เสรีภาพทางวิชาการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เสรีภาพทางวิชาการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 24 Sep 2024 08:32:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ติดป้ายเรียกร้องเสรีภาพวิชาการ หลังคณะไม่ให้ใช้สถานที่จัดเสวนาหนังสือ ‘ในนามของความมั่นคงภายใน’ https://thestandard.co/chula-students-protest-venue-denial/ Tue, 24 Sep 2024 07:48:23 +0000 https://thestandard.co/?p=987376 นิสิตคณะรัฐศาสตร์

วันนี้ (24 กันยายน) กลุ่มนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มห […]

The post นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ติดป้ายเรียกร้องเสรีภาพวิชาการ หลังคณะไม่ให้ใช้สถานที่จัดเสวนาหนังสือ ‘ในนามของความมั่นคงภายใน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิสิตคณะรัฐศาสตร์

วันนี้ (24 กันยายน) กลุ่มนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการติดป้ายกระดาษที่ระบุข้อความว่า ‘เสรีภาพทางวิชาการ = Fake News ผลิตโดยจุฬาฯ’ ที่ป้ายคณะรัฐศาสตร์ ตามด้วยอาคารคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ 

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ประจำคณะได้มาดำเนินการนำป้ายกระดาษที่ถูกติดไว้ออกไป

 

ตัวแทนนิสิตที่ทำกิจกรรมระบุว่า จุดประสงค์สืบเนื่องจากกรณีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่ในการจัดงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย ของ รศ. ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

สำหรับผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย ผศ. ดร.กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองศาสตราจารย์ที่ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS), ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ รศ. ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทั้งหมดย้ายการจัดกิจกรรมไปที่ Event Space ชั้น 2, หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 27 กันยายนนี้ เวลา 15.30-17.30 น. 

 

กลุ่มผู้จัดกิจกรรมมองว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่สามารถจัดงานเสวนาได้ แต่จากเหตุการณ์ที่ปรากฏสะท้อนว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออก พร้อมกันนี้ยังรู้สึกไม่สบายใจกับอิทธิพลของทหารที่มีต่อผู้บริหารของจุฬาฯ ที่มาแทรกแซงการตัดสินใจของคณะรัฐศาสตร์ที่อนุญาตให้ใช้พื้นที่แล้ว

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ขอความร่วมมือในการระงับการจำหน่ายหนังสือ ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย เพราะมีเนื้อหาที่คลาดเคลื่อนและกระทบภาพลักษณ์ของหน่วยงาน

 

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มดังกล่าวได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว และหนังสือเล่มนี้ (ฉบับภาษาอังกฤษ) ติดลิสต์หนังสือแห่งปี 2022 ของ Foreign Affairs ขณะที่ผู้เขียนคือ รศ. ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ก็เป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกด้วย 

 

ผู้เขียนได้เขียนคำนำของหนังสือเล่มนี้ไว้โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยเกี่ยวกับกิจการความมั่นคงภายในของกองทัพ เกิดขึ้นไม่นานหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่กว่าจะเริ่มต่อจิ๊กซอว์ของเหตุการณ์ต่างๆ ได้และตัดสินใจทำวิจัยเรื่องนี้ก็เข้าสู่ปี 2560 ผู้เขียนเริ่มเสนอข้อค้นพบบางส่วนต่อสาธารณะผ่านเวทีวิชาการ บทความ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายครั้งตั้งแต่ปลายปี 2560 เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้เห็นถึงความพยายามขยายอำนาจของกองทัพ เพื่อแทรกซึมและควบคุมสังคมด้วยกลวิธีต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

 

ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมสังคมของกองทัพไทย เกิดจากการสังเกตเห็นปรากฏการณ์ทางการเมืองอันไม่ปกติที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ หลังการรัฐประหารโดย คสช. เป็นความผิดปกติที่เกิดจากความพยายามแทรกซึม-ควบคุมสังคมและการเมืองผ่านกลไกต่างๆ ของกองทัพและระบบราชการ

 

  นิสิตคณะรัฐศาสตร์ นิสิตคณะรัฐศาสตร์

The post นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ติดป้ายเรียกร้องเสรีภาพวิชาการ หลังคณะไม่ให้ใช้สถานที่จัดเสวนาหนังสือ ‘ในนามของความมั่นคงภายใน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วาโยหวั่น พ.ร.ฎ.จริยธรรมการวิจัย จำกัดเสรีภาพทางวิชาการ เตรียมหารือฝ่ายเกี่ยวข้องพร้อมทำข้อเสนอถึงรัฐบาล 12 ก.ย. นี้ https://thestandard.co/research-ethics-act-limits-academic-freedom/ Sat, 31 Aug 2024 03:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=977863

วานนี้ (30 สิงหาคม) วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. บัญชีรายชื่อ […]

The post วาโยหวั่น พ.ร.ฎ.จริยธรรมการวิจัย จำกัดเสรีภาพทางวิชาการ เตรียมหารือฝ่ายเกี่ยวข้องพร้อมทำข้อเสนอถึงรัฐบาล 12 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (30 สิงหาคม) วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรีรักษาการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การวิจัยและข้อกำหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีต ประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพทางวิชาการ เนื่องจากกำหนดให้งานวิจัยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีต ประเพณี ต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่ระบุว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างสูงด้านจริยธรรมการวิจัย

 

วาโยกล่าวว่า การออกกฎหมายแบบนี้เป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะการใช้คำว่า ‘ข้อกำหนดจริยธรรม’ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรม และแต่ละคนมีมุมมองแตกต่างกัน หรือการระบุว่าประธานคณะกรรมการพิจารณางานวิจัยต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างสูงด้านจริยธรรมการวิจัย ไม่ทราบว่าวัดหรือคัดเลือกกันอย่างไร ในขณะที่งานวิชาการเป็นเรื่องของเสรีภาพทางความคิด กฎหมายนี้จึงไม่ต่างจากการมีกองเซ็นเซอร์ จะยิ่งทำให้งานทางวิชาการของไทยซึ่งเดิมทีถูกกำกับควบคุมอยู่แล้ว ยิ่งทำงานยากลำบากขึ้นอีก

 

ดังนั้น ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร ตนได้นำเรื่องนี้บรรจุเป็นวาระในการประชุม กมธ. ในวันที่ 12 กันยายน 2567 โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยจะหารือถึงข้อกังวลของทุกฝ่าย และมีข้อเสนอถึงรัฐบาลต่อไป

The post วาโยหวั่น พ.ร.ฎ.จริยธรรมการวิจัย จำกัดเสรีภาพทางวิชาการ เตรียมหารือฝ่ายเกี่ยวข้องพร้อมทำข้อเสนอถึงรัฐบาล 12 ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายครู ออกแถลงการณ์ปมยกเลิกข้อสอบวิชาสาระร่วมสมัย รร.มัธยมวัดธาตุทอง เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ https://thestandard.co/academic-freedom-in-the-case-of-exams/ Fri, 15 Mar 2024 00:57:29 +0000 https://thestandard.co/?p=911307

วานนี้ (14 มีนาคม) เพจเฟซบุ๊กครูขอสอน เผยแพร่แถลงการณ์เ […]

The post เครือข่ายครู ออกแถลงการณ์ปมยกเลิกข้อสอบวิชาสาระร่วมสมัย รร.มัธยมวัดธาตุทอง เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (14 มีนาคม) เพจเฟซบุ๊กครูขอสอน เผยแพร่แถลงการณ์เครือข่ายครู นักการศึกษา นักเรียนและคนทำงาน เพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการต่อกรณีข้อสอบรายวิชาสาระร่วมสมัย โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ระบุว่า

 

“จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อสอบรายวิชาสาระร่วมสมัย รหัสวิชา ส 33250 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลังสื่อมวลชนหยิบข้อความที่โพสต์ผ่านสังคมออนไลน์ 

 

“โดยกล่าวหาว่าเป็นภัยคุกคาม ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริง และให้ยกเลิกข้อสอบดังกล่าว รวมไปถึงการข่มขู่คุกคามครูผู้สอนรายวิชาดังกล่าวจากบุคคลต่างๆ

