เศรษฐกิจถดถอย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/เศรษฐกิจถดถอย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 07 Feb 2026 02:10:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : ‘อภิสิทธิ์’ โชว์วิสัยทัศน์ทางรอดที่ปลอดภัย ปิดฉากเวทีปราศรัยใหญ่ ปลุกคนกรุงฝ่า 5 จุดตาย ยันพร้อมรบทุจริต-ทุนเทา https://thestandard.co/abhisit-safe-path-corruption/ Sat, 07 Feb 2026 02:10:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1174877 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา

วานนี้ (6 กุมภาพันธ์) เวลา 19.30 น. ที่ วัน แบงค็อก ฟอร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘อภิสิทธิ์’ โชว์วิสัยทัศน์ทางรอดที่ปลอดภัย ปิดฉากเวทีปราศรัยใหญ่ ปลุกคนกรุงฝ่า 5 จุดตาย ยันพร้อมรบทุจริต-ทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา

วานนี้ (6 กุมภาพันธ์) เวลา 19.30 น. ที่ วัน แบงค็อก ฟอรัม (One Bangkok Forum) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยปิดท้ายกิจกรรมหาเสียงใหญ่โค้งสุดท้าย ภายใต้สโลแกนทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและเสียงเชียร์งจากผู้สนับสนุน โดยมีการเปิดตัวด้วยวิดีทัศน์ประวัติเส้นทางการเมืองพร้อมบทเพลงอภิสิทธิ์มาแล้ว

 

อภิสิทธิ์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวขอบคุณทุกกำลังใจจากประชาชน ทั้งดอกไม้ พวงมาลัย และรอยยิ้ม โดยเฉพาะช่อดอกไม้ทำมือจากสุภาพสตรีท่านหนึ่ง และนกฟีนิกซ์สีฟ้าพับจากธนบัตร 50 บาท ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความหวังและการไม่ยอมแพ้ พร้อมขอบคุณคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และสมาชิกพรรคที่กล้าหาญยืนหยัดเคียงข้างในวันที่หลายคนสบประมาท เพื่อร่วมกันกอบกู้ศรัทธาและนำพรรคกลับมาสู่สนามเลือกตั้ง

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

อภิสิทธิ์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เปรียบเสมือน 5 จุดตาย ที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ได้แก่ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและทุนสีเทา ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและระบบเศรษฐกิจ , ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ขีดความสามารถในการแข่งขันตกต่ำ GDP โตเพียง 1-2%, ความขัดแย้งทางการเมือง การสร้างวาทกรรมแบ่งแยกชังชาติ-รักชาติ และการปลุกปั่นอารมณ์เพื่อหวังผลทางการเมือง, ปัญหาสังคมและความเหลื่อมล้ำ ประชาชนขาดโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดี และ ปัญหาด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งบริเวณชายแดนและการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

 

อภิสิทธิ์ ย้ำจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริต โดยระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์มีมาตรฐานจริยธรรมที่สูงกว่ากฎหมาย และพร้อมจัดการกับคนของตัวเองทันทีหากมีข้อครหา ต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่มักอ้างนิติสงครามเพื่อปกป้องพวกพ้อง นอกจากนี้ ยังท้าทายไปยังพรรคการเมืองที่อ้างความรักชาติว่าเหตุใดจึงไม่กล้าประกาศจุดยืนต่อต้านการทุจริตให้ชัดเจนเหมือนตน

 

อภิสิทธิ์ ยังได้พาดพิงถึงนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการโฆษณานโยบายเกินจริงและไม่ตรงกับที่แจ้งต่อ กกต. พร้อมเรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาดีเบตเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน แทนที่จะหลบเลี่ยง

 

ในช่วงท้าย อภิสิทธิ์ ประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า การกลับมาครั้งนี้คือภารกิจสุดท้าย ที่ตนตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ โดยไม่คิดจะกลับมาอีกในครั้งต่อไป ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ตนพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แม้ต้องเป็นฝ่ายค้านก็จะตรวจสอบรัฐบาลทุจริตจนถึงที่สุด แต่ในครั้งนี้ตนไม่ได้ตั้งใจมาแพ้ แต่ตั้งใจมาชนะเพื่อนำพาประเทศไทยออกจากวิกฤตสู่ทางรอดที่ปลอดภัย

 

“ผมขอวัดใจประชาชน ให้รู้ไปว่ากระแสความถูกต้องจะแพ้อำนาจเงินตราหรือไม่ ให้รู้ไปว่าคนไทยจะยอมเลือกคนที่พัวพันคดีทุจริตเข้ามาบริหารประเทศหรือไม่ วันนี้ผมเปิดใจหมดเปลือกแล้ว ขอโอกาสให้ผมได้ทำงานเพื่อพวกท่าน เพื่อสร้างบ้านเมืองที่สุจริตและชีวิตที่มั่นคงให้กับคนไทยทุกคน” อภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายท่ามกลางเสียงปรบมือดัง

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 1อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 2อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 3อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 4อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 5อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 6อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 7อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 8อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 9อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 10อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 11อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 12อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 13อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 14อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 15อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 16อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 17อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้าย ชูวิสัยทัศน์ 'ทางรอดที่ปลอดภัย' พร้อมชี้ 5 จุดตายของประเทศและประกาศสู้กับการทุจริตและทุนสีเทา 18
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘อภิสิทธิ์’ โชว์วิสัยทัศน์ทางรอดที่ปลอดภัย ปิดฉากเวทีปราศรัยใหญ่ ปลุกคนกรุงฝ่า 5 จุดตาย ยันพร้อมรบทุจริต-ทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-25/ Fri, 07 Nov 2025 12:26:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1140823 ‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย

หลักนิติธรรม (Rule of Law) หรือ หลักการปกครองโดยใช้กฎหม […]

The post ‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย

หลักนิติธรรม (Rule of Law) หรือ หลักการปกครองโดยใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เป็นรากฐานและหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยมีผลสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

 

อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับ ‘ภาวะถดถอยของหลักนิติธรรม (Rule of Law Recession) ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างประเทศที่ ‘พัฒนา’ กับ ‘ถดถอย’ ขยายกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โดย จอห์น เนรี (John Nery) กรรมการบริหารของ โครงการยุติธรรมโลก (World Justice Project: WJP) ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรม กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ฉายให้เห็นภาพรวม สถานการณ์หลักนิติธรรมโลก และผลทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่อง ณ ปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงภาวะถดถอยที่รุนแรงและกว้างขวาง และเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง ว่าการละเลยหลักนิติธรรม อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งแม้จะมี ‘จุดแข็ง’ ในหลายด้าน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญที่ต้องระวังอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และความโปร่งใสของภาครัฐ

 

แนวโน้มหลักนิติธรรมทั่วโลก

 

เนรี ฉายภาพรวมของหลักนิติธรรม ในปี 2025 โดยชี้ให้เห็นถึงสัญญาณถดถอยอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แม้จะมีบางช่วงที่สถานการณ์ชะลอตัวลง แต่ในปีล่าสุด สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงอีกครั้ง

 

ดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ของ WJP ปี 2025 ชี้ว่า จากทั้งหมด 143 ประเทศที่มีการสำรวจ มีมากถึง 68% ที่คะแนนหลักนิติธรรมลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการอ่อนแอลงของกลไกสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคม

 

เขาชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนประเทศที่หลักนิติธรรมถดถอย แต่คือ ‘ช่องว่าง’ ระหว่างประเทศที่พัฒนาและประเทศที่ก้าวถอยหลัง ซึ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ

 

โดยเมื่อสิบปีก่อน ความแตกต่างของคะแนนระหว่างสองกลุ่มนี้อยู่ที่บวก 2% แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นติดลบ 36% นั่นหมายถึง โลกกำลังถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือประเทศที่หลักนิติธรรมแข็งแกร่งและเศรษฐกิจมั่นคง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือประเทศที่ระบบยุติธรรมเสื่อมถอยและการใช้อำนาจรัฐขาดการถ่วงดุล

 

ปัจจัยที่ทำให้หลักนิติธรรมถดถอย

 

เนรีชี้ว่า แรงผลักดันของภาวะหลักนิติธรรมถดถอยนี้ หลักๆ มาจากการเพิ่มขึ้นของอำนาจนิยม หรือความพยายามรวมศูนย์อำนาจ โดยเฉพาะในฝ่ายบริหาร ทั้งกลไกถ่วงดุลหลักในรัฐบาล อย่างฝ่ายนิติบัญญัติ ศาล และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ โดยมีถึง 3 ใน 5 ของประเทศทั้งหมดที่มีการสำรวจ และพบว่ากลไกเหล่านี้ถดถอย” เนรีกล่าว

 

เขาชี้ว่า กลไกที่น่าห่วงคือ ‘ศาล’ ซึ่งถือเป็น ‘แนวป้องกันสุดท้าย’ สำหรับการใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล

 

“ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเราพบ ‘อิทธิพลจากรัฐบาล’ มากขึ้นเรื่อย ๆ
และในคดีแพ่ง 2 ใน 3 ของประเทศที่ที่อยู่ในการสำรวจของ WJP ก็รายงานว่ามีการแทรกแซงจากรัฐบาลเช่นกัน ซึ่งไม่เพียงแต่สถาบันเหล่านี้จะอ่อนแอลง แต่ประชาชนที่เป็นกลไกถ่วงดุลหลัก ก็อ่อนแรงลงด้วย”

 

“พื้นที่พลเมือง” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม การรวมกลุ่ม และการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง ต่างก็ลดลงเกือบ 3 ใน 4 ของประเทศที่ทำการสำรวจ”

 

เนรี กล่าวว่าจากทั้งหมด 8 ปัจจัยที่ใช้ประเมินหลักนิติธรรมนั้น มี 4 ปัจจัยที่ส่งผลให้ภาวะหลักนิติธรรมถดถอย ได้แก่

 

1.การจำกัดอำนาจรัฐบาล
2.ความโปร่งใสของรัฐ
3.สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
4.กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง

 

โดย 2 ใน 3 ของ 143 ประเทศที่ทำการสำรวจมีคะแนนลดลงในทั้ง 4 ด้านนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า หลักนิติธรรมมิได้ถดถอยเฉพาะในเชิงกฎหมายเท่านั้น แต่รวมถึงในเชิงโครงสร้างของสังคมที่ควรสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมและตรวจสอบถ่วงดุล

 

สถานการณ์ของประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม เนรีกล่าวว่า แม้ว่าภาพรวมของสถานการณ์ทั่วโลกจะดูมืดมน แต่ ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีผลงานดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก จากประเทศทั้งหมด 15 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไปจนถึงเมียนมาและกัมพูชา

 

จากดัชนีหลักนิติธรรมของ WJP ปี 2025 พบว่าประเทศไทยขยับจากอันดับ 79 ขึ้นมาอยู่ที่ 77 ในโดยมีคะแนนรวม 0.5 จากคะแนนเต็ม 1.0 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 0.55 ถือเป็น ‘เสถียรภาพในระดับปานกลาง’ ที่แสดงถึงความก้าวหน้าในบางด้าน แม้จะยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

 

โดยจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของไทยคือ ‘ระเบียบและความมั่นคง (Order and Security)’ ซึ่งด้คะแนนสูงถึง 0.75 แสดงให้เห็นว่า การจัดการอาชญากรรมและความขัดแย้งในประเทศมีประสิทธิภาพ และสังคมโดยรวมยังสงบเรียบร้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่สำคัญสำหรับไทยคือ ‘การบังคับใช้กฎระเบียบ (Regulatory Enforcement)’ ที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 102 จาก 143 ประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการ ความล่าช้าในการบังคับใช้กฎหมาย และอาจรวมถึงปัญหาความไม่เสมอภาคในการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างกลุ่มประชาชน

 

ผลทางเศรษฐกิจและบทเรียนของไทย

 

เนรี ยังฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจน ในความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมกับภาวะเศรษฐกิจ โดยอ้างอิงข้อมูลจากการวิจัยของ WJP ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าระดับของหลักนิติธรรมกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมี ‘ความสัมพันธ์โดยตรง’

 

โดยประเทศที่มีหลักนิติธรรมเข้มแข็งมักจะมีรายได้ต่อหัวสูงกว่า ซึ่งหลายประเทศรวมถึงเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และนิวซีแลนด์ ล้วนอยู่ใน ‘มุมขวาบน’ ของกราฟที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีหลักนิติธรรมและ GDP per capita หรือตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว

 

นอกจากนี้ พบว่าประเทศที่มีสันติภาพมากกว่า ก็มักมีหลักนิติธรรมที่แข็งแรงกว่าเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Global Peace Index ที่วิเคราะห์ร่วมกับดัชนีหลักนิติธรรม ให้ผลลัพธ์ชี้ชัดว่า ประเทศที่อยู่ในมุมขวาบนของกราฟ ซึ่งมีทั้งความสงบและมีหลักนิติธรรมเข้มแข็ง คือกลุ่มที่มีเศรษฐกิจและสังคมมั่นคงที่สุด

 

สำหรับประเทศไทย เนรี ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดว่า “พรมแดนถัดไปของไทย จะอยู่ในมุมขวาบนของกราฟ” หรือหมายถึง การก้าวสู่ประเทศที่มีทั้งความสงบสุขและหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนา
แต่การที่จะขยับไปสู่จุดนั้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องเสริมความเข้มแข็งของสถาบันยุติธรรม และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐมากขึ้น

The post ‘หลักนิติธรรมโลกในภาวะถดถอย’ สัญญาณเตือนและบทเรียนของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB คาด GDP ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน https://thestandard.co/cimb-thai-gdp-avoids-recession/ Thu, 30 Oct 2025 12:37:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1137617 CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน

CIMB คาด GDP ไตรมาส 3 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส […]

The post CIMB คาด GDP ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน

CIMB คาด GDP ไตรมาส 3 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส แต่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน พร้อมปรับคาดการณ์ GDPไทยปี 2568 และ 2569 เป็น 2.2% จาก 1.8% ในประมาณการก่อนหน้า

 

วันนี้ (30 ตุลาคม) ดร.อมรเทพ จาวะลา Head, Research Office ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สำนักวิจัย CIMB THAI ได้ปรับคาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 เป็น 2.2% และ 1.7% ตามลำดับ

 

พร้อมทั้งประเมินว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะขยายตัว 1.2% YoY หรือ -0.48% QoQ หลังปรับฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นการหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส หรือนับจากไตรมาส 4 ปี 2565 แต่การหดตัวของเศรษฐกิจไทยครั้งนี้ น่าจะเป็นเพียงช่วงไตรมาส 3 ไม่น่าลากยาวไปสู่ไตรมาส 4 จนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หรือเศรษฐกิจหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สองไตรมาสติดต่อกัน

 

โดยปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่แทบไม่ขยายตัวเลยจากไตรมาสก่อน และมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสุทธิที่หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า แม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตดี แต่การนำเข้าก็เร่งแรงเช่นกัน

 

การอัปเดตประมาณการครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ จะรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

 

CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน 1

 

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะฟื้นหรือฟุบ?

