เสถียร เสถียรธรรมะ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เสถียร-เสถียรธรรมะ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 13 Nov 2025 01:25:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิกกฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท https://thestandard.co/wealth-in-depth-alcohol-act/ Thu, 13 Nov 2025 01:25:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1142718 ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท

จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉ […]

The post ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิกกฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท

จากกรณีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568

 

โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับปรุงจากกฎหมายปี 2551

 

โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ คือ ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาห้ามขาย (ช่วงเวลา 00.00 น.-11.00 น. และช่วง 14.00-17.00 น.) โดยเฉพาะประเด็นห้ามนั่งต่อหลังเที่ยงคืน

 

โดยผู้ฝ่าฝืนมีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 10,000 บาท (ทั้งผู้ขาย-ผู้บริโภค)

 

ขณะที่ รายงานข่าวระบุว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างความสับสนต่อผู้ประกอบการและกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่น้อย แม้กฎหมายใหม่จะมีข้อดี ในการยกระดับการป้องกันเยาวชนและการเมาแล้วขับ ซึ่งภาคธุรกิจพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ข้อกำหนดในเรื่องการคงข้อห้ามขายในช่วงเวลาดังกล่าว และยังเพิ่มมาตรา 32 (ใหม่) ที่ระบุ ‘ห้ามบริโภค’ ในสถานที่ขายในช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวด้วย

 

วันนี้ 12 พ.ย.) กลุ่มเอกชนเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับมอบ

 

สาระสำคัญของหนังสือระบุว่า กลุ่มผู้ประกอบการขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณายกเลิกข้อห้าม “นั่งดื่มนอกเวลาขาย”

 

ดังนั้น คณะกรรมการอยู่ระหว่างเร่งแก้ปัญหา โดยเร็วซึ่งคาดว่าจะนัดประชุมได้ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ และจะมีแนวทางที่ชัดเจนถึงทางออกของเรื่องดังกล่าวภายในวันที่ 4 ธ.ค.นี้

 

TDRI ชี้ ‘การห้ามขายเวลา 14.00-17 น.’ ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย

 

ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวน การห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. เป็นมาตรการที่บังคับใช้มานานกว่า 50 ปี (ตั้งแต่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ในปี 2515)

 

โดยที่ผ่านมายังไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง จนกระทั่งรายงานการศึกษาเชิงลึกโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)ได้ชี้ชัดว่ามาตรการนี้ไม่บรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุข และอาจสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจ

 

รายงานของ TDRI ซึ่งสำรวจผู้บริโภค 1,370 ราย และผู้ประกอบการ 283 ราย สรุปอย่างชัดเจนว่า “การจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.01 – 17.00 น. อาจไม่ได้ผลในการลดการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กฎหมายตั้งใจไว้”

 

ข้อมูลเชิงประจักษ์จาก TDRI ยืนยันว่า

 

  • การบริโภคไม่ลดลง: ปริมาณการบริโภคต่อหัวประชากรยังคงที่ แม้บังคับใช้กฎหมายนี้มานาน
  • การดื่มหนักยังคงเดิม: ปริมาณการบริโภคต่อผู้ดื่มกลับมาอยู่ที่ 26 ลิตรต่อปี ซึ่ง TDRI ระบุว่า “สูงมากผิดปกติ” (5.4 แก้วมาตรฐานต่อวัน)
  • มีการละเมิดสูง: ผู้บริโภค 22% ยืนยันว่ายังสามารถหาซื้อเครื่องดื่มในช่วงเวลาห้ามขายได้ และผู้ประกอบการถึง 39% รายงานว่า พบเห็นการจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่ใกล้เคียง

 

การที่ พ.ร.บ. 2568 ใหม่ เพิ่มการ ‘ห้ามดื่ม’ เข้ามา อาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยข้อมูล TDRI ชี้ว่าการห้ามช่วงบ่าย เป็นเพียงการผลักดันการซื้อขายไปสู่ช่องทางนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตาม กฎหมายเสียโอกาสทางธุรกิจ

 

ค้าปลีกและกลุ่มท่องเที่ยว หวั่นกฎหมายใหม่สวนนโยบายรัฐ

 

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง (ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว) ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดย TDRI ระบุว่า มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่ง ทั่วประเทศ

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท 1

 

ดร. ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย (TRA) ให้ความเห็นว่า “การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการทุกขนาดจากข้อมูล TDRI ที่ชี้ว่ามีการละเมิดสูงอยู่แล้วการปลดล็อกจะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และช่วยให้หน่วยงานรัฐมุ่งเน้นทรัพยากรไปแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม”

 

ด้านดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา กล่าวเสริมว่า “ข้อจำกัดการห้ามขายในช่วงบ่ายเป็นกฎระเบียบที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวปัจจุบัน การปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงการพิจารณาขยายเวลาจำหน่ายให้ถึงตี 2 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล ดังที่เห็นจากนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการถึง 20-30% และพนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน”

 

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการดูแล และป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการที่เรามีอยู่แล้ว เช่น การจัดจุดพักคอยสำหรับผู้มีอาการมึนเมา และการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม

 

TDRI ชี้เป้า ‘แก้ให้ตรงจุด’

 

รายงานของ TDRI ไม่เพียงชี้ว่า การห้ามขาย 14.00-17.00 น. ไม่ได้ผล แต่ยังชี้เป้าว่า ปัญหาที่แท้จริงที่สังคมกำลังเผชิญและภาครัฐควรทุ่มทรัพยากรไปจัดการ คือ

 

