เสกสรรค์ ประเสริฐกุล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เสกสรรค์-ประเสริฐกุล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 18 Oct 2018 11:42:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 45 ปี 14 ตุลา มองคนเดือนตุลาอย่างเข้าใจอีกครั้ง https://thestandard.co/14-october/ https://thestandard.co/14-october/#respond Sat, 13 Oct 2018 23:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=131931

‘คนตุลาเปลี่ยนหรือเราเข้าใจผิดเอง’ คือคำถามในงานสัมมนา […]

The post 45 ปี 14 ตุลา มองคนเดือนตุลาอย่างเข้าใจอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘คนตุลาเปลี่ยนหรือเราเข้าใจผิดเอง’ คือคำถามในงานสัมมนา ‘หลัง 14 ตุลา’ เมื่อครั้งครบรอบ 40 ปี 14 ตุลา ซึ่งจัดโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ร่วมกับ คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2556

 

ในช่วงการนำเสนอบทความของ กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อการรื้อฟื้นและการก่อร่างสร้างตัวของความเป็น ‘คนเดือนตุลา’

 

กนกรัตน์ เสนอถึงความสำเร็จของการสร้างประวัติศาสตร์ 14 ตุลา ฉบับใหม่ ที่ตอกย้ำว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของความสำเร็จของขบวนการพฤษภาทมิฬ 35 และประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้กลายเป็น 2475, 2516, 2535

 

ก่อนปี 2519 กลุ่มนักศึกษาหลัง 2516 ได้รับการยกย่อง มีการจัดงานรำลึกอย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2518 หลังจากมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าที่ถนนราชดำเนิน จากนั้นนักศึกษาประชาชนได้จัดขบวนเฉลิมฉลองเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังสี่แยกคอกวัวเพื่อวางพวงมาลาไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต

 

สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาเป็นประธานในพิธีการวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ 14 ตุลา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กล่าวรายงาน

 

 

แต่เพียง 1 ปีต่อมา ความรุนแรงโดยรัฐทำให้ประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษาหลัง 6 ตุลาคม 2519 กลับถูกจดจำคนละภาพกับ 14 ตุลาคม 2516

 

กนกรัตน์เสนอว่าในขณะที่คน 14 ตุลามีประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จและประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย คน 6 ตุลากลับพบว่าตัวเองถูกทอดทิ้งอยู่กับบาดแผล ความเจ็บปวดของประวัติศาสตร์ที่ล้มเหลว ภาพลักษณ์ของฝ่ายสุดโต่ง

 

จากภาพของงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ในปี 2518 แต่หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2520 โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังป่าแตกใหม่ๆ งานฉลองถูกจัดแบบเล็กๆ ระหว่างกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต กลุ่มนิสิตนักศึกษา และเพื่อนนักกิจกรรม โดยเนื้อหาที่สื่อสารต่อสาธารณะเน้นเรื่ององค์ประกอบประชาธิปไตย โดยปิดซ่อนความเป็นซ้ายและความขัดแย้งต่างๆ ในช่วง 14 ตุลาเอาไว้

 

Photo: www.samkok911.com

 

จาก 2516 ถึง 2561 ใครเป็นใครในวันนี้

ในปีเดียวกันที่จัดงาน ‘หลัง 14 ตุลา’ มีภาพสำคัญที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักได้เสนอเนื้อหาการปาฐกถาของ ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ และ ‘ธีรยุทธ บุญมี’ อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ ‘วันมหาวิปโยค’ 14 ตุลาคม 2516

    

นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้ง 2 ท่าน ได้กล่าวปาฐกถาในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสกสรรค์พูดเรื่องการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมในประเทศไทย เนื้อหาหนักแน่น เคร่งขรึม มีบรรยากาศแห่งการต่อสู้เดือนตุลาอย่างเต็มเปี่ยม

    

แต่เมื่อถึงคราว ธีรยุทธ เรื่องการเมืองได้กลายเป็นเรื่อง ‘ขี้’ เพราะธีรยุทธ เลือกที่จะเปรียบเทียบให้เห็นว่าปัจจุบัน ระบบการเมืองการปกครองเป็นเรื่องสกปรกโสมม

 

 

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

วีรชนประชาธิปไตยเดือนตุลา หลังทศวรรษ 2520 ได้เข้าร่วมในพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคเทพ หรือ พรรคมาร

 

จากงานศึกษาของกนกรัตน์ ได้ยกตัวอย่างนักการเมืองหลายคน เช่น อดิศร เพียงเกษ สังกัดพรรคมวลชน ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, สุธรรม แสงประทุม สังกัดพรรคก้าวหน้า พินิจ จารุสมบัติ พรรคเสรีธรรม ต่อมาเมื่อมีพรรคไทยรักไทยหลายคนได้ขึ้นดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ คนเดือนตุลาก็อยู่ในลิสต์เลขตัวเดียว ไม่ว่า ภูมิธรรม เวชยชัย, เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์

 

นอกจากนั้นในการปฏิรูปการเมืองปี 2540 ที่ทำให้เกิดองค์กรอิสระ เกิดการเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ คนเดือนตุลา เช่น จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุนี ไชยรส ได้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดแรก

 

อีกแวดวงหนึ่งที่สำคัญคือ ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ที่กลับกลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของชนวนวิกฤตการณ์การเมืองตลอดทศวรรษที่ผ่านมาหลัง 2549

 

‘ประวัติศาสตร์ การเมืองภาคประชาชน: ความคิดและปฏิบัติการของนักกิจกรรมทางการเมือง ในปัจจุบันหลังป่าแตก’ คือวิทยานิพนธ์ของ อุเชนทร์ เชียงเสน ที่พยายามอธิบายภาคประชาชนที่เข้าไปมีส่วนจัดตั้งกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ทำให้การเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล เข้มแข็งและชอบธรรมมากขึ้น

 

 

ต้องไม่ลืมว่าในพันธมิตร หลายคนคือคนเดือนตุลา โดย สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ส่วน พิภพ ธงไชย คือคนที่เคยเตรียมตัวเข้าป่าต่อสู้ตลอดชีวิต หนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ กับกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาคือแกนนำรุ่นแรกของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 

มาลีรัตน์ แก้วก่า เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 ต่อมาเป็นแกนนำรุ่นที่สองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ อมรเทพ อมรรัตนานนท์ อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 ต่อมาเป็นโฆษกเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2551

 

ประพันธ์ คูณมี เคยทำงานร่วมกับสหพันธ์นักศึกษาเสรี ซึ่งเป็นอีกองค์กรนักศึกษาที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แยกตัวออกมาตั้งต่างหากจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ประพันธ์เข้าร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีชื่อจัดตั้งว่า ‘สหายสงคราม’ โดยในช่วงปี 2549 เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีบทบาทเป็นโฆษกบนเวที หลังจากนั้นก็ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549

 

บุญส่ง ชเลธร หนึ่งใน ‘13 ขบถรัฐธรรมนูญ’ ในข้อหาคอมมิวนิสต์และปลุกปั่นการต่อต้านรัฐบาล เนื่องจากการเดินแจกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆ ก็แสดงออกถึงแนวคิดที่ให้การสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร การก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่

 

 

ทำไมคนเดือนตุลา ถึงมาเป็นพันธมิตร เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นหนึ่งในงานเสวนา 34 ปี 14 ตุลา ในหัวข้อ ‘เจตนารมณ์ 14 ตุลา กับสถานการณ์ปัจจุบัน’ ซึ่งปีนั้นคือ 1 ปี หลังการรัฐประหาร 19 กันยา วิจิตร ศรีสังข์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2517 กล่าวในเวทีนั้นว่า

 

“บางที คนอย่าง คำนูณ (สิทธิสมาน) หรือประพันธ์ (คูณมี) เขาอาจเข้าใจว่า กำลังสู้กับเผด็จการอยู่ก็ได้”

 

44 ปีเวียนมาบรรจบ วันที่ 14 ตุลาคม 2560 ในงานเปิดตัวหนังสือ ‘เรื่องของคนเดือนตุลา/ตุลา The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand’

 

กนกรัตน์ ขึ้นเวทีเสวนาอีกครั้ง เพื่อนำเสนอว่า คนเดือนตุลาไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขาเริ่มต้นจากการรวมตัวของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เริ่มต้นจากหลวมๆ ในการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการถนอม-ประภาส หลังประสบความสำเร็จในช่วง 14 ตุลา ความขัดแย้งต่างๆ ก็ขยายขึ้น จนมีทั้งกลุ่มเสรีนิยมประชาธิปไตย กลุ่มซ้ายใหม่ กลุ่มชาตินิยม-ราชานิยมกลุ่มเหมาอิสต์-คอมมิวนิสต์ กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย

 

กระทั่งการอธิบายว่า คนในพฤษภาทมิฬ คือ คนเดือนตุลา กลับไม่ใช่เช่นนั้นทั้งหมด เพราะช่วงแรกคนเดือนตุลาที่ผันตัวเองเป็นนักธุรกิจ ก็สนับสนุนการรัฐประหารของพลเอก สุจินดา จนกระทั่งเห็นว่าการที่ทหารพยายามอยู่ในอำนาจต่อไป อาจคุกคามอนาคตทางเศรษฐกิจของไทย จึงหันมาต่อต้านทหาร

 

และในช่วงการเคลื่อนไหวต่อต้านพลเอก สุจินดา คนเดือนตุลาก็มีความขัดแย้งในการแย่งชิงแกนนำ บางกลุ่มสนับสนุนการนำของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แต่อีกหลายคนที่เริ่มใกล้ชิดกับพรรคพลังธรรม ก็หันไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวภายใต้ จำลอง ศรีเมือง

 

 

ปีนี้ ทั้งงานครบรอบ 6 ตุลา และ 14 ตุลา กนกรัตน์ ยังคงมีภารกิจถูกเชิญไปนำเสนองานที่เธอศึกษามาอีกหน ในงานครบรอบ 6 ตุลาคม ภายใต้หัวข้อ ‘มองเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วยแว่นขาว’ เธอได้นำเสนอโดยไม่ได้ใช้แว่นโลกสวยมองว่า คนเดือนตุลาเป็นวีรบุรุษเปลี่ยนแปลงโลก แต่ก็ไม่ได้มองเป็นภัยคุกคามแบบฝ่ายอนุรักษ์หรือฝ่ายความมั่นคงมอง หรือกระทั่งไม่ใช้แว่นสีเทาที่พวกเขามองกันเองอย่างผิดหวังเมื่อต่างฝ่ายแสดงจุดยืนตรงกันข้ามกับตนเอง เป็นการมองจากคนนอกและอีกรุ่นหนึ่งที่สนใจและทำความเข้าใจพวกเขา

 

ท้ายที่สุดคนเดือนตุลา วันหนึ่งก็ต่างต้องจากไป แต่บทเรียนชีวิตจากคนเดือนตุลา ยังคงมีคุณค่าให้เรียนรู้อีกมากมายเพื่อป้องกันความผิดพลาด หรือเพื่อนำมาปรับใช้ร่วมสรรค์สร้างสังคมของคนรุ่นต่อๆ ไป

 

เพียงแต่เราอาจต้องมองคนตุลา ด้วยแว่นขาว

 

มองอย่างเข้าใจ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post 45 ปี 14 ตุลา มองคนเดือนตุลาอย่างเข้าใจอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/14-october/feed/ 0
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มองไทยในความคิดและค้นหาความคิดในประเทศไทย https://thestandard.co/seksan-prasertkul-thai-meaning-definition/ https://thestandard.co/seksan-prasertkul-thai-meaning-definition/#respond Fri, 09 Mar 2018 11:27:41 +0000 https://thestandard.co/?p=76126

นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธ […]

The post เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มองไทยในความคิดและค้นหาความคิดในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานปาฐกถาพิเศษ ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ ซึ่งตรงกับวันที่ 9 มีนาคม อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่าน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้เป็นกิจกรรมร่วมของนักวิชาการสังคมศาสตร์ทุกสาขา

 

ขณะที่กระบวนการเลือกสรรและเชิญองค์ปาฐกในแต่ละปีของคณะเศรษฐศาสตร์เป็นไปอย่างเข้มข้นเพื่อต้องการเฟ้นหาองค์ปาฐกที่สามารถอธิบายความเชื่อมโยงไปถึงบทบาท แนวคิด และจิตวิญญาณของป๋วย อึ๊งภากรณ์

 

และปีนี้ในการจัดงานครั้งที่ 16 องค์ปาฐกของปาฐกถาพิเศษคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งมีหัวข้อปาฐกถาชื่อ ‘ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย’

 

THE STANDARD สรุปและเรียบเรียงส่วนหนึ่งของปาฐกถาที่น่าสนใจ ซึ่งเสกสรรค์ ได้พูดที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันนี้มาให้ได้อ่านกัน