 

ดร.อมรเทพ กล่าวต่อว่า แรงฟื้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4 จะอยู่ที่มาตรการภาครัฐและแรงส่งจากนโยบายการเงินเป็นหลัก

 

โดยแรงฟื้นที่หนึ่ง มาตรการคนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นความเชื่อมั่น ลดภาระใช้จ่ายกระตุ้นให้คนมาซื้อสินค้าและบริการมากขึ้น และรัฐบาลอาจมีมาตรการอื่นๆ มาสนับสนุนการบริโภคและการท่องเที่ยวด้วย เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ซึ่งมาตรการทั้งหลายนี้น่าจะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้พลิกกลับมาขยายตัวได้อย่างเร่งแรงขึ้น แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด การกระตุ้นอาจทำได้ไม่มาก อีกทั้งให้ระมัดระวังการชะลอตัวของการบริโภคหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมาตรการต่างๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงานหรือการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในช่วงมาตรการต่างๆ อาจไม่จับจ่ายใช้สอยหลังสิ้นสุดมาตรการ เพราะคนมักสต๊อกสินค้าไว้ ส่งผลให้การบริโภคลดลงภายหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

 

แรงฟื้นที่สอง การส่งผ่านนโยบายการเงินช่วงก่อนหน้า หรือการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับสูงสุดเมื่อปลายปี 2567 ที่ 2.50% สู่ระดับปัจจุบันที่ 1.50% ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในรอบการประชุมธันวาคมนี้ สู่ระดับ 1.25% ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยสามารถบริหารกระแสเงินหมุนเวียนและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังว่ามาตรการต่างๆ นี้จะไม่ส่งเสริมให้คนหันกลับไปก่อหนี้จนเกินตัวอีก หรือเปิดช่องให้ผู้กู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่กลับใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ในการลดหนี้

 

CIMB คาด ** GDP** ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน 2

 

ส่วนความเสี่ยงเศรษฐกิจไตรมาส 4 มาจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งกระทบภาคการลงทุนของไทย

 

ความเสี่ยงแรก คือ การส่งออกสินค้าที่กำลังจะพลิกมาติดลบในช่วงไตรมาส 4 นี้ แม้ตัวเลขส่งออกล่าสุดเดือนกันยายนจะขยายตัวได้ดี ทั้งที่เป็นช่วงสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% แต่ส่วนหนึ่งมาจากคำสั่งซื้อไว้ก่อนแล้วและคาบเกี่ยวอยู่ในช่วงผลิตและขนส่ง อีกส่วนมาจากสินค้าจากไทยที่แม้ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 19% แต่ยังนับว่าถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐหรือสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีน จึงยังพอให้มีความต้องการสินค้าอยู่บ้าง หรือมีการทะลักของสินค้าจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐ แต่ต้องระวังการส่งออกช่วงต่อจากนี้ ที่อาจพลิกกลับมาหดตัว และอาจลากยาวไปถึงช่วงกลางปีหน้า นั่นเพราะสหรัฐเองได้สต๊อกสินค้าก่อนมาตรการภาษีไว้มากและจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าคงคลังก่อนนำเข้าสินค้าใหม่ นอกจากนี้ เชื่อว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะยังไม่ยุติ แม้มีข่าวดีในการพัฒนาด้านการเจรจาที่จีนจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ แต่ด้วยสหรัฐต้องการแยกห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตกับจีนเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต สหรัฐอาจจำเป็นต้องหามาตรการกีดกันทางการค้าหรือลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนลง จนทำให้บรรยากาศการค้าโลกซบเซาลงหลังจากนี้ ซึ่งไทยน่าจะเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงนี้ต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกมาไทยได้เสรีมากขึ้นและเจรจาในประเด็นการสวมสิทธิสินค้าจีนเพื่อป้องกันการถูกจัดเก็บอัตราภาษีที่สูงขึ้นในกรณี Transshipment และเมื่อบรรยากาศการค้าโลกซบเซา อาจส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจากจีนอ่อนแอลง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าลงเช่นกัน ซึ่งจะกระทบรายได้ภาคบริการอีกทอดหนึ่ง

 

ความเสี่ยงถัดมา คือ ภาคการลงทุน เมื่อการส่งออกหดตัว การผลิตก็มีแนวโน้มหดตัวตาม แม้จะมีการเร่งอนุมัติการลงทุนของ BOI แต่ก็ไม่อาจชดเชยความเสี่ยงด้านการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดตัวได้ อีกทั้งให้จับตาการเร่งระบายสินค้าจากจีนเข้ามาไทย ที่จะกระทบการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากการลงทุนด้านเครื่องจักรแล้ว ความเสี่ยงอีกด้านคือการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ยังมีแนวโน้มซบเซาจากคอนโดที่ล้นตลาดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง อาจมีผลให้การออกโครงการใหม่เลื่อนออกไป

 

“โดยสรุป เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ความหวังอยู่ที่มาตรการภาครัฐในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ และให้ผู้บริโภคเร่งลงทุนและจับจ่ายใช้สอย มากกว่ารอคอยให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง อีกทั้งแรงส่งจากมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งมาตรการลดภาระหนี้ของผู้มีรายได้น้อยโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียด้านพฤติกรรมของผู้กู้และภาระทางการคลังระยะยาว ส่วนความท้าทายอยู่ที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เสี่ยงหดตัวหลังสหรัฐเร่งนำเข้าไปมากแล้วและจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจปะทุขึ้นอีกจนกระทบบรรยากาศการค้าโลก ซึ่งบรรยากาศที่ซบเซาจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนทั้งด้านเครื่องจักรและการก่อสร้างให้หดตัวได้ช่วงปลายปีนี้” ดร.อมรเทพกล่าว

The post CIMB คาด GDP ไทยครึ่งปีหลัง จ่อรอด ‘ถดถอยทางเทคนิค’ จากแรงส่งมาตรการรัฐ-นโยบายการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค https://thestandard.co/thai-economy-dodges-recession/ Wed, 22 Oct 2025 08:56:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1134013 ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยประมาณการ GDP รายไตรม […]

The post ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยประมาณการ GDP รายไตรมาส โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปีจะรอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจาก GDP ไตรมาส 4 คาดว่าจะพลิกตัวเป็นบวก จากฤดูกาลท่องเที่ยว มาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวจะเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3%

 

วันนี้ (22 ตุลาคม) ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 3 ปี 2568 วันนี้ (22 ต.ค.) ว่า GDP ไทยไตรมาส 3 ปี 2568 จะขยายตัว 1.5% เทียบจากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจะติดลบ 0.5% ส่วนในไตรมาส 4 ปี 2568 คาดว่า GDP จะเติบโต 1.3% YOY แต่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพลิกเป็นบวก 0.5% QoQ

 

โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาส 4 ฟื้นตัวดีขึ้นมาจากโรงงานที่หยุดผลิตเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรก่อนหน้านี้กลับมาผลิตตามปกติ และรัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.3% นอกจากนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ธปท.จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเพิ่มขึ้น

 

ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค 1

 

ประมาณการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากก่อนหน้า นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) รวมถึงศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ที่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มองว่า ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1%

 

อย่างไรก็ดี ถ้ามองไปในข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว โดยธปท. ประมาณการ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 ทั้งจากปัจจัยภาษีศุลกากรสหรัฐฯ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

ด้านสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเป็นไปตามที่ธปท.ประเมินว่า โดยครึ่งแรกของปีนี้เติบโตได้ 3% และจะชะลอลงในครึ่งปีหลัง จากผลกระทบภาษีทรัมป์ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวค่อนข้างช้า

 

สักกะภพย้ำว่า บทบาทของนโยบายการเงินจะยังผ่อนคลายเพื่อให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเมื่อมองไปข้างหน้าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะดูให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และภาวะการเงิน รวมถึงดูประสิทธิผลและพื้นที่นโยบายการเงินซึ่งปีนี้ลดไป 3 ครั้งแล้ว และปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%

 

สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ สักกะภพกล่าวว่า จากการประเมินในปัจจุบันยังไม่เห็นความเสี่ยงเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงในเพียงบางหมวด โดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง

 

นอกจากนี้ เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อ (Underlying Inflation Indicators) ยังทรงตัวใกล้เคียงอดีต เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดีอยู่ในกรอบเป้าหมาย และธปท.คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเป็นบวกในไตรมาส 2 ปี 2569 และกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2570

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดเดือนสิงหาคม 2568 ติดลบ 0.79% ต่อเนื่องมาเป็นเดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบ 19 เดือน

The post ธปท. อัปเดตประมาณการ GDP ปี 2568 คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้ รอดภาวะถดถอยเชิงเทคนิค appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’ เศรษฐกิจอาจ ‘ถดถอย’ ในระยะสั้นเท่านั้น https://thestandard.co/thai-economy-political-shock/ Mon, 01 Sep 2025 01:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1113957 thai-economy-political-shock

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉั […]

The post นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’ เศรษฐกิจอาจ ‘ถดถอย’ ในระยะสั้นเท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-economy-political-shock

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญกับความท้าทายต่างๆ รุมเร้าอยู่แล้ว

 

CIMB Thai และ KResearch ประเมินว่า เหตุการณ์ทางการเมืองนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน ‘ระยะสั้น’ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย โดยมองว่า ผลกระทบช่องทางหลักมาจากการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568  แต่หากมีการยุบสภา เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)

 

พร้อมแนะรัฐบาลใหม่ควรเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะสั้น ไปพร้อมกับการงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างในระยะยาว

 

จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยงมากขึ้น

 

ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ประเมินว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ขาดคุณสมบัติและหลุดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจสร้าง Shock หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ชั่วคราว เฉพาะในไตรมาส 3 เท่านั้น แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น

 

“ถ้ามีความเสี่ยงในการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ก็จะยิ่งทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจมีมากขึ้น แต่โดยภาพรวมเราคิดว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะทำได้เร็ว” ดร. อมรเทพ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ แสดงความกังวลว่า ถ้าไม่นับเหตุการณ์ด้านการเมือง ตามข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของไตรมาสที่ 3 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พบว่า เศรษฐกิจมีความเสี่ยงอยู่แล้ว

 

โดยผลกระทบจากปัจจัยการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย ดร. อมรเทพ มองว่า อาจส่งผ่านมาหลายช่องทางได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่อาจจะชะลอตัว หลังนักลงทุนไทยและต่างชาติอาจตัดสินใจ Wait and See ต่อไป ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในช่วงกันยายนไป และการเบิกจ่ายงบประมาณ ก็ต้องจับตาดูว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว ภาครัฐจะเร่งการเบิกจ่ายได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง

 

สำหรับการท่องเที่ยว ดร. อมรเทพ มองว่า ก็ไม่น่ากระทบ หากไม่มีการประท้วง เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้มองเรื่องการมีหรือไม่มีรัฐบาล แต่อาจมองเรื่องความรุนแรงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนักท่องเที่ยวอาจจะพิจารณาคือ มาตรการที่เคยสนับสนุนการท่องเที่ยวในอดีต เช่น มาตรการกระตุ้น ฟรีวีซ่า การเปิดตลาดจะหายไปหรือไม่

 

KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5%

 

สอดคล้องกับ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์การเมืองรอบนี้ ขึ้นอยู่กับว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำได้รวดเร็วแค่ไหน

 

พร้อมประเมินว่า เหตุการณ์การเมืองครั้งนี้ อาจกระทบเศรษฐกิจได้ใน 2 มิติหลักๆ ได้แก่ การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ

 

“การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ไม่น่าจะล่าช้า เนื่องจาก ตามกฎหมายแล้ว วุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ภายใน 20 วัน ก่อนจะส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าไม่ส่งกลับมาก็จะหมายความว่า วุฒิสภาเห็นชอบ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสี่ยงก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลด้วย”

 

สำหรับประเด็นการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ณัฐพร มองว่า เหตุการณ์ทางการเมืองรอบนี้อาจทำให้การเจรจาภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) กับทางสหรัฐฯ มีความล่าช้าออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกสินค้าเร่งส่งสินค้าต่อเนื่อง (Front Loading)

 

ณัฐพร กล่าวว่า ปัจจุบัน KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5% เนื่องจาก ยังต้องรอดูพัฒนาการของเหตุการณ์การเมืองต่อไป รวมถึงต้องจับตาดูว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร กระนั้น ภาวะ Front Loading ในภาคการส่งออกก็มีโอกาสทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) มี ‘ลดลง’

 

KKP ประเมิน กรณีงบประมาณล่าช้า ฉุด GDP หายไป 1%

 

ก่อนหน้านี้ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในงาน Thailand Focus 2025 ว่า เกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ประเด็นที่ห่วงที่สุด คือ ความล่าช้าของการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569

 

โดยอธิบายว่า การผ่านพ.ร.บ.งบประมาณหากล่าช้าก็ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไปด้วย ซึ่งอาจกระทบต่อ GDP สูงถึง 1% เนื่องจากการเบิกจ่ายที่สะดุดไปจะกระทบในแง่ของความคาดหวังการลงทุน