 

“ต่อกรณีดังกล่าว เครือข่ายครู นักการศึกษา นักเรียนและคนทำงาน เห็นว่า ประเด็นหัวข้อในการสอบรายวิชานั้น เป็นประเด็นร่วมสมัยที่มีการถกเถียงและเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม และรายวิชาสาระร่วมสมัยอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ ที่มีหัวใจอยู่ที่การเรียนรู้โลกกว้าง การตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ที่อยู่ในสังคมไทยจึงเป็นเรื่องปกติวิสัย 

 

“ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้สืบสอบ อภิปราย พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเมินค่า การวิพากษ์วิจารณ์และรู้เท่าทันโลก การสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ตลอดจนยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นทักษะที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตและอยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุบัน  

 

“นอกจากนั้น รายวิชาดังกล่าวยังมีรูปแบบการวัดประเมินผลที่หลากหลาย และครูผู้สอนมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การข่มขู่คุกคาม และการสั่งยกเลิกข้อสอบดังกล่าวจากประเด็นหัวข้อที่ถูกกล่าวหาว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาตินั้น จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ 

 

“ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและมีความหมาย ตลอดจนเป็นหลักประกันว่า ต้องไม่มีการใช้อำนาจหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งโดยราชการหรือบุคคลอื่น ในการลิดรอนหรือจำกัดสิทธิของผู้สอนและผู้เรียนในอันที่จะเสนอ ถกเถียง และแสดงออกซึ่งข้อเท็จจริงและความเห็นของตนในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับความรู้และความเป็นไปของสังคมอันเป็นพื้นฐานสำคัญข้อหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย เราไม่อาจสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจได้ หากเสรีภาพทางวิชาการไม่ได้รับการคุ้มครอง

 

“ในการนี้ เครือข่ายครู นักการศึกษา นักเรียนและคนทำงาน จึงขอแสดงจุดยืนต่อกรณีข้อสอบรายวิชาสาระร่วมสมัย โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร ดังต่อไปนี้

 

“1. ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ อันหมายรวมถึงความเป็นอิสระของผู้สอนในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจกรรมการสอน การจัดกระบวนการเรียนรู้และการวัดประเมินผล การเลือกประเด็นหรือกำหนดเนื้อหาของเรื่องที่จะสอน การกำหนดวิธีการสอน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงและความคิดเห็นในชั้นเรียน การปิดกั้นและตัดสินว่าข้อสอบดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสมเพียงเพราะหัวข้อเรื่องที่ใช้นั้นไม่เป็นธรรม ความมั่นคงของชาติไม่ควรถูกตีความให้กว้างจนปิดกั้นการเรียนรู้และการพัฒนาความรู้ความเข้าใจทางสังคมของเยาวชนและประชาชน ซึ่งแท้จริงแล้วคือรากฐานสำคัญของประเทศชาติ การจัดการเรียนการสอนที่ใช้ประเด็นทางสังคม เป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ ประเมินค่า สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมที่แตกต่างหลากหลายและเท่าทันโลก ซึ่งล้วนแต่เป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ในฐานะพลเมืองและพลโลก 

 

“2. ต้องยุติการคุกคาม ข่มขู่ และใส่ความเพื่อสร้างความเข้าใจผิดในสังคมต่อตัวบุคคล และกระบวนการสืบสวนหาข้อเท็จจริงจะต้องให้อำนาจสถานศึกษาดำเนินการโดยปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้เกิดขึ้นในสังคม

 

“3. ยืนหยัดเคียงข้าง และเป็นกำลังใจให้ครู อาจารย์ และนักการศึกษาในฐานะผู้กระทำการ (Agency) ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งในการจัดการเรียนรู้ การสร้างสรรค์หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ การวัดประเมินผล และนวัตกรรมทางการศึกษาที่จะช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีสมรรถนะสำคัญ มีชุดคุณค่าประชาธิปไตยที่เป็นสากล ตลอดจนมีความกล้าหาญในการแสดงจุดยืนและการตั้งคำถามต่อสังคม

 

“ศาสตร์จะงอกงามหากมีการแลกเปลี่ยนอย่างเสรี” – อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

 

เครือข่ายครู นักการศึกษา นักเรียนและคนทำงาน 

  1. ครูขอสอน
  2. สังคมศึกษาทะลุกะลา
  3. Inskru -พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน
  4. สหภาพคนทำงาน Workers’ Union
  5. ก่อการครู
  6. อะไรอะไรก็ครู
  7. นักเรียนเลว
  8. มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) Makhampom
  9. ก่อการสิทธิเด็ก
  10. Math misconcepts
  11. PLC Reform
  12. BlackBox
  13. คลินิกวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
  14. สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง)
  15. ศูนย์พหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  16. วันนั้นเมื่อฉันสอน”

 

นอกจากนี้เพจเฟซบุ๊กครูขอสอน เปิดช่องทางให้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์ที่ https://forms.gle/UVwYj4dsUWJhsLzF7  

 

อ้างอิง: 

  • เฟซบุ๊กครูขอสอน 

The post เครือข่ายครู ออกแถลงการณ์ปมยกเลิกข้อสอบวิชาสาระร่วมสมัย รร.มัธยมวัดธาตุทอง เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย: จับจอง กดทับ คุกคาม หมุนกลับ เพื่อคุณค่าเก่าดำรงอยู่ https://thestandard.co/academic-freedom-in-a-state-of-decline/ Mon, 05 Apr 2021 13:48:16 +0000 https://thestandard.co/?p=472751 เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย

วันนี้ (5 เมษายน) ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ […]

The post เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย: จับจอง กดทับ คุกคาม หมุนกลับ เพื่อคุณค่าเก่าดำรงอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย

วันนี้ (5 เมษายน) ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับโครงการบัณฑิตศึกษา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน จัดงานเสวนา ‘เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย’ ในโอกาสตีพิมพ์หนังสือ 80 ปี นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ปัญญาชนแห่งสยามยุคเปลี่ยนผัน โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีวิทยากรได้แก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ, ฉลอง สุนทราวาณิชย์ นักวิชาการอิสระ, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย

 

‘นิธิ ปัญญาชนสยาม ยุคเปลี่ยนผ่าน’

 

พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะบรรณาธิการประจำฉบับแนะนำหนังสือว่า ในช่วงเวลาที่เสรีภาพทางวิชาการอยู่ในสภาวะถดถอย เป็นสถานการณ์ที่คนในแวดวงวิชาการและทุกกลุ่มในสังคมไทย ไม่ว่านิสิต นักศึกษา นักการเมืองหรือต่างๆ ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากจะแสดงความเห็นที่กลุ่มอำนาจเก่าปฏิเสธจะยอมรับวามจริง ก็จะเจอการคุกคามในรูปแบบต่างๆ งานเสวนาวันนี้จึงเป็นความรู้สึกร่วมต่อการถูกคุกคามในการแสดงความเห็นของคนในแวดวงต่างๆ

 

เหตุที่เรียกนิธิว่าเป็นปัญญาชนสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน ก็เพราะ 80 ปีที่ผ่านมา นิธิได้เป็นประจักษ์พยานการเปลี่ยนแปลงสังคมมาอย่างหลายหน หลายครั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านที่เปลี่ยนสังคมไทยครั้งใหญ่ เช่น การชุมนุม 14 ตุลา, เหตุการณ์ 6 ตุลา, ความตื่นตัวภาคประชาชนปี 2540 จนถึงการปรากฏตัวของขบวนการเสื้อสีต่างๆ และขบวนการคนรุ่นใหม่ปัจจุบัน 

 

