เศรษฐกิจยุโรป Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เศรษฐกิจยุโรป/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 20 May 2025 02:37:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 อังกฤษและ EU ตกลงที่จะรีเซ็ตข้อตกลงหลัง Brexit https://thestandard.co/uk-eu-reset-deal-post-brexit/ Tue, 20 May 2025 02:37:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1076081 เจ้าหน้าที่อังกฤษและ EU ลงนามข้อตกลงในกรุงลอนดอนเพื่อรีเซ็ตความสัมพันธ์หลัง Brexit

สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปประกาศข้อตกลงครั้งประวัติศาสต […]

The post อังกฤษและ EU ตกลงที่จะรีเซ็ตข้อตกลงหลัง Brexit appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่อังกฤษและ EU ลงนามข้อตกลงในกรุงลอนดอนเพื่อรีเซ็ตความสัมพันธ์หลัง Brexit

สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปประกาศข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (19 พฤษภาคม) เพื่อรีเซ็ตความสัมพันธ์ระหว่างกัน หลังจากการแยกตัวอย่างตึงเครียดของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปในปี 2020

 

เจ้าหน้าที่อังกฤษระบุว่า การลงนามในข้อตกลงร่วมกับเจ้าหน้าที่จาก EU ในกรุงลอนดอน ซึ่งครอบคลุมหลายด้าน อาทิ ความมั่นคง พลังงาน การค้า การเดินทาง และประมง ถือเป็น “วันประวัติศาสตร์” สำหรับทั้งสองฝ่าย และเป็น “บทใหม่” ของความสัมพันธ์ที่เคยตึงเครียดหลังยุค Brexit

 

นี่คือประเด็นสำคัญจากข้อตกลง และผลกระทบที่จะมีต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจในสหราชอาณาจักร:

 

ประการแรก ข้อตกลงนี้จะทำให้การนำเข้าและส่งออกอาหารและเครื่องดื่มของอังกฤษง่ายขึ้น โดยลดขั้นตอนด้านเอกสารที่เคยทำให้รถบรรทุกต้องต่อคิวนานที่ชายแดน การตรวจสอบตามปกติสำหรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์และพืชบางรายการก็จะถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์อย่างไส้กรอกและเบอร์เกอร์ของอังกฤษกลับมาขายในสหภาพยุโรปได้อีกครั้ง

 

ในด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปได้ตกลงจัดตั้งความร่วมมือรูปแบบใหม่ เปิดทางให้อุตสาหกรรมด้านการป้องกันของสหราชอาณาจักรเข้าร่วมในกองทุน “Security Action for Europe” มูลค่า 150,000 ล้านปอนด์ (200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่ EU เสนอจัดตั้งขึ้น

 

ประเด็นเรื่องการประมง ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ซับซ้อนในการเจรจาก่อนการประชุมสุดยอด ได้ข้อสรุปว่า EU จะยังคงมีสิทธิ์ทำการประมงในน่านน้ำของสหราชอาณาจักรไปจนถึงปี 2038 ข้อตกลงนี้เป็นสิ่งที่กรุงบรัสเซลส์ต้องการอย่างมาก เพราะข้อตกลงเดิมกำลังจะหมดอายุในปีหน้า

 

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ จะมีข่าวดีอย่างน้อยหนึ่งเรื่องในข้อตกลงนี้ คือพวกเขาจะสามารถใช้ “eGates” เพิ่มขึ้นในสนามบินของประเทศใน EU โดยไม่ต้องต่อแถวตรวจหนังสือเดินทางเหมือนที่ผ่านมา 

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างสมบูรณ์ เช่น “โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน” โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมกันหาข้อสรุปในอนาคต เพื่ออำนวยความสะดวกให้เยาวชนสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ทั่วทวีปยุโรปอย่างคล่องตัวมากขึ้น

 

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป Ursula von der Leyen กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมว่า ข้อตกลงที่ได้ในวันนี้ถือเป็น “ประวัติศาสตร์” พร้อมเสริมว่า “สารที่เราส่งออกไปยังโลกในวันนี้คือ พวกเราในยุโรปจะยังคงยืนหยัดร่วมกัน” ขณะที่ประธานสภายุโรป António Costa กล่าวว่า ข้อตกลงเหล่านี้ “ไม่เพียงแค่แสดงถึงความก้าวหน้า แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้รับการฟื้นฟูและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ครอบคลุมประเด็นการค้า การย้ายถิ่นฐาน และความมั่นคง

 

การเปลี่ยนท่าทีของรัฐบาล Donald Trump ไปสู่แนวทาง Isolationism ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยุโรป เช่น สงครามในยูเครน ได้สร้างแรงกดดันให้สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปต้องเร่งตกลงทำข้อตกลงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็อยู่ในสถานการณ์ที่ยุ่งยาก เนื่องจากความนิยมในพรรค Reform UK ของ Nigel Farage ผู้วางรากฐานแนวคิด Brexit กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ผลสำรวจของ YouGov ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า ความนิยมของนายกรัฐมนตรี Keir Starmer ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีเพียง 23% ของประชาชนในสหราชอาณาจักรที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเขา ในขณะที่ความนิยมต่อนาย Farage และพรรค Reform UK กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

หนึ่งในอุปสรรคที่สำคัญที่สุดก่อนการประชุมสุดยอดสหราชอาณาจักร- EU คือเรื่องสิทธิ์ในการจับปลาของเรือยุโรปในน่านน้ำของสหราชอาณาจักร โดยข้อตกลงหลัง Brexit เกี่ยวกับสิทธิ์ในการจับปลานี้มีกำหนดหมดอายุในปี 2026 ขณะที่ฝรั่งเศสและเดนมาร์กต่างผลักดันให้มีการขยายสิทธิ์ดังกล่าวออกไป

 

ปัญหาสำหรับรัฐบาลแรงงานคือการหาทางตกลงในประเด็นยุ่งยากอย่างนี้โดยไม่ให้ดูเหมือนว่าจะกลับไปสู่ความสัมพันธ์แบบก่อน Brexit แต่บรรดาผู้วิจารณ์ข้อตกลงนี้ รวมถึง Farage และผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยม Kemi Badenoch ต่างแสดงความผิดหวังเมื่อรายละเอียดของข้อตกลงถูกเปิดเผยในเช้าวันจันทร์  

 

ภาพ: Henry Nicholls – WPA Pool/Getty Images

อ้างอิง:

The post อังกฤษและ EU ตกลงที่จะรีเซ็ตข้อตกลงหลัง Brexit appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ยุโรป’ ภูมิภาคที่มั่งคั่งที่สุดในโลก ถอยหลังสู่ภาวะถดถอย เตือนปรับตัวช้าเสี่ยงล้าหลังสหรัฐฯและเอเชียยุคทรัมป์ 2.0 https://thestandard.co/europes-wealth-at-risk/ Wed, 22 Jan 2025 08:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1033135

‘ยุโรป’ ภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจใหญ่และมั่งคั่งที่สุดในโลก […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ยุโรป’ ภูมิภาคที่มั่งคั่งที่สุดในโลก ถอยหลังสู่ภาวะถดถอย เตือนปรับตัวช้าเสี่ยงล้าหลังสหรัฐฯและเอเชียยุคทรัมป์ 2.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ยุโรป’ ภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจใหญ่และมั่งคั่งที่สุดในโลก ซึ่งประกอบด้วยผู้คนกว่า 731 ล้านคนใน 48 ประเทศ เข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้นเรื่อยๆ

 

โดยบรรดาผู้บริหารยุโรปออกโรงเตือนว่า หากยุโรปไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับโลกเร่งตัวขึ้นในยุคทรัมป์ 2.0 อาจพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เตือนยุโรปล้าหลังเอเชียและสหรัฐฯ ด้านนวัตกรรม

 

Mario Greco ซีอีโอของ Zurich Insurance แสดงความเห็นในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า “ยุโรปล้าหลังกว่าคู่แข่งในเอเชียและสหรัฐฯ เสมอมาในด้านนวัตกรรม”

 

โดยการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดิจิทัลทั้งหมดนั้น ยุโรปไม่ได้มีการลงทุนในด้านนี้อย่างที่สหรัฐฯ และจีนทำ รวมถึงการบูรณาการตลาดการเงินในยุโรปยังคงเป็นประเด็นว่าการทำธุรกิจในยุโรปมีความซับซ้อนเพียงใด และนี่คือสาเหตุที่ยุโรปต้องตื่นตัว

 

Greco กล่าวเสริมว่า ยุโรปมีความเข้มงวดมากเกินไปกับกฎระเบียบ และกำลังขัดขวางความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางโลกที่เข้าสู่ยุคทรัมป์ 2.0 ภายใต้นโยบาย ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) 

 

หมายความว่าภูมิภาคยุโรปจะต้องปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตัวเองให้มากขึ้นตาม โดยจะเห็นได้จากการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับในวันแรกของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิกถอนเป้าหมายการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 50% ตลอดจนการเคลื่อนไหวเพื่อปราบปรามผู้อพยพ

 

ขณะเดียวกันด้านนโยบายระดับโลก นอกจากสหรัฐฯ จะระบุว่าอาจเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% จากเม็กซิโกและแคนาดาในเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ทรัมป์ยังส่งสัญญาณเตือนว่าสหภาพยุโรปว่า ‘จำเป็นต้องซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น รวมถึงน้ำมันและก๊าซ’ มิฉะนั้นจะตกเป็นเป้าหมายของภาษีนำเข้า

 

ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายของยุโรปควรจะตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่และยกเลิกกฎระเบียบ เมื่อเผชิญกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการแข่งขันจากสหรัฐฯ และจีน

 

ด้าน Vincent Van Peteghem รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของเบลเยียม กล่าวว่า “รัฐบาลใหม่ของทรัมป์ควรส่งเสียงที่ปลุกให้ยุโรปตื่น ซึ่งแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การตอบโต้ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ยุโรปควรเน้นไปที่ความท้าทายของยุโรป นั่นก็คือความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงและช่องว่างด้านผลผลิตที่เพิ่มขึ้นที่เรากำลังเผชิญอยู่

 

ขณะที่ Steven van Rijswijk ซีอีโอของ ING กล่าวว่า ยุโรปควรต้องมีกฎระเบียบที่เรียบง่ายและสอดคล้องกันมากขึ้นทั่วทั้งสหภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคการผลิตและแรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับทวีปนี้ นอกจากนี้ Rijswijk ตั้งข้อสังเกตว่ายุโรปยังจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วยหรือไม่

 

Ana Botín ประธานบริหารของ Banco Santander กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องพัฒนากรอบการทำงาน เพื่อกระตุ้นการเติบโต เพราะยุโรปมีความเสี่ยงที่จะล้าหลัง ซึ่งที่ผ่านมานวัตกรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นในยุโรป เรามีสตาร์ทอัพจำนวนมาก แต่ปัญหาวันนี้คือชาวยุโรปเริ่มต้นที่นี่ แต่ธุรกิจหลายรายขยายไปยังสหรัฐฯ ซึ่งสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายกว่า และบริษัทต่างๆ มีภาระงานด้านเอกสารน้อยกว่า

 

Eric Lombard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส มองว่าเมื่อวันนี้สหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร นั่นหมายความว่าสหภาพยุโรปจะต้องเพิ่มความพยายามในการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

 

ระเบิดเวลา ‘เยอรมนีและฝรั่งเศส’ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจถดถอย 2 ปีติดต่อกัน

 

ขณะเดียวกันรายงานข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ในปี 2024 เศรษฐกิจยูโรโซนเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการชะลอตัวของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส ขณะที่ IMF คาดการณ์ว่าในปี 2025 GDP ของยูโรโซนจะขยายตัวเพียง 1.2% และอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.3%

 

“โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของยุโรป เศรษฐกิจหดตัว 0.2% ในปี 2024 นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่เศรษฐกิจถดถอย”

 

นอกจากนี้ IMF ยังมองว่าความตึงเครียดของสงครามการค้าทั่วโลกและแรงกดดันทางการเมืองในภูมิภาคจะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อยูโรโซนในปี 2025 โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามการค้าระลอกใหม่ภายใต้ทรัมป์ 2.0 จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้น ท่ามกลางความท้าทายด้านวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั่วทั้งยุโรป

 

อีกทั้งหลังจากนี้นโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีสินค้ายุโรปอาจเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างยานยนต์ เครื่องจักร และเคมีภัณฑ์มานาน

 

“ส่งผลให้วันนี้เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อ่อนไหวต่อความผันผวนของอุปสงค์โลก ที่สำคัญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของคู่ค้ารายใหญ่ เช่น จีน ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของการส่งออกในยูโรโซนอีกด้วย”

 

ภาพ: Peter Adams, Scott Olson / Getty Images

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้นกับ ‘ยุโรป’ ภูมิภาคที่มั่งคั่งที่สุดในโลก ถอยหลังสู่ภาวะถดถอย เตือนปรับตัวช้าเสี่ยงล้าหลังสหรัฐฯและเอเชียยุคทรัมป์ 2.0 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ECB หั่นดอกเบี้ยครั้งที่ 3 สู่ระดับ 3.25% จับตาวงจรลดดอกเบี้ยยังไม่จบ เหตุเศรษฐกิจยังซบเซา https://thestandard.co/ecb-cuts-rates-to-3-25-percent/ Fri, 18 Oct 2024 04:04:41 +0000 https://thestandard.co/?p=997501

ในปีนี้ ECB หั่นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 แล้ว และเป็ […]

The post ECB หั่นดอกเบี้ยครั้งที่ 3 สู่ระดับ 3.25% จับตาวงจรลดดอกเบี้ยยังไม่จบ เหตุเศรษฐกิจยังซบเซา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในปีนี้ ECB หั่นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 แล้ว และเป็นการหั่นติดต่อกันครั้งแรกในรอบ 13 ปีสู่ระดับ 3.25% ด้านนักวิเคราะห์ประเมินว่า ECB มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยอีก เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซา จนกว่าอัตราดอกเบี้ยจะกลับมาอยู่ที่ระดับเป็นกลาง ซึ่ง ECB ประมาณการไว้ที่ประมาณ 2%

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17 ตุลาคม) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.25% นับเป็นการลดครั้งที่ 3 ในปีนี้แล้ว โดยให้เหตุผลว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนอยู่ในระดับที่ควบคุมได้มากขึ้น ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจของกลุ่มกำลังแย่ลง

 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงความสนใจของของ ECB จากความพยายามลดอัตราเงินเฟ้อไปสู่การหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

Christine Lagarde ประธาน ECB กล่าวในการแถลงข่าวว่า “เราเชื่อว่ากระบวนการลดภาวะเงินฝืดอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง และข้อมูลทั้งหมดที่เราได้รับในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมากำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ เงินเฟ้อลดลง”

 

Lagarde ไม่ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในอนาคต แต่แหล่งข่าว 4 รายเปิดเผยกับ Reuters ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในเดือนธันวาคมมีแนวโน้มจะเกิดขึ้น เว้นแต่ข้อมูลเศรษฐกิจหรืออัตราเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม “การเลือกตั้งของสหรัฐฯ และภัยคุกคามจากภาษีการค้าใหม่หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ถือเป็นแหล่งที่มาสำคัญของความไม่แน่นอน” แหล่งข่าวระบุ

 

เมื่อถูกถามถึงความเสี่ยงดังกล่าว Lagarde กล่าวว่าอุปสรรคทางการค้าใดๆ ถือเป็น ‘ปัจจัยลบ’ สำหรับยุโรป โดยระบุว่า “ข้อจำกัด ความไม่แน่นอน และอุปสรรคต่อการค้า มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปเปิดกว้างมาก”

 

อย่างไรก็ตาม Lagarde กล่าวเสริมว่า ECB ไม่คาดว่าจะประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยในขณะนี้ และยังคงทำงานบนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจจะ “ลงจอดอย่างนุ่มนวล” (Soft Landing)

 

Gianluigi Mandruzzato นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก EFG Asset Management กล่าวว่า “เราเชื่อว่าความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในบริบทของความกดดันด้านเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง จะส่งผลให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งตั้งแต่เดือนธันวาคมและต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025 จนกว่าอัตราดอกเบี้ยจะกลับมาอยู่ที่ระดับเป็นกลาง ซึ่ง ECB ประมาณการไว้ที่ประมาณ 2%”

 

อ้างอิง:

The post ECB หั่นดอกเบี้ยครั้งที่ 3 สู่ระดับ 3.25% จับตาวงจรลดดอกเบี้ยยังไม่จบ เหตุเศรษฐกิจยังซบเซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU หั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้า หลังภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงส่อบั่นทอนเศรษฐกิจยุโรป https://thestandard.co/eu-cuts-gdp-forecast-for-this-year-and-next/ Tue, 12 Sep 2023 04:26:32 +0000 https://thestandard.co/?p=840612 GDP ยุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรป หรือ European Commission ออกแถลงการณ […]

The post EU หั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้า หลังภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงส่อบั่นทอนเศรษฐกิจยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP ยุโรป

คณะกรรมาธิการยุโรป หรือ European Commission ออกแถลงการณ์เตือนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 กันยายน) โดยระบุถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น คลื่นความร้อนจัด ไฟป่า และน้ำท่วม ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นว่าอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคในปีนี้ 

 

ล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปในฐานะฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป (EU) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในภูมิภาคปี 2023 และ 2024 ลงจากเดิม โดยให้เหตุผลว่า ความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหภาพยุโรป ในแง่ของการสูญเสียทุนธรรมชาติ และการเสื่อมถอยของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการท่องเที่ยว

 

โดยคาดว่า GDP ของสหภาพยุโรปจะเติบโต 0.8% ในปีนี้ ลดลงจากการคาดการณ์เดิมที่ 1% ขณะที่การเติบโตของปีหน้าถูกปรับลดลงเหลือ 1.4% จาก 1.7%

 

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังระบุถึงปัจจัยอื่น เช่น อุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากอัตราเงินเฟ้อที่สูง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสำหรับการปรับลดอันดับ 

 

สภาพอากาศที่เลวร้ายได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 1 ใน 5 ของ GDP ในบางประเทศ โดย European Travel Commission ซึ่งเป็นสมาคมองค์กรการท่องเที่ยวของยุโรป ได้ออกมาคาดการณ์ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่วางแผนจะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2022

 

อ้างอิง:

The post EU หั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้า หลังภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงส่อบั่นทอนเศรษฐกิจยุโรป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุโรปก็ย่ำแย่ นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์เห็นพ้อง เศรษฐกิจยุโรปกำลังเผชิญวิกฤต หลังตัวเลขการเติบโตตกต่ำลงต่อเนื่อง https://thestandard.co/european-economy-in-crisis/ Thu, 24 Aug 2023 03:09:50 +0000 https://thestandard.co/?p=833161

บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งประเมินตรงกันว […]

The post ยุโรปก็ย่ำแย่ นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์เห็นพ้อง เศรษฐกิจยุโรปกำลังเผชิญวิกฤต หลังตัวเลขการเติบโตตกต่ำลงต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งประเมินตรงกันว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปกำลังอยู่ในสถานะตกต่ำ จากเดิมที่ว่าแย่แล้ว แต่กลับแย่ยิ่งกว่าเดิม เห็นได้จากกิจกรรมทางธุรกิจของยุโรปที่หดตัวอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม ทำสถิติแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020

 

รายงานระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) แบบแฟลชคอมโพสิตของยูโรโซน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 สิงหาคม) ลดลงเหลือ 47.0 ในเดือนสิงหาคม จาก 48.6 ในเดือนกรกฎาคม สวนทางกับความคาดหวังของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Dow Jones ที่คาดการณ์ว่าตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยที่ 48.8 ซึ่งค่า PMI ที่อ่านได้สูงกว่า 50 แสดงถึงการขยายตัวของกิจกรรม ในขณะที่ค่าที่ต่ำกว่า 50 แสดงถึงการหดตัว โดยหากไม่รวมเดือนที่มีการระบาดของโควิด ตัวเลข PMI ล่าสุดก็ทำสถิติการอ่านต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2013

 

Cyrus de la Rubia หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Hamburg Commercial Bank กล่าวว่า น่าเสียดายที่ภาคบริการของยูโรโซน “แสดงสัญญาณของการลดลงซึ่งสอดคล้องกับประสิทธิภาพการผลิตที่ย่ำแย่”

 

ขณะที่ภาคการบริการและการผลิตก็ย่ำแย่ไม่ต่างกัน โดยเป็นครั้งแรกที่ภาคบริการลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 30 เดือน ที่ 48.3 และ PMI ภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 42.7 ในเดือนกรกฎาคม เป็น 43.7 ในเดือนสิงหาคม ซึ่ง Cyrus de la Rubia ชี้ว่า เมื่อพิจารณาตัวเลข PMI ใน GDP (การเติบโต) ของยุโรปในตอนนี้ ทำให้สรุปได้ว่ายูโรโซนจะหดตัว 0.2% ในไตรมาสที่สาม

 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ยูโรโซนซึ่งเป็นภูมิภาคของ 20 ประเทศที่ใช้สกุลเงินเดียวกัน ขยายตัว 0.3% ในไตรมาสที่สอง โดยขยายตัว 0.1% ในไตรมาสแรก การเติบโตที่ไม่สดใสนี้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยและราคาพลังงานที่สูงขึ้น และอุปสงค์จากภายนอกที่ลดลง รวมถึงยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนภายในภูมิภาคอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เยอรมนีรายงานกิจกรรมทางธุรกิจหดตัวลึกที่สุดในเดือนสิงหาคม

 

Cyrus de la Rubia ชี้ว่า แรงกดดันที่ลดลงต่อเศรษฐกิจของยูโรโซนในเดือนสิงหาคมส่วนใหญ่มาจากภาคบริการของเยอรมนี ซึ่งเปลี่ยนจากการเติบโตไปสู่การหดตัวในอัตราที่ไม่ธรรมดา พร้อมเสริมว่าผลผลิตที่ลดลงในการผลิตยังเพิ่มข้อโต้แย้งว่าเยอรมนีกำลังกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งยุโรป’ (The Sick Man of Europe)

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดกำลังนำไปสู่การอภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจดำเนินการในการประชุมในเดือนกันยายน โดยหลังการประชุมในเดือนกรกฎาคม Christine Lagarde ประธาน ECB กล่าวว่า ธนาคารกลางยุโรปอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือระงับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว ซึ่งการตัดสินใจสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับข้อมูลอัปเดตล่าสุด

 

ด้านนักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย Refinitiv คาดว่า ธนาคารกลางยุโรปมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในเดือนกันยายน โดยอัตราดอกเบี้ยหลักในปัจจุบันของ EU อยู่ที่ 3.75%

 

อ้างอิง:

The post ยุโรปก็ย่ำแย่ นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์เห็นพ้อง เศรษฐกิจยุโรปกำลังเผชิญวิกฤต หลังตัวเลขการเติบโตตกต่ำลงต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน บิ๊กคอร์ปยุโรปอ่วม มูลค่าสูญกว่าแสนล้าน | Morning Wealth 8 สิงหาคม 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-08082023/ Tue, 08 Aug 2023 01:22:30 +0000 https://thestandard.co/?p=826692

สงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ ทำบริษัทยักษ์ใหญ่ในยุโรปเจ […]

The post ชมคลิป: พิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน บิ๊กคอร์ปยุโรปอ่วม มูลค่าสูญกว่าแสนล้าน | Morning Wealth 8 สิงหาคม 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ ทำบริษัทยักษ์ใหญ่ในยุโรปเจ็บหนัก คาดสูญเสียมูลค่าไปแล้วกว่า 1 แสนล้านยูโร รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

วิเคราะห์ตลาดลงทุนภายใต้การเมืองที่ไม่แน่นอน พูดคุยกับ เอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: พิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน บิ๊กคอร์ปยุโรปอ่วม มูลค่าสูญกว่าแสนล้าน | Morning Wealth 8 สิงหาคม 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้นทุนค่าขนส่งกำลังพุ่งสูงขึ้น หลังระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ในยุโรปลดต่ำลงอย่างมาก https://thestandard.co/falling-rhine-river-transport-costs/ Sat, 15 Jul 2023 07:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=817526

ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่มีความสำคั […]

The post ต้นทุนค่าขนส่งกำลังพุ่งสูงขึ้น หลังระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ในยุโรปลดต่ำลงอย่างมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่มีความสำคัญมากที่สุดในยุโรป กำลังลดต่ำลงอีกครั้ง ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขนส่งอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปีก่อน และทำให้ต้นทุนค่าขนส่งของบริษัทต่างๆ ที่ต้องอาศัยแม่น้ำไรน์พุ่งสูงขึ้น 

 

ระดับน้ำที่เมืองเคาบ์ของเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญ ลดลงต่ำกว่า 1 เมตรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคมจากการวัดระดับเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่าปกติของฤดูกาล ส่งผลให้เรือขนส่งพลังงานเข้าไปยังพื้นที่ยุโรปด้านในเริ่มติดขัด 

 

ทั้งนี้ แม่น้ำไรน์เป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าราว 170 ล้านตันเมื่อปี 2021 ซึ่งรวมทั้งสินค้าอย่างน้ำมัน ถ่านหิน เคมีภัณฑ์ เหล็ก และแร่โลหะ เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อนเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ไม่ปกติ โดยระดับน้ำลดลงต่ำกว่า 40 เซนติเมตรในบริเวณเมืองเคาบ์ ซึ่งเป็นระดับที่เรือขนส่งสินค้าไม่สามารถผ่านได้ 

 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือต้นทุนค่าขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่น ค่าขนส่งระหว่างเนเธอร์แลนด์กับเมืองคาร์ลส์รูเออในเยอรมนี เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา 

 

บริษัทขนส่งสินค้าผ่านตู้คอนเทนเนอร์รายใหญ่อย่าง Maersk เป็นหนึ่งในผู้ที่ใช้เส้นทางแม่น้ำไรน์ ได้แจ้งเตือนลูกค้าว่า จะมีค่าขนส่งส่วนเพิ่ม เนื่องจากระดับน้ำที่ต่ำกว่าปกติ

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะยังไม่จบลงในเร็ววัน ล่าสุดหน่วยงานด้านการพยากรณ์อากาศของเยอรมนีได้เตือนว่า จะมีความร้อนสูงในบริเวณตอนบนของแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบที่ยุโรปจะได้รับจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

 

การขนส่งที่ทำได้ยากขึ้นทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่เดิมทีถูกกระทบอยู่แล้วจากอุปสงค์ที่ลดลงทั่วโลก ต้องเผชิญกับการจัดหาวัตถุดิบที่ยากลำบาก ล่าสุดการผลิตภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีในเดือนพฤษภาคมติดลบไป 20.8% 

 

อ้างอิง:

The post ต้นทุนค่าขนส่งกำลังพุ่งสูงขึ้น หลังระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ในยุโรปลดต่ำลงอย่างมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความเฟื่องฟูของสินค้าหรูในยุโรป นี่เป็น ‘ห่านทองคำ’ ที่นำไปสู่ชัยชนะทางเศรษฐกิจ หรือการเดิมพันที่เสี่ยงเกินไป? https://thestandard.co/the-boom-of-luxury-goods-in-europe/ Wed, 07 Jun 2023 09:40:07 +0000 https://thestandard.co/?p=800372 สินค้าหรูหรา

ตลาดสินค้าหรูหราของยุโรปกำลังเฟื่องฟูด้วยยอดขายที่เพิ่ม […]

The post ความเฟื่องฟูของสินค้าหรูในยุโรป นี่เป็น ‘ห่านทองคำ’ ที่นำไปสู่ชัยชนะทางเศรษฐกิจ หรือการเดิมพันที่เสี่ยงเกินไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าหรูหรา

ตลาดสินค้าหรูหราของยุโรปกำลังเฟื่องฟูด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างผลประโยชน์ทางด้านการเงินต่อทวีปนี้อย่างมาก กระนั้นความสำเร็จนี้ทำให้เกิดคำถามที่ค่อนข้างวิกฤตว่า ยุโรปพึ่งพาอุตสาหกรรมหรูมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความฟุ้งเฟ้อและความเสื่อมโทรม