 

หากยุบสภา เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค ‘ในระยะสั้น’

 

อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ กล่าวว่า ในกรณียุบสภา เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ได้ เนื่องมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือนตุลาคมเป็นต้นไปอาจหยุดชะงัก ขณะที่การเลือกตั้งอาจจะลากยาวไปถึงต้นปีหน้า นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศอาจ Wait and See ต่อไป ภาคก่อสร้างอาจจะซึมลึกมากกว่านี้ เหตุโครงการใหม่อาจจะยังไม่เกิด คนอาจไม่กล้าใช้จ่าย เนื่องจากขาดความเชื่อมั่น คนรายได้น้อยก็ไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐก็ทำให้ไม่มีรายได้ ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่จะหนักขึ้น อาจทำให้ภาคการส่งออกติดลบ ซึ่งจะฉุดภาคการผลิตและกำลังซื้อต่อไป

 

กระนั้น ดร อมรเทพ ก็มองว่า ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกตั้งใหม่ก็อาจจะเป็นผลดีในระยะกลาง กล่าวคือ ความไม่แน่นอนต่างๆ จะคลี่คลายลง เศรษฐกิจที่จะโตต่ำซึมก็อาจจะมีแรงส่งก็ได้ หลังจากมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้ง ในช่วงเลือกตั้งก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น เงินก็อาจจะสะพัด

 

“ไม่จำเป็นต้องห่วง Technical Recession หรือมองด้านลบอย่างเดียว โดยอาจจะต้องดูผลบวกและลบ (Balance) ในระยะกลางและระยะสั้นด้วย”

 

ดร. อมรเทพ ยังชี้ว่า ต้องติดตามประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป แม้ว่าวันนี้ผลกระทบอาจจำกัด แต่ต้องมาดูว่า หลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะจัดการปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างไร เนื่องจากความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชายแดน การค้าชายแดน ไปจนถึงความเชื่อมั่น

 

เปิดโจทย์เศรษฐกิจ ฝากถึงรัฐบาลใหม่

 

ดร. อมรเทพ มีข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดต่อไปว่า ควรมุ่งความสำคัญไปที่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ รวมไปถึงการออกมาตรการประคองระยะสั้น เนื่องจากยังมีคนที่มีรายได้โตไม่ทันรายจ่ายอยู่ รวมไปถึงการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมาเกิดการลงทุนและการท่องเที่ยว

 

ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว ควรมุ่งแก้ไขปัญหาศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ลดลง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การหาตลาดใหม่ นอกเหนือจากสหรัฐฯ เปิดเสรีทางการค้า การเข้าร่วม CPTPP การเร่งให้เกิดการลงทุน ไปจนถึงยกระดับฝีมือแรงงาน

 

“ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) มองว่า เศรษฐกิจปีนี้จะโต 2.3% ปีหน้าโต 1.7% หมายความว่า เฉลี่ยก็ประมาณปีละ 2% เราจะโตเท่านี้อีกยาวแค่ไหน ตอนนี้ศักยภาพเศรษฐกิจเราอยู่ที่เท่าไหร่ ศักยภาพเรากำลังต่ำลงไปเรื่อยๆ” ดร.อมรเทพกล่าว

The post นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’ เศรษฐกิจอาจ ‘ถดถอย’ ในระยะสั้นเท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘สวิตเซอร์แลนด์’ อาจเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย? ภาษีสหรัฐ 39% สะเทือนวงการนาฬิกาหรู ชาวสวิสนับหมื่นคนเสี่ยงตกงาน https://thestandard.co/swiss-economy-us-tariff-crisis/ Mon, 04 Aug 2025 12:45:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1103583 เศรษฐกิจ สวิตเซอร์แลนด์

3 แบรนด์นาฬิกาสวิสและยา เสี่ยงอ่วมภาษีทรัมป์ 39% รัฐบาล […]

The post ทำไม ‘สวิตเซอร์แลนด์’ อาจเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย? ภาษีสหรัฐ 39% สะเทือนวงการนาฬิกาหรู ชาวสวิสนับหมื่นคนเสี่ยงตกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจ สวิตเซอร์แลนด์

3 แบรนด์นาฬิกาสวิสและยา เสี่ยงอ่วมภาษีทรัมป์ 39% รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์หาทางเจรจาก่อน 7 ส.ค. หวั่นสะเทือนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย กระทบแรงงานนับหมื่นคน

 

กาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์พร้อมที่จะแก้ไขข้อเสนอกับสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมือกับภาษีนำเข้าที่พุ่งสูง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ภาษีนำเข้า 39% ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศไว้ อาจก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสวิตเซอร์แลนด์

 

หลังจากที่ทรัมป์ตอบโต้ภาษีสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความตระหนกตกใจให้กับสวิตเซอร์แลนด์ด้วยภาษีนำเข้าที่สูง เรียกได้ว่าเป็นการจัดระเบียบการค้าโลกใหม่ ขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมเตือนว่าตำแหน่งงานหลายหมื่นอัตรา ‘อาจตกอยู่ในความเสี่ยง’

 

ล่าสุดคณะรัฐมนตรีของประเทศจะจัดการประชุมพิเศษเพื่อหารือในขั้นตอนต่อไป โดยปาร์เมลินกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ RTS ว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างรวดเร็วก่อนที่สหรัฐฯ จะจัดเก็บภาษีศุลกากรในวันที่ 7 สิงหาคม

 

“เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุผลที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจเช่นนี้ แต่ด้วยกรอบเวลาค่อนข้างจำกัด อาจเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุผลสำเร็จภายในวันที่ 7 สิงหาคม แต่เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่ดีและแก้ไขข้อเสนอที่เรามี” ปาร์เมลินกล่าว

 

ปาร์เมลินกล่าวอีกว่า ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 3.85 หมื่นล้านฟรังก์สวิส (4.8 หมื่นล้านดอลลาร์) ในปีที่แล้ว

 

โดยสวิตเซอร์แลนด์อยู่ระหว่างพิจารณาซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในทางเลือกลดดุลการค้าอีกหนึ่งทางเลือก คือการลงทุนเพิ่มเติมของบริษัทสวิสในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์สำหรับผลิตภัณฑ์ยา นาฬิกา และเครื่องจักร

 

“บางทีอาจจะต้องลงทุนเพิ่ม แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการเจรจา เราต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่สหรัฐฯ คาดหวัง” โดย ปาร์เมลินกล่าวว่า ตัวเขาและประธานาธิบดีคาริน เคลเลอร์-ซัตเตอร์ ของสวิตเซอร์แลนด์ ก็พร้อมที่จะเดินทางไปยังวอชิงตันเพื่อเจรจาด้วยตัวเองหากจำเป็น

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สวิสปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่สูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์อย่างดุเดือดระหว่างเคลเลอร์-ซัตเตอร์ และทรัมป์ เมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดี

 

แหล่งข่าวรัฐบาลกล่าวกับ Reuters อีกว่า การเรียกร้องของสวิตเซอร์แลนด์ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ไม่มีการตอบโต้กลับใดๆ มีเพียงทรัมป์ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่มว่า เขามีมุมมองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง นั่นคือภาษีนำเข้า 10% อาจไม่เพียงพอ

 

“เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาทางออก และกำลังติดต่อกับฝ่ายอเมริกา เราหวังว่าจะหาทางออกได้ก่อนวันที่ 7 สิงหาคม” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

 

3 แบรนด์นาฬิกาสวิส-ยา เสี่ยงอ่วมภาษีทรัมป์ 39% 

 

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ส.ค. สหรัฐฯ ทรัมป์เตรียมเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อัตรา 39% กับสินค้านำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะมีผล 7 สิงหาคมนี้ทันที หลังดีลการค้าแบบทวิภาคีเจรจาไม่เป็นผล โดยดุลการค้าเสียเปรียบกว่า 38,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.36 ล้านล้านบาท) 

 

ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เก็บภาษีที่สูงถึง 39% จะส่งผลโดยตรงกับสวิตเซอร์แลนด์อย่างมาก โดยเฉพาะวงการนาฬิกาหรูที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.15 แสนล้านบาท) ไม่ว่าจะเป็น Rolex, Patek Philippe, Audemars Piguet และอีกหลายๆ แบรนด์ โดย 3 แบรนด์ดังกล่าวถือเป็นแบรนด์ที่ครองตลาดนาฬิกาหรูของโลกอีกด้วย ซึ่งล่าสุดร้านค้าบางแห่งเริ่มปรับราคาแล้ว 10-15% และคาดว่าแนวโน้มจะขยับขึ้นอีก

 

ขณะที่ตลาด Pre-owned (ตลาดมือสอง) อาจกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากราคา Retail เพิ่มสูงขึ้น การซื้อมือสองจึงตอบโจทย์กว่าเดิม

 

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า บริษัทผลิตช็อกโกแลตสวิสชื่อดัง LINDT และผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำอย่าง Swatch Group จะได้รับผลกระทบหนักจากมาตรการภาษีครั้งนี้ และอาจส่งผลต่อยอดขายในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก 

 

ขณะที่ยาและเวชภัณฑ์ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกสินค้าสวิสไปยังสหรัฐฯ ในปี 2024 อาจต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มขึ้นเท่าตัว เนื่องจากเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์พึ่งพาการส่งออกอุตสาหกรรมยา Novartis และ Roche ซึ่งเป็นบริษัทยาข้ามชาติสัญชาติสวิสที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

 

ทั้งสองบริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวิจัย พัฒนา และผลิตยารักษาโรคที่หลากหลาย ต้องเผชิญกับแรงกดดันหนัก เนื่องจากทรัมป์มีนโยบายกดดันให้บริษัทยาลดราคา และเรียกร้องให้ 17 ประเทศผู้ส่งออกยากำหนดราคาที่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ อีกด้วย

 

ภาพ: Robert Hradil / Getty image 

อ้างอิง:

The post ทำไม ‘สวิตเซอร์แลนด์’ อาจเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย? ภาษีสหรัฐ 39% สะเทือนวงการนาฬิกาหรู ชาวสวิสนับหมื่นคนเสี่ยงตกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP Research หั่น GDP ไทยปีนี้ลงเหลือขยายตัว 1.6% หลังเจอปัจจัยเสี่ยงรุมกดดันรอบด้าน https://thestandard.co/kkp-cuts-thailand-gdp-forecast/ Tue, 01 Jul 2025 09:40:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1091451 กราฟคาดการณ์ GDP ไทยโดย KKP Research แสดงแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2025-2026

KKP Research ยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับประโย […]

The post KKP Research หั่น GDP ไทยปีนี้ลงเหลือขยายตัว 1.6% หลังเจอปัจจัยเสี่ยงรุมกดดันรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟคาดการณ์ GDP ไทยโดย KKP Research แสดงแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2025-2026

KKP Research ยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกตามสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้านทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว และปัจจัยลบในปี 2025 ที่สำคัญ คือ การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

 

โดยเฉพาะจีน การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีโอกาสกลับมาชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี การบริโภคในประเทศที่ยังคงอ่อนแอตามสินเชื่อที่หดตัว ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2025 เหลือขยายตัว 1.6% จากขยายตัว 1.7% และปี 2026 เหลือขยายตัว 1.5%

 

กราฟคาดการณ์ GDP ไทยโดย KKP Research แสดงแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวในปี 2025-2026

ภาพ: KKP Research ประมาณการ GDP ของไทยใน 2025-2026

 

KKP ประเมินเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านลบ

 

KKP ประเมินว่า 3 ปัจจัยที่สำคัญที่จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังจากนี้ คือ

 

  1. ทิศทางการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน โดยในช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนหดตัวลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 30-40% ของระดับก่อนโควิด-19 เป็นผลจากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนหลังเกิดกรณีลักพาตัว และการเข้ามาของคู่แข่งใหม่ ๆ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินหยวนส่งผลให้การมาเที่ยวไทยแพงกว่าที่อื่น ๆ โดยเปรียบเทียบ KKP ประเมินนักท่องเที่ยวทั้งปีที่ 33.6 ล้านคนหดตัวลงจากปีก่อนเป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังโควิด-19

 

 

ภาพ: KKP Research ประเมินจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยว

 

  1. การเร่งตัวของการส่งออกที่มากผิดปกติก่อนการขึ้นภาษีในช่วงต้นปี ส่งผลต่อการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการส่งออกที่ผ่านมา ไม่ส่งผลบวกมากนักต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจไทย และมีโอกาสสูงที่ครึ่งหลังของปีจะเห็นการชะลอตัวลง โดยเกิดจาก

 

2.1 การส่งออกบางส่วนใช้สินค้าคงคลังที่เหลืออยู่เพื่อการส่งออกแต่ไม่ได้มีการผลิตใหม่เพิ่มเติม

2.2 การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มเป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศอื่นเพื่อส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯ แต่ไม่มีผลมากต่อการผลิตในประเทศ KKP Research ประเมินว่าภาคอุตสาหกรรมน่าจะปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น แต่อาจจะกลับมาชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี

 

 

ภาพ: KKP Research ให้ข้อมูลการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม

 

  1. การบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวตามการชะลอตัวของสินเชื่อ สินเชื่อในระบบการ

เงินยังคงหดตัวต่อเนื่อง ทั้งในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ SME และครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเช่าซื้อและอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและระดับหนี้เสียที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน การบริโภคในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัว

 

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังยังท้าทาย มีโอกาสเข้าสู่ Technical Recession

จากหลายปัจจัยลบที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้ในครึ่งปีหลังของปี 2025 ไทยกำลังจะต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศพร้อม ๆ กัน ซึ่งอาจทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิคได้ โดยปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะทยอยหมดไป คือ

 

3.1 แรงส่งจากฐานต่ำของการลงทุนภาครัฐในปีก่อน

 

3.2 การเร่งการส่งออกที่สูงผิดปกติในช่วงต้นปีก่อนการขึ้นภาษี

 

