เศรษฐกิจยุคใหม่ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เศรษฐกิจยุคใหม่/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 29 Apr 2026 01:26:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ณัฐพงษ์ เตรียมเปิด ครม.เงา ย้ำยึดอุดมการณ์เดิม เติมความหวังประชาชน ชูทำงานข้ามกระทรวง https://thestandard.co/natapong-launches-shadow-cabinet/ Wed, 29 Apr 2026 01:24:24 +0000 https://thestandard.co/natapong-launches-shadow-cabinet/ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์เรื่องการเปิดตัว ครม.เงา

วันนี้ (28 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื […]

The post ณัฐพงษ์ เตรียมเปิด ครม.เงา ย้ำยึดอุดมการณ์เดิม เติมความหวังประชาชน ชูทำงานข้ามกระทรวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์เรื่องการเปิดตัว ครม.เงา

วันนี้ (28 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Standard Now ถึงการเตรียมเปิดตัวคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ว่า พรรคจะเดินหน้าขับเคลื่อนการทำงานเชิงนโยบาย เพื่อเติมความหวังให้กับสังคมท่ามกลางวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญ

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า แม้คำสั่งศาลที่ออกมาจะทำให้ตนและ สส.อีก 10 คนสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่ปัญหานิติรัฐนิติธรรมของไทยยังไม่ได้คลี่คลาย สังคมยังตั้งคำถามว่ากฎหมายถูกใช้เพื่อความยุติธรรมหรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

สำหรับการจัดตั้ง ครม.เงา ระบุว่า จะเน้นการทำงานเป็นทีม โดยมี สส.และเครือข่ายของพรรคเข้ามาร่วมขับเคลื่อนในประเด็นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจยุคใหม่ คุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการปฏิรูปรัฐ พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญคือ “การเติมความหวัง” ผ่านการสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

 

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล การตัดสินใจด้านนโยบายจะดีกว่านี้ได้อย่างไร เราจะทำให้ประชาชนเห็นภาพผ่าน ครม.เงา” ณัฐพงษ์กล่าว และว่า จะมีตนในฐานะหัวหน้าทีม ร่วมกับแคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี 4 ด้าน และเจ้าของวาระสำคัญหมุนเวียนมาแถลงข่าวทุกสัปดาห์ โดยเตรียมแถลงคิกออฟอย่างเป็นทางการที่รัฐสภาในวันถัดไป

 

เมื่อเปรียบเทียบกับ ครม.เงาในอดีต ณัฐพงษ์มองว่า รูปแบบของพรรคประชาชนจะต่างออกไป โดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือการจัดวางตำแหน่งล่วงหน้า แต่จะใช้วาระเป็นตัวตั้ง และทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

พร้อมวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า แม้จะประกาศนโยบายเป็นคลัสเตอร์ แต่ในทางปฏิบัติยังเป็นการแบ่งโควตากระทรวงตามกลุ่มการเมือง ซึ่งไม่ตอบโจทย์วิกฤตระดับโลกในปัจจุบัน

 

ส่วนกรณีที่มีความเห็นจากบางพรรคการเมืองว่า ครม.เงาอาจไม่สะท้อนเอกภาพของฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ชี้แจงว่า เป็นข้อเสนอของพรรคประชาชนเอง ไม่ได้ผูกกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคในสภา

 

ในประเด็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ณัฐพงษ์ระบุว่า จำเป็นต้องใช้เสียง สส.อย่างน้อย 140 เสียง ซึ่งพรรคอยู่ระหว่างรวบรวมเสียงจากทั้ง สว.และพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยมั่นใจว่าจะครบตามเกณฑ์ และคาดหวังว่าประธานรัฐสภาจะดำเนินการส่งเรื่องต่อไป

 

สำหรับคำถามเรื่องคะแนนนิยมที่ลดลงในบางพื้นที่ ณัฐพงษ์ยอมรับว่า แม้พรรคจะยังรักษาฐานคะแนนได้ แต่แพ้จากการรวมเสียงของฝ่ายคู่แข่ง โดยย้ำว่าพรรคจะปรับยุทธศาสตร์ เน้นประเมินพื้นที่และศักยภาพผู้สมัครอย่างรอบด้าน พร้อมจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ณัฐพงษ์ยังยกตัวอย่างลำพูนโมเดล ที่สามารถผลักดันนโยบายระดับท้องถิ่นจนเห็นผลเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่ชัยชนะทางการเมืองในระดับประเทศ โดยมองว่าการขยายการทำงานในระดับท้องถิ่นจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและคะแนนเสียงในอนาคต

 

ทั้งนี้ ย้ำว่าพรรคยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม แต่จะเพิ่มประสบการณ์และความหนักแน่น เพื่อให้สามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

The post ณัฐพงษ์ เตรียมเปิด ครม.เงา ย้ำยึดอุดมการณ์เดิม เติมความหวังประชาชน ชูทำงานข้ามกระทรวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ – ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน https://thestandard.co/decode-model-platform/ Mon, 28 Dec 2020 07:52:56 +0000 https://thestandard.co/?p=436599 ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ - ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน

‘แพลตฟอร์ม’ คือหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่ คือเทรนด์ธุรกิจท […]

The post ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ – ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ - ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน

‘แพลตฟอร์ม’ คือหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่ คือเทรนด์ธุรกิจที่สำคัญที่สุดเทรนด์หนึ่งในยุคดิจิทัล 

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของแพลตฟอร์มไม่ใช่การที่บริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดในโลกส่วนใหญ่เป็นบริษัทแพลตฟอร์ม หรือเรื่องดิจิทัลแอปพลิเคชันของแพลตฟอร์ม แต่เป็นแก่นปรัชญาและโมเดลในการบริหารของแพลตฟอร์มที่เป็น ‘สิ่งมีชีวิต’ ที่เติบโตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงสามารถนำมาปรับใช้ได้กับทั้งภาคธุรกิจ สังคม และการทำนโยบายบริหารประเทศ

 

วันนี้อยากชวนคิดถอดบทเรียนจาก ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ ว่ามีหลักอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้กับยุทธศาสตร์และการบริหารเศรษฐกิจยุคใหม่

 

หัวใจของแพลตฟอร์มโมเดลคือ ABCD

 

  1. A คือ Attract ดึงดูดเพื่อสร้างฐาน

 

‘แพลตฟอร์มโมเดล’ คือโมเดลที่เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งที่ขาย แต่เป็นตัวกลางให้บริการเชื่อมระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซเชื่อมระหว่างผู้ซื้อกับคนขาย ธุรกิจหาห้องพักเชื่อมเจ้าของบ้านกับคนหาห้อง ฯลฯ แตกต่างจากธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Pipeline ที่มักจะมีผู้ผลิตและผู้บริโภคชัดเจน ส่งทอดกันเป็นต่อๆ ตามห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำมายันปลายน้ำ เปรียบเสมือน ‘ท่อ’ ที่มาต่อๆ กัน

 

เพราะฉะนั้นหลักการสำคัญที่สุดของแพลตฟอร์มคือการดึงดูดทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต (ซึ่งบางครั้งเส้นแบ่งอาจไม่ชัดเจน) ให้มาอยู่ในระบบจนเกิด Network Effect เช่นในกรณีโซเชียลมีเดีย ก็คือการที่เราเข้ามาในแพลตฟอร์มนี้เพราะเพื่อนเราอยู่เยอะและเพื่อนเราก็เข้ามาใช้เพราะเราใช้อยู่ เป็นต้น 

 

นอกจากนี้เมื่อมีคนใช้มากขึ้น ผู้เล่นอื่นๆ เช่น คนทำคอนเทนต์แบบสำนักข่าวก็อาจอยากเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งก็จะดึงดูดคนที่อาจไม่ได้ชอบเล่นโซเชียลมีเดีย แต่อยากตามอ่าน-ดูคอนเทนต์ให้เข้าใจมาเป็นสมาชิกเป็น Network Effect ที่มีหลายมิติ ซับซ้อนขึ้น

 

สร้างแม่เหล็กแบบสิงคโปร์โมเดล

 