อาจารย์ได้เฝ้ามองและบันทึกทรรศนะไว้ในงานเขียนจำนวนมาก และการเปลี่ยนผันจำนวนมากย่อมต้องส่งผลต่อความคิดของอาจารย์ โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมและการเมือง เราจะได้เห็นความเปลี่ยนผันของอาจารย์นิธิอย่างแน่นอน ตัวอาจารย์เองเป็นนักวิชาการที่ถูกศึกษา ถูกวิจารณ์ด้วยนักวิชาการด้วยกันเองมากที่สุด คงไม่มีนักประวัติศาสตร์ไทยหรือนักเรียนทางมนุษยศาสตร์ไทยคนใดที่ไม่ได้อ่านงานหรือรับอิทธิพลของอาจารย์นิธิ ซึ่งมีขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ 2520 ที่เริ่มมีงานเขียนเป็นเล่มๆ นักวิชาการจำนวนมากจึงเป็นศิษย์ทางอ้อมของอาจารย์นิธิ

 

 

‘คุกคามเสรีภาพทางวิชาการเพื่อให้ความรู้เก่าดำรงอยู่ไปได้’

 

ขณะที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า บริบทของเสรีภาพทางวิชาการขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม เสรีภาพทางวิชาการไม่เกี่ยวข้องกับความรู้และระบบความรู้ใดๆ และเสรีภาพทางวิชาการไม่ได้ลอยอยู่โดดๆ แต่มันสัมพันธ์กับเสรีภาพอื่นๆ ด้วย

 

ทั้งนี้ เสรีภาพทางวิชาการสัมพันธ์กับเรื่องความรู้และระบบความรู้ รู้อะไร อย่างไร คนอื่นรู้บ้างหรือไม่ เราก็ยังพูดถึงเรื่องของความรู้อยู่นั่นเอง แต่ความรู้นั้นมันสัมพันธ์กับอำนาจของกลุ่มคนในสังคม ความรู้ชนิดหนึ่งให้อำนาจคนกลุ่มหนึ่ง ความรู้อีกชนิดก็ให้อำนาจคนอีกกลุ่ม และมีผลประโยชน์ เกียรติยศ และสถานะทางสังคมเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรู้ด้วย ความรู้จึงไม่ได้ดำรงในสังคมอยู่เฉยๆ มันมีกลไกที่ช่วยผดุงให้ความรู้นั้นดำรงอยู่ได้ด้วย 

 

ดังที่เขาพูดว่าความรู้คืออำนาจ มันมีระบบครอบความรู้ ผดุงให้ความรู้นั้นให้อำนาจแก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 

 

ทุกสังคม ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่เสรี มันถูกกำกับความคุมเสมอในทุกสังคม มากบ้างน้อยบ้าง ที่สำคัญคือมันถูกควบคุมโดยใครมากกว่า ในไทยปัจจุบัน ความรู้ที่ผดุงโครงสร้างอำนาจ ผลประโยชน์อื่นๆ มันกำลังพังลง ไม่ต้องชูสามนิ้วก็เห็นชัดๆ อะไรที่เชื่อว่าเป็นความจริงก็ถูกตั้งคำถามและถูกให้คำตอบที่มีเหตุผล มีข้ออ้างอิงที่น่าเชื่อถือกว่าความรู้เดิมที่เคยให้เราไว้ทั้งสิ้น และกระทบต่ออำนาจ ผลประโยชน์ เกียรติยศที่ปรากฏในสังคมไทยเป็นอย่างยิ่งทีเดียว มันไม่เหลือใครที่จะควบคุมระบบความรู้ที่มีในสังคมได้ 

 

สมัยหนึ่งเราเชื่อว่าอธิการบดีจะควบคุมให้การเผยแพร่ความรู้ชนิดหนึ่งสามารถส่งผ่านให้แก่คนรุ่นหลังได้ แต่ปัจจุบัน ถ้าอธิการบดีคนใดยังคิดอย่างนั้นอยู่คงจะหูหนวกตาบอด เพราะคุณควบคุมความรู้ ระบบความรู้ในสถาบันการศึกษาในมือคุณไม่ได้แล้ว ในโรงเรียนมัธยมก็เช่นกัน นักเรียนแสวงหาความรู้จากทางอื่นที่ไม่ใช่ทางโรงเรียนอย่างเดียวอีกต่อไป

 

ความรู้ที่เคยเป็นอยู่ในสังคม ไม่มีทางผดุงมันไว้ได้ และต้องอาศัยอำนาจรัฐ เป็นเหตุผลให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องออกมา เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่น เนื่องจากทางเลือกอื่นมีแต่คุณต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ยังไม่เห็นใครจะปรับปรุงความรู้เก่าให้รองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้เลย ทางรอดเดียวคือคุกคามเสรีภาพทางวิชาการเพื่อให้ความรู้เก่าดำรงอยู่ไปได้

 

ระบบความรู้เดิมกำลังพังทลายลงต่อหน้าเรา และไม่มีทางควบคุมได้อีกต่อไปนอกจากใช้วิธีป่าเถื่อนรุนแรง ทุกสังคม อำนาจที่ดำรงอยู่ได้ก็ดำรงอยู่บนความรู้หรือระบบความรู้ชนิดหนึ่ง ในสังคมไทยก็เคยมีระบบความรู้หรืออำนาจเก่า เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม ก็มีการปรับเปลี่ยนความรู้ เช่น เมื่อศาสนาพุทธนิกายลังกาเข้ามายังไทย ก็เป็นครั้งแรกที่มีศาสนามวลชนเกิดขึ้น เกิดความเปลี่ยนแปลงมโหฬาร ระบบความรู้ที่เคยผดุงศาสนาชั้นสูงทั้งหลายดำรงอยู่ไม่ได้ และต้องเปลี่ยนระบบความรู้ใหม่เพื่อรองรับศาสนามวลชน 

 

 

‘ความเป็นไทยและความเป็นวัง ความรู้ที่ถูกจับจองโดยชนชั้นนำ’

 

ชนชั้นนำไทยประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนความรู้เสมอมา เพราะมีความสืบเนื่องของระบบความรู้ในสังคมไทยค่อนข้างสูง ความเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างแรงและตอบสนองได้ดีที่สุดเกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 เป็นการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัย ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงทั้งในเอเชียและยุโรป เมื่อความทันสมัยโผล่เข้ามาในไทย ชนชั้นนำก็หาทางรองรับจนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เช่น วิทยาศาสตร์ที่เป็นเรื่องของความทันสมัยที่คุณเลี่ยงไม่ได้ และเรื่องของเหตุผลนิยม

 

“ชนชั้นนำไทยช่วงศตวรรษที่ 19 เก่งในการกลืนสองอย่างนี้เข้ามาด้วยกัน ด้วยการกลืนระบบความรู้โดยไม่ให้ระบบความรู้ไปกระทบโครงสร้างอำนาจเกินไป รัฐบาลอาณานิคมเอาความทันสมัยเข้ามา ทำให้เกิดความรู้แบบใหม่ที่ไม่สืบต่อกับระบบความรู้แบบเก่า ในชวา พวกเชื้อสายชวากลายเป็นตัวตลกของคนที่เรียนหนังสือทั้งหลาย และเรียกกลุ่มพวกนี้ว่าเป็นกลุ่มที่เชย และความรู้ใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามาในจีน ญี่ปุ่น ทำให้ความรู้เก่าๆ ต้องเปลี่ยน คนที่ขึ้นมามีอำนาจก็ไม่ใช่กลุ่มคนชนชั้นนำเก่าอีกต่อไป เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วชนชั้นนำไทยจึงเก่งมากที่รองรับระบบความรู้ใหม่แล้วยังรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมไว้ได้พอสมควร สิ่งสำคัญที่ชนชั้นนำไทยสามารถสร้างขึ้นได้ และเป็นตัวผดุงความเปลี่ยนแปลงไว้ได้คือ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไทยและความเป็นวัง ที่กลายเป็นความรู้ที่ถูกจับจองโดยกลุ่มคนชนชั้นนำ ความเป็นไทยกับความเป็นวังคืออันเดียวกัน” นิธิกล่าว

 