3.3 การท่องเที่ยวที่จะทยอยชะลอตัวลงโดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาจเริ่มติดลบในช่วงครึ่งหลัง ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศเดิมของไทยที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้ว

 

 

ภาพ: KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังเสี่ยงเกิด Technical Recession

 

3 ความไม่แน่นอนอาจทำให้ไทยชะลอกว่าคาด

 

สถานการณ์ปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูงมาก ทำให้การประเมินเศรษฐกิจทำได้ยากมากขึ้น KKP Research ประเมินว่าทิศทางของเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลัง และยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 เรื่องที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้

 

  1. ความไม่แน่นอนทางการเมืองและข้อจำกัดของภาครัฐ ความเปราะบางทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีความเสี่ยงที่การพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อาจจะล่าช้าหรือไม่สามารถผ่านได้ โดยในอดีตการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าตัวเป็นฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากถึง 1.0 – 1.5ppt ต่อไตรมาส หรือประมาณ 0.3ppt – 0.5ppt ต่อการเติบโตของ GDP ทั้งปี
  2. สงครามการค้าและการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูงโดยอัตราภาษีแรกที่ไทยถูกเรียกเก็บจากสหรัฐฯ คือ 36% ก่อนจะมีการลดลงชั่วคราวมาที่ระดับ 10% KKP Research ประเมินว่าในกรณีของการเก็บภาษีกลับไปที่ 36% จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจทั้งปีประมาณ 0.8ppt เทียบกับกรณีที่ไม่มีการเก็บภาษีเลย
  3. สงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และผลต่อราคาน้ำมัน ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงต่อเนื่องอาจผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะที่คล้าย “stagflation” หรือภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวควบคู่กับการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยไทยมีดุลการค้าพลังงานขาดดุลในระดับประมาณ 8% ของ GDP สูงที่สุดในภูมิภาค ซึ่งหมายความว่าหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอาจลดลงราว 0.5% ของ GDP และ GDP ของไทยลดลงราว 0.3%

 

 

ภาพ: KKP Research ประเมินความเสี่ยงของผลกระทบของภาษีนำเข้าที่สูงกว่าคาด

 

KKP มองนโยบายการเงินต้องมีบทบาทมากขึ้น

 

ในสภาวะที่นโยบายการคลังมีข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 70% ต่อ GDP ขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น KKP Research เชื่อว่านโยบายการเงินจะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 3 ครั้ง หรืออีก 0.75% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสุดท้ายลดลงเหลือ 1.0% จาก 1.25% ภายในไตรมาสแรกของปี 2026 และอาจต้องพิจารณาทางเลือกเชิงนโยบายในการแก้ไขข้อจำกัดของการส่งผ่านของนโยบายการเงิน โดยเฉพาะช่องทางสินเชื่อของธนาคาร

 

เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 เผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านและยังมีความไม่แน่นอนสูงที่อาจทำให้เศรษฐกิจโตได้ต่ำกว่าคาด การรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงนี้จะต้องใช้การประสานนโยบายอย่างรอบด้าน ระหว่างนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย นโยบายการคลังที่แม่นยำ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

The post KKP Research หั่น GDP ไทยปีนี้ลงเหลือขยายตัว 1.6% หลังเจอปัจจัยเสี่ยงรุมกดดันรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐีหน้าใหม่สหรัฐฯ พุ่งวันละ 1,000 คน รวยขึ้นจากหุ้นเทคโนโลยี แต่ปีหน้าอาจชะลอตัวรับเศรษฐกิจถดถอย https://thestandard.co/us-millionaires-ubs-report/ Sun, 22 Jun 2025 07:29:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1087696 us-millionaires-ubs-report

ธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ รายงานว่า ในปี 2024 ที่ผ่า […]

The post เศรษฐีหน้าใหม่สหรัฐฯ พุ่งวันละ 1,000 คน รวยขึ้นจากหุ้นเทคโนโลยี แต่ปีหน้าอาจชะลอตัวรับเศรษฐกิจถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-millionaires-ubs-report

ธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ รายงานว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 379,000 คน หรือเฉลี่ยมากกว่าวันละ 1,000 คน คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 1.5% ทำให้ตัวเลขภาพรวมกลุ่มคนที่ร่ำรวยแตะ 23.8 ล้านคน เรียกว่ามากที่สุดในโลก โดยปัจจัยที่ทำให้มีเศรษฐีหน้าใหม่ มาจากแรงหนุนของตลาดการเงินและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง

 

ถึงอย่างนั้น ประเมินว่าในปี 2025 จำนวนเศรษฐีหน้าใหม่อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลง ตลาดการเงินไม่มั่นคงเท่าเดิม บวกกับสงครามการค้าภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งหมดล้วนสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงิน และกดดันค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งปรับตัวลดลงประมาณ 9% แล้วในปีนี้

 

เจมส์ มาโซ นักเศรษฐศาสตร์ของ UBS กล่าวว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความมั่งคั่งของชาวอเมริกันจะลดลง แม้ดอลลาร์อ่อนค่าจะกระทบในสหรัฐฯ แต่กลับเป็นผลดีต่อความมั่งคั่งในประเทศอื่นที่ใช้สกุลเงินแข็งกว่า เท่ากับว่าทรัพย์สินที่มีมูลค่าเป็นดอลลาร์จะดูมีค่ามากขึ้นในสายตาของผู้ถือเงินต่างสกุล ซึ่งจะทำให้เศรษฐีในประเทศอื่นๆ ดูรวยมากขึ้น

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

รองลงมาคือจีนแผ่นดินใหญ่ ตามมาเป็นอันดับสอง มีเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 141,000 คน รวมๆ แล้วเพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อน ทำให้มีกลุ่มคนร่ำรวยอยู่ทั้งหมด 6.3 ล้านคน

 

ขณะเดียวกัน ตุรกี ก็เริ่มเป็นประเทศที่มีเศรษฐีเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด โดยพุ่งขึ้นถึง 8.4% ทำให้มีเศรษฐีรวม 87,000 คน แสดงให้เห็นว่าแม้ตุรกีจะมีเศรษฐีรวมไม่มากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ หรือจีน แต่สัดส่วนการเติบโตของจำนวนเศรษฐีในประเทศกลับสูงที่สุด

 

รวมไปถึงสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่กลับมีเศรษฐีหนาแน่น สะท้อนจากคนวัยทำงาน 1 ใน 7 คน มีทรัพย์สินเกิน 1 ล้านดอลลาร์

 

แต่สวนทางกับประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนเศรษฐีลดลงถึง 33,000 คน จากปัญหาประชากรหดตัว

 

ทั้งนี้ โดยรวมแล้ว จำนวนเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะ 60 ล้านคนในปีที่ผ่านมา แม้จำนวนโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงสูง เช่น บางคนหลุดจากสถานะมหาเศรษฐี และบางคนเพิ่งขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่

 

สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในกลุ่มเศรษฐี ความมั่งคั่งก็ยังไม่กระจายเท่ากัน โดยธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า มีแค่คนรวย 60 ล้านคนเท่านั้นที่ถือครองทรัพย์สินในสัดส่วนเกือบครึ่งของทรัพย์สินทั่วโลก โดยในจำนวนนั้น มีเพียง 15 คนที่ร่ำรวยระดับ centi-billionaire ที่ถือเงินรวมกันถึง 2.4 ล้านล้านดอลลาร์

 

พร้อมย้ำว่า ความเหลื่อมล้ำนี้เกิดจากความสำเร็จของหุ้นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รวยแบบก้าวกระโดด

 

ภาพ: Kitreel / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เศรษฐีหน้าใหม่สหรัฐฯ พุ่งวันละ 1,000 คน รวยขึ้นจากหุ้นเทคโนโลยี แต่ปีหน้าอาจชะลอตัวรับเศรษฐกิจถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! https://thestandard.co/gen-z-millennials-saving-tips/ Mon, 28 Apr 2025 05:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1068999 gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริก […]

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังประกาศขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อต้นเดือนเมษายน ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกำลังจะถดถอยอีกครั้ง 

 

Google เผยว่าการค้นหาคำว่า Global Financial Crisis และ Great Recession พุ่งสูงขึ้นจนเกือบถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมานับสิบปี สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของชาวอเมริกัน

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ Kiki Rough สาววัย 28 ปี เริ่มนึกถึงทักษะการประหยัดที่เธอเคยใช้ในยามยาก และตัดสินใจสร้างวิดีโอสอนทำอาหารจากตำราที่ตีพิมพ์ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและสงคราม 

 

เธอสอนเทคนิคทำอาหารราคาถูกและวิธีทดแทนของแพงด้วยสิ่งที่มีอยู่แล้วในครัว วิดีโอของเธอดังเปรี้ยงปร้างบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดผู้ชม 21 ล้านวิวในเวลาเพียงเดือนเดียว 

 

“ฉันเห็นคอมเมนต์ตลกๆ ซ้ำๆ ว่า คนจนรุ่นเก่ากำลังสอนคนจนรุ่นใหม่” Rough เล่า “ทุกคนกำลังหวาดกลัว การแบ่งปันความรู้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้คนรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

 

ปรากฏการณ์นี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบน TikTok เมื่อกลุ่ม Millennial และ Gen X เข้ามารับบทเป็นพี่เลี้ยง แบ่งปันเคล็ดลับประหยัดเงินให้คนรุ่นใหม่ “นี่อาจเป็นครั้งแรกที่พวก Millennial ได้เป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในบางเรื่อง” Scott Sills นักการตลาดวัย 33 ปีกล่าว “เราเชี่ยวชาญในการรับมือเมื่อชีวิตพลิกผันกะทันหัน และทุกอย่างที่เคยมั่นคงถูกกระชากออกไป”

 

คำแนะนำเหล่านี้ย้อนกลับไปสู่ช่วงวิกฤตปี 2008 ทั้งการท่องเที่ยวประหยัดแทนทริปหรูต่างประเทศ การเก็บใบเสร็จเพื่อรอลดราคา การใช้ชุดทำงานในงานสังคมเพราะไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าหลายแบบ และอาหารยอดนิยมอย่าง ‘เนื้อหมู’ ที่มีราคาไม่แพงเกินไป 

 

คนถึงกับติดปากว่าเนื้อหมูมี ‘รสชาติเหมือน Great Recession’ เลยทีเดียว ส่วนการสังสรรค์ก็ย้ายจากบาร์มาจัดที่บ้านแทน พร้อมเครื่องดื่มยอดนิยมที่เรียกว่า ‘jungle juice’ ซึ่งเป็นการผสมเหล้าราคาถูกหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน

 

“สมัยก่อนฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็น ‘สัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจถดถอย’ คิดว่าเป็นแค่เทรนด์ธรรมดา” M.A. Lakewood นักเขียนจากนิวยอร์กเล่า “แต่ตอนนี้สัญญาณเห็นชัดเจนมาแต่ไกลเลย”

 

อย่างไรก็ตาม คนจนรุ่นเก่ากำลังพบว่าเคล็ดลับประหยัดสมัยก่อนบางอย่างใช้ไม่ได้ผลแล้วในยุคเงินเฟ้อพุ่งสูง Kimberly Casamento ที่ทำซีรีส์สอนทำอาหารจากตำราปี 2009 พบว่าค่าใช้จ่ายของเมนูประหยัดเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้น 100-150% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงเหมือนเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

 

“ทุกอย่างในชีวิตแพงจนแทบไม่มีใครอยู่รอด” Casamento บอก “แค่ประหยัดค่าอาหารได้ 5 ดอลลาร์สหรัฐก็นับเป็นชัยชนะแล้ว”

 

Megan Way รองศาสตราจารย์ที่ Babson College ผู้ศึกษาเศรษฐศาสตร์ครอบครัว อธิบายว่านี่เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่จะแสวงหาความรู้และประสบการณ์จากผู้อื่นในช่วงไม่มั่นคง 

 

“การแบ่งปันความรู้อาจสร้างความแตกต่างในความรู้สึกว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างเตรียมพร้อม สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือความหวาดกลัวแบบไร้ทิศทาง”

 

แม้จะมีความคล้ายคลึงกัน Way ระบุว่าวิกฤตในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2008 ตรงที่ไม่มีปัญหาหนี้เสียที่จุดประกายวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่ความไม่แน่นอนกลับมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ หรือนโยบายภายในประเทศ

 

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี บ่งชี้ว่าความวิตกกังวลกำลังพุ่งสูง Lukas Battle ผู้สร้างวิดีโอล้อเลียนเรื่องการหย่าร้างช่วง Great Recession พบว่าคอมเมนต์เต็มไปด้วยคนที่พ่อแม่เพิ่งแยกทาง “กำลังเกิดคลื่นลูกที่สองของการหย่าร้างในขณะนี้” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา

 

แม้กระทั่งวงการบันเทิงก็สะท้อนความคล้ายคลึงกับยุค 2008 การเต้น flashmob กลับมาฮิตอีกครั้ง Disney รีบูตการ์ตูน Phineas and Ferb ที่ดังในช่วงนั้น และศิลปินยุค 2008 อย่าง Miley Cyrus, Lady Gaga และ Katy Perry ก็กลับมาปล่อยเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2025

 

“เพลงเหล่านี้เหมือนเป็นใบอนุญาตที่ทำให้เราหลุดพ้นและได้รู้สึกดีสักพัก” Sills อธิบาย “ไม่ใช่ว่าเราหนีปัญหา แต่เป็นการหาช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ให้ตัวเองท่ามกลางความยากลำบาก”

 

ในขณะที่ประเทศเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ การถ่ายทอดบทเรียนจาก ‘คนจนรุ่นเก่า’ ไปสู่ ‘คนจนรุ่นใหม่’ จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นที่มีค่าในการรับมือกับพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว



ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs เตือน ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่งแตะ 35% https://thestandard.co/goldman-us-recession-risk-35/ Tue, 01 Apr 2025 03:06:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1059017

Goldman Sachs ปรับเพิ่มความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จ […]