ประเทศหนึ่งที่ใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนาระบบนวัตกรรมและวงการสตาร์ทอัพได้อย่างเห็นผลชัดเจนมากคือ สิงคโปร์ ที่ภายในเวลาไม่กี่ปีได้กลายเป็นประเทศติดอันดับต้นๆ ของโลกในการดึงดูด Talent ในวงการสตาร์ทอัพ ปัจจุบันมีบริษัทเทคโนโลยีระดับยูนิคอร์น (มูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือสูงกว่าถึง 5 ตัว

 

สิงคโปร์รู้ตัวว่าจะให้สตาร์ทอัพของตนเองเป็นสุดยอดตั้งแต่ต้นคงยาก แต่สิ่งที่ทำได้คือสร้างระบบนิเวศน์ทางนวัตกรรมที่ไม่แพ้ใคร เพื่อดึงดูดคนเก่งและบริษัทชั้นนำ กองทุนจากทั่วโลก โดยใช้ทั้งมาตรการทางการเงิน ภาษี การให้วีซ่าคนทำงาน รวมทั้งใช้เครือข่ายที่มีอย่างเต็มที่

 

เมื่อมีคนหัวกะทิและผู้เล่นชั้นนำมาอยู่ในประเทศจำนวนมาก คนเหล่านี้ก็กลายเป็นเสมือน ‘แม่เหล็ก’ ที่ดึงดูดคนเก่งและผู้เล่นอื่นๆ เข้ามา บริษัทสตาร์ทอัพก็อยากมาอยู่ในที่ๆ มีกองทุน Venture Capital (VC) จำนวนมาก หาทุนง่าย คนเก่งก็อยากมาอยู่ในที่ๆ มีโอกาสทำงานในบริษัทเทคโนโลยีดีๆ จำนวนมาก กองทุน VC ก็อยากตั้งในที่ๆ มีคนเก่งให้จ้าง มีสตาร์ทอัพดีๆ ให้ลงทุน เกิดเป็น Network Effect ขึ้นมา

 

นอกจากนี้ ระบบนิเวศน์ที่มีคนเก่งและหลากหลายมักจะจุดประกายการเรียนรู้และช่วยพัฒนาคนในระบบไปด้วย เสมือน ‘แม่เหล็ก’ ที่เมื่อเอามาถูแล้วทำให้เหล็กธรรมดากลายเป็นแม่เหล็กไปด้วยได้ เพราะฉะนั้นการดึงดูดคนเก่งนี้ สุดท้ายก็ทำเพื่อช่วยเสริมสร้างคนในประเทศให้เก่งยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

  1. B คือ Build on Top เติมเต็มต่อยอดในส่วนที่ขาด

 

นอกจากดึงดูดแล้ว พอมีฐานผู้ใช้ใหญ่ขึ้น แพลตฟอร์มยังต้องมีการสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของผู้ใช้แพลตฟอร์มทุกฝ่าย เช่น จากตัวอย่างข้างบน โซเชียลมีเดียอาจมีการพัฒนาระบบตลาดให้คนสามารถซื้อขายของในแพลตฟอร์มได้ อาจมีการต่อยอดทำระบบชำระเงิน จนไปถึงการให้บริการการเงินอื่นๆ เป็นต้น 

 

แต่ในโลกของแพลตฟอร์มโมเดลต่างกับธุรกิจดั้งเดิมตรงที่เราไม่ได้ต้องทำเองทุกอย่าง และไม่ได้ต้องเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ทำ แต่ต้องเห็นภาพรวมทั้งระบบ ต้องเลือกให้ดีว่าบริการอะไรจะ ‘นำเข้า’ ให้คนอื่นทำ และพยายามประสานงานกับทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายพันธมิตร ทั้งผู้เล่นอื่นๆ เพื่อสร้าง ‘ระบบนิเวศน์’ (Ecosystem) ที่ดีเพื่อบริการลูกค้า 

 

ในด้านนโยบายก็เช่นกัน รัฐควรไตร่ตรองว่าส่วนไหนควรปล่อยให้เอกชนทำ ส่วนไหนควรเป็นพาร์ตเนอร์ และส่วนไหนควรทำเอง เพราะหากเข้าไปทำในสิ่งที่เอกชนทำเองได้อยู่แล้วก็เป็นการใช้ทรัพยากรโดยเสียเปล่า และอาจเป็นการขัดขวางการพัฒนาของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม บทบาทของรัฐที่สำคัญควรจะเป็นการต่อยอดและเติมเต็มในส่วนที่เอกชนขาดหรือไม่สามารถทำเองได้ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างมาตรฐานและกฎกติกา (Common Standards) และการพัฒนาคน เป็นต้น