  • การขายให้เยาวชน: TDRI พบว่า 30% ของร้านค้ายังคงละเมิดกฎหมายขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี
  • การเมาแล้วขับ: อุบัติเหตุ 22% เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ TDRI จึงเสนอให้ยกระดับมาตรการป้องกัน เช่น การใช้ระบบหักคะแนนแบบขั้นบันได
  • อิทธิพลจากโฆษณาต่ำ: TDRI พบว่าเยาวชนได้รับอิทธิพลจาก ‘เพื่อน’ มากถึง 35.5% เทียบกับอิทธิพลจาก ‘โฆษณาออนไลน์’ ที่มีเพียง 1.8% เท่านั้น

 

TABBA วอนรัฐทบทวน ‘กฎหมายใหม่’ สอดรับ ‘นโยบายเศรษฐกิจ’

 

TABBA ย้ำว่า “นานาประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อังกฤษ และเยอรมนี แม้จะไม่มีข้อจำกัดเวลาขายในช่วงบ่าย แต่ก็ประสบความสำเร็จในการจัดการผลกระทบทางสังคมโดยมุ่งเน้นมาตรการที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมีทางเลือกที่ชัดเจนในการบริหารนโยบาย คือการบังคับใช้มาตรการที่ข้อมูล”

 

TDRI ชี้ว่า ‘อาจไม่ได้ผล’ และกำลังถูกเพิ่มความเข้มงวดด้วย พ.ร.บ. ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ รัฐบาลสามารถเลือกปรับมาตรการเพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของตนเอง โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 28 (ใหม่) ใน พ.ร.บ. 2568 ซึ่งให้อำนาจ ‘คณะกรรมการควบคุมฯ’ ในการกำหนดเวลา

 

ภาคธุรกิจจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ เร่งพิจารณาข้อมูลของ TDRI และทบทวนการห้ามขายและห้ามบริโภคในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้อง ใช้กฎระเบียบที่ทันสมัยและอิงตามข้อมูลเชิงประจักษ์

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท 2

 

เสถียร’ แห่งคาราบาว มองกฎหมายเข้มงวดมากเกินไป

 

ด้าน เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว แสดงความเห็นว่า พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ว่า มาตรการนี้เข้มงวดมากเกินไป แต่สุดท้ายก็อยู่ที่การบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้กระทบต่อธุรกิจของคาราบาว เนื่องจากบริษัทจำหน่ายสินค้าตามเวลาที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับบริษัท

 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มองว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจสร้างอุปสรรคต่อนโยบายของรัฐบาล

 

สภาอุตฯ ชี้รัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กฎหมายแอลกอฮอล์ยังมีความทับซ้อน และสร้างความมึนงงอยู่มาก เนื่องจากผู้ออกกฎหมายมีหน้าที่ออกกฎหมาย เพื่อควบคุมการทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ซึ่งข้อกฎหมายส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องการทำธุรกิจ ทำให้ผู้ที่ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามรู้สึกว่ากฎหมายนี้มันมีข้อกำหนดมากเกินไป

 

“เพราะฉะนั้น กกร.หรือสภาอุตสาหกรรม พูดถึงปัญหาซ้ำซาก ก็เพื่อนำไปสู่ทุกภาคส่วน จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง กฎหมายแอลกอฮอล์ที่บอกว่างงอาจไม่ได้มึนงงที่แอลกอฮอล์ แต่มึนงงเพราะความทับซ้อน”

 

ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิก กฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท 3

 

‘สมาคมถนนข้าวสาร’ จี้ รัฐทบทวน พ.ร.บ.

 

ด้านสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 เป็นการควบคุมที่ไม่สมเหตุสมผล

 

สะท้อนถึงความไม่เข้าใจธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวของรัฐบาล เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ แต่กลับมีการออกข้อจำกัดที่กดทับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแทนที่จะส่งเสริม

 

ส่วนกฎหมายที่กำหนดให้ร้านค้าต้องหยุดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และให้นักท่องเที่ยวออกจากร้านภายในเวลาเที่ยงคืน เป็นมาตรการที่ไม่ make sense

 

“แทนที่จะเปิดโอกาสให้ลูกค้านั่งใช้จ่ายต่อเนื่อง กลับจำกัดเวลาและรายได้ของผู้ประกอบการโดยตรง”

 

“แน่นอนว่า ผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าวเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เมื่อสถานทูตออสเตรเลียออกคำเตือนให้นักท่องเที่ยวของประเทศตัวเองระมัดระวังเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย”

 

ภาพ: Aanarav Sareen/Getty Images

The post ฟังเสียงสะท้อนภาคธุรกิจ จี้รัฐทบทวน พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ ใหม่ ยกเลิกกฎ ‘นั่งดื่มนอกเวลาขาย’ เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจ 6 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เสถียร’ แห่งคาราบาวเปิดใจ ‘ธุรกิจเบียร์’ คือบททดสอบหินสุดในชีวิต https://thestandard.co/carabao-beer-business-struggles/ Wed, 12 Nov 2025 10:44:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1142567 ‘เสถียร’ แห่งคาราบาวเปิดใจ ‘ธุรกิจเบียร์’ คือบททดสอบหินสุดในชีวิต

“ในช่วงสองปีแรกของการทำธุรกิจเบียร์เป็นช่วงที่หนักที่สุ […]

The post ‘เสถียร’ แห่งคาราบาวเปิดใจ ‘ธุรกิจเบียร์’ คือบททดสอบหินสุดในชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เสถียร’ แห่งคาราบาวเปิดใจ ‘ธุรกิจเบียร์’ คือบททดสอบหินสุดในชีวิต

