแล้วคือพลาดเลย)

 

เพียงแต่วันนี้คงไม่ได้หยิบเอาเรื่องของเกมในสนามมาเล่ากัน

 

ขอเป็นเล่าเรื่องของลูกฟุตบอล รองเท้าฟุตบอล และซูเปอร์สตาร์ กับชัยชนะในเกมนอกสนามของแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีก่อนนะครับ (เรื่องอื่นถ้าอยากอ่านรีเควสต์ได้นะ)

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ฟุตบอลโลก 2002 ถือเป็นฟุตบอลโลกสมัยแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นทวีปที่ 4 ของโลกต่อจากอเมริกาใต้, อเมริกาเหนือ และยุโรป เป็นหนึ่งในฟุตบอลโลกที่คนจดจำและคิดถึงมากที่สุดครั้งหนึ่ง 

 

เพราะนอกจากมันจะเป็นฟุตบอลโลกที่สนุกตื่นเต้น (พอสมควร) เนื่องจากเป็น “ยุคทอง” (Golden generation) ที่มีนักฟุตบอลในระดับสุดยอดลงสนามชิงชัยกันอย่างมากมาย

 

ซีเนอดีน ซีดาน, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ริวัลโด, โรนัลดินโญ, โรนัลโด, โรแบร์โต คาร์ลอส, โอลิเวอร์ คาห์น, มิชาเอล บัลลัค, หลุยส์ ฟิโก, ชุนสุเกะ นากามูระ ไปจนถึงสตาร์ที่แจ้งเกิดในรายการอย่างเอล ฮัดจิ ดิยุฟ

 

เรียกว่าดารานักเตะมากมายเต็มไปหมด

 

เพียงแต่ฟุตบอลโลก 2002 ไม่ได้สนุกแค่เรื่องของเกมในสนามเท่านั้นครับ เพราะเกมนอกสนามเองก็ดุเดือดไม่ได้น้อยไปกว่ากัน เผลอๆ อาจจะเดือดกว่าด้วย

 

เหตุผลเพราะว่าเป็นฟุตบอลโลกหนแรกที่เริ่มมีการทำการตลาดแบบยุคใหม่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการห้ำหั่นกันระหว่างยักษ์ใหญ่เจ้าวงการอย่าง adidas กับผู้ท้าชิงที่เริ่มจะครองพื้นที่ในหัวใจของแฟนฟุตบอลคนรุ่นใหม่อย่าง Nike

 

สิ่งที่เราได้เห็นคือการดวลกันแบบหมัดต่อหมัด ปลายสตั๊ดต่อปลายสตั๊ดเลยทีเดียว

 

อย่าง Nike นำมาโดยรองเท้า Mercurial Vapor ไซโลรองเท้าสายความเร็ว (Speed) ที่มีนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกเวลานั้นอย่าง โรนัลโด เป็นพรีเซนเตอร์ และยังมีสายคลาสสิกอย่าง Tiempo ที่ได้โรนัลดินโญมาสวมใส่

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

แต่ทีเด็ดใหม่คือ Air Zoom T90 II ที่กำลังมาแรงและเป็นหนึ่งในรองเท้ารุ่น Iconic ของยุคสมัยซึ่งได้ หลุยส์ ฟิโก, พอล สโคลส์, ฟรานเชสโก ต็อตติ และโรแบร์โต คาร์ลอส มาใส่

 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเป็นผู้มีชัยในเกมนี้

 

ในมุมมองของคนในวงการ แชมป์ตัวจริงในฟุตบอลโลก 2002 ให้เป็น adidas ที่เฉือนคว้าชัยไปได้แบบเล็กน้อยครับ

 

เรื่องนี้มันมีเหตุผลอยู่ จากกลยุทธ์ของ adidas ในการผสมผสานระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ก้าวล้ำนำสมัย, กลยุทธ์การตลาดที่แยบยล และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือพลังของซูเปอร์สตาร์

 

โดยเฉพาะเจ้าพ่อลูกนิ่งที่เป็นเบอร์หนึ่งของพวกเขาในเวลานั้นอย่าง เดวิด เบ็คแฮม

 

แต่ก่อนจะไปถึงเบ็คแฮม adidas ได้สร้างความประทับใจให้กับแฟนฟุตบอลและคนในวงการด้วยลูกฟุตบอลประจำการแข่งขัน (Official ball) ในรุ่น “Fevernova”

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ลูกฟุตบอล Fevernova นี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการของลูกบอลเลยก็ว่าได้ ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ฉูดฉาดสดใสสมชื่อ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นเอเชีย (ตะวันออก) ที่แตกต่างจากลูกฟุตบอลแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น Tango มาจนถึง Tricolor (ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส) ที่เป็นลูกฟุตบอลแบบดั้งเดิมที่ดูสุภาพเรียบร้อย

 

ภาพลักษณ์ใหม่ของ Fevernova เป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้กับวงการได้รู้ว่า เอ้อ ลูกฟุตบอลมันทำสีสันสดใสแบบนี้ก็ได้นะ

 

ที่สำคัญคือไม่ได้มีแค่งานออกแบบ แต่ยังมีเรื่องการใส่เทคโนโลยีเข้าไปเป็นจุดขายด้วย ซึ่งก็เป็นของดีที่ใช้งานได้จริง เป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบลูกบอลที่ดีที่สุดของ adidas ที่ชวนคิดถึง

 

ลูกฟุตบอลดีก็ยังมาพร้อมกับรองเท้าฟุตบอล – ที่คนไทยเรียกกันว่า “สตั๊ด” – ที่ดีด้วย 

 