The post Goldman Sachs เตือน ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่งแตะ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>

Goldman Sachs ปรับเพิ่มความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) เป็น 35% จากเดิม 20% และคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น เนื่องจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ตลาดการเงินปั่นป่วน

 

บริษัทยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ ในปี 2025 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 2.0% และคาดการณ์ว่าทั้ง Fed และธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง แทนที่การคาดการณ์เดิมที่ 2 ครั้ง

 

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (30 มีนาคม) ที่ผ่านมาว่ามาตรการภาษีตอบโต้ของเขา ซึ่งจะมีการประกาศในสัปดาห์นี้ จะครอบคลุมทุกประเทศ ไม่ใช่เพียงบางประเทศเท่านั้น สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

 

ในอีกรายงาน Goldman Sachs ได้ปรับลดเป้าหมายดัชนี S&P 500 สิ้นปีลงเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนนี้ เหลือ 5,700 จุด จากเดิม 6,200 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในบรรดาโบรกเกอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเป้าหมายของ Barclay ตามมาอยู่ที่ 5,900 จุด

 

Goldman Sachs คาดว่าอัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิม 5% และคาดว่า ทรัมป์จะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ในวันที่ 2 เมษายน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15% สำหรับคู่ค้าทุกประเทศของสหรัฐฯ

 

Goldman Sachs เขียนไว้ในบันทึกเมื่อวันอาทิตย์ว่า “การปรับอัตราภาษีเกือบทั้งหมดสะท้อนให้เห็นสมมติฐานที่เข้มงวดยิ่งขึ้นสำหรับภาษีแบบตอบโต้” นอกจากนี้ยังคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม กันยายน และพฤศจิกายน เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ปรับลด 2 ครั้งในเดือนมิถุนายนและธันวาคม

 

Goldman เตือนว่ายุโรปจะมีสถานการณ์ที่แย่กว่าสหรัฐฯ เนื่องจากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (technical recession)ในปีนี้ บริษัทนายหน้าคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยในช่วงที่เหลือของปี 2025 โดยการเติบโตแบบไม่คำนวณรายปีจะอยู่ที่ 0.1%, 0.0% และ 0.2% ในไตรมาสที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ

 

อีกทั้งคาดว่า ทรัมป์จะบังคับใช้ภาษีตอบโต้ต่อสหภาพยุโรปในอัตรา 15% ส่งผลให้ภาษีที่แท้จริงเพิ่มขึ้นรวม 20% 

 

“เราคาดว่าการปรับสมมติฐานภาษีใหม่ของเราจะลด GDP ที่แท้จริงของยูโรโซนลงเพิ่มเติม 0.25% เมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิม ส่งผลให้ GDP ลดลงรวม 0.7% เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการตั้งกำแพงภาษี ภายในสิ้นปี 2026”

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้ายกว่านั้น Goldman Sachs คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนอาจได้รับผลกระทบรวม 1.2% ซึ่งอาจทำให้ยูโรโซนเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคในปี 2025 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ไม่มีภาษี นอกจากนี้ Goldman ยังปรับคาดการณ์ว่า ECB จะลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนกรกฎาคม นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยที่คาดไว้ในเดือนเมษายนและมิถุนายนอีกด้วย

 

ภาพ: Spencer Platt / Getty Images

อ้างอิง:

The post Goldman Sachs เตือน ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่งแตะ 35% appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP ชี้ 3 ปัญหาฝังลึก ‘อสังหาไทย’ ระบาย 2 แสนยูนิต ต้องใช้เวลา 6 ปี เศรษฐกิจถดถอยซ้ำเติม หนี้ครัวเรือนระเบิดเวลา มาตรการรัฐเอาไม่อยู่ เสี่ยงตามรอยทศวรรษที่สูญหายของญี่ปุ่น https://thestandard.co/kkp-thai-real-estate-crisis/ Thu, 27 Mar 2025 00:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1057001

สถานการณ์การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2-3 ปีที […]

The post KKP ชี้ 3 ปัญหาฝังลึก ‘อสังหาไทย’ ระบาย 2 แสนยูนิต ต้องใช้เวลา 6 ปี เศรษฐกิจถดถอยซ้ำเติม หนี้ครัวเรือนระเบิดเวลา มาตรการรัฐเอาไม่อยู่ เสี่ยงตามรอยทศวรรษที่สูญหายของญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาจนกำลังซื้อหดหาย ภาวะการเงินที่ไม่ผ่อนปรนเหมือน 10 กว่าปีที่ผ่านมา ธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น หลังจากหนี้เสียเริ่มลุกลามไปยังตลาดกลุ่มบน

 

แม้ว่าหลายฝ่ายยังมองว่าการชะลอตัวครั้งนี้เป็นปัญหาชั่วคราวในระยะสั้น แต่ก็เริ่มมีเสียงพูดถึงกันมากขึ้นว่าหรือภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในวิกฤตอีกครั้ง พร้อมทั้งเรียกร้องมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งได้ขานรับและเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่ช่วงเดือนที่ผ่านมา อย่างมาตรการ LTV ของธนาคารประเทศไทย (ธปท.) และคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมอื่นๆ จากภาครัฐตามมาอีก

 

อย่างไรก็ดี KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่าการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้กำลังสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคอสังหาริมทรัพย์มากกว่าจะเป็นปัญหาชั่วคราว และจะรุนแรงยาวนานกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ โดยมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมาอาจช่วยไม่ได้มากนัก

 

ปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ประการที่กดดัน อสังหาริมทรัพย์ไทย

 

  1. อุปทานส่วนเกินล้นตลาด: ปัจจุบันมีที่อยู่อาศัยส่วนเกินกว่า 2 แสนยูนิต ซึ่งต้องใช้เวลาระบายถึง 6 ปี โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ อีกทั้งยังมีอุปทานใหม่ที่กำลังก่อสร้างและทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องจากโครงการเปิดตัวใหม่ที่ขยายตัวในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2024 ทำให้การระบายอสังหาริมทรัพย์ส่วนเกินอาจต้องใช้ระยะเวลามากกว่า 6 ปี

 

 

  1. อุปสงค์ซบเซากว่าที่คาด: แม้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 2.6-2.7% (KKP Research ประเมินที่ 2.3%) แต่การเติบโตนี้มาจากภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวจากศูนย์เป็นหลัก ขณะที่ภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่องถึง 9 ไตรมาส อาจเรียกได้ว่า ‘ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะถดถอย’ จนส่งผลต่อกำลังซื้อที่เปราะบางมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา รวมไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาลงเป็นสัญญาณหนึ่งที่ชัดเจน

 

 

  1. หนี้ครัวเรือนสูงกดดันกำลังซื้อ: หนี้ครัวเรือนไทยสูงถึงกว่า 90% ของ GDP และหากเทียบกับรายได้ของครัวเรือนจะสูงถึง 200% หรือมีหนี้มากกว่ารายได้ถึง 2 เท่า เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2008 ที่มีหนี้มากกว่าเพียง 140% หรือ 1.4 เท่า ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงในระดับนี้ย่อมกดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือนอย่างมาก โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในระยะข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันภาคธนาคารก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดบ้านราคาปานกลาง-ล่าง

 

 

ราคาบ้านอาจหดตัว จุดเปลี่ยนอสังหา

 

KKP Research ประเมินว่า ‘ระดับราคาบ้านจะปรับตัวลดลงตามกลไกตลาดในที่สุด’ และอาจสร้างแรงกระเพื่อมที่รุนแรงและยาวนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ โดยอัตราการทำกำไรขั้นต้นของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงต่อเนื่องสะท้อนถึงการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น 

 

และการประเมินราคาของภาคธนาคารที่เริ่มชะลอตัวตามแนวโน้มราคาซื้อขายที่แท้จริงของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์เฮาส์ที่เผชิญกับการหดตัวต่อเนื่อง และเริ่มส่งสัญญาณการปรับลดราคามากขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2024

 

 

อสังหาไทย เสี่ยงตามรอย ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ ของญี่ปุ่น

 

KKP Research พบว่าสัญญาณทางเศรษฐกิจของไทยมีความคล้ายคลึงกับวิกฤตเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่นำไปสู่ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ ใน 2 ประเด็นสำคัญ:

 

 

การเข้าสู่วัฏจักรสินเชื่อขาลง: ไทยเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการลดหนี้ตั้งแต่ปลายปี 2022 สินเชื่อที่อยู่อาศัยหดตัวและหนี้เสียเพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะยิ่งกดดันราคาบ้านให้ปรับตัวลง เกิดผลกระทบลูกโซ่ต่อทั้งมูลค่าหลักประกัน ความมั่งคั่งของครัวเรือน และการระมัดระวังการใช้จ่ายที่มากขึ้น

 

การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ: ประชากรช่วงอายุ 25-65 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มขับเคลื่อนหลักในภาคอสังหาเริ่มมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้อุปสงค์ชะลอตัว เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่การหดตัวของประชากรและการที่คนรุ่นใหม่เลือกจะสร้างครอบครัวลดลงนำไปสู่การเปลี่ยนทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นขาลง

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยจะเดินตาม ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ ของญี่ปุ่น เนื่องจากจุดเริ่มต้นปัญหาของไทยไม่ได้เริ่มจากการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์เหมือนญี่ปุ่นที่ในที่สุดนำไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกจนเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ เข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอีกทางหนึ่งนับเป็นการเปิดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้มากกว่า

 

มาตรการปัจจุบันช่วยได้เพียงระยะสั้น

 

มาตรการเพิ่มเกณฑ์สัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าบ้าน (LTV) จะช่วยได้เพียงระยะสั้นและเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง เพราะกลุ่มรายได้สูงที่มีเครดิตดีจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้โดยใช้เงินดาวน์น้อยลง 

 

 

ส่วนอสังหาริมทรัพย์กลุ่มราคากลาง-ล่างอาจไม่ได้รับประโยชน์มากนัก เนื่องจากธนาคารยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มนี้ตามแนวโน้มรายได้และเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวชัดเจน

 

นอกจากนี้มาตรการทางการคลังอื่นๆ เช่น การลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็อาจมีผลช่วยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มราคาสูงเท่านั้น เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถประหยัดได้อย่างมีนัยสำคัญ

The post KKP ชี้ 3 ปัญหาฝังลึก ‘อสังหาไทย’ ระบาย 2 แสนยูนิต ต้องใช้เวลา 6 ปี เศรษฐกิจถดถอยซ้ำเติม หนี้ครัวเรือนระเบิดเวลา มาตรการรัฐเอาไม่อยู่ เสี่ยงตามรอยทศวรรษที่สูญหายของญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส https://thestandard.co/what-will-happen-to-the-thai-economy-after-us-election/ Thu, 24 Oct 2024 12:37:51 +0000 https://thestandard.co/?p=999759

CIMB THAI คาด เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% […]

The post เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส appeared first on THE STANDARD.

]]>

CIMB THAI คาด เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ เทียบกับ 3.2% ในกรณีที่ คามาลา แฮร์ริส ชนะ พร้อมคาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐช่วงปลายปี 2568 หากทรัมป์ชนะ ในทางตรงกันข้ามหากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง เงินบาทน่าจะแข็งค่าแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2568 ด้าน UOB มองว่า นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น พร้อมชี้ว่านโยบายของแฮร์ริสเน้นเป้าหมายชัดเจนกว่าแม้จะไม่สุดโต่งเท่า

 

วันนี้ (24 ตุลาคม) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สำนักวิจัยฯ ประเมินฉากทัศน์ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะได้เป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งสหรัฐฯ เพราะหาก คามาลา แฮร์ริส ชนะ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่มาก เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่จะดำเนินนโยบายต่อเนื่องจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดี ดังนั้นหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย

 

โดยสำนักวิจัยฯ มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% ในกรณีของทรัมป์ เทียบกับ 3.2% ในกรณีของแฮร์ริส โดยคาดว่านอกจากการส่งออกที่จะชะลอและกดดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตช้าลงแล้ว ความต้องการในประเทศจะอ่อนแอตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตรทั่วประเทศ รวมทั้งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ชนบท ก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการลดลงของกำลังซื้อ แต่เชื่อว่าการบริโภคภาคเอกชนยังเติบโตได้ด้วยแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวและมาตรการแจกเงินของรัฐบาล

 

“เศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบายการค้าและนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์น่าจะมีความผันผวนมากกว่ากรณีของแฮร์ริส โดยเฉพาะจากความพยายามลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะกดดันการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน” ดร.อมรเทพ กล่าว

 

แนวโน้มด้านบวกหากทรัมป์ชนะ

 

  1. เศรษฐกิจโลกจะรอดจากภาวะถดถอย เพราะมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจะกระตุ้นให้ธุรกิจในสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงานและปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตขึ้น

 

  1. ราคาน้ำมันดิบโลกจะลดลงจากนโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ และการทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับประเทศในตะวันออกกลางและรัสเซีย เป็นผลดีต่อประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างไทย และจะช่วยลดค่าครองชีพของคนในประเทศ

 

  1. มีการย้ายฐานการลงทุนมาไทยเพิ่มขึ้น เพราะภาษีการค้าที่กำหนดต่อจีนจะกระตุ้นให้บริษัทจีนย้ายการดำเนินงานไปยังประเทศอื่น ช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล 

 

แนวโน้มด้านลบหากทรัมป์ชนะ

 

  1. การส่งออกของไทยเสี่ยงโตช้าจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และความกังวลว่าการค้าระหว่างประเทศจะหยุดชะงัก

 

  1. ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลจะอยู่ระดับสูงตามความเสี่ยงทางการคลัง ไม่ใช่เพียงแค่ในสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงไทยด้วย เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

 

  1. รายได้ภาคเกษตรของไทยเสี่ยงลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก กดดันให้อุปสงค์ในประเทศไทยอ่อนแอตาม

 

ได้ทรัมป์บาทอ่อน แฮร์ริสมาบาทแข็ง

 