ไม่ว่าคนเราจะมองเห็นโลกต่างกันแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มจะเชื่อว่าโลกที่ตัวเองเห็นเป็นโลกแห่งความจริง จากนั้นก็ผลิตความเห็นออกมายืนยันสายตาของตน รวมทั้งพร้อมจะโต้แย้ง กระทั่งทะเลาะกับคนอื่นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน

 

โลกที่เราเห็นคือโลกที่เราคิด มนุษย์เห็นโลกจำกัดและแตกต่างกัน

ดร.เสกสรรค์ เริ่มต้นการปาฐกถาด้วยการทักทายบุคคลที่มาในวันนี้ท่ามกลางสายฝนด้านนอกห้องประชุมที่ตกลงมาโดยตลอด เขาบอกว่าสิ่งที่จะพูดในวันนี้มาจากมุมมองง่ายๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้วิเคราะห์สภาพสังคมหรือใช้พิจารณาสถานการณ์บ้านเมืองเท่าใด แต่จะใช้ค่อนข้างมากในชีวิตส่วนตัว

 

กล่าวคือ โลกที่เราเห็นคือโลกที่เราคิด และเรามักจะมองไม่เห็นสิ่งที่ไม่ได้คิดเอาไว้แล้วล่วงหน้า คือคนเราจะเห็นโลกเป็นแบบไหนมักขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่ และสัมผัสของเขามักจะเก็บข้อมูลเฉพาะส่วนที่ความคิดของเขารู้จักเท่านั้น

 

ขณะที่มนุษย์เราโดยทั่วไปมักจะเห็นโลกได้จำกัดและเห็นโลกแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฐานความคิดที่มีอยู่ในตัวเขา

 

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคนเราจะมองเห็นโลกต่างกันแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มจะเชื่อว่าโลกที่ตัวเองเห็นเป็นโลกแห่งความจริง จากนั้นก็ผลิตความเห็นออกมายืนยันสายตาของตน รวมทั้งพร้อมจะโต้แย้ง กระทั่งทะเลาะกับคนอื่นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน

 

เพราะมนุษย์แต่ละคนไม่มีวันที่จะเห็นภาพหรือวิวอะไรได้ครบถ้วน เนื่องจากจุดที่ยืนอยู่และความจำกัดของสายตามีแต่ต้องใช้หลายมุมมอง หรือไม่ก็ถามคนที่มองจากมุมอื่นจึงจะได้ภาพที่สมบูรณ์ขึ้น

 

ในความเป็นจริงของสังคมไทย เราไม่ได้มีพฤติกรรมที่ rational ขนาดนั้น ตลอด 10 กว่าปีมานี้ บ้านเมืองของเราตกอยู่ในความขัดแย้งในระดับที่ไม่มีใครฟังใคร และความขัดแย้งทางความคิดก็นับเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราปรองดองกันได้ยาก

 

และในสภาพปกติ มนุษย์เราก็มองโลกแตกต่างกันในแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง เว้นไว้แต่ว่าจะมีการใช้อำนาจทางกายภาพมาสำทับขับเคลื่อนความคิดเห็นของตน และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับสังคม… คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ประเทศไทยเรามีทั้งฝ่ายที่อยากรักษาสถานภาพเดิม (Status Quo) ซึ่งเห็นว่าโลกใหม่คือสังคมที่ปนเปื้อน ดังนั้นจึงควรกลับไปสู่โลกเก่าที่ถูกต้องดีงามกว่า

 

สังคมไทยขัดแย้งทางความคิดเหมือนขัดแย้งทางศาสนา

ดร.เสกสรรค์ ยังกล่าวอีกว่า ในเฉพาะหน้าเราอาจจะแบ่งชุดความคิดที่ขัดแย้งกันได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ แนวคิดของฝ่ายอนุรักษนิยมกลุ่มหนึ่ง กับแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้าอีกกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ประเทศไทยเรามีทั้งฝ่ายที่อยากรักษาสถานภาพเดิม (Status Quo) ซึ่งเห็นว่าโลกใหม่คือสังคมที่ปนเปื้อน ดังนั้นจึงควรกลับไปสู่โลกเก่าที่ถูกต้องดีงามกว่า กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกเพราะเห็นว่าความถูกต้องดีงามรออยู่ในอนาคต ในครรภ์แห่งปัจจุบันสมัยมีสังคมในฝันรอวันถือกำเนิด

 

คำถามคือแล้วทำไมในกรณีของประเทศไทย ความแตกต่างทางความคิดจึงนำไปสู่ความขัดแย้งขั้นแตกหักรุนแรงจนถึงกับต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองสลับไปมา

 

“ผมเพียงขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องการเมืองในบ้านเราไม่ใช่เรื่องความคิดเพียงอย่างเดียว หากเป็นความคิดที่ผูกโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ทางอำนาจ และประเด็นเชิงโครงสร้างอื่นๆ อีกหลายประการ”

 

ประเทศไทยนั้นมีทฤษฎีทางสังคมการเมืองที่คิดขึ้นใหม่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการผลิตซ้ำและส่งทอดมาจากสองแหล่ง คือมาจากยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วชุดหนึ่งกับมาจากโลกภายนอกอีกชุดหนึ่ง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนมีสัดส่วนที่ไม่ได้กลมกลืนกับสภาพที่เป็นอยู่

 

ดังนั้นความขัดแย้งทางความคิดที่เราเห็นในประเทศไทยจึงมีลักษณะคล้ายความขัดแย้งทางศาสนา ซึ่งออกไปในทางศรัทธาความเชื่อ

 

 

ฝ่ายอนุรักษนิยมในไทยได้เปรียบกว่า เพราะมีเครื่องมือการศึกษา-อำนาจรัฐคำ้จุน

ปัจจุบันสังคมไทยกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิง (Contested Area) ระหว่างความคิดสองกระแส โดยฝ่ายอนุรักษนิยมมีปัญหาเรื่องกาละ ส่วนฝ่ายก้าวหน้ามีปัญหาเรื่องเทศะ และทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโลกของผู้อื่นให้ตรงกับความคิดของฝ่ายตน

 

กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายก้าวหน้าต่างก็ต้องเหนื่อยกับการปลูกฝังความคิดของตนในสังคมไทยปัจจุบัน

 

ฝ่ายหนึ่งต้องการนำความคิด ความเชื่อ และคุณค่าจากสมัยเก่ากลับมาอยู่ในกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็พบว่าการนำแนวคิดจากโลกภายนอกมาไว้ในพื้นที่อันไม่ใช่เนื้อดินถิ่นกำเนิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

การที่ทั้งสองฝ่ายแข่งกันบรรจุชุดความคิดฝ่ายตนลงไปใน space and time ของประเทศไทยปัจจุบันนับเป็นเรื่องที่กดดันผู้คนในสังคมอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันสมัยของไทยก็มีทั้งภูมิลักษณ์และดินฟ้าอากาศของตัวเอง ซึ่งมิใช่กาลเทศะที่จะเกี่ยวร้อยความคิดทั้งสองชุดได้โดยอัตโนมัติ หรืออย่างน้อยไม่ใช่ทุกเรื่องทุกประเด็นพร้อมๆ กัน

 

แน่นอน ในการแข่งขันช่วงชิง space and time ระหว่างความคิดหลักสองชุด ฝ่ายอนุรักษนิยมค่อนข้างจะได้เปรียบ เพราะมีโครงสร้างอำนาจรัฐคอยค้ำจุนโดยผ่านระบบการศึกษาและเครื่องมือบังคับควบคุม สามารถผลิตซ้ำชุดความคิดอนุรักษ์ในรูปของอุดมการณ์แห่งรัฐและสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์ของชาติได้อย่างสม่ำเสมอ

 

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ชนชั้นที่ใกล้ชิดอำนาจรัฐตลอดจนประชากรที่ชอบเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐต่างก็คอยขานรับและขยายต่อในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ

 

ด้วยเหตุดังนี้ ทั้งสองภาคส่วนจึงกลายเป็นเรเฟอเรนซ์ให้กันและกัน รัฐอ้างสังคมในการสร้างความชอบธรรมของอำนาจ สังคมก็อิงกรอบอุดมการณ์ของรัฐในการรักษาผลประโยชน์และปรุงแต่งสถานภาพ กระทั่งใช้มันมาเสริมขยายอัตตาของตน

‘ความเป็นคนดี’ ในประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับชนชั้นปกครองของเพลโตหรือไม่ คำตอบคือแค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัวก็สอบไม่ผ่านแล้ว

 

‘ความเป็นคนดี’ จินตนาการที่ทรงพลังที่สุดของฝ่ายอนุรักษนิยม

ดร.เสกสรรค์ บอกว่าจินตนาการที่มีพลังที่สุดอย่างหนึ่งของฝ่ายอนุรักษนิยมในสังคมไทยคือแนวคิดเรื่อง ‘ความเป็นคนดี’ ภายใต้บริบท “คนไทยควรต้องเป็นคนดี สังคมไทยต้องเป็นสังคมของคนดี และที่สำคัญที่สุดคือผู้ปกครองประเทศไทยจะต้องเป็นคนดี”

 

ถามว่าทำไมความคิดดังกล่าวจึงมีพลังอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ต่างๆ ได้เติบใหญ่ขยายตัวไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือมนุษยศาสตร์ คำอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ที่เกี่ยวโยงกับเหตุปัจจัยต่างๆ ได้รับการค้นคว้าออกมามากมาย ทำไมไม่ดึงมาใช้พิจารณาสังคมบ้าง

 

คำตอบง่ายๆ เบื้องต้นคือความดีเป็นคอนเซปต์ที่อยู่เหนือยุคสมัย นอกจากนี้ยังเป็นจินตภาพเชิงบวกที่กินความกว้างและคลุมเครือมาก จนกระทั่งแทบทุกคนสามารถพยักหน้าเห็นด้วย

 

แต่ขณะเดียวกันความดีก็เป็นแนวคิดแบบทวิภาวะ (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Dualism) ที่ไหนมีความดี ที่นั่นย่อมมีความไม่ดี ซึ่งทำให้ผู้คนสามารถสมาทานความดีมาเสริมอัตตาได้โดยง่าย แค่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีก็รู้สึกมีฐานะเหนือกว่าคนไม่ดีแล้ว

 

ดร.เสกสรรค์ บอกว่าคอนเซปต์ความเป็นคนดีแบบนี้ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นที่สุดในช่วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและสนับสนุนรัฐประหารเมื่อต้นปี 2557 พยายามอธิบายว่าอำนาจทางการเมืองควรอยู่ในมือของคนดีเท่านั้น และคนไม่ดีไม่ควรมีสิทธิ์ในเรื่องการเมืองปกครอง

 

“ในสมัยโบราณเพลโต นักปราชญ์ชาวกรีกได้เคยเสนอไว้แล้วว่าอำนาจการเมืองไม่ควรอยู่ในมือคนทั่วไปที่สนใจแต่เรื่องทำมาหากิน หากควรอยู่ในมือชนส่วนน้อยที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คนกลุ่มนี้จะต้องมีทั้งความปรีชาสามารถและคุณธรรมสูงส่ง ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ใช้ชีวิตรวมหมู่ ไม่มีกระทั่งครอบครัว และต้องทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของผู้อยู่ใต้การปกครอง

 

ถามว่าแล้ว ‘ความเป็นคนดี’ ในประเทศไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับชนชั้นปกครองของเพลโตหรือไม่ คำตอบคือแค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัวก็สอบไม่ผ่านแล้ว เรื่องภูมิปัญญาก็ไม่แน่นัก อย่าว่าแต่เรื่องครองตัวเป็นโสด ปราศจากครอบครัว”

‘ความเป็นไทย’ เป็นวาทกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ถูกนำมาใช้มากในความขัดแย้งทางการเมือง เป็นสิ่งที่รัฐไทยสร้างขึ้นล้วนๆ และในช่วงประวัติศาสตร์ที่ไม่นานนัก ใครที่คิดเห็นต่างจากรัฐก็มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นคนไทย กระทั่งถูกขับไล่ไสส่งให้ไปอยู่ประเทศอื่น

 

‘ความเป็นไทย’ วาทกรรมเครื่องมือฝ่ายอนุรักษนิยม

‘ความเป็นไทย’ เป็นวาทกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ถูกนำมาใช้มากในความขัดแย้งทางการเมือง เป็นสิ่งที่รัฐไทยสร้างขึ้นล้วนๆ และในช่วงประวัติศาสตร์ที่ไม่นานนัก ใครที่คิดเห็นต่างจากรัฐก็มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นคนไทย กระทั่งถูกขับไล่ไสส่งให้ไปอยู่ประเทศอื่น

 

เริ่มก่อรูปขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 และเข้มข้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ต่อเนื่องมาจนถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และมีมาจนถึงปัจจุบัน

 

ขณะที่ความเป็นไทยก็ไม่ได้รวมถึงการมีสิทธิเสรีภาพและระบอบประชาธิปไตยเอาไว้เป็นเนื้อใน หากยังคงเน้นเรื่องการเชื่อฟังรัฐและความภูมิใจในชาติแบบลอยๆ

 