ท่ามกลางรองเท้าสตั๊ดมากมาย หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นที่สุดของรายการที่แฟนฟุตบอลยังจดจำและคิดถึงเสมอคือรองเท้า Predator Mania โดยเฉพาะรองเท้าของเดวิด เบ็คแฮม กัปตันทีมชาติอังกฤษ ที่เป็นรองเท้าในสีแชมเปญ (Champagne Mania)

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ความเท่ของสตั๊ดขาวกับลิ้นแดง (ที่ปักชื่อ Brooklyn ลูกชายของเขาไว้บนนั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหม่เพราะโลกยังไม่รู้จักการ Personalisation เลย) ทำเอาเด็กผู้ชายทั่วโลกคลั่งไคล้อยากจะได้ Predator มาใส่ไว้ปั่นฟรีคิกเท่ๆ แบบเบ็คแฮมบ้าง

 

โดยเบ็คแฮมในช่วงนั้นถือเป็นช่วงพีคด้วยฝีเท้า ประสบการณ์ และออร่าซูเปอร์สตาร์ โดยเฉพาะหลังการนำอังกฤษเข้ารอบสุดท้ายได้จากฟรีคิกสุดมหัศจรรย์ในเกมกับกรีซแล้ว (ตอนนั้นใส่รุ่น Predator Precision) ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจไอคอนในระดับโลก

 

ปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้นี้ได้รับการเรียกกันเล่นๆว่า “Beckham Mania” ซึ่งส่งผลอย่างมากมายมหาศาล ที่ adidas ได้แต่ยิ้มกว้าง

 

เพราะถึงแม้ว่าทีมชาติอังกฤษของเบ็คแฮมจะพ่ายแพ้เสียที (และเสียท่า) ให้กับบราซิล และฟรีคิกลักไก่ในระดับตำนานของโรนัลดินโญ แต่ผลตอบรับที่ได้กลับมาจากกระแสที่เกิดขึ้นตลอดรายการ

 

โดยเฉพาะการเปิดตลาดในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่มาก โดยที่ adidas พยายามที่จะทำการตลาดอย่างเข้าใจในธรรมชาติของชาวเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

 

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ adidas ใช้งบประมาณในการโปรโมตช่วงฟุตบอลโลก 2002 สูงถึง 25 ล้านปอนด์ โดยนอกจากการเป็นสปอนเซอร์ให้เบ็คแฮมแล้วยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับซูเปอร์สตาร์อีกหลายคน รวมถึงซีเนอดีน ซีดานและอเลสซานโดร เดล ปิเอโร

 

10 จาก 32 ทีมในฟุตบอลโลกครั้งนั้นยังใช้เสื้อผ้าชุดแข่งของ adidas อยู่เลยในแคมเปญใหญ่ “Footballitis” (ขณะที่ Nike มี 8 ทีม)

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้คือยอดสั่งสินค้า 11 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดขายนับเฉพาะในทวีปเอเชีย เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 3 เป็น 177 ล้านปอนด์ และเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่ทำให้แบรนด์ติดตลาดมาจนถึงทุกวันนี้

 

นอกจากตำนานทรงผมไดโกโระของโรนัลโด ในนัดชิงชนะเลิศ การเข้ารอบตัดเชือกแบบน่ากังขาของเกาหลีใต้ ด้วยชัยชนะเหนือสเปนและอิตาลี รวมถึงอีกมากมายหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

รองเท้า Predator Mania สีแชมเปญของเบ็คแฮม ยังเป็นหนึ่งในรุ่นสุด Iconic ที่แฟนฟุตบอลจดจำได้มากที่สุดจากฟุตบอลโลก 2002 ที่ไม่ว่าจะมีการผลิตใหม่ (รีเมค) อีกกี่ครั้งก็ยังเป็นที่ต้องการของแฟนฟุตบอลเสมอ

 

นี่คือชัยชนะที่สำคัญที่สุดของ adidas

 

ไม่ใช่ชนะแค่ในเกม

 

แต่ชนะในใจคน และยังคงติดตรึงในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

The post Fevernova & Beckham Mania Adidas กับช่วงเวลาแสนดีในฟุตบอลโลก 2002 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจชะลอตัว ลูกค้าไม่ซื้อซ้ำ อาจเพราะติดกับดัก ‘แบรนด์โตไม่ทันธุรกิจ’ https://thestandard.co/branding-growth-trap/ Mon, 23 Jun 2025 05:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1086847 branding-growth-trap

‘แบรนด์โตไม่ทันธุรกิจ’ กับดักที่คนทำธุรกิจต้องรู้ &nbsp […]

The post ธุรกิจชะลอตัว ลูกค้าไม่ซื้อซ้ำ อาจเพราะติดกับดัก ‘แบรนด์โตไม่ทันธุรกิจ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
branding-growth-trap

‘แบรนด์โตไม่ทันธุรกิจ’ กับดักที่คนทำธุรกิจต้องรู้

 

สงสัยไหม? ธุรกิจเริ่มต้นราบรื่น ยอดขายมหาศาล แต่ผ่านไปยอดขายชะลอตัว ลูกค้าจำเราไม่ได้หรือซื้อแบรนด์อื่นแทน นั่นเป็นสัญญาณว่าธุรกิจกำลัง ‘ติดกับดักแบรนด์โตไม่ทันธุรกิจ’ 

 

📉 โตไวแต่ไร้ราก = เสี่ยงระยะยาว

 

แม้ธุรกิจจะเริ่มได้สวย จัดโปรโมชัน หรือเกมราคาเร่งสปีดยอดขายและกำไร แต่หากลูกค้าเจอตัวเลือกอื่นที่เหมือนกัน เขาก็เลือกซื้อแบรนด์อื่นได้

 