 

ยกตัวอย่างในสิงคโปร์ แทนที่จะทำแพลตฟอร์มการเงินของตัวเอง ทางรัฐบาลสิงคโปร์พยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และมาตรฐานเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคน-หน่วยงานรัฐ-สถาบันการเงิน โดยล่าสุดเพิ่งเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล คือแพลตฟอร์มชื่อ Singapore Financial Data Exchange (SGFinDex)

 

โดยแพลตฟอร์มนี้ให้ประชาชนมีอำนาจในการดึงข้อมูลของตนที่ถูกเก็บอยู่ในสถาบันการเงินต่างๆ (เงินฝาก หนี้บัตรเครดิต การลงทุน) หรือหน่วยงานรัฐบาล (ตรวจคนเข้าเมือง การจ่ายภาษี) มารวมกันดูได้จากที่เดียว และยังสามารถเปิดอนุญาตให้สถาบันการเงินที่ตนเองต้องการใช้บริการเข้าถึงข้อมูลชุดต่างๆ นี้ได้ เพื่อให้เห็นภาพรวมด้านการเงินและวางแผนการเงินของตัวเองได้ง่ายขึ้น นอกจากสร้างความสะดวกแล้ว นโยบายนี้ยังทำให้ภาคการเงินมีการแข่งขันมากขึ้น เพราะสถาบันการเงินไม่สามารถล็อกข้อมูลของลูกค้าไว้กับตน หากเจ้าตัวอยากดึงข้อมูลของตนไปใช้กับอีกเจ้าหนึ่ง 

 

  1. C คือ Customer Centric เริ่มที่ลูกค้าไม่ใช่กฎกติกา

 

แต่จะดึงดูดใครและสร้างอะไร ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจของผู้ใช้ ต้องรู้จัก ‘ฟัง’ เสียงผู้ใช้อย่างใกล้ชิด เพราะจุดเด่นของแพลตฟอร์มโมเดลคือการตั้งลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล (Customer Centric) ทุกคำถามเริ่มจากความต้องการของลูกค้ามากกว่าจากตัวเราหรือสิ่งที่เรามี (Product Centric) 

 

หากการนำวิธีคิดแบบนี้มาใช้กับภาครัฐ คือ การเปลี่ยนทัศนคติของรัฐจาก ‘ผู้คุม’ (Regulator) มาเป็นคนให้บริการ (Service Provider) แทนที่จะเริ่มทุกอย่างจากคำถามที่ว่า “กฎหมายหรือระเบียบให้ทำได้หรือไม่?” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบ Product Centric เปลี่ยนมาเป็น “เราต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยประชาชนได้” ทั้งหมดนี้สำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทยที่มีกฎหมายใบอนุญาตและกระบวนการที่เกี่ยวข้องประมาณ 1 แสนฉบับ สร้างต้นทุนประชาชนประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ตามการศึกษาของทีดีอาร์ไอ ซึ่งบ่อยครั้งสร้างภาระและต้นทุนที่ไม่จำเป็นทั้งกับตัวข้าราชการเอง ประชาชน ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs 

 

สิ่งที่มักจะมาพร้อมกับการตั้งลูกค้าเป็นศูนย์กลางคือ การให้ลูกค้าจะมีบทบาทในการช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วย (Co-Creation) โดยแพลตฟอร์มจะพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่เรียบง่ายขึ้นมาก่อนเพื่อทดสอบตลาด แล้วฟังเสียงตอบรับจากผู้ใช้เพื่อมาประเมินผลและพัฒนาต่อ ที่สำคัญแม้ตัวแพลตฟอร์มจะประสบความสำเร็จแล้ว ขั้นตอนการประเมิน-เรียนรู้-ปรับปรุงนั้นก็ไม่หยุด ทุกแพลตฟอร์มจะมีการเติมฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ เสมือนคนเราทุกวันนี้ที่เก่งแค่ไหนก็ยังต้องคอยเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