ด้วยเหตุดังนี้ แนวคิดเรื่องความเป็นคนไทยจึงถูกนำไปเสริมฐานะให้กับระบอบอำนาจนิยมอย่างเลี่ยงไม่พ้น ยิ่งในช่วงหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557

 

ส่วนแถวหน้าของผู้หวงแหนความเป็นไทยมักจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับที่ถือตนเป็นคนดี ขณะที่ในทางปฏิบัติ กลุ่ม Elites และ Upper- Middle Class เหล่านี้มักใกล้ชิดกับโลกตะวันตก และมีวิถีชีวิตแบบฝรั่งมากกว่าคนไทยทั่วไป

 

ขณะที่การปกป้องระบอบอำนาจนิยมโดยเชิดชูความเป็นไทย คือการระบุว่าประชาธิปไตยเป็นแนวคิดของโลกตะวันตก ซึ่งอาจจะไม่เหมาะหรือใช้การไม่ได้กับประเทศไทย ซึ่งนับว่าอันตรายต่อความปรองดองในสังคมไทย เนื่องจากแนวคิดสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยนั้นได้กลายเป็นคุณค่าสากลมานานแล้ว

 

ดร.เสกสรรค์ ระบุว่า ในแง่หนึ่ง ความเป็นไทยในความหมายเชิงบวกก็มีอยู่และอาจจะไม่ใช่เรื่องเสียหาย ทุกชาติทุกภาษาย่อมมีสิทธิ์ภูมิใจในอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่ความภูมิใจที่ถลำลึกไปสู่ลัทธิชาตินิยมคับแคบ หรือลัทธิเหยียดเชื้อชาติ ไม่เพียงหาพื้นที่ได้ยากในยุคปัจจุบัน หากยังมีลักษณะขัดแย้งกับคุณค่าของความเป็นคนและต่อต้านการเติบโตทางปัญญา

 

ประชาธิปไตยไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นไทย แต่เป็นคุณค่าสากลที่ช่วยเสริมฐานะ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคนไทยบางกลุ่มรังเกียจประชาธิปไตยก็เพราะปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองบางคน กับปัญหาความแตกแยกระหว่างมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองคนละพรรค

 

ขณะที่ระบอบประชาธิปไตยในโลกล้วนมีปัญหาไม่มากก็น้อยทั้งนั้น เราคงไม่แก้ปัญหาด้วยวิธีเลิกใช้รถยนต์แล้วกลับไปนั่งเกวียน พร้อมกับภูมิใจว่าเกวียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยมิใช่หรือ

 

ในโลกที่เป็นอยู่ การยอมรับคุณค่าสากล เช่น สิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย ไม่ได้ขัดแย้งกับตัวตนความเป็นคนไทยโดยรวม คุณค่าเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนไทยน้อยลง อันที่จริงมันจะยิ่งส่งเสริมให้ประเทศเรามีฐานะและศักดิ์ศรีน่าภูมิใจมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

 

ขณะที่ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงถิ่นที่อยู่ของคนไทยที่คิดอ่านแตกต่างหลากหลายและมีวิถีชีวิตผิดแผกกันไปเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยเพื่อนมนุษย์จากที่อื่นเข้ามาอยู่ร่วมในระยะยาว

 

การมาเยือนมาอยู่ของชาวต่างชาติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ายุคโลกาภิวัตน์ได้กัดกร่อนฐานรากของความเป็นรัฐชาติแบบเดิมๆ ไปไกลพอสมควร

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเสรีภาพทั้งในทางการเมืองและในทางสังคม เพราะเสรีภาพที่แท้จริงจะช่วยปลดเปลื้องประชาชนจากโซ่ตรวนแห่งการเอารัดเอาเปรียบ จากการกดขี่ครอบงำ และจากความตื้นเขินทางปัญญา

 

‘นักการเมือง’ เป็นผู้เล่นหลักที่รักษาประชาธิปไตยไว้ไม่ได้

ดร.เสกสรรค์ ชี้ว่าปัญหาใหญ่ของประชาธิปไตยมิได้อยู่ที่การถูกยึดพื้นที่หรือถูกล้มกระดานอยู่เป็นระยะๆ โดยฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หากอยู่ที่ความไม่สามารถป้องกันตัวของระบอบและผู้คนที่สมาทานแนวคิดชุดนี้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งบางคราวฝ่ายที่ล้มระบอบยังอ้างอีกด้วยว่าทำไปเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตยหรือสร้างประชาธิปไตยที่ดีกว่า

 

อุปสรรคใหญ่คือชนชั้นนำภาครัฐ (State Elites) พยายามทวงอำนาจคืนครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาสืบทอดอำนาจมาจากกลไกรัฐซึ่งถูกสร้างขึ้นก่อนระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงค่อนข้างยากที่จะปรับตัวให้มีทั้ง respect และ loyalty ต่อระบอบที่ประชาชนเป็นผู้ใช้อำนาจ

 

เราคงต้องยอมรับว่าฝ่ายประชาธิปไตยเองก็มีจุดอ่อนข้อผิดพลาดด้วย ปัญหาอันดับแรกคือในแต่ละช่วงที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองมักเป็นผู้เล่นหลักมากเกินไป อาศัยแต่การเลือกตั้งเป็นหนทางก้าวสู่อำนาจ และหมกมุ่นอยู่กับบทบาทในรัฐสภาจนลืมความสำคัญขององค์ประกอบอื่นๆ

 

นักการเมืองและพรรคการเมืองจึงไม่ได้พยายามผลักดันให้มีการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยออกไปในระดับโครงสร้าง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของตัวระบอบซึ่งใหญ่กว่าและสำคัญกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

 

กล่าวโดยรูปธรรมแล้ว เรื่องที่พวกเขาควรทำแต่ไม่ได้ทำมีอยู่ 3 ประการคือ หนึ่ง กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง สอง ปฏิรูประบบราชการให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และสาม ขยายงานรัฐสภาด้วยการเกี่ยวร้อยภาคประชาชนเข้ามาไว้ในกระบวนการนิติบัญญัติอย่างสม่ำเสมอ

 

ขณะที่ระบบพรรคการเมืองกลายเป็นอวตารใหม่ของระบบอุปถัมภ์ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังมักมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนที่เป็นอิสระ โดยเห็นว่าไม่ใช่มวลชนของตน ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจำนวนหนึ่งเกิดความคับแค้นจนขาดสติ หันไปสนับสนุนรัฐประหารและระบอบอำนาจนิยม

 

บทบาทของนักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น ถึงอย่างไรก็มีความสำคัญในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยผู้แทน เพียงแต่ว่าต่อไปจะทำแบบเดิมๆ คงไม่ได้ ตัวนักการเมืองเองจะต้องขยายแนวคิดให้กว้างไกลกว่าที่ผ่านมา ต้องมีสำนึกของผู้สร้างระบอบ ซึ่งยังคงต้องแย่งชิงพื้นที่กับระบอบคู่แข่งอย่างเข้มข้น

 

นักการเมืองถูกคุม แต่ภาคประชาชนยังเอาการเอางาน โซเชียลมีเดียคือพลังสำคัญ

ในระยะเกือบ 4 ปีมานี้ บทบาทของนักการเมืองได้ถูกจำกัดลงจนแทบไม่มีเหลือ การเคลื่อนไหวใดๆ ล้วนถูกควบคุมปิดกั้น ด้วยเหตุดังนี้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับสังคมจึงสะดุดลงอย่างสิ้นเชิง

 

มิได้หมายความว่าแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยจะพลอยเงียบสงัดเสียทั้งหมด ทั้งนี้เนื่องเพราะในสังคมไทยยังมีความเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาชน ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนปัญญาชนทั้งนอกและในมหาวิทยาลัย

 

องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชนมักจะเอาการเอางานในการทักท้วงระบอบเผด็จการโดยยกประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนในด้านต่างๆ ส่วนชุมชนท้องถิ่นก็มีปัญหารูปธรรมจากการถูกรุกล้ำฐานทรัพยากรโดยโครงการรัฐและทุนอุตสาหกรรม สำหรับฝ่ายปัญญาชน ประเด็นสำคัญคือรู้สึกรับไม่ได้ที่ถูกระบอบอำนาจนิยมปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมือง

 

ขณะที่ภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยม สื่อหลักทั้งหลายย่อมถูกควบคุมกำกับโดยฝ่ายรัฐ ทำให้พื้นที่แสดงความเห็นที่ต่างจากผู้กุมอำนาจเหลือไม่มากนัก

 

โชคดีที่โลกยุคนี้ได้พัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารไปไกล การมีอยู่ของเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าเฟซบุ๊ก, ไลน์, ทวิตเตอร์ หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ล้วนทำให้การแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องก้าวเท้าออกนอกบ้าน ถึงฝ่ายรัฐจะพยายามควบคุมความเคลื่อนไหวในโลกส่วนนี้อย่างเข้มข้น แต่ก็ยังไม่ได้ผลมากนัก

 

 

วิธีจัดการความขัดแย้งจากความคิดแตกต่าง ไม่ใช่ทำให้คนคิดเหมือนกัน

ในระยะเกือบ 4 ปีมานี้ สังคมไทยก็ไม่ได้มีเสรีภาพเหลือเท่าใด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายมากหากฝ่ายก้าวหน้าบางกลุ่มบางคนไม่ได้ใช้มันอย่างคุ้มค่า ไม่ใช้มันขยายทั้งแนวคิดและแนวร่วมของฝ่ายตนซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารที่ประณีตบรรจงเพื่อเข้าถึงคนหมู่มาก

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเสรีภาพทั้งในทางการเมืองและในทางสังคม เพราะเสรีภาพที่แท้จริงจะช่วยปลดเปลื้องประชาชนจากโซ่ตรวนแห่งการเอารัดเอาเปรียบ จากการกดขี่ครอบงำ และจากความตื้นเขินทางปัญญา

 

การต่อสู้ทางความคิดในประเทศไทยนั้น ถึงอย่างไรก็ยังต้องดำเนินต่อไปอีกนาน กระทั่งตลอดไป ตราบเท่าที่โลกที่เราเห็นคือโลกที่เราคิด ดังนั้นประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ทำอย่างไรเราจึงจะคิดเห็นและมองโลกเหมือนกันทั้งประเทศ สภาพเช่นนั้นทั้งเป็นไปไม่ได้และอาจจะไม่ใช่ความจำเป็น

 

ประเด็นที่สมจริงกว่าคือเราจะนำความขัดแย้งทางความคิดมาไว้ในปริมณฑลที่จัดการได้ด้วยวิธีใด ซึ่งเจ้าของความคิดที่แตกต่างกันจะต้องปรับตัวบ้างไม่มากก็น้อย

 

ความขัดแย้งในสังคมนั้นมีทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น สังคมได้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่จำเป็น แต่เสียประโยชน์จากความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น ซึ่งหมายถึงความขัดแย้งที่ถูกขยายมากไปจนไร้เหตุผล และนำไปสู่ความรุนแรง

 

สังคมไทยก็เช่นเดียวกับสังคมอื่น เราจำเป็นต้องมีทั้งการเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องไปพร้อมๆ กัน เราต้องมีทั้ง changes และ continuity เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามอย่างมีราก

 

ถอยคนละก้าว และอย่าไว้ใจเหตุผลตัวเองมากเกินไป

สุดท้ายการอยู่ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าพวกเราแต่ละคนไม่ถอยห่างจากตัวเองสักหนึ่งก้าวเพื่อเปิดพื้นที่ปลูกศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ได้เหมือนเราเสียทีเดียว เราต้องเชื่อมั่นว่าภายใต้ผิวพรรณหลากสีภายในเรื่องราวหลากหลายคือจิตวิญญาณมนุษย์อันเป็นสากล และนั่นคือสิ่งที่เรามีร่วมกัน

 

การเชื่อมร้อยระหว่างมนุษย์นั้นไม่ได้มาจากความคิดเพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งเราอาจพบคนที่คิดอ่านไม่ตรงกัน แต่จิตใจกลับละม้ายคล้ายคลึง

 

ดังนั้นในบางห้วงบางขณะเราจึงไม่ควรไว้ใจเหตุผลของตัวเองมากเกินไป

 

สามารถรับฟังปาฐกถาฉบับเต็มของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในงานครั้งนี้ได้ที่นี่

 

โดยปาฐกถาหัวข้อ ‘ประเทศไทยในความคิด ความคิดในประเทศไทย’ ได้จัดพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือแจกให้กับผู้เข้าร่วมงานในวันนี้ด้วย มีเนื้อหาประมาณ 40 หน้า

 

และอ่านได้จาก Way Magazine ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดงานกับคณะเศรษฐศาสตร์ในครั้งนี้ได้ที่ waymagazine.org/puey_talk16

 

 