ดร.อมรเทพ ยังมองด้วยว่า กรณีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แม้ Fed อาจปรับลดดอกเบี้ยลงมากกว่าที่คาดไว้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ รอดพ้นจากภาวะถดถอยจากสงครามการค้า ดอลลาร์สหรัฐน่าจะอ่อนค่าตามทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลง แต่คาดว่าตลาดจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยง รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนที่สูงจะทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ และนำเงินกลับไปถือดอลลาร์สหรัฐแทน ทำให้ดอลลาร์แข็ง บาทอ่อน โดยคาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงถึงระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2568

 

ในทางตรงกันข้าม หากแฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง Fed จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยตามทิศทางเงินเฟ้อที่ลดลง นักลงทุนจะลดความสนใจในเงินดอลลาร์ลง เงินบาทน่าจะแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2568

 

ในส่วนของมาตรการทางการเงินของไทย ดร.อมรเทพ มองว่า ธปท. จะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ และลดความเสี่ยงด้านภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แม้การลดดอกเบี้ยจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อสินค้านำเข้ามากขึ้นก็ตาม สำนักวิจัยฯ มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.25% ในกรณีของทรัมป์ เทียบกับที่ระดับ 1.50% ในกรณีของแฮร์ริส

 

UOB มอง นโยบายของทรัมป์อาจดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น

 

เฮงคุนเฮา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์ตลาด ธนาคารยูโอบี กล่าวเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

 

นักวิเคราะห์หลายท่านระบุถึงความเสี่ยงที่นโยบายของทรัมป์อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยระหว่างการหาเสียง ทรัมป์ประกาศสนับสนุนให้มีการเพิ่มภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าหลายรายการ

 

  • เสนอให้เพิ่มภาษีนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญสูงสุดถึง 60% 
  • ภาษีนำเข้ารถยนต์จากเม็กซิโกในอัตราร้อยละ 200
  • เสนอให้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภทในอัตรา 10% 

 

“การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ทรัมป์ยังต้องการส่งตัวผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ ซึ่งอาจทำให้ตลาดแรงงานตึงตัวและผลักดันให้ค่าแรงสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกทางหนึ่ง” UOB กล่าว

 

แม้จะดูเหมือนว่านโยบายของทรัมป์จะช่วยยืดอายุวงจรการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การดำเนินนโยบายเหล่านี้แม้เพียงบางส่วนอาจส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออีกครั้งในสหรัฐฯ สถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศปีเตอร์สันเตือนว่า ข้อเสนอภาษีนำเข้าของทรัมป์อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของชาวอเมริกันทั่วไปเพิ่มขึ้นกว่า 2,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้อาจส่งผลทำให้แผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ไม่ลงลึกเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed จะลดลงจาก 5% ในปัจจุบัน เหลือ 3.5% ภายในสิ้นปีหน้า แต่หากทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เราก็ไม่อาจคาดเดาการดำเนินการอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ได้

 

แฮร์ริสเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายชัดเจนและไม่สุดโต่งเท่า

 

ในขณะเดียวกัน คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ได้นำเสนอนโยบายในภาพรวมกว้างๆ โดยเฉพาะด้านการค้า แฮร์ริสน่าจะยังคงดำเนินนโยบาย ‘สนามเล็กรั้วสูง’ ตามแนวทางของรัฐบาลไบเดน โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สุดโต่งเท่านโยบายที่ทรัมป์เสนอ

 

ส่วนด้านนโยบายภาษี แฮร์ริสเสนอให้เพิ่มภาษีรายได้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด รวมถึงภาษีสำหรับกลุ่มการเก็งกำไรสูงสุดและภาษีนิติบุคคล โดยสงวนการลดภาษีให้กับอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมสะอาด

 

ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตมีเป้าหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดเล็กและครัวเรือนที่มีรายได้น้อยรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยรวมแล้วนโยบายเศรษฐกิจของแฮร์ริสมีเป้าหมายชัดเจนและไม่สุดโต่งเท่านโยบายของทรัมป์ และน่าจะมีผลกระทบด้านเงินเฟ้อน้อยกว่าต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้แฮร์ริสยังสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงมีอิสระในการดำเนินนโยบาย ซึ่งแตกต่างจากข้อเสนอของทรัมป์ที่ต้องการให้ประธานาธิบดีมีอำนาจในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินมากขึ้น แฮร์ริสยังไม่ได้เสนอมาตรการให้ลดค่าเงินดอลลาร์เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทรัมป์กล่าวถึงบ่อยครั้ง

The post เศรษฐกิจไทย เงินบาท และดอกเบี้ยนโยบาย จะเป็นอย่างไร? ใต้เงาทรัมป์ vs. แฮร์ริส appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P 500 พุ่งทำ All Time High ตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ https://thestandard.co/sp-500-surges-to-all-time-high/ Fri, 20 Sep 2024 04:57:57 +0000 https://thestandard.co/?p=985819

ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นปิดตลาดที่ระดับสูงเป็นประวัติ […]

The post S&P 500 พุ่งทำ All Time High ตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นปิดตลาดที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 กันยายน) ซึ่งเป็นวันหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% และส่งสัญญาณว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต

 

ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 1.7% ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดใหม่ครั้งที่ 39 ในปี 2024 และปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ประมาณ 20% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่กลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) ให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าคาด ดัชนี Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น 2.6% และดัชนี Russell 2000 ของกลุ่มหุ้นขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 2.1%

 

ในช่วงท้ายของตลาด หุ้น FDX ร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มขาลงของบริษัท ขณะที่หุ้น NKE พุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่า Elliott Hill ซึ่งเป็นผู้บริหารมายาวนานกำลังจะแทนที่ John Donahoe ในตำแหน่งซีอีโอของบริษัท

 

หุ้นขนาดใหญ่ได้กลับมามีกำไรอีกครั้ง โดย TSLA พุ่งขึ้นมากกว่า 7% ทางด้าน AAPL และ META ต่างก็พุ่งขึ้นเกือบ 4% และ NVDA ยักษ์ใหญ่ด้าน AI ปรับตัวขึ้นประมาณ 4% ซึ่งช่วยให้ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ SOX พุ่งขึ้น 4.3%

 

เทรดเดอร์เตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกไตรมาสที่เรียกว่า Triple Witching ซึ่งเป็นวันที่สัญญาออปชัน (Options) ที่อ้างอิงกับหุ้น, สัญญาออปชันที่อ้างอิงกับดัชนีหุ้น และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ จะหมดอายุพร้อมกันในวันเดียว ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น Asym 500 ประมาณการว่า ตราสารอนุพันธ์มูลค่าราว 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจะหมดอายุในวันศุกร์นี้ ซึ่งการหมดอายุของตราสารอนุพันธ์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการปรับสมดุลดัชนีอ้างอิง

 

การเริ่มต้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ได้จุดประกายความหวังอีกครั้งว่า ธนาคารกลางจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดียังแสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Weekly Jobless Claims) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งส่งสัญญาณว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งแม้ว่าการจ้างงานจะชะลอตัวลงก็ตาม จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 12,000 ราย อยู่ที่ 219,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ตัวเลขที่ดีเกินคาดนี้ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจกำลังมุ่งหน้าสู่ Soft Landing

 

ดัชนี S&P 500 พุ่งทะลุ 5,700 จุด, ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดเหนือ 42,000 จุด และดัชนี VIX ซึ่งเป็นมาตรวัดความผันผวนของวอลล์สตรีทร่วงลงมาที่ประมาณ 16, ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นมาที่ 3.726% ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีร่วงลงมาอยู่ที่ 3.594%

 

จากข้อมูลในอดีตพบว่า หุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ มีผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดเล็กในปีหลังจากที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก โดยนับตั้งแต่ปี 1989 Fed เริ่มวัฏจักรการลดดอกเบี้ย 6 รอบ และตลาดหุ้นก็ปรับตัวสูงขึ้น 4 ใน 6 รอบดังกล่าว โดยหุ้นขนาดเล็กมีผลตอบแทนดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่เฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2001 และ 2008

 

Solita Marcelli, UBS Global Wealth Management กล่าวว่า ในระยะสั้นหุ้นขนาดเล็กอาจได้รับแรงหนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วบริษัทเหล่านี้มีหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวมากกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกำไรของหุ้นขนาดเล็กยังคงชะลอตัว และเศรษฐกิจที่ซบเซาเป็นอุปสรรคต่อสินทรัพย์ประเภทนี้มาโดยตลอด

 

“ดังนั้นเราจึงยังคงชอบหุ้นขนาดใหญ่ในระยะยาว Marcelli คาดว่า ดัชนี S&P 500 จะแตะระดับ 5,900 จุดภายในสิ้นปีนี้ และขยับขึ้นแตะระดับ 6,200 จุดภายในเดือนมิถุนายน 2025 เธอเชื่อว่ากำไรจากหุ้นจะเติบโตมากขึ้น โดยหุ้นในภาคเทคโนโลยียังมีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นต่อไป”

 

อ้างอิง:

The post S&P 500 พุ่งทำ All Time High ตลาดมีความหวังว่าสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จังหวะเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่ดีที่สุด ครั้งสุดท้ายในปี 2024 https://thestandard.co/time-to-invest-in-us-stocks/ Sat, 14 Sep 2024 07:22:05 +0000 https://thestandard.co/?p=983604

สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีที่สุดคือเมื่ […]

The post จังหวะเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่ดีที่สุด ครั้งสุดท้ายในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีที่สุดคือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีรองลงมาคือปัจจุบัน” แต่งานของนักกลยุทธ์การลงทุนไม่ได้ง่ายเหมือนสุภาษิตดังกล่าว เพื่อบรรลุเป้าหมายการลงทุนของลูกค้า นอกจากการสะสมความรู้ลึกซึ้งในข้อมูลสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์การลงทุนแล้ว เราต้องแสวงหาโอกาสทำกำไรในการลงทุนด้วยกลวิธีที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งการจับจังหวะตลาดเป็นงานที่ท้าทายกว่ามาก แต่ถ้าหากทำได้ดีก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ได้ 

 

โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2024 เราเห็นความผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลกที่เกิดจากเหตุการณ์สำคัญ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิสราเอลในเดือนเมษายน และการปิดสถานะ Yen Carry Trade ของนักลงทุนในเดือนสิงหาคม หลังการกลับทิศของนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสู่การใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ความผันผวนและการปรับฐานของตลาดหุ้นที่เกิดจากเหตุการณ์ข้างต้น ตามมาด้วยการฟื้นตัวของตลาดหุ้นหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นาน การปรับฐานรุนแรงในช่วงสั้นๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนของนักลงทุน ซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ปีนี้เท่านั้น 

 

เมื่อพิจารณาสถิติย้อนหลังจาก Bank of America (อ้างอิง: Fortune “Stocks usually take 6 months to recover from the type of selloff that just hit markets, BofA says” as of August 13, 2024) ในช่วง 34 ปีที่ผ่านมา เมื่อดัชนี MSCI All-Country World ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นโลก ปรับตัวลงรุนแรง -6 ถึง -7% ในระยะเวลา 3 วัน มักจะตามด้วยการฟื้นตัวสูงถึง +17.68% โดยเฉลี่ยในช่วง 1 ปีหลังจากการปรับฐานรุนแรง ขณะที่ดัชนี S&P 500 จะมีการย่อตัวมากกว่า -5% โดยเฉลี่ย 3 ครั้งต่อปี สะท้อนว่าการย่อตัวลงของตลาดเป็นเรื่องปกติ และการเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและปรับฐานมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอในระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป 

 

ในปัจจุบัน เรามองว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกย่อตัวในระยะสั้นเท่านั้น และไม่ได้เป็นการปรับฐานรุนแรงในแบบที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แม้นักลงทุนต่างกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง (Recession) หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2024 เพิ่มขึ้น 1.42 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 1.64 แสนตำแหน่ง ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2024 ที่การจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2024 ถูกปรับประมาณการลดลงจากระดับ 1.14 แสนตำแหน่ง และเป็นการปรับประมาณการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในทิศทางชะลอตัวลงกดดันตลาดหุ้นให้ปรับตัวลง 

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ประกอบ เรายังคงมีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ได้น่ากังวลอย่างที่นักลงทุนคาดการณ์ โดยในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน 2024 เราเห็นการย่อตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง -4.25% และดัชนี NASDAQ ปรับตัวลง -5.89% ขณะที่ดัชนีวัดความผันผวน (VIX Index) เพิ่มขึ้น +33% ซึ่งเรามองว่าเป็นจังหวะเข้าลงทุนครั้งสำคัญ และอาจเป็นจังหวะเข้าลงทุนที่ดีที่สุดครั้งสุดท้ายในปี 2024 ดั่งสุภาษิตจีนที่ว่า เวลาปลูกต้นไม้ที่ดีที่สุดรองลงมาจาก 20 ปีก่อนคือเวลาปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่สนับสนุนความคิดของเราคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงในลักษณะ Soft Landing และไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในลักษณะ Hard Landing หรือ Recession เนื่องจากหากพิจารณาตัวเลขตลาดแรงงาน เราเห็นว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2024 อยู่ที่ระดับ 4.2% ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ 4.3% และยังมีการขยายตัวของการจ้างงานทั้งในการสำรวจสถานประกอบการ (Establishment Survey) และการสำรวจในภาคครัวเรือน (Household Survey) ขณะที่อัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) อยู่ที่ระดับ 3.8% ซึ่งยังคงสูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิดที่ระดับ 3% นอกจากนี้ พิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจอื่นประกอบด้วย จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง จากข้อมูลจำนวนธุรกรรมรายวันของบัตรเดบิตในสหรัฐฯ ล่าสุด สะท้อนการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2024 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth: SSSG) รายสัปดาห์ของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ กว่า 9,000 แห่ง ในวันที่ 19 กันยายน 2024 เติบโตที่ระดับ 6.5% เทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขยายตัวติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 และการเติบโตยังคงเร่งตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ จากข้อมูลล่าสุดของมาตรวัดที่ใช้ติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือ Atlanta Fed’s GDPNow ในวันที่ 9 กันยายน 2024 คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 3/24 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์การขยายตัว 2.1% ในวันที่ 4 กันยายน 2024 ถึงแม้ว่าตัวเลขคาดการณ์จะต่ำกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 2/24 ที่ขยายตัว 3% แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตในลักษณะ Soft Landing และไม่ได้หดตัวในลักษณะ Hard Landing หรือ Recession ด้วยเศรษฐกิจที่ยังขยายตัว เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน นำไปสู่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น เราจึงมองว่าความกังวลในประเด็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงในระยะสั้น เป็นการสร้างโอกาสในการเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนมุมมองว่าในปัจจุบันอาจเป็นจังหวะเข้าลงทุนที่ดีที่สุดครั้งสุดท้ายในปี 2024 ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ การเริ่มต้นปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง และตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ลดความร้อนแรงลง นักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกที่ 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เดือนกันยายน 2024 ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าการลดอัตราดอกเบี้ยช่วยลดความตึงตัวทางการเงินในแต่ละหน่วยเศรษฐกิจ และลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงเกิดการประเมินมูลค่าหุ้นใหม่ (Stock Revaluation) เป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดในระยะถัดไป โดยจากการสำรวจข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 1954-2023 ของ Fidelity (อ้างอิง: Fidelity Investments “5 investing ideas for rate cuts” as of August 21, 2024) พบว่า ไม่ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลดีต่อตลาดหุ้น โดยในกรณีไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (No Recession) ผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนผ่านดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น +12.6% โดยเฉลี่ยในระยะ 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed ขณะที่ในกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย +13.9% โดยเฉลี่ยในระยะ 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed

 

 

ถึงแม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะ 1 ปีข้างหน้า ทั้งในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่สาเหตุที่เราให้ความสำคัญกับปัจจัยทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากที่สุด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนดสัดส่วนการกระจายการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ (Asset Allocation) โดยแต่ละประเภทสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันในทั้ง 2 กรณี เห็นได้จากรายงานของ J.P. Morgan Asset Management (อ้างอิง: J.P. Morgan Asset Management “How should investors be positioned ahead of Fed rate cuts?” as of August 28, 2024) ที่สำรวจข้อมูลตั้งแต่ปี 1984 ถึงปัจจุบัน พบว่าในระยะ 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed ในกรณีไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงที่สุดคือ หุ้นกลุ่มเติบโตในสหรัฐฯ (U.S. Growth Equities) โดยให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่ +20.4% โดยเฉลี่ย ขณะที่ในกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หุ้นกลุ่มเติบโตในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีผลตอบแทนติดลบเพียง -0.3% โดยเฉลี่ยในช่วง 12 เดือน หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกของ Fed

 

Screenshot

 

ดังนั้น จากเหตุผลข้างต้นทั้ง 2 ประการ เราจึงแนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสที่ตลาดถูกกดดันโดยความกังวลในประเด็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นจากประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก่อนที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ย โดยเราชื่นชอบกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่บริษัทจดทะเบียนมีความแข็งแกร่งทั้งในแง่ของการเติบโตและสถานะทางการเงิน ซึ่งทนทานต่อดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ที่ยังคงเติบโตสูง ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์โดยตรง อย่างกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้ประโยชน์จากรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ของบริษัทขนาดใหญ่ด้าน AI ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เรียกว่ากลุ่ม Hyperscaler (ประกอบด้วยบริษัท Microsoft, Meta Platforms, Alphabet และ Amazon.com) ยังคงเติบโต โดยเพิ่มขึ้น +58% เทียบกับปีที่ผ่านมา ในไตรมาสที่ 3/24 เร่งตัวขึ้นจาก +30% เทียบกับปีที่ผ่านมา ในไตรมาสที่ 2/24 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสถัดๆ ไป 

ทั้งนี้ เรายังคงจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจากผลสำรวจล่าสุดของ The New York Times คามาลา แฮร์ริส มีคะแนนนำ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ 49% ต่อ 47% อย่างไรก็ตาม ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง หรือในช่วงเดือนตุลาคมถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2024 การหาเสียงและการเปิดเผยรายละเอียดของนโยบายสำคัญอาจทำให้คะแนนนิยมหรือผลสำรวจเปลี่ยนไป โดยในมุมมองของเรา หากทรัมป์ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากการใช้นโยบายลดอัตราภาษีนิติบุคคล ซึ่งส่งผลดีต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน

The post จังหวะเข้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่ดีที่สุด ครั้งสุดท้ายในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs หั่นความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ เหลือ 20% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี https://thestandard.co/goldman-sachs-cuts-odds-of-us-recession-to-20percent-on-fresh-data/ Tue, 20 Aug 2024 08:38:12 +0000 https://thestandard.co/?p=973114 Goldman Sachs

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จาก Goldman […]

The post Goldman Sachs หั่นความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ เหลือ 20% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ปรับลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐอเมริกา จาก 25% เหลือ 20% หลังการรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจ

 

โดยในช่วงต้นเดือนสิงหาคม นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยจาก 15% ขึ้นไปเป็น 25% 

 

หลังจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payroll) ที่รายงานออกมา (2 สิงหาคม) เติบโตน้อยกว่าคาดที่ 114,000 ตำแหน่ง จากที่ประเมินไว้ 179,000 ตำแหน่งในช่วงเดือนมิถุนายน และ 185,000 ตำแหน่งที่ Dow Jones ประเมินไว้

 

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสร้างความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกเทขายในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs จะประเมินตัวเลขดังกล่าวใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (17 สิงหาคม) ก่อนจะปรับลดความเสี่ยงในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

 

โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจในช่วงหลัง ได้แก่ ยอดขายร้านค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมที่ยังโต 1% จากที่ประมาณการไว้ 0.3% และยอดการใช้สิทธิ์คนว่างงานก็น้อยกว่าคาด ส่งผลให้ภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนไป และช่วยหนุนให้ราคาหุ้นฟื้นตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ยังมองว่า การรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในวันที่ 6 กันยายนที่จะถึงนี้ อาจทำให้ความเสี่ยงของการเกิด Recession ลดลงไปเหลือ 15% อย่างที่เคยประมาณการไว้ก็เป็นได้ หากไม่มีปัจจัยลบมากระตุ้นเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยลง 0.25% มากกว่าที่จะลดลงถึง 0.50% 

 

อ้างอิง

 

The post Goldman Sachs หั่นความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ เหลือ 20% หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 https://thestandard.co/chinese-stocks-trade-below-msci-world/ Thu, 15 Aug 2024 09:44:25 +0000 https://thestandard.co/?p=971467

ความกลัวว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปรับขึ้นอั […]

The post หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความกลัวว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทั่วทั้งตลาดหุ้น ตลาดสกุลเงิน รวมถึงตลาดตราสารหนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ Black Monday 2024 ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนดูเหมือนเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ให้กับนักลงทุน จากการที่ดัชนีหุ้นจีนปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลก 

 

แต่ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าหุ้นจีนกลับมาอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกที่ฟื้นตัวสวนทางกลับมาได้อีกครั้ง 

 

หุ้นจีนจำเป็นต้องหลุดจากกับดักมูลค่า 

 

นักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นจีนชี้ไปที่การประเมินมูลค่าที่ต่ำมาก Rupert Mitchell บล็อกเกอร์ชาวออสเตรเลียแสดงความเห็นว่า นักลงทุนอเมริกันมีมุมมองขาขึ้นต่อประเทศจีน ไม่ว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่บางครั้งราคาอาจไม่ได้ถูกอย่างมีเหตุผล และหุ้นจีนจำเป็นต้องหลุดออกจากกับดักมูลค่าก่อน จึงจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้

 

การที่กลุ่มสินทรัพย์จะหลุดออกจากกับดักมูลค่าได้ ตลาดจำเป็นต้องมีผู้ซื้อรายใหม่และตัวเร่งปฏิกิริยา ผู้ซื้อรายใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นกองทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติ แต่อาจเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของจีน ซึ่งขณะนี้นักลงทุนเหล่านี้มักลงทุนในพันธบัตรจีน แต่ยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตามคือ การแข็งค่าขึ้นล่าสุดของค่าเงินเยนเทียบกับเงินหยวนอาจเป็นปัจจัยหนุนเช่นกัน เงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนักก่อนหน้านี้สร้างการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดส่งออกที่สำคัญ และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยเฉพาะในสินค้าหรูอย่างมีนัยสำคัญ แต่ด้วยทิศทางค่าเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อาจทำให้จีนกลับมาได้ประโยชน์ 

 

ทั้งนี้ หากมองภาพทั้งปี 2024 จะเห็นว่าดัชนีหุ้นจีนอย่าง CSI 300 ยังคงติดลบประมาณ 1-2% จากปีก่อน และจากข้อมูลของ Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ดัชนี CSI 300 ซื้อขายที่ราคามีส่วนลดประมาณ 35% เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI World ในการประเมินมูลค่าตามผลประกอบการ

 

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นจีนในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านหยวน หรือราว 3.77 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยต่างชาติกลายเป็นผู้ขายสุทธิในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

 

ทุนต่างชาติไหลออก ทุนจีนแห่ลงทุนนอก

 

นักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่แล้ว สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นอย่างมากต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

 

การลงทุนโดยตรงของต่างชาติในจีนลดลงเกือบ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5.4 แสนล้านบาท ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่ตัวเลขนี้ติดลบ 

 

และจากข้อมูลจากสำนักบริหารเงินตราต่างประเทศที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติลดลงประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้

 

หากแนวโน้มการลดลงยังคงดำเนินต่อไปตลอดทั้งปีนี้ จะทำให้ปีนี้เป็นปีแรกนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นอย่างน้อย ที่จะเห็นเงินลงทุนต่างชาติติดลบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว

 

หลังจากปี 2021 ที่เงินทุนต่างชาติพุ่งขึ้นสูงสุดที่ 3.44 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางบริษัทต้องลดความเสี่ยงลงโดยถอนการลงทุนหรือลดการลงทุนของตน 

 

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเปิดกว้างการทำธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ แต่บริษัทข้ามชาติมีเหตุผลมากกว่าที่จะเก็บเงินสดไว้ในต่างประเทศมากกว่าในจีน เนื่องจากประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ต่างจากจีนที่ลดดอกเบี้ยลงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

 

ในมุมกลับกัน บริษัทจีนได้ออกไปลงทุนต่างประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยนำเงินออกไปลงทุนมากถึง 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.55 ล้านล้านบาท ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

หุ้นจีนอาจเป็นแหล่งพักเงินในระยะถัดไป

 

ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ย่ำแย่เมื่อต้นเดือน ทำให้ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียลดพอร์ตการลงทุนลง 

 

อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Societe Generale SA, Invesco Hong Kong Ltd. และ UBS Group AG ต่างก็กล่าวถึงความน่าดึงดูดใจของจีน ขณะที่ Goldman Sachs Group, Inc. อัปเกรดหุ้นมาเลเซียในสัปดาห์นี้ โดยอ้างถึงคุณสมบัติการป้องกันตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก

 

นักวิเคราะห์จาก Shanghai Securities มองว่า การปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีผลกระทบจำกัดต่อหุ้นจีน โดยคาดว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น A-Share หรือดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น 

 

นักวิเคราะห์ยังกล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเร็วๆ นี้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจกระตุ้นให้นักลงทุนและกองทุนมองหาที่หลบภัย นอกจากนี้ค่าเงินหยวนของจีนยังแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คล้ายกันของค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งมีสถานะเป็นสินทรัพย์หลบภัย (Safe Haven) 

 

การลงทุนในสินทรัพย์หลบภัยหมายถึงการลงทุนที่คาดว่าจะรักษาหรือเพิ่มมูลค่าในสภาวะที่เกิดความไม่แน่นอนหรือช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ตัวอย่างของสินทรัพย์ Safe Haven ได้แก่ ทองคำ, พันธบัตรรัฐบาล, สกุลเงินเยนญี่ปุ่น, ฟรังก์สวิส และหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) 

 

ตลาดจีนอาจเป็นที่หลบภัยเมื่อตลาดสหรัฐฯ สั่นคลอนและตลาดญี่ปุ่นพังทลาย แม้ว่าดัชนีเซี่ยงไฮ้จะยังมีปัญหาในตัวของมันเอง แต่การเปิดกว้างเพื่อต้อนรับนักธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาในจีนอาจเป็นตัวหยุดความวุ่นวายในเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ และการ Unwind Carry Trade ในสกุลเงินเยนของญี่ปุ่นอาจเป็นผลดีกับจีนอีกด้วย

 

อ้างอิง:

The post หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? https://thestandard.co/black-monday-2024-analysis/ Tue, 13 Aug 2024 10:04:49 +0000 https://thestandard.co/?p=970511

ถอดบทเรียนจาก Black Monday 2024 มีสาเหตุมาจากอะไร และมี […]

The post วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถอดบทเรียนจาก Black Monday 2024 มีสาเหตุมาจากอะไร และมีความเสี่ยงมากหรือน้อยแค่ไหนที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะ Recession 

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า เหตุการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเมินว่ามาจากผลกระทบจาก 3 สาเหตุ ดังนี้ 

 

เปิด 3 สาเหตุสู่ Black Monday 2024 

 

1. นโยบายการเงินที่ผิดพลาด โดยเฉพาะธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 0.25% จากระดับ 0.1% เนื่องจากมีความกังวลถึงอัตราตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.2% ขยับขึ้นมาเป็น 2.86% อีกทั้งก่อนหน้านี้ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงค่อนข้างมากอยู่ที่ระดับประมาณ 150 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยลง

 

อีกทั้งผู้ว่าการของธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยภายในปี 2024 มีโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเกินระดับ 0.50% ส่งผลให้เริ่มมีความกังวลในนโยบายของการเงินญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

 

2. กระแสการเก็งกำไรที่มีมากในช่วงก่อนหน้านี้ในตลาดหุ้นหลายประเทศ ทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, อินเดีย และตลาดหุ้นอื่นๆ ส่งผลให้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้ค่า P/E Ratio ของตลาดหุ้น S&P 500 เพิ่มขึ้นเป็น 22 เท่า, ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี P/E Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 21.8 เท่า แต่หลังเหตุการณ์ Black Monday ดังกล่าว มีผลกระทบให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานลงมา โดยตลาดหุ้น S&P 500 มี P/E Ratio ลดลงเหลือ 21 เท่า ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี P/E Ratio เหลือ 17 เท่า

 

3. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยแรงขึ้นสวนทางกับ BOJ ที่เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้แม้ BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับของ Fed ซึ่งแม้ว่าจะมีโอกาสเริ่มลดดอกเบี้ยลง แต่ดอกเบี้ยของ Fed ปัจจุบันที่ระดับ 5% ก็ยังอยู่ในระดับที่สูง

 

อย่างไรก็ดี ยังส่งผลให้เกิดการ Yen Carry Trade โดยมีการกู้ยืมสินทรัพย์เงินสกุลเยนไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นทั่วโลก แต่หลังจากมีการปรับความคาดหวังของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานลงมา (Correction) รุนแรงดังนั้นทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) 

 

สัญญาณอันตรายโลกเข้า Recession?