“ในช่วงสองปีแรกของการทำธุรกิจเบียร์เป็นช่วงที่หนักที่สุดในชีวิตการทำธุรกิจ เพราะต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากการแข่งขัน เพราะตลาดเบียร์ไทยถูกครอบครองโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองค่ายหลักมานาน พอมีน้องใหม่ก้าวเข้ามา จึงเป็นธรรมชาติของธุรกิจที่รายเดิมต้องปกป้องตลาดของตัวเอง ทำให้คาราบาวต้องสู้ในวิธีที่ต่างออกไป” เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว กล่าว

 

“ช่วงที่ทำธุรกิจอยู่นั้น บางวันก็รู้สึกเหนื่อยมาก คิดว่าไม่น่ารนหาที่เลย แต่เมื่อมองกลับไป กลับพบว่า โชคดีที่ได้เข้ามาในตลาดใหญ่ขนาดนี้ ไม่ใช่ใครก็ทำได้ และตอนนี้แม้ยังขาดทุน แต่ยอดขายเริ่มเติบโตขึ้นทุกเดือน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าธุรกิจกำลังมาถูกทาง”

 

ทั้งหมดเป็นเสียงสะท้อนทั้งความเหนื่อยและแรงศรัทธาที่มีต่อธุรกิจเบียร์ หลังจาก ‘เสถียร’ กระโดดเข้ามาชิมลางในตลาดเบียร์ ด้วยการเปิดตัว เบียร์ 2 แบรนด์ ได้แก่ คาราบาว และตะวันแดง

 

แม้ได้รับการตอบรับดีแต่ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ยังขาดทุนสะสมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยสาเหตุหลักที่ธุรกิจเบียร์ของคาราบาวยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ เป็นเพราะยังขาดระบบกระจายสินค้าหลัก ซึ่งถือเป็นหัวใจของธุรกิจ FMCG โดยเครือข่ายกระจายสินค้ารายใหญ่ระดับประเทศ ปฏิเสธร่วมมือ เนื่องจากมองว่าคาราบาวเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ

 

ถึงจะเผชิญความท้าทายแต่เสถียรเชื่อว่า ปี 2569 ธุรกิจเบียร์จะกลับมาทำกำไรได้ เนื่องจากจะมีการขยายช่องทางจัดจำหน่ายผ่านร้านของตัวเอง เช่น ร้าน CJ และ ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นเครือข่ายค้าปลีกในเครือคาราบาว กรุ๊ป ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมทั่วประเทศ

 

ส่งเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง สู้ศึกเบียร์ 2 แสนล้าน

 

หัวเรือใหญ่คาราบาวกล่าวต่อว่า แม้ต้องใช้เวลา แต่ผลลัพธ์เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้ในช่วงแรกๆ ผู้บริโภคยังไม่รู้จักแบรนด์ จึงได้ส่งทีมลงพื้นที่ไปแนะนำสินค้าในร้านอาหาร บางร้านต้องใช้พนักงานส่งเสริมการขาย หรือที่ภาษาทั่วไปเรียกกันว่าสาวเชียร์เบียร์ ช่วยสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าคุ้นเคย แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มรู้จักเบียร์คาราบาวและตะวันแดงมากขึ้น โดยเฉพาะรุ่นเบียร์ลาเกอร์ หลังจากเปิดตัวในรูปแบบขวดก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้ยอดขายจากร้านอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

อีกทั้งในตลาดเบียร์ไทยการแข่งขันในช่องทางค้าปลีก (Off Premise) ค่อนข้างยากเพราะต้องใช้เงินลงทุนสูงและพึ่งพาช่องทางจำหน่ายของรายใหญ่ ทำให้คาราบาว หันไปเน้นตลาด On Premise เช่น ร้านอาหาร ผับ และบาร์ ซึ่งเป็นช่องทางที่คาราบาวทำได้ดี และมีสัดส่วนถึง 70% ของยอดขายทั้งหมด และปัจจุบันโรงงานเบียร์คาราบาวมีกำลังการผลิตเพิ่มจาก 200 ล้านลิตรต่อปี เป็น 300 ล้านลิตรต่อปี และยังสามารถขยายได้อีกในอนาคต

 

ล่าสุดได้เดินหน้าขยายพอร์ตด้วยการเปิดตัว เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ซึ่งต่อยอดจากโรงเบียร์ตะวันแดงที่สร้างมากว่า 25 ปี ปัจจุบันมีคนมาดื่มมากกว่า 10 ล้านคน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ

 

“ช่วงนั้นหลายคนถามตลอดว่าทำไมไม่เอาเบียร์ในโรงเบียร์ไปขายข้างนอก แต่ตอนนั้นกฎหมายยังไม่ได้รับอนุญาตให้บรรจุขวด ซึ่งปัจจุบันเมื่อทำได้แล้ว เราจึงเลือกเปิดตัวเบียร์สด ซึ่งจะเป็นอีกทางในการสร้างรายได้และภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์และสามารถสร้างมาร์จิ้นได้ดีกว่าเบียร์ขวดอีกด้วย”

 

เสถียรยังอัปเดตมูลค่าตลาดเบียร์ไทยอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ในปีนี้ตลาดโดยรวมยังไม่เติบโตมากนัก ส่วนคาราบาวยังถือว่าเป็นรายเล็กมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 5% ซึ่งไม่จำเป็นต้องกังวลว่าคู่แข่งจะครองตลาดเท่าไร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือการเติบโตของบริษัทมากกว่า

 

โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งเป็นฤดูแห่งการสังสรรค์เพราะมีเทศกาลต่างๆ เยอะ คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น 2–3 เท่าจากช่วงปกติ โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม จะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคจับจ่ายมากที่สุด

 

จับมือ เบียร์ชิงเต่า บุกตลาดจีน

 