Photo: ธนกร วงษ์ปัญญา

The post เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มองไทยในความคิดและค้นหาความคิดในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/seksan-prasertkul-thai-meaning-definition/feed/ 0
“ประชาธิปไตยสร้างรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้ง่ายกว่าอำนาจนิยม” ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปาฐกถา ‘การเมืองไทยกับสังคม 4.0’ https://thestandard.co/news-politics-seksan-prasertkul-discourse-about-thai-politics-and-thailand-4-0-in-direk-s-talk/ https://thestandard.co/news-politics-seksan-prasertkul-discourse-about-thai-politics-and-thailand-4-0-in-direk-s-talk/#respond Mon, 19 Jun 2017 05:54:16 +0000 https://thestandard.co/?p=7831

มีคนเชื่อว่าตัวเองกำลังทำความดีด้วยการเอาคนไม่ดีลงมาจาก […]

The post “ประชาธิปไตยสร้างรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้ง่ายกว่าอำนาจนิยม” ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปาฐกถา ‘การเมืองไทยกับสังคม 4.0’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

มีคนเชื่อว่าตัวเองกำลังทำความดีด้วยการเอาคนไม่ดีลงมาจากเวทีอำนาจ

จากนั้นก็เขียนกติกาการเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีกลับมามีอำนาจอีก

หรือถ้าขึ้นมาได้ ก็ต้องถูกฝ่ายคนดีควบคุมอย่างเข้มข้น

 

     ในงานเสวนา ‘Direk’s Talk ทิศทางการเมืองโลก ทิศทางการเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ’ ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 19 มิถุนายน 2560 ณ ห้อง ร.103 ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

     ดร. เสกสรรค์ เริ่มต้นก่อนการปาฐกถาโดยกล่าวกับแขกที่มาร่วมงานในวันนี้ว่า มีความรู้สึกยินดีและภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาพูดคุยกับท่าน โดยหลายปีที่ผ่านมา ได้ใช้ชีวิตวัยชราอยู่ในความเงียบสงัด ไม่ค่อยได้พบปะผู้คน แต่นั่นมิได้หมายความว่าจะไม่คิดถึงวงการที่คุ้นเคย และยิ่งมิได้หมายความผมจะไม่คิดถึงคณะและมหาวิทยาลัยที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ถึง 30 ปี

     ในการพบกันครั้งนี้ ดร. เสกสรรค์ออกตัวว่า ขอคารวะทุกคนที่มาในวันนี้ด้วยแง่คิดบางประการที่มีต่อบ้านเมืองของเรา และขอยืนยันว่าหัวข้อสนทนาของตนเองนั้นเป็นหัวข้อวิชาการ วิธีการวิเคราะห์ก็เป็นแบบวิชาการ ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ พร้อมส่งท้ายด้วยถ้อยคำที่ว่า

     “หวังว่าจะไม่มีผู้ใดตีความไปในทางอื่น และไม่มีผู้ใดมาทำให้วัยชราของผมเงียบสงัดไปกว่านี้อีก”

     ความหมายของการเมืองที่ผมจะใช้ในวันนี้เป็นความหมายในระดับกว้างสุด ดังนั้นจึงกินความรวมทั้งนักการเมืองในระบบและนักการเมืองนอกระบบ ทั้งพวกที่แสวงหาชัยชนะในการเลือกตั้ง และพวกที่แสวงหาอำนาจโดยผ่านการแต่งตั้ง

     ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้เพราะ 3-4 ปีที่ผ่านมามักมีการพูดถึงการเมืองโดยโยงนัยไว้ที่นักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น ทำให้เข้าใจกันผิดๆ ว่ามีแต่นักการเมืองฝ่ายเดียวที่เล่นการเมือง ฝ่ายอื่นๆ ไม่ได้เล่นการเมือง

     คำพูดแบบรวบรัดดังกล่าว เมื่อนำมาบวกกับเรื่องคนดี คนไม่ดี ก็จะกลายเป็นข้อสรุปที่ว่า นักการเมืองที่เคยกุมอำนาจโดยผ่านระบบเลือกตั้งล้วนเป็นคนไม่ดี ส่วนคนที่อยู่บนเวทีอำนาจด้วยวิธีอื่นล้วนไม่ใช่นักการเมือง ดังนั้นจึงเป็นคนดี

     แน่นอน วาทกรรมเช่นนี้ไม่เพียงขัดต่อหลักวิชาของพวกเราเท่านั้น หากยังขัดกับธรรมชาติของความจริง เพราะที่ไหนมีอำนาจ ที่นั่นก็มีการเมือง และมีคนเล่นการเมือง อันนี้เป็นเรื่องที่รู้กันมาตั้งแต่สมัยสามก๊กแล้ว ทั้งๆ ที่สมัยนั้นไม่มีระบบเลือกตั้ง

     และจะว่าไป คนที่มาข้องเกี่ยวกับการแข่งขันชิงอำนาจหรือการใช้อำนาจ ก็มีดีมีชั่วปนๆ กันไป

     ถามว่าทำไมผมเอาเรื่องนี้มาพูด คำตอบคือเพราะมันเป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเราในระยะ 3-4 ปีมานี้ นับตั้งแต่การลุกฮือต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของมวลชนคนเสื้อเหลือง ซึ่งนำไปสู่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงการร่างและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 รัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างเรียกเองว่าเป็นฉบับต้านโกง

     ใช่หรือไม่ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะมีคนเชื่อว่าตัวเองกำลังทำความดีด้วยการเอาคนไม่ดีลงมาจากเวทีอำนาจ จากนั้นก็เขียนกติกาการเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คนไม่ดีกลับมามีอำนาจอีก หรือถ้าขึ้นมาได้ก็ต้องถูกฝ่ายคนดีควบคุมอย่างเข้มข้น

     แน่นอน หากผมพูดเพียงแค่นั้นมันก็ดูง่ายไป ถ้าจะพูดให้ยากขึ้นคงต้องบอกว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงเกิดขึ้นโดยการชูธงความดีเท่านั้น หากการชูธงดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่าใครขัดแย้งกับใครและเพราะอะไร

     หากเราถอดนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมแล้วก็จะพบว่า พวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไม่ดีนั้นล้วนผูกติดอยู่กับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ส่วนผู้ถือตนเป็นคนดี  ตอนแรกก็เป็นมวลชนคนชั้นกลางในเมือง กับแกนนำที่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน จากนั้นจึงมีการส่งไม้ต่อไปยังชนชั้นนำภาครัฐให้ช่วยลงดาบสุดท้าย

     ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วง 2556-2557 ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างมวลชนที่ใส่เสื้อสีต่างกันเท่านั้น หากยังกินลึกไปถึงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่าจากภาครัฐ กับชนชั้นนำใหม่ที่โตมาจากภาคเอกชนและขึ้นสู่อำนาจโดยผ่านการเลือกตั้ง โดยฝ่ายแรกคุมกลไกรัฐราชการ ฝ่ายหลังมีมวลชนเรือนล้านเป็นฐานเสียงสนับสนุน

     ถ้าเราวางคอนเซปต์ไว้เช่นนี้ก็จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่โตเกินเรื่องราวของบุคคลและคณะบุคคล มันเป็นความขัดแย้งที่สะท้อนความไม่ลงตัวในโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย ซึ่งนำไปสู่การเบียดขับแย่งยึดพื้นที่ของกันและกันในระดับระบอบต่อระบอบ

     แน่นอน ความขัดแย้งที่ลงลึกขนาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยวิธีจับมือปรองดองกันของบรรดาแกนนำสีเหลือง สีแดง ในขณะที่ตัวละครเอกจริงๆ ถูกจัดไว้นอกสมการ

รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ยังมีบทบัญญัติต่างๆ ที่ทำให้แก้ไขได้ยากจนถึงขั้นเกือบเป็นไปไม่ได้

ซึ่งหมายถึงว่าผู้ร่างมีวัตถุประสงค์จะตรึงโครงสร้างอำนาจดังกล่าวไว้ให้นานแสนนาน

 

     การเป็นคู่กรณีของชนชั้นนำภาครัฐนั้น สังเกตได้จากการที่นับวันอคติของพวกเขายิ่งขยายจากความรังเกียจนักการเมืองบางตระกูลไปสู่นักการเมืองและพรรคการเมืองโดยรวม นี่เป็นความรังเกียจที่มีต่อคู่ชิงอำนาจ ซึ่งเคยแสดงออกมาแล้วในปี 2534 และปี 2549

     นอกจากนี้เรายังสังเกตได้ด้วยว่า หลังรัฐประหารปี 2557 แทนที่รัฐบาลทหารจะรีบแก้ไขความขัดแย้งระหว่างมวลชนเสื้อสี กลับเดินหน้ากำหนดนโยบายต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันประเทศไทยให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของตน

     การทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะของรัฐบาลที่ขึ้นมารักษาการณ์ชั่วคราว หากเป็นลักษณะของผู้ปกครองที่มีชุดความคิดของตัวเอง และประสงค์จะดัดแปลงโลกให้เป็นไปตามนั้น

     ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 อันเป็นผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันยังสะท้อนให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ชนชั้นนำภาครัฐต้องการทวงคืนและรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวทีอำนาจไว้อย่างถาวร อีกทั้งจำกัดพื้นที่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ให้อยู่ในฐานะผู้กุมอำนาจนำอีกต่อไป

     ที่ผมพูดเช่นนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหา แต่เป็นข้อสังเกตที่ยืนยันได้จากข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในประเด็นรัฐธรรมนูญนั้น เราสามารถมองเห็นเจตจำนงของผู้ร่างได้จากบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร

     ประการแรก ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งแบบเดิมให้เป็นระบบใหม่ที่เรียกว่าจัดสรรปันส่วนผสมซึ่งจะทำให้อิทธิพลของพรรคใหญ่ถูกจำกัดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมโอกาสของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ระบบดังกล่าวจะทำให้การได้เสียงข้างมากของพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก และรัฐบาลที่ตั้งขึ้นอาจจะต้องเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่ค่อยมีเสถียรภาพ

     พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ระบบเลือกตั้งส.. บัญชีรายชื่อได้ถูกดัดแปลงให้ขึ้นต่อการเลือกตั้งส.. เขต โดยประชาชนใช้บัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว จากนั้นเอาคะแนนรวมของแต่ละพรรคจากเขตเลือกตั้งทั่วประเทศมาคำนวณหาจำนวนรวมของผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคควรมี และจำนวนส.. บัญชีรายชื่อที่พึงได้รับ พรรคไหนชนะเลือกตั้งส.. เขตเต็มโควตาแล้วก็จะไม่มีสิทธิมีส.. บัญชีรายชื่อเลย

     ผลทางอ้อมของระบบเลือกตั้งเช่นนี้ย่อมทำให้การเสนอนโยบายในระดับชาติของพรรคการเมืองถูกลดความสำคัญลง เพราะถ้าเราดูจากประสบการณ์ที่ผ่านมาในระบบเลือกตั้งเดิมก็จะพบว่า การเลือกส.. เขตนั้น ผู้ลงคะแนนมักจะเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรค ส่วนการเลือกส.ส. บัญชีรายชื่อ มักเป็นการเลือกพรรคที่มีนโยบายโดนใจ

     ประการต่อมา ในขณะที่อำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองถูกจำกัดลงทั้งโดยตรงโดยอ้อม บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญยังเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ ให้ชนชั้นนำภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยกำหนดให้ข้าราชการชั้นสูงเป็นทั้งกรรมการสรรหาและเป็นผู้รับการสรรหามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและกลไกควบคุมต่างๆ และที่น่าสนใจคือในกระบวนการดังกล่าว บทบาทและอำนาจของฝ่ายตุลาการได้ถูกยกระดับให้สูงขึ้นและแผ่ขยายออกไปมาก

     ประเด็นสำคัญที่สุดดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกำหนดให้มีอำนาจร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในการรับรองหรือไม่รับรองผู้ที่มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้เมื่อบวกรวมกับบทบัญญัติที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถเป็นบุคคลนอกรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ก็ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน

     ประการสุดท้าย ถ้าเราดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็จะพบว่า พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ กับ พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งครม. ส่งร่างเข้าสภาแล้วจะต้องออกมาภายใน 4 เดือนหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ อันนี้หมายถึงว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบจะกำหนดนโยบายอะไรเพิ่มไม่ได้เลย และอาจจะต้องกลายเป็นผู้สืบทอดนโยบาย คสช.เสียเอง

     ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับ  2560 ยังมีบทบัญญัติต่างๆ ที่ทำให้แก้ไขได้ยาก จนถึงขั้นเกือบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหมายถึงว่าผู้ร่างมีวัตถุประสงค์จะตรึงโครงสร้างอำนาจดังกล่าวไว้ให้นานแสนนาน

     ดังนั้นเมื่อบวกรวมกับช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองโดยตรงแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่าการกุมอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 9-10 ปี

     แน่ล่ะ ถ้าพูดถึงตัวบุคคลหรือแม้แต่คณะรักษาความสงบเรียบร้อย การสืบทอดอำนาจอาจจะไม่เป็นเส้นตรงขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงชนชั้นนำภาครัฐแล้ว การต้องการพื้นที่ถาวรและอำนาจนำในปริมณฑลทางการเมืองเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ถ้าเราติดตามข่าวสารทั้งในสื่อหลักและโซเชียลมีเดียก็จะพบว่า ปัจจุบันมีผู้คนที่สนับสนุนระบอบเผด็จการอย่างเปิดเผยมากขึ้น และเท่าที่มีการแสดงออก บรรดากลุ่มทุนใหญ่กับบรรดาคนชั้นกลางในเมืองดูจะรู้สึกมั่นคงสบายใจกับรัฐบาลอำนาจนิยมมากกว่าประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