 

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นล่าสุด หากเปรียบเทียบสามารถเปรียบได้กับ 3 สถานการณ์ก่อน คือ 

 

  1. สถานการณ์ Black Monday ปี 1987 

 

  1. สถานการณ์กองทุน Long-Term Capital Management (LTCM) ล้มในปี 1998 หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 

 

  1. วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 โดยสถานการณ์ครั้งนี้ดูคล้าย Black Monday 1987 มากที่สุด แต่ยังมีสถานการณ์ที่เบากว่า

 

ทั้งนี้ จะพบว่าภาพที่เกิดสถานการณ์ Black Monday มีความคล้ายกันกับ 3 สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ความย่ำแย่ แต่เกิดจากสถานการณ์ที่นักลงทุนกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้ลงทุนค่อนข้างอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง แต่นักลงทุนเกิดความตระหนักจากกระแสข่าวต่างๆ ที่ออกมาในช่วงนั้น ทำให้มีแรงขายออกมา รวมถึงยังมีประเด็นจากการ Margin Call และปัจจัยกดดันจากการขายเทรดดิ้งโปรแกรม จึงกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน

 

จากการเกิด Black Monday รอบล่าสุดในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปค่อนข้างสูง แต่เมื่อมีการรายงานตัวเลขข้อมูลเศรษฐกิจการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการจ้างงานลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน จนเกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ตกอยู่ในอันตราย โดยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และอาจทำให้ความตื่นตระหนกของตลาดหายไป โดยอาจพิจารณาได้จาก 4 มาตรวัด อันได้แก่ 

 

มาตรวัดที่ 1 ได้แก่ ตลาดแรงงาน พบว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่วัฏจักรนี้อาจแตกต่างออกไป เพราะเป็นการคลายตัวของตลาดแรงงานที่ตึงตัวเป็นพิเศษในช่วงสิ้นสุดของการแพร่ระบาดของโรคโควิด ที่ทำให้นายจ้างต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงานและความต้องการที่สูงขึ้นมาก 

 

มาตรวัดที่ 2 อาจวัดได้จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แต่ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ทั่วโลกของประเทศพัฒนาแล้วกำลังไปได้ดี โดยในไตรมาส 2/24 บจ.ทั่วโลก รายงานตัวเลขผลประกอบการออกมาดีที่สุดในรอบ 7 ไตรมาส

 

มาตรวัดที่ 3 ได้แก่ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจปัจจุบัน (Concurrent Economic Indicator) ซึ่งโดยรวมยังดีต่อเนื่อง 

 

มาตรวัดที่ 4 ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งส่งสัญญาณที่ดีขึ้น โดยมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

เปิดบทเรียน Black Monday รอบล่าสุด

 

สำหรับบทเรียนที่ได้จากสถานการณ์ Black Monday รอบล่าสุด มีดังนี้ 

 

  1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันยังห่างไกลกับสภาวะถดถอย โดยเครื่องชี้ว่าเศรษฐกิจจริงต่างๆ เช่น รายได้ประชาชน ตลาดแรงงาน การผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่ง GDP เองก็ยังอยู่ในโซนที่แข็งแกร่ง 

 

  1. ในปัจจุบันยังไม่มีการเก็งกำไรที่ใช้สถานะกู้ยืมสูง (Highly Leverage) ที่จะนำไปสู่การปรับสถานะรุนแรง แต่อาจมีนักลงทุนบางส่วนทำธุรกรรม Yen Carry Trade ทำให้ต้องปรับสถานะ 

 

  1. ในปัจจุบันไม่มีความเสี่ยงสภาพคล่อง (Liquidity Risk) รวมถึงมีความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) มากเท่าวิกฤตก่อนๆ 

 

อย่างไรก็ตาม อาจต้องจับตามูลค่าของหุ้นกลุ่ม AI ที่ขึ้นมามาก แต่ในปัจจุบันราคาหุ้นที่ลดลง 30% จากระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ตลาดเข้าใกล้ภาวะปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ดอกเบี้ยที่อยู่ระดับสูงมายาวนาน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ภาวะผันผวนได้บ้าง ซึ่งการลดดอกเบี้ยของ Fed จะช่วยปรับสมดุลให้กับการลงทุนได้ในระยะต่อไป

 

สำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน แนะนำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น เพราะอาจมีความผันผวนมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสปรับฐานได้บ้าง

 

อย่างไรก็ดี หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มมาต่อเนื่องในระดับที่มีมูลค่าแพง ส่งผลให้นักลงทุนน่าจะเริ่มมองโอกาสการลงทุนกระจายออกไปในสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก เช่น ตลาดหุ้นไทยที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลงแรงค่อนข้างมาก หากปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองไม่ได้มีความรุนแรง รวมถึงเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยรวมถึงตลาดหุ้นเอเชียจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้บ้างในระยะต่อไป

The post วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาด ‘หุ้นโลกฟื้นตัว’ เหตุตลาดคลายกังวลนโยบายการเงินญี่ปุ่น ขณะที่สหรัฐฯ ยังห่าง ‘เศรษฐกิจถดถอย’ https://thestandard.co/economic-outlook-improves-global-stocks-rise/ Tue, 13 Aug 2024 07:25:49 +0000 https://thestandard.co/?p=970409 หุ้นโลกฟื้นตัว

The post คาด ‘หุ้นโลกฟื้นตัว’ เหตุตลาดคลายกังวลนโยบายการเงินญี่ปุ่น ขณะที่สหรัฐฯ ยังห่าง ‘เศรษฐกิจถดถอย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นโลกฟื้นตัว

The post คาด ‘หุ้นโลกฟื้นตัว’ เหตุตลาดคลายกังวลนโยบายการเงินญี่ปุ่น ขณะที่สหรัฐฯ ยังห่าง ‘เศรษฐกิจถดถอย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัปดาห์แห่งความผันผวนของตลาดการเงิน เป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีหรือแค่ตลาดกระทิงที่พักชั่วคราว https://thestandard.co/financial-market-volatility-week/ Fri, 09 Aug 2024 05:56:47 +0000 https://thestandard.co/?p=969345 ตลาดการเงิน

ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ( […]

The post สัปดาห์แห่งความผันผวนของตลาดการเงิน เป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีหรือแค่ตลาดกระทิงที่พักชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดการเงิน

ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) หลังจากรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่น่าผิดหวัง ทำให้เกิดความกลัวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ นอกจากนี้การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 15 ปี ยังเพิ่มความผันผวนใน ตลาดการเงิน ให้หนักกว่าเดิม

 

นักลงทุนแห่ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด แม้ว่าตลาดจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ในวันต่อมา แต่ก็มีความผันผวนอย่างหนัก แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนใน ตลาดการเงิน นี่จะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของตลาดครั้งใหม่อีกครั้งหรือไม่ 

 

ตลาดหุ้นทั่วโลกยากที่จะรักษาโมเมนตัมเชิงบวกไว้

 

แม้ว่าตลาดส่วนใหญ่จะสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่การร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้ทำลายมุมมองเชิงบวกทางเทคนิค ดัชนี NIKKEI 225 ของญี่ปุ่นร่วงลง 12.4% ในวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นการซื้อ-ขายที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ Black Monday ในปี 1987 

 

นอกจากนี้สัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้าของสหรัฐฯ พยายามทรงตัวหลังจากที่มีความผันผวนอย่างรุนแรงหลายครั้ง ดัชนี NASDAQ 100 ดิ่ง 6.5%, ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ดิ่งลง 9% สกุลเงินดิจิทัล Ethereum (ETH) ร่วงลงหนักที่สุดตั้งแต่ปี 2021 และ Bitcoin ซื้อ-ขายแย่ที่สุดตั้งแต่ FTX ล้มละลาย สิ่งเหล่านี้อาจบ่งบอกได้ว่า การฟื้นตัวที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

 

มุมมองนักวิเคราะห์ฝั่งตลาดหมี 

 

เจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาเชื่อว่าโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะลงเอยแบบ Soft Landing อยู่ที่ประมาณ 35-40% ทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในความคิดของเขา ไดมอนแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า มีความไม่แน่นอนมากมายในตลาด ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, การขาดดุล, การลดขนาดงบดุลของธนาคารกลาง (Quantitative Tightening) และการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมีขึ้นในสหรัฐฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ตลาดเกิดความวิตก

 

นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ได้ปรับการคาดการณ์ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในปีหน้าสูงขึ้น ปัจจุบัน Goldman Sachs ประเมินว่ามีโอกาส 25% ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ที่ 15%

 

แบร์รี แบนนิสเตอร์ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นของ Stifel กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะฟื้นตัว และยังคงเน้นย้ำว่าดัชนี S&P 500 จะร่วงลงไปที่ 5,000 จุดภายในเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งลดลง 12% จากจุดสูงสุดในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เหนียวแน่น 

 

นักวิเคราะห์ฝั่งตลาดกระทิง

 

สาวิตา สุบรามาเนียน นักกลยุทธ์ของ Bank of America กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นจะถึงจุดสูงสุดแล้วแต่อย่างใด ตลาดหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนักล่าสุดอาจเป็นเพียงการปรับฐานที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีเท่านั้น 

 

เธอให้ความเห็นว่า ตลาดเกิดการปรับฐานมากกว่า 5% เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป โดยเกิดขึ้นมากกว่า 3 ครั้งต่อปีโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1930 ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้หลังจากครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน ขณะที่การปรับฐานมากกว่า 10% เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยปีละครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 สิ่งนี้ทำให้เธอมองว่าแรงเทขายเมื่อเร็วๆ นี้เป็นการย่อตัวของตลาดโดยทั่วไปมากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีที่แท้จริง

 

ในขณะเดียวกัน วินเซนต์ เคลร์ก ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ Maersk ซึ่งถือเป็นมาตรวัดการค้าโลก เผยว่า เขาไม่เห็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ เนื่องจากความต้องการขนส่งสินค้ายังคงแข็งแกร่ง เขากล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วความต้องการตู้คอนเทนเนอร์จะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจมหภาคโดยพื้นฐาน

 

แนนซี แวนเดน ฮูเตน นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของ Oxford Economics กล่าวว่า เธอไม่เห็นสัญญาณภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้ว่าตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม รายงานการจ้างงานนั้นอ่อนแอกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดไว้ อย่างไรก็ตามมีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม

 

ตลาดจะจับตามองรายงานการยื่นขอสวัสดิการการว่างงานประจำสัปดาห์ในวันพฤหัสบดีนี้อย่างใกล้ชิด หลังรายงานการจ้างงานในสัปดาห์ที่แล้วออกมาน่าผิดหวัง

 

อ้างอิง:

The post สัปดาห์แห่งความผันผวนของตลาดการเงิน เป็นจุดเริ่มต้นของตลาดหมีหรือแค่ตลาดกระทิงที่พักชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan ปรับเพิ่มความเสี่ยง Recession ของสหรัฐฯ ขึ้นเป็น 35% ในปีนี้ https://thestandard.co/jpmorgan-recession-risk-increased/ Thu, 08 Aug 2024 08:14:01 +0000 https://thestandard.co/?p=969041 JPMorgan

เมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) JPMorgan Chase &am […]

The post JPMorgan ปรับเพิ่มความเสี่ยง Recession ของสหรัฐฯ ขึ้นเป็น 35% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan

เมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) JPMorgan Chase & Co. ปรับการคาดการณ์ความน่าจะเป็นในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ของสหรัฐฯ ในปี 2024 ขึ้นเป็น 35% จากระดับคาดการณ์ที่ 25% ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

บรูซ แคสแมน นักเศรษฐศาสตร์ของ JP Morgan เขียนในรายงานว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ณ ขณะนี้ แย่กว่าที่คาดการณ์กันไว้ และจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะถดถอยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ถึง 45%

 

แคสแมนมองว่า การปรับตัวเลขความเสี่ยงที่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นนั้นตรงข้ามกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ที่นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า โอกาสคงดอกเบี้ยนโยบายไว้สูงเป็นระยะเวลานานลดลงจาก 50% ในช่วงสองเดือนก่อนเหลือเพียง 30% 

 

เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ลดลง ทำให้ JP Morgan มองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงในเดือนกันยายนและพฤศจิกายนนี้

 

ทั้งนี้ ตัวเลขการประเมินภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ จาก JP Morgan ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ธนาคารอื่นอย่าง Goldman Sachs ที่มองว่ามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะถดถอย 25% ในปีหน้า 

 

นักเศรษฐศาสตร์จาก JP Morgan ชี้ว่า การรับรู้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือเศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะถดถอย จะทำให้ธนาคารกลางใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว

 

อ้างอิง:

The post JPMorgan ปรับเพิ่มความเสี่ยง Recession ของสหรัฐฯ ขึ้นเป็น 35% ในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>