 

เพื่อให้เข้าใจสิ่งนี้ดีขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบได้กับสหรัฐอเมริกา ในปีที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ที่สุด 10 แห่งในสหรัฐฯ ได้คิดเป็น 65% ของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของผลกำไรที่มีนัยสำคัญภายในผู้เล่นจำนวนน้อย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่น่ากังวล สถานการณ์ที่คล้ายกันนี้กำลังพัฒนาในยุโรป โดยหุ้นหรูหราที่สำคัญที่สุด 10 ตัว ซึ่งรวมถึงหุ้นชื่อดังอย่าง LVMH และ Ferrari สร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 30%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อุตสาหกรรมหรูหราเป็นความภาคภูมิใจในยุโรปมาช้านาน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอุตสาหกรรมนี้ประสบกับวิถีการเติบโตที่โดดเด่น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดใหญ่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นที่ร่ำรวย ในทางกลับกันบุคคลเหล่านี้กลับใช้จ่ายไปกับสินค้าฟุ่มเฟือยระดับไฮเอนด์

 

ผลที่ตามมาก็คือยุโรปเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเงินที่สำคัญจากอุตสาหกรรมที่ครองอำนาจมานานหลายศตวรรษ ปัจจุบัน 2 ใน 3 ของรายได้จากการขายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลกอยู่ที่ยุโรป ส่งผลให้ทวีปนี้กลายเป็นมหาอำนาจทางการเงินในตลาดสินค้าหรู

 

หากเราดูรายชื่อบริษัทชั้นนำของยุโรป 10 อันดับแรก ตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด เราจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในอดีตรายชื่อนี้ถูกครอบงำโดยธนาคาร สาธารณูปโภค และกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรม

 

ตอนนี้มีชื่อแบรนด์หรู 4 ชื่อ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจาก 0 เมื่อต้นปี 2010 ที่น่าสนใจคือแบรนด์หรูเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำกำไรได้มากกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ โดยคิดเป็นสัดส่วน 25% ของรายได้

 

แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากความกังวล การพึ่งพาอุตสาหกรรมหรูอาจดูเหมือนเป็นการก้าวถอยหลังในโลกที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ด้วยทุนนิยมตะวันตกที่ต่อสู้กับการเติบโตของผลผลิตที่ซบเซา ความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น 

 

ตลอดจนวิธีแข่งขันและอยู่ร่วมกับจีน ซึ่งสินค้าฟุ่มเฟือยในยุโรปต้องพึ่งพาผู้บริโภคชาวจีนอย่างมาก ซึ่งขณะนี้คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของยอดขาย จึงเป็นที่ถกเถียงว่าการพึ่งพาสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างหนักนี้เป็นกลยุทธ์ที่ยั่งยืนหรือไม่

 

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาขนาดของภาคส่วนเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และสินค้าหรูหราในยุโรปมีการเติบโตตามสัดส่วน ตั้งแต่ปี 2010 บริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด 10 แห่งได้เพิ่มส่วนแบ่งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึง 4 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกันหุ้นหรูที่ใหญ่ที่สุด 10 หุ้นมีส่วนแบ่งในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้น 3 เท่า โดยการเติบโตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

 

ขณะนี้แบรนด์หรูชั้นนำของยุโรปมียอดขายถึง 1 ใน 3 ของยอดขายทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 4 ในปี 2010 ตลาดสินค้าหรูหราของยุโรปถูกครอบงำโดย 4 บริษัท ได้แก่ LVMH, L’Oréal, Hermès และ Christian Dior (เป็นเจ้าของโดย LVMH) ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ภาษาฝรั่งเศส

 

การครอบงำของฝรั่งเศสในตลาดสินค้าหรูนั้นสามารถย้อนไปถึงระบบนิเวศของสินค้าหรูที่มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และวัฒนธรรมองค์กรในการเข้าซื้อกิจการที่ริเริ่มโดย เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซึ่งเข้าครอบครอง LVMH ในปี 1989 สินค้าหรูที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกจำนวนมากยังคงผลิตอยู่โดยบริษัทเล็กๆ ของอิตาลี แต่ปัจจุบันถูกครอบครองและขายโดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในฝรั่งเศส

 

ในแง่ของการขาย บริษัทหรูหราของฝรั่งเศสบดบังคู่แข่ง ยอดขายประจำปีของพวกเขาสูงกว่าชาวสวิส 3 เท่า ชาวอเมริกันและชาวจีน 4 เท่า และชาวอิตาลี 12 เท่า LVMH กลายเป็นบริษัทในยุโรปแห่งแรกที่มีมูลค่าเกินครึ่งล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ปัจจุบัน Hermès มีอัตรากำไรมากกว่า 40% เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2010 และสูงกว่า Microsoft ซึ่งเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ทำกำไรได้มากที่สุด

 

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้กำไรสูงคือความสามารถในการตั้งราคาสูง บริษัทหรูตอบสนองลูกค้าที่มีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น ราคาของกระเป๋าถือ Chanel เพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเป็น 10,000 ดอลลาร์ ซึ่งแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อ

 

แม้จะเป็นที่ชัดเจนว่ายุโรปเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในกลุ่มสินค้าหรูหรา ทว่าชัยชนะครั้งนี้มาพร้อมกับคำเตือน ด้วยระบบทุนนิยมเติบโตในการแข่งขันมากกว่าการกระจุกตัว ถ้าต้องเลือกระหว่างการมุ่งเน้นไปที่ภาคเทคโนโลยีหรือภาคสินค้าฟุ่มเฟือย ส่วนใหญ่อาจจะเลือกเทคโนโลยี นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

เพราะเชื่อว่าจะเป็นการดีสำหรับเศรษฐกิจที่จะมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่แค่สินค้าฟุ่มเฟือยเท่านั้น ดังนั้นในขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยกำลังทำเงินจำนวนมากให้กับยุโรปในขณะนี้ จึงควรระมัดระวังในการพึ่งพาสินค้าเหล่านี้มากเกินไปสำหรับอนาคต

  

ภาพ: Mike Kemp / In Pictures via Getty Images

อ้างอิง:

The post ความเฟื่องฟูของสินค้าหรูในยุโรป นี่เป็น ‘ห่านทองคำ’ ที่นำไปสู่ชัยชนะทางเศรษฐกิจ หรือการเดิมพันที่เสี่ยงเกินไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามคาด! ECB มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 0.50% สู่ระดับ 2% พร้อมส่งสัญญาณเริ่มลดขนาดงบดุลในเดือน มี.ค. ปีหน้า https://thestandard.co/ecb-interest-15122022/ Fri, 16 Dec 2022 01:52:05 +0000 https://thestandard.co/?p=724359

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงในอัต […]

The post ตามคาด! ECB มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 0.50% สู่ระดับ 2% พร้อมส่งสัญญาณเริ่มลดขนาดงบดุลในเดือน มี.ค. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิงในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 0.50% สู่ระดับ 2% ในการประชุมวันนี้ (15 ธันวาคม) ตามคาดการณ์ของตลาด พร้อมระบุว่าจะเริ่มลดขนาดงบดุลลงโดยเฉลี่ย 1.5 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนในเดือนมีนาคมปีหน้าไปจนกว่าจะสิ้นสุดไตรมาสที่ 2

 

ECB ยังระบุด้วยว่า ธนาคารจะมีการเผยแพร่รายละเอียดที่มากขึ้นของแผนการลดขนาดการเข้าซื้อสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปในเดือนกุมภาพันธ์

 

การชะลอความเร็วในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ECB เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์เงินเฟ้อในเดือนพฤศจิกายนของยูโรโซนเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง แม้ว่าตัวเลขจะยังอยู่ในระดับสูงถึง 10% ก็ตาม โดยการชะลอความเร็วดังกล่าวยังสอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางสวิส ที่ต่างก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตรา 0.50% เช่นกันในการประชุมรอบล่าสุด

 

Frederik Ducrozet นักวิเคราะห์ของ Pictet Wealth Management กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ECB รวมถึงธนาคารกลางขนาดใหญ่อื่นๆ เป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด โดยส่วนหนึ่งที่ทำให้ ECB มีท่าทีสายเหยี่ยวต่อนโยบายการเงินที่ลดลง เกิดจากการที่เครื่องบ่งชี้ทางเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มสะท้อนว่าภาวะถดถอยในยูโรโซนอาจไม่รุนแรงเหมือนที่คาดกันไว้ก่อนหน้านี้ และบางประเทศอาจหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจหดตัวได้สำเร็จในช่วงฤดูหนาวนี้

 

“เงินเฟ้อในยูโรโซนยังคงค้างอยู่ในระดับสูงกว่าสหรัฐฯ แต่นั่นเป็นเพราะ ECB ยังไม่เริ่มการปรับนโยบายการเงินในรูปแบบอื่นๆ เข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงการปรับลดงบดุล” Ducrozet กล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post ตามคาด! ECB มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 0.50% สู่ระดับ 2% พร้อมส่งสัญญาณเริ่มลดขนาดงบดุลในเดือน มี.ค. ปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: World Bank พบสัญญาณชะลอตัวปี 2023 ในพื้นที่ยุโรปตะวันออก-เอเชียกลาง | Morning Wealth https://thestandard.co/morning-wealth-05102022-3/ Wed, 05 Oct 2022 06:09:45 +0000 https://thestandard.co/?p=691230 World Bank