การสร้าง Branding คือทำให้ลูกค้าจดจำเรา จนทำให้เขาเป็นลูกค้าประจำที่เชื่อในแบรนด์เรา และขยายลูกค้าใหม่จากการแนะนำปากต่อปากออกไป

 

สิ่งเหล่านี้จะสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน เพราะ Branding ทำให้คนนึกถึงเรา กลับมาซื้อเรา แม้มีตัวเลือกอื่นมากมาย เฉกเช่นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกรวมถึงเมืองไทยเอง 

 

📝 Branding = Business
Branding ‘จับต้องและวัดผลได้’

 

Branding ไม่ใช่โลโก้เก๋ คำสวย สินค้าดูดีเพื่อภาพลักษณ์ นั่นคือกับดักการเข้าใจ Branding ที่ผิด Branding ที่ดีจะต้องสร้างมูลค่าที่จับต้องได้และวัดผลได้ เพื่อดูว่า แบรนด์นั้นสร้างคุณค่าที่ผูกกับธุรกิจได้แค่ไหน แบรนด์นั้นทำให้เกิด Organic Growth หรือทำให้คนมาซื้อซ้ำ หรือบอกต่อได้หรือไม่ เช่น

  • ลูกค้านึกถึงแบรนด์เราก่อนแบรนด์อื่นไหม?
  • ทัศนคติต่อแบรนด์เราเป็นบวก กลาง หรือลบ?
  • ลูกค้ากลับมาหาเราหรือซื้อซ้ำ และบอกต่อหรือไม่?
  • เห็นความต่างของเรา vs. คู่แข่ง ชัดไหม?

 

🥇 ธุรกิจเล็กมีงบจำกัดก็สร้าง ‘Branding’ ได้

 

  • สร้างคุณค่าที่เหนือกว่าแค่ราคาที่ถูก คือการสร้างคุณค่าและความแตกต่าง
  • สื่อสารเรื่องราวที่คนทุกคนเข้าใจง่าย เพื่อเปิดตลาดใหม่
  • บริหารจัดการงบการตลาดให้มีประสิทธิภาพ
  • รักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ให้นานที่สุด
  • ใช้ประโยชน์ของข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัล แทนที่จะใช้งบโฆษณาเพียงอย่างเดียว

 

ยอดขายที่ยั่งยืนเริ่มจากแบรนด์ที่อยู่ในใจคนและกลับมาหาเสมอ!

 

🎯 ฟังกันเต็มๆ กับ อรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร adapter digital group กับ Build Strong Brands, Move Fast: 2025 Marketing Trends for SMEs สร้างแบรนด์ให้แกร่ง เร่งสปีดดิจิทัล: เทรนด์การตลาดปี 2025 ได้ในงาน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2025

 

🔥 ซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/tssbwKeySJ

The post ธุรกิจชะลอตัว ลูกค้าไม่ซื้อซ้ำ อาจเพราะติดกับดัก ‘แบรนด์โตไม่ทันธุรกิจ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 ทริกปั้นแบรนด์ ฉบับ MizuMi กันแดดพันล้าน https://thestandard.co/the_secret_sauce/mizumi-branding-tips/ Fri, 07 Feb 2025 12:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1038769 mizumi-branding-tips

หลายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ เริ่มต้นจากปัญหาส่ […]

The post 7 ทริกปั้นแบรนด์ ฉบับ MizuMi กันแดดพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
mizumi-branding-tips

หลายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ เริ่มต้นจากปัญหาส่วนตัวเล็กๆ หนุย-วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ เจ้าของแบรนด์สกินแคร์ MizuMi ก็เช่นกัน

 

จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากแผนธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่มาจาก Pain Point ส่วนตัว และความต้องการง่ายๆ ที่จะหาครีมกันแดดที่อ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย แต่เมื่อสำรวจตลาดกลับพบว่าตัวเลือกที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์ และนั่นคือจุดที่แบรนด์นี้ถือกำเนิดขึ้น

 

การเดินทางจากไอเดียเล็กๆ สู่แบรนด์พันล้านไม่ใช่เรื่องง่าย MizuMi ต้องผ่านกระบวนการทดลองและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มากมายกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ นี่คือเรื่องราวของการสร้างแบรนด์ที่เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส และกลายเป็นแบรนด์เวชสำอางที่ครองใจลูกค้าทั่วประเทศ

 

1. เปลี่ยน Pain Point โอกาสทางธุรกิจ

 

ส่วนตัววริษฐาเคยประสบปัญหาการใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมี ซึ่งทำให้ผิวระคายเคือง เธอเริ่มค้นหาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนกว่า แต่ตัวเลือกในตลาดกลับมีไม่มาก และผลิตภัณฑ์ประเภท Physical Sunscreen ที่อ่อนโยนกว่ากลับมีเนื้อสัมผัสที่หนักและเหนียวเหนอะหนะ ทำให้ใช้งานไม่สะดวก

 

เธอเริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไมเราจะทำครีมกันแดดที่อ่อนโยนแต่ใช้ดีจริงๆ ไม่ได้?” และนี่คือจุดที่ MizuMi ถือกำเนิดขึ้น

 

หลังจากใช้เวลาศึกษาตลาดอย่างจริงจัง ค้นคว้าทั้งงานวิจัยด้านเวชสำอางและพฤติกรรมผู้บริโภค วริษฐาก็พบว่ามีคนอีกมากที่ต้องการผลิตภัณฑ์กันแดดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่มีใครตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างแท้จริง

 

2. วางตำแหน่งแบรนด์ให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น

 

เมื่อรู้แล้วว่าผลิตภัณฑ์ควรเป็นแบบไหน ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดตำแหน่งของแบรนด์ในตลาด MizuMi ไม่ต้องการเป็นแค่ครีมกันแดดอีกตัวหนึ่ง แต่ต้องการเป็น ‘เวชสำอางกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย’ ที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้