 

     ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากคือ ทำไมชนชั้นนำภาครัฐและพันธมิตรทางสังคมจึงกล้าร่างรัฐธรรมนูญที่เอียงข้างตนเองออกมาได้ขนาดนี้

     เรื่องนี้ถ้าเราพักเรื่องผิดถูกดีชั่วเอาไว้ก่อน ก็อาจจะวิจารณ์ได้ในหลายทาง

     ในทัศนะส่วนตัวของผม คิดว่าเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าฐานะชนชั้นนำของตนที่มีมาแต่เดิมกำลังถูกกัดกร่อนคุกคามทั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่โตมาจากภาคเอกชน และโดยระบอบประชาธิปไตยที่ผนวกมวลชนชั้นล่างเข้ามาสู่ระดับกำหนดนโยบายมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบทุนนิยมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ก็กำลังแปรรูปรัฐชาติให้เป็นแค่ผู้จัดการตลาด ซึ่งเป็นตลาดที่ในแต่ละวันมีแต่จะย่อยสลายวัฒนธรรมจารีต และทุบทำลายค่านิยมที่ฝ่ายอนุรักษ์ยึดถือ

     ด้วยเหตุดังนี้ ชนชั้นนำภาครัฐจึงต้องการกลับมามีฐานะนำในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับทุนนิยมโลกให้เป็นไปตามแนวทางที่ตนเองยังคงมีบทบาทและมีที่อยู่ที่ยืนครบถ้วน ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องคงฐานะทางการเมืองของรัฐชาติกึ่งจารีตไว้ให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนไป

     ด้วยเหตุดังนี้ วาทกรรมเรื่องความดีจึงผูกติดอยู่กับวาทกรรมเรื่องความเป็นไทย

     และด้วยเหตุดังนี้จึงมีการกำหนดทิศทางของประเทศโดยผ่านยุทธศาสตร์ชาติเอาไว้ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า

     อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความวิตกกังวลดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เราคงต้องยอมรับว่าการยึดอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐครั้งนี้มีมวลชนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย รัฐประหารปี 2557 ได้รับการเรียกร้องและนำร่องด้วยการเคลื่อนไหวมวลชน ซึ่งขยายตัวเป็นยุทธการที่โจมตีทั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และล้มกระดานประชาธิปไตยไปในคราเดียวกัน

     แม้ว่าที่ผ่านมา ทั้งคณะรัฐประหารและขบวนที่นำร่องรัฐประหารต่างก็ยืนยันว่าต้องการสร้างประชาธิปไตยฉบับที่ดีกว่า แต่โดยไม่เป็นทางการ ถ้าเราติดตามข่าวสารทั้งในสื่อหลักและโซเชียลมีเดียก็จะพบว่า ปัจจุบันมีผู้คนที่สนับสนุนระบอบเผด็จการอย่างเปิดเผยมากขึ้น และเท่าที่มีการแสดงออก บรรดากลุ่มทุนใหญ่กับบรรดาคนชั้นกลางในเมืองดูจะรู้สึกมั่นคงสบายใจกับรัฐบาลอำนาจนิยมมากกว่าประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

     ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะเป็นผู้ได้เปรียบในยุคโลกาภิวัตน์ แต่ก็อดรู้สึกถูกคุกคามไม่ได้ เมื่อฐานะได้เปรียบของพวกเขาถูกท้าทายโดยระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยการเคลื่อนไหวมวลชนชั้นล่างๆ เป็นฐานเสียง

     ดังนั้นพวกเขาจึงขานรับเรื่องคนดีและความเป็นไทยด้วยความเต็มอกเต็มใจ ทำให้เสียงยืนยันที่ว่า ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ และไม่จำเป็นต้องเหมือนฝรั่ง ดังกระหึ่มขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนที่มีการศึกษาสูง กระทั่งเรียนหนังสือกับฝรั่งมาคนละหลายๆ ปี

การวางแผนผังจัดสรรอำนาจที่ไม่สอดคล้องกับสภาพดุลกำลังทางสังคมที่เป็นอยู่ โดยผลักดันฐานะครอบงำของฝ่ายอนุรักษ์มากเกินจริงจึงเท่ากับซ่อนแรงเสียดทาน หรือกระทั่งระเบิดเวลาเอาไว้ตั้งแต่ต้น

 

     ปรากฏการณ์ดังกล่าวนับว่าพลิกทฤษฎีรัฐศาสตร์เก่าๆ ที่ว่า คนชั้นกลางเป็นฐานทางสังคมของระบอบประชาธิปไตยไปเลย

     ดังนั้นไม่ว่าใครจะรู้สึกอึดอัดกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แค่ไหนก็ตาม ผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ก็ยังปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ได้รับการยอมรับโดยเสียงข้างมาก โดยมีคนเห็นชอบประมาณ 16 ล้าน 8 แสนเสียง ไม่เห็นชอบราว 10 ล้าน 5 แสนเสียง

     แน่ล่ะ โดยหลักการแล้วก็คงต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้โดยผ่านความเห็นชอบของประชาชน แต่ในโลกของความเป็นจริง 10 ล้านคนที่ไม่เห็นชอบก็ไม่ใช่คนหยิบมือเดียวที่จะมองข้ามได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในช่วงรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยดูจะมีพื้นที่น้อยมากในการนำเสนอทัศนะของตน

     และยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า เมื่อถอยไปต้นปี 2557 ประชาชนที่มาลงคะแนนเพราะเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกจากวิกฤติที่ดีกว่ารัฐประหารก็มีจำนวนมากถึงราว 20 ล้านคน ทั้งๆ ที่มีความพยายามที่จะขัดขวางการเลือกตั้งครั้งนั้นในหลายๆ แห่ง

     ดังนั้นถ้าพิจารณากันตามเนื้อผ้า การที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 สอบผ่านประชามติ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนจำนวนมหาศาลแอบคิดต่างอยู่เงียบๆ

     ด้วยเหตุดังนี้ การวางแผนผังจัดสรรอำนาจโดยไม่สอดคล้องกับสภาพดุลกำลังทางสังคมที่เป็นอยู่ โดยผลักดันฐานะครอบงำของฝ่ายอนุรักษ์มากเกินจริง จึงเท่ากับซ่อนแรงเสียดทานหรือกระทั่งระเบิดเวลาเอาไว้ตั้งแต่ต้น

     เช่นนี้แล้วอ ะไรเล่าที่ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกล้าทำเกินดุลกำลังเปรียบเทียบระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านอำนาจของชนชั้นนำภาครัฐ โดยบัญญัติให้เสียงของประชาชนมีผลน้อยที่สุดต่อการจัดตั้งรัฐบาลและการกำหนดนโยบาย

     ในความเห็นส่วนตัวของผม คำตอบน่าจะอยู่ในนโยบายสองประการ หนึ่งคือการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือที่เรียกกันว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0  และสอง นโยบายขับเคลื่อนจุดหมายทางเศรษฐกิจดังกล่าวด้วยกลไกประชารัฐ

     แม้ว่าโดยภายนอกแล้ว นโยบายทั้งสองอย่างดูเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ผมคิดว่านี่เป็น Master Plan ในการช่วงชิงมวลชนและสร้างความชอบธรรมใหม่ของชนชั้นนำภาครัฐที่แยบยลมาก มันเป็นส่วนสำคัญของยุทธการยึดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อสถาปนาอำนาจนำ ซึ่งเป็นการวางแผนที่เป็นระบบ และบูรณาการการโจมตีจากทุกมิติเข้าด้วยกัน

     แน่ล่ะ กล่าวสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นั้น รัฐบาลชุดนี้ยังคงยึดโยงอยู่กับระบบทุนโลกาภิวัตน์ซึ่งดำเนินไปภายใต้แนวทางเสรีนิยมใหม่ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน  10แห่ง รวมทั้งการจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ล้วนเป็นโครงการที่จะใช้ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและทุนในประเทศ

     นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน infrastructures ซึ่งคิดเป็นงบประมาณถึง 2.4 ล้านล้านบาท มีการขยายระบบโลจิสติกส์ในระดับอภิมหาโครงการหลายอย่าง ตั้งแต่เพิ่มเส้นทางขนส่งในระบบราง ไปจนถึงการสร้างสนามบินและท่าเรือน้ำลึก ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มโยงใยอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับทุนนิยมโลกทั้งสิ้น

ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วนั้นนำไปสู่ความรู้สึกไม่มั่นคงของทุกชนชั้น ด้วยเหตุดังนี้ ทุกฝ่ายจึงเรียกหาอำนาจการเมืองมาดูแลตน หรือใช้มันเปลี่ยนเกมที่ตนกำลังเสียเปรียบ

 

     ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ถอด 19 ธุรกิจออกจากบัญชี 3 แนบท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจเหล่านี้โดยเสรี ซึ่งในบรรดาธุรกิจทั้ง 19 ประเภท มีธุรกิจการนำอสังหาริมทรัพย์ออกให้เช่า และธุรกิจบริการที่มีส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นคู่สัญญาด้วย

     แต่ก็อีกนั่นแหละ การอาศัยระบบทุนนิยมที่ไร้ชาติมาสนองผลประโยชน์แห่งชาตินั้นนับเป็นเรื่องที่มีปัญหาย้อนแย้งกันอยู่ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้แต่มีมาพักใหญ่แล้ว

     จริงอยู่ การลงทุนจากต่างชาติอาจจะช่วยทำหน้าที่เป็นหัวรถจักรฉุดลากเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในอัตราที่สูงขึ้น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำโดยอัตโนมัติ กระทั่งอาจสวนทางกันในหลายๆ กรณี  

     การที่รัฐไทยต้องลดภาษีนิติบุคคลให้กับบรรดาผู้ประกอบการในเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเวลา  5ปี อนุญาตให้เช่าที่ดิน ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นได้ในระยะยาว และลดเงื่อนไขอีกหลายๆ อย่างให้นักลงทุนพอใจ ย่อมหมายถึงว่าผลประโยชน์สูงสุดจะต้องตกเป็นของฝ่ายทุนอย่างแน่นอน

     ใช่หรือไม่ว่า สภาพดังกล่าวย่อมขัดแย้งกับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ หรือการปรับโครงสร้างรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น

     พูดกันแบบตรงไปตรงมา ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้นสั่งสมตัวมาหลายทศวรรษแล้ว ยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ช่องว่างระหว่างรายได้ยิ่งขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว

     เดี๋ยวนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าคนรวย 10 เปอร์เซ็นต์แรกของประชากรไทยมีรายได้สูงกว่าคนจนสุด 10 เปอร์เซ็นต์ล่างถึง 35 เท่า และคนรวย 10 เปอร์เซ็นต์นี้เป็นเจ้าของทรัพย์สินของประเทศถึง 79 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดจากการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีของนิตยสาร Forbes ปรากฏว่า มีเศรษฐีไทยติดอันดับ 500 บุคคลที่รวยที่สุดในโลกถึง 4 คน บางคนถึงขั้นอยู่ในอันดับ 100 คนแรก โดยมีทรัพย์สินมากกว่า 5 แสนล้านบาท ส่วนประเทศไทยนั้นถูกจัดเป็นประเทศเหลื่อมล้ำอันดับ  3ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย

     ทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยได้เป็นอย่างดีคือที่ดิน ดังจะเห็นได้ว่าขณะที่เกษตรกร 40 เปอร์เซ็นต์ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง และขณะที่คนไทยมากกว่า 3 ใน 4 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใดๆ เลย นักธุรกิจบางตระกูลกลับถือครองที่ดินไว้ถึง 6 แสน 3 หมื่นไร่ โฉนดที่ดิน 61 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยอยู่ในมือประชากร 10 เปอร์เซ็นต์ที่รวยสุด

     แน่นอน ความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์สินย่อมนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสทางการศึกษาและทางเลือกในการประกอบอาชีพ  ตลอดจนโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ สภาพดังกล่าวทำให้การเปลี่ยนฐานะทางชนชั้นของผู้เสียเปรียบเป็นไปได้ยาก ซึ่งก็ส่งผลทำให้โครงสร้างทางชนชั้นของสังคมไทยมีลักษณะ rigid แข็งตัว และสร้างรอยแยกถาวรให้กับสังคม

     ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วนั้นนำไปสู่ความรู้สึกไม่มั่นคงของทุกชนชั้น ด้วยเหตุดังนี้ ทุกฝ่ายจึงเรียกหาอำนาจการเมืองมาดูแลตน หรือใช้มันเปลี่ยนเกมที่ตนกำลังเสียเปรียบ ซึ่งอาจจะเป็นอำนาจเผด็จการก็ได้ อย่างในกรณีคนชั้นสูงและคนชั้นกลางส่วนบน หรืออาจจะเป็นอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ อย่างในกรณีเกษตรกรรายย่อยในชนบท