World Bank หรือธนาคารโลก เปิดเผย ประเทศต่างๆ ในยุโรปตะว […]

The post ชมคลิป: World Bank พบสัญญาณชะลอตัวปี 2023 ในพื้นที่ยุโรปตะวันออก-เอเชียกลาง | Morning Wealth appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Bank

World Bank หรือธนาคารโลก เปิดเผย ประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางกำลังจะเผชิญกับภาวะการเติบโตที่อ่อนแอในปี 2023 โดยภาวการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มบานปลายกลายเป็นภาวะถดถอย หากรัสเซียตัดลดการจำหน่ายพลังงานให้กับทางภูมิภาคยุโรป

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth วันที่ 22 กรกฎาคม 2564 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: World Bank พบสัญญาณชะลอตัวปี 2023 ในพื้นที่ยุโรปตะวันออก-เอเชียกลาง | Morning Wealth appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยูโรโซนยังเสี่ยงสูง จับตาปลายปีอาจเผชิญภาวะถดถอย ขณะที่เงินเฟ้อยังน่าเป็นห่วง https://thestandard.co/eurozone-economy-risk/ Mon, 05 Sep 2022 02:14:38 +0000 https://thestandard.co/?p=676261 เศรษฐกิจยูโรโซน

The post เศรษฐกิจยูโรโซนยังเสี่ยงสูง จับตาปลายปีอาจเผชิญภาวะถดถอย ขณะที่เงินเฟ้อยังน่าเป็นห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยูโรโซน

The post เศรษฐกิจยูโรโซนยังเสี่ยงสูง จับตาปลายปีอาจเผชิญภาวะถดถอย ขณะที่เงินเฟ้อยังน่าเป็นห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P เผย กิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ลดลงต่ำในรอบหลายเดือน ส่งสัญญาณโลกเสี่ยงชะลอตัว https://thestandard.co/sp-economic-activity/ Wed, 24 Aug 2022 08:48:02 +0000 https://thestandard.co/?p=671346 S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เผ […]

The post S&P เผย กิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ลดลงต่ำในรอบหลายเดือน ส่งสัญญาณโลกเสี่ยงชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global

S&P Global บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เผยผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของทวีปยุโรป เดือนสิงหาคม พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวลดจากระดับ 49.9 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 49.2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

 

โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในยุโรปเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากปัญหาเงินเฟ้อที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค และปัญหาสงครามในยูเครนที่มีผลต่อห่วงโซ่การผลิต ขณะเดียวกันยุโรปกำลังเผชิญกับปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนเรื่องก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย

 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Gazprom บริษัทผู้ผลิตก๊าซของรัสเซีย ได้ออกมาประกาศว่า จะหยุดส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อ Nord Stream เพื่อซ่อมบำรุงเป็นเวลา 3 วัน ทำให้ราคาก๊าซในยุโรปปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลว่ายุโรปอาจเผชิญกับการขาดแคลนพลังงานในช่วงฤดูหนาว

 

ข้อมูลของ S&P ล่าสุดระบุว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในยุโรปปรับลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ภาคบริการหลีกเลี่ยงการหดตัวอย่างหวุดหวิด โดยภาคการผลิตและบริการต่างเผชิญกับคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง และยังมีแนวโน้มว่าคำสั่งซื้อในในเดือนต่อๆ ไปจะยังคงอ่อนแอ โดยมีรายงานว่า โรงงานหลายแห่งมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นจากยอดขายที่ตกลง

 

“ปริมาณสินค้าคงเหลือจำนวนมากบ่งชี้ว่า โอกาสที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นในเร็วๆ นี้คงเป็นเรื่องยาก” แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ นักเศรษฐศาสตร์จาก S&P Global กล่าว

 

ทั้งนี้ หากแยกดูเป็นรายประเทศจะพบว่า PMI ของเยอรมนี ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ขณะที่ PMI ของฝรั่งเศส ปรับลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิดระลอกแรก 

 

Barclays ธนาคารชื่อดังในอังกฤษ ประเมินว่า เศรษฐกิจในยูโรโซนจะยังขยายตัวได้ในไตรมาสนี้ แต่จะหดตัวในไตรมาสที่ 4 และไตรมาสแรกของปีหน้า ขณะเดียวกันยังมองว่า เศรษฐกิจยุโรปมีโอกาสจะถดถอยรุนแรงขึ้นจากปัญหาความไม่แน่นอนเรื่องก๊าซธรรมชาติ

 

นอกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของยุโรปที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงแล้ว ผลสำรวจของ S&P ยังพบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่นและออสเตรเลียก็ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกนับจากการระบาดของโควิดระลอกใหม่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากทั้งสองส่วนมารวมกัน ก็จะทำให้ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงมากขึ้น

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post S&P เผย กิจกรรมทางเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ลดลงต่ำในรอบหลายเดือน ส่งสัญญาณโลกเสี่ยงชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เศรษฐกิจยุโรป หดตัวต่ำสุดรอบ 18 เดือน ผลพวงเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และสงครามยูเครน https://thestandard.co/morning-wealth-24082022-3/ Wed, 24 Aug 2022 06:07:20 +0000 https://thestandard.co/?p=671240 เศรษฐกิจยุโรป

เศรษฐกิจยุโรป ดัชนี PMI ของ S&P Global Flash Eurozo […]

The post ชมคลิป: เศรษฐกิจยุโรป หดตัวต่ำสุดรอบ 18 เดือน ผลพวงเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และสงครามยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยุโรป

เศรษฐกิจยุโรป ดัชนี PMI ของ S&P Global Flash Eurozone ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน จากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความต้องการบริการและวัสดุสิ้นเปลืองสำหรับภาคการผลิต โดยมีผลพวงมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและวิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เศรษฐกิจยุโรป หดตัวต่ำสุดรอบ 18 เดือน ผลพวงเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และสงครามยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยุโรป ทรุดตัวหนักสุดในรอบ 18 เดือน ผลพวงเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และสงครามยูเครน https://thestandard.co/europe-18-months-economy/ Wed, 24 Aug 2022 04:16:57 +0000 https://thestandard.co/?p=671164 เศรษฐกิจยุโรป

ดัชนี PMI ของ S&P Global Flash Eurozone ร่วงลงสู่ระ […]

The post เศรษฐกิจยุโรป ทรุดตัวหนักสุดในรอบ 18 เดือน ผลพวงเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และสงครามยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยุโรป

ดัชนี PMI ของ S&P Global Flash Eurozone ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความต้องการบริการและวัสดุสิ้นเปลืองสำหรับภาคการผลิต

 

โดยดัชนี PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ลดลงจาก 49.9 ในเดือนกรกฎาคม เป็น 49.2 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งค่าที่ต่ำกว่า 50 แสดงถึงการหดตัวของกิจกรรมทางธุรกิจ

 

ก่อนหน้านี้ดัชนี PMI ร่วงลงต่ำกว่า 50 ในเดือนกรกฎาคม หลังสามารถเติบโตต่อเนื่องในช่วง 16 เดือนก่อนหน้า โดยดัชนี PMI ที่ลดลงเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อได้แรงหนุนจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และวิกฤตห่วงโซ่อุปทานส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

 

นอกจากภาคการผลิตที่เริ่มปรับตัวลงแล้ว ภาวะถดถอยยังเริ่มมีการแพร่กระจายไปยังภาคบริการ ซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปบางส่วนต้องหยุดชะงักตลอดฤดูร้อน

 

แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ จาก S&P Global Market Intelligence กล่าวว่า แรงกดดันด้านค่าครองชีพหมายความว่า การฟื้นตัวในภาคบริการหลังการยกเลิกการจำกัดการระบาดใหญ่ได้ลดลง

 

ขณะนี้ผลผลิตที่ลดลงกำลังเห็นได้จากภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่วัสดุพื้นฐานและบริษัทรถยนต์ ไปจนถึงบริษัทด้านการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องกว้างมากขึ้น ขณะที่อัตราการเติบโตของการจ้างงานชะลอตัวลง ส่วนราคาน้ำมันและก๊าซยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะสงครามยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย

 

ขณะที่ในส่วนของตลาดหุ้น Wall Street ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยบรรดานักลงทุนทั้งหลายต่างมุ่งความสนใจไปที่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงเศรษฐกิจชะลอตัว ก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่แจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

 

โดยดัชนีอุตสาหกรรม Dow Jones ปรับตัวลดลง 154.02 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 32,909.59 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 9.29 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 4,128.73 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 0.27 จุด หรือ 0.00% ปิดที่ 12,381.30 จุด โดยทั้งดัชนี Dow Jones และ S&P 500 ลดลงเป็นช่วงที่ 3 ติดต่อกัน

 

รายงานระบุว่า บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การดูแลสุขภาพ และการสื่อสาร มีผลงานแย่ที่สุดใน S&P 500 ขณะที่บริษัทด้านพลังงานเป็นผู้ชนะที่ใหญ่ที่สุด โดยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.6% จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

 

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3%

 

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ดัชนีอุตสาหกรรม Dow Jones ร่วงลงมากกว่า 600 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq Composite ตกลงมากกว่า 2% ถือเป็นการลดลงที่ใหญ่ที่สุดสำหรับดัชนีอุตสาหกรรม Dow Jones และดัชนี S&P 500 ในรอบหนึ่งวันนับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน ส่วนดัชนี Nasdaq ประสบกับช่วงที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน

 