 

จากนั้นวริษฐาจึงเริ่มศึกษาคู่แข่งทั้งแบรนด์ระดับสูงและผลิตภัณฑ์ทั่วไป แล้วพบว่ามีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างครีมกันแดดราคาถูกที่มักมีสารเคมี กับครีมกันแดดเวชสำอางที่ราคาแพง MizuMi เลือกจะเป็นตัวเลือกตรงกลางที่ให้คุณภาพดีที่สุดในราคาที่จับต้องได้

 

3. เริ่มต้นจากการตลาดแบบต้นทุนต่ำแต่ทรงพลัง

 

MizuMi ไม่มีงบประมาณมหาศาลสำหรับการทำโฆษณาในช่วงแรก ดังนั้นจึงเลือกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปาก เริ่มต้นด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ให้บล็อกเกอร์และผู้มีอิทธิพลทางความงามทดลองใช้ โดยไม่บังคับให้รีวิว แต่หวังว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์จะพูดแทนตัวเอง

 

แผนนี้ได้ผล รีวิวจากผู้ใช้จริงเริ่มแพร่กระจาย คนที่เคยมีปัญหาผิวแพ้ง่าย ไม่สามารถใช้ครีมกันแดดทั่วไปได้ กลายเป็นลูกค้าประจำและช่วยโปรโมตแบรนด์ให้โดยอัตโนมัติ

 

4. ทดสอบตลาดก่อนผลิตจำนวนมาก

 

แทนที่จะผลิตสินค้าจำนวนมากตั้งแต่แรก MizuMi เลือกทดสอบตลาดก่อน ด้วยการขายผ่านช่องทางออนไลน์และออกบูธในสถานที่ที่กลุ่มเป้าหมายอยู่ เช่น ตลาดนัดออฟฟิศ และงานอีเวนต์เกี่ยวกับสุขภาพและความงาม

 

พอลูกค้าเริ่มให้ฟีดแบ็ก เช่น บางคนชอบสูตรที่บางเบา แต่ต้องการแพ็กเกจที่ใช้งานง่ายขึ้น จากนั้นทีม MizuMi ก็นำข้อมูลเหล่านี้กลับไปปรับปรุง ก่อนจะผลิตล็อตใหญ่เพื่อขยายตลาด

 

5. การตั้งราคาที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่าย

 

MizuMi รู้ว่าลูกค้าเต็มใจจ่ายเพื่อคุณภาพ แต่ก็ต้องไม่แพงจนเกินไป จึงเลือกตั้งราคาที่อยู่ตรงกลางระหว่างครีมกันแดดพรีเมียมกับแบรนด์ทั่วไป ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับความคุ้มค่าที่สุด

 

หลังจากศึกษาตลาดมาอย่างดีแล้วก็พบว่า แบรนด์ครีมกันแดดระดับพรีเมียมของต่างประเทศมีราคาประมาณ 800 บาทขึ้นไป แต่แบรนด์ครีมกันแดดระดับแมสเข้าถึงง่ายจะอยู่ที่ประมาณ 300 บาทหรือต่ำกว่า สังเกตได้ว่า Price Range ของตลาดนั้นมี ‘ช่องว่าง’ อยู่ MizuMi จึงวาง Position ตัวเองเป็น ‘พรีเมียม-แมส’ และตั้งราคาอยู่ที่ 400 บาท เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่าย แถมยังตอบโจทย์จุดยืนของแบรนด์อีกด้วย

 

นอกจากนี้ MizuMi ยังใช้กลยุทธ์ ‘ซื้อคู่ราคาดีกว่า’ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อซ้ำ ผลลัพธ์คือยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในอัตราที่สูงทีเดียว

 

6. ขยายช่องทางการขายอย่างมีกลยุทธ์

 

จากการเริ่มต้นขายออนไลน์ MizuMi ค่อยๆ ขยายไปยังร้านขายยาและร้านเครื่องสำอางชั้นนำอย่าง Watsons และร้านค้าปลีกเฉพาะทาง เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้านเอง

 

การเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมช่วยให้แบรนด์ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้ามากขึ้น

 

7. ใช้คุณภาพเป็นจุดขาย

 

MizuMi รู้ดีว่าการทำผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูงสุดคือการตลาดที่ดีที่สุด ทำให้แบรนด์ต้องลงทุนในวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ใช้โรงงานที่ได้มาตรฐานสูง และทดสอบผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกชิ้นที่ออกไปถึงมือลูกค้าจะมีคุณภาพที่ดีที่สุด

 

พอลูกค้าจำนวนมากลองใช้แล้วประทับใจ กลายเป็นผู้ช่วยโปรโมตแบรนด์ให้โดยธรรมชาติ พวกเขาแนะนำเพื่อนและครอบครัวให้ลองใช้ และสิ่งนี้ทำให้ MizuMi เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

 

ท้ายที่สุดนี้ MizuMi ไม่ใช่แค่แบรนด์ครีมกันแดด แต่เป็นตัวอย่างของการมองเห็นโอกาสในปัญหา และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ความมุ่งมั่นของผู้ก่อตั้งที่ต้องการแก้ปัญหาให้ลูกค้า ทำให้แบรนด์เติบโตจากจุดเล็กๆ จนกลายเป็นธุรกิจพันล้าน

 

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจ ลองถามตัวเองว่า มีปัญหาอะไรที่คุณสามารถแก้ได้บ้าง และใครคือกลุ่มคนที่ต้องการสิ่งนั้น หากคุณตอบคำถามนี้ได้ดี นั่นอาจเป็นก้าวแรกของแบรนด์พันล้านรายต่อไปก็เป็นได้