ความเป็นไทยที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นมีความสำคัญต่อทุกอย่าง คือเป็นสาระนิยม มันเป็นเหมือนออกซิเจน คือมันไม่มีทางเปลี่ยน และมันถูกเปรียบเทียบต่อความเป็นสากลได้ มันไม่ได้เป็นสิ่งแปลกปลอม มันมีเหตุผลและมีประโยชน์ และปัจจุบันเราได้ยินสิ่งตรงข้ามกับความเป็นไทยเยอะ คือพูดกันว่าเราไม่เหมือนใครในโลก นับเป็นความเสื่อม เพราะพลังความเป็นไทยที่พยายามสร้างกันมาคือความเป็นสากลอีกรูปแบบหนึ่ง ปัจจุบันกลับไปบอกว่าความเป็นไทยคือข้อยกเว้น สะท้อนระบบความเชื่อที่วางไว้มันไม่รองรับความเปลี่ยนแปลง จนนำมาสู่ความเสื่อมความน่าเชื่อถือและคุณค่าในตัวของมันเองไป

 

“หัวใจสำคัญคือ มันถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่งโดยคนที่เก่งมากอย่างปฏิเสธไม่ได้ รวมถึงเครือข่ายของเขาด้วย เช่น หลวงประดิษฐ์ไพเราะ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นศิลปินด้านดนตรีที่เรียกได้ว่าระดับโลก ระบบความรู้แบบเก่าผลิตคนที่เก่งขนาดนี้ขึ้นมาในยุคปัจจุบันไม่ได้เลย จนล่วงมาถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก็รองรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้จนเกิด 2475 เพราะจริงๆ แล้วในช่วงนั้น 2475-2490 คิดว่ามีความพยายามจากผู้นำคณะราษฎรที่พยายามสร้างระบบความรู้ที่เกี่ยวกับความเป็นไทยใหม่ขึ้นมา แต่ไม่มีคนที่มือถึงขนาดกรมพระยาดำรงฯ” นิธิอธิบาย 

 

จนถึงปี 2500 ที่รัฐพยายามรื้อฟื้นความเป็นไทยสมัยรัชกาลที่ 5 กลับมาใหม่ เพราะเวลานั้นต่างละทิ้งมรดกของคณะราษฎรออกไปหมด จนต้องไปรื้อฟื้นความเป็นไทยของรัชกาลที่ 5 กลับมาให้ได้ แต่มันก็ไม่รองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอยู่ดี ส่วนตัวจึงคิดว่า การเสื่อมถอยของเสรีภาพทางวิชาการเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเสื่อมสลายของความรู้ที่จะรองรับอำนาจและผลประโยชน์ต่างๆ ที่มันดำรงอยู่ในสังคมไทย ไม่เพียงเสรีภาพทางวิชาการ คุณจะเห็นชะตากรรมของชนชั้นนำที่ต้องอาศัยแต่อำนาจดิบผ่านกฎหมาย ผ่านปืน ผ่านตำรวจควบคุมฝูงชน คุณต้องอาศัยอำนาจเหล่านี้ในการบำรุงรักษาอำนาจ เพราะไม่มีระบบความรู้รองรับเพียงพอ

 

“สังเกตเถอะว่าเวลานี้ในไทย การทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี เป็นคนดีใดๆ ก็แล้วแต่ ทำไมมันต้องใช้อำนาจทุกที ทำไมเวลาบอกผมว่าอย่าสูบบุหรี่ ทำไมไม่ทำให้ผมเชื่อว่าการสูบบุหรี่มันเป็นอันตรายต่อคนอื่นและตัวเอง แต่ไม่ใช่การออกกฎหมาย ทำให้ราคามันแพง หรือสาปแช่งให้ตายทุกวัน ทำไมเราจึงไม่สามารถใช้เหตุผลต่างๆ ในการโน้มน้าวมนุษย์ได้ มนุษย์ในระบบความรู้ที่พังทลายถูกมองเป็นสัตว์นรก มนุษย์มีกิเลส แต่อีกส่วนคือมันมีศักยภาพที่จะเป็นคนดีนะ สังคมที่ระบบความรู้พังทลายจะไม่มองส่วนที่เป็นศักยภาพด้านดีของมนุษย์เลย และจะไม่ใช้ประโยชน์ด้านนี้ของเขา” นิธิกล่าว

 

 

‘โลกทางวิชาการของไทยกำลังหมุนกลับไปสู่ช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์’

 

ด้าน ฉลอง สุนทราวาณิชย์ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าไทยไม่เคยมีเสรีภาพทางวิชาการจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเข้ามาสู่สมัยใหม่ เสรีภาพทางวิชาการมีอยู่สองด้าน อย่างแรกคือเสรีภาพในการตั้งคำถามและแสวงหาความรู้ที่ต่างไปจากที่เคยเชื่อกันมา หรือถูกบังคับให้เชื่อมาโดยตลอด ในสังคมไทยมันไม่เคยมีเสรีภาพทางวิชาการในความหมายนี้ ที่นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่สังคมนั้นๆ เช่น สังคมตะวันตกที่ก้าวมาสู่สังคมสมัยใหม่ ก็ได้จากการตั้งคำถามและบอกว่ากูไม่เชื่อมึง และเสรีภาพในการแสวงหาความรู้ที่ต่างไปจากที่เคยเชื่อกัน 

 

ในวัฒนธรรมการแสวงหาความรู้ของไทยในสมัยใหม่มีปัญหามาโดยตลอด เช่น กรณีของเทียนวรรณ ที่เป็นเรื่องของเสรีภาพทางวิชาการที่ไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทย หรือจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เป็นอีกกรณีที่สะท้อนให้เห็นเสรีภาพทางวิชาการไม่เคยอยู่ในวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมตั้งคำถามหรือปฏิเสธความเชื่อดั้งเดิมที่เคยมีมา ทั้งการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้น สิ่งที่เป็นความย้อนแย้ง ตลกร้าย 

 

ส่วนตัวคิดว่าเมื่อพูดถึง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ในความเข้าใจโดยทั่วไปมันน่าจะเป็น พ.ร.บ. ที่คุ้มครอง เปิดโอกาสให้พลเมืองไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐได้อย่างเสรี ไม่ถูกปิดกั้น แต่ที่ตลกร้ายคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่าน พ.ร.บ. นี้เป็นเรื่องยากเย็น ต้องทำเรื่องต่อหน่วยงานของรัฐ กลายเป็น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ที่สกัดกั้น เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ประชาชนล้วนมีสิทธิ์เข้าถึง เช่น คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติให้แก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ฉบับนี้ใหม่ ซึ่งสองประเด็นสำคัญที่นำไปสู่ความยากลำบากมากยิ่งขึ้น นั่นคือเงื่อนไขข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ข้อมูลใดๆ ที่เชื่อว่าจะนำไปสู่ความเสื่อมเสียต่อสถาบันฯ ต้องถูกปิดกั้นไว้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง กลาโหม ที่จะต้องถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าถึง ซึ่งมีแต่ทำให้เสรีภาพทางวิชาการเสื่อมมากกว่าที่เป็นอยู่

 

“จารีตการเขียนกฎหมายของไทยนั้นน่าสนใจมาก ไม่เพียงแต่เขียนรัฐธรรมนูญได้ 19 ฉบับในเวลาไม่ถึงร้อยปี แต่ยังรวมไปถึงความสามารถในการเขียนกฎหมาย คำพิพากษาที่คลุมเครือ เปิดให้ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางและเสรีโดยอาจไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนเลย” ฉลองกล่าว

 

ถ้ากฎหมายข้อมูลข่าวสารฉบับนี้ได้รับการแก้ไขและให้ความคุ้มครองต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ และความมั่นคงในลักษณะตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ แล้วองค์ความรู้ประวัติศาสตร์ไทยในอนาคตจะมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง คุณเขียนเรื่องการทหารไม่ได้ สงครามไม่ได้ พระราชกรณียกิจต่างๆ ไม่ได้ และเมื่อโยงเข้ากับเสรีภาพทางวิชาการปัจจุบัน มันสะท้อนสังคมด้วยความรุนแรงที่เกิดขึ้น 

 