ลิซ่า ชาเลตต์ หัวหน้าคณะกรรมการการลงทุนระดับโลกที่ Morgan Stanley Wealth Management กล่าวว่า นักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงด้านภาวะเงินเฟ้อ ภาวะถดถอย และการคาดการณ์รายได้ ต่ำเกินไป

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post เศรษฐกิจยุโรป ทรุดตัวหนักสุดในรอบ 18 เดือน ผลพวงเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และสงครามยูเครน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยุโรป ช่วงไตรมาส 2 โตเกินคาด เลี่ยงภาวะถดถอยได้สำเร็จ นักลงทุนเริ่มคลายกังวล https://thestandard.co/european-economy-successfully-avoided-recession/ Mon, 01 Aug 2022 10:36:29 +0000 https://thestandard.co/?p=661321 เศรษฐกิจยุโรป

เศรษฐกิจยุโรป สำนักงานสถิติยุโรป (Eurostat) เปิดเผยตัวเ […]

The post เศรษฐกิจยุโรป ช่วงไตรมาส 2 โตเกินคาด เลี่ยงภาวะถดถอยได้สำเร็จ นักลงทุนเริ่มคลายกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยุโรป

เศรษฐกิจยุโรป สำนักงานสถิติยุโรป (Eurostat) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสมาชิก 19 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน ประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% อีกทั้งยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 0.5%

 

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบเป็นอัตรารายปี ตัวเลข GDP ของยูโรโซนขยับปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.0% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 3.4% กระนั้นก็ยังแผ่วลงจากไตรมาสแรกซึ่งขยายตัวที่ 5.4%

 

แถลงการณ์ของ Eurostat ระบุว่า GDP ของกลุ่มผู้ใช้เงินสกุลยูโรปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 เนื่องจากเศรษฐกิจของสเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี ดีกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า แม้จะเผชิญกับปัจจัยท้าทายอย่างวิกฤตเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนจากสงครามในยูเครน โดยเศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ส่วนเศรษฐกิจอิตาลีขยายตัว 1.0% และสเปนขยายตัวที่ 1.1%

 

อย่างไรก็ตาม เยอรมนี ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของยุโรป กลับหดตัวลงในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา 

 

แม้ตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ของยูโรโซนจะช่วยคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจส่วนหนึ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาวยังคงไม่สดใสสักเท่าไรนัก โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 8.9% ขณะที่ราคาอาหารและพลังงานที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้กำลังการบริโภคของประชาชนและภาคธุรกิจในยุโรปลดต่ำลง 

 

สำหรับความท้าทายที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของยุโรปในเวลานี้ก็คือ ซัพพลายพลังงาน หลังจากที่ทางสหภาพยุโรป (EU) แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย หนึ่งในแหล่งนำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของยุโรป เพื่อลงโทษรัสเซียกรณีบุกยูเครน ส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยการสำรวจความเห็นของผู้จัดการกองทุนในยุโรปโดย Bank of America ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พบว่า 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยในปีหน้า เพิ่มขึ้นจาก 54% ในเดือนมิถุนายน

 

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วภูมิภาคยุโรปต่างทยอยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณซัพพลายก๊าซที่นำเข้าจากรัสเซียเฉลี่ย 40% ปรับตัวลดลงเหลือ 20% ในช่วงเดือนมิถุนายน ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เดินหน้าจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อประหยัดพลังงานสำหรับใช้ในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า หากรัฐบาลรัสเซียตัดสินใจระงับการส่งออกพลังงานให้กับยุโรป เศรษฐกิจหลายประเทศในภูมิภาคแห่งนี้อาจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในเวลา 2-3 เดือน 

 

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความเห็นเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าหากรัสเซียระงับการส่งออกก๊าซให้กับทางยุโรป จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฮังการี สโลวาเกีย และสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งทั้งหมดล้วนพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียเป็นหลัก หดตัวลงไปมากถึง 6% 

 

ขณะเดียวกัน ทางผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งคาดการณ์ว่า การระงับการส่งออกพลังงานของรัสเซียยังส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของเยอรมนีหายไปถึง 2.2 พันล้านยูโรในช่วง 2 ปีข้างหน้า 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post เศรษฐกิจยุโรป ช่วงไตรมาส 2 โตเกินคาด เลี่ยงภาวะถดถอยได้สำเร็จ นักลงทุนเริ่มคลายกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ECB ประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 11 ปี ที่ระดับ 0.5% สูงกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลเงินยูโรเริ่มแข็งค่า https://thestandard.co/ecb-raises-interest-rates/ Thu, 21 Jul 2022 13:39:11 +0000 https://thestandard.co/?p=657190 ECB

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB  ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอก […]

The post ECB ประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 11 ปี ที่ระดับ 0.5% สูงกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลเงินยูโรเริ่มแข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ECB

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB  ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 11 ปี หลังถูกเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นในระดับสูงกดดันอย่างต่อเนื่อง 

 

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปีเพื่อพยายามลดอัตราเงินเฟ้อที่อาละวาดในยูโรโซน

 

โดย ECB ซึ่งเป็นธนาคารกลางของ 19 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการปรับขึ้นอัตรานโยบายขึ้น 0.50% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับขึ้นมาอยู่ที่ 0% โดยการปรับขึ้นครั้งนี้มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 0.25% 

 

ECB ระบุในแถลงการณ์ว่า คณะกรรมการพิจารณาแล้วว่าเป็นการเหมาะสมที่จะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่เคยส่งสัญญาณไว้ 

 

ทางด้านสถาบันแฟรงก์เฟิร์ตยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในแดนลบตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากได้รับมือกับวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

 

ขณะที่เงินยูโรพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงจากข่าวการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รุนแรงขึ้น โดยล่าสุดอยู่ที่  1 ยูโรต่อ 1.0257 ต่อดอลลาร์ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอิตาลีอายุ 10 ปีก็พุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน นับเป็นการขยับขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อตอบรับข่าวการลาออกของนายกรัฐมนตรีมาริโอ ดรากี

 

ECB ยังกล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยจะสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับมาสู่เป้าหมายระยะกลาง โดยเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลาง คือ 2%

 

ก่อนหน้านี้ ECB ได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมและกันยายน เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงพุ่งสูงขึ้น แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเท่าไหร่และผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากขยับขึ้นมาเป็น 0% หรือไม่ 

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ECB ประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 11 ปี ที่ระดับ 0.5% สูงกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลเงินยูโรเริ่มแข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ECB ส่งสัญญาณชัด เตรียมขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เดือน ก.ค. เตรียมปิดฉากยุคต้นทุนกู้ยืมติดลบ https://thestandard.co/ecb-prepare-to-raise-interest/ Thu, 09 Jun 2022 13:02:28 +0000 https://thestandard.co/?p=640203 ธนาคารกลางยุโรป

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ประกาศ ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายตามค […]

The post ECB ส่งสัญญาณชัด เตรียมขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เดือน ก.ค. เตรียมปิดฉากยุคต้นทุนกู้ยืมติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางยุโรป

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ประกาศ ‘คง’ ดอกเบี้ยนโยบายตามคาด แต่ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกรกฎาคม และปรับขึ้นอีกครั้งในเดือนกันยายน เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบ 25 ปี ซึ่งจะเป็นการปิดฉากยุคที่ต้นทุนการกู้ยืมติดลบ 

 

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แถลงการณ์อย่างเป็นทางการในวันนี้ (9 มิถุนายน) ว่า ECB ยืนยันความตั้งใจที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนหน้า ซึ่งเป็นไปตามที่ ECB ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นหลังจากสิ้นสุดการซื้อสินทรัพย์สุทธิอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 

 

โดยหลังสิ้นสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินวันนี้ คณะกรรมการได้แถลงการณ์ว่า จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในเดือนกรกฎาคม และอาจมีการปรับขึ้นอีกครั้งในเดือนกันยายน

 

ซึ่งนั่นจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเหลืออย่างน้อย 0% ภายในสิ้นไตรมาส 3/65 จากปัจจุบันอยู่ที่ -0.5% และเป็นการปิดฉากยุคที่ต้นทุนการกู้ยืมติดลบตลอดระยะเวลา 8 ปี อีกทั้งยังเป็นการยืนยันแผนงานที่ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป วางไว้ก่อนหน้านี้เช่นกัน 

 

“อิงจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน คณะกรรมการมองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืนนั้นจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด” ECB ระบุในแถลงการณ์

 

ทั้งนี้ ECB มองว่า เงินเฟ้อเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2567 ซึ่งเกินเป้าหมายที่ 2% ขณะที่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อยุโรปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.1% 

 

ขณะเดียวกัน ECB ยังปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2565 และ 2566 และได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อยุโรปเป็น 6.8% ในปี 2565 เพิ่มจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมีนาคมที่ 5.1% ส่วนปี 2566 คาดการณ์ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ 3.5% และปี 2567 คาดการณ์ไว้ที่ 2.1% 

 

แรนดัลล์ โครซเนอร์ ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวกับ CNBC ก่อนการประชุมวันนี้ว่า เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่ ECB เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ค่อนข้างยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน 

 

“ความกังวลของ ECB ในตอนนี้คือ ผลกระทบเชิงลบมากมายจากสงคราม การคว่ำบาตร และความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แม้ว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกันยังมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่คอยอยู่ข้างหน้า ECB จึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหวได้แล้ว” โครซเนอร์กล่าว