     จริงอยู่ การใช้อำนาจการเมืองมาคุ้มครองผลประโยชน์ทางชนชั้นนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ ความปั่นป่วนผันผวนในเรื่องนี้ได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นทั้งในสังคมไทย ยุโรป สหรัฐอเมริกา อเมริกาใต้ ตลอดจนที่อื่นๆ

การหวังให้กลุ่มทุนใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อนการยกระดับฐานะของธุรกิจเอสเอ็มอีและชนชั้นล่างๆ จะไม่สวนทางกับธรรมชาติของระบบทุนนิยมหรอกหรือ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่ปลาใหญ่จะไม่กินปลาเล็ก

 

     กลับมาเรื่องประเทศไทย 4.0

     มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินความสำเร็จหรือล้มเหลวของนโยบายนี้ แต่ถ้าพูดกันอย่างยุติธรรม นโยบายไทยแลนด์  4.0นั้นมีจุดหมายที่ดีในการมุ่งพาประเทศไทยก้าวให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งนี้โดยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกแล้วหันมาโฟกัสที่การค้าและการบริการ (Trades & Services) อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงเปลี่ยนกระบวนการผลิต การทำงานมาสู่ระบบดิจิทัล และอาศัยนวัตกรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นแกนหลักของการสร้างรายได้

     แต่ก็อีกนั่นแหละ คำถามยังคงมีอยู่ว่า คนไทยพร้อมแค่ไหนในการก้าวกระโดดไปสู่การทำงานในระบบเศรษฐกิจ 4.0

     ในเรื่องนี้ ประเด็นความเหลื่อมล้ำยังคงเข้ามาเป็นอุปสรรคอย่างเลี่ยงไม่พ้น ถ้าเราดูตัวเลขจากผู้มีงานทำ 37.4 ล้านคน แรงงานในระบบอายุ 40 ปีขึ้นไปมีถึง 46 เปอร์เซ็นต์ และสัดส่วนแรงงานในระบบ 50.5 เปอร์เซ็นต์ เรียนหนังสือไม่เกินชั้นประถม ในจำนวนนี้มี 1.2 ล้านคนที่ไม่มีการศึกษา ในเมื่อแรงงานครึ่งหนึ่งอายุมากและมีการศึกษาน้อย การปรับตัว ยกระดับทักษะให้เป็นแรงงาน 4.0 คงทำได้ยากทีเดียว  

     ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่อำนาจต่อรองของคนงานจะลดลงมาก เพราะการผลิต การค้า และงานบริการ นับวันจะใช้แรงงานคนน้อยลง โดยมีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทนที่ คนงานที่จะปรับทักษะให้สอดคล้องกับหุ่นยนต์และนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ก็คงมีจำนวนน้อย จำนวนคนที่ตกงานน่าจะมีมากขึ้น กลายเป็นสินค้าล้นตลาดที่ราคาตกต่ำลง

     ล่าสุด สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย หรืออีคอนไทย ได้ประเมินว่าน่าจะมีอย่างน้อย 8 อาชีพที่เสี่ยงตกงานเพราะเทคโนโลยี 4.0  

     อาชีพดังกล่าว ได้แก่ 1. พนักงานขายปลีกหน้าร้าน ในห้าง และพนักงานขายตรง 2. พนักงานโรงแรม 3. พนักงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน 4. แรงงานในภาคอุตสาหกรรม 5. แรงงานในภาคโลจิสติกส์ 6. บุรุษพยาบาลดูแลคนสูงวัยหรือผู้ป่วย 7. คนขับรถยนต์และรถบรรทุก และ 8. คนทำงานเคาน์เตอร์เซอร์วิสในภาคธุรกิจต่างๆ

     ในบรรดากลุ่มเสี่ยง กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น นับว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าวถือครองสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการส่งออก แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในยุค 2.0-2.5 ซึ่งในสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์นี้ มี 25 เปอร์เซ็นต์ที่เปราะบางมาก เพราะการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี

     ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายผู้ประกอบการดูเหมือนจะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าสู่ยุค 4.0 ดังจะเห็นจากการที่หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยยืนยันว่า ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจ 4.0 แล้ว

     นโยบายของหอการค้าเองก็พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกประมาณ 1 แสนรายทั่วประเทศเข้าสู่ธุรกิจการค้าและบริการในระดับ 4.0 โดยตั้งเป้าไว้ในแผนงานปี 2560-2561 ว่า จะยกระดับผู้ประกอบการในหอการค้าจำนวน 5 หมื่นรายให้มีศักยภาพสูงขึ้น และสร้างรายได้รวมเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ หรือราวๆ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันจีดีพีจากภาคการค้าและบริการคิดเป็นสัดส่วน 52 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศ

     ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการใช้ทุนข้ามชาติมาช่วยฉุดลากเศรษฐกิจไทยก็ดี ความสับสนอลหม่านเรื่องแรงงานในระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ก็ดี ล้วนแล้วแต่จะนำกลับมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งหมายถึงว่าการลดช่องว่างระหว่างรายได้ยังคงเป็นแค่ความฝันระยะไกล

ชนชั้นนำภาครัฐไม่ได้เข้ามากุมอำนาจอย่างเฉื่อยเนือย หรือแค่รักษาผลประโยชน์เดิมๆ ไปวันๆ ตรงกันข้าม พวกเขาเข้ามาเปิดฉากรุกทางการเมืองอย่างเข้มข้น เป็นระบบ ถึงขั้นมี master plan ในการสถาปนาอำนาจนำของตนให้มั่นคงยั่งยืน และอยู่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์

 

     แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมคิดว่าทางผู้บริหารชุดปัจจุบันก็คงรู้ปัญหาดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นรัฐราชการจึงต้องหันมาใช้ระบบสวัสดิการอ่อนๆ และระบบสังคมสงเคราะห์เพื่อลดทอนแรงกดดันจากชนชั้นล่างสุด ในการนี้รัฐบาลปัจจุบันได้เตรียมงบประมาณไว้ถึง 8 หมื่นล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือดูแลคนจนที่มาลงทะเบียนไว้ 14 ล้านคน  

     นอกจากนี้ฝ่ายรัฐก็ไม่ได้อาศัยการลงทุนจากต่างชาติเป็นแรงขับเศรษฐกิจ 4.0 แต่อย่างเดียว หากยังคิดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่ากลไกประชารัฐขึ้นมาเป็นเครื่องจักรใหญ่อีกตัวหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

     จุดที่น่าสนใจที่สุดของนโยบายหรือกลไกประชารัฐก็คือ มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเติบโตของจีดีพีเท่านั้น หากยังมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้ไปพร้อมๆ กันตามนโยบายประชารัฐ รัฐราชการเสนอตัวเป็นแกนนำประสานความร่วมมือระหว่างทุนใหญ่กับธุรกิจรายย่อย หรือแม้แต่เกษตรกรในท้องถิ่นต่างๆ ทั้งนี้โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมเป็นภาคีขับเคลื่อนด้วย

     ด้วยเหตุดังนี้ นโยบายประชารัฐจึงมีนัยทางการเมืองสูงมาก เพราะเป็นการจับมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เคลื่อนไหวลงสู่มวลชนระดับฐานราก ซึ่งทับซ้อนกับฐานเสียงของนักการเมือง ถ้าเรื่องนี้ทำสำเร็จก็อาจจะส่งผลให้การเมืองภาคตัวแทนกลายเป็นโมฆะได้

     พูดอีกแบบหนึ่งมันก็คือความพยายามที่จะแปรความขัดแย้งทางชนชั้นที่หลายท่านเกลียดและกลัวมาเป็นความร่วมมือทางชนชั้นภายใต้การนำของรัฐราชการ ดังนั้นกลไกประชารัฐจึงมีกลิ่นอายของความรัก ความสามัคคีของคนในชาติอยู่พอสมควร แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงลัทธิ corporatism กับนิยามเรื่องรัฐของ Hegel

     สิ่งที่เราไม่รู้คือนโยบายนี้มุ่งลอยแพตัดตอนนักการเมืองมาตั้งแต่แรก ด้วยการทำให้พวกเขาเป็นคนนอกกระบวนการพัฒนาประเทศ หรือเป็นแค่ผลพลอยได้ของสูตรแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ที่แน่ๆ คือในทางนโยบายแล้ว มันถูกออกแบบมาหักล้างและตอบโต้นโยบายประชานิยมโดยตรง

     ดังจะเห็นได้จากคำพูดของผู้นำเครือข่ายประชาสังคมท่านหนึ่งซึ่งกล่าวว่า  “ประชานิยมคือการเอาเงินของรัฐไปแจกชาวบ้าน นักการเมืองเอาบุญคุณ ชาวบ้านอ่อนแอเรื่อยไป ไม่หายจน ประชารัฐคือการส่งเสริมความเข้มแข็งของประชาชนคนรากหญ้าให้พ้นความยากจน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้ สามารถควบคุมนักการเมือง ทำให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

     แน่นอน เมื่อตัดเรื่องเจตนาออกไปแล้ว คำถามก็ยังคงมีอยู่ว่าการหวังให้กลุ่มทุนใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อนการยกระดับฐานะของธุรกิจเอสเอ็มอีและชนชั้นล่างๆ จะไม่สวนทางกับธรรมชาติของระบบทุนนิยมหรอกหรือ มันเป็นไปได้หรือไม่ที่ปลาใหญ่จะไม่กินปลาเล็ก

     มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะมีข้อสรุปแบบฟันธงในเรื่องนี้ออกมา แต่ที่น่าสนใจมากก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ไม่ได้กำหนดให้ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด แต่เน้นว่าต้องเป็นระบบที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างทั่วถึงและยั่งยืน อันนี้ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจะต้องยึดถือในระบบเศรษฐกิจเสรีและอาศัยกลไกตลาดเท่านั้น

     เป็นไปได้หรือไม่ว่าการไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวอาจจะทำให้รัฐสามารถเข้าไปไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ระหว่างทุนใหญ่กับผู้ผลิตรายย่อยได้ง่ายขึ้น และบางทีอาจจะมีผลประโยชน์นอกกลไกตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  

การดูถูกหมิ่นหยามนักการเมืองและพรรคการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำภาครัฐแสดงออกอย่างเปิดเผยมาตลอดช่วงหลังรัฐประหาร ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นวาทกรรมหรือฐานคิดที่ใช้ลดฐานะนำของสถาบันประชาธิปไตยอย่างสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง

 

     ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

     จากที่ผมกล่าวมาทั้งหมด ทุกท่านคงเห็นแล้วว่า เที่ยวนี้ชนชั้นนำภาครัฐไม่ได้เข้ามากุมอำนาจอย่างเฉื่อยเนือย หรือแค่รักษาผลประโยชน์เดิมๆ ไปวันๆ ตรงกันข้าม พวกเขาเข้ามาเปิดฉากรุกทางการเมืองอย่างเข้มข้น เป็นระบบ ถึงขั้นมี master plan ในการสถาปนาอำนาจนำของตนให้มั่นคงยั่งยืน และอยู่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์

     พูดอีกแบบหนึ่งคือ 3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในเมืองไทยไม่ได้สะท้อนแค่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่ากับเครือข่ายการเมืองของนายทุนบางกลุ่มเท่านั้น หากยังสะท้อนความพยายามของชนชั้นนำภาครัฐที่จะสร้างสังคมตามแนวคิดอนุรักษนิยมคู่ขนานไปกับการเกี่ยวร้อยกับทุนนิยมโลก มันเป็นความพยายามที่จะดำรงฐานะนำของรัฐราชการในการบริหารระบบทุนไร้พรมแดน

     แต่ประเด็นมีอยู่ว่า อุดมการณ์และวาทกรรมของรัฐชาติที่เป็นแบบรัฐราชการนั้น โดยเนื้อแท้แล้วก็ไปกันไม่ได้ลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่ขับเคลื่อนทุนไร้ชาติไร้พรมแดน หรือแม้แต่คอนเทนต์ของเศรษฐกิจ 4.0

     ด้วยเหตุดังนี้ สภาพขัดกันเองระหว่างนโยบายเศรษฐกิจที่แลไปข้างหน้า กับนโยบายทางการเมืองและสังคมที่แลไปข้างหลังของรัฐไทยจึงปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เช่น ความขัดแย้งระหว่างการศึกษาแบบท่องจำศิโรราบ กับเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม เป็นต้น

     ดังที่ศาสตราจารย์โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) ผู้โด่งดังได้ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อไม่นานมานี้ ลัทธิเสรีนิยมใหม่นั้นถือปัจเจกชนเป็นตัวตั้ง และใช้กลไกตลาดกร่อนสลายสังคม ชุมชน ชาติ หรือองค์รวมใดๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าสนใจมากว่า ในขณะที่รัฐราชการของไทยสมาทานลัทธิ neoliberal ซึ่งมีทั้งแนวคิดและการกระทำที่เป็นปรปักษ์กับคอนเซปต์ผลประโยชน์แห่งชาติ รัฐนี้จะยังคงใช้วาทกรรมรัฐชาติกึ่งจารีตขับเคลื่อนสังคมไทยให้หมุนตามศูนย์อำนาจได้แค่ไหน

     กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้ว สิ่งที่ คสช. เสนอนับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของนักการเมืองและพรรคการเมือง ตลอดจนนักทฤษฎีฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับผังอำนาจและแนวทางบริหารประเทศแบบ top down ก็คงต้องมีข้อเสนอแตกต่างในระดับที่แกรนด์พอๆ กัน ไม่ใช่พูดแค่หลักการลอยๆ

ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ภาคประชาชนเองก็อาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเหมือนกัน ในระยะหลังๆ พวกเขาได้ใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดียและสื่อออนไลน์ต่างๆ มาสนับสนุนการต่อสู้ของตน ตั้งแต่การปกป้องลำน้ำในหมู่บ้านเล็กๆ ไปจนถึงการคัดค้านโครงการใหญ่ของฝ่ายรัฐและฝ่ายทุน ความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้ ‘การเมืองข้างถนน’ กลายเป็น ‘การเมืองคีย์บอร์ด’ มากขึ้นเรื่อยๆ

 

     เรียนตรงๆ ถ้าพรรคการเมืองใดคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่าชนชั้นนำภาครัฐ หรือไม่กล้าแตะต้องลัทธิเสรีนิยมใหม่ หรือไม่กล้าคิดต่างในเรื่องใหญ่ๆ ก็ป่วยการจะมีพรรคเหล่านั้น เพราะพวกเขาจะกลายเป็นแค่กลุ่มแสวงหาอำนาจ และเป็นแค่ส่วนตกแต่งของพลังอำนาจที่ขับเคลื่อนรัฐราชการและควบคุมสังคมไทยอยู่แล้ว

     แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย เพราะพรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นเก่าจำนวนหนึ่งล้วนเติบโตมาจากช่วงระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบภายใต้รัฐธรรมนูญ 2521 ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการร่วมมือกับชนชั้นนำภาครัฐในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกฯ คนนอก

     ดังนั้นฉากหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งผนึกกำลังกันหนุนผู้นำจากกองทัพ ทั้งเพื่อกีดกันพรรคที่เคยชนะพวกเขาในการเลือกตั้งหลายครั้งหลัง และชิงส่วนแบ่งทางอำนาจมาไว้กับตน แม้จะต้องเล่นบทพระรองก็ตาม

     การดูถูกหมิ่นหยามนักการเมืองและพรรคการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำภาครัฐแสดงออกอย่างเปิดเผยมาตลอดช่วงหลังรัฐประหาร ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นวาทกรรมหรือฐานคิดที่ใช้ลดฐานะนำของสถาบันประชาธิปไตยอย่างสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง

     3 ปีที่ผ่านมา คณะรัฐประหารและมวลชนที่สนับสนุนมักจะใช้วาทกรรมต่อต้านคอร์รัปชันพุ่งเป้าใส่นักการเมือง ซึ่งตอนแรกก็อาจจะหมายถึงพรรครัฐบาลที่ถูกโค่น  แต่ต่อมากลับออกไปในทางเหมารวมนักการเมืองทั้งหมด ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วข้าราชการ พ่อค้า และนักธุรกิจต่างหากที่เป็นต้นแบบของระบบทุจริตในประเทศไทย และการคอร์รัปชันก็ไม่ได้หายไปไหนในช่วงการปกครองแบบอำนาจนิยม

     จากการประกาศค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เมื่อต้นปี 2560 ประเทศไทยถูกระบุว่า ได้คะแนนเพียง 35 จาก 100 ซึ่งทำให้อยู่ในอันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ คะแนนดังกล่าวนับว่าต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ 43 คะแนน ก่อนหน้านี้ในปี 2557 ประเทศไทยเคยได้คะแนน 38 และอยู่ในอันดับที่ 85 ส่วนปี 2558 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 76 แต่คะแนนยังคงอยู่ที่ 38 เหมือนเดิม สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คะแนนลดลงในการประเมินครั้งล่าสุดก็เพราะมีการนำข้อมูลความเป็นประชาธิปไตยเข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย

     อย่างไรก็ดี ชเรื่องคอร์รัปชันนี้ยังคงเป็นประเด็นการเมืองที่มีนัยสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากคำถาม 4 ข้อเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งฝ่ายรัฐตั้งขึ้นและรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันตอบ

     ใช่หรือไม่ว่าคำถามเหล่านั้น แท้จริงแล้วคือการเปิดฉากรุกทางการเมืองต่อบรรดานักการเมืองอีกระลอกหนึ่ง โดยผู้กุมอำนาจปัจจุบันช่วงชิงเป็นฝ่ายกระทำก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น

     แต่อย่าเข้าใจผิด ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นแค่ความเคลื่อนไหวในระดับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่หลายท่านอาจมองว่าต้องการสืบทอดอำนาจ หากเป็นการต่อสู้ในระดับชิงระบอบของ State Elites ที่ต้องการสถาปนาความชอบธรรมของตน และลดทอนความชอบธรรมของคู่แข่ง

     ซึ่งถ้าเรามองในระดับนี้ก็จะพบว่า ฝ่ายชนชั้นนำเก่ามีสำนึกและมียุทธศาสตร์ในการต่อสู้มากกว่านักการเมืองหรือพรรคการเมือง ซึ่งมักมุ่งหวังชัยชนะในระดับที่แคบกว่ากันมาก คือแค่ชัยชนะของบุคคลหรือพรรคของตนเท่านั้น

     อันที่จริง ประเด็นธรรมาภิบาลตามความหมายสากลไม่ได้เป็นแค่เรื่องศีลธรรม จริยธรรม หรือเรื่องคนดี-คนเลวแบบฉาบฉวย หากเป็นกระบวนการบริหารจัดการที่นำไปสู่ประสิทธิภาพที่สะอาดและปราศจากข้อกังขา กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วยหลักนิติธรรม หลักความโปร่งใส หลักกระจายอำนาจ หลักการมีส่วนร่วม และหลักฉันทามติ เป็นสำคัญ

     ดังนั้นถ้ากล่าวในเชิงคอนเซปต์ล้วนๆ ระบอบประชาธิปไตยย่อมสร้างรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้ง่ายกว่าระบอบอำนาจนิยมอยู่แล้ว 

ผมเห็นว่าปัญญาชนจำนวนมากแทบจะไม่พยายามเข้าไปเกี่ยวร้อยกับทุกข์ร้อนรูปธรรมของประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ เลย ด้วยเหตุดังนี้ พวกเขาจึงยังไม่สามารถทำให้ความเห็นของตน matter ในสังคมไทย ศักยภาพทางการเมืองของพวกเขายังคงเป็นแค่ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในโลกเสมือนจริง แต่ยังไม่ใช่พลังในโลกแห่งความจริง

 

     อย่างไรก็ดี ไม่ทราบเป็นเพราะมีแผลกันอยู่บ้างหรือมีเหตุผลใด บรรดานักการเมืองจึงไม่ได้ออกมาโต้แย้งในเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะมีท้วงติงบ้างก็แค่เป็นรายบุคคล

     ในสายตาของผม โอกาสเดียวที่พรรคการเมืองจะต่อรองกับพรรคราชการได้คือต้องร่วมมือกันเองอย่างเหนียวแน่น และตอบคำท้าของชนชั้นนำภาครัฐในทุกประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องตอบคำท้าใหญ่ด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาและการปฏิรูปตามครรลองประชาธิปไตยที่พิสูจน์ได้ว่าเหนือกว่า ดีกว่า เป็นจริง และเป็นธรรมมากกว่า

     ดังนั้นการเมืองในยุคไทยแลนด์ 4.0 จึงมีแนวโน้มที่จะไปได้ทั้งสองทาง คือทางแรก นักการเมืองเล่นบทหางเครื่อง คอยผัดหน้าทาแป้งให้กับชนชั้นนำภาครัฐที่จะกุมอำนาจต่อในฐานะรัฐบาลประชาธิปไตย กลายเป็นการเมืองแบบที่ท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่าระบอบเกี้ยเซี้ยหรือเกี้ยซิยาธิปไตย

     ทางที่สอง พรรคการเมืองส่วนใหญ่ผนึกกำลังกันทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ โดยมีข้อเสนอแนะหรือข้อโต้แย้งเชิงนโยบายที่แตกต่างจากแนวคิดของฝ่ายอนุรักษนิยม อันนี้ถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่เร้าใจยิ่ง และเป็นการสมทบส่วนที่สำคัญให้กับพัฒนาการทางการเมืองในประเทศของเรา

     กล่าวสำหรับภาคประชาชนโดยทั่วไป ฐานะของพวกเขาจะเป็นเช่นใดภายใต้เงื่อนไขไทยแลนด์ 4.0 และกลไกประชารัฐ ตลอดจนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน?

     อันดับแรก ถ้าพูดเฉพาะเรื่องเลือกตั้ง เสียงของพวกเขาคงจะมีน้ำหนักลดลง ทั้งนี้เพราะระบบเลือกตั้งใหม่และอำนาจของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งจะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองไหนตั้งรัฐบาลได้โดยพรรคเดียว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ทางเลือกในระดับนโยบายของผู้ลงคะแนนเลือกตั้งก็ดูจะหายไปด้วย

     จะว่าไป แม้แต่ในเรื่องนี้ ชนชั้นนำภาครัฐและมวลชนห้อมล้อมก็ได้ขับเคลื่อนวาทกรรมดักหน้าไว้แล้วว่า การเลือกตั้งไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย  วาทกรรมดังกล่าวใช้ประโยชน์ได้ถึงสองทาง ด้านหนึ่งคือลดทอนเครดิตของการเมืองแบบเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็คล้ายว่าจะหันเหความสนใจของประชาชนจากประเด็นที่เสียงของพวกเขามีน้ำหนักน้อยลง

     กระนั้นก็ตาม ที่ผ่านมาเสียงของประชาชนเคยมีน้ำหนักมากในการจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนโยบายที่พวกเขาพอใจ คนเหล่านี้ถูกทำให้เงียบสนิทมาตลอดระยะเวลา 3 ปี ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ชัดว่าพวกเขาคิดอย่างไร และจะแสดงออกทางการเมืองแบบไหนเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป

     ทุกท่านคงนึกออกว่า ในอดีตชาวนาไทยเคยเจอสภาพที่ถูกทอดทิ้งให้จมปลักอยู่กับความเสียเปรียบ และไม่ถูกนับในทางการเมืองอยู่เป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งเข้ามาเสนอแนวทางประชานิยมหนุนช่วยพวกเขาในเรื่องหนี้สินและราคาผลผลิต บรรดาเกษตรกรจึงหันมาสนับสนุนพรรคนี้อย่างท่วมท้น และกลายเป็นพวกที่ตื่นตัวทางการเมืองแบบฉับพลัน

     ก็น่าสนใจว่าเมื่อแนวทางประชานิยมถูกปิดกั้น ชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นเช่นใด

     ก่อนหน้ารัฐประหาร 2557 แวดวงวิชาการเคยพูดถึงประเด็นการเกิดขึ้นของคนชั้นกลางใหม่ในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือเกษตรกรรายย่อย ปัจจุบันคนชั้นนี้คือเป้าหมายหลักที่นโยบายประชารัฐต้องการช่วงชิงมาเป็นภาคี ดังนั้นจึงน่าสนใจมากว่าจากนี้ไป กลไกของฝ่ายอนุรักษ์จะสลายความเจ็บช้ำน้ำใจของชาวนาเสื้อแดงได้หรือไม่ และในการเลือกตั้งครั้งหน้า ฐานมวลชนกลุ่มนี้จะย้ายค่ายหรือไม่

     อันดับต่อมา พ้นจากการเมืองภาคตัวแทนและการเลือกตั้งแล้ว การเมืองภาคประชาชนจะมีสภาพเป็นเช่นใดภายใต้กฎกติกาการเมืองชุดล่าสุด พื้นที่สำหรับการเมืองภาคประชาชนยังมีเหลือ หรือมีเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

     เรื่องนี้ถ้าพูดกันตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว เราอาจจะมองโลกในแง่ดีได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ยังคงยืนยันเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านต่างๆ ไว้โดยละเอียด ในหมวด 3 ตั้งแต่มาตรา 25 ถึงมาตรา 49 อีกทั้งยังมีมาตรา 77 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องในการตรากฎหมายแต่ละฉบับ และมาตรา 133 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนลงชื่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเพื่อเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพได้

     อย่างไรก็ตาม คำมั่นสัญญาในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เรื่องความเสมอภาค ความเป็นธรรม หรือสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นดูจะมีเงื่อนไขมากเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงื่อนไขในด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งเอื้อต่อการตีความแบบครอบจักรวาล ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายเล็กกฎหมายน้อยกำหนดไว้ กฎหมายในเมืองไทยมีถึงกว่า 1 แสนฉบับ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีกี่ฉบับที่ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