เราอาจพอพูดได้ว่าโลกทางวิชาการของไทยกำลังหมุนกลับไปสู่ช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่รัฐสามารถใช้ความรุนแรงกับงานค้นคว้าทางวิชาการที่มุ่งแสวงหาความจริง ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตามแต่ วิกฤตที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ที่ข้องเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก มันรุนแรงมาก เพราะมันมีความพยายามปลุกระดมกลุ่มคนเข้ามาประณาม กล่าวโทษ และใช้แรงกดดัน บีบคั้น เพื่อให้เกิดการลงโทษที่มีลักษณะที่รุนแรงไม่แพ้ความรุนแรงรูปแบบอื่นๆ

 

 

‘เสรีภาพทางวิชาการจึงเป็นคุณค่าสำคัญอย่างหนึ่งในระบบประชาธิปไตย’

 

ด้าน วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่า อาจารย์นิธิเคยเขียนเรื่องการเมืองสมัยกรุงธนบุรี ส่วนตัวอยากรู้มาตลอดว่าพระเจ้าตากสวรรคตอย่างไร ในผ้าเหลือง ถูกทุบด้วยท่อนจันทน์ หรือตัดศีรษะ แล้วจะตอบคำถามนี้ได้อย่างไร ก็ต้องอาศัยนักวิชาการซึ่งใฝ่ใจศึกษาในด้านนี้ มีวิธีการทำงานที่เป็นระบบระเบียบ คำถามและคำตอบใหม่ๆ จะเปลี่ยนแปลง ‘ความจริงและความเชื่อ’ ของมนุษย์ตลอด นักวิชาการจึงมุ่งแสวงหาความจริงแตกต่างกัน เป็นการแสวงหาความรู้เพื่อให้เราฉลาดขึ้น การจำกัดเสรีภาพทางวิชาการจึงแปลได้ว่าทำให้เราโง่เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ 

 

เสรีภาพทางวิชาการจึงเป็นคุณค่าสำคัญอย่างหนึ่งในระบบประชาธิปไตย และโลกคงวิวัฒน์ไปไม่ได้ถ้าไม่ยอมให้เสรีภาพเช่นนี้ดำรงอยู่ เสรีภาพทางวิชาการนั้นใครๆ ก็มีได้ เขามีวิธีการ กระบวนการค้นหาความรู้มีเป็นระบบระเบียบ พิสูจน์ได้ เนื้อหาและรูปแบบเป็นในทางที่ยอมรับกันทางวิชาการ คนทั่วไปจึงใช้เสรีภาพทางวิชาการได้เช่นเดียวกับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ซึ่งต่างจากเสรีภาพทางวิชาการซึ่งมีแบบแผนกำกับความรู้ การแสดงความเห็นที่ไม่มีข้อพิสูจน์ มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่เสรีภาพทางวิชาการ

 

อย่างงานของอาจารย์ณัฐพล ใจจริง จะเห็นความพยายามในการสร้างความรู้ใหม่ๆ เห็นจากหนังสืออ้างอิงที่มีปริมาณจำนวนมาก ถามว่า มันผิดได้หรือไม่ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับผลสรุปการค้นคว้าบางอย่างไม่เกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการ คนที่เห็นว่าไม่ถูกก็มีสิทธิ์สร้างงานวิชาการมาโต้แย้ง แล้ววินิจฉัยว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูก กระบวนการบกพร่องหรือผลที่ผิดพลาดนั้นมันก็ไม่กระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ รัฐต้องให้ความคุ้มครองเช่นเดียวกัน ซึ่งมีปัญหาต่อไปอีกว่า การคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการมีขอบเขตแค่ไหน มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ภาพลักษณ์นักกฎหมายในสังคมไทยในเวลานี้เสื่อมทรามลงมาก 

 

การรองรับเสรีภาพทางวิชาการปรากฏในรัฐธรรมนูญครั้งแรกปี 2517 เมื่อเริ่มมีการพูดถึงการรับรองเสรีภาพทางวิชาการ ปี 2517 มีการอภิปรายกันระหว่างการทำรัฐธรรมนูญ ว่าควรมีการกำหนดขอบเขตของเสรีภาพทางวิชาการหรือไม่ 

 

ความเห็นฝ่ายแรกเช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เห็นว่าไม่ต้องจำกัด ขณะที่อีกฝั่งเห็นว่าจำต้องจำกัด ทั้งที่เสรีภาพทางวิชาการมันถูกจำกัดเมื่อไปปะทะกับเสรีภาพอันอื่น เช่น เราอ้างเสรีภาพทางวิชาการในการนำมนุษย์มาทดลองไม่ได้ เพราะมันไปปะทะกับความเป็นมนุษย์ และถูกจำกัดโดยขอบเขตของการใช้เสรีภาพเอง เพราะมันต้องใช้โดยคนที่ค้นคว้าอย่างแบบแผน อย่างมีระเบียบ แต่ไม่คุ้มครองพฤติกรรมอื่นๆ 

 

อย่างไรก็ดี ที่มีความพยายามจำกัดนั้นเกิดจากความหวาดหวั่น ปี 2517 จะมีการพูดเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ อีกสองปีต่อมาก็เกิดโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519 ฝ่ายที่กังวลเรื่องนี้ก็คิดว่าต้องมีการจำกัด เพื่อเตือนนักวิชาการว่าคุณจะสอน ค้นคว้าอะไรนั้นต้องระมัดระวัง เพราะรัฐไทยอาจไม่ได้ปรารถนามากนักในการจะให้เสรีภาพทางวิชาการในแบบประเทศที่มีประชาธิปไตย และเห็นได้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นอื่น ซึ่งถูกเติมเข้ามาในฉบับปี 2560 โดยอ้างว่า เมื่อนักศึกษาทำวิทยานิพนธ์จะไม่ถูกอาจารย์ครอบงำ ซึ่งท้ายที่สุดอาจไม่ช่วยอะไร เพราะการทำวิทยานิพนธ์นั้นคือการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์และนักศึกษา เมื่อความเห็นไม่ตรงกันก็ต้องเคารพความเห็นกันหรือเปลี่ยนอาจารย์ ส่วนตัวจึงไม่น่าจะเป็นข้ออ้างที่ถูกต้องเท่าไร โดยเฉพาะการใช้เรื่องหน้าที่ปวงชนชาวไทยมากำกับ อาจเพิ่มการตีความเพื่อจำกัดการค้นหาความรู้สิ่งที่สังคมไทยมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม

 

การรับรองนั้น รัฐมีหน้าที่ในการคุ้มครอง และนักวิชาการควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐ รัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซงหรือกำกับผลการวิจัยค้นคว้าในทางที่รัฐต้องการ ซึ่งอาจไม่เพียงพอ เช่น งานวิทยานิพนธ์ การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ ที่ถูกชาวโคราชต่อต้านและเผาหนังสือ เพราะรับผลของการเสนอสิ่งที่วิทยานิพนธ์เสนอไม่ได้ โดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาต้องห้าม เป็นคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐกระทำสิ่งที่กระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ 

 

ดังนั้น เมื่อค้นคว้าสิ่งใดจึงต้องระวังอำนาจของรัฐ และปวงประชาที่ไม่เข้าใจวิธีทำงาน ยอมรับการนำเสนอบางอย่างไม่ได้ ทำให้ในที่สุดไม่มีใครกล้าเสนอ และเราจะจมกับความเชื่อเดิมๆ ต่อไป เสรีภาพทางวิชาการจึงเป็นสิ่งที่สังคมไทยมีปัญหาสองมิติ ทั้งจากรัฐและคนอื่น เพราะรัฐนอกจากจะคอยคุ้มครองโดยไม่ก้าวล่วงให้คนทำงานสามารถทำงานโดยปลอดภัย

 

เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย

 

‘เมื่อปัญญาถดถอยก็ต้องใช้อำนาจและกำลังกดทับ’

 

เอาเข้าจริง สังคมไทยไม่เคยมีเสรีภาพทางวิชาการจริงๆ เพราะบางเรื่องมีเพดานในการพูดโดยกลไกหรือระบบที่กำกับไว้ วิชาที่กระทบมากที่สุดคือประวัติศาสตร์ เพราะต้องค้นคว้าเพื่อดูว่าเกิดอะไรในอดีต ต้องตีความข้อมูลต่างๆ และเสนอจนหักล้างความเชื่อเดิม และนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ เพราะมันเกี่ยวพันกับอำนาจ หากคุณไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ คุณวิจารณ์คำสั่งศาล เช่น ตระกูลหมิ่นทั้งหลาย ไม่ว่าจะพระมหากษัตริย์หรือศาลก็เสี่ยงแล้ว