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ECB ส่งสัญญาณชัด เตรียมขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เดือน ก.ค. เตรียมปิดฉากยุคต้นทุนกู้ยืมติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘EU’ ยอมรับสงครามยูเครนถ่วงเศรษฐกิจกลุ่มสหภาพยุโรปโตช้า แต่มั่นใจไม่รุนแรงถึงขั้นถดถอย https://thestandard.co/eu-ukrainian-war-weighs-on-eu-economy/ Mon, 04 Apr 2022 06:31:27 +0000 https://thestandard.co/?p=613966 EU

เปาโล เจนติโลนี (Paolo Gentiloni) คณะกรรมาธิการด้านเศรษ […]

The post ‘EU’ ยอมรับสงครามยูเครนถ่วงเศรษฐกิจกลุ่มสหภาพยุโรปโตช้า แต่มั่นใจไม่รุนแรงถึงขั้นถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU

เปาโล เจนติโลนี (Paolo Gentiloni) คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและการจัดเก็บภาษีแห่งสหภาพยุโรป (EU) แสดงความเห็นในฐานะผู้ดูแลประเด็นด้านเศรษฐกิจโดยรวมของ EU ระบุว่า สงครามความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียที่ยืดเยื้อลากยาวมานานกว่า 1 เดือนนี้ จะส่งผลให้การขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของ EU ในปีนี้ชะลอตัวลงกว่าเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะสามารถขยายตัวโตได้ถึง 4%

 

เจนติโลนีกล่าวว่า วิกฤตสงครามยูเครนจะฉุดรั้งไม่ให้เศรษฐกิจอียูขยายตัวได้ ดังนั้นตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคในปี 2022 ซึ่งมีขึ้นก่อนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่รัสเซียบุกยูเครนนี้ จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาทบทวน

 

อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ EU จะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่เจนติโลนีมั่นใจว่า เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ภาวะถดถอยแน่นอน

 

ขณะเดียวกัน ในมุมมองของเจนติโลนี แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจของ EU จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก 

 

ปัจจัยแรก คือระยะเวลาของสงครามยูเครน 

 

ปัจจัยที่สอง คือมาตรการคว่ำบาตรที่กระทบอุตสาหกรรมพลังงานรัสเซียจะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมอื่นมากน้อยแค่ไหน 

 

ปัจจัยที่สาม คือวิกฤตยูเครนจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของบรรดานักลงและผู้บริโภคในตลาดอย่างไรบ้าง

 

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจทั้งหมดของ 19 ชาติสมาชิก EU เคลื่อนไหวเข้าสู่แดนลบ เจนติโลนีกล่าวว่า เป็นการดีกว่าที่จะออกมาเตือนและเน้นย้ำกับผู้คนถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีโอกาสชะลอตัวลง แต่ไม่มีทางก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยแน่นอน ดังนั้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของ EU จึงยังดีอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะล่าช้ากว่าที่คาดการณ์กันไว้ในตอนแรก

 

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Kyodo ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการดำเนินการอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งจัดทำโดย Pasona Group บริษัทหางานชั้นนำแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น พบว่า 55% ของบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการปฏิบัติการอยู่ในต่างประเทศ ยอมรับบริษัทของตนได้รับผลกระทบจากสงครามยูเครน

 

ทั้งนี้ ในบรรดาบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นจำนวน 699 แห่งใน 10 ประเทศที่เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม บริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานอยู่ในฝรั่งเศสเห็นว่าบริษัทของตนได้รับผลกระทบจากสงครามยูเครนสูงถึง 92.3% ตามด้วย มาเลเซียที่ 72.0% และสิงคโปร์ที่ 66.7%

 

นอกจากนี้ ในจำนวน 55% ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตหรือดำเนินการในต่างประเทศ 43.2% ยอมรับว่ารู้สึกถึงผลกระทบของสงครามและเร่งมือเตรียมความพร้อมรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ 22.7% คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนเมษายนนี้ และอีก 26.8% มีแผนที่จะเคลื่อนไหวภายใน 3 เดือนข้างหน้า

 

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นในต่างแดนรู้สึกว่าได้รับกระทบคือ ราคาพลังงาน และต้นทุบวัตถุดิบในการผลิต เช่น สารเคมีและแร่โลหะที่พร้อมใจปรับตัวขึ้น อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าขนส่งโลจิสติกส์และพลังงงานอื่นๆ ที่นอกเหนือจากน้ำมัน

  

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘EU’ ยอมรับสงครามยูเครนถ่วงเศรษฐกิจกลุ่มสหภาพยุโรปโตช้า แต่มั่นใจไม่รุนแรงถึงขั้นถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมฆหมอกแห่งสงคราม ปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในยุคถัดไป https://thestandard.co/factors-holding-back-the-global-economy-and-investment/ Mon, 14 Mar 2022 03:05:20 +0000 https://thestandard.co/?p=605460 สงคราม เศรษฐกิจ

และแล้วเหตุการณ์ที่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดหรือ Worst […]

The post เมฆหมอกแห่งสงคราม ปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในยุคถัดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงคราม เศรษฐกิจ

และแล้วเหตุการณ์ที่เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดหรือ Worst Case Scenario ก็เกิดขึ้นจริงหลังรัสเซียบุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในขณะที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 1.3 หมื่นคน ผู้ที่ต้องพรากจากบ้านเรือนไม่ต่ำกว่า 2.3 ล้านคน และตึกรามบ้านช่องเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สถานการณ์สงคราม การบุกยึดของรัสเซีย การตอบโต้ของยูเครน และปฏิกิริยาของชาติพันธมิตรตะวันตก ไม่ต่างจากที่นักวิเคราะห์รวมถึงเราเคยคาดไว้ก่อนหน้า โดยในฝั่งของสถานการณ์สงคราม กองทัพรัสเซียได้รุกคืบเข้าตอนกลางประเทศขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะยังตีเมืองสำคัญอย่างกรุงเคียฟ ที่เป็นเมืองหลวง และเมืองคาร์คีฟ ที่เป็นเมืองอันดับสองไม่ได้ก็ตาม ซึ่งทำให้ทางรัสเซียเปลี่ยนยุทธวิธี โดยหันมาโจมตีประชาชนมากขึ้น ทำให้ผู้เสียชีวิตและความเสียหายของบ้านเรือนมากกว่าช่วงเริ่มต้นการบุกยึดมาก

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ในฝั่งของชาติตะวันตกได้มีการประกาศคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจดังเช่นที่เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้า กล่าวคือ

 

  1. ตัดช่องทาง SWIFT รวมถึงตัดโอกาสที่สถาบันการเงินรัสเซียจะเข้าถึงการทำธุรกรรมรูปดอลลาร์ทุกรูปแบบ โดยประเทศหลักที่ทำมาตรการดังกล่าว ได้แก่ สหรัฐฯ และชาติตะวันตกส่วนใหญ่
  2. คว่ำบาตรการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินชั้นนำของรัสเซีย
  3. คว่ำบาตรการค้าระหว่างประเทศกับรัสเซีย โดยล่าสุดทางสหรัฐฯ ได้มีการคว่ำบาตรการค้าในสินค้าหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิง (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) และ
  4. คว่ำบาตรทางการเงินกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และผู้บริหารระดับสูง รวมถึงชนชั้นสูงของรัสเซีย

 

เรามองว่าการคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาดเช่นนี้จะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียได้รับผลกระทบภายใน 2-3 เดือน (รัสเซียนำเข้าเป็น 20% ของ GDP) และระหว่างที่พัฒนาการสงครามและการคว่ำบาตรดำเนินไป ประธานาธิบดีปูตินจะเปิดการเจรจากับชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ โดยทางรัสเซียจะมีโอกาสที่จะสร้างแต้มต่อในการเจรจาต่อรองได้ถึงปลายเดือนมีนาคม

 

ณ ปัจจุบัน เริ่มมีสัญญาณของการเจรจาเบื้องต้น โดยเรามองว่าน่าจะมีการหยุดยิงภายในช่วงปลายเดือนมีนาคม ขณะที่การเจรจาอาจดำเนินการต่อไปจนถึงเดือนเมษายน ซึ่งหากตกลงกันได้จะทำให้รัสเซียถอนกองกำลังออกจากยูเครน ขณะที่ซีกโลกตะวันตกจะถอนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากรัสเซีย 

 

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ปิดโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อ โดยหากสหรัฐฯ และชาติตะวันตกเข้าช่วยเหลือทางการทหารต่อยูเครน หรือแม้แต่การที่ยูเครนเองยังไม่ยอมรับในข้อเสนอจากทางรัสเซีย เหตุการณ์จะยืดเยื้อ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใด เนื่องจากผู้เสียชีวิตชาวยูเครนจะเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจรัสเซียจะตกต่ำมากขึ้น รวมถึงจะทำให้ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อโลก ทั้งในสหรัฐฯ และชาติตะวันตกมีมากขึ้นจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่จะกระทบกับการผลิตเชื้อเพลิง (โดยในสถานการณ์นี้เราให้ความน่าจะเป็นประมาณ 20%)

 

เมื่อมุมมองต่อสถานการณ์สงครามเป็นดังที่กล่าวข้างต้น ทำให้เรามองว่าราคาน้ำมันรวมถึงก๊าซธรรมชาติจะเริ่มปรับลดลงหลังชาติตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรเศรษฐกิจของรัสเซีย โดยเรามองว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่าสมมติฐานเดิมที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้มากขึ้นที่ราคาน้ำมันในปีนี้อาจอยู่สูงกว่าการคาดการณ์ของเรา เนื่องจากในปัจจุบัน ปริมาณสต๊อกสำรองได้ลดลงมากจากความต้องการที่มีมากกว่าปริมาณการผลิต นอกจากนั้นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นทำให้หลายฝ่ายอาจต้องเพิ่ม ‘War Premium’ หรือส่วนเพิ่มจากความเสี่ยงสงคราม แม้สงครามจะยุติลงก็ตาม