อีกหนึ่งหมากสำคัญของคาราบาวคือ การรุกตลาดต่างประเทศ ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท เบียร์ชิงเต่า หนึ่งในแบรนด์เบียร์ระดับโลกจากจีน โดยจะแต่งตั้งให้ชิงเต่าเป็นตัวแทนจำหน่ายเบียร์คาราบาวในจีน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ภายในต้นปี 2569

 

“รวมๆ แล้วทั้งคาราบาวและชิงเต่า เจรจากันมาแล้วกว่า 5 ครั้ง โดยทางฝั่งชิงเต่าเห็นศักยภาพของโรงงานและทีมงานของบริษัท ขณะเดียวกันคาราบาว ก็ตั้งใจจะส่งออกสินค้าไปจีน เพราะตลาดเบียร์ในจีนมีขนาดใหญ่และมีโอกาสมหาศาล”

 

ในแง่ของประเด็นพ.ร.บ. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น เสถียรมองว่าไม่กระทบต่อธุรกิจคาราบาว เพราะบริษัทขายสินค้าตามเวลาที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว และแม้กฎหมายอาจเข้มขึ้น แต่สุดท้ายอยู่ที่การบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ ถ้าขายอย่างถูกต้องก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับบริษัท

 

เสถียร ยังแสดงความเห็นต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ตั้งแต่มีโครงการคนละครึ่ง ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ขายดีขึ้นและสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า เพราะเจ้าของร้านสามารถเข้าร่วมโครงการได้เอง

 

ส่วนความคืบหน้าของเครือข่ายร้าน ‘ถูกดี มีมาตรฐาน’ ปัจจุบันมีกว่า 3,000 รายทั่วประเทศ หลังผ่านช่วงดราม่าในสังคม

 

“ตอนนี้บริษัทกำลังเร่งปรับระบบและลงพื้นที่ช่วยร้านค้าที่มีปัญหาสภาพคล่อง เพราะที่ผ่านมาชีวิตของเครือข่ายบางรายวันดีคืนดีต้องยืมเงินหมุนก่อน พอหมุนไม่ทันยอดขายก็ลดลง เจอปัญหารอบด้าน ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยรีเซตระบบใหม่”

 

ปัญหาชายแดนกัมพูชากระทบยอดขาย – เดินหน้าหาตลาดใหม่

 

อีกปัจจัยที่กระทบยอดขายของบริษัทในปีนี้คือปัญหาการส่งออกสินค้าผ่านชายแดนไทย–กัมพูชา ที่หยุดชะงัก ทำให้ยอดขายหายไปแบบประเมินค่าไม่ได้ จากเดิมที่คาราบาวเคยมียอดขายกว่า 4,000 – 5,000 ล้านบาทในกัมพูชา

 

“เรามองว่าสถานการณ์จะค่อย ๆ คลี่คลาย และบริษัทกำลังมองหาตลาดใหม่เพิ่มเติม โดยปัจจุบันยอดขายต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของรายได้รวม”

 

เมื่อถูกถามถึงพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ดื่มแอลกอฮอล์ลดลง เสถียรมองว่าเป็นแนวโน้มที่เกิดทั่วโลก แต่ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยรวมยังใหญ่และมีโอกาสอีกมาก และผู้เล่นในตลาดเริ่มเพิ่มความหลากหลายมากขึ้น ทั้งคราฟต์เบียร์ เบียร์พรีเมียม หรือเบียร์ผลไม้ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นตลาดยังโตได้ เพียงแต่ต้องปรับวิธีสื่อสารให้เข้ากับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

 

ปี 2568 ยอดขายรวมทะลุ 1.2 แสนล้าน – ค้าปลีกโตแรง 40%

 

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 คาดการณ์ว่ากลุ่มคาราบาวจะมียอดขายรวมกว่า 1.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกกว่า 1 แสนล้านบาท เติบโต 39% ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มคาราบาวอยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท เติบโต 20%

 

ส่วนธุรกิจเหล้าข้าวหอม ยังคงเติบโตได้ดี 30% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งเครือคาราบาวยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้า ยังเป็นปีที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งจะมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง และ สิ่งที่องค์กรต้องทำคือเดินหน้าต่อ ปรับตัวไว และหาช่องทางใหม่ๆ อยู่เสมอ

The post ‘เสถียร’ แห่งคาราบาวเปิดใจ ‘ธุรกิจเบียร์’ คือบททดสอบหินสุดในชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผมไม่กดดันตัวเอง’ เจ้าพ่อคาราบาวย้ำ หลังเบียร์โตช้ากว่าที่หวัง แต่ไม่ยอมแพ้แม้โดนรับน้อง! เปิดตัว ‘ตะวันแดง IPA’ ชิงมาร์เก็ตแชร์ให้ได้ 10% ในปีนี้ https://thestandard.co/carabao-boss-tawandang-ipa/ Tue, 19 Mar 2024 05:40:36 +0000 https://thestandard.co/?p=912754 เบียร์ตะวันแดง ตะวันแดง IPA

หลังเปิดตัวเบียร์คาราบาวและตะวันแดงไป ยอดขายโตช้ากว่าที […]

The post ‘ผมไม่กดดันตัวเอง’ เจ้าพ่อคาราบาวย้ำ หลังเบียร์โตช้ากว่าที่หวัง แต่ไม่ยอมแพ้แม้โดนรับน้อง! เปิดตัว ‘ตะวันแดง IPA’ ชิงมาร์เก็ตแชร์ให้ได้ 10% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบียร์ตะวันแดง ตะวันแดง IPA