 

“การสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวจึงสร้างผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการด้วย เช่น กรณีของอาจารย์ณัฐพล ซึ่งประจักษ์แล้วว่าพลาด คือการแปลข้อความคลาดเคลื่อนไปหนึ่งจุด แน่นอนว่าคนที่ค้นเจอว่ามีความคลาดเคลื่อนและชี้ให้เห็นนั้นก็ต้องขอบคุณคนที่บอกว่าผิด เป็นสิ่งซึ่งนักวิชาการควรพึงทำต่อกันและกัน เพราะทุกคนผิดพลาดได้หมด ตอนที่เห็นว่าอาจารย์รัฐศาสตร์จากจุฬาฯ ทักท้วงงานวิชาการชิ้นนี้ก็ดีใจมาก ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษางานชิ้นนั้นก็ถือว่าเป็นความบกพร่องได้ แต่ถามว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจนถึงขั้นเพิกถอนปริญญาบัตร โดยไม่ยอมเปิดเผยชื่อคณะกรรมการที่มาสอบสวนด้วยซ้ำ

 

“อีกประการคือในแง่ของความผิดพลาดนี้ ภายหลังมีการอ้างต่อมาด้วยว่าพลาดสามสิบกว่าจุด ซึ่งเป็นเรื่องการตีความ ส่วนตัวคิดว่ามันมีหลักฐานก็จริง แต่คนที่อ่านหลักฐานก็มีสิทธิ์จะตีความอย่างอื่นได้” วรเจตน์กล่าว

 

แต่ไม่ใช่เรื่องการฟ้องคดี เพราะไม่ได้ฟ้องแค่อาจารย์ณัฐพล แต่ฟ้องมายังอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งตนเห็นว่าเป็นปัญหาในเชิงกฎหมาย เพราะมันสุ่มเสี่ยงกับการสร้างความรู้สึกว่า ต่อไปนักวิชาการในมหาวิทยาลัยที่จะรับเป็นที่ปรึกษางานเขียนเช่นนี้ต้องระวังตัวให้ดี ไม่อย่างนั้นจะเจอปัญหาแบบนี้ มันจึงมากไปกว่าการฟ้องตามปกติธรรมดา แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศบางอย่างขึ้นมา 

 

ทั้งนี้งานอาจารย์ณัฐพล ที่ผิดหนึ่งจุดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในบริบทเช่นนี้ สภาพการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจะบานปลายมากจนถึงขนาดนี้หรือไม่ อะไรเป็นเหตุที่ทำให้เรื่องนี้บานปลายมาถึงขนาดนี้ ด้านหนึ่งก็เพราะบริบททางสังคมและการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ เพราะเป็นหนังสือขายดีและเยาวชนอ่านกันมาก และบริบทการเคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์กับการเมืองในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดการพยายามเบรก สร้างบรรยากาศลักษณะแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ คนอื่นๆ ก็ประเมินเอา ดังนั้น เสรีภาพทางวิชาการคือส่วนหนึ่งของบริบททางสังคมและการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้

 

ปัญหาคือแล้วอย่างนั้นจะหาทางออกจากสถานการณ์นี้อย่างไร เสรีภาพทางวิชาการต้องมีในสังคมประชาธิปไตย เรามีความรู้มากขึ้นผ่านคนที่เขาทุ่มเทความรู้งานวิชาการในแง่ต่างๆ เพื่อให้สิ่งที่มีเหตุลผลหนักแน่นกว่าจะถูกสถาปนาเป็นเหตุผลอันใหม่ ความรู้ที่ใกล้เคียงความจริงมากสุดก็จะตั้งมั่นมากสุด 

 

ส่วนตัวคิดว่าคนที่มีความเห็นในแง่จินตนาการเกี่ยวกับการเมืองการปกครองต่างไปจากที่คนจำนวนหนึ่งต้องการ อาจไม่มีปัญญามากพอจะเสนองานวิชาการแบบนั้น และเมื่อปัญญาถดถอยก็ต้องใช้อำนาจและกำลังกดทับ ทำให้เกิดการพูดโดยไม่คิด การใช้สติปัญญาจะน้อย เพราะเมื่อมีกำลังก็ใช้กำลังทุบเอา ไม่มีความสามารถในการโน้มน้าวให้คนอื่นเชื่อ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ ซึ่งเห็นได้ชัดหลังรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา รูปแบบของระบบเปลี่ยน ในเวลานี้มีการสร้างชุดของกฎหมายมารองรับระบบที่เปลี่ยน และทำไปได้หลายส่วนแล้วด้วย

 

ในช่วงการรัฐประหารก่อน 2549 มีการพูดเรื่องตุลาการภิวัฒน์ขึ้นมา ศาลเข้ามาในปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่หลังปี 2557 ขยับเข้ามาอีกแบบคือ ไม่ใช่เรื่องการใช้ตุลาการภิวัฒน์ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาทางการเมือง แต่จะเป็นคดีอื่นๆ อันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหว ราคาที่ต้องจ่ายจะสูงขึ้นตามไปด้วย ศาลเข้ามาอยู่ในความสนใจมากขึ้น ลักษณะตัวองค์กรที่ปิดและกลไกเป็นระบบที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ตัวบุคลากรขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน การดำเนินการแบบนี้เมื่อดำเนินไปจะส่งผลอย่างไร ส่วนตัวไม่กล้าฟันธง

 

ถ้าระบบนี้ตั้งตัวระบบได้สำเร็จ อาจารย์มหาวิทยาลัยในทางก้าวหน้าน่าจะมีปัญหาในแง่การทำงานในมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เห็นทิศทางตัวกฎหมาย และจะพบว่ามันมีความพยายามควบคุมและสร้างระบอบใหม่ สิ่งที่เกิดกับอาจารย์ณัฐพลจึงเป็นส่วนหนึ่งของบริบททั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ในการพยายามให้ทุกอย่างอยู่ใต้ความสงบเรียบร้อยในความหมายของความมั่นคง และจะอ่อนไหวมากๆ เช่น แม้แต่งานเสวนาเช่นนี้ยังต้องส่งคนเข้ามาฟัง เตือนว่าอย่าล้ำเส้น 

 

ส่วนตัวก็เห็นใจอาจารย์ณัฐพลที่ความผิดพลาดหนึ่งจุดมาเกิดในบริบทเช่นนี้พอดี ราวกับเป็นเหยื่ออันโอชะในการถอดรื้อและทำลายสิ่งที่พยายามอธิบายความรู้แบบใหม่ที่มาท้าทายความรู้แบบเดิมที่มีอยู่ และการต่อสู้กันทางวิชาการก็เป็นเรื่องทำได้ 

 

ส่วนตัวเป็นคนที่พยายามอ่านงานของฝ่ายที่เขียนอีกทิศทางหนึ่งตลอดเวลา ข้อสังเกตบางอย่างก็มีเหตุผลอยู่ แต่การสู้กันทางวิชาการก็ควรจะสู้กันอย่างวิชาการ เขียนบทความโต้แย้ง ชี้แจงเสียจะดีกว่า และช่วยลดทอนบรรยากาศที่น่าหวาดกลัวขึ้น ถ้าใช้เครื่องมืออื่นก็เสียเกียรติและสร้างความน่ากลัวขึ้น

 

เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย

 

‘เสรีภาพทางวิชาการผูกระบบตัวปกครองอย่างแยกไม่ออก’

 

เสรีภาพทางวิชาการผูกระบบตัวปกครองอย่างแยกไม่ออก กลไกสำคัญอันหนึ่งคือกฎเกณฑ์ในทางกฎหมาย สามารถสร้างความหวาดกลัวได้อย่างชะงัด ระบอบปัจจุบันมันเกิดจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจะพยายามแก้รัฐธรรมนูญนี้มันยากมากๆ ความพยายามเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในสภามันล้มแล้ว มันจึงต้องเปลี่ยนคุณค่าในทางกฎหมายขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ง่ายเลย 