 

 

The post 7 ทริกปั้นแบรนด์ ฉบับ MizuMi กันแดดพันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
lululemon จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก ถึงคราววิกฤต สินค้าราคาสูงลิ่ว ทำลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่ราคาถูกกว่า https://thestandard.co/lululemon-is-in-crisis/ Sat, 14 Sep 2024 02:54:47 +0000 https://thestandard.co/?p=983456

lululemon แบรนด์ชุดออกกำลังกายชื่อดังสัญชาติแคนาดา จากท […]

The post lululemon จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก ถึงคราววิกฤต สินค้าราคาสูงลิ่ว ทำลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่ราคาถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

lululemon แบรนด์ชุดออกกำลังกายชื่อดังสัญชาติแคนาดา จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก วันนี้เจอสารพัดความท้าทาย ทั้งคู่แข่งรุมล้อม สินค้ามีราคาสูง จนลูกค้าบางรายหันไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่มีราคาถูกกว่า ทำให้ยอดขายโตช้ากว่าที่เคยเป็น 

 

หากย้อนไปในปี 2003 ผลประกอบการของ lululemon เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักทุกปี จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเสื้อผ้ากีฬาที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาและแคนาดา กระทั่งไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญกับความผิดหวัง เมื่อรายได้จากสินค้ากลุ่มผู้หญิงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แม้ว่าไตรมาส 3 สินค้ากลุ่มนี้จะมียอดเติบโตขึ้น 6% แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวเลขสองหลักแบบที่เคยเป็น ซึ่งปัจจุบันสินค้ากลุ่มผู้หญิงคิดเป็น 64% ส่วนสินค้ากลุ่มผู้ชายคิดเป็น 23% ของรายได้รวมทั้งหมด 

 

Calvin McDonald ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร lululemon กล่าวในรายงานประจำปีว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทดึงกางเกงเลกกิ้งรุ่นใหม่ออกจากตลาด เนื่องจากได้รับคำวิจารณ์เชิงลบจากลูกค้าบางกลุ่ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ยอดขายสินค้ากลุ่มผู้หญิงลดลง แต่เพราะบริษัทไม่ได้ผลิตสินค้าที่มีสีสัน ลวดลาย หรือรูปแบบใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดเลย และเมื่อตัวเลือกลดลง ลูกค้าก็น้อยลง ซึ่งส่งผลให้ยอดขายลดลงตามไปด้วย

 

“เราหวังว่าหลังจากบริษัทได้ปรับโครงสร้างไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จะช่วยทำให้ธุรกิจมีสัญญาณที่ดีขึ้น รวมถึงปรับกระบวนการทำงานทั้งทีมการตลาดและทีมออกแบบสินค้า ตอนนี้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันภายใต้การดูแลของผู้นำคนเดียว จะช่วยให้การสร้างแบรนด์และการวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ทั้งสองทีมจะต่างคนต่างทำ และทำงานส่งต่อกันเป็นหลัก”

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชุดออกกำลังกายแสดงความเห็นว่า สิ่งที่แบรนด์ควรกังวลมากกว่าสิ่งอื่นใดคือการแข่งขันจากแบรนด์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมสูงขึ้น บวกกับพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน เริ่มมีข้อจำกัดด้านการใช้จ่ายจากภาวะเงินเฟ้อด้วยการหันไปซื้อสินค้าที่มีราคาถูกลง และด้วยราคาผลิตภัณฑ์ของ lululemon ที่สูงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคบางรายหันไปเลือกซื้อสินค้าลอกเลียนแบบจากผู้ขายอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า แทนที่จะจ่ายเงินเกิน 100 ดอลลาร์เพื่อซื้อสินค้าจาก lululemon

 

โจทย์ใหญ่ของแบรนด์คือแค่การเพิ่มสินค้าใหม่อาจไม่เพียงพอต่อการเติบโต เราเชื่อว่าความท้าทายที่ใหญ่กว่านั้นคือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์อย่าง Alo Yoga และ Vuori ซึ่งกำลังขยายส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างรวดเร็ว 

 

ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ต่างๆ เช่น Aerie ของ American Eagle ที่เสนอสินค้าที่มีไซส์หลากหลายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการทำตลาดด้วยการชูรูปร่างที่แตกต่าง แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากรูปร่างผอมเพรียวที่เคยเป็นที่นิยม กลายเป็นการให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของร่างกาย เข้าดึงดูดลูกค้า

 

สอดคล้องกับ Neil Saunders กรรมการผู้จัดการจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล GlobalData ที่กล่าวว่า สินค้าหมวดกีฬาสไตล์ลำลอง (Athleisure) กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น บวกกับภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้น แบรนด์สินค้าต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิม แค่สินค้ามีคุณภาพเท่านั้นไม่พอ ต้องสร้างความแตกต่างด้วย ถึงจะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้

 

สุดท้ายแล้ว lululemon เป็นแบรนด์ที่มีผลงานดีมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเริ่มจางหายไป และความท้าทายเหล่านี้ทำให้บางคนตั้งคำถามว่า แบรนด์นี้ถึงจุดสูงสุดในอเมริกาและแคนาดาหรือยัง

 

อ้างอิง:

The post lululemon จากที่เคยขายชุดเล่นโยคะจนมูลค่าแบรนด์ติด Top 5 ของโลก ถึงคราววิกฤต สินค้าราคาสูงลิ่ว ทำลูกค้าเปลี่ยนไปซื้อสินค้าลอกเลียนแบบที่ราคาถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่อให้คุณเบื่อกระแสแบรนด์บิวตี้ของคนดัง แต่ข้อมูลเชิงลึกชี้ว่าพวกเขายังทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/celebrity-beauty-brands-sales-records/ Thu, 28 Mar 2024 04:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=916322 แบรนด์คนดัง