หลังเปิดตัวเบียร์คาราบาวและตะวันแดงไป ยอดขายโตช้ากว่าที่คาดหวังไว้ แต่ ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ไม่ยอมแพ้ท้ารบตลาดเบียร์ต่อ เปิดตัวตะวันแดง IPA เบียร์ตัวที่ 5 ย้ำ ไม่เคยมีใครทำ IPA สไตล์แปซิฟิกมาก่อน พร้อมบุกช่องทางร้านอาหาร-ผับบาร์ ชิงมาร์เก็ตแชร์ตลาดเบียร์ให้ได้ 10% ในปีนี้

 

เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ฉายภาพว่า ตอนนี้มีความรู้เรื่องเบียร์มากขึ้น เพราะธุรกิจมีการเดิมพันสูง ด้วยมูลค่าการลงทุนมหาศาลถ้าเจ๊งมาจะเจ็บตัวเยอะ ถ้าถามว่าทำไมคาราบาวถึงไม่เปิดตัวเบียร์ IPA มาพร้อมๆ กันกับเบียร์ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ที่มีถึง 4 รสชาติ 

 

“ยอมรับว่าในช่วงนั้นอยู่ในช่วงพัฒนารสชาติ ซึ่งเป็นเรื่องยากกว่าทุกอย่างจะลงตัว และเรายังไม่มั่นใจว่าถ้าเปิดตัวออกมาตอนนั้นแล้วจะปังหรือไม่ จึงต้องใช้เวลากว่าจะออกมาเป็นเบียร์ IPA และถึงเวลาที่ได้เปิดตัวตะวันแดง IPA เบียร์ตัวที่ 5 มั่นใจว่าไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะเป็น IPA สไตล์แปซิฟิกที่ทำมาเพื่อประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนโดยเฉพาะ”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เรียกได้ว่าสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดเบียร์อย่างมาก หลังจากเมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวเบียร์ 2 แบรนด์ ได้แก่ คาราบาว และตะวันแดง พร้อมกัน 4 รสชาติ ได้แก่ แบรนด์คาราบาว เปิดตัว 2 รสชาติ และแบรนด์ตะวันแดง เปิดตัว 2 รสชาติ ถือว่าได้รับการตอบรับดี แต่ยอดขายเติบโตช้ากว่าที่คาดหวังเอาไว้ 

 

ถึงวันนี้คนก็ยังหาซื้อเบียร์คาราบาวได้ยาก ด้วยช่องทางขายที่ยังไม่ครอบคลุม ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบ้านเรา ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้คาราบาวจะมีโครงข่ายที่ช่วยขยายธุรกิจเหล้ามากว่า 8 ปีก็ยังต้องเจอรับน้อง 

 

“แน่นอนว่าการทำธุรกิจย่อมมีอุปสรรค แต่เราเชื่อว่าจากนี้สินค้าจะเติบโตขึ้นแน่นอน แม้โอกาสจะไปถึงเป้าหมายจะช้าลงก็ตาม” เสถียรกล่าว 

 

สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดเบียร์ เน้นเข้าไปเจาะตลาดร้านอาหาร ผับบาร์ ทั่วประเทศที่มีมากกว่าแสนร้าน มองว่ายังมีช่องว่างให้เข้าไปทั้งร้านเล็กและใหญ่ ร้านเหล่านั้นจะช่วยให้สินค้าได้รับการยอมรับและทดลองดื่มมากขึ้น ช่องทางดังกล่าวจะเป็นตัวแปรสำคัญว่าธุรกิจจะสำเร็จหรือไม่

 

เรียกได้ว่า On Premise Marketing นั้นเป็นหัวใจสำคัญของตลาดเหล้าและเบียร์ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ เนื่องจากเป็นสถานที่เปิดโอกาสให้คนทดลองดื่ม ขณะที่จังหวัดเมืองรองการที่จะดึงให้คนมาทดลองดื่มเบียร์คาราบาวนั้นไม่ง่าย เพราะจากเดิมคนก็จะเลือกซื้ออยู่ไม่กี่แบรนด์

 

นอกจากนี้การขยายตัวแทนจำหน่ายก็ต้องทำต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีทั่วประเทศ วันนี้หลายคนก็อยากเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่เวลาทำธุรกิจไม่ง่ายที่จะสำเร็จ ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญในการขายสินค้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีรายใหญ่ๆ ทำตลาดมานานกว่า  

 

เสถียรยังย้ำอีกว่า ‘ผมไม่กดดันตัวเอง’ เพราะหากย้อนกลับไปดูในธุรกิจที่ทำมา เริ่มตั้งแต่ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ใช้เวลากว่า 12 ปีถึงสำเร็จ ตามด้วยธุรกิจค้าปลีก CJ ใช้เวลา 5-7 ปี รวมถึงธุรกิจเหล้าทำมา 5 ปี 

 

“สมัยเริ่มขายแรกๆ ในหนึ่งเดือนขายได้ไม่ถึงพันลัง แต่วันนี้ขายได้เป็นล้านๆ ลัง สะท้อนให้เห็นว่าทุกๆ ธุรกิจต้องใช้เวลา ดังนั้นเชื่อว่าธุรกิจเบียร์ก็จะสำเร็จเช่นเดียวกัน เพราะเบียร์มีโอกาสการดื่มมากกว่าเหล้า” 

 

นอกจากนี้ที่ผ่านมากลุ่มคาราบาวได้ทุ่มงบลงทุน 4 พันล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเบียร์ที่จังหวัดชัยนาท ด้วยเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานโลกจากเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด จะทำให้มีกำลังการผลิตประมาณ 400 ล้านลิตร โดยช่วงแรกนำร่องการผลิตที่ 200 ล้านลิตร ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ หากนับจากการลงทุนโรงสุราตะวันแดง 1999 

 