 

ตอนนี้เรามาถึงจุดที่การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ 2560 มีได้ 4 แบบ อันแรกคือเปลี่ยนแบบแก้ไขรายมาตรา คือแก้บางเรื่องเช่นเรื่องเร่งด่วนก่อน ซึ่งเป็นไปได้สูงมาก เพราะทางฝั่งรัฐบาลก็อยากแก้ในส่วนที่เอื้อประโยชน์ตัวเอง 

 

สองคือการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คิดว่าคนในสังคมเข้าใจไม่ตรงกันว่ามันคืออะไรแน่ ร่างที่เสนอกันที่จะตั้ง สสร. คือแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเป็นความย้อนแย้งอย่างมาก เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่มีหมวดไหนเลยห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 มีแค่ห้ามแก้มาตรา 1 กับมาตรา 2 แต่ตัวเนื้อความอื่นๆ ในหมวด 1 หมวด 2 ไม่มีที่ไหนที่ห้ามแก้ เหตุใดเรามาถึงจุดที่ในสภาไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ส่วนตัวเห็นว่าเป็นความสำเร็จอันหนึ่งของคนที่ไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

 

สามคือการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยการรักษาโครงร่างรัฐธรรมนูญไว้ และ

 

สุดท้าย ส่วนตัวคิดว่าดีที่สุดคือ การไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น คือเริ่มจากศูนย์ กำหนดกติกาใหม่อย่างสิ้นเชิง หลุดจากกรอบทั้งปวงของฉบับ 2560 คือใช้รูปแบบการปกครองอย่างเดิมได้แล้วแต่การตัดสินใจ 

 

แต่ในรูปแบบสี่นี้เราไปไม่ถึง เราไปได้แค่แบบที่สาม ทั้งที่ถ้าอำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง มันจะไปถึงแบบที่สี่ได้ ซึ่งไปได้สองทางคือใช้กำลังโค่นจากนอกระบบ เช่น รัฐประหารหรือปฏิวัติ กับการใช้วิธีทำประชามติ เลิกรัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่ใช่แค่แก้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่มีกรอบอะไร แล้วไปสู่กรอบกติกาใหม่ ถ้าประชาชนต้องการก็ต้องเสนอให้ทำประชามติยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังทางการเมือง และความต้องการของประชาชนว่ามากขนาดไหน 

 

ส่วนตัวดีเบตรัฐรรมนูญมาสองครั้งก็แพ้มาสองครั้ง ไม่อยากแพ้รอบที่สามแล้ว เราต้องกล้าคิดที่จะหลุดไปจากตรงนี้ ทุกอย่างคือการต่อสู้ มันไม่มีอะไรได้มาจากการวอนขอทั้งสิ้น

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post เสรีภาพทางวิชาการในสภาวะเสื่อมถอย: จับจอง กดทับ คุกคาม หมุนกลับ เพื่อคุณค่าเก่าดำรงอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการนานาชาติเรียกร้องจุฬาฯ ให้ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ ยุติการคุกคามต่อ ‘ณัฐพล ใจจริง’ https://thestandard.co/international-scholars-call-cu-protect-academic-freedom/ Mon, 05 Apr 2021 02:39:24 +0000 https://thestandard.co/?p=472385 นักวิชาการนานาชาติเรียกร้องจุฬาฯ ให้ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ ยุติการคุกคามต่อ ‘ณัฐพล ใจจริง’

วันนี้ (5 เมษายน) เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง […]

The post นักวิชาการนานาชาติเรียกร้องจุฬาฯ ให้ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ ยุติการคุกคามต่อ ‘ณัฐพล ใจจริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการนานาชาติเรียกร้องจุฬาฯ ให้ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ ยุติการคุกคามต่อ ‘ณัฐพล ใจจริง’

วันนี้ (5 เมษายน) เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ นักวิชาการนับร้อยคนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ได้ร่วมกันลงนามและส่งจดหมายไปยังผู้บริหารระดับสูงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ และยุติการคุกคามต่อ ดร.ณัฐพล ใจจริง โดยระบุว่า 

 

ดร.ณัฐพล ใจจริง ซึ่งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2552 และปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กำลังถูกจุฬาฯ สอบสวนเกี่ยวกับความบกพร่องโดยไม่เจตนาที่ปรากฏในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา ตามการร้องเรียนของนักวิชาการบางคนที่กล่าวหาว่าความบกพร่องนั้นเป็นการกุหลักฐานซึ่งส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับสถานะของพระมหากษัตริย์ในการเมืองไทยดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ การสอบสวน ดร.ณัฐพล เกี่ยวกับความบกพร่องในวิทยานิพนธ์เช่นนี้ เป็นการโหมกระพือให้แก่การ ‘ล่าแม่มด’ (Witch-Hunt) มากกว่าจะเป็นการปกป้องหลักการความซื่อตรงทางวิชาการ (Academic Integrity)

 

นักวิชาการนานาชาติเหล่านี้เขียนจดหมายถึง ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดีด้านวิชาการ และ ศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองอธิการบดีด้านการวิจัย ขอให้จุฬาฯ ยุติการสอบสวน ดร.ณัฐพล และขออนุญาตให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ ดร.ณัฐพลได้ เพราะแทนที่จะปิดกั้น การถกเถียงกันอย่างเปิดเผยจะเป็นวิธีการประกันความซื่อตรงทางวิชาการที่ดีที่สุดในกรณีนี้ นักวิชาการนานาชาติยังเสนอให้จุฬาฯ กำหนดนโยบายที่จะสามารถให้ความคุ้มครองแก่นักศึกษาและอาจารย์ที่กล้าจะทำงานที่มีความเสี่ยงทางปัญญา ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานที่ริเริ่มสร้างสรรค์หรือแปลกใหม่ชนิดไม่เคยมีใครทำมาก่อนให้สำเร็จได้

 

นักวิชาการเหล่านั้นได้อธิบายในจดหมายว่า ถ้าปราศจากความคุ้มครองนักวิชาการจากการคุกคามให้ร้ายโจมตี ความเสียหายจะเกิดต่อมหาวิทยาลัยเอง ซึ่งสามารถรับรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงที่อับจนด้อยคุณภาพในห้องเรียน วิทยานิพนธ์น่าเบื่อที่ถูกผลิตขึ้นมาอย่างหวั่นเกรงเพราะต้องการให้ปลอดจากภัยคุกคาม และวิทยาการอันไร้ชีวิตชีวาที่จำกัดตัวอยู่แค่ในกรอบการถกเถียงที่คล้อยตามผู้มีอำนาจเท่านั้น ความเสียหายจากการผลิตวิทยาการความรู้อันคับแคบคล้อยตามผู้มีอำนาจย่อมหมายถึงความเสื่อมถอยของความเป็นเลิศทางวิชาการ ในที่สุดก็จะสะท้อนออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดของทุกมหาวิทยาลัยในทุกวันนี้ รวมทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย

 

ตัวอย่างของนักวิชาการนานาชาติชั้นนำที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ มีดังต่อไปนี้

 

Dr.Jeffrey Wasserstrom, Chancellor’s Professor of History, University of California, Irvine:

 

“ขณะนี้ เสรีภาพทางวิชาการกำลังถูกคุกคามในหลายส่วนของทวีปเอเชีย (อาจเรียกว่าในระดับโลกก็ได้) ณ เวลาเช่นนี้ มหาวิทยาลัยจึงมีความสำคัญยิ่งยวดอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะเป็นสถานที่ให้มีการศึกษาไต่สวนอย่างอิสระในประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและระบบการเมืองต่างๆ…ข้าพเจ้าจึงมีความกังวลใจอย่างมากเมื่อได้รับรู้ถึงมาตรการต่างๆ ที่ถูกใช้เพื่อทำให้นักวิชาการไทยผู้น่าเคารพที่ศึกษาในหัวข้อเหล่านี้ต้องสงบเสียงลง โดยเฉพาะการที่ใช้มาตรการเหล่านี้เน้นตรงความผิดพลาดเล็กๆ ในรายละเอียดที่เขาทำในช่วงต้นๆ ของวิชาชีพของเขา ทั้งที่เขายังได้ยอมรับและพยายามแก้ไขแล้วด้วยซ้ำ”