เมื่อพูดถึงวงการบิวตี้ หลายคนอาจเริ่มเบื่อหน่ายกับกระแส […]

The post ต่อให้คุณเบื่อกระแสแบรนด์บิวตี้ของคนดัง แต่ข้อมูลเชิงลึกชี้ว่าพวกเขายังทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบรนด์คนดัง

เมื่อพูดถึงวงการบิวตี้ หลายคนอาจเริ่มเบื่อหน่ายกับกระแสแบรนด์ของเหล่าคนดังที่หันมาเปิดแบรนด์ความงาม และขยันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กันจนตามไม่ทัน

 

แต่รายงานล่าสุดจาก NIQ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการวิจัยการตลาด ให้บริการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์การตลาดแก่ธุรกิจต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า 43 แบรนด์บิวตี้ของเซเลบริตี้สามารถทำยอดขายได้ถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา (สิ้นสุด ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2023) ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว แม้ว่าจำนวนการเปิดตัวแบรนด์ใหม่จะลดลงไปบ้าง แต่ NIQ ก็ยังมองว่ามีเหตุผลดีๆ ที่ทำให้การลงทุนในธุรกิจบิวตี้ของเซเลบยังคุ้มค่าอยู่

 

ข้อมูลจาก NIQ ระบุว่า ยอดขายของแบรนด์บิวตี้เซเลบโตขึ้นถึง 57.8% ในช่วงปี 2022-2023 เทียบกับการเติบโตของตลาดโดยรวมที่ 11.1% โดยแบรนด์เหล่านี้ได้สร้างผลกระทบอย่างมากในหมวดเครื่องสำอางสีสันและน้ำหอม คิดเป็น 2.9% ของมูลค่าการขายทั้งหมดในทั้งสองหมวด ในขณะที่การบุกเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า บำรุงผิวกาย ครีมกันแดด และสเปรย์ระงับกลิ่นกาย แบรนด์ของเซเลบมียอดขายยังไม่ถึง 1% ในทุกหมวดดังกล่าว

 

รายงานของ NIQ ยอมรับว่า ความน่าเชื่อถือ (Authenticity) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ประสบความสำเร็จ ดังเช่นที่เห็นได้จากหลายแบรนด์ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในช่วงที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์บิวตี้ของเซเลบประสบความสำเร็จก็คือ การเข้าถึงกลุ่มคนที่หลงใหลในความงาม (Beauty Enthusiasts) ซึ่งมีการใช้จ่ายด้านความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายเฉลี่ยถึง 1,003.64 ดอลลาร์ต่อปี หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยของผู้บริโภคทั่วไปถึง 1.25 เท่า กลุ่มคนเหล่านี้มักจะมาจากครัวเรือนที่มีรายได้สูงและมีความหลากหลาย โดยมีจำนวนราว 20.7 ล้านครัวเรือนในสหรัฐฯ และมีการใช้จ่ายกับแบรนด์ของเซเลบเพิ่มขึ้นถึง 21.9% ระหว่างปี 2022-2023

 

แม้ว่าตัวเลขการเปิดตัวแบรนด์ใหม่จะลดลงเมื่อเทียบกับยุคบูมในปี 2021-2022 ที่มีถึง 18-19 แบรนด์ แต่ความต้องการในตลาดก็ยังมีอยู่สูง NIQ ยกตัวอย่างการเตรียมเปิดตัวน้ำหอมของ Lionel Messi รวมถึงแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของ Beyonce ที่กำลังจะมาในเร็วๆ นี้ด้วย โดยสรุปแล้วเรามองว่าตลาดบิวตี้ของเซเลบก็ยังมีพื้นที่ให้โตได้อีกมาก หากแบรนด์เหล่านั้นสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ และเข้าถึงกลุ่มคนรักความงามได้อย่างตรงจุด การลงทุนในธุรกิจนี้ก็ยังมีความคุ้มค่าอยู่ไม่น้อยเลย

 

ภาพ: haileybieber / Instagram

อ้างอิง:

The post ต่อให้คุณเบื่อกระแสแบรนด์บิวตี้ของคนดัง แต่ข้อมูลเชิงลึกชี้ว่าพวกเขายังทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อทฤษฎีเดิมๆ ไม่ได้ผลอีกต่อไป ‘แบรนด์บ้าน’ ต้องทำอย่างไรในการเข้าถึงลูกค้าที่ซับซ้อนในการเลือก เข้าถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบ และอ้างอิงจากหลากหลายแหล่ง https://thestandard.co/real-estate-branding/ Mon, 09 Oct 2023 08:55:22 +0000 https://thestandard.co/?p=852500 แบรนด์บ้าน

ในอดีตที่ผ่านมา การสร้างแบรนด์สินค้า (Branding) ส่วนใหญ […]

The post เมื่อทฤษฎีเดิมๆ ไม่ได้ผลอีกต่อไป ‘แบรนด์บ้าน’ ต้องทำอย่างไรในการเข้าถึงลูกค้าที่ซับซ้อนในการเลือก เข้าถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบ และอ้างอิงจากหลากหลายแหล่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบรนด์บ้าน

ในอดีตที่ผ่านมา การสร้างแบรนด์สินค้า (Branding) ส่วนใหญ่ยึดตามทฤษฎีและเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อสร้างภาพลักษณ์และค่านิยมของแบรนด์ในใจของลูกค้า หนึ่งในวิธีคิดที่ได้รับความนิยม คือการใช้โฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ เพื่อสร้างความประทับใจและการจดจำในใจลูกค้า