“แน่นอนว่าในตลาดเบียร์มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุด เราจะขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลัก 1 ใน 3 ของตลาดเบียร์ และช่วงชิงส่วนแบ่งให้ได้ 10% ในปีนี้ แม้จะมีความท้าทายของกฎหมายห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเป็นข้อจำกัดให้ผู้เล่นรายใหม่ทำตลาดได้ยากก็ตาม ซึ่งถ้าปี 2567 เราไม่ได้ส่วนแบ่งตลาด 10% ปีหน้าเราก็ต้องเอาให้ได้” แม่ทัพใหญ่กลุ่มคาราบาวย้ำ

The post ‘ผมไม่กดดันตัวเอง’ เจ้าพ่อคาราบาวย้ำ หลังเบียร์โตช้ากว่าที่หวัง แต่ไม่ยอมแพ้แม้โดนรับน้อง! เปิดตัว ‘ตะวันแดง IPA’ ชิงมาร์เก็ตแชร์ให้ได้ 10% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คาราบาวกรุ๊ปเปิดตัวโมเดลใหม่ ‘CJX ขายสินค้าราคาส่ง’ เจาะตลาดแข่งเดือด | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-16012024-4/ Tue, 16 Jan 2024 10:12:20 +0000 https://thestandard.co/?p=888415

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ หัวเรือใหญ่คาราบาวกรุ๊ป และผู้บริห […]

The post ชมคลิป: คาราบาวกรุ๊ปเปิดตัวโมเดลใหม่ ‘CJX ขายสินค้าราคาส่ง’ เจาะตลาดแข่งเดือด | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ หัวเรือใหญ่คาราบาวกรุ๊ป และผู้บริหารเชนร้านค้าปลีก CJ Express และ CJ MORE ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ภายใต้ชื่อ CJX วางโพสิชันนิงให้เป็นทั้งร้านค้าส่งและค้าปลีกเอาไว้ด้วยกัน ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: คาราบาวกรุ๊ปเปิดตัวโมเดลใหม่ ‘CJX ขายสินค้าราคาส่ง’ เจาะตลาดแข่งเดือด | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ตระกูลเสถียรธรรมะ’ แห่งคาราบาวกรุ๊ป ซุ่มเงียบเปิดโมเดลใหม่ ‘CJX ขายสินค้าราคาส่ง’ เจาะตลาดที่กำลังแข่งเดือดระหว่าง Makro ของ CP และ GO Wholesale ของ Central https://thestandard.co/sathientham-new-model-cjx/ Mon, 15 Jan 2024 05:45:13 +0000 https://thestandard.co/?p=887804

เปิดปี 2567 สมรภูมิของธุรกิจค้าส่งไทยยังเคลื่อนไหวไม่หย […]

The post ‘ตระกูลเสถียรธรรมะ’ แห่งคาราบาวกรุ๊ป ซุ่มเงียบเปิดโมเดลใหม่ ‘CJX ขายสินค้าราคาส่ง’ เจาะตลาดที่กำลังแข่งเดือดระหว่าง Makro ของ CP และ GO Wholesale ของ Central appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดปี 2567 สมรภูมิของธุรกิจค้าส่งไทยยังเคลื่อนไหวไม่หยุด เมื่อ ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ หัวเรือใหญ่คาราบาวกรุ๊ป รวมถึงบริษัท ซีเจ มอร์ จำกัด ผู้บริหารเชนร้านค้าปลีก CJ Express และ CJ MORE ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ภายใต้ชื่อ CJX วางโพสิชันนิงให้เป็นทั้งร้านค้าส่งและค้าปลีกเอาไว้ด้วยกัน ซึ่งตอนนี้เปิดไปแล้วกว่า 4 สาขาในต่างจังหวัด 

 

สำหรับร้าน CJX ไม่ต่างจากร้าน CJ Express และ CJ MORE ที่เป็นอาคารตึกแถวชั้นเดียว มีพื้นที่จอดรถ ส่วนไลน์สินค้าภายในร้านจะเป็นสินค้าคอนซูเมอร์เป็นหลัก และมีโซนของร้านกาแฟ บาว คาเฟ่ ร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม ไว้ในพื้นที่เดียวกัน แตกต่างกันที่การขายสินค้าราคาส่งยกลังเท่านั้น

 

ถือว่าสอดคล้องกับที่ ‘วีรธรรม เสถียรธรรมะ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ มอร์ จำกัด เคยกล่าวเอาไว้ว่า บริษัท ซีเจ มอร์ จำกัด จะไม่หยุดที่จะขยายและหาโอกาสการเติบโตทั้งธุรกิจเดิมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยกลยุทธ์การทำการตลาดแบบป่าล้อมเมือง สร้างฐานลูกค้าในต่างจังหวัดก่อนขยายเข้ากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาก็ถือว่าประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการรับรู้แบรนด์และสร้างฐานลูกค้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เรียกได้ว่าเป็นการค่อยๆ คืบคลานเข้ามาร่วมการแข่งขันในตลาดค้าส่งที่มี GO Wholesale ของค่าย Central กับ Makro ของ CP ที่กำลังเร่งทำตลาดอย่างหนัก แต่ถ้าเทียบขั้นกันแล้ว โมเดลของ CJX ยังถือว่าเล็กมาก ถ้าเทียบกับทั้งสองค่ายใหญ่ เพราะ CJX ยังไม่มีโซนสินค้าที่เป็นของสดและฟู้ดโซลูชันส์ที่เป็นจุดขายของธุรกิจค้าส่ง แต่ต้องจับตาดูในอนาคตว่าจะมีการเพิ่มไลน์สินค้าเข้ามามากน้อยแค่ไหน 

 

สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย แสดงความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกเริ่มได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้การซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านลดลง จากนั้นร้านค้าปลีกก็เริ่มผันตัวไปเป็นร้านค้าส่ง เพราะที่ผ่านมาตัวเลขการซื้อสินค้าบ้านเราแข่งขันกันที่การขายสินค้าในปริมาณมากๆ หรือเรียกว่าการหาช่องทางระบายสินค้า เพื่อให้ได้ตามเป้าตัวเลขยอดขายที่ไปรับมา

 

ปัจจุบันในตลาดค้าส่งไทยมีหลายเจ้า ทั้ง Central ที่มาทำ GO Wholesale แข่งกับ Makro ของ CP รวมถึง Big C ก็มีร้านโดนใจ ทุกค่ายต่างมีสินค้าเป็นของตัวเอง และต้องหาพื้นที่แย่งชิงลูกค้า 

 

“อย่างตระกูลเสถียรธรรมะ กลยุทธ์เขาจะเน้นไปเปิดร้านในต่างจังหวัด อาจเพราะเห็นว่าตลาดกรุงเทพฯ มันเต็ม แต่ถ้ามองไปที่เป้าหมายของเขา ไม่ได้มองแค่จะเข้ามาแข่งขันอย่างเดียว เพราะส่วนใหญ่บริษัทเหล่านี้จะมีสินค้าอยู่ในมือด้วย ถึงเวลาก็ป้อนสินค้าเข้าร้านของตัวเอง ไม่มีอะไรซับซ้อน”

 

อีกด้านหนึ่ง หากสังเกตจะเห็นว่าทุกค่ายเริ่มปรับตัวตามเทรนด์ความต้องการของลูกค้า ด้วยการหาพื้นที่ร้านขนาดใหญ่กว่าเดิม มีที่จอดรถตั้งแต่ 10 คันขึ้นไป จะเริ่มไม่เห็นโมเดลร้านในลักษณะของตึกแถวเหมือนเดิมแล้ว 

 

ด้าน มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ดำเนินธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งรายใหญ่ในจังหวัดอุดรธานี วิเคราะห์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ก่อนหน้านี้ CJ Express ได้ขยายร้านสะดวกซื้อไปในหลายๆ จังหวัด และการเปิดโมเดล CJX ร้านค้าส่ง ก็จะช่วยเติมเต็มธุรกิจให้ครบวงจรมากขึ้น คนอื่นทำเขาก็ต้องทำ เพราะทุกอย่างคือมาตรฐานเดียวกัน

 

แต่ต้องมาดูว่า CJ มีจุดเด่นตรงไหน นอกจากสินค้าคอนซูเมอร์แล้ว ในอนาคตจะมีกลุ่มอาหารที่ครบวงจรเหมือน GO Wholesale และ Makro เข้ามาเพิ่มหรือไม่ ซึ่งต้องแยกเป็น 2 ส่วน เรื่องอาหารกับคอนซูเมอร์ ของกินของใช้ 

 

ซึ่งถ้าเทียบกับ GO Wholesale ของ Central หรือแม้แต่ Makro ของ CP ต้องยอมรับว่ามีสินค้าในมือเยอะมาก ทั้งสินค้าในประเทศและสินค้านำเข้า ตอนนี้ทั้งสองค่ายแข่งขันกันอย่างดุเดือด หลังจาก Central ได้เปิดตัว GO Wholesale ร้านค้าส่งครบวงจร พร้อมดึงอดีตผู้บริหารฝีมือดีของ Makro อย่าง สุชาดา อิทธิจารุกุล เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด เพื่อปลุกปั้นให้แบรนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว 

 

มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ เล่าย้อนกลับไปว่า เซ็นทรัลมีอาวุธลับคือวัตถุดิบและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกัน ตัวเลขยอดขายก็ไม่ได้เยอะมาก ก็เลยมาเปิด Tops เพื่อหาทางออกในการจำหน่ายสินค้านำเข้า แต่จะเปิด Tops อย่างเดียวก็ไม่พอ 

 

คราวนี้สิ่งที่เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าเศรษฐกิจไม่ได้ดี กับโอกาสทางธุรกิจมันคนละเรื่องกัน Central ก็มองเห็นโอกาสและไปดึงตัวคุณสุชาดามา แน่นอนว่าคุณสุชาดาจะรู้อยู่ทันทีว่าการบริหารจัดการสินค้าในหมวดไหนได้กำไรมากสุด ซึ่งไม่ใช่กลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์ แต่คือกลุ่มฟู้ดโซลูชันส์ พวกของสด หมู ไก่ แซลมอน ชีส ตลาดใหญ่และกำไรเยอะ ซึ่งก็สอดคล้องกับอาวุธที่ Central มี คือการดีลวัตถุดิบนำเข้าหรือแม้แต่แซลมอนไว้อยู่แล้ว 

 

อีกด้านหนึ่งจะเห็นว่า Makro กับ GO Wholesale จะขายสินค้าคอนซูเมอร์น้อยมาก เพราะมีกำไรน้อย และมีการแข่งขันสูง ขณะที่อาหารทำกำไรได้มากกว่า แต่ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าการขยายตัวของ Makro เน้นเปิดตามหัวเมืองหลักๆ นำวัตถุดิบที่หลากหลายมาขาย ก็ได้สร้างโอกาสให้กับธุรกิจร้านอาหารในตลาดต่างจังหวัด

 