 

Dr.Ben Kiernan, A. Whitney Griswold Professor of History at Yale University:

 

“การปิดกั้นไม่ให้สาธารณชนเข้าถึงวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกนั้น…จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังกระทำการข่มเหงทางวิชาการที่สมควรถูกประณามอย่างแรงจากชุมชนวิชาการนานาชาติ”

 

Dr. Jim Glassman, Professor of Geography at the University of British Columbia:

 

“เสรีภาพในการพูดและเสรีภาพทางวิชาการเป็นมาตรวัดที่ชี้ว่า สังคมและสถาบันสำคัญๆ ทางสังคมยังมีสุขภาพดีอยู่หรือป่วยไข้ลง ในสังคมซึ่งแข็งแรงและสุขภาพดี เสรีภาพพื้นฐานเหล่านี้จะยิ่งทำให้สังคมมีสุขภาพโดยรวมดีขึ้น ครั้นนักวิชาการ…ก่อความผิดพลาด (ทางวิชาการ) — ซึ่งพวกเขาไม่มีทางหลีกพ้นไปได้ — ความผิดพลาดเหล่านั้นจะถูกแก้ไขผ่านการถกเถียงอย่างเปิดเผยและอิสระ แต่ในสังคมใดก็ตามซึ่งความผิดพลาดอย่างไม่เจตนาถูกแก้ไข…ด้วยการลงทัณฑ์อย่างรุนแรง ย่อมเผยให้เห็นว่าสังคมนั้นไม่เข้มแข็งเลยที่จะปกป้องสถาบันทางสังคม แต่เปราะบางและผุพังเพราะสุขภาพที่กำลังถดถอยลงทุกวัน สังคมไทยในขณะนี้มาถึงทางแยก การตัดสินใจโดยผู้นำทางนโยบายและโดยปัญญาชนเกี่ยวกับเสรีภาพในการพูดและในการไต่สวนทางปัญญา จะเผยให้เห็นและจะมีผลอย่างมากด้วย ว่าประเทศและสถาบันต่างๆ จะมีสุขภาพดีต่อไปในอนาคต หรือจะถดถอยดิ่งสู่ความป่วยไข้อย่างหนักจนถึงกับสิ้นสลายไปในที่สุดหรือไม่

 

Katherine A. Bowie, Vilas Distinguished Achievement Professor of Anthropology, University of Wisconsin-Madison, former President (2017-2018) of the Association for Asian Studies: 

 

“หากจุฬาฯ ล้มเหลวที่จะปกป้องเสรีภาพทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมา จุฬาฯ กำลังเสี่ยงทำตนเองให้ดูเหมือนว่าเข้าข้างฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งทางการเมืองระดับประเทศ ซึ่งกำลังกัดกร่อนประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญที่จะต้องเป็นพื้นที่ของพลเมืองที่สามารถคิดต่างและถกเถียงกันได้ พื้นที่นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อสังคมวงกว้าง ความล้มเหลวที่จะปกป้องเสรีภาพทางวิชาการไม่เพียงแต่จะนำไปสู่ความอับจนของการถกเถียงในสถาบันการศึกษา แต่จะไม่สามารถหล่อหลอมสร้างผู้นำที่มีพลวัตอันสร้างสรรค์ในรุ่นต่อไปได้อีกด้วย”

 

Dr. Andrew J. Nathan, Class of 1919 Professor of Political Science at Columbia University: 

 

ขอร้องให้ผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวอย่างแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพทั้งโลก เขากล่าวว่า “กรณีที่เกิดขึ้นอยู่ในความห่วงใยของนานาชาติ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักวิชาการในประเทศไทยวันนี้ อาจจะเกิดกับข้าพเจ้าในสหรัฐอเมริกาในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้ ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอร้องเป็นการส่วนตัวมายังท่าน ซึ่งเป็นผู้นำทางวิชาการได้โปรดกระทำการอันจำเป็นเพื่อปกป้อง ดร.ณัฐพล ใจจริง ให้พ้นจากการถูกข่มเหง การกระทำของท่านจะเป็นกำลังใจมหันต์ให้แก่นักวิชาการทั่วทั้งโลก”

 

ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์เกียรติคุณทางประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และ ดร.ไทเรล ฮาเบอคอร์น ศาสตราจารย์ด้านภาษาและวัฒนธรรมเอเชียแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการรณรงค์เขียนจดหมายครั้งนี้ เชื่อว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยืนเคียงข้างมิตรของเราในประเทศไทย เพราะบทบาทของมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้นำทางส่องสว่างแก่การแลกเปลี่ยนที่อิสระ และเป็นพื้นที่สำหรับการคิดต่างและการถกเถียงได้อย่างจริงจัง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งทั้งสำหรับสังคมไทยในวงกว้างและสำหรับมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่จะต้องเกื้อหนุนบรรยากาศสำหรับการแลกเปลี่ยนอย่างการวิพากษ์วิจารณ์และสร้างสรรค์ อันเป็นปัจจัยจำเป็นสำหรับความเป็นเลิศทางวิชาการ

 

อ้างอิง:

The post นักวิชาการนานาชาติเรียกร้องจุฬาฯ ให้ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ ยุติการคุกคามต่อ ‘ณัฐพล ใจจริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการมากที่สุด-น้อยที่สุด ประจำปี 2020 https://thestandard.co/countries-with-academic-freedom-2020/ Thu, 18 Mar 2021 14:17:21 +0000 https://thestandard.co/?p=466527 กลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการ

จากผลการจัดกลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการมากที่สุด-น […]

The post กลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการมากที่สุด-น้อยที่สุด ประจำปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการ

จากผลการจัดกลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการมากที่สุด-น้อยที่สุด ประจำปี 2020 โดย Global Public Policy Institute (GPPi) ของเยอรมนี ที่มีเป้าหมายที่จะพัฒนาธรรมาภิบาลโลกผ่านงานวิจัย คำชี้แนะเชิงนโยบาย และการถกเถียงกัน ซึ่งจะให้กำหนดช่วงค่าดัชนีเสรีภาพทางวิชาการในประเทศแต่ละกลุ่ม โดยพิจารณาจาก 5 ตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ เสรีภาพในการค้นคว้าวิจัย, เสรีภาพในการแลกเปลี่ยนเชิงวิชาการและการเผยแพร่, ความมีอิสระขององค์กรหรือสถาบัน, ความซื่อตรง/ความมีคุณธรรมขององค์กร และเสรีภาพในการแสดงออกทางวิชาการ

 

โดยอุรุกวัยถือเป็นประเทศที่มีค่าดัชนีเสรีภาพทางวิชาการมากที่สุดในการจัดกลุ่มประเทศครั้งนี้ (0.972) จากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศ A ร่วมกับเบลเยียม, เยอรมนี, สวีเดน, ฟินแลนด์, นอร์เวย์ รวมถึงสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน 

 

ขณะที่ฟิลิปปินส์มีค่าดัชนีอยู่ที่ 0.728 เป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการมากที่สุดในย่านอาเซียน ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศ B ร่วมกับญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย

 

ส่วนไทยได้รับการจัดอันดับรั้งท้าย 2 ประเทศที่มีดัชนีต่ำสุดในย่านอาเซียน เป็นรองแค่ลาว โดยอยู่ในกลุ่มประเทศ E กลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการน้อยที่สุดในการรายงานครั้งนี้ร่วมกับจีน ซีเรีย เยเมน รวมถึงเติร์กเมนิสถาน และเกาหลีเหนือที่รั้งท้ายตาราง ซึ่งมีดัชนีเสรีภาพทางวิชาการอยู่เพียง 0.011 เท่านั้น

 

กลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการ

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง: 

 

The post กลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางวิชาการมากที่สุด-น้อยที่สุด ประจำปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>