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในสังคม และการปรากฏของเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ทำให้วิธีคิดนั้นเปลี่ยนไป

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ลูกค้าในยุคปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลมากมายเมื่อเทียบกับในอดีต มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและทราบถึงเรื่องราวของสินค้า บริการ หรือแบรนด์ต่างๆ อย่างรวดเร็วและง่ายดายผ่านทางอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 

 

สิ่งนี้ทำให้กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ต้องเปลี่ยนไป ไม่เพียงแต่เน้นที่การสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ยังต้องมุ่งเน้นที่การสร้างความน่าเชื่อถือ ความใส่ใจและการเชื่อมต่อที่แท้จริงกับลูกค้า

 

ที่สำคัญลูกค้าในปัจจุบันมีอิสระในการเลือกและการตัดสินใจ รีวิวของผู้ใช้ ความคิดเห็นจากกลุ่มคนในสังคม หรือแม้แต่ผลประโยชน์จริงๆ ที่พวกเขาได้รับจากสินค้า สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าได้มากกว่าโฆษณาที่แบรนด์นำเสนอ

 

ดังนั้นการสร้างแบรนด์ในยุคปัจจุบันควรจะมีการตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า ความใส่ใจต่อการสร้างความมั่นใจ และการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า โดยใช้การสื่อสารที่ซื่อสัตย์และมีความเป็นจริง

 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรมรวมไปถึงกลุ่มบ้านเดี่ยวด้วย ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงบ้าน เรามักจะพบเห็นโฆษณาที่เป็นโทน ‘อีโมชันนัล’ บอกเล่าความหรูหรา แต่วันนี้กระบวนการคิดต้องเปลี่ยนไปตามวันเวลาที่ผันแปร

 

พิมพรรณ ปรีชานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารแบรนด์และพัฒนาสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP เล่าว่า ตอนนี้ทีมบ้านเดี่ยวเอพีจึงเปลี่ยนวิธีการสร้างแบรนด์โดยเน้นสร้าง Brand Engagement กับผู้บริโภคมากขึ้น 

 

“เราเปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากการบอกเพียงแค่ What มาเป็นการตอบโจทย์ Why ผ่านวิธีการทำแคมเปญใหม่ๆ ที่โชว์ให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณค่าที่โปรดักต์ในแต่ละเซกเมนต์ของบ้านเดี่ยวเอพีมอบให้ ผ่านการทำงานร่วมกับโซเชียลอินฟลูเอ็นเซอร์ หลากหลายวงการที่มีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่แข็งแรงของตัวเอง เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์บ้านเดี่ยวของเราในทุกๆ เซกเมนต์ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น”

 

 

 

สิ่งนี้นับว่าน่าสนใจเพราะการสร้าง Brand Engagement กับผู้บริโภคเป็นหนึ่งในความท้าทายสำหรับแบรนด์ในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากแบรนด์ต้องการสร้างความผูกพันอย่างยั่งยืนกับผู้บริโภค การต้องการทราบ ‘Why’ หรือเหตุผลที่แท้จริงของการเลือกสินค้าหรือบริการเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า ‘What’ ซึ่งเป็นเพียงแค่การบอกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า

 

การบอกเพียงแค่ ‘What’ หมายถึงการสื่อสารเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือความสามารถของสินค้า แต่มันอาจจะไม่เป็นที่น่าสนใจหรือไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าได้ แต่เมื่อแบรนด์เริ่มสื่อสาร ‘Why’ ซึ่งคือเหตุผลและค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังสินค้า จะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงและเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า

 

ขณะเดียวกันการทำงานร่วมกับโซเชียลอินฟลูเอ็นเซอร์หลากหลายวงการเป็นอีกเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความผูกพันแบรนด์ และเป็นวิธีการที่ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคในยุคนี้ ผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีความสามารถในการสื่อสารและสร้างเนื้อหาที่ตรงใจผู้บริโภค เนื่องจากพวกเขามีการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติและมีความน่าเชื่อถือ

 

กระนั้นเพื่อให้การทำงานร่วมกับอินฟลูเอ็นเซอร์ประสบความสำเร็จ แบรนด์ควรเลือกคนที่ตรงกับแนวคิดและค่านิยมของแบรนด์ เพื่อให้ข้อความที่สื่อสารออกไปเป็นไปในทิศทางเดียวกับแบรนด์ นอกจากนี้ ควรมีการสนทนาและร่วมมือกันสร้างเนื้อหาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

แม่ทัพบ้านเดี่ยวเอพีขยายความต่อว่า เนื่องจากสถานการณ์โควิดทำให้มีโจทย์ใหม่ๆ เข้ามาเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตามเทรนด์การอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป ขณะที่อีกหนึ่งความท้าทายคือการสร้างแบรนด์ที่ก็ทิ้งไม่ได้ เลยปรับวิธีการทำแคมเปญการตลาดในวิธีใหม่ เอาความเป็น Branding กับ Offer Promotion มารวมกัน ใส่สีสัน ความสนุกลงไป เพื่อให้ลูกค้าได้รับทราบถึงโปรโมชัน แล้วยังรับรู้ถึงจุดยืนของบ้านที่เข้าใจชีวิต ผ่านไอเดียการใช้สเปซต่างๆ ภายในโครงการโดยเล่าในแบบ JOYFUL ให้มูฟเมนต์ของแบรนด์มีความสนุกมากขึ้น ที่สำคัญทุกอย่างอยู่บนกลยุทธ์ของการไม่ทิ้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

 