 

ในส่วนของผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากการทำ Sensitivity Analysis หรือความอ่อนไหวของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ 4 เศรษฐกิจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน เราพบว่า หากราคาน้ำมันมีการปรับขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูงสุดเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจอื่นๆ โดยอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 0.8% (Percentage Point: p.p.) เนื่องจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่สูงเกินปกติในปัจจุบัน และเริ่มมีความเสี่ยงของปัจจัยทางจิตวิทยาจาก ‘ความคาดหวังเงินเฟ้อ’ หรือ Inflation Expectation มากขึ้น ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย โดยจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง 0.1% ทำให้เราเชื่อว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็พร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อมากขึ้น โดยในกรณีฐาน (ราคาน้ำมันอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์) Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย 5-6 ครั้ง แต่ถ้าราคาน้ำมันขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ หรือมากกว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยถึง 8-9 ครั้งในปีนี้

 

ในส่วนของเศรษฐกิจยุโรป เรามองว่าผลกระทบของน้ำมันต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้อ โดยเศรษฐกิจอาจชะลอถึงกว่า 0.5% หากราคาน้ำมันขึ้น 10 ดอลลาร์ แต่เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% ทำให้ทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) น่าจะคงดอกเบี้ยหากราคาน้ำมันขึ้นสูง เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดจาก ECB กลับส่งสัญญาณพร้อมถอนสภาพคล่องและเตรียมขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทำให้เรามีมุมมองเดียวกับนักวิเคราะห์จากต่างประเทศมากขึ้นว่าเศรษฐกิจยุโรปอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและจากการตึงตัวนโยบายการเงิน

 

ในส่วนของเศรษฐกิจจีน ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตยูเครนน้อยมาก โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้เศรษฐกิจชะลอลงเพียง 0.1% และทำให้เงินเฟ้อขึ้นเพียง 0.2% เท่านั้น นอกจากนั้นสัญญาณจากรัฐบาลจีนที่พร้อมจะกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ที่จะมีการต่ออายุประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเป็นสมัยที่ 3 (รวมถึงการที่ทางการมีกระสุนพอที่จะกระตุ้น) ก็จะทำให้เศรษฐกิจจีนค่อนข้างมีภูมิต้านทานจากวิกฤตน้ำมัน

 

ส่วนกรณีของเศรษฐกิจไทยนั้นได้รับผลจากสถานการณ์สงครามที่กระทบต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยพอสมควร โดยหากราคาน้ำมันขึ้น 10 ดอลลาร์ จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่เศรษฐกิจชะลอลงประมาณ 0.1% ฉะนั้นหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ เป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.4% จาก 3.6% ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจาก 1.6% เป็น 3.1% ซึ่งหากขึ้นถึงระดับนั้นเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งปีหลังเพื่อคุมความคาดหวังเงินเฟ้อ

 

กล่าวโดยสรุป จากการคำนวณของเรา เศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันมากในแง่ของการขยายตัวเศรษฐกิจจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ยุโรป สหรัฐฯ จีน และไทย ขณะที่ในแง่เงินเฟ้อที่อ่อนไหวมากไปหาน้อยจะได้แก่ สหรัฐฯ ไทย ยุโรป และจีน ตามลำดับ

 

อย่างไรก็ตาม การคำนวณนี้พิจารณาในเชิงเศรษฐกิจมหภาคเป็นหลัก แต่ในแง่สังคมรวมถึงประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว อาจมีหลายปัจจัยที่ทำให้ภาพเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินเปลี่ยนจากที่คำนวณได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์สงครามยังคงอึมครึม ไม่แน่นอน (หรือที่เรียกว่ามี ‘เมฆหมอกแห่งสงคราม’ หรือ The fog of war)

 

เมฆหมอกแห่งสงคราม คือปัจจัยสำคัญที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในยุคถัดไป นักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลายโปรดระมัดระวัง

 

ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD

The post เมฆหมอกแห่งสงคราม ปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในยุคถัดไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยูโรโซนโตชะลอตัวอย่างหนัก สารพัดปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งพิษโอมิครอน-ราคาพลังงานพุ่ง https://thestandard.co/the-eurozone-economy-slowed-sharply/ Tue, 01 Feb 2022 07:33:42 +0000 https://thestandard.co/?p=589140 เศรษฐกิจยูโรโซน

อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของ 19 ชาติสมาชิกผู้ใช้เงินยูโ […]

The post เศรษฐกิจยูโรโซนโตชะลอตัวอย่างหนัก สารพัดปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งพิษโอมิครอน-ราคาพลังงานพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจยูโรโซน

อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของ 19 ชาติสมาชิกผู้ใช้เงินยูโร หรือ ‘ยูโรโซน’ ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 ที่ผ่านมา อันเป็นผลจากปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งปัญหาการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ปัญหาขาดแคลนในระบบห่วงโซ่การผลิต และปัญหาราคาพลังงานพุ่งบั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค

 

ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติยุโรป เผยรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศสมาชิกยูโรโซน พบว่า มีการขยายตัวเพียง 0.3% ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 3 ก่อนหน้า ที่มีการขยายตัว 2.3% ซึ่งทิศทางของ GDP ดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรายปีแล้วพบว่า GDP ของยูโรโซนตลอดทั้งปี 2021 ขยายตัวเติบโตที่ 4.6% ซึ่งตรงกับที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดการณ์กันไว้ 

 

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้ GDP ของยูโรโซนชะลอตัวอย่างรุนแรงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนี ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของยูโรโซน ที่มีการเติบโตในไตรมาส 4 เพียง 0.7% เท่านั้น ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนน่าจะแผ่วลงในฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นเศรษฐกิจยูโรโซนก็น่าจะฟื้นตัวและพลิกกับมาเติบโตขึ้นได้อีกครั้ง

 

ภาคธุรกิจที่อ่อนไหวต่อการระบาดของโควิด อย่างภาคการท่องเที่ยวและสันทนาการได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด เพราะมาตรการสกัดกั้นการแพร่ระบาดที่นำออกมาใช้ ทำให้การใช้จ่ายในภาคธุรกิจดังกล่าวลดลงอย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ แนวโน้มการเติบโตของ GDP ยูโรโซนยังเผชิญปัจจัยลบจากปัญหาราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น บวกกับภาวะขาดแคลนในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งขยับปรับตัวทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5% ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กระทบต่ออำนาจการจับจ่ายของผู้บริโภค ยังไม่นับรวมปัจจัยกดดันการเติบโตจากภายนอกอย่าง ปัญหาขัดแย้งตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน 

 

นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างจับตามองความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีการประชุมในวันพฤหัสบดีนี้ (3 กุมภาพันธ์) ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการหารือแนวทางเพื่อผ่อนคลายความกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ โดยนักวิเคราะห์มองว่า  ECB มีแนวโน้มจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม แต่น่าจะส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า

 

ขณะเดียวกัน เหล่านักลงทุน และตลาดการเงินโลกต่างจับตาการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ด้วยเช่นกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า BOE จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 เพราะมีเป้าหมายต้องการนำพาเศรษฐกิจอังกฤษให้สลัดหลุดพ้นจากอัตราเงินเฟ้อสูงที่ขยับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ 

 

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางอังกฤษได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 0.25% จากระดับต่ำสูดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.1% หลังข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรขยับพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีในเดือนธันวาคม 

 

สำหรับสาเหตุที่ดันให้ตัวเลขเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรขยับตัวพุ่งขึ้นทุบสถิติ เป็นผลจากราคาพลังงานที่แพงขึ้น อุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัว และผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทาน

 

แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมของสหราชอาณาจักรจะมีเสถียรภาพมากขึ้น และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจคุกคามต่อแนวโน้มการเติบโต แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า BOE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยโดยรวมของอังกฤษเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.5%

 

เจมส์ สมิธ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วของ ING กล่าวว่า การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดคิดในเดือนธันวาคม ชี้ให้เห็นว่าธนาคาร โดยเฉพาะ ประธาน แอนดรูว์ เบลีย์ ยังกังวลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่สูงขึ้น และความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นค่าแรง พร้อมแนะว่าสถานการณ์โอมิครอนที่คลี่คลายในทางบวก จะหนุนให้ BOE ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.25% มาอยู่ที่ 0.5%

 

ด้าน ซันเจย์ ราชา (Sanjay Raja) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารดอยซ์แบงก์ คาดว่า BOE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เช่นกัน และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงาน น่าจะส่งผลกระทบกับอุปสงค์ในอนาคต สภาวะทางการเงินที่ตึงตัวทั่วโลกยับยั้งการเติบโตทั่วโลก ดังนั้นจึงส่งผลต่อความต้องการภายนอกของสหราชอาณาจักร และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยผลักดันต้นทุนการกู้ยืมสำหรับครัวเรือนและบริษัท ซึ่งจะทำให้การเติบโตของ GDP ลดลง

 

อ้างอิง:


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post เศรษฐกิจยูโรโซนโตชะลอตัวอย่างหนัก สารพัดปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งพิษโอมิครอน-ราคาพลังงานพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>