สะท้อนให้เห็นว่าตลาดค้าส่งกลายเป็นที่สนใจของผู้เล่นหน้าใหม่ๆ หลังจากในอดีตที่มีเพียง Makro ทำตลาดเพียงรายเดียวมานาน จนปัจจุบันมีทั้งหมด 148 สาขา จากนั้นก็มี GO Wholesale ของกลุ่ม Central กระโดดเข้ามา ปัจจุบันเปิดไปแล้ว 5 สาขา ทั้งศรีนครินทร์ เชียงใหม่ นิคมอมตะ ตามด้วยพัทยา จังหวัดชลบุรี และสาขาพระราม 2 โดยมีแผนเปิดสาขาปีละ 10 สาขา พร้อมตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิดสาขาให้ครบ 50 สาขาภายใน 5 ปี

 

“หากสังเกตจะเห็นว่าเมื่อไรก็ตามที่ GO Wholesale เปิดสาขาในพื้นที่ไหน Makro ก็จะรีโนเวตสาขาที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันทันที เรียกได้ว่าไม่ยอมน้อยหน้ากันเลยทีเดียว”

The post ‘ตระกูลเสถียรธรรมะ’ แห่งคาราบาวกรุ๊ป ซุ่มเงียบเปิดโมเดลใหม่ ‘CJX ขายสินค้าราคาส่ง’ เจาะตลาดที่กำลังแข่งเดือดระหว่าง Makro ของ CP และ GO Wholesale ของ Central appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เสถียร’ บิ๊กคาราบาวกรุ๊ป พูดครั้งแรกในรอบหลายปี ชี้ปัจจัยเสี่ยงต้องระวังในการทำธุรกิจ มีทั้งตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ-เศรษฐกิจโลกชะลอ https://thestandard.co/sathien-first-mentioned-business-warning/ Thu, 03 Aug 2023 11:27:09 +0000 https://thestandard.co/?p=825227 เสถียร เสถียรธรรมะ

ซีอีโอ ‘คาราบาวกรุ๊ป’ หวั่นตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบกำลังซื […]

The post ‘เสถียร’ บิ๊กคาราบาวกรุ๊ป พูดครั้งแรกในรอบหลายปี ชี้ปัจจัยเสี่ยงต้องระวังในการทำธุรกิจ มีทั้งตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ-เศรษฐกิจโลกชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสถียร เสถียรธรรมะ

ซีอีโอ ‘คาราบาวกรุ๊ป’ หวั่นตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบกำลังซื้อ ระบุต้องระวังการลงทุน หลังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งการเมืองในประเทศ เศรษฐกิจโลกชะลอ ดอกเบี้ยโลก พร้อมประกาศเลื่อนแผนทำไอพีโอ CJ Express หลังภาวะตลาดหุ้นไม่เอื้อ 

 

เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คาราบาวกรุ๊ป หรือ CBG กล่าวว่า สถานการณ์โดยทั่วไปในขณะนี้มองว่าประชาชนมีความกังวลในประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความล่าช้า อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับความจริงของสังคมไทยซึ่งมีบริบทที่ไม่สามารถพูดได้ในมุมใดมุมหนึ่ง 

 

โดยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความยุ่งยากในขณะนี้ มองว่าเกิดจากกฎกติกาที่มีความบิดเบี้ยว ส่งผลให้ทุกสิ่งดำเนินไปในแบบที่ไม่ควรจะเป็น ดังนั้นก็จะเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อกำลังซื้อและบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย

 

“ภาพรวมกำลังซื้อของประเทศไทยหลังจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดมา 3 ปีต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาพรวมกำลังซื้อทั่วประเทศให้ลดลงอยู่แล้ว และมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่ถูกผลกระทบ ต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนหลายแห่ง” 

 

สำหรับการดำเนินธุรกิจของคาราบาวกรุ๊ปจะมีความระมัดระวังและต้องปรับตัวในการทำแผนขยายธุรกิจและการลงทุนในปี 2566 โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของคน สังคม รวมถึงปัจจัยการเมืองที่ตั้งรัฐบาลล่าช้า อีกทั้งปัจจัยความเสี่ยงของโลกที่ปัจจุบันมีปัญหาทั้งสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน และภาพรวมแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงการชะลอตัวที่มีผลกระทบต่อธุรกิจส่งออก อีกทั้งยังมีผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยของกลุ่มประเทศฝั่งตะวันตกที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งหลายปัจจัยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่บริษัทก็พยายามบริหารจัดการให้รายได้ของกลุ่มในปี 2566 เติบโต 20% จากปีก่อน 

 

โดยเสถียรยังระบุว่า ถือเป็นการกลับมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งแรกในรอบหลายปี 

 

ด้าน วีรธรรม เสถียรธรรมะ ประธานกรรมการ บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า สำหรับร้าน CJ Express บริษัทคาดว่ายอดขายรวมในปี 2566 จะอยู่ที่ประมาณ 4.6-4.8 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตราว 33% จากปีก่อนที่ทำได้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยมีปัจจัยมาจากการขยายสาขาต่อเนื่อง ซึ่งตามแผนงานในปีนี้มีแผนจะลงทุนเพิ่มสาขาใหม่จำนวน 250 สาขา

 

ปัจจุบันมีจำนวนสาขาประมาณ 1,120 สาขา ขณะที่บริษัทยังเดินหน้าก่อสร้างคลังสินค้าที่จังหวัดขอนแก่น คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2567 ทั้งนี้ ในส่วนของแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ระยะเวลาอาจล่าช้ากว่าแผนเดิมที่กำหนดไว้ในปีนี้ เนื่องจากสภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงบรรยากาศการลงทุนอาจไม่ดีมากนัก แต่ในแง่ธุรกิจบริษัทมีความพร้อมเต็มที่

The post ‘เสถียร’ บิ๊กคาราบาวกรุ๊ป พูดครั้งแรกในรอบหลายปี ชี้ปัจจัยเสี่ยงต้องระวังในการทำธุรกิจ มีทั้งตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ-เศรษฐกิจโลกชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>