ปีนี้บ้านเดี่ยวเอพีให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอย่างมาก สะท้อนได้จากแคมเปญที่ผ่านมา อย่างในไตรมาสแรกจับมือกับ ‘เอ็ด 7 วิ’ ด้วยการแต่งเพลงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของบ้านและกิมมิกของโปรโมชัน ส่วนไตรมาส 2 จับมือกับ Krit Tone เพื่อเล่าถึงบ้านแบบใหม่ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งหากใครเคยได้ยินเสียงของ Krit Tone ก็จะรู้ดีว่าโทนเสียงของเขาเหมาะกับการ ‘เล่นใหญ่’ ได้จริงๆ

 

 

 

ส่วนไตรมาส 3 จับมือกับ Vatanika ซึ่งเป็นการเล่าถึงความละเอียดลออในการเลือกสินค้า รวมไปถึงเทสต์แฟชั่นของ แพร วทานิกา ด้วย ขณะที่ไตรมาส 4 เองได้จับมือกับ ‘Japan and Friends’ อินฟลูเอ็นเซอร์สายสัตว์เลี้ยงที่มีดาวเด่นอย่าง ‘จุ๊มเหม่งมีอะไร’

 

นัยของการเลือกใช้อินฟลูเอ็นเซอร์สายสัตว์เลี้ยงส่วนหนึ่งมาจากรายงานของ Harris Poll และ Sun Trust Mortgage ที่ระบุว่าชาวมิลเลนเนียล หรือ Gen Y (อายุ 27-42 ปี) ในสหรัฐอเมริกา กว่า 1 ใน 3 ตัดสินใจซื้อบ้านหลังแรกเพราะสัตว์เลี้ยง โดยมองหาบ้านที่มีพื้นที่หรือมีสวนสำหรับสุนัข/สัตว์เลี้ยง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้สัตว์เลี้ยงคือหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว

 

ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง Petsumer Marketing เจาะลึกอินไซต์ โดนใจทาสสายเปย์ ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่พบว่า 49% ของกลุ่มตัวอย่างได้เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นลูก (Pet Parent) ซึ่งการสำรวจยังพบว่า 80.7% ของผู้เลี้ยงสัตว์มีสถานะโสด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์การตลาดที่แบรนด์เลือกใช้สัตว์เลี้ยงเข้ามาเป็นอัตลักษณ์ส่วนหนึ่งของแบรนด์ เพื่อช่วยในการสื่อสารและสร้างภาพจำ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด

 

สำหรับการใช้สัตว์เลี้ยงในการโฆษณา (Pet on Advertising) ภาพโฆษณาที่มีสัตว์และสินค้าอยู่ด้วยกันมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด 43.82% รองลงมาคือภาพที่มีสินค้าอย่างเดียว 37.08% และภาพคน สัตว์ และสินค้า มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ 19.10% 

 

โดยภาพที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุดอย่างภาพที่มีสัตว์และสินค้าอยู่ด้วยกันจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ เพราะสัตว์จะช่วยดึงดูด ดูไม่เน้นการขายมากจนเกินไป และสามารถเปรียบเทียบขนาดของสินค้าได้อย่างชัดเจน 

 

เราจึงเห็นได้ว่า การขยับตัวในแง่แบรนดิ้งของ ‘บ้านเดี่ยวเอพี’ ผ่านการตัดสินใจและวิเคราะห์มาเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นไปตามพฤติกรรมของลูกค้า โดยที่เจาะไปเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้หว่านเป็นกลุ่มแมสเหมือนในอดีต ซึ่งอีกสิ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการทำคลิปโฆษณาที่ไม่ได้มีเพียง 15 วินาที หรือ 30 วินาที สำหรับใช้ในช่องทีวีอีกแล้ว

 

“ตอนนี้เราแบ่งการทำคลิปออกเป็น 6 วินาที 15 วินาที และ 30 วินาที ซึ่งเราพบว่า 15 วินาทีจะเป็นโฆษณาที่ลูกค้าดูมากที่สุด แต่หมัดฮุกที่จะดึงให้สนใจสินค้าจะเป็นคลิป 6 วินาที” พิมพรรณกล่าว “ด้วยความที่วันนี้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่หลากหลายช่องทาง หลากหลายรูปแบบ ดังนั้นการทำคลิปจึงต้องฮุกตั้งแต่วินาทีแรกและทำให้ต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นถึงจะดึงดูดได้ แต่สุดท้ายก็จะไม่ดูจนจบอยู่ดี”

 

อย่างไรก็ตาม ผลของเกมการตลาดที่เปลี่ยนไป กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยวของเอพีมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย 9 เดือนที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 21,241 ล้านบาท และเตรียมแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 11 โครงการในไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 นี้ มูลค่ากว่า 18,450 ล้านบาท

 

ปัจจุบันบ้านเดี่ยวของเอพีประกอบไปด้วย แบรนด์ THE CITY บ้านเดี่ยวเซกเมนต์ไฮเอนด์, CENTRO บ้านเดี่ยวดีไซน์โมเดิร์นสำหรับการเริ่มต้นครอบครัวเซกเมนต์กลางบน และแบรนด์น้องใหม่ MODEN บ้านเดี่ยวสำหรับคน Gen Z ที่ให้ความรู้สึกใหม่ 

 

 

 

#APThai #ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้ #APNewHome2023 #APThaiUpdate2023 #โปรตัวตึง #ตึงนักไปพักก่อน

 

 

The post เมื่อทฤษฎีเดิมๆ ไม่ได้ผลอีกต่อไป ‘แบรนด์บ้าน’ ต้องทำอย่างไรในการเข้าถึงลูกค้าที่ซับซ้อนในการเลือก เข้าถึงข้อมูลต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบ และอ้างอิงจากหลากหลายแหล่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>