รัฐบาลหลายประเทศหยิบเอาแนวทางประเมิน-เรียนรู้-ปรับปรุง มาใช้ในรูปแบบการทำ Sandbox หรือกล่องทราย ที่ให้ฝ่ายรัฐที่กำกับดูแลและภาคเอกชนที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่มาทดลองร่วมกันเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ในช่วงนี้ผลิตภัณฑ์จะถูกนำมาใช้แบบจำกัด แลกกับการที่ฝั่งรัฐจะลดหย่อนความเข้มงวดทางกฎระเบียบ แต่สุดท้ายพื้นที่นี้จะมีประโยชน์เพียงใดคงขึ้นอยู่กับว่าฝั่งรัฐเปิดใจรับฟังจากทุกฝ่ายมากเพียงใด เปิด ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้คนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้จริงหรือไม่

 

  1. D คือ Data ข้อมูลเพื่อปัญญา

 

และจะ ‘ฟัง’ เสียงของผู้ใช้ได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ ‘ข้อมูล’ และ ‘คน’

 

แพลตฟอร์มต้องการข้อมูลจำนวนมาก แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือคนที่มีความสามารถสร้างระบบจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำข้อมูลเหล่านี้มา ‘กลั่น’ เป็นความรู้ และ ‘ปัญญา’ ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นี่เองคือสาเหตุที่โลกกำลังขาดแคลน Data Scientist และ Data Engineer โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศต้องพยายามดึงดูดคนเก่งๆ เหล่านี้มาจากทั่วโลก และนำมาช่วยถ่ายทอดความรู้สร้างมืออาชีพรุ่นใหม่เป็นปริมาณมาก 

 

นอกจากด้านเทคนิคแล้ว แพลตฟอร์มยังต้องการคนระดับผู้บริหารที่ให้ความสําคัญกับข้อมูลในการตัดสินใจ ต้องใช้ข้อมูลมากกว่าดราม่า และเชื่อข้อมูลมากกว่ากลัวเสียหน้า มิเช่นนั้นข้อมูลที่มีเก็บไว้ก็อาจไม่ถูกนำมาเปิดเผยและใช้ประโยชน์ หรือถึงเอาออกมาใช้แล้วก็ไม่มีใครเอาไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจและบริหาร

 

ที่สำคัญ ข้อมูลที่จำเป็นอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเสมอไป แต่อาจถูกเก็บอยู่ในคนรอบตัวผู้บริหารเอง และสิ่งเดียวที่ดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาได้คือการฟังอย่างเปิดใจและทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้จากทุกคนรอบตัว ทั้งคนที่อาจจะเด็กกว่า คนที่ความเห็นแตกต่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งปัญญาไว้ในการตัดสินใจที่สำคัญ

 

ทั้งหมดต้องเริ่มจากการถ่อมตน

 

ทุกข้อที่กล่าวข้างบนมีจุดเริ่มต้นมาจาก Humility หรือความถ่อมตน ยอมรับว่าเราไม่รู้ว่าอะไรคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต และถึงเดาถูกก็อาจไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะไปถึงตรงนั้นได้ 

 

ต้องเข้าใจว่าโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Top Down ที่รัฐบาลเลือกอุตสาหกรรม วิธีการพัฒนา และเดินหน้าตรง คล้ายกับที่เสือ 4 ตัวแห่งเอเชียเคยทำสำเร็จอาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในยุคที่โลกซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นอีกต่อไป แม้ทำได้ เราอาจกลายเป็น ‘เสือ’ ในยุคของ ‘มังกร’ ตามโลกไม่ทัน

 

สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือ เปลี่ยนจาก ‘ครูหน้าห้อง’ ที่รู้ทุกอย่าง สอนทุกหัวข้อ เป็น ‘ครูหลังห้อง’ ที่คอยสร้างระบบนิเวศน์ สร้างเสริมเติมเต็ม เก็บข้อมูล ประเมินปรับปรุง ด้วยทัศนคติที่ว่าเราอาจไม่ได้รู้ดีที่สุด แต่เราสามารถสร้างระบบให้คนที่รู้ขึ้นมามีบทบาทได้ เพื่อให้ประเทศไทยทันโลกและไม่แพ้ใคร 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ – ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>