     นอกจากนี้แล้ว สิทธิเสรีภาพของชาวบ้านย่อมขัดแย้งกันในระดับประสานงากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย ซึ่งสรุปได้ด้วย 2 คำคือ เหลื่อมล้ำ และอยุติธรรม

     ดังนั้น ลำพังมีกฎหมายคุ้มครองก็ไม่ได้หมายความว่าช่องว่างตรงนี้จะหดแคบลงโดยพลัน เรามีตัวอย่างมากมายที่สิทธิชุมชนถูกละเมิดโดยทุนใหญ่ หรือไม่ก็โครงการของรัฐเอง อีกทั้งตัวบุคคลที่เป็นผู้นำชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

มีแต่การมอบตัวให้กับความจริงเท่านั้น เราจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตรงตามเงื่อนไขเหตุปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้น

 

     พูดอย่างถึงสุดแล้ว ถ้าเราเข้าใจว่าการเมืองภาคประชาชนนั้นมักจะเป็นเรื่องปากท้องและฐานทรัพยากรของชุมชน เราก็คงมองเห็นว่านโยบายสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ดี นโยบายไทยแลนด์ 4.0 สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรังได้ อย่างเช่น ในกรณีท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา ปัญหาที่ดินทำกินที่แม่สอด และกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ เป็นต้น  

     แม้ว่านโยบายประชารัฐโดยกองทุนหมู่บ้านจะมีโครงการเปิดร้านค้าชุมชนถึง 2 หมื่นแห่ง และตลาดประชารัฐอีกราว 1,300 แห่ง แต่ถ้าท้องถิ่นยังคงเต็มไปด้วยปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาถูกรุกล้ำฐานทรัพยากร การพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าในแนวนี้ก็คงไม่สงบราบรื่นเท่าใด

     แน่นอน ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ภาคประชาชนเองก็อาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเหมือนกัน ในระยะหลังๆ พวกเขาได้ใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์ต่างๆ มาสนับสนุนการต่อสู้ของตน ตั้งแต่การปกป้องลำน้ำในหมู่บ้านเล็กๆ ไปจนถึงการคัดค้านโครงการใหญ่ของฝ่ายรัฐและฝ่ายทุน ความก้าวหน้าดังกล่าวทำให้การเมืองข้างถนนกลายเป็น ‘การเมืองคีย์บอร์ด’ มากขึ้นเรื่อยๆ

     บางทีอาจจะเพราะเหตุนี้ บวกกับสภาพการชุมนุมล้นเกินก่อนเดือนพฤษภาคม 2557 ตลอดจนความรู้สึก insecure อ่อนไหวในเรื่องอุดมการณ์ของรัฐ ชนชั้นนำที่กุมอำนาจจึงต้องการจำกัดขอบเขตของประชาธิปไตยทางตรงไปพร้อมๆ กับประชาธิปไตยแบบตัวแทน

     กล่าวคือ นอกจากกลไกควบคุมนักการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ยังมีกลไกอีกหลายอย่างที่รัฐราชการใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน เช่น พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ กับร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ฝ่ายรัฐกำลังผลักดันอยู่

     อันนี้ไม่ทราบจะตรงกับที่นักวิชาการบางท่านเรียกว่าเป็นสภาวะ Deep State หรือรัฐพันลึกได้หรือไม่ กล่าวคือจะมีการเลือกตั้งหรือมีรูปแบบภายนอกที่เป็นประชาธิปไตยก็มีไป แต่เบื้องลึกแล้วรัฐยังคงควบคุมสังคมโดยผ่านสารพัดกลไก

     ต่อไป กลุ่มสุดท้ายที่ผมอยากจะเอ่ยถึงด้วยความเกรงใจคือปัญญาชนและนักวิชาการ ชนกลุ่มนี้มีศักยภาพทางการเมืองสูงมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพียงแต่วิวัฒน์จากนักปราชญ์ราชบัณฑิต ปุโรหิต สมณะ มาเป็นผศ. รศ. คอลัมนิสต์ หรือนักวิชาการอิสระเท่านั้นเอง

     เท่าที่ผมสังเกตเห็น ซึ่งอาจจะเป็นการมองผิดไปก็ได้ ผมรู้สึกว่าปัญญาชนที่ถือตนว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนั้นไม่ค่อยคอนเน็กต์กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเท่าใด ส่วนใหญ่พอใจอยู่กับการออกความเห็นในเฟซบุ๊ก กระทั่งบางส่วนออกจะรังเกียจการเมืองภาคประชาชน โดยเห็นว่าแกนนำบางคนเคยต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

     สำหรับเรื่องนี้ ผมเองค่อนข้างรู้สึกประหลาดใจ ทั้งนี้เพราะสมัยทศวรรษ 1960 และทศวรรษ 1970 บรรดานักศึกษา ปัญญาชน และนักวิชาการ พากันเข้าหาประชาชนจนไม่เป็นอันอยู่ในห้องเรียน ครั้นเติบโตมีประสบการณ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประสบการณ์ในการพ่ายแพ้ ก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าดุลกำลังเปรียบเทียบทางการเมืองนั้นเลื่อนไหลแปรเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าสังคมกำลังมีปัญหาอะไร ใครก็ตามที่ไม่รู้จักเกี่ยวร้อยกับพลังที่เป็นคุณในแต่ละช่วงสถานการณ์ ผู้นั้นย่อมโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน

     การเมืองเป็นเรื่องของฉันทามติ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงต้องหาทางเอา 10 สู้ 1 เสมอ เพื่อให้คนส่วนใหญ่อยู่ข้างเดียวกับตน ไม่ใช่เอา 1 สู้ 10 แล้วนั่งภูมิใจอยู่ท่ามกลางความพ่ายแพ้

     แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมสงสัยว่าปัญญาชนรุ่นลูกรุ่นหลานคงไม่ได้คิดอะไรในแนวนี้อีกแล้ว และสำหรับหลายคน เสรีภาพในการแสดงความเห็น ซึ่งอาจจะเป็นความคิดก็ได้ หรือโดยไร้ความคิดก็ได้ นับเป็นจุดหมายสูงสุดในตัวของมันเอง

     มันเป็นไปได้หรือไม่ว่าลัทธิ neoliberal นั้นซึมลึกเข้ามาอยู่ในสังคมไทยมากกว่าที่เราคิด แม้แต่ในหมู่ปัญญาชนที่ถือตนว่าหัวก้าวหน้า หรือปัญญาชนประชาธิปไตย แนวคิดเรื่องปัจเจกชนนิยมสุดขั้วยังเข้ามาครอบงำอย่างหนาแน่น

     ระบบเฟซบุ๊กก่อให้เกิดสภาพหนึ่งคน หนึ่งสำนัก และเมื่อเกิดหลายสำนัก สิ่งที่หายไปคือสำนึก โดยเฉพาะสำนึกเรื่ององค์รวม หลายท่านให้ความสำคัญกับเสรีภาพส่วนตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่าการผนึกกำลังกันเป็นกลุ่มก้อนขบวนการ บางท่านใช้เวลาไปในการวิพากษ์ โต้แย้ง หรือเสียดสี ตรวจสอบคุณสมบัติของปัญญาชนด้วยกัน มากกว่าจะสร้างขบวนทางปัญญาที่มีพลัง  

     และถ้าจะให้พูดตรงๆ  ยกเว้นนักวิชาการอาวุโสที่เป็นผู้นำทางความคิดกับนักศึกษากลุ่มเล็กๆ ในท้องถิ่นแล้ว ผมเห็นว่าปัญญาชนจำนวนมากเกินไปแทบจะไม่พยายามเข้าไปเกี่ยวร้อยกับทุกข์ร้อนรูปธรรมของประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ เลย

     ด้วยเหตุดังนี้ พวกเขาจึงยังไม่สามารถทำให้ความเห็นของตน matter ในสังคมไทย ศักยภาพทางการเมืองของพวกเขายังคงเป็นแค่ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในโลกเสมือนจริง แต่ยังไม่ใช่พลังในโลกแห่งความจริง

ในวันนี้ชนชั้นนำภาครัฐได้กลับมาสถาปนาอำนาจนำของตน และฟื้นบทบาทของรัฐราชการในยุคโลกาภิวัตน์ได้สำเร็จ แต่สภาพดังกล่าวจะยั่งยืนแค่ไหน คงไม่มีใครตอบได้อย่างมั่นใจ

     ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ

     ผมหวังว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้คงจะไม่ใช่การมองโลกเชิงลบมากเกินไป ผมเพียงแต่ชวนท่านมามองความเป็นจริงโดยไม่หลบตา เพราะมีแต่มอบตัวให้กับความจริงเท่านั้น เราจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ตรงตามเงื่อนไขและเหตุปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้น

     เนื่องจากได้รับเชิญมาพูดในงานของศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม ผมก็ได้แต่หวังว่าแง่คิดที่นำมาเสนอจะมีส่วนจุดประเด็นให้ท่านไปทำวิจัยต่อได้บ้างไม่มากก็น้อย สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ยังขาดองค์ความรู้มาประกอบการพิจารณาเป็นอย่างมาก ส่วนตัวผมเองก็ทำได้แค่ตั้งข้อสังเกตผ่านสายตาชายชรา

     นับจากพ.. 2475 มาถึงวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่าเส้นทางวิวัฒนาการทางการเมืองของไทยไม่ใช่เส้นตรง หากยักเยื้องแบบ dialectical หรือเป็นลักษณะวิภาษ หลายปีที่ผ่านมา การเมืองการปกครองไทยแปรเปลี่ยนไปตามความขัดแย้งระหว่างพลังอำนาจนิยมกับพลังประชาธิปไตย ซึ่งด้านหลักเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่าจากภาครัฐ กับชนชั้นนำใหม่จากนอกระบบราชการ ทั้งนี้โดยมีประชาชนหลายชนชั้นเป็นตัวแปรสำคัญ

     แต่ในกระบวนการคลี่คลายของความขัดแย้งทุกรอบก็ยังมีความขัดแย้งอื่นๆ เข้ามาแทรก เช่น ความขัดแย้งระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ความขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลางเก่ากับคนชั้นกลางใหม่ หรือความขัดแย้งระหว่างนายทุนกับคนงาน ความขัดแย้งระหว่างชาวชนบทกับคนเมืองหลวง กระทั่งความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นปกครองและในหมู่ประชาชนด้วยกัน

     ความขัดแย้งที่ทาบซ้อนกันเหล่านี้เป็นแหล่งที่มาของการจัดกำลังเผชิญหน้ากันในยามที่สถานการณ์ดำเนินมาถึงช่วงวิกฤติ ซึ่งฝ่ายไหนมีดุลกำลังเปรียบเทียบที่เหนือกว่า และมีแนวทางการต่อสู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงเฉพาะหน้ามากกว่า ฝ่ายนั้นก็ชนะไป

     ปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือมักตกค้างอยู่ในภาวะ antithesis นานเกินไปจนหา synthesis ไม่เจอ

     ในวันนี้ ชนชั้นนำภาครัฐได้กลับมาสถาปนาอำนาจนำของตน และฟื้นบทบาทของรัฐราชการในยุคโลกาภิวัตน์ได้สำเร็จ แต่สภาพดังกล่าวจะยั่งยืนแค่ไหน คงไม่มีใครตอบได้อย่างมั่นใจ

     การที่รัฐธรรมนูญ 2560 จัดผังอำนาจโดยขยายบทบาทของข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนไว้มาก อันนี้เท่ากับนำระบบราชการเข้ามาซ้อนทับและครอบงำปริมณฑลทางการเมือง ซึ่งในด้านหนึ่งนับเป็นการลดทอนบทบาทของประชาชนในกระบวนการคัดสรรและควบคุมผู้กุมอำนาจ แต่ในอีกด้านหนึ่งย่อมจะทำให้ภาคราชการมีการเมืองมากขึ้น ข้าราชการระดับสูงกลายเป็นนักการเมืองไปโดยปริยาย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าระบบวุฒิสภาแต่งตั้งจะยิ่งทำให้นักการเมืองนอกระบบผุดขึ้นเต็มไปหมด

     แน่นอน ที่ไหนมีการเมือง ที่นั่นก็มีการแข่งขันชิงอำนาจ ที่นั่นก็มีความขัดแย้ง  และความขัดแย้งในหมู่ผู้ปกครองก็เคยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายครั้ง

     ผมรบกวนเวลาของท่านทั้งหลายมามากแล้ว ขอขอบคุณที่ให้เกียรติรับฟัง

 

บทความนี้ เป็นปาฐกถาของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่กล่าวในงานเสวนา ‘Direk’s Talk ทิศทางการเมืองโลก ทิศทางการเมืองไทย และนโยบายสาธารณะ’ จัดโดยศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

The post “ประชาธิปไตยสร้างรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้ง่ายกว่าอำนาจนิยม” ดร. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปาฐกถา ‘การเมืองไทยกับสังคม 4.0’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-politics-seksan-prasertkul-discourse-about-thai-politics-and-thailand-4-0-in-direk-s-talk/